WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 25, 2009

ใครเข้มแข็ง

ที่มา ไทยรัฐ

การพบปะกับนักลงทุนสหรัฐฯที่นครนิวยอร์กของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เที่ยวนี้ ประมาณว่า นักลงทุนมั่นใจในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลที่จะใช้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นอย่างมาก ส่วนนักลงทุนสหรัฐฯจะมองอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง

ขณะเดียวกันการประชุม ครม.เมื่อวันวาน ที่ รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่งหัวโต๊ะทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ทุกโครงการผ่านไปอย่างราบรื่น

แม้แต่ตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ของ คุณยรรยง พวงราช ก็ผ่านฉลุย แต่ที่ต้องตั้งข้อสังเกตเอาไว้ตรงนี้ก็คือ การกู้หนี้ผูกพันของรัฐบาล

เป็นโครงการจัดหายานยนต์ของกองทัพบกภายในระยะเวลา 4 ปี จนถึงปีงบประมาณ 2555 จำนวนวงเงิน เกือบ 5 พันล้านบาท จัดหายานพาหนะทดแทนของเดิม อีก 3 พันกว่าล้าน โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการปราบเรือดำน้ำ ฮ.ปราบเรือดำน้ำวงเงินเกือบ 1 พันล้าน โครงการหาเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง อีก 1 พัน 6 ร้อยล้าน และโครงการจัดหาปืนเล็กยาวอีกประมาณ 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เอา 34 คูณเข้าไปเป็นเงินไทยประมาณ 9 ร้อยกว่าล้านบาท

เบ็ดเสร็จเป็นหมื่นล้าน

ที่ขอเอี่ยวด้วยคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขออนุมัติงบกลางในการจัดหาอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 81 ล้านบาท เฉพาะถุงมือหนังก็คู่ละ 500 บาท แล้วซื้อกันเป็นหมื่นคู่ สายรัดข้อมือเส้นละ 35 บาท จำนวนเกือบ 2 แสนเส้น กระบองอันละ 1 พันบาท อีกเกือบ 2 หมื่นอัน

ถามว่าเอามาทำอะไร

ถามว่าจะกะเกณฑ์ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เอาอะไรในช่วงนี้ จะไปรบกับใคร ช่วงที่กำลังถังแตก ช่วงที่ต้องไปกู้เงินชาวบ้านมาเป็นรายจ่ายของประเทศ ช่วงที่คนจนกำลังจะอดตาย ช่วงที่เงินคงคลังมีปัญหา

คำว่าประเทศไทยเข้มแข็งไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลเข้มแข็ง กองทัพเข้มแข็ง ตำรวจเข้มแข็ง หรือภาคเอกชนเข้มแข็ง แต่หมายถึงประชาชนจะต้องเข้มแข็ง

เอาภาษีของประชาชนไปปู้ยี่ปู้ยำกันไม่พอซะที เดี๋ยวซื้อโน่นเดี๋ยวขอนี่ เฉพาะ งบประมาณของกองทัพที่เอาไปทุ่มเทในภาคใต้ ปีละไม่รู้กี่หมื่นล้าน ไม่เห็นมีอะไรในกอไผ่

แค่เอาทหารไปแบกปืนล่อเป้า

ส่วนผู้ใหญ่กระเป๋าตุง นี่คือ ประเทศไทย ประเทศที่กำลังด้อยพัฒนาในทุกๆด้าน ไม่ใช่รัฐบาลทหารก็เหมือนรัฐบาลทหาร เพราะรัฐบาลต้องอิงทหารเป็นหลัก

ถึงได้บอกไว้แล้วว่า ประชาธิปไตยบ้านเราประกอบด้วย 3 สิ่ง กองทัพ นายทุน และผู้มีอิทธิพล ไม่ใช่นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการอย่างที่ท่องจำกัน.


หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

นาทีฉุกเฉินอยู่ที่ 'ปู่จิ้น'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_35305

ชวรัตน์

สัญญาณรวนๆของระบบยุติธรรมเมืองไทย

โดยอาการเดือดปุดๆของเหล่าอรหันต์ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ต่อสายนัดรวมพล แถลงตอบโต้โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด

ปักหลักแลกหมัด ซัดกันหน้าดำหน้าแดง

ควันหลงจากคดีทุจริตกล้ายางที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายกฟ้อง 44 จำเลย ไม่มีความผิดตามที่ถูก คตส.ชงสำนวนเชือด โดยไม่ยอมรับฟังข้อทักท้วงที่คณะทำงานของอัยการสูงสุดขอให้สอบประเด็นให้สมบูรณ์

เอ็งเป็นใคร มาสอนข้า

ในอารมณ์ต่างฝ่ายต่างก็ถือตนว่า "เซียน" เหลี่ยมกฎหมายไม่ด้อยไปกว่ากัน

มันก็อยู่ที่สังคมจะฟังใครมากกว่า ระหว่าง คตส.มีที่มาโดยคำสั่งของคณะรัฐประหาร กับอัยการสูงสุดที่เป็นทนายความแผ่นดินตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ความศักดิ์สิทธิ์ในอำนาจหน้าที่ ใครหนักแน่นกว่ากัน

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยปรากฏการณ์ขบเหลี่ยมกันระหว่าง คตส.กับอัยการสูงสุด มันฟ้องว่า โดยกระบวนการชำระโทษเครือข่ายรัฐบาลไทยรักไทยตามโปรแกรมหลังการรัฐประหารล้มอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ว่าด้วยการสะสางคดีโกงให้เข้าเงื่อนไขคอรัปชัน ล้อเหตุในการแถลงปฏิวัติยึดอำนาจ

ไม่ได้ว่ากันตามเนื้อผ้าเพียวๆ

แต่ยังแฝงไว้ด้วยเรื่องของอารมณ์ และการขบเหลี่ยมเฉือนคมกันในหมู่คนที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ

และก็เป็นธรรมดา เมื่อคนชงสำนวนฟ้องเกิดอาการขัดขา ขบเหลี่ยมกันตั้งแต่ต้น

ก็ไม่แปลกที่ผลการตัดสินออกมา ศาลจะยกประโยชน์ให้จำเลย

ไม่ผิดก็คือไม่ผิด

ที่แน่ๆโดยเหลี่ยมการเมือง ผลสืบเนื่องจากการหลุดบ่วงคดีทุจริตกล้ายาง ก็ยิ่งประทับยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ผู้ฆ่าไม่ตาย

กลายเป็น "พยัคฆ์ติดปีก"

ฉุดราคาหุ้นพุ่งพรวด ทั้งค่ายภูมิใจไทย และน้องรักอย่าง "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล หุ้นส่วนการเมืองใหญ่ ราคาขึ้นทันตา

เอาเป็นว่า นาทีนี้ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่พรรคภูมิใจไทย ทั้งกลุ่มทุน บิ๊กข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ส.ส. รวมไปถึงบรรดาเซียนเลือกตั้งขาใหญ่ในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล

ต่อสายแท็กทีม ฟอร์มขั้วกันล่วงหน้า

เบื้องต้นเลย "เนวิน" ช่วยดึงราคาต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาล เสียงดังในการพูดจากับแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ในเกมยื้อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ตามสัญญาณเข้มๆ มติพรรคภูมิใจไทยตีธงเดินหน้าทวงสัญญาก่อนพลิกขั้วร่วมรัฐบาล ยื่นคำขาดต้องแก้ปม การทำสนธิสัญญาไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และที่มาของ ส.ส. กลับไปใช้การเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว

ประชาธิปัตย์กล้าเบี้ยว "เนวิน" ก็กล้าเปิดเกม "เขี้ยว" ก่อนจาก

เสือติดปีกพร้อมบินอยู่แล้ว

ที่แน่ๆโดยหนทางข้างหน้าที่น่าเสี่ยงมากกว่า โดยสถานะของค่ายภูมิใจไทยที่พร้อมทั้งทุน นักเลือกตั้งมือชั้นเซียน ขุมข่าย ข้าราชการมหาดไทย ตำรวจ ที่วางไว้เพื่อชิงความได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง แถมยังมีทหารถือหาง

แม้จะดันแต้มได้ไม่ถึงพรรคอันดับหนึ่ง พรรคอันดับสอง แต่โดยฐานะตัวเต็งพรรคอันดับสามที่แพ็กกันแน่นกับพรรคร่วมรัฐบาล

สวิงซ้ายไปประชาธิปัตย์ สวิงขวาไปที่ขั้วเพื่อไทย

ยี่ห้อ "เนวิน" เลือกกดปุ่มได้

แต่จะว่ากันถึงขนาดจองเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นาทีนี้ "เนวิน" น่าจะยังฉลาดพอ

ไม่หลงเกม "ยื่นบาทา" ล่อเป้าให้

โดยจังหวะที่ติดลมบนของยี่ห้อภูมิใจไทย เบื้องต้นจึงต้องมองไปที่สิงห์เฒ่าอย่าง "ปู่จิ้น" นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย ที่พร้อมสุดทั้งเรื่องชั้นเชิงธุรกิจจากการปั้นยักษ์ก่อสร้างชิโน-ไทย ลูกเก๋าทางการเมืองที่สัมผัสมาตั้งแต่ยุค "น้าชาติ" พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯ ที่สำคัญอยู่ในชั้น "ผู้มีสถานะพิเศษ"

หาก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ตกท่อ หลงเกมเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ มีอันหลุดวงโคจร

"ปู่จิ้น" น่าจะพร้อมสุดสำหรับนาทีฉุกเฉิน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

นปช.ไม่เอาประชามติ จวกซื้อเวลา เสีย2พันล้าน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_35309

จตุพร พรหมพันธุ์

แกนนำเสื้อแดง ยันไม่เอาประชามติ จวกซื้อเวลา เสีย 2,000 ล้าน โดยใช่เหตุ เชื่อสุดท้าย พธม.ก็ต้านอยู่ดี แนะ เพื่อไทย ไม่ต้องรีบร้อนแก้ รธน. อ้างไม่มีวันที่ ปชป.จะแก้ รัฐธรรมนูญ

ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 24ก.ย. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติและการตั้งส.ส.ร. รวมทั้งตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตามที่ส.ว.บางส่วนเสนอ เนื่องจากเป็นการซื้อเวลาโดยไม่จำเป็น การทำประชามติจะทำให้เสียงบประมาณ 2 ,000 ล้านบาทโดยใช่เหตุ สุดท้ายเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะออกมาคัดค้านอยู่ดี จึงควรดำเนินการแก้ทันที 6 ประเด็นในกลไกลของรัฐสภา

"หากจะมีการทำประชามติจริงๆแล้ว มีเพียงอย่างเดียวคือทำเพื่อสำรวจว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญ 40 หรือ 50 เท่านั้น" แกนนำ นปช. กล่าว และว่า อยากแนะนำพรรคเพื่อไทยว่าไม่ต้องรีบร้อนแก้ไข เพราะไม่มีวันพรรคประชาธิปัตย์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สาเหตุที่ทำทีดูเหมือนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพราะเป็นเงื่อนรักษาพรรคร่วม ให้รัฐบาลอยู่รอด

นายจตุพร กล่าวต่อกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธว่าไม่ได้รับงบประมาณซื้ออาวุธเพื่อแลกกับการไม่ปฎิวัติ ว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าบ้านเมืองนี้มีแต่คนกระจอก มีแต่การเกี๊ยะเซี๊ยะ พอสมประโยชน์กันแล้วก็บอกไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าเรื่องนี้ไม่ใช้การจ่ายค่าคุ้มครอง ตบหัวแล้วลูบหลังจะคืออะไร มันเป็นการสมยอมจ่ายค่าทำขวัญเมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องผบ.ตร. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วถ้าวันไหนกองทัพไม่พอใจก็หยอดสตางค์ให้แล้วจบอย่างนั้นหรือ และอยากถามว่าจะซื้อมาทำไมอาวุธมากมาย เพราะไม่มีปัญญาแก้ไขชายแดนไทยกัมพูชา เรื่องเกิดตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ไปยอมรับบันทึกความเข้าใจที่จัดทำจากประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 2543 เราเสียพื้นที่ไปเรียบร้อยแล้ว และอีก 4.6 ตารางกิโลเมตรที่เป็นข้อพิพาทกำลังจะเสียอย่างถาวร กองทัพต้องยอมรับความจริงว่าหากวันนี้มีการปักปันเขตแดนเราจะเสียเปรียบ ทันทีไม่ว่ากัมพูชา หรือลาว

นักข่าวพลเมือง: ชาวสระบุรีปิด ถ.มิตรภาพ สุดทนโดนโรงไฟฟ้ากดดัน-รัฐเมินเฉย ไม่แก้ปัญหา

ที่มา ประชาไท

ชาวสระบุรีทั้งกลุ่มต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าหนองแซง และต่อต้านโรงขยะเคมี รวมตัวกันปิด ถ.มิตรภาพ กดดันให้ รมว.พลังงานลงมาแก้ปัญหา ให้บริษัทหยุดดำเนินการในพื้นที่ก่อน เชื่อผ่านแค่อีไอเอ ยังไม่ได้รับใบอนุญาตอีกหลายหน่วยงาน ลั่นอดทนมา 2 วัน บ.ขุดเจาะพื้นที่มีตำรวจคุ้มกัน ค้นตัวชาวบ้านที่ผ่านไปมา

(24 ก.ย.52) เวลา 9.30 ชาวบ้านจาก อ.หนองแซงและ อ.ภาชี จ.สระบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าของบริษัทเพาเวอร์ เจเนอเรชั่น ซัพพลาย จำกัด (โรงไฟฟ้าก๊าซ ขนาด 1,600 เมกกะวัตต์) ได้รวมตัวกันปิดถนนมิตรภาพ (ขาออก) บริเวณหลัก กม. 99 โดยกลุ่มชาวบ้านให้เหตุผลว่า สืบเนื่องจากที่ชาวบ้านโดนกดดันมาตลอดสองวัน เพราะบริษัทเจ้าของโรงไฟฟ้าได้ทำการขุดเจาะดินในพื้นที่ โดยที่ยังไม่มีใบอนุญาตการก่อสร้างโครงการ แม้ทางสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จะเห็นชอบรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 300 นายคอยคุ้มกันการทำงาน หากชาวบ้านในพื้นที่สัญจรผ่านถนนหน้าโครงการก็จะโดนตรวจค้น ชาวบ้านจึงรวมตัวกันปิดถนนเพื่อขอให้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเดินทางมาเจรจากับชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อขอให้บริษัทหยุดดำเนินการใดๆในพื้นที่โครงการ

เวลา 11.30 น. กำลังตำรวจได้เข้าผลักดันชาวบ้านที่ชุมนุมอยู่บนถนนออกหมดแล้ว เพื่อเปิดเส้นทางสัญจรให้รถวิ่งผ่านได้ โดยชาวบ้านยังคงปักหลังชุมนุมประท้วงอยู่ข้างทางเพื่อเรียกร้องให้บริษัทหยุดการดำเนินงานต่างๆ และขอไม่ให้ตำรวจคุ้มกันการทำงานของบริษัทและใช้กำลังกับชาวบ้านในพื้นที่

ต่อมาเวลา 15.20 น. ชาวบ้านกลับมาชุมนุมที่บริเวณถนนมิตรภาพกันอีกครั้ง โดยมีการปิดถนนฝั่งขาเข้าด้วย ทำให้การจราจรในเส้นทางพหลโยธิน ช่วงกิโลเมตรที่ 99 ติดขัด เป็นอัมพาต ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น นอกจากนี้ยังมีการตั้งเต้นท์บนถนน และมีชาวบ้านในหลายหมู่บ้านทยอยเข้ามาชุมนุมกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ก็ได้ช่วยกันส่งเสบียงแก่ผู้ชุมนุม อีกทั้งกลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากบ่อขยะสารเคมีของบริษัท เบ็ตเตอร์ เวิลด์ จำกัด ซึ่งเคยปิดถนนพหลโยธินมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อ 3 เดือนก่อนก็ได้มาสมทบกับชาวบ้านที่ปิดถนนอยู่ก่อนแล้ว

นางนฤมล ปานวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้ติดต่อแกนนำเพื่อเจรจา ผลของการเจรจากลุ่มชาวบ้านได้เสนอข้อเรียกร้อง 2 เรื่อง คือ ให้มีการยุติการเดินหน้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหนองแซง และบ่อกำจัดขยะ ของบริษัท เบ็ตเตอร์ เวิล์ด จำกัด โดยเฉพาะบ่อขยะนั้นชาวบ้านละแวกนั้นได้ไปตรวจเลือดและพบสารก่อมะเร็งในเลือด ไม่ว่าจะเป็น นิเกิล โครเมียม แคดเมียม และตะกั่ว

ทั้งนี้ บ่อกำจัดขยะนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 600 ไร่ บนภูเขา เขตรอยต่อของ หมู่ 8 ตำบลห้วยแห้ง อำเภอแก่งคอย และ ตำบลหนองปลาไหล ตำบลกุดนกเปล้า อำเภอเมืองฯ จังหวัดสระบุรี

ด้านแกนนำกลุ่มชาวบ้านได้กล่าวถึงเหตุที่ต้องดำเนินการปิดถนนว่า “การแก้ไขปัญหาของจังหวัดสระบุรีมันแย่ ชาวบ้านร้องเรียนมากี่ครั้งแล้วก็ไม่ดีขึ้น ครั้งนี้จึงต้องมาปิดถนนเพื่อให้ทางจังหวัดสระบุรีรับรู้และเห็นถึงปัญหาของชาวบ้านที่หนักหนาสาหัสจริงๆ และยังต้องการให้รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมมาเจรจา ถ้าไม่มาก็จะปิดถนนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ”

เวลาประมาณ 17.45 น. รองผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบหมายให้ ปลัดอำเภอหนองแซง และเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัดเดินทางมาพบชาวบ้านที่ถนนพหลโยธิน ซึ่งชาวบ้านได้มีข้อเรียกร้อง 5 ประเด็น คือ 1. ขอให้ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานทำหนังสือตอบกลับมาว่ายังชาวบ้านว่าในตอนนี้ ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ยังไม่ได้ออกใบประกอบกิจการพลังงานแก่โรงไฟฟ้าแต่อย่างใด 2. ขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมทำหนังสือยืนยันว่าโรงไฟฟ้าลงทำการขุดเจาะสำรวจดินในพื้นที่โดยที่กรมโรงงานฯยังไม่ออกใบอนุญาตแต่อย่างใด

3. ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีทำหนังสือยืนยันว่าการชุมนุมของชาวบ้านในครั้งนี้เป็นการชุมนุมที่กระทำได้ตามสิทธิรัฐธรรมนนูญ เพราะเป็นการชุมนุมที่สงบปราศจากอาวุธ 4. ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าผังเมืองตามตำแหน่ง ออกหนังสือการประกาศผังเมืองเฉพาะคุ้มครองพื้นที่อำเภอหนองแซง ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์วิถีเกษตรกรรม ซึ่งห้ามมิให้ก่อสร้างโรงงาน หรือ อุตสาหกรรมทุกชนิดไม่เว้นโรงไฟฟ้า เพื่อปกป้องพื้นที่ทางการเกษตรที่ปลูกข้าวให้กับคนทั้งประเทศ 5. ให้หัวหน้าหน่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำการคุ้มกันการทำงานของบริษัท ชี้แจงต่อชาวบ้านว่าเพราะสาเหตุใดจึงต้องมาทำหน้าที่คุ้มกันการทำงานของบริษัทเอกชน และเข้าตรวจค้นชาวบ้านที่สัญจรผ่านไปมาโดยตลอดระยะเวลาสองวัน แต่กลับไม่ตรวจค้นและยึดอาวุธของคนงานของบริษัทที่ที่มีทั้ง ไม้กระบอง มีด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ที่มารับเรื่องได้รับปากกับชาวบ้านว่าจะประสานงานให้ชาวบ้านในข้อเรียกร้องที่ 1 เท่านั้น ส่วนข้ออื่นๆ จะนำไปปรึกษาหารือกับคณะทำงานของจังหวัดฯ ที่มีการเรียกประชุมตอนเวลา 19.00 น.ในวันนี้ ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าอยู่ในบริเวณที่มีการทำนา ทั้งฝั่ง อ.หนองแซง จ.สระบุรี และ อ.ภาชี จ.อยุธยา โดยในผังเมืองรวมของจังหวัดซึ่งขณะอยู่ในช่วงรอการประกาศผังใหม่หลังจากทำประชาพิจารณ์ไปแล้วระบุถึงเจตนารมณ์ให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อนุรักษ์วิถีเกษตรกรรม (สีขาวทแยงเขียว) ซึ่งห้ามมิให้ก่อสร้างโรงงาน หรือ อุตสาหกรรมทุกชนิด โรงไฟฟ้าดังกล่าวได้ชนะการประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (ไอพีพี) เมื่อปลายปี 2550 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าในเครือเดียวกับโรงไฟฟ้าสยาม เอนเนอยี่ ซึ่งเป็นโครงการที่จะก่อสร้างที่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา และเป็นบริษัทลูกของกลุ่มทุนเจพาวเวอร์จากประเทศญี่ปุ่น

ทนาย ‘ดา ตอร์ปิโด’ ยื่นหนังสือสถานทูตอเมริกา-ออสเตรเลีย-อียู-ยูเอ็น เรียกร้องให้ยุติการกักขังนักโทษการเมือง

ที่มา ประชาไท

24 ก.ย.52 นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้ต้องโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พร้อมด้วยกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า ประมาณ 20 คน ได้ร่วมกันยื่นจดหมาย* ถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาผ่านทางสถานทูตสหรัฐอเมริกา รวมทั้งสถานทูตออสเตรเลีย สถานทูตสหภาพยุโรป และสำนักงานสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย เพื่อร้องเรียนกรณีละเมิดสิทธิ “นักโทษทางการเมือง” อย่างดารณีและคนอื่นๆ โดยกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้ามีการชูป้ายรณรงค์และอ่านบทกวีของไม้หนึ่ง ก.กุนที** หน้าสถานทูตอเมริกา ขณะที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงราว 20 คนร่วมชุมนุมที่หน้าสำนักงานสหประชาชาติด้วย

*จดหมายร้องเรียนถึงประธานธิบดีสหรัฐอเมริกา

แดนแรกรับ ทัณฑสถานหญิงกลาง
(เรือนจำคลองเปรม)
กรุงเทพ ประเทศไทย

16 กันยายน 2552

เรียน ท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

ข้าพเจ้า นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล สัญชาติไทย อายุ 46 ปี ปัจจุบันถูกรัฐบาลคุมขังอยู่ที่แดนแรกรับ ทัณฑสถานหญิงกลาง ในข้อหาดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท โดยถูกจับกุมคุมขังมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 และต่อมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2552 ศาลไทยได้มีคำพิพากษาให้จำคุกข้าพเจ้ามีกำหนด 18 ปี ในความผิดดังกล่าว

ข้าพเจ้าถูกจับกุมในข้อหาข้างต้นในระหว่างการปราศรัยทางการเมือง เพื่อคัดค้านกลุ่มนายทหารที่ก่อการรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งในขณะที่ข้าพเจ้าปราศรัยทางการเมือง กลุ่มทหารดังกล่าวพร้อมด้วยกลุ่มข้าราชการที่มีอำนาจ และกลุ่มการเมืองที่พวกเขาจัดตั้งขึ้นกำลังพยายามที่จะร่วมกันล้มรัฐบาลที่ มาจากการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการยึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบินนานาชาติ

ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ข้าพเจ้าถูกจับกุมคุมขังในคดีนี้ด้วยเหตุผลทางการเมืองทั้งสิ้น โดยมีเจตนาที่จะมิให้ประชาชนไทยร่วมกันต่อต้านอำนาจของทหารและข้าราชการ ข้าพเจ้าจึงถูกคุมขังตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้

ตั้งแต่ถูกจับกุมคุมขัง ข้าพเจ้าถูกปฏิเสธการให้ประกันตัวจากศาลไทยโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายที่รอง รับ การปฏิเสธทั้งสิ้นทั้งที่ในลักษณะแห่งคดีเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาเกือบทุกรายจะได้รับการประกันตัวไปในระหว่างการต่อสู้คดี

นอกจากนั้น ในการไต่สวนพิจารณาคดีสืบพยานในคดีดังกล่าว ข้าพเจ้าต้องถูกไต่สวนพิจารณาคดีโดยลับ การพิจารณาคดีของข้าพเจ้า ศาลไทยไม่อนุญาตให้ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงของข้าพเจ้า สื่อมวลชนนักหนังสือพิมพ์ และตัวแทนขององค์การสิทธิมนุษยชนใดๆ เข้าร่วมฟังโดยเด็ดขาด ข้าพเจ้าได้เรียกร้องขอให้ศาลได้เปิดการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของไทย และเป็นสิทธิตามหลักกฎหมายนานาชาติ รวมทั้งเป็นไปตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งนานาชาติรวมทั้งรัฐบาลไทยได้ลงนามให้สัตยาบันไว้โดยไม่มีเงื่อนไข

แม้ในระหว่างการพิจารณาคดีลับ ข้าพเจ้าและทนายความของข้าพเจ้า รวมทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ เช่น องค์การนิรโทษกรรมสากล และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย จะได้เรียกร้องอย่างแข็งขันเพื่อขอให้ศาลไทยเปิดการพิจารณาไต่สวนคดีอย่าง เปิดเผยก็ตาม แต่คำเรียกร้องนั้นถูกปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับแต่อย่างใด

รวมทั้งการติดต่อระหว่างข้าพเจ้ากับทนายความ ในระหว่างไต่สวนพิจารณาคดีก็ไม่อาจทำได้โดยปราศจากการดักฟัง

ในทุกวันนี้ หลังจากมีคำพิพากษาให้จำคุก 18 ปี ข้าพเจ้ายังถูกลงโทษด้วยการสั่งให้ขังเดี่ยว และถูกประจานในที่คุมขังด้วยการแขวนป้ายซึ่งระบุความผิดและโทษที่ได้รับ ซึ่งถือเป็นการลงโทษที่หนักไปกว่าโทษจำคุก 18 ปี ซึ่งหนักอยู่แล้ว

ข้าพเจ้า เชื่อมั่นว่า หากนานาชาติซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เคารพในสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นคน ย่อมเห็นพ้องต้องกันว่า ชะตากรรมที่ข้าพเจ้าได้รับอยู่นี้ เป็นอาชญากรรมที่รัฐบาลไทยทำต่อประชาชนของตนอย่างแน่นอน

นอกจากข้าพเจ้าแล้ว ยังมีประชาชนและนักเคลื่อนไหวอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกกักขังและลงโทษในความผิดเดียวกันกับข้าพเจ้าด้วย

ข้าพเจ้าขอร้องเรียนมายังท่านโดยตรง ด้วยความเชื่อมั่นว่า หากท่านทราบถึงข้อเท็จจริงในชะตากรรมของข้าพเจ้าและนักโทษการเมืองอื่นๆ ในประเทศไทยแล้ว ท่านสามารถอธิบายและโน้มน้าวให้รัฐบาลไทยยุติการกักขังและทรมานนักโทษการ เมืองเช่นข้าพเจ้าหรือนักโทษการเมืองอื่นๆ ได้

ข้าพเจ้าเชื่อมั่น ว่าท่านซึ่งเป็นผู้นำของรัฐซึ่งเป็นประชาธิปไตย และเคารพในสิทธิเสรีภาพของมนุษยชาติ จะไม่เพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยดังที่ข้าพเจ้าร้องเรียนต่อท่าน ดังกล่าว ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ท่านได้โปรดดำเนินการโดยด่วนในทุกวิถีทางเท่าที่สามารถ ทำได้เพื่อให้รัฐาลไทยยุติการกักขังและทรมานนักโทษการเมือง และคืนเสรีภาพให้กับผู้คนที่เขากักขังไว้

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าในทุกเวที ในทุกสถานที่ ท่านซึ่งเคารพในสิทธิมนุษยชนจะได้โปรดดำเนินตามที่ข้าพเจ้าร้องขอ

อนึ่ง ด้วยความจำเป็นจากระเบียบและกฎเกณฑ์ของเรือนจำ เจ้าหน้าที่เรือนจำจึงไม่ยินยอมอนุญาตให้ข้าพเจ้าลงรายมือชื่อในหนังสือนี้ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะลงชื่อในหนังสือฉบับนี้ได้ด้วยตนเอง ข้าพเจ้าจึงขอมอบหมายให้นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของข้าพเจ้า เป็นผู้ลงนามแทน แต่ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าหนังสือนี้จัดทำขึ้นตรงตามเจตนาและความประสงค์ของ ข้าพเจ้าทุกประการ

(ประเวศ ประภานุกูล)
ทนายความในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล

**บทกวีของไม้หนึ่ง ก.กุนที

Destiny-Human Fight for Freedom
Like a boat between stormy
Fight for All fight for you fight for me
For Democracy must Free Da !!

Some woman who has the brave heart
Let people burn something the Ultra
Light herself bright over all star
You, The Great Meteor Daranee !!

สุลักษณ์ ศิวรักษ์: แสวงหาสาระของประชาธิปไตยสำหรับเมืองไทย

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 52 มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้จัดการอภิปราย “3 ปีวันประหารรัฐประชาธิปไตย” ที่ห้องประชุม อาคารศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ได้ปาฐกถาในหัวข้อ“แสวงหาสาระของประชาธิปไตยสำหรับเมืองไทย” มีรายละเอียดดังนี้

000

วันนี้เป็นวันครบสามปีของรัฐประหารครั้งล่าสุดของประเทศนี้ ที่จริงรัฐประหารให้ทั้งคุณและโทษ ถ้าการยึดอำนาจรัฐ เพื่อขจัดเผด็จการ และก่อให้เกิดประชาธิปไตย โดยเป็นไปอย่างสันติวิธี ย่อมถือว่ามีคุณมากกว่ามีโทษ ดังที่เกิดขึ้นอย่างได้รับความสำเร็จมา 2 ครั้ง ในรัชกาลที่ 7 แม้กระนั้น การยึดอำนาจครั้งหลังในรัชกาลดังกล่าว แม้จะได้ประชาธิปไตยคืนมา ก็ได้วางรากฐานในทางเผด็จการไว้ด้วย อย่างที่น่าจะต้องตราเอาไว้
สำหรับรัฐประหารในรัชกาลปัจจุบันที่เริ่มแต่ พ.ศ. 2490 นั้น ทุกครั้งมีความเลวร้ายคล้ายกันทั้งนั้น และเป็นการฆ่าสาระของประชาธิปไตยทุกๆ ครั้งด้วย รวมทั้งครั้งล่าสุด แม้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร จะเลวร้ายอย่างไร อย่างน้อยก็มีรูปแบบในทางประชาธิปไตย โดยเราอาจใช้หนามยอกเอาหนามบ่งออกได้ ด้วยวิถีทางของประชาธิปไตยนอกรัฐสภา แต่ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะฟื้นฝอยหาตะเข็บในเรื่องเมื่อสามปีก่อน หากต้องประสงค์จะทำความเข้าใจในเรื่องเนื้อหาสาระของประชาธิปไตย โดยไม่รวมไปถึงในระบอบที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเอาเลยด้วยซ้ำ เพราะนี่ก็เป็นประเด็นที่สำคัญ หากคนไทยสมัยนี้เข้าใจในเรื่องนี้น้อยนัก หากเอาสถาบันดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างไม่รู้เท่าทัน ซึ่งจักเป็นอันตราย ไม่แต่กับสถาบันฯ หากจะเป็นอันตรายถึงสาระแห่งความเป็นประชาธิปไตยเอาเลย จะอย่างไรก็ตาม ขอข้ามเรื่องนี้ไปก่อน เพราะข้าพเจ้าได้พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์มามากแล้ว ดังยังมีคดีเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพติดตัวอยู่ในบัดนี้ด้วยซ้ำไป
I
คำว่าประชาธิปไตย ก่อให้เกิดความไขว้เขวและสับสนกันยิ่งนัก เพราะวาทศิลป์ที่ใช้กันในปัจจุบัน ทางฝ่ายหนึ่งนั้นต้องการกำหนดหรือสะกดให้ประเทศต่างๆ ต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะก็ในอาณาบริเวณที่นอกเหนืออารยธรรมตะวันตกออกไป ทั้งนี้ก็เพราะฝรั่งที่อ้างว่าตนเป็นประชาธิปไตยนั้น ถือว่าการปกครองในระบอบดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศนั้นๆ ศรีวิไล พร้อมกันนั้น ก็มีประเทศที่รังเกียจการยัดเยียดดังกล่าว ทั้งยังแลไม่เห็นคุณค่าของการปกครองในระบอบที่ว่านี้อีกด้วย โดยที่ประเทศนั้นๆ ถือว่าการปกครองในระบอบของตนก็ดีอยู่แล้ว หรือเหมาะสมกับบ้านเมืองของตน ยิ่งกว่าจะรับเอาระบอบการเมืองจากฝรั่งมาประยุกต์ใช้ ในหนังสือชื่อ Prisoner of the State: The Secret Journal of Premier Zhao Ziyang เติ้งเสี่ยวผิงย้ำกับเจ้าสื่อหยางอย่างหนักแน่น ว่าจีนต้องก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างฝรั่ง แต่ต้องไม่เอาประชาธิปไตยแบบฝรั่งมาประยุกต์ใช้ เติ้งถือว่าระบบพรรคการเมืองของฝรั่งที่ผลัดกันมามีอำนาจในทางประชาธิปไตยนั้น คือการควบคุมผลประโยชน์โดยพวกกฎุมพีที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ โดยผนวกเอาการเมืองมาไว้ในอำนาจ สำหรับชนชั้นปกครองของไทยในบัดนี้ กลับอยากได้ยี่ห้อว่าเป็นประชาธิปไตยเพื่อเอาใจฝรั่ง แต่เนื้อหาสาระของประชาธิปไตยจะเป็นเช่นไร ดูจะไม่ใช่ประเด็นหลักของพวกเขา
ในกรณีของสยามนั้น ตั้งแต่ ร.ศ. 103 ซึ่งเทียบเท่ากับ พ.ศ. 2428 หรือ ค.ศ. 1885 แล้ว ที่เจ้านายไทยและข้าราชการไทยในสถานทูตที่ลอนดอนและปารีสได้กราบบังคมทูลให้ทรงใช้ระบอบการปกครองตามทางของประชาธิปไตย โดยใช้คำทับศัพท์อังกฤษว่า ลิมิติดโมนาคี (Limited Monarchy) หรือ คอนสติตูชาแนลโมนาคี (Constitutional Monarchy) คือระบอบราชาธิปไตยจำกัด หรือภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งต่างไปจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ Absolute Monarchy แต่พระมหากษัตริย์ในเวลานั้น คือรัชกาลที่ 5 ได้ทรงตอบคำกราบบังคมทูลที่ว่านี้ว่า
“....และการปกครองบ้านเมือง เช่นประเทศสยามนี้ ตามอำนาจอย่างเจ้าแผ่นดินประเทศอื่นๆ คือ ประเทศยุโรป ก็จะไม่สามารถปกครองบ้านเมืองได้ และจะไม่เป็นที่ชอบใจของราษฎรทั่วหน้าด้วย เหมือนอย่างที่จะมีปาลิเมนต์ จะไม่มีผู้ใดซึ่งสามารถเป็นเมมเบอร์ได้สักกี่คน” ครั้นแล้วทรงสรุปว่า เพราะเหตุฉะนั้น “ข้าพเจ้าจึงเห็นสมควรว่า ราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินควรจะกำหนดตามแบบเดิม
นี่ก็คือไม่ยอมหันเหไปตามวิธีการปกครองของตะวันตก ซึ่งมีแนวโน้มไปในทางประชาธิปไตยยิ่งๆ ขึ้น โดยที่ความเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุโรปได้ลดน้อยถอยตัวลงทุกทีๆ จนปลาสนาการไปภายหลังรัชกาลที่ 5 ไม่นานนัก
ในเมืองไทยเองก็มี ต.ว.ส. วัณณาโภหรือเทียนวรรณ ที่เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งก็แสดงได้ว่าท่านผู้นั้นย่อมได้อิทธิพลมาจากฝรั่งเช่นเดียวกัน แต่ในกรณีของเทียนวรรณนั้น ในฐานะที่เขาเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ ถ้อยคำของเขาแม้อาจจะถึงพระเนตรพระกรรณ ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรๆ ทั้งยังถูกจองจำในข้อหาว่าหมิ่นตราพระราชสีห์เป็นเวลาถึง 16 ปี นี่ก็ออกจะคล้ายกับการถูกพิพากษาจำคุกในกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นเอง
พอล่วงรัชกาลที่ 5 ได้ปีเดียว ก็เกิดกบฏ ร.ศ. 130 ขึ้น ในปี พ.ศ. 2455 ซึ่งเรียกร้องต้องการประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรม คือนอกเหนือจากถ้อยคำ หากถูกรัฐบาลจับได้และปราบปรามเสียก่อน โดยที่คณะ ร.ศ. 130 นี้ ก็ยังคงต้องการระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่ปราศจากพระราชอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ หาไม่ก็ต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ซึ่งในเวลานั้นหมายถึง Republic ซึ่งต่อมาใช้คำว่าสาธารณรัฐ หรือมหาชนรัฐ
ที่อ้างกันว่าพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 6 ต้องการจะทดลองการปกครองในระบอบเทศบาล กับการเล่นในเรื่องของดุสิตธานีนั้น เป็นการกล่าวสรรเสริญเยินยออย่างโคมลอย ดุจดังการเล่นละครต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์อย่างสุรุ่ยสุร่ายเอามากๆ เลยทีเดียว และคำว่าพระราชทรัพย์ในที่นี้หมายถึงเงินทองที่ได้มาจากภาษีอากรของราษฎร ซึ่งส่วนใหญ่ยากไร้ยิ่งๆ ขึ้นทุกทีอีกด้วย แท้ที่จริง ในหลวงพระองค์นั้น ทรงเขียนล้อเลียนระบบการปกครองในแนวทางประชาธิปไตยไว้ในเรื่อง รัฐสภาในอนาคต’ อย่างถึงพริกถึงขิง ดังอาจหาอ่านได้จาก หนังสือสนุก ของข้าพเจ้า ทรงเอ่ยถึงชื่อนายเกศร์ และนายทวน ซึ่งเป็นสมาชิกสภานั้น คือทรงล้อเลียน กศร. กุหลาบ และเทียนวรรณ นั้นแล กล่าวคือ คนที่เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยที่เป็นสามัญชน เป็นคนซึ่งทรงดูถูกดูแคลนเอาเลยทีเดียว
ตอนนี้ ขออ่านถ้อยคำของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ให้ฟัง
“เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ (รัชกาลที่ 7) ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากรัชกาลที่ 6 ในปี พ.ศ. 2468 (ค.ศ.1925) นั้น พระองค์ได้ทรงดำริที่จะให้มีระบบปกครองเทศบาล อันเป็นระบบปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนพระราชดำริเกี่ยวกับธรรมนูญการปกครองแผ่นดินที่พระองค์เรียกทับศัพท์อังกฤษว่า “Constitution” นั้น ภายหลังเปลี่ยนการปกครองแล้ว 6 วัน คือ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2475 ได้มีพระราชกระแสให้พระยามโนปกรณ์ฯ พระยาศรีวิศาลวาจา, พระยาปรีชาชลยุทธ, พระยาพหลพลพยุหเสนา กับผมหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเข้าเฝ้าที่วังสุโขทัย เพื่อแสดงความในพระราชหฤทัยหลายประการ เจ้าพระยามหิธร ราชเลขาธิการเป็นผู้จดบันทึกนั้น ได้ทรงรับสั่งเกี่ยวกับพระราชดำริที่จะพระราชทาน Constitution นั้นมีความสำคัญต่อไปนี้
“....เมื่อทรงรับราชสมบัติก็มั่นพระราชหฤทัยว่าเป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะให้ Constitution แก่สยามประเทศ ครั้นเมื่อพระยากัลยาณไมตรี (F.B. Sayre) เข้ามา ได้ทรงปรึกษาร่างโครงขึ้นก็ไม่ได้รับความเห็นชอบจากอภิรัฐมนตรี...ครั้นเสด็จอเมริกาก็ได้ให้ interview ว่าจะให้ Constitution เมื่อเสด็จกลับมายิ่งรู้สึกแน่ว่าจะกักไว้อีกไม่สมควรเป็นแท้ จีงได้ให้ปรึกษานายสตีเวนส์ นายสตีเวนส์กลับว่า ยังไม่ถึงเวลา ยังไม่ถึงเวลา (รับสั่งซ้ำ 2 หน) ฝ่ายพระยาศรีวิศาลฯ ที่โปรดให้ปรึกษาด้วยอีกผู้หนึ่งก็ influence ไปด้วยกับนายสตีเวนส์ เมื่อพระยาศรีวิศาลฯ และนายสตีเวนส์ ขัดข้องเสียดังนี้ การก็เลยเหลวอีก ต่อมาได้เตรียมว่าจะไม่ประกาศก่อนงานสมโภชพระนคร 150 ปี เพราะจะเป็นขี้ขลาด รอว่าพองานแล้วจะประกาศ ได้เสนอในที่ประชุมอภิรัฐมนตรี เนื่องจากนายสตีเวนส์ไม่เห็นด้วย ที่ประชุมก็ขัดข้องว่าเป็นเวลาโภคกิจตกต่ำ เมื่อได้รับสั่งถึงแผนของพระองค็แล้ว รับสั่งว่า “แต่ว่าตละอย่างๆ จะเป็นไปได้ก็ลำบากเหลือเกิน หวังว่าน่าจะเห็นด้วย พระองค์ยากที่จะขัดผู้ใหญ่ที่ได้ทำงานมานานตั้ง 20 ปี ก่อนพระองค์”
(จากประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ที่ฉัตรทิพย์ นาถสุภา สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2525 ตีพิมพ์ใหม่ พ.ศ. 2552)
ความจริง รายละเอียดเกี่ยวกับรัชกาลที่ 7 กับการตัดสินพระหฤทัยในเรื่องปรชาธิปไตยนั้น มีปรากฎอยู่ในเรื่อง The End of Absolute Monarchy in Siam by Benjamin Batson ซึ่งมีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว
พระองค์ท่านเองทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษ แต่ก็ทรงเห็นว่าประชาธิปไตยนั้นเหมาะสมกับผู้คนในแวดวงของอารยธรรมแองโกลแซกซันเท่านั้น คือหมายถึงอังกฤษกับสหรัฐอเมริกา ไม่เหมาะแม้แต่กับประเทศอื่นๆ ในยุโรป โดยที่ในปลายรัชกาลที่ 7 นั้น ลัทธินาซีและลัทธิฟาสซีสต์ ซึ่งเป็นเผด็จการอย่างรุนแรง ได้มีอำนาจยิ่งๆ ขึ้นทุกทีในยุโรป ทั้งนี้โดยไม่จำต้องกล่าวถึงสหภาพโซเวียตภายใต้การนำของ สตาลิน
ในลายพระราชหัตถเลขาถึงพระองค์เจ้าธานีนิวัติ เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ที่กราบบังคมทูลหารือเรื่องการศึกษาแบบฟาสซิสต์ของอิตาลีนั้น ทรงเห็นด้วยกับการบังคับให้เด็กสยบยอมกับระบบผู้นำตามแนวทางของเผด็จการ แต่ก็ทรงเห็นว่าคงนำเอามาประยุกต์ใช้กับเมืองไทยไม่ได้เสียแล้ว เพราะคนไทยสมัยใหม่เริ่มวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รวมถึงองค์พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะก็ทางหนังสือพิมพ์ ถ้ารัฐบาลจะปิดหนังสือพิมพ์ ฝรั่งก็จะกล่าวหาว่าเราป่าเถื่อน เพราะชนชั้นปกครองในเวลานั้นต้องการให้ฝรั่งเห็นว่าเราเปิดกว้างในทางเสรีภาพ อย่างน้อยก็ไม่ควรก้าวก่ายสิทธิมากเกินไปนัก และในลายพระราชหัตถเลขาถึงพระยากัลยาณไมตรี (ฟรานซิส บี. แซร์) ก็ทรงเห็นว่าจะหาทางห้ามกรุงสยามไม่ให้หันไปในทางประชาธิปไตย คงจะไม่ได้เสียแล้ว และการหวังที่จะให้พระเจ้าแผ่นดินเป็นคนดีที่สามารถนำราษฎรได้ในทุกๆ รัชกาลก็เป็นไปไม่ได้ เพราะการสืบสันตติวงศ์นั้น จะได้อัจฉริยบุรุษตลอดไป ย่อมเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นจึงควรจะให้การศึกษาแก่ราษฎร ให้พร้อมกับการปกครองในทางประชาธิปไตย แต่รัฐบาลของพระองค์ท่านก็ทำการไม่ทันท่วงที จึงเกิดการยึดอำนาจไปจากพระองค์ท่านเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
ความข้อนี้ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้ขยายความต่อไป ในหนังสือเล่มที่ข้าพเจ้าเอ่ยไว้ข้างต้น ดังความว่า
ประชาธิปไตยที่คณะราษฎรได้เริ่มสถาปนาเมื่อ 2475 นั้นได้ดำเนินมาทีละขั้น ระหว่าง 13 ปีเศษ จนบรรลุซึ่งประชาธิปไตยสมบูรณ์ โดยประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 9 พฤษภาคม 2489 ซึ่งสมาชิกพฤฒสภาและสภาผู้แทนเป็นผู้ที่ราษฏรเลือกตั้ง จึงเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์
ต่อมาในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐประหารได้ทำการยึดอำนาจรัฐ ล้มระบบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ต่อจากนั้นมาก็ได้มีคณะอื่นๆ มากมายหลายคณะที่ “ไม่ใช่คณะราษฎร” ได้บั่นทอนประชาธิปไตย แล้วปกครองประเทศไทยโดยระบบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ รวมทั้งระบบเผด็จการหลายระบบจนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลาเกือบ 35 ปีแล้ว (พ.ศ. 2525)
มีผู้ถามท่านต่อไปว่า ถ้าท่านมีสิทธิร่างรัฐธรรมนูญ ท่านจะร่างเหมือนกับเมื่อ 2475 หรือไม่ หรือจะร่างอย่างไร
ท่านตอบว่า ผมไม่หวังที่จะเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ขอแสดงความเห็นว่า ผู้ใดจะร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ก็ต้องให้เป็นไปตามหลัก “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” คือ ระบบปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ ปวงชนแสดงมติโดยวิธีประชามติอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งปวงชนแสดงมติโดยผ่านรัฐสภา ซึ่งสมาชิกทุกคนของรัฐสภาเป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากราษฎร สำหรับประเทศไทยที่มีพลเมืองมากนั้นก็ควรถือวิธีที่สองเป็นหลัก ประกอบด้วยวิธีที่หนึ่งในบางกรณี รายละเอียดนั้นผมได้กล่าวไว้ในบทความและคำสัมภาษณ์อื่นๆ แล้ว
อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ใช้คำว่าประชาธิปไตยสมบูรณ์ ข้าพเจ้าใช้คำว่าสาระของประชาธิปไตย
ถ้าเราจะหาสาระจากประชาธิปไตย คงต้องศึกษางานของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ยิ่งกว่าที่เราได้กระทำกันดังที่แล้วๆ มา โดยเราต้องตราไว้ด้วยว่า เมื่อท่านเป็นผู้สำเร็จราชการในรัชกาลที่ 8 นั้น ท่านได้อาราธนาพุทธทาสภิกขุไปสนทนาธรรมที่ทำเนียบท่าช้าง 4 วันซ้อน วันละหลายชั่วโมง เพื่อหาหัวข้อธรรมสำหรับนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดธรรมิกสังคมนิยม ความข้อนี้ ก็น่าจะมีการศึกษาถึงสาระดังกล่าว และหาทางสานต่อให้เป็นรูปธรรม ไม่ว่าฝ่ายเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ถ้าต้องการไปพ้นวาทศิลป์ หรือต้องการอำนาจในระยะสั้น คงต้องหาทิศทางที่เป็นนามธรรมอันเหมาะสมกับวัฒนธรรมของเรา เพื่อให้เกิดสาระของประชาธิปไตยที่เข้าได้กับวัฒนธรรมไทย ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งเป็นเรื่องของความกึ่งดิบกึ่งดีและกึ่งจริงกึ่งเท็จ
II
การที่จะเข้าใจได้ถึงความยุติธรรมทางสังคมนั้น จำเป็นยิ่งนักที่ต้องมีการให้เหตุผลทางด้านสาธารณะ และนี่คือหัวใจของประชาธิปไตย หาไม่ชนชั้นปกครองจำนวนน้อยเท่านั้น ที่ถือตัวว่าตนรู้ดีว่าอะไรถูกต้องดีงาม โดยชนชั้นนั้นเชื่อว่าชนชั้นล่างโง่เขลาเบาปัญญา ตัดสินความถูกต้องชั่วดีไม่ได้ ดังเราอาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยคือการปกครองในระบอบที่มีการอภิปรายกันได้อย่างกว้างขวาง จนได้รับความสนับสนุนอย่างไม่มีขอบเขตอันจำกัด
เล่ากันว่าเคลเมนต์ แอตลี่ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ พรรคกรรมกร ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไปพูดที่ออกซฟอร์ดในปี ค.ศ. 1957 ว่า “ประชาธิปไตยคือรัฐบาลที่มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง แต่จะได้ผลก็ต่อเมื่อทำให้คนหยุดพูดเสียได้”
ที่ว่านี้คือสาระของประชาธิปไตย กล่าวคือ การแสดงทัศนคติอย่างเสรี จนเป็นที่ยอมรับกันได้ในหมู่มหาชน แต่ตามรูปแบบแล้ว ประชาธิปไตยคือการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ให้มีผู้แทนราษฎรเข้าไปอยู่ในรัฐสภา เพื่อจะให้ฝ่ายที่คุมเสียงข้างมากในสภาได้เป็นรัฐบาล
ขอย้ำว่า สาระของประชาธิปไตยอยู่ที่การมีส่วนร่วมของสาธารณชน จะด้วยการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง หรือเปิดโอกาสให้มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับนโยบายต่างๆ ได้อย่างเปิดเผย เพราะฉะนั้นจึงจำต้องมีมาตรการให้รัฐบาลและทางราชการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่างๆ ให้ราษฎรทราบ ไม่ใช่ว่าอะไรๆ ก็เป็นความลับของทางราชการ เปิดเผยอะไรไม่ได้ ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติที่ว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทางราชการไทย จึงถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญ หากการประยุกต์ใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว ยังเป็นไปอย่างน่าอัปยศอดสูยิ่งนัก
ถ้าจะโยงไปทางปรัชญาที่ว่าด้วยความยุติธรรมแล้วไซร้ ในทางสินธูธรรม ที่เราเคยยึดถือไว้ในทางการปกครองบ้านเมือง ก่อนเปิดประเทศไปรับอารยธรรมตะวันตกนั้น ท่านกำหนดให้รู้เท่าทัน นิติ ซึ่งเราเอามาใช้เป็นหลักของกฎหมาย จนใช้คำว่านิติศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยความยุติธรรม ซึ่งมีรัฐเป็นองคาพยพที่สำคัญ ทางด้านการประกอบการ แม้จะแยกระบบตุลาการออกไปจากระบบบริหารแล้วก็ตามที แต่ถ้าเราศึกษาพระมนูสาราจารย์อย่างจริงจัง เราน่าจะตราไว้ได้ว่า นิตินั้นเป็นเรื่องของรูปแบบและความประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างที่ยอมรับกันในสังคม โดยที่เราต้องเข้าใจในเรื่อง นยยะ อย่างควบคู่กันไป นยยะ เป็นแนวคิดหลักเพื่อเข้าถึงตัวความยุติธรรม
ตามวิสัยทัศน์ของเรานั้น บทบาทของสถาบัน เช่น ศาลและขบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ทนายความ ฯลฯ ตลอดจนตัวบทกฎหมายต่างๆ นั้น ล้วนมีความสำคัญ แต่ทั้งหมดนี้ต้องตรวจสอบได้โดยนยยะ ซึ่งควบคู่ไปกับความเป็นไปกับสภาพที่แท้จริงในโลก ตามที่เป็นไปในขณะนั้น หาไม่เราจะถูกสถาบันและกฎเกณฑ์ต่างๆ กำหนดกดชาให้เราเข้าใจว่านั่นคือความยุติธรรม และนี่ดูจะเป็นหน้ากากที่ครอบงำสังคมไทยในบัดนี้อย่างน่าเป็นห่วงยิ่ง
ในบริบทของ นยยะ นั้น มีข้อที่พึงสังวรไว้ว่า ถูกดูแคลน ดีกว่าดูแคลนผู้อื่น เพราะคนที่รู้เท่าทันกับการดูแคลนย่อมนอนหลับอย่างเป็นสุข ตื่นขึ้นก็เป็นสุข และไปในที่ไหนๆ ก็เป็นสุข หากผู้ที่ดูแคลนคนอื่นนั้นย่อมถึงซึ่งความพินาศ” หรือ “ในที่ที่สตรีไม่ได้รับการเคารพนับถือ พิธีกรรมทั้งหมดย่อมไร้ผล เพราะถ้าสตรีในครอบครัวใดได้รับความทุกข์ ครอบครัวนั้นย่อมจักถึงซึ่งความพินาศภายในเวลาอันไม่ช้า แต่ครอบครัวใดที่สตรีไม่มีความทุกข์ ครอบครัวนั้นย่อมเจริญงอกงาม” (จาก The Law of Manu ซึ่ง Wendy Doniger แปล, London, Penguin 1991, Chapter 3, instructions 50 and 57)
ขอให้สังเกตไว้ว่า นยยะ ต่างจาก นิติ อย่างขาวป็นดำ เพราะสังคมของชมพูทวีปในสมัยโบราณหรือแม้จนสมัยนี้ สตรีมีบทบาทอันต่ำต้อย และการยกหูชูหางตนเองก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างเปิดเผยและกว้างขวาง
ทางขบวนการยุติธรรมของอังกฤษก็มี equity ซึ่งอยู่นอกเหนือ law จะเทียบ equity กับ นยยะ ได้บ้างกระมัง ดังทางอังกฤษถือว่า equity เทียบเท่ามโนธรรมสำนึกของประธานศาลฎีกา แต่ถ้าเราไม่ฝึกผู้พิพากษาของเรา ให้มีมโนธรรมสำนึกทางด้านความยุติธรรมแต่เริ่มต้นเสียแล้ว จะมีหิริโอตัปปะพอที่จะเข้าใจในเรื่องความยุติธรรมกระไรได้ โดยผู้ที่จะตัดสินอะไรๆ ในทางความยุติธรรมนั้น ต้องรู้เท่าทันอคติทั้งสี่อีกด้วย ว่าการตัดสินใจของเราถูกครอบงำโดยความรัก (ฉันทาคติ) ความเกลียด (โทสาคติ) ความกลัว (ภยาคติ) และความหลง (โมหาคติ) อย่างไรบ้าง และถ้าปราศจากความยุติธรรมเสียแล้ว การเมืองการปกครองจะเป็นไปในครรลองแห่งความถูกต้องดีงามกระไรได้
ก็ความยุติธรรมนั้น จะมีเทวดา พระราชา หรือปุโรหิต แม้คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ใดๆ มายื่นให้ หาได้ไม่ แม้พวกที่เชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์ รวมถึงคัมภีร์ของพระมนู ซึ่งถือว่าเป็นมนุษย์คนแรก ก็ยังแปลกันไปได้ว่า พระมนูเป็น a fascist law-giver (ดู The Idea of Justice by Amartya Sen หน้า 20)
จึงขอย้ำในที่นี้ว่า ความยุติธรรมทางสังคมนั้น ขึ้นอยู่กับการอภิปรายถึงประเด็นดังกล่าวอย่างกว้างขวางโดยมหาชน คือต้องค้นหาสาระของความยุติธรรมด้วยกัน โดยไม่มีชนชั้นหรือผู้วิเศษใดๆ ที่อยู่เหนือใคร ถ้าปราศจากสาระดังกล่าว รูปแบบของประชาธิปไตยก็คือ นิติ ที่ไม่มี นยยะ ทั้งๆ ที่นักปรัชญาการเมืองร่วมสมัยอย่างแซมวล ฮันติงตั้น มักเน้นแต่ที่ นิติ หรือรูปแบบของประชาธิปไตย ดังเขากล่าวว่า การเลือกตั้ง ที่เปิดเผย (open) อย่างเสรี (free) และไม่คดโกง (fair) คือสาระของประชาธิปไตย
เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าฮันติงตั้นมีความเป็นเผด็จการ ทางด้านขวาจัดขนาดไหน สาระแห่งความเป็นประชาธิปไตยของเขา คือสาระทางรูปแบบ หรือในทางนิตินัย
การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นสำคัญแน่ อย่างน้อยก็เป็นการแสดงออกของมติมหาชน แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นเดียวที่ถือว่าเป็นสาระ หากเพียงถือได้ว่านี่เป็นเพียงประเด็นหนึ่ง ซึ่งถึงแม้จะสำคัญสำหรับการดำเนินงานของรัฐที่เป็นประชาธิปไตย แต่การลงคะแนนเสียงจะได้ผลจริงๆ ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีก เช่นในสังคมที่มีการเลือกตั้งนั้น ผู้คนแสดงทัศนคติได้อย่างมีเสรีภาพหรือไม่ ผู้คนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องหรือไม่ และผู้คนมีสิทธิที่จะแสดงเสียงคัดค้านได้อย่างเสรีหรือไม่
การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้น เป็นเพียงรูปแบบและพิธีกรรม ถ้าปราศจากปัจจัยหลักที่เอ่ยถึงมาแล้วนี้ การลงคะแนนดังกล่าวก็คือเอารูปแบบของประชาธิปไตยมาใช้เพื่อความเป็นไปของรัฐเผด็จการ อย่างกรณีของเกาหลีเหนือนั้น เห็นได้ชัดเจนยิ่งนัก แม้สิงคโปร์และมาเลเซียจะมีความเป็นเผด็จการน้อยกว่าเกาหลีเหนือ แต่ก็ไม่ดีไปกว่ามากนัก ยังประเทศพม่า ที่จะมีการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็คงเป็นไปในอีหรอบของเกาหลีเหนือนั้นเอง การเลือกตั้งในเมืองไทยสมัยทักษิณ ชินวัตรนั้นเล่า มีความโปร่งใสขนาดไหน และถ้าจะมีเลือกตั้งกันอีก แนวโน้มจะเลวร้ายลงไปอีกหรือไม่ ดังการเลือกตั้ง อบจ. อบต. เมื่อเร็วๆ นี้ มีความกักขฬะเข้ามาปะปนมากน้อยเพียงใด
ปัญหาที่ต้องตราไว้คือ คนลงคะแนนมักถูกตราไว้ ให้ได้รับโทษหรือมีแรงกดดันให้เขาต้องเลือกตั้งตามที่ผู้มีอำนาจกำหนดไว้ แม้เมืองที่ไม่เป็นเผด็จการอย่างไทย นายทุนและมาเฟียท้องถิ่นที่หากินกับมาเฟียระดับชาติก็กำหนดกดชาวิธีการเลือกตั้งตามจังหวัดต่างๆ ได้ไม่ยาก ด้วยอำนาจของเงินตรา และอิทธิพลอื่นๆ คนที่ไปเลือกตั้ง ขายตัวก็เพราะกลัวอิทธิพลท้องถิ่นอย่างหัวหดด้วยกันแทบทั้งนั้น นอกเหนือจากการได้รับสินจ้างเล็กๆ น้อยๆ บวกไปกับการโฆษณาชวนเชื่ออย่างแยบยลอีกด้วย ตราบใดที่เรายังไม่ตีไปที่ประเด็นของความยุติธรรมขั้นพื้นฐานของสังคม และความโปร่งใสของมาตรการต่างๆ เราก็จะเน้นแต่เพียงรูปแบบให้อัปรีย์ได้เป็นชนชั้นปกครอง หาไม่ก็ไล่อัปรีย์ไปได้ เพื่อให้จัญไรมาแทน เพราะทั้งอัปรีย์และจัญไร เป็นตัวแทนในทางนิติ ไม่ใช่ตัวแทนในทาง นยยะ แต่ประการใด
III
ที่ใครๆ พากันไปเชื่อฝรั่งว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องของอารยธรรมตะวันตกนั้น ก็ไม่แปลกประหลาดอะไร เพราะเรารู้เรื่องทางเอเชียของเรากันเองน้อย
จริงอยู่ ฝรั่งอ้างว่าประชาธิปไตยมีต้นตอจากกรุงเอเธนส์ในสมัยพุทธกาลเอาเลยด้วยซ้ำ ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริง อย่างน้อยในกรุงเอเธนส์สมัยนั้นมีการอภิปรายโต้เถียงกันในหมู่ชาวเมืองที่เป็นชายอย่างกว้างขวาง ทั้งทางจริยธรรม การเมือง และปรัชญา การออกเสียงลงคะแนนไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญเท่าไรนัก เว้นแต่ในการตัดสินคดีความ แท้ที่จริง เปลโต้ถึงกับรังเกียจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเอาเลยด้วยซ้ำ ดังอริสโตเติล ได้แบ่งประเภทของรัฐและรัฐบาลไว้อย่างน่าสนใจ ดังขอนำมาเสนอให้ฟังดังนี้
ประการแรก ต้องตกลงกันเสียก่อนว่า ถ้ารัฐมีเป้าหมายบั้นปลายเพื่อให้บังเกิดชุมชนอันประกอบไปด้วยคุณธรรม ถือว่านั่นคือรัฐตามปกติ (normal) ถ้าไม่เป็นไปตามนั้น ถือว่าผิดปกติ (perverted) รัฐธรรมนูญก็เช่นกัน ถ้าไม่สามารถวางมาตรการให้เกิดรัฐตามปกติหรือตามธรรมชาติได้ ต้องถือว่ารัฐธรรมนูญนั้นผิดปกติหรือเลวร้าย (bad) ถ้ารัฐธรรมนูญสามารถทำให้เกิดการปกครองเพื่อคุณความดีของราษฎร ถือได้ว่านั่นคือรัฐธรรมนูญที่ดี (good) หรือเป็นรัฐธรรมนูญตามปกติ เช่นระบอบประชาธิปไตย ที่ได้มาซึ่งเสรีภาพ หรือระบอบคณาธิปไตย ถ้าได้มาเพียงทรัพย์สมบัติ ต้องถือว่ารัฐธรรมนูญที่วางระบอบการปกครองนั้นๆ ไว้ ใช้ไม่ได้ เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สมบัติก็ดี ควรเป็นเพียงตัวกำหนดหนึ่งเดียวของรัฐ หากตัวหลักต้องได้แก่คุณธรรมของราษฎรภายในรัฐนั้นๆ
เมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องมีรัฐบาล จะเป็นรัฐบาลในระบอบการปกครองใดก็ตาม ต้องมุ่งประโยชน์สุขของราษฎรเป็นที่ตั้ง ดังนายแพทย์จะใช้วิธีรักษาโรคอย่างไรก็ตาม ย่อมต้องมุ่งสุขภาพของผู้ป่วยเป็นประการสำคัญ ถึงแพทย์จะได้ค่าตอบแทนมากน้อยเพียงใด เป็นอีกประเด็นหนึ่ง นี้ฉันใด ผู้ที่ปกครองรัฐก็ฉันนั้น ยิ่งเห็นแก่ตัวน้อยเพียงไร รัฐตามปกติย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายเพียงนั้น ฉะนั้น จึงออกจะเป็นการยากที่จะให้คณาธิปัตย์เป็นรัฐตามปกติได้ เว้นแต่คนจำนวนน้อยที่ปกครองรัฐจะแบ่งสันปันส่วนทรัพย์สินออกไปจุนเจือราษฎรส่วนใหญ่ ให้ได้รับความสุขขั้นมูลฐานอย่างพอเพียง แต่อริสโตเติลก็ยอมรับว่า ถ้าชนชั้นปกครองมุ่งไปที่ทรัพย์มากเท่าไร เขาย่อมบังเกิดความเห็นแก่ตัวมากขึ้นเท่านั้น เป็นอันยากที่จะมุ่งประโยชน์สุขและคุณความดีสำหรับส่วนรวมได้ (common good)
รัฐธรรมนูญนั้น นอกจากจะแบ่งเป็น 2 ประเภทดังกล่าวแล้ว แต่ละประเภทยังแยกซอยออกได้เป็นอีก 3 ประเภท คือ
ประเภทปกติ กำหนดให้มีรัฐบาลตามระบอบการปกครองต่างๆ ดังนี้
1. ราชาธิปไตย (monarchy)
2. อภิชนาธิปไตย (aristocracy)
3. ราษฎราธิปไตย (polity) หรือรัฐปาลาธิปไตย อันได้แก่ ประชาธิปไตยชนิดที่ชนชั้นปกครองปราศจากความเห็นแก่ตัว และมุ่งประโยชน์ในทางสูงส่งถ่ายเดียว
ประเภทผิดปกติ ที่รัฐบาลเห็นแก่ตัว ก็แบ่งระบอบการปกครองอันเลวร้ายออกได้เป็น 3 ประเภท
เช่นเดียวกัน คือ
1. ทรราชาธิปไตย (tyranny) มุ่งประโยชน์ของพระราชาเพียงหนึ่งเดียว
2. คณาธิปไตย (oligarchy) มุ่งประโยชน์ของชนชั้นเศรษฐีมีทรัพย์เป็นเกณฑ์ จนกลายเป็นธนาธิปไตย (plutocracy)
3. ประชาธิปไตยแบบกรรมาชีพ (democracy) มุ่งที่คนจนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนในกลุ่มน้อยอื่นๆ
ทางฝ่ายดีหรือปกติ อริสโตเติลถือว่าราชาธิปไตยเป็นเลิศ เพราะถ้าคนคนหนึ่งประเสริฐและสามารถ ย่อมทำประโยชน์ให้บังเกิดคุณความดีแก่ราษฎรในรัฐได้ตลอด อภิชนาธิปไตยรองลงมา เพราะการปกครองรัฐระบอบนี้ ต้องมีจำนวนชนชั้นปกครองมากขึ้น ย่อมจะให้ดีเลิศทีเดียวไม่ได้ แต่ก็อาจรักษาคุณธรรมของคณะคนกลุ่มน้อยได้ง่ายกว่าราษฎราธิปไตย เพราะยิ่งผู้ปกครองรัฐมีจำนวนมากเท่าไร ระดับมาตรฐานทางคุณธรรมก็ต้องย่อหย่อนลงเท่านั้น จนออกจะเป็นแบบกึ่งดิบกึ่งดีไป หรือเป็นเพียงระเบียบวินัยอย่างที่พวกทหารถือว่าสำคัญเท่านั้นเอง เช่น ให้เกิดความกลัว เลยถือว่าความกล้าหาญเป็นตัวคุณธรรมไป
ทางฝ่ายเลวหรือผิดปกตินั้น ทรราชาธิปไตยเป็นเลวที่สุด ดังสุภาษิตละตินที่ว่า “Curruptio optimi pessima” (เมื่อคนสูงสุดเลวร้ายเสียแล้ว ย่อมเลวร้ายถึงที่สุด) ธนาธิปไตยเลวร้ายน้อยลง เพราะพวกเศรษฐีเป็นเพียงพวกกลางๆ กะทิ และหลายคนด้วยกัน ถึงจะรวมหัวกันทำความชั่ว ก็ไม่เลวร้ายเท่าคนๆ เดียวที่ฉลาดเฉลียววางแผนและบงการอยู่อย่างมีอำนาจสิทธิ์ขาดเป็นเอกเทศ โดยที่ประชาธิปไตยแบบกรรมาชีพย่อมเลวร้ายน้อยที่สุด เพราะอย่างน้อยก็ทำความเลวเพื่อพวกตน ซึ่งเป็นคนหมู่มาก เท่ากับว่าคนหมู่มากย่อมได้ผลประโยชน์พลอยได้อยู่ด้วย
เราอาจแบ่งประเภทรัฐแบบอุดมคติ โดยสรุปจากที่ดีที่สุดไปหาเลวที่สุด ดังนี้คือ
1. รัฐที่มีรัฐธรรมนูญตามปกติ เพื่อมุ่งหวังผลบั้นปลายอย่างถูกต้อง รัฐบาลย่อมปราศจากความเห็นแก่ตัว
1.1 ราชาธิปไตย
ก. มุ่งคุณธรรมสูงสุดเป็นประการสำคัญ
ข. พระราชาเป็นเผด็จการโดยธรรมแต่ผู้เดียว
1.2 อภิชนาธิปไตย
ก. มุ่งวัฒนธรรมและคุณธรรมขั้นสูงเป็นประการสำคัญ
ข. ชนชั้นปกครองคือผู้ที่มีวัฒนธรรมสูงและมีคุณธรรม
1.3 ราษฎราธิปไตย หรือรัฐปาลาธิปไตย
ก. มุ่งระเบียบวินัยอย่างหทารและคุณธรรมกึ่งดิบกึ่งดี
ข. ชนชั้นปกครองมาจากชนชั้นกลาง
2. รัฐที่มีรัฐธรรมนูญผิดปกติ ย่อมมุ่งหวังผลบั้นปลายอย่างผิดเป้า รัฐบาลจึงมีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง
2.1 ประชาธิปไตย (แบบกรรมาชีพ)
ก. มุ่งการเกิดโดยเสรีเป็นที่ตั้ง
ข. ชนชั้นปกครองคือมหาชนที่เป็นคนจน
2.2 คณาธิปไตย (ธนาธิปไตย)
ก. มุ่งทรัพย์เป็นที่ตั้ง
ข. ชนชั้นปกครองคือพวกเศรษฐี
2.3 ทรราชาธิปไตย
ก. มุ่งหวังอำนาจกดขี่ข่มเหงและการหลอกลวงราษฎรเป็นที่ตั้ง
ข. คนคนเดียวเผด็จการโดยปราศจากคุณธรรมใดๆ
ที่ว่ามานี้ เป็นเพียงหลักใหญ่เท่านั้น เพราะตามความเป็นจริง ระบอบการปกครองซับซ้อนกว่านี้มาก ชนชั้นนั้นเองก็แบ่งซอยออกไปได้อีกมาก เช่น ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง ชนชั้นต่ำ ชนชั้นต่ำก็ยังแบ่งออกเป็น กสิกร พาณิชยนิกร และช่างฝีมือ โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงกรรมกรเอาเลยด้วยซ้ำ ส่วนชนชั้นสูงนั้นเล่า แบ่งโดยชาติวุฒิก็ได้ คุณวุฒิก็ได้ วัยวุฒิก็ได้ โดยที่ระบอบการปกครองนั้น บางทีชนชั้นสูงอาจต้องร่วมกันปกครองกับชนชั้นกลาง และ/หรือชนชั้นต่ำ ทั้งบางทีระบอบการปกครองอย่างดี ยังผสมปนเปกับแบบเลวเข้าให้อีก ย่อมทำให้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้น แต่ที่เสนอการแบ่งประเภทมาให้พิจารณานี้ นับว่ามีประโยชน์ ควรค่าแก่การอภิปราย โดยเฉพาะก็ในกรณีของเผด็จการ ซึ่งดีได้ถึงที่สุด (1.1) และเลวได้ถึงที่สุด (2.3) ในขณะที่ประชาธิปไตยดีน้อยที่สุด (1.3) และก็เลวน้อยที่สุด (2.1) ถ้าเข้าใจประเด็นหลักเช่นนี้แล้ว การผสมประเภทย่อยต่างๆ ของระบอบการปกครองเข้าด้วยกัน ก็จะช่วยให้เข้าใจรัฐ รัฐธรรมนูญและรัฐบาลได้ชัดขึ้น (จาก แนวคิดทางปรัชญาการเมืองของอริสโตเติล หน้า 58-61)
อนึ่ง ความเป็นประชาธิปไตยของกรีกในสมัยโบราณก็ปรากฏอยู่เพียงในบางรัฐ และมีเวลาอันไม่นานนัก ที่กรุงโรมเอง ประชาธิปไตยก็ถูกฆ่าพร้อมๆ กับการรุ่งเรืองของจักรวรรดิโรมัน ซึ่งเริ่มแต่ซีซาร์เป็นต้นมา เฉกเช่นประชาธิปไตยของสหรัฐก็ถูกฆ่าเมื่อประเทศนั้นกลายสภาพไปเป็นจักรวรรดิ แม้จะมีรูปแบบเป็นประชาธิปไตยก็ตามที
J.K. Galbraith เขียนไว้ในเรื่อง American Capitalism ว่า ความสำเร็จของสังคมอเมริกันขึ้นอยู่อย่างลึกซึ้งกับการบริหารจัดการอำนาจของสถาบันต่างๆ อย่างหลากหลาย ซึ่งตรวจตรากันและกัน ให้เกิดความสมดุลในทางพลัง และให้มีการควบคุมกันไว้ไม่ให้สถาบันหนึ่งเดียวใช้อำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ครั้นความสำเร็จดังกล่าวปลาสนาการไป ความเป็นประชาธิปไตยของสหรัฐ ก็กลายสภาพไปเป็นจักรวรรดิอเมริกัน ดังที่ John B. Cobb เตือนเราว่า “ถ้าสหรัฐดำเนินการไปตามที่ผู้นำประเทศต้องการ สหรัฐจะนำโลกไปสู่ความหายนะทางระบบนิเวศ เพราะสหรัฐมีอำนาจทางทหารที่สามารถขจัดทหารของทุกประเทศที่ต่อต้านสหรัฐ
ไทยเราเองถูกสหรัฐครอบงำมาเกือบกึ่งศตวรรษแล้ว รู้ซึ้งถึงพิษภัยดังกล่าวหรือไม่ น่าสงสัยนัก อย่างน้อย Cobb ซึ่งเป็นคนอเมริกัน ก็เตือนเราว่า เราจะรับได้ละหรือ ที่จะให้โลกนี้ปกครองโดยอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียว และมหาอำนาจที่ว่านี้ ต้องการดำรงไว้และขยายออกไปซึ่งทุนนิยมในระดับโลก
IV
ขอให้หันมาพิจารณาทางด้านชมพูทวีปบ้าง กล่าวคือเมื่อนายเอมเบดก้า ซึ่งเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญให้อินเดียตอนได้รับเอกราชนั้น ถึงกับยืนยันว่าคณะสงฆ์คือประชาธิปไตยที่แท้ ซึ่งมีมาแต่สมัยพุทธกาล เพราะเนื้อหาสาระของคณะสงฆ์คือความเสมอภาค ซึ่งมีภราดรภาพเป็นน้ำกระสาย และคณะดังกล่าวเป็นไปเพื่อเสรีภาพจากความโลภโกรธหลง วินัยกรรมของสงฆ์ทั้งหมดเป็นไปในทางของประชาธิปไตยทั้งสิ้น เริ่มแต่อุปสมบทกรรม หรือการรับสมาชิกเข้าสู่สงฆ์และวินัยกรรมอื่นๆ ก็ล้วนเปิดโอกาสให้สมาชิกได้ออกความเห็น และลงคะแนนคัดค้านได้โดยมาตรการที่มีส่วนร่วมของสมาชิกทุกๆ รูป มติของที่ประชุมใช้ทั้งแบบเอกฉันท์หรือเสียงข้างมาก แล้วแต่กรณี
ใช่แต่เท่านั้น เอมเบดก้ายังศึกษาการปกครองท้องถิ่นของชมพูทวีปสมัยโบราณที่เป็นไปในทางประชาธิปไตยอย่างน่าทึ่ง ดังผู้ที่สนใจอาจหาอ่านเอาได้จากงานเขียนของรัธกุมุท มูเกอจี เรื่อง Local Government in Ancient India แม้พวกเราที่สนใจในทางพุทธประวัติ ก็น่าจะทราบได้ดีว่า แคว้นศากยะของพระพุทธเจ้าก็มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยังแคว้นวัชชี และแคว้นมัลละ ก็เช่นเดียวกัน พระพุทธองค์ทรงยกย่องการปกครองในระบอบดังกล่าว ว่าเป็นสามัคคีธรรม ซึ่งควรมีธรรมเป็นอำนาจ ไม่ใช่อำนาจเป็นธรรม และเป็นอปริหานิยธรรม ทรงย้ำว่าการปฏิบัติตามธรรมทางนี้จะไม่เป็นไปในทางความเสื่อมเสียเอาเลย ซึ่งผิดไปจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างกรณีของแคว้นมคธของพระเจ้าอชาตศัตรู และแคว้นโกศลของพระเจ้าปเสนทิ
ยังการสังคายนาพระไตรปิฎกแต่ละครั้งนั้น ก็เป็นไปในทางประชาธิปไตยอย่างน่าสนใจยิ่งนัก ดังในคราวปฐมสังคายนาที่เกิดขึ้นนอกกรุงราชคฤห์ ภายหลังพุทธปรินิพพานไม่กี่เดือน พระมหากัสสปเป็นเพียงประธานของที่ประชุม พระอานนท์เป็นผู้วิสัชชนาในเรื่องพระสูตร และพระอุบาลีเป็นผู้วิสัชชนาในเรื่องพระวินัย สังฆสมาชิกทั้งหมดซักถาม และเสนอความเห็นต่างๆ นานาจนยุติ แล้วจึงสรุปลงเป็นมติอย่างเอกฉันท์ แล้วนี่มิใช่สาระของประชาธิปไตยดอกหรือ
ทุติยสังคายนาที่เมืองไพศาลีหลังพุทธปรินิพพานได้แล้วร้อยปี ก็ใช้วิธีเดียวกันกับคราวปฐมสังคายนา ยิ่งตติยสังคายนาในรัชสมัยพระเจ้าอโศก ณ เมืองปาตลีบุตรด้วยแล้ว ถึงกับมีข้อเสนอให้ผนวกสาระของพุทธปรัชญาเข้าไปในพระไตรปิฏก แม้จะนอกเหนือจากพระพุทธพจน์ และเถรคาถากับเถรีคาถาในสมัยพุทธกาลด้วยซ้ำไป โดยที่ประชุมสงฆ์รับเอาพระอภิธรรมเข้ามาเป็นปิฏกที่สาม นอกเหนือพระธรรมและพระวินัยนั้น ก็เป็นไปด้วยการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และลงมติเป็นเอกฉันท์เช่นกัน ยังกรณีเรื่องกถาวัตถุนั้นเล่า ก็ถือเอาได้ว่าแปลกใหม่สำหรับคนร่วมสมัย ทั้งนี้แสดงว่าประชาธิปไตยย่อมเป็นไปในทางวาทกรรมของผู้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ทางประเทศญี่ปุ่นนั้นเล่า เราก็ไปเข้าใจกันว่ารัฐธรรมนูญในรัชสมัยเมจิ เป็นฉบับแรก ที่ปัญญาชนไทยในยุโรปนำมาเป็นแบบอย่างให้กรุงสยามเอาอย่างบ้าง ในปี ร.ศ. 103 ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญในสมัยเมจิเป็นไปในทางเผด็จการยิ่งกว่าสาระของประชาธิปไตยเป็นไหนๆ โดยที่สาระทางประชาธิปไตยของญี่ปุ่นอยู่ที่รัฐธรรมนูญ 17 มาตราของเจ้าฟ้าโชโตกุ ซึ่งสำเร็จราชการแทนพระจักรพรรดินีสุนิโกะ ซึ่งเป็นพระราชมารดา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตราขึ้นในปี ค.ศ. 604 ก่อน Magna Carta ของอังกฤษ ซึ่งประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1215 โดยอังกฤษอ้างว่านี่คือรัฐธรรมนูญฉบับแรกของเขา
รัฐธรรมนูญฉบับแรกของญี่ปุ่นตราไว้ว่า การตัดสินในเรื่องอันสำคัญๆ จะกระทำโดยบุคคลคนเดียวหาได้ไม่ ต้องนำมาอภิปรายกันในบรรดาคนหมู่มาก” ทั้งยังมีข้อความดังต่อไปนี้ด้วยว่า“อย่ารังเกียจผู้อื่นซึ่งคิดเห็นต่างไปจากเรา เพราะทุกๆ คนมีหัวใจ และทุกหัวใจมีแนวทางของเขาเอง ที่เขาถือว่าถูก แสดงว่าเราผิด ที่เราถือว่าถูก เขาก็ผิด” ฉะนั้น การนำเอาข้อคิดความเห็นที่แตกต่างกันมาอภิปรายกันอย่างเปิดเผย และเคารพความคิดเห็นที่ต่างกันออกไป จึงเป็นสาระสำคัญทางด้านการปกครอง เพื่อความยุติธรรมทางสังคม
ที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์มีปุจฉาวิสัชชนากับท่านอาจารย์พุทธทาส เพื่อแสวงหาสาระของประชาธิปไตยสำหรับไทยเรา ให้ไปพ้นรูปแบบและเนื้อหาที่เราเอามาจากฝรั่ง ถ้าเราได้สานต่อดังการเรียนรู้ที่เอ่ยมาย่อๆ ตามที่กล่าวมานี้ น่าจะเป็นคุณประโยชน์ที่คนร่วมสมัยสามารถเจาะลงลึกและกว้างขวาง กว่าบุคคลเช่นชายชราอย่างข้าพเจ้า
ถ้าเรารู้จักคนร่วมสมัยที่ต่อสู้มาในทิศทางของประชาธิปไตย อย่างมหาตมะ คานธี ซุนยัดเซ็น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เนลสัน เมนเดลา ออง ซาน ซูจี และทะไลลามะ แม้จนการพยายามนำเอาประชาธิปไตยมาประยุกต์ใช้โดยรัฐบาลธิเบตในอินเดีย และราชอาณาจักรภูฐาน ก็น่าจะเป็นคุณูปการที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้เราแหวกว่ายไปพ้นบริบทอันจำกัดของฝรั่ง แม้มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จะเป็นชาวอเมริกัน แต่ความเป็นคนผิวดำของเขา ที่ต่อสู้กับการกดขี่ของคนผิวขาวที่ใช้ประชาธิปไตยของฝรั่งในทางรูปแบบมากำจัดสิทธิมนุษยชนของคนข้างล่าง ด้วยอหิงสวิธีนั้น น่าสนใจยิ่งนัก
ยังกรณีของเนลสัน เมนเดลา ที่ถูกจองจำไว้ในคุกเป็นเวลานาน เพราะการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของคนผิวดำในอาฟริกาใต้นั้น ก็ควรที่เราน่าจะสำเหนียก โดยที่เขาโตมาในระบอบการปกครองที่ฝรั่งผิวขาวกดขี่ชาวผิวดำพื้นเมืองอย่างเลวร้ายสุดๆ แล้วเขาเรียนรู้สาระของประชาธิปไตยจากที่ไหน ถ้าเราอ่านอัตชีวประวัติของเขาเรื่อง Loney Walk to Freedom จะเห็นได้ว่า ในสมัยที่เขาเป็นเด็ก เขาเข้าไปร่วมประท้วงกับคนพื้นเมือง ดังเขาเล่าว่า “ใครอยากพูด ก็พูดได้ นี่คือประชาธิปไตยที่มีรูปแบบอันสะอาดที่สุด อาจมีลำดับความสำคัญของบุคคลที่พูด แต่ทุกคนก็มีโอกาสให้ได้พูด ไม่ว่าจะหัวหน้าเผ่าชน หรือคนเล็กคนน้อย นักรบ หรือหมอยา เจ้าของร้านขายของ ชาวนา เจ้าของที่ดิน กรรมกร พื้นฐานของการปกครองตนเองขึ้นอยู่กับว่าทุกคนมีสิทธิอย่างเสรี ที่จะเปล่งเสียงออกมาให้ทัศนะของเขาได้ปรากฎ และทุกคนมีค่าเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นราษฎร”
V
ขอย้ำว่า ประชาธิปไตยตามรูปแบบซึ่งหมายถึงสถาบันการเมือง การปกครองที่ขึ้นอยู่กับการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งตัวแทนของราษฎรนั้น จำต้องตราไว้ด้วยว่า การลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง จะช่วยให้เป็นประชาธิปไตยได้จริง ย่อมต้องประกอบไปด้วยปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญอีกด้วย โดยเฉพาะก็ต้องมีเสรีภาพทางด้านการแสดงออกและราษฎรต้องมีสิทธิ์ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง พร้อมทั้งยังมีสิทธิที่จะปฏิเสธการครอบงำจากรัฐหรือจากนักการเมืองอีกด้วย หาไม่การลงคะแนนเสียงจักเป็นประชาธิปไตยปลอม ดังที่ปรากฏในรัฐเผด็จการส่วนใหญ่ โดยจำไม่ต้องเอ่ยถึงรัฐสภาไทยในบัดนี้ก็ยังได้
ขอกล่าวย้ำอีกทีด้วยว่า สาระของประชาธิปไตยนั้น โยงไปอย่างใกล้ชิดกับความยุติธรรม โดยเฉพาะก็ความยุติธรรมทางสังคม เพราะช่วยให้เราวิเคราะห์ไปในทางความคิดเรื่องความยุติธรรม ทั้งนี้ก็เพราะถ้ามหาชนรู้จักใช้เหตุผลด้วยวิจารณญาณนั้นแล คือการอุดหนุนให้ใครๆ เข้าใจในเรื่องความยุติธรรมแท้ทีเดียว
ประชาธิปไตยในสมัยนี้ สื่อมวลชนมีบทบาทอย่างสำคัญ แต่สื่อจะรับใช้ประชาธิปไตยได้ ต้องไม่ถูกควบคุมและมีสถานภาพที่เหมาะสม ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังขอขยายความเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้
1) ซึ่งดูจะเป็นพื้นฐานที่สุด คือสื่อที่ดีย่อมเอื้ออำนวยโดยตรงกับเสรีภาพในการแสดงออกอย่างทั่วๆ ไป และเน้นที่อิสรภาพของหนังสือพิมพ์เป็นการเฉพาะ เพราะนี่โยงมาถึงคุณภาพของชีวิตเราแต่ละคนเลยทีเดียว เพราะเราต่างก็ต้องประสงค์จะสื่อกับใครๆ และต้องการรู้จักโลกให้ดียิ่งขึ้น สื่อที่มีอิสรภาพย่อมช่วยให้เราเข้าถึงวิจารณญาณได้อย่างถูกต้อง ถ้าสื่อปราศจากอิสรภาพหรือมีการบีบคั้นไม่ให้ราษฎรได้แสดงออกอย่างเสรี ให้ได้มีการรับรู้ซึ่งกันและกันตามความเป็นจริง นี่ย่อมเท่ากับว่าเป็นการลดคุณภาพของการดำรงชีวิต ไม่ให้สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ แม้ผู้คนนั้นๆ จะอยู่ในรัฐที่มีความร่ำรวยทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากก็ตาม เช่น สิงคโปร์เป็นต้น
2) สื่อมีบทบาทที่สำคัญในการบอกกล่าว ให้ความรู้ได้กระจายออกไป เพื่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย การให้ข่าวของสื่อไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายงานพิเศษ เช่นให้เรารับทราบถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการ หรือความแปลกใหม่ทางศิลปวัฒนธรรม หากจำต้องช่วยให้ผู้คนได้รับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร และที่สำคัญยิ่งกว่านี้ก็คือการรายงานอย่างเจาะลึก (investigative journalism) เพื่อให้เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีการปิดบังอำพราง ถ้าปราศจากมิตินี้ของสื่อเสียแล้วไซร้ ราษฎรจะมืดบอดไปตามๆ กัน โดยเฉพาะก็ในระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมที่คุมสื่อยู่ในบัดนี้ แม้จะดูดีกว่าระบบเผด็จการทางการเมือง แต่ก็ใช้การโฆษณาชวนเชื่อปานๆ กัน แต่ในทางทุนนิยมและบริโภคนิยม มอมเมาอย่างแนบเนียนกว่าเท่านั้น
3) อิสรภาพของสื่อ รวมถึงการปกป้องสิทธิหรือให้เสียงแก่ผู้ที่ถูกทอดทิ้ง ที่ถูกมองข้าม ที่ถูกเอาเปรียบ ไม่ว่าจะคนกลุ่มน้อย คนในสลัม คนที่ต่อสู้กับนายทุน หรือบรรษัทข้ามชาติ เพราะคนข้างบนมิได้แค่ตีฝีปากทางด้านความยุติธรรมทางสังคม หากมักไม่ได้สดับตรับฟังถึงคนที่ถูกเอาเปรียบต่างๆ เหล่านี้เอาเลย แม้เวลาเกิดอุทกภัยหรือทุพภิกขภัย คนยากไร้ก็แทบไม่ได้รับความเหลียวแล ดังกรณีของสึนามิที่ภาคใต้ การแก้ไขปัญหา เป็นไปเพียงให้สถานภาพคืนเดิม ให้นักท่องเที่ยวกลับมา ให้นายทุนได้เงินและได้สินค้า หากแรงงานพม่าและคนที่ถูกเสียเปรียบกลับถูกละเลย หรือซ้ำเติมยิ่งๆ ขึ้นไปอีก แล้วเรามีสื่อที่ชี้แจงถึงพื้นฐานทางด้านความยุติธรรมดังกล่าวหรือไม่
4) การเสริมสร้างคุณค่าในสังคม ทางด้านความดี ความงาม และความจริง ซึ่งต้องมีการสื่อสารซึ่งกันและกัน วิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกัน ถ้าขาดความข้อนี้ สื่อสารมวลชนย่อมไม่ได้เดินทางไปสู่เนื้อหาของความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะข้อหลังนี้ สื่อสารเมืองไทยมีหรือไม่ น่าสงสัยนัก ข้าพเจ้าเองถูกห้ามจากทั้งข่าวสด และมติชน รวมถึงศิลปวัฒนธรรม ไม่ให้ลงข้อเขียนของข้าพเจ้า แม้ข่าวที่มีชื่อข้าพเจ้า ก็ลงพิมพ์ไม่ได้ แล้วนั่นคือสื่อในระบอบประชาธิปไตยหรือในระบอบเผด็จการ ซึ่งสืบตำนานมาจากคึกฤทธิ์ ปราโมช โดยที่สื่อมวลชนกระแสหลักทั้งหมดไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับการกระทำของนิตยสาร ภายใต้การทำของขรรค์ชัย บุนปานเอาเลย หรือจะถือว่าแมลงวันย่อมไม่ตอมกันเอง
พร้อมกันนั้น ไทยโพสต์ ก็ลงบทความสนับสนุนให้รัฐบาลเสนอชื่อคึกฤทธิ์ ปราโมชไปสู่ UNESCO ให้ได้เป็นบุคคลสำคัญในระดับโลก เนื่องในโอกาสชาตกาลครบศตวรรษของเขา ข้าพเจ้าเขียนคัดค้านไป โดยให้เหตุผลถึงความกลิ้งกะล่อนของเขา รวมถึงการโกงเอาข้อเขียนของนักเขียนต่างประเทศมาอ้างว่าเป็นของตน (plagiarism) ซึ่งในทางสากลถือว่าขาดจรรยาบรรณขั้นพื้นฐานเอาเลย แต่แล้วไทยโพสต์ ก็ไม่ยอมลงพิมพ์บทความของข้าพเจ้า บรรณาธิการให้เหตุผลว่าคึกฤทธิ์ก็ตายไปแล้ว จะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรกัน นิมิตดีก็ตรงที่ข้อเขียนของข้าพเจ้าที่ไทยโพสต์ไม่ยอมลงพิมพ์ ไปปรากฎในเว็บไซด์ของประชาไท ซึ่งก็ถูกรัฐบาลรังแกอยู่เรื่อยๆ และข้อเขียนดังกล่าว บัดนี้ตีพิมพ์อยู่ใน เพียรพูดความจริงในวัยสนธยาแห่งชีวิต อีกด้วยแล้ว (หน้า 286-288)
ยอช ออแวล เขียนถึงสภาพของหนังสือพิมพ์อังกฤษ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า วัตถุประสงค์ของหนังสือพิมพ์คือเพื่อหาเงินจากคนอ่าน โดยเฉพาะก็นักธุรกิจที่เหนื่อยล้ามาจากการงานและวิธีที่ดีที่สุดก็คือ อย่าเอ่ยถึงเรื่องอะไรๆ ที่เป็นความจริง หากไม่น่ารับฟังเกี่ยวกับสังคมปัจจุบัน กล่าวคือ ไม่ควรให้คนอ่านส่วนใหญ่รู้จักคิด ที่อยากถามก็คือหนังสือพิมพ์กระแสหลักในเมืองไทยสมัยนี้เป็นเช่นนั้นด้วยบ้างหรือเปล่า
ตามปกตินายป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นคนที่ใช้ถ้อยคำอย่างสุภาพ แต่ท่านเตือนว่า ถ้าสื่อมวลชนขาดจรรยาบรรณขั้นพื้นฐานเสียแล้ว ก็กลายเป็นสื่อมวลสัตว์
ความข้อนี้ขอโยงไปยังกรณีสวรรคต ที่คนบริสุทธิ์ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตไปแล้วถึงสามคน ก็ไม่ใยไพกันใช่ไหม นักหนังสือพิมพ์ไทยเข้าใจกรณีของ Dreyfus ไหม ว่านักเขียนอย่าง Emile Zola สามารถเขียนจดหมายจนคนบริสุทธิ์อย่าง Alfred Dreyfus ที่ถูกศาลสั่งจำคุก ยังหลุดออกมาได้ โดยได้รับอิสรภาพอย่างสมศักดิ์ศรี สื่อสารมวลชนไทยไม่ต้องการแสดงบทบาทด้านความยุติธรรมทางสังคมเอาเลยหรือ เสียดายที่ข้อเขียนของสุพจน์ ด่านตระกูล ไม่มีน้ำหนักเช่นของ Zola และจำเลยทั้งสามของกรณีสวรรคตก็ตายจากไปแล้ว ย่อมไม่อาจฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีก แต่ตราบใดที่คดีสวรรคตยังไม่เปิดเผยออกมาในทางแห่งสัจจะ บ้านนี้เมืองนี้ก็ยังคงต้องมืดบอดกันต่อไป ถ้าปราศจากสัจจะเสียแล้ว เราจะเข้าหาสาระของประชาธิปไตยได้อย่างไร
5) สื่อสามารถมีบทบาทอย่างสำคัญทางด้านการให้เหตุผลทางสาธารณะ เพราะนี้แลคือการแสดงภาวะความยุติธรรมที่แท้ ความยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่ศาลหรือขบวนการของรัฐอันเริ่มจากตำรวจและอัยการ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมของเราในเวลานี้ อ่อนเปลี้ยจนน่าวิตกยิ่งนัก พร้อมๆ กันนั้น ขบวนการของประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนได้เข้มแข็งยิ่งๆ ขึ้นทุกที ถ้าสื่อสารมวลชนเข้าใจประเด็นนี้ ด้วยการกล้าตีตัวออกห่างจากลัทธิทุนนิยมและบริโภคนิยม โดยกล้าที่จะยืนหยัดอยู่ข้างคนเล็กคนน้อย คนปลายอ้อปลายแขม และคนที่ถูกกดขี่ข่มเหงโดยโครงสร้างอันอยุติธรรมของสังคม พร้อมๆ กับกล้าพิจารณาตัวเอง ให้เกิดความกล้าหาญทางจริยธรรม สื่อของเราคงจะดีขึ้นได้ จนไปพ้นคราบของคึกฤทธิ์ ปราโมช โดยเข้าสู่การต่อสู้อย่างมีเกียรติมีศรีของคนอย่างกุหลาบ สายประดิษฐ์ ของสุภา ศิริมานนท์ และของอารี ลีวีระ เป็นต้น
จริงอยู่ สื่อสารมวลชนภายใต้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตรนั้น ถูกคณะของบุคคลคนนั้นแทรกแซงในแทบจะทุกๆ ทาง หากบัดนี้สื่อดูจะมีสถานะที่ดีขึ้นกว่าสมัยทักษิณ แต่สื่อก็ยังถูกระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมครอบงำมากเกินไป โดยสื่อมักจะทำให้ใครๆ ในวงการดังกล่าวเพลินไปกับความสำเร็จอันจอมปลอม หาไม่ก็ได้แต่ปากกัดตีนถีบไปวันๆ ในบริบทของน้ำเน่าประจำวัน ประจำสัปดาห์ กันอย่างน่าเสียดาย ถ้าถ้อยคำที่ข้าพเจ้านำมาเสนอในที่นี้ จะมีประโยชน์บ้าง ทิศทางของสื่อไทยคงจะก้าวหน้าไปในทางที่ถูกที่ควรบ้างกระมัง โดยที่นี่จะเป็นคุณกับความเป็นประชาธิปไตยโดยแท้
อนึ่ง กฎหมายในเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่นำมาใช้กันอย่างหลากหลายในบัดนี้ โยงใยไปในทางจิตใต้สำนึกถึงกรณีสวรรคตของรัชกาลก่อน อย่างมิพึงต้องสงสัย เพราะนั่นคือการเริ่มต้นของรัชกาลปัจจุบัน อันมีที่มาจากความผิดปกติ ที่ปฏิเสธสัจภาวะ ซึ่งนำไปสู่การขจัดประชาธิปไตย โดยคณะรัฐประหารในปี 2490 โดยที่เผด็จการแต่ละคณะได้ใช้สถาบันกษัตริย์เป็นข้ออ้างในการทำลายเสรีภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์แทบตลอดมา และแล้วสื่อมวลชนก็พากันสยบกับความข้อนี้ เป็นเหตุให้มีการใช้สื่อนอกกระแสหลักต่อต้านศักดินาขัตติยาธิปไตย จนเกิดวิกฤตภาวะที่ขยายตัวออกไปยิ่งๆ ขึ้น แต่แล้วชนชั้นบนและสื่อกระแสหลัก ก็หาได้ทำอะไรให้เป็นมรรคเป็นผล เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้ป็นโอกาส ทั้งๆ ที่นี่เป็นเรื่องของเส้นผมบังภูเขา ซึ่งสามารถแก้ได้ด้วยท่าทีที่ถูกต้อง
ที่บรรยายมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงคำพูดเพื่อแสวงหาสาระของประชาธิปไตย เผื่อจะบรรลุเป้าหมายของประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามความปรารถนาของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้บ้างดอกกระมัง แต่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามนัยะของอาจารย์ปรีดี ไม่ใช่แต่ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2489 เท่านั้น หากนั่นเป็นต้นตอที่มาของธรรมิกสังคมนิยมอีกด้วย ดังพรรคสหชีพเป็นพยานที่สำคัญ และถ้าผู้นำตามท้องถิ่นต่างๆ ในแต่ละพรรคนั้น หากรวมถึงคนอื่นๆ ที่มีหัวใจไปในทางขจัดอภิสิทธิ์ต่างๆ ไม่ถูกประหารให้หมดสิ้นไปทั้งชีวิตและชื่อเสียงเกียรติคุณ เราย่อมเข้าถึงธรรมิกสังคมนิยมได้ โดยที่ต่อแต่นี้ไป จะเป็นไปได้ไหม พวกแกนนำในกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงสนใจประเด็นนี้อย่างจริงใจแค่ไหน ได้วางแนวคิดเพื่อกิจกรรมที่แท้สู่สาระแห่งความเป็นประชาธิปไตยสำหรับไทยอย่างแท้จริงหรือไม่
หวังว่าการอภิปรายจากคนรุ่นใหม่หลังปาฐกถานี้ คงมีอะไรๆ ให้ได้รับรู้กันอย่างกว้างขวางมากออกไป และถ้าเกิดการขานรับหรือโต้แย้งอย่างกว้างขวางออกไปมากเท่าไร นั่นจะเป็นการปูทางไปสู่สาระแห่งประชาธิปไตยได้ยิ่งๆ ขึ้น
(หมายเหตุโดย ส.ศิวรักษ์: ข้อมูลที่ใช้ประกอบการเรียบเรียงปาฐกถานี้ ได้มาจาก The Idea of Justice by Amartya Sen มิใช่น้อย จึงใคร่ขอขอบคุณเขา และขอบคุณนายปรีดา เตียสุวรรณ์ ที่มอบหนังสือเล่มดังกล่าวให้ปาฐก)

“พระมหากษัตริย์” ในกฎหมายที่มีโทษทางอาญา

ที่มา ประชาไท

“ความไม่รู้กฎหมายไม่เป็นข้อแก้ตัว”
(Ignorance of the law does not excuse)

สุภาษิตกฎหมายข้างต้นต้องเป็นที่คุ้นเคยของทั้งนักศึกษากฎหมายมาจนถึงชาวบ้านร้านตลาดเป็นแน่ กรณีแรกคงได้ยินได้ฟังมาจากเหล่าอาจารย์ ภายใต้แนวคิดที่ว่าถ้ายอมให้อ้างความไม่รู้กฎหมายได้ การบังคับใช้กฎหมายก็จะไม่เป็นผล เพราะทุกคนต่างก็จะอ้างว่าตนไม่รู้กฎหมายเพื่อไม่ต้องรับผิดกันหมด ส่วนกรณีหลังก็อาจรับรู้ได้จากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในภาคส่วนต่างๆ ทั้งที่เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนใกล้ชิด หรือที่เป็นข่าวเป็นคราวออกมาตามหน้าสื่อ ในฐานะมาตรการในอันที่จะบังคับใช้กฎหมายให้สัมฤทธิ์ผลอย่างหนึ่ง
แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม ผู้เขียนขอฟันธงได้เลยว่าแม้แต่ตัวผู้พูดเองก็ไม่มีทางที่จะรู้กฎหมายในทุกบทมาตราได้ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศที่หวังจะให้กฎหมายมาเป็นตัว ควบคุม สังคมและพฤติกรรมของคนอย่างเป็นบ้าเป็นหลังแบบบ้านเราด้วยแล้ว ทว่าขณะเดียวกันเราก็กลับเป็นประเทศที่กฎระเบียบคร่ำครึของบางหน่วยงานมีค่าราคากว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศทั้งยังเป็นประเทศที่หลายคนเชื่อกันว่ากฎหมายมีเอาไว้เพื่อใช้เล่นงานคนไร้อำนาจเท่านั้น ฯลฯ
จนถึงวันนี้แม้แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแวดวงกฎหมายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตำรวจแห่งชาติ ศาลยุติธรรม คณะนิติศาสตร์ก็คงไม่มีทางที่จะตอบได้เลยว่ากฎหมายของประเทศไทยที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงทุกวันนี้นั้น เอาเข้าจริงแล้วมีกี่สักกี่มากน้อย เป็นร้อยๆ หรือเกือบพันฉบับ [1]
เพราะลำพังช่วงที่เราได้สภา สนช. ที่มีความเข้มแข็งมาก (ประชาชนไม่ได้เป็นคนเลือก แต่ ปธ.คมช. เป็นคนเลือกให้) มาทำหน้าที่ราวปีเศษๆ นั้น มีกฎหมายออกมามากราวทำนบเขื่อนแตกถึง 215ฉบับ (เฉลี่ยใช้เวลาแค่ 2 วันต่อกฎหมาย 1ฉบับ) อีกทั้งในขณะที่สายตาของคนกุมอำนาจตุลาการแบบไทยๆ เชื่อเสมอมาว่าประกาศคณะปฏิวัติ (หรือ ปว.) เป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เลยนั้น กลับยังมี ปว. อีกมากมายที่ก็ยังไม่ได้มี พ.ร.บ.ออกมายกเลิกให้เป็นกิจจะลักษณะแต่อย่างใด ไม่ต้องย้อนไปดูไหนไกล เอาแค่ช่วง คปค.อยู่ในอำนาจแค่สิบกว่าวัน มีประกาศ คปค. ออกมา 36 ฉบับ แต่จนป่านนี้น่าจะยังมี พ.ร.บ.ที่ออกมายกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คปค.ข้างต้นไม่น่าจะเกิน 3 ฉบับด้วยซ้ำ[2] ทั้งๆ ที่ มาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปี 50 ก็ยังมีผลบังคับใช้กันไปอยู่เยี่ยงนี้แล
ด้วยเหตุผลข้างต้นทำให้ยากที่ใครจะบอกได้ชัดว่าตกลงแล้วกฎหมายบ้านเรามีจำนวนกี่ฉบับกันแน่ ?
แน่นอนที่สุดว่ายังมี พ.ร.บ.อีกเป็นหลายๆ สิบฉบับที่น้อยคนนักจะทราบว่าประเทศไทยมีกฎหมายเช่นนี้อยู่ด้วย เช่น พ.ร.บ.เครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551, พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493, พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487,พ.ร.บ.ไพ่ พ.ศ.2486, พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535, พ.ร.บ.เชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ.2525, พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522, พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535, พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477, พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475, พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518, พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2521, พ.ร.บ.รักษาคลองประปา พ.ศ.2526, พ.ร.บ.โรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ.2550, พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551, พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534, พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัด พ.ศ.2534, พ.ร.บ.สวนป่า พ.ศ.2535, พ.ร.บ.การเกณฑ์ช่วยราชการทหาร พ.ศ.2530, พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543, พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548, พ.ร.บ.การผลิต ผลิตภัณฑ์ซีดี พ.ศ.2548, พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ.2542, พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545, พ.ร.บ.คุ้มครองแบบผังภูมิของวงจรรวม พ.ศ.2543, พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545, พ.ร.บ.สถิติ พ.ศ.2550,พ.ร.บ.การดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา พ.ศ.2551,พ.ร.บ.การมาตรฐานแห่งชาติ พ.ศ.2551,พ.ร.บ.คุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551, พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ.2551, พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เป็นอาทิ [3]
อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่กฎหมายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างหยิบยกขึ้นมาทำลายล้างกัน กอปรกับเนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ขวบปีของการรัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อเขียนชิ้นนี้จึงได้รวบรวมกฎหมายเฉพาะในชั้น “พระราชบัญญัติ” เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “พระมหากษัตริย์” ที่มีข้อห้ามบทกำหนดโทษทางอาญาทั้งหมด[4] (แต่ยังไม่รวมถึงโทษทางปกครอง เช่น อาจพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตในเรื่องต่างๆ) ไม่ว่าจะเป็นเพื่อมุ่ง คุ้มครอง “สถาบัน” โดยทางตรง รวมทั้งโดยทางอ้อมและขึ้นอยู่กับการตีความ มารับใช้นำเสนอ ปรารถนาที่จะเพิ่มพูนความรู้ในตัวบทกฎหมายให้แก่ท่านผู้อ่านยิ่งขึ้น... เพียงเท่านี้จริงๆ
1. โดยทางตรง
ชื่อพระราชบัญญัติ
เนื้อความที่เกี่ยวข้อง
บทลงโทษ
พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550
มาตรา 10 ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจออกคำสั่งโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร ซึ่งสิ่งพิมพ์ใดๆ ที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยจะกำหนดเวลาห้ามไว้ในคำสั่งดังกล่าวด้วยก็ได้
การออกคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นำข้อความที่มีลักษณะที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือข้อความที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนมาแสดงไว้ด้วย
สิ่งพิมพ์ที่เป็นการฝ่าฝืนวรรคหนึ่ง ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจริบและทำลาย
มาตรา 27 ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตาม มาตรา 10 มีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประมวลกฎหมายอาญา(พ.ศ.2499) ภาค 2 ความผิด ลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
มาตรา 107 ผู้ใดปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต
ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ หรือรู้ว่ามีผู้จะปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต
มาตรา 108 ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต
ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ หรือรู้ว่ามีผู้จะกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี
มาตรา 109 ผู้ใดปลงพระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต
ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือเพื่อฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะปลงพระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือจะฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปีถึงยี่สิบปี
มาตรา 110ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี
ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์หรือชีวิต ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปีถึงยี่สิบปี
มาตรา 111ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 107 ถึงมาตรา 110 ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น
มาตรานี้แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519
มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
2. โดยทางอ้อม
ชื่อพระราชบัญญัติ
เนื้อความที่เกี่ยวข้อง
บทลงโทษ
พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485
มาตรา 6 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.กำหนดวัฒนธรรมแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2487 มาตรา 3 ได้กำหนดการเคารพไว้ดังนี้ บุคคลทุกคนจักต้องเคารพตามระเบียบเครื่องแบบและตามประเพณีคือ
(3)เคารพเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงเคารพอื่นๆ ซึ่งบรรเลงในงานตามทางราชการในงานสังคม หรือโรงมหรส
มาตรา 15ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 6 มีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
พ.ร.บ.ธง พ.ศ.2522
มาตรา 53 ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อธงตาม มาตรา 6 (ธงสำหรับพระมหากษัตริย์) ดังต่อไปนี้
(1) ประดิษฐ์รูป ตัวอักษร ตัวเลข หรือเครื่องหมายอื่นใดในผืนธง รูปจำลองของธง หรือในแถบสีธง นอกจากที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
(2) ใช้ ชัก หรือแสดงธง รูปจำลองของธง หรือแถบสีธงอันมีลักษณะตาม (1)
(3) ใช้ ชัก หรือแสดงธง รูปจำลองของธง หรือแถบสีธงไว้ ณ ที่หรือโดยวิธีอันไม่สมควร
(4) ประดิษฐ์ธง รูปจำลองของธง หรือแถบสีธงไว้ ณ ที่หรือสิ่งใดๆ โดยไม่สมควร
(5) แสดงหรือใช้สิ่งใดๆ ที่มีรูปธง รูปจำลองของธง หรือมีแถบสีธงอันมีลักษณะตาม (4) โดยไม่สมควร
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 54 ผู้ใดกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการเหยียดหยามต่อธง รูปจำลองของธง หรือแถบสีธงที่ได้บัญญัติกำหนดลักษณะไว้ในพระราชบัญญัตินี้ (ได้แก่ มาตรา 6 ธงสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ มาตรา 7 ธงสำหรับองค์สมเด็จพระราชินี มาตรา 8 ธงสำหรับองค์สมเด็จพระบรมราชชนนี มาตรา 9 ธงสำหรับองค์สมเด็จพระยุพราช มาตรา 10 ธงสำหรับองค์พระวรชายาแห่งสมเด็จพระยุพราช มาตรา 11 ธงสำหรับองค์พระราชโอรส สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอหรือสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอห่งพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาล มาตรา 12 ธงสำหรับองค์พระราชธิดา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ หรือสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอแห่งพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาล) หรือตามที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3.โดยทางอ้อม และยังขึ้นอยู่กับ ‘การตีความ’
พระราชบัญญัติในส่วนนี้มีอยู่มากมาย ซึ่งเป็นปัญหาในการตีความถ้อยคำที่อาจให้ความหมายได้ในหลายนัยด้วยกัน เป็นต้นว่าคำว่า เกียรติภูมิของประเทศไทย” “ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” นั้น กินความรวมถึงสถาบันกษัตริย์ด้วยหรือไม่? ยกตัวอย่างเช่น
ชื่อพระราชบัญญัติ
เนื้อความที่เกี่ยวข้อง
บทลงโทษ
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551
มาตรา 23ผูสรางภาพยนตรตองดําเนินการสรางภาพยนตรในลักษณะที่ไมเปนการบอนทําลาย ขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนตอความมั่นคง และเกียรติภูมิของประเทศไทย
มาตรา 77 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 23 วรรคหนึ่ง หรือนำภาพยนตร์ตาม มาตรา 26 (7) (ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร) ออกเผยแพร่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
มาตรา 14ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (3)
มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตาม มาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตาม มาตรา 14
ทั้งนี้พึงทราบด้วยว่ายังมีพระราชบัญญัติอีกมากมายที่มิได้เอ่ยถึงซึ่งก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์โดยตรง ทั้งในส่วนของพระราชอำนาจต่างๆ ตามกระบวนการของกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญๆ ตลอดจนข้อยกเว้นสำหรับบางกรณี เช่น ยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมบางประการ, ห้ามมิให้จับกุมคนร้ายในเขตวัง เป็นต้น
.................................................................................................
[1] งานวิจัยของ ชาติ ชัยเดชสุริยะ สรุปว่ามีจำนวน 626 ฉบับ (ถึงเดือนธันวาคม 2551) หากไม่นับ พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์หรือการโอนอสังหาริมทรัพย์เป็นการเฉพาะแห่ง ซึ่งรวมแล้วมีมากกว่า 500 ฉบับ, พ.ร.บ.เกี่ยวกับงบประมาณประจำปี มากกว่า 100 ฉบับ, พ.ร.บ.เกี่ยวกับการโอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของส่วนราชการ และในส่วนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาล มากกว่า 30 ฉบับ, พ.ร.บ.เกี่ยวกับการนิรโทษกรรม ล้างมลทิน และยกเว้นความผิด มากกว่า 20 ฉบับ, พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายต่างๆ, พ.ร.บ.ที่มีวัตถุประสงค์เป็นการเฉพาะอื่นๆ หรือยกเว้น หรือยกเลิก หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับอื่นโดยเฉพาะ ตลอดจน พ.ร.บ.ที่สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว ซึ่งมีจำนวนรวมกันมากกว่า 1,000 ฉบับ อ้างถึงใน ชาติ ชัยเดชสุริยะ, บทคัดย่อกฎหมายไทยจากพระราชบัญญัติ 626 ฉบับ, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิภาษา, 2552), หน้า 2-3.
[2] ได้แก่
1. พระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 7 เรื่อง การห้ามชุมนุมทางการเมือง ลงวันที่ 20 กันยายน พุทธศักราช 2549 พ.ศ.2549
2. พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 15 เรื่อง ห้ามพรรคการเมืองประชุมหรือดำเนินกิจการอื่นใดทางการเมือง ลงวันที่ 21 กันยายน พุทธศักราช 2549 พ.ศ.2550
และ 3. พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 พ.ศ.2550
[3] ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดของกฎหมายต่างๆ ข้างต้นได้ที่ http://www.krisdika.go.th
[4] ประมวลจากบรรดา พ.ร.บ.ที่มีโทษทางอาญาที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่รวมทั้งสิ้น 258 ฉบับ (ตั้งแต่ปี 2456 จนถึงปี 2551) ใน บุรินทร์ โชคเกิด และคณะ, ประมวลพระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญา (พ.ศ.2456-2551), (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เดือนตุลา, 2552).