WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 22, 2009

ร้อน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ระยะนี้แม้จะเป็นหน้าฝน... ฝนตกทุกวันทั้งที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัดเหตุเพราะมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และพายุจากทะเลจีนใต้พัดเข้าสู่ชายฝั่งประเทศจีนและเวียดนามโดยพัดเอาฝนเข้ามาตกด้วยซึ่งปกติแล้วอากาศจะไม่ร้อนอบอ้าว แต่สังเกตมั๊ยครับว่าในช่วงที่ฝนไม่ตกนั้นอากาศร้อนเหลือเกิน ร้อนเหมือนเดือนเมษายนซึ่งเป็นหน้าร้อนเพิ่งได้คำตอบจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า...ที่อากาศร้อนเป็นเพราะเกิดปรากฏการณ์“เอลนิโญ่”เป็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศเรามาแล้วหลายครั้ง!ถ้าจะอธิบายปรากฎการณ์นี้อย่างละเอียดต้องพูดถึงกระแสน้ำทะเล การพัดของลม และอีกหลายอย่างซึ่งจะยืดยาวเอาง่ายๆ ดีกว่าว่า...ถ้าปีไหนเกิดปรากฎการณ์เอลนิโญปีนั้นจะเกิดความแห้งแล้งผิดปรกติ ซึ่งจะทำให้พืชผลปลูกไม่ค่อยจะได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยนักโดยเฉพาะพืชที่ต้องการน้ำมากเป็นพิเศษเช่นข้าวซึ่งปัจจุบันความเสียหายเกิดขึ้นแล้วที่ประเทศอินเดียปากีสถาน และอีกหลายประเทศในแถบเอเชียกลางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกข่าวว่า...เป็นโชคดีของชาวนาไทยที่จะขายข้าวได้ราคา เนื่องจากข้าวในหลายประเทศจะผลิตได้ไม่เพียงพอ

ต่อการบริโภคแต่กระทรวงเกษตรฯไม่ได้บอกว่าชาวไทยจะโชคร้ายจากปรากฏการณ์เอลนิโญหรือเปล่า?และไม่ได้บอกว่าชาวนาไทยจะโชคร้ายกับราคาข้าวที่จะถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เกิดจากผลพวงของการไปลงนามข้อตกลงอาฟต้า ด้านสินค้าเกษตรกับประเทศอาเซียนในสมัยรัฐบาล “พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์” และจะทำให้ภาษีศุลกากรของเราต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2553ผมว่าถึงตอนนั้นไม่ต้องเกิดปรากฏการณ์ “เอลนิญโญ”ก็ร้อนพล่านไปทั้งแผ่นดินแน่ แต่รัฐบาล คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะอยู่ถึงปีหน้าหรือไม่น่าจะหาคำตอบได้ไม่ยาก!เพราะแค่ความร้อนจากสีแดงในเมืองหลวง ความร้อนจากสีเหลืองที่ชายแดนเขาพระวิหาร ความร้อนจากการหาตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และความร้อนจากการแก้รัฐธรรมนูญ ร้อน 4 อย่างนี้แหละที่จะทำให้เด็กน้อยต้องตกเก้าอี้ผมเขียนต้นฉบับในวันเสาร์ที่ 19 กันยายน วันที่เสื้อแดงนัดชุมนุมที่ลานพระรูป เนื่องในวันครบรอบ 3 ปีแห่งการทำรัฐประหาร โดยที่ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นขณะเดียวกัน หัวหน้าคณะรัฐประหาร พลเอกสนธิบุณยรัตกลิน ที่ถูกเรียกขานว่าเป็นเผด็จการ และเป็นผู้สร้างเผด็จการซ่อนรูปยุคใหม่ขึ้นเกิดพิสมัยกลิ่นอายการเมือง รักประชาธิปไตยขึ้นมาปัจจุบันทันด่วน กำลังจะยอมรับเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่ชื่อ“พรรคมาตุภูมิ”หรือว่าตรงนี้จะร้อนกว่า 4 ร้อนข้างต้นก็ไม่รู้ ลองจับตาดู ผมเดาไม่ถูกจริง ๆ ว่าอะไรเปลี่ยนใจให้แกมารักประชาธิปไตย ■

พากันไปติดคุก

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปรากฏการณ์ใหม่..สำหรับการเมืองไทย..คือการที่คณะรัฐมนตรีทั้งคณะจะเป็นจำเลยร่วมกัน.. หากว่ามติในที่ประชุมนั้น..ถูกยืนยันว่า.. มิชอบ-กอบโกงเรา..จะเป็นประเทศเดียวในโลก.. ที่จะมีรัฐมนตรีทั้งคณะเข้าคุกดูแล้วเป็นปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่..ที่อธิบายได้ว่า..โดยสันนิษฐานแห่งกฎหมาย ประเทศนี้เป็นมหาอำนาจแห่งการคอร์รัปชั่นของคนในระดับบริหารราชการแผ่นดินเสนาบดีผู้บริหาร.. ถูกสันนิษฐานว่าชั่วชาติเลวร้าย..มักมากมักได้ในทรัพย์สินของประเทศและประชาชนคณะรัฐมนตรี..ที่เป็นผู้บริหารสูงสุดที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน.. จะถูกกำกับควบคุมดูแล..โดยองค์คณะที่ยิ่งใหญ่กว่า..องค์คณะที่สามารถกล่าวหาและพิพากษา..ในศาลเดียวองค์คณะ..ที่แม้แต่เชื่อว่า...ก็จะทำให้สถานะของเขาผู้นั้นสะดุดหยุดอยู่ ใน ทันที..มี 2 นายกรัฐมนตรี 2 รัฐบาล..ที่ถูกกล่าวหาและพิพากษา..ด้วยสาเหตุที่คนทั้งโลกขำขัน..ร่ายมายาวเพื่อจะเตือน...นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...นายกรัฐมนตรีในวันนี้ว่า...อย่ามองงูเห่าที่กัดตายฝ่ายศัตรู

เป็นงูเขียวในมือคนกันเอง..อย่าใช้อารมย์ที่จะเอาชนะ..จนทำให้เกิดความผิดพลาดที่จะนำฐานะจำเลยมาสู่ในอนาคตกรรมการที่..ยังไม่ได้รับพระบรมราชโองการนั้น..หากเอามาโหวตจะสมควรถูกต้องหรือ.. ทำไมคณะรัฐมนตรีต้องเข้าเฝ้าถวายสัตย์..ถึงจะเข้ามาทำหน้าที่ได้... ทำไม..เจตนารมณ์แห่งกฎหมายถึงให้รับพระบรมราชโองการ..กรรมการโดยตำแหน่งนั้น.. เขาระบุถึงตำแหน่งปลัดไม่ใช่รองปลัด.. จะเอามาตีขลุมทดแทนกันได้อย่างไร...มติไม่เห็นชอบกับ..พลตำรวจเอกปทีป ตันเจริญ ที่เป็นมติไปแล้วนั้น.. ถือว่าเป็นคำสั่งทางการปกครองใช่หรือไม่..ถ้าใช่..การฝ่าฝืนมตินั้น..จะทำได้หรือ..เมื่อถือกฎหมายฉบับเดียวกันพอศอเดียวกันการบังคับไม่ให้..บอร์ดบางท่านกลับมาประชุมนั้น...หากความจริงปรากฏขึ้นมาและมีคำสารภาพเพียบพร้อม..อย่าว่าแต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะหลุดจากก้น...แม้แต่สิทธิ์ในการอยู่นอกกรงขัง..ก็ยังเป็นปัญหา.. เพราะเป็นความผิดทางอาญา...แต่เหนือสิ่งอื่นใด...จะบีบบังคับเพราะเป็นนายกรัฐมนตรี..แล้วเขาเหล่านั้นต้องไปเสี่ยงทั้งรูปคดีและเรื่องต้องสงสัยในความจงรักภักดีนั้น.. เป็นเรื่องสมควรหรือ..ทางออกดีที่สุดในเรื่องนี้.. ให้เป็นไปอย่างที่ต้องเป็น..นั่นแหละดีที่สุด■

หลุด!

ที่มา บางกอกทูเดย์

และห้องจัดเลี้ยงที่จองเอาไว้ในคืนวันที่ 22 กันยายน ของพรรคภูมิใจก็จะมีสีสัน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ร่าเริงดังกระหึ่มห้องอย่างแน่นอนแม้จะออกตัวไว้ก่อนหน้าว่า ไม่ได้จองห้องเพื่อเฉลิมฉลองแต่คงปฏิเสธไม่ได้อย่างแน่นอนว่า หลังจากที่มีคำพิพากษายกฟ้องเช่นนี้แล้ว ในห้องจัดเลี้ยงจะไม่มีการแสดงความยินดีในเรื่องนี้กับนายเนวิน100% จะต้องมีก๊วนเพื่อนเนวินเอ่ยเอื้อนวาจาแสดงความยินดีแน่นายเนวินเองก็คงเต็มตื้นและหัวร่อดังลั่นห้องในค่ำคืนนี้

น่าคิดเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองในขณะนี้ทั้งกระแสความแตกแยก และความยิ่งใหญ่ของบุคคลที่อยู่นอกระบบการเมืองอย่างนายเนวิน ชิดชอบ นายใหญ่ของก๊วนเพื่อนเนวิน ซึ่งแม้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองแต่ก็ยังอยู่สามารถก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อภูมิใจไทยแถมยังผลักดันโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี4,000 คัน เป็นเมกะโปรเจกต์ ให้อื้อฉาวชนิดที่แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังหนาวไปถึงปอด หวั่นเกรงจะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตซึ่งในวันที่ 21 กันยายน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาคดี ทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา หลังจากที่เลื่อนมาครั้งหนึ่งแล้วน่าสังเกตุว่า แม้จะมีผู้ต้องคดีมากถึง44 คน แต่ทุกสายตามุ่งจับจ้องที่นายเนวิน ชิดชอบ เพียงคนเดียว อะไรจะขนาดนั้นขนาด พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ยังยอมรับว่าตำรวจยังไม่วางใจกลุ่มมือที่ 3 ที่อาจเข้ามาสร้างความวุ่นวาย ระหว่างตัดสินคดีทุจริตกล้ายาง จึงต้องส่งกำลังตำรวจทั้งชุดปราบจลาจล 50 นาย ชุดเคลื่อนเร็ว 35นาย และตำรวจฝ่ายสืบสวนอีก 30 นายชุดจู่โจมปะฉะดะและนอกเครื่องแบบตรึงกำลังเพียบดูแลพื้นที่โดยรอบศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงการตัดสินคดีเสร็จสิ้นแถมกำชับให้ตำรวจทุกนายตรวจเข้มอาวุธและบุคคลต้องสงสัย และไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้าไปบริเวณศาลแม้แต่สื่อมวลชนก็ยังไม่ให้เข้ารับฟังคำตัดสิน ได้แต่รออยู่เบื้องนอกห้องพิจารณาคดีเท่านั้นสังคมไทยน่าจะต้องตั้งคำถามแล้วว่าผู้ต้องคดีที่ชื่อ เนวิน ชิดชอบ ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนี้หรือ???แถมการเดิมพันขันต่อในเรื่องที่ว่านายเนวินจะหลุดหรือไม่หลุด เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระหึ่มทั้งสังคมไทยในคืนวันที่20 กันยายน ก่อนหน้าที่จะมีการอ่านคำพิพากษาเพียงแค่วันเดียวว่าหลุดแน่ๆ

แม้ว่าจะเป็นคดีทุจริตกล้ายางพารา 90ล้านต้น มูลค่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งมีข้อกล่าวหาทั้งเรื่องการฮั้วประมูล และคุณภาพของกล้ายางก็ตามก็ขนาดสื่อของกลุ่มพันธมิตรฯยังเปิดตัวเลขฟันธงก่อนหน้าวันอ่านคำพิพากษาแบบไม่เกรงใจศาลว่า คดีนี้ เนวิน หลุดแน่นอนด้วยคะแนน 8 ต่อ 1อะไรจะกล้าระบุชัดๆ กันขนาดนี้แต่แน่นอนว่ากลุ่มเพื่อนเนวินฟังแล้วใจชื้นเชื่อมั่นขึ้นมาอีกพะเรอเกวียนส่วนความมั่นใจของนายเนวินจะสูงแค่ไหนไม่มีใครรู้นายเนวินจะมั่นใจในความช่วยเหลือจากใครบ้าง จะเป็นอย่างที่สังคมสงสัยหรือไม่คงไม่มีใครบอกได้ แต่หากดูการขนขบวนก๊วนเพื่อนเนวินไปให้กำลังใจ ชนิดที่แม้แต่ปู่จิ้น นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังลาราชการเพื่อไปให้กำลังใจนายเนวินแน่นอนว่าย่อมสะท้อนความเชื่อมั่นอย่างที่สุดแล้วและมองว่า การที่สื่อของกลุ่มพันธมิตรฯเปิดคะแนนออกมา 8 ต่อ 1 นั้น เป็นการต้องการให้เกิดกระแสในสังคมจะสะท้อนถึงความไม่ธรรมดาของนายเนวินก็ได้ หากว่าผลสุดท้ายออกมาว่า“หลุดจริง”หรือจะมองว่า ต้องการสร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นกับกลุ่มต่างๆ ก็ได้ว่า หลุดได้อย่างไรโดยเฉพาะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็จะยิ่งถูกกดดันจากสังคมมากขึ้นว่า สุดท้ายจะเป็นไปตามข่าวที่หลุดออกมาหรือไม่???แน่นอนว่าแรงกดดันหลักๆ น่าจะมาจากทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มคนเสื้อแดง รวมไปถึงประชาชนที่สนใจในเรื่องของคดีการเมืองนับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 49เป็นต้นมาสุดท้ายหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงในการอ่านสำนวน อ่านคำฟ้องคำแก้ต่างๆ โดยละเอียด แล้วจึงได้มีคำพิพากษาออกมาว่าไม่พบการทุจริตทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งข้าราชการพลเรือนและบริษัทเอกชนดังนั้นจำเลยทั้ง 44 คนจึงไม่ต้องมีการชดใช้เงิน จำนวน 1,440 ล้านบาท แต่อย่างใด

พิพากษาให้ ยกฟ้อง จำเลยทั้ง 44 คนสิ่งที่น่าจับตาต่อไปจากนี้ก็คือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบ และยื่นฟ้องกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั้นมีทั้งหมด 13 คดีผ่านมาแล้ว 2 คดี คือ ทุจริตที่ดินรัชดากับคดีกล้ายางแน่นอนว่า บรรดาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีกล้ายาง ย่อมจะต้องเฮลั่นอย่างแน่นอนและห้องจัดเลี้ยงที่จองเอาไว้ในคืนวันที่22 กันยายน ของพรรคภูมิใจก็จะมีสีสันรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ร่าเริงดังกระหึ่มห้องอย่างแน่นอนแม้จะออกตัวไว้ก่อนหน้าว่า ไม่ได้จองห้องเพื่อเฉลิมฉลองแต่คงปฏิเสธไม่ได้อย่างแน่นอนว่า หลังจากที่มีคำพิพากษายกฟ้องเช่นนี้แล้ว ในห้องจัดเลี้ยงจะไม่มีการแสดงความยินดีในเรื่องนี้กับนายเนวิน100% จะต้องมีก๊วนเพื่อนเนวินเอ่ยเอื้อนวาจาแสดงความยินดีแน่นายเนวินเองก็คงเต็มตื้นและหัวร่อดังลั่นห้องในค่ำคืนนี้รวมทั้งบารมีของนายเนวิน และก๊วนเพื่อนเนวิน ก็จะต้องถูกประเมินใหม่อีกครั้งทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์จากกลุ่มพันธมิตรและจากกลุ่มคนเสื้อแดงคำสั้นๆ เพียงคำเดียวว่า “หลุด!” นั้นสะท้อนนัยยะทางการเมืองได้อย่างมากมายรวมทั้งสามารถทีจะสะท้อนได้หรือไม่ว่าความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นความแตกแยกทางการเมืองที่กินเวลายาวนานจะถูกล้างบางโดยกระบวนการทางกฎหมายทางกระบวนการทางตุลาการได้จริงๆหรือไม่กับ 2 คดีที่ผ่านพ้น คดีที่ดินรัชดาคำพิพากษาคือตัดสินจำคุก 2 ปีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคดีทุจริตกล้ายาง คำพิพากษาคือ ยกฟ้องจำเลยทั้ง 44 คนคงต้องจับตาดูคดีที่เหลือต่อไป ว่า สุดท้ายแล้วจะมีผลออกมาอย่างไร???ความสมานฉันท์ การยุติความขัดแย้งทางการเมืองต่างๆ จะจบลงได้หรือไม่เป็นเรื่องที่น่าคิดจริงๆซึ่ง 30 กันยายนนี้ก็จะมีเรื่องคดีหวยบนดิน เป็นคิวเชือดรายต่อไปรออยู่และในวันนี้(22 ก.ย.)ป.ป.ช.ก็จะตัดสินชี้มูลความผิดกรณีปราสาทพระวิหารด้วยต้องจับตาอย่ากระพริบ ■

นักศึกษามหาสารคาม-อุบล-ขอนแก่น ร่วม สนนอ. ประณามรัฐประหาร 19 กันยายน

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา ชมรม สโมสรนักศีกษา กลุ่มอิสระ ใน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม-อุบลราชธานี-ขอนแก่น พร้อมใจกันจัดงานไว้อาลัย 19 กันยา ประณามคณะรัฐประหารและผู้อยู่เบื้องหลัง และมีการเผยแพร่แถลงการณ์ สนนท.- สนนอ. เรียกร้องนักศึกษาร่วมต่อสู้กับประชาชน
ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อ 19 ก.ย. กลุ่มอิสระเถียงนาประชาคม ร่วมกับองค์กรภาคี ชมรมคนสร้างฝัน ชมรมรัฐศาสตร์สัมพันธ์ ชมรมเบิ่งไทเฮา ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึก “ไว้อาลัย 19 กันยายน 2549” ที่ ห้อง D-211 ตึก วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ช่วงเช้าเป็นเวทีเสวนา ในหัวข้อ “รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพื่ออะไร?” มี ผศ.ดร. สมชัย ภัทรธนานันท์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นวิทยากรนำเสวนา มีผู้เข้าร่วมเสวนาประมาณ 30 คนจากองค์กรภาคี ผู้จัดกิจกรรม และบุคคลภายนอกที่สนใจ
อ.สมชัย ได้กล่าวถึง ประวัติศาสตร์ตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 ถึง การรัฐประหาร 19 กันยา เพื่อให้เห็นภาพของประวัติศาสตร์วงจรอุบาทว์การรัฐประหารในการเมืองไทย บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร 19 กันยา การทำงานในระบอบทักษิณทำให้เกิดความขัดแย้งในเชิงอำนาจกับผู้มีอำนาจเก่าอย่างไร โดย อ.สมชายกล่าวว่า รัฐประหาร 19 กันยา เกิดขึ้นเพื่อ 1.ล้มทักษิณ 2.เพื่อต้องการอำนาจที่เคยมีที่ได้หายไป (กลุ่มอำนาจเก่า) และกล่าวถึงมวลชนเสื้อแดงที่มีความคิดก้าวหน้า เป็นประชาชนรากหญ้ามีความกระตือรือร้นทางการเมือง
ในช่วงบ่ายได้มีกิจกรรมเดินรณรงค์ประณามรัฐประหาร 19 กันยา โดยผู้เข้าร่วมเสวนาและบุคคลที่สนใจ ได้ร่วมกันเดิน และแจกแถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.) ขบวนรณรงค์เริ่มเดินที่ตึกวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ไปยัง ตึกวิทยบริการ (ห้องสมุด) ตึกคณะวิทยาศาสตร์ สถาปัตย์ ศิลปกรรม วิทยาลัยดุริยางค์ บัญชี อาคารพละ ขบวนฯ ได้หยุดอ่านแถลงการณ์ที่อาคารพละนี้ จากนั้นก็เดินไปยังหอพัก ไปสิ้นสุดที่สะพานตลาดน้อยภายในมหาวิทยาลัย และติดป้ายรณรงค์ ไว้ที่สะพาน
ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 19 ก.ย. สนนอ. ร่วมกับสโมสรนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ และชมรมต่างๆ ในคณะรัฐศาสตร์ ได้แก่ ชมรมวรรณกรรมเยาวชน ชุมนุมวรรณกรรมเพื่อชีวิต ชุมนุมสิงห์แสนรู้ ชมรมข้าวเหนียวปั้นน้อย กลุ่มหิ่งห้อยวรรณกรรม และชมรมเพื่อนวันสุข จัดงานครบรอบ 3 ปีกับการฆาตกรรมประชาธิปไตย ในวันที่ 19 กันยายน 2552 โดยมีเวทีเสวนาในหัวข้อ “ก้าวให้พ้น รัฐ+ประหาร: ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” และเวทีวัฒนธรรม
การเสวนาในหัวข้อ “ก้าวให้พ้น รัฐ+ประหาร: ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” มีนักศึกษาเข้าร่วมจำนวน 40 คน วิทยากรนำเสวนาเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ 4 คน โดยมีอาจารย์ญาเรศ อัครพัฒนานุกูล เป็นผู้ดำเนินรายการ
น.ส.ขวัญกมล นครชัย ผู้ร่วมอภิปราย หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้เกิดความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่หาทางออกยังไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องของประชาชนซึ่งกระทำผ่านกระบวนการทางการเมืองหรือกระบวนการทางศาลก็ตาม ก็ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาหรือได้รับการตัดสินที่ยุติธรรม ความกดดันจึงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงที่สุดแล้วการเรียกร้องตามกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่สามารถตอบสนองได้ การใช้ความรุนแรงจึงกลายเป็นหนทางที่ถูกนำมาใช้ แต่การใช้ความรุนแรงนี้ไม่ได้มาจากเหตุผลทางด้านความรู้สึกของคนอย่างเดียว เพราะมูลเหตุที่สำคัญนั้นมาจากการกระทำของผู้ใช้อำนาจในรัฐ
นายฐากูร จำปาทอง แสดงความเห็นว่า วงจรอุบาทว์ของไทยที่ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด อันมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยถอยหลังกลับสู่จุดเริ่มต้นเดิมเสมอ ดังนั้น เป็นความจำเป็นที่รัฐต้องมองการพัฒนาในเชิงความขัดแย้งที่แสดงออกในรูปแบบของการเคลื่อนไหวทางสังคม หรือมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือการเรียกร้อง เพื่อที่รัฐต้องสนับสนุนให้เกิดสถาบันหรือองค์กรอิสระที่เข้มแข็ง ในฐานะที่เป็นตัวคั่นกลาง ตัวเชื่อม หรือตัวกลางในการตรวจสอบอำนาจรัฐ หรือเป็นกระบอกเสียงให้เกิดข้อตกลงร่วม หรือข้อยุติแห่งความขัดแย้ง ซึ่งเป็นการทำให้บรรลุถึงผลแห่งความขัดแย้งที่จะนำไปสู่การพัฒนา
นายวีรพจน์ ธีรชาญวิทย์ กล่าวว่า วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆเป็นพื้นฐานทางความคิดทางการเมืองของประเทศไทยด้วย ซึ่งวัฒนธรรมการเมืองแบบไทยๆมักจะขัดกับระบอบประชาธิปไตย และการที่จะก้าวพ้นวงจรอุบาทว์ควรจะทำความเข้าใจวัฒนธรรมซึ่งเป็นรากเหง้าทางความคิดของการเมืองไทยและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการเมืองไทยด้วย วัฒนธรรมที่กล่าวมาดังนั้น ได้แก่ วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์ซึ่งมีรากฐานมาจากระบอบอำมาตย์ วัฒนธรรมที่กล่าวมาเป็นสิ่งขัดขวางกระบวบการคิดที่เป็นอิสระของคนไทย ที่ทำให้การเมืองไทยไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ และยังคงวนเวียนอยู่กับวงจรอุบาทว์ไม่รู้จบสิ้น จึงกล่าวได้ว่า เป็นการเมืองที่ปราศจากสิทธิเสรีภาพทางความคิด และความยุติธรรมในสังคม สิ่งเหล่านี้จึงส่งผลให้การเมืองไทยไม่พัฒนาและยังคงปกครองอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ
ในส่วนเวทีวัฒนธรรมในช่วงค่ำ เป็นการแสดงทัศนะทางการเมืองของนักศึกษา มีการเล่นดนตรี อ่านบทกวี และสดุดีวีรชนที่ได้เสียสละต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ได้ขึ้นอ่านแถลงการณ์ในวาระครบรอบ 3 ปี การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ช่วงสุดท้ายมีการจุดเทียนร่วมกันเพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงความพยายามที่จะต้องก้าวให้พ้นจากความมืดที่การรัฐประหารเมื่อ 3 ปีที่แล้วได้ก่อให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
ขณะเดียวกันด้านนอกมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นายพิเชษฐ์ ทาบุดดา หรือ ดีเจต้อย ชักธงรบอุบลราชธานี หนึ่งในแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง จ.อุบลราชธานี ได้รวบรวมกำลังพลคนเสื้อแดงกว่า 1,000 คน และรถยนต์ รถจักรยานยนต์กว่า 100 คัน ที่บริเวณลานชุมชนบูรพาใน ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี ก่อนเคลื่อนขบวนนำโลงศพ 4 โลง ติดชื่อของนายประกอบ วิโรจน์กูฏ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นายทวีศักดิ์ วังไพศาล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ และ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ขึ้นรถขยายเสียงแห่รอบเมือง และกล่าวโจมตีบุคคลทั้ง 4 คน โดยเฉพาะสองผู้บริหาร ม.อุบลราชธานี ที่ผู้ชุมนุมเห็นว่าหนุนหลังพันธมิตรฯ โดยขบวนได้มุ่งหน้าไปที่หน้า ม.อุบลราชธานี มีการอ่านแถลงการณ์ขับไล่นายประกอบ และนายทวีศักดิ์ และช่วยกันจุดไฟเผาโลงที่ด้านหน้ามหาวิทยาลัย พร้อมจุดประทัดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ (อ่านข่าวย้อนหลัง)
ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น กลุ่มอิสระซุ้มยอป่าร่วมกับชมรมนักศึกษาเพื่อการพัฒนา (ชนพ.) จัดงาน “ก้าวให้พ้นการรัฐประหารก้าวให้พ้นประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ในวันที่ 19 กันยายน 2552 โดยมีนิทรรศการให้ความรู้ และเปิดเวทีปราศรัยประณามการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของเหล่าทหารทั้งหลาย และการกลับมาของอำมาตยาธิปไตย ณ ศูนย์อาหารและบริการ (คอมเพล็กซ์) มีนักศึกษาและผู้สนใจเข้าร่วมประมาณ 50 คน ในช่วงสุดท้ายได้จุดเทียนรำลึกแก่ผู้ที่เสียชีวิตในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทั้งนี้ มีการแจกเอกสารแถลงการณ์ ของ สนนอ.และ สนนท. ให้กับผู้ที่สัญจรผ่านไปมาด้วย
แถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน
รำลึกครบรอบ 3 ปี การรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549
เนื่องจากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว กองกำลังทหารติดอาวุธป่าเถื่อนในนาม คปค. ได้เข้ายึดอำนาจ ฆาตกรรมประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งได้เหยียบย่ำทำลายสิทธิเสรีภาพ และอำนาจของประชาชนลงไปเพียงชั่วข้ามคืน สร้างฐานอำนาจในระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ขึ้นมาและได้นำพาประเทศถอยหลังดิ่งลงเหวอีกครั้งโดยใช้กลไกต่างๆของรัฐ ครอบงำสำนึกทางการเมืองของประชาชนทั่วทุกหนทุกแห่งมิหนำซ้ำยังสร้างความทุกข์เข็ญให้กับประชาชนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ซึ่งความขัดแย้งในครั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าสิ่งใดเป็นอุปสรรค ของระบอบประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง
ดังนั้น มวลมหาประชาชนฝ่ายก้าวหน้าทั่วประเทศจึงได้รวมพลังกันลุกขึ้นสู้ คัดค้าน ต่อต้าน ตั้งแต่วันแรกที่กองกำลังทหารติดอาวุธป่าเถื่อนเข้ายึดอำนาจฆาตกรรมประชาธิปไตยของประชาชน จนถึง ณ เวลานี้ พลังส่วนก้าวหน้าในสังคมไทยที่รักประชาธิปไตย รักในความเป็นธรรมของสังคมได้มองเห็นปรากฏการณ์ และธาตุแท้ในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ว่า กลุ่มเผด็จการทหาร กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์ล้วนอยู่ภายใต้การครอบงำ และบงการโดยกลุ่ม “อำนาจนอกระบบ” หรือกลุ่มอำมาตย์ทั้งหลายที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง พวกมันทั้งหมดล้วนแต่มีเป้าหมายเพื่อสถาปนา “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” ที่มุ่งเน้นความเป็นใหญ่ให้กับอภิสิทธิ์ชนทั้งหลาย
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.) และองค์กรภาคี ขอประณามคณะเผด็จการทหารที่ได้ยึดอำนาจฆาตกรรมประชาธิปไตย หรือ “รัฐประหาร” เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เหยียบย่ำทำลายประชาธิปไตยของประชาชน และในฐานะที่เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ประเทศไทยต้องจำรึกไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยความคาดหวังว่า จะเป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้าย ดังนั้นทางสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ขอเป็นกำลังใจให้มวลมหาประชาชนฝ่ายก้าวหน้า และจะร่วมต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยของประชาชนให้รุดหน้า และเป็นจริงในอนาคต
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน(สนนอ.) จึงขอเรียกร้องต่อนิสิตนักศึกษาดังนี้
1. ขอให้นิสิตนักศึกษาผู้รักประชาธิปไตยทุกมหาวิทยาลัยร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกับประชาชน
2. ขอให้นิสิตนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัย ช่วยกันให้ข้อมูลและรณรงค์เพื่อนำไปสู้เป้าหมายร่วมกันคือ กำจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตย เพื่อสังคมที่ดีงาม และประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง
เชื่อมั่นและศรัทธาในการเปลี่ยนแปลง
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)
19 กันยายน พ.ศ. 2552

ปฏิวัติประชาธิปไตยในกระแสโลกาภิวัตน์

ที่มา ประชาไท





1. ความท้าทายจากโลกาภิวัตน์



กระแสโลกาภิวัตน์ที่กำลังดำเนินไปทั่วโลกในปัจจุบัน คือการเชื่อมต่อกันเข้าของระบบเศรษฐกิจสังคมนานาประเทศผ่านโครงข่ายตลาดการค้าและการลงทุนข้ามชาติ โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพลังหลัก ลดต้นทุนธุรกรรม การสื่อสารและการขนส่ง กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของสินค้า บริการ เงินทุน ผู้คน และทรัพยากรระหว่างประเทศในจำนวนมหาศาลต่อวัน การขยายการแข่งขันทางธุรกิจที่ข้ามกำแพงรัฐชาติ การแพร่หลายของการผลิตแบบห่วงโซ่ข้ามชาติ การไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลและวัฒนธรรมที่รวดเร็ว รวมทั้งการแพร่ขยายของระบอบประชาธิปไตยไปในบรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่ซึ่งอดีตเคยเป็นระบอบเผด็จการในรูปแบบต่าง ๆ


โลกาภิวัตน์ในขั้นตอนปัจจุบันมีรากฐานมาจากการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 2520-30 ก่อนหน้านั้น รัฐบาลประเทศเหล่านี้ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเคนส์เสียนที่รัฐเข้าแทรกแซงควบคุมระบบเศรษฐกิจทุนนิยม จำกัดการทำงานของกลไกตลาดด้วยกฎระเบียบและข้อห้ามมากมาย จัดตั้งรัฐวิสาหกิจผูกขาดในอุตสาหกรรมหลัก ส่งเสริมสหภาพแรงงาน และอัดฉีดงบประมาณของรัฐเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะล้นพ้นตัว เงินเฟ้อสูงเรื้อรัง วิกฤตการณ์ค่าเงินตกต่ำ และการว่างงานเชิงโครงสร้าง เป็นผลให้พรรคการเมืองที่เดินนโยบายลัทธิเคนส์เสียนพากันพ่ายแพ้เลือกตั้ง แทนที่ด้วยรัฐบาลฝ่ายเสรีนิยมที่ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน (privatization) ลดการแทรกแซงควบคุมของรัฐ (deregulation) และเปิดเสรีการแข่งขันภายในประเทศและการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ (liberalization)


โลกาภิวัตน์กลายเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกรากเมื่อเกิดการล่มสลายของระบบสังคมนิยมทั่วโลกในช่วงปี 2532-34 ระบอบการเมืองแบบเผด็จการด้วยพรรคการเมืองพรรคเดียวที่รัฐเข้าแทรกแซงกิจกรรมทุกแง่มุมในชีวิตส่วนตนของประชาชนได้พังทลายลงพร้อมกับระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมที่รัฐเข้าวางแผนและควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกชนิดอย่างเบ็ดเสร็จ ก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพและสูญเปล่า ความเป็นอยู่ของประชาชนเสื่อมทรุด อัตคัดขาดแคลน การล่มสลายของสังคมนิยมทำให้ประชากรกว่าหนึ่งในสามของโลกซึ่งเคยอยู่นอกระบบตลาดได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่ระบบตลาดของทุนนิยมในชั่วข้ามคืน กลายเป็นแหล่งแรงงาน ทรัพยากร ทุน และตลาดผู้บริโภคแห่งใหม่ให้กับการขยายตัวของทุนนิยมโลกในทศวรรษ 2530-50


ความเสื่อมของนโยบายเศรษฐกิจเคนส์เสียนในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา กับการล่มสลายของระบบสังคมนิยมในสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก เป็นข้อพิสูจน์ถึงความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลทั่วโลกในการแทรกแซงควบคุมระบบเศรษฐกิจ ประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อหรือมั่นใจใน “ภูมิปัญญาของรัฐบาล” อีกต่อไป


การมาถึงของโลกาภิวัตน์เป็นความท้าทายต่อรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ที่จะต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจของตนให้สอดรับและแสวงหาประโยชน์จากการแข่งขัน การไหลเวียนอย่างรวดเร็วของสินค้า เงินทุน ทรัพยากร มนุษย์ และข่าวสารข้อมูลในปริมาณมหาศาล เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจให้สามารถเผชิญกับการแข่งขันข้ามชาติ และดำเนินมาตรการลดผลกระทบทางลบของโลกาภิวัตน์ โดยทั้งหมดเป็นการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดการแทรกแซงของรัฐ เสริมสร้างระบบตลาดและการแข่งขัน และการปฏิรูประบบสวัสดิการประกันสังคมให้กะทัดรัดและมีประสิทธิภาพ


ระบบเศรษฐกิจโลกยุคโลกาภิวัตน์กลายเป็นเวทีแข่งขันระหว่างประเทศที่ดุเดือดเข้มข้น ทั้งแข่งขันกันปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้ก้าวหน้า ทันสมัย มีประสิทธิภาพ แล้วยังแข่งกันรวมตัวสร้างพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนระดับภูมิภาคขึ้นทั่วโลก โดยต่างหวังจะนำเอาจุดแข็งของประเทศคู่ค้ามาเสริมกับจุดแข็งของประเทศตน เช่น

การก่อตั้งเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement --- NAFTA) ที่รวมตลาดการค้าและการลงทุนของแคนาดา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก

การปรับโครงสร้างการเงินและอุตสาหกรรมในเกาหลีหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 1997

การเปิดประตูเศรษฐกิจรับเงินทุนและเทคโนโลยีตะวันตกของจีนและอินเดีย

การปฏิรูปเศรษฐกิจญี่ปุ่นโดยนายกรัฐมนตรีโคอิซูมิ (การปฏิรูปการเงิน การแปรรูปไปรษณีย์)

การปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางเสรีนิยมในหลายประเทศของละตินอเมริกาและคาริบเบียน

การก่อตั้งสหภาพยุโรป (EU) เพื่อแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาและ NAFTA

การผลักดันโดยสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่นให้จัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิกในกลุ่มเอเปก (Free Trade Area of the Asia and Pacific --- FTAAP)

สหรัฐอเมริกาเดินนโยบายเร่งทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ในเอเชีย ตั้งแต่สิงคโปร์ มาเลเซีย และเกาหลี โดยมีญี่ปุ่นและเวียดนามเป็นรายต่อไป

มาเลเซียเดินยุทธศาสตร์มุ่งพัฒนาฐานอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์และอิเล็กทรอนิกส์ในอาเซียน

สิงคโปร์ประกาศวาระแห่งชาติเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในปี 2544 มุ่งยกระดับโครงสร้างจากระบบเศรษฐกิจแบบเทคโนโลยีเข้มข้น ไปเป็นสังคมความรู้เข้มข้น

เวียดนามเปิดประเทศด้วยมาตรการปฏิรูปพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วด้าน เช่น แผนการเชิงพาณิชย์ท่าเรือน้ำลึกที่อ่าวคัมราห์น ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนครบวงจรเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ รถไฟหัวกระสุนฮานอย-โฮจิมินห์ซิตี้ โครงการผลิตและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปด้วยโรงกลั่นน้ำมันสามโรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สองแห่งเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม เป็นต้น



2. พัฒนาการเศรษฐกิจไทย


ประเทศไทยเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ปี 2501 เรื่อยมา โดยระยะเริ่มแรกเป็นการเน้นอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า ด้วยการส่งออกสินค้าเกษตรและสินแร่ไปแลกกับการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบขั้นกลางเข้ามาสร้างเป็นฐานอุตสาหกรรม ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสนองตลาดภายในประเทศ ทดแทนการนำเข้าสินค้าบริโภคจากต่างประเทศ ด้วยการส่งเสริมการลงทุนของเอกชนและการร่วมทุนกับต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมและทุนใหญ่เชื้อสายจีน ทั้งให้มีรัฐวิสาหกิจในกิจการสาธารณูปโภคและอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทาง “ยุทธศาสตร์” ทั้งหมดนี้ยืนอยู่บนฐานของระบบสถาบันการเงินไทยแบบปิด ที่ผูกขาดอยู่ในกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมและทุนใหญ่เชื้อสายจีนเพียงไม่กี่ตระกูล ภายใต้การควบคุมและคุ้มครองของธนาคารแห่งประเทศไทยให้ปลอดพ้นจากการแข่งขันกันเองและการแข่งขันจากทุนต่างชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา “อุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้น” (Labor-intensive industries) เนื่องจากมีแรงงานล้นเกินจากภาคเกษตร ค่าจ้างแรงงานและค่าครองชีพอยู่ในระดับต่ำ เทคโนโลยีการผลิตไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะความชำนาญสูง เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้า สิ่งอุปโภคประจำวัน และเกษตรแปรรูป เป็นต้น


แนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าภายใต้ทุนนิยมขุนนางอุปถัมภ์ดังกล่าวประสบภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน เผชิญวิกฤตราคาน้ำมันในช่วงปี 2515-2522 และความไม่สงบทางการเมือง (14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519) จนถึงยุคหลัง 2520 จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 ซึ่งยังคงดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า แต่ได้เพิ่มแนวทางอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกโดยร่วมลงทุนกับต่างชาติ ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต การพัฒนาเศรษฐกิจได้ยกระดับไปสู่ “อุตสาหกรรมทักษะเข้มข้น” (Skill-intensive industries) เนื่องจากในตลาดส่งออก สินค้าต้องมีคุณภาพและต้นทุนที่แข่งขันได้ เครื่องจักรและเทคโนโลยีซับซ้อนขึ้น ต้องใช้แรงงานที่มีความรู้และทักษะสูงขึ้น


ในช่วงเดียวกัน ก็เริ่มมีการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมที่สำคัญขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่งคือ “อุตสาหกรรมทุนเข้มข้น” (Capital-intensive industries) เป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินทุนมหาศาล ใช้เทคโนโลยีและพลังงานมาก แต่จ้างแรงงานน้อย ทั้งหมดยังคงเป็นการร่วมทุนของทุนขุนนางจารีตนิยม ทุนใหญ่เชื้อสายจีน กับทุนต่างชาติ เป็นอุตสาหกรรมพลังงาน ปิโตรเคมี พลาสติก ยางสังเคราะห์ และอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กและเหล็กกล้า ประกอบรถยนต์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลเกษตร เป็นต้น


ช่วงหลังปี 2530 กลุ่มทุนญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวันได้ย้ายฐานการผลิตสินค้าเครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหลบเลี่ยงการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกาและยุโรป เกิดเป็นกลุ่ม “อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้มข้น” (Technology-intensive industries) ซึ่งจ้างแรงงานทักษะสูง ค่าจ้างแรงงานสูง ใช้เทคโนโลยีซับซ้อน เน้นการส่งออก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน วงจรไฟฟ้า ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม และเครื่องจักรกลเกษตร เป็นต้น การพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงปี 2530-40 ยังทำให้เกิดการเติบโตของกลุ่มทุนใหม่ ซึ่งอยู่ในภาคเศรษฐกิจส่งออกและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระดับสูง มีผลประโยชน์ผูกติดกับการค้าการลงทุนและแนวโน้มของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกอย่างแนบแน่น


การพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปจากประเทศเกษตรกรรมในอดีต กลายเป็น “ประเทศอุตสาหกรรมระดับกลาง” คือ ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลงจาก ร้อยละ 23 ในปี 2523 เหลือเพียงร้อยละ 11 ในปัจจุบัน ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมได้เพิ่มสัดส่วนจากร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 36 และเมื่อพิจารณาสาขาเศรษฐกิจสมัยใหม่ (อุตสาหกรรม ก่อสร้าง ขนส่งและคมนาคม บริการทางการเงิน ค้าส่งค้าปลีก) จะมีสัดส่วนรวมกันสูงถึงร้อยละ 66 ของจีดีพี


ประเทศไทยจึงมีโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างหลากหลาย ทั้งอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าและอุตสาหกรรมส่งออก ตั้งแต่อุตสาหกรรมที่ยังใช้แรงงานและทักษะเข้มข้น ไปจนถึงอุตสาหกรรมทุนเข้มข้นและเทคโนโลยีเข้มข้นที่เติบโตเร็ว ในด้านการค้าต่างประเทศของไทยนับแต่ปี 2538 ถึงปัจจุบัน สินค้าส่งออกประกอบด้วยสินค้าอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 80 ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทักษะเข้มข้นและเทคโนโลยีเข้มข้น เช่น เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เคมีภัณฑ์ พลาสติก อุปกรณ์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ รถยนต์และชิ้นส่วน ในขณะที่ด้านสินค้านำเข้า ประกอบด้วยเครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และสินค้าอุตสาหกรรม รวมกันสูงถึงร้อยละ 68 โดยยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมากถึงร้อยละ 20



3. ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมไทย


ระบบเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเป็นทุนนิยมขุนนางอุปถัมภ์ ถูกครอบงำด้วย “กลุ่มทุนเก่า” ที่ประกอบด้วยทุนขุนนางจารีตนิยมและทุนใหญ่เชื้อสายจีน เต็มไปด้วยการผูกขาดตัดตอน ใช้อำนาจทั้งในและนอกระบบราชการแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจผ่านสิทธิพิเศษทางกฎหมาย การส่งเสริมการลงทุนโดยรัฐ โครงการต่าง ๆ ของรัฐ สัมปทาน และรัฐวิสาหกิจ ในด้านต่างประเทศ ก็ดำเนินนโยบายจำกัดการแข่งขันจากต่างประเทศด้วยมาตรการกีดกันการค้า กำแพงภาษี ปกป้องคุ้มครองธุรกิจใหญ่ของกลุ่มทุนขุนนางภายในประเทศให้ปลอดพ้นจากการแข่งขันในระดับสากล ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการแข่งขันยุคโลกาภิวัตน์ เห็นได้จากความผิดพลาดของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน การกำกับดูแลสถาบันการเงิน นโยบายเศรษฐกิจมหภาค และนโยบายวิเทศธนกิจในช่วงปี 2532-2536 ซึ่งเป็นการ “เปิดเสรีให้กู้เงินจากต่างประเทศ” กระแสเงินทุนระยะสั้นไหลเข้าสู่เศรษฐกิจไทยที่ยังเต็มไปด้วยระบบผูกขาด วิสาหกิจล้าสมัยขาดประสิทธิภาพ เป็นผลให้แทนที่เงินทุนจะถูกใช้ไปในการปรับโครงสร้าง วางรากฐานเศรษฐกิจ ยกระดับเทคโนโลยีและความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจ เงินทุนเหล่านั้นกลับถูกใช้ไปในการเก็งกำไรหุ้นและอสังหาริมทรัพย์และการทุจริตในภาคธุรกิจ นำมาซึ่งวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งที่รุนแรงที่สุด


จุดเปราะบางสำคัญของเศรษฐกิจไทยในการแข่งขันของโลกาภิวัตน์ก็คือ ประเทศไทยยังขาดการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งที่เป็นของตนเองและที่ใช้ประโยชน์ต่อยอดจากเทคโนโลยีต่างชาติ ทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีในระดับสูงมาก ดังจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีการขาดดุลค่าใบอนุญาตใช้เทคโนโลยีระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากหนึ่งหมื่นล้านบาทในปี 2536 เป็นสูงถึงราว 8 หมื่นล้านบาทต่อปีในปัจจุบัน หรือเพิ่มจากร้อยละ 0.34 เป็นร้อยละ 0.94 ของจีดีพีในช่วงดังกล่าว


ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันในโลกาภิวัตน์อย่างรุนแรง อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานและทักษะเข้มข้นมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยไม่มีแรงงานราคาถูก ไม่มีสินแร่และทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์เหมือนช่วงปี 2500-2520 ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยปัจจุบันมีปริมาณสำรองจำกัด และยังต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในปริมาณมาก การพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระดับสูงมากทำให้เสี่ยงต่อการที่ทุนต่างชาติจะย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้มข้นออกไปประเทศอื่นเมื่อเงื่อนไขภายในและภายนอกเกิดเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการแข่งขันจากจีนและอินเดียที่ผลิตสินค้าได้หลากหลายทุกระดับ ความท้าท้ายของระบบเศรษฐกิจไทยคือ ต้องยกระดับฐานอุตสาหกรรมให้สูงขึ้นสู่ “อุตสาหกรรมความรู้เข้มข้น” (Knowledge-intensive industries) พัฒนาความรู้เทคโนโลยีของตนเองและต่อยอดจากของต่างชาติ เน้นพัฒนาและผลิต “ทรัพย์สินทางปัญญา” นำมาประยุกต์กับสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีของตนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น


แต่ประเทศไทยปัจจุบันกลับอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาฐานความรู้ที่ต่ำที่สุดในเอเชีย เห็นได้จากระดับ “ดัชนีชี้วัดสมรรถนะการผลิตทรัพย์สินทางปัญญา” ที่ต่ำมาก เช่น ประเทศไทยมีการลงทุนใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาเพียงร้อยละ 0.25 ของจีดีพีในปี 2547 เกือบจะต่ำที่สุดในเอเชีย ดัชนีอื่น ๆ เช่น อัตราคำขอจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของคนไทยในสหรัฐอเมริกาต่อประชากรไทยล้านคนอยู่ที่เพียง 1.08 คำขอ อัตราคำขอสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ในประเทศไทยต่อประชากรไทยล้านคนอยู่ที่ 12.86 คำขอ ซึ่งล้วนอยู่ในระดับเกือบต่ำสุดของเอเชีย คือสูงกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เท่านั้น ในขณะที่อัตราการจ่ายค่าใบอนุญาตเพื่อใช้เทคโนโลยีต่างประเทศต่อจีดีพีกลับมีระดับเกือบสูงที่สุดในเอเชีย


วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และความอ่อนแอด้อยพัฒนาในการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจไทยยังคงล้าหลังและอ่อนแออย่างยิ่งในการเผชิญกับกระแสโลกาภิวัตน์ เผยให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบอบอำมาตยาธิปไตยของกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมในการปกครองบริหารประเทศ เป็นสัญญาณชี้ว่า ระบอบอำมาตยาธิปไตย ระบบราชการ และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเมืองของพวกเขาตั้งแต่ยุค 2500 มาบัดนี้ได้ถึงทางตันแล้ว และมิอาจปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อปฏิรูประบบเศรษฐกิจสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้า ทันสมัย มีประสิทธิภาพ แข่งขันได้ในยุคโลกาภิวัตน์



4. การต่อสู้ทางชนชั้น การต่อสู้สองแนวทาง


ระบอบการเมืองไทยนับแต่รัฐประหาร 16 กันยายน 2500 เป็นต้นมามีเนื้อในที่เป็นระบอบอำมาตยาธิปไตยของกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมซึ่งผูกขาดอำนาจรัฐผ่านกองทัพและระบบราชการ แต่มีเปลือกนอกที่สลับกันไปมาระหว่างระบอบเผด็จการทหารแบบโจ่งแจ้งกับระบอบรัฐธรรมนูญที่มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองและรัฐบาลที่อ่อนแอ มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนหุ่นเชิดของพวกเขา


วิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ได้สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับกลุ่มทุนเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารพาณิชย์ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่กลุ่มทุนใหม่ได้รับความเสียหายน้อยมาก เปิดโอกาสให้มีการปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีวินัย รัฐสภามีเสถียรภาพ และรัฐบาลมีความมั่นคง กลุ่มทุนใหม่ซึ่งมีพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทนนั้น มีความเข้าใจถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยและเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโครงสร้างเพื่อให้ทันกับยุคโลกาภิวัตน์ พวกเขาอาศัยรัฐธรรมนูญ 2540 สามารถชนะการเลือกตั้งในปี 2544 และเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยจากการผลิตที่เน้นแรงงาน ไปสู่การผลิตที่เน้นฝีมือและความรู้ แปรเศรษฐกิจสังคมไทยให้ทันสมัย เช่น แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เปิดเสรีการค้าและการลงทุน จัดทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ทยอยลดอัตราภาษีศุลกากร ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการ ปฏิรูปการศึกษา และลงทุนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้งระบบ เป็นต้น ให้เศรษฐกิจไทยยกระดับความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้ในกระแสโลกาภิวัตน์


แต่นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้กลุ่มทุนเก่าซึ่งบอบช้ำอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ต้องสูญเสียประโยชน์และถูกบั่นทอนอำนาจผูกขาดที่ครอบงำเศรษฐกิจการเมืองไทยมายาวนาน ในที่สุด กลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมจึงก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ฉีกเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐธรรมนูญ 2540 ทิ้ง และเผยให้เห็นเนื้อในที่เป็นระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยอีกครั้ง รัฐประหาร 19 กันยายนจึงเป็นปฏิกิริยาของกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ และได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากบรรดาพลังปฏิกิริยาต่อต้านโลกาภิวัตน์ในสังคมไทยที่เกาะกินแสวงหาประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกลุ่มทุนจารีตนิยม-ราชการ ได้แก่ ทุนใหญ่ผูกขาดเชื้อสายจีน ปัญญาชนขวาจัดและราษฎรอาวุโส ปัญญาชน “อีแอบ” ตีสองหน้า ครูอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน นักคิดและปัญญาชนชาตินิยมและชุมชนนิยม เป็นต้น


ชนชั้นล่างในเมืองและชนบทเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากรัฐธรรมนูญ 2540 และจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย พวกเขาเกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เข้าใจได้เป็นครั้งแรกว่า “ประชาธิปไตยนั้นกินได้และเห็นหัวคนจน” พวกเขากลายเป็นฐานพลังอันเข้มแข็งที่สนับสนุนผู้นำพรรคไทยรักไทย และเป็นมวลชนพื้นฐานที่ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายนและระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 จากการต่อสู้กับเผด็จการตลอดกว่าสามปีมานี้ พวกเขาได้ยกระดับจิตสำนึกทางการเมืองและความรับรู้สูงถึงขั้นรู้แจ้งว่า แท้จริงแล้ว อะไรคือปัจจัยขัดขวางประชาธิปไตย ความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง และการกินดีอยู่ดีของประชาชน ตลอดจนเป็นรากเหง้าของรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดหลายสิบปีมานี้


ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยม ทุนเก่าและปัญญาชนขวาจัดด้านหนึ่ง กับกลุ่มทุนใหม่ ปัญญาชนประชาธิปไตยและชนชั้นล่างในเมืองและชนบทในอีกด้านหนึ่ง ขณะเดียวกัน ก็เป็นการต่อสู้สองแนวทางระหว่างระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยและระบบทุนนิยมขุนนางอันล้าหลังของพวกจารีตนิยม-ทุนเก่าด้านหนึ่ง กับระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนและแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่ก้าวหน้าในอีกด้านหนึ่ง การต่อสู้นี้ยืดเยื้อยาวนาน ยากลำบาก และอันตราย ถึงปัจจุบัน ยังคงอยู่ในขั้นตอน “สงครามกลางเมืองที่ไม่หลั่งเลือด” และอาจจะพัฒนายกระดับไปเป็นสงครามชนชั้นที่เปิดเผยได้หากฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยยังคงดื้อดึงฉุดรั้งสังคมไทยให้ถดถอยต่อไป ผลลัพธ์จะตัดสินว่า ประเทศไทยจะเดินไปทางไหนระหว่างการเป็นประเทศด้อยพัฒนาที่เป็นเผด็จการ เศรษฐกิจหยุดนิ่ง และวัฒนธรรมล้าหลังเสื่อมโทรม กับการเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นประชาธิปไตย เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้า สังคมวัฒนธรรมทันสมัยและหลากหลาย



5. ชูธงสามผืน ปฏิวัติประชาธิปไตย ปลดปล่อยประเทศไทยสู่ “สังคมความรู้”


ฝ่ายประชาธิปไตยต้องชูธงชาติไทยสามผืนให้สูงเด่นคือ ธงประชาธิปไตย ธงโลกาภิวัตน์ และธงความเป็นธรรมทางสังคม ธงสามผืนนี้เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก เกื้อกูลสนับสนุนและเป็นเงื่อนไขให้แก่กัน เพราะไม่อาจมีประชาธิปไตยถ้าไม่มีโลกาภิวัตน์ และไม่อาจมีโลกาภิวัตน์ถ้าไม่มีประชาธิปไตย แต่ทว่า ทั้งประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและก่อเป็นดอกผลแห่งการพัฒนาก้าวหน้าที่ยั่งยืนได้นั้น จะต้องสามารถสนองตอบความต้องการทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจของประชาชนได้ สามารถแจกจ่ายประโยชน์ของโลกาภิวัตน์ไปในหมู่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมได้


ธงประชาธิปไตยหมายถึง การต่อสู้ขจัดอำนาจอำมาตยาธิปไตยที่เป็นรากเหง้าของรัฐประหารและเผด็จการ เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน บนหลักการ

อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน

หลักสิทธิและโอกาสอันเท่าเทียมของพลเมือง

หลักเสรีภาพนิยมและปัจเจกชนนิยมของพลเมือง

หลักนิติรัฐ-นิติธรรมที่คงไว้ซึ่งความยุติธรรมและเท่าเทียมกันของพลเมืองทุกคนภายใต้กฎหมาย


ธงโลกาภิวัตน์คือ การดำเนินนโยบายและมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจไทย สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพและก่อประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างยั่งยืน ยกระดับความสามารถในการแข่งขันและแสวงผลประโยชน์ของประเทศไทยในเศรษฐกิจโลก

ยกระดับและขยายโครงสร้างพื้นฐานทางขนส่ง พลังงาน และโทรคมนาคม ให้เป็นระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัยและทั่วด้าน

การเปิดเสรีการค้า บริการ การลงทุน และทางการเงินอย่างเป็นขั้นตอน

ส่งเสริมการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เพิ่มผลิตภาพให้สูงขึ้นและมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีของไทยและต่างประเทศ

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างโปร่งใสและมีขั้นตอน

มีมาตรการและกองทุนสนับสนุนช่วยเหลือผู้ที่ถูกผลกระทบจากมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ

วินัยทางการคลังและหนี้สาธารณะในระดับต่ำ

เน้นสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคมเพื่อเสริมสร้าง “ทุนมนุษย์” ในสังคมไทย

ปฏิรูประบบภาษีให้ง่าย โปร่งใส เป็นธรรม รวมภาษีทรัพย์สิน

ยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่เทคโนโลยีเข้มข้นและความรู้เข้มข้น

เพิ่มการใช้จ่ายสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาครัฐ ส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา


ธงความเป็นธรรมทางสังคม การแก้ปัญหาความยากจน ส่งเสริมการกระจายรายได้เพื่อให้ดอกผลของประชาธิปไตย โลกาภิวัตน์ และการพัฒนาเศรษฐกิจได้กระจายไปสู่ประชาชนส่วนข้างมากของประเทศ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์มีความชอบธรรม มั่นคงและยั่งยืน


สร้างและขยายระบบประกันสังคมแก่ลูกจ้างพนักงาน คนว่างงาน คนพิการและคนชรา เสริมสร้างการประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ขยายและยกระดับมาตรการแก้ไขความยากจนต่อเนื่อง เช่น กองทุนหมู่บ้าน สถาบันการเงินชุมชน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ แปลงทรัพย์สินเป็นทุน ธนาคารประชาชน เป็นต้น

เพิ่มและพัฒนามาตรการภาษีเพื่อกระจายรายได้ เช่น ภาษีที่ดินว่างเปล่า และภาษีมรดก

บังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ยกระดับมาตรฐานกฎหมายแรงงานและสิ่งแวดล้อมให้สูงขึ้นตามมาตรฐานสากลเพื่อปรับปรุงยกระดับคุณภาพชีวิตในที่ทำงานและในชีวิตประจำวันของผู้ใช้แรงงาน

พท.พร้อมเลือกตั้งใหม่

ที่มา thaifreenews

คณวัฒน์ วศินสังวร พท.พร้อมเลือกตั้งใหม่
สัมภาษณ์พิเศษ
ที่มา ข่าวสด

หนึ่งในทีมเบื้องหลังไทยรักไทย เมื่อพรรคถูกยุบและต่อมาพรรคพลังประชาชนก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน


ชื่อของ คณวัฒน์ วศินสังวร จึงขึ้นมาอยู่แถวหน้าในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

เคยผ่านงานกับคีย์แมนหรือคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่า น.พ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ จึงได้รับการวางตัวให้สานต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจ

แม้อดีตเคยเป็นผู้ช่วยรมต.ไอซีที และเลขานุการ รมว. คลัง แต่ก็ไม่โด่งดังเท่ากับยุคปัจจุบันที่ปูดเรื่องตั้งรัฐบาล 1+1

วันนี้โดยภารกิจแกนนำพรรคเพื่อไทย ยังต้องวางยุทธศาสตร์รับมือเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเจ้าตัวเปิดใจให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าสนใจ



ร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยตั้งแต่เมื่อไหร่

เริ่มต้นการเมืองตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย มาทำนโยบายให้โดยเฉพาะโครงการกองทุนหมู่บ้าน และหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ตอนนั้นกองทุนหมู่บ้านมีคุณสุวิทย์ คุณกิตติ ดูแล ผมก็เข้าไปเป็นที่ปรึกษา

แต่หนึ่งตำบลฯยังไม่มีใครเป็นหลัก น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช (อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย) เลยเรียกผมไปช่วยเป็นเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (โอท็อป)

กระทั่งเกิดวิกฤตการเมือง 2 ครั้งกับพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน มาถึงปัจจุบันคือพรรคเพื่อไทย ผมเลยต้องรับช่วงต่อโดยเป็นรองหัวหน้าพรรค



เคยพูดถึงเรื่องรัฐบาล 1+1 ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์

เรื่องนี้เกิดปลายเดือนส.ค. หลังประชุมพรรคมีงานเลี้ยงชั้น 4 เชิญสื่อขึ้นมาด้วย สื่อมาถามผมเรื่องคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พูดเรื่องการตั้งรัฐบาล 1+1

ผมถามย้ำสื่อคนนั้นว่าแน่ใจนะว่าท่านสุเทพเสนอ เขาก็ยืนยัน ผมถามถึง 3 ครั้ง แถมย้ำว่าจดคำตอบผมให้ดีๆ ดังนี้ 1.เป็นกุศโลบายของพรรคประชาธิปัตย์ในการกำราบพรรคร่วมโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย

2.พรรคเพื่อไทยไม่ต่อรองกับพรรคประชาธิปัตย์ในลักษณะนี้แน่ 3.การทำงานด้วยกันนั้น ทำได้ แต่ต้องแก้วิกฤตความขัดแย้งด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี"50 ที่ผูกเอาความขัดแย้งทั้งหมดเข้ามาอยู่ข้างในเพราะเป็นฉบับที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติ

นี่คือ 3 ข้อที่ให้ไปแล้วผมก็บอกว่าจบคำสัมภาษณ์ จากนั้นย้ำกับผู้สื่อข่าวว่าสิ่งที่จะพูดหลังจากนี้เป็นน้ำจิ้ม

ผมบอกว่าไปตีเทนนิสแล้วเจอคุณท็อป (น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์) เดินมาคุยกับผม เรารู้จักกันอยู่แล้วเพราะลูกเรียนโรงเรียนเดียวกันคือที่บางกอกพัฒนา แต่อยู่คนละชั้น เจอกันอยู่เรื่อยๆ รู้จักกัน

คุณท็อปพูดขึ้นเองว่าทำงานยากมากกับพรรคร่วมรัฐบาล เขาต่อรองหนักมาก เสียดายถ้าพรรคเพื่อไทยจับมือประชาธิปัตย์น่าจะดี มีเสถียรภาพ และทำงานได้ดี

ผมได้ยินแล้วตอบไปว่า อย่าเพิ่งพูดเลย ตอนนี้ยังไกลเกินไป ถ้าจะทำงานด้วยกัน ให้เสนอไปที่พรรคจะได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่ปรากฏว่ารุ่งขึ้นเรื่องน้ำจิ้มของผมกลายเป็นข่าวหมด แล้วนักข่าวเอาประเด็นนี้ไปถามนายกฯอีก ท่านก็มีอารมณ์ ถามว่าคณวัฒน์เป็นใคร



ความคืบหน้าเรื่องหัวหน้าพรรคคนใหม่

ขณะนี้ยังเป็นคุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่ผ่านมามีกระแสข่าวเป็นช่วงๆ เพราะพอเราประชุมฝ่ายค้านทีไร จะมีความรู้สึกว่าต้องมีผู้นำในสภา อีกทั้งรัฐธรรมนูญเขียนว่าผู้นำฝ่ายค้านต้องเป็นส.ส. หัวหน้าพรรคไม่ได้เป็นส.ส. เลยมีกระแสให้เอาคนของเราซึ่งเป็นส.ส.อยู่แล้วมาเป็นหัวหน้า

แก้ปัญหาด้วยการมอบหมาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ถือว่าอาวุโสมาเป็นประธานส.ส. และเป็นคนนำการอภิปรายในสภา



น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าพรรคบ่อยหรือไม่

ไม่ได้ปิดบัง ก็เข้าพรรค ภารกิจหลักมาช่วยระบบบริหารพรรค เกี่ยวกับงานบริหาร การจัดโครงสร้างเรื่องการบริหารจัดการ ท่านผ่านองค์กรบริษัทขนาดใหญ่ น่าจะวางโครงสร้าง ได้ดี

ความเป็นน้องสาวอดีตนายกฯ สมาชิกส่วนใหญ่ยังผูกพันกับอดีตนายกฯ เวลาเลือกตั้งซ่อมทุกคนจะแย่งตัวคุณยิ่งลักษณ์ไปลงพื้นที่ ชาวบ้านเห็นก็กรี๊ดกร๊าด ส.ส.ยิ่งถูกใจใหญ่

ท่านจึงเป็นหนึ่งในบุคคลที่ส.ส.ในพรรคเรียกร้องอยากให้เป็นหัวหน้า บุคคลิกส่วนตัวก็เป็นกันเอง พบปะพูดคุยกันดี



วางยุทธศาสตร์การทำพื้นที่ไปถึงไหน

ในแง่การสรรหาบุคคล เรามีคณะกรรมการภาคต่างๆ คือ อีสาน กทม. ใต้ เหนือ คณะกรรมการภาคจะเสนอคณะกรรมการสรรหาซึ่งมีผมเป็นประธาน เพื่อรวบรวมชื่อทั้งหมดส่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณา

ตอนนี้เรามีส.ส. 187 คน ต้นเดือนต.ค.นี้เราจะเปิดตัวผู้สมัคร เริ่มต้นจากคนใหม่ในภาคอีสานก่อน จากนั้นจะลงพื้นที่



ทำไมเปิดตัวผู้สมัครเร็วนัก

ต้องอยู่บนสมมติฐานเรื่องการยุบสภา รัฐบาลอย่างเก่งเหลือเวลามากสุดแค่ 2 ปีเศษๆ ไม่ครบเทอมแน่ เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

เมื่อเงื่อนไขทางการเมืองกับเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้า อาจมีปัจจัยการทรุดทางเศรษฐกิจที่เร็วเกินคาด จึงต้องชิงยุบสภา จากนี้ไปผมจึงเชื่อว่าจะมีการยุบสภาเมื่อใดก็ได้ อาจโปรยเม็ดเงินลงไปล่วงหน้าก่อนเลือกตั้ง

ในฐานะนักการเมืองทุกพรรคต้องเตรียมพร้อมแม้แต่ประชาธิปัตย์ ในส่วนของพรรคหากในพื้นที่ใดยังไม่มีส.ส. เราต้องเติมเต็ม



รีบเปิดตัวผู้สมัครเพื่อสกัดส.ส.ไหลไปพรรคภูมิใจไทย

ไม่ใช่ กระแสพรรคในภาคอีสานยังดีอยู่ คนที่ออกไปแล้วอยากกลับมาด้วยซ้ำ ตอนนี้ไม่มีส.ส.อีสานของพรรคย้ายไปอยู่ที่อื่นแน่

ส.ส.เขาก็รู้จักกันอยู่ คนที่ออกไปเคยเป็นคนของเรา ดังนั้นเรื่องไปคุยหรือต่อรองกันก็ต้องมี แต่สุดท้ายแล้วส.ส.ต้องตัดสินใจโดยดูจากโอกาสการชนะเลือกตั้งว่าได้แน่ๆ หรือชนะโดยไม่ยาก

เรียนตามจริงว่าไม่อยากเอาคนที่เคยออกไป กลับมาอยู่กับเราอีก ผู้สมัครใหม่ก็ไม่ใช่ใหม่ถอดด้าม อยู่กับพรรคมานาน เป็นนักการเมืองท้องถิ่นมีฐานอยู่แล้ว บวกกับกระแสพรรคจึงน่าจะชนะได้ง่าย



ชูนโยบายอะไรในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ถ้าไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้จะเป็นนโยบายการเมืองในการหาเสียง เราจะถือโอกาสขอประชามติด้วย หากประชาชนไม่เห็นด้วย ก็ไม่เลือกเรา

ส่วนนโยบายเศรษฐกิจคือการแก้ปัญหาปากท้องบนหลักของการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ด้วยการต่อ ยอดนโยบายเศรษฐกิจที่ทำต่อเนื่องตั้งแต่สมัยไทยรักไทย เช่น หนึ่งตำบลฯ กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชน รวมถึงนโยบายปลดหนี้ประเทศที่เราจะชูต่อไป



การเปิดตัวเร็วทั้งคนและนโยบาย เป็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบพรรคอื่นหรือไม่

แคมเปญหาเสียงยังไม่ออกทันที ยังเป็นกรอบความคิดใหญ่ๆ รายละเอียดจะตามมาหลังจากยุบสภาแล้ว คาดว่าน่าจะเป็นเดือนพ.ย.

เป้าหมายพรรคจะยึดการเป็นที่ 1 แบบเกินครึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดการช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาลเหมือนที่ผ่านมา ตรงนี้เป็นเงื่อนไขเดียวที่เราต้องชนะให้ได้ เป้าจึงอยู่ที่ 240+



เล็งพื้นที่ใดเป็นเป้าหมายเพิ่มจำนวนส.ส.

ผมยังคิดว่าจุดแข็งของเราคือภาคอีสาน ยกเว้นบางจังหวัดที่ช่วงชิงกันสูง เช่น อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครราชสีมา อีสานใต้

สนามกรุงเทพฯ ตอนนี้เรามีอยู่ 6 เสียง กระแสหากยังเป็นอย่างนี้ ผมเชื่อว่าจะบวก ได้ส.ส.เพิ่มขึ้น เบื้องต้น ส.ส.เดิมจะได้รับการพิจารณาก่อน ดังนั้นส.ส.ทั้ง 6 คนจะได้ลงแน่นอน แต่กรุงเทพฯยังไม่เปิดตัว ต้องดูกระแสและความนิยมของผู้สมัครด้วย



มองพรรคการเมืองใหม่ของพันธมิตรอย่างไร

ถือเป็นคู่แข่ง ต้องดูนโยบายว่าจะขายอะไรบ้าง นโยบายเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ที่สุดแล้วประชาชนจะตัดสิน แต่ยังมั่นใจว่าเราไม่ใช่พรรคใหม่ถอดด้าม มีที่มาที่ไป มีผลงานในอดีตของ 2 พรรคที่โดนยุบ จุดแข็งเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่พิสูจน์มาแล้ว



เคยไปหานายใหญ่ที่ดูไบหรือไม่

ไม่เคย แต่ส.ส.ในพรรคทุกคนสนิทกับท่านดี ไม่แน่ใจว่ามีเบอร์ส่วนตัวของท่านด้วยหรือเปล่า เห็นโทร.คุยกับท่าน หรือไม่ก็บินไปหาอยู่เรื่อยๆ ด้วยความคิดถึง

เปิดบันทึกกองพิสูจน์หลักฐาน "คลิปอภิสิทธิ์" ใจความสำคัญไม่ได้ถูกตัดต่อ

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 กันยายน 2552

ข่าวเกี่ยวกับคลิปอื้อฉาวของนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ที่ถูกบันทึกไว้ขณะที่ตนเองอยู่ที่ค่ายทหารริมถนนวิภาวดีรังสิต สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องจัดการกับประชาชน ถูก "downplay" โดยใช้สื่อในเครือและบุคคลที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดีหลักฐานที่ออกมาจากกองพิสูจน์หลักฐานแม้จะพยายามตีตราว่าถูกตัดต่อ แต่ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า นายอภิสิทธิ์ได้สั่งการให้จัดการประชาชนอย่างไรบ้าง

เอกสารดังกล่าวเราขอบันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้ประชาชนที่มีสติ มโนคติ ไม่มีอคติ เอาไว้ใช้ศึกษา ขอขอบคุณคุณ boon-m1 จากเว็บประชาไทที่ได้นำมาเผยแพร่ต่อ




ตายอย่าหวังสู้หน้าพระบิดารพี

ที่มา Thai E-News


ก็รู้เช่นเห็นชาติดังคาดคิด
ถูกเป็นผิดบิดพลิ้วด้วยชิวหา
ทำประโยชน์มิได้ไร้ราคา
อุปมาตาชั่งเอียงเพียงเท่านี้

สู้ร่ำเรียนเขียนอ่านกบาลบวม
โยนโถส้วมเถิดครุยถุย!บัดสี
ตายอย่าหวังสู้หน้าพระบิดารพี
ลงนรกอเวจีสถานเดียวฯ


ปีกซ้าย,21 กันยายน 2552

รัฐภายในรัฐ

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 16
21 กันยายน 2552

ไม่ว่าถูกกดดันอย่างไร ผู้นำรัฐบาลตัวจริงจะไม่เผยโฉมหน้าเป็นอันขาด แต่จะแสดงบทเลี่ยงๆ เมื่อถึงคราวจำเป็นให้คนที่ต่ำกว่าตีความเองว่าต้องการอะไรและอย่างไร (หลายครั้งก็ปล่อยให้ตีความผิด) นอกนั้นจะสั่งการผ่านรหัสและใช้ “บ๋อย” เพื่อไม่ให้ใครสาวถึง


นักหนังสือพิมพ์อาวุโส “พญาไม้” ได้กรุณาเขียนถึงผมในคอลัมน์ของท่าน ว่าด้วยวลีหนึ่งที่ผมยกมาพูดคุยกับกลุ่มประชาธิปไตยที่มาฟังกันทั่วโลกเมื่อวันก่อน ผมจึงคิดว่าควรนำเรื่องนี้มาขยายความให้ชัด เพราะหนามที่ปักอกระบอบประชาธิปไตยไทยมาตลอดนั้น ไม่มีชิ้นไหนใหญ่กว่าชิ้นนี้ และตำอยู่ในใจผู้อาวุโสหลายคนในเมืองไทยอย่างชนิดพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

นั่นคือเรื่องของ “รัฐภายในรัฐ”

คำๆ นี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในตำราและงานวิจัยที่ก้าวหน้าในวิชารัฐศาสตร์อย่างเดียว แต่ยังเป็นคำที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาใช้เรียกสภาวะเมืองไทยในช่วงสงครามเย็นว่า “state within state” ที่แปลออกมาตรงกันว่า รัฐภายในรัฐ นั่นด้วย

ความจริงคนที่ศึกษาการเมืองไทยถึงระดับโครงสร้างและรูปแบบการเมืองการปกครองก็รู้เรื่องนี้ทุกคน เรื่องนี้ไม่ใช่ความรู้ใหม่ เพียงแต่เหตุการณ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๔ ที่พรรคไทยรักไทยกลายเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาก ได้คุณทักษิณมาเป็นนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจเต็ม จนถึงขั้น “เกย” กับผู้มีอำนาจเดิม ได้กลายเป็นหลักฐานที่จับต้องได้ว่า “รัฐภายในรัฐ” ในราชอาณาจักรไทยนั้นมีตัวตนจริง
หลักฐานนี้ชี้ว่าประชาชนไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศนี้อย่างที่โฆษณาชวนเชื่อกัน

“รัฐภายในรัฐ” มีความหมายว่า ภายในประเทศไทยที่เรียกตามศัพท์กฎหมายระหว่างประเทศว่ารัฐไทยนี้ มีรัฐบาลซ้อนกันอยู่ ๒ ชนิดคือ รัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งมาตามกระบวนการ กับรัฐบาลที่ไม่เคยลงเลือกตั้งและไม่เคยสนใจที่จะได้รับเลือกตั้ง

รัฐบาลประเภทหลังประกอบด้วย:

๑. ข้าราชการระดับผู้ใหญ่ทั้งพลเรือนและทหารที่เติบโตมาเรื่อยๆ ในระบบอุปถัมภ์ของผู้มีอำนาจเดิม แล้วผลัดกันสวมอำนาจแบบสมบัติผลัดกันชม จนบางครั้งก็เกิดแก่งแย่งกัน

๒. กลไกการควบคุมรัฐไทยโดยสิ้นเชิง เช่น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพบก การบินไทย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

๓. ฝ่ายหารายได้ ทั้งจากสมบัติเดิมและสมบัติใหม่ รวมทั้งการพัฒนาเครือข่ายดูดทุนไม่ว่าจะเป็นทุนเก่าหรือทุนใหม่เข้าสู่ส่วนกลาง

๔. นักวิชาการผู้มีทักษะเฉพาะด้าน โดยเฉพาะวิธีควบคุมบ้านเมืองด้วยกฎหมาย เช่น การจัดทำรัฐธรรมนูญ การซ่อนเงื่อนไขรักษาอำนาจและผลประโยชน์ไว้ในกฎหมายระดับรองลงไป เป็นต้น

๕. ข้อตกลงกับประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ในการรักษาผลประโยชน์ร่วมกันและไม่ทับซ้อนในพื้นที่อำนาจของกันและกัน

รัฐบาลประเภทนี้จึงมีทุกอย่างอย่างสมบูรณ์ในการแสวงหาและรักษาอำนาจ ถือเป็นรัฐบาลตัวจริงของราชอาณาจักรนี้

ส่วนรัฐบาลเลือกตั้งเอาไว้เป็นภาพลักษณ์ของประเทศและใส่เป็นหน้ากากบังตัวจริงไว้ อยากได้อะไรก็โทรศัพท์ หรือส่งคนมาสั่งรัฐบาลเลือกตั้งเหมือนสั่งพิซซ่า

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในช่วงแรกๆ (ตั้งแต่กลุ่ม “เรารักในหลวง” เป็นต้นมา) การแสดงตัวของ “ตุลาการภิวัตน์” คำวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ เป็นโมฆะ การลอบสังหารนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเลือกตั้งด้วยระเบิดรถยนต์ การรัฐประหาร คปค./คมช. ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ การยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเกือบทุกคดี ฯลฯ คือผลงานของรัฐบาลตัวจริงของรัฐไทย

และเป็นเพียงผลงานส่วนหนึ่งเท่านั้น

ไม่มีทางเลยครับที่รัฐบาลเลือกตั้งจะสู้ได้ เพราะนอกจากการจัดตั้งกลไกอำนาจที่อ่อนแอผิดกับรัฐบาลตัวจริงที่ดำรงสภาพอยู่ลับๆ และแข็งแกร่ง รัฐบาลเลือกตั้งยังต้องทำงานและเผชิญกับปัญหาต่างๆ เป็นประจำวัน ใครจะวิจารณ์ด่าว่าอย่างไรก็มาลงที่รัฐบาลเลือกตั้งทั้งหมด

รัฐบาลตัวจริงลอยตัวอยู่เหนือภาวะขึ้นลงของประชามติ ไม่ถูกทดสอบแต่อย่างใดทั้งสิ้น นานๆ ครั้งก็ออกมาทำหน้าที่ “กูรู้” สอนสั่งรัฐบาลเลือกตั้งราวกับลูก

ภารกิจของรัฐบาลตัวจริงผู้เป็น “รัฐภายในรัฐ” ก็ชัดเจนนัก จุดเริ่มต้นคือความไม่ยอมเสียอำนาจและผลประโยชน์ให้กับคู่แข่งสำคัญคือฝ่ายประชาธิปไตย มาจนถึงหน้าที่หลักไม่กี่อย่างคือ:

๑. สร้างภาพให้ระบบการเมืองเป็นสิ่งเลวร้าย เน่าเสีย จนประชาชนรู้สึกว่าพึ่งพาอาศัยไม่ได้ เช่นตอกย้ำเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เป็นต้น

๒. รัฐบาลประชาธิปไตยต้องดูด้อยความสามารถ ด้อยค่า และสมควรถูกทำลายทิ้ง ถ้ามีค่าและมีกำลังอำนาจขึ้นมา ก็สร้างภาพว่าโกง เป็นเผด็จการ และไม่จงรักภักดี เพื่อกำจัดเสีย

๓. ทำให้ระบบราชการ ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการของรัฐบาลตัวจริง สูงส่งกว่าประชาชนทั้งประเทศ สร้างเงื่อนไขให้มวลชนโง่กว่าและล้าหลังกว่าเสมอไป

๔. กระชับอำนาจอยู่ตลอดเวลา ด้วยการสร้างการแข่งขันในหมู่ลูกน้องและผู้ปฏิบัติงาน ใครทำพลาดก็กำจัดออกไป ใครทำดีถูกใจก็ส่งเสริมอย่างไม่ต้องสนใจความรู้สึกของใคร

๕. โฆษณาชวนเชื่ออย่างไม่หยุดยั้ง ถ้าเนื้องานปัจจุบันไม่มี ก็ไปขุดอดีตมาโฆษณาซ้ำซากจนเกิดความคุ้นชินและไม่กล้าท้าทาย สร้างตัวเองจนเป็น “มาตรฐานแห่งความดี” ของสังคมไทย

๖. คนที่กล้าท้าทาย โดยเฉพาะท้าทายอย่างเปิดเผย ก็เชือดไก่ให้ลิงดู โดยลงโทษอย่างดิบเถื่อน

๗. ไม่ว่าถูกกดดันอย่างไร ผู้นำรัฐบาลตัวจริงจะไม่เผยโฉมหน้าเป็นอันขาด แต่จะแสดงบทเลี่ยงๆ เมื่อถึงคราวจำเป็นให้คนที่ต่ำกว่าตีความเองว่าต้องการอะไรและอย่างไร (หลายครั้งก็ปล่อยให้ตีความผิด) นอกนั้นจะสั่งการผ่านรหัสและใช้ “บ๋อย” เพื่อไม่ให้ใครสาวถึง

๘. ทำความตกลงกับสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน และสหราชอาณาจักรอยู่เสมอว่าตราบใดที่รัฐบาลตัวจริงรักษาอำนาจได้อย่างมั่นคง ผลประโยชน์ของทั้งสามก็จะเสถียรตามไปด้วย หลักการนี้เรียกกันเล่นๆ ในวงการว่า “I Live, You Live. I die, You die” เอกอัครราชทูตไทยใน ๓ ประเทศนี้จึงถูกคัดเลือกอย่างระมัดระวัง และมักมีงานพิเศษหลังเกษียณเสมอ

ขณะนี้การเมืองถูกบงการเป็นรายวันโดยรัฐบาลตัวจริง “รัฐภายในรัฐ” รัฐบาลเลือกตั้งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็พยายามรักษาตัวเหมือนเนื้อหอยในเปลือกหอย ทำงานอะไรไม่ได้เลย รัฐบาลเลือกตั้งที่ประชาชนต้องการจริงๆ ก็ถูกกดไว้ ไม่อนุญาตให้ขึ้นมาเป็นทางเลือก เพราะถ้าประชาชนเลือกตั้งรัฐบาลของตัวเองแล้ว รัฐบาลตัวจริงอาจเกิดอนิจจัง ตั้งอยู่ไม่ได้อีกต่อไปในรัฐไทย

เราอาจโทษรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ของฝ่ายประชาธิปไตย เอาเข้าจริงแล้วก็เรื่องขี้หมาทั้งนั้น ปัญหาคือรัฐบาลตัวจริงที่ใจแคบ เห็นแก่ตัว ทรุดโทรม และอำมหิต

หัวใจของปัญหาการเมืองไทยคือ “รัฐภายในรัฐ”.

-------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

คนประชาไทวิเคราะห์ดุลย์ในหมู่ทหารไทย หลังมีข่าวลือรปห.

ที่มา Thai E-News

โดย White Hawk
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
21 กันยายน 2552

ทหาร 3 กลุ่ม คุมเชิงกัน รอเข้าฮอร์ส ไม่มีใครกล้ารัฐประหาร

กลุ่มที่ 1 คือ 3 ป.เสือตะวันออก กลุ่มอำนาจใหม่ คุมกำลังหลักในกองทัพ มีคนปากห้อย และเสื้อน้ำเงินสนับสนุน แถมมีเครือข่ายมหาดไทย คอยค้ำจุน เลยฮึกเหิม แต่จะมี 1 ป. จะแยกตัวออกมาอยู่กลุ่ม 2 เลยทำให้พลังถดถอยลง

กลุ่มที่ 2 ป.เทเวศร์ ไม่มีอำนาจสั่งการในกองทัพ แต่บารมีเก่าและแบ๊คอัพดี ยิ่งมี 1 ป. ซึ่งกำลังมีอนาคตไกล จากกลุ่ม 1 เข้ามาร่วม ทำให้ถ่วงดุลย์อำนาจกับกลุ่มที่ 1 ได้ แถมพวกเสื้อเหลือง นักวิชาการ สื่อมวลชน ศาล องค์กรอิสระ คอยเป็นกำลังสนับสนุน เลยถือแต้มต่อ

กลุ่มที่ 3 มีนายพลที่เกษียนแล้ว เช่น บิ๊ก จ. บิ๊ก ต. พล.อ.พ และนายพลเกษียนอีกมากมาย แม้ไม่มีอำนาจในกองทัพ แต่บารมีเก่ายังมี และลูกน้องรัก แถมมีคนเสื้อแดงเป็นแนวร่วมโดยปริยาย(รวมการเฉพาะกิจ) และมีแบ๊คอัพจากเยอรมัน เลยเป็นกลุ่มที่เนื้อหอมที่สุด

ทั้งกลุ่ม 1 และ 2 ต่างคุมเชิงกันอยู่ รอดูสถานการณ์ ไม่มีใครกล้านำกำลังออกมา กลุ่ม 3 จึงได้เปรียบที่สุด เพราะไม่จำเป็นต้องเร่งสถานการณ์ รอกลุ่ม 1 กับกลุ่ม 2 ซึ่งถือดุลย์อำนาจเข้าห่ำหั่นกัน แล้วกลุ่ม 3 คอยซ้ำจังหวะสอง

เมื่อมีข่าวในหลวงทรงประชวร กลุ่ม 1 และ กลุ่ม 2 เลยถือโอกาสเตรียมพร้อมเช็คกำลัง เพื่อรักษาความมั่นคง(ของใครก็ไม่รู้) จึงเป็นที่มาของข่าวลือ เรื่อง รัฐประหาร แต่โดยข้อเท็จจริง ทั้ง 2 กลุ่ม ไม่มีใครกล้าเริ่มก่อนเพราะจะกลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตก โดนอีก 2 กลุ่มรุมสกรัมทันที