WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 21, 2009

อดีตนายกฯ ขอคนไทยเลิกแบ่งแยกเหลือง-แดง

ที่มา Voice TV



พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ชวนทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเลิกแบ่งสีแบ่งข้างเพื่อให้เกิดความปรองดองขึ้นภายในชาติบ้านเมือง

พ.ต.ท.ทักษิณ เล่า 3 ปี ที่ชีวิตเปลี่ยน

ที่มา Voice TV



ทบทวนเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ที่ถูกยึดอำนาจให้ประชาชนเข้าใจถึงเรื่องราวความจริง เผยเป็นเรื่องทุเรศสุดในชีวิต

ผู้นำวันนี้

ที่มา ไทยรัฐ

เผอิญไปเห็นบทความในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เกี่ยวกับ องค์ประกอบที่สำคัญสำหรับ ความเป็นผู้นำ ซึ่งน่าจะเป็นกรณีศึกษาในการที่จะเลือกคนขึ้นมาเป็นผู้นำในองค์กรยุคปัจจุบัน

โดยเฉพาะเรื่องของการมี อัจฉริยภาพทางอารมณ์ ปฏิภาณ ไหวพริบ ความสามารถในการตอบสนองต่อวัฒนธรรมใหม่และความสามารถการมองหาโอกาสในภาพกว้าง

พอจะสรุปได้ว่า มีความเป็นอินเตอร์ มีไหวพริบและทักษะในการทำงานร่วมกับคนที่มีวัฒนธรรมในหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งความสามารถในการสื่อสาร

มีความสามารถทำงาน ภายใต้สภาวะการแข่งขัน ที่ดุเดือด ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น จึงต้องหาความแตกต่างให้เกิดความประทับใจ ความสามารถในการตัดสินใจอย่าง รวดเร็ว มีการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ

มีความสามารถในการมองภาพ พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ การมีวิสัยทัศน์ เช่น สามารถที่จะถ่วงดุลระหว่างความต้องการในเชิงอนุรักษ์กับในเชิงธุรกิจ

มีความโปร่งใส ศีลธรรม และจรรยาบรรณ โดยเฉพาะในประเทศ ไทยเวลานี้ คำถามเรื่องของศีลธรรมและจรรยาบรรณเป็นประเด็นสำคัญในการทำงานทุกภาคส่วน นั่นหมายถึงความต้องการผู้นำที่โปร่งใส

ซึ่งก็น่าจะเป็นองค์ประกอบของความเป็นผู้นำ นอกเหนือจากพื้นฐานที่ ผู้นำจะต้องกล้าตัดสินใจ ใจกว้างยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่น เสียสละ ฉลาดและความมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

ที่ผ่านมาการวัดภาวะของผู้นำ จะวัดได้ในยามวิกฤติ และการแก้ไขวิกฤติจะวัดกันได้ที่ วิสัยทัศน์ ดูอย่างการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมานั่นปะไร บางประเทศสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ใน 3-5 ปี แต่บางประเทศก็ยังไม่ฟื้นจนบัดนี้

บริษัทที่มีผู้บริหารเต็มไปด้วยความสามารถและวิสัยทัศน์ แม้จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ไม่ถึงกับล่มจม บางบริษัทได้ผู้บริหารขาดวิสัยทัศน์หรือเห็นแก่ตัว วิกฤติยังไม่ทันจะถึงตัวก็ล้มซะแล้ว

ประเทศไทยก็เหมือนบริษัท ที่กำลังวัดวิสัยทัศน์ของผู้ บริหาร จะอยู่หรือจะไปก็ไม่เกินเดือนสองเดือนนี้ ไม่การเมืองก็เศรษฐกิจ ที่จะสะท้อนความเป็นผู้นำ

บางเรื่องยังคาราคาซัง เบี้ยยังชีพคนชรา ของ อบต. จ.อุดรธานี หลายหมู่บ้านรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม บางคนได้ 500 บาท บางคนได้ 200 บาท แสดงว่าแจกเงินยังไม่เป็น สงสารคนแก่

ลูกเมียทหารตำรวจที่ไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดน ภาคใต้ กินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะความสูญเสียเป็นรายวัน รัฐบาลไม่ยอมแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรมและเป็นที่น่าเชื่อถือ

ยังมีโครงการชุมชนพอเพียงแต่ละกระทรวงแต่ละจังหวัด มีรายละเอียดของความไม่ชอบมาพากล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานอื่น ถ้าผู้บริหารละเลยเรื่องเหล่านี้แสดงว่ายังไม่พร้อมจะเป็นผู้นำ.

หมัดเหล็ก

คำตอบอยู่ที่ 'เนวิน'?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_34393

เนวิน - อภิสิทธิ์

เรตติ้งทิ้งกันขาดเลย

ผลตัดสินยุทธการแย่งพื้นที่ข่าว ต้องยกให้ฉากบู๊ล้างผลาญหน้าวัดภูมิซรอล ที่ชายแดนเชิงเขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ

กองกำลังม็อบพันธมิตรฯที่มีการ์ดชุดดำผ้าคาดปิดหน้า ใส่แว่นตาดำตามสไตล์ เปิดยุทธการ ตะลุมบอนกับชาวบ้านในพื้นที่ ที่รวมตัวสกัดกั้นไม่ให้ผ่านด่านทางขึ้นผามออีแดง

ซัดกันด้วยปืน ระเบิดขวด หนังสติ๊ก ท่อนไม้ เลือดท่วมจอ

ทีวีเกาะติดสถานการณ์ชั่วโมงต่อชั่วโมง ข่าวเอสเอ็มเอสรายงานผ่านมือถือถี่ยิบแบบช็อตต่อช็อต หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันที่ 20 กันยายน พร้อมใจกันพาดหัวยักษ์

หนังบู๊ไทยตีกับไทย

แต่ในอารมณ์ของคนเขมรนั่งดูหนังตลก ขำกันท้องคัดท้องแข็ง

และก็ให้น่าแปลกใจ หนังบู๊ล้างผลาญ "ทวงคืนเขาพระวิหาร" เรตติ้งกระฉูดขนาดนี้ แต่คีย์แมนระดับผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ

บอกปัดผลงานกันให้วุ่น

"มหาจำลอง" พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำระดับขาใหญ่พันธมิตรฯรีบออกมาโบ้ยให้นายกฯอภิสิทธิ์เจรจากับนายวีระ สมความคิด เพียงผู้เดียว เนื่องจากเป็นผู้นำการชุมนุม

มุกเดียวกับ "บักใส" นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่รีบชิ่ง การเคลื่อนไหวที่จังหวัดศรีสะเกษครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับ 5 แกนนำม็อบพันธมิตรฯแต่อย่างใด

ไม่ยักมีใครรับสมอ้างผลงาน

ส่ออาการปล่อย "ลอยแพ" นายวีระคนเดียว

เอาเป็นว่า เช็กกระแส ประเมินทิศทางลมกันง่ายๆ จากพวกเซียนจมูกไว

ถ้าฉากบู๊ล้างผลาญเชิงเขาพระวิหารได้แต้มบวก

มีหรือที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง จะกล้าถามกลับเสียงดังๆแบบไม่เกรงใจ การที่กลุ่มพันธมิตรฯทำลงไป ไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะการกระทำดังกล่าวจะยิ่งทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไปกันใหญ่

ได้ทีขย่มซ้ำกันในเชิง

ทิศทางข่าวกระแสหลักออกมาลบมากกว่าบวก ขนาดแกนนำขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯด้วยกันยังชิ่งโดดหนี

เกมนี้ต้องบอกว่า "พลาด"

แต่โดยเบื้องหน้าเบื้องหลังมุกทวงคืนเขาพระวิหาร ลำพังโดยยี่ห้อ "วีระ สมความคิด" อยู่ๆโดดออกมาเล่นเอง

มันต้องมี "วาระจร" แน่

และโดยปมหนึ่งมันก็โยงได้ ในมุมที่จังหวัดศรีสะเกษ ถิ่นอีสานใต้ รู้กันดีว่าเป็นเขตอิทธิพลของยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ศัตรูเบอร์ต้นๆของกองกำลังสีเหลือง

ขึ้นบัญชี "ขุดรากถอนโคน"

โดยยุทธศาสตร์ "ยั่ว" ถึงถิ่น ถ้าคิดกันในมุมของแผนล่อให้เจ้าถิ่นออกมาอาละวาด ดึงยี่ห้อ "เนวิน" ร่วมวงผสมโรงฉากเลือด ขวางม็อบพันธมิตรฯทวงคืนเขาพระวิหาร

ล่อออกมากลางแจ้ง "ล่อเป้า" ได้ง่ายๆ

เลือกจังหวะได้เสียในห้วงเวลาลุ้นระทึก วันที่ 21 กันยายน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตกล้ายาง

"เนวิน" ยืนอยู่บนเส้นด้าย

และก็ให้ยิ่งบังเอิญเข้าไปใหญ่ ล่าสุดมี "ข่าวปล่อย" ลอยออกมาว่า ลูกทีมพรรคภูมิใจไทยสั่งจองโต๊ะจีน เลือกเมนูหูฉลามเตรียมฉลองล่วงหน้า

มั่นใจ "เนวิน" หลุดคดี รอดคุก

โดยทางข่าวที่ล้อกับ "ข้อมูล" ที่หลุดออกมาจากขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯก่อนหน้านี้ เปิดตัวเลข 8 ต่อ 1 จับตา "เนวิน" รอดคดีกล้ายาง

จ้องดักทางกันอยู่แล้ว

มองกันอย่างคนฉลาด โดยเกมปล่อยข่าวกดดันศาล จุดกระแสหมั่นไส้ "ฆ่า" ตัวเอง

"เนวิน" ไม่ได้กินแกลบ ถึงจะคิดได้

เกม "ล่อบาทา" ต้องมาจากฝ่ายที่ลุ้นให้ "เนวิน" ติดคุก

งัดมุก "ดักคอ" กันไว้ก่อน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

3 ปีวันประหารรัฐประชาธิปไตย: เสวนาโดย ม.เที่ยงคืน

ที่มา ประชาไท

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนอภิปราย “3 ปีวันประหารรัฐประชาธิปไตย” ‘สมชาย ปรีชาศิลปกุล’ ชี้ 19 กันยา เป็นรัฐประหารต้นทุนแพงลากสถาบันทางการเมือง-สังคมลงมาอีเหละเขละขละ ‘ชำนาญ จันทร์เรือง’ เผยความโง่ 4 ประการของคณะรัฐประหาร ‘อรรถจักร สัตยานุรักษ์’ ระบุสังคมอยู่ในความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่เปราะบาง ตีกันง่ายขึ้น ฆ่ากันง่ายขึ้น วงอภิปรายยังหวังสังคมไทยกลับมายึดสันติวิธี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจัดการอภิปราย “3 ปีวันประหารรัฐประชาธิปไตย” ที่ห้องประชุม อาคารศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยหลังการปาฐกถาของนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ หัวข้อ “สาระที่แท้ของประชาธิปไตย” ถัดมาเป็นการอภิปรายหัวข้อ “3 ปี วันรัฐประหารประชาธิปไตย” โดยนักวิชาการ ม.เที่ยงคืน ได้แก่ รศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อ.ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
000
รัฐประหารต้นทุนแพง(มาก)
รัฐประหารครั้งนี้ มีคนบอกว่าไม่นองเลือด เป็นรัฐประหารแบบสันติ แต่ในทัศนะผมนี่เป็นรัฐประหารที่มีต้นทุนแพงมาก ต้นทุนนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเลือดเนื้อชีวิต แต่รัฐประหารได้นำสถาบันทางการเมือง สถาบันทางสังคมจำนวนมากหลายสถาบันอีเหละเขละขละ เข้าไปสู่จุดที่น่ากลัวมากขึ้น
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
สมชาย ปรีชาศิลปกุล กล่าวว่า ความรู้สึกก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับตอนนี้มีความต่างกัน ในตอนนั้นมีคนไปถ่ายรูป ยินดีปรีดากับการรัฐประหารค่อนข้างเยอะ สิ่งที่ตามมาคือจนถึงบัดนี้ หลายๆ คนคาดหวังว่าอย่างน้อยการรัฐประหารจะยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ถามว่าถึงปัจจุบันสังคมไทยกลับเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่าภาวะที่ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีความรุนแรงหรือเปล่า ไม่ใช่
มีคนกล่าวว่า การรัฐประหารยุติความขัดแย้งเฉพาะหน้าได้ คำตอบคือ ใช่ และสั้นมาก การรัฐประหารครั้งนี้กระจอกที่สุดในประวัติศาสตร์การรัฐประหาร คณะรัฐประหารเป็นวีรบุรุษสั้นๆ มีใครคิดถึงรัฐบาลสุรยุทธ์บ้าง หลังสุรยุทธ์ออกจากตำแหน่งไปแล้วสุรยุทธ์ก็มีชนักติดตัวเรื่องเขายายเที่ยง
มีคนชอบถามผมว่าจะมีรัฐประหารหรือเปล่า ผมไม่รู้หรอกผมไม่ได้ถือปืนขับรถถัง แต่ว่ารัฐประหารมีความหมายน้อยลง รัฐประหารอาจจี้เอาคนบางคนที่ไม่ชอบออกไป แต่ไม่น่าจะกำกับสังคมได้มาก สังคมไทยเปลี่ยนไปมากกระทั่งอำนาจการบริหารงานที่อยู่ภายใต้คณะทหารเป็นไปได้ยากแล้ว
รัฐประหารครั้งนี้ มีคนบอกว่าไม่นองเลือด เป็นรัฐประหารแบบสันติ แต่ในทัศนะผมนี่เป็นรัฐประหารที่มีต้นทุนแพงมาก ต้นทุนนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเลือดเนื้อชีวิต แต่รัฐประหารได้นำสถาบันทางการเมือง สถาบันทางสังคมจำนวนมากหลายสถาบันอีเหละเขละขละ เข้าไปสู่จุดที่น่ากลัวมากขึ้น เช่น รัฐธรรมนูญที่นำสถาบันตุลาการไปสู่การเมือง ทำให้สถาบันตุลาการคลอนแคลนไปมาก การตัดสินวินิจฉัยถูกตั้งคำถาม
อย่างคดียุบพรรค (ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคการเมืองสามพรรค คือ พรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทยเมื่อ 2 ธ.ค.) เวลา 10 โมงอ่านคำแถลงปิดคดี ต่อมาเวลา 11 โมงศาลอ่านคำพิพากษา เรื่องนี้คนตัดสินก็ต้องเอาคำแถลงปิดคดีของพรรคการเมืองไปฟังว่ารับหรือไม่รับในแต่ละเรื่อง แล้วคำพิพากษาประมาณ 30 กว่าหน้า หนึ่งชั่วโมงพิมพ์ได้หรือ ต่อให้พิมพ์แบบไม่ใช้สมอง 30 กว่าหน้า พิมพ์ได้หรือ แต่นี่พิพากษาเสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง หมายความว่า ไม่ได้นำคำแถลงปิดคดีไปอยู่ในคำวินิจฉัย เขียนคำพิพากษามาก่อนแล้ว
คดีบางคดีในทางเทคนิคอย่างมติ ครม. (เรื่องแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกร่วม) จะขึ้นศาลปกครองหรือขึ้นศาลรัฐธรรมนูญจะแยกกัน แต่คดีนี้ศาลปกครองรับ ศาลรัฐธรรมนูญก็รับ รับทั้งสองศาล ตกลงคือคดีอะไร จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังเถียงกันไม่เลิก คือศาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้น ทีนี้เมื่อไม่สามารถรักษาความชอบธรรม เวลามีคำตัดสินออกมา จึงเกิดภาพที่ไม่เคยเกิดในเมืองไทย เช่น มีคนไปล้อมศาล หรือศาลต้องหนีไปที่อื่นเพื่อไปตัดสินคดี
การรัฐประหารครั้งนี้จึงลากสถาบันการเมืองไปล่มสลาย ไม่ต้องเอ่ยถึงสถาบันอื่นที่ถูกวิจารณ์อย่างมาก สถาบันจารีตก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ในช่วงชีวิตผมนี้น่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่ 2475 เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีการดึงสถาบันต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถึงที่สุดระบบพวกนี้จะเดินไปได้ยาก จะก็ถูกถึงเข้ามาจนเละเทะไปหมด
นี่เป็นการรัฐประหาร ที่ต้นทุนแพงมาก แม้จะไม่ได้เสียเลือดเนื้อเลย และต้นทุนนี้เองจะทำให้เกิดเลือดตกยางออกในสังคมไทยตามมา
ถามว่า จะทำอะไรได้บ้าง ท่ามกลางความขัดแย้งที่ลงลึกมากขึ้น เราจะเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์นี้อย่างไรบ้าง อันดับแรก อย่าไปฝากความหวังไว้กับใครแม้แต่คนเดียวว่าจะมีอัศวินขี่ม้าขาวมาแก้ปัญหา อัศวินมักจะขี่ม้าขาวก่อนมีอำนาจ พอมีอำนาจก็เปลี่ยนหมด ลองไปเปิดเว็บไซต์คุณอภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2550 คุณอภิสิทธิ์ให้เหตุผลที่ดีมากในการคัดค้านกฎหมายความมั่นคง 5 ประการ ผมเห็นด้วยหมด แต่พอมีการชุมนุมเสื้อแดงก็ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ที่รอบแรกวืดไป รอบนี้ก็เอากฎหมายความมั่นคงมาใช้อีก ทั้งที่เคยเห็นว่ากฎหมายมีความบกพร่อง 5 ประการ จึงอย่าไปฝากความหวังกับคนที่มีอำนาจ
เราควรทำอะไร อันดับต่อมาคือ สันติวิธี หายไปจากช่วงที่มีเคลื่อนไหวต่อต้านคุณทักษิณ สันติวิธี เคยเป็นเครื่องมือที่สำคัญของประชาชนในการต่อต้านรัฐ ตั้งแต่ในช่วงพฤษภาคม 2535 ช่วงที่ผ่านมาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยช่วงเริ่มต้น ด้านหลักพันธมิตรฯ ใช้สิ่งที่เรียกว่าสันติวิธี ต่อมาด้านหลักไม่ใช่สันติวิธี เช่น การประกาศสงครามครั้งสุดท้าย
สันติวิธีหายไปจากสังคมไทย แม้แต่ในหมู่คนเส

ไทยโพสต์แทบลอยด์ สัมภาษณ์ ‘เกษียร เตชะพีระ’: ปฏิรูปการเมืองมวลชน

ที่มา ประชาไท

"elite ไทยไม่อยู่ใน mood ที่จะปฏิรูประบบการเมือง mood ของเขาคือ hold everything stable ให้ทุกอย่างนิ่ง มั่นคงในช่วงที่เครื่องบินกำลังจะลง เพราะกลัวว่าตอนที่เครื่องบินลงถ้าคุณจะไปปฏิรูปเปลี่ยนแปลงโน่นนี่มาก เดี๋ยวมันไม่ soft landing มัน hard landing ดังนั้นเขาต้องการให้ทุกอย่างนิ่งก่อน ในจังหวะที่ประเทศต้องการการปฏิรูปทางการเมืองมากที่สุด"
"การปฏิรูปที่จะมีประโยชน์คือ elite จับมือกับมวลชน แล้วสามารถกุมการยอมรับของสังคมได้ เวลาอย่างนั้นมันเหมือนกับงวดลงทุกที อำนาจการยอมรับที่สังคมมอบให้อย่างไม่มีเงื่อนไข ในสังคมไทยมีอยู่ แต่ว่าอำนาจแบบนั้น ความเชื่อมั่นแบบนั้น ความยอมรับแบบนั้น ไม่แน่ว่าจะมีตลอดไป ถ้าคุณเล็งการณ์ไกล เห็นความจำเป็นว่าคุณต้องเริ่มปรับหน่อย ต้องเริ่มกระบวนการนี้ ...ทางที่จะราบรื่นและก็บาดเจ็บเสียหายน้อยที่สุด คือเสื้อเหลือง เสื้อแดง elite เริ่มสานเสวนาเข้าสู่กันว่าบ้านเมืองจะมีการปฏิรูปอะไรบ้าง"
ทำอย่างไรจะมองให้ไกลไปกว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่เว้นวัน และมองให้เห็นพัฒนาการ นั่นคือจุดประสงค์ของการสนทนากับเกษียร เตชะพีระ นักรัฐศาสตร์ ที่ยังยึดหลักการมั่นคงไม่ปัดเป๋ไปตามการแบ่งข้างแบ่งสี
3 ปีหลังรัฐประหาร 19 กันยา เกษียรชี้ว่าการเมืองไทยเปลี่ยนไปสู่ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นคือการมีขบวนการมวลชนใหญ่ 2 ขบวนการออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน ในหลักวิชารัฐศาสตร์ การแก้ไขปัญหานี้ได้ก็คือต้องนำพวกเขาเข้าสู่การเมืองในระบบ นั่นคือการเป็นพรรคการเมืองมวลชน แต่ระบบการเมืองที่ดำรงอยู่ ไม่เอื้อต่อพรรคการเมืองมวลชน จึงต้องเปิดระบบด้วยการปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่
แต่อุปสรรคสำคัญที่ดำรงอยู่ก็คือ ชนชั้นนำของสังคมไทย หวาดกลัว หวาดระแวง ต่อขบวนการมวลชน โดยเฉพาะเสื้อแดง จึงไม่พร้อมที่จะปฏิรูป
มวลชนเติบใหญ่
Elite อยากให้นิ่ง
เกษียรบอกว่าในระยะที่ผ่านมาเขาทำใจได้นิ่งขึ้น
"ช่วงที่ผ่านมาผมคิดเปรียบเทียบการเมืองในประเทศอื่นที่เขาพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย ก็คือในที่สุด เมืองไทยมาถึงจุดที่มีขบวนการมวลชนใหญ่เกิดขึ้น แต่ก่อนก็เคยมีแต่ว่ามันเป็นขบวนการที่พรรคคอมมิวนิสต์สร้างขึ้นมาหรือมีส่วนสร้างขึ้นมา คือขบวนการนักศึกษา แต่ประเทศไทยตอนนี้มี 2 ขบวนซึ่งไม่เคยมี และ 2 ขบวนนี้ก็ไม่ใช่ระบบราชการสร้างนะ ถึงแม้อาจจะมีความสัมพันธ์ร่วมมือกัน แต่เขาเกิดของเขาเอง เสื้อเหลือง เสื้อแดง"
"ระบบราชการโดยตัวมันเองมันไม่ค่อย comfortable หรอก กับสภาพที่มีขบวนการมวลชนใหญ่ๆ 2 ขบวนอย่างนี้ เขาคุมไม่ได้ แต่ก่อนอาจจะรู้สึกว่าเสื้อเหลืองใกล้ชิดกับระบบราชการมากหน่อย ขณะที่เสื้อแดงประกาศตั้งแต่ต้นว่าไม่เอาอำมาตย์ แต่เวลานี้ผมว่าแม้แต่เสื้อเหลืองเอง ระบบราชการ รัฐราชการไทย ก็ไม่ comfortable ดูกรณีคุณสนธิ คนที่ต้องสงสัยว่าไปเล่นงานแกก็เจ้าหน้าที่ทั้งนั้น ตอนนี้เรื่องเขาพระวิหารก็ทำให้กองทัพคันไปทั้งตัว(หัวเราะ) หรือกระทรวงต่างประเทศก็ปวดหัวกลุ้มใจมาก และสั่งก็สั่งไม่ได้ด้วยนะ เพราะถ้าสั่งได้เขาคงสั่งไปแล้ว การเคลื่อนไหวมันเป็นขบวนการมวลชนที่อยู่ของมัน มันโตขึ้นมาจากสื่อของคุณสนธิ มันเลี้ยงตัวเองด้วยเงินของมัน ถึงแม้จะมีแนวร่วมอยู่ในหมู่ข้าราชการแต่ไม่ได้เป็นกลไกแขนขาเหมือนที่กระทิงแดงเคยเป็น หรือลูกเสือชาวบ้านเคยเป็น แบบนี้ระบบราชการไม่เคยเจอมาก่อน"
"ทางออกที่ดีตามมาตรฐานรัฐศาสตร์การเมือง คือขบวนการทั้งสองควรเข้าสู่ระบบการเมือง กลายเป็นพรรคมวลชน เปลี่ยนจาก mass movement เป็น mass party ซึ่งถ้ามันเข้ามาได้ก็ไม่ต้องไปสู้กันบนท้องถนน ไม่ต้องยึดสถานีโทรทัศน์หรือปิดสนามบิน มีอะไรก็สู้กันผ่านพรรคการเมือง"
"แต่ปัญหาคือระบอบประชาธิปไตยของเราทั้งก่อนและหลัง 14 ตุลาถูกออกแบบมาให้เชื่อง เชื่องในมือ elite ก็คือไม่ค่อยเปิดกว้างต่อมวลชนเท่าไหร่ มันไม่ได้ถูกออกแบบให้พร้อมที่จะรับการเข้ามาของ mass party ไม่ว่าจะแบบเสื้อเหลืองหรือแบบเสื้อแดง มันปิด มันล็อกกันอยู่ และตัวระบบราชการเองตอนนี้ผมก็รู้สึกว่า-คือตอนแรกผมรู้สึกว่า เออ มันมีพวกเสื้อเหลืองเสื้อแดง และก็มีอีกพรรคหนึ่งคือพรรคราชการที่มีมาตั้งแต่หลัง 2475 แต่มานึกย้อนดูอีกที มันก็เปลี้ยหมดแล้ว ผมคิดว่าตอนนี้ตัวระบบราชการก็คลอนแคลนปั่นป่วนมาก จริงๆ แล้วที่มันปฏิบัติงานอยู่ตอนนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นปัญหาด้วย เพราะมีเครือข่ายอำนาจนอกระบบเข้าไปจัด เครือข่ายอำนาจนอกระบบ ด้วยความหวังดีด้วยความรักประเทศชาติและสถาบันหลักของชาติ พยายามจะทำให้ตัวระบบราชการทำงานในระยะที่ผ่านมา ในช่วงคุณทักษิณพยายามจะสร้างเครือข่ายเข้ามาพรากระบบราชการจากเครือข่ายเดิม เป็นเหตุให้มีการต่อสู้กันยาวนาน และในที่สุดวิธีที่เครือข่ายเดิมจะดึงระบบราชการมาอยู่ในมือตัวเองต่อไปก็คือรัฐประหาร"
"สภาพแบบนี้ที่มีขบวนการการเมืองมวลชน 2 ขบวนใหญ่ระดับทั่วประเทศ ซึ่งระบบราชการไม่ได้จัดตั้งและคุมไม่ได้ มีตัวระบบราชการ ซึ่งข้างในก็แตกแยกเปลี้ยไปหมดแล้ว ยังมีเครือข่ายอำนาจนอกระบบของผู้รักชาติทั้งหลายกุมอยู่อีกทีหนึ่ง อันนี้ผมว่ามันยุ่ง เพราะจะปฏิรูประบบการเมืองให้เปิดรับพรรคการเมืองมวลชน 2 พรรคนี้เข้ามา elite ไทยไม่อยู่ใน mood จะทำ"
"elite ไทยอยู่ใน mood ปฏิรูปตอนปี 2540 นึกถึงช่วงร่างรัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง คนที่แข็งขันในหมู่คนที่รักชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ที่ออกมาเคลื่อนไหวก็คือคุณอานันท์ ปันยารชุน คุณหมอประเวศ วะสี นี่คือแกนนำเสื้อเขียวตอนนั้น ที่ทำให้เกิดความพยายามเปิดระบบการเมืองรับเอาชุมชนเอาพลังต่างๆ เข้ามา คนเหล่านี้ค่อนข้างเงียบและหายไปในตอนนี้ คนที่อยู่ในเครือข่ายกลุ่มผู้นำประเภทที่จงรักภักดีต่อสถาบันที่มีบทบาทมาก จะเป็นคนอย่างป๋าเปรม หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นคนที่ค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยม ซึ่ง mood ของเขาไม่รับเรื่องปฏิรูป mood ของเขาคือ hold everything stable ให้ทุกอย่างนิ่งมั่นคงในช่วงที่เครื่องบินกำลังจะลง เพราะกลัวว่าตอนที่เครื่องบินลงถ้าคุณจะไปปฏิรูปเปลี่ยนแปลงโน่นนี่มาก เดี๋ยวมันไม่ soft landing มัน hard landing ดังนั้นเขาต้องการให้ทุกอย่างนิ่งก่อน ในจังหวะที่ประเทศต้องการการปฏิรูปทางการเมืองมากที่สุด"
"การปฏิรูปการเมืองไม่ใช่แค่ 6 ข้อที่คุยกันในสภา ต่อให้ทำ 6 ข้อที่คุยกันในสภาแล้ว อาจจะแก้ความสัมพันธ์ ระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติในระดับหนึ่งได้ อาจจะทำให้พรรคการเมืองมีสถานะที่เข้มแข็งขึ้น แต่พรรคการเมืองเหล่านั้นก็ยังไม่ใช่พรรคมวลชน นี่เป็นระบบการเมืองที่ออกแบบมาให้พรรค elite ที่มีเจ้าของ ซึ่งจะตกลงเรื่องปัญหาอะไรก็ไปคุยกันในหมู่คุณเนวิน คุยกับคุณมาร์ค คุยกับคุณสุเทพ กับคุณบรรหาร มันไม่มีมวลชนอยู่ในนั้น ขณะที่พวกเสื้อเหลืองเสื้อแดงเป็นสิ่งมีชีวิตทางการเมืองพันธุ์ใหม่ ที่มาจาก mass ถ้าอยากจะให้สงบต้องปฏิรูประบบการเมือง รับพวกนี้เข้ามาเป็น mass party แล้วไปสู้กันข้างในนั้น แต่ตอนนี้วิธีการที่จะปฏิรูปเพื่อเปิด มันไม่อยู่ใน mood ที่จะทำเลย อารมณ์ของ elite ตอนนี้ไม่ต้องการปฏิรูป แกนนำของเครือข่ายผู้จงรักภักดีก็เป็นคนที่ conservative เป็นคนที่กลัว"
ทำไมถึงมองว่าอานันท์กับหมอประเวศอยู่คนละส่วน ขณะที่ทั่วไปมองว่ากลุ่มเดียวกัน
"ผมคิดว่าคนละปีก ช่วงสูงสุดที่กลุ่ม liberal ปีกเสรีนิยมของเครือข่ายผู้จงรักภักดีทั้งหลายได้แสดงบทบาท คือช่วงแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2540 แต่เหมือนกับว่าคนเหล่านี้คงคาดไม่ถึง ว่าในที่สุดกลายเป็นเงื่อนไขทางโครงสร้างให้เกิดคุณทักษิณและระบอบทักษิณขึ้นมา คนพวกนี้ก็ช็อก ความพยายามของคุณอานันท์และหมอประเวศช่วงก่อนที่จะเกิดรัฐประหารก็คือ หาทางให้คุณทักษิณลงโดยไม่ต้องล้มระบอบ 2540 แต่มันไม่ทัน ไม่สำเร็จ ในที่สุดระบอบที่คนเหล่านี้พยายามลงทุนลงแรงปลูกสร้างขึ้นมา-แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีทักษิณงอกออกมา เอาทักษิณลงได้ไหมเพื่อรักษาระบอบไว้ก่อน มันไม่ทัน ในที่สุดระบอบโดนล้ม พอระบอบโดนล้มคนเหล่านี้ก็เหมือนถูก paralyze"
"ระบอบที่เรามีปัจจุบันเป็นผลผลิตของปีกอนุรักษ์นิยมของเครือข่ายผู้จงรักภักดี ดังนั้นส่วนหนึ่งก็จะเป็นเหมือนระบบเลือกตั้งธิปไตยแบบเก่า คือหลายพรรคผสม รัฐบาลอ่อนแอ แม้กระทั่งตั้ง ผบ.ตร.กี่รอบยังไม่สำเร็จเลย เพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่เอาด้วย และก็มีเครือข่ายอำนาจที่อาศัยความอ่อนปวกเปียกของฝ่ายบริหารในรัฐบาล สามารถที่จะ manipulate อยู่ข้างหลังได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบ ผมไม่รู้หรอกนะ ผบ.ตร.ใครจะดีกว่าใคร แต่ในฐานะที่คุณอภิสิทธิ์แกเป็นนายกฯในระบบ และแกพร้อมรับผิดทางการเมือง ถ้าผิดเช็คบิลกับแกเลย และแกมีอำนาจอยู่ในมือ ควรจะให้แกทำและแกรับผิดชอบ แต่สถานการณ์ที่เรามีตอนนี้คือเครือข่ายอำนาจนอกระบบสามารถที่จะ paralyze การทำงานของการเมืองในระบบได้ ที่แย่กว่านั้นก็คือว่าวิธีการที่เครือข่ายนอกระบบ paralyze เขาทำโดยที่เขาไม่ต้องรับผิด สมมติเขาชนะ ได้คนที่เขาปรารถนา แล้วคนนั้นไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่นักหรือว่าแย่ ใครรับผิด เขาไม่ต้องรับผิดเพราะเขาไม่มีตำแหน่งทางการอะไรเลย เขาเพียงแต่เป็นเสียงกระซิบ ข่าวพิเศษ ข้อมูลใหม่ ซึ่งจับมือใครดมไม่ได้สักคน"
"ระบบแบบนี้จะทำงานได้อย่างไร มันทำงานไม่ได้ เกิดแล้ว เหลืองแดง วิธีจะไม่ฆ่ากันคือให้มันเข้าระบบ ปฏิรูประบบเสีย เพื่อดึงพวกเขา แต่ระบบก็ยังไม่ปฏิรูป ไม่อยู่ใน mood อยากปฏิรูป ต้อง hold นิ่งๆ ก่อน ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น กำลังจะมีการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของสังคมไทย ฉะนั้นมันก็เลยล็อกหนึ่ง อันที่สองคือตัวเครือข่ายนอกระบบที่คอยดูแลความสงบสุขของบ้านเมือง ในเครื่องหมายคำพูด-"อยู่เรื่อยๆ"-มันก็ทำให้การทำงานอย่างเป็นทางการของตัวระบบการเมืองมันทำไม่ได้"
การที่จะเปิดให้เหลือง-แดงเข้าสู่ระบบการเมือง ในทางรัฐศาสตร์คือต้องรื้อระบบใหม่หมดหรือเปล่า
"ต้องคิดถึงการออกแบบการเมืองที่ให้พลังต่อรองของฝั่งมวลชน ที่เป็นฐานมวลชนของพรรคมีมากขึ้นและแสดงออกได้โดยตัวระบบการเมือง ประชาธิปไตยแบบที่เรามีเป็นประชาธิปไตยที่น่ารัก elite ชอบ เพราะมีประชาธิปไตยแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนเลย เปลี่ยนน้อยมาก เช่น 2-3 เรื่องที่คนไทยรู้ว่าเป็นปัญหาใหญ่และทุกข์ที่สุด คือภาษีที่ดิน ภาษีมรดก อะไรที่กระทบกับคนชั้นสูงในเมืองไทย ที่ไม่เป็นธรรม การกระจายที่ดินในเมืองไทยไม่มีความเป็นธรรม เรื่องมรดกมันไม่ใช่เรื่องของผม ผมคนชั้นกลาง ผมคงมีแต่หนี้ทิ้งไว้ให้ลูก คนที่เป็นห่วงเรื่องมรดกคือคนที่มีทรัพย์เยอะๆ นี่เป็นเรื่องที่เราควรจะจัดการสักทีในระบบประชาธิปไตยเพื่อให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น แต่เป็นไปได้อย่างไรเรามีประชาธิปไตยมาหลายสิบปี ครึ่งใบเต็มใบก็แล้วแต่ ไม่เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งเหล่านี้เลย เพราะ elite ไทยได้ออกแบบประชาธิปไตยที่เขาชอบไว้แล้ว ระบอบประชาธิปไตยที่น่ารักมาก มีพรรคการเมืองน่ารักจังเลย มีการเลือกตั้ง อียูมาดูก็อู๊ยประชาธิปไตย แต่เราไม่ได้ทำอะไรที่ควรทำเลย เพราะสามารถจะบล็อกไว้ได้ตลอด โดยการจัดดุลอำนาจให้พรรคการเมืองกลายเป็นพรรคที่มีเจ้าของ โดยการจัดดุลอำนาจให้อำนาจไปรวมศูนย์ที่ฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้นพรรคที่เรามีก็เป็นพรรคที่ไม่ทำงาน หรือทำงานให้กับกลุ่มผลประโยชน์ท้องถิ่นหรือเมืองทั้งหลาย กลุ่มเจ้าพ่อทั้งหลาย แต่ไม่ทำงานให้กับกลุ่มผลประโยชน์และชนชั้นสังคมที่เป็นจริง"
"ที่ผ่านมามันก็อยู่กันอย่างอึดอัดมาเรื่อยๆ แต่มาถึงทุกวันนี้เนื่องจากมีพรรคที่ไม่ทำงาน กลุ่มผลประโยชน์ที่เกิดแล้ว ชนชั้นที่เกิดแล้ว ก็เลยไปออกเป็นขบวนมวลชน-ไม่เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์นะ พรรคคอมมิวนิสต์ตายไปแล้ว เหลือแต่เศษเดนคอมมิวนิสต์อย่างผมกับคุณ-ขบวนการมวลชนที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ ที่เป็นชนชั้นใหม่ๆ มันเกิดแล้ว แล้วทำไมมันต้องลงถนน ทำไมมันต้องยึดสนามบิน ต้องปิดทำเนียบ ทำไมต้องไปยึดอนุสาวรีย์ชัยฯ เพราะไม่มีพรรคการเมืองให้เขา เพราะพรรคการเมืองที่มีอยู่ ไม่ได้เป็นช่องให้เขาเลย พวกกรรมกรที่โดนรังแก ปลดออกจากงานโดยไม่ได้ค่าชดเชย ทั้งที่เขาทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ฟ้องว่าบริษัทออกใบสั่งจราจรปลอม โดนออกจากงาน เขาทำอะไรไม่ได้เลย ไปเดินขบวนที่ลานพระรูป จะไปหานายกฯ ตำรวจก็จะลุยอีก เอ้า มันฟ้องเลยว่าเป็นระบบการเมืองแบบไหน ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เข้าไปแก้เลย คุณกินเงินเดือนผมทุกเดือน คุณมีหน้าที่ทำให้ระบบรองรับคนเหล่านี้ มีเรื่องเดือดร้อนตั้งแต่น้องหม่องจนถึงกรรมกรจะได้เดินเข้าไป line นี้ได้-เปล่า พรรคการเมืองเป็นที่รวมของกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะท้องถิ่น"
"นี่คือจังหวะที่เสื้อเหลืองเกิด เสื้อแดงเกิด เสื้อเหลืองกำลังจะเป็นพรรคการเมือง จะเป็นพรรคมวลชน แต่เสื้อแดงนี่ตลกหน่อย คือเป็นพรรคมาก่อน แต่เป็นพรรคของคุณทักษิณ แล้วมาเป็นขบวนการมวลชนหลังรัฐประหาร พรรคเพื่อไทยบวกกับเสื้อแดงจะเป็นพรรคมวลชนแบบไหน อันนี้ต้องไปสู้กันต่อ แต่ถ้าเอากลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาในระบบการเมืองได้ และปรับให้ดุลอำนาจมันเปลี่ยน ไม่ใช่แบบเดิมที่อำนาจอยู่ที่ฝ่ายบริหารมากกว่าฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่แบบที่เจ้าของพรรคกุมอำนาจเหนือพรรค เหนือกว่ามวลชนสมาชิกพรรคทั้งที่มีชื่อในทะเบียนเป็นล้านๆ"
"นี่ผมเพิ่งเช็คดูชื่อสมาชิกพรรคการเมืองล่าสุดจาก กกต. เดือน ส.ค. พรรคการเมืองที่มีสมาชิกเยอะที่สุดคือพรรคประชาธิปัตย์ 2 ล้านคน พรรคอันดับ 2 ผมจำชื่อพรรคไม่ได้ด้วยซ้ำไป สมาชิก 1 ล้านคน มันเป็นไปได้ยังไง สมาชิก 1 ล้านคนแต่ไม่เคยได้ยินชื่อพรรค อันนี้ไม่ใช่พรรคมวลชน พรรคมวลชนไม่ใช่พรรคที่สมาชิกมาลงทะเบียนเยอะๆ พรรคมวลชนคือพรรคที่ดุลกำลังภายในพรรคต้องฟังสมาชิกข้างล่าง การ form นโยบาย การเลือกคนลง ส.ส. การเลือกผู้นำมาจากข้างล่าง นี่ไม่มีเลย พอไม่มีระบบพรรคมันไม่ serve ปัญหาความขัดแย้งอย่างที่เป็นอยู่"
รัฐที่ปกครองไม่ได้
เวลาพูดว่าให้เข้าสู่ระบบ คนก็จะมองสั้นๆว่างั้นเสื้อเหลืองก็ไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ เสื้อแดงก็กลับไปเข้าพรรคเพื่อไทยแล้วลงเลือกตั้ง มันไม่ใช่แค่นั้นใช่ไหม
"ผมคิดว่าระบบการเมืองต้องปรับ แม้กระทั่งปัญหาการสร้างพรรคเหลือง ต่อไปก็จะไปไม่ได้ คือในที่สุดแล้วต้องคำนึงถึงบทบาทพิเศษของผู้นำบางคน ในความสัมพันธ์ของผู้นำพิเศษเหล่านั้นกับมวลชนข้างล่าง การที่มวลชนเขาตื่นตัวมากมันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย คือพรรคนี้เปิดกว้างให้ความเห็นต่างมากแค่ไหน ถ้าไม่มีเลยก็น่ากลัวไปอีกแบบ"
"พรรคเสื้อแดงก็มีปัญหาเหมือนกัน ความอิหลักอิเหลื่อของขบวนการเสื้อแดงที่ผ่านมาก็เจอปัญหานี้ คือตกลงเป็นพรรคทักษิณหรือพรรคเพื่อประชาธิปไตย ตกลงคุณจะสู้แค่ไหน จะเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมา หรือจะประชาธิปไตยสมบูรณ์ ตกลงคุณจะปฏิรูปภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือจะปฏิวัติ ซึ่งแปลว่าอะไร มันมีความก้ำกึ่งเหลื่อมล้ำอยู่ตลอดเวลา บางทีเขาอาจสวิงซ้าย ในเดือน มี.ค. เม.ย. ซ้ายมากเลย และไปไกลมาก แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมาถวายฎีกา คือมันสวิงไปมา นี่คือความไม่ลงตัวระหว่างขบวนการมวลชนกับพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคที่มีเจ้าของ อันนี้เขาต้องไปคิด"
"แต่เมื่อคิดแก้ไขให้ทั้ง 2 ขบวน อยู่ในสภาพพรรคมวลชนที่ function ได้ ตัวระบบการเมืองก็ต้องปรับ ซึ่งมันเกินเลยไปกว่าการปรับเพื่อแก้ปมบางอย่างที่ 2550 ทิ้งไว้ มันยังไม่ได้แก้อีกจำนวนมาก"
หมายความว่าถ้าปรับจะต้องก้าวไปไกลยิ่งกว่าปี 2540
"ใช่ ซึ่ง elite ไม่อยู่ใน mood ที่จะปฏิรูป ตรงกันข้าม mood ที่มีเป็น mood ระแวง ระแวงเสื้อแดงมาก สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) บอกแกดูทั้งเกมแล้วถวายฎีกาทำทำไม เพราะดูแล้วเป็นไปไม่ได้ในทางกฎหมาย ลงทุนลงแรงเยอะ ได้ตั้ง 5 ล้านกว่าชื่อ แกวิเคราะห์ว่าทั้งหมดทำเพื่อบอกข่าวว่าเขาซื่อสัตย์จงรักภักดี ซึ่งเออผมฟังแล้วก็คงจะใช่ เพราะเขาก็รู้อยู่ว่ามีคนระแวงว่าไม่ซื่อสัตย์จงรักภักดี"
แต่เขาก็ยังโดนระแวงอยู่ตลอดไป
"ก็ยากนะ"
ปัญหาอีกด้านคืออารมณ์สังคม คนชั้นกลาง สื่อ นักวิชาการ ไม่ยอมรับขบวนการคนเสื้อแดงว่าเป็นขบวนการมวลชน มองเพียงเป็นพวกทักษิณ
"ก็มีส่วนด้วย หน้าที่ของเราก็ไม่ใช่ปฏิเสธว่ามันไม่มีส่วนผสมของคุณทักษิณอยู่ ต้องพูดตามเนื้อผ้า ถ้าเป็นขบวนการเพื่อคุณทักษิณมากเกินไปก็ด่าสิ แต่คุณปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาไม่ใช่เพื่อคุณทักษิณทั้งหมด ถึงจะมีพลังชื่นชมคุณทักษิณอยู่เยอะ แต่ fact คือมันมี mass movement ระดับชาติ คุณปฏิเสธไม่ได้ มันเกิดแล้ว และมันเกิดอย่างอิสระจากระบบราชการ สั่งให้เขาซ้ายหันขวาหันไม่ได้ และการดำรงอยู่ของเขาก็มีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากเสื้อเหลือง ดังนั้นการทะเลาะกันต้องมี ความเห็นต่างกันต้องมี จะไปบังคับให้เขารักกัน เห็นเหมือนกัน เป็นไปไม่ได้แล้ว มันมีบางอย่างที่เป็นไปไม่ได้ไม่ใช่หรือในโลกนี้ ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้คุณก็ต้องหาทาง channel ไปในจุดที่มันทะเลาะกันโดยไม่ต้องฆ่ากัน ก็คือต้องให้เป็นพรรคการเมืองในระบบและเอาเข้าระบบ อันนี้คือทางออกของเรา"
"แล้วคุณจะนึกถึงอะไร นึกถึงปราบแล้วหมดไปเลยสีหนึ่งหรือ มันไม่ได้ คือปราบได้ปกครองไม่ได้ ชีวิตประจำวันของเราคืออยู่ในการปกครอง การปราบมันแค่ 2-3 วัน แต่คุณปกครองไม่ได้ ประสบการณ์จากการที่รัฐสู้กับเสื้อเหลืองเมื่อปี 2550 และสู้กับเสื้อแดงปีนี้ มันน่าจะทำให้เข้าใจได้ คุณปราบได้ คุณปกครองไม่ได้ ดังนั้นเพื่อจะให้ปกครองได้ควรจะต้องเปิดระบบการเมืองไทยออก เอาพวกนี้เข้ามา"

ปีที่แล้วเสื้อเหลืองมีเครือข่ายอำนาจนอกระบบสนับสนุน เสื้อแดงไม่มีพลังอย่างนั้นมาสนับสนุน มีแต่คนชนบทเป็นฐาน รัฐอาจไม่คิดถึงขั้นปราบแต่คิดปิดกั้นไปเรื่อยๆ
"เขาคงมีลักษณะที่ต่างจากเสื้อเหลืองบ้าง แต่เขาก็พยายามทำในสิ่งที่เขาทำได้ กระปลกกระเปลี้ยบ้าง แต่ประเด็นสำคัญคือรัฐราชการไทยไม่ใช่รัฐที่เข้มแข็งและไม่ถูกเจาะทะลุทะลวง รัฐราชการไทยเป็นรัฐที่ถูกเจาะทะลวงทั้งจากเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ช่วงที่คุณทักษิณอยู่หลายปีทำให้มีคนของเขาวางไว้และเจาะทะลวงเข้ามา รวมทั้งความเห็นบริสุทธิ์ใจที่เขาเชื่อว่าแนวทางแบบเสื้อแดงถูก ฉะนั้นเราไม่ได้กำลังพูดถึงรัฐที่เข้มแข็งเป็นเอกภาพภายในและสามารถต้านทางแรงกดดันจากสังคมอย่างไม่แปดเปื้อนมลทิน ภายในตัวระบบราชการก็มีเสื้อแดงเจาะเข้ามามีเสื้อเหลืองเจาะทะลวงเข้ามา ดังนั้นถ้าภาครัฐเลือกข้าง-พัง เพราะคุณจะเหมือนถูกฉีกอกออก"
"คนที่เข้าใจเรื่องนี้ดีคือคุณอนุพงษ์ คุณอนุพงษ์พูดชัดเลยว่า job แกที่สำคัญที่สุดคือทำให้กองทัพเป็นเอกภาพและไม่มีสีเสื้อ เพราะถ้ากองทัพมีสีเสื้อแล้วมันรบกัน-ฉิบหาย อันนั้นน่ากลัวที่สุด ความรุนแรงที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่จินตนาการว่า พคท.ติดอาวุธสู้อยู่ในป่า วันนี้คอมมิวนิสต์มันไม่ใช่เงื่อนไขแล้ว ไม่ต้องคิดแล้ว ที่น่ากลัวก็คือคนกุมอาวุธโดยหน้าที่ในสังคม จะเป็นตำรวจทหารก็แล้วแต่ แบ่งสีเสื้อ และถ้าความขัดแย้งปะทุถึงขึ้นที่รอมชอมกันไม่ได้ และใช้เครื่องมือ อันนี้ต่างหากอันตราย คุณอนุพงษ์คงจะเห็นถึงจุดนี้ แต่มันยาก เงื่อนไขทุกวันนี้เราไม่มีรัฐที่ปลอดจากสีแล้วดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาเล่านี้ไม่ใช่การปราบเขา แต่คือการเปิดออก ทำอย่างไรให้ความตื่นตัวจากการเมือง-ซึ่งเป็นเรื่องดีนะ อ.ไชยันต์ รัชชกุล บอกว่ามันไม่เหมือน 14 ตุลา ที่นักศึกษาเพียงกลุ่มหนึ่ง แต่ตอนนี้ความตื่นตัวทางการเมืองแพร่กระจาย คุณไม่มีวันที่จะไปปิดหรือระงับมันอยู่ ดังนั้นก็เปิดเสียสิ"

คำว่าเปิดถ้าฟังไม่ดีบางคนจะมองว่า เสื้อแดงก็กลับไปอยู่พรรคเพื่อไทย แล้วเลือกตั้งหาเสียงไป แต่ไม่ใช่อย่างนั้น
"พรรคเพื่อไทยก็อยากใช้เสื้อแดงเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้อำนาจรัฐคืน แล้วเชิญเสื้อแดงกลับบ้าน แล้วปกครองตามปกติ ผมคิดว่าไม่ใช่ เขาไม่ยอมหรอก คำถามคือพรรคเพื่อไทยกับเสื้อแดงจะประสานกันอย่างไร จะปรับตัวกันอย่างไร คนที่ตื่นตัวแล้วทางการเมืองและอุทิศตัวต่อสู้อย่างยาวนานพอสมควรแล้ว เขาคงไม่เลิกหรอก วิธีการที่จะทำให้เขาอยู่ในระบบการเมืองก็คือพาเขาเข้ามาในรูปการณ์ที่เป็นทางการ จัดตั้งเป็นระบบระเบียบ คือเป็นพรรคการเมือง และพรรคเพื่อไทยก็ต้องปรับ ผมบอกได้เลยว่าถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ปรับ คนเสื้อแดงก็สร้างพรรคใหม่"
รัฐในวันนี้เหมือนเป็นอัมพาตทำงานแทบไม่ได้แล้วใช่ไหม
"ความจริงรัฐไทยก็น่าสงสารนะ มีรุ่นพี่พูดไม่กี่วันก่อนว่ารัฐไทยตอนนี้ทำงานไม่ได้แล้ว เพราะมันโดนดึงจากหลายทิศมาก สังคมไปดึง เสื้อแดงดึง เสื้อเหลืองดึง เครือข่ายนอกระบบดึงไปทาง รัฐบาลอาจดึงไปทาง อย่างตอนนี้ตำรวจบอก แล้วผบ.ตร.คนไหน แล้วจะให้ปราบหรือ ปปช.ออกมาเล่นงานอีก ผมคิดว่ารัฐไทยคงกลุ้มใจ ที่บอกว่าต้องเปิดระบบเพราะสภาพตอนนี้มันไม่ hold แล้ว คุณจะให้มีรัฐไทยที่ทำงานในบางมิติที่สำคัญอยู่ภายใต้อิทธิพลเครือข่ายอำนาจนอกระบบ และผู้ที่รับผิดชอบทางการเมืองโดยสถาบันทางการทำงานไม่ได้เต็มที่ อย่างนี้ต่อไปอยู่ไม่ได้เพราะมีคนมาเคาะประตูแล้ว ทั้ง 2 ทาง ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง"
"ปัญหาไม่ใช่เสื้อเหลืองมีอุดมการณ์เหมือนกับเครือข่ายอำนาจนอกระบบ ไม่ใช่ เรากำลังพูดถึง mode การทำงานทางการเมืองที่ไม่เหมือนกัน mode หนึ่งคืออิทธิพล อำนาจนำ โดยไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง อีก mode หนึ่งก็คือมวลชน มันเกิดแล้วพลังเหล่านี้ คุณจะเอาพลังนี้เข้ามาสู่ระบบการเมืองอย่างไร ถ้าเอาเข้ามาได้ก็ไม่ต้องลงไปสู่ท้องถนน"
แม้ว่าอุดมการณ์เสื้อเหลืองจะเหมือนเครือข่ายอำนาจนอกระบบ
"อุดมการณ์ราชาชาตินิยม แต่ความเปลี่ยนที่สำคัญคือ mode ของการทำงานทางการเมือง อันนี้เป็นส่วนที่เปลี่ยนไป เราไม่เคยมีมาก่อน ขบวนการมวลชนใหญ่ 2 ขบวนในประเทศที่อิสระจากระบบราชการ และขัดแย้งกัน สมัยก่อนมีขบวนนักศึกษา โอเคอิสระจากระบบราชการ และก็มีขบวนการกระทิงแดงนวพล แต่นั่นเป็นเครื่องมือรัฐ เวลานี้ไม่ใช่ มันคุมไม่ได้ คุณจะเอาอย่างไร"
คือสมมติเช่นอีกฝ่ายเชื่อว่าป๋าเปรมอยู่เบื้องหลังเสื้อเหลือง แต่เอาเข้าจริงป๋าก็สั่งเสื้อเหลืองไม่ได้
"การจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจ แม้แต่ในหมู่คนที่อุดมการณ์เหมือนกันก็จะต้องเปลี่ยน ถ้าสั่งได้ผมว่าตอนนี้เขาคงสั่งว่าอย่าไปเขาพระวิหาร (หัวเราะ) ยุ่งจะตายอยู่แล้ว ผมคิดว่าตอนนี้กองทัพอยากจะวิ่งหานักวิชาการหรือใครช่วยไปเบรกพวกเสื้อเหลืองว่าอย่าไปเลย เพราะมันคุมไม่ได้ ประเด็นไม่ใช่ว่าคุมเขาให้ได้ แต่เอาเขาเข้ามาในระบบ ที่เขาอยากจะได้ ข้อเรียกร้องของเขาจะเอา 4.6 ตารางกิโลเมตรคืน ถ้าจริงก็เข้าสู่สภา เข้าสู่กระบวนการขั้นตอนที่รัฐเรามี"
แต่ถ้ายกตัวอย่างเขาพระวิหาร ก็มองอีกแง่ว่าเสื้อเหลืองเสื้อแดงเข้าสู่ระบบการเมืองได้ยากเพราะอารมณ์มันปะทุ
"ในแง่หนึ่งถ้ายิ่งเป็นปีกที่สุดโต่งก็จะยิ่งยาก ปีกสุดโต่งที่ปฏิเสธระบอบเลือกตั้ง ต้องการแต่งตั้งเป็นหลัก หรือปีกสุดโต่งที่เห็นว่าเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะปฏิรูประบบนี้ จะต้องโค่น อันนี้เป็นส่วนที่ทำให้สองขบวนเข้ามายาก แต่คนที่พูดเรื่องเหล่านี้เป็นคนส่วนน้อยไม่ใช่หรือ ไม่ใช่เป็นแกนหลักของขบวนการเสื้อเหลืองหรือแกนหลักของเสื้อแดง สังเกตให้ดีคนที่แสดงความสุดโต่งอย่างนี้จะโดนปัดออก เวลาไปถามแกนนำก็บอกเป็นความเห็นส่วนตัว เราไม่เกี่ยว ดังนั้นมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะดึงพวกเขาเข้าไปสู่ระบบการเมือง แต่ก็ต้องปฏิรูประบบ คุณต้องเปิดให้มันกว้างขึ้น"
"ปมตอนนี้มันกลับกัน เหมือนโดนผีหลอก คือคนที่จงรักภักดีจำนวนหนึ่งมองไป ผมคิดว่าเขาไม่รู้จักคนเสื้อแดงหรอก เขาไม่รู้จักก็เพราะเขาไม่เคยลงมา เขาก็อยู่ในที่ของเขา เขารู้จักคนพวกนี้จากที่ไหน จากรายงาน รายงานจากไหน ก็จากเว็บ แล้วพอเปิดเว็บดูมันน่ากลัว เพราะไอ้พวกนี้เวลาอยู่ในเว็บมันไม่ต้องกลัวกฎหมาย มันใช้ชื่อปลอม มันด่าแหลก ดังนั้นพออ่านไปสักพัก ตายห่าแล้ว นี่มันขบวนที่โคตรน่ากลัวเลย (หัวเราะ)"
"อันนั้นผีนะครับ เพราะเว็บเป็นสถานที่พิเศษ คุณไม่ต้องใช้ชื่อจริง ไม่ต้องรับผิดชอบนอกจากตำรวจจะไปตาม IP ดังนั้นมันสุดโต่งและไม่ดี ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างมาก แดงก็สุดโต่ง เหลืองก็สุดโต่ง ไปอ่านดูในเว็บกระหายเลือดจะตายไป พูดในสิ่งที่ไม่ควร สิ่งที่เรารับไม่ได้ คือไม่ว่าจุดยืนการเมืองคุณเป็นอย่างไร ต่อให้จุดยืนคุณปฏิเสธระบบนี้ คุณพูดขนาดนั้นไม่ได้ มันเป็นการดูหมิ่นความเป็นมนุษย์ของเขา แต่ในเว็บจะพูดหมดเพราะไม่ต้องรับผิดชอบ คุณเป็นผู้จงรักภักดีคุณมานั่งอ่านคุณก็ช็อกเลย และคุณก็คิดว่าเสื้อแดงคิดอย่างนี้หมด ไม่ใช่ ผมว่าเป็นคนส่วนน้อยมาก ถ้าเราอยากจะรักษาบ้านเมืองเอาไว้ คือดึงเอาพลังการเมืองที่เกิดแล้ว และปราบไม่ได้ หรือปราบได้แต่ปกครองไม่ได้ ดึงให้เขาเข้ามา เพื่อจะรักษาบ้านเมืองในระยะยาว ตรงกันข้ามถ้าคุณโดนผีหลอกแล้วคุณตราเขาทั้งแผง อันนี้กลับจะทำให้สถานการณ์ซึ่งตึงอยู่แล้วไปสู่จุดที่มันเลยเถิด"
อุปสรรคหนึ่งที่ทำให้เสื้อแดงเข้าสู่ระบบไม่ได้ เพราะตอนนี้เขารู้สึกเป็นฝ่ายถูกกระทำ มันมีประเด็นความยุติธรรม 2 มาตรฐานอยู่เรื่อยๆ
"ปมของผมคือไม่ใช่แก้ทั้งหมดนี้แล้วและจึงเชิญเขาเข้ามา ไม่ใช่ เปิดวิธีการใหม่ที่เขาจะแก้ทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องลงถนน คือไม่ใช่ว่าแก้ปัญหาให้คุณทั้งหมด แล้วจากนั้นก็เชิญคุณกลับบ้าน ปัญหาเหล่านี้ที่เขาพูดและเขาคิดว่าเป็นเรื่องจริง คุณอยากจะแก้ไหม เปิดแล้วมาสู้กัน คือคุณปิดเขาก็สู้ และเขาสู้อย่างนี้ อย่างที่มันยุ่งอยู่ เปิดให้เขาเข้ามา มาพิสูจน์กันในกลไกของระบบที่มีอยู่ว่าแก้ได้จริงไหม ข้อเรียกร้องของเขา มันอยุติธรรมจริงหรือเปล่า"
"มันไม่มีแบบ-เอ้า ของขวัญ ผมแก้ให้หมด คุณแฮปปี้ แล้วคุณค่อยเข้ามา มันไม่ใช่ ผมเสนอช่องทางใหม่ในการต่อสู้ในสิ่งที่เขาต้องการในระบบ ถ้าเริ่มคิดแบบนี้ก็ลองดูสิว่าคนที่อยู่ในสภา คนที่อยู่ในตัวระบบการเมือง อะไรบ้าง อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจฝ่ายบริหาร อำนาจตุลาการ อะไรที่ทำให้ระบบการเมืองไม่เปิดให้คนเหล่านี้เข้ามา การจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจจัดกลไกแบบไหนที่ทำให้เขาไม่สามารถใช้สภาใช้พรรคการเมืองเป็นช่องทางต่อสู้ได้ ก็เคลียร์ตรงนั้นเสีย อันนี้ soft landing จริง เพราะตัวกลไกยังทำงานอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น"

ตอนนี้เหมือนระบบมันปิดอยู่ และที่สำคัญคือปิดทางเสื้อแดง ประเด็นที่หาทางลงกันไม่ได้ง่ายๆ คือติดที่ตัวทักษิณอยู่ด้วย
"ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าเราจะจัดการปัญหาเกี่ยวกับคุณทักษิณในจังหวะไหน อย่างไร และทั้งหมดจะคลี่คลายและเป็นไปได้หรือเปล่า แต่เรื่องสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนช่องทางการต่อสู้ให้พวกเขา มากกว่าจะแก้ปัญหาคุณทักษิณอย่างไร เพราะปัญหาของพวกเขาทั้งหมดมันคงไม่ใช่มีแต่เรื่องคุณทักษิณอย่างเดียว เพราะคุณทักษิณอาจจะหมายถึงส่วนแบ่งของกูในงบประมาณ ส่วนแบ่งของกูในสวัสดิการของรัฐ ซึ่งพวกกูไม่เคยได้มาตลอด ตอนนี้กูอยากได้ ดังนั้นทำอย่างไรให้กระบวนการแก้ไขปัญหาคุณทักษิณเข้ามาอยู่ในอันนี้ด้วย มากกว่าจะ solve ปัญหาเรื่องคุณทักษิณก่อนแล้วค่อยเริ่มกระบวนการ แต่ความกลัวมันเป็นอุปสรรคมาก มันมีความกลัวเยอะมาก ในหมู่ผู้นำของสังคม"

เวลาพูดว่าเปิด เขาก็จะบอกว่าปิดแล้วไปเข้าพรรคเพื่อไทยสิ แต่ความจริงตอนนี้มันปิดหมด โดยใช้ทั้งการสื่อสาร สื่อความคิด อำนาจตุลาการ องค์กรอิสระ พยายามกดเสื้อแดงไว้
"สิ่งเหล่านี้ต้องปรับแก้ ในแง่หนึ่งพวกเสื้อเหลืองก็ควรจะรู้สึกด้วยว่าพวกตัวเองก็โดนบีบ ถึงแม้ในระดับที่ต่างกัน เขาอาจจะรู้สึกว่าเพราะคุณเป็นมิตรเขา เขาเลย favour คุณหน่อย แต่จริงๆ ตัวระบบนี้ก็กันคุณอยู่ อย่างในระบบที่เป็นอยู่ การต่อสู้ของเสื้อเหลืองถ้าเปลี่ยนเป็นพรรคการเมืองมวลชนก็จะติดขัดอุปสรรคต่างๆ มาก มันไม่ใช่ช่องทางที่เหมาะหรือง่ายสำหรับคุณ การเมืองแบบ 2540 เป็นการเมืองที่เริ่มเปิดขึ้น มีระบบปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อจะเปลี่ยนฐานอำนาจที่มาจากพวกเจ้าพ่อท้องถิ่น ทิศทางจะขยายไปในทิศทางนี้เรื่อยๆ แต่เนื่องจากปรากฏการณ์ทักษิณ มันเลยหดลงมาแทนที่จะเดินหน้า มันทำให้การเข้ามาของขบวนการมวลชนยิ่งยากขึ้นกว่า แต่ขณะเดียวกันเพราะอย่างนี้มันก็เลยเกิดขบวนการมวลชน ทักษิณเป็นที่มาของเสื้อเหลือง รัฐธรรมนูญ 2550 ก็เป็นที่มาของเสื้อแดง ก็เกิดแล้ว ก็ต้องอยู่กับมัน มันไม่หายไปหรอก เลิกจินตนาการสวดมนต์ไหว้พระแล้วลืมตาขึ้นมา ไม่มีเหลืองในแผ่นดินไม่มีแดงในแผ่นดิน อย่าคิด ต้องคิดว่าจะอยู่กับเขาอย่างไร"
มันมีความอยุติธรรมที่ผู้นำทางสังคมกระทำต่อเสื้อแดง และต่อทักษิณบางอย่าง ซึ่งค้างคาอยู่และทำให้เป็นม็อบที่ปะทุรุนแรง
"ถ้าอยากจะชวนเขาเข้ามาอยู่ในระบบจริง ก็ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่ามีช่องทางที่จะใช้ระบบต่อสู้ให้ได้ความเป็นธรรม เพราะถ้าทำอันนี้ไม่ได้เขาก็คงไม่อยากเข้า แต่การดูแลรักษาบ้านเมืองในระยะยาวต้องทำให้เขาเข้ามา ให้เขาใช้ช่องทางในระบบที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น เปิดรับอำนาจของคนกลุ่มนี้ ซึ่งแต่ก่อนอยู่ข้างนอก ต้องเอาเขาเข้ามา ต้องแบ่งอำนาจ"
ไม่ใช่แค่การเข้าสภา อำนาจที่อยู่ตามองค์กรอิสระ อำนาจตุลาการ ยังใช้กันข้างเดียว ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดแรงกดดัน
"ก็อย่างที่ อ.วรเจตน์บอก แบบที่คุณ set up มันอธิบายไม่ได้ตั้งเยอะ ว่าทำไมจึงให้อำนาจเหล่านั้นกับเขา จึงให้อำนาจเหล่านั้นกับ สว.ที่มาจากการสรรหา จึงให้อำนาจเหล่านั้นกับฝ่ายตุลาการ ในเมื่อคนเหล่านี้ปกติแล้วไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และไม่ได้ accountable คำตอบง่ายนิดเดียว เพราะมันเป็นตัวแทนของเครือข่ายอำนาจนอกระบบ นี่คือช่องทางที่เครือข่ายอำนาจนอกระบบใช้ในการคุมการเมืองการปกครอง อันนี้ต้องปรับ ไม่ได้หมายความว่าเป็นศูนย์นะ แต่มันมีคนใหม่มา คุณต้องเปิดรับ ถ้าคุณปิดเขาก็ออก แล้วก็ไปทำให้บ้านเมืองโคลงเคลง"
"ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องแบบ โห-สละ เราต้องคิดรูปการณ์สร้างสถาบันที่เปิดรับกลุ่มพลังอื่นเข้ามานอกเหนือจากนี้ อันที่สองคือการใช้อำนาจแบบไม่ต้องรับผิด-ไม่ได้ การใช้อำนาจโดยไม่รับผิดแล้วไม่ได้มาจากฐานที่อธิบายได้อย่างชอบธรรม ตัดสินแบบนี้ ทำไมแบบนี้ ข้อมูลใหม่ แปลว่าอะไร ถ้าอย่างนั้นระบอบประชาธิปไตยที่มีอยู่ก็ลิเกทั้งโรง ไม่มีอะไรจริงสักอย่าง เพราะในที่สุดวินาทีที่ต้องใช้อำนาจตัดสิน อาจจะเป็น choice ที่ผิดก็ได้ แต่อภิสิทธิ์จะต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าตัดสินด้วยอำนาจนอกระบบมันไม่ไหว แล้วใครรับผิดชอบ"
มองร้าย
เปื่อยไปเรื่อยๆ
เราบอกว่าถ้ามองตามความเป็นจริง ไม่คิดว่าพวก elite จะเข้าใจ ซึ่งอาจจะนำไปสู่อะไรที่เลวร้ายกว่านี้
"ถ้ามองร้าย คำว่ามองร้ายเป็นอย่างไร ผมคิดว่าร้ายที่สุดที่เป็นไปได้ก็คือความปริร้าวในสังคมลามเข้าสู่กองกำลังที่ติดอาวุธ อันนั้นจะรุนแรงมาก แต่นอกเหนือจากนี้โอกาสที่จะรุนแรงระเบิดเป็นอย่างอื่น ผมมองไม่เห็นนะ คือบางทีที่ร้ายที่สุดที่เป็นไปได้ มันอาจจะไม่เกิดก็ได้ แต่จะเป็นแบบห่วยๆ ร้ายๆ แบบที่เราเจออยู่ทุกวันนี้ เป็นไปเรื่อยๆ"
"คือร้ายที่สุดเนื่องจากรู้ว่าจะเกิดจึงล็อกไว้ แต่อย่างที่เป็นอยู่นี้มันบ้าบอคอแตกไปหมด ทะเลาะกันเรื่อง ผบ.ตร.จะเป็นใคร ทะเลาะกันเรื่องเขาพระวิหาร โดยม็อบไปปิดเขาพระวิหาร มันน่าเหนื่อยไหม ถ้าคนพวกนี้อยู่ในระบบถ้าไม่ชอบเรื่องเขาพระวิหารก็เข้าไปสู้กันในระบบ ไปยื่นญัตติในสภา เลือก ผบ.ตร.ทำให้โปร่งใสเปิดเผย ทุกวันนี้มันเป็นปัญหาที่ sillyปัญหาที่งี่เง่ามาก มันถมๆๆ แล้วไปทับปัญหาที่ใหญ่ที่สำคัญ กรรมกรที่เดือดร้อน คนไม่ได้รับความเป็นธรรม พรรคการเมืองที่มีไม่ได้ไปดูแลเขา เขาก็ต้องลงถนน เรื่องใหญ่ไม่ได้จับ แล้วเราก็มาสู้กันจะเป็นจะตายกับเรื่องอะไรไม่รู้"
มันอาจจะไม่นองเลือด แต่มันก็จะไปกันอย่างนี้ เละไปเรื่อยๆ
"เละไปเรื่อยๆ bleed out ไปเรื่อยๆ อาจจะไม่นองเลือด แต่ก็แรงไปเรื่อยๆ คุณมีแผล เรี่ยวแรงร่างกายก็เปลี้ยไปเรื่อยๆ เพราะคุณมัวแต่มาทุ่มเทพลังสู้กันในสิ่งที่เกิดจากความบกพร่องของระบบ"
"ประชาธิปไตยเป็นเกมที่ดี เป็นเกมที่สู้กันสักพักจะรู้คนชนะ แต่อีก 4 ปีสู้กันใหม่อีกรอบคุณอาจจะชนะ ดังนั้นมันมีการต่อสู้ที่ค่อนข้างรุนแรงและจบ แต่แบบที่เรามีอยู่ตอนนี้มันไม่จบ มัน on going มา 3-4 ปีแล้ว เวลาสังคมผ่านความขัดแย้งอย่างดุเดือดบ้างแต่เรื้อรังยาวนานอย่างนี้ มันจะไปบ่อนทำลายค่านิยม คุณค่าหลักๆ ที่อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แต่สังคมยึดอยู่กับเรื่องพวกนี้ เช่น เป็นหมอต้องรักษาคนไข้ มึงเสื้อสีอื่นกูไม่รักษา เพราะขัดแย้งเรื่องนี้มา 3 ปี มัน in แล้ว ต่อไปอาจจะมีครูบอกมึงเสื้อสีนี้-ให้ F คือคนเริ่มไม่ทำหน้าที่ที่ตัวเองควรทำ ปกติเราอยู่ในสังคมมันมีหลักการมีกฏเกณฑ์มีค่านิยม มีคุณค่าที่กำกับการกระทำของเราอยู่ แต่พอทั้งสังคม enter เข้าไปในช่วงความขัดแย้งอันนั้น สิ่งพวกนี้มันเริ่มเปื่อย ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ หมอกับคนไข้ พ่อกับแม่ สามีภรรยา เธอคนละสีกับฉัน มันจะเริ่มเปื่อยจนสังคมทำงานไม่ได้ ตำรวจควรจะมีหลักการอย่างไร ควรจะทำงานอย่างไร ตำรวจก็จะเลือกปฏิบัติระหว่างสีเสื้อ คือมันจะไม่ระเบิดรุนแรง แต่ก็จะเปื่อยไปเรื่อยๆ มันเหมือนกับเป็นสนิมกร่อนในผุไปเรื่อยๆ อะไรต่อมิอะไรในสังคมมันเริ่มไม่ทำงานขึ้นเรื่อยๆ"
"อย่างวันก่อนผมฟังอภิปราย มีสว.ต่อว่า TPBS ว่าทำไมออกข่าวให้ทักษิณเรื่องทำเหมืองเพชร เทพชัย หย่อง ลุกขึ้นชี้แจง แทนที่จะบอกว่าเรายืนหยัดในความเป็นสื่อมวลชน เสนอข่าวทุกฝ่ายด้วยความเป็นจริง-เปล่า แกบอกว่าเพราะแกคิดว่าข่าวนี้จะเป็นผลเสียต่อทักษิณ(หัวเราะ) อันนี้ก็ไม่ต่างจากหมอที่ไม่รักษาคนไข้"
เลือกข้างไปเรียบร้อยแล้ว
"หลักการแต่ละวิชาชีพมันเปลี่ยนหมดเลย อันนี้คือผลที่เราขัดแย้งกันมา 4-5 ปี ซึ่งไม่ได้แปลว่าให้เลิกขัดแย้งกัน แต่ให้ไปขัดแย้งกันในเกม แบบประชาธิปไตยที่มีจบ ขึ้นเกมใหม่ free and fair พอสมควร ก็คือเปิดระบบการเมือง เอาเขาเข้ามา คุณปิดประตูแล้วยันเขาไปข้างนอก มันก็กร่อนลงเรื่อยๆ มันไม่จบ และวันหนึ่งนักศึกษามันก็ด่าครู เพราะครูเสื้อเหลืองหรือครูเกลียดนักศึกษาเพราะนักศึกษาเสื้อแดง"
"ต้องตั้งสติให้ดี มันเกิดในสังคมที่ขัดแย้งยืดเยื้อยาวนาน อย่างเข้มข้น หลายๆ ปี พอถึงจุดหนึ่งการ hold กับหลักการและจริยธรรมทางวิชาชีพจะเริ่มสั่น และปรากฏว่าคนที่ hold แบบนี้จะเป็นคนที่ถูกลงโทษ โดนด่า ดังนั้นต้องพา conflict นี้เข้าสู่ระบบเสีย ผมคิดว่าไม่มีหรอกที่วันหนึ่งจะสมานฉันท์และเราจะกลับไปสู่โลกที่สงบสันติ รักกัน ความเป็นจริงของโลกมันทะเลาะกันก็ให้มันทะเลาะกันแต่ให้อยู่ในที่ที่ควรทะเลาะ"
แต่เป็นไปได้ยาก มองทางร้ายอาจะเป็นไปได้มากกว่า
"เว้นแต่ว่าเรื่องร้ายที่สุดซึ่งผมว่าเขารู้ตัวและพยายามป้องกัน เช่นตอนนี้ job คุณอนุพงษ์คือการทำให้กองทัพไม่มีสี ให้มีแต่สีเขียวกับสีน้ำเงินห้ามมีสีแดงสีเหลือง เพราะไม่อย่างนั้นจะรบกัน แต่พอพ้นจากอันนี้ไปแล้วก็จะเป็นอาการ bleeding ไปเรื่อย เปื่อยไปทีละส่วนๆ เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่เรื้อรังรุนแรง"
แล้วถึงที่สุดมันจะเป็นอย่างไร มันจะไปเกี่ยวกับ landing หรือเปล่า
"อาจจะไปเกี่ยวกับ landing คือในประสบการณ์หลายๆ ประเทศ การปฏิรูปที่ราบเรียบเป็นการปฏิรูปที่ elite ร่วมมือกับมวลชน เพราะถ้าคุณกัน elite ออกหมด พลังต้านสูงมาก ขณะเดียวกัน คุณกันมวลชนออกหมดก็จะ save ผลประโยชน์แต่ปฏิรูปไปแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยน ดังนั้นการปฏิรูปที่มีประโยชน์คือ elite จับมือกับมวลชน แล้วสามารถกุมการยอมรับของสังคมได้"
"เวลาอย่างนั้นมันเหมือนกับงวดลงทุกที อำนาจการยอมรับที่สังคมมอบให้อย่างไม่มีเงื่อนไขในสังคมไทยมันมีอยู่ แต่ว่าอำนาจแบบนั้นความเชื่อมั่นแบบนั้นความยอมรับแบบนั้น ไม่แน่ว่าจะมีตลอดไป ผมคิดว่าถ้าคุณเล็งการณ์ไกล คุณเห็นความจำเป็นว่าคุณต้องเริ่มปรับหน่อย ตอนนี้มันมีขบวนการข้างล่างที่อยากจะปฏิรูปเกิดขึ้นแล้ว คุณไม่ต้องเห็นด้วยหมดหรอก ข้อเรียกร้องหลายอย่างคุณเกลียด คุณไม่เห็นด้วย บางอย่างขวาเกินไปบางอย่างซ้ายเกินไป บางอย่างต่อต้านการเลือกตั้งเกินไป ไปไกลเกินไป แต่เราต้องเริ่มกระบวนการนี้ เลิกระแวงเขา แล้วร่วมมือกัน หาทางให้เขาเข้ามา"
"จุดเริ่มผมคิดว่าอาจจะไม่อยู่ในสภา บางทีการปฏิรูปอาจจะต้องมาจากข้างนอก หมายถึงเสื้อเหลืองเสื้อแดงและก็พวก elite นี่คือทางที่จะราบรื่นและก็บาดเจ็บเสียหายน้อยที่สุด คือเสื้อเหลือง เสื้อแดง elite เริ่มสารเสวนาเข้าสู่กันว่าบ้านเมืองจะมีการปฏิรูปอะไรบ้าง เพื่อทำให้การเมืองกระจายออกสู่ข้างนอก ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อที่ลงท้องถนนมาต่อสู้กันในระบบเสีย เพราะถ้าปฏิรูปโดย elite ร่วมมือกับขบวนการมวลชน ไม่ต้องเห็นด้วยตั้งแต่ต้น อะไรคือกฏกติกาเกมที่ยอมรับร่วมกัน ขัดแย้งต่อสู้กันในกรอบ อันนี้ควรจะเริ่มในช่วงจังหวะที่ยังมีการยอมรับกัน ซึ่งผมรู้สึกว่ามันถูกบั่นทอนลง
การยอมรับกันและกันว่าคุณก็เป็นคนไทยร่วมชาติ ยอมรับกันและกันว่าคุณไม่ได้ชั่วขนาดที่ผมคุยกับคุณไม่ได้เลย ตอนนี้มันเริ่มมีกระแสแบบนี้แล้ว"
แต่เขาก็ยังไม่มีท่าที
"ไม่ตระหนักว่าอันนี้คือการปฏิรูปใหญ่ อันนี้คือปฏิรูปเพื่อดึงพลังการเมืองใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาสู่ระบบ"
น่ากลัวว่ามันจะเปื่อยไปเรื่อยๆ
"ผมก็รู้สึกว่าฝีมือพี่ไทยเราถนัดที่สุดคือเปื่อยไปเรื่อยๆ ที่ไม่ถนัดที่สุดคือคุย เจรจา"
ชนชั้นนำอาจจะคิดว่าให้มันเปื่อยไปเรื่อยๆ เปลี้ยไปเอง
"ก็เป็นไปได้"
แล้วเขาก็จะคุมได้ในที่สุด
"หรืออย่างน้อยเขาหวังว่าเขากุมส่วนที่สำคัญที่สุดไว้ได้ อย่างน้อยกุมกองทัพได้ แต่แบบนั้นมันก็-อันที่หนึ่ง ก็น่าเสียดายที่พลังของสังคมต้องมาหมดเปลืองไปกับความขัดแย้งยืนยาวแบบนี้ เรื่องเลวร้ายทำนองอื่นๆ ที่เกิดจากหลักการของสังคมมันเปื่อยไปเรื่อยๆ อันที่สอง อุบัติเหตุมันอาจจะเกิดได้ พวกสุดโต่งหัวรุนแรง ทนไม่ไหวแล้วโว้ย สู้มาตั้งนานไม่เห็นมีอะไร เดินแนวทางนี้ดีกว่า เมื่อ 2-3 วันก่อนผมเพิ่งได้อ่านบทความ อ.ใจ ต่อต้านการต่อสู้ด้วยอาวุธ ก็แสดงว่ามันมีคนเสนอให้ต่อสู้ด้วยอาวุธ นึกออกไหม มันอืด ขัดแย้งกันยาวนานไม่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างที่อยากได้ มันก็จะมีพวกสุดโต่ง จับอาวุธ หรือว่าเดินขบวนไปยึดเขาพระวิหาร"
ถ้ามองอย่างนี้ก็กลัวว่าทางร้ายที่สุดจะเป็นเปื่อยไปเรื่อยๆ เพราะ 3 ปีที่ผ่านมาคุณค่าทางสังคมพังไปเยอะ
"มันทยอย กลุ่มบุคคลที่เราเคยยกมือไหว้ นักศึกษาก็เลิกไหว้อาจารย์ไปหลายคน-รวมทั้งผมด้วย (หัวเราะ) หรืออย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คืออะไรที่ควรจะธำรงความเที่ยงธรรมมันเป๋หมดเลย ท่ามกลางความขัดแย้งนานๆ"
"แต่ผมรู้สึกว่า พอ 3-4 ปี ผมมองย้อนแล้วทำใจได้ว่าที่เราเห็นคืออะไร บ้านเราไม่เคยขบวนการมวลชน 2 ขบวนเกิดขึ้น ทางออกคือให้เข้าระบบ ให้เขาเป็นพรรคของมวลชนเสีย อย่างน้อยเราเห็นธง และเราคิดเพื่อไปสู่ธงนั้นได้ ว่าจะค่อยๆ ขยับอย่างไร ไม่ได้แปลว่าทักษิณได้รับความยุติธรรมหรือเปล่า ผมไม่รู้ ไม่ได้แปลว่าประชาธิปไตยสมบูรณ์หรือเปล่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าอำมาตย์พังหมด แต่ให้ปัญหาที่คาใจทั้งหมด มันไปสู่กันผ่านช่องทาง มีเกมเริ่มต้น มีเกมจบ และเปิดเผยโปร่งใส ให้พื้นที่ของข่าวพิเศษ ข้อมูลใหม่ พื้นที่ที่ไม่ต้องรับผิดชอบ เป็นอำนาจนอกระบบ มันแคบลง"
"เหลืองกับแดงก็มีบางส่วนที่เป็นข้อเรียกร้องที่ไปกันได้ แต่มันติดตรงนิยามที่ว่าแกนนำเป็นปฏิปักษ์กัน อย่างเช่นอำนาจของข้าราชการที่ไม่ต้องรับผิดชอบ หรือเขา suffer จากอำนาจตรงนี้ แกนนำเหลืองบางคนก็เป็นเหยื่อของโครงการการลงทุนขนาดใหญ่ มันมีจุดที่พอจะร่วมกันได้ ผมยังคิดว่าแทนที่คุณจะใส่เสื้อเหลืองเสื้อแดงมาตีกันบนถนน ทำไมคุณไม่ใส่เสื้อเหลืองเสื้อแดงแล้วไปต่อสู้กันในเวทีประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นบ้าง อบจ. อบต. สจ. สท.มันกลายเป็นพื้นที่ของคนมีอิทธิพลมานาน ทำไมไม่เปิดให้เสื้อเหลืองเสื้อแดงไปสู้กันตรงนั้น ต่อสู้ในเรื่องสำคัญของท้องถิ่น ในเรื่องทรัพยากร"
ดูแล้วทั้งเหลืองทั้งแดงยังไม่พร้อมที่จะเป็นการเมืองในระบบ มันอยู่ในช่วงเตลิด มันเป็นธรรมชาติของขบวนการมวลชนหรือเปล่าที่ระเบิดแล้วค่อยๆ ปรับตัว
"ตราบเท่าที่เป็นขบวนการมวลชน และอยู่นอกการเมืองแบบทางการแบบรัฐสภา โอกาสเตลิดโอกาสสุดโต่งเยอะ แต่พอเริ่มเข้าสู่ระบบ โอกาสแบบนั้นจะน้อยลง เพราะการเข้าสู่การเมืองในระบบ ลงเลือกตั้ง คุณชนะด้วยเสียงข้างมาก ดังนั้นคุณต้องเริ่มหาลูกค้า คุณจะเอาแต่กลุ่มบ้าสุดโต่งกลุ่มเดียวไม่ได้แล้ว เฮ้ยเอาพวกรักชาติน้อยหน่อยแต่ก็ยังรักชาติบ้าง หรือถึงจุดหนึ่งไม่ต้องรักชาติก็ได้แต่รักกู (หัวเราะ) คือตัวระบบการเมืองประชาธิปไตยมันมีเชื้อมูลบ้างอย่างที่ทำให้ความสุดโต่งอยู่ยาก มันจะทำให้ต้องค่อยๆ moderate ลง ค่อยๆ ปรับนโยบาย ค่อยๆ ฟังเสียง โดยกระบวนการนั้นเองจะ moderate พรรคเหล่านี้ อันนี้เรียกว่าเป็นลักษณะพิเศษของการเมืองระบบประชาธิปไตยทุนนิยม เพราะคุณจะต้องวิ่งจนได้เสียงข้างมาก คุณจะเริ่มสร้างประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญแบบผู้นำอีกแบบหนึ่ง"
มองอีกมุมหนึ่งความขัดแย้งมันเกิดเพราะปัญหาที่สั่งสมมานานในเมืองไทย มันทำให้ต้องเกิดขบวนการบนถนน แต่ก็เป็นการเรียนรู้ ทำให้คนเกิดความตื่นตัวทางการเมืองมากขนาดนี้
"ถ้าเรามองอย่างนี้เราจะเข้าใจ และทำใจได้มากขึ้น แต่วิธีการที่คนไทยส่วนใหญ่มองก็คือบ้านเมืองเราเป็นอะไรไป เดิมทีสงบสันติ วันนี้ลุกขึ้นมาฟัดกันแหลก ทำอย่างไรจะกลับไปสงบได้ ผมรู้สึกว่าถ้ามองอย่างคุณ เราจะยอมรับว่า เออ บ้านเมืองมันเปลี่ยน สังคมมันเปลี่ยน มันจะตลกเสียอีกถ้าพวกเขาไม่ตื่นตัวทางการเมือง แต่เมื่อเขาตื่นตัวเข้าสู่เวทีการเมืองแล้วคุณต้องจัดเวทีให้ดี ถ้าคุณไม่จัดให้ดีเขาก็ลงไปสู่กันที่ถนน ทำไมไม่ดึงเขาเข้ามาในระบบ"
ถ้าดึงไม่ได้ก็ล้มระบบ
"ระบบมันก็เปื่อยไปเรื่อยๆ คือระบบมันเริ่มจะเป็นแบบว่า มันคุยกันเรื่องอะไรวะ ไม่เห็นเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพวกกูเลย เวลาคุณฟังอภิปรายในสภาคุณไม่รู้สึกอย่างนี้หรือ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องสำคัญของบ้านเมืองเลย"
"ผมไม่ได้คิดถึงวันที่เราจะหมดพรรคที่มีอิทธิพล เจ้าพ่อท้องถิ่น แต่คุณต้องเพิ่มพื้นที่ให้กับพรรคที่มาจากมวลชนมากขึ้น ที่ mobilizeได้ จะเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดงก็แล้วแต่ แม้แต่อำนาจนอกระบบ การจะฝันถึงวันที่เขาหายไปทันที ไม่มีหรอก แต่ทำอย่างไรจะลดพื้นที่เหล่านั้น แล้วเพิ่มพื้นที่ที่โปร่งใสตรวจสอบได้มากขึ้น อย่าให้การดำเนินการของระบบมันทำงานไม่ได้"

ทหารยอมพาวีระ+ตัวแทนพันธมิตรฯ ไปอ่านประกาศที่มออีแดง

ที่มา ประชาไท

พันธมิตรได้ขึ้นผามออีแดงไปอ่านแถลงการณ์ทวงพื้นที่เขาพระวิหารแล้ว ทหารเอารถไปรับพามาอ่านแถลงการณ์พร้อมอารักขาเสร็จสรรพ ก่อนที่ ‘วีระ สมความคิด’ จะพาพันธมิตรฯ ไปแจ้งความถูกชาวบ้านทำร้าย-ทรัพย์สินเสียหาย ด้านกำนันเจ้าถิ่นพาลูกบ้านไปแจ้งความกลับเช่นกัน ส่วนทหารเดินสายเยี่ยมผู้บาดเจ็บเหตุปะทะ

จากเหตุพันธมิตรฯ ปะทะกับชาวบ้าน อ.กันทรลักษ์เมื่อวันที่ 19 ก.ย. จนทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บและมีทรัพย์สินเสียหายนั้น ล่าสุดเมื่อเวลา 07.10 น. วานนี้ (20 ก.ย.) นายระพี ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ให้สัมภาษณ์รายการ “ก๊วนข่าวเช้าวันหยุด” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ทางโทรศัพท์ โดยชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ย. และช่วงหนึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวขอโทษคนไทยทั้งประเทศ ที่ไม่สามารถระงับเหตุปะทะระหว่างคนสองกลุ่มได้ และว่านอกจากการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับผู้ชุมนุมทางกายแล้ว ตนยังเป็นห่วงบาดแผลทางใจระหว่างคนสองกลุ่มที่รักษาให้หายได้ยาก

ต่อมา เมื่อเวลา 09.50 น. พ.อ.ธัญญา เกียรติสาร เสนาธิการกองกำลังสุรนารี และ พ.ท.วิชิต มัคการุณ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังสุรนารี นำกำลังทหารมารับนายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มพันธมิตร และคณะจำนวน 33 คนเดินทางโดยรถบัสทหาร 2 คันขึ้นไปยังบริเวณผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร โดยมีสื่อมวลชนทุกแขนงติดตามขึ้นไปด้วย ท่ามกลางกำลังทหารอารักขาอย่างเข้มงวด
เมื่อขึ้นไปถึงผามออีแดง นายวีระชี้ให้สื่อมวลชนดูพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร และกล่าวหาว่าชาวกัมพูชาเข้ามาบุกรุกยึดครองพื้นที่ซึ่งนายวีระอ้างว่าเป็นดินแดนไทยพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทั้งบ้านเรือน วัด ถนน
จากนั้น นายวีระได้อ่านแถลงการณ์ในนาม "ภาคีเครือข่ายประชาชนทวงคืนดินแดนไทยรอบปราสาทพระวิหาร" ฉบับที่ 1/2552 และ 2/2552 เรื่อง "ประกาศเจตนารมณ์ทวงคืนดินแดนไทย" เนื้อหาโดยสรุประบุว่า พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นของประเทศไทย ภาคีเครือข่ายจะดำเนินการในทุกวิถีทางตามกรอบของกฎหมายเพื่อทวงคืนแผ่นดิน ไทยรอบปราสาทพระวิหารกลับคืนมาให้กลับมาเป็นของราชอาณาจักรไทยดังเดิม ทั้งในทางพฤตินัยและนิตินัย และดำเนินการเอาผู้กระทำความผิดในการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือสมรู้ร่วมคิดในการทำให้ดินแดนไทยต้องถูกรุกล้ำหรือเสียดินแดน มาลงโทษตามกฎหมายจนถึงที่สุด
ต่อมาเวลา 11.30 น. นายวีระพร้อมคณะเดินทางไปที่ สภ.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ เพื่อนำกลุ่มพันธมิตรที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกันกับชาวบ้านภูมิซรอล รวมทั้งนำรถทัวร์และรถยนต์ส่วนตัวที่ได้รับความเสียหายไปแจ้งความกับ พ.ต.อ.วัฒนา เงินหมื่น รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (รอง ผบก.ภ.จว.) ศรีสะเกษ ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มชาวบ้านภูมิซรอลในข้อหาทำร้ายร่างกายและทำให้ทรัพย์สิน ได้รับความเสียหาย
พ.ต.อ.วัฒนากล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน สภ.บึงมะลู ได้รับแจ้งความไว้แล้ว และจะสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่
เวลา 12.30 น. ที่บริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางมาตรวจและติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร จากนั้นแม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาแต่ อย่างใด เนื่องจากทางกองทัพภาคที่ 2 ได้พูดคุยกับผู้นำทหารของกัมพูชา และมีความเข้าใจกันแล้ว
และเมื่อเวลา 13.30 น. นายวีระยุทธ ดวงแก้ว กำนัน ต.เสาธงชัย แกนนำชาวบ้านที่ต่อต้านกลุ่มพันธมิตร กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บึงมะลู ว่า เป็นสิทธิของกลุ่มพันธมิตรที่สามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของชาวบ้านที่ต่อต้านและได้รับบาดเจ็บนั้นมีอยู่ทั้งสิ้น 4 ราย รวมทั้งทรัพย์สินได้รับความเสียหายหลายรายการ จะนำกลุ่มชาวบ้านไปแจ้งความที่ สภ.บึงมะลูเพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรด้วยเช่นกัน
เวลา 14.30 น. ที่ตึกศัลยกรรม-อุบัติเหตุ โรงพยาบาลกันทรลักษ์ พล.ต.ชวลิต ชุณประสาร ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เป็นผู้แทน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นำกระเช้าผลไม้เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากการปะทะกันครั้งนี้ ประกอบด้วย นายประเสริฐ ผิวขาว อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ 3 ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ ฟันบนหัก 3 ซี่, นายชำนาญ ชาแพง อายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่ 322 หมู่ 10 ต.บึงมะลู ถูกตีด้วยไม้สลบ 10 นาที มีอาการปวดท้ายทอย และปวดที่ข้อศอกขวา, น.ส.สุวนันท์ คำวันดี อายุ 15 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ 2 บ้านหนองนาคำ อ.เมืองอุดรธานี ปวดท้องน้อยด้านขวา แพทย์ได้ผ่าตัดไส้ติ่งให้เรียบร้อยแล้ว และนายสุทธิศักดิ์ แก้วแกมจันทร์ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 145/62 หมู่ 15 ต.นอกเมือง อ.เมืองสุรินทร์ ถูกยิงด้วยปืนที่ขาซ้าย 5 รู อาการสาหัสมาก แพทย์ส่งตัวไปโรงพยาบาลศรีสะเกษ
พล.ต.ชวลิตกล่าวว่า ผบ.ทบ.มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากการเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงมอบหมายให้นำเอากระเช้าผลไม้มาเยี่ยมให้กำลังใจ ขณะนี้เหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว จะสั่งการให้ลดกำลังทหารที่ด่านทางขึ้นอุทยานเขาพระวิหารลงบางส่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดกลุ่มพันธมิตร ซึ่งพักอยู่ที่หมู่บ้านศีรษะอโศก ประมาณ 1,000 คน เริ่มทยอยเดินทางด้วยรถทัวร์ รถตู้ และรถปิกอัพ ออกจากหมู่บ้านศีรษะอโศก เพื่อกลับภูมิลำเนาของตนเองแล้ว
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปแล้ว หลังจาก พล.ต.เชาวลิต ชุนประสาน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีพาตัวแทนกลุ่มพันธมิตรขึ้นไปประกาศเจตนารมณ์บนผา มออีแดง ทุกอย่างน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนเรื่องการปะทะกันระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่ายนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิด
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรกับชาวบ้าน ต.ภูมิซรอล จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากว่า ได้หารือกับ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะรักษาการแทน ผบ.ตร. (รรท.ผบ.ตร.) ให้ดำเนินการกับผู้ทำผิดกฎหมาย เนื่องจากมีคนบันทึกภาพเหตุการณ์ (การทำร้ายร่างกาย) ได้ตามสมควร ดังนั้นน่าจะสามารถสืบสวนสอบสวนได้ไม่ยาก อันนี้ต้องว่ากันตรงไปตรงมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดหรือไม่ว่าปัญหาจะจบเมื่อตัวแทนพันธมิตรขึ้นไปอ่านแถลงการณ์บนผามออีแดง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าพยายามพูดคุยกันให้เข้าใจเรื่องการรักษาสิทธิ รักษาดินแดนว่าวิธีการใดจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด คิดว่าอาจจะเกิดความเข้าใจ บางครั้งมุมมองอาจจะแตกต่างกัน แต่ขอให้มั่นใจได้เลยว่ารัฐบาลไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝง ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นอะไรเลย มีเจตนาเหมือนกลุ่มที่เดินทางไปเขาพระวิหารว่าต้องการรักษาดินแดน เรื่องการแสดงออกของแต่ละฝ่ายสามารถทำได้ แต่ขอความกรุณาว่าคนไทยด้วยกันอย่าทำร้ายกันเอง เมื่อถามว่า มั่นใจว่านโยบายที่ใช้อยู่ขณะนี้ไม่อ่อนแอเกินไป นายกฯกล่าวว่ามั่นใจ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว เจ้าหน้าที่พยายามดูแลให้เกิดความเรียบร้อย และไม่ขอวิจารณ์การเคลื่อนไหวของพันธมิตร เพราะเกรงว่าจะทำให้เป็นความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก แต่เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย
ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างการเปิดเผยของนายคอย ควง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ว่า ทางฝ่ายกัมพูชาได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปประจำการอยู่ที่ปราสาทพระ วิหารเช่นเดียวกัน นายคอยกล่าวว่า "เราไม่มีความกังวลในเรื่องกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงของไทยบริเวณชายแดนด่าน ปราสาทพระวิหารเลย เนื่องจากทางฝ่ายรัฐบาลไทยบอกว่าพวกเขาจะจัดการรับมือในการป้องกันไม่ให้ กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของปราสาทพระวิหาร"
สำหรับปราสาทพระวิหาร (the Preah Vihear temple) นั้น อยู่ในเขตของกัมพูชา เมื่อปี พ.ศ.2505 หลังการพิพาทในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ดังกล่าวระหว่างไทยกับกัมพูชา ศาลโลกตัดสินให้กัมพูชามีกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารไปแล้ว และเมื่อปีที่แล้วคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติก็ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารของกัมพูชา เป็นมรดกโลกด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากการประกาศขึ้นทะเบียนจนถึงปีนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนรอบปราสาทเขาพระหารในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และเกิดการปะทะย่อยระหว่างทหารไทยและกัมพูชาในพื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหารอยู่เนืองๆ
ที่มา: เรียบเรียงบางส่วนจากมติชนออนไลน์

สายใยระหว่างทักษิณกับมวลชนเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

ในบทความชื่อ “บนและระว่างบรรทัดคำสัมภาษณ์ทักษิณ” (มติชนรายวัน,21/09/52) นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้ตั้งข้อสังเกตการให้สัมภาษณ์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อจอมเพชรประดับ ในประเด็นสำคัญที่อาจสรุปได้ คือ
1. คุณทักษิณยังมองปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไม่พ้นไปจาก 19 กันยา 49 ยังคิดว่าการกลับไปเริ่มต้นใหม่ โดยทำให้ทุกอย่างอยู่ในสภาพเหมือนก่อนเกิดเหตุการณ์ 19 กันยา เป็นแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ในสภาวะทางการเมืองปัจจุบัน
2. ในสายตาของคุณทักษิณ “อมาตยาธิปไตย” ไม่ใช่ “ระบบ” แต่เป็นเรื่องของบุคคลเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว ที่เป็น “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” เข้ามาแทรกแซงการบริหารงานของรัฐบาล หรือแทรกแซงการทำงานของข้าราชการ เช่น ศาล กองทัพ ฯลฯ
การที่คุณทักษิณมองอมาตยาธิปไตยเป็นปัญหาระดับ “ตัวบุคคล” นิธิถึงกับสรุปว่า อมาตยาธิปไตยซึ่งขัดขวางประชาธิปไตยแบบคุณทักษิณ จึงเป็นอุปสรรคขี้ปะติ๋ว เพราะอุปสรรคอะไรก็ตามที่มีความหมายเพียงตัวบุคคลแล้ว อุปสรรคนั้นก็จะต้องหมดสิ้นไปเองโดยง่ายดาย ไม่ตามธรรมชาติก็การขจัดที่แทบไม่ต้องเสียเลือดเนื้ออะไรเลย”
3. คุณทักษิณยืนยันว่าตนเองจงรักภักดีต่อสถาบัน ถ้าจะมีเสื้อแดงกลุ่มใดก็ตามคิดล้มล้างสถาบันเขาก็พร้อมที่จะออกมาขวาง
4. ปัญหาการเมืองที่คุณทักษิณพูดถึงโดยรวมๆ แล้วเป็นปัญหาระดับ “ตัวบุคคล” ไม่ใช่ปัญหาระดับ “โครงสร้าง” ทำให้ปัญหาการเมืองจำกัดอยู่แค่เรื่องการชิงอำนาจของคนชั้นนำ ทั้งก่อนและหลัง 19 กันยา คุณทักษิณก็ไม่เคยพูดถึงปัญหาหรือแนวทางแก้ปัญหาระดับโครงสร้างแต่อย่างใด
ดังที่ นิธิ ตั้งข้อสังเกตว่า “น่าประหลาดที่บิดาแห่งประชานิยม ไม่ได้พูดถึงการกระจายรายได้ หรือช่องทางของการถือครองทรัพย์สิน ไม่ได้พูดถึงสวัสดิการสังคมที่รัฐควรให้หลักประกัน ไม่ได้พูดถึงปัญหาพลังงาน และไม่ได้พูดอะไรในเชิงโครงสร้างสักเรื่องเดียว แม้แต่การเมืองที่คุณทักษิณพูดอยู่เรื่องเดียว คุณทักษิณก็ไม่เคยวิเคราะห์ไปถึงระดับโครงสร้าง แต่ติดอยู่ที่ตัวบุคคลเท่านั้น”
หากเรานำข้อสังเกตของนิธิมาเปรียบเทียบกับ “ยุทธศาสตร์” การต่อสู้ของมวลชนเสื้อแดงที่จะโค่น “ระบบอมาตยาธิปไตย” และต้องการ “สถาปนารัฐไทยใหม่” เราจะเห็นว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ไม่มีทางสำเร็จได้เลยถ้ายังมองปัญหาอยู่ที่ระดับตัวบุคคล
ปัญหาอมาตยาธิปไตยจำเป็นต้องแก้ในระดับโครงสร้าง อย่างเช่นโครงสร้างวัฒนธรรมอำนาจตามจารีตที่เข้ามาแทรกแซงการบริหารงานของรัฐบาล ศาล หรือหน่วยงานราชการ เช่น การทำรัฐประหาร การใช้อำนาจพิเศษต่อรองการจัดสรรงบประมาณ สั่งศาล แทรกแซงการแต่งตั้ง ผบ.เหล่าทัพ ฯลฯ จำเป็นต้องเปิดโปงให้สังคมรู้ทันและปฏิเสธการกระทำเช่นนั้น
และในอีกทางหนึ่งคือการกำหนดในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆที่ปิดทาง หรือป้องกันการแทรกแซงดังกล่าว
ยิ่งเมื่อพูดถึงการสถาปนารัฐไทยใหม่ รัฐสวัสดิการ ประชาธิปไตยที่เสมอภาคเป็นธรรม ยิ่งต้องการแนวทางการแก้ปัญหาระดับโครงสร้างที่เป็นรูปธรรม
คำถามคือ เมื่อคุณทักษิณ (แกนนำและพรรคเพื่อไทย) ยังมองปัญหาแค่ระดับตัวบุคคล เขาก็ไร้คำตอบทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่เป็นไปได้ในการโค่นอมายาธิปไตย การสถาปนารัฐไทยใหม่ รัฐสวัสดิการ หรือประชาธิปไตยที่เสมอภาคเป็นธรรม
ข้อกล่าวหาแกนนำที่ชูคุณทักษิณเป็นฮีโร่ประชาธิปไตย หรือสู้เพื่อให้คุณทักษิณกลับมาเป็นนายกฯ ว่าเป็นพวก “สู้แล้วรวย” ยิ่งจะดูมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะว่าที่จริงแล้วแกนนำเหล่านี้ก็มองปัญหาระดับบุคคลเช่นเดียวกับคุณทักษิณ เขาเหล่านี้ไม่พอใจที่ฝ่ายเสื้อเหลืองโจมตีคุณทักษิณในประเด็นความไม่จงรักภักดี และประเด็นทางจริยธรรม และพวกเขาก็ใช้วิธีเดียวกันคือโจมตีตัวบุคคล ในเรื่องความไม่จงรักภักดี (ดังที่จตุพร พรหมพันธุ์ โจมตี “อภิสิทธิ์” ว่าไม่จงรักภักดี) และไม่มีจริยธรรม
เราสังเกตกันไหมว่า พระเอกบนเวทีคนเสื้อแดงถนัดแต่เรื่องกล่าวหา โจมตี ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามด้วยคารมเผ็ดร้อน เร้าความสะใจ (รวมทั้งตอบโต้กันเองด้วยท่วงทำนองเดียวกัน) แต่แทบไม่เคยเสนอแนวคิด หรือ “กึ๋น” ที่จะแก้ปัญหาการเมืองในเชิงโครงสร้างว่าจะทำอย่างไร
“รัฐไทยใหม่” ที่จะสถาปนามีหน้าตาอย่างไร? โครงสร้างของรัฐสวัสดิการเป็นอย่างไร? แนวทางที่เป็นรูปธรรมในการล้มอมาตยาธิปไตยคืออะไร? (นอกจากโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์)
แนวคิดเรื่อง “ลาวาสีแดง” และ "โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน" ทำไปเพียงเพื่อช่วยคุณทักษิณ กับเพื่อสร้างฐานคะแนนเสียงให้พรรคเพื่อไทย หรือมีความหมายในชิงการสร้างอุดมการณ์และการเปลี่ยนแปลงการเมืองในเชิงโครงสร้างอย่างไร ตรงนี้ก็ยังไม่ชัดเจน
แน่นอนว่ามวลชนเสื้อแดงนั้นหลากหลาย แต่มีมวลชนเสื้อแดงจำนวนมากเพียงใดที่ก้าวหน้ากว่าแกนนำ มีอุดมการณ์แน่วแน่ มียุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่ชัดเจนในการสถาปนารัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าเดิม? และมี “อุดมการณ์ร่วม” อะไรที่ยังคงเป็นสายใยระหว่างคุณทักษิณกับมวลชนเหล่านั้น?
อย่างที่นิธิเขียนไว้ว่า “จักรภพ เพ็ญแข พูดไว้ในคอลัมน์ “สิ้นความเกรงใจ” (ว่า)ขบวนการประชาชนเสื้อแดงมองอะไรได้ไกลกว่าแกนนำแล้ว และด้วยเหตุดังนั้นก็อาจไกลกว่าคุณทักษิณ ชินวัตร ด้วย และตราบเท่าที่เป็นเช่นนี้ สายใยที่เชื่อมโยงคุณทักษิณกับคนเสื้อแดงนับวันก็มีแต่จะจืดจางลงไปเรื่อยๆ
อันที่จริงไม่ใช่คุณทักษิณกับแกนนำจะมองปัญหาการเมืองแตกต่างจากมวลชนเสื้อแดงฝ่ายก้าวหน้าเท่านั้น แม้แต่อุดมการณ์ของคุณทักษิณและแกนนำ กับอุดมการณ์คนเสื้อแดงฝ่ายก้าวหน้าก็อาจไม่ใช่อุดมการณ์เดียวกัน
จึงการที่ต่างฝ่ายต่างใช้กันและกันเป็นเครื่องมือเช่นนี้ ในที่สุดแล้วสมมุติว่าฝ่ายเสื้อแดงประสบชัยชนะ มันจะเป็นเพียงชัยชนะของการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง หรือจะไปถึงชัยชนะของการเปลี่ยนอุดมการณ์ทางการเมือง หรือการเปลี่ยนสังคมการเมืองในเชิงโครงสร้างหรือไม่?

วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(2):สงครามกลางเมืองและรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News



*พระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนารายณ์ในจินตนาการของจิตรกรชาวฝรั่งเศส พระองค์ขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยการก่อสงครามกลางเมืองสังหารพระเชษฐา,พระเจ้าอา บั้นปลายรัชกาลถูกทำรัฐประหารโดยขุนนางคนที่พระองค์ไว้พระทัย และราชโอรสลับของพระองค์เอง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 กันยายน 2552

พระเจ้าปราสาททองแย่งชิงราชสมบัติมาจากลูกหลานของพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งเป็นโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ(พระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช)และเป็นการรัฐประหารนองเลือดมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทย แต่ในบั้นปลายรัชกาล พระองค์ก็ต้องผจญชะตากรรมเดียวกัน(อ่านรายละเอียดในตอนที่ 1 )

*สมเด็จพระนารายณ์โปรดเกล้าให้ราชทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้า นายกรัฐมนตรีฟอลคอนเป็นคนทีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ แต่ก็เป็นเหตุให้พระเพทราชา กับพระเจ้าเสือซึ่งเป็นโอรสลับของพระนารายณ์ใช้เป็นข้ออ้างก่อรัฐประหาร โดยอ้างว่าเพื่อขจัดอิทธิพลฝรั่งเศสออกไปจากสยาม

การก่อสงครามกลางเมืองขึ้นสู่บัลลังก์ของพระนารายณ์


เมื่อพระเจ้าปราสาททองประชวรจวนสวรรคตนั้น พระองค์ยังไม่ได้มอบราชสมบัติให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นพระอนุชาของพระองค์ที่เป็นอุปราช หรือพระโอรส ซึ่งเวลานั้นแข่งขันกันอยู่2พระองค์ คือเจ้าฟ้าไชย พระโอรสองค์โต กับพระนารายณ์พระโอรสองค์เล็ก

เจ้าฟ้าไชยขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าปราสาททองซึ่งประชวรและสวรรคต โดยนำกำลังเข้ายึดวังไว้ได้ภายใต้การสนับสนุนของขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง แต่ฝ่ายพระนารายณ์กับพระศรีสุธรรมราชา ไม่ยินยอม เพราะมีคนสนับสนุนเช่นกันเพียงแต่เป็นขุนนางชั้นรองและเป็นผู้น้อย พระนารายณ์นั้นสนิทสนมกับพ่อค้าต่างชาติและพ่อค้าพวกนี้สนับสนุนพระนารายณ์ ดังนั้นพระนารายณ์จึงหนีออกจากพระราชวังไปสมคบกับพระศรีสุธรรมราชา แล้วยกกำลังเข้ามารบกับเจ้าฟ้าไชยรบกันวันเดียวเท่านั้น การรบก็จบโดยฝ่ายพระนารายณ์เป็นผู้ชนะ จากนั้นสามวันเจ้าฟ้าไชยและผู้สนับสนุนก็ถูกกำจัด

เมื่อชิงราชสมบัติเป็นผลสำเร็จก็ได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา แต่งตั้งพระนารายณ์เป็นพระมหาอุปราช แต่ในเวลาเพียงสองเดือนเศษ พระนารายณ์ก็ชิงราชสมบัติจากพระศรีสุธรรมราชา

การช่วงชิงราชสมบัติถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมืองในคราวนี้ จากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา โดยสมเด็จพระนารายณ์ มีการกล่าวไว้ในหลายแง่มุม พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า สมเด็จพระศรีสุธรรมราชามีจิตเสน่หาพระราชกัลยาณีซึ่งเป็นหลานหรือพระขนิษฐาของพระนารายณ์ จึงทรงรับสั่งให้ไปเฝ้าบนพระที่ แต่พระราชกัลยาณีไม่ยอม ความทราบถึงพระนารายณ์ ก็ทรงกริ้วและตรัสว่า

อนิจจา พระเจ้าอา .. ควรหรือมาเป็นดังนี้ พระองค์ปราศจากหิริโอตัปปะแล้ว ไหนจะครองราชสมบัติเป็นยุติธรรมเล่า น่าที่จะร้อนอกสมณชีพราหมณ์ อาณาประชาราษฎร ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นแน่แท้ จะละไว้มิได้ ด้วยพระองค์ก่อแล้วจำจะสานตาม



*พระสาทิสลักษณ์(รูปเหมือน)พระนารายณ์ ฝีมือจิตรกรชาวฝรั่งเศส ขณะออกว่าราชการ

เป็นที่เชื่อกันว่า เหตุการณ์เล็กน้อยข้างต้นอาจเป็นเพียงข้ออ้างหนึ่งของพระนารายณ์ที่นำมาใช้ในการชิงราชสมบัติจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา มีหลักฐานของฮอลันดากล่าวถึงการปรึกษาของพระนารายณ์กับพ่อค้าชาวฮอลันดาในการขอความช่วยเหลือเพื่อชิงราชสมบัติมาตั้งแต่แรกที่สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองราชย์เมื่อเดือนสิงหาคม

ประมาณ 3 สัปดาห์พระนารายณ์เริ่มทะเลาะกับพระศรีสุธรรมราชา โดยหลักฐานของพวกฮอลันดาชี้ให้เห็นว่ามีเหตุเกิดจากการที่ฝ่ายพระศรีสุธรรมราชากำจัดพวกของเจ้าฟ้าไชยหลังการรบนั้นก็ไปกระทบกระทั่งกับกลุ่มของพระนารายณ์ด้วย อาจเป็นไปได้ว่าไหน ๆ จะกำจัดพวกของเจ้าฟ้าไชยแล้วก็ถือโอกาสกำจัดพวกของพระนารายณ์บางคนไปด้วยเลย

พระศรีสุธรรมราชานั้นอายุมากแล้ว และไม่มีพระราชโอรส ออกญาจักรีซึ่งเป็นขุนนางสำคัญที่ให้การสนับสนุนพระศรีสุธรรมราชา มีความคิดที่จะสืบทอดอำนาจต่อจากพระศรีสุธรรมราชา ได้เข้าปล้นบ้านและสังหารออกญาสุโขทัยซึ่งเป็นกำลังสำคัญของพระนารายณ์ ขณะนั้นพระนารายณ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระมหาอุปราช จึงไม่พอใจการกระทำดังกล่าวเป็นอย่างยิ่งและไม่เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

แต่เอกสารของพวกเปอร์เซียหรืออิหร่านอ้างเหตุผลที่พระนารายณ์ไม่ปรากฏตัวในช่วงนั้นเนื่องมาจากว่าพระนารายณ์ฆ่าเสนาบดีคนหนึ่งต่อหน้าพระพักตร์โดยไม่มีเหตุผล จัดการปกครองบ้านเมืองโดยไม่ปรึกษาหารือกษัตริย์ กษัตริย์จึงคิดกำจัดพระนารายณ์ แต่พระนารายณ์รู้ตัวเสียก่อนจึงขอกำลังจากพวกเอร์เซียเข้ายึดราชบัลลังก์มาครองเสียเอง

เอกสารทั้งหมดว่าไว้ต่างกัน แต่จะเห็นตรงกันอย่างเดียวคือ พระนารายณ์ไม่ถูกกันกับพระศรีสุธรรมราชา พระนารายณ์เลยหาเหตุผลในการกำจัดพระศรีสุธรรมราชาให้พ้น ๆ ไป ตามแผนการที่วางไว้แต่แรกแล้ว โดยรอโอกาสดีให้สมเหตุสมผลประมาณ 3 เดือนแล้วขอกำลังต่างชาติมากำจัดพระศรีสุธรรมราชา กำลังต่างชาติมาจากพวกกำลังอาสาชาติต่าง ๆ ยกเว้นจีน

การกำจัดพระศรีสุธรรมราชานั้นมีการวางแผนมาเป็นอย่างดีหรือไม่?

ย้อนไปดูเอกสารพวกเปอร์เซียแล้วจะพบว่าวันที่พระนารายณ์ชิงบัลลังก์จากพระศรีสุธรรมราชานั้นตรงกับวันจัด พิธี “ ตะเซยัต ”

พวกมุสลิมนิกายชีอะห์ขอเข้าเฝ้ากษัตริย์ทูลขอจัดพิธีและจะนำขบวนแห่มาให้ดูด้วย เมื่อถึงวันและเวลาที่กำหนด พวกของพระนารายณ์ก็ปลอมปนมากับขบวนแห่ ใช้ข้ออ้างของศาสนาจนสามารถเข้าพระราชวังได้ มีการกระจายกำลังไปตามจุดต่าง ๆ ทั่วทั้งวัง ยึดปืนเล็กปืนใหญ่ไว้ได้แล้วก็กรูกันเข้าไปจับตัวกษัตริย์

พระนารายณ์ได้รับการสนับสนุนจากพระยาเสนาภิมุข พระยาไชยาสุระและทหารญี่ปุ่น ๔๐ นาย รวมทั้งชาวมุสลิมจากเปอร์เซีย การต่อสู้สงครามกลางเมืองเพื่อยึดอำนาจเกิดขึ้นค่อนข้างรุนแรงในตอนเย็นวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2199 จนถึงเช้าของวันรุ่งขึ้น ไพร่พลของทั้งสองฝ่ายล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ทั้งสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาและพระนารายณ์ต่างได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาสู้ไม่ได้จึงถอยหนีไปวังหลังแต่ถูกพระนารายณ์จับตัวได้และนำไปสำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา

ในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2199 พระนารายณ์ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาซึ่งอยู่ในราชสมบัติได้เพียง 2 เดือน 17 วัน

*สมบัติ เมทะนี สวมบทพระเจ้าเสือในภาพยนตร์ที่ว่าด้วยกษัตริย์ที่ทรงดุร้าย แต่มีนิสัยแบบสามัญชน เช่นปลอมพระองค์ออกชกมวยตามงานวัด

การก่อรัฐประหารยึดอำนาจพระนารายณ์โดยผู้สำเร็จราชการ-โอรสลับ


พระนารายณ์ทรงครองราชย์อยู่นานกว่า 32 ปี ในปลายรัชกาลนั้นเกิดความยุ่งยากทางการเมือง เมื่อทรงแต่งตั้งให้ชาวต่างชาติคือนายฟอลคอน พ่อค้าชาวกรีกขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ฟอลคอนต้องการต่อต้านอิทธิพลของฮอลันดาที่คุกคามไทย(และผลประโยชน์ทางการค้าของฟอลคอน)จึงไปดึงเอามหาอำนาจฝรั่งเศสเข้ามาถ่วงดุล ฝรั่งเศสก็คิดฮุบสยามไว้ในกำมือ ทั้งการกดดันให้พระนารายณ์เข้ารีตเป็นคริสเตียน และการตั้งกองกำลังที่บางกอก(กรุงเทพฯ)

ในปี พ.ศ. 2231 บั้นปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์ยังไม่ตั้งรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์ เหตุก็เพราะว่าพระอนุชาองค์หนึ่งที่หมายตาไว้ก็ลอบกระทำชู้กับสนมของพระองค์ ต้องลงโทษถูกโบยจนพิการง่อยเปลี้ยและพูดไม่ได้ ส่วนราชบุตรบุญธรรมอีกองค์ก็มีชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยไม่ได้รับการยอมรับจากขุนนาง ส่วนพระราชโอรสลับคือขุนหลวงสรศักดิ์(มะเดื่อ ต่อมาเป็นพระเจ้าเสือ)นั้น พระองค์อับอายว่าเกิดจากราชธิดาลาวเชียงใหม่ จึงนำไปฝากพระเพทราชา ขุนนางใหญ่ที่พระองค์ไว้พระทัยรับเป็นลูกบุญธรรมไว้

ในช่วงบั้นปลายรัชกาลของสมัยพระนารายณ์ พระเพทราชาได้กลายเป็นศูนย์กลางของการต่อต้านอิทธิพลของคริสต์ศาสนาและฝรั่งเศส พระเจ้าเสือทรงมีความสำคัญสำหรับผลักดันให้พระเพทราชายึดอำนาจ ตั้งตนเป็นกษัตริย์และสถาปนาราชวงศ์ใหม่ คือ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง

คณะรัฐประหารได้กำจัดผู้มีสิทธิสืบราชสมบัติ 3 รายคือพระอนุชา 2 องค์ของพระเจ้าแผ่นดินสมัยนั้น คือพระเจ้าอภัยทศ และเจ้าฟ้าน้อย รวมทั้งโอรสบุญธรรมคือ พระปีย์ นอกจากนั้นก็ยังมีพระสงฆ์จำนวนหนึ่งที่ไม่พอใจบาทหลวงคริสต์ศาสนาเข้าร่วมสนับสนุนการก่อรัฐประหาร รวมทั้งกองกำลังจากกองทหารมอญที่เข้ามารับราชการอยู่ในไทย

พงศาวดารว่าการก่อรัฐประหารเกิดขึ้นระหว่างพระนารายณ์ทรงพระชวรหนัก และสวรรคตหลังการก่อรัฐประหารนองเลือดปิดฉากลงแล้ว

เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ ฯ เสด็จสวรรคต บรรดาข้าราชการได้อัญเชิญพระเพทราชาขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระมหาบุรุษวิสุทธิเดชอุดม พระองค์ได้ทรงสถาปนาราชวงศ์ใหม่คือ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. 2232 เมื่อมีพระชนมายุได้ 56 พรรษา

เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ได้ขับไล่กำลังทหารฝรั่งเศสออกไปจากกรุงศรีอยุธยา แต่ยังทรงอนุญาตให้บาทหลวง และพ่อค้าชาวฝรั่งเศสอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาต่อไปได้ ได้มีการทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศส เรื่องการขนย้ายทหาร และทรัพย์สินของฝรั่งเศสออกจากป้อมที่บางกอก โดยฝ่ายไทยเป็นผู้จัดเรือ กับต้องส่งคืนทรัพย์สิน ที่เป็นของกรุงศรีอยุธยาคืนทั้งหมด สำหรับข้าราชการและราษฎรไทย ที่ยังอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ทางฝรั่งเศสจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา ผลการปฏิบัติดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับฝรั่งเศส สิ้นสุดลงตั้งแต่นั้นมา

เมื่อพระเพทราชาได้ราชสมบัติ พระเจ้าเสือก็ได้รับสถาปนาเป็นอุปราช หรือวังหน้า (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) มีฐานะคล้ายเป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ของอยุธยา

สมเด็จพระเพทราชา เส็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ. 2246 พระชนมายุได้ 71 พรรษา ครองราชย์ได้ 15 ปี ก่อนสวรรคต ทรงอยากเสวยน้ำเต้าหู้ ทรงใช้เด็กไปซื้อมาหน้าตลาดวังน้อย หลังนั้นทรงดื่มด้วยความรวดเร็ว ทำให้เม็ดลูกเดือยที่อยู่ในน้ำเต้าหู้ไปจุกพระหลอดลมจนทำให้เกิดเหตุ สิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นทางการอยุธยาได้มีคำสั่งให้ประชาชนและเหล่าไพร่ งดขายน้ำเต้าหู้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นตนมา


ปัญหาความยุ่งยากทางการเมืองในบั้นปลายรัชกาล ก็มีเหมือนๆกับทุกรัชกาล นั่นก็คือเมื่อพระเพทราชาประชวรจวนจะสวรรคตก็เกิดปัญหาการสืบราชสมบัติขึ้นอีก พระเจ้าเสือประหารพระเจ้าขวัญซึ่งเป็นอนุชาต่างมารดาของพระองค์ แต่เป็นพระอนุชาที่พระเพทราชาโปรดจะให้สืบราชสมบัติแทน

พระเพทราชาทรงไม่พอพระทัยจึงยกราชสมบัติให้พระนัดดา คือ เจ้าพระพิไชยสุรินทร์ แต่ว่าเมื่อพระเพทราชาสวรรคตเจ้าพระพิไชยสุรินทร์ไม่กล้ารับราชสมบัติ พระเจ้าเสือจึงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แทน

(ตอนที่สาม โปรดติดตามความวุ่นวายในบั้นปลายพระราชวงศ์บ้านพลูหลวง ก่อนการเสียกรุงครั้งที่ 2 )

0000
อย่าพลาดบทความในซีรีส์ชุดนี้:

-ตอนที่1 ความยุ่งยากวุ่นวายในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:การโค่นบัลลังก์เลือดของพระเจ้าปราสาททอง

ความยุ่งยากวุ่นวายในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย

ที่มา Thai E-News




*ก่อนพระศรีศิลป์ ซึ่งเป็นพระอนุชาพระเจ้าทรงธรรมจะตายนั้น วันวลิตบันทึกว่า พระองค์ตรัสแก่พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ที่เป็นหลานว่า ไม่ควรทรงไว้ใจออกญากลาโหมมากนัก “ออกญากลาโหมเป็นสุนัขจิ้งจอกที่แยบยล จะแยกมงกุฎจากพระเศียรของพระองค์ จะฆ่าพระองค์ และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นของราชวงศ์พระบิดา และจะปกครองอาณาจักรดุจราชสีห์”


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
20 กันยายน 2552


กรณีที่1:พระเจ้าทรงธรรมสึกออกมายึดอำนาจหลังสิ้นพระเอกาทศรถ



#สมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในภาพยนตร์ตำนานพระนเรศวร

บันทึกของเยเรเมียส ฟอน ฟลีต (Jeremais Van Vliet)พ่อค้าชาวฮอลันดา หรือที่เรียกตามปากแบบไทยๆว่า”วันวลิต”นี้ มีขึ้นในปีพ.ศ. 2182 ในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง(ครองราชย์ พ.ศ. 2173-2198 )

โดยฟอน ฟลีต ได้มาทำงานกับบริษัทอิสต์อินเดียของฮอลันดาในกรุงศรีอยุธยา และได้จดบันทึกร่วมสมัยนั้นเสนอให้เจ้านายได้รับรู้ความเป็นไปในราชอาณาจักรอยุธยา ต่อมาได้แปลเป็นไทยและเรียกกันว่า"พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวันวลิต พ.ศ. 2182"

บันทึกของวันวลิตกล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนหน้ารัชสมัยพระเจ้าปราสาททองว่า เป็นรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โดยพระองค์ทรงเป็นโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ(พระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) อันเกิดจากพระสนม

ในบั้นปลายรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถตอนจวนใกล้จะเสด็จสวรรคตได้ส่งมอบราชสมบัติให้พระศรีเสาวภาคย์ พระราชโอรสอันเกิดแต่พระมเหสีเอก

เวลานั้นพระเจ้าทรงธรรมทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง เนื่องจากพระองค์เกิดแต่นางสนม จึงไม่มีสิทธิในราชสมบัติ แต่ว่าเนื่องจากพระองค์ทรงมีลูกศิษย์ลูกหาและขุนนางข้าราชการชมชื่นอยู่มาก ทำให้สามารถซ่องสุมกำลังเข้ายึดอำนาจได้ พระองค์ครองราชย์อยู่ 18 ปี หลังจากนั้น ก็ทรงประชวรและสวรรคตในปี พ.ศ.2171 พระชนมายุได้ 38 พรรษา

แต่ปัญหาความยุ่งยากในบั้นปลายรัชกาล และการสืบราชสมบัติก็คล้ายๆ กับตอนที่พระองค์ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ เพราะพระเจ้าทรงธรรมเองทรงแย่งชิงราชสมบัติมาจากพระศรีเสาวภาคย์ พระโอรสอันเกิดจากมเหสีเอกในพระเอกาทศรถดังกล่าวมาแล้ว

เมื่อพระเจ้าทรงธรรมสิ้นพระชนม์ ขณะที่โอรสองค์ใหญ่คือ พระเชษฐาธิราชยังมีพระชนมายุ เพียง 15 พรรษา ระหว่างที่ยังครองราชย์อยู่นั้น ได้ตั้งพระอนุชาขึ้นเป็นมหาอุปราช คือพระพันปีศรีศิลป์ เมื่อใกล้สวรรคตปรากฏว่าทรงต้องการให้ราชสมบัติตกแก่พระราชโอรส พระเจ้าทรงธรรมจึงได้ให้ขุนนางคนหนึ่งชื่อออกญาศรีวรวงค์คอยช่วยเหลือให้พระโอรสได้ราชสมบัติ




กรณีที่2:พระเจ้าปราสาททองตลุยเลือดขึ้นบัลลังก์ น้องพระเจ้าทรงธรรมบวชก็ยังหนีไม่พ้น



บันทึกของวันวลิตระบุว่า เมื่อพระเจ้าทรงธรรมประชวรใกล้สวรรคตนั้น ขุนนางส่วนหนึ่งเห็นว่า ราชสมบัติควรตกแก่พระอนุชาซึ่งเป็นอุปราช แต่พระเจ้าแผ่นดินและออกญาศรีวงค์เห็นควรว่าสมบัติควรจะตกแก่โอรส

ในตอนที่พระเจ้าทรงธรรมใกล้สิ้นพระชนม์ และเกิดการแตกออกเป็น2ฝ่ายดังกล่าว จึงเป็นโอกาสให้ ออกญาศรีวรวงค์ที่กุมอำนาจในมืออยู่ขณะนั้น ฉวยโอกาสที่จะรัฐประหารยึดอำนาจ โดยได้ให้ทหารของตนเฝ้าทางเข้าพระราชวังทุกด้าน ไม่มีขุนนางแม้แต่คนเดียวเข้าไปดูอาการพระเจ้าทรงธรรมได้ในระหว่างนั้น

ออกญาศรีวรวงค์เพียงคนเดียวเป็นผู้รับสนองคำสั่ง และพระราชโองการ แล้วนำมาแจ้งต่อที่ประชุมเสนาบดี มีการแสร้งกระจายข่าวว่าพระเจ้าทรงธรรมอาการดีขึ้น (ทั้ง ๆ ที่กำลังจะสวรรคต) แล้วในขณะเดียวกันก็ไปเกลี้ยกล่อมขุนนางญี่ปุ่นที่พระเจ้าทรงธรรมชุบเลี้ยงไว้ คือออกญาเสนาภิมุขให้เป็นพวก และยังได้นำกำลังทหารที่เป็นฝ่ายตนเข้ามาไว้ในเมืองหลวง อ้างว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระราชประสงค์ใช้ทหารในการเสด็จประพาส หลังจากหายประชวรแล้ว

เมื่อพระเจ้าทรงธรรมสวรรคตลง ออกญาศรีวรวงค์มีคำสั่งให้ขุนนางทั้งปวงมาที่ในวัง แล้วแจ้งว่า พระเจ้าแผ่นดินสวรรคต 1 ชั่วโมงแล้ว แต่ขุนนางส่วนมากเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตนานแล้ว แต่ออกญาศรีวรวงค์ปิดบังไว้ ออกญาศรีวรวงค์ได้แจ้งว่า พระเจ้าทรงธรรมทรงต้องการมอบราชสมบัติให้แก่พระราชโอรส ขุนนางทั้งปวงจึงคล้อยตาม

พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ขึ้นสู่พระราชบัลลังก์ คือสมเด็จพระเชษฐาธิราช มีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ในขณะที่พระอนุชาของพระเจ้าทรงธรรม คือพระศรีศิลป์ ที่เป็นอุปราชอยู่ ก็ได้หนีราชภัยไปบวชที่เมืองเพชรบุรี

ออกญาศรีวรวงค์ได้กำจัดขุนนางที่หนุนฝ่ายพระศรีศิลป์ ซึ่งเสด็จออกผนวชหนีราชภัย รวมทั้งพวกที่ไม่ประกาศออกมาชัดเจนว่าเป็นพวกใดก็ไม่ละเว้น พวกเขาถูกจับกุมและถูกพันธนาการอย่างแน่นหนา บ้านเรือนตลอดจนทรัพย์สมบัติถูกปล้นสดมภ์ ข้าทาสบริวารถูกคร่าไปสิ้น ขุนนางผู้ใหญ่ถูกสับออกเป็นท่อน ๆ ศรีษะและร่างกายอื่น ๆ ถูกเสียบประจานไว้หลาย ๆแห่ง เพื่อเตือนใจพวกคิดต่อต้าน

ขุนนางคนสำคัญที่สุดที่ถูกประหารคือออกญากลาโหม แม่ทัพช้าง และออกหลวงธรรมไตรโลก เจ้าเมืองตะนาวศรี จากนั้นออกญาศรีวรวงค์ก็ได้ยึดตำแหน่งออกญากลาโหมแทน ส่วนตำแหน่งต่าง ๆที่ว่างลง เพราะขุนนางฝ่ายตรงข้ามถูกประหารหรือถูกถอดยศ ออกญากลาโหมคนใหม่ก็ตั้งคนของตนเข้าไปแทน

แต่ศัตรูก็ยังมีอยู่เพราะอุปราชหนีไปผนวช ออกญากลาโหมไม่กล้าแตะต้องเพราะกลัวบาป และกลัวคนสาปแช่ง จึงให้ออกญาเสนาภิมุขไปล่อลวงให้กลับกรุงศรีอยุธยา โดยแจ้งว่าจะได้รับอำนาจเป็นพระมหากษัตริย์ อุปราชก็หลงเชื่อจึงกลับมา แต่ไม่ยอมสึก เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยาก็ถูกหลอกให้สึกพระ โดยญี่ปุ่นทำเป็นว่าได้วางทหารไว้ทั่ววังแล้ว วางใจได้แน่

แต่พอสึกก็โดนจับได้ ไปขังไว้และถูกสั่งประหารถึงแก่ทิวงคตในที่สุด ในตอนที่มีพระชนม์ชีพเพียง 26 พรรษา และได้แต่งตั้งพระเชษฐาธิราชขึ้นนั่งราชบัลลังก์

ก่อนพระศรีศิลป์จะตายนั้น วันวลิตบันทึกว่า พระองค์ทรงขออนุญาต ตรัสแก่พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ที่เป็นหลานสักครั้งก่อนถูกประหารชีวิต ซึ่งก็ได้รับอนุญาต เมื่อได้เข้าเฝ้า ก็ทรงทูลข้อเตือนใจและคำแนะนำที่เป็นแก่นสาร ในตอนท้าย ได้ตรัสว่าพระเจ้าแผ่นดินว่า ไม่ควรทรงไว้ใจออกญากลาโหมมากนัก หรือให้ออกญากลาโหมมีอำนาจมากเกินไป ทรงเพิ่มเติมว่า “ออกญากลาโหมเป็นสุนัขจิ้งจอกที่แยบยล จะแยกมงกุฎจากพระเศียรของพระองค์ จะฆ่าพระองค์ และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นของราชวงศ์พระบิดา และจะปกครองอาณาจักรดุจราชสีห์”

อย่างไรก็ดี พระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ใส่ใจคำเตือนนี้ ทรงมีกระแสรับสั่งให้ประหารชีวิต พระปิตุลาถูกนำไปยังป่าช้าที่เงียบเหงา ซึ่งพระองค์ถูกบังคับให้นอนบนพรมสีแดง จากนั้นถูกทุบด้วยท่อนจันทน์ที่พระอุระ ทั้งพระองค์ ท่อนจันทน์ และพรมสีแดง ก็ถูกเหวี่ยงลงบ่อน้ำไป ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 26 พรรษา ทรงเป็นเจ้าชายที่เข้มแข็งมาก ถ้าหากพระองค์ทรงได้ครองราชสมบัติตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว พระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินซึ่งมีคุณงามความดีเหนือพระเชษฐาธิราชหลายประการ

แม้ได้ขจัดศัตรูทางการเมืองอย่างพระศรีศิลป์ไปแล้ว แต่ผู้ทรงอำนาจในแผ่นดินตัวจริงก็หาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ กลับเป็นออกญากลาโหมนั่นเอง

วันหนึ่ง เมื่อน้องชายออกญากลาโหมตาย และเพื่อที่จะทำพิธีเผาศพอย่างใหญ่โตเอิกเกริก ออกญากลาโหมก็เชิญขุนนางหลายคนเดินทางไปกับตนเป็นเวลาหลายวัน เพื่อทำพิธีเผาศพให้สมเกียรติ ทำให้วันหนึ่ง ขณะที่ออกขุนนาง พระเจ้าแผ่นดินทรงมีรับสั่งถามว่า “ขุนนางหายกันไปไหนหมด ทำไมถึงไม่มาเข้าเฝ้าเป็นเวลาหลายวันแล้ว”

เมื่อทรงทราบว่า พวกขุนนางติดตามออกญากลาโหมไปในพิธีเผาศพน้องชาย ก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่า “ข้าตั้งใจไว้แล้วว่าแผ่นดินสยามนั้นจะต้องมีพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียว และพระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นก็คือข้า ออกญากลาโหมเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่สองหรือ? ข้าไม่ยักรู้ เอาเถิดปล่อยให้มันและพวกพ้องกลับมาถึงราชสำนักก่อน แล้วข้าจะให้รางวัลในการกระทำของพวกมันอย่างเต็มที่” ขุนนางคนหนึ่งซึ่งเฝ้าอยู่ในขณะนั้น ก็แอบลอบออกจากพระราชวัง ไปเตือนออกญากลาโหมถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ออกญาและพวกขุนนางอื่นๆ

ออกญากลาโหมมีทีท่าวุ่นวายใจเมื่อทราบข่าว และกล่าวกับขุนนางทั้งปวงว่า เขายินดีที่จะตายถ้าหากเลือดเนื้อของเขาจะทำให้พระเจ้าแผ่นดินหายพิโรธได้ แต่ได้กล่าวเพิ่มเติม ว่า “ถ้าหากข้าซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในบรรดาพวกเรา จะต้องสิ้นชีวิตลงแล้ว พวกเจ้าจะเป็นอย่างไร..”

หลังจากนั้น พวกขุนนางก็เสนอความเห็นหลายประการ และสาบานว่าจะสนับสนุนออกญากลาโหมทุกประการ และลงมติว่าออกญากลาโหมจะได้รับการสนับสนุนจากกองทัพของพระเจ้าแผ่นดิน ( ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมือของออกญากลาโหม ) และขุนนางแต่ละคนจะเกณฑ์สมัครพรรคพวกและข้าทาสเข้าร่วมด้วย เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันกลับที่พักของตนพร้อมกับเริ่มดำเนินการตามแผน

เย็นวันนั้น ออกญากลาโหมพร้อมกับทหารจำนวนหนึ่ง ก็ปรากฎตัว ณ ประตูกวาง พวกขุนนางก็เข้ารวมพวกด้วย และบุกเข้าไปในพระราชวังและสามารถยึดอำนาจรัฐไว้ได้

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทราบข่าว ก็กระโดดขึ้นช้างตีนเร็ว ( fleet-footed-elephant ) หนีไปแต่ผู้เดียว ให้ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำ และหนีต่อไปทางเหนือเมืองเจ็ดไมล์ เสด็จไปซ่อนพระองค์อยู่ในวัดร้างแห่งหนึ่ง

เมื่อออกญากลาโหม ทราบข่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินหลบซ่อนอยู่ในที่ใดแล้ว ก็ส่งทหารของตนออกไปจับพระองค์เป็นเชลย นำกลับมายังกรุงศรีอยุธยา เมื่อมาถึง พวกขุนนางก็พิจารณาลงโทษประหารชีวิตพระองค์ ตามข้อแนะนำของออกญากลาโหม ผู้ซึ่งกล่าวว่า “เนื่องจากพระองค์ได้เสด็จหนีไปจากพระราชวังของพระองค์เอง ทรงละทิ้งมงกุฎและเกียรติยศของกษัตริย์ พระองค์ไม่สมควรที่จะปกครองพวกเราสืบไป!” ทันใดนั้น พระองค์ก็ถูกคุมตัวไปยังป่าช้า สถานที่เดียวกับที่พระปิตุลาถูกประหาร และพระองค์ก็สิ้นพระชนม์แบบเดียวกันกับพระปิตุลา เสวยราชย์อยู่เพียง 8 เดือน

จากนั้นออกญากลาโหมก็ยังไม่ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่เสียเลยทีเดียว ได้มีการตั้งยุวกษัตริย์อีกองค์คือพระอาทิตยวงศ์ พระอนุชาของพระองค์เชษฐาธิราช ขึ้นเสวยราชสมบัติด้วยความเห็นชอบของขุนนาง ขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้ 10 พรรษา ออกญากลาโหมได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการ เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเยาว์ แต่ออกญากลาโหมประกาศว่าไม่ต้องการที่จะรับหน้าที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ดีหลังจากอิดออดพอเป็นพิธีแล้ว ในตอนท้าย ออกญากลาโหมก็รับเป็นผู้สำเร็จราชการตามคำวิงวอนของขุนนาง ซึ่งกล่าวว่าออกญากลาโหม เป็นผู้สืบเชื้อสายโดยตรงจากพระเจ้าแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่และยุติธรรม และเป็นลูกพี่ลูกน้องของพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบัน ในที่สุดหลังจากที่ได้คัดค้าน ออกญากลาโหมก็ยอมรับเป็นผู้ปกครอง และได้มีการรับรู้ และประกาศให้ทราบทั่วกันโดยพระราชวงศ์

หลังจากพระเจ้าแผ่นดินขึ้นครองราชย์ได้หลายวัน ออกญากลาโหมต้องการจะสละตำแหน่งหน้าที่ โดยกล่าวว่า “เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ว่าชีวิตหรือตำแหน่งหน้าที่การงานของข้าก็จะต้องไม่มั่นคง เพราะว่าย่อมจะมีทางเป็นไปได้ ที่บุคคลซึ่งไม่ใช่เพื่อนแท้ และพวกปากหอยปากปู ย่อมจะกล่าวร้ายป้ายสีการกระทำของข้า ทำให้ข้ามีมลทิน ซึ่งย่อมจะทำให้พระเจ้าแผ่นดินพิโรธ” และกล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่เป็นการถูกต้องนัก ที่อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่นี้จะปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดินที่เยาว์วัย ด้วยเหตุผลต่าง ๆ จึงพิจารณาว่า ควรจะมีพระเจ้าแผ่นดินปกครองเป็นการชั่วคราวก่อนที่เจ้าชายองค์น้อยนี้จะบรรลุนิติภาวะ และทรงสามารถปกครองได้ด้วยพระองค์เอง เมื่อถึงเวลานั้น พระเจ้าแผ่นดินชั่วคราวจะต้องถวายราชสมบัติคืนแก่รัชทายาทที่ถูกต้อง ในตอนนี้เจ้าชายจะต้องอยู่ในความดูแลของพระสงฆ์เพื่อจะได้เรียนรู้หลักธรรม

หลังจากได้พิจารณาข้อเสนอของออกญากลาโหมแล้ว ก็ไม่สามารถจะตกลงให้สละตำแหน่งหน้าที่ได้ แต่ต้องสถาปนาออกญากลาโหมขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินขึ้นสืบทอดอำนาจหลังจากทำรัฐประหารมาสำเร็จลุล่วงแล้ว ตามเงื่อนใขที่ออกญาวางไว้เอง

แต่อย่างไรก็ดี ออกญากลาโหมแสดงท่าทีอิดออดว่าไม่ต้องการรับมงกุฎ แต่ในที่สุดก็ยินยอมรับตามคำอ้อนวอนและขอร้องของบุคคลทุกชั้น(ซึ่งก็ล้วนเป็นพวกของออกญากลาโหม) สองสามวันหลังจากที่ได้สถาปนาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ออกญากลาโหมก็ทรงเสนอต่อขุนนางด้วยคุณธรรมจริยธรรมสูงยิ่งว่า ที่จะให้เจ้าชายปกครองพระราชอาณาจักรร่วมกัน แต่ขุนนางพรรคพวกของออกญากลาโหมก็ทำทีทัดทานว่าไม่สามารถจะยอมได้ การจำกัดอำนาจดังกล่าวจะเกิดผลอันตรายเพราะว่าเมื่อเจ้าชายมีพระราชอำนาจเต็มที่แล้วอาจจะไม่ไว้ใจออกญากลาโหมโดยการยุยงของผู้อื่น และจะคอยจับผิดเพื่อติเตียนออกญากลาโหมในด้านการปกครอง และดังนั้นจะเป็นอันตรายต่อออกญากลาโหมเป็นอย่างมาก

ดังนั้นออกญากลาโหมจึงไม่ขอรับมงกุฏ หรือภาระหน้าที่การปกครอง คณะขุนนางไม่สามารถจะปล่อยให้เป็นไปดังกล่าวได้ แต่เพื่อรักษาชีวิต และตำแหน่งของพวกเขาเหล่านั้น และเพื่อให้อาณาจักรมีการปกครองที่ถูกต้อง คือมีพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียว ไม่ใช่สององค์ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือกำจัดเจ้าชายองค์น้อยเสีย แต่พระเจ้าแผ่นดินชั่วคราวไม่ทรงปรารถนาให้ทำเช่นนั้น มีดำรัสว่าเจ้าชายเป็นผู้บริสุทธิ์ มิได้ทรงทำผิดอะไร ก็ไม่สมควรที่จะต้องเสียเลือดเนื้อ แต่พวกขุนนางคะยั้นคะยอให้ทำ ในที่สุดก็ทรงยินยอมที่จะให้ประหารชีวิตเจ้าชาย ด้วยวิธีเดียวกับพระเชษฐาธิราช และพระปิตุลาคือพระศรีศิลป์

ทรงมีกระแสรับสั่งให้นำเจ้าชายไปจากโรงเรียน แล้วนำไปสู่ป่าช้าที่เงียบเหงา ซึ่งเจ้าชายองค์น้อยก็ถูกทุบด้วยท่อนจันทน์ที่พระอุระ และโยนลงบ่อดังเช่นพระเชษฐาและพระปิตุลา พระองค์เสวยราชย์อยู่แค่เพียง 38 วัน

เมื่อเจ้าชายองค์น้อยสิ้นพระชนม์ ออกญากลาโหม ก็ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแต่องค์เดียวในอาณาจักรสยาม ทรงครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ 30 พรรษา ทรงพระนามว่า พระองค์ศรีธรรมราชาธิราช หรือพระเจ้าปราสาททอง พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 25 แห่งสยาม และทรงเสวยราชย์อยู่นาน 11 ปี

การผลัดแผ่นดินอย่างนองเลือดไม่ได้จบลงเพียงนั้น ในปีที่สามแห่งรัชกาลของพระเจ้าปราสาททอง ทรงประหารชีวิตเจ้าชายอีกสองพระองค์ องค์หนึ่งพระชนมายุ 7 พรรษา อีกองค์หนึ่ง 5 พรรษา ทั้งสองพระองค์เป็นโอรสของพระอินทราและอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งถูกปลงพระชนม์ บรรดาขุนนางที่คัดค้านการกระทำนี้ ถูกทำร้ายด้วยน้ำมือของพระองค์เอง และที่พักอาศัยรวมทั้งทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ก็ถูกริบราชบาตร เป็นการกำจัดเสี้ยนหนามลงอย่างราบคาบ แต่ก็ทรงราชย์อยู่ด้วยความหวาดระแวง

พระองค์ทรงกำจัดออกญาเสนาภิมุข ขุนศึกญี่ปุ่นที่ร่วมกันทำรัฐประหารอย่างโหดเหี้ยม โดยอ้างกับขุนศึกญี่ปุ่นว่าจะส่งเขาไปกินเมืองที่นครศรีธรรมราช ขณะเดียวกันก็มีสารลับไปถึงเจ้าเมืองนครว่าให้กลุ้มรุมลอบทำร้ายและเข่นฆ่าเสียให้ตายอย่าให้เหลือเมื่อออกญาเสนาภิมุขเดินทางไปถึง และที่สุดออกญาเสนาภิมุขก็พบชะตากรรมที่เลวร้ายตามพระราชประสงค์ทุกประการ

ในปีที่เจ็ดแห่งรัชกาล ทรงสั่งประหารชีวิตออกญาพิษณุโลกด้วยสาเหตุที่ทรงสร้างขึ้นเอง ถึงแม้ว่าออกญาพิษณุโลกเป็นผู้ช่วยเหลือพระองค์ให้ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ตาม

พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์องค์แรกที่ปฎิบัติต่อขุนนางเยี่ยงทาส ขุนนางจะต้องเข้าเฝ้าทุกวัน และอนุญาตให้ไปเยี่ยมเยียนซึ่งกันและกันตามบ้านหรือที่รโหฐานได้ แต่ไม่อนุญาตให้พูดกัน เว้นแต่ในที่สาธารณะ

แต่เมื่อสิ้นรัชกาลกงเกวียนกำเกวียนก็เวียนมาสนองพระองค์ อันเนื่องจากความยุ่งยากในบั้นปลายรัชกาลที่เกิดขึ้นซ้ำๆซากๆนั่นเอง (ติดตามตอนที่2:สงครามกลางเมืองในบั้นปลายรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง และการก่อการรัฐประหารของพระเพทราชา-พระเจ้าเสือในบั้นปลายรัชกาลพระนารายณ์มหาราช)