WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 21, 2009

สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ฉบับที่1ระบุในหลวงทรงมีพระปรอท(มีไข้)-เสวยได้น้อยลง

ที่มา Thai E-News

ที่มา มติชนออนไลน์ และรอยเตอร์
20 กันยายน 2552

เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 ความว่า ...

เมื่อวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระปรอท (เป็นไข้) และมีพระอาการอ่อนเพลีย ตลอดจนเสวยพระกระยาหารได้น้อยลง คณะแพทย์จึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อตรวจหาสาเหตุ พร้อมกับถวายการรักษาด้วยน้ำเกลือทางหลอดพระโลหิต ร่วมกับยาปฏิชีวนะ

จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

สำนักพระราชวัง
20 กันยายน 2552


ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 กันยายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปโรงพยาบาลศิริราช ภายหลังจากจัดรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์" จากสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศ เพื่อลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงประทับตรวจพระวรกาย ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งประทับรักษาพระอาการอยู่บนชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช ตั้งแต่ช่วงกลางดึกเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันเดียวกัน

เมื่อมาถึงนายอภิสิทธิ์ได้พูดคุยกับ พล.ร.อ. กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือที่เดินทางมาลงนามด้วย นายกฯเปิดเผยภายหลังลงนามถวายพระพรว่า ได้รับรายงานว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าตรวจพระวรกาย เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา เท่าที่ได้พูดคุยกับคณะแพทย์ทราบว่าพระอาการไม่มีปัญหา และไม่น่าห่วง ทางคณะแพทย์จะออกแถลงการณ์ในช่วงเย็นวันนี้ (20ก.ย.)

เวลา 12.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เขียนข้อความลงบนเวปไซด์ twitter.com มีใจความว่า “ทราบว่าในหลวงเสด็จฯเข้า ร.พ.ศิริราชเพื่อให้คณะแพทย์ถวายการรักษา ผมขอเชิญชวนให้ชาวทวิตเตอร์ทุกท่านร่วมกันถวายพระพรให้ทรงหายเป็นปกติโดยเร็วนะครับ”

ก่อนหน้านี้สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข่าวเมื่อว้นที่ 15 กันยายน 2552 ว่า เมื่อวันอังคารนี้(15ก.ย.) สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ว่า กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช เสด็จฯมายังโรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ เพื่อทรงเข้ารับการตรวจพระวรกายตามกำหนดเวลานัด

สำนักพระราชวังปฎิเสธที่จะแจ้งว่า กษัตริย์พระชนมายุ 81 พรรษา ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก อันเป็นที่เคารพของประชาชนในประเทศ จะประทับแรมในโรงพยาบาลนานเท่าไร

เจ้าหน้าที่กล่าวกับรอยเตอร์ว่า “นี่เป็นเหตุการณ์ปกติ เป็นการตรวจพระวรกายตามกำหนดเวลานัด” พระองค์เสด็จมาถึงโรงพยาบาลประมาณ 23.00 น. พร้อมด้วยพระราชินีสิริกิติ์ และสมาชิกของราชวงศ์อีกหลายพระองค์"

เมื่อเดือนมีนาคม กษัตริย์ทรงเข้ารับการตรวจพระวรกายตามกำหนดเวลานัดเป็นเวลาหนึ่งวัน สำนักพระราชวังไม่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลการตรวจ กล่าวแค่เพียงว่า เป็นการเข้ารับการตรวจส่วนพระองค์

เมื่อเดือนที่แล้ว กษัตริย์ภูมิพลทรงออกมาเรียกร้องให้มีความสามัคคี ในขณะที่ประเทศกำลังแตกแยกกันอย่างหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศล่มสลาย นานๆที ที่จะทรงแสดงความเห็นในวิกฤติการเมืองของประเทศในช่วงสี่ปีมานี้

POLL:ผู้อ่านไทยอีนิวส์ปรารถนาปชต.กษัตริย์ใต้รธน.แบบอังกฤษ-ญี่ปุ่น ยี้ประธิปไตยแบบไทยๆ

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 กันยายน 2552

ผลสำรวจผู้อ่านไทยอีนิวส์พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย วัยผู้ใหญ่อายุระหว่าง40-60ปีมากที่สุด จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุดคือ 49% จบสูงกว่าปริญญาตรี 33 % เป็นผู้อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมากที่สุดคือ44% อาศัยในต่างประเทศ11% มีอาชีพเป็นนักธุรกิจ,เจ้าของกิจการมากที่สุด รองลงมาคือราชการ นักวิชาชีพด้านแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักวิชาการอาจารย์สถาบันการศึกษา พนักงานออฟฟิศ ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีความปรารถนาอยากให้ไทยมีระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแบบอังกฤษ-ญี่ปุ่นมากที่สุด รองลงมาอยากให้เป็นสหพันธรัฐแบบสวิสหรืออเมริกา ตามมาด้วยรูปแบบรัฐสวัสดิการแบบประเทศแถบสแกนดิเนเวีย



ไทยอีนิวส์ซึ่งเกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์เน็ต หลังรัฐประหาร 19 กันยาฯ มียอดคนอ่านในขณะนี้มากกว่า 12 ล้านครั้ง ได้สุ่มสำรวจความเห็นของท่านผู้อ่านของเราล่าสุดในหัวข้อ"ท่านมีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองแบบใดที่สุด?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,956 ท่าน ผลการสำรวจ เป็นดังนี้

-ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับอังกฤษ และญี่ปุ่น จำนวน 843 ท่าน คิดเป็น 43%
-รองลงมาคือประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ แบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา หรือสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 370 ท่าน คิดเป็น18%
-รัฐสวัสดิการที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแบบสแกนดิเนเวีย(สวีเดน เดนมาร์ค นอรเวย์)จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 17%
-ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐฝรั่งเศส หรือเยอรมนี จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 15%
-สังคมนิยมที่มีเศรษฐกิจเสรีนิยมแบบจีน จำนวน 34 ท่าน คิดเป็น 1%
-ประชาธิปไตยแบบไทยๆเหมือนในปัจจุบัน จำนวน 26 ท่าน คิดเป็น1%
-กลับไปเป็นราชาปไตยเหมือนก่อนปีพ.ศ.2475 จำนวน 22 ท่าน คิดเป็น1%
-เผด็จการแบบเกาหลีเหนือ หรือพม่า คิวบา จำนวน 6 ท่าน ไม่สามารถแจงนับเป็น%
-อื่นๆ จำนวน 11 ท่าน ไม่สามารถแงนับเป็น%ได้


ก่อนหน้านี้ไทยอีนิวส์ได้สำรวจท่านผู้อ่านของเราในเรื่องเพศ วัย อาชีพ ที่อยู่อาศัยปัจจุบัน โดยมีผลสำรวจเป็นดังนี้

1.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นเพศชายมากที่สุด ส่วนมากเป็นผู้ใหญ่อายุระหว่าง40-60ปี

ไทยอีนิวส์สำรวจฐานท่านผู้อ่านล่าสุดระหว่างวันที่ 7-11 ก.ย.2552 ในเรื่องเพศและอายุ มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 3,292 ท่านผลการสำรวจเป็นดังนี้

-เป็นเพศชายมากที่สุด 1,553 ท่าน
-รองลงมาเป็นเพศหญิง 661 ท่าน
-เพศที่สาม 27 ท่าน

อายุระหว่าง41-50ปีมากที่สุด จำนวน 1,175 ท่าน
อายุระหว่าง 51-60ปีรองลงมา จำนวน 915 ท่าน
อายุระหว่าง 31-40ปีรองลงมา จำนวน 627 ท่าน
อายุระหว่าง20-30ปีรองลงมา จำนวน 245 ท่าน
อายะระหว่าง61-70ปี จำนวน 222 ท่าน
อายุต่ำกว่า 20 ปีลงมา จำนวน 45 ท่าน
อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป จำนวน 35 ท่าน


2.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นนักธุรกิจมากที่สุด ตามมาด้วยข้าราชการ นักวิชาชีพ ปัญญาชน

ผลการสำรวจเรื่องอาชีพของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม -1 กันยาน 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,580 ตัวอย่าง มีผู้ประกอบอาชีพมากที่สุดเรียงตามลำดับ ดังต่อไปนี้

-มากที่สุดอันดับ 1 คือนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ 589 ตัวอย่าง คิดเป็น 22% ของผู้อ่านทั้งหมด
-รองลงมาเป็นอาชีพข้าราชการในระดับปฏิบัติงาน 330 ตัวอย่าง คิดเป็น 12 %
-ตามมาด้วยนักวิชาชีพด้านแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักวิทยาศาสตร์ 232 ตัวอย่าง หรือ 8%
-พนักงานบริษัทเอกชนในระดับปฏิบัติงาน 189 ตัวอย่าง คิดเป็น 7%
-นักวิชาการ อาจารย์สถาบันการศึกษา 179 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-เกษียณแล้ว 180 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-นักบริหารระดับกลางในธุรกิจภาคอกชน 139ตัวอย่าง คิดเป็น 5%
-นักบริหารระดับกลางในภาคราชการ 134 ตัวอย่าง คิดเป็น5%
-นักเรียน นักศึกษา 103 ตัวอย่าง คิดเป็น 3%
-นักบริหารระดับสูงในภาคธุรกิจอกชน 61 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ใช้แรงงาน 76 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ว่างงาน 73 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-เกษตรกร 43 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-นักบริหารระดับสูงในภาครัฐบาล 32 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ศิลปิน นักแสดง นักเขียน นักวิจารณ์ 33 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-สื่อมวลชน 26 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ที่ไม่แจงนับถึง1%ได้ มีNGO นักสิทธิมนุษยชน องค์การมหาชน 12 ตัวอย่าง,ตุลากร อัยการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 13 ตัวอย่าง และอาชีพอื่นๆนอกจากขางต้นนี้ 136 ตัวอย่าง คิดเป็น 5%


3.ผู้อ่านของเรามีการศึกษาระดับปริญญาตรีสูงที่สุด ตามมาด้วยจบสูงกว่าปริญญาตรี

ไทยอีนิวส์มีการนำเสนอผลการสำรวจระดับการศึกษาของผู้อ่านไทยอีนิวส์ที่ที่จัดสำรวจระหว่างวันที่ 12-15 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,534 คน ผลเป็นดังนี้


-มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี จำนวน 257 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี จำนวน 766 ตัวอย่าง คิดเป็น 49 %
-มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 511 ตัวอย่าง คิดเป็น 33 %


4.มีที่อยู่ในกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ และอยู่เมืองนอกอีกไม่น้อยกว่า10%

ไทยอีนิวส์ยังได้เปิดเผยผลสำรวจที่อยู่ปัจจุบันของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,182 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้


-อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1,420 ตัวอย่าง คิดเป็น 44 %ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
-รองลงมาอาศัยในเขตภาคเหนือ 529 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-ตามมาด้วยอาศัยอยู่ในภาคอีสาน 352 ท่าน คิดเป็น 11 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคกลางและตะวันออก 299 ท่าน คิดเป็น 9%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนทวีปอเมริกา 210 ท่าน คิดเป็น 6 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคใต้ 153 ท่าน หรือคิดเป็น 4 %
-อาศัยอยู่ต่างประเทศ โซนทวีปยุโรป 118 ท่าน คิดเป็น 3 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนเอเชีย 55 ท่าน คิดเป็น 1 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศ โซนออสเตรเลีย 36 ท่าน คิดเป็น 1%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนอาฟริกา 3 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้
-อาศัยอยู่ในที่อื่นๆนอกจากข้างต้น 7 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้


เมื่อพิจารณาโดยสรุปแล้ว มีผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นผู้มีที่อยู่ปัจจุบันในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ และมากที่สุดในกรุงเทพฯและปริมณฑล รองลงมาคือภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางและตะวันออก และภาคใต้ ตามลำดับ

ขณะที่มีผู้อ่านซึ่งมีที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่ในต่างประเทศ 11 % มากที่สุดคือโซนอเมริกา รองลงมาคือยุโรป ทวีปออสเตรเลีย เอเชีย และอาฟริกา ตามลำดับ

เสื้อแดงยุติชุมนุม

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่

กทม. 20 ก.ย. - แกนนำประกาศยุติการชุมนุม และสลายตัวกลับทันทีเมื่อถึงเวลาที่ได้ประกาศไว้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้มีเหตุการณ์รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงได้ยุติทันทีเมื่อถึงเวลา 24.20 น. หลังจากที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้ปราศรัยเสร็จสิ้น โดยกล่าวว่า การชุมนุมในวันนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าคนเสื้อแดงมาชุมนุมด้วยความสงบ และขอให้เจ้าหน้าตำรวจและทหารอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของกลุ่มผู้ชุมนุม ส่วนแกนนำได้เดินทางกลับทันทีเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ทางแกนนำไม่ได้มีการนัดหมายหรือแจ้งการเคลื่อนไหวใด ๆ ต่อจากนี้ เมื่อการกล่าวอำลาของแกนนำเสร็จสิ้น บรรดาผู้ชุมนุมต่างทยอยเดินทางกลับท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ชุมนุมต่างกระจายกันไปขึ้นรถตามจุดนัดหมาย

การชุมนุมในคืนนี้ ใช้เวลาเกือบ 12 ชั่วโมง ไม่พบความรุนแรงใด ๆ แต่ในส่วนของสถานที่สำคัญที่อยู่บริเวณโดยรอบลานพระบรมรูปทรงม้า เช่น กองทัพภาคที่ 1 กองบัญชาการตำรวจนครบาล และทำเนียบรัฐบาล ยังคงมีเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังดูแลความเรียบร้อยจนกว่าผู้ชุมนุมจะเดินทางกลับทั้งหมด เช่นเดียวกับที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ที่ยังคงมีเจ้าหน้าที่ดูแล และยังไม่มีการรื้อแผงเหล็กหรืออุปกรณ์ป้องกันผู้ชุมนุมออกจากบริเวณหน้าบ้าน แต่มีรายงานว่าได้มีการลดจำนวนเจ้าหน้าที่ลงครึ่งหนึ่ง. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-09-20 01:21:47

Sunday, September 20, 2009

10 เหตุผลที่เราต้องขอบคุณ คณะรัฐประหาร 19 กันยา

ที่มา thaifreenews

เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วยิ่งนัก วันนี้เป็นวันครบครอบสามปีของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีใครบ้างไหมที่คิดถึงวันวานเก่าๆ ของการออกไปมอบดอกไม้แก่ทหารและถ่ายรูปคู่กับรถถัง และคงมีอีกหลายๆ คนที่อย่างน้อยก็อยากจะมองในแง่ดีและขอบคุณต่อเหล่านายพลผู้ก่อรัฐประหาร ที่มอบบริการอันประมาณค่ามิได้แก่ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”

1. ขอบคุณเหล่านายพลผู้ก่อรัฐประหาร ที่ช่วยปลุกให้เราตระหนักถึงความเป็นจริงที่ว่า การเมืองไทยยังหนีไม่พ้นการรัฐประหารและระบบอุปถัมภ์

2. ขอบคุณเหล่านายพลที่ช่วยทำให้เรารู้ว่า มีผู้นิยมชมชอบระบอบ “ประชาธิปไตยแบบตามใจฉัน” มากแค่ไหน (เช่น เหล่านักวิชาการ เอ็นจีโอ สื่อกระแสหลัก และนักการเมือง)

3. ขอบคุณเหล่านายพล ที่ช่วยเตือนเรารู้ว่า รัฐประหารนั้นยังเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในระบอบ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”

4. ขอบคุณเหล่านายพลที่รัก ผู้ช่วยทำให้เหล่าอำมาตย์ไทยกลายเป็นตัวตลกของนานาชาติ -- ในยุคที่การรัฐประหารเปรียบเสมือนโบราณวัตถุ และเป็นเรื่องตลกทางการเมืองในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

5. ขอบคุณเหล่านายพล ผู้ทำให้เราตระหนักว่า การมีรัฐธรรมนูญฉบับปากกระบอกปืน เป็นสิ่งสำคัญมากแค่ไหน

6. ขอบคุณเหล่านายพล ผู้ทำให้รู้ว่า สิ่งใดหายไปจากระบอบประชาธิปไตยของไทย

7. ขอบคุณเหล่านายพลผู้ช่วยให้เราได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของทักษิณ ชินวัตร รวมไปถึงตัวตนของขั้วตรงข้ามทางการเมืองของทักษิณ และยังทำให้เราเห็นว่า คนบางกลุ่มนั้นพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อจะปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง

8. ขอบคุณเหล่านายพล ผู้ที่บอกเราอย่างจริงใจตั้งแต่ในวันแรกว่า พวกคุณทำรัฐประหารเพื่อใคร

9. ขอบคุณเหล่านายพล ผู้ที่ได้ทำให้ความยากลำบากในการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นที่ปรากฏ

10. และขอบคุณเหล่านายพลอีกครั้ง ที่ทำให้เราตระหนักว่า ไม่ใช่ทุกผลลัพธ์ที่จะทำให้ “วิธีการ” ถูกต้อง และในขณะเดียวกัน “ผลลัพธ์” นั้นเองก็ไม่สามารถทำให้คำโกหกเป็นเรื่องถูกต้องได้ด้วย


ประวิตร โรจนพฤกษ์ ได้ทุนจาก Kettering Foundation เพื่อไปทำวิจัยเรื่องประชาธิปไตยแบบเสวนาหาทางออก ณ เมือง Dayton รัฐ Ohio ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

“เสื้อแดง” ฝ่าฝนชุมนุมครบรอบ 3 ปีรัฐประหาร “ทักษิณ” โฟนอินถามประเทศบอบช้ำพอหรือยัง

ที่มา ประชาไท

19 ก.ย. 52 – กลุ่มคนเสื้อแดง นำโดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดเวทีรำลึก 3 ปีรัฐประหาร ที่ลานพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 โดยในช่วงเย็นมีประชาชนเข้าร่วมแน่นขนัดเต็มลานพระบรมรูป
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำคนเสื้อแดงกล่าวว่า การจัดชุมนุมที่ลานพระบรมรูปฯ ครั้งนี้มีนัยสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก เมื่อ 77 ปีที่แล้ว ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรได้ปักหมุด ณ ที่นี้เพื่อสถาปนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประการที่สอง เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มีสามัญชนผู้ยิ่งใหญ่ คือ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้ขับรถแท็กซี่ชนรถถัง นำชีวิตตนเองเข้าแลกกับการต่อสู้กับเผด็จการ จึงถือโอกาสนี้รำลึกและสืบทอดเจตนารมณ์เหล่านี้ด้วย จากนั้นพิธีกรบนเวทีได้กล่าวแนะนำนางบุญชู ไพรวัลย์ ภรรยาของลุงนวมทองไพรวัลย์ แก่กลุ่มผู้ชุมนุมด้วย
นายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำ นปช. กล่าวถึงคำขวัญหลังเวทีที่ว่า “3 ปี ต้านอำมาตยา สถาปนารัฐไทยใหม่” ว่า คำว่าสถาปนารัฐไทยใหม่นั้น ไม่ใช่ดังที่หลายคนตกใจว่าหมายถึงระบอบคอมมิวนิสต์หรือไม่ คนที่ตื่นกลัวย่อมไม่รู้ว่าโลกก้าวไปถึงไหน เพราะโลกทุกวันนี้เป็นโลกเสรี การสถาปนารัฐไทยใหม่ดังกล่าวหมายถึง รัฐที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริง
แกนนำต่างๆ ต่างผลัดกันขึ้นปราศรัยบนเวที ทั้งแกนนำระดับจังหวัด และแกนนำหลัก อาทิ นายจตุพร พรหมพันธ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายอริสมันตร์ พงษ์เรืองรอง นายสุพร อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายอดิศร เพียงเกษ นายการุณ โหสกุล เป็นต้น โดยส่วนใหญ่กล่าวโจมตีการรัฐประหารและพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รวมถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะกรณีเขาพระวิหาร รวมไปถึงการพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญว่าควรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้เสนอไปและบรรจุอยู่ในวาระการประชุมอยู่แล้ว
ทักษิณโฟนอินร่วมรำลึก ‘นวมทอง ไพรวัลย์’
เวลาประมาณ 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โฟนอินเข้ามายังสถานที่ชุมนุมโดยกล่าวทักทายผู้ชุมนุม กล่าวสดุดีวีรกรรมของลุงนวมทอง และมอบเงินบริจาคช่วยเหลือครอบครัวนวมทองเป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท ขณะที่ภรรยาของลุงนวมทองถึงกับเป็นลม จานนั้นมีการยืนไว้อาลัยลุงนวมทองเป็นเวลาครึ่งนาที
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันครบรอบ 3 ปี การรัฐประหารในศตวรรษที่ 21 ทั้งที่เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดแล้ว เมื่อมันเกิดขึ้นในประเทศไทย ทำให้นานาประเทศมองว่าเราถอยหลังอย่างน่าเสียดาย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความบอบช้ำของคนทั้งประเทศ 3 ปีที่ผ่านมา หากทุกคนแม้กระทั่งคนที่เกลียดตนเองก็ตาม ลองมองด้วยใจเป็นธรรมจะเห็นได้ชัดเจนว่าสิ่งต่างๆ ดีขึ้นไหม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องความเป็นธรรม ปัญหาภาคใต้ ปัญหายาเสพติด กระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระ สื่อมวลชน ทั้งหมดตกต่ำลงกว่าเดิมแม้กระทั่งเรื่องคอรัปชั่นก็เกิดขึ้นหนักว่าที่เคยกล่าวหาตนเองไว้อย่างรุนแรง
ในการเลือกตั้งครั้งแรกตนเองได้รับเสียงข้างมาก ก็เพราะประชาชน “ชอบ” ในนโยบายที่ได้ประกาศไว้ เลือกตั้งครั้งที่สองก็ได้รับความไว้วางใจสูงสุดถึง 19 ล้านเสียง เพราะประชาชน “รัก” กระทั่งหลังรัฐประหารประชาชนก็ยังยืนเคียงข้างเพราะเขา “สงสาร” ที่ตนเองและครอบครัวถูกเล่นงานอย่างไม่เป็นธรรม และมาจนถึงวันนี้ทรัพย์สินที่หามาได้กำลังจะถูกยึดไป ประชาชนเขามาถึงจุดที่ “เจ็บใจแทน” แล้ว เพราะถูกกลั่นแกล้งกันครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ใช่ตนเองคนเดียว แต่ครอบครัวตนด้วย คนเสื้อแดงด้วย พรรคที่ยืนข้างตนเองก็โดนด้วย แต่ถึงวันนี้คนเสื้อแดงก็ยังยืนเคียงข้าง
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวถึงกรณีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเขาพระวิหารของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยว่า วันนี้เรามีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านไปหมด ในทัศนคติของตนเองคิดว่า “เปิดประตูไป เพื่อนบ้านยิ้มให้ดีกว่าดักตีกะบาล” นานาประเทศต่างก็ถือหลักว่าไม่ควรนำเรื่องการเมืองระหว่างประเทศมาเป็นการเมืองภายในระหว่างฝ่ายต่างๆ นอกจากนี้เขายังแสดงทัศนะว่ากรณีเขาพระวิหารที่ไทยแพ้คดีศาลโลกนั้นเพราะไม่ค้านแต่ต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาการปักปันเขตแดนนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ และหาทางออกได้ด้วยการเจรจา เมื่อยังเจรจาไม่ได้ก็ปล่อยไว้ก่อนได้เป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ไม่มีคนของฝ่ายใดเข้าไปอยู่ แล้วค่อยๆ ให้คณะกรรมการชายแดนของ 2 ฝ่ายหารือกัน แต่เมื่อนำมาเป็นเรื่องการเมืองก็ทำให้ทะเลาะกัน
เขากล่าวถึงประเด็นที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่64 ที่นิวยอร์กว่ายังสงสัยว่านายกฯ จะไปพูดถึงเรื่องประชาธิปไตยว่าอย่างไรในเมื่อเป็นนายกฯในรั้วทหาร พร้อมทั้งวิจารณ์ว่านายกฯ นั้นเก่งแต่การโฆษณา ทั้งที่ควรเก็บกวาดบ้านตัวเองให้เรียบร้อยก่อน
“ลองให้ผมเป็นนายกฯ สิ 6 เดือนเรียบร้อย ประเทศเรามีศักยภาพ ไม่ได้มีปัญหา แต่มคนคนทำให้ระบบเจ๊ง”
เขากล่าวถึงปัญหาหลักของประเทศว่าเป็นเพราะกระบวนการยุติธรรม และองค์กรอิสระถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อ การเลือกปฏิบัติและ 2 มาตรฐานเกิดขึ้นอย่างไร้ยางอาย จึงถึงเวลาที่ต้องกลับมาถามกันว่า หากอยากสถาปนาความสัมพันธ์ของคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียวก็ต้องแก้ปัญหานี้ ปล่อยให้ประเทศอยู่กับความจริง อย่าให้มีสถานปล่อยข่าวแห่งประเทศไทย เพราะวันนี้อย่านึกว่าคนไทยโง่ คนไทยฉลาดมาก โดยเฉพาะคนรากหญ้า เขารู้ดีว่าการเมืองเกี่ยวพันกับชีวิตเขาอย่างไร ประชาธิปไตยต้องกินได้ และมีสาระสำคัญให้ประชาชนอยู่ได้โดยอิสระ
“กระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ถักทอสังคมให้อยู่อย่างสงบสุข ถ้ามันถูกทำลายก็จะอยู่กันได้ยาก ถ้าระบบ 2 มาตรฐานอยู่ไปนานๆ การต่อสู้ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ”
อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ขอวิงวอนอีกครั้งให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ หากไม่เริ่มต้นกันใหม่โดยการตัดสินกันที่การเลือกตั้ง ประเทศก็มีแต่จะเสื่อมลง หากระบบ 2 มาตรฐานดำรงอยู่ต่อไป กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระไม่เป็นธรรม สื่อมวลชนไม่เป็นกลาง ข้าราชการใส่เกียร์ว่าง สุดท้ายก็จะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว หรือ failed state วันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยไม่แข็งแรงนัก พระโอสถที่ดีที่สุดที่คนไทยทุกคนจะถวายให้ได้ก็คือ ความปรองดองของคนในชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 21.30 น. แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเสร็จสิ้นการโฟนอินแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังร่วมชุมนุมกันอย่างต่อเนื่อง
ป๋าไม่สนม็อบแดงขึ้นรถกลับเข้ากรุงฯ
ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 07.09 น. คนเสื้อแดงอีสาน ประกาศเคลื่อนตัวไปชุมนุมบริเวณที่บ้านแม่ทัพ (บ้านไร้กังวล) บ้านพักของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี หน้ากองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ถนนสืบศิริ อ.เมือง จ.นครราชสีมา หลังจากชุมนุมที่ได้ลานอนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี ตลอดทั้งคืนวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา ก่อนร่วมสมทบลานพระบรมรูปทรงม้า กทม.
โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริเวณที่บ้านแม่ทัพ (บ้านไร้กังวล) หน้ากองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ถนนสืบศิริ อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ได้ขึ้นรถ เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยก่อนกลับได้พูดคุยกับ พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเย็นที่ผ่านมา ผู้ชุมนุมเสื้อแดงส่วนหนึ่งได้เดินทางมาชุมนุมที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยถือป้ายผ้าสีขาวขนาดยาวประมาณ 500 เมตร และเขียนข้อความว่า 'กูต้องการรัฐธรรมนูญปี 40 คืนมา' โดยผู้ชุมนุมกลุ่มนี้ ระบุว่า จะชุมนุมที่นี้ประมาณ 10 นาที เท่านั้น แล้วจะเดินทางกลับไปสมทบกับผู้ชุมนุมที่ลานพระบรมรูปฯ ขณะที่ตำรวจ ก็ยังคงปักหลักรักษาความปลอดภัยหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์อย่างแน่นหนา
ฝนถล่มเสื้อแดงลานพระรูป
เวลา 14.30 น. ได้เกิดพายุฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมต่างต้องหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น โดยเฉพาะตามเต็นท์ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านข้างทั้งฝั่งสนามเสือป่าและสวนอัมพร ป้ายข้อความด้านหลังเวทีถึงกลับปลิวขาดลงมา ซึ่งหลังจากที่ฝนตกเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดน้ำเจิ่งนองไปทั่วบริเวณลานพระบรมรูปจนเกือบถึงตาตุ่ม
อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนเสื้อแดงยังคงปักหลักฟังการปราศรัยของแกนนำบนเวที ส่วนบรรดาแกนนำคนสำคัญทั้งนายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งเดินทางมาถึงที่ชุมนุมแล้ว โดยนายวีระ กล่าวตอนหนึ่ง ว่า การที่ฝนตกลงมาก็ดีไปอย่าง เพราะจะได้ให้สื่อมวลชนโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ถ่ายภาพเผยแพร่ภาพไปทั่วโลก เนื่องจากไม่มีการชุมนุมทางการเมืองที่ไหน ที่มีประชาชนมารวมตัวกันมากท่ามกลางฝนตกและฟ้าร้องอย่างนี้ นอกจากคนเสื้อแดงเท่านั้น พร้อมอยากให้คนเสื้อแดงเข้าใจว่าการสู้ทางการเมือง ก็ต้องมีอุปสรรคแบบนี้ ถ้าเราไปชุมนุมในห้องแอร์ก็จะไม่เกิดพลังในการต่อสู้ และไม่มีความหมายใดๆ การมาสู้วันนี้เพื่อรำลึกถึง 3 ปีการยึดอำนาจ หากเราไม่รวมตัวกันทหารก็จะได้ใจ
ขณะที่นายจตุพร ให้สัมภาษณ์ว่า ยืนยันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงจะไม่ยืดเยื้อ และยึดหลักสงบสันติ ถ้าไม่มีเหตุการณ์มือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์ก็จะประกาศยุติการชุมนุมภายในเที่ยงคืนนี้ แต่ถ้าหากมีการใช้ความรุนแรงหรือเปิดเครื่องแอลเรดก็จะขยายพื้นที่เป้าหมายไปที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ทั้งนี้จากการชุมนุมที่ผ่านมาที่ได้ประสานกับ บช.น. การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่เคยประสบเหตุจากกลุ่มมือที่ 3 มาก่อน ครั้งนี้ถ้าหากเกิดเหตุก็จะถือว่าเป็นฝีมือของรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า แกนนำ นปช. ได้สั่งให้มีการจัดอุปกรณ์ไม้อัดชานอ้อยจำนวน 100 แผ่น เข้ามาวางไว้ที่เตนท์ด้านหลังเวที เพื่อเตรียมการหากรัฐบาลจะเปิดเครื่องแอลเรด โดยนายณัฐวุฒิ ได้กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะเปิดเครื่องมือแอลเรดหากมีมือที่ 4 หรือ 5 มาสร้างสถานการณ์ว่า ตนจะระดมกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าทำลายเครื่องแอลเรดทันที แม้จะถูกแจ้งข้อหาทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งมีมูลค่า 2.7 ล้าน แต่ก็ถือว่ารัฐบาลตั้งใจข่มขู่คุกคามประชาชน จากนั้นจึงจะประกาศระดมเงินบริจาคเพื่อชดใช้คืนหลวงต่อไป
เรียกร้องแกนนำ พธม.รับผิดชอบปะทะที่เขาพระวิหาร
เวลา 18.20 น. บริเวณหลังเวที นายณัฐวุฒิ แถลงว่า หลังจากจบวิดิโอลิงค์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ คาดว่าประมาณ 21.30 น. กองทัพของคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งจะเคลื่อนตัวไปที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ แต่หากสถานการณ์ในบริเวณเขาพระวิหารมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นอีก แกนนำคนเสื้อแดง ก็จะมีการประเมินสถานการณ์กันการเคลื่อนไหว อีกครั้งหนึ่ง ส่วนกรณีที่คนไทยปะทะกันเองที่บริเวณ จ.ศรีษะเกษ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น ขอเรียกร้องให้ 5 แกนนำพันธมิตรฯออกมารับผิดชอบ โดยเฉพาะ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ควรแสดงความเป็นลูกผู้ชาย ทั้งนี้เวบไซต์และทีวีในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก็บอกมาตลอดว่า การที่พันธมิตรฯส่วนหนึ่งเคลื่อนไปที่ จ.ศรีษะเกษ เป็นการแสดงความรักชาติ ดังนั้นจะต้องแสดงความรับผิดชอบกับคนของตัวเองด้วย
ตร.ขู่ใช้ "คลื่นเสียง" หากเสื้อแดงฝ่าฝืนข้ามเขตแนวโล่ป้องกัน
เวลา 18.50 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พ.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รอง ผบก.อก.บช.น. ในฐานะโฆษกศูนย์ปฏิบัติการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปก.น.). แถลงความคืบหน้าภาพรวมการชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เวลานี้ สถานการณ์การข่าว บริเวณลานพระรูปทรงม้ามีผู้ชุมนุมประมาณ 2 หมื่นคน ส่งผลกระทบต่อการจราจร ผบก.จราจรได้มีคำสั่งปิดการจราจรเพิ่มเติมจากเดิม จนถึงเวลานี้มี 7 แยกประกอบด้วย 1.แยกอู่ทองใน 2.แยกวัดเบญจฯ 3.แยกสวนมิกสักวัน 4.แยกมัฆวานฯ 5.แยกพาณิชย์ 6.แยกวังแดง 7.แยกพล 1 ขณะนี้ทุกเส้นทางเข้าสู่ลานพระรูปทรงม้าปิดการจราจรหมด ประชาชนที่จะสัญจรผ่านไปมาแนะนำให้หลีกเลี่ยง
พ.ต.อ.ปิยะ กล่าวต่อ ฝ่ายข่าวรายงานมา ศปก.น. ว่า การข่าวขณะนี้แจ้งว่าอดีตนายกฯทักษิณ อาจจะโฟนอินมาในเวลา 20.30 น. หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมุมคงจะใช้การเดินเท้า จากบริเวณลานพระรูปทรงม้า เลี้ยวขวาถนนศรีอยุธยา ผ่านหน้า บช.น. และ กองพลที่ 1 รอ. จากนั้นไปหน้าแยกสี่เสาเทเวศร์ ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและ กทม.เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว โดยทั้งหมดพื้นที่และเส้นทางจะอยู่ในการควบคุมดูแลของ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ในฐานะ ผู้บัญชาการเหตุการณ์พื้นที่
ส่วนการดำเนินการตามแผนกรกฎ 52 นั้น จะเริ่มตั้งแต่เมื่อผู้ชุมนุมจะเริ่มเดินออกจากพระรูปทรงม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลบริเวณลานพระรูป จะเจรจาต่อรองก่อน ประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าจะกระทบบุคคลอื่น เมื่อเจรจาต่อรองกันได้ด้วยดี มีการกำหนดเส้นทางแน่นอน ผู้ชุมนุมก็จะเดินได้ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร 150 นายดูแลตลอดเส้นทางทั้งหมด
พ.ต.อ.ปิยะ กล่าวต่อ ถ้าเข้าสู่พื้นที่แล้วจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบอีกครั้ง รวมทั้งบริเวณจุดหน้าสี่เสาฯ จะเจรจาแจ้งให้ทราบข้อกฎหมายตลอดจนพื้นที่ควบคุมตามประกาศของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ คือพื้นที่บริเวณถนนศรีอยุธยาบริเวณด้านหน้าสโมสร ทบ. และบริเวณซอยสามเสน 12 จะเป็นพื้นที่ควบคุมจะต้องไม่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย
ขั้นตอนต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งดูแลตามแนวพื้นที่ควบคุมจะประกาศกับผู้ชุมนุม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 กองร้อยออกมายืนเพื่อแสดงกำลังให้ทราบว่าเป็นแนวพื้นที่ควบคุมตามกฎหมาย พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายใน ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ถ้ามีการข้ามเขตก็จะเจรจากันอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจมีเพียงแค่โล่ถ้าฝ่าฝืนจะเข้าก็จะใช้โล่ผลักดันเท่านั้น หลังจากนั้นหากมีการฝ่าฝืนก็จะจับกุมเป็นรายๆ ไป เรามีการกำหนดแผนการจับกุม มีการซักซ้อมแผนการปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน หลังจากกระบวนการใช้โล่ผลักดันแล้วยังมีการฝ่าฝืนอีก ก็จะประกาศให้ทราบว่าจะใช้ขั้นตอนต่อไป คือการใช้น้ำฉีด หรือใช้คลื่นเสียงต่างๆ หลังจากกระบวนการนี้แล้ว จะเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของ ผบ.เหตุการณ์ คือ แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งจะเป็นขั้นตอนใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น แก๊สน้ำตา กระบอง อุปกรณ์อื่นๆ ที่ ผบ.เหตุการณ์จะเป็นผู้อนุมัติ
ศอ.รส.ห่วงแดงชุมนุมเตือนระวังระเบิดกำชับตำรวจทหารเข้ม 13 จุด
ทางด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าที่ประชุมมีความเป็นห่วงถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งจากรายงานด้านการข่าวรายงานว่าอาจจะมีกลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดีเข้ามาสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย โดยอาจมีการนำวัตถุระเบิดเข้ามาก่อเหตุบริเวณสถานที่ชุมนุม
ดังนั้น ที่ประชุมจึงได้กำชับและสั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจได้ตั้งด่านจุดตรวจอย่างเข้มข้นบริเวณโดยรอบเพิ่มอีกจำนวน 13 จุด พร้อมนำเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CT 200 มาใช้ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ขอให้ผู้ที่ขับขี่ยวดยานพาหนะได้โปรดให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ด้วย เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม
อย่างไรก็ตาม พ.อ.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมหารือของ ศอ.รส. นั้นใช้เวลาเพียง 15 นาที โดยที่ประชุมได้สั่งการและกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้หวังว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจะอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและขอให้เสร็จสิ้นภายใน 24.00 น. ตามที่แกนนำได้ประกาศไว้
สื่อนอกเกาะติดเสื้อแดงชุมนุม
ด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงหลายพันคนที่สนับสนุนอดีตนนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มารวมตัวกันในกรุงเทพฯ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ขณะที่สายฝนโปรยปรายลงมา
"เรามารวมตัวกันวันนี้เพื่อรำลึกถึงวันรัฐประหาร ที่สร้างความเสียหายอย่างมโหฬารให้แก่ประเทศชาติ" นายจุตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงกล่าว พร้อมกับย้ำว่าเป็นการชุมนุมอย่างสันติซึ่งจะยุติลงก่อนเวลาเที่ยงคืน
เอเอฟพีระบุว่า กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการขับไล่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตำแหน่งและจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ ขณะที่ตำรวจไทยประเมินว่า ในช่วงบ่ายมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมชุมนุมในวันนี้ประมาณ 5,000 คนแล้ว และคาดว่าจะมาสมทบเพิ่มมากขึ้นในช่วงค่ำ
ทั้งนี้ รายงานข่าวของเอเอฟพีระบุว่า สังคมไทยยังคงแตกแยกกันอย่างยิ่งระหว่างกลุ่มคนที่สนับสนันสนุนนายทักษิณที่เอาใจคนในชนบท และกลุ่มต่อต้านเขาในเมือง ทั้งในกลุ่มคนในราชสำนัก กองทัพ และกลุ่มข้าราชการ ความวุ่นวายทางการเมืองเหล่านี้ทำลายภาพลักษณ์ของไทยอย่ายิ่ง ทั้งในด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างชาติ
ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ออกมาปฏิเสธข่าวลือว่า กองทัพจะก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเดินทางไปประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนิวยอร์กช่วงสุดสัปดาห์นี้ เอเอฟพียังระบุว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กำลังอ่อนแอหลังจากเกิดการแก่งแย่งในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจคนใหม่ด้วย
เทพไทบอกเสื้อแดงอยากให้เกมจบเร็ว ยืดเยื้อไม่ได้เพราะหมดทุน
ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงวันนี้พรรคประชาธิปัตย์อยากเรียกร้องให้เป็นไปด้วยความสงบ เคารพกฎหมาย สิทธิหน้าที่ของกันและกัน ทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ดูแลความเรียบร้อย ไม่อยากให้เกิดการยั่วยุ สร้างสถานการณ์ความรุนแรงแบบน้ำผึ้งหยดเดียว ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารใช้ความอดทนให้มากที่สุด โดยรัฐบาลไม่ประสงค์ให้เกิดความรุนแรงใดๆ หากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบวู่วามก็จะตกหลุมพรางของคนบางกลุ่มที่จะฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวาย ก่อความรุนแรง ซึ่งรัฐบาลได้รับทราบเรื่องนี้มาเป็นระยะและจากการติดตามก็เห็นชัดเจน
นายเทพไท กล่าวอีกว่า สำหรับจำนวนผู้ชุมนุมจะมากน้อยเท่าใดไม่กังวล ที่กลัวคือความรุนแรง เพราะอาจมีกลุ่มคนที่หลากหลายจนแกนนำเสื้อแดงไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะคนชุมนุมที่โคราช ที่บุกไปบ้านไร้กังวลของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษและเข้าไปไม่ได้ อาจอารมณ์ตกค้างแล้วมาระบายออกที่กทม.ซึ่งรัฐบาลเป็นห่วง
“การชุมนุมของคนเสื้อแดงเชื่อว่าแกนนำเสื้อแดงอยากให้เกมจบเร็ว เพราะหากยืดเยื้อจะเสียเงินทุนสนับสนุนและมวลชนไป รวมทั้งความแตกแยกในหมู่แกนนำเสื้อแดงเองที่มากขึ้น และความแตกแยกของผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังด้วย แกนนำเสื้อแดงจึงต้องการให้เกมจบเร็วก็เป็นไปไปได้ที่จะทำให้เกิดการแตกหัก โดยการสร้างเงื่อนไขขึ้นมา ซึ่งรัฐบาลจะระวังไม่ตกเป็นเครื่องมืออย่างแน่นอน”นายเทพไทกล่าว
โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า แกนนำกลุ่มเสื้อแดงยังได้พยายามสร้างกระแสมาตลอดว่าจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง โดยพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ก็ได้ออกมายืนยันชัดเจนแล้ววันนี้ว่าจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร แต่แกนนำเสื้อแดงก็พยายามพูดชี้โพรงให้กระรอกมาโดยตลอด ตนอยากให้แกนนำเสื้อแดงรักษาคำพูดของตัวเอง เพราะเสียสัจจะมาหลายครั้ง ตั้งแต่เรื่องการรวบรวมรายชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็บอกว่าถวายฎีกาเสร็จจะยุติการเคลื่อนไหว แต่วันนี้ก็มาอ้างการชุมนุมครบรอบ 3 ปี การปฏิวัติ 19 ก.ย.อีก ดังนั้นหลังวันที่ 19 ก.ย.ขอให้คนเสื้อแดงประกาศยุติบทบาทการเคลื่อนไหวได้แล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศชาติได้รับการฟื้นฟูความเชื่อมั่นกับนักลงทุนต่างประเทศ ให้โอกาสประเทศได้พ้นวิกฤตได้ด้วยดี อย่างไรก็ตามสถานการณ์ชุมนุมวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลจะจับตาความเคลื่อนไหวอย่างกระชั้นชิด โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ จะอยู่บัญชาการที่ทำเนียบรัฐบาล ส่วนพรรคจะมีเจ้าหน้าที่วอร์รูมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดเพื่อประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์
ข่าวบางส่วนเรียบเรียงจาก: เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์, เว็บไซต์เดลินิวส์, มติชนออนไลน์

“เอม” เบิกความซื้อหุ้นจากพี่ชาย 2 ครั้ง

ที่มา thaifreenews

วันที่ 17 ก.ย. 2552 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องยึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัวตกเป็นของแผ่นดิน ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้าน ซึ่งพยานฝ่ายผู้คัดค้านที่ขึ้นเบิกความคือ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ

“เอม” เบิกความซื้อหุ้นจากพี่ชาย 2 ครั้ง

น.ส.พินทองทาเบิกความสรุปได้ว่า ได้ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปจากนายพานทองแท้ ชินวัตร ซึ่งเป็นพี่ชาย 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2545 เป็นเงิน 367 ล้านบาท โดยนำเงินที่มารดามอบให้เป็นของขวัญวันเกิด 370 ล้านบาทไปจัดซื้อในราคาพาร์ ส่วนการซื้อครั้งที่สองนำเงินที่ได้จากการปันผลจากหุ้นซึ่งได้มา 165 ล้านบาทไปซื้อหุ้นบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทชินคอร์ปในวงเงิน 110 ล้านบาท โดยมอบหมายให้นางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการของมารดา เป็นผู้ดำเนินการด้านเอกสาร

ซื้อหุ้นจริงไม่ได้ถือแทนใคร

ทั้งนี้ ในการประชุมผู้ถือหุ้นทุกครั้งจะมอบหมายให้ทนายความไปประชุมแทน ซึ่งทำเหมือนที่บิดา มารดา และพี่ชายทำ จึงไม่ใช่เหตุผลที่มากล่าวหาว่าไม่ใช่ผู้ถือหุ้นตัวจริง และที่ผ่านมาไม่เคยร้องขอเข้าไปเป็นผู้บริหารบริษัท เพราะบริษัทมีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นลุงบริหารอยู่แล้ว และบริษัทมีผลประกอบการดี โดยระหว่างปี 2546-2548 ได้รับเงินปันผลจากการถือหุ้นถึง 2,000 ล้านบาท เงินที่ได้มาก็นำไปฝากในธนาคารต่างๆและลงทุนในบริษัทส่วนตัว ไม่เคยนำไปให้บิดามารดา เพราะทั้งสองท่านไม่ได้ยากลำบาก

ขายให้เทมาเส็กตัดสินใจด้วยตัวเอง

ส่วนการตัดสินใจขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปให้กองทุนเทมาเส็กเป็นเพราะเห็นด้วยกับนายบรรณพจน์ เนื่องจากมองว่าในอนาคตการแข่งขันทางธุรกิจจะมีสูง และเมื่อปรึกษาพี่ชายแล้วก็ตกลงที่จะขายเช่นกัน เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ปรึกษาบิดามารดา ซึ่งทั้งสองท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร เงินที่ได้จากการขายหุ้น 29,696 ล้านบาทนำฝากธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสำนักรัชโยธิน โดยก่อนหน้านั้นมียอดคงเหลือในบัญชีประมาณ 1,700 ล้านบาท ดังนั้น ข้อกล่าวหาที่ระบุว่ามีการโยกย้ายเงินที่ได้มาจากการขายหุ้นจึงไม่เป็นความจริง

ตั้งใจนำเงินไปเพิ่มทุนบริษัทที่อังกฤษ

“ตั้งใจว่าจะนำเงินที่ได้มาลงทุนในบริษัทส่วนตัวที่ตั้งขึ้นในประเทศอังกฤษ ชื่อบริษัท ชินวัตรแฟมิลี่แอสแซท จำกัด ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีบริษัทลูกอยู่ 4 บริษัท และตั้งใจว่าจะเอาเงินที่ได้ไปจดทะเบียนเพิ่มทุนให้ทุกบริษัทมีทุนเท่ากัน แต่การเงินเพิ่มทุนทั้ง 4 บริษัทถูกอายัด โดยระบุว่าตนไม่ใช่เจ้าของ เงินที่จ่ายไปจึงไม่ถูกต้อง” น.ส.พินทองทากล่าว

ลงขันกับพี่ให้เงินพ่อทำเหมืองเพชร

น.ส.พินทองทากล่าวอีกว่า การลงทุนเหมืองเพชรของบิดาเป็นเงินของตนและพี่ชายที่ได้จากการขายสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อไม่ให้ท่านเหงาและเครียด เรื่องที่ว่าบิดาถูกอายัดเงินที่อังกฤษจึงไม่เป็นความจริง เพราะบิดาไม่มีทรัพย์สินที่นั่น มีเพียงอพาร์ตเมนต์ของตนราคาประมาณ 60-70 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่ว่าบิดามีเครื่องบินส่วนตัวก็ไม่จริง ส่วนมากมีเพื่อนนักธุรกิจให้ยืม บางครั้งก็เช่า

คตส. มีธงที่ต้องการให้ตอบคำถาม

น.ส.พินทองทากล่าวว่า ในชั้นไต่สวนคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ครั้งแรกตั้งใจให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล แต่หลังจากที่ให้อยู่ในห้องเป็นเวลาถึง 7 ชั่วโมงโดยไม่ให้เอาอะไรเข้าไป เมื่อถามคำถามแล้วคำตอบที่ให้ไปไม่พอใจก็ถามซ้ำๆเพื่อให้ตอบตามที่ต้องการ จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจในการให้ถ้อยคำครั้งที่ 2 ว่าจะขอใช้สิทธิไม่ให้ถ้อยคำ เพราะจะเอาข้อมูลมาทำร้ายบิดามารดาตัวเอง แต่ตัวแทน คตส. ก็ให้เข้าไปในห้องอีก 2 ชั่วโมงแล้วอ่านเอกสารให้ยืนยันว่าไม่ให้ถ้อยคำ แล้วบอกว่าให้เซ็นเอกสาร ถ้าไม่เซ็นจะติดคุก จะเสียค่าปรับ เริ่มรู้สึกกลัวจึงขออนุญาตไปห้องน้ำ เจอทนายบอกว่าจบแล้วไม่ต้องเซ็นเอกสารอะไร จึงเดินกลับไปที่ห้องเพื่อขอตัวกลับโดยบอกว่าไม่ให้ถ้อยคำ แต่มีเจ้าหน้าที่มารั้งประตูไว้จึงบอกไปว่าเป็นการกักขังหน่วงเหนี่ยวตนหรือไม่

หวังในโลกนี้มีความยุติธรรม

“ข้อกล่าวหาในการยึดเงินที่ว่าเป็นการถือหุ้นแทนบิดามารดา ขอยืนยันว่าดิฉันเป็นเจ้าของหุ้นที่ซื้อมาจากพี่ชายด้วยความสุจริตเพราะอยากทำธุรกิจส่วนตัว อยากประสบความสำเร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่รู้ว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ เป็นผู้หญิงอายุ 27 ปีต้องเข้าศาลเป็นเรื่องที่หนักมาก สงสารพ่อแม่ที่เห็นลูกตัวเองเจออะไรแบบนี้ หวังว่าลึกๆจะมีความยุติธรรมในโลกนี้” น.ส.พินทองทากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ผวากอด “หญิงอ้อ” ร่ำไห้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นการเบิกความ น.ส.พินทองทาได้เดินมาสวมกอดและร้องไห้กับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มารดา ที่เดินทางมาให้กำลังใจพร้อมกับนายพานทองแท้ โดยก่อนเดินทางกลับผู้สื่อข่าวถามคุณหญิงพจมานว่ารู้สึกอย่างไรหลังคนในครอบครัวเบิกความหมดแล้ว คุณหญิงพจมานกล่าวว่า โล่งใจ อยากได้ความยุติธรรมบ้าง ส่วน น.ส.พินทองทากล่าวว่า กดดันแต่ก็โล่งใจ

กองทุนฟื้นฟูทวงคืนที่ดินรัชดาฯ

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เปิดเผยว่า คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูได้ส่งหนังสือถึงคุณหญิงพจมานเพื่อทวงที่ดินบริเวณถนนรัชดาภิเษก 33 ไร่คืน หลังสำนักงานอัยการสูงสุดตีความว่าสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีหรือภรรยาไม่สามารถเป็นคู่สัญญากับรัฐได้

ต้องทำตามความเห็นอัยการ

ด้านนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เท่าที่ทราบเบื้องต้นสำนักงานอัยการสูงสุดเสนอให้ฟ้องเพื่อเพิกถอนการจดทะเบียนที่ดิน ส่วนรายละเอียดต้องหารือกันอีกครั้ง

“เรื่องนี้เป็นเรื่องข้อกฎหมายซึ่ง ธปท. ไม่เชี่ยวชาญ เมื่ออัยการแนะนำมาอย่างไรก็ต้องทำไปตามนั้น”

ที่มา Dailywordtoday http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=4298

ป๋าเปรม ต้นเหตุหนึ่งของความขัดแย้ง ควรเสียสละเพื่อบ้านเมืองและราชบัลลังค์ลาออกไปเสีย

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย


ผมเห็น พล..เปรม พร่ำอยู่เสมอว่าให้ทุกคนเสียสละเพื่อบ้านเมือง เสียสละเพื่อในหลวง และต่างๆ อีกมากมายจนกล่าวไม่ไว้ในคำพูดของ พล..เปรม เท่าทีผ่านมา

แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการเวลานี้คือ "ต้องการให้ พล..เปรม เสียสละเพื่อบ้านเมืองเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต" โดยลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรีไปเสีย ทำให้เป็นตัวอย่างแก่คนอื่นๆ แล้วผมเชื่อว่าคนอื่นๆ จะเริ่มเสียสละตามมาอย่างที่ พล..เปรมเรียกร้อง

พล..เปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้นเหตุหนึ่งแห่งความขัดแย้งและความแตกแยกในบ้านเมืองนี้ ไม่ว่า พล..เปรม จะคิดว่าตัวเองเป็นคนดีเพียงใด และตนเองไม่ได้เป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งอย่างไรก็ตาม แต่สภาพที่มีประชาชนหลายหมื่นหรือหลายแสนคนไปชุมนุมขับไล่ พล..เปรม ที่มีตำแหน่งยิ่งใหญ่เป็นถึง "ประธานองคมนตรี" ต้องยอมรับว่า พล..เปรม คือ ตัวการคนหนึ่งที่เป็นต้นเหตุแห่งความแตกแยกครั้งนี้ นับว่าเป็นประธานองคมนตรีคนแรกที่โดนประชาชนขับไล่ ไม่เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติไทย นับว่าเป็นความเสื่อมเสียต่อราชบัลลังค์อย่างยิ่งเลยทีเดียว



พล..เปรม อาจโต้แย้งว่าประชาชนที่ไปขับไล่ตนเองถูกฝ่ายตรงข้ามหรือ ทักษิณปลุกระดมมา ซึ่งหากเป็นความจริง พล..เปรม ก็ยังมีฝ่ายตรงข้าม และเป็นต้นเหตุหนึ่งของความขัดแย้งอยู่ดี เพราะหากมีฝ่ายตรงข้าม ก็ต้องไม่ใช่คนที่เป็นที่เคารพยอมรับของทุกฝ่ายอย่างแน่นอน และฝ่ายตรงข้ามสามารถระดมประชาชนมาขับไล่ได้ขนาดนี้นับว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ร้าวลึก เกินกว่าที่ พล..เปรม จะอาศัยตำแหน่งเกาะบังหน้าหลบให้พ้นไปได้

การที่จะให้คนอื่นเสียสละ พล..เปรม ต้องเสียสละให้ดูเป็นตัวอย่างหนึ่งก่อนครับ เพราะ พล..เปรม เป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุ 90 ปีแล้ว ควรทำให้เป็นตัวอย่างว่า ตัวเองอายุปูนนี้ ไม่ยึดติดกับตำแหน่งแต่อย่างใด สามารถวางลงได้อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น

หากทำไม่ได้ แล้วเรียกร้องให้ฝ่ายตรงข้ามเสียสละ ผมคิดว่าเป็นการกระทำที่ "น่าอาย" ครับ เพราะเราเองยังเสียสละไม่ได้ แล้วไปเรียกร้องให้คนอื่นเสียสละได้อย่างไร และอีกอย่าง เราเองก็แก่กว่าคนอื่นมากมาย สมควรที่จะพอแส้วในลาภยศตำแหน่ง ผมเชื่อว่า หาก พล.อ.เปรม เป็นคนดีจริงและมีคนศรัทธา ต่อให้ไม่มีตำแหน่งแต่อย่างใด เช่น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัติ ผู้คนก็ไปกราบไหว้อยู่ดีและครับ เพราะความดี ความนับถือบุคคลใด ย่อมขึ้นกับคนนั้น แม้ไม่มีตำแหน่งแต่คนเคารพรักใคร่ เขาก็กราบไหว้บูชาอย่างสนิทใจอยู่ดี

คนที่ต้องอาศัยตำแหน่งเพื่อให้คนกราบไหว้บูชานั้น ไม่ใช่คนดีที่คนเคารพอย่างแน่นอน เพราะคนเขากราบไหว้ตำแหน่งที่ครองอยู่นั้น ไม่ได้กราบไหว้ตัวบุคคลที่ครองตำแหน่งแต่อย่างใด

ผมเชื่อว่าหาก พล.อ.เปรม ยอมเสียสละลาออกจากตำแหน่ง ประธานองคมนตรี ความขัดแย้งในสังคมไทยจะลดอุณหภูมิลงไปมากเลยทีเดียว และฝ่ายอื่นๆ ที่กำลังขัดแย้งกันอยู่ ก็จะได้มีข้อสะกิดใจว่า แม้แต่คนระดับประธานองคมนตรี ยังเสียสละให้ดูเป็นตัวอย่าง ทำไมคนอื่น ๆ จะเสียสละบ้างไม่ได้

คนเราหากกิเลสยังหนากว่าคนอื่น ตัวเองเอาแต่ได้ ไม่ยอมเสียสละเลย ก็ป่วยการที่จะไปเรียกร้องให้คนอื่นเสียสละครับ เพราะเป็นการกระทำที่น่าละอายเป็นอย่างยิ่งด้วยครับ

สงกรานต์เลือด ทำให้คนเสื้อแดงเห็นสายฝนเป็นเพียงเรื่องจิ๊บจ๊อย

ที่มา Thai E-News

แหล่งภาพ พันทิพ ห้องราชดำเนิน

19 กันยายน 2552

อัลบั้มภาพถ่ายคนเสื้อแดงจากมือกล้อง พลเมืองเน็ต

P8339665-5 P8339246-11 P8339246-12 P8339246-13 P8339246-14 P8339246-16 P8339246-17 P8339246-18 P8339665-0 P8339665-1 P8339665-2 P8339665-3 P8339665-4P8339246-5

ภาพถ่ายวิดิโอบรรยากาศตอนกลางคืนจากพลเมืองเน็ต





จักรภพ:การต่อสู้ครั้งนี้เรามีหวัง

ที่มา Thai E-News



จากนทีสีทันดรส่งกลอนข้าม
ถึงมวลชนคนใจงามสนามหลวง
ส่งความรักแนบในใจไทยทุกดวง
ด้วยความห่วงใยกันทุกวันวาร

พี่น้องมาร่วมกันอย่างฉันท์มิตร
เพื่อแก้ไขสิ่งผิดไม่มองผ่าน
เมื่อประชาธิปไตยถูกภัยพาล
ก็ออกต้านต่อสู้ชูสีแดง

จากสองพันสี่ร้อยเจ็ดสิบห้า
ชาวประชาธิปไตยถูกกลั่นแกล้ง
เลือกผู้นำโดดเด่นเขาเล่นแรง
เข้าดับแสงแรงกล้ามหาชน

ยึดอำนาจปีสี่เก้าพวกเราตื่น
มวลชนพร้อมหยัดยืนสู่พวกปล้น
ถึงเวลาทำคนให้เป็นคน
สู้เกมกลทำคนให้เป็นควาย

การต่อสู้ครั้งนี้เรามีหวัง
มวลพลังแห้งผากกลับหลากหลาย
ชนทุกชั้นร่วมสู้ไม่ดูดาย
เพื่อหวังผลขั้นสุดท้ายได้ความจริง

ประเทศไทยเหมือนบ้านที่ร้างเก่า
หลังคา เสา สวยศรีแต่ผีสิง
ปลอมแปลงตนจนซาบซึ้งน่าพึ่งพิง
บังความจริงสิงสู่เป็นปู่เมือง

ณ สี่เสาฯ เข้าคิวเป็นทิวแถว
ตลอดแนวที่มีแค่สีเหลือง
ลืมปวงชนคนในรัฐผู้ขัดเคือง
ขุนนางเหลืองเขื่องแท้เห็นแก่ตัว

เป็นลูกน้องของโจรโจรก็รัก
จึงปกปักรักษาไร้ค่าหัว
ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นให้แทนตัว
จนคนกลัวอิทธิพลของคนพาล

ถึงฟ้ามืดเพียงใดใจสว่าง
ใครคิดสร้างบาปใหม่คงไม่ผ่าน
เพราะมวลชนทนทุกข์มาเนิ่นนาน
ประสบการณ์เพียงพอไม่ต่อรอง

ใช้กฎหมายฉบับใดใช้ไปเถิด
จะปราบปรามวันเกิดไม่ขัดข้อง
บ้านเมืองจักเปลี่ยนผันตามครรลอง
ใครคิดครองตลอดไปไม่มีทาง

“เมืองไทยนี้ดี” เขาชี้ไว้
แต่เมืองไทยของเขานำเราห่าง
ใครเกิดมาเป็นคนจนจนไม่จาง
ใครอำพรางยากจนคือคนรวย

ภาพมายาเยี่ยงนี้ต้องตีแผ่
สังคมไทยที่แท้คือคนป่วย
ประชาชนเจ็บไข้หายใจระรวย
ภาพสุดสวยสร้างไว้หลอกให้มอง

ถึงเวลาเมืองไทยได้สติ
พอมายาแตกปริก็โปรดส่อง
ของเคยสวยน่าจูบเพราะรูปทอง
ความจริงฟ้องจนได้รู้อสุรกาย

จึงส่งกลอนข้ามฟ้ามาหารัก
เพราะความจริงย่อมประจักษ์ไม่สูญหาย
เมื่อท้องฟ้าสีทองก่องกำจาย
แม่พระพายพัดกลับรับขวัญเอย.


จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา:จากนิตยสารรายปักษ์ "Voice of Taksin" ฉบับที่ 5

ประชาสัมพันธ์ :TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

ในโอกาสครบรอบรัฐประหาร ๑๙ กันยา...ร่วมกันทำลายแนวคิด/ลัทธิของอำมาตย์

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
19 กันยายน 2552

จักรภพ เพ็ญแข จบบทความของเขาเมื่อไม่นานมานี้ด้วยถ้อยคำสำคัญดังต่อไปนี้

“ประชาชน...อำมาตย์... สองเราต้องเท่ากัน”


น่าคิดนะครับ!!

ในความเห็นส่วนตัวของผม (ซึ่งคุณจักรภพไม่ต้องรับผิดชอบกับบทความนี้เพราะไม่ได้คุยกันมาเจ็ดเดือน) ประเด็นไม่ใช่ว่าฝ่ายอำมาตย์ “จะยอมหรือไม่” อย่างที่บางคนอาจนึกคิด

แต่ประเด็นที่บทความของคุณจักรภพชวนให้ผมคิด และผมขอชวนให้ท่านคิดต่อ... คือเรื่องลัทธิ “ความเสมอภาค” เพราะลัทธิหรือปรัชญา “ความเสมอภาค” เป็นอาวุธทางความคิดที่สำคัญที่สุดในการทำลายลัทธิอภิสิทธิ์ชนของอำมาตย์

คิดดูซิ อำมาตย์ทำรัฐประหารเพราะมองว่าพลเมืองส่วนใหญ่ “ต่ำและโง่เกินไป” “ไม่ควรมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกรัฐบาล” อำมาตย์เกลียดชังการที่รัฐบาลไทยรักไทยนำภาษีประชาชนมาบริการประชาชน เช่นในระบบสาธารณสุข เพราะอำมาตย์อยากเอาเงินภาษีพลเมืองมาใส่กระเป๋าของตนเอง มาเชิดชูตนเอง หรือซื้อเครื่องบินราคาเป็นล้านให้ตัวเองนั่ง อำมาตย์เกลียดระบบรัฐสวัสดิการและเคยพูดไว้เป็นหลักฐานด้วย เขาชอบให้คนจนพอเพียงกับความจน ไม่อยากให้มีการกระจายรายได้

ดังนั้นเราต้องรณรงค์ให้มีรัฐสวัสดิการและการกระจายรายได้

อำมาตย์อยากให้เราใช้ภาษาพิเศษกับเขา ชื่อเขาก็แปลกๆยาวๆ เพื่อไม่ให้ดูเท่าเทียมกับเรา เวลาเราไปหาอำมาตย์ก็ต้องคลานเหมือนสัตว์ นิยายอำมาตย์อ้างว่า เขาเหนือมนุษย์ธรรมดาเพราะเก่งทุกอย่าง

เราจึงต้องรณรงค์ให้ทุกคนเท่าเทียมกัน

ลัทธิความคิดเสมอภาคจะทำลายข้ออ้างและการสร้างความชอบธรรมของอำมาตย์ทั้งหมด เพราะลัทธิความเสมอภาคในระบบประชาธิปไตยแท้ ยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่มีใครต่ำ ไม่มีใครสูง ไม่มีใครมีสิทธิพิเศษ ทุกคนถูกติชมได้ ทุกคนต้องทำงานถ้ามีโอกาสหรือมีปัญญาพอ ทุกคนต้องเสียภาษี และที่สำคัญ ลัทธิเสมอภาคและประชาธิปไตยแท้ เสนอว่าพลเมืองทุกคนมีวุฒิภาวะที่จะปกครองตนเอง และเลือกผู้แทนของตนเองอย่างเสรี

ดังนั้นการทำรัฐประหาร การขัดขวางประชาธิปไตย และการมีคนถือตำแหน่งสาธารณะโดยไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างเสรี ย่อมเป็นสิ่งที่ผิด การสืบทอดสายเลือดอาจทำให้เรามีหน้าตาเหมือนพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราได้ แต่มันไม่ใช่สาเหตุที่จะดำรงตำแหน่งพิเศษในสังคม

ถ้าลัทธิเสมอภาคเป็นอาวุธอันแหลมคมที่ใช้ทำลายอำมาตย์ได้ เราควรใช้มันทุกวัน ในทุกเรื่อง ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ดังนั้นทุกคนร่วมกันทำได้ ผมขอยกตัวอย่างอื่นๆ นอกจากตัวอย่างที่เสนอไปแล้ว เช่น

เราควรเสนอว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเชื้อชาติอะไร ศาสนาอะไร หรือใช้ภาษาอะไร เป็นคนเหมือนกันและเท่าเทียมกัน หยุดดูถูก ล้อเลียน หรือเอาเปรียบคนพม่า ลาว เขมร หยุดการมีความคิดอคติกับคนมุสลิมภาคใต้ หยุดคิดว่าการเป็น “ไทย” ยอดเยี่ยมที่สุด และหยุดคิดว่า “เราเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องสามัคคี” ตามแนว “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” ของอำมาตย์

อย่าลืมว่าอำมาตย์มองว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศเป็นพลเมืองชั้นสอง สิ่งเหล่านี้สำคัญ เพราะทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์ และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา

เราควรเสนอให้นักโทษในคุกไทยมีสิทธิ์สมกับการเป็นมนุษย์ อย่าดูถูกเขาว่าเป็น “คนเลว” เพราะเพียงแต่อยู่ในคุก คนติดคุกที่เป็นคนดีมีมากมาย เช่นคุณดา คุณสุวิชา คนจนที่โชคร้ายอีกหลายแสนคนติดคุก เพราะเขาเป็นเหยื่อสังคม คนเลวแท้ไม่ได้อยู่ในคุกแต่ปกครองประเทศ คนเสื้อแดงต้องรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษส่วนใหญ่ และให้ปฏิรูปคุกซึ่งเป็นนรกของคนจน เราต้องยกเลิกโทษประหาร คนที่ทำผิดยังมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิต และมีสิทธิ์ที่จะปรับตัว เราต้องเลิกอคติที่เรามีกับนักโทษ เลิกใช้แรงงานนักโทษเพื่อเอาโคลนออกจากท่อระบายน้ำ

เพราะทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา

เราควรยืนยันว่ามนุษย์ต้องเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีรสนิยมทางเพศอย่างไร อำมาตย์พยายามสร้างภาพเรื่องครอบครัว และความสำคัญของศีลธรรมอนุรักษ์นิยมเรื่องเพศ แต่เขาเองก็ประพฤติไม่ได้ คนเสื้อแดงต้องเรียกร้องสิทธิเสรีภาพกับ หญิง ชาย เกย์ กะเทย ทอม ดี้ ทุกคนควรได้รับความเคารพเท่าเทียมกัน ผู้หญิงไทยควรมีสิทธิที่จะเลือกทำแท้งอย่างปลอดภัยถ้าต้องการ อย่าไปเชื่อจำลอง ศรีเมือง ในเรื่องนี้

แล้วทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา

เราควรคัดค้านการใช้อภิสิทธิ์ การปิดถนนเพื่อคนใหญ่คนโต เราต้องร่วมกันด่าร่วมกันวิจารณ์ ทั้งลับหลังและต่อหน้า เราต้องเสนอว่ารถพยาบาลเท่านั้นที่ควรได้อภิสิทธิ์แบบนี้ เราต้องเลิกคิดว่าในสังคมเราต้องมี “ผู้ใหญ่ กับผู้น้อย” เราควรเลิกก้มหัวให้ผู้ที่อ้างตัวเป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิงควรเลิกเรียกตัวเองว่า “หนู” เราควรจะสุภาพกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เรียกทุกคนว่า “คุณ” หรือ “ท่าน” อย่างเสมอภาค

เพราะทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา

เราควรรักเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กของใคร ควรรณรงค์ให้เด็กมีความสนุก มีโอกาสเรียนรู้อย่างเสรี และมีสุขภาพที่ดี เด็กๆควรสุภาพ แต่ไม่ต้องมาเคารพผู้ใหญ่ในรูปแบบที่อำมาตย์เสนอ เพราะมันไร้เหตุผลและสร้างความเหลื่อมล้ำ เด็กก็เป็นคน มีสิทธิ์มีเสียง และสมควรที่จะได้รับความเคารพ ผู้หญิงสาวๆ หรือชายหนุ่มๆ ที่ทำงานในร้านอาหารหรือที่อื่น ไม่ใช่ “เด็ก” อย่าเรียกเขาอย่างนั้น เรียกว่า “น้อง” หรือ “พี่” ก็ได้ เราต้องมีความเสมอภาคทางอายุ

เพราะทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา

ในสังคมปัจจุบัน การไหว้คนอื่นกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนชั้นสูง-คนชั้นต่ำ ผู้น้อยต้องไหว้ผู้ใหญ่ก่อนและต้องก้มหัว ผู้ใหญ่ก็จะรับไหว้ เลิกเถิด!! อาจไม่ต้องไหว้กันเลยก็ได้ โค้งนิดๆ ทั้งสองฝ่าย ยิ้มให้กันตามมารยาท จะเท่าเทียมกว่า

อย่าลืมว่าทุกครั้งที่ท่านเสนอว่าทุกคนเท่าเทียมกัน คุณกำลังปฏิเสธแนวอำมาตย์และเอาดาบทางปัญญาฟันความคิดของเขา

ในวันหยุดต่างๆ ไม่ต้องปักธงหรือเครื่องประดับของอำมาตย์ ถ้าจะฉลองวันสำคัญเน้นไปที่วันของประชาชน เช่น ๒๔ มิถุนายน หรือ ๑๔ ตุลาคมแทนก็ได้

พวกเราคงคิดถึงตัวอย่างอื่นๆ ได้อีกมากมายได้ และเราทุกคนสามารถร่วมกันสร้างวัฒนธรรมความเท่าเทียม เพื่อค่อยๆ ทำลายความคิดของอำมาตย์ในสังคมได้ อย่ายอม อย่าก้มหัว เราไม่ใช่ราษฎร เราไม่ใช่ไพร่ เราไม่ได้อยู่ใต้ฝุ่นเท้าใคร เพราะเราเป็นพลเมืองของสังคมใหม่

ลัทธิ/ปรัชญาความเท่าเทียม ในความเห็นผม เป็นสิ่งเดียวกับ “สังคมนิยม” ดังนั้นเราต้องนำความคิดสังคมนิยมมารบกับความคิดอำมาตย์ แต่ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ตรงนี้ คนเสื้อแดงทุกคนสามารถใช้ลัทธิความเท่าเทียมได้

19 กันยา 2552