WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 23, 2009

อย่าให้เป็นรัฐที่ล้มเหลว

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐที่ล้มเหลว หรือ Failed State หมายถึงประเทศที่เกิด "อนาธิปไตย" มีแต่ความวุ่นวาย ไร้ระเบียบ รัฐบาลปกครองประเทศตามตัวบทกฎหมายไม่ได้ ไม่สามารถรักษาความสงบสุขให้เกิดขึ้นในประเทศได้ ทำให้ประชาชนหันใช้ความรุนแรงกันเอง แย่งชิงอำนาจรัฐ แย่งชิงความเป็นใหญ่

คนไทยอาจไม่ค่อยได้ยินคำว่า "รัฐที่ล้มเหลว" แต่รัฐที่ล้มเหลวกำลังมีเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา คร่าชีวิตผู้คนและทรัพย์สินไปไม่รู้เท่าไร

ผมหวังว่า ประเทศไทย จะไม่กลายเป็น รัฐที่ล้มเหลว ในอนาคต

การ วัดความล้มเหลว ของ รัฐที่ล้มเหลว หรือ ประเทศที่ล้มเหลว เดิมวัดด้วยจำนวนชีวิตประชาชนที่ล้มตาย ซึ่งเกิดจากการจลาจลและสงครามกลางเมือง เช่น ในประเทศซูดาน และโซมาเลีย เป็นต้น

แต่ล่าสุด มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ ที่สุดของอังกฤษ ได้เปลี่ยนวิธีการวัดใหม่จากชีวิตคนมาเป็น "ต้นทุน ทางการเงิน" ที่ต้องสูญเสียไปจากความล้มเหลวของรัฐบาลที่เกิดขึ้น

อย่างเช่นกรณีประเทศซูดาน และโซมาเลีย

มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ได้ประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ (ไม่รวมชีวิตประชาชนที่ล้มตาย) คิดเป็นมูลค่าตกประมาณ 270,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือประมาณ 9.18 ล้านล้านบาทต่อปี เป็นตัวเลขที่ครอบคลุมถึงรายได้ที่ต้องขาดหายไป เพราะไปทำงานไม่ได้ ประกอบอาชีพไม่ได้ ไปจนถึงปัญหาความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจไม่เกิดการหมุนเวียนต่อเนื่อง

ถือเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่สูงมาก เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศที่ยากจนมากอย่างซูดานและโซมาเลีย

ตัวเลขนี้ยังไม่รวมถึง ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่ต่อเนื่องไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีชายแดนติดกัน ซึ่งเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจตามมาด้วย

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆก็คือ การปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ของกลุ่มพันธมิตรฯ แม้จะเป็นการปิดสนามบินในประเทศไทย แต่ไปทำให้นักท่องเที่ยวในประเทศกัมพูชาหายไปด้วย 80-90 เปอร์เซ็นต์ คนกัมพูชาเดือดร้อนเสียหายไปด้วย เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวกัมพูชาต้องผ่านประเทศไทย

ผมเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพราะเริ่มรู้สึกเป็นห่วงประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็น วิธีแก้ปัญหาแบบเด็กๆ ของ รัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในหลายเรื่อง เรื่องล่าสุดก็คือ "โครงการไทยสามัคคีไทยเข้มแข็ง" โดยให้แต่ละจังหวัดระดมข้าราชการ ประชาชนมาเข้าแถวร้องเพลงชาติในเวลา 18.00 น.ทุกวัน เป็นเวลา 76 วัน

นอกจากจะไม่ช่วยให้ไทยสามัคคีไทยเข้มแข็งแล้ว ยังเพิ่มภาระและทำให้คนเบื่อหน่ายอีกด้วย เพราะปกติข้าราชการก็เลิกงานเวลา 16.30 น. บริษัททั่วไปก็เลิกงานเวลา 17.00-17.30 น. ต้องมานั่งรอร้องเพลงชาติในเวลา 18.00 น. ตามนโยบายของนายกฯอภิสิทธิ์ ไม่รู้คิดออกมาได้อย่างไรเรื่องที่ไม่ลอจิกอย่างนี้

ถ้าเป็นทุก 8 โมงเช้า ร้องเพลงชาติกันทั่วประเทศ ก็ว่าไปอีกอย่าง เพราะปกติทุกโรงเรียนทั่วประเทศก็ร้องเพลงชาติกันเวลา 8 โมงเช้าอยู่แล้ว ไปทำให้ คนทั้งประเทศต้องลำบากในตอนเย็นอีกทำไมไม่ทราบ หรือมีเวลาว่างมากไป

ยิ่งวิธีรับมือการชุมนุมของ กลุ่มคนเสื้อแดง ยิ่งน่าเป็นห่วง คนเสื้อแดงชุมนุมที รัฐบาลก็ประกาศภาวะฉุกเฉินที เอาทหาร เอาลวดหนามไปล้อมทำเนียบเหมือนมีสงคราม ตอนนี้คนเสื้อแดงชุมนุมเดือนละหน รัฐบาลก็ประกาศภาวะฉุกเฉินเดือนละหน เอาทหาร เอาลวดหนามล้อมทำเนียบเดือนละหน ถ้าคนเสื้อแดงประกาศชุมนุมทุกอาทิตย์ รัฐบาลมิต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทุกอาทิตย์ เอาทหาร เอาลวดหนามล้อมทำเนียบ ทุกอาทิตย์อย่างนั้นหรือ

แล้วภาพที่ออกไปทั่วโลก ประเทศไทยจะเหลืออะไร ลองคิดกันดู

ทุกวันนี้ภาครัฐที่ออกไปโรดโชว์ ไม่ว่า บีโอไอ หรือตลาด หลักทรัพย์ เจอนักลงทุนต่างชาติถามคำเดียว รัฐบาลนายกฯมาร์คจะอยู่ไปอีกนานเท่าไร ทุกคนก็มองตากันเลิ่กลั่กไม่มีใครตอบได้ แล้วใครจะมาลงทุนในประเทศไทย.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

ห่วงเศรษฐกิจทรุด

ที่มา ไทยรัฐ

ข่าวร้ายทางเศรษฐกิจซ้ำเติมสถานการณ์ย่ำแย่ของวิกฤติบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าพรวดพราด ในสัปดาห์เดียวขยับขึ้นมาถึง 50 สตางค์ มีแนวโน้มว่าจะแข็งค่าขึ้นมาอีก เหตุผลน่าจะเป็นเรื่องของความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกที่จะมีการปรับตัวครั้งใหญ่ก่อนสิ้นปีนี้

การย้ายฐานการลงทุน จากอเมริกาและยุโรปเข้ามาในเอเชีย น่าจับตามากที่สุด ซึ่งมีทั้งทุนระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าเป็นการย้ายฐานการลงทุนที่ค่อนข้างจะถาวร ไม่ใช่การเข้ามาแสวงหากำไรจากค่าเงินในระยะสั้น

ความผิดปกติที่ต้องจับตาคือ จำนวนเม็ดเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ โดยจะมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยสองเด้งคือ ค่าเงินและความมีเสถียรภาพในตลาดหุ้น

ขณะเดียวกันการควบคุมการเข้าออกของเม็ดเงินมีข้อจำกัดเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของบ้านเราตอนนี้ต่อรองอะไรไม่ได้มากนัก ความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในสถานะเป็นต่อ

โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐดูเหมือนจะเป็น ขนมหวานชิ้นใหญ่ ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจ้องกันตาเป็นมัน ยกเว้นประชาชนเท่านั้นที่คอยรอรับแค่เศษเงิน อาจจะเถียงว่าเมื่อมีงานก็มีเงิน เมื่อมีเงินก็มีการใช้จ่าย แต่เงินที่ว่าลงทุนไป 100 แต่ถึงมือประชาชนซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแค่ร้อยละ 10 หรือไม่เกินร้อยละ 20 เม็ดเงินที่ลงไปกลับไปกระจุกอยู่ที่คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

รวยกระจุก จนกระจาย

คือภาพเศรษฐกิจครัวเรือนของประเทศไทยหรือประเทศด้อย พัฒนาทั้งหลาย ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นกี่รอบก็ตาม จะเห็นว่าส่งผลกระทบกับชาวบ้านน้อยมาก อย่างมากก็กินไข่แพงขึ้น ซื้อบะหมี่สำเร็จรูปแพงขึ้นไม่ถึงกับตาย แต่ที่ตายคือธุรกิจทั้งหลายที่มักจะมีการผูกขาด

วันนี้การส่งออกของประเทศที่ไม่ฟื้น ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักๆนั่นก็คือ เรื่องของค่าเงิน เรื่องของความต้องการของผู้บริโภคที่ประหยัดมากขึ้น มูลค่าของสินค้าลดลงและประการสุดท้ายคือ การเมืองเข้าไปล้วงลูกต่อรองผลประโยชน์ ง่ายๆเอาแค่ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนเดียวยังตั้งไม่ได้ แล้วจะมีปัญญาไปเสนอแนวทางการแก้ปัญหาอะไรได้มากมาย อำนาจกระจุกไปอยู่ที่คน 2-3 คนขนาดนั้น

การเมืองไม่นิ่ง เศรษฐกิจไม่ฟื้น

ล่าสุดมีการประเมินถึง มูลค่าการลงทุนทั่วโลก ในปีนี้ลดลงไปประมาณ ร้อยละ 30 หรือถ้าจะเอาเป็นตัวเลขกลมๆน่าจะมีมูลค่าเป็นพันล้านล้านบาท ซึ่งนั่นหมายถึงตลาดการค้าโลก ก็จะลดลงด้วย การนำเข้าส่งออกมีผลกระทบโดยตรง

แนวโน้มคาดว่าจะแย่ไปจนถึงปีหน้า

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันทั้งจากการเมือง สังคมและปัจจัยลบร้อยแปดพันเก้า ผู้บริหารต้องนิ่ง มีสติ จึงจะเกิดปัญญาในการที่จะแก้ปัญหาส่วนรวมของประเทศ (ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว).

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

นิด้าแฉไทยแย่สุด ในเอเชีย สอบตกฟื้นศก.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_34870

นักวิชาการนิด้า เปิดผลวิจัยชี้ครบปีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยยังแย่สุดใน เอเชีย สอบตกทั้งการฟื้นตัวและการบริโภคภายใน โดยการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัว รัฐบาล ล้มเหลวในการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Business School) ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) จัดเสวนาวิเคราะห์เศรษฐกิจการเงิน "ครบรอบปีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ประเทศใดสอบผ่านหรือตก" โดยนายเอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ คณบดี NIDA Business School กล่าวว่า ทางนิด้าและ สถาบันวิจัยนครหลวงไทยได้ทำการวิจัยถึงการฟื้นตัว ของประเทศต่างๆ โดยแบ่งประเทศออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประเทศที่มีวิกฤติสถาบันการเงินคือสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น กับกลุ่มประเทศในเอเชียรวมถึงไทย ซึ่งไม่มีปัญหาด้านสถาบันการเงิน แต่พึ่งพิงการส่งออกอย่างมาก โดยพบว่าสหรัฐฯและ สหภาพยุโรปมีการฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่ญี่ปุ่นมีการ ฟื้นตัวที่แย่ที่สุดเมื่อเทียบกับสหรัฐฯและยุโรป แต่ถ้าพิจารณาการแก้ปัญหาสถาบันการเงินพบว่า สถาบันการเงินญี่ปุ่นเข้มแข็งที่สุด ส่วนสหรัฐฯและยุโรปยังเพิ่มทุนสถาบันการเงินไม่เท่ากับความเสียหาย ที่เกิดจากการลงทุนในตราสารซับไพร์ม

ส่วนกลุ่มที่ 2 ชาติเอเชียได้พ้นจากภาวะถดถอย ทางเศรษฐกิจเชิงเทคนิคหมดแล้ว แต่เมื่อประเมินความเข้มแข็งของการฟื้นตัวพบว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์ มีการฟื้นตัวดีที่สุด ขณะที่ประเทศไทยมีระดับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่ำที่สุดในกลุ่ม รวมทั้งการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศยังแย่ที่สุดในกลุ่มอีกด้วย แม้เศรษฐกิจไตรมาส 2 จะเริ่มปรับตัวขึ้นมาบ้าง แต่ก็เป็นไปอย่างอ่อนแอ โดยการฟื้นตัว ที่เกิดขึ้นมาจากการอัดฉีดเม็ดเงินของรัฐบาล แต่ภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวโดยยังมีปัญหาว่างงาน และการบริโภคที่ยังไม่เติบโต

"ไทยยังมีความล้มเหลวมาก เนื่องจากยังไม่ สามารถสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นภายในประเทศได้ แต่นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ไม่ใช่อนาคต ดังนั้น หากรัฐบาลทำให้ประเทศเข้มแข็งขึ้น ทั้งการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการสร้างความต้องการภายใน ก็จะทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นบวกได้"

นายเอกชัยยังเสนอว่า รัฐบาลควรเน้นเรื่องการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชนในอนาคต เนื่องจากขณะนี้ไทยมีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหาเงินในอนาคตเข้ามา ช่วย ไม่เช่นนั้นจะทำให้ไม่มีเงินมาใช้หนี้ และเกิด ปัญหาเงินคงคลังของประเทศตามมาในที่สุด ส่วนการอัดฉีดเม็ดเงินของรัฐบาลอาจไม่สร้างประโยชน์มากนัก หากใส่ไปในโครงการที่ไม่ทำให้เกิดรายได้ต่อประชาชน

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ธนาคารกลางในหลายประเทศของเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทยต้องระวังเศรษฐกิจเกิดภาวะฟองสบู่ โดยเฉพาะการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์หลังใช้นโยบายอัดฉีดสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำว่า ไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณปรับ ตัวดีขึ้นแล้ว จึงมั่นใจว่าไทยมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดีไม่แพ้ประเทศอื่น และยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่เกิดปัญหาฟองสบู่แตกแน่นอน เนื่องจากดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงราคาที่ดินก็ไม่ปรับตัวสูงขึ้นเกินราคาพื้นฐานเมื่อเทียบกับสิงคโปร์และฮ่องกง

ส่วนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาก็ยังติดลบ จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า จะไม่เกิดปัญหาอย่างที่เอดีบีกังวล เพราะเศรษฐกิจฟองสบู่นั้นธนาคารจะปล่อยสินเชื่อสู่ระบบเป็นจำนวน มาก และจากการเดินทางไปพบกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและนักลงทุนประเทศอังกฤษพบว่า นักลงทุนยังมีมุมมองที่ดีต่อการเข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ดัชนีหุ้นก็ปรับขึ้น อย่างต่อเนื่องจาก 400 จุด จนปัจจุบันอยู่ที่ 700 จุด รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องไปอีก 1 ปีข้างหน้า

ด้านนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่า การธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ยังไม่เห็นสัญญาณเกิดปัญหาฟองสบู่ในเศรษฐกิจไทยและในภาคธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งหากจะดูด้านราคาก็ไม่ได้มีสัญญาณที่เพิ่มขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงจนผิดสังเกต อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้ดูแลและติดตามอย่างใกล้ชิด โดยไม่ปล่อยให้เกิดความไม่สมดุลด้าน ราคาในภาคอสังหาฯอย่างรวดเร็วเกินไป ส่วนการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนั้น จะฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งต้องรอแรงกระตุ้นจากมาตรการกระตุ้นการลงทุนจากภาครัฐด้วย ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินช่วงนี้ ถือว่ายังนิ่ง ส่วน สาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าช่วงนี้ เกิดจากการ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมากและการอ่อนค่าของเงินสหรัฐฯทำให้ค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้น "แม้ขณะนี้สภาพคล่องในระบบจะสูงแต่ไม่น่าเกิดปัญหาฟองสบู่ แม้ดอกเบี้ยจะลดลงมาเยอะแต่ ธปท.ยังมีเครื่องมือ ดำเนินนโยบายการเงินอื่นๆอีกหลายวิธี ในการดูแลเศรษฐกิจหรือภาคธุรกิจ และเราก็ไม่ปล่อยให้ความไม่สมดุลเกิดขึ้นรวดเร็ว ต้องดูแลใกล้ชิดอยู่แล้ว" นายไพบูลย์กล่าว.

คลอดแล้ว! เกณฑ์โครงการที่มีผลกระทบต่อชุมชนรุนแรง ต้องทำตาม ม.67

ที่มา ประชาไท

มาตรา 67 ตามรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดกำลังเป็นประเด็นร้อนฉ่าเพราะมีพาดหัวข่าวออกมาเป็นระลอกว่า นักลงทุนก็เริ่มงง การลงทุนหยุดชะงักนับแสนล้าน หลังจากมีประชาชนใช้สิทธิในวรรคสามฟ้องร้องให้รัฐและนายทุนทำตามมาตรานี้โดยด่วน หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งสะสาง หาความชัดเจนในกฎเกณฑ์ต่างๆ
มาตรานี้กำหนดให้ “โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ” ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ นอกจากจะต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามปกติแล้ว ยังเพิ่มเติมให้ต้องผ่านการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่สำคัญ ต้องมีการส่งรายงานทั้งหลายนี้ให้ “องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” ซึ่งยังไม่ได้จัดตั้ง! ให้ความเห็นประกอบอีกชั้นหนึ่ง
ระหว่างชุลมุนกันอยู่นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้ออกประกาศของกระทรวงอย่างเงียบๆ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 อ้างอิงมติ ครม. เมื่อ 25 สิงหาคมที่ระบุให้กระทรวงอุตฯ ดำเนินการออกประกาศ เพื่อกำหนดว่าโครงการแบบไหนที่เข้าข่ายมาตรา 67
ประกาศของกระทรวงอุตฯ นี้ มีความแตกต่างกับร่างดั้งเดิมของกระทรวงทรัพฯ อย่างมาก และดูเหมือนภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่คัดค้านโครงการขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ จะชัดเจนแล้วว่าให้การสนับสนุนกับร่างกระทรวงทรัพฯ และปฏิเสธประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม(รายละเอียดที่ http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25773)
ร่างของกระทรวงทรัพฯ ได้มาจากงานศึกษาของ “คณะกรรมการพิจารณากำหนดประเภทและขนาดโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ” ซึ่งกระทรวงทรัพฯ แต่งตั้งขึ้น โดยมีสัดส่วนของนักวิชาการที่ภาคประชาชนให้การยอมรับอย่างอาจารย์สัญชัย สูติพันธ์วิหาร จากคณะสิ่งแวดล้อมฯ มหิดล เข้าไปนั่งอยู่บ้าง ดำเนินการยกร่างแล้วเสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว และขณะนี้ยังค้างเติ่งอยู่ที่กระทรวง ไม่ไปไหน ด้วยเหตุนี้ กระทรวงอุตฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานอนุญาตที่สำคัญจึงเป็นผู้ออกประกาศอย่างเป็นทางการเป็นหน่วยงานแรก
และนี่คือจุดสตาร์ทของมาตรา 67 ที่ทั้งภาคประชาชนตัวจ้อยและภาคอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ ต่างจดจ้องกันตาเขม็ง เพราะมันคือเกณฑ์ขั้นพื้นฐานว่าโครงการแบบไหนกันที่ต้องได้รับการดูแล ตรวจสอบเป็นพิเศษกว่าที่เคยเป็นมา และยังไม่แน่ว่าประกาศนี้จะเป็นที่ยอมรับของ "ชุมชน" แค่ไหน เพราะดูไปดูมา โครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่ชาวบ้านกำลังค้านกันอย่างหนักกำลังหลุดรอดไปจากเงื่อนไขของมาตรา 67 อย่างหวุดหวิด ทั้งที่มาตรานี้มันเกิดมาเพื่อชุมชนแท้ๆ เทียว!
ตารางเปรียบเทียบ (เนื้อหาโดยรวบรัด)

ที่
ประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม
งานศึกษาของกระทรวงทรัพยากรฯ
1.
-
ประเภท– โครงการที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1, พื้นที่
ป่าอนุรักษ์, พื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม
ตามมติ ครม., แหล่งมรดกโลก,
อุทยานประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณ
สถาน โบราณคดี
ขนาด – ให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่กำหนดหลักเกณฑ์
เพื่อเสนอต่อองค์การอิสระฯ
2.
-
การถมทะเล หรือทะเลสาบ
พื้นที่ตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไป
3.
-
การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างกันคลื่น
ความยาวตั้งแต่ 200 เมตรขึ้นไป
4.
การทำเหมืองใต้ดิน เฉพาะด้วยวิธีออกแบบให้โครงสร้างยุบตัว ภายหลังการทำเหมืองโดยไม่มีค้ำยัน และไม่มีการใส่คืนวัสดุทดแทนเพื่อป้องกันการยุบตัว
ทุกขนาด
เหมืองใต้ดินตามกฎหมายว่าด้วยเหมืองแร่
ทุกขนาด
5.
เหมืองแร่ตะกั่ว และสังกะสี
ทุกขนาด
เหมืองแร่โลหะทุกชนิด
ทุกขนาด
6.
นิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือดครงการทีมีลักษณะเช่นเดียวกันกับนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจัดตั้งเพื่อรองรับอุตสาหกรรมผลิตเหล็กขึ้นต้น หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น หรือขั้นกลางขนาดเกินกว่าที่กำหนดไว้ในโครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการถลุงแร่งหรือปิโตรเคมีขั้นต้นและกลาง แล้วแต่กรณี
ทุกขนาด
นิคมอุตสาหกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมฯ หรือ โครงการที่มีลักษณะ เช่นเดียวกันกับนิคมอุตสาหกรรม
มีโรงงานปิโตรเคมี กำลังการผลิตตั้งแต่ 100 ตัน/วัน ขึ้นไป หรือมีโรงานถลุงหรือแต่งแร่หรือหลอมโลหะ
กำลังการผลิตตั้งแต่ 50 ตัน/วัน ขึ้นไป
7.
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นหรือขั้นกลางที่มีการใช้หรือผลิตสารอย่าใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้
(1) สารที่ก่อให้เกิดมลสารทางอากาศที่เป็นอันตรายได้แก่ Asbeslos, Benzene, Benzidine, Bis(chloromethyl) ether, Beryllium and beryllium compounds, 1,3-Butadiene, Cadmium and cadmium compounds, Chromium(VI) , Ethylene Oxide, Formaldehyde, Nickel compounds, Phosphorus-32, as phosphate, Radionuclides (including radon), Vinyl chloride
(2) สารที่มีพิษรุนแรง ได้แก่ สารทีมีค่า LD50 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวเมื่อทดสอบในหนูขาว (ทางปาก) ที่มีน้ำหนักตัวระหว่าง 200-300 กรัม, สารที่มีค่า LD50 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวเมื่อทดสอบในกระต่ายข่าว (ทางผิวหนัง) ที่มีน้ำหนักตัวระหว่าง 2-3 กิโลกรัม โดยสัมผัสติดต่อกันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง หรือน้อยกว่า แล้วมีการตายเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง, สารที่มี LC50 น้อยกว่าหรือเท่ากับ200 ส่วนในล้านส่วน โดยปริมาตรสำหรับก๊าซหรือไอ หรือน้อยกว่าหรือเท่ากั 2 มิลลิกรัมต่อลิตร สำหรับละออง ฟูมหรือฝุ่น เมื่อทดสอบในหนูขาว (ทางการหายใจ) ที่มีน้ำหนักตัวระหว่าง 200-300 กรัม โดยสูดดมสารอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ชั่วโมง หรือน้อยกว่า แล้วมีการตายเกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมง
ทั้งนี้ ค่า LD50 หมายถึงปริมาณของสารที่ให้กับสัตว์ทดลองทั้งหมดเพียงครั้งเดียวแล้วทำให้สัตว์ทดลองตายลงร้อยละ 50
ค่า LC50 หมายถึง ค่าความเข้มข้นของสารในอากาศ หรือในน้ำที่ทำให้สัตว์ทดลองตายลงร้อยละ 50
กรณีตั้งโรงงาน มีการใช้หรือผลิตสาร ตาม (1) หรือ (2) ตั้งแต่ 1,000 ตันต่อวันขึ้นไป กรณีขยายโรงงาน เพิ่มการใช้หรือผลิตสารตาม (1) หรือ (2) รวมกันเกินกว่าร้อยละ 35 สำหรับโรงงานเดิมที่มีการใช้หรือผลิตสารดังกล่าวตั้งแต่ 1,000 ตันต่อวันขึ้นไป หรือเพิ่มการใช้สารตาม (1) หรือ (2) รวมเป็นตั้งแต่ 1,000 ตันต่อวันขึ้นไป
ทั้งนี้ การตั้งหรือขยายโรงงานในโครงการหรือกิจกรรมในนิคมอุตสาหกรรม ไม่ต้องดำเนินการตามประกาศนี้ในกรณีที่โครงการหรือกิจกรรมในนิคมอุตสาหกรรมนั้นได้ดำเนินการตามประกาศนี้รองรับไว้ก่อนแล้ว
โรงงานปิโตรเคมี ขั้นต้นหรือขั้นกลาง
ทุกขนาด
8.
การถลุงแร่
- การถลุงแร่ด้วยสารละลายเคมีในชั้นดิน (ทุกขนาด)
- อุตสาหกรรมการผลิตเหล็กขั้นต้น (กรณีตั้งโรงงานกำลังการผลิตตั้งแต่ 20,000 ตันต่อวันขึ้นไป
กรณีขยายโรงงาน เพิ่มกำลังการผลิตเกินกว่าร้อยละ 35 สำหรับโรงงานเดิมที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 20,000 ตันต่อวันขึ้นไป หรือเพิ่มกำลังการผลิตรวมเป็นตั้งแต่ 20,000 ตันต่อวันขึ้นไป
ทั้งนี้ การตั้งหรือ ขยายโรงงานในโครงการหรือกิจกรรมในนิคมอุตสาหกรรมนั้น ไม่ต้องดำเนินการตามประกาศนี้ในกรณีที่โครงการหรือกิจกรรมในนิคมอุตสาหกรรมนั้นได้ดำเนินการตามประกาศนี้รับรองไว้ก่อนแล้ว
โรงงานถลุงเหล็ก หรือแต่งแร่ หรือหลอมโลหะ
กำลังการผลิตตั้งแต่ 50 ตัน/วัน ขึ้นไป
9.
-
การผลิตหรือกำจัดหรือปรับแต่งสารกัมมันตรังสี
ทุกขนาด
10
โรงงานฝังกลบของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม หรือเตาเผาที่จัดสร้างเพื่อกำจัดของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม
ทุกขนาด
โรงบำบัดหรือกำจัดกากของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม และขยะอันตรายจากอุตสาหกรรมที่นำมารีไซเคิล
ทุกขนาด
11
-
สนามบิน รวมการขยายทางวิ่ง
ทุกขนาด
12
-
ท่าเทียบเรือ
- รับเรือขนาดตั้งแต่ 500 ตันกรอสขึ้นไป
- ที่มีความกว้างหน้าท่ามากกว่า 1 ใน 3 ของความกว้างแม่น้ำ
- ที่ขนถ่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นวัตถุอันตราย ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย
13
-
เขื่อนกักเก็บน้ำ หรืออ่างเก็บน้ำ
- ปริมาตรเก็บกักน้ำตั้งแต่ 100 ล้าน ลบ.ม.ขึ้นไป
- พื้นที่เก็บกักน้ำตั้งแต่ 15 ตร.กม.ขึ้นไป
- การชลประทาน พื้นที่ตั้งแต่ 80,000 ไร่ขึ้นไป
14
โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ยกเว้นก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติสังเคราะห์
มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 100 เมกกะวัตต์ขึ้นไป
โรงไฟฟ้าทุกประเภท ยกเว้นที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก
กำลังการผลิตตั้งแต่ 100 เมกกะวัตต์ ขึ้นไป
15
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ทุกขนาด
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ทุกขนาด
16
-
การผันน้ำในลุ่มน้ำหรือข้ามลุ่มน้ำ ทั้งลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำสาขา
ปริมาตรน้ำที่ผันเฉลี่ยสูงสุดรายเดือน
17
-
การทำเกษตรกรรมเชิงการค้าเกี่ยวกับวัตถุดิบการผลิตอาหารที่เกี่ยวเนื่องกับ GM (Genetically Modified)
ทุกขนาด
18
-
สนามกอล์ฟ
ทุกขนาด

ได้เวลาเปลี่ยนม้าชรา ได้แล้วครับ "ท่านอัศวิน" รบต่อไปก็เจอสงครามคลื่นมนุษย์

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย




แม้สุภาษิตเก่าจะบอกว่า "ห้ามเปลี่ยนม้ากลางศึก" แต่นั้นก็เป็นจินตภาพเก่า ภาษิตเก่า แต่ม้าชรา ที่ควบพาอัศวินเข้าสู่สงครามคลื่นมนุษย์ คลื่นประชาชน ที่ไม่มีทางชนะ ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนม้ากลางศึกครับ

สถานการณ์ตอนนี้รบต่อไป "อัศวินเฒ่า" ทั้งหลายก็ไม่มีทางชนะไปได้ เพราะมันกลายเป็นการต่อสู้กับประชาชนเสียแล้ว ไม่มีวิธีการหรือมนต์วิเศษอันใดที่จะเอาชนะสงครามประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นี้ได้ ในยุคอินเตอร์เน็ต การโกหกประชาชนนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะจะมีประชาชนหลายล้าน และหนึ่งในหลายล้านนั้น ย่อมจับโกหกนั้นได้ และออกมาโพนทะนาทางเว็บบอร์ด เขียนบทความดีๆ สุดท้าย คำโกหกนั้นก็ถูกรู้ทันอยู่ดี

ผมไม่คิดว่า จะมีสถานการณ์ช่วงไหนเหมาะที่สุดเท่ากับเวลานี้อีกแล้ว ในการเปลี่ยน "ม้าศึก"

สัญญาณจากคน 5-8 ล้าน เป็นสัญญาณที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ แม้จะพยายามใช้กลยุทธ์เก่าต่อต้านสักเพียงใด ก็ไม่อาจทานกำลังนั้นได้

สงครามครั้งนี้ ผมไม่ทราบว่าอัศวินออกรบทำไม ก่อสงครามขึ้นมาทำไม ผลประโยชน์ในสงครามของอัศวินคืออะไร ผมยังมองไม่เห็นเลย และมีทีท่าชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าต้องใช้ทรัพยากรในการทำสงครามอย่างสิ้นเปลือง หนทางชนะ รบกันมาหลายปีแล้ว ผมยังมองไม่เห็นเลย ข้าศึกเข็มแข็งขึ้นทุกวัน ขยายเครือข่ายมวลชนได้มากขึ้นกว่าเดิม เข็มแข็งขึ้นกว่าเดิม ตรงกันข้ามกับฝ่ายเหล่าอัศวินทั้งหลายที่มวลชนเหลือน้อยขึ้นทุกวัน ทางเลือกแคบลงเรือยๆ

ผมไม่เห็นว่า อัศวินทั้งหลายจะได้ประโยชน์จากสงครามครั้งนี้ "นอกจากบรรดาม้าศึกแก่ชราทั้งหลาย" คนเลี้ยงม้า คนทำความสะอาดคอกม้า รอบๆ คอกม้าเท่านั้นที่ได้ประโยชน์

ท่านอัศวินทั้งหลาย ทำสงครามกับประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อคนเหล่านี้ไปทำไมกัน

ได้เวลาเปลี่ยนม้าแล้ว แม้จะกลางศึกก็ตาม นี่คือ กาลเทศะที่เหมาะสมในการเปลี่ยนม้า ไม่มีเวลาใดเหมาะเท่ากับตอนนี้อีกแล้ว

วันนี้ปี 2552 ไม่เหมือนกับ 6 ตุลา 2519 นี่ไม่ใช่ขบวนการนักศึกษา แต่เป็นประชาชน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย



ประวัติศาสตร์สถานการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ฝ่ายขวา set up ใช้กำลังปราบขบวนการนักศึกษาใน ม.ธรรมศาสตร์ นั้นอาจเป็นภาพฝังใจ ทั้งฝ่ายต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และฝ่ายอำนาจรัฐในปัจจุบัน

แต่ผมไม่คิดว่าสถานการณ์มันจะเหมือนกัน อย่างน้อยในวันนั้น วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ฝ่ายทหาร เสนาธิการทั้งหลาย ที่มีกำลังสติปัญญา ความรู้ทั้งหลาย สู้กับเด็กนักศึกษา อายุ 20-25 ปี เป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่ยังไม่จบการศึกษา ยังไม่มีประสบการณ์ในชีวิตอะไรทั้งสิ้น มีแค่เลือกข้นของหนุ่มสาวโดยแท้ ไม่ว่าเด็กจะฉลาดป่านใด แต่ประสบการณ์ในการต่อสู้ยังน้อย ไม่อาจรับมือกับผู้ใหญ่ทั้งหลายที่เรียนจบโรงเรียนเสนาธิการได้

อีกอย่างหนึ่งนักศึกษาในวันนั้นมีหลักหลายพัน เท่านั้น ไม่ใช้ประชาชนหลายแสน แนวร่วมหลายล้าน เหมือนขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยปี 2552 นี้

ดังนั้นการที่จะ set up ให้ได้สถานการณ์แบบ 6 ตุลาคม 2519 เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แม้ในช่วงสงกรานต์เลือดพวกเขาจะทำได้ตามแผนอย่างสมบูรณ์ แต่ในทาง "ยุทธศาสตร์" แล้ว พวกเขาไม่ได้ชนะสงครามแต่อย่างใด คนเสื้อแดงและกระแสต่อต้านไม่ได้ลดลง แต่เพิ่มความเข็มข้นขึ้น ขยายแนวร่วมออกไปได้มากขี้น

ขบวนการคนเสื้อแดงวันนี้ เป็นขบวนการผู้ใหญ่ เป้นขบวนการของคนที่มีอาชีพ และเป็นพลเมืองของสังคมนี้อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งของสังคม ดังนั้น ไม่มีวิธีการใดๆ ไม่มีแผนการวิเศษอันใดที่จะขจัดคนครึ่งหนึ่งของสังคมนี้ออกไปได้

หากเรามองให้ทะลุจริงๆ คือ พวกเขาไม่มีวิธีการใด ที่จะปรับเปลี่ยน "ความคิด" ของคนครึ่งหนึ่งของสังคมนี้ได้ แม้จะไล่ฆ่า ไล่ขยี้อย่างไร ก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจคนได้

และดูเหมือนว่าวันนี้ ไม่มี "เงื่อนไขปลุกเร้า" แบบ 6 ตุลาคม 2519 ด้วย" ในวันนั้นพวกเขาใช้ "ความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัติรย์" สร้างจิตสำนึกต่อต้านนักศึกษา

ในวันนี้ ผมว่าสิ่งเดิมๆ ใช้ไม่ได้แล้ว แม้ว่าจะมีการปลุกผีคอมมิวนิวส์ ปลุกกระแสว่าเสื้อแดงล้มสถาบัน ก็ไม่สามารถสร้างกระแสต่อต้านขึ้นในสังคมได้แต่อย่างใด

ตอนนี้มีบางคนคาดว่าเขาจะใช้เนวิน เป็นแบบกลุ่มกระทิงแดงในอดีต

วิธีการเดิมในสงครามเดิม สู้กับคนรุ่นใหม่ ผมไม่คิดว่านายเนวินจะทำอะไรได้มากมายนัก

และคนเสื้อแดงบางกลุ่ม ก็ไม่ได้ยอมงอมืองอเท้าให้กลุ่มนายเนวินอย่างแน่นอน

แต่สรุปให้ถึงที่สุดแล้ว "ยุทธศาสตร์ของคนเสื้อแดง" ได้เปลี่ยนไป ไม่ได้เน้นการใช้ม็อบรุกไล่รัฐบาลแต่อย่างใดแล้ว เป็นแต่ชุมนุมเพื่อแสดงพลังเท่านั้น แต่ยุทธศาสตร์คือการขยายเครือข่าย ขยายมวลชน

ผมไม่ทราบว่านายเนวิน กับพวกจะใช้ยุทธศาสตร์ใด ต่อต้านการขยายมวลชน จะ "ปลุกลูกเสือชาวบ้าน" ผมว่าไม่ขึ้นแน่นอน

อุดมการณ์ทางการเมืองไทยวันนี้ไม่ได้มีแต่เพียง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริ์ (ที่เน้นแต่ตัวท้ายเท่านั้น) แต่เพีม ประชาธิปไตย เข้ามาเป็นส่วนประกอบที่ทัดเทียมหรือแม้แต่สูงส่งกว่าองค์ประกอบเดิม

ชาติเรามีแล้ว ไม่ได้ถูกคุกคามแต่อย่างใด
ศาสนา เราก็มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา
พระมหากษัติย์ เราก็มี

แต่ประชาธิปไตย เรายังไม่มี เราต้องทำให้มันสมบูรณ์

Tuesday, September 22, 2009

ยุติพิพาทด้วยการเจรจา

ที่มา ไทยรัฐ

บทบรรณาธิการ

คนไทยผู้รักความสงบคงจะโล่งอกไปตามๆกัน เมื่อการชุมนุมใหญ่ของแนว ร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่กรุงเทพฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และยุติลงตั้งแต่คืนวันเสาร์ ตามคำสัญญาของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง แต่คงจะมีคนไทยไม่ ใช่น้อยที่ต้องสลดใจ เมื่อการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อเหลือง เพื่อทวงคืนเขาพระวิหาร ทำให้ คนไทยต้องตีกันเอง ได้รับบาดเจ็บกว่า 20 คน

การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือกลุ่มคนเสื้อเหลือง เพื่อทวงคืนดินแดนพิพาทติดปรา-สาทพระวิหาร โดยมีนายวีระ สมความคิด เป็นผู้นำ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไม่ใช่ "การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ" เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างชาวบ้านในพื้นที่กับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ไปจากต่างถิ่น และทั้งสองฝ่ายมีความเห็นกรณีเขาพระวิหารที่ต่างกัน

การชุมนุมที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ ครั้งนี้ ทั้ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสุริยะใส กตะศิลา ต่างยืนยันว่า 5 แกนนำ พธม.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวที่มีนายวีระเป็นผู้นำ อย่างไรก็ตาม มีการปลุก ระดมมานานพอสมควร เพื่อให้เชื่อว่าประเทศไทย ได้เสียดินแดน 4.6 ตร.กม. ติดกับเขาพระวิหาร ให้แก่กัมพูชา และเรียกร้องประชาชนให้ร่วมชุมนุมเพื่อทวงดินแดนคืน

เป็นการชุมนุมที่มีเสียงคัดค้าน ทั้งจากนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษถึงกับไหว้ วิงวอนทุกฝ่าย ให้เคลื่อนไหวอย่างสงบ ขณะที่ทหารในพื้นที่ยืนยันผ่านสื่อมวลชนว่า ไทยไม่ได้เสียดินแดนใดๆ ส่วนนายกรัฐมนตรีขอให้ไว้ใจรัฐบาล และยืนยันที่จะปกป้องดินแดนและประโยชน์ของชาติ ด้วยการเจรจา

ไม่ทราบว่าคิดได้อย่างไร? ในการนำประชาชนเพียงไม่กี่พันคน บุกเข้าไปขับไล่ทหารและชาวกัมพูชา ออกจากพื้นที่พิพาท เป็นการเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยงต่อการนำไปสู่ความรุนแรง เพราะแม้แต่ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็ต่อต้าน ไม่ต้องการให้คนต่างถิ่นไปก่อความวุ่นวาย ส่วนทหารกัมพูชาก็เตรียมพร้อมที่จะรับมืออยู่แล้ว ถ้ามีคนไทยบุกเข้าไป

ทั้งรัฐบาลและกองทัพ ต่างยืนยันมาโดยตลอดว่า พื้นที่ 4.6 ตร.กม. เป็นพื้นที่พิพาท ทั้งสองประเทศต่างอ้างว่าเป็นเจ้าของ และทหารทั้งสองฝ่ายต่างก็ยังตรึงกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ในระหว่างที่จะมีการเจรจาซึ่งกันและกัน แต่บางคนอ้างว่า การเจรจาเป็นกระบวนการที่ล่าช้า และเสียเวลา ซึ่งก็ถูกต้อง เพราะดินแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องชาตินิยม การเจรจาจึงต้องใช้เวลา

ไทยกับกัมพูชาไม่ใช่เพิ่งจะมีพิพาทดินแดนแค่ในปัจจุบัน แต่มีมานานนับร้อยๆปี กรณีเขาพระวิหาร ศาลโลกเพิ่งจะชี้ขาดให้เป็นของกัมพูชา เมื่อปี 2505 หรือ 47 ปีมาแล้ว แต่พื้นที่รอบปราสาทพระวิหารก็ยังพิพาทกันอยู่ และทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าวิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา คือการเจรจา ไม่ใช่การสู้รบ จึงไม่ควรจะทำการสุ่มเสี่ยงให้ เกิดสงคราม ซึ่งเป็นผลเสียต่อทุกฝ่าย.

บอร์ดสลากอนุมัติ พิมพ์เพิ่ม 4ล.ฉบับขาย16ตค

ที่มา ไทยรัฐ

แบ่งให้องค์การทหารผ่านศึกและสมาคมทหารผ่านศึก 2.6 ล้าน อีก 1.4 ล้านกระจายองค์การกุศลรายย่อย เผยสลากฯกำลังพิจารณาเงื่อนไขโควตาใหม่ให้ผู้จำหน่ายจริงไม่ใช่บุคคลที่3

วันนี้​(22 ก.ย.) นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (บอร์ด) กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ดว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเตรียมความพร้อมในการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือลอตเตอรี่ ที่จะพิมพ์อีก 4 ล้านฉบับและออกจำหน่ายงวดในวันที่ 16 ต.ค.เพื่อตรวจรางวัลในวันที่ 1 พ.ย. ซึ่งขณะนี้ สำนักงานสลากฯ มีความพร้อมในการดำเนินการ แต่ติดขัดเรื่องการจัดสรรสลากฯ เนื่องจากสลากที่พิมพ์เพิ่ม 4 ล้านฉบับ แบ่งให้องค์การทหารผ่านศึกและสมาคมทหารผ่านศึก 2.6 ล้าน ส่วนที่เหลือ 1.4 ล้านฉบับพิมพ์ จะกระจายให้องค์กรการกุศลและรายย่อย แต่จนถึงขณะนี้ มีองค์กรและมูลนิธิยืนยันความต้องการเข้ามาเพียง 15 รายเท่านั้น จากที่แสดงความจำนงทั้งหมด 21 ราย

“ในเบื้องต้น จะมอบสลากที่เหลือจากการจัดสรรในครั้งนี้ ให้มูลนิธิของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รับไปกระจายให้แก่ผู้ขายรายย่อยก่อน หลังจากค่อนมาทบทวนอีกครั้ง เพื่อสลากที่พิมพ์เพิ่มจำหน่ายออกไปให้หมดป้องกันการขาดทุน” กรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าว

นายนครินทร์ กล่าวต่อว่า สลาก ที่พิมพ์ในปัจจุบันจำนวน 46 ล้านฉบับนั้น สำนักงานสลากกำลังพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการให้โควตาแก่ผู้รับโควตาใหม่ เพื่อให้สลากถึงมือผู้จำหน่ายจริงๆ ซึ่งปัจจุบันการกระจายสลากดังกล่าว จะอยู่ในมือของบุคคล 3 กลุ่มคือ ผู้ค้ารายย่อย องค์กรมูลนิธิการกุศลต่างๆ และบริษัทนิติบุคคล 64 ราย โดยจะเพิ่มผู้ค้ารายย่อยและบริษัทนิติบุคคลให้มากขึ้น โดยคาดว่า จะใช้ระยะเวลา1-2 เดือนในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของผู้รับโควตาทั้งหมด เพื่อให้ปีใหม่

ตอดนิด - ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ผ่านการ “พาสเจอร์ไรส์” ว่าใสสะอาด!!คดี “กล้ายาง” มีคำพิพากษา ของ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ก็เป็น “เครื่องฟอก” และ “ปั๊ม”อย่างสะอาดหมดจด สักหนึ่งหยดก็ไม่มี การโกงกินเงินของชาติ??“44 ผู้ต้องหา” รอดอาญา เพราะไม่ได้คิดชั่ว เห็นแก่ตัว ขย้อน! เขยื้อนขยับ! หรือสิ่งใด ขยะแขยง! ต่อเงินแผ่นดิน ตามที่ “คมช.”ของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่ากินกันปากมัน จนทหารต้องลุกขึ้นมา “ปฏิวัติ”แต่แล้ว “ข้ออ้าง” อันแสนชุ่ยกี่ ที่ “คมช.” ยกแม่น้ำทั้ง 5 มาโค่นล้ม “พรรคไทยรักไทย” ของ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร”ว่าเป็นต้นแบบแห่งการโกง เป็นสิ่งที่ท่านคาดคิด ที่ผิดอย่างถนัดเมื่อ “ศาลฎีกาแผนคดีอาญาฯ” ยกฟ้องผู้ต้องหา หลุดแบบยกทั้งกระบิ ทำให้ “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,สรอรรถ กลิ่นประทุม ฯลฯ กอบกู้ศักดิ์ศรี คุณงามความดีกลับมาได้อย่างสมเกียรติ!!รวมทั้ง “อดีตนายกฯทักษิณ”...พลอยพ้นมลทิน!...เรื่องโกงกิน ล้วนเกิดจาก “คมช.” พากันยัดเหยียด?????
✮✮✮
เป็นเจ้า “สัมปทานโรงน้ำแข็ง”!!
เขาไง.. “บุญยอด 5 บาป” หรือ “สส.บุญยอด สุขถิ่นไทย” แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ชื่อเสียงเสียหายไปหลายกิโลขีดเมื่อรับ “คิวโดด” ไปแสดงหนัง “ผู้หญิง ๕ บาป” เป็นภาพยนตร์ทางเพศที่ทารุณกรรมต่อผู้หญิงอย่างรุนแรง??มาวันนี้ ปั้นน้ำเป็นตัวหรือไม่?.. ก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่ “นายบุญยอด สุขถิ่นไทย” ให้ข่าว “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” เป็น
“มะเร็งต่อมลูกหมาก” หมอโรงพยาบาลพระราม 5 บินไปรักษากันวุ่นแจงจารนัย สาธยาย เป็นฉากๆ ต่อไปอีกว่า...มีการ “ฉีดคีโม” จน “ทักษิณ” ผมร่วงล้านเหี้ยนเตียน เสียด้วยสิคุณแต่ภาพที่ “อดีตนายกฯทักษิณ” โพสรูปผ่าน “ทวิตเตอร์” ขณะนั่งตัดผมที่เมืองดูไบ....ศรีษะผมยังดำปี๋ไปทั้งหัว...ไม่ยักเหมือนที่
“สส.บุญยอด” จงใจให้ข่าว เพื่อเป็นการแช่งชักหักกระดูก เลยนะทั่น!!
“สส.บุญยอด” หน่วยก้านดูดี... แต่พูดจาเหลวไหลเช่นนี้?.. ทำให้หมด “บารมี” ได้เหมือนกัน??
✮✮✮
“ลักไก่” เฉไฉ ไปได้เรื่อย ๆ !!
แทนที่จะ เจียมบอดี้ ลดอุณหภูมิความคิดลงมามั่ง.. กลายเป็นว่า “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน อดีตประธาน คมช.นักปฏิวัติ ยังพูดจาอย่างเรื่อยเปื่อย!!ยกก้นตัวเองลอยจากพื้นดินว่า การโค่นล้มปฏิวัติ “รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” เป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับประชาชนแต่ที่ชาวบ้านเขาเห็น นับตั้งแต่ “บิ๊กบัง” ลากรถถังออกมาทำรัฐประหาร ชาติบ้านเมืองวอดวายปี้ป่นไม่ได้ส่งผลสร้างความสุขแก่คนไทยแม้แต่น้อย.. ฉะนั้นที่ “บิ๊กบัง” ลอยหน้าลอยตาเป็น “ลำตัดหวังเต๊ะ”อยู่นั้น.. ล้วนมุสา-หาความจริง ไม่เจอ!!!“คน” ที่มีความสุข จริงๆ เท่าที่ทราบ....ก็พวกที่ “เบิกงบลับ”?......กับการทำ “ปฏิวัติ” นั่นไงล่ะเธอ?????
✮✮✮
เหยียบดินแดนเสรี มีประชาชิปไตยเต็มใบ!!
“นายกฯมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้เป็น “รัฐบาลเทพประทาน” ใต้ท็อปบูททหาร หนุนให้ก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่??ขณะนี้ “นายกฯอภิสิทธิ์” ยุรยาตรด้วยสองอุ้งเท้าของตัวเอง เหยียบสนามบินนานาชาติ จอห์น เอฟ เคนนาดี้นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นที่เรียบร้อย ไม่มีอะไรบุบสลาย ชักกระแด่วหนำซ้ำท่านสวมวิญญาณ “ไม่ได้โม้” ของ “สมรักษ์ คำสิงห์”… ว่าเมืองไทยน่าลงทุน ผ่านจุดตกต่ำมาแล้วท่านไปจำนรรจา ส่งภาษาดอกไม้เช่นนี้ เหมือนเป็นการ “พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว” ทั้งที่ประเทศไทย ยังหาความสามัคคีกันไม่ได้… ทั้ง “เศรษฐกิจ” ยังตกสะเก็ด ไม่โงหัวฟื้น ขึ้นมาสักหน่อย!!ฝรั่งเขาหม่ำ “ฮอทดอก”... เขาไม่เชื่อน้ำมนต์ท่านหรอก?.. เขามองออกเศรษฐกิจไทยยังถดถอย?????
✮✮✮
“กลุ่ม 16” พยัคฆ์หน้าหยก ยังใหญ่เป็นแผง!!
ไม่ได้โดดเดี่ยว เพียงคนเดียว สำหรับ เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่แห่งพรรคภูมิใจไทย ที่บารมีนับวันจะแกร่งแข็งแต่ที่มาแรง แผลงฤทธิ์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ก็ “ท่านตี๋กร่าง” สุชาติ ตันเจริญ ผู้กดรีโมทเบื้องหลังการทำงาน ของ “รัฐมนตรีหญิงนริศรา ชวาลติพิพัฒน์” แห่งกระทรวงศึกษาฯ“ท่านอู๊ดดา” จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการ จะ ออกอาวุธอะไร ยังเกรงใจ “คุณพี่สุชาติ ตันเจริญ” เสียด้วยล่ะ คุณน้าแม้แต่การ ปลดหรือโยกย้าย เอา “คุณพี่เฉลียว อยู่สีมารักษ์” เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา พ้นจากตำแหน่ง?...หลังได้ดิบได้ดี เพราะการเสริมส่ง ของ “คุณพี่จำลอง ครุฑขุนทด” นักการเมืองพรรคไทยรักไทย สมัยเป็น “รัฐมนตรี”อยู่ที่นี่.. เกรงว่าถ้าย้ายไปแล้ว “สุชาติ ตันเจริญ” แห่ง “กลุ่ม 16” จะออกฤทธิ์ ทำให้กระทรวงศึกษายับเยิน“ท่านจุรินทร์” ที่ว่าแน่แน่... ยังออกอาการร่อแร่?... ยกธงแพ้แก่ “สุชาติ ตันเจริญ”????

● การบูร ●

มารร้ายประเทศไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์

สมานฉันท์ สามัคคี คนไทยรักกัน คนไทยไม่แบ่งแยก แบ่งฝ่าย แบ่งสีประเทศไทยสงบ สามัคคี สันติทั้งหมดนั้นล้วนเป็นคำที่ห่างหายไปจากสังคมไทยมานานตั้งแต่ก่อนวันปฏิวัติ 19 กันยายน 2549เสียอีก...หลังวันปฏิวัติก็ตั้งใจ และมีเจตนาที่จะให้ความสงบ สันติ สามัคคี กลับคืนมาใหม่ เพื่อลบรอยแผลของการปฏิวัติหนนั้นแต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้...กลับยิ่งมีความแตกแยกมากขึ้นกว่าเดิม จนกำลังจะกลายเป็น “สงครามกลางเมือง” ไปแล้วเพราะอะไร?ไม่ต้องไปหาเหตุผลจากคนอื่นเลยครับ...เอาแค่เหตุผลของตัวเองใครก็ได้ฝ่ายทักษิณ ฝ่ายตรงกันข้ามทักษิณ ฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณ ฝ่ายที่สนับสนุนฝ่ายตรงข้ามทักษิณ และทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็ยฝ่ายไหนถามตัวเองและตอบตัวเองดังๆ ก็ได้ว่า...สิ่งที่พูดมากที่สุดจากปากตัวเองพูดว่า...อยากให้มี ความสมานฉันท์ ความสามัคคี อยากให้คนไทยรักกัน ไม่อยากให้คนไทยแตกแยก แบ่งข้าง แบ่งฝ่าย อยากให้ประเทศไทย สงบ สันติ สามัคคีสิ่งต่างๆ ที่พูดออกจากปากนานนับปีเหล่านั้น มันออกมาจากใจพวกท่านหรือเปล่า?ถามและต้องตอบตัวเองแบบไม่หลอกตัวเอง แล้วจะได้คำตอบว่า...ทั้งหมดนั้น มันเป็นความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ที่อยู่แค่ที่ปากพวกท่านเท่านั้นเองมันไม่ใช่เกิดจากใจจริง!เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านั้น...มันไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ถ้าคนไทยยังหลอกตัวเอง และด้วยคำพูดเพียงแค่นั้น มันไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ โดยเฉพาะ “คนกลาง” บางคนบางกลุ่ม ที่จะมาทำหน้าที่ให้คนไทยรักกันบางท่านคือต้นเหตุแห่งความวุ่นวายเสียด้วยซ้ำคือ...มารร้ายประเทศไทย“พวกท่านเป็นหรือเปล่า?” ■