WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 23, 2009

ฟุ้งข้ามประเทศ ทั้งที่ กู้แหลก!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ที่รัฐบาลไม่สามารถนำเงินส่งคืนคงคลังได้ เพราะหากทำเช่นนั้นการนำเงินคงคลังออกมาใช้จะมีปัญหา อาจเป็นการใช้งบประมาณแบบขาดดุลได้อีกทั้งกฎหมายว่าด้วยพ.ร.บ.หนี้สาธารณะ กำหนดให้รัฐบาลใช้เงินนอกงบประมาณไม่เกิน20% เท่านั้นแต่ขณะนี้รัฐบาลก็ใช้โควตาดังกล่าวเต็มไปแล้ว จึงต้องหาช่องให้ได้ว่างั้นเถอะนี่คือ สถานการณ์จริงทั้งในแง่การกู้เงิน และในแง่งบประมาณ

เป็นไปตามคาดสำหรับการเดินทางไปประชุมที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเพราะแม้ว่าจะมีความสามารถในการพูดให้ต่างชาติเคลิบเคลิ้มได้ สามารถหว่านล้อมให้เห็นความน่าสนใจของประเทศไทยว่ายังมีเหลืออยู่โดยใช้เครดิตของการเป็น ออกซ์ฟอร์ดสไตล์ และ ออกซ์ฟอร์ด แฟมิลี่ ช่วยกันหนุนหลังอย่างเต็มที่แต่หากจะยอมรับความเป็นจริงจะเห็นว่าทุกคำถามที่เกิดขึ้นในทุกเวทีที่นายกฯ อภิสิทธิ์ไปพูด จะต้องมีคำถามเกี่ยวกับความวุ่นวาย ปัญหาการเมืองและผลงานของรัฐบาลชุดนี้อยู่ด้วยเสมอซึ่งแน่นอนว่า เป็นธรรมดาของคนเราเมื่อตอบหรืออธิบายความอะไรไป ก็มักจะเข้าใจหรือเข้าข้างตัวเองเสมอว่า คนฟังเข้าใจแล้วและเห็นด้วยแล้ว ยิ่งบุคลิกคนที่เคยเป็นอาจารย์ คนที่เคยสอนหนังสือด้วยแล้ว จะเป็นเหมือนกันหมดว่าเมื่อครูสอนเสร็จ แล้วถามว่า“เข้าใจมั้ย ใครสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า?”เมื่อนักเรียนหรือลูกศิษย์ นิ่งเงียบไม่ถามร้อยละ 99.99 มักคิดว่า ทุกคนเข้าใจหมดน้อยคนนักที่จะฉุกใจคิดว่าเราพูดไม่รู้เรื่องหรือเปล่า???

นิ่งเงียบเพราะไม่เชื่อหรือเปล่า???ฉะนั้น การที่นายกฯอภิสิทธิ์ แถลงผ่านเว็บคอนเฟอร์เรนซ์ (Web Conference)มายังตึกนารีสโมสร ทำเนียบฯ ว่า แม้จะถูกถามเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองของไทยแต่ก็ได้ยืนยันไปว่า สามารถควบคุมดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายได้ และความเคลื่อนไหวในกรอบของประชาธิปไตยนักลงทุนส่วนใหญ่ก็เลยให้ความมั่นใจกับไทย และก็มีทิศทางบวกกับไทย?!?ก็บอกแล้วว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าใครคิดใครเข้าใจเพราะอย่าลืมว่า ในขณะเดียวกันกับที่นายกฯ อภิสิทธิ์ บอกว่าต่างชาติเชื่อมั่นนั้นนายฌอง ปิแอร์ เวอร์บีสท์ ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนเอดีบี ประจำประเทศไทยแถลงชัดเช่นกันว่า จีดีพีของไทยปีนี้ คาดว่าจะติดลบร้อยละ 3.2 จากเดิมที่เคยคาดการณ์เอาไว้เดือน เม.ย. ว่าจะติดลบแค่ร้อยละ 2.0 นั้น คงเป็นไปได้ยากแล้วเพราะเศรษฐกิจโลกกระทบต่อการส่งออกของไทยและปัญหาการเมืองในเมืองไทยก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจมากกว่าคาดการณ์เดิมแถมยังห่วงเศรษฐกิจไทยปีหน้า 2533ด้วยว่า แม้จะขยายตัวแต่ก็จะเติบโตค่อนข้างช้าที่สำคัญจะต้องไม่มีการสะดุดหยุดชะงักของรัฐบาล เพื่อให้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจเดินหน้าได้ตามแผน“เศรษฐกิจไทยจะเป็นไปตามแผนหรือไม่ขึ้นอยู่กับการดำเนินการเรื่องของไทยเข้มแข็งว่าจะเดินหน้าไปตามแผนหรือไม่หากการลงทุนไม่เป็นไปตามกำหนดเนื่องจากเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้งมีความตึงเครียดทางการเมือง หรือเกิดเหตุไม่สงบ ก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นทุกด้านและกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่จะต่ำกว่าคาดการณ์” นายฌอง ปิแอร์ กล่าวนั่นคือ ถ้าเกิดสะดุดอะไรขึ้นมาคาดการณ์ก็เปลี่ยนเป็นแย่ลงอีกได้เช่นกันภาคธุรกิจก็เลยห่วงกันหนักมากขึ้น แม้ว่ากระบวนการของรัฐบาล จะมีการให้มีกองเชียร์ทางด้านธุรกิจออกมาสรรเสริญเยินยอว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้ว มาตรการทำได้ดีแล้วแต่บรรดาผู้ประกอบการตัวจริงยังบ่นกันอุบอยู่เลยว่า ไม่รู้ว่าเศรษฐกิจดีขึ้นตรงไหน มั่นคงขึ้นตรงไหน

ถ้าจะมั่นคงขึ้น ก็น่าจะเป็นความรู้สึกเฉพาะตัวของนายกฯอภิสิทธิ์ นั่นแหละที่เชื่อมั่นว่ามั่นคงขึ้น จะไม่ให้เชื่อมั่นได้อย่างไร ในเมื่อสามารถบินไปประชุมไปปาฐกถาพิเศษที่อเมริกาได้ โดยไม่ต้องห่วงว่า จะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นเพราะคงยากที่จะปฏิวัติแล้วตอนนี้เนื่องจากบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อ กับการที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่22 กันยายน ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติงบประมาณกว่าหมื่นล้านบาทให้กับกองทัพในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆบังเอิญอะไรจะปานนั้น!!!ก็เลยถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องของการตอบแทนที่ทหารทุ่มเทเสริมสร้างความมั่นคงให้กับนายกฯ อภิสิทธิ์ และรัฐบาลชุดนี้หรือไม่เล่นเอาปฏิเสธกันวุ่นวายไปหมดว่าไม่จริ๊ง...ไม่จริง!แม้แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ อยู่ถึงสหรัฐก็ยังได้ยินเสียงคนไทยที่ตั้งข้อสังเกตกันแซ่ดไปหมดในเรื่องนี้ จนต้องรีบชี้แจงข้ามประเทศมาว่า ไม่ได้เป็นการตอบแทน เป็นเรื่องปกติและมีการอนุมัติงบประมาณมานานแล้วแต่ให้บังเอิญมาลงล็อกตอนที่ไม่อยู่พอดีและให้นายสุเทพรักษาการพอดีเรียกว่าให้เชื่อมั่นว่า ไม่ได้เจตนาเลือกที่จะให้ตัวแทนนายกฯ เป็นคนอนุมัติเลยแต่ที่แน่ๆ ก็คือ ตอนนี้ทหารใหญ่หลายคนผูกพันสนิทชิดแนบไม่มีซึ่งปัญหาใดๆ กับรัฐบาล และนายกฯ อภิสิทธิ์เลยแม้แต่น้อยปัญหาของรัฐบาลหากจะมี และเขย่าความเชื่อมั่นอยู่ในขณะนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยทางการเมืองล้วนๆ อย่างเช่น รัฐบาลอุตส่าห์ล็อบบี้เต็มที่ในการประชุมวุฒิสภา เพื่อให้ผ่านร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ.... (พ.ร.บ.กู้เงิน4 แสนล้าน)ถึงขนาด มีกระแสข่าวเรื่องการต่อรองงบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรมทางหลวง เพื่อลงพื้นที่ของ ส.ว.แลกกับการโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ซึ่ง นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ แม้จะยืนยันไม่มีการต่อรองงบฯ เพื่อลงพื้นที่ แต่ยอมรับว่ามีการพูดคุยกับ ส.ส.และส.ว.จริง แต่เป็นการ

ร้องขอไม่ให้รัฐบาลจัดงบฯกระจุกตัวในพื้นที่ส่วน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แก้ต่างว่า การที่รัฐบาลไม่ได้กู้เงินตามกฎหมายระเบียบงบประมาณไม่ใช่รัฐบาลกลัว แต่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา169 ระบุว่า การใช้จ่ายเงินแผ่นดินจะทำได้เฉพาะกรณีไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณ รายจ่ายประจำปี กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยการเงินคงคลัง เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วนดังนั้น พ.ร.บ.ฉบับนี้ รัฐบาลจึงเห็นว่าสามารถทำได้ ส่วนที่ไม่สามารถนำเงินส่งคืนคงคลังได้ เพราะหากทำเช่นนั้นการนำเงินคงคลังออกมาใช้จะมีปัญหา อาจเป็นการใช้งบประมาณแบบขาดดุลได้อีกทั้งกฎหมายว่าด้วย พ.ร.บ.หนี้สาธารณะกำหนดให้รัฐบาลใช้เงินนอกงบประมาณไม่เกิน 20% เท่านั้น แต่ขณะนี้รัฐบาลก็ใช้โควตาดังกล่าวเต็มไปแล้ว จึงต้องหาช่องให้ได้ว่างั้นเถอะนี่คือ สถานการณ์จริงทั้งในแง่การกู้เงินและในแง่งบประมาณดีที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุลส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย รู้ทัน จึงได้เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานรัฐสภาขอส่งคำร้องให้แก่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 167 วรรค 1 หรือไม่?!?เล่นเอางานเข้า เพราะเมื่อประธานรัฐสภาส่งคำร้องของ ส.ส. ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยไปแล้ว ก็เลยต้องระงับการดำเนินการนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่จะขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามกฎหมายออกมานั่นแปลว่าหากร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกไม่ทันงบประมาณใหม่ ก็คงต้องเลี่ยงบาลีไปใช้กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายในงบประมาณปีที่แล้วไปก่อนบรรดาภาคธุรกิจเลยหมดความเชื่อมั่นไปหลายกิโลขีด ว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไรกันแน่ถ้ารัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ยื้อได้ถึงปีหน้าก็คงรู้เองแหละว่า ผลงานกระตุ้นเศรษฐกิจจะซาบซ่าสักปานใด ■

วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(4):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 กันยายน 255


ระหว่างการโฆษณาชวนเชื่อกับการเมืองที่เป็นจริงกรณีพระเจ้าตากvsรัชกาลที่1


*พระเจ้าตากสินมหาราช

เรื่องหนึ่งที่กลายเป็นblack propagandaที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ไทยก็คือ การโฆษณาชวนเชื่อว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้นไม่ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและประหารชีวิตพระเจ้าตากสินมหาราชแต่ประการใด แต่เป็นข้อตกลงลับของพระเจ้าตากสินกับพระพุทธยอดฟ้าที่จะให้พระเจ้าตากสินลงจากบัลลังก์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไทยไม่มีเงินไปชำระหนี้จีนในช่วงยืมเงินมากู้ชาติ หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 จากนั้นพระเจ้าตากได้แอบหนีไปบวช และมีชีวิตต่อมาในเพศภิกษุที่นครศรีธรรมราช

การโหมโฆษณาชวนเชื่อนี้ทำให้คนไทยชั้นหลังๆจำนวนมากเชื่อตามไปเช่นนั้นจริงๆ แต่หากจะตั้งข้อสงสัยซักเล็กน้อยว่า ในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทยนั้นไม่เคยมีครั้งใดที่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เลย และประการสำคัญก็คือพระเจ้าตากสินนั้นมีรัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์อยู่แล้ว...ด้วยเหตุใดเล่า จึงจะไปยกราชสมบัติให้กับ"คนอื่น"

ความจริง(fact)นั้นปรากฎเป็นหลักฐานเอกสารชั้นต้นว่า พระเจ้าตากสินถูกยึดอำนาจ ถูกประหารชีวิต รัชทายาทและขุนนางใกล้ชิด รวมทั้งพระกุมารเล็กๆก็ถูกสังหารเกือบเรียบ ยกเว้นพระราชโอรสที่บังเอิญเกิดกับสนมที่เป็นลูกของรัชกาลที่1 หรือมีศักดิ์เป็นหลานรัชกาลที่1ของราชวงศ์จักรีที่รอดมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อรัชกาลที่1สวรรคตเพียง7วัน รัชทายาทคนสุดท้ายเชื้อสายของพระเจ้าตากก็ถูกสังหาร เพื่อขจัดเสี้ยนหนามไม่ให้เหลือซาก
*พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

บั้นปลายรัชกาลของพระเจ้าตากสิน:รัชทายาทติดกับขุนนางใหญ่

ดังที่ทราบกันดีว่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แล้ว พระเจ้าตากสินที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน(ซึ่งเป็นที่ดูถูกของคนไทยสมัยนั้น แม้กระทั่งเวลาต่อมาอีกนับร้อยๆปี) ก็นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่

ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่นแล้วปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2311 พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 6 เมษยา 2325 แม้จะมีคำบอกเล่าเชิงตำนานไว้บางสำนวนว่า พระองค์ได้หลีกทางให้พระยาจักรี สถาปนาราชวงศ์ใหม่ด้วยเหตุผลบางประการ และพระองค์ได้ดำรงพระชนม์ชีพอย่างสงบในสมณเพศสืบมา (และกลายเป็นการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองที่มีผลแพร่หลายอย่างยิ่ง)

แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งให้สำเร็จโทษเพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดเสี้ยนหนามตามมาอีกหลายระลอก

กรณีของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นนับว่าประหลาดไปจากกรณีอื่นที่กล่าวมาแล้ว คือการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนสวรรคตลง แล้วเกิดปัญหาการสืบราชสมบัติ และการถูกประหารชีวิตนั้นกรณีอื่นๆมีการจับสึกจากสมณเพศก่อน แต่ในกรณีพระเจ้าตากสินนั้นบางหลักฐานชี้ว่า อาจเป็นไปได้ว่าถูกสั่งสำเร็จโทษประหารชีวิตด้วยการตัดพระเศียร ขณะที่ดำรงสมณเพศอยู่ก็เป็นได้

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” หน้า 575 ว่า* " (

พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้
"

ขณะที่ปรีดา ศรีชลาลัย กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินฯไว้ในบทความเรื่อง”ปีสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนธันวาคม 2524 ว่า”สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกปลงพระชนม์ ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวชจนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์ หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ)”

ปรีดานำเสนอว่า ปฐมเหตุนั้นมาจากการที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองของเวียดนาม เมื่อพวกกบฏไตเซินได้ก่อการรัฐประหารต่อพระเจ้าเวียดนามยาลอง พ่ายแพ้ถอยร่นลงมาทางใต้ แล้วหวังจะได้กำลังฝ่ายเขมรเข้ามาช่วยสู้รบ จึงเข้าไปแทรกแซงการเมืองเขมร ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย

พระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราช องค์รัชทายาทเป็นแม่ทัพใหญ่
เจ้าพระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยานครสวรรค์ เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา น้องชายเจ้าพระยาจักรี ด้วง)และพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ เหล่านี้เป็นแม่ทัพรองๆลงมา ไปจัดการปราบ และเพื่อมิให้ญวนลุกลามเข้ามายึดเมืองเขมรเป็นที่มั่น โดยโปรดให้กองทัพไทยออกไปในเดือนยี่ ปีฉลู ตรงกับพ.ศ.2324

แทนที่จะจัดการปัญหาได้ตามแผน ปรีดาได้อ้างถึงพงศาวดารญวน ฉบับนายหยงทหารปืนใหญ่ แปล(เล่ม 2 หน้า 378)ว่า เรื่องผิดคาดหมด เพราะกองทัพไทยที่ยกออกไปครั้งนั้นทำงานต่างกัน แม่ทัพใหญ่พยายามจะรุดหน้าไป ฝ่ายแม่ทัพรองบางนายหาทางยับยั้งเสีย เพื่อหน่วงคอยฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี เวลานั้นญวนได้ส่งกองทหารเข้าไปช่วยอยู่ในเมืองเขมรบ้าง แต่ไม่มากนัก ว่ากันตามส่วนกำลังที่ทั้งสองฝ่ายมีและจะต้องสู้กันอย่างแตกหัก อย่างไรเสียก็ควรจะหวังได้ว่ากองทัพไทยต้องทำงานได้ผลดีเป็นแน่ หากงานที่ทำนั้นไม่มีเรื่องอื่นเข้าแทรกแซง เพราะฝ่ายญวนอ่อนเต็มทีแล้ว ย่อมจะต้องการหย่าศึกกับไทยมากกว่า เพราะญวนมีภาระจะต้องสู้รบกับพวกราชวงศ์เล้(กบฏไตเซิน) ซึ่งกำลังตีรุกลงมาจากทางเหนืออย่างรุนแรง ถ้าขืนรบกับไทยเข้าอีก จะถูกตีกระหนาบสองหน้า อาจถึงเหลวแหลกหมดทางตั้งตัว

เพราะฉะนั้นเพื่อหาทางดีกับไทย แม่ทัพญวนชื่อเหงวียงหึวถว่าย จึงลอบแต่งทูตมาทาบทามทางแม่ทัพรองฝ่ายไทย พงศาวดารญวน เล่ม 2 หน้า 382 บันทึกไว้ว่านับเป็นโชคดีของญวน เป็นอันสมประสงค์ของแม่ทัพญวนโดยง่ายดาย
เพราะว่าแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ต้องการจะให้กองทัพญวนและเขมรร่วมมือในทางลับอยู่เหมือนกัน และท่านแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ยินดีจะช่วยกำลังแก่ญวนตามสมควรในโอกาสต่อไป เมื่อทำงานลับเสร็จสมหมายแล้ว แม่ทัพญวนกับแม่ทัพรองฝ่ายไทยได้ลอบทำสัญญาลับทางทหารต่อกัน ฝ่ายแม่ทัพญวนหักกระบี่และคันธงออกเป็น ๒ ท่อน แล้วแบ่งให้ไว้ฝ่ายละครึ่งตามธรรมเนียม เพื่อเป็นเครื่องหมายในการทำสัญญา ต่อจากนั้น แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ ไว้อย่างแน่นหนา ตรึงทัพทั้งสองมิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรีโดยด่วน


ส่วนทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ยุยงชาวกรุงเก่าให้เกิดเข้าใจผิดในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และชักชวนทำการกบฏย่อยๆขึ้น ผู้ยุยงตัวสำคัญซึ่งแอบขึ้นไปตั้งทำการยุที่กรุงเก่า มี 3คน คือ นายบุนนาค, หลวงสุระ,หลวงชะนะ รวบรวมผู้คนตั้งเป็นกองรบเข้ารุมทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ในเดือน 4 แรม 11 ค่ำ ถึงกรุงธนบุรีในตอนดึก ก็เริ่มยิงพระนครทันที ยังมีพวกกบฏแอบแฝงซ่องสุมอยู่ในกรุงธนบุรีอีก มีหลวงสรวิชิต (หน) เป็นต้น ก็ก่อการจลาจลขึ้นรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า

ในชั้นต้น พวกกบฏขอให้พระสงฆ์เข้าไปถวายพระพร ทูลขอให้พระองค์เสด็จออกทรงผนวชเพื่อสะเดาะพระเคราะห์เมืองสัก 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่ปรึกษาดูตามความสมควร เวลานั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีพระยาสรรคบุรี (บรรพบุรุษแห่งสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (มะซอน บรรพบุรุษแห่งสกุลศรีเพ็ญ) เป็นต้น ล้วนแต่ซื่อสัตย์จงรักภักดีในพระองค์อย่างยิ่งยวด ข้าราชการเหล่านั้นคงจะได้คำนึงถึงกำลังส่วนใหญ่ที่ต้องส่งออกไปภาคตะวันออก จะทำผลีผลามลงไปในขณะนี้ ฉวยว่ามีการผันแปรต่างประเทศด้านอื่นเกิดขึ้นแทรกแซง จะเรียกกำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันท่วงที

อีกประการหนึ่งพวกราษฎรก็ถูกปลุกปั่นให้เข้าใจผิดโดยการโฆษณาชวนเชื่อว่าพระเจ้าตากสินทรงมีพระสัญญาณวิปลาส คือเป็นบ้า หลงผิดว่าบรรลุโสดาบัน ทำการสั่งสอนพระสงฆ์ หากพระสงค์องค์ใดไม่ยินยอมก็ถูกจับเฆี่ยนตี(ซึ่งเป็นกล่าวหาที่ร้ายแรงมากที่สุดในเวลานั้น เป็นโทษฐานอนันตริยกรรมทีเดียว) ความเข้าใจผิดอาจลุกลามไปมาก ในเมื่อไม่รีบหาทางแก้ไข เสียแต่ในชั้นต้น ฉะนั้นควรจะมีทางมองเห็นทางเดียวที่ควรกระทำก่อน คือขอให้ทรงยอมตามความประสงค์ ดังที่พวกกบฏขอให้พระสงฆ์ทูลแล้วนั้น

พระเจ้าตากสินฯซึ่งสิ้นไร้ทั้งกำลัง และถูกโฆษณาชวนเชื่อว่าร้ายอย่างหนักหน่วงให้ขาดการสนับสนุนจากมวลชน ก็ได้ตกลงเสด็จออกทรงผนวช วันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำที่วัดแจ้ง อันเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง (เช่นเดียวกับวัดพระแก้วมรกตในวังหลวงทุกวันนี้) ในการเสด็จออกทรงผนวชนี้ ความจริงหาขาดจากพระราชตำแหน่งไม่ เพราะมีกำหนดแน่นอน ว่าจะเสด็จนิวัติกลับสู่ราชบัลลังก์ ภายหลังเมื่อทรงผนวชแล้ว 3 เดือน ส่วนราชการบ้านเมืองก็มีข้าหลวงรักษาพระนครตามธรรมเนียม

พระเจ้าตากสินทรงผนวชแล้ว 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) หลานเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งโปรดให้ออกไปเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ยกทัพมาจากนครราชสีมา โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต (ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์กบฎในสมัยนั้น แม้กระทั่งสมัยนี้หากเคลื่อนย้ายกำลังโดยไม่มีคำสั่ง)

แต่ในพงศาวดารว่าเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ให้รีบยกเข้ามาฟังเหตุการณ์ในกรุงก่อน (ดูพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 3) พวกกบฏมีนายบุนนาค หลวงสุระเป็นต้น เข้าสมทบกับพระยาสุริยอภัย (ทองอิน)

กาลครั้งนั้นพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงครามจึงระดมกำลังเท่าที่จะหาได้ในเวลานั้น รีบยกไปตีกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ที่ตำบลบ้านปูน ณ วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นเวลาภายหลังที่พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) เดินทัพเข้ามาในกรุง และตั้งมั่นอยู่ 11 วัน แต่กำลังของกรมขุนอนุรักษ์สงครามไม่สามารถตีทำลายกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ลงได้ตามความประสงค์ เพราะกำลังน้อยกว่า ต้องล่าถอยไปทางวัดยาง ในที่สุดถูกพวกพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) จับได้ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)จึงขยายวงค่ายแผ่กว้างออกมา จนใกล้พระราชวังหลวง

เมื่อกรมขุนอนุรักษ์สงครามถูกจับแล้ว 3 วัน พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ก็รีบเดินกองทัพใหญ่มาถึงพระนคร ได้มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก(ซึ่งส่วนมากก็ล้วนอยู่ในสายของพระยาจักรีนั่นเอง) ว่าเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้วจะควรทำอย่างไรต่อไป

บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถ ของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติบริหารการแผ่นดินโดยด่วน หาไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาทของพระองค์แทน ในเรื่องนี้ได้ความตามคำบอกเล่าจากเจ้านายบางองค์ในราชวงศ์จักรีว่า ข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ในที่สุดก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด

ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากก็ถูกปลงพระชนม์ในวันนั้นเอง ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวช จนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น ๒๘ วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ

เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ)
บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์ มีเจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์ (บรรพบุรุษสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (ต้นสกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก (ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) เป็นต้น จำนวนมากกว่า 50 นาย ก็ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น


ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายชั้นทรงพระเจริญวัยก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ทรงพระเยาว์ และเจ้าหญิง ถอดพระยศออกแล้วเรียกว่าหม่อม เหมือนกันทุกพระองค์ แม้จนกระทั่งสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง เป็นการถอดอย่างที่ไม่เคยมีมา ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศา อัครมหาเสนาธิบดีฝ่ายกลาโหม ขณะนั้นตั้งวังปราบบัญชาการทัพอยู่ที่ปากพระ ใกล้เมืองถลาง ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯถูกปลงพระชนม์แล้ว ก็ฆ่าตัวตายตามเสด็จ เพราะไม่ยอมเป็นข้าคนอื่น

ยังเหลือไว้แต่กรมขุนกษัตรานุชิต(เจ้าฟ้าเหม็น)ราชโอรสที่เกิดแต่ลูกสาวของพระยาจักรีที่ไว้ชีวิต(แต่เมื่อรัชกาลที่1สวรรคตลง ก็มีการหาเหตุขจัดเสี้ยนหนามในที่สุด โดยอ้างว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะทำการกบฎ โดยตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์อ้างว่ามีอีกาบคาบข่าวมาบอกผู้มีอำนาจในเวลานั้นว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะทำกบฎ อันฟังในยุคนี้แล้วก็เป็นข้อหาที่ตื้นเขินสิ้นดี)


ส่วนความเกี่ยวข้องกับญวน ตามสัญญาลับ ไทยต้องช่วยญวนต่อรบกับพวกราชวงศ์เล้ (ที่เรียกพวกกบฎไตเซิน) 2 ครั้ง และช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงลับ

ผลสุดท้ายเมื่อญวนกลับตั้งราชวงศ์องเชียงสือสำเร็จ มีอำนาจใหญ่โตขึ้น ไทยต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวน (ดูพงศาวดาร ฉบับนายหยง แปล เล่ม 2 หน้า 394, 419)

*พระราชวงศ์จักรี

ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก

พระเจ้าตากสินนั้นเคยมีพระราชปณิธานแน่วแน่ว่า
"บุคคลผู้ใด เป็นอาทิ คือ เทวดา บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์ มากระทำ ให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้ผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ความกรุณาเป็นสัตย์ฉะนี้"


ดังนั้นในช่วงใกล้วาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ แม้ทหารที่จงรักภักดีจะพร้อมพลีชีพเพื่อพระองค์ แต่ก็มีพระราชดำรัสว่า “สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย” พระองค์ถูกสำเร็จโทษเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2325 พร้อมกับเชื้อพระวงศ์และขุนนางกว่า 150 คน รวมถึง พระยาพิชัยดาบหักด้วย

ถือเป็นการกวาดล้างขจัดเสี้ยนหนามทางการเมืองแบบนองเลือดมากที่สุดหนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย


การปราบดาภิเษกสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าขึ้นเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้น สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 ทรงกราบทูลความตอนหนึ่งดังมีบันทึกไว้ว่า


#กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(วังหน้าพระยาเสือ)

"กรมพระราชวังบวรฯ(บุญมา- น้องชายรัชกาลที่ 1 ) เสด็จลงมาเฝ้า กราบทูลว่าบรรดาบุตรชายน้อยๆ ของเจ้าตากสิน จะรับพระราชทานเอาไปใส่เรือล่มน้ำเสียให้สิ้น คำบุราณกล่าวไว้ ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นหาประโยชน์ไม่ จะเป็นเสี้ยนหนามไปภายหน้า"
(พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, คลังวิทยา, ๒๕๑๖, น. ๔๖๐)

อย่างไรก็ดีลูกของพระเจ้าตากสินองค์หนึ่งเหลือรอดมาได้ คือเจ้าฟ้าเหม็น เพราะเป็นหลานของรัชกาลที่ 1 ได้ขอยกเว้นชีวิตไว้ และโปรดสร้างวังท่าพระให้อยู่(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร)แต่พอรัชกาลที่ 1 สวรรคตได้เพียง 7 วัน และผลัดแผ่นดินมาสู่รัชกาลที่ 2 พระราโชบายที่เคยมีมาแต่ต้นรัชกาลก็มาประสบผล

โดยคดีนี้พิลึกพิลั่นว่า อีกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อการกบฎแย่งชิงราชบัลลังก์ ในที่สุดก็มีการตั้งตุลาการขึ้นชำระความ ซึ่งตุลาการสมัยโน้นก็คงอาการประมาณเดียวกับสมัยนี้หละกระมัง คือหาหลักฐานไม่พบ โดยมีความตอนหนึ่งว่าไว้ดังนี้

มีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ว่า อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็น ทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ตริตรองชำระเอาความจริง


ตุลาการศาลยุติธรรมในเวลานั้นตริตรองแล้วก็ชำระความออกมา ด้วยการที่เจ้าฟ้าเหม็นทรงถูกถอดยศเป็น "หม่อมเหม็น" นำไปสำเร็จโทษที่วัดปทุมคงคา ส่วนพระโอรส 6 พระองค์ของเจ้าฟ้าเหม็นก็ต้องโทษ "ตัดหวายอย่า่ไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก" คือ หม่อมเจ้าชายใหญ่ หม่อมเจ้าชายสุวรรณ หม่อมเจ้าชายหนูเผือก หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์ หม่อมเจ้าชายเล็ก และ หม่อมเจ้าชายแดง
ทรงถูกนำไป "ถ่วงน้ำ" ที่ปากอ่าว

ก็เป็นอันว่าพระราโชบายที่กำหนดไว้นับแต่ปราบดาภิเษกสถาปนาพระราชจักรีวงศ์ ก็มาบรรลุผลในตอนหลังรัชกาลที่ 1 สวรรคตลงเพียง 7 วันนั่นแล
000000
ติดตามตอนหน้า:ปัญหาการสืบราชบัลลังก์ระหว่างพระราชโอรสใต้เศวตรฉัตรกับโอรสอันเกิดแต่พระสนม กรณีรัชกาลที่3กับรัชกาลที่4

อัปยศที่ UN

ที่มา Thai E-News


ภาพสุดท้ายที่คนทั่วโลกเขาจำได้คือ เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ จะได้ขึ้นกล่าวบนแท่นหินอ่อนสีดำที่เจนตา ก็เกิดข่าวเรื่องรัฐประหาร ทำให้คุณทักษิณ ต้องตัดสินใจว่าจะขึ้นกล่าวตามคำเชิญของประธานที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติหรือไม่ ซึ่งในที่สุดก็ไม่กล่าว และออกเดินทางจากนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ สายตาโลก หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ “แนวร่วม Red” ฉบับล่าสุด (วางแผง25ก.ย.)
23 กันยายน 2552

เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นพูดในที่ประชุมเดียวกันนี้ ขอให้รู้เถิดครับว่า สายตาโลกเขามองมาด้วยความดูถูกดูแคลนและความสมเพชเวทนา เพราะความทรงจำของเขาเมื่อสามปีที่ผ่านมายังคงแจ่มชัดอยู่ และเขาเข้าใจดีว่าระบอบประชาธิปไตยไทยที่จอมปลอมและเป็นมายาใหญ่คือเหตุผลเดียวที่คนอย่างคุณอภิสิทธิ์ฯ มาพูดต่อหน้าเขาได้ในนามประเทศไทย


ผมไม่ค่อยสนใจว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะทำอะไรหรือพูดอะไร เพราะคุณอภิสิทธิ์เป็นเพียงนักแสดงตามบท ตีบทแตกบ้างและไม่แตกบ้างไปตามฉาก ไม่มีอิทธิพลใดๆ ในการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างคนเป็นนายกรัฐมนตรีควรมี

ในฐานะร่างทรงของระบอบอำมาตยาธิปไตย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอำนาจชี้นำน้อยกว่า นายควง อภัยวงศ์ หลังรัฐประหาร พ.ศ.๒๔๙๐

น้อยกว่า พลเอกถนอม กิตติขจร (ยศในขณะนั้น) หลังรัฐประหาร พ.ศ.๒๕๐๐

น้อยกว่า นายสัญญา ธรรมศักดิ์ หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

น้อยกว่า นายธานินทร์ กรัยวิเชียร หลังรัฐประหาร ๖ ตุลาคม ๒๕๑๖

และยังน้อยกว่า นายชวน หลีกภัย หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.๒๕๓๕

เพราะคุณอภิสิทธิ์ไม่มีความสามารถในการขับเคลื่อนทางการเมือง ได้รับเลือกตั้งมาตลอดด้วยภาพลักษณ์และบุคลิกภาพ ไม่มีใครรู้แนวคิดหรือนโยบายในใจ จนเสมือนเป็นคนไร้ความคิด บำเพ็ญตนเป็นลูกหาบทางการเมืองของคุณชวนฯ จนถอนตัวออกมาเป็นลูกจ้าง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างเคร่งครัด ขณะนี้ก็กำลังถอนจากคุณสุเทพฯ แล้วเข้าทำงานเต็มตัวกับบริษัทแม่ของระบอบอำมาตย์

อาวุธของคุณอภิสิทธิ์ฯ คือการทำตัวเองให้เป็นคนที่ไร้อาวุธ เพื่อให้ผู้ถืออาวุธเขาไว้วางใจและเรียกใช้งาน

ซึ่งก็ได้ผล หากคิดจะเป็นนายกรัฐมนตรีเล่นโก้ๆ โดยไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงให้กับประเทศที่มีผู้คนกว่าหกสิบล้านเขาหวังการนำอยู่

สำหรับคนที่คิดอะไรแบบรับผิดชอบต่อบ้านเมือง การดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจทางการเมืองและการบริหารชาติ แต่ไม่ทำอะไรให้สมกับอำนาจนั้น ต้องถือเป็นการทรยศต่อประชาชนผู้เลือกตั้ง เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจรัฐอันแท้จริง มอบฉันทะให้นายกรัฐมนตรีคนนั้นๆ ทำงานแทนอยู่

ฝ่ายประชาธิปไตยในอนาคตอันไม่ไกลนัก ต้องไล่เบี้ยคนประเภทนี้ต่อไป แต่เมื่อคุณอภิสิทธิ์ฯ ได้รับมอบหมายให้ไป “แสดง” ในวิกละครระหว่างประเทศถึงองค์การสหประชาชาติหรือ UN จะให้รอเก็บความเสียหายในอนาคตคงจะไม่เข้าที ควรพูดกันสักคำสองคำเดี๋ยวนี้ก่อนลืมไม่ได้ว่า คุณอภิสิทธิ์ฯ คือนายกรัฐมนตรีไทยคนแรกที่จะไปพูดในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ หรือ United Nations General Assembly (UNGA) หลังจากการงดปราศรัยอย่างกะทันหันเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๙ โดยนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เพราะเกิดรัฐประหารในเมืองไทยเมื่อวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน

ภาพสุดท้ายที่คนทั่วโลกเขาจำได้คือ เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่นายกรัฐมนตรีทักษิณฯ จะได้ขึ้นกล่าวบนแท่นหินอ่อนสีดำที่เจนตา ก็เกิดข่าวเรื่องรัฐประหาร ทำให้คุณทักษิณฯ ต้องตัดสินใจว่าจะขึ้นกล่าวตามคำเชิญของประธานที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติหรือไม่ ซึ่งในที่สุดก็ไม่กล่าว และออกเดินทางจากนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

ทำไมไม่ถือโอกาสกล่าวคำปราศรัยประกาศตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นและปักหลักมันอยู่ที่นิวยอร์กเลยนั้น เป็นคำถามสำหรับอนาคตสำหรับคนที่ปรารถนาจะย้อนกลับมาชำระประวัติศาสตร์ ตัวผมขอจองไว้คนหนึ่งล่ะ ถึงวันนั้นจะกลับมาชำระกับเขาด้วย

ในวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ให้ชัดว่า นายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติในครั้งนั้น ท่านยืนยันว่านายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยังสามารถขึ้นพูดในที่ประชุมโลกได้แม้จะเกิดรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทยแล้วก็ตาม

แปลไทยเป็นไทยว่า องค์การสหประชาชาติเขาไม่ยอมรับคณะรัฐประหารและมรดกปิศาจใดๆ ที่เกิดจากการรัฐประหารในครั้งนั้น และเห็นว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งอย่าง ดร.ทักษิณฯ ยังเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยอยู่

ใครจะว่าอย่างไรก็เถิด ผมขอยกย่องเทิดทูนบทบาทขององค์การสหประชาชาติและตัวนายโคฟี่ อันนันเอาไว้ในที่นี้

การตัดสินใจโยนผ้ายอมแพ้ของเรา ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ UN เลย

เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นพูดในที่ประชุมเดียวกันนี้ ขอให้รู้เถิดครับว่า สายตาโลกเขามองมาด้วยความดูถูกดูแคลนและความสมเพชเวทนา เพราะความทรงจำของเขาเมื่อสามปีที่ผ่านมายังคงแจ่มชัดอยู่ และเขาเข้าใจดีว่าระบอบประชาธิปไตยไทยที่จอมปลอมและเป็นมายาใหญ่คือเหตุผลเดียวที่คนอย่างคุณอภิสิทธิ์ฯ มาพูดต่อหน้าเขาได้ในนามประเทศไทย

โลกเขายกย่องเฉพาะผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นครับ ผู้นำเผด็จการ หรือลูกสมุนของจอมเผด็จการนั้น เขาต้องฟังไปตามหน้าที่โดยไม่มีความศรัทธาใดๆ

จำได้ไหมครับ กระทรวงการต่างประเทศยุคที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีและไปพูดที่ UN เหมือนกันนั้น ต้องแอบเอาภาพข่าวมาตัดต่อให้ดูเหมือนว่ามีผู้แทนประเทศต่างๆ อยู่ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่มากมาย

เพราะในวันนั้นเขาลุกออกจากที่นั่งกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของห้อง

คุณเปรมฯ พูดอย่างภูมิใจในเมืองไทยว่า เป็นผู้นำระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ และทำท่าว่าโลกเขาเข้าใจและยอมรับว่าเมืองไทยต้องค่อยๆ กระดืบสู่ระบอบที่ประชาชนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ความจริงเขาไม่ยอมรับ เขารังเกียจ และระบอบวิตถารใดๆ ที่มีความเป็นประชาธิปไตยไม่เต็มที่ เขาสงเคราะห์ว่าเป็นเผด็จการทั้งนั้นล่ะครับ

คราวนี้คนรุ่นหลานของขี้ข้าเผด็จการจะไปทำหน้าที่เดียวกันบ้าง สงสัยกระทรวงการต่างประเทศต้องออกแรงสร้างภาพอีกแล้วล่ะกระมัง เพราะจากคนอายุ ๘๐ กว่าจนถึงคนอายุ ๔๐ กว่า เมืองไทยในระบอบอำมาตยาธิปไตยยังไม่เปลี่ยนแปลงสันดานและไม่ได้ดีขึ้นเลยในสายตาโลก

คุณอภิสิทธิ์ฯ คงจะพูดภาษาอังกฤษได้เพราะพริ้ง ดูเผินๆ ก็น่าภูมิใจ แต่ทุกคำพูดที่เปล่งออกไปจะยืนยันอย่างเดียวว่าราชอาณาจักรไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย และเอาเด็กฝึกงานมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพียงเพราะหวังว่าเขาจะสร้างภาพชดเชยความเน่าหนอนของระบอบอำมาตยาธิปไตยไทยที่ตนเป็นเจ้าของได้

ไปก็ดีครับ ความอัปยศของระบอบปัจจุบันของไทยมันจะได้แพร่หลายไปทั่วโลก คนไทยที่รักเมืองไทยก็อย่าห่วงครับ รัฐบาลที่เลวไม่ได้แปลว่าประเทศต้องเลว คิดเสียว่าเขาไปช่วยประจานความชั่วร้ายของตัวเอง เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อระบอบแบบนี้สิ้นสุดยุติลง ประเทศไทยจะได้สูงขึ้นโลกเขาไม่สนใจหรอกครับว่าคุณอภิสิทธิ์ฯ จะไปพูดอะไร

เพราะเขารู้ว่าคุณอภิสิทธิ์ฯ คืออะไร.
-----------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

ปฏิกริยาถึงไทยอีนิวส์:จงถนอมรักแกนนำ เฉกเช่นที่แกนนำถนอมรักมวลชนคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



โดย kroo-it
ที่มา ประชาไทบอร์ด
23 กันยายน 2552

เป็นย่างก้าวที่งดงามแล้ว และแกนนำ นปช. ได้แสดงให้เราเห็นทุกเวทีของการต่อสู้ว่า พวกเขาถนอมรักเราเสมอ พวกเขาจึงมีค่าควรที่เรา มวลชนคนเสื้อแดงจะต้องรัก และ ทนุถนอมเขาเช่นกัน




*ภาพเก็บตกการเดินทางเข้าร่วมชุมนุมรำลึก3ปีต้านรัฐประหารของฝ่ายประชาธิปไตยทั่วประเทศ ในภาพพี่น้องเสื้อแดงปักษ์ใต้เหมารถทัวร์มาด้วยใจมุ่งมั่น

ก่อนการชุมนุมครบ 3 ปี รัฐประหาร Thai E-news ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ แกนนำนปช ถนอมรักมวลชน เตือนเรื่องที่ประกาศก่อนหน้าว่าจะไปเยี่ยมบ้านสี่เสา

ก็ในฐานะที่เป็นแฟน blog นี้มานาน และแนะนำคนหลายคนให้เข้า blog นี้ ก็ต้องขอขอบคุณ แม้จะฟังทะแม่งทะแม่งเล็กน้อย ตามประสาคนที่อยู่ในการชุมนุมมาทุกครั้ง และตระหนักทุกครั้งว่า ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจทำอะไร แกนนำตัดสินใจโดยพื้นฐานของความปลอดภัยของมวลชนเป็นหลักอยู่แล้ว

ดิฉันมาถึงกรุงเทพฯ ตี 5 กะว่าจะนอนพักซัก 2 ชม. แต่อย่างไรก็ต้องขอเข้าประชาไทสักหน่อยเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ เข้าแล้วก็ติดลม ไม่ได้นอน เพื่อนดิฉันมีกำหนดไปต่างประเทศ เย็นวันนั้นพอดี จึงไปที่ชุมนุมแต่เช้า โทรมาหาตอน 10 โมง บอกว่าหนทางปลอดโปร่ง เห็นพวกตำรวจทหารน้อยมาก เชื่อว่า มันคงไปซุ่มอยู่ที่บ้าน 4 เสา

ดิฉันนึกอยู่ในใจว่า อย่างไรก็คงไม่มีการเคลื่อนขบวนแน่ ด้วยเหตุผลของความปลอดภัย แต่ออกข่าวไป ให้***** มันบ้าไปกับสมุนของมันฝ่ายเดียว

ถึงพระบรมรูปประมาณ 11 โมงเช้า แดดเปรี้ยงเชียว เดินเล่นดูสินค้า ว่ามีอะไรใหม่ๆ การจัดเตรียมพื้นที่ เป็นระเบียบดีเกินคาด ชักติดใจที่นี่เสียแล้วซิ (เบื่อพื้นแฉะๆ ของสนามหลวง และการจัดโซนร้านค้า ที่ยุ่งเหยิงน่ารำคาญ แถมมีการนำเอาเก้าอี้ชายหาดมาจองที่ ทำให้เสียเนื้อที่นั่งไปมากมาย จะมานอนอะไรกันตรงนี้ เวลาภาพออกมา จึงโหว่ๆ หลวมๆ ) ที่นี่มีเสื้อสีแดงขายเต็มไปหมด แบบใหม่ๆ มีให้เห็นเยอะ แบ่งร้านค้า กับร้านอาหารดีทีเดียว แวะซื้อเก้าอี้นั่งเสียหน่อย เป็นตัวที่ 2 แล้ว บ่นว่าตัวเองขี้ลืม ลืมถือมาด้วย คนขายบอกว่า แค่ตัวที่สอง บางคนซื้อเป็นตัวที่ 6 แล้วก็มี สงสัยต้องทำลายสถิตินี้ให้ได้ เพราะท้ายสุด ก็ยกให้กับเด็กน้อยวัน 6 ขวบ ที่นั้งอยู่ใกล้ๆ ไป

หอบเก้าอี้ เดินไป หน้าเวที นึกดีใจว่า วันนี้ จะต้องนั่งใกล้เวทีให้ได้ หลังจากไม่ได้เห็นหน้า แกนนำชัดๆ มาหลายโอกาส ที่ไหนได้ มีแผ่นรองจองเต็มไปหมด จะหาที่ว่าง สักนิด ก็มีคนกระซิบว่า จองแล้ว ที่เห็นว่าง เพราะลมพัดปลิว ชักโมโหเล็กๆ แล้วนะ เผอิญโชคดีที่ผู้หญิงคนหนึ่งเขาเห็นใจ ให้นั่งด้วยเพราะมาคนเดียว พอมีที่กระเถิบให้ ขอบคุณมากค่ะ คนเสื้อแดงใจกว้างขวาง ไม่เท่านั้น เขานั่งถือร่มคันใหญ่ (100 บาท) กันแดด และกันฝนให้ด้วย (เฮ้อ เราทำบุญอะไรมานะ จึงโชคดีเช่นนี้)

แดดว่าแรงแล้วนะ สักบ่ายๆ คุณอนุสรณ์กำลังปลื้มอกปลื้มใจกับอากาศที่แสนจะเป็นใจ พูดจบฝน พายุ ก็เทลงมาไม่ลืมหูลืมตา (ทีหลังอย่าพูด) เลยได้เก้าอี้ช่วยไว้ เพราะน้ำท่วมเลยจ้า แต่กระนั้นก็เปียกทั้งตัว ตั้งแต่ตอนนั้น ถึง ตี 5 วันรุ่งขึ้น ก็อยู่ในชุดเปียกปอนอย่างนั้น กว่าจะได้เปลี่ยน คนเสื้อแดงข้างๆ ดิฉัน และที่อยู่หน้าเวที ไม่เห็นมีใครลุกไปไหนเลย แถมยังลุกขึ้นเต้นแร้งเต้นกา ไปกับ แดง แด่งแดง แด๊ง แดง แด่ง แดง อย่างเมามัน สนุกและตลกค่ะ เห็นผู้ชายสูงอายุ หัวล้าน แต่งกายดีเรียบร้อย ลุกขึ้นร้องเพลงเต้นอยู่คนเดียว ด้วยสีหน้ามีความสุข ผู้หญิงคนนึง ลุกขึ้นเต้นอย้างปลดปล่อยอารมณ์ โดยที่ขาไม่ขยับ ๆ แต่ตัว ทำไมทุกคนจึงมีสีหน้ามีความสุขอย่างนี้ ในที่นี้ ที่มีคนเสื้อแดงที่มีหัวใจเดียวกัน

ที่ประทับใจคือ หลังฝนตกหนัก ก็ยังมีฝนปรอยๆ มีคุณแม่คนหนึ่งมากับลูกสาวแสนน่ารักอายุ 6 ขวบ มายืนข้างหน้า หาที่รองนั่งไม่ได้ ก็นั่งแปะลงบนลานซีเมนต์ที่เปียกๆ อย่างนั้น แล้วให้ลูกนั่งตัก มีร่มมาคันเดียว แกบอกว่า ลูกสาววัย 6 ขวบเนี่ย รบเร้าแต่เช้า ให้พามา เตือนตลอดเวลา รอให้แม่ทำงานบ้านเสร็จ น้องเขาไม่บ่นเลย ตั้งแต่นั้นถึงประมาณ 3 ทุ่ม ที่ดิฉันต้องกลับ แถมยืนเขย่าหัวใจตบตลอดเวลา

เนื่องจากนั่งอยู่ค่อนไปทางหน้าเวที ไม่ค่อยได้มองไปข้างหลัง ตอนออกมาจึงรู้ว่า ผู้คนมากมายเหลือเกิน หลั่งไหลเข้ามาตลอดไม่ขาดสาย ผ่านครอบครัว พ่อ แม่ ลูกอีก 2 คน หลายครอบครัว ที่ได้แต่เดินบ่นว่า หาที่นั่งไม่ได้ อยากบอกให้ไปนั่งแทนที่เรา ก็คงลำบากในการหลีกผู้คนเข้าไป เพราะตัวเรากว่าจะออกมาได้ก็ใช้เวลา 20 นาที เห็นมีเวลาเหลือ ก็เลยเดินดูผู้คนร้านรวงต่างๆ

มานึกว่า พ่อค้า แม่ขายพวกนี้ คงดีใจที่เสื้อแดงชุมนุม เพราะรายได้ของแต่ละคน ถ้ารวมๆ กันแล้ว จะสัก กี่ล้านกันนะ อยากรู้จัง เดินผ่านเต้นท์ชมรมคนรักณัฐวุฒิ ก็ยังมีคนมาโก้งโค้ง เขียนใบสมัครอยู่เลย มาแล้ว 2 รอบ ตอนเช้า ตอนบ่าย คนก็มะรุมมะตุ้มกันสมัครเป็นสมาชิกกันประเภทที่เข้าไม่เคยได้สักที มีของขายมากมาย ตอนดึกก็ยังมีคนมากรอกใบสมัคร ของที่เอามาขายเกือบหมดแล้ว คนอะไรเนี่ย คิดถึงคำกล่าวของคุณวัฒน์ วรรยางกูลบนเวทีที่ทำเนียบ "ดูแลคนคนนี้ให้ดี เพราะเขาทำให้ผมออกมาจากหลังตู้เย็น"

ที่ไหนเศรษฐกิจไม่ดี ขายของไม่มีคนซื้อ ให้มาดูงานที่การชุมนุมของคนเสื้อแดง เดินผ่านร้านขายทับทิมกรอบ (อร่อยมากค่ะ ใส่มะพร้าวกะทิ มั้น มัน)ได้ยินใครก็ไม่รู้พูดขึ้นดังๆ ว่า " ขายอะไรให้คนเสื้อแดง ก็ขายดีทั้งนั้น" เห็นด้วย ล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะคนเสื้อแดง มาจ่ายเงินจริงๆ

ว่าไหม คนเสื้อแดง ที่มาชุมนุมเนี่ย นอกจากมาแสดงพลังของคนรักประชาธิไตย ต่อต้านเผด็จการแล้ว เขาอยากจะมาพบกัน เจอกัน กับคนที่มีความคิด ความเชื่อเดียวกัน หน้าตาแต่ละคน ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้กันแม้เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก มีความสุข หนักนิดเบาหน่อย ไม่ถือสากันเลย รวมทั้งตัวดิฉันเองด้วย

ก็ร่วมต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตย มาหลายยกแล้ว ยกนี้ ภาคภูมิใจที่สุด ที่ได้เป็นคนเสื้อแดง มีพี่น้องมวลชน มีแกนนำ ที่มีย่างก้าวที่งดงาม 3 ปีแล้ว ไม่ช้าหรอกค่ะ เราคอยได้ เพราะคอยมานานแล้ว

เป็นย่างก้าวที่งดงามแล้ว และแกนนำ นปช. ได้แสดงให้เราเห็นทุกเวทีของการต่อสู้ว่า พวกเขาถนอมรักเราเสมอ พวกเขาจึงมีค่าควรที่เรา มวลชนคนเสื้อแดงจะต้องรัก และ ทนุถนอมเขาเช่นกัน

จงอดทนและหนักแน่น เชื่อมั่นในพวกเขา ไม่หวั่นไหวแม้มีพายุกระหน่ำ เราจะจับมือกันให้มั่น และก้าวไปด้วยกัน วันแห่งชัยชนะ จะมาถึงอย่างแน่นอน
00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:แถลงการณ์ไทยอีนิวส์ถึงแกนนำเสื้อแดง,จงถนอมรักมวลชน อย่านำมวลชนไปสู่ความสุ่มเสี่ยงโดยไม่จำเป็น!

สัมมนา 3 ปีหลังปฏิวัติ ประชาชนเสียอะไร

ที่มา Voice TV



อดีตผู้นำพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนเห็นว่า 3ปีหลังรัฐประหาร ประเทศไทยมีแต่ความเสียหาย อีกทั้งความแตกแยกก็ไม่ได้ลดระดับลงเลย

สมควรได้ข้อยุติ

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



ในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อ่านคำพิพากษายกฟ้องคดีกล่าวหาคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 44 คน ประกอบด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายสรอรรถ กลิ่นปทุม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเนวิน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ฯลฯ รวมทั้งผู้บริหารบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องว่าทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา จำนวน 90 ล้านต้น มูลค่า 1,440 ล้านบาท

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้บริหารราชการแผ่นดิน และมีกลุ่มมวลชนเคลื่อนไหวขับไล่ โดยประเด็นหนึ่งในการขับไล่คือ การทุจริตกล้ายางพารา ซึ่งคณะรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อนุมัติให้จัดซื้อเพื่อแจกแก่ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มผลผลิตยางพารา ซึ่งขณะนั้นมีราคาสูง เนื่องจากตลาดโลกโดยเฉพาะประเทศจีนมีความต้องการเพิ่มขึ้น และเมื่อคณะรัฐประหารที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้า ได้ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจการบริหารประเทศจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีเหตุผลประการหนึ่งคือ การทุจริตคอร์รัปชั่น โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ชื่อว่า "คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ" มีชื่อย่อว่า คตส. ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อกล่าวหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

คดีทุจริตกล้ายางพารา จำนวน 90 ล้านต้น มูลค่า 1,440 ล้านบาทนี้ เป็นคดีหนึ่งที่ คตส.ดำเนินการและมีมติว่าคณะรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องในสมัยนั้นรวมจำนวน 44 คน กระทำความผิดจริง โดยได้ส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อเมื่อ คตส.หมดวาระตามคำสั่ง และทาง ป.ป.ช.ได้ดำเนินการทางคดีต่อเนื่องจนกระทั่งส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีการสืบพยานโจทก์ และพยานจำเลย กระทั่งมีการนัดอ่านคำพิพากษามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่นายอดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หนึ่งในจำเลยไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงเลื่อนอ่านคำพิพากษา และสั่งออกหมายจับนายอดิศัย

กระทั่งวันที่ 21 กันยายน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นัดอ่านคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่านายอดิศัยจะไม่เดินทางมาอีกโดยอ้างว่าเจ็บป่วยและรักษาตัวอยู่ในต่างประเทศ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงตัดสินใจอ่านคำพิพากษาลับหลังนายอดิศัย โดยมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้เข้าข่ายทุจริตคอร์รัปชั่นตามข้อกล่าวหา ซึ่งคำพิพากษานี้ถือเป็นคำพิพากษาที่สิ้นสุดเด็ดขาด ไม่สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้ เป็นอันว่า จำเลยทั้ง 44 คน พ้นจากข้อกล่าวหาทุจริตการจัดซื้อกล้ายางพารา จำนวน 99 ล้านต้น มูลค่า 1,440 ล้านบาท ถือเป็นข้อยุติทางกฎหมาย

แม้คำพิพากษาที่ออกมา จะตรงหรือไม่ตรงใจของบุคคลที่รับฟังคำพิพากษาอยู่ทางสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ แต่ทุกคนก็ต้องน้อมรับคำตัดสินอันเป็นที่สุดนี้ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้กล่าวหา หรือฝ่ายที่ถูกกล่าวหาในคดีอื่นๆ นำไปศึกษาเพื่อใช้ในการดำเนินการทางคดีความให้รอบคอบรัดกุม ซึ่งการยอมรับคำตัดสินซึ่งถือเป็นที่สุดแล้วเช่นนี้ ย่อมดีกว่าการดึงดัน มุทะลุ แล้วนำเอาคำพิพากษาที่ถือเป็นที่สุดนี้ไปเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อกดดันให้คำตัดสินใดๆ ต้องเป็นไปตามความชอบใจของตนเองหรือกลุ่มของตนเอง

"แม้ว"ซัดปฏิวัติ19ก.ย. มีเศรษฐีใหม่ยศ"พลเอก"ไม่กี่คน ปูดรบ.หากินทุกกระเบียดนิ้ว เตรียมทุนเลือกตั้ง

ที่มา มติชน

"ทักษิณ" ซัดปฏิวัติ19กันยา สร้างความแตกแยก จี้เลิกทำได้แล้ว ฝันหวนคืนเก้าอี้นายกฯ เพื่อไทยเปิดวงถล่ม"รัฐประหาร" "ยงยุทธ"ลั่นตั้งเพื่อไทยรอ"แม้ว" กลับเป็น"นายกฯ" "จาตุรนต์"ซัด ผบ.ทบ.มีอำนาจ กำหนดอายุรัฐบาล จี้"มาร์ค"อย่าซื้อเวลา เร่งแก้รธน.

"ทักษิณ"เปรียบ"19 กันยา" เป็น"นิยายการเมือง"น่าขนลุก


เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 22 กันยายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วิดีโอลิงก์มาร่วมงานเสวนาของพรรคเพื่อไทย โดยพูดถึง 3 ปีของการรัฐประหารว่า ต้องขอบคุณทุกคนที่ชวนกันมารำลึกถึง 3 ปีการรัฐประหารว่าได้อะไรหรือเสียอะไร ซึ่งที่เราได้มาจากการรัฐประหารนั้นยังไม่เห็น และที่ได้เห็นจริงๆคือยังไม่มีสิ่งที่เราได้ แต่การเสียสิ่งที่ดีๆ ไปนั้นมีอย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งที่อยากพูดวันนี้คือ ถ้าตนยังอยู่และ ไม่มีการปฏิวัตินั้นประเทศจะมีหน้าตาอย่างไร ซึ่ง 3 ปีที่มีการปฏิวัติแล้วเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีการทำให้นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งไปแล้วถึง 2 คน มันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าเขียนนิยาย เป็นนิยายการเมือง ที่น่าขนลุกขนชัน สำหรับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และเราก็เสียเวลามามั่วอยู่กับการเมืองที่มีการสาดโคลน


ซัด"รัฐประหาร"ได้แค่เศรษฐีใหม่ ยศ"พลเอก"ไม่กี่คน


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ปกติประเทศประเทศประชาธิปไตยที่ศิวิไลนั้นจะแข่งกันทางความคิด โดยประชาชนเป็นผู้ตัดสินตามระยะเวลาที่กำหนดและมีระบบถ่วงดุล ซึ่งทุกระบบจะยึดไปที่ประชาชนไม่ใช่กลุ่มบุคคลบางคน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นกับประเทศไทย ซึ่งหลังจากโดนปฏิวัติตนไปญี่ปุ่น แล้วมีนักลงทุนมาบอกกับตนว่าประเทศไทยเหมือนหักหลังเขา เพราะทำเหมือนจะเป็นประชาธิปไตยที่แมดชัวร์ แต่กลับมามีการปฏิวัติ แต่ถ้าถามว่าคนไทยได้อะไรบ้างนั้น ก็ต้องบอกว่าได้เศรษฐีใหม่มาไม่กี่คน แล้วส่วนใหญ่จะเป็นยศพลเอก ได้ทหารที่แข็งแกร่งขึ้นมีอาวุธมากขึ้น แต่ก็ไม่หมายความว่ าจะสามารถแก้ไขปัญหาภาคใต้ได้ และได้รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่เคารพการอำนาจประชาชน ได้รัฐบาลที่อ่อนแอน ไม่สามรถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา


"นอกจากนี้ ยังได้หนี้ก้อนโต ที่จะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่มีการกระตุ้นจริงๆ และได้ความแตกแยกที่หนักกว่าเดิม มากขึ้นกว่าเดิมเยอะ รวมถึงได้กระบวนการยุติธรรมที่ 2 มาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งล่าสุดมีคคนมาบอกว่าจะทำเสื้อยืดสีขาวขายโดยมีตัวหนังสือสีเหลืองเขียนว่า “เมิงทำอะไรก็ไม่ผิด” แล้วข้างล่างเป็นสีแดง เขียนว่า “กูทำอะไรก็ผิด” นอกจากนี้ยังได้คนจนมากขึ้น และได้เห็นข้อกล่าวหาที่ไม่จงรักภักดีมาใช้กับตน แต่ไม่จริง รวมทั้งในขณะที่ทหารแข็งแรงขึ้น แต่ตำรวจอ่อนแอลง ที่สำคัญคือการโกหกยังได้ผล ซึ่งก็ล่าสุดก็ใส่ร้ายว่า ตนเป็นมะเร็งและใส่วิกผม" (พ.ต.ท.กล่าวพร้อมกับเอามือดึงผมตัวเอง)


ปูดรบ.หากินทุกกระเบียดนิ้ว เตรียม“ทุน”เลือกตั้ง ส่งสัญญาณอยู่ไม่นาน


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า วันนี้ ทำไมคนเสื้อแดงจึงมากขึ้นทุกวัน และผู้เรียกร้องประชาธิปไตยส่วนใหญ่มาจากคนหาเช้ากินค่ำ มาจากคนรากหญ้า โดยจะเห็นได้ชัดว่าประชานเริ่มเห็นจากการปฏิวัติว่ารัฐธรรมนูญ 40 นั้นกินได้ทำให้รู้ว่าภาษีถูกใช้เพื่อเขาและการพัมนาประเทศอย่งจริงจัง จึงอยากได้รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยและเข้มแข็ง ไม่ใช่รัฐบาลที่ไปทุบเขามา ไปปล้นเขามา แล้วทหารมาช่วยจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งประชาชนอยากได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเขา และทำตามสัญญาที่ให้กับเขาได้เขาก็เลือกคนนั้น นี่คือประชาธิปไตยที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่วันนี้มันเปลี่ยนไปเยอะ เพราะมีนักธุรกิจ มาบอกกับตนว่ารัฐบาลนี้หากินทุกกระเบียดนิ้ว ทุกที่ ทุกหน่วย มองดูแล้วมันเป็นสัญญาณของการเมืองที่อ่อนแอ การเมืองที่ไม่รู้เมื่อไรจะออกได้ การเมืองที่ประชาชนไม่เอาแล้ว ก็เลยเป็นการเมืองที่นักการเมืองมุ่งหาประโยชน์ไปเป็นทุนเลือกตั้ง


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ครั้งหนึ่ง น.พ.ประเวส วะสี ราษฎร อาวุโส คิดอยากแก้รัฐธรรมนูญตอนโน้น เพื่อภาวะผู้นำเกิดแก่นายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาประเทศและแข่งขันได้ ซึ่งเป็นการคิดถูก พูดถูกและทำถูก แต่เมื่อรัฐบาลไทยรักไทยแข็งแรงขึ้นก็เกิดความกลัว เพราะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยเลยและไม่น่าจะมีอีกแล้ว แต่ก็อาจจะเป็นอีกได้หากพรรคเพื่อไทยถูกกลั่นแกล้งมากๆ ถูกกระทำทุกรูปแบบทั้งอำนาจรัฐ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จึงอยากจะให้ทุกคนมองว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนแล้วช่วยกันทำให้ประชาชน เพราะตามหลักประชาธิปไตย ทฤษฎีว่าด้วยการเมืองเพื่อประชาชนทั้งหลายนั้นบอกว่าคนที่มาใช้อำนาจนั้นใช้อำนาจแทนประชาชน เพื่อประโยชน์ประชาชน แต่วันนี้เรากำลังมาใช้อำนาจเพื่อตัวเองและพวกพ้อง

ตีปี๊บตั้งใจวางมือการเมือง26 ก.ค.52 ตำแหน่ง"นายกฯสมัย2"


"หากผมยังอยู่ตามกติกาผมจำได้ว่าผมชนะการเลือกตั้งปี 2548 และจะอยู่ถึงปลายปี 2552 และเมื่อครบเทอม 52 ผมไม่เลบ่นการเมืองแล้ว ผมจะวางมือจริงๆ เพราะมั่นใจว่า 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้างนั้นทำได้ และเป็นการสร้างประเทศไทยวางอนาคตไว้กับลูกหลาน และมั่นใจว่าพอแล้ว เพราะ 8 ปีที่ทำงานเผาผลาญพลังงานของตัวเองไปมากมายแล้ว และตั้งใจจะไม่อยู่ถึงวันสุดท้ายของการเป็นนายกฯด้วย กะว่าวันเกิดผม 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา จะเลี้ยงขอบคุณญาติพี่น้องและทุกคนที่ทำเนียบ แล้วจะขึ้นไปห้องทำงานเพื่อเขียนใบลาออก ที่ได้รับใช้บ้านเมืองมาพอสมควรแล้วก็เปิดโอกาสให้คนรุ่นหลัง โดยจะให้ใครคนใดคนหนึ่งในพรรคไทยรักไทย ขึ้นมารักษาการจนครบเทอมแล้วเลือกตั้งกัน สาบานได้ และได้พูดกับรัฐมนตรีสมัยนั้นบางคนแล้ว ผมตั้งใจไว้อย่างนั้นจริงๆ ผมไม่ได้จะบ้าจะอยู่ต่อไป เพราะการเมืองทำงานมันเหนื่อย" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ถามว่าวันนี้ตั้งใจกลับไปเป็นนายกฯหรือไม่ก็อยู่ที่ประชาชนว่าจำเป็นไหม ถ้าไม่จำเป็นก็อยากใช้ชีวิตปั้นปลายก็อยากใช้ชีวิตที่สงบสุบ แต่ถ้าจะเหนื่อยก็ขอเหนื่อยให้คนที่เคยเหนือยให้ตน อย่างคนเสื้อแดงบางคนก็ไม่ได้มีฐานะอะไรก็ยังมาชุมนุมกัน บางคนขายที่ดินเอามาเป็นค่ารถก็รู้สึกตื้นตันมา เมื่อประชาชนมีน้ำใจกับตนก็ต้องนึกถึง ซึ่งตอนนั้นเคยประกาศว่าปี 52 มั่นใจว่าความยากจนจะหายไป กะว่าจะใช้เงิน 2.5 แสนล้าน 4 ปีแก้ปัญหาความยากจน เพราะที่อาจสามารถโมเดล จ.ร้อยเอ็ด ทำให้เห็นปัญหาทั้งหมดแล้วว่าจะแก้ไขอะไรบ้าง และตั้งใจจะทำเมกกะโปรเจค 1.2 ล้านล้านบาทโดยจะเชิญนักธุรกิจและชาวต่างชาติมาทำให้ โดยเราไม่ต้องจ่ายอะไรสักบาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ ถนน จราจร รถไฟฟ้าที่อยู่อาศัยของคนที่มีรายได้น้อย จัดสรรที่ดินทำกินเตรียมไว้ทั้งหมดใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เสร็จเร็ว โดยไม่ใช่เงินสักบาทหนึ่ง แล้วเอาสินค้าไปผ่อนชำระใช้ โดยเป็นความพยายามที่จะทำและจะเอาจริง แต่มีปัญหาทางการเมืองเสียก่อนซึ่งน่าเสียดายมาก เพราะหลายๆ อย่างตั้งใจว่าจะพัฒนาให้ดี

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า แต่ตนก็เห็นใจรัฐบาลที่ทำอะไรไม่ค่อยได้ เนื่องจากต้องแก้ปัญหาการเมือง เพราะไม่มีเสถียรภาพ กับแค่การตั้ง ผบ.ตร. คนเดียวก็ยังตั้งไม่ได้ เพราะมีการต่อรองกันของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นปัญหามานาน แต่แก้ไขได้ด้วยรัฐธรรมนูญ 40 แต่เราไม่ชอบที่จะเดินกลางๆ พอไปทางซ้ายก็ไม่ชอบแล้ววิ่งไปกาบขวา พอจะไปทางขวาก็วิ่งไปกาบซ้าย ซึ่งไม่มีความพอดี ไม่เคยคิดว่านั่งกลางๆจะเป็นอย่างไร


ยกผลเลือกตั้ง"สกลนคร-ศรีษะเกส" จี้เลิก"ปฏิวัติ"


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า วันนี้ต้องเเลิกปฎิวัติได้แล้ว เพราะนั่นคือการตัดสินใจจากคนบางกลุ่ม และคนกลุ่มนั้นไม่ได้ฉลาดมากกว่าคนทั้งประเทศ ดังนั้นขอให้ทุกคนเคารพการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งประชาชนรู้ดีว่าใครทำประโยชน์ให้เขา อย่าไปคิดแบบเก่าๆว่าการเมืองไทยคือการซื้อเสียง ซึ่งการเลือกตั้งซ่อมที่จ.สกลนครและจ.ศรีสะเกษ เป็นเครื่องยืนยันได้ วันนี้ขอให้แข่งกันทำความดีให้ประชาชน ตนอยากเห็นว่าเมื่อไหร่จะคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งตนอยากให้มองไปข้างหน้าว่าวันนี้การแข่งขันมีความรุนแรงมาก ซึ่งการตแข่งขันที่ปัญญา เป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัญญาต้องพัฒนามาจากองค์ความรู้ แต่วันนี้องค์ความรู้ไม่มีการพัฒนา 3 ปีที่ผ่านมาเป็นการทำลายอนาคตของลูหลาน ทำลายสิ่งที่เป็นโอกาสของประเทศไทย ขอเรียกร้องให้เริ่มต้นใหม่ โดยปล่อยให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นและให้การเมืองเป็นเรื่องของประชาชนอย่างแท้จริง อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง ฉลาด และมีอำนาจมากกว่าประชาชน เพราะจะทำให้ประเทศเสียหาย


"ประชาธิปไตยกำลังมาถึงทางแยกว่าจะแยกไปทางไหน เป็นประชาธิปไตย 70/30 หรือ เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นความเจ็บช้ำเป็นบทเรียนราคาแพง ซึ่งบทเรียนนี้เรียนแล้วต้องได้วิชา อย่าให้โง่กว่าเดิม เพราะเราเสียค่าเล่าเรียนแพงมาก ขอให้ค่าเล่าเรียนนี้กลายเป็นปัญญาให้เราหันหน้าเข้าหากันเพื่อเป็นปัญหาพัฒนาประเทศต่อไป" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

เพื่อไทยเปิดวงถล่ม"รัฐประหาร"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน เวลา 13.30 น. พรรคเพื่อไทย ร่วมกับมูลนิธิ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จัดงานสัมมนา "3 ปี...หลังปฏิวัติ 19 กันยา ประชาชนได้อะไร" โดยมีแกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หัวหน้ากลุ่มวังบัวบาน น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพานัพ ชินวัตร น้องชายพ.ต.ท.ทักษิณ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยกรรมการบริหารของพรรคและ ส.ส.มาร่วมเพื่อไทยมาร่วมคับคั่ง ไปจนถึงอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนจำนวนมาก อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้ากลุ่มไทยรักไทย นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้ง แกนนำคนเสื้อแดงอย่างนายวีระ มุสิกพงษ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จกการแห่งชาติ (นปช.) –แดงทั้งแผ่นดิน นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจรัล ดิษฐาภิชัย นายอดิศร เพียงเกษ รวมทั้งนายเมธี อมรวุฒิกุล ดารานักแสดงชื่อดังและแฟนคลับพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงกว่า 500 คนมาร่วมงาน

โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสมชาย และ นายจาตุรนต์ ซึ่งเป็นตัวแทนของหัวหน้าพรรคการเมืองในเครือข่ายของไทยรักไทย พลังประชาชนและเพื่อไทย ซึ่งนายจาตุรนต์ เคยดำรงตำแหน่งรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายสมชาย เป็นตัวแทนหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และนายยงยุทธ แทนหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้บนเวทีเสวนายังมีหุ่นวางอยู่ร่วมบนโต๊ะเสวนาด้วย แต่ได้นำกระดาษติดเครื่องหมาย ? (เครื่องหมายคำถาม) ไว้เพื่อเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองต่อไป หากพรรคพลังประชาชนถูกสั่งให้ยุบพรรค ตามสองพรรคแรกไป

นายยงยุทธ กล่าวระหว่างการเสวนาตอนหนึ่งว่า การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549ที่เกิดขึ้นนั้นได้ประหารนักการเมืองไปแล้ว 2 ครั้ง คือการยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน แต่วันนี้ที่เราอยู่ได้เพราะพวกเรามีความหวังว่าสักวันหนึ่งพวกเราจะชนะการเลือกตั้ง และกลับมาได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพวกเราอยู่ได้เพราะเรามีความหวังอย่างนี้และเราก็หวังว่าสักวันหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของพวกเราอีกครั้ง จึงขอให้ทุกคนจำคำว่า"ไทยรักไทย พลังประชาชน" และเพื่อไทยไว้ให้ดี และพวกเราจะช่วยกันเอาอดีตเป็นบทเรียนและทำอนาคตให้เป็นจริง

"สมชาย" ขู่แก้ไขไม่ถึงต้นเหตุอย่าหวังบ้านเมืองสงบเรียบร้อย

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในวันปฏิวัติตนเป็นข้าราชการคนเดียวที่ถูกควบคุมตัวทำให้เสียความรู้สึกมาก ซึ่งไม่รู้ว่าจะปฏิวัติไปทำไม เพราะประเทศกำลังจะมีการเลือกตั้งแล้วทำไมจะต้องมีใครมาตัดสินใจแทนประชาชน จนประชาชนต้องสูญเสียอธิปไตยในการเลือกคนที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งคนไทยทั้งประเทศจะต้องสูญเสีย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่พอขาดไปแล้วทำให้คนไทยได้รู้สึก ซึ่งมั่นใจว่าประชาชนเกินครึ่งประเทศยังคิดถึงพ.ต.ท.ทักษิณ และตั้งแต่วันนั้นมาบ้านเมืองเรามีแต่ความแตกแยกและไม่มีความเป็นธรรม โดยได้สร้างความร้าวฉานให้กับประเทศเป็นครั้งแรก จนมีรัฐธรรมนูญ 2550 ออกมา ซึ่งถ้าเราจะแก้ไขอะไรก็ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุว่าอะไรคือสาเหตุของความแตกแยก ถ้าแก้ไม่ถึงตรงนั้นก็อย่าหวังว่าบ้านเมืองจะสงบเรียบร้อย

โอดปฏิวัติทำประชาชนสูญเสีย

"ความเสียหายจากการรัฐประหารนั้นมีมากมาย แต่ถามว่าที่ทำรัฐประหารเพราะอะไร ที่ทำเพราะไม่ชอบเขาใช่ไหม อย่างที่นายกฯทักษิณ บอกเผาบ้านเพื่อจับหนูตัวเดียวใช่ไหม แล้วทำไมถึงไม่ชอบ เพราะทั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชน โมเดลแก้ปัญหาความยากจน ฮับทางการบิน สนามบินสุวรรณภูมิ ไปจนถึงการหาตลาดการค้า มันเป็นความคิดใครแล้วใครทำ หลังการปฏิวัติ ทำอะไรได้บ้าง คิดได้สักครึ่งหนึ่งของเขาหรือเปล่า ดังนั้นการปฏิวัติมันจึงทำให้ประชาชนเสียโอกาสและส่งผลให้ประชาชนยังคิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำนวนมาก" นายสมชายกล่าว

นายสมชาย กล่าวว่า ปัญหาเขาพระวิหารนั้นช่วงที่นายนพดล ปัทมะ เป็น รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาลพรรคพลังประชาชนได้เข้าไปทำงานเรื่องนี้จนมีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาออกมานั้น เป็นเพราะเราไม่ยอมให้ทางกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกทั้งหมด เพราะพื้นที่ทับซ้อนยังไม่มีการวินิจฉัย เราจึงไม่ขัดข้องที่จะให้เขมรนำตัวปราสาทที่ศาลโลกตัดสินให้เป็นของเขมรนั้นไปขึ้นทะเบียน ส่วนพื้นที่ทับซ้อนนั้นเราไม่ยอมแน่ แต่สุดท้ายมติ ครม.นั้นกลับมีปัญหา


"จาตุรนต์"ซัด ผบ.ทบ.มีอำนาจ กำหนดอายุรัฐบาล

ด้านนายจาตุรนต์ กล่าวว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการทำรัฐประหาร ที่ในที่สุดแล้วพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช. ก็ออกมายอมรับว่าก่อนทำการรัฐประหารไม่ได้คิดถึงเหตุผลที่ให้ไว้ 4 ข้อแต่อย่างใด คิดแต่จัดการกับพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นจึงเห็นว่าแม้ระยะเวลาผ่านมา 3 ปีแล้วจึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามข้ออ้างทั้ง 4 ข้อของคมช.เลย นอกจากนี้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่พูดกันมาจนมีการพูดว่ารัฐบาลชุดของพ.ต.ท.ทักษิณ จะติดคุกกันหมด แต่เวลาผ่านไป3 ปีแล้ว กลับดำเนินเสร็จสิ้นเพียงหนึ่งคดีเท่านั้น คือที่ดินรัชดา โดยมีการใช้กระบวนการตรวจสอบทุจริตที่ผิด ตั้งคนที่เป็นคู่อริกับพ.ต.ท.ทักษิณโดยตรงเป็นผู้ดำเนินการ

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ไม่แปลกใจว่าผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่าครึ่งจะระบุว่าไม่เชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมแล้ว ในอดีตที่ผ่านมาแม้จะเกิดตุลาการภิวัฒน์แต่ก็ไม่ชัดเจนเท่าวันนี้ รวมไปถึงระบอบอำมาตยาธิปไตย และบทบาทของทหารที่ไม่ยอมกลับเข้ากรมกอง มีบทบาทในการล้มรัฐบาล ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวผบ.ทบ.ว่าจะให้รัฐบาลไหนอยู่หรือไม่

จี้"มาร์ค"อย่าซื้อเวลา เร่งแก้รธน.

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศไม่ได้ เพราะมีที่มาไม่ชอบธรรม รวมถึงยังเป็นหนี้บุญคุณหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็น กลุ่มพันธมิตรฯ ทหาร และพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้ภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีหมดไป ไม่สามารถสั่งการรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตามขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรีบแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นที่เป็นปัญหา และประกาศยุบสภาให้มีเลือกตั้งใหม่ จากนั้นให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอีกครั้งหนึ่ง โดยอย่าใช้กระบวนการทำประชามติ เพราะแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจ และต้องการซื้อเวลา

ความจริงวันนี้"แม้วซิตี้"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




หลังการเทกโอเวอร์สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยกลุ่มมหาเศรษฐีตะวันออกกลาง

ผลักดันให้ทีม "เรือใบสีฟ้า" กลายเป็นข่าวใหญ่ต่อเนื่องเรื่องกว้านซื้อตัวผู้เล่นราคาแพงคนแล้วคนเล่า

แล้วพอเริ่มเปิดฤดูกาล แมนฯซิตี้ก็มีผลงานกระฉูดสมเงินทุนมหาศาลที่ลงไป

สื่ออังกฤษก็เลยได้จังหวะ ตีแผ่ความจริงวันนี้ของทีมแมนฯซิตี้

ระบุในชื่อเรื่องทำนองว่า การเทกโอเวอร์ที่มาถูกเวลา กู้ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากความอลหม่าน

อันแปลว่าเคยมีความวุ่นวายเกิดขึ้นในยุคก่อนหน้านี้

ก็ยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั่นแหละ

สกู๊ปข่าวชิ้นนี้ของสื่อเมืองผู้ดี ปล่อยให้ "คนใน" ทั้งหลาย ออกมาระบายปัญหาที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้า ตอนที่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเจ้าของทีม

พูดง่ายๆ เปิดพื้นที่ให้ "สาวไส้" นายเก่าไม่มีชิ้นดี!

มาร์ก ฮิวจ์ส ผู้จัดการทีมที่เข้ามาแทนที่ สเวน โกรัน อีริกสัน บอกว่าเขาผิดเอง ที่คิดเองเออเองหลายเรื่อง

พอย้ายมาอยู่ถึงรู้ว่าเจ้าของทีมไม่มีเงิน

แม้แต่สนามซ้อม ก็มีสภาพเลวร้ายที่สุดในพรีเมียร์ลีก!

กุนซือคนดังบอกด้วยว่า เขาพยายามมองอย่างแยกส่วน ระหว่างเรื่องคดีคอร์รัปชั่นของเจ้านายที่เจอมาจากประเทศไทย กับการบริหารสโมสร

แต่ได้บทสรุปกับตัวเอง มันเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้!

ซีอีโอสโมสรนาม แกรี่ คุก เป็นอีกคนที่ถูกพ.ต.ท.ทักษิณชวนมาร่วมงาน

อดีตผู้บริหารของยักษ์ใหญ่ "ไนกี้" ตัดสินใจครั้งสำคัญ ย้ายครอบครัวทั้งหมดจากอเมริกามาอยู่อังกฤษ

พอมาถึงจึงรู้ว่า "ถูกหลอกให้มาอยู่ในถ้ำสิงโต" เขาเจ็บปวดทรมานกับสภาพเละเทะอันคาดไม่ถึง

ขนาดเงินจ่ายค่าแรงนักเตะยังไม่มี ต้องใช้วิธีจำนองนักเตะ รวมถึงกู้เงินจากธนาคารและจากเจ้าของสโมสรคนเก่า

แกรี่ คุก ตอนแรกก็พยายามทำแบบมาร์ก ฮิวจ์ส คือไม่คิดว่าการคอร์รัปชั่นและละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงในเมืองไทย ของพ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นปัญหาอะไร

ก่อนได้บทสรุป "เสียใจอย่างแรงที่ไม่ศึกษาทักษิณให้ลึกซึ้งก่อน"

นอกจากนี้ก็มีนักบอลที่ได้โอกาสพูด

สตีเฟ่น ไอร์แลนด์ บอกว่า เป็นเรื่องประหลาดและบ้ามากที่คนหนีคดีคอร์รัปชั่น สามารถซื้อสโมสรอังกฤษได้

ส่วน แวงซ็อง กอมปานี บอกว่า เขาขำมากที่ไม่ได้เจอเจ้าของทีม ที่ต้องหนีไปกบดาน!

เรื่องราววุ่นๆ ในยุค "แม้วซิตี้" จากคำยืนยันของคนในที่เกี่ยวข้องทั้งหลายเหล่านั้น

เผยให้เห็น "เหลี่ยมจัด" ตัวจริงเสียงจริงคนเดิม

จึงน่าสนใจว่า แล้วธุรกิจเหมืองเพชรที่ประโคมข่าวอยู่

จริงๆ แล้ว ข้างในกลวงหรือเปล่า?

ลุ้นอีกเฮือกหวยบนดิน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_34852

สำนักข่าวกรอง "คลานสี่ขา"

ว่าด้วยปม "มะเร็งต่อมลูกหมาก" ที่นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. แตะมือกับ "เจ้าเก่า" น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม ยี่ห้อประชาธิปัตย์ ช่วยกันตีปี๊บแฉ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังป่วยเป็นโรคร้าย

ต้องระดมทีมหมอจากเมืองไทยไปรักษาถึงเมืองดูไบ


โดยเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ก็ลากให้ฝั่งตรงข้ามออกมาร่วมตะลุมบอนได้ อดีตนายกฯทักษิณต้องโพสต์ปฏิเสธในทวิตเตอร์ ส่งรูปนอนสระผมในร้านซาลอนมายืนยัน โต้เสียงนินทาอาการผมร่วงจนต้องใส่วิก แต่ที่เดือดกว่านั้นก็คืออาการของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลูกข่ายนายใหญ่ออกมาด่ากลับแบบเผ็ดมัน

ถึงขั้นท้าคลานสี่ขาเหมือนหมาไปรอบห้องประชุมสภา

อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด โดยประเด็น "ข่าวปล่อย" ปม "ทักษิณ" ป่วยเป็นมะเร็ง
ลอยออกจากเครือข่ายม็อบพันธมิตรฯก่อนหน้านี้แล้ว

แต่สื่อกระแสหลักไม่เล่นด้วย

ประกอบกับโดยวิสัยของลูกผู้ชาย นักเลือกตั้งอาชีพจริงๆจะไม่หยุมหยิมกับเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องเจ็บป่วยที่ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นการบริหาร ไม่ได้ส่งผลกับส่วนรวม

ถึงจะป่วยจริง ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาขยายความ โดยประเพณีคนไทยต้องแสดงความเห็นใจ ไม่ใช่ซ้ำเติม ฉกฉวยเป็นโอกาสเหยียบย่ำ

ตามมารยาทของนักการเมือง ต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจ


เรื่องของเรื่องจ้องชิงพื้นที่ข่าว เบี่ยงกระแสเฉพาะหน้า ในขณะที่หัวแถวอย่างนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังเพลี่ยงพล้ำ หลงอยู่ในวังวนเกมชิงเก้าอี้ ผบ.ตร.

ส่ออาการร้อนรน อีกผลงานสร้างสรรค์ของทีมงาน "เด็กดื้อไม่ประสีประสา"

แต่ข่าววงใน เรื่องของ "ผู้ใหญ่" ว่ากันว่า อยู่ในขั้นของการต่อสาย "เจรจาสงบศึก"


ตามรอยจากคิวม็อบเสื้อแดงที่ท้าพายุฝนแสดงจุดยืนต่อต้านปฏิวัติรัฐประหาร ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน ตามกำหนดเวลาที่แกนนำประกาศล่วงหน้า โดยไม่มีเหตุเผาไฟ ป่วนเมือง ตามที่หน่วยข่าวรัฐบาลช่วยกันตีปี๊บปั่นกระแส

ม็อบแดงสงบเสงี่ยม แม้แต่บิ๊กรัฐบาลยังต้องกัดฟัน ออกปากชมตามมารยาท

โดยปรากฏการณ์ที่ลดดีกรีการเผชิญหน้าลงแบบวูบวาบ ภายหลังเกมยุทธ์ในการแยก "แดงคอมมิวนิสต์" ออกจาก "แดงคอมมิชชั่น" โดยเด็ดขาด

"นายใหญ่" แบะท่า พร้อมโอภาปราศรัย

ถ้าจบได้ ก็ไม่ต้องพึ่งฮาร์ดคอร์ "แดงคอมมิวนิสต์"


และก็เป็นอะไรที่ "เซียนเลือกตั้งอาชีพ" น่าจะใจชื้นขึ้นเป็นลำดับ


กับสัญญาณด้านบวก ผลจากคดีทุจริตกล้ายางที่ "หลุดยกพวง" ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกฟ้อง 44 จำเลย

อดีตลูกข่าย "นายใหญ่" ไม่ได้ถูกประทับตรา "ผิด" ไปซะหมด อย่างที่เข้าใจ

และกับประโยคหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในคำพิพากษา

"หากช่วยเกษตรกรปลูกยางจะทำให้มีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น ดังนั้น มีเหตุสมควรที่จะทำไปโดยยกเว้นมติ ครม.ที่ห้ามเอาเงินกองทุน รวมไปทำโครงการ การทำกล้ายางจึงอยู่ในวัตถุประสงค์ของรัฐ"


บรรทัดฐานคำตัดสินที่ศาลมองถึงข้อต่อสู้ของผู้ถูกร้อง ในมุมผลประโยชน์
จากโครงการปลูกยาง สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร ตามนโยบายของรัฐที่มีจุดประสงค์ดี

ยกประโยชน์ให้จำเลย

โดยช็อตที่มองข้ามไปถึงคดีหวยบนดินที่จ่อรอลุ้นคิวถัดไป ในโครงการที่มีเป้าหมายนำเงินนอกระบบจากหวยใต้ดินผิดกฎหมาย ขึ้นมาทำให้ถูกกฎหมาย และยังสามารถนำงบประมาณไปใช้เป็นกองทุนให้นักเรียนด้อยโอกาสในโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน

อีกทั้งวันนี้เงินค้างอยู่หมื่นกว่าล้านบาท รัฐบาลประชาธิปัตย์ เองก็พยายามจะหาช่องนำออกมาใช้ปะตูด "ถังแตก"

ถ้าคิดในแง่ของวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของประชาชน ก็ไม่ต่างจากคดีกล้ายาง

แต่หากมองกันในมุมของ "ตัวช่วย" โยงกับพฤติกรรม "เด็กดี" ในสายตาผู้คุมเกมประเทศไทย คนที่น่าห่วงใยก็มีแค่นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ในฐานะรับมอบหมายให้ดูแลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่อยู่ใกล้ข่ายความรับผิดชอบมากสุด

สละเรือ โดดหนี "นายใหญ่" ช้าไปหน่อย

แต่อีกนัยหนึ่งก็เห็นกันอยู่ว่า ชื่อของ "วราเทพ" ห่างหายไปจากวงการ สงบเสงี่ยมอยู่ในที่ตั้ง ไม่เคยมีชื่อเอี่ยวกับยุทธการป่วนเมือง

ทำตัวเป็นเด็กดีอย่างเงียบๆมาตลอด.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ต้องผ่านประชามติที่แท้

ที่มา ไทยรัฐ

บทบรรณาธิการ

ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะยังมีความเห็นต่างกันอยู่ แต่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยังเดินหน้าต่อไป ก่อนเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่สหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ฝากข้อเสนอเป็นการบ้านให้ทุกฝ่ายช่วยกันคิด โดยเสนอให้ 3 ฝ่าย คือฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านและวุฒิสภา ร่วมกันหารือและจัดทำร่างญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญร่างเดียวกัน เพื่อป้องกันความขัดแย้ง และให้ลงประชามติขั้นสุดท้าย

หลังจากที่รับฟังความเห็นของสมาชิก 2 สภา เกี่ยวกับข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่ามีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ถ้าปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างเสนอแก้ไข แทนที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ แต่จะกลับ กลายเป็นความขัดแย้ง และอาจจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เลย นายกรัฐมนตรีจึงเสนอให้เสนอญัตติขอแก้ไขเป็นร่างเดียวกัน

นับว่าเป็นเหตุผลที่น่ารับฟัง เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ถ้าแต่ละฝ่ายยังยึดหลัก "ตัวกู ของกู" ไม่เอาผลประโยชน์ส่วนตนวางไว้ก่อน และเอาผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นตัวตั้ง การแก้ไขยากจะประสบความสำเร็จ ส่วนข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีที่อาจจะให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการอิสระ เพื่อจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีเหตุผล

รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ในบางประเทศแก้ไขได้ง่าย แต่บางประเทศแก้ไขได้ยาก ตัวอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ จะต้องผ่านความเห็นชอบของประชาชนหลายขั้นตอน กว่า 200 ปีของการก่อตั้งประเทศ สหรัฐฯจึงมีรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว แต่แก้ไข 27 ครั้ง ส่วนของไทยแก้ไขได้ง่ายกว่า ฉีกทิ้งได้ง่ายกว่า จึงมีถึง 18 ฉบับ ในแค่ 77 ปี

อย่าลืมว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ที่จะถูกแก้ไข เป็นฉบับแรกที่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนในการลงประชามติ ด้วยคะแนนเสียง 14.7 ล้าน ไม่เห็นด้วย 10.7 ล้าน การแก้ไขใดๆ จึงควรให้ประชาชนมีส่วนร่วม อาจจะผ่านทาง ส.ส.ร. หรือคณะกรรมการอิสระ หรือประชาพิจารณ์ และต้องลงประชามติในขั้นสุดท้าย ไม่ควรเป็นรัฐธรรมนูญของนักการ เมือง และเพื่อนักการเมืองอย่างที่ผ่านๆมา

การออกเสียงประชามติ เพื่อถาม ความเห็นของประชาชน เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ถ้าจะแยกถามเป็นประเด็น น่าจะดีกว่าการถามแบบเหารวมทุกประเด็น และจะต้องปฏิบัติตามผลของประชามติด้วย คือถ้าเสียงข้างมากเห็นด้วย ก็ประกาศใช้ ถ้าไม่เห็นด้วย ประเด็นนั้นก็ตกไป ต้องไม่เหมือนประชามติคราวก่อน ที่ระบุว่า เสียงข้างมากไม่เห็นด้วย ให้ คมช.เอารัฐธรรมนูญเก่ามาปัดฝุ่นใช้

ถ้าเอาแบบประชามติครั้งก่อน เท่ากับว่าไม่เคารพเสียงข้างมากของประชาชน ทำให้ประชามติไร้ความศักดิ์สิทธิ์ แต่เสียงของผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คนใหญ่กว่า และควรถือเป็นประเพณีว่า การร่างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ต้องผ่านการออกเสียงประชามติ เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ทำให้ประชาชนตื่นตัวทางการเมือง หวงแหนสิทธิเสรีภาพและรัฐธรรมนูญ ไม่ให้ใครมาฉีกเล่นกันง่ายๆ.