WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 22, 2009

50 ปีข้างหน้า

ที่มา บางกอกทูเดย์

อีก 50 ปีข้างหน้า....ประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ว่า...ระหว่างปี หลังสึนามิกลืนหาด กับปีที่ปราสาทวิหารถูกเขมรยึด ผู้คนในยุคนั้นวันนั้น เป็นผู้คนในยุคแห่งความตกต่ำเสื่อมทรามของประวัติศาสตร์ชาติไทย...ผู้คนในยุคนั้น...แก่งแย่งแข่งกันหาอำนาจ ประเทศชาติล่มจนอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนระบบราชการที่เติบโตคู่บ้านคู่เมืองมานานเกือบ 1 พันปี...ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ....โดยทารกทางการเมืองผู้หนึ่ง...ผู้ซึ่งก้าวขึ้นมาสู่อำนาจ...ด้วยวิธีการอันฉ้อฉล...และหลังจากได้อำนาจมาแล้ว...เขาผู้นั้นได้เสพย์ติดอำนาจอย่างบ้าคลั่ง...อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนไม่ว่าในคราวที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยหรือเป็นเผด็จการผู้คนทั้งหลาย...ที่ฝากความหัวงวาดไว้หวังว่า...ด้วยสติปัญญาและการเรียนรู้ที่สั่งสมมาจากสำนักศึกษาที่เป็นเอกในโลกนั้น...เขาผู้นั้นน่าจะพาสังคมที่กำลังแตกระแหงในเรื่องความสามัคคีให้คืนกลับสู่สภาพดังเดิมได้...ผู้คนทั้งหลาย...หลงไหลในรูปลักษณ์เรือนร่างหน้าตา...งดงามดั่งเทพบุตรกรีก...จะมีจิตใจแห่งเทพบุตรบรรจุไว้...จะใช้อาญาสิทธิ์แห่งความเป็นนิติรัฐ...ขัดเกลาเหลาแต่งเงื่อนแง่ที่ขัดแย้งกันให้กลับมาประสานกลมกลืนกัน...เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นเนื้อนาแห่งสรวงสวรรค์...หากสงครามมันก่อเกิดที่นั่น...มันก็เป็นสวรรค์ต่อไปไม่ได้...

ว่ากันว่า...นรกที่เป็นระเบียบเรียบร้อยน่าอยู่กว่าสวรรค์ที่เต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้งว่ากันว่า...เหตุที่สัตว์บนห่วงโซ่บนสุดที่ความเป็นมนุษย์ที่หลุดจากความเป็นสัตว์มาได้นั้น...เพราะมันมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่รังสรรค์มันขึ้นมา...ไม่ว่าบิดมารดาผู้ให้กำเนิด...ไม่ว่าครูบาอาจารย์ผู้ให้ความเหนือกว่าในการดำรงชีวิต...หรือสมุนบริวารเพื่อนฝูงที่ยอมลดตัวลงไปเพื่อให้มันเป็นหัวหน้าอำนาจที่มันได้มานั้นมันจะต้องใช้ร่วมกันไปกับสังคมที่เขาคนนั้นมีส่วนร่วมหรือร่วมกันมีส่วน...ผู้มีจิตใจเป็นมนุษย์...จะต้องรับรู้ในความจำเป็นและข้อจำกัดของผู้คนและหมู่คณะ...หัวหน้าต้องพร้อมกับการแก้ไขปัญหาให้กับผู้อื่น...ไม่ใช่สร้างปัญหาให้กับผู้อื่น...หรือผู้ที่สร้างมันขึ้นมาเป็นหัวหน้าเพราะนั่นคือหลักประกันว่า...มันจะไม่ถูกกบถ...เขาจะไม่ถูกทรยศ...บนความเป็นหัวหน้านั้น...สิ่งที่ต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกคือ...ประณีประนอมและรอมชอม...ในฐานะผู้ครอบครองอำนาจ...ทุกสัดส่วนใต้อำนาจจะต้องถูกจัดสรรแบ่งกันออกไปอย่างเป็นธรรมชาติและเป็นธรรม...หัวหน้าต้องเก็บงำความโกรธเกลียดไว้ภายใน...และใช้อารมย์อย่างรอบคอบต้องหลุดวาจาที่หยามเหยียดอย่างมัธยัสถ์...หรือฝังมันไว้ข้างใน...ต้องขังหัวใจไว้ใต้สมอง...ต้องมองด้วยแสงที่เกิดจากภายใน...ประวัติศาสตร์...จะบันทึกไว้ว่า...เหตุที่คนไทยกับคนไทยต้องฆ่าฟันกันล้มตายเป็นหมื่นเป็นแสนคนในครั้งนั้น...เพราะมันมีคนบ้าขึ้นมาครองเมือง■

ปฏิวัติ ลวง ปฏิวัติ

ที่มา บางกอกทูเดย์

โดยพฤตินัยแล้ว... การใช้กำลังทหารถืออาวุธออกมาปราบประชาชนเมื่อช่วง “สงกรานต์เลือด” ครั้งนั้น น่าจะได้ชื่อว่าเป็นการปฏิวัติยึดอำนาจของรัฐบาลประชาธิปัตย์อย่างถูกกฎหมายอาจจะต่างกันใน “นามธรรม” แต่มันไม่ต่างกันมากนักโดย “รูปธรรม” ของการปฏิวัติยึดอำนาจของทหาร คมช.เมื่อ 3 ปีผ่านมาที่มีภาพดอกไม้ติดปลายปืน และภาพสาวโคโยตี้ออกไปเต้นรำ ถ่ายรูปกับทหารม้ายานเกราะหน้าพระบรมรูปทรงม้านอกจากเป็นการยึดอำนาจที่ “เสียของ” อย่างยิ่งแล้ว... ยังเป็นการปฏิวัติเพื่อขจัด บุคคลคนเดียว ให้พ้นจากวงการเมืองโดยแท้แต่กลับกล้าทำลายประชาธิปไตยอันเป็นที่รักของประชาชนลงไปได้ทั้งระบบนับเป็นความชั่วร้าย... เสมือนไล่จับจิ้งหรีดตัวเดียวแต่ต้องเผาป่าวอดวายไปทั้งเทือกเขาเหมือนพวกเสียสติเมื่อใช้อำนาจรัฐริดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนได้ครั้งหนึ่ง รัฐบาลประชาธิปัตย์ดูจะเริ่มรู้จักว่า... อำนาจรัฐนั้นมีอิทธิฤทธิ์จึงคิดใช้ผ่านกฎหมายความมั่นคงบ่อยครั้งขึ้นด้วยข้ออ้างสารพัด โดยลืมสนิทถึงภาพลักษณ์ที่ทำลายบรรยากาศประชาธิปไตยอย่างร้ายกาจในสายตานานาชาติสถานการณ์การเมืองถูกวาดให้เลวร้ายมากขึ้นๆ จนเกิดข่าวลือหนาหูตามมาว่า จะมีการรัฐประหารอีกหรือไม่ ทั้งที่การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงก็ยังถูกต้องตามรัฐธรรมนูญโดยสงบเมื่อ รัฐบาลประชาธิปัตย์ ติดใจกับการใช้ทหารไล่ยิงประชาชนจนบรรลุเป้าหมายของการกุมอำนาจรัฐมาแล้ว...จึงย่ามใจและสนุกมือที่จะใช้การปฏิวัติด้วยข้ออ้างทางกฎหมายเช่นนี้ต่อไปอีกหากแต่ใน “แวดวงทหาร” กลับไม่คิดเช่นนั้น เนื่องจากการยึดอำนาจเมื่อ 3 ปีก่อน โดย “พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน” อดีตประธาน คมช.ได้เผยเคล็ดลับอย่างไม่ตั้งใจออกมาว่า...

ทหารผู้ก่อการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ได้พยายามปล่อยข่าวลือว่าจะมีการปฏิวัติให้ถี่ยิบและให้ออกคำสั่งเสมือนจะมีปฏิวัติจริง แต่กลับเป็นข่าวลวงตลอดมา จนทหารเองก็ไม่เชื่อว่าจะมีปฏิวัติในที่สุดข่าว ลับ ลวง พราง ก็เป็นข่าวจริงที่ยึดอำนาจสำเร็จ ด้วยเวลาและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและ “เป็นใจ”คราวนี้เป็นจังหวะที่ นายอภิสิทธิ์ เดินทางไปต่างประเทศอีกแล้ว ซึ่งคล้ายช่วง พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปต่างประเทศจนถูกปฏิวัติเช่นกันแต่ด้วยเวลา และสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน เกมการเมืองจึงถูกสร้างกลลวงด้วยการกล่าวหาว่า จะมี “มือที่ 3” เข้ามาสร้างความวุ่นวาย เพื่อข่มขู่ไม่ให้กลุ่มเสื้อแดงชุมนุมด้วยปริมาณที่มากเกินไปในขณะเดียวกัน “ผู้กำหนดเกม” ก็สร้างละครบทใหม่ให้พันธมิตรฯ เสื้อเหลืองยกขบวนไปทวงคืนปราสาทพระวิหารที่ศรีสะเกษ (สังเกตไหมว่าทำไมแกนนำกลุ่มเสื้อเหลืองไม่เดินหน้านำแม้แต่คนเดียว )โดยมีแค่ “นายวีระ สมความคิด” ที่ไปหาเรื่องทะเลาะกับชาวบ้านแถวนั้น เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ถึงขั้น “ตีกันเอง” จนบาดเจ็บระนาว และมีทีท่าจะทำให้ภาพพจน์ม็อบกลายเป็น “แก๊งค์อันธพาล”แกนนำเสื้อเหลืองก็ออกมาปฏิเสธกันเป็นแถวว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง!แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า...ม็อบเสื้อแดงเป็นม็อบที่เคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองอย่างถูกต้องตามครรลองประชาธิปไตยในขณะที่กลุ่มเสื้อเหลืองกลายเป็น “ม็อบเถื่อน” อย่างที่เคยทำมาแล้วในอดีตหลายคดีที่ร้ายแรงทั้งนั้นควบคู่ไปกับอาการ “เมาดิบ” ของนายกรัฐมนตรีที่แสดงภาวะผู้นำ บกพร่อง ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งหมดจึงเป็นแผนที่สร้างขึ้นโดยไม่ได้หวังจะปฏิวัติจริงแต่ข่าวลือแบบนี้จะถูกสร้างเป็นกลเม็ด “ปฏิวัติลวง ปฏิวัติ” อย่างเป็นจังหวะๆ เพื่อรอให้เกิดจังหวะ “สุกงอม”ก่อนที่แผนจริงจะปรากฏภายในไม่เกิน 3 เดือนนี้มากกว่า...เอ้าไม่เชื่อ คอยดูก็แล้วกัน? ■

กอ.รมน.เดินหน้าหนุนงานพัฒนา

ที่มา บางกอกทูเดย์

ก่อนวันดีเดย์คนเสื้อแดงชุมนุม 19 ก.ย. 1 วัน ในการประชุม กอ.รมน. ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) เดินทางไปที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)เพื่อตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้แก่ กอ.รมน.โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะรอง ผอ.รมน. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก และเลขาธิการ กอ.รมน. พร้อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่รอให้การต้อนรับแต่ทุกสายตากลับจับจ้องที่มาตรการรับมือม็อบเสื้อแดงจะออกมาอย่างไร และข่าวการปฏิวัติของทหาร จะซ้ำรอยเมื่อ 3 ปีก่อนหรือไม่จนลืมไปว่าในการประชุมครั้งนี้ยังเรื่องสถานการณ์ภาคใต้ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือบนโต๊ะประชุม กอ.รมน.นายกฯอภิสิทธิ์ ได้มอบนโยบายการปฏิบัติงานของ กอ.รมน. สรุปว่า

1.ให้พัฒนาระบบงานด้านการข่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

2.ให้มีการบริหารจัดการข้อมูลโดยนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาใช้

3.การบริหารจัดการกำลังพลต้องมีประสิทธิภาพ 4.ปลุกจิตสำนึกจากทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง

5.ให้ใช้มวลชนที่ได้มีการจัดตั้งไว้แล้ว และที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ดำเนินการต่อต้านกลุ่มที่ต้องการสร้างความแตกแยกแตกความสามัคคีของคนในชาติ

6.ให้มีการบริหารจัดการแบบบูรณาการให้ได้ในทุกระดับและทุกมิติ

7.การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอให้ถือเป็นความเร่งด่วนลำดับแรก และ

8.เร่งรัดแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งระบบและทุกระดับ โดยยึดตามนโยบายของรัฐบาลด้าน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวถึงการทำงานแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า...ที่ผ่านมา กอ.รมน.เน้นเรื่องการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามกรอบโดยจะต้องทำให้เกิดความมั่นคงควบคู่ไปกับการพัฒนาด้วยการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนว่า นโยบายหลักเป็นเรื่องการใช้ “การเมือง” เพื่อเอาชนะจิตใจของคนในพื้นที่ โดยเน้นการพัฒนาในทุกมิติอย่างไรก็ตาม...การปฏิบัติการด้านความมั่นคงและพัฒนาต้องเกื้อหนุนด้วยการสร้างสภาวะแวดล้อมให้ปลอดภัยซึ่ง กอ.รมน. ได้นำไปปรับปรุงเพื่อให้การพัฒนาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งนายกฯ ได้มอบนโยบายโดยเน้นให้การปฏิบัติการทางทหารต้องเกื้อหนุนกับการพัฒนา และใช้การพัฒนาเอาชนะจิตใจประชาชนในพื้นที่ ■

วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(3):ศึกสายเลือดชิงราชบัลลังก์

ที่มา Thai E-News


ความยุ่งยากในเรื่องของการสืบราชสมบัติ และวิกฤตการเมืองในบั้นปลายรัชกาล ยังเป็นไปอย่างสืบเนื่องในทุกราชธานี และทุกรัชกาล บางกรณีเช่นเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาต้องยกทัพเข้าชนช้างกัน แต่ตายทั้งคู่ สมบัติจึงตกเป็นของเจ้าสามพระยา บางกรณีใช้วิธีสมบัติผลัดกันชมระหว่างพี่กับน้อง แต่ก็นำไปสู่การเสียกรุงครั้งที่2


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 กันยายน 2552

ปัญหาเรื่องการสืบราชสมบัติระหว่างพี่น้อง


#ภาพพระสาทิสลักษณ์เจ้าสามพระยาในจินตนาการของจิตรกร

ปัญหาเรื่องสืบราชสมบัติได้กลายเป็นวิกฤตทางการเมืองในบั้นปลายรัชกาลเกือบทุกรัชกาลเรื่อยมา นอกจากปัญหาระหว่างเครือญาติ เช่น ลุงกับหลาน อากับหลานแล้ว อีกกรณีหนึ่งก็คือพี่กับน้อง

กรณีที่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารให้เป็นที่โจษจันมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ กรณีพิพาทระหว่างเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยา ถึงขั้นทำศึกชนช้างกัน ผลสุดท้ายตายทั้งคู่ ราชสมบัติจึงตกเป็นของ"ตาอยู่"คือเจ้าสามพระยา อันเป็นเหตุการณ์ช่วงต้นกรุงศรีอยุธยา

อีกกรณีหนึ่งคือใช้วิธีสมบัติผลัดกันชมระหว่างพี่น้อง คือพระเจ้าเอกทัศน์กับพระเจ้าอุทุมพร จนกระทั่งนำไปสู่การเสียกรุงครั้งที่2ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา

สงครามกลางเมืองระหว่างเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยา

สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 6 คือสมเด็จพระนครินทราธิราช ได้ส่งพระราชโอรสไปปกครองเมืองต่างๆ โดยให้เจ้าอ้ายพระยาไปปกครองเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พระยาไปปกครองเมืองสรรค์(แพรกศรีราชา) ส่วนเจ้าสามพระยาได้ไปปกครองเมืองชัยนาท(พิษณุโลก)หัวเมืองสำคัญทางเหนือ

เมื่อสมเด็จพระนครินทราธิราชเสด็จสวรรคตในพ.ศ. 1967 นั้น ก็เกิดปัญหาการสืบราชสมบัติขึ้น โดยเจ้าอ้ายพระยา และเจ้ายี่พระยา ต่างยกทัพเข้ากรุงศรีอยุธยาเพื่อชิงราชสมบัติ ทั้งสองพระองค์ได้กระทำยุทธหัตถีกันที่เชิงสะพานป่าถ่านจนสิ้นพระชนม์ทั้งสองพระองค์ จึงทำให้เจ้าสามพระยาได้ครองราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราช


ขุนหลวงหาวัดกับพระเจ้าเอกทัศน์:สมบัติผลัดกันชมจนเสียกรุง


กรณีนี้เป็นช่วงเหตุการณ์ก่อนจะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 2 ไม่นานนัก ปัญหาก็เริ่มจากการสืบราชสันตติวงศ์เหมือนเดิม และผู้ที่เกี่ยวข้องในกรณีความขัดแย้งก็ล้วนแต่ได้อาศัยการออกบวชในพระพุทธศาสนาเป็นที่หนีราชภัย หรือเป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างแตกหักทางการเมืองทุกพระองค์

โดยเหตุเกิดในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปรากฏว่าเกิดเรื่องยุ่งยากในการสืบราชสมบัติ เนื่องจากพระราชโอรสไม่สามัคคีปรองดองกันโอรสทั้ง 3 พระองค์ ที่มีสิทธิในราชสมบัติ คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี (เจ้าฟ้าเอกทัศน์) และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต (เจ้าฟ้าอุทุมพร)

แถมยังมีพระโอรสเกิดจากพระสนมอีก 4 พระองค์ คือ กรมหมื่นเทพพิพิธ กรมหมื่นจิตสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพย์ภักดี

ต่อมาพระราชโอรสองค์ใหญ่ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ได้รับพระราชอาญาให้ประหารชีวิตเนื่องจากลักลอบเป็นชู้กับพระสนมของพระราชบิดา

ส่วนราชโอรสองค์กลางคือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี (เจ้าฟ้าเอกทัศ) นั้น พระปรีชาและพระอุปนิสัยไม่เหมาะแก่การปกครองบ้านเมือง พระราชบิดาจึงโปรดให้ออกผนวชที่วัดกระโจม นัยว่าเพื่อหลีกทางให้สมเด็จพระอนุชา คือเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตเป็นอุปราชแทน

หลังจากเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ซึ่งเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล สิ้นพระชนม์ เมื่อปี พ.ศ.2298 แล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ มิได้ทรงแต่งตั้งพระราชโอรสองค์ใด ขึ้นเป็นพระมหาอุปราชแทน เป็นเวลาถึง 11 ปี ต่อมาในปี พ.ศ.2300 จึงทรงตั้งเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ด้วยทรงเห็นว่าทรงพระปรีชา มีพระสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าพระเชษฐา ดังกล่าวไปแล้ว

ปัญหามาเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต ทรงขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าอุทุมพร ต่อมากรมหมื่นจิตสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพย์ภักดี คบคิดกันช่วงชิงราชสมบัติแต่ไม่สำเร็จ ถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์

แต่พระเจ้าอุทุมพรครองราชย์ได้เพียงเดือนเศษ ก็จำต้องทรงสละราชย์สมบัติ แล้วถวายแก่เจ้าฟ้าเอกทัศผู้เป็นพระเชษฐาที่ลาสิกขาออกมาทวงสิทธิในราชบัลลังก์ แล้วพระเจ้าอุทุมพรก็เสด็จออกผนวช โดยประทับอยู่ที่วัดประดู่โรงธรรม

พงศาวดารกล่าวว่า เจ้าฟ้าเอกทัศได้ลาผนวชเสด็จกลับเข้าวังเพื่อแสดงสิทธิ์ของพระองค์ โดยเสด็จเข้าไปในพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ประทับนั่งบนพระแท่นพาดพระแสงดาบไว้บนพระเพลา แล้วโปรดฯให้พระเจ้าอุทุมพรเข้าเฝ้า พระอนุชาผู้ขึ้นครองราชย์ได้ไม่กี่วันก็เข้าพระทัย ยอมถวายราชบัลลังก์ให้โดยดี แล้วหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาด้วยการไปผนวชเสียที่วัดประดู่ ทรงธรรมให้หมดเรื่องไป

แต่เรื่องก็ไม่จบเพียงนั้น เพราะในพ.ศ. 2301-2303 พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าทรงยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ พระเจ้าเอกทัศ ทรงเห็นเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะทรงสู้ศึกได้เอง จึงไปขอให้พระเจ้าอุทุมพรลาผนวชมาบัญชาการรบแทนพระองค์ พระเจ้าอุทุมพรก็ทรงยอมทำตาม ในการศึกครั้งนี้อลองพญาถูกกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายไทยบาดเจ็บสาหัส จำต้องถอยทัพไปสิ้นพระชนม์กลางทาง อยุธยาก็พ้นศึกกลับมาสงบตามเดิม

เมื่อศึกสงบ แทนที่จะทรงมอบหมายให้พระอนุชาครองราชย์อย่างที่ควรจะเป็น พระเจ้าเอกทัศก็ทรงใช้ไม้เดิม คือขึ้นประทับนั่งพาดพระแสง ดาบบนพระเพลาให้รู้ว่าทรงทวงบัลลังก์คืน พระอนุชาก็ว่าง่าย ทูลลากลับไปผนวชอย่างเก่า จนได้สมญาว่า "ขุนหลวงหาวัด"

แล้วก็เกิดสงครามครั้งสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา เมื่อพม่าจัดทัพมารุกรานอีกครั้ง ในปี พ.ศ.2307 พระเจ้ามังระ โอรสพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่า ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ได้ส่งกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก โดยได้ล้อมกรุงศรีอยุธยายืดเยื้อยาวนาน แล้วก็เข้าตีพระนครได้ เมื่อวันที่ 13 เดือนเมษายน พ.ศ.2310

แต่ก่อนกรุงจะแตกนั้น ไทยเริ่มเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำติดต่อกันหลายครั้งหลายคราว จนถึงคับขันจน กรุงใกล้จะแตก ราษฎรหมดความหวังในตัวพระเจ้าเอกทัศ ก็พากันไปถวายฎีการ้องทุกข์ ทูลขอร้องพระเจ้าอุทุมพรให้ลาผนวชมาช่วย บ้านเมืองอีกครั้ง แต่จะด้วยความเกรงพระทัยพระเชษฐาที่ไม่ได้มาร้องขอด้วยพระองค์เอง ท่านก็เฉยไม่ยอมลาผนวช ไม่ว่าราษฎรจะอ้อนวอนแค่ไหนก็ตาม ปล่อยให้พระเจ้าเอกทัศบัญชาการรบไปเอง จนกระทั่งวาระสุดท้ายของอยุธยามาถึงทั้งสองพระองค์

พงศาวดารเล่าว่าพระเจ้าเอกทัศทรงหนีออกจากอยุธยาไปได้ แต่ก็หนีไปไม่ตลอด เพราะอดอาหารมิได้เสวยถึง12วัน จนไปสิ้นพระชนม์ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ส่วนพระเจ้าอุทุมพรถูกจับเป็นเชลยพร้อมเจ้านายและขุนนางอื่นๆจำนวนมาก ถูกนำตัวไปพม่า แล้วก ็ทรงอยู่ในเพศบรรพชิตที่พม่าจนสิ้นพระชนม์ไปในที่สุด

ระหว่างนั้นทรงให้ปากคำบันทึกกับชาวพม่า ถึงประวัติศาสตร์ของอยุธยา ต่อมาเรื่องนี้แปลเป็น ไทยชื่อ “คำให้การของขุนหลวงหาวัด”

ในครั้งนั้นยังมีอีกพระองค์หนึ่งที่ออกบวชเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง คือกรมหมื่นเทพพิพิธ เป็นโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศที่เกิดแต่พระสนม พระนามเดิมว่า "พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าแขก" เป็นพระเชษฐาต่างพระมารดากับ พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าเอกทัศน์ และพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ (พระเจ้าอุทุมพร)

ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมโกศเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.2301 กรมหมื่นเทพพิพิธสนับสนุน พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ตำแหน่งรัชทายาท) ได้ครองราชสมบัติ แต่พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าเอกทัศน์ผู้เป็นพี่รีบลาผนวชออกมา ประจวบกับ พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อรักสงบ ไม่ชอบการขัดแย้งจึงสละราชสมบัติเสด็จออกทรงผนวช กรมหมื่นเทพพิพิธเกรงราชภัยจะถึงตน จึงออกผนวชที่วัดกระโจม

แต่กระนั้นก็ตามเมื่อสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ได้ครองราชย์จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระตำรวจทั้งแปดไปจับตัวมาหวังจะประหารชีวิตเสีย แต่ขุนนางกราบบังคมทูลว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ไม่มีความผิดชัดเจน ไม่ควรประหารในระหว่างทรงพรตในเพศสมณะ จึงสั่งให้จองจำไว้

ครั้นกำปั่นจะไปลังกาทวีปเพื่อส่งพระวิสุทธาจารย์ และพระวรญาณมุนีไปเผยแผ่พุทธศาสนาสยามวงศ์ที่เมืองลังกา จึงให้เนรเทศกรมหมื่นเทพพิพิธไปกับเรือกำปั่นนั้นด้วย

พระกรมหมื่นเทพพิพิธพำนักที่เมืองลังกาได้ 4-5 ปี ต่อมาภายหลังทราบว่ากรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าล้อมอยู่ จึงหาโอกาสหนีกลับมาเมืองไทยอีก ได้โดยสารเรือกำปั่นแขกลูกค้าเมืองเทศมายังเมืองมะริด เมื่อ พ.ศ.2305 ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2307 กองทัพพม่ายกมาตีเมืองมะริด ตะนาวศรี กรมหมื่นเทพพิพิธจึงหนีมาอาศัยอยู่ที่เมืองเพชรบุรี

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพร (ลาผนวชมารักษากรุงฯ) ทราบเรื่องราวกรมหมื่นเทพพิพิธตกยากอยู่ที่เพชรบุรี จึงโปรดเกล้าฯ ให้ไปอยู่เมืองจันทบุรีในปีเดียวกันนั้น เมื่อกรมหมื่นเทพพิพิธมาอยู่เมืองจันทบุรีนั้น ข่าวกองทัพพม่าล้อมกรุงฯ ปล้นสะดมชาวเมืองในหัวเมืองใกล้เคียง และเข่นฆ่าชาวบ้านชาวเมืองล้มตายเป็นจำนวนมาก ผู้คนได้รวมตัวกันเป็นชุมนุมตั้งค่ายป้องกันตัว ดังค่ายบ้านบางระจัน เป็นต้น ชาวหัวเมืองในภาคตะวันออกต่างก็เห็นว่า เชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ได้มาพำนักที่เมืองจันทบรี ต่างพากันมาสวามิภักดิ์ หวังจะให้เป็นหัวหน้าต่อสู้กองทัพพม่า

จนหลังกรุงแตก กรมหมื่นเทพพิพิธก็ไปตั้งก๊กหนึ่งที่เมืองพิมาย นครราชสีมา แต่ในที่สุดก็ถูกก๊กของพระยาตากปราบปรามลง และประหารชีวิตเสีย เพราะกรมหมื่นเทพพิพิธนั้นถือว่า พระองค์ทรงมีสิทธิเหนือมงกุฏอยุธยา ไม่ใช่ลูกเจ๊กอย่างเจ้าตากสิน ดังนั้นจึงต้องถูกขจัดไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามในการปราบดาภิเษกของเจ้าตากในที่สุด

ความยุ่งยากในเรื่องของการสืบราชสมบัติ และวิกฤตการเมืองในบั้นปลายรัชกาล ยังเป็นไปอย่างสืบเนื่องในทุกราชธานี และทุกรัชกาลในเวลาต่อมา

(ตอนหน้าติดตามอ่าน การสำเร็จโทษพระเจ้าตาก และชะตากรรมของรัชทายาทพระเจ้าตาก:ความจริงกับนิยายชวนเชื่อ)
00000
อย่าพลาดซีรีส์ชุดนี้:
-ความยุ่งยากวุ่นวายในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(ตอนที่1):พระเจ้าปราสาททองตลุยเลือดขึ้นครองบัลลังก์
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(2):สงครามกลางเมืองและรัฐประหาร สมัยพระนารายณ์มหาราช

เลิกแย่งเศษกระดูกกันได้แล้ว

ที่มา มติชน

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์


ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ทั้งเศร้า หดหู่ อเนจอนาถ สังเวชใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลายเรื่องโดยเฉพาะการแย่งชิงเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)


ไม่น่าเชื่อว่า แค่ข้าราชการประจำตำแหน่งเดียว ทำให้รัฐบาลปั่นป่วน เกิดความแตกแยกขัดแย้ง จนนายกรัฐมนตรีในฐานะประมุขฝ่ายบริหารต้องสูญเสียภาวะผู้นำ รัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล ข้าราชการประจำไม่ให้ความเคารพเกรงใจ จัดประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.)ครั้งแล้วครั่งเล่า ก็ยังไม่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร.ได้


ในอดีตโดยเฉพาะยุครัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม อธิบดีกรมตำรวจเป็นตำแหน่งที่สำคัญ มีอิทธิพลและเรืองอำนาจ มีกองทัพอันเกรียงไกรสามารถค้ำยันเสถียรภาพของรัฐบาลได้

ในยุคหลังแม้อำนาจจะลดน้อยถอยลง แต่ยังมีอิทธิพลและเต็มไปด้วยผลประโยชน์เพราะรวมศูนย์อำนาจการควบคุมตำรวจทั่วประเทศ 300,000 คนไว้ในมือ ผบ.ตร.


นักการเมืองจึงพยายามเข้าควบคุมตำแหน่งดังกล่าวเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและแสวงหาผลประโยชน์

การแย่งชิงเก้าอี้ ผบ.ตร.จึงดุเดือดไม่แพ้สุนัขแย่งเศษกระดูกซึ่งสุนัขที่แย่งเศษกระดูกคิดแต่จะครอบครองเศษกระดูกเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น โดยมิได้คิดถึงเรื่องอื่นๆ


จึงมีคำถามว่า หลังจากแย่งชิงตำแหน่ง ผบ.ตร.สำเร็จแล้ว ประชาชนจะได้อะไร มีใครคิดจะทำประโยชน์แก่ส่วนรวม หรือพัฒนาวงการสีกากีให้ดีขึ้น รวมถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น(ขั้นกลาง และขั้นสุดท้ายก็กำลังวิกฤต)ที่กำลังเสื่อมทรามอย่างหนัก


มีข่าวที่เล่าลือกันทั้งในที่ลับและในสื่อมวลชนถึงกระบวนการแย่งชิงเก้าอี้ ผบ.ตร.จำนวนมาก แต่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า ข่าวดังกล่าวจริงหรือไม่ ที่สำคัญ ได้แก่

หนึ่ง มีการแอบอ้าง"สัญญาณพิเศษ"ผลักดันให้ รอง ผบ.ตร.คนหนึ่งขึ้นเป็น ผบ.ตร.


ทั้งนักการเมือง ข้าราชการและ รอง ผบ.ตร.คนที่แอบอ้าง "สัญญาณพิเศษ"ดังกล่าว ช่างไร้ศักดิ์ศรีและไร้ยางอายอย่างมากเพราะแทนที่จะถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความรู้ความสามารถของบุคคลที่ควรดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.มากกว่าการอ้าง"สัญญาณพิเศษ"ที่จับต้องไม่ได้ และไม่ต้องรับผิดชอบใดๆทั้งทางการเมืองและทางกฎหมาย


ลองนึกดู ถ้าปล่อยให้มีการแอบอ้างและทำตาม"สัญญาณพิเศษ"ในลักษณะเช่นนี้ในการบริหารราชการแผ่นดิน เท่ากับบ้านเมืองไร้ขื่อ ไร้แปซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตและการล่มสลายของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข


สอง มีการอ้างว่า เลขาธิการนายกรัฐมนตรีซึ่งเชื่อ "สัญญาณพิเศษ"เที่ยวไปล็อบบี้ กรรมการ ก.ต.ช.หลายคนให้เลือกรอง ผบ.ตร.สวนทางกับนายกรัฐมนตรี


เลขาธิการนายกฯนั้นเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวาดอยู่ในแวดวงการเมืองมานาน ย่อมรู้จักความควรไม่ควรว่า ตนอยู่ในฐานะตำแหน่งใด

จึงเป็นไปไม่ได้ที่ เลขาธิการนายกฯจะหน้าด้าน ไร้มารยาท จนไปเที่ยวกระทำการที่เป็นปฎิปักษ์กับ"ผู้บังคับบัญชา"ของตนเอง ทั้งๆที่ดำรงตำแหน่งอยู่


ถ้าคิดที่จะกระทำการเช่นนั้นก็ควรลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกฯเสียก่อน หรือทางที่ดีควรลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ด้วย


สาม มีการอ้างว่า นายกรัฐมนตรีผลักดันนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.ขึ้นเป็น ผบ.ตร.เพราะทำตามใบสั่งของแกนนำบางคนของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม


จริงอยู่ แม้นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบหรือรับผลการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ทั้งในทางการเมืองและตามกฎหมาย แต่มิได้หมายความว่า นายกฯสามารถทำตามใบสั่งที่ไร้เหตุผลและความชอบธรรม เพราะ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นว่า นายกฯไร้วุฒิภาวะแล้ว ยังสูญสิ้นศักดิ์ศรีความเป็นผู้นำอีกด้วย


เป็นได้อย่างมากเพียง"หุ่นเชิด"ของกลุ่มการเมืองดังกล่าวเท่านั้น


สิ่งที่นายกรัฐมนตรีควรทำคือ ละเลิกมิจฉาทิฐิ หยุดหมกหมุ่นอยู่กับการเอาชนะคะคาน แต่ต้องกระประกาศนโยบายในการปฏิรูประบบตำรวจให้มีประสิทธิภาพและสามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง(มีกรอบหรือโจทย์ชัดเจน) แล้วให้นายตำรวจที่มีคุณสมบัติสามารถขึ้นเป็น ผบ.ตร.มาเสนอแนวทางแผนงาน แผนปฏิบัติการในการปฏิรูปตำรวจต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อใช้ในการคัดเลือก ผบ.ตร.โดยนายกรัฐมนตรีต้องตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนและได้รับความเชื่อถือจากสังคมขึ้นมาพิจารณาแผนการการปฏิรูประบบตำรวจ


ในการเสนอแผนการปฏิรูประบบตำรวจนั้นต้องทำกันอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะและถือเป็นสัญญาที่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็น ผบ.ตร.ต้องทำให้สำเร็จตามแผน มิเช่นนั้นต้องถูกประเมินให้พ้นจากตำแหน่ง


นายกรัฐมนตรีอาจให้เวลาให้ผู้ที่ต้องการเสนอตัวเป็น ผบ.ตร.สัก 1-2 เดือนไปจัดการทำแผน โดยไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแต่งตั้งให้เสร็จสิ้นในเดือนกันยายน 2552


การคัดเลือก ผบ.ตร.ด้วยวิธีการดังกล่าว เป็นการมองข้าม"ตัวบุคคล"หรือทำตาม"ใบสั่ง" ของใคร แต่เป็นการคัดเลือกคนโดยยึดเป้าหมายหรือความสำเร็จของงานเป็นหลัก


ถ้าทุกฝ่ายยังไม่เลิกแย่งเศษกระดูกกัน แล้วหันมาจับมือกันปฏิรูประบบตำรวจแล้ว ต่อให้ได้ใครมาเป็น ผบ.ตร. วงการสีกากีก็ยังคงต้องถูกสาปอยู่ตลอดไป

อดสู

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




"ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย....."

นายกฯนำครม. คณะบุคคลต่างๆ ในทำเนียบรัฐบาล ร้องเพลงชาติ ตอน 6 โมงเย็นวันศุกร์

ประเดิมโครงการ"ไทยสามัคคี-ไทยเข้มแข็ง"

แต่รุ่งขึ้นคนไทยเปิดศึกทำร้ายกันเอง ถึงเลือด ถึงเนื้อ

น่าอดสูสุดๆ!!

เรื่องของเรื่องเนื่องจากกลุ่มพันธมิตรนำม็อบบุกไปเขาพระวิหารเพื่อทวงคืนดินแดนจากเขมร

เกิดปะทะกับชาวบ้านในพื้นที่บาดเจ็บสาหัสหลายสิบคน

ใครถูก ใครผิด ต้องว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

แต่ภาพพจน์ประเทศในสายตาชาวโลก ที่เสียหายอยู่แล้วยิ่งยับเยินป่นปี้

วิกฤตความขัดแย้งแตกแยกของคนในประเทศ ที่ยากเกินเยียวยาก็ยิ่งโคม่ามากกว่าเก่า

ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็งกันอีท่าไหน ครับพี่น้อง?

จนถึงวันนี้กลุ่มพันธมิตรยังเชื่อ ยังฝังใจ

ไทยได้เสียดินแดนบริเวณเขาพระวิหารให้กับเขมรเรียบร้อย

ทั้งๆที่วันนี้มีนายกฯชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

มีรมว.ต่างประเทศชื่อ กษิต ภิรมย์

มีรักษาการผบ.ตร.ชื่อ ธานี สมบูรณ์ทรัพย์

ซึ่งยืนยันหลายครั้งหลายหน ยังไม่เสียอะไรใดๆ แม้แต่ตารางนิ้วเดียว

หรือพันธมิตรไม่เชื่อถือบุคคลเหล่านี้แล้ว??

ไม่เพียงเท่านั้น ทหารทุกเหล่าทัพ ราชการทุกกรมกอง

ประชาชนคนไทยอีกกว่า 60 ล้านคน

ต่างก็รักชาติ รักแผ่นดิน

ทุกคนพร้อม "สละเลือดทุกหยาด เป็นชาติพลี" ไม่น้อยไปกว่าพันธมิตร?

เพียงแต่ทุกอย่างต้องว่าตามเหตุผล ข้อเท็จจริง

ยึดระบบระเบียบ กระบวนการตามมาตรฐานสากล

ยิ่งเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ยิ่งต้องละเอียดอ่อน สุขุม รอบคอบ

ใช้สติปัญญามากๆ อารมณ์ความรู้สึกน้อยๆ ไม่ใช้เลยยิ่งดี

มิฉะนั้นจากรักชาติจะกลายเป็นคลั่งชาติ!

ส่งผลเสียหายอย่างที่เคยเกิดกับหลายๆ กรณีปัญหา

"ไทยนี้รักสงบ แต่รบไม่ขลาด" ก็จริง

แต่ไม่ควรคิดเอง เออเอง สรุปเอง เป็นอย่างนั้น อย่างนี้?

แล้วอาศัยช่องว่างระดับ "สติปัญญา" "วุฒิภาวะ" ของคน

ยุยงปลุกปั่นสร้างเรื่อง สร้างสถานการณ์

มันน่าอดสู!?

คลั่งชาติก่อสงคราม

ที่มา เดลินิวส์

จันทร์ 21 ก.ย. ศาลฎีกาแผนกอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินคดี ทุจริตกล้ายาง ที่ ครม.ทักษิณ ข้าราชการ รวมทั้งเอกชน 45 คน เป็นจำเลย ไฮไลต์สุดก็ เนวิน ชิดชอบ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งภูมิใจไทย

ก่อนหน้านี้มีพนัน หลุดชัวร์ (8 ต่อ 1) ติด (คุก) ชัวร์ หรือล่าสุด ติดคุก แต่รอลงอาญา สร้างข้อถกเถียง ศาลฎีกา มีรอลงอาญาได้หรือ วันนี้รู้แล้วหมู่หรือจ่า รวมทั้ง ดร. อดิศัย โพธารามิก จะอยู่สหรัฐยาวมั้ย ก็รู้แล้ว

ถ้า “เนวิน” รอดก็เป็น พยัคฆ์เสียบปีก ก็ยินดีด้วย และวันนี้ ป.ป.ช. จะชี้มูล ครม. สมัคร สุนทรเวช กับพวกรวม 28 คน ในคดี เขาพระวิหาร ที่ถูกตั้งข้อหาทำผิด ม.190 มาตราเดียวกับที่ ปชป. ขอแก้ไขอยู่นี่แหละ

แต่สำหรับ รัฐบาลหมัก แม้ไม่มีบรรทัดฐานมาก่อน ก็ถูกตัดสินผิดไปแล้ว วันนี้หาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ทั้ง พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ถ้ามีสปิริต

ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

ครม. คงปรับเล็ก ไม่ปรับใหญ่ เพราะทุกวันนี้ แค่เก้าอี้ ผบ.ตร. ตัวเดียว อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่เหลือภาวะผู้นำแล้ว ไม่ต้องให้คนอื่นบอก คนใน ปชป. อย่าง พ.อ.วินัย สมพงษ์ นั่นแหละ ยืนยัน

ล่ม 2 ครั้ง 2 หน เลื่อนไปไม่มีกำหนด เพราะลำพองว่า ข้อมูลใหม่คลาดเคลื่อน ของ ตัวเองใหม่กว่า เจอของจริง จุกอก ไปไม่เป็น อย่างนี้หากมีศักดิ์ศรี และความรับผิดชอบ ก็ต้อง ยุบสภา ได้แล้ว

ถ้า ปชป. ได้รับเลือกตั้งมากสุด จัดตั้งรัฐบาลได้ คุณหนูมาร์คจะเสนอใครเป็น ผบ.ตร. ก็ชอบธรรม แต่เดาว่าคุณหนูมาร์คคงไม่เอาด้วย กว่าจะเป็นนายกฯ ต้องปฏิวัติซ่อนรูปมา จะเสี่ยงไปทำไม อยู่ต่อดีกว่า !!!

มาต่อเรื่องปราสาทพระวิหารเถอะ อย่างที่เขียนหลายครั้ง รัฐบาลหมักและ นพดล ปัทมะ ที่ไปเซ็นเอ็มโอยูให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดนทั้งอาญาและข้อหาขายชาติ ทำให้ไทยเสียดินแดน 4.6 ตร.กม. ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อน แต่วันนี้ ทั้งกองทัพ และรัฐบาลมาร์ค นั่งยัน นอนยัน ไม่มีการเสียดินแดนซักตารางนิ้วเดียว ทั้งที่ “ยูเนสโก” ประกาศให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ตั้งแต่ปีที่แล้ว

แม้แต่กรณีเขมรตั้งชุมชน ร้านค้า วัด สร้างถนนล้ำ 250 เมตร ใน 4.6 ตร.กม. รัฐบาลและกองทัพก็ยืนยัน ไม่ได้เสียดินแดน ทั้งไทยและเขมรก็เคยใช้พื้นที่นี้อยู่ จึงเป็นเรื่องต้องเจรจากับ ท่าน ฮุน เซ็น ก็ถูกต้องแล้ว รบไม่ได้ ไทยยังมีพื้นที่ทับซ้อนกับเขมรอีก 17 จุด มิต้องรบกันถึงชาติหน้าหรือ ถ้าไม่เจรจากัน แต่นี่มันบอกอะไร บอกว่าที่ ปชป. เคยประณามฝ่ายตรงข้าม ขายชาติ มันไม่จริง ใช่ ไม่ใช่ เพราะนายกฯ มาร์ค รับรองเอง

วันนี้เช่นกัน กษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ที่เคยขึ้นเวทีถล่มรัฐบาลเก่า ขายชาติ ก็ถูกพันธมิตรฯ พวกเดียวกัน วีระ สมความคิด ปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ ชี้หน้าประณามยับว่า ขายชาติ เข้าให้แล้ว

ตั้งแต่เสาร์ที่แล้ว พันธ มิตรฯ ยกพลบุกใกล้ปราสาท พระวิหาร ปลุกกระแส “คลั่งชาติยึดคืนไทย” อีกรอบ ประกาศ ลั่น ไม่ได้ปราสาทพระวิหารคืน ไม่เลิก ทำให้ฝ่ายเขมรจ้องโต้กลับ หากปะทะก็บรรลัย ส่วนคนไทยในพื้นที่เองก็ต่อต้านปะทะเดือดการกระทำของพันธมิตรฯ ซึ่งมาถึงวันอังคารนี้ไม่รู้เหตุการณ์พัฒนาเป็นอย่างไรแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้น บอกได้คำเดียว รัฐบาลมาร์ค เจอดาบนั้นคืนสนอง ห่วงก็แต่ชาติไทยจะเกิดสงครามกับเพื่อนบ้าน หากหยุดม็อบเหลืองไม่ได้ ทั้งที่มีกฎอัยการศึกคุมอยู่

ก็ต้องชมคนเสื้อแดงที่ชุมนุมอย่างสงบและสันติ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา.

ดาวประกายพรึก

พลิ้วยังไงก็หนีไม่ออก

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_34611

เหินฟ้า ขาลอยจากแผ่นดินไทยไปแล้ว

ตั้งแต่เมื่อเวลา 01.10 น. ข้ามคืนวันใหม่ 21 กันยายนที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปยังสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 21-27 กันยายนนี้

7 วันเต็มๆ ห้วงเวลาแห่งความวาบหวิวในหัวใจ

อะไรเกิดขึ้นที่เมืองไทย "อภิสิทธิ์" ทำได้แค่ฟังจากรายงานทางโทรศัพท์

และกับบทของคนที่ถือดาบแทน "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ผู้มีอำนาจเต็มในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ประเดิมคิวแรกด้วยการประกาศเสียงดังฟังชัด สยบกระแสข่าวลือต่ออายุราชการ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ออกไป
จนถึงสิ้นปี

"ไม่มีเลยไม่มีเรื่องอย่างนี้"

แต่กับโจทย์ร้อนๆที่นายกฯอภิสิทธิ์ทิ้งทวนก่อนจาก กับคิวจัดฉากให้เด็กถาม เคลียร์ ข้อหา "เด็กดื้อไร้ภาวะผู้นำ"

นายกฯอภิสิทธิ์ได้จังหวะตอบคำถามตัวแทนเยาวชนที่มาร่วมรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ในประเด็นข้อวิจารณ์เกี่ยวกับภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีในการเลือก ผบ.ตร.คนใหม่

"ถ้าจะให้ผ่านตั้งแต่รอบแรก ผมก็ทำได้ เพราะผมแพ้ไป 5 ต่อ 4 หากผมลงคะแนนเองคะแนนก็จะเป็น 5 เท่ากัน เพราะเขาให้สิทธิประธานที่ประชุม แต่ผมไม่อยากทำ เพราะดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พอมาประชุมรอบสอง ผมก็คิดว่าโอกาสที่จะชนะก็สูง หรือชนะ 5 ต่อ 4

แต่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันถูกขยายไปเป็นความขัดแย้งที่จะใหญ่โตออกไป ผมก็เลยบอกกับที่ประชุม ถ้าเราตัดสินใจกันวันนี้ แม้จะผ่าน แต่เกิดความขัดแย้งมันคุ้มหรือไม่ ในที่สุดที่ประชุมก็บอกให้รอไปอีกหน่อย ถ้าคิดตรงกันอย่างนี้ ผมจึงเลื่อนไปก่อน"


โดยอาการเสียหน้า แต่ไม่ยอมเสียฟอร์ม

"อภิสิทธิ์" เล่นบท "พระเอกตัวจริง" รับมุกกับลูกคู่อย่าง "เดอะคึก" นายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมา "ยกหาง"

ท่าทางเหมือนอยากลอง "ของจริง"

"อภิสิทธิ์" หวังจะเอาชนะใคร

ที่แน่ๆ "วงแตก" ซ้ำซากอีกแล้ว ล่าสุดการประชุม ก.ตร.เพื่อแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีอันต้องล่มปากอ่าว ตามเสียงทักท้วงของบรรดาบิ๊กตำรวจอาชีพ ต้องรอ ผบ.ตร.คนใหม่ ไม่ควรให้ พล.ต.อ.ธานี ที่เหลืออายุราชการอีก 9 วัน ชิงรวบรัด

ยิ่งชิงเอาชนะ ก็ยิ่งแพ้

แต่ในห้วงที่ "เด็กดื้อ" ไม่อยู่ ตามจังหวะแล้วหลายฝ่ายก็เล็งไปที่ยี่ห้อ "เทพเทือก" ในฐานะ "มือประสานประโยชน์ร่วม" จะอาศัยลูกเก๋าเคลียร์สถานการณ์

ผ่อนอาการขึงพืด


ตามคิวเลย หนทางน่าจะเปิดโล่งให้นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ที่แจ้งคิวล่วงหน้า การประชุม ครม. วันที่ 22 กันยายน จะชงโผแต่งตั้งนายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

"เทพเทือก" นั่งหัวโต๊ะ เปิดไฟเขียวแน่

และก็เป็นอะไรที่เสียงดังขึ้นอีกเยอะ เมื่อยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" รอดพ้นวิบากกรรมคดีทุจริตกล้ายาง ค่ายภูมิใจไทยไม่ต้องตกอยู่ในภาวะไร้ "ห้องเครื่อง"

โดยพลังน่าจะถูกส่งไปถึงพรรคร่วมรัฐบาล กับคิวทวง "สัญญาลูกผู้ชาย" ให้นายกฯอภิสิทธิ์ตีธงเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ ตามบทสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เบื้องต้นใน 2 ปม คือการกลับไปเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว และการทำสนธิสัญญาไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

ถ้าเบี้ยว "อภิสิทธิ์" เจอ "ลูกเขี้ยว" ก่อนจากแน่

แต่โดยน้ำหนักจริงๆมันอยู่ที่ผู้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา พูดชัดๆ เห็นด้วยกับแนวทางที่ให้มีตัวแทนของ ส.ส.ร.40 ส.ส.ร.50 และนักวิชาการเข้ามาร่วมพิจารณา ทั้งนี้ กระบวนการพิจารณาสามารถทำให้เสร็จภายใน 2-3 เดือน แม้สภาจะปิดสมัยประชุมในช่วงเดือนพฤศจิกายน ก็สามารถขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้

ขอเพียงให้รัฐบาลมีความจริงใจที่จะแก้ไข

"อย่าไปพูดเรื่อง ส.ส.ร.เลย เพราะ ส.ส.ร.มันช้าใช้เวลาเป็นปี ผมคิดว่าท่านนายกฯไม่ควรมามุ่งที่จะตั้ง ส.ส.ร. หากจะพิจารณาโดยยึด 6 ประเด็น คงไม่ต้องตั้ง ส.ส.ร. แต่คงเป็นการพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ โดยให้ ส.ส.ร.40 และ 50 เข้ามา พิจารณาข้อเสนอทั้ง 6 ประเด็น ส่วนการเสนอร่างแก้ไข อาจเสนอมาทีเดียว 6 ร่าง ร่างใดพิจารณาแล้วตกก็ตกไป ที่เหลือจะได้แก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้"

ดักหน้าดักหลังกันขนาดนี้ "อภิสิทธิ์" พลิ้วยังไงก็หนีไม่ออก.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ขุดรากถอนโคน

ที่มา ไทยรัฐ

เป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องลุ้นกันว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะชี้ มูลความผิด กรณี คดีเขาพระวิหาร ออกมาอย่างไร ในขณะที่ชายแดนเขาพระวิหาร ระหว่างไทยกับกัมพูชา ก็ดูจะ ไม่ค่อยปกติ พันธมิตรฯ เจ้าเก่าไปทวงเขาพระวิหารคืนจากกัมพูชา รอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ทหาร ตำรวจนั่งดูชาวบ้านตีกันตาปริบๆ ก็แปลกดี ที่งานนี้รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวก นี่ถ้าเป็นสีอื่น
จี๊ดไปแล้ว

กระทบความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน หรือจะเป็นการเมืองระหว่างประเทศก็แล้วกันไปเถอะ แต่ใจหายกับ ผู้ที่ถูกชี้ชะตาคดีเขาพระวิหาร บุคลากรทางการเมืองรุ่นใหญ่

ทั้งนั้น เป็น รมต. 28 คนสมัยที่คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯไล่ไปตั้งแต่ คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่โดนจนช้ำเห็นจะเป็น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ กลับมาเป็น รมต.เที่ยวนี้ไม่รู้ทุกขลาภหรือเปล่า

ก็ดีว่าเป็น พล.ต.สนั่น ถ้าเป็นคนอื่นโดนถล่มเละไปแล้ว ประเทศไทยก็เป็นเช่นนี้เอง จะไปเอามาตรฐานอะไรให้เมื่อยตุ้มเปล่าๆ นี่ยังไม่รวมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงการต่างประเทศ อีก 4-5 คนด้วยกัน ว่ากันว่าต้องเดือดร้อนเสียเงินจ้างทนายกันเองด้วยซ้ำ รัฐไม่ดูดำดูดี ปล่อยไปตามยถากรรม

ยุคนี้ชีวิตนักการเมืองก็ไม่แตกต่างอะไรกับข้าราชการ ต้องมีเส้น ใครไม่มีเส้นกลับไปเลี้ยงหลานอยู่กับบ้านดีกว่า งานนี้ให้ นึกถึง คุณสมัคร สุนทรเวช ดิ้นรนต่อสู้มาตลอดชีวิตนักการเมือง ต้นทุนคุณสมัครก็ไม่ต่างอะไรจากนักการเมืองคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณชวน หลีกภัย หรือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินดินกินข้าวแกง อาศัยมีวาจาเป็นอาวุธ คุณสมัครเลยมีทั้งคนรักคนชังจำนวนไม่น้อย

ถ้าจะพูดจาภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่ามาเสียศูนย์เอาโค้งสุดท้าย ทั้งวิบากกรรมและสุขภาพ ไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่ ก็อย่าง ที่รู้ๆกันอยู่

ยังมีคดีหวยบนดินจ่อคอหอยอยู่อีกกระทอก งวดนี้เข้าใจว่า จะหานักการเมืองทำยายากเต็มที ก็เห็นทีจะเหลือแต่พรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นมา อาทิพรรคการเมืองใหม่ที่แว่วๆว่าจะได้หัวหน้าพรรคชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล หรือพรรคมาตุภูมิที่มีการส่งเทียบเชิญ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มาเป็นหัวหน้าพรรค ก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันให้เปลืองน้ำลายเช่นกัน

ว้าเหว่

วาระสุดท้ายของการเมือง ที่เล่นกันแบบขุดรากถอนโคน มีอยู่แค่ 2 ทางเลือกคือได้อำนาจมาตามปรารถนา หรือไม่ก็แผ่นดินลุกเป็นไฟ

วิกฤติการเมืองบ้านเราหมิ่นเหม่เต็มที ไม่รู้ว่าจะเกิดโรคแทรกเข้าวันไหน นักการเมืองอย่างมากก็ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ แต่ประชาชนเจ้าของประเทศตัวจริงเสียงจริงนอนหยอดน้ำข้าวต้มรอวันหมดลม.

หมัดเหล็ก

ติดที่ คนนี้?

ที่มา บางกอกทูเดย์

มี คนไทย เพียงไม่กี่คน ที่ดูจะเป็นที่เคารพและศรัทธาของ “ผู้นำเขมร” แน่นอนหนึ่งในนั้นมีชื่อของ “พ่อใหญ่ - บิ๊กจิ๋ว” รวมอยู่ด้วย...หยั่งว่า ถ้าไม่มี “บิ๊กจิ๋ว” ในวันนั้น ป่านนี้...เขมรยังคงแตกเป็นเสี่ยงๆ ยิ่งกว่า...เมืองไทยยามนี้ ซะอีกเรื่อง “เสื้อเหลือง” บุกไล่เขมร ออกไปจากดินแดนเจ้าปัญหา 4.6 ตร.กม. ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิความเป็น “เจ้าของ” หลังจาก พวกเศษฝรั่งเอ้ย! ฝรั่งเศส ตีแผนที่ให้มันดูคลุมเครือ หวังวางปมขัดแย้งของ 2 ประเทศในกาลข้างหน้าต้องบอก! หาก “ผู้นำเขมร” ไม่ติดลูกเกรงใจ“บิ๊กจิ๋ว” ล่ะก็ โทษที! ป่านนี้ ทั้ง วีระ สมความคิดการ์ดอันธพาล และ บรรดาแนวร่วมเสื้อเหลืองมีหวัง...เป็น ผีเฝ้าทางขึ้นเขาพระวิหาร ไปแล้วเรื่องให้ ทหารชั้นผู้น้อย...แกล้งเฟอะฟ่ะ!ทำกระสุนปืนใหญ่ร่วงผิดพิกัดน่ะ?นายทหารเขมร ชอบนัก?ทำไปก่อนแล้วค่อยขอโทษขอโพยทีหลังนี่หาก “คนสนิท - ฮุนเซน” ส่งสัญญาณให้กันสักนิด ป่านนี้...ชาวบ้านภูมิซรอล คงได้จัดเลี้ยงฉลอง“ศพเหลือง” เกลื่อนกลาดกันบ้างแล้วก็แหม! มันแค้นนักนี่หว่า!!!งานนี้...ที่ไม่มีลูกระเบิดพุ่งใส่ กลุ่มพันธมิตรฯหาใช่เพราะ ทหารเขมรกลัวทหารไทย เพราะฝ่ายเขมรรู้อยู่เต็มอก! ทหารไทยเอง...ก็เกลียดพวกพันธมิตรฯ?ยิ่งเป็น ทหารแนวตะเข็บพรมแดนของ2 ประเทศ ด้วยแล้ว หยั่งเกลียดพันธมิตรฯเข้าไส้เลยโถ! ไปไล่ยิง ไล่ทุบตี ชาวบ้านภูมิซรอล ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน? เป็น พ่อแม่ปู่ยาตายายพี่ป้าน้าอาและน้องนุ่งของพวกทหาร 2 ประเทศ...กันทั้งนั้นเมื่อไปแสดง แสนยานุภาพ แบบเลยเถิดและไม่เข้าท่ากันหยั่งงี้ เลยทำให้ พวกทหารทั้ง 2 ฝั่ง...หวังจะยืมมือกันและกัน ตูมมม! ใส่พวกพันธมิตรฯแต่หยั่งที่บอก! งานนี้ ติดที่ “บิ๊กจิ๋ว” คนเดียวถามว่า “บิ๊กจิ๋ว” ไปสั่งห้าม ผู้นำ หรือ ทหารเขมรไม่ให้ทำอะไร? กะใคร? หยั่งงั้นเหรอ? ...ก็เปล่า!แต่เพราะบารมีของ “บิ๊กจิ๋ว” ยังคงยิ่งใหญ่ในหัวใจของ ผู้นำเขมร เหตุการณ์มันจึงไม่บานปลาย กลายเป็นแค่เรื่อง คนไทยไล่ทุบตีอวดเขมรกันเอง เท่านั้นโห! มันกู้ชาติ จนชาติย่อยยับ! มันกู้แผ่นดินจนแผ่นดินแทบแตก! เป็นเสี่ยงๆไม่รู้ในวันข้างหน้า ไอ้อีพวกนี้...ยังจะคิดกอบกู้อะไรอีกหรือไม่? เป็นห่วงจริงๆ ว่ะ!!!. ■