WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 19, 2009

3 ปีรัฐประหารในทัศนะนักวิชาการนิติศาสตร์

ที่มา Voice TV



ทัศนะของรศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนและอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ต่อการก่อรัฐประหาร 19ก.ย.49

เส้นทางจราจรที่ถูกปิดเพื่อรับมือการชุมนุม

ที่มา Voice TV



ศอ.รส.สั่งปิดเส้นทางจราจรรอบทำเนียบและบ้านสี่เสาเทเวศร์ที่มีการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ ผู้ใช้รถจึงควรศึกษาเส้นทางเลี่ยงให้ดี

บรรทัดฐานใหม่

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ไม่น่าเชื่อว่าเวลาไม่ถึงปีที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ๆ ให้การเมืองไทย และบริหารราชการแผ่นดินชนิด สุดกึ๋น

ข้อแรกสุดที่ต้องจดจารึกเอาไว้ และเชื่อว่าในอนาคตจะกลายเป็นบ่วงมามัดคอพรรคประชาธิปัตย์เมื่อต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน รวมไปถึงบรรดากลุ่มการเมืองข้างถนน

คือการออกพ.ร.บ.ป้องกันการชุมนุมของประชาชน ก่อนที่จะเกิดการชุมนุมขึ้นจริง

จะหาข้ออ้างที่สวยหรูอย่างไรก็ตาม แต่นี่คือครั้งแรกที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งกระทำการแบบนี้

ทั้งที่น่าจะสุ่มเสี่ยงว่าจะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ เรื่องสิทธิ์ในการชุมนุมของประชาชน

เชื่อว่าต่อไปรัฐบาลอื่นๆ คงใช้บรรทัดฐานเดียวกัน

พรรคประชาธิปัตย์ และม็อบพันธมิตรฯ ที่อาจจะออกมาอาละวาดอีกในอนาคต หากไม่ได้ดังใจก็อย่าโอดครวญ

บรรทัดฐานต่อมาคือการบริหารข้าราชการแบบ "เด็กดื้อ" หรือ "เด็กเอาแต่ใจ"

ชัดเจนกรณีศึก "ผบ.ตร." ที่ไม่เคยเป็นเรื่องใหญ่เลยในอดีต ก็สามารถทำให้กลายเป็นเรื่องขึ้นมาได้

ในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ว่ากันว่ามีอำนาจเหลือเฟือ ยังไม่กล้าดันคนที่ตนสนับสนุนเพราะติดขัดเรื่องอาวุโส และความเหมาะสมบางประการ

ไม่เช่นนั้นวงการตำรวจคงมีผบ.ตร.ที่ชื่อ "พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์" แทน "พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ" แล้ว

แต่บรรทัดฐานที่น่ากลัวที่สุดซึ่งรัฐบาลนี้จารึกเอาไว้ คือการใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการของตน

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุรรณ ผบ.ตร. ถูกเตะโด่งไปจีน ลงใต้ จนถูกย้ายมาช่วยราชการ

ใน 2 ครั้งแรกตั้งพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผบ.ตร. ขึ้นมารักษาการ ก่อนพยายามเข้าไปรื้อโผการแต่งตั้ง แต่ไม่สำเร็จ

หนสุดท้ายเลือกพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ขึ้นมารักษาการ เจตนาเพื่อให้ช่วยออกเสียงในก.ต.ช.เลือกผบ.ตร.ใหม่

ความพยายามเล่นงานก.ต.ช.ที่ไม่เอาด้วยกับนายกฯ ทั้งการขุดเรื่องเก่าขึ้นมา หรือถือโอกาสส่งไปทำงานต่างประเทศ แล้วตั้งคนที่คิดว่าคุมได้ขึ้นมาทำหน้าที่แทน

ทั้งหมดนี้เพื่อหวังชัยชนะในการเลือกผบ.ตร.

แต่ท้ายที่สุดก็หงายท้องเป็นครั้งที่ 2 เพราะเจอ "ข้อมูลสำคัญ" ทำให้คนที่ตั้งขึ้นมาแทนคนเก่าเพื่อหวังคะแนนเสียงตีกรรเชียงหนีไปดื้อๆ

ที่น่ากังวลอีกประการคือบรรทัดฐานขององค์กรอิสระ นักวิชาการ รวมไปถึงนักคิดทางการเมืองทั้งหลาย

ที่ไม่เคยมีปากมีเสียง หรือเคลื่อนไหวอะไรกับพฤติกรรมของรัฐบาลนี้

ในอนาคตหากมีรัฐบาลอื่น ใช้อำนาจลักษณะเดียวกับรัฐบาลนี้ ซึ่งเชื่อว่ามีแน่ๆ

พวกท่านทั้งหลายจะกล้าออกมาเคลื่อนไหว ให้คนเขาถอนหงอกเล่นหรือ!?

สื่อแท้สื่อเทียม??

ที่มา เดลินิวส์

วันนี้แล้วที่คนเสื้อแดงจะชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า หลังจากนั้นจะเคลื่อนไป หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ “ป๋าเปรม” ซึ่งมีข่าวป๋าไม่อยู่ ไปพักผ่อนโคราชแทน

ที่ไปบ้านป๋าเพราะปักใจเชื่อ“ป๋า” อยู่เบื้องหลังปฏิวัติ 19 ก.ย. 49 ป๋าจะปฏิเสธยังไงแต่คนเสื้อแดงไม่เชื่อ

วันนี้ครบรอบ 3 ปีที่ คมช. ลากรถถังออกมาฉีก รธน. ฉบับประชาชนทิ้ง

การไปบ้าน “ป๋า” จึงเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านปฏิวัติด้วย ซึ่งรัฐบาลก็ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ 18-22 ก.ย. 52 ในเขตดุสิต เพื่อกำราบม็อบเสื้อแดงไว้แล้ว

ข้อห้ามหนึ่งของ พ.ร.บ. นี้คือ ห้ามม็อบเคลื่อนที่ แต่หลักการทำม็อบจะมีพลังต่อเมื่อ ต้องเดิน !!!

ถ้าทหารที่เป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นี้ไม่ยอมและใช้กำลังปราบปราม ความรุนแรงจะเกิดทันที

ในเมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ประกาศก้อง ทหารไม่มีหน้าที่ทำร้ายประชาชน ก็หวังว่าจะมีการยืดหยุ่น ที ม็อบเสื้อเหลือง ท่านยังเปิดทางโล่งให้ยึดทำเนียบฯ และยึดสนามบินได้เนี่ย

ยิ่งป๋าไม่อยู่บ้าน ถึงคนเสื้อแดงจะไปบ้านป๋า ก็ไม่เห็นมีอะไร จะห้ามไปทำไม ???

แต่นั่นล่ะ คนเสื้อแดง ก็อย่าลืมเด็ดขาด อาวุธทรงอานุภาพ สุด มีอย่างเดียว ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และอย่าซ้ำรอย สงกรานต์เลือดกลายเป็นพวก เผาบ้าน เผาเมือง เด็ดขาด

จะอ้างเป็นเหยื่อ มีมือที่สาม แม้จริงก็ไม่มีใครฟังหรอก ใครนอกแถวต้องจัดการทันที !!!

เขียนถึงตรงนี้ก็ขอชม คกก.สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บ้าง จากที่เคยเลือกปฏิบัติให้สิทธิคนตามสีเสื้อ มาครั้งนี้กล้าทำหนังสือถึงนายกฯมาร์ค ต่อต้านการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ

หลังหน่วยงานเกี่ยวข้องชี้ชัดไม่ได้ว่า กระทบความมั่นคงตรงไหน ถึงจะเพิ่งตื่นก็เป็นนิมิตหมายดี ที่องค์กรอิสระแห่งนี้เริ่มยึดหลักการแล้ว

แล้วก็ต้องหันมาจิก สมาคมสื่อที่ยังไร้หลักการ โดยเฉพาะกรณี จอม เพชรประดับ ซึ่งได้ข่าวว่าร้องขอความเป็นธรรมไปทั้ง สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ และสมาคมวิทยุ-โทรทัศน์ฯ

แต่สิ่งที่จอมได้รับคือ ถามไม่สะใจ ถามไม่ให้ทักษิณจนมุม หรือเป็นเรื่องปกติไปทำผิดนโยบายรัฐเอง นี่หรือคือคำตอบ องค์กรที่มีหน้าที่ปกป้องเสรีภาพสื่อ

จะว่าจอมเป็นสื่อแดง แล้วสื่อเหลืองล่ะ ทำไมทั้ง 2 องค์กรปกป้อง ใช้มาตรฐานอะไร ???

เหมือนตอนสมัครใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ องค์กรสื่อต้านทันที (ม็อบเสื้อเหลืองยึดทำเนียบฯ ด้วยซ้ำ) แต่มาร์คใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ โดยยังไม่มีเหตุเลย ทำไมองค์กรสื่อเงียบเป็นเป่าสาก

เขียนอย่างนี้อาจกลายเป็น “สื่อแดง” หรือ “สื่อเทียม” ได้ ใครถูกมองเช่นนี้หนักขั้น “อนันตริยกรรม” เชียวนะ แต่ถึงเวลาที่ 2 องค์กรนี้ ควรตื่น ได้แล้ว มาเป็น เสาหลักคนทำสื่อ และ ประชาชน เสียที

ด้วยรักและห่วงใย....จริง-จริง.

ดาวประกายพรึก

อนุบาลเด็กดื้อ

ที่มา ไทยรัฐ

บทวิจารณ์ต่อกรณี ความพยายามในการที่จะแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนใหม่ แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่ต้องเจอพิษการเมืองเอาช่วงโค้งสุดท้าย ไม่ค่อยจะมีผลดีต่อ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่าไหร่นัก ด้วยอาการกระเหี้ยนกระหือรือ ของนายกฯอภิสิทธิ์ วันนั้นจนถึงวันนี้

สะท้อนผู้นำไร้อำนาจ

สะท้อนถึงภาวะผู้นำ และสะท้อนถึงประสบการณ์การทำงาน การเป็นผู้นำประเทศต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่ใช่เหลิงอำนาจ หรือดื้อรั้น เอาแต่ใจตัวเอง

ทำไปทำมาตำแหน่ง ผบ.ตร. จะต้องใช้วิธีการตั้งรักษาการ ไปเรื่อยๆ จนกว่ารัฐบาลจะหมดอายุ หรือจนกว่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง อาจจะทำได้แต่ก็ไม่สง่างาม

ไม่ว่าจะออกมาแนวทางใดก็ตาม ความศรัทธาในภาวะผู้นำก็จะเสื่อมลงเรื่อยๆ และที่สำคัญจะกระทบถึงการบริหารประเทศไปอย่างนี้ไม่มีวันยุติ

วิสัยทัศน์ผู้นำไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

การอ้างข้อมูลพิเศษบางอย่างที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ออกอาการดื้อตาใส จนกระทั่งการประชุม ก.ต.ช.เพื่อเลือก ผบ.ตร. ต้องล่มเป็นครั้งที่สอง และเลื่อนการประชุมออกไปอย่างไม่มีกำหนด

จู่ๆนายกฯ ในฐานะประธาน ก.ต.ช. ก็ เรียกประชุม ก.ต.ช. เร็วขึ้น จู่ๆตั้ง ก.ต.ช.ผู้ทรงคุณวุฒิแบบสายฟ้าแลบเพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ในขณะที่ปลัดกระทรวงยุติธรรม ก.ต.ช.โดยตำแหน่งปฏิบัติราชการอยู่ในต่างประเทศ ขณะที่มีคำสั่งให้ปลัดยุติธรรมปฏิบัติราชการต่างประเทศไปก่อน ขณะที่มีการตั้งรองปลัดยุติธรรมรักษาการปลัดยุติธรรมเพื่อการนี้โดยเฉพาะ กรรมส่อเจตนา

แม้แต่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาการ ผบ.ตร.คนที่คิดว่าจะพึ่งพาอาศัยได้ ก็เปลี่ยนจุดยืนหลังจากรับทราบถึงข้อมูลบางอย่าง

ตำแหน่ง ก.ต.ช.อาวุโส พล.ต.อ.ธวัชชัย ภัยลี้ ก็ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ จะคิดอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง รองปลัดยุติธรรมที่เข้าประชุมแทนปลัดยุติธรรมจะลงมติได้หรือไม่ก็ไม่รู้

คาทั้งข้อกฎหมายและข้อมูล

ถ้อยแถลงชี้แจงถึงสาเหตุของการเลื่อนลงมติเลือก ผบ.ตร. เมื่อวันก่อน อาจจะมี ภาพของกรรมการ ก.ต.ช.นั่งแถลงข่าวกันครบหน้าก็จริงอยู่ แต่ไม่ได้สร้างความอบอุ่นได้เลย

เหมือนถูกบังคับกินยาขม เพราะการแก้ปัญหาไม่ใช่การสร้างภาพ ภาวะผู้นำไม่ได้สร้างขึ้นได้ในวันเดียว แต่จะต้องเกิดขึ้นมาจากการสร้างบารมีและอำนาจที่ชอบธรรม ตำแหน่ง ผบ.ตร.อาจจะกินไม่ได้ เป็นแค่กลไกหนึ่งของการบริหารประเทศแต่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และภาวะของผู้นำประเทศ

โอบามาร์คกำลังตกที่นั่งลำบากซะแล้ว.

หมัดเหล็ก

ไม่มีเวลาให้ซื้ออีกแล้ว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_34012

"กะหรี่การเมือง" จากปากของผู้แทนราษฎรหญิงอย่าง น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส. สมุทรสงคราม ยี่ห้อพรรคประชาธิปัตย์

แค่นี้เองที่เป็นไฮไลต์


กว่า 30 ชั่วโมง 2 วัน 2 คืน ผ่านพ้นไปแบบจืดๆ การประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนที่รัฐบาลขอเปิดอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา 179 เกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สรุปว่า ยังจูนคลื่นไม่ตรงกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยเงื่อนไขใหม่หมาดๆที่ถูกโยนออกมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นสรุปปิดอภิปรายแบะท่าเป็นนัย หลังจากเดินทางกลับจากประชุมยูเอ็น ที่สหรัฐฯแล้ว ยินดีเป็นเจ้าภาพให้วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสภา มาตกลงกัน 3 ฝ่าย

โอกาสเข้าใกล้ความจริงมากที่สุด

แนวทางแรก ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แบบเร็ว ร้อยละ 25 มาจาก ส.ส.สัดส่วน ร้อยละ 25 วุฒิสภา ร้อยละ 25 จาก ส.ส.ร.ทั้งชุดปี 2540 และ 2550 และอีกส่วนมาจากฝ่ายวิชาการ มาเข้าสู่กระบวนการมาตรา 291

หรืออีกแนวทาง คือยกร่างมาเลยทั้ง 6 ประเด็น ตามข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ แล้วให้ประชาชนตัดสินลงประชามติ

ไม่คิดว่าจะใช้เวลาเป็นปี แต่เป็นเดือน

และเมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะเลือกตั้งใหม่ ก็ไม่มีปัญหา

ประเมินน้ำเสียงอยู่ในระดับพอเชื่อถือได้


แม้โดยเงื่อนไขจะล้อกับเสียงโวยวายของบรรดา "นกแล" กับ "หมาหลง" ในพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องการโหนเลือกตั้งแบบพวงใหญ่ หนีบเข้าสภาเป็นแพ็กเกจ

ตั้งท่าขวางลำ ไม่ให้กลับไปวัดดวงแบบเขตเดียวเบอร์เดียว

ขณะที่ 40 ส.ว. "ลากตั้ง" สายม็อบพันธมิตรฯ ก็รับมุกส่งไม้ เดินเกมเรียกร้องให้นายกฯอภิสิทธิ์ใช้อำนาจจัดตั้งกรรมการอิสระขึ้นมาศึกษารับฟังความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯแล้ว จากนั้นก็นำไปทำประชามติจากคนทั้งประเทศ

ตั้งท่าเปิดเกมยื้อกันทื่อๆ

แนวต้านขวางรื้อรัฐธรรมนูญ พร้อมปักหลักถือหาง

เปิดทางให้ซื้อเวลาออกไป


แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า "อภิสิทธิ์" เป็นคนตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯขึ้นมาเองกับมือ รอบนั้นก็โดนโจมตีว่ายื้อแก้รัฐธรรมนูญ หลอกซื้อเวลามาแล้วรอบหนึ่ง

ไม่มีเวลาเหลือให้ซื้ออีกแล้ว


แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับสัญญาณจาก "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ประกาศยึดข้อตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาล เป็นเงื่อนไขสำคัญในการพลิกขั้วมาหนุนพรรคประชาธิปัตย์ ดันนายอภิสิทธิ์ขึ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

ไม่ว่าจะดึงเกมแก้รัฐธรรมนูญกันยังไง

แต่ 2 ประเด็นต้องลุยก่อนเลยก็คือ การทำสนธิสัญญากับต่างประเทศไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และกลับไปใช้ การเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว

"เทพเทือก" ชูสัญญาลูกผู้ชายค้ำคอ

ขืนเบี้ยว ต่อไปจะหาเพื่อนคบลำบาก
สำคัญเหนืออื่นใด โดยจังหวะการเมืองที่นายกฯอภิสิทธิ์กำลัง "เพลี่ยงพล้ำ" ในเกมเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ หน้าแตก 2 รอบติดๆ

กระแสตีกลับ "เด็กดื้อ" สูญเสียภาวะผู้นำ

ทอนความมั่นใจยี่ห้อ "อภิสิทธิ์" ลงไปหลายขีด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ามกลางสถานการณ์ม็อบเกลื่อนเมือง เสื้อเหลืองเปิดศึกชายแดน เสื้อแดงเคลื่อนพลบุกกรุง ขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ต้องบินไปประชุมยูเอ็นที่สหรัฐฯ

บรรยากาศได้ลุ้นเสียว


แล้วก็เป็น "เทพเทือก" รีบออกมาดักคอ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ควรจะได้ตระหนักว่าการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญมา 2 วัน ก็มีบรรยากาศของความสมานฉันท์ ซึ่งนายกฯก็ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ

ฝ่ายเสื้อแดงหรือพรรคเพื่อไทยก็เคยพูดว่า ถ้าเห็นว่ามีความชัดเจนในการเลือกตั้งแล้ว จะไปพิสูจน์กันในสนามการเลือกตั้ง การจะแสดงอะไรในวันที่ 19 กันยายนนี้ หรือการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ควรจะยึดแนวทางของความสมานฉันท์เอาไว้เป็นหลัก

แบะท่าชัด ถอดชนวนด้วยคิวแก้รัฐธรรมนูญ.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

รัฐประหารไม่รู้จบ! ?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_34000



ครบรอบ 3 ปีรัฐประหาร ปี 49 บทเรียนทางการเมืองที่เกิดอีกครั้ง ในสังคมไทย ซึ่งต้องจารึกและนำมาศึกษาไม่รู้จบ ตัวละคร เรื่องราว ของหน้าประวัติศาตร์การเมืองไทยหนนี้ ยังคงน่าสนใจ แม้ผ่านมาแล้ว 3 ปี ...

3 ปี รัฐประหาร นับจากปี 2549 มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ดูเหมือนจะยังไม่จบ เพราะยังมีการต่อสู้ ดิ้นรน ของกลุ่มผู้เสียอำนาจอย่างต่อเนื่อง ทั้งตัวอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ กลุ่มผู้สนับสนุนคนเสื้อแดง จนกระทั่งมาถึง 19 กันยายน 2552 ที่มีการจัดชุมนุมของคนเสื้อแดง เพื่อรำลึกถึง 3 ปีรัฐประหาร ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อไหร่ ความวุ่นวายหลังรัฐประหารจะจบ ส่วนผู้เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ได้มองย้อนหลังไป 3 ปี อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาไม่รู้จบเช่นกัน ...

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช. ) กล่าวย้อนรอยเหตุรัฐประหารให้ฟัง ในรายการเอเอสทีวี เกี่ยวกับการรัฐประหาร 19 ก.ย. ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า สาเหตุแห่งการทำรัฐประหาร ไม่ใช่เพราะกลัวถูกย้าย ส่วนเหตุผล 4 ข้อ ที่มีการวิจารณ์ว่า คิดขึ้นภายหลังนั้น จริงๆ แล้ว เป็นข้อเท็จจริง แต่ยังไม่ได้จัดระเบียบออกมา เพื่อชี้แจงสังคมเท่านั้น รวมทั้งเรื่องที่จะเกิดปัญหาในวันที่ 20 ก.ย. 2549 ด้วย พอถึงเวลาชี้แจง จึงชี้แจงให้สังคมเข้าใจง่ายทั้ง 4 ข้อ คือ มาเรียบเรียงทีหลัง ไม่ใช่การมาประดิษฐ์เหตุผลกันทีหลัง

พล.อ.สนธิ กล่าวถึง 3 ปีรัฐประหารที่ดูเหมือนไม่จบ ว่า ต้องยอมรับว่า ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้นำกังวลอะไรซักอย่าง ความกล้าหายไปมาก ทำให้ทุกคนถอยห่างจากปัญหาที่เป็นข้อเท็จจริงไป สรุปว่าความกล้าหาญน้อยลง ทำให้สิ่งที่จะต้องทำ แล้วไม่ได้ทำ จึงเกิดปัญหาทิ้งคาไว้ กลายเป็นเชื้อไฟมาตลอด ตนว่าเป็นประเด็นเดียวที่สำคัญที่สุด ความไม่กล้าเผชิญ ปัญหาที่ต้องแก้ จึงไม่ได้แก้

พล.อ.สนธิ กล่าวถึงโอกาสเกิดรัฐประหารอีกครั้ง ว่า หากผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) คนปัจจุบันไม่คิดทำ ก็ไม่มีทางที่ใครจะปฏิวัติได้ และคนอื่นไม่สามารถทำได้แน่นอน เพราะกำลังอยู่ที่กองทัพภาคที่ 1 นอกจากนี้ ผลของทำรัฐประหาร ไม่ได้อยู่ที่การทำเสร็จหรือไม่สำเร็จ แต่อยู่ที่ประชาชนจะเอาด้วยหรือไม่ และภาคประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าประชาชนมีส่วนร่วมก็จบ

อดีตประธาน คมช. ยังแสดงความเห็นอีกว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันไม่สอดคล้องเหมือนคราวที่แล้ว ดังนั้น ปัจจัยที่จะนำไปสู่การปฏิวัติอาจจะไม่เท่ากัน เพราะช่วงรัฐประหารปี 49 มีฝ่ายเดียว คือ ประชาชน แต่เวลานี้ประชาชนมีหลายฝ่าย และแต่ละฝ่ายไม่เห็นด้วย ดังนั้น ถ้าทำตอนนี้ มีปัญหา ผบ.ทบ.ตัดสินใจถูกต้อง เพราะหากทำกองทัพจะเสียหาย ในช่วงเวลานี้ นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ปัญหา พื้นฐานต่างกันสิ้นเชิง

จากผู้นำการรัฐประหาร ก็มาถึงผู้จะต้องทำให้การรัฐประหารมีความสมบูรณ์ขึ้น คือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) กับหน้าที่ผู้ทำสำนวน กล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีต่างๆ ถึง 13 เรื่อง ที่ใช้เวลาในการทำงาน 1 ปี 9 เดือน

นายสัก กอแสงเรือง อดีต คตส. กล่าวกับ 'ไทยรัฐออนไลน์' ว่า ใน 3 ปีที่ผ่านมาจะต้องไปเทียบ ก่อนรัฐประหารว่าเหตุการณ์ขณะนั้นเป็นอย่างไร โดยก่อนมีรัฐประหาร ผู้ใช้อำนาจรัฐ พยายามทุกทางที่จะไม่ให้มีการตรวจสอบ จึงเป็นที่มาของการรัฐประหาร ซึ่งหลังการรัฐประหารได้มีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้หรือไม่อย่างไร จะเห็นได้ว่าผู้เข้ามายึดอำนาจ พยายามให้ตรวจสอบ โดยเฉพาะการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ จึงให้มี คตส. ขึ้นมาทำหน้าที่ ซึ่งคตส.ยึดกฎหมายเดิมที่มีอยู่ทั้งหมด ไม่ว่ากฎหมาย ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) กฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กฎหมายสรรพากร กฎหมายแพ่งและอาญา โดยสิ่งที่ตรวจสอบมีทั้งสิ้น 13 เรื่อง 20 กว่าคดี ทำให้รัฐเสียหาย เกือบ 2 แสนล้านบาท ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น คือทำให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ หรือ การหลีกเลี่ยงโดยหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง และ ทำให้การบังคับใช้กฎหมาย หรือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่เดิมเกิดผลสัมฤทธิ์มากขึ้น โดยเฉพาะองค์กรอิสระ

นายสัก กล่าวอีกว่า อย่างน้อยการเปลี่ยนแปลง หลังยึดอำนาจ มีส่วนทำให้รัฐธรรมนูญ มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปราบปรามทุจริต สามารถนำมาบังคับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้กระบวนการยุติธรรม ในคดีอาญานักการเมือง ได้มีการพิสูจน์ เปิดโอกาสให้สู้คดีอย่างเต็มที่ และสามารถเข้าสู่การพิจารณาพิพากษาได้ ทำให้เกิดบรรทัดฐาน ประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศหันมาให้ความสำคัญในการรักษา หวงแหน ดูแลทรัพย์สินของแผ่นดินมากขึ้น ตนคิดว่าถ้ามองในแง่นี้น่าจะเป็นผลดี ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตนยังนึกภาพไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ส่วนความขัดแย้งทางสังคมที่ยังคงมีอยู่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะคนที่ถูกตรวจสอบมีอำนาจบารมีมาก จึงมีเครือข่ายวิธีการ ทำให้ความขัดแย้งไม่จบลงง่ายๆ

นายสัก กล่าวทิ้งท้ายว่า 1 ปี 9 เดือนของ คตส. ถือว่าทำสำนวนเสร็จเร็ว แต่ช้าตรงมีปัญหาความเห็นไม่ตรงกับอัยการสูงสุด จนต้องฟ้องคดีเอง แต่ถ้าเทียบกับคดีอื่น คตส. ทำได้เร็วมาก ซึ่งหากศาลตัดสินแบบใดก็ตาม ความขัดแย้งน่าจะจบลงเร็ว

น่าสนใจว่า หากคดีความจบแล้ว ความขัดแย้งจะจบได้จริงหรือ เพราะความแตกแยกครั้งนี้ คงกินลึกอยู่ในสังคมไทยไปอีกนาน และมองยากว่าจะจบลงอย่างไร และแน่หรือไม่ ที่จะไม่เกิดรัฐประหารอีกครั้ง ...

ไม่จบ

ที่มา บางกอกทูเดย์

วันนี้เป็นวันที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะเปิดยุทธการย้อนรำลึกถึงวันรัฐประหาร 19 กันยายน 2549หลายคนสงสัยว่าย้อนรำลึกทำไม ในเมื่อเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศชาติจมปลักมาถึง 3 ปีเต็มก็คงรำลึกเพื่อเตือนสติกระมัง แต่ปัญหาคือจะเตือนสติใครได้บ้างเท่านั้นเพราะบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งหลายไล่ลงมาตั้งแต่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะลงไป นายสุเทพ เทือก สุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยบรรดา ผบ. เหล่าทัพทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ทัพบกทัพเรือ ทัพอากาศ รวมไปถึงทัพตำรวจ ต่างก็ตื่นเต้นตึงเครียดไปตามๆ กันเพราะคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ที่เล่นงานรัฐบาลชุดก่อนหน้า และลากพาเอาบรรดาเจ้าหน้าที่เจ้าพนักงานเข้าปิ้งไปด้วยทำให้การรับมือการชุมนุมครั้งนี้ หนักใจมากยิ่งขึ้นจะเล่านิทานอีสปสักกี่ครั้งกี่หน ลูกปู ก็ไม่มีวันเดินตรงได้แน่ ตราบใดก็ตามที่แม่ปูยังเดินโฉเก เฉไฉไปเรื่อยๆ แบบนี้ยิ่งบ้านเมืองในสภาพที่เอียงไปเอียงมาแบบ

นี้ราวกับไม่มีเสา หรือเสาแหว่งเช่นขณะนี้ มีหรือที่จะเดินได้ตรงอย่าว่าแต่ 2 เสา 3 เสาเลย เจอบรรยากาศที่เอียงสีข้างไปน้ำขุ่นๆ ในทุกเรื่อง ต่อให้ 4 เสาก็ยังสะเทือนในอดีตนั้น ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข ประเทศไทยจะมี 3เสาหลักที่ค้ำยันและคานกันและกัน ให้เกิดการสมดุลระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการเรียนมาตั้งแต่สุนัขเลียก้นถึง จนวันนี้ถ้ายืนเฉยๆคงเลียไม่ถึง แต่ถ้าเขย่ง หรือกระโจนใส่ก็ยังคงต้องยอมรับว่าเลียถึงแน่ นั่นแปลว่า แม้เวลาจะเปลี่ยนหลักการไม่ควรเปลี่ยนถ้าสุนัขตั้งใจจะเลียไม่แปรเปลี่ยน ก็ย่อมจะต้องเลียถึงได้อย่างแน่นอนแต่ทำไมหลักในตำราเรียนวันนี้ถึงกลายเป็นหลักกูไม่เหลือหลักการมิน่าแม้แต่ในรั้วสถาบันการศึกษาที่เติบโตมาด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นลูกแม่โดม วันนี้วิธีคิดยังแบ่งแยกแตกต่างกันไปตามสีเสื้ออย่างน่าเสียดายก็ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงทำอะไรก็ผิดไว้ก่อน ไม่ดีในทุกเรื่องไว้ก่อนแต่กับม็อบพันธมิตรฯ ขนาดยึดทำเนียบ ยังตีความกันได้หน้าตาเฉยว่า ไม่มีเจตนายึดสนามบินสุวรรณภูมิ ก็พูดเข้าข้างตัวเองหน้าตาเฉยว่า เป็นผู้ก่อการดีหลักการแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ บอกได้แค่ว่า“ยากที่จะจบง่ายๆ แน่”ต่อให้วันนี้จะมีการ “ติดหนวด” เป็นแท่งสี่เหลี่ยมเหนือริมฝีปากก็ตาม ■

มาร์ค สบายใจได้!

ที่มา บางกอกทูเดย์

แม้ว่าจะอยู่ในจังหวะที่กลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่แต่ภารกิจที่ชื่นชอบและคลั่งไคล้เอามากๆ ในเรื่องของการออกงานเพื่อแสดงปาฐกถา มันยั่วใจอย่างมากมายรู้กันอยู่ว่า หากเอานักการเมืองของไทยมาเข้าแถวเรียงกันในเวลานี้ ใครจะมีรูปร่างหน้าตา การศึกษา และความสามารถในการพูดเทียบเท่ากับ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เป็นไม่มีภาษาอังกฤษเปรี๊ยะจนภาคภูมิใจ ต้องการไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ และจะได้ไปกระทบไหล่บรรดาผู้นำกลุ่มประเทศ G 20 ซึ่งจะไปประชุมกันที่เมืองพิตสเบิร์กสหรัฐอเมริกา ด้วยวาระที่ได้มีโอกาสแสดงบทเด่นแบบนี้จะพลาดได้เช่นไรดังนั้นแม้ว่าจะยังไม่สามารถแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สำเร็จ เพราะขนาดคนที่ตั้งขึ้นมาให้ช่วยรักษาการตำแหน่ง ผบ.ตร.แท้ๆ เจอโทรศัพท์สัญญาณพิเศษเข้ายังเปลี่ยนข้างอุตลุด แต่ก็ไม่ได้ทำให้นายกฯอภิสิทธิ์ สะดุ้งสะเทือนกลุ่มคนเสื้อแดงรวมตัวก็ไม่สะดุ้งสะเทือนปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ยิ่งไม่มีอะไรที่ทำให้ต้องสะดุ้งสะเทือนกลุ่มพยัคฆ์บูรพา จะพี่ใหญ่ หรือพี่รอง หรือใครก็ตามวันนี้ก็กำราบอยู่มือ จนไม่น่าที่จะมีฤทธิ์เดชอะไรแล้วทุกอย่างอยู่ในกำมือประดุจลูกแมวเชื่องๆ เช่นนี้เมื่อมีภารกิจระดับอินเตอร์ ที่จะช่วยทำให้ภาพดูดี ระดับการประชุม G20 มาอยู่ตรงหน้าแบบนี้ ใครจะอดใจไม่ไปได้แม้ว่าจะมีคนทักท้วงว่า เดือน

กันยายนมันไม่ค่อยจะดีนะสำหรับความเป็นผู้นำ กับการเดินทางไปต่างประเทศเดี๋ยวประวัติศาสตร์ จะซ้ำรอยเอาได้ แล้วจะมาว่าไม่เตือนแต่คนในยามที่ใจมันอยาก อะไรก็ยากจะห้ามอยู่ ไม่เชื่อลองไปถามจอมไสยเวทย์เขมรดูก็ได้ ว่าเวลาที่ฮีทสุดๆ นั้น จะให้ทำอะไรก็ได้จริงหรือไม่ที่สำคัญความเชื่อมั่นของ นายกฯ อภิสิทธิ์ในวันนี้ ต้องบอกว่าปรอทขึ้นฮีทสุดๆ ความเชื่อมั่นล้นทะลักกระเปาะจนปรอทจวนเจียนแตกแล้วด้วยซ้ำ มีหรือจะกลัวอะไรมั่นใจเต็ม 100% ว่า ไม่มีทางมีการปฏิวัติเกิดขึ้นในระหว่างที่ไปสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอนเพราะเชื่อมั่นว่า กลไกอำนาจของกองทัพทั้งหมดในเวลานี้กลไกอำนาจในระบบราชการ และกลไกอำนาจในระบบอำมาตยาธิปไตย ทุกภาคส่วนล้วนแล้วแต่สยบ และยอมให้กับนายกฯอภิสิทธิ์ผู้มีภาพลักษณ์อินเตอร์ ระดับออกซฟอร์ดแฟมิลี่ หมดแล้วมีหรือใครจะกล้า ... มีหรือที่จะไม่ได้กลับ!!!ล่าสุด พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหมก็ออกมายอมรับว่า มีการเตรียมการรองรับกรณีที่อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันในระหว่างที่นายกฯอภิสิทธิ์ ไปสหรัฐอเมริกาแล้วโดยขอยืนยันว่า ไม่มีเรื่องการปฏิวัติแน่นอนยุคสมัยใหม่แล้ว การปฏิวัตเป็นเรื่องล้าสมัยพูดเหมือน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ตอนนั้นไม่มีผิดเลยปัญหาก็คือ ครั้งนี้ทำไมบรรดาผู้บัญชาการทั้งหลายเงียบฉี่จนต้องให้ปลัดกระทรวงกลาโหมออกมาการันตีแทน...นี่สิน่าคิด ■

เผ่าพันธุ์ไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์

เคยสงสัยกันหรือไม่....เราเผ่าพันธุ์ไทยอยู่กันมาได้อย่างไร...ในกาลเวลาตั้ง 790 ปี..นับตั้งแต่มีราชวงศ์พระร่วงขึ้นมาปกป้องคุ้มครองไพร่ฟ้าผสกนิกร790 ปี...ที่ประเทศไทยมีการปกครอง....นั่นคือ557 ปี..ก่อนที่จะมีประเทศสหรัฐอเมริกาเรา....เผ่าพันธุ์ไทย อยู่กันมานานนักหนาบนผิวโลกส่วนนี้..เราอยู่กันมาได้อย่างไร...โดยที่ไม่มีรัฐธรรมนูญ..แล้วบัดนี้วันนี้..ประเทศจะอยู่กันไม่ได้ ความเป็นไทยจะไม่มีกันเลยหรือหากไม่มีรัฐธรรมนูญ..ไทยกับไทยจะฆ่ากันเพราะฝ่ายหนึ่งจะแก้อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ให้แก้..กับ รัฐธรรมนูญ713 ปีที่ประเทศนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญเราอยู่กันมาได้อย่างไร...อยู่กันมาได้ในแบบที่เรียกว่า..กินดีอยู่ดีและมั่งมีศรีสุข..รัฐธรรมนูญต่างหาก...ที่เป็นกรรมวิบากของชาตินี้แผ่นดินไทยสร้างกันขึ้นมาแล้วฉีกแล้วฉีกอีก..กับรัฐธรรมนูญแทบจะทุกฉบับ...บางฉบับเราเขียนมันขึ้นมาด้วยเลือดของประชาชน.จะเป็นอย่างไร..หากว่าเราจะลืมเรื่องรัฐธรรมนูญกันสักพัก..แล้วกลับไปหากติกาง่ายๆ ของระบอบประชาธิปไตย..ให้ประชาชนไปเลือกตั้ง

สร้างรัฐบาลของเขาขึ้นมา..ให้เขาหย่อนบัตรลงไปด้วยว่า ต้องการใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี.ใครทำผิดให้ไปขึ้นศาลปรกติธรรมดา...เน้นแต่ว่าคดีการเมืองนั้นต้องเบ็ดเสร็จภายในเวลา 1 ปี.. ไม่ต้องมีกรรมการกลางกรรมการอิสระให้ผู้คนต้องกังขา ไม่ต้องมีศาลเดียวเป็นศาลเตี้ย..ไม่ต้องมีองค์กรไว้อ่านภาษากฏหมาย..ไว้ขัดแย้งตรงกันข้ามกับการอ่านของมหาชน..เผ่าพันธุ์ไทย..อยู่กันมาได้ 713 ปี ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญ...เราเจริญกันมาได้...แต่จะมาหายนะในช่วงเวลา 77 ปีที่มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับกระนั้นหรือ..790 ปี..ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ 49พระองค์...แต่ 77 ปีแห่งประชาธิปไตย..เรามีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 59 คน..คิดกันง่ายๆ..หากเอาจำนวนปีของชีวิตประเทศไทย..มาหาจำนวนนายกรัฐมนตรี..เวลา 790 ปีเราจะมีนายกรัฐมนตรี..607 คน...กลับกันหากเอา77 ปี ประชาธิปไตย. กลับไปสู่การปกครองในระบอบกษัตริย์..เราจะมีผู้ปกครองแค่ 4 พระองค์..นั่นคือความมีเสถียรภาพกับความไม่มีเสถียรภาพ..ที่เป็นปุ๋ยดอกเป็นปุ๋ยใบให้กับความเจริญเติบโตของชาติของเผ่าพันธุ์..อีกไม่นาน นายกรัฐมนตรีคนที่ 59 จะจากไป..เราจะได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 60 จากนี้ไม่นาน..