WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 24, 2009

ตอดนิด - ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

“เล่าปี่” มีเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจคือ “ขงเบ้ง”!!“ซุเปอร์ห้อย” เนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีเหนือพรรคภูมิใจไทย ก็มี “กุนซือ” สมองเพชรเป็นของตัวเอง??คนเก่งยอดเหนือคน ที่ “ก็อดฟาเธอร์บุรีรัมย์” ยกฐานะเรียกเป็น “นาย” ทุกคำ..และร่วมประชุมโต๊ะกลมกันทุกวัน ก้อ... “เสี่ยโป๋” ธีรพล นพรัมภา อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี“สมัคร สุนทรเวช” นั่นปะไรย้อนรอยถอยหลัง ประวัติความดัง ของ “บิ๊กโป๋” ไม่ใช่เล่น...เป็นเพื่อนร่วมรุ่นรุ่นเดียวกับ “พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์” รักษาการแทน “ผบ.ตร.”...และ “เสี่ยโป๋”ยังเป็น “เซียนหุ้น” มือชั้นอ๋อง ขนาด “เสี่ยสอง” ยังเรียกพี่เลยล่ะ จะบอกให้หลายเรื่องที่ “เนวินบุรีรัมย์” ก้าวมาสู่ความสำเร็จ..ล้วนเกิดขึ้นจากผลงาน มันสมอง“การถ่ายทำ-การแสดง” ของ “เสี่ยโป๋” ธีรพล นพรัมภา แทบจะทั้งนั้น!!ตอนนี้ที่เหลืออยู่เพียงแต่ว่า...จะส่ง “เนวิน” ขึ้นไปไขว่คว้า?...เป็น “นายกรัฐมนตรี”ได้ในเวลาไหนกัน????????????
✮✮✮✮✮✮
เหมือน “ล้อเกวียน” ที่เดินตาม“รอยเท้าวัว”!!
สิ่งที่ “อุบัติเกิดขึ้นแล้ว”...บางที อาจจะเกิดขึ้น “ซ้ำซ้ำ” หลายคน ก็ได้เหมือนกันนะทูนหัว??เช่นเดียวกันกับ “คดีกล้ายาง” ก่อน “ท่านเปา” แห่ง “ศาลฎีกาคดีอาญาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” จะหลุดยกสำรับนั้น.. “อดิศัย โพธารามิก” รมว.พาณิชย์ ไม่เดินทางมาศาล อ้างไป “ซ่อมสุขสภาพ” อยู่ที่เมืองลุงแซม..จนศาลต้องเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปฉันใดก็ฉันนั้น, “คดีหวยบนดิน” ที่คณะรัฐมนตรี ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ตกเป็นผู้ต้องหา ยาวเหยียดเป็น “เบ็ดราว” ถึง 47 คนนั้น.. บางทีการอ่านคำพิพากษาของ“ศาลฎีกาคดีอาญาฯ” อาจมีผู้ต้องหา “โดดร่ม” … ต้องมีการเลื่อนอ่านคำพิพากษาเหมือน “คดีกล้ายาง” ก็ย่อมได้แต่ที่แน่ๆ 1 ใน 47 ผู้ต้องหา “คดีหวยบนดิน” อย่าง “พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์”อดีต ผอ.กองสลากตัวเอ้..ได้อพยพโยกย้ายสำมะโนครัว ไปเป็น “ผอ.กองสลากอูกานดา”เป็นที่เรียบร้อย..มีเพื่อนสนิทมิตรสหาย ทั้งจาก “จีน-ไทย-เวียตนาม” เข้าเยี่ยมอยู่สม่ำเสมอ!!!ทำงานหาเงินให้แก่ “รัฐบาลอูกานดา”.....ไม่ต้องประสบพบเจอปัญหา?... “เรื่องบ้าๆ”เหมือนเมืองไทย ด้วยสิเธอ????
✮✮✮✮✮✮
ถึงจะเป็น “หนังม้วนเก่า”...เล่าทีไร ก็เกิดความฮือฮา!!
ว่ากันถึงสายสัมพันธ์ ของ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” กับ “ประมุขบ้านเสาน้อย”สี่เสา..ก็แนบแน่นสนิทใกล้ชิดกัน อย่างเหลือคณา??สิ่งการใดที่ปรารถนา ดูว่า “ท่านอดีตนายกฯทักษิณ” ก็ไม่เคยขัด?...โดยเฉพาะกับลูกๆที่มาจาก “เหล่าทหารม้า” ด้วยแล้ว....ปูนบำเหน็จให้ก้าวขึ้นมาใหญ่อย่างเยี่ยมยุทธ์เห็นได้ชัด ต่อการก้าวขึ้นมาผงาดเป็นเบอร์หนึ่ง ของ “พล.อ.ทรงกิตติ จักรบาศร์”ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแต่ที่เส้นสัมพันธ์ เริ่มคลายเกลียว มาจากการที่ “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตรซึ่งกินตำแหน่งฐานะผู้พี่ผู้น้อง ได้นั่งแท่น แอ่นอก เป็น “ผู้บัญชาการทหารบก”..ความมั่นคงแห่งการติดต่อ จึงเริ่มโคลงเคลง!!นับแต่มีเรื่อง “พล.อ.ชัยสิทธิ์” เข้ามา...ความสัมพันธ์ก็อ่อนล้า?...ถึงขั้นที่ว่าเบาอย่างโหวงเหวง?????
✮✮✮✮✮✮
ขนบทำเนียบประเพณีไทย“ไปมาลาไหว้”!!
คนอายุน้อย ด้อยปีกว่า...ต้องยกมืองามๆ กราบไหว้ผู้ใหญ่??แต่กับ “นายกฯเด็กดื้อ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เจ้าของเรือนชะตา เกิดเมื่อวันที่ 3สิงหา 2507..นับหลงแจ้งท่านอายุแค่ 45 ฤดูฝน พ้นวัยหนุ่มแตกพานมา ก็ไม่นานพบปะเจอะเจอ “ปลัดกระทรวง” ต่างๆ … ซึ่งอายุลุล่วงเข้าเกือบจะ 60 ปี ล้วนอยู่ใน“วัยทอง” ใกล้เกษียณแล้ว... หาก “นายกฯอภิสิทธิ์” จะยกมือไหว้ก่อน ก็ไม่น่าจะเสียเหลี่ยม “หัวหน้ารัฐบาล”นอกจาก “ปลัดกระทรวง” ไม่ค่อย “ปลื้มหัวใจ”.. กับท่าที “ไปมาลาไหว้” ของ “นายกฯอภิสิทธิ์” แล้ว... แม้แต่ “ผู้ใหญ่” ใน “พรรคประชาธิปัตย์” ก็อ่อนแรงในพฤติการณ์นี้ไม่น้อย!!โถ.. จะไปเคือง “นายกฯอภิสิทธิ์” ก็กระไร...ในเมื่อท่านไม่ได้เกิดที่เมืองไทย!..นิสัยกระเดียดไปทาง “ฝรั่ง” กันเต็มร้อย?????
✮✮✮✮✮✮
“อกหักดีกว่ารักไม่เป็น”!!
อย่าไปนั่ง “ซึมเซา” หรือ “ซึมกะทือ” ไปเลย... เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของกรรมเวร??อยากบอกว่า.. เห็นหัวอกสามศอก อย่าง “คุณหมอเรวัติ วิศรุตเวช” อธิบดีกรมการแพทย์ที่ไปไม่ถึงดวงดาว ก้าวไปสู่ทางช้างเผือกไม่สำเร็จ?.. เมื่อชวดอดได้เป็น “ปลัดกระทรวงสาธารณสุข”..ได้แต่ปลอบ ถึงอย่างไร.. ก็อย่าท้อแม้ว่า จะไต่เพดานบิน ก้าวสู่บัลลังก์ ไม่สมใจนึกบางลำพู... แต่เท่าที่รู้ ท่านจะไปหยิบชิ้นปลามัน ก้าวขึ้นไปเป็น “อธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อ”เป็น “กรมใหญ่” มีลูกน้องมากมาย..มีโอกาสที่จะ “โชว์ผลงาน” เข้าตากรรมการเป็นกุรุส!!ขอให้ได้ตำแหน่งนี้....และอย่าได้พลาดเก้าอี้?.. เพราะเที่ยวนี้ เป็น “เที่ยวสุดท้าย”กันแล้วอย่างสุดสุด????

● การบูร ●

สนามเป้า..เล่าข่าว

ที่มา บางกอกทูเดย์

ว่ากันว่า “อาหารสมอง” ที่คนไทยต้องบริโภคกันทุกเช้า คือ “ข่าวเช้าทางโทรทัศน์” ที่มีแข่งขันกันสูงมาก ชนิดแทบเอาเป็นเอาตายกันทุกช่องแต่ละช่องต่างก็คิดหาวิธีที่จะนำเสนอข่าวให้ถูกอกถูกใจคนดูมากที่สุด พิธีกรในรายการซึ่งทำหน้าที่เป็น “คนเล่าข่าว” จึงมีบทบาทสูงมากในการแข่งขันจาก “สงครามข่าว”ผมจะไม่เอ่ย ไม่วิจารณ์ว่า รายการ “ข่าวเช้าทางทีวี” ช่องไหนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด หรือช่องใดที่คนดู ดูแล้ว “ก่นโคตร” ด่าทอบรรพบุรุษผู้จัดมากที่สุด??แต่ผมจะพูดถึงรายการ “ข่าวเช้า” รายการหนึ่งทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 หรือ ททบ.5 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรายการมาเมื่อไม่นานนักที่ผ่านมาเพื่อย้อนหลังให้เห็นภาพว่า รายการ “สนามเป้ายุคใหม่” เป็นอย่างไร ทั้งรูปแบบรายการ และการ“ทำงาน” ของพิธีกรผู้ดำเนินรายการ ผมขออนุญาตยกเอาข่าวจากหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ไทยรัฐฉบับวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2552 มาลงให้อ่านกัน.....“ไทยรัฐ” เสนอข่าวอย่างนี้ครับ......สงครามข่าวตอนเช้า...ยังคงเป็นรายการของผู้ชื่นชอบติดตามข่าวรายวันทางทีวี ในแง่การคืนกำไรให้ผู้ชมแล้ว...ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะ “เลือกชม”ช่องที่เราคิดว่า “คุ้มค่าที่สุด”อยู่ที่ว่าใคร

จะ “ถูกใจ” รูปแบบสไตล์ไหน?สำหรับ ททบ.5 ต้องบอกว่า...ความหลากหลายในตอนเช้านั้น สู้เขาได้สบายมาก กลายเป็นช่องที่น่าจับตาที่สุด!!การปรับเปลี่ยนไปสู่สิ่งใหม่กว่า อย่าง “สนามเป้า...เล่าข่าว” ในช่วง 7 โมงเช้า...ลงตัวแล้วสำหรับ 2ผู้ดำเนินรายการ น้องทิพย์-ชลรัศมี งาทวีสุข กับฮาร์ท-สุทธิพงศ์ ทัศน์พิทักษ์กุล กับทุกกระแสข่าวที่ผ่านการเล่าข่าวจากปากของทั้งสอง...ดูเด็ดขาดชัดเจน ได้ประเด็นที่ผู้ชมอยากรู้อย่างตรงไปตรงมา“ฮาร์ท” มี มุมมองข่าวที่ต่างไปจากผู้ดำเนินรายการข่าวคนอื่น...ไม่อวดเก่ง อวดภูมิ แต่ว่ากันตรงๆ ในสายตาของชาวบ้านให้สัง เกตุบทสัมภาษณ์แขกรับเชิญ นั้นได้ประเด็นชัดเจน ไม่อวดรู้ถามนำ “สนามเป้า...เล่าข่าว” ไม่เป็นรองใครในแง่คุณภาพ จะดีกว่าในแง่ “ข้อมูล” ที่ไม่ใช่ กางหนังสือพิมพ์กรอบเช้าแล้วตั้งหน้าตั้งตาอ่านด้วยซ้ำต้องบอกว่าผู้ผลิตอย่าง “แม็กซิม่า” เดินมาถูกทางแล้ว!!ผม (ผู้เขียน) นำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังในวันนี้เพื่อจะเน้นเตือนหรือสะกิดไปยัง ประดานักเล่าข่าวเช้าที่อวดเก่ง อวดภูมิและถามนำ ในบางรายการได้ปรับเปลี่ยนความคิดและทัศนคติในการทำตัวเป็น“บ่าง” แทนการเสนอข่าว อันเป็น “งานหลัก”!!สายไปแล้ว!! แต่ต้องแก้ไขกันครับ ■

นายหน้าค้าอำนาจ?

ที่มา บางกอกทูเดย์

หลังรอดพ้นจากคดี “กล้ายาง” ไปได้ นายเนวิน ชิดชอบก็ประกาศตัวทันทีว่า ชีวิตที่เหลือจะอุทิศตัวเพื่อปกปักรักษาสถาบันช่างเป็นวิสัยทัศน์ส่วนตัวที่น่าเลื่อมใสยิ่งนักและช่างเป็นเรื่องตาลปัตร 360 องศายิ่ง กับพฤติกรรมเดิมที่เคยพึ่งพาอาศัยบารมีของ “นายใหญ่” โดยไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ในคำพูดของเขาแม้แต่น้อยคนที่ใกล้ชิด “นายใหญ่” หลายคนก็รู้ดีว่า... คนเลือดสีน้ำเงินในขณะนั้นคิดอะไรเนียนจริงๆ และน่าจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายเมื่อได้เปลี่ยนขั้วแล้ว “แก๊งค์เนวิน” ก็สามารถเคลื่อนไหวโดยอาศัยคราบเสื้อสีน้ำเงิน “ปฏิบัติการลับ” ในสถานการณ์ยั่วยุการประชุมอาเซียนที่พัทยา และสถานการณ์“สงกรานต์เลือด” สำเร็จการระดมสร้างหน้าตาให้นายกฯ ได้เหยียบแผ่นดินอีสานอย่างเต็มเท้าที่บุรีรัมย์ นั่นก็ “ได้หน้า ได้ใจ” เบาเสียเมื่อไหร่ใครๆ ถึงอ่านเกมกันทะลุปรุโปร่งหมดว่า...ทำไมถึงกระโดดข้าม “พ้นต้นกล้ายาง” ไปได้ไม่มีใครเขาเชื่อหรอกว่า ถึงจะอุทิศตัวให้ดูเหมือนผิวขาวซักขนาดไหน ก็ไม่มีใครเขาเชื่อว่าจะทิ้งพฤติกรรม“งูเห่า” ออกจากใต้สำนึกช่างสอดรับกับทวิตเตอร์ของ “นายใหญ่ดูไบ” ที่รู้ดีกรณีคดีกล้ายาง และเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดจึงส่งข้อความที่เหน็บแนมหน่อยๆ ว่า “...ผมไม่ขัดข้องและไม่โกรธเลยที่ ถ้าท่านจะย้ายข้ามฟากเพื่อความรอดพ้น เพราะท่านมีครอบครัวต้องรับผิดชอบ แต่ข้ามฟากอย่างเดียวไม่พอท่านต้องเนียนด้วยการคลอเคลียใส่ความผมเยอะๆ และลืมไม่ได้ที่ต้องทับถม ระบอบทักษิณ...และข้อกล่าวหาที่ได้ผลชะงัดคือ ล้ม

ล้างสถาบัน ทั้งๆ ที่ท่านรู้ดีว่าผมเทิดทูนสูง....ถ้าเนียนจริงก็จะได้เป็นนายหน้าค้าอำนาจ.....”จึงเฉลยเป็นนัยๆ ต่อวิสัยทัศน์ของ “ผู้มีบารมีนอกพรรคภูมิใจไทย” ว่า เหตุใดถึงได้แสดงวิสัยทัศน์อย่างคมคายแต่น่าเคลือบแคลงหลังคดีถูกยกฟ้องทั้งได้สะท้อนพฤติกรรมบางอย่างให้เห็นอีกว่า ทุกความคิดทุกแนวทางและทุกแผนการ หากสามารถทำให้ถูกใจใครถูกใจ “ศัตรูเก่ามิตรใหม่” และถูกใจเผด็จการซ่อนรูปได้แล้วละก็มีสิทธิ์เป็น “นายหน้าค้าอำนาจ” ได้อย่างสบายตัว และสบายพรรคไปอีกนานอย่างน้อย ณ ปัจจุบันกาล ก็เห็นเป็นตัวอย่างไม่น้อยในเกม “เด็กเล่นขายของ” ของวงการตำรวจ จนมิตรรักต่างพรรคได้รับฉายาว่ามี “ภาวะผู้นำบกพร่อง” อย่างค่อนข้างจะสมบูรณ์มากขึ้นอย่างน้อยมิตรรักต่างพรรคที่ว่าเป็น พรรคเก่าแก่ที่สุด อยู่ยงคงกระพันที่สุดก็ไม่กล้าจะ “เขกกบาล”เล่นแถมยังอดเสียวสันหลังไม่ได้ทุกครั้งที่ “นายหน้าค้าอำนาจ” ปล่อยเกมต่อรองเจรจาเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายในทุกกระทรวงและอย่างน้อย “ผู้มีบารมีนอกพรรคภูมิใจไทย” ก็เก่งกว่าและนวลเนียนกว่า ที่สามารถหยิบใช้ก๊วนเสื้อสีเขียว เอาไปเป็น “เครื่องมือ” เคลื่อนไหวการเมืองในชนบทอย่างสอดประสานกับกรมปกครองส่วนท้องถิ่นที่ฝ่ายตนควบคุมอย่างมีเอกภาพไม่เชื่อลองดู “บอดี้การ์ด”ส่วนตัวก็แล้วกัน ว่าชื่อเสียงเรียงนาม สังกัดกองพันไหน ?นี่ขนาดอยู่นอกพรรคนะ ถ้าวันไหนได้นั่งหัวหน้าพรรคเต็มก้นละก็ คอยดูเถอะ !!!■

ประชาธิปไตยรูปภาพ

ที่มา บางกอกทูเดย์

มีถนนแต่ไม่มีทางให้เดินเหมือนมองรูปถนนที่ติดอยู่บนฝาพนัง...มองเห็นทางปูทอดออกไป..มองเห็นปลายทางแจ่มชัด แต่มันไปไม่ได้เพราะถนนนั้นมันปิดอยู่บนฝาผนังเห็นถนนแต่มันเดินไปไม่ได้เหมือนกับประชาธิปไตย..ในประเทศนี้...มันมีอยู่แต่มันเป็นแค่รูป...มองเห็นจับต้องได้แต่ไม่มีทางให้เดินหลงเชื่อกันมาตั้งแต่ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา....แล้วประชาธิปไตยก็ส่งนายกรัฐมนตรีคนแรกไปตายอยู่ในต่างแดน..ไม่มีบันทึกก่อนตาย..ว่านายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย..ถ้าเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้..ท่านจะกลับไปเป็นฝ่ายปฏิวัติอีกหรือไม่...เพราะหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง...ท่านก็คงจะอยู่สบายไปจนถึงชั้น...สมเด็จเจ้าพระยา...แม่ทัพใหญ่..แห่งประชาธิปไตย...ทหารปืนใหญ่จากเมืองกรุงแตก...ประชาธิปไตยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม.. ทำให้..เขากลายเป็น..คนไร้แผ่นดิน...กว่าลมหายใจจะทิ้งร่าง...เขาและครอบครัว..กลายเป็นผู้ถูกปฏิเสธจากแผ่นดินที่เขาเคยเป็นนายกรัฐมนตรี..ปรีดี พนมยงค์...อีกคนที่ยืนเหนือ

หมุด 24 มิ.ย. 75...ประชาธิปไตย...ส่งเขากลับไปอยู่ในร้านกาแฟร้านเก่า..ริมถนนในกรุงปารีส...ปฏิวัติ 14 กรกฏาคม...ที่นั่น...ต่างกับปฏิวัติ 24 มิถุนายน...ที่เขามีส่วนร่วม..มันเกิดทีหลังแต่ตายก่อน..ประชาธิปัตย์...ฝังต้นหยั่งรากมานานกว่าครึ่งร้อยปี....แต่วันนี้...ประชาธิปัตย์..เป็นรัฐบาลจากการผสมผสานของสูตรสามาลย์ที่ประชาธิปัตย์ในอดีตแสนเกลียดและปฏิเสธมาตลอดประชาธิปไตยของประชาธิปัตย์..สิ้นชีพไปแล้ว...ประชาธิปไตย...ขึ้นอยู่กับฝูงชนคนเสื้อแดง...จะฟันฝ่าผนังพังรูปถนนบนแผ่นฝาได้หรือไม่...จะต้องใช้กี่ชีวิตและกี่พันลิตรของเลือด..เราถึงจะก้าวออกไปยืนบนถนนแห่งประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แผ่นภาพติดฝาผนัง..และจะต้องใช้อีกกี่ร้อยชีวิตกับอีกกี่หมื่นลิตรของโลหิต..ที่จะรักษามันไว้ประชาชนคนไทย..เดินมาถึงแล้วผนังกล้าแกร่งกำแพงคอนกรีต...ที่ปิดรูปถนนแห่งประชาธิปไตย...จะถอยกลับหรือฟันฝ่า..ก็รอแต่พระสยามเทวาธิราช..จะเป่านกหวีด..ประชาธิปไตยที่ไม่เสียเลือดเนื้อนั้น..ไม่เคยมี

งบซื้ออาวุธ ‘ใจ’ วัด ‘ใจ’

ที่มา บางกอกทูเดย์

คงต้องถือว่าเป็นรัฐบาลที่“งานเข้า” มากอย่างยิ่งทีเดียวสำหรับรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีระยะเวลาเพียงแค่ 7-8 เดือนที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ภายใต้การพลิกผันทางการเมืองด้วยการเปลี่ยนขั้วฉับพลันของกลุ่มก๊วนเพื่อนเนวิน ที่มีนายเนวิน ชิดชอบ ผู้ซึ่งถูกเว้นวรรคการเมืองเป็นระยะเวลา 5 ปีเป็นคนกำกับการแสดงโดยหวังว่า จะสามารถเป็นรัฐบาลได้อย่างราบรื่น แต่เอาเข้าจริง อ้อมกอดและรอยยิ้มระหว่างนายอภิสิทธิ์ และนายเนวิน ไม่ใช่

กำแพงชั้นดีทางการเมืองอย่างที่คิดหลายเรื่องเปลืองตัวด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายบางเรื่องประชาธิปัตย์เปลืองตัวและไม่น้อยเรื่องเลยที่กลุ่ม ก๊วนเพื่อน เนวิน ทำให้ประชาธิปัตย์เปลืองตัว เปลืองภาพของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไปอย่างน่าเสียดายแต่ล่าสุด กรณีงานเข้าในเรื่องของการอนุมัติงบประมาณเพื่อจัดซื้ออาวุธนับหมื่นล้านบาท เป็นเรื่องที่เกิดจากภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เองเนื่องจากจะต้องยอมรับความเป็นจริงก่อนว่าช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้เพียงแค่เดือนเศษๆสัมพันธภาพระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับกองทัพและนายทหารใหญ่ต้องถือว่าอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานกันเลยทีเดียวก่อนหน้านั้นอาจจะมีอึมครึมกันบ้าง กรณีของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาลมองว่า ยังให้ใจกับรัฐบาลไม่มากพออย่างที่รัฐบาลต้องการเพราะดันมีกระแสข่าวเรื่อง“กลุ่มอำนาจใหม่ 3 ป.” ออกมาตลอดเวลาว่าจะเป็นผู้มาแทนที่ หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์อยู่ไม่ได้แบบนี้จะให้มองหน้ากันสนิทได้อย่างไรอุตส่าห์เลี่ยงบาลีประชาธิปไตยที่แท้จริงมาซะขนาดนี้ จนได้เป็นรัฐบาลสมใจ จะให้ยอมเสียไปง่ายๆ ไม่มีทางแน่แต่สาเหตุใหญ่ที่สุดของอาการไม่อยากจะมองหน้ากันหากไม่จำเป็นนั้น มาจากการที่รัฐบาลเข้าไปให้ความสำคัญกับคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯซึ่งลุกลามบานปลายไปสู่การแต่งตั้งผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเล่นเกมกันขนาดที่ พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ทนอยู่ไม่ได้ครบเกษียณต้องตัดสินใจยื่นใบลาออกจากตำแหน่งในที่สุดแต่เพราะเรื่องนี้บานปลาย มีคนเกี่ยวข้องเยอะ มีข้อมูลพิเศษ มีสัญญาณพิเศษประดังเข้ามากล่าวอ้างจนอื้ออึงไปทั้งสังคมไทยการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ จึงไม่ง่ายอย่างที่นายอภิสิทธิ์คาดคิดแถมยังทำให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็น

พี่ชายแท้ๆ ของ พล.ต.อ.พัชรวาทไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเจ็บลึกอยู่ในใจและทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งถูกมองเป็น1 ใน 3 ป. ย่อมต้องสะทกสะท้อนหัวอกไปด้วยเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ช่วยได้ หากสังคมจะมองว่า เกิดรอยร้าวลึกๆ ระหว่างอำนาจรัฐบาลกับอำนาจทหารเกิดขึ้นแล้วไม่เช่นนั้น ข่าวลือในเรื่อง “ปฏิวัติ”คงไม่กระฉ่อนหลายรอบในระยะเวลาแค่1 เดือนที่ผ่านมาแน่ก็ขนาดที่ นายอภิสิทธิ์ ว่ามั่นใจมากๆในยามที่ต้องเดินทางไปประชุมต่างประเทศลึกๆ ยังร้อนๆ หนาวๆ เหมือนกันดังนั้นการที่จู่ๆ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีใช้ช่วงจังหวะที่นายอภิสิทธิ์ไปสหรัฐฯ และให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทน มีการอนุมัติงบฯ กว่าหมื่นล้านให้กลาโหมจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ย่อมสงสัยได้ว่า นี่คือ..การซื้อใจกันหรือไม่???นี่คือ..การขอคืนดี ลบรอยร้าวในใจหรือเปล่า???เพราะเหตุมันประจวบเหมาะเกินไปดูแล้วบังเอิญเกินไปเสียงสะท้อนจึงดังเป็นพิเศษ ชนิดที่นายอภิสิทธิ์ ต้องออกมาแก้ต่างว่า เรื่องดังกล่าวเป็นกรณีงบผูกพัน ถือเป็นเรื่องปกติในขณะที่นายสุเทพ มือจัดการทำแทนในเรื่องนี้ ยืนยันว่า การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์หมื่นล้านบาท ให้กองทัพ-ตำรวจ เป็น 1 ใน 4โครงการ ที่ได้อนุมัติหลักการให้ก่อหนี้ผูกพันติดต่อกันได้ 4-5 ปี โดยค่อย ๆ ตั้งงบประมาณไปแต่ละปี เนื่องจากเป็นโครงการใหญ่และยังเป็นโครงการที่อนุมัติไปก่อนหน้ารัฐบาลนี้แล้ว“ที่ต้องรีบเสนอ ครม. เพราะจะต้องไปทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง งวดปีงบประมาณ 2552ที่กำลังจะหมดปีงบประมาณ ในวันที่30 ก.ย.นี้ จึงต้องรีบดำเนินการให้เรียบร้อยเพราะ ครม.มีมติไว้ว่า การทำสัญญาผูกพันหนี้ที่วงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องขออนุมัติครม. และการทำสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐต้องนำเข้าสภาฯ ให้การรับรอง ซึ่งต้องใช้เวลานานมาก” นายสุเทพ กล่าวนั่งยันนอนยันกันเลยว่า เรื่องที่อนุมัติ

ถือเป็นความจำเป็น พร้อมยกตัวอย่างเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ แบบSEA HAWK ที่ยังไม่มี หรือมีแต่ไม่พอใช้ว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง“เรามีผลประโยชน์ทางทะเลที่ต้องดูแลทั้งฝั่งอันดามัน และแปซิฟิก ขณะที่ประเทศรอบๆ เรา มีเรือดำน้ำใช้ ทางทหารจึงต้องไม่ประมาท แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปมีเรื่องกับใคร”เชื่อไม่เชื่อไม่รู้ แต่ข่าวลือไม่สงบลงง่ายๆทำให้แม้แต่ พล.อ.ประวิตร ก็ยังต้องออกมาช่วยยืนยันอีกคนว่าที่ ครม.อนุมัติงบประมาณกว่าหมื่นล้านบาทให้กระทรวงกลาโหมจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นงบประมาณผูกพันของปีงบประมาณ 2552 ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ แล้วจริงๆแต่ที่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากแต่ละโครงการมีวงเงินเกินกว่า 1,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติอีกครั้งยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องใหม่เพียงแต่ต้องให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีงบประมาณในเดือน ก.ย.นี้ไม่ใช่เป็นการอนุมัติงบในลักษณะต่างตอบแทนแถมยังบอกด้วยว่า กระทรวงกลาโหมเข้าใจดีว่าประเทศกำลังประสบภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ จึงไม่มีโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่เลยในปีงบประมาณ 2553เรียกว่า แม้ว่าน้องชายจะถูกกระทำย่ำยีเพียงใดก็ตาม แต่ พล.อ.ประวิตรก็ยังผูกพันแน่นแฟ้นกับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์เหมือนเดิมถ้ามีปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับความมั่นคงก็พร้อมจะปกป้องรัฐบาลนี้ให้อยู่ในตำแหน่งได้ต่อไปอย่างเต็มที่เหมือนกับที่มีการยืนยันแล้วว่า จะดูแลงานการประชุมต่างๆ ไม่ต้องให้ล่มเหมือนกับที่ชลบุรีอีกอย่างแน่นอนฉะนั้น จึงไม่แปลกหากวันนี้ พลพรรคประชาธิปัตย์ และนายกฯ อภิสิทธิ์ จะมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า สามารถที่จะบริหารจัดการตำแหน่งในกองทัพต่างๆ อย่างไรก็ได้เชื่อมั่นจนอาจจะถึงขนาดที่เห็น“พยัคฆ์” เป็นแค่ “แมวเชื่องๆ” ไปแล้วก็ได้ใครจะรู้ในเมื่อแม้จะเป็นการอนุมัติงบตามปกติแต่ถ้าถามกันตรงๆ ว่า “ซื้อใจได้หรือไม่???”มีทหารใหญ่คนไหน กล้าบอกบ้างว่า“ซื้อใจไม่ได้”ไม่อย่างนั้นจะรักและผูกพันกันขนาดนี้หรือ!!! ■

“ประวิตร” ยืนยัน ดูแลประชุมผู้นำอาเซียน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยืนยันถึงความพร้อมในแผนดูแลรักษาความเรียบร้อยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนตุลาคมนี้ว่า ได้ดำเนินการตามขั้นตอน ให้เจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจพื้นที่ รวมทั้งการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่และประชาชนทั่วประเทศ ว่าการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนี้มีความสำคัญกับประเทศมาก เพราะหากผ่านพ้นไปได้ด้วยความเรียบร้อยจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยต่อสายตาของนานาประเทศและที่ว่าขณะนี้ภาคธุรกิจเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องประกาศใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แล้วหรือไม่พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ได้ประกาศใช้มา2-3 ครั้งแล้ว เชื่อว่าทุกฝ่ายเข้าใจว่าพ.ร.บ.มั่นคงฯ เป็นกฎหมายที่ใช้ในการป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น มากกว่าเป็นกฎหมายสำหรับใช้แก้ไขปัญหาหรือการปราบปราม ทั้งนี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ต้องสงสัยได้ ■

วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(5):ปัญหาสืบราชสมบัติระหว่างลูกมเหสีเอกVSลูกสนม

ที่มา Thai E-News



The king maker- สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ( นั่งกลาง )ขุนนางตระกูลบุนนาค ซึ่งอยู่ใต้พระเจ้าแผ่นดินเพียงองค์เดียว แต่เป็นใหญ่เหนือคนทั่วหล้า ตระกูลบุนนาคมีบทบาทอย่างสูงในการสนับสนุนรัชกาลที่ 4 กลับขึ้นสู่ราชบัลลังก์ หลังจากบวชหนีราชภัยตลอดรัชกาลที่3นานถึง27ปี

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 กันยายน 2552

วิกฤตการณ์ทางการเมืองในบั้นปลายรัชกาลนั้นมีมาอย่างสืบเนื่องในทุกราชธานี และแทบจะทุกรัชกาล อันเนื่องจากการไม่มีกฎเกณฑ์การสืบราชสันตติวงศ์ที่แน่นอน

27ปีที่จำต้องอดทนรอคอยของรัชกาลที่4

*สมเด็จพระนั่งเกล้า รัชกาลที่ 3

หลังการทำรัฐประหารรัฐบาลของพระเจ้าตากสินมหาราช และประหารชีวิตพระเจ้าตาก กับรัชทายาท และกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างนองเลือดแล้ว พระราชจักรีวงศ์ก็เผชิญปัญหานี้มาแต่ต้นเช่นกัน เมื่อพระราชอนุชาผู้มีบทบาทสำคัญในการคบคิดเอาราชสมบัตินั้น เกิดการปีนเกลียวกับรัชกาลที่ 1 อย่างหนัก ยังดีว่าวังหน้าพระยาเสือ(บุญมา)ได้ถึงแก่ทิวงคตไปก่อน ราชสมบัติจึงตกแก่รัชกาลที่ 2 อันเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 1

แต่เมื่อถึงบั้นปลายรัชกาลที่ 2 นั้นก็เกิดปัญหาอีกคราว และเป็นบาดแผลที่หยั่งลึกมายาวนานเกือบ 3 ปี ตลอดรัชกาลที่ 3 อันเนื่องมาจากรัชกาลที่ 3 อันเป็นพระราชโอรสอันเกิดแต่พระสนม และไม่มีสิทธิในราชสมบัติ แต่ทว่าพระองค์มีอำนาจเศรษฐกิจในมือมาก จากการคุมเรือสำเภาไปต่างประเทศ และคุมกำลังอำนาจทางทหารไว้ในมือมาก ได้ใช้กำลังเข้าควบคุมพระนครเอาไว้ในตอนที่รัชกาลที่ 2 จวนจะสวรรคต ส่งผลให้เจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งเกิดภายใต้เศวตรฉัตร และมีสิทธิในราชสมบัติตัวจริง ต้องหนีราชภัยออกบวชยาวนานถึง 27 ปี ตลอดรัชสมัยของรัชกาลที่ 3

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ "ความทรงจำ" ว่า "ปีวอก พ.ศ.2367 เจ้าฟ้ามงกุฎ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระชันษา 21 ปี เสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุตามประเพณี พอทรงผนวชได้ 15 วัน ก็เผอิญเกิดวิบัติ ด้วยสมเด็จพระบรมชนก เสด็จสวรรคต"

ความสำคัญตอนนี้มีอยู่ว่า ในเวลาท้ายรัชกาลที่ 2 นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระราชโอรสประสูติแต่พระอัครมเหสี (สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตร์ หรือฟ้าหญิงบุญรอด พระธิดาในกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งทรงเป็นพระพี่นางเธอของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) อยู่ 2 พระองค์ คือ เจ้าฟ้ามงกุฏ และเจ้าฟ้าจุฑามณี

เจ้าฟ้ามงกุฏนั้นทรงมีพระชนมายุได้ 20 ปี ได้เวลาอุปสมบทในบวรพระพุทธศาสนาตามโบราณราชประเพณี จึงเสด็จเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันจันทร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก ฉศก จุลศักราช 1186 หรือ พ.ศ.2367 เวลา 8 โมงเช้า 9 บาท มีสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ พร้อมด้วยพระสงฆ์ร่วมสังฆกรรม 50 รูป เจ้าฟ้ามงกุฏได้พระฉายาในทางสมณเพศว่า"วชิรญาโณ" แปลว่า ผู้มีความรู้ประดุจเพชร

ขณะเดียวกัน ในเวลานั้น การบริหารการปกครองบ้านเมือง และการเศรษฐกิจการค้าล้วนตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระองค์เจ้าทับ) พระราชโอรสประสูติแต่พระสนม คือสมเด็จพระศรีสุราไลยหรือเจ้าจอมมารดาเรียม ผู้ทรงมีพระชนมายุสูงกว่าเจ้าฟ้ามงกุฏถึง 17 ปี

เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าฟ้ามงกุฏถึงจะทรงมี "สิทธิในราชบัลลังก์" ตามโบราณประเพณี เพราะเป็นพระราชโอรสที่เกิดแต่พระมเหสีเอก แต่บัดนี้มีข้อยกเว้นแล้ว เพราะ "อำนาจชี้ขาดให้ใครได้ราชบัลลังก์" กลับตกอยู่ในเงื้อมมือพระเชษฐาต่างพระมารดา

ว่ากันว่า พระภิกษุวชิรญาณนำความเมืองเรื่องนี้ไปขอคำปรึกษาจากพระเจ้าลุง คือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพน ก็ได้รับคำตอบว่า "อย่าทรงห่วงเรื่องราชสมบัติเลย"

ก็เลยเป็นว่า พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หาใช่เป็น "พระราชโอรสในพระเหสี" ไม่ หากแต่เป็นพระโอรสประสูติแต่เจ้าจอมมารดา คือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

เวลาที่เจ้าฟ้ามงกุฏทรงผนวชและยอมผนวชต่อไปนั้น ทรงมีพระโอรสประสูติแต่เจ้าจอมมารดาน้อย (พระธิดาในพระอินทรอำไพ-พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) อยู่ก่อนแล้วถึง 2 พระองค์ ได้แก่ 1.พระองค์เจ้านพวงศ์ ประสูติเมื่อ พ.ศ.2365 2.พระองค์เจ้าสุประดิษฐ์ ประสูติเมื่อ พ.ศ.2367

การออกผนวชในขณะที่มีทั้ง "เมีย" และ "ลูกน้อย" เช่นนี้ ดูให้ดีก็จะเห็นว่า "พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏหาได้มีความสุขในผ้ากาสาวพัสตร์แต่อย่างใดไม่"

กับมีพงศาวดาร"กระซิบ"ว่า แม้พระองค์ได้ออกบวชไปแล้ว ก็หาได้หมดความหวาดระแวงไม่ เพราะมีพวกที่หาเหตุกลั่นแกล้ง แม้กระทั่งต้มกรวดทรายร้อนระอุแล้วนำไปใส่บาตรในเวลาที่พระองค์มาบิณฑบาตโปรดสัตว์

ทั้งนี้เพราะการบวชนั้นเป็นไปตาม "ประเพณี" แต่ที่ยังสึกไม่ได้นั้นก็เพราะ "มีเหตุจำเป็น"ต้องหนีราชภัย ทำให้ทรงจำพระทัยต้องประทับอยู่ในผ้าเหลืองเป็นเวลานานถึง 27ปี กล่าวคือตลอดรัชสมัยในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ปัญหาวิกฤตการณ์ในบั้นปลายรัชกาลมาเกิดอีกคราว ก่อนที่รัชกาลที่ 3 จะเสด็จสวรรคตนั้นได้ทรงเปรยเป็นนัยว่า อยากให้ราชสมบัติตกแก่พระราชโอรสของพระองค์เอง โดยได้มอบพระธำมรงค์(แหวน)ที่พระองค์รับสืบทอดมาจากรัชกาลที่ 2 มอบให้แก่พระโอรสพระองค์หนึ่ง แทนการบอกว่าประสงค์จะมอบราชสมบัติต่อพระโอรสองค์นั้น

แต่ทว่าขุนนางสกุลบุนนาค(ซึ่งต้นตระกูลบุนนาคนั้นเป็นข้าหลวงเดิมของพระราชจักรีวงศ์ ได้ร่วมมือกับเจ้าพระยาจักรีทำการรัฐประหารยึดอำนาจพระเจ้าตากฯมา) ซึ่งมีอำนาจบริหารกิจการบ้านเมืองอยู่ในขณะนั้นเห็นว่า ควรจะให้ราชสมบัติกลับไปเป็นของเจ้าฟ้ามงกุฎจึงจะชอบธรรม

โดยนักวิชาการบางสายชี้ว่า เพราะตระกูลบุนนาคจะได้ทรงอำนาจเหนือแผ่นดินตัวจริง หากให้เจ้าฟ้ามงกุฎครองราชสมบัติ เพราะพระองค์ละทางโลกไปอยู่ในทางธรรมมาตลอด อำนาจต่างๆก็ย่อมควบคุมโดยง่าย เข้าข่ายว่าตระกูลบุนนาคนั้น"อยู่ใต้คนๆเดียว แต่อยู่เหนือคนทั่วหล้า"เหมือนโจโฉให้พระเจ้าเหี้ยนเต้อยู่เหนือราชบัลลังก์ แต่พลังอำนาจที่แท้จริงตกอยู่ในเงื้อมมือของโจโฉ นายกฯตลอดกาล

ดังนั้นในช่วงที่รัชกาลที่3มีพระประชวรหนักนั้น ขุนนางสกุลบุนนาคจึงได้”ล้อมจุก”หรือล้อมพระราชวังไว้แน่นหนา แล้วไปเตรียมทูลขอให้พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎลาผนวชมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

กระทั่งพระเชษฐา คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว ขุนนางทั้งปวงจึงได้พร้อมใจกันทูลขอให้พระภิกษุวชิรญาณ พระชนมายุ 47 พรรษา เสด็จปริวัตรลาสิกขาออกมาครองราชย์เป็นรัชกาลที่4


*สมเด็จพระจอมเกล้า รัชกาลที่ 4


นักประวัติศาสตร์บางสำนักกล่าวกันว่า อำนาจราชกิจทั้งปวงนั้นต้องตกอยู่ในมือขุนนางตระกูลบุนนาคจนหมด เพราะความที่รัชกาลที่4ไปบวชยาว27ปี จึงไม่มีฐานกำลังอำนาจ และขาดการสนับสนุนจากขุนศึกขุนนางทั้งปวง นี่ก็อาจเป็นเหตสำคัญที่ตระกูลบุนนาคเลือกพระองค์เป็นกษัตริย์

การควบคุมอำนาจโดยเหล่าขุนนางนั้นน่าจะมีมาตลอดรัชกาล แม้เปลี่ยนแผ่นดินในรัชกาลที่5เมื่อแรกนั้น รัชกาลที่5ประชวรหนัก มีท่านผู้หญิงภริยาของท่านสมเด็จเจ้าพระยาตระกูลบุนนาคมาเยี่ยมแล้วพูดว่า เจ้าเด็กน้อยผู้นี้จะเหลืออายุอีกกี่วันหนอ?

ก็ทำให้รัชกาลที่5ทรงผูกใจเจ็บ เมื่อหายประชวรดีแล้ว กาลต่อมาเมื่อภริยาของผู้มีอำนาจราชศักดินั้นสิ้นลง รัชกาลที่5ไปรดน้ำศพก็ยังรำพันในใจอย่างสาแก่พระทัยในทำนองว่า "ยายคนนี้แกแช่งให้ฉันตายดีนัก แล้วเห็นหรือยังว่าใครมันตายก่อนกัน"


เมื่อแรกรับราชสมบัตินั้นรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นยุวกษัตริย์ ต้องทรงถูกควบคุมจำกัดพระราชอำนาจสารพัด มีขุนนางตระกูลบุนนาคเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ทำให้เวลาต่อมาเมื่อพระองค์บรรลุนิติภาวะ และทำพิธีราชาภิเษกอย่าวเป็นทางการแล้ว พระองค์ได้คิดยกเลิกอำนาจของตระกูลบุนนาคเสีย ด้วยการปฏิรูปการปกครอง รวบพระราชอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ยกเลิกอำนาจของขุนนาง และเจ้าเมืองหัวเมืองทั้งหมด และสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นเป็นผลสำเร็จ อันเป็นอุดมคติของฝ่ายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้อ้างอิงเป็นภาพชวนฝันมาจนจวบทุกวันนี้

ขณะเดียวกันพระองค์ได้ยกเลิกระบบ2กษัตริย์ หรือตำแหน่งกษัตริย์วังหน้าลง เมื่อวังหน้าสมัยนั้นปีนเกลียวกับพระองค์ ถึงขั้นต้องหลบราชภัยไปอยู่ในสถานทูตอังกฤษ แล้วสถาปนาตำแหน่งพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารขึ้น ตามแบบอย่างกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุโรป โดยมีเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศเป็นพระบรมโอรสาธิราชพระองค์แรก แต่เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศก็มาด่วนสิ้นพระชนม์ในวัยยังหนุ่มแน่น จึงได้แต่งตั้งเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธขึ้นเป็นพระบรมฯองค์ที่สอง


ซึ่งกาลต่อมาสมเด็จพระบรมฯพระองค์นั้น ก็เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 6 ในเวลาต่อมา โดยไม่ได้มีวิกฤตการณ์ในบั้นปลายรัชกาลที่ 5 แต่ประการใด

ตอนต่อไปติดตามอ่าน วิกฤตการณ์ในบั้นปลายรัชกาล อันเนื่องแต่การมียุวกษัตริย์ จากกรณีพระเจ้าทองลั่น,พระยอดฟ้า ถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหดิล

พลเมืองเน็ต แต่งเพลงบรรยายสรรพคุณ “มาร์ค”

ที่มา Thai E-News

Youtube Post โดย nakaramusic

วันที่ 23 กันยายน 2552



วิจัยร้อนปรอ.ฟันธงASTVคือเข็มฉีดยาล้างสมองสาวกจนคลั่ง ฉุดทำลายสถาบัน-ศก.ฮวบ

ที่มา Thai E-News


ผลวิจัยระบุ ผลกระทบด้านการเมืองจากการนำเสนอข่าวของ ASTV มีผลกระทบต่อความเชื่อถือในเรื่องของกระบวนการทำงานทั้งต่อตัวบุคคล องค์กร สถาบัน และระบบบริหารงานราชการงานปกครองต่างๆ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจได้สร้างความเสียหายและความเชื่อมั่นกับต่างประเทศเป็นมูลค่าอันมหาศาล รวมถึงเป็นการลดความน่าเชื่อถือด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ กับต่างประเทศ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
24 กันยายน 2552

เปิดงานวิจัยร้อน ปรอ . ชำแหละอิทธิพล ASTV ผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสาร ด้านการเมือง


สาวกASTVของแท้-อภิสทธิ์ เวชชาชีวะ ยกทีมครม.ปชป.ครึ่งครม.ไปเปิดตัวช่องข่าวภาษาอังกฤษให้ASTVเมื่อ26ส.ค.ที่ผ่านมา(ที่ไม่ปรากฎในภาพนี้ แต่ไปงานด้วย เช่น กรณ์ จาติกวณิช กษิต ภิรมย์ เป็นต้น)

เปิดงานวิจัย นักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 21 ชำแหละ อิทธิพลของสื่อสาธารณะดิจิตอล ASTV ต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าว คนกรุงเทพฯ พบ ผู้รับชมที่มีการศึกษาสูง จะไตร่ตรองก่อนเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ถ้าผู้รับชมมีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มจะเชื่อตามทฤษฎีเข็มฉีดยา ชี้ ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือ การสร้างความแตกแยกให้เกิดกับสังคมในทุกระดับ


ประชาชาติออนไลน์ นำเสนองานวิจัย " อิทธิพลของสื่อสาธารณะ ดิจิตอล ที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสาร ด้านการเมือง ศึกษาเฉพาะ ASTV ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร" ผลงานวิจัยของ นายวิทอง ตัณฑกุลนินาท กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ๊กเซลเล้นท์ กราฟฟิค จำกัด นักศึกษา ปรอ. รุ่น 21

ล่าสุด งานวิจัย ชิ้นนี้ เป็นหนึ่งใน 4 งานวิจัยของ นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน(ปรอ.) รุ่นที่ 21 ประจำปีการศึกษา พ.ศ.2551-2552 ที่ได้รับรางวัลชมเชย

อาจารย์ที่ปรึกษา 4 คน ประกอบด้วย พ.อ. ชำนาญ ช้างสาต รศ. ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน พล.ต. ณรงค์ เนตรเจริญ และ พ.อ. กฤษฎา สุทธานินทร์

กลุ่มตัวอย่างสัมภาษณ์ เชิงลึก 20 ราย ประกอบด้วย ตัวแทนจาก ASTV กรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์ไทยทีสีสีช่อง 3 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ นักวิชาการด้านสื่อมวลชน ตำรวจ สำนักงานกิจการภายนอกประเทศ ทหาร องค์กรสิทธิมนุษยชน นักวิชาการด้านจิตวิทยา พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ อดีตพรรคไทยรักไทย วุฒิสภา ศาลปกครอง สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน และกระทรวงต่างประเทศ

นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้ ทำวิจัยผ่านกลุ่มตัวอย่างการสัมภาษณ์วิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 100 ราย ในช่วงต้นปี 2552 ที่ผ่านมา

@ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

จากเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยจำนวนหลายแสนคน ร่วมดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยการชุมนุมเรียกร้อง เพื่อดำเนินการปฏิรูปทางการเมือง เป็นระยะเวลายาวนานถึง 193 วัน ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ต้องลงบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

เนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม ทั้งการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรับบาล รวมถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต อาทิเช่น การบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และการเข้าไปชุมนุมอยู่ในพื้นที่ของสนามบินต่างๆ เป็นต้น ส่งผลต่อประเทศชาติหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นผลด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปทางการเมืองดังกล่าวเกิดขึ้น และกระตุ้นให้การปฏิรูปทางการเมืองดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง คือ การสร้างการรับรู้ให้กับมวลชนผ่านสื่อ ASTV ที่มีการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลหลายช่องทาง อาทิเช่น การถ่ายทอดสดผ่านระบบเคเบิ้ลทีวี ระบบจานดาวเทียม ระบบอินเทอร์เน็ต และสื่อวิทยุท้องถิ่น เป็นต้น


ปัจจุบัน ยังไม่มีหน่วยงานหรือกฎหมายฉบับใดที่เข้ามาควบคุมสื่อดิจิทัลดังกล่าวโดยตรง ทำให้สื่อดิจิทัลดังกล่าว มีอำนาจในการปลุกระดมมวลชน (Mass Mobilization) สร้างความคิดเห็น และความเชื่อ รวมถึงการหล่อหลอมพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นไปตาม "ทฤษฎีเข็มฉีดยา" (Hypodermic Needle Theory)

ทฤษฎีดังกล่าว มีความเชื่อว่า องค์กรหรือผู้ส่งข่าวสาร เป็นผู้มีอำนาจ และบทบาทสำคัญที่สุด เพราะสามารถกำหนดข่าวสารและส่งข่าวสารไปยังผู้รับ โดยการคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นได้คล้ายกับหมอที่ฉีดยารักษาผู้ป่วยข่าวสารที่ส่งไปจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้รับได้โดยตรงอย่างกว้างขวาง และให้ผลทันทีกับฝ่ายผู้รับข่าวสารเป็นบุคคลจำนวนมากจะมีปฏิกิริยาหรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปตามที่ผู้ส่งข่าวสารต้องการโดยจะไม่มีอำนาจควบคุมผู้ส่งข่าวสารได้

ทฤษฎีนี้ถือว่าผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและเข้าใจสถานการณ์ สามารถใช้สื่อมวลชนทำให้เกิดผลตามที่ตนเองต้องการได้ ซึ่งตรงข้ามกับการสื่อสารผ่านช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 9 และ TPBS ซึ่งมีการพิจารณาและกลั่นกรองเนื้อหารายการจากทางสถานีโทรทัศน์ที่ทำการถ่ายทอดก่อนนำเสนอ

จากปัญหาที่ได้กล่าวมาในข้างต้นเห็นได้ว่าสื่อสาธารณะระบบดิจิทัล ถ้าไม่ได้รับการวางแผนกำกับดูแลเนื้อหาและการแพร่กระจายของสื่อให้มีการนำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา และเป็นกลางอย่างที่ควรจะเป็นไปตามครรลองจริยธรรมของสื่อที่ดี อาจจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยถึงกระบวนการ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของมวลชนภายหลังจากการบริโภคข่าวสารด้านการเมืองที่เผยแพร่ผ่านทางสื่อสาธารณะระบบดิจิทัลอย่าง ASTV รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เพื่อหาแนวทางในการควบคุมการบริโภคสื่อดังกล่าวต่อไป

@ บทสรุป อิทธิพล ASTV ต่อสังคมการเมืองไทย

พฤติกรรม และทัศนคติ ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV โดยใช้ ทฤษฎีเข็มฉีดยา พบว่า หากเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง เมื่อรับชมข่าวสารการเมือง ผ่าน ASTV จะมีการไตร่ตรอง ก่อนการเชื่อและตัดสินใจกระทำการใด

แต่หาก กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่าการชุมนุมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี

การศึกษาครั้งนี้ยังได้ทดสอบสมมติฐานถึงปัจจัยระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง ต่อพฤติกรรม และทัศนคติ ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทาการเมืองจาก ASTV พบว่าระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่างมีผลต่อพฤติกรรมและทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV ในหลายประเด็น ดังนี้

1. กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV ผ่านช่องทางวิทยุมากที่สุด และกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับสูงกว่าปริญญาตรีเลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุด

2. กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV เนื่องจากทัศนคติที่ว่าสื่อสาธารณะอื่นนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นกลางและน่าเชื่อถือ รวมถึงมักจะใช้สื่อดังกล่าวเป็นช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

3. กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่า ASTV มีการนำเสนอข่าวที่เป็นอิสระ มีความเป็นกลาง ตรงไปตรงมา ไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใด อีกทั้งยังมีความยกย่องในตัวพิธีกรที่ดำเนินรายการ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

4. กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่าการชุมนุมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี

5.กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารราชการของรัฐบาลในปัจจุบัน รวมถึงระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

6. กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เป็นกลุ่มที่นิยมนำเนื้อหาของสื่อที่ได้รับนั้น ไปเผยแพร่บอกต่อให้กับคนรอบข้างรับฟัง รวมถึงชักชวนให้บุคคลรอบข้างหันมารับข่าวสารจากสื่อ ASTV มากขึ้น

นอกจากผลการวิจัยในทัศนคติและพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารด้านการเมืองผ่านสื่อ ASTV ดังที่ได้รายงานสรุปไปในข้างต้นแล้วนั้น ผลกระทบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน อันเป็นผลสืบเนื่องจากการนำเสนอข่าวของสื่อดิจิทัล ทั้งทางด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจนั้น สามารถสรุปในแต่ละด้านได้ดังนี้


ผลกระทบด้านสังคม ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือ การสร้างความแตกแยกให้เกิดกับสังคมในทุกระดับตั้งแต่ระดับสังคม ชุมชน และประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปลูกฝังความรุนแรงให้กับเยาวชนของชาติที่รับชม

ผลกระทบด้านการเมือง การนำเสนอข่าวของ ASTV รวมทั้งสื่อดิจิทัลอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือในเรื่องของกระบวนการทำงานทั้งต่อตัวบุคคล องค์กร สถาบัน และระบบบริหารงานราชการงานปกครองต่างๆ

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจเป็นการส่งผลกระทบโดยทางอ้อม อันเกิดจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งสร้างความเสียหายและความเชื่อมั่นกับต่างประเทศเป็นมูลค่าอันมหาศาล รวมถึงเป็นการลดความน่าเชื่อถือด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ กับต่างประเทศ



โดยผลที่เกิดขึ้นดังกล่าวเนื่องมาจากการที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ขาดการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อ ซึ่งเป็นอาชีพที่ได้รับอิสระในการนำเสนอข่าว จนบางครั้งเกินขอบเขตอันควร ซึ่งส่งผลถึงการละเมิดยังสิทธิของผู้อื่น อันจะก่อผลในเชิงลบที่ตามมาเป็นอย่างมาก

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ทุกองค์ประกอบในสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะบนพื้นที่สาธารณะในยุคดิจิทัลที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ตระลาการศาลไทยเชื่อได้ว่า

ที่มา Thai E-News


ตระลาการศาลไทยเชื่อได้ว่า
มีธงมาก็ตามธงสิ้นสงสัย
อำนาจเป็นธรรมร่ำไป
ยุติธรรมป่วยไข้ใกล้มรณา

ผลไม้พิษเกิดจากต้นไม้พิษ
งาช้างหมดสิทธิ์งอกปากหมา
ทรราชย์ฤาจักให้ยุติธรรมา
สามัญชนคนธรรมดาต้องช่วงชิงฯ



ปีกซ้าย

09.30พบกันสถานทูตUSAประจานละเมิดสิทธิดาตอร์ปิโด

ที่มา Thai E-News



โดย คุณS.M.
ที่มา ชุมชนฟ้าเดียวกัน
24 กันยายน 2552

ทนายคดีคุณดารณี (ดา ตอร์ปิโด) ฝากข่าวแจ้ง แก่ผู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย

โดยคุณทนาย จะไปยื่นหนังสือแก่องค์กรต่างประเทศ กรณีการละเมิดสิทธิคุณดา และการเลือกปฏิบัติในเรือนจำ และอื่นๆ โดยจะไปยืนหนังสือที่ สถานทูตอเมริกา, สถานทูตออสเตรเลีย , สหภาพยุโรป และยูเอ็น

ทั้งนี้ คุณทนายเห็นว่า หากไปเพียงลำพัง สังคมไทยก็คงจะไม่มีใครรับรู้ จึงเชิญชวนประชาชนทั่วไปที่ยึดมั่นในหลักการสิทธิมนุษยชน รักความเป็นธรรมไปร่วมยื่นหนังสือร่วมกันค่ะ

แน่นอนว่าประเด็นนี้ คงจะมีคนร่วมไม่มากนัก ก็ต้องขอแรงหลายๆ คนที่สนใจประเด็นนี้ ไปช่วยกันยืนยันหลักการสิทธิ์ฯ ให้กลับคืนมาสู่สังคมไทย

ใครที่สามารถไปร่วมได้ก็ขอให้ช่วยกันหน่อยนะคะ


นัดหมายด่วน วันนี้ 24 กันยายน 52 เวลา 9.30 น. หน้าสถานทูตอเมริกา ถ.วิทยุ ใกล้กับสวนลุมพินี เป็นที่แรก จากนั้นก็จะเคลื่อนไปยังที่อื่นต่ออีกที

คุณทนายแจ้งว่า หากใครจะเอารถส่วนตัวไปก็ขอให้เตรียมเวลาให้ดี เพราะอาจจะหาที่จอดรถยากหรือไม่ก็ไกลจากจุดที่นัดหมาย

คุณทนายแจ้งมาเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ หลังจากที่เขาเดินสำรวจเส้นทางจากสถานทูตอเมริกาไปยัง อียู และสถานทูตออสเตรเลีย พบว่าสถานทูตอเมริกา จะตั้งอยู่สองฟากถนน มีถนนผ่ากลาง ดังนั้นประตูทางเข้าสถานทูตจึงมีสองประตู กลัวว่าคนที่จะไปร่วมสมทบการยื่นหนังสือจะสับสน

ประตูหนึ่งจะเป็นที่ติดต่อทำวีซ่า มีคนพลุกพล่าน ส่วนอีกประตูด้านตรงข้ามเยื้องกันจะเงียบกว่า จึงขอแจ้งว่าให้เจอกันที่ประตูที่ไม่ใช่ ประตูที่เข้าไปทำวีซ่า ซึ่งจะมีสะพานลอยอยู่บริเวณนั้นด้วย หากนับจากตรงสวนลุมประตูที่จะไปจะอยู่ทางซ้ายมือ แต่ทั้งสองประตูก็สามารถมองเห็นกันได้ค่ะ

ถ้าใครสามารถไปร่วมได้ ก็ขอให้ตรงเวลานัด คือ 9.30 น.วันนี้ ที่หน้าสถานทูตอเมริกา และในบริเวณนั้นจะมีตึก (ชื่อจีนๆ-จำไม่ได้) อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นสำนักงานอียู

คุณทนายแจ้งว่า ได้ติดต่อประสานไปทางสถานทูตอเมริกาเรียบร้อยแล้ว หากใครจะทำป้าย รณรงค์ไปร่วมก็ได้อย่างเต็มที่ค่ะ

สำหรับกลุ่มสมัชชาฯ เพื่อนบางคนก็อาจจะติดงาน ข้อจำกัดอยู่บ้าง ยังไม่แน่ใจว่าจะมีคนไปมากแค่ไหน (คาดไว้ประมาณ10 -15 คน) หากใครช่วยไปร่วมได้ก็น่าจะช่วยการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ได้มากขึ้น

เสรีภาพของดา คือ สิทธิมนุษยชนของทุกคน