WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 19, 2009

ป้องกันไว้...ไม่เสียหลาย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่...ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม “คนเสื้อแดง” รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจที่คอยเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง ในวัน นปช. ชุมนุมใหญ่ 19 ก.ย. 52“เทคโนโลยีใหม่” ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้เตรียมนำมาเพื่อทำการ “สลายชุมนุม”หากเกิดเหตุรุนแรง หรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า “เครื่องทำหูดับ”เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างคลื่นเสียงที่มีความถี่สูง...ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อร่างกาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ “ระบบประสาท”หากผู้ใช้ไม่มีความชำนาญเพียงพอ หรือ ผู้ได้รับคลื่นเสียงในความถี่ที่สูงมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิด “อันตราย” ต่อร่างกายดังนั้น...จึงควรหาวิธีป้องกันหากรู้ว่า ร่างกายรับไม่ไหว หรือ เกินขีดจำกัด อันเป็นผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพในอนาคตเครื่อง LRAD มีชื่อเต็มว่า Long Range Acoustic Device หลักการทำงานคือการใช้จานส่งคลื่นเสียงความถี่ 2.5 กิโลเฮิร์ตซ์ ด้วยเชิงมุม 30 องศาสามารถทำให้เกิดเสียงดังระดับ 146 เดซิเบล ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในระยะ1 เมตรสามารถสูญเสียการได้ยิน “อย่างถาวร”เนื่องจากแก้วหูถูกทำลาย!สำหรับระยะ 300 เมตร ระดับเสียงจะดังประมาณ 90 เดซิเบลลักษณะของเสียงจะคล้ายกับเสียงของเครื่องตรวจจับควันไฟ แต่หวีดแหลมและดังกว่ามากๆโดยอุปกรณ์หลักในการสร้างคลื่นชนิดนี้คือ Piezoceramic Transducersซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนความถี่ของกระแสไฟฟ้าให้กลายเป็นคลื่นเสียงสำหรับ “วิธีป้องกัน” สามารถปฏิบัติได้โดย1. ใช้ Ear-plugs หรือที่อุดหู ควรเลือกชนิดที่ป้องกันเสียงได้สูงสุด เช่น Ear-Plugs สำหรับงานช่าง หรือ สำหรับซ้อมยิงปืน2. ถ้าไม่มี Ear-Plugs ควรประยุกต์สร้างอุปกรณ์อุดหูด้วยวัสดุที่ช่วยลดระดับเสียง เช่น กระดาษทิชชู หรือ ก้นบุหรี่ชุบน้ำให้หมาดหรือ เหลาจุกคอร์กให้มีขนาดที่เหมาะสม แล้วใช้แทน Ear-Plugs3. ตัดเล็บนิ้วมือให้สั้น โดยเฉพาะนิ้วก้อย เพราะถ้าไม่มี Ear-Plugs หรืออุปกรณ์ใดๆ ก็ให้ใช้นิ้วก้อยอุดช่องหูให้แน่นที่สุด ผิวหนังของมนุษย์สามารถดูดซับให้คลื่นเสียงอ่อนกำลังลง4. ควรเตรียมหน้ากากสำหรับ “สะท้อนแนวคลื่น” ด้วยการใช้แผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ตัดให้มีขนาดความยาวพอที่จะพันรอบศีรษะได้เจาะรูรูปสามเหลี่ยม...สำหรับให้จมูกโผล่ออกมาเพื่อหายใจ เจาะรูตำแหน่งดวงตาเพื่อให้สามารถมองเห็น

เวลาที่ต้องการนำมาใช้ ให้แนบจมูกและดวงตาตรงกับตำแหน่งที่เจาะรูไว้ กดและขยำปลายแผ่นฟอยล์ให้แนบกับด้านหลัง-ด้านบน-ด้านข้าง ของศีรษะ โดยด้านที่มันเงาของแผ่นฟอยล์จะต้องอยู่ภายนอก เพื่อให้เกิดการสะท้อนและหักเหของคลื่นนี่เป็นวิธีป้องกันตนเองแบบง่ายๆ ซึ่งสามารถช่วยลด “ความเสี่ยง” ต่ออันตรายในร่างกายที่อาจเกิดขึ้นเพราะไม่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุม หรือ เจ้าหน้าที่ ต่างต้องทำหน้าที่ของตนให้เกิด“ประสิทธิภาพสูงสุด”ผู้ชุมนุม...มีสิทธิ์แสดงออกซึ่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้กรอบและกฎเกณฑ์ของกฎหมายเจ้าหน้าที่...มีสิทธิ์เข้าทำการ “สลายการชุมนุม” หากเกิดเหตุรุนแรงซึ่งต้องใช้วิธีปฏิบัติในการ “ไม่ละเมิดสิทธิ” ของผู้ชุมนุมอย่างเคร่งครัด3 ปีแห่งการ “รัฐประหาร” เป็นความสุขของ “ผู้มีอำนาจ” ที่ได้สร้างความเจ็บปวดภายในจิตใจของประชาชนคนไทยทั่วทั้งแผ่นดินสิ่งที่รองนายกรัฐมนตรี “สุเทพ เทือกสุบรรณ” พูดขึ้นเมื่อวานก่อนที่จะมีการชุมนุม “หากมีความเป็นไปได้ ตนอยากจุดธูปเทียนกราบไหว้กลุ่มคนเสื้อแดงว่าอย่ามาชุมนุม”“คุณสุเทพ” เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่รู้ทุกเรื่องราว...รู้ความเป็นไปในบ้านเมืองและรู้อยู่แก่ใจว่า...ประเทศชาติมัน “ขัดแย้ง” เดินมาไกลจนกว่าจะถอยหลังย้อนกลับ การชุมนุมของ “มหาประชาชน” ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด หรือพรรคพวกใดจะยังคงดำเนินต่อไป...ท่ามกลางสภาวะสังคมและการเมืองในประเทศที่ ไม่มีการปกครองด้วยความเป็นธรรมประชาชนเหล่านี้มิใช่หรือที่ถูก “ผู้มีอำนาจ” กดขี่กดหัวจนมิอาจ“ลืมตาอ้าปาก” และเห็น “แสงสว่าง” แห่งความปกติสุขพวกเขาต้องการที่จะ “เปลี่ยนแปลง” ประเทศนี้ให้กลายเป็นดินแดนที่มีความ“ถูกต้อง” และ “เป็นธรรม” ไม่ใช่เป็นเช่น “รอยยิ้ม” อันไม่จริงใจของผู้มีอำนาจประเทศนี้ไม่ได้ถูกปกครองด้วย “กลุ่มอำนาจใดอำนาจหนึ่ง” แต่ต้องเป็นการปกครองโดย “มหาประชาชน” ซึ่งบรรพบุรุษได้สร้างสิ่งมีค่าให้พวกเขา “ดำรงชีพ” สืบอยู่“คุณสุเทพ” ไม่จำเป็นต้องมา จุดธูปเทียนกราบไหว้ คนเสื้อแดงให้เสียเวลา...เพียงแค่เอ่ยปากไหว้วานบอกไปถึง “ผู้มีอำนาจ” ...เมื่อใดจะหยุดทำร้ายประเทศชาติเสียที!โดยเฉพาะ “ผู้มีอำนาจ” เหล่านั้น...ต้องมา “ก้มกราบขอโทษ”ต่อมหาประชาชน ซึ่งได้ทำความชั่วความเลวไว้มากเขาทำผิดต่อแผ่นดินที่ยืนอยู่...และทำผิดต่อประชาชนซึ่งเป็น“ผู้ใต้ปกครอง” อย่างมิน่าให้อภัยแต่ในฐานะ “คนไทย” คนทำผิดต้องให้โอกาส...กราบขอโทษงามๆแล้วประชาชนทั้งหลายจะให้อภัย!! ■

ถึงแกนนำเสื้อแดง:จงถนอมรักมวลชน อย่านำมวลชนไปสู่ความสุ่มเสี่ยงโดยไม่จำเป็น!

ที่มา Thai E-News

แถลงการณ์ถึงแกนนำเสื้อแดง,ผู้ร่วมชุมนุม,เพื่อนร่วมชาติต่อกรณีชุมนุมรำลึก 3 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน

ไทยอีนิวส์ได้ก่อตั้งมาจวนครบ 3 ปี หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และยืนหยัดสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย ที่เคลื่อนไหวเพื่อประเทศชาติ ประชาชน ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม มาโดยตลอด

สำหรับการชุมนุมในวันที่ 19 กันยายน 2552 เพื่อรำลึกถึงการรัฐประหารครบรอบ 3 ปีนั้น เราขอแสดงจุดยืนดังต่อไปนี้

1.ขอสนับสนุนประชาชนไทยทั่วประเทศและทั่วโลก รวมทั้งมิตรสหายที่หนุนช่วยทั้งมวลร่วมกันสนับสนุนการจัดกิจกรรมชุมนุมใหญ่ในทุกวิถีทางที่จำเป็น เช่น เข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมโดยสงบสันติปราศจากอาวุธ หรือหนุนช่วยด้านเสบียง อุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น อุปกรณ์กันฝน หรืออุปกรณ์กันเสียงLRAD เป็นต้น

สำหรับท่านไม่สะดวกเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมใหญ่ที่ลานพระรูปทรงม้า ก็อาจเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบ ณ บริเวณศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่นัดหมายสำคัญในจังหวัดและพื้นที่ต่างๆที่ท่านสะดวก หรือให้กำลังใจ

2.เนื่องจากอาจเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นได้จากการยั่วยุ หรือสร้างสถานการณ์ ซึ่งควรยอมรับว่าหลายครั้งที่ผ่านมาแกนนำเสื้อแดงไม่สามารถจัดการควบคุมการชุมนุมให้อยู่ในระเบียบวินัยการจัดตั้งที่เคร่งครัดได้ทั้งหมด เช่น กรณีการชุมที่หน้าบ้านสี่เสาฯเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 ที่มีผู้ร่วมชุมนุมบางส่วนไม่อาจทนการยั่วยุของตำรวจได้และเกิดการปะทะขึ้น นำไปสู่การจับกุมแกนนำ และพ่ายแพ้ทางการเมือง

หรือกรณีชุมนุมใหญ่เมื่อเดือนเมษายน ก็มีแท็กซี่กลุ่มหนึ่งเข้าปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยไม่ใช่มติของผู้ชุมนุม หรือการเข้าไปรบกวนสถานที่ประชุมของผู้นำชาติอาเซียนพัทยา ก็เป็นไปในลักษณะที่"เป็นไปเอง"โดยไม่อยู่ในแผนใดๆ ทั้งหมดนี้มีความเสี่ยงต่อการถูกยั่วยุ นำไปสู่การปราบปราม และการพ่ายแพ้ทางการเมือง

ต่อสถานการณ์ชุมนุมใหญ่วันที่ 19 กันยายน 2552 นี้นับได้ว่ามีความแหลมคมอย่างยิ่งต่อการจะเกิดปัญหาตามมาได้ นอกจากกรณีปัญหาแกนนำการชุมนุมเคยมีปัญหาไม่อาจจัดการควบคุมการชุมนุมให้เคร่งครัดอยู่ในวินัยการจัดตั้งที่เข้มงวดต่อผู้ชุมนุมได้แล้ว ก็อาจมีปัญหาขาดลักษณะประชาธิปไตยด้วย คือแกนนำเพียงจำนวนไม่กี่คนอาจกระทำการที่สุ่มเสี่ยงต่อชีวิตของมวลชน และความพ่ายแพ้ทางการเมืองของขบวนประชาธิปไตยในภาพรวม เช่น การประกาศเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยที่รู้ดีอยู่แล้วว่าฝ่ายอำมาตย์มีการป้องกันขันแข็ง และสุ่มเสี่ยงจะเกิดการปะทะ หรือการสร้างสถานการณ์อันเลวร้าย(ซึ่งกรณีสงกรานต์ แกนนำเองก็ยอมร้บว่า มีฝ่ายมือที่สามเข้าแทรกแซงก่อเหตุทั้งเรื่องรถแก๊ส การยิงชาวบ้านที่นางเลิ้ง และการมีปัญหากับชาวมุสลิมแถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่)

ในคราวนี้แกนนำการชุมนุมแน่ใจหรือยังว่าสามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านี้ได้ หากได้ก็จะได้รับการชื่นชมจากเรา แต่หากไม่ได้ ท่านก็อาจจะกำลังพามวลชนสุ่มเสี่ยง เป็นการไม่ถนอมรักมวลชนที่สนับสนุนพวกท่านทุกบาทก้าว และท่านกำลังสะสมความพ่ายแพ้ทางการเมืองให้มากขึ้นตามลำดับ และนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายประชาธิปไตยในที่สุด

ดังนั้นหากท่านไม่สามารถจัดการควบคุมผู้ร่วมชุมนุมให้เคร่งครัดในวินัยจัดตั้งอย่างเข้มงวดได้ ลักษณะการนำกระจุกตัวกระจุกการตัดสินใจขาดลักษณะประชาธิปไตย และหรือไม่สามารถจัดการบริหารความเสี่ยงจากการแทรกซ้อนของผู้ประสงค์ร้ายได้อย่างเด็ดขาด แกนนำควรพิจารณาทบทวนตัดความเสี่ยงต่างๆออกไปให้ได้มากที่สุด เป็นต้นว่า ยุติการเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมไปที่ใดที่หนึ่ง รวมทั้งบ้านสี่เสาฯเพราะไม่จำเป็นใดๆเลย การที่บอกว่าจำเป็นต้องไป เพราะพลเอกเปรมเป็นสัญลักษณ์ของแกนกลางรัฐประหาร ก็คนรู้กันทั้งโลกมานานแล้ว และเปรมเองก็ไม่อยู่ แต่หนีหัวซุกหัวซุนไปแล้ว ท่านยังจะพามวลชนไปเสี่ยงอีกทำไม..?!

3.พร้อมกันนี้เราขอเรียกร้องไปยังฝ่ายรัฐบาล บรรดาสื่อสารมวลชนกระแสหลัก นักสิทธิมนุษยชน และประชาชนเพื่อนร่วมชาติผู้มีใจยุติธรรมทั้งหลายได้โปรดมองการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 19 กันยายนนี้ตามที่เป็นจริง เราไม่เรียกร้องให้พวกท่านต้องเอาใจเข้าข้างถือหางสนับสนุนใดๆ เพียงแต่พิจารณาตามที่เป็นจริง มองว่านี่คือเพื่อนร่วมชาติของพวกท่าน มีชีวิต มีจิตใจ มีครอบครัว มีความปรารถนาดีต่อประเทศเช่นเดียวกับคนไทยผู้รักชาติทั้งมวล เพียงท่านพิจารณาได้เท่านี้ ก็นับเป็นสิ่งที่พึงหวังต่อชะตาอนาคตประเทศชาติของเราแล้ว

กองบรรณาธิการไทยอีนิวส์

19 กันยายน 2552

ทำไมผบ.ตร.ของอภิสิทธิ์จึงกลายเป็น”ศึกช้างชนช้าง”

ที่มา Thai E-News

ที่มา เว็บนิวสกายไทยแลนด์
19 กันยายน 2552

มีคำถามมามากว่าทำไมการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ครั้งนี้จึงดูยุ่งยากสลับซับซ้อน ปิดๆ เปิดๆ กันมึนไปหมด จึงขออนุญาตแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนครับ

การเลือกผบ.ตร.เดิมทีไม่ได้มีความสำคัญถึงระดับ"ศึกช้างชนช้าง"หรือ"ศึกยุทธหัตถี"เช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ เริ่มต้นที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติใหม่ซึ่งจะต้องมีการเกลี่ยและโยกย้ายกันจำนวนมาก อภิสิทธิ์(ปชป)ร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล(พรรคพันธมิตรการเมืองใหม่)ถือโอกาสวางแผนสมคบคิดสร้างฐานกันใหม่ในสำนักงานตำรวจเพื่อผลสร้างฐานเสียง คุ้มครองหัวคะแนนและผลประโยชน์มหาศาลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทยจับมือกับกลุ่มทหารที่ต้องการเล่นการเมืองอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร.ปัจจุบันก็ทำโผโยกย้ายหวังปูฐานเข้าสู่การเมืองเพื่อเป็นใหญ่เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างว่าต้องการล้างอิทธิพลทักษิณและตำรวจเสื้อแดงที่ทำตัวใส่"เกียร์ว่าง"ในขณะนี้

ฝ่ายอภิสิทธิ์และสนธิลิ้มได้สร้างวาทกรรม"เจอตอ"ในคดียิงสนธิ จากปากของพลตำรวจเอกธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.คนของสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อหวังกดดันไปสู่การเปลี่ยนผบ.ตร.คนใหม่ แต่ก็เจอแรงต้าน ตอบโต้จากพัชรวาทและพวกสุดฤทธิ์ เกิดนิทานอีสปเรื่อง "หมาป่ากับลูกแกะ" ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ จะเป็นตำนานต้องเล่าขานกันในวงการสีกากีและการเมืองไทยไปอีกนาน จนไม่สามารถปลด-ย้ายหรือกระทำการใดๆ ไม่ให้พัชรวาทยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายหรือปรับเกลี่ยตำแหน่งตามโครงสร้างใหม่แต่อย่างใด

กระทั่งเมื่อใกล้วาระเกษียณอายุต้องสรรหาผบ.ตร.คนใหม่ อภิสิทธิ์ที่สมคบกับสนธิลิ้มจึงใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ต.ช.ที่มีสิทธิเสนอชื่อผลักดันพลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ ในกำกับของสนธิลิ้มซึ่งได้ส่งลูกน้องไปเป็นหน้าห้องไว้ล่วงหน้าแล้ว หวังเปิดทางสะดวกในการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายวางฐานอำนาจกันใหม่ เพื่อรองรับพรรคการเมืองพันธมิตรและประชาธิปัตย์เจ้าเก่าตามแผนจับมือ กอดคอกันยึดรัฐสภาการเมืองไทยไว้ใต้อุ้งอำนาจ

แต่อนิจจา..."เมื่อฟ้าให้ปทีป(จะ)เกิดไยให้(มี)จุมพลเกิด(สอดแทรก)ด้วย"

พลตำรวจเอกจุมพล มั่นหมายกลับได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมชิงตำแหน่งแข่งขันด้วย จากผลงานรับใช้ใกล้ชิดจนเป็นที่ไว้วางใจมาตั้งแต่ครั้งเป็นผู้การอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี

ประกอบกับปัจจุบันอยู่ในช่วงปลายรัชกาลที่ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี ผู้รับมรดกจากฟ้าอย่างเป็นทางการจึงต้องการปูพื้นฐานในการขึ้นครองฟ้า วางฐานอำนาจรองรับภารกิจนี้โดย"ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ"เช่นที่มีกลุ่มอำมาตย์กำลังวางแผนกันอยู่ในขณะนี้

จึงเกิด"ข้อมูลพิเศษ"จากนิพนธ์ พร้อมพันธ์ เลขานายกรัฐมนตรีและสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงแจ้งให้อภิสิทธิ์ได้รับทราบถึง"ข้อมูลพิเศษ"นี้ แต่ด้วยความโอหังและต้องการลดปมด้อย"เด็กเมื่อวานซืน"ที่ต้องรอแก๊สบ่มยังไม่บรรลุวุฒิภาวะผู้นำจึงทำเป็นละเลยไม่แยแสที่จะทำความกระจ่างชัด ดึงดันเสนอชื่อที่ไม่ใช่"ข้อมูลพิเศษ"ขอมา อาจจะเมื่อไปปรึกษากับสนธิลิ้มก็ได้รับการยืนยันว่าของลิ้มเป็น"ข้อมูลพิเศษที่พิเศษกว่า"ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องกลัว และชวนเองก็หนุนให้ไม่ต้องสนใจโดยอ้างว่าสมัยเป็นนายกก็เคยขัดใจ"ข้อมูลพิเศษ""ไม่เห็นจะมีอะไร โมโห 3-4 วันก็เงีบหายไปเอง"

อภิสิทธิ์ด้วยความมั่นใจเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป เป็นผบ.ตร.คนใหม่ต่อที่ประชุม ก.ต.ช.อย่างโอหัง บังอาจ จึงได้รับการ"ตบหน้า"สั่งสอนด้วยมติไม่รับรองปทีปเป็นผบ.ตร.คนใหม่เป็นที่อับอายฮือฮากันทั่วทุกวงการ อภิสิทธิ์เองทำเป็นไก๋โยนความผิดพลาดให้กับพรรคภูมิใจไทยหวังกลบเกลื่อนเบี่ยงเบนความจริง แต่ก็ถูกสวนกลับด้วยวาทะ"ให้ไปถามนิพนธ์กับสุเทพ"ผู้ประสานงานพรรคร่วมที่สั่งมา ต้องเดือดร้อนบรรดาทนายหน้าหอของ"ข้อมูลพิเศษที่พิเศษกว่า"ตามที่สนธิลิ้มอ้างออกมาเดินเพ่นพ่านแสดงตนว่าเป็นของที่จริงกว่าหนุนมาร์คอยู่ อันนำไปสู่การขยายเรื่องเล็ก(ที่ควรจะเป็นภายใน)ให้เป็นเรื่องใหญ่(เป็นที่รับรู้ทางสาธารณะ) เพราะความดื้อรั้น อวดดี โอหัง รักหน้า รักประโยชน์ตนของอภิสิทธิ์เป็นเหตุ

อนิจจาวันเวลาได้เคลื่อนไปไม่เคยหวนกลับ สมัยชวนกับสมัยนี้เงื่อนไของค์ประกอบบารมีไม่เหมือนกัน "ข้อมูลพิเศษ"ปัจจุบันกำลังจะบินขึ้นท้องฟ้า บารมีเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเริ่มสั่งสมเพื่อรองรับภารกิจนี้

จึงเกิดสายด่วนตรงระหว่าง"ข้อมูลพิเศษ"กับ"ข้อมูลที่พิเศษเหนือกว่า" ทำให้"ข้อมูลที่อ้างว่าพิเศษเหนือกว่า" ยอมรับต้องปล่อยวางไม่ยุ่งเกี่ยว เดือดร้อนต้องให้คนแก่ผมหงอกที่เป็นล่ามกิติมศักดิ์อ้างว่าสามารถสื่อสายตรงกับ"ข้อมูลที่พิเศษสุดสุด"แอบอ้างว่าหนุนอภิสิทธิ์อย่างเต็มตัว

ด้วยวาจาดูถูกดูแคลนของอภิสิทธิ์ที่ว่าข้อมูลที่อ้างเป็นข้อมูลจริงไม่จริง ลึกไม่ลึก รอบด้านไม่รอบด้าน จึงเกิด"สายด่วนตรงจากเยอรมัน"ที่นิพนธ์บินไปรับมายืนยันว่า"ข้อมูลพิเศษ"ของจริง ไม่ใช่อ้างลอยๆ ไม่ลึก ไม่รอบด้านตามที่กล่าวหา

กรณี"ชี้มูลความผิดของปปช."จากบารมีล่ามฯ เป็นการเริ่มกลโกง เกมสกปรก ตัดคะแนนกันหน้าด้านๆ โดยไม่คำนึงถึงความเสื่อมเสียในองค์กรอิสระจึงเกิดขึ้น พร้อมด้วยเทคนิคกลเกมสารพัดนำมาใช้โดยไม่มีความสำนึกว่าเหมาะสม สมควรหรือไม่

เพราะความดื้อรั้นของเด็กดื้อทำให้รับทราบกันทั่วไปว่าใคร? หนุนจุมพลให้เป็นผบ.ตร. ก่อให้เกิด"สงครามแห่งศักดิ์ศรี"ขึ้น ถึงขั้นถ้าพ่ายแพ้หมากนี้(ในการแต่งตั้งผบ.ตร.)อาจหมายถึงพ่ายแพ้ทั้งกระดาน(ตำแหน่ง"ผู้รับมรดก"อาจเป็นเพียงในนามเท่านั้น)

"ขอกันแค่นี้ก็ไม่ได้หรือ" คำคำนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับการปฏิเสธด้วยท่าที่ที่โอหัง

สมัยทักษิณเป็นนายกเตรียมเสนอพล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ ขึ้นเป็นผบ.ตร.อย่างเต็มที่ แต่เมื่อได้รับ"ข้อมูลพิเศษ" ขอเปิดทางให้พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะผู้ที่ญาติผู้ใหญ่ฝากฝังมา ทักษิณสนองตอบทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไขหรืออิดออดแต่อย่างใด

อภิสิทธิ์อ้างเสมอว่าตน"จงรักภักดีและเทิดทูน"ต่อราชวงศ์ต่อสถาบันกลับกระทำการดูเสมือนเหิมเกริมบังอาจทำตนเป็นศรีธนญชัย เล่นกลเกมกลโกงหวังเอาชนะคะคานเพียงข้ออ้างเพื่อรักษา"ภาวะผู้นำ"ของตนไว้

ถ้าประชาชนผู้รักเทิดทูนสถาบันรู้ว่า"ภาวะผู้นำ"ที่นายอภิสิทธิ์กำลังสร้างคือการเล่นแร่แปรธาตุกลิ้งกลอกกับผู้สูงศักดิ์ในราชวงศ์ของสถาบันเบื้องสูง จะได้รับการยอมรับว่านี่คือ ผู้นำผู้จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันจริงละหรือ?

ในทางตรงกันข้ามกับ "ภาวะผู้นำ"ที่มีวุฒิภาวะรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา รู้จักที่ต่ำที่สูง รู้สิ่งไหนควรไม่ควร ผู้นำแบบไหนที่ประชาชนผู้จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันต้องการและจะได้รับการแซ่ซร้องสรรเสริญ

ดังนั้น"ข้อมูลพิเศษ"จึงจำเป็นต้องลงมาส่งสัญญาณกับผู้ลงคะแนนว่า"ข้อมูลพิเศษ"ของนิพนธ์เป็นของจริง ทำให้เกิดความระส่ำระสาย กระอักกระอ่วนกันทั่วหน้า ชักเข้าชักออกในการประชุมที่ผ่านมา แทนที่อภิสิทธิ์จะถอยเพื่อรักษาสถาบัน..กลับดื้อรั้นประกาศสู้ดะไม่ยอมถอยด้วยวาทะโวหารที่เผยให้เห็นความกะล่อนชัดแจ้ง

จึงเรียกได้ว่าเป็นศึก"ช้างชนช้าง"เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี เป็นศึกชี้เป็นชี้ตาย ระหว่างภาวะผู้นำกับภาวะผู้ครองฟ้าไงครับ

วันตาสว่างแห่งชาติ

ที่มา Thai E-News


วันก็เคลื่อนเดือนก็ผ่านกาลก็ล่วง
เคยลับลวงก็ล่อนจ้อนกระจ่างแจ้ง
เคยงันงงสงสัยก็คลายแคลง
ตาสว่างทั่วระแหงทุกแห่งไป

วันสิบเก้าเดือนเก้าปีสี่เก้า
วันชาวเราปลดแอกแหกกฎไพร่
จบสิ้นทีที่หมอบราบกราบตีนใคร
มีแต่ไทเสรีชนคนเหมือนกัน

ไม่มีแล้วเทวดาบนฟ้านี้
ป่วยการที่เหนี่ยวรั้งกลับหลังหัน
เมื่อสิ้นรักหักสวาทก็ขาดพลัน
คนสะบั้นคือใคร?-ไม่ใช่เรา!

3ปีผ่านการต่อต้านเพิ่งเริ่มต้น
ประชาชนคนกล้าหาขลาดเขลา
ร่วมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินสิ้นมัวเมา
สังคมเก่าเสื่อมทรุดอยุติธรรม

เสมอภาพเสรีภาพภราดรภาพ
ใช่ไพร่ราบกราบพื้นสุดกลืนกล้ำ
ประชาธิปไตยสาดส่องโคมทองนำ
วันระยำกลับระยับอัปยศฯ


ปีกซ้าย
19 กันยายน 2552

The Economist: Where Power Lies. ที่ตั้งของอำนาจ

ที่มา Thai E-News

ที่มา http://www.economist.com/world/asia/displaystory.cfm?story_id=14456895

แปลโดยทีมงานไทยอีนิวส์
18 กันยายน 2552


กองทัพที่พัวพันการเมืองของประเทศไทย

ที่ตั้งของอำนาจ

รัฐประหารช่างเป็นการจัดการที่ล้าสมัย


ฤดูใบไม้ร่วงมักเป็นฤดูรัฐประหารของประเทศไทย เมื่อสามปีที่แล้วพตท.ทักษิณ ชินวัตรซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้บินไปที่กรุงนิวยอร์คเพื่อเข้าร่วมประชุม United Nations General Assembly และเป็นช่วงที่มีข่าวลือสะพัดในกรุงเทพฯว่ามีแผนการกำจัดเขา ผู้บัญชาการกองทัพบกของเขาได้ปฏิเสธข่าวลือทั้งหมด แต่ในวันที่ 19 กันยายน 2549 เขาก็เข้ายึดอำนาจ และในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน กำลังเดินทางไปร่วมประชุม UN ของปีนี้ เขาคงจะต้องหวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยอีกครั้ง ตั้งแต่การโค่นล้มทักษิณ ประเทศไทยได้เผชิญอยู่กับความยุ่งเหยิงวุ่นวายจากความขัดแย้งทางการเมือง ทางกองทัพได้สวมบทบาทอย่างเด็ดขาด แม้กระทั่งหลังจากที่พวกเขาสวมบทบาทของการปกครองเป็นแบบพลเรือน มีไม่กี่คนที่เชื่อว่าพวกเขาจะกลับไปสู่กองกรมในไม่ช้านี้


ในโอกาสครบรอบ 3 ปีของการรัฐประหาร ชาวเสื้อแดงที่สนับสุนทักษิณมีกำหนดการชุมนุมในกรุงเทพฯ การรวมตัวเพื่อแสดงพลังน่าจะเกิดขึ้น การออกกพระราชบัญญัติความมั่นคงที่มีการโต้เถียงกันอย่างกว้างขวาง จะเปิดโอกาสให้กองทัพเข้ามาควบคุมความสงบเรียบร้อยถ้าตำรวจไม่สามารถจะทำได้ และความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจได้ก่อให้เกิดการสั่นคลอนภายในกองกำลังเสียแล้ว


นายอภิสิทธิ์ได้พยายามที่จะปลอบขวัญคนไทยว่ารัฐบาลซึ่งมีอายุ 9 เดือน และไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่ของเขายังมีสัมพันธภาพที่ดีกับทางกองทัพอยู่ ทหารระดับสูงได้ให้คำสัญญาตามปกติว่าจะไม่มีรัฐประหาร และครั้งนี้พวกเขาคงจะค่อนข้างจริงใจกับคำสัญญา มันคงจะดูไม่รอบคอบถ้าจะโค่นล้มนายอภิสิทธิ์ผู้ซึ่งพวกเขาได้ช่วยแต่งตั้งเข้ามาหลังจากที่ศาลตัดสินยุบรัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณ และผู้ซึ่งเป็นหนี้บุญคุณพวกเขา

เหล่านายทหารทั้งหลายมักจะบ่นว่าการเมืองในประเทศไทย ซึ่งต่างจากการทหาร เป็นเกมส์ที่สกปรก แต่เป็นเกมส์ที่พวกเขาจัดการได้เพื่อประโยชน์ของพวกเขา หลังจากรัฐประหาร รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เป็นเสรีนิยมถูกทดแทนด้วยรัฐธรรมใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยลดน้อยลง พวกเขาสามารถเพิ่มงบประมาณที่มากขึ้นให้กับกองทัพ (ดูจาก chart) ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถยื่นมือช่วยเหลือนักการเมืองที่เป็นมิตรกับพวกเขาได้อย่างสบาย และการอนุมัติพรบ.ความมั่นคงก็ผ่านไปได้อย่างง่ายดาย


วิธีนี้มันดูจะเป็นวิธีที่สะดวกหลังจากที่กลุ่มสนับสนุนทักษิณได้รับชัยชนะการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 และรัฐบาลทหารที่ไร้ประสิทธิภาพถูกละทิ้งไป ในไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ผู้ประท้วงเสื้อเหลืองผ่ายขวาก็กลับเข้ามาบนถนนในกรุงเทพฯอีกครั้ง และปฏิเสธที่จะสลายตัวจนกว่ารัฐบาลใหม่จะออกไป หลังจากความวุ่นวายเกิดขึ้นที่ตามมา กองทัพได้กลับมาเป็นหนึ่งใหม่ กลุ่มเสื้อเหลืองเรียกร้องให้มีรัฐประหารอีกครั้ง แต่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธที่จะทำตามนั้น แต่เมื่อเขาได้ปฏิเสธที่จะจัดการกับผู้ชุมนุมที่สนามบินสองแห่งเมื่อเดือนพฤษจิกายนที่แล้ว และกลับกัน ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ลาออก ผลลัพธ์ที่ออกมาก็เหมือนกัน

หลังจากความยุ่งเหยิงที่ถูกก่อขึ้นโดยกองทัพ พวกเขามีความพอใจกว่าในการชักใยอยู่เบื้องหลัง นาย Paul Chambers จาก Heidelberg University ประเทศเยอรมัน กล่าว พวกเขามีเครื่องมือทางกฏหมายทุกอย่างที่จะคุมพลเรือนอย่างนายอภิสิทธิ์ให้อยู่ในโอวาทโดยไม่จำเป็นต้องบริหารประเทศโดยตรง

แน่นอน ความลังเลของพล.อ.อนุพงษ์ที่จะยึดอำนาจไม่ได้ขัดขวางให้นายทหารคนอื่นๆพยายามทำ รัฐประหารหลายครั้งใน 18 ครั้งตั้งแต่ปี 2475 ได้มีการแตกแยกแบ่งออกเป็นหลายฝ่ายภายในกองทัพในช่วงการสับเปลี่ยนตำแหน่งในฤดูใบไม้ร่วง แต่พล.อ.อนุพงษ์ได้เลื่อนตำแหน่งผู้ติดตามของเขาและลงโทษทหารที่สงสัยว่าจะจงรักภักดีต่อทักษิณ เขาจะต้องเกษียนปีหน้าในฐานะผู้บัญชาการทหารบกซึ่งเป็นกองทหารที่สำคัญที่สุด ผู้สืบทอดของเขาคือรองผู้บัญชาการ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ซึ่งเขาอายุน้อยพอที่จะดำรงตำแหน่งถึงปี 2557 เขาถูกมองว่าเป็นอนุรักษ์นิยมมากกว่าผู้บังคับบัญชาของเขาเสียอีก และนอกจากนั้นยังอาจจะยอมสู้เพื่อรักษาความมั่นคงและปกป้องสถาบันกษัตริย์ที่เคารพรัก พล.อ.ประยุทธคงจะมีบทบาทที่สำคัญในช่วงสืบทอดราชบัลลังค์ของกษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดชซึ่งมีพระชนมายุ 81 พรรษา

ในเหล่าคนไทย กองทัพบกได้รับความเคารพและความระแวงสงสัยไปพร้อมๆกัน ในการสำรวจล่าสุดโดย Asia Foundation กองทัพบกถูกจัดเป็นอันดับสองรองจากสถาบันยุติธรรมที่มีจรรยาบรรณ (สถาบันกษัตริย์ไม่ได้อยู่ในตัวเลือก) แต่เพียง 37% ของผู้ตอบบอกว่ากองทัพเป็นกลาง ชื่อเสียงของพวกเขาดีขึ้นหลังจากพฤษภาคม 2535 เมื่อกองทัพได้สังหารหมู่ผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯ หลังจากนั้นประชาชนก็ไม่เคยยั้ง ทหารถูกถ่มน้ำลายในที่สาธารณะ แต่รัฐบาลพลเรือนที่ตามมาได้ประสบความล้มเหลวในการปฏิรูปกองทัพที่มีทหารจำนวน 300,000 นาย พวกเขายังมีนายพลที่ยังอยู่ในตำแหน่งหลายร้อยคน และหลายคนที่ไม่มีแม้กระทั่งโต๊ะทำงาน นายทหารที่มียศ 4 ดาวของไทยมีถึง 36 คน ซึ่งตามหลังอเมริกาแค่นิดเดียวคือ 41 คน แต่กองทัพอเมริกาใหญ่กว่าสี่เท่าและกำลังทำสงครามอยู่ด้วย

พตท.ทักษิณซึ่งเข้ามามีอำนาจในปี 2544 ได้กระทบกองทัพบกสองด้าน ด้านแรกเขาได้คุมการใช้จ่ายของกองทัพ ซึ่งหมายถึงจำนวนคอมมิชั่นมหาศาลที่น้อยกว่าในการซื้ออาวุธที่แพง ด้านที่สอง เขาเข้าไปแทรกแซงการเลื่อนตำแหน่งของทหารประจำปี ภายใน 2 ปีเขาได้มอบตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้กับลูกพี่ลูกน้องของเขา และมันได้ทำให้เขาเป็นคู่อริกับเปรม ติณสูลานนท์ นายพลที่เกษียณแล้วและเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ภูมิพล การมอบหมายตำแหน่งในระดับสูงเป็นขอบเขตของเปรม ผู้เป็นหนึ่งในองคมนตรี นักการเมืองใหม่ไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว ผลที่ตามมาจากความขัดแย้งระหว่างเปรม-ทักษิณ และรัฐประหารปี 2549 ทำไห้ทหารกลับออกมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง ซึ่งพวกเขาอาจจะไม่ได้ออกไปจากมันเลยก็ได้

ประชาธิปไตยในเอเซีย อย่างเช่นในอินโดนีเซีย หรือเกาหลีใต้ ได้ผลักการปกครองโดยทหารไปอยู่ข้างหลังพวกเขาแล้ว แต่กระนั้น ประเทศไทยกำลังว่ายสวนทางกัน รัฐบาลพลเรือนซึ่งได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนอาจจะเปลี่ยนทิศทางได้ แต่ชนชั้นสูงในกรุงเทพฯจะไม่ยอมรับรัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณอีก วันที่ 19 กันยายนนี้ เสื้อแดงมุ่งมั่นที่จะเดินขบวนไปยังบ้านพักของพล.อ.เปรม ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางแผนรัฐประหาร 2549 กองทัพของไทยเชื่อว่าพวกเขาเป็นผู้ปกป้องราชบัลลังค์และสงสัยแผนการสู่สาธารณรัฐของเสื้อแดง ซึ่งด้วยเหตุผลนั้น นายพลต่างๆยังไม่เต็มใจที่จะปล่อยมือจนกว่าการสืบราชบัลลังค์จะสิ้นสุดลง แต่การปราบปรามการชุมนุมใหญ่ในนามของกษัตริย์ที่ดึงดูดใจประชาชนเป็นเรื่องหนึ่ง และเหมือนที่กองทัพเนปาลได้เรียนรู้เมื่อปี 2549 การกระทำอย่างเดียวกันต่อ ** (เซ็นเซอร์) ***** เป็นสูตรสำเร็จของความพ่ายแพ้

Thailand's political army

Where power lies

Sep 17th 2009 BANGKOK From The Economist print edition

Coups are such an old-fashioned way of running thingsGetty Images AUTUMN in Thailand is coup season. Three years ago the prime minister at the time, Thaksin Shinawatra, flew to New York for the United Nations General Assembly as rumours circulated in Bangkok of a plot against him. His army chief denied them. On September 19th 2006 he seized power. As he sets off for this year’s UN meetings, the current prime minister, Abhisit Vejjajiva, will be hoping that history does not repeat itself. Since Mr Thaksin’s ousting, Thailand has been convulsed by political fighting. The army has played a decisive role, even after it donned a figleaf of civilian rule. Few expect the generals to go back to their barracks soon.

To mark the third anniversary of the coup, Mr Thaksin’s red-shirted supporters plan to rally in Bangkok. A big show of force is likely. A controversial security law allows troops to restore order if the police cannot manage—and a political row over the appointment of a new police chief has already rattled the force.

Mr Abhisit has tried to reassure nervous Thais that his squabbling, nine-month-old coalition government is on good terms with the army. The top brass have given their usual no-coup pledges. This time, they are probably sincere. It would seem rash to unseat Mr Abhisit, whom they helped to install after the courts dissolved a pro-Thaksin government, and who remains beholden to them.

Army officers like to grumble that politics in Thailand, unlike soldiering, is a dirty game. But it is a game that they have rigged to their advantage. After the coup, the liberal 1997 constitution was replaced by a less democratic one. They have secured a bigger budget allocation (see chart), allowing them to give friendly politicians a hand. And a tough new internal-security act was passed with minimal oversight.

This proved handy after Mr Thaksin’s allies won an election in December 2007 and an inept military government was disbanded. Within months, yellow-shirted royalist protesters were back on the streets in Bangkok, refusing to leave until the government did. In the ensuing chaos, it was the army that arguably emerged on top. Urged by yellow-shirts to stage another coup, General Anupong Paochinda, the army chief, demurred. But when he refused to disperse the crowds at Bangkok’s two airports last November, and instead urged the prime minister, Somchai Wongsawat, to resign, the effect was the same.

After the mess it made in power, the army is much happier pulling the strings, says Paul Chambers of Heidelberg University in Germany. It has all the legal tools it needs to keep civilians like Mr Abhisit in line, without the bother of having actually to run the country.

Of course, General Anupong’s reluctance to seize power need not preclude others from trying. Many of the 18 coups since 1932 have turned on factional rivalry within the top military ranks during the autumn shuffle of commands. But General Anupong has promoted his followers and penalised officers suspected of Thaksinite loyalties. He is due to retire next year as head of the army, the most important branch of the armed forces. His anointed successor is his deputy, General Prayuth Chan-ocha, who is young enough to serve until 2014. He is reckoned to be even more conservative than his mentor, and even readier to crack heads to defend national security and the revered monarchy. General Prayuth is likely to play a crucial role during the much-feared succession to the king, Bhumibol Adulyadej, who is 81.

Among Thais, the army commands both respect and suspicion. A recent survey by the Asia Foundation ranked it second behind the judiciary as institutions with integrity (the monarchy was not an option). But only 37% of respondents said it was neutral. Its reputation has improved since May 1992, when troops massacred scores of demonstrators in Bangkok. Never again, came the refrain. Soldiers were spat on in public. But successive civilian governments failed to overhaul the 300,000-strong armed forces. They still have several hundred active generals, many without even a desk. The tally of 36 four-star officers is just behind America’s 41. But America’s army is four times larger—and at war.

Mr Thaksin, who came to power in 2001, crossed the army in two ways. Firstly, he kept a lid on spending, meaning fewer fat commissions on the procurement of expensive weapons. Second, he interfered in annual promotions. Within two years he had installed his cousin as army chief. That put him at loggerheads with Prem Tinsulanonda, a retired general and former prime minister, who is the chief adviser to King Bhumibol. Assigning the most senior ranks had been the purview of Mr Prem, who chairs the Privy Council. Upstart politicians were not supposed to meddle. The resulting Prem-Thaksin feud and the 2006 coup pulled the army firmly back into politics, if indeed it had ever really left.

Asian democracies like Indonesia and South Korea have put military rule behind them, yet Thailand is swimming the other way. A civilian government with an electoral mandate might start to turn it around. But the elite in Bangkok would not tolerate another pro-Thaksin government. On September 19th the red-shirts are determined to march on the house of General Prem, the alleged mastermind of the 2006 coup. Thailand’s army sees itself as the defender of the crown and suspects a republican agenda among reds. For that reason, the generals will be loth to let go until the succession is over. But repressing a mass movement in the name of a charismatic king is one thing. As Nepal’s army found in 2006, doing the same for an unpopular monarch, as Thailand’s crown prince would be, is a recipe for defeat.

ปฏิทินกิจกรรมฝ่ายประชาธิปไตย 3 ปี 19 กันยา

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 กันยายน 2552

กิจกรรมฝ่ายประชาธิปไตย 3 ปีรัฐประหาร 19 กันยาฯ




13.00 น. แกนนำเสื้อแดง3เกลอเชิญชวนประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยพบกันที่ลานพระรูปทรงม้า และเคลื่อนขบวนไปบ้านสี่เสาเทเวศร์ ส่วนแกนนำเสื้อแดงอีสานยกขบวนไปบ้านพักคลายกังวลของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่นครราชสีมา

20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหารโฟนอินและแพร่ภาพเข้ามายังเวทีชุมนุม

สภาลานนาขอบริจาคน้ำดื่ม-ผ้าเย็นหนุนการชุมนุม


-ขอเชิญ สมาชิกในห้อง Sapalanna_Red1 (โปรแกรมแคมฟรอก) และผู้สนใจ ร่วมสนับสนุน น้ำดื่ม ผ้าเย็น ซึ่งต้องการจำนวนมาก เพื่อแจกให้ผู้ชุมนุมวันที่ 19 กันยายน นี้ สะดวกวิธีใด โทรสอบถามได้ 083-999-8017

มหาลัยเที่ยงคืนจัดเสวนาที่เชียงใหม่


-วันที่ ๑๙ กันยายนนี้ ในวาระครบรอบ ๓ ปี การทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา โดย คมช. มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจัดให้มีการแสดงปาฐกถาประชาธิปไตย โดยสุลักษณ์ ศิวรักษ์ : ปาฐกนำในหัวข้อ "สาระของประชาธิปไตยที่แท้จริง" (๑๐.๐๐ น)
เวลา ๑๑.๐๐ น. อภิปรายตามในหัวข้อ "ครบรอบ ๓ ปี วันประหารรัฐประชาธิปไตย" โดย ศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์, รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล, ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช และ อ.ชำนาญ จันทร์เรือง จัดขึ้นวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๒ ณ ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (๑๐.๐๐ - ๑๒.๓๐ น)

สนนท.จัดแถลงข่าว:3 ปี 19 กันยาฯ: ต่อต้านอำนาจนอกระบบ เร่งสภาวะประชาธิปไตยเสรีสมบูรณ์


สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)ขอเชิญร่วมงานและทำข่าว “3 ปี 19 กันยาฯ: ต่อต้านอำนาจนอกระบบ เร่งสภาวะประชาธิปไตยเสรีสมบูรณ์...”

ขอเชิญผองเพื่อนผู้รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรม มาร่วมกันลำเลิกความอัปยศของการรัฐประหาร เนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปี การรัฐประหาร 19 กันยาฯ

ในงาน พบกับเวทีพูดคุย พร้อมการแสดงดนตรีของนักศึกษา และร่วมกันจุดเทียนแสดงพลังและเป็นกำลังใจให้กับประชาธิปไตยและประชาชนผู้ต่อสู้

วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน

ติดต่อสอบถาม 08-76778275, 08-11713370
Email: Suluck@gmail.com

Friday, September 18, 2009

ปัญหาแต่งตั้ง ผบ.ตร.ท้าทายภาวะผู้นำนายกฯ

ที่มา Voice TV



ผลหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติไม่สามารถหาข้อยุติของผบ.ตร.ในวันที่1 ตุลาคมทำให้เกิดสุญญากาศในแวดวงตำรวจ

กอ.รมน.จัดทัพเพิ่มเป็นเท่าตัว รับมือชุมนุมใหญ่เสื้อแดง 19 ก.ย.นี้

ที่มา Voice TV



โดยปิดเส้นทางจราจรเพิ่มขึ้น นายกฯย้ำให้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมกำชับเช็คอุปกรณ์ก่อนใช้ กันทำร้ายประชาชน

3 ปี 19 กันยา

ที่มา ข่าวสด



คอลัมน์ เหล็กใน








วันพรุ่งนี้ เป็นวันครบรอบ 3 ปีของการทำรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีสุดฉบับหนึ่งของประเทศ

โดยคณะที่เรียกตัวเองว่าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

จากนั้น ก็มีการตั้งสมัครพรรคพวกตัวเองมากกว่าครึ่ง เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติบ้าง และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบ้าง

มีการแต่งตั้งรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ซึ่งหัวหน้าคณะผู้ก่อการ การันตีว่าเป็นบุคคลที่ไหว้ได้อย่างสนิทใจ

แต่กลับเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวอย่างมากในการบริหารบ้านเมือง

การเลือกตั้งหลังรัฐธรรมนูญฉบับคมช.ประกาศใช้ แม้ พรรคพลังประชาชนจะชนะเลือกตั้ง แต่ก็ถูกเตะตัดขาโดย กระบวนการที่สืบเนื่องจากการยึดอำนาจ

นายสมัคร สุนทรเวช ตกเก้าอี้ เพราะถูกชี้มูลความผิดกรณีรับจ้างทำกับข้าวออกทีวี

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หลุดจากตำแหน่ง เพราะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน

จากนั้น ก็มีอำนาจพิเศษทำคลอดรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยการดึงเสียงส.ส.จากพรรคพลังประชาชน บางส่วนให้มาจับขั้วกับประชาธิปัตย์

แม้จะสามารถบริหารประเทศได้ แต่ก็ต้องผจญกับการต่อต้าน เพราะยังมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งไม่ยอมรับ

นายกฯ และบรรดารัฐมนตรีลงพื้นที่ลำบาก เพราะถูกตีนตบตะโกนไล่ก็มี ถูกขว้างถุงปลาร้าใส่รถก็เคย

ไม่น่าเชื่อว่าความขัดแย้งจะลงรากลึกขนาดนี้

ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประเมินค่า 3 ปีของการทำรัฐประหารไว้อย่างน่าสนใจว่า

ทำให้ระบบเศรษฐกิจพังพินาศ สังคมมีความแตก แยกสูง การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมถอยลง และการเมืองอ่อนแอ

พร้อมกันนี้ ยังระบุวิกฤตที่เกิดจากรัฐประหาร 3 ประการ ได้แก่

ประการแรก การบังคับใช้กฎหมายที่มีหลายมาตรฐาน การยึดสนามบิน ซึ่งเป็นความผิดที่ร้ายแรงขั้นก่อการร้าย เวลาล่วงเลยมาจะครบ 300 วันแล้ว คดีความยังไม่ไปถึงไหน

ประการที่สอง ทุจริตคอร์รัปชั่น ล่าสุดก็คือการทุจริตชุมชนพอเพียง ทั้งโครงการหลักโครงการย่อย ที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินไปจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีการทุจริตเชิงอำนาจ เช่น เข้าไปแทรก แซงในการแต่งตั้งโยกย้าย เช่น การแต่งตั้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และอีกบางกระทรวง

ประการสุดท้าย เป็นวิกฤตสะสมที่เกิดจากการทำรัฐประหาร โดยตรง

นั่นคือวิกฤตรัฐธรรมนูญ ที่คณะผู้ร่างเคยบอกว่าให้รับๆ ไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขทีหลัง

แต่พอจะแก้ถูกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียออกมาคัดค้านทันที

ราวกับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้!!

พระเอกปักหลักชัวร์?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_33807

เป็นอันว่าหนังสือพิมพ์รายวันฉบับเช้าวันที่ 17 กันยายน พาดหัวผิดแทบทุกฉบับ

ในเมื่อนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธนักข่าวที่ถามถึงสาเหตุที่เสนอเลื่อนโหวตเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เป็นเพราะ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาการ ผบ.ตร. พลิกขั้วไปสนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. ใช่หรือไม่

"ไม่จริงครับ"

ขนาดถามย้ำซ้ำอีกรอบว่า ตกลง พล.ต.อ.ธานี เปลี่ยนขั้วหรือไม่ นายกฯอภิสิทธิ์ ก็ยืนยันด้วยน้ำเสียงอิดโรยเพียงว่า "ไม่จริง"

อาการเหมือนยังช็อกไม่หาย


แต่ ณ ตรงนี้ต้องถือเอาตามที่นายกฯอภิสิทธิ์วอนให้เลิกวิพากษ์วิจารณ์ได้แล้ว

โดยอาการจุกอก ถึงขนาดออกปากยอมรับว่า "เสียใจ" ที่มีการวิจารณ์การตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ในทางให้เกิดความขัดแย้งและเสียหาย หลายครั้งการวิจารณ์ก็ข้อมูลไม่ตรง

"ผมต้องการให้สังคมขณะนี้มีเวลาในการที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นๆ แม้ เรื่องนี้สำคัญ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเป็นชนวนของความขัดแย้งในบ้านเมือง"

เรื่องของเรื่อง จะโทษพวกวิจารณ์มั่วก็ใช่ที่

เพราะตั้งแต่คิวไล่บี้ไล่ต้อน "บิ๊กป้อม" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เตะเด้งกระดอนไปกระดอนมา สุดท้ายคำตอบอยู่ที่การล็อกไม่ให้เข้าประชุม ก.ต.ช.


ต่อด้วยคิวของนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดมหาดไทย ที่โดน "เกมกรรโชก" ขุดผีสนามกอล์ฟ อัลไพน์มาขู่ดื้อๆ แล้วก็รายของ พล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ ที่ต้องลาออกจาก ก.ต.ช.แบบกะทันหัน แทนการถูกเลือกไปเคลียร์กับนายกฯอภิสิทธิ์

จนถึงคิวของนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ติดภารกิจพิเศษ อยู่ต่างประเทศ ยังถูกลัดคิวให้รองปลัดเข้านั่งประชุม ก.ต.ช.แทน

โดยอาการเร่งเครื่องไล่บี้ตัดแต้ม ก.ต.ช.ฝ่ายโหวตตรงข้าม ชิงจังหวะลักไก่

"เด็กดื้อ" ก็เล่นกันแบบออกหน้าออกตา ตั้งท่าจะเอาให้ได้ เหมือนมวยได้ใจในกระแสแม่ยกพ่อยกเชียร์กันเซ็งแซ่

แต่ "ตกม้าตาย" ด้วยความอ่อนเชิง ด้อยประสบการณ์


ผลก็คือได้ไม่คุ้มเสีย บานปลายถึงขั้นสูญเสียภาวะผู้นำ "อภิสิทธิ์" ขาดทุนยับ ที่ทุ่มหน้าตักลงทุนยื้อชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ฟาวล์แล้วฟาวล์อีก หน้าแตก 2 รอบติดๆ

พลาดทั้งในเกม แถมยังเสี่ยงเพลี่ยงพล้ำในสงคราม

ก็อย่างที่ฝ่ายตรงข้ามได้ทีขย่มซ้ำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก-รัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ แนะนำนายกฯอภิสิทธิ์อย่ามัวแต่ วุ่นวายกับการเล่นเกมตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ให้เอาเวลาไปสนใจประชาชน
ที่กำลังเดือดร้อนจากอุทกภัยน้ำท่วมบ้าง

สั่งสอนเด็กกันในเชิง

ขยายผลจากคิวพลาดท่าในเกมเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ "อภิสิทธิ์" สูญเสียภาวะผู้นำตามยุทธศาสตร์การเมือง หนีไม่พ้นโดนบลัฟโดนถากถางเด็กเมื่อวานซืน

ยากจะฟื้นกระแส สลัดภาพลักษณ์ "เด็กดื้อ"

อยู่ที่ว่าจะซื้อเวลา ประคองตัวไปได้นานแค่ไหน

ในสถานการณ์ที่ป้อมค่ายการเมืองต่างๆเริ่มขยับแข้งขยับขา เหมือนจับสัญญาณได้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้งที่กำลังใกล้เข้ามา

ล่าสุดเฉลยกันแล้ว พรรคมาตุภูมิ ค่ายน้องใหม่เปิดปฏิบัติการ "โยนหิน"

โชว์มติกรรมการบริหารพรรค ส่งเทียบเชิญว่าที่หัวหน้าพรรค ตัวจริง "บิ๊กบัง" พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ที่กำลังเล่นบทพระเอกลิเก รำป้อไปป้อมา หาวิกปักหลักเล่น

เป็นการเปิดทาง "บิ๊กบัง" โผล่จากเบื้องหลังมาอยู่เบื้องหน้า

แต่ไม่แน่ใจว่า บังเอิญหรือจงใจมาเผยไต๋เปิดตัวกันในห้วงเวลาปะเหมาะ "19 กันยายน" ครบรอบ 3 ปี รัฐประหาร
กับภาพหัวหน้าคณะปฏิวัติ ขัดกับวิถีประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา


โดยเฉพาะในอารมณ์กองเชียร์รากหญ้าที่ยังคาใจคิวล้มรัฐบาล "ทักษิณ"

อาการสะดุ้งจึงเกิดกับลูกทีมมาตุภูมิที่เตรียมลุ้นแจ้งเกิดในภาคอีสานกับภาคเหนือ

"บิ๊กบัง" ออกหน้าฉาก จบข่าวกัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน