WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, September 25, 2009

เรื่องหมักเรื่องดอง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฝรั่ง....พิพากษาไปแล้ว...คดีฝรั่งผัว-เมียมารับงานจาก..การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย..โฆษณาจัดงาน..นิทรรศการภาพยนตร์นานาชาติ..งานนี้...ผู้ว่าจ้าง..คือ จุฑามาศ ศิริวรรณ..เป็นผู้ว่าการท่องเที่ยว...เจอราล์ด และ พิทริเซีย กรีน...โดนกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชั่น...ANTI-CORRUPT PRACTICES ACT สหรัฐอเมริกา..ไม่ต้องการให้พลเมืองของเขา..ไปทำคอร์รัปชั่นในต่างประเทศ..หรือในประเทศของเขา..แต่ผัวเมียคู่นี้...หลังจากรับการว่าจ้างจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย..ในวงเงินรวมกันประมาณ 340 ล้านบาท..ได้มีการไหลกลับหรือที่เรียกกันในเวลานี้ว่า “เงินทอน”ส่งกลับไปเข้าบัญชีของลูกสาวและเพื่อน..สหรัฐอเมริกา...จับเส้นทางเงินดังกล่าวได้...เพราะในสหรัฐอเมริกานั้น..ความเป็นชาติที่มีศัตรูแยะและศัตรูเก่ง..เขาจึงมีการเฝ้าระวังในเรื่องการเงินอย่างเคร่งครัด..เพราะเงินคือปัจจัยในการทำงานของการก่อการร้าย..และการกระทำจารกรรม...เงินคือลมหายใจของสายลับ 2 หน้า..เงินที่หลั่งไหลโดยไม่รู้ที่มาที่ไป..และ

อธิบายไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์..ปราศจากธุรกิจรับรอง..จึงเป็นเริ่มต้นของอวสาน..ของกลุ่มผู้สนุกสนานกับการผลาญงบประมาณแผ่นดินของประชาชนคนไทยคุณจุฑามาศ ศิริวรรณ..อธิบายในครั้งนั้นว่า..เรื่องทั้งหมดเป็นการกลั่นแกล้งของผู้เสียประโยชน์..แต่เมื่อผู้ที่ได้ประโยชน์...กลายเป็นเงินในบัญชีของ..คนในอีเอ็นเอเดียวกัน...มันก็เป็นเรื่องอธิบายให้คนเชื่อยาก..วันนี้..เจอราล์ดและพิทริเซีย...ต้องคำพิพากษาไปแล้ว....ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ในเรื่องนี้ ได้ลงโทษคนของเขาเรียบร้อยแล้ว...แต่ในประเทศไทย..ไม่รู้ว่าคุณเมธี ครองแก้ว..ประธานในเรื่องนี้..จะอธิบายอย่างไรกับประเทศและประชาชนคนไทยเจ้าของเงิน 340 ล้านบาทครั้งหนึ่ง...วุฒิสมาชิก แฟรงเฟิร์ต..บอกในสภาของเขาว่า..การบินไทยของประเทศไทยซื้อเครื่องบินแพงกว่าปรกติ..ไม่กี่วัน..ประธานการบินไทยนายใหญ่แห่งกองทัพ...ทำปฏิวัติยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาธิปไตย..เพราะไม่ยึดอำนาจก็จะต้องเป็นผู้ต้องหา..รับสินบาทคาดสินบน..ผู้ปฏิวัติอ้างเหตุผลมากมาย..แต่เนื้อหาที่แท้จริงคือ..หนีความผิดเรื่องคอร์รัปชั่น..ดีแต่ว่า...คุณจุฑามาศ ศิริวรรณ..เป็นผู้ว่าการท่องเที่ยว ไม่ใช่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ..เราจึงต้องรอดูกันต่อไปว่า...เรื่องที่ดองกันมาจนเป็นปลาร้าปลาเค็มจะหมักจะดองกันไปได้นานแค่ไหน..เหมือนคดี..ก่อการร้ายยึดปิดสนามบิน..ที่กำลังหมักดองกันอยู่

การสร้างความสามัคคีแห่งชาติ (ตอนจบ)

ที่มา บางกอกทูเดย์

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสืบทอดพระราชกรณียกิจสร้างประชาธิปไตยขั้นตอนสุดท้าย โดยมี พระบรมราโชบายสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือรูปธรรม คือ ทรงเตรียมโอนอำนาจของพระองค์สู่ประชาชนผ่านสภากรรมการองคมนตรี ที่เป็น การปกครองเฉพาะกาล(Provisional Government)ทรงเตรียมพระราชทานรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ในโอกาสวันฉลองกรุงเทพฯ ครบ 150 ปีแต่ถูกทักท้วงโดยคนบางวงการ!ด้วยความเป็น “นักประชาธิปไตย” จึงทรงรับฟัง และทบทวนแผนการให้ละเอียดรอบคอบ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหินแต่ได้เกิดเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 ขึ้นเสียก่อน...พระบรมราโชบายสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยตามรูปธรรมของมาตรการดังกล่าว จึงไม่ได้รับการปฏิบัติให้แล้วเสร็จ มาจนกระทั่งบัดนี้ดังนั้น...ความสำคัญของ สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีผลต่อการดำรงอยู่ของชาติและด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม โดยการสร้างประชาธิปไตยนั้นจึงมีบทบาทยิ่งทั้งในอดีตที่ผ่านมา และในปัจจุบันรวมทั้งอนาคตดังเช่น กองทัพได้รับใส่เกล้าฯ ในพระบรมราโชบายสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตย ของ ร.7 มาประยุกต์เข้ากับสถานการณ์สงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)เป็นนโยบาย 66/23 คือ เอาประชาธิปไตยเข้าต่อสู้เอาชนะเผด็จการคอมมิวนิสต์ และ เผด็จการรัฐสภาที่เป็นแนวร่วมสามารถยุติสงครามปฏิวัติลงได้และนำพาคนไทยที่เข้าร่วมกับ พคท. กลับมาเข้าร่วมพัฒนาชาติไทยด้วยประชาธิปไตยระดับสูง คือ ขยายเสรีภาพของบุคคลขยายอธิปไตยของปวงชน เพื่อบรรลุการปกครองแบบประชาธิปไตยนี่คือ ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในด้านหลักการหรือนโยบายประชาธิปไตย

การปฏิบัตินโยบาย 66/23 เป็นการปฏิบัติตามแนวทางประชาธิปไตยของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้แล้วเสร็จ นั่นเองความดำรงอยู่ของชาติและความเจริญของชาติในทุกด้านขึ้นอยู่กับพระบรมราโชบาย สถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตย ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้รับการปฏิบัติให้ปรากฏเป็นจริงขึ้นเมื่อใดดังเช่น ข้อเสนอการสร้างประชาธิปไตยโดยการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือ รัฐบาลเฉพาะกาล ในสถานการณ์ปัจจุบัน นั่นเองท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกแรงกระทบจากการเมือง จะพิทักษ์ ปกป้อง รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ได้อย่างไร?ก่อนอื่นขอเรียนว่า...ต้องเห็นให้ถูกต้องเสียก่อนว่า การเมืองที่เป็นแรงกระทบต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งสถาบันชาติและศาสนา และแม้กระทั่งประชาชนนั้นคือ การเมืองระบอบเผด็จการรัฐสภา ไม่ใช่ การเมืองระบอบประชาธิปไตยและที่เป็นเช่นนี้...เพราะพระบรมราโชบายสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยไม่ได้รับการปฏิบัติให้ปรากฏเป็นจริงหรือกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม คือ นโยบาย 66/23 ไม่ได้มีการปฏิบัติให้แล้วเสร็จ นั่นเองความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ทั่วโลก หรือความล่มสลายนั้นขึ้นอยู่กับ “ประชาธิปไตย” นั่นคือ ประสบการณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ทั่วโลกในอดีตถ้าสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงสร้างประชาธิปไตยให้กับประเทศชาติประชาชนก็จะทำให้เกิดความมั่นคงแก่สถาบันอย่างยิ่งยวดยาวนานตลอดไปถ้าสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ข้างฝ่ายขบวนการประชาธิปไตยในชาตินั้นๆ ก็จะมีความมั่นคงสถิตสถาพรตลอดไปสำหรับประเทศไทย...สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำแนวทางของขบวนการประชาธิปไตยในประเทศมาตลอดเช่น ร.5 ร.6 และ ร.7 มิใช่เพียงสังกัดพรรคประชาธิปไตยเท่านั้นแต่ได้เกิดเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 ขึ้น จึงทำให้บทบาทผู้นำสร้างประชาธิปไตยถูกทำให้ยุติลงไปโดยอัตโนมัติแต่พระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญก็ยังคงความเป็นประชาธิปไตยตลอดมา ในฐานะประมุขแห่งรัฐช่วยคานและต่อสู้กับขบวนการเผด็จการตลอดมา และทรงเป็นประมุขของปวงชน มิใช่เป็นประมุขของคนส่วนน้อยที่เป็นเผด็จการ

คือ ทรงอยู่ฝ่ายประชาชนเสมอ ท่ามกลางความขัดแย้งในชาติสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันแห่งความยุติธรรมทางการเมืองตลอดมาดังเช่น เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทรงรับสั่งให้ “พลเอกสุจินดา”และ “พลตรีจำลอง” เข้าเฝ้าและทรงรับสั่งให้ร่วมกันแก้ปัญหาสามัคคีกัน เป็นต้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ทรงมีพระบรมราชโองการให้รัฐบาลสัญญาฯ สร้างประชาธิปไตยว่า “จัดให้มีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศชาติ”ความจงรักภักดี (Royalty) คืออะไร?ชาวพุทธ ทุกคนล้วนแต่มีความจงรักภักดีต่อ พระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับ ชาวมุสลิม มีความจงรักภักดีต่อพระอัลเลาะห์ และ ชาวคริสต์ มีความจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า (GOD)ศาสนาต่างๆ มีหลักธรรมที่เป็นคุณธรรมอย่างยิ่งที่สูงส่งดีงามมนุษย์จึงมีความจงรัก ภักดีต่อพระพุทธเจ้า พระอัลเลาะห์พระผู้เป็นเจ้า ผู้มีพระธรรมอันดีสูงส่งที่สุดกล่าวคือ จงรักภักดีต่อพระธรรม นั่นเอง!สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมี ทศพิธราชธรรม จากพระพุทธศาสนาเป็นหลักการของสถาบันเมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้นำเอาทศพิธราชธรรมสถาปนาขึ้นเป็นหลักการปกครอง จึงยังประ โยชน์และความสุขแก่มหาชนเช่นเดียวกับ...อุดมการณ์ของพระพุทธศาสนา จึงบังเกิดความจงรักภักดีขึ้นเองในหมู่พสกนิกร อาณาประชาราษฎร์สถาบันพระมหากษัตริย์ประเทศอื่นไม่ได้มีลักษณะความจงรักภักดีเพราะสถาบันในประเทศนั้นๆ ไม่มีหลักทศพิธราชธรรมเป็นหลักการของสถาบันฯดังนั้น ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยคือ ความจงรักภักดีต่อทศพิธราชธรรม อันเป็นหลักการหรือสถาบันฯ พระมหากษัตริย์ในด้านบุคคลก็เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันฯ คือเป็นผู้ปฏิบัติหลักการของสถาบันฯ นั่นเองพระพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่งสอนมนุษย์ไว้ว่า...ให้ถือเคารพปฏิบัติหลักธรรมเป็นการบูชา

อันสูงสุด คือ “ปฏิบัติบูชา” ที่เหนือกว่าอามิสบูชาหรือการบูชาทั้งปวงดังนั้น ความจงรักภักดีที่แท้จริงและดีที่สุด คือ การปฏิบัติตามหลักการของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในอดีตสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์คือ ปฐมทศพิธราชธรรมประการเดียวยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ประยุกต์หลักทศพิธราช ธรรมเป็นหลักการปกครองแบบใหม่ คือ ประชาธิปไตยตามพระบรมราโชบายฯฉะนั้น การแสดงความจงรักภักดีแบบปฏิบัติบูชา คือการปฏิบัติพระบรมราโชบายสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตย ให้ปรากฏเป็นจริงคือ สร้างประชาธิปไตยอย่างสันติ อันเป็นการปฏิวัติสันติ(Peaceful Revolution) ตามหลักพุทธอหิงสาตามที่มาจากหลักทศพิธราชธรรม นั่นเองกระผม ปฏิบัติเช่นนี้ตลอดมา มิใช่เพียงแต่พูดว่าจงรักภักดีอย่างเดียว หรือ พูดโจมตีคนโน้นคนนี้ว่าไม่มีความจงรักภักดีเพื่อกลบเกลื่อนความไม่จงรักภักดีของตัวเองดังที่ได้กล่าวแล้วว่า เกิดความเห็นผิดต่อสถานการณ์จึงทำให้เห็นผิดต่อกระผมด้วย คือ เห็นว่าเผด็จการเป็นประชาธิปไตย เห็นว่าประชาธิปไตยเป็นคอมมิวนิสต์โดยแท้จริงแล้วไม่ใช่ปัญหาของกระผม คือกระผมไม่มีปัญหานี้ ไม่มีปัญหาความเห็นผิดมิจฉา ทิฏฐิ กระผมมีสัมมาทิฏฐิ คือ เห็นถูกแล้วจึงนำมาบอกแก่ทุกท่านที่ยังเห็นผิดอยู่ที่จะต้องแก้ ปัญหาตามความเห็นผิดให้เป็นความเห็นถูก ตามที่กระผมเสนอปัญหาของกระผมแก้แล้ว...แต่ปัญหาท่านยังแก้ไม่ตก กระผมจึงไม่ต้องทำอะไร แต่ท่านที่มีความเห็นผิดนั่นแหละต้องเป็นผู้ต้องแก้ไขความเห็นของตนเองความจริง ตอนนี้ก็เริ่มเห็นถูกกันมากขึ้นเป็นลำดับ ปัญหานี้ทั้งของผมและของท่านเหล่านั้นก็แทบไม่ต้องไปทำอะไรอีกนอกจากร่วมมือกันสร้างประชาธิปไตยตามที่ผมเสนอเท่านั้นเองอันเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีเพื่อปกป้อง พิทักษ์รักษา สถาบันพระมหากษัตริย์ให้มั่นคงสืบไป ■

ตอดนิด - ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

‘คนดี’ ที่ ‘โดนกลั่นแกล้ง’!!
“อดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ขวัญใจคนรากหญ้า และ ขวัญใจคนเสื้อแดง!!มีการจับเข่า และ เสวนาคุยกันว่า อยากให้ “ทักษิณ” กลับมาช่วยบ้านเกิดเมืองนอนนำสินค้าไทย ไปสู่ “อาณาจักรโลก”...แก้ปัญหาการส่งออก ที่ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกักจนชาวบ้านพากันเดือดร้อนให้เป็น “แม่ทัพ” นำสินค้าไทย ตั้งแต่ “สากกะเบือยันเรือรบ” ออกไปขาย...โดยห้ามกลับมาเล่นการเมือง เพราะกลัวว่า สถานการณ์ต่างๆ จะกลับมาสับสนและวุ่นวาย!!ถ้าได้ “อดีต นายกฯ ทักษิณ” มานำธง....เศรษฐกิจไทยคงโล่ง?...ไม่อยู่ในช่วง “ขาลง”กันอีกต่อไป????
✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮
หัวใจ ของ ‘อดีต นายกฯ ทักษิณ’ ใครๆ ก็รู้!!
ยอดปรารถนาแห่งความฝัน...ของ “อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๓” ผู้นำประเทศไทยสู่ความยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง..คือ ทำให้คนไทย “ลืมตาอ้าปาก” รวยกันอย่างอู้ฟู่??ขอน้อมคารวะอย่างจริงใจ.. ต่อ “แสงสว่างปลายอุโมงค์”...ที่เห็นความ วับแวบ! เวิบวาบ!แวววาว! กลับมาสู่ประเทศไทย ด้วยความ “ปรองดองสมานไมตรี” กันอีกคาบหนึ่งขืนปล่อยให้“แผ่นดินสยาม” เป็นดินแดน “เสื้อหลากสี”..มีแต่จะทำให้“ประเทศไทย”ตายอะลึ่งฉึ่งและหวังว่า “ประชาธิปัตย์” ของ “นายกฯ มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงไม่สับขาหลอกเป็น “หัวหอก” คัดค้าน “อย่างมีอคติ”!!เพราะตลอด ๘ เดือนที่เป็นรัฐบาล....ไม่เคยเดินหน้าประสาน?...ให้คนไทยกลับมา“สมานไมตรี”???????
✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮
เป็น ‘พ่อมดออช’...ที่รู้จริงตลอด ทุกเรื่องราว!!
เครดิตอันลี้ลับพันลึกนี้..ไม่มีใครทราบทะลุปรุโปร่ง ไปยิ่งกว่า “สนธิ ลิ้มทองกุล”มนุษย์พันธุ์เสื้อเหลือง มือเก๋าส์??นับเป็นเจ้าแรก ที่แหวกอากาศออกมา “ฟันธง” ต่อคดี “กล้ายาง” ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะปล่อยผู้ต้องหา หลุดทั้งยวง ยกสำรับและพระเอก “ห้อยสยาม” เนวิน ชิดชอบ ผู้เก่งกาจแห่งพรรคภูมิใจไทย จะชนะลอยลำอย่างขาวสะอาด ด้วยมติ ๘ ต่อ ๑ ..ซึ่งก็เป็นจริง ตามที่ “พ่อมดออช” ทึกทักชี้ขาดทุกประการด้วยซีครับและล่าสุด “คดีเขาพระวิหาร” ที่รัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” ไปเห็นดีเห็นงามตามเสด็จให้เป็น “มรดกโลก” ตามที่ “เขมร” เขาร่อนหนังสือมา...ในคดีนี้ “กลุ่มพ่อมดออช”กดออดบอกกล่าวกันล่วงหน้า อีกว่า “นพดล ปัทมะ” อดีต รมว.ต่างประเทศ..จะโดนข้อหาผิด โดนปลิดวิญญาน คนเดียวโทนโทน!!เอาคำทำนายไปปิดข้างฝา....เพราะเขาทายว่า?....น้ำหน้า อย่าง “นายนพดล” อย่างไรก็ต้องโดน???????????
✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮
เรื่อง ‘เขี่ยบอล’ แล้วเป็น ‘งานถนัด’!!
เขี่ยกันได้ทุกลีลา ทุกรูปแบบ ทุกสเต็ป ก็แล้วกัน.... สำหรับ “พรรคประชาธิปัตย์??และเขายังจะเห็นว่า “คุณหมอบุรณัชย์ สมุทรักษ์” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ มีความเร่าร้อน! เร่งรัด! รุนแรง! เติมเชื้อเติมไฟ “ให้ข่าว” ไม่เป็นที่ประทับใจหรือไร ก็ไม่รู้จึงรุสต๊อกเปลี่ยนตัวบุคคล คนแถลงข่าวของพรรค จาก “คุณหมอบุรณัชย์” มาเป็น “บุญยอด สุขถิ่นไทย” รองโฆษกพรรค จอมเขี่ยบอล นักสร้างศัตรูท่ามกลางเสียงคนไทย หัวใจที่ถวิลหาความสามัคคี..แต่ “ประชาธิปัตย์” กลับดึง “นักเขี่ยบอล” ออกมาฟ้อนเงี้ยว ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ให้บรรยากาศขมึงตึง มีแต่มลพิษแห่งความปั่นป่วน!!“บุญยอด” เก่งน่ะเก่งอยู่หรอก...แต่แถลงข่าวแต่ละดอก?...ล้วนตอกย้ำ นำมาซึ่งเหตุแห่งการก่อชนวน???????
✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮
‘วิทยานิพนธ์’ การวิจัย ชี้ได้ ‘ตรงเป้า’!!
จากวิทยานิพนธ์ งานวิจัย นักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น ๑๒ (วปอ.)ของ “วิทอง ตัณฑกุลนินาท” กรรมการผู้จัดการบริษัทเอ๊กเซนเลอร์ กราฟฟิค จำกัดซึ่งเป็นที่ฮือฮา ไม่เบา??เขาฟันธง เปรี้ยงปร้าง! เปิดโปง! ไม่ ปรักปรัม! ว่า “อิทธิพลของ เอเอสทีวี เหมือนเข็มฉีดยาที่ล้างสมองสาวกจนคลั่ง ฉุดทำลายเศรษฐกิจลดลงอย่างฮวบฮาบ”เป็น “วิทยานิพนธ์” แห่งความเป็นจริง... ที่ “รัฐบาลมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมองข้ามไม่ได้เสียด้วยซีครับและเหนืออื่นใด “รัฐบาล” จะใช้ “งบกลาง ๓๐๐ ล้าน” ให้ “เอเอสทีวี” ผลิตข่าวภาคภาษาอังกฤษนั้น..ถ้าสร้างสรรค์สมานไมตรี งบเท่าไหร่ก็ต้องทุ่ม ให้กับเขาไป?...แต่ถ้าเปิดจอ แล้วสร้างสมรภูมิการรบทางความคิดกันอีก.. ทุกอย่างยิ่งพลอย พากันวุ่น???ถามหน่อย “เอเอสทีวี” เป็นจอที่มีสี มีข้าง.....แล้วไปหยิบยื่นให้สตางค์?...แบบนี้ความเป็นกลาง จะเกิดขึ้นหรือคุณ???????

● การบูร ●

เขาพระวิหารเครื่องมือการเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์

เหมือนต้องคำสาป เพราะทุกครั้งที่มีประเด็นการเมือง ภายในประเทศเริ่มถึงทางตัน หวยมักจะออกที่ กรณีพิพาท “ประสาทพระวิหาร” ระหว่างไทยกับกัมพูชา
โดยเฉพาะกรณีล่าสุด ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประท้วงเพื่อทวงคืนประสาทพระวิหารและขับไล่ชาวกัมพูชาที่อาศัยในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรจนนำมาสู่เหตุปะทะระหว่างชาวบ้านกับกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อมองจากเหตุผลของการปะทะครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นความตั้งใจของพันธมิตรฯ ที่ต้องการใช้วันที่ 19 กันยายน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวันแห่งการยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ มาช่วยสร้างแรงหนุนให้เกิดพลังในการปลุกระดมมวลชน เพื่อร่วมกันประท้วงทั้งที่ก่อนหน้านี้กลุ่มพันธมิตรฯ เคยประท้วงที่เขาพระวิหารมาแล้วหลายรอบ แต่ยังไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวสู่สังคม มีเพียงสื่อในเครือผู้จัดการเท่านั้นที่สุดแล้วภาพความสามัคคีในชาติของคนไทยก็ไม่มีเหลือให้ต่างได้เห็น แต่สิ่งที่ได้เห็นกลับกลายเป็นคนไทยที่ตีกันเองอย่างไรก็ตาม ประเด็นการหยิบยกประสาทพระวิหารเป็นประเด็นทางการเมืองนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมาหากย้อนไปในช่วงเริ่มต้นของการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อปี 2551 ในช่วงกลางของพันธมิตรฯ ที่มีท่าทีเริ่มแผ่วหลังปิดถนนราชดำเนินและยึดบริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ เป็นที่ตั้งเวทียาวนานเป็นเดือนๆ ที่ก็ยังไม่สามารถสร้างพลังในการเรียกร้องได้ประเด็นข้อพิพาทประสาทพระวิหาร จึงถูกแกนนำพันธมิตร หยิบยกขึ้นมาปราศรัยโจมตีรัฐบาล โจมตีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเวลานั้น “นพดล ปัทมะ” ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นคนสนิท พ.ต.ท.ทักษิณ ที่พันธมิตรฯ ไม่แฮปปี้และต้องการโค่นจากเก้าอี้ รมต.จากสองแรงบวกทั้งประสาทพระวิหาร และ ความไม่ชอบมาพากลของการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหาร โดยมีกระทรวงการต่างประเทศที่รับผิดชอบโดยบุคคล ที่เป็นเครือข่าย “ทักษิณ” ทำให้ม็อบพันธมิตรฯ มีชีวิตชีวา มวลชนเริ่มมากขึ้นจนนำไปสู่ประเด็นทวงคืนประสาทพระวิหารขณะเดียวกันในฝั่งกัมพูชา ก็ใช้ประสาทพระวิหาร เป็นประเด็นในการหาเสียงเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี สุดท้ายนายฮุนเซน ก็สามารถรักษาเก้าอี้นายกฯ ไว้ได้อีกสมัย โดยมีประเด็นขึ้นทะเบียนมรดกประสาทพระวิหาร เป็นตัวช่วย

นอกจากประเด็นการเมืองภายในของไทยและกัมพูชาแล้ว ประสาทพระวิหาร ยังถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะกำบังของฝ่ายการเมืองเพื่อหาประโยชน์ จากความรักชาติแล้ว ในทางการเมืองขึ้นถูกผูกโยงถึงการใช้การช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ จากรัฐบาลกัมพูชา ในการที่จะลักลอบเข้าประเทศไทยในแนวชายแดนกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวเมื่อต้นปีที่ผ่านมาจนนำไปสู่การปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชามีทั้งเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายนาย สถานการณ์กลับมาตึงเครียดทั้งศึกภายในและศึกภายนอกขณะเดียวกันกลุ่มคนเสื้อแดงก็ย้อนเกล็ดกลุ่มพันธมิตรฯหลังจากที่นายกษิต ภิรมย์ ได้นั่งเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศ ก็ใช้ประเด็นประสาทพระวิหารโจมตี นายกษิต เมื่อครั้งขึ้นเวทีพันธมิตรฯ โจมตีกัมพูชา ไม่ให้เกียรติผู้นำ ก่อนจะมาลงเอยที่อภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วง 3 เดือนแรกของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์อีกด้านหนึ่งในสถานการณ์ที่ไทยยังมะงุมมะงาหรา เรื่องประสาทพระวิหาร “กัมพูชา” กลับค่อยๆ สร้างชุมชน สร้างทางขึ้นตัวปราสาท ลำเลียงสะเบียงกำลังพลขึ้นมายังประสาทพระวิหาร แม้ในบางอย่างจะเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทย แต่ก็ได้แต่ประท้วงในระดับทางการทูตขณะเดียวกัน บรรยากาศที่บริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทหารยังคงรักษาการณ์ตามปกติ และมีวางกำลังตรวจตราอย่างเข้มงวดเช่นเคยส่วนที่บริเวณด้านทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหาร ปรากฏว่าทหารไทยและทหารกัมพูชายังคงตรึงกำลังตามปกติแต่สถานการณ์ไม่ได้ตึงเครียดแต่อย่างใด หลังมีกรณีคนไทยขึ้นมาประท้วงเพื่อทวงคืนประสาทพระวิหารเป็นสถานการณ์ปกติที่เคยเป็น ในยามที่ประเด็นการเมืองภายในประเทศได้ถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปที่เรื่องอื่น“เขาพระวิหาร” จึงถูกลืมไปชั่วขณะแต่จะกลับมาในความทรงจำในอีกไม่นาน!!! ■

ทำได้ หรือ ไม่ทำ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

แนวทางความคิดในการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ”ที่ดูเหมือนจะเข้าท่าเข้าทางของ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ดูเหมือนจะเป็นดั่งคำโบราณท่านว่าเสียแล้ว “ท่าดีทีเหลว”เป็นเพราะการกระตุ้นนั้นไปทำกันเพียงแค่กลุ่มกระจุกเท่านั้น ไม่ได้เป็นการกระตุ้นโดยทั้งระบบทุกภาคส่วนบางครั้งแนวทางการคิดของผู้ใหญ่บางคนอาจจะใช้ได้เมื่อ 30 ปีก่อน... แต่วันนี้สังคมโลกเปลี่ยนไป แนวทางการค้าเปลี่ยนไปในโลกแห่งความเป็นจริง...ไม่เคยมีนักการเมืองคนใดที่เดิมมีอาชีพเป็นขุนนางหรืออำมาตย์แล้วมาบริหารบ้านเมืองในเรื่องการค้าได้ดีเลย เพราะขาดประสบการณ์และความชำนาญนั้นเองการที่ได้ผู้นำมาจากนักวิชาการ...ก็ดูเหมือนจะมีประสบการณ์มาจากตำราที่เรียนรู้ดูท่องจำ แต่ขาดปัญญาปัญญาก็คือสิ่งที่ต้องคิดเองแก้ไขเองด้วยวิถีทางที่พอดีพอเหมาะกับสังคมโลก หากเปรียบเทียบการค้าของทุกประเทศทั่วโลก คงเปรียบให้เหมือนกับการแข่งกีฬาก็ได้เช่นกันทุกประเทศเล่นในการแข่งขันด้วยกติกาเดียวกันไม่มีการต่อแต้มใดๆ และเมื่อโค้ชทีมเราไม่เก่ง นักกีฬาอ่อนแอ จะมองเห็นชัยชนะได้อย่างไรหากให้นักกอล์ฟอย่าง “ธงชัย ใจดี” ไปตีแข่งกับมือหนึ่งของโลก ไทเกอร์ วูด ก็คงไม่มีการให้แต้มต่อกับธงชัยอย่างแน่นอนการค้าทั่วโลกแข่งกันขายด้วยระบบกติกาเดียวกัน!หากผู้นำไม่มีประสบการณ์ หรือไม่เคยประสบความสำเร็จทางด้านการค้าขายมาก่อนเลยในชีวิต หลับตานึกเล่นๆ ว่า...ทิศทางของประเทศจะไปทางไหนผู้นำวันนี้ต้องเปลี่ยนไปตามระบบของกระแสโลก เพราะเรายังต้องพึงพาประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาและในยุโรปอีกหลายประเทศหากผู้นำเป็น “ไก่อ่อน” ต่อรองราคาไม่เป็น ยืดหยุ่นไม่เป็น เห็นทีการค้าขายส่งออกที่ฝันเอาไว้จะเป็นไปได้ยากเต็มทีเพราะเทคนิคในการเจรจานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้ เวลาเจรจากันจะกี่ฝ่ายก็สุดแท้แต่ ต่างก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศตนเป็นหลักด้วยกันทั้งนั้น

คิดเล่นๆ กับยางพารา เมื่อ 5 ปีก่อน...ใครหนอ? จะคิดว่า น้ำยางพารา และ ยางพารา ที่สำเร็จรูปจะแพงระยับขึ้นไปถึงกิโลกรัมละร้อยบาทได้นั่นเป็นแนวคิดวิธีของใคร เราคงจำกันได้ดีแต่วันนี้ราคายางร่วงหล่นไม่เป็นท่า เรื่องการค้าง่ายๆยังไม่สามารถทำได้ แล้วการค้าระดับการส่งออกระหว่างประเทศ...จะขุนจะดันกันได้เพียงไหนยิ่ง WTA มีกฎกติกามากมาย แล้วจะไหวกันหรือเบื้องต้นสิ่งแรกที่เป็นการเกื้อหนุนการส่งออกคือ ลดภาษีด่วน ทั้งภาษีในการส่งออก ภาษีจากการนำเข้า ลดจากเดิมกึ่งหนึ่งก็พอที่จะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจภาครวมได้อยู่มากโขจากนั้นพยายาม ลดราคาน้ำมัน ลงอย่าให้แพงไปกว่าที่เป็นอยู่ให้ได้ และ การลดต้นทุนอีกอย่างหนึ่ง คือ ลดต้นทุนของเวลาในการบริหารบ้านเมืองเลิกเล่นการเมืองกันได้แล้ว 3 ปีผ่านมาคนไทยบอบช้ำเหมือนเป็นไข้หนักที่รอหมอเก่งๆ มารักษาแววตาคนไทยตาดำๆ ส่วนมากวันนี้เริ่มฝ้าฟาง...มองอะไรไม่ค่อยชัดเสียเท่าไหร่ เพราะว่าขาดวิตามินในการมาบำรุงเพราะไม่มีรายได้มากพอที่จะหาซื้ออาหารดีๆ มารับประทานเหมือนเมื่อ 5 ปีก่อนโน่นถามตรงๆ ว่า...วงการไหนที่ไม่มีโกงไม่มีกินค่าคอมมิชชั่นบ้าง ตอบได้ว่า “คงไม่มี”ให้เขาบ้าง...เราบ้าง คงจะนำพาประเทศไปได้ดีกว่านี้ หากยึดถือแต่หลักการบางอย่างเอาไว้มากๆ เหมือนพวกอำมาตย์เฒ่าเมื่อ 30 ปีก่อนมีหวังเหนื่อยกันยาวๆทั้งประเทศแน่พี่น้องเอ้ย!เพราะโลกหมุนทุกวันเปลี่ยนไปทุกวัน ■

วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(6):ยุวกษัตริย์กับบัลลังก์เลือด

ที่มา Thai E-News


ความอึมครึมในหน้าประวัติศาสตร์-ยุวกษัตริย์หลายพระองค์ถูกสำเร็จโทษประหารเพื่อโค่นเอาบัลลังก์ แต่บางหน้าประวัติศาสตร์เช่นกรณีพระแก้วฟ้าก็เป็นไปอย่างคลุมเครือว่าที่แท้โดนพระมารดาวางยาพิษ หรือพระปิตุลาชำระประวัติศาสตร์หลังเป็นผู้ชนะ(ภาพ:จากภาพยนต์เรื่องสุริโยทัย)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 กันยายน 2552

วิกฤตการณ์ทางการเมือง อันสืบเนื่องมาจากความยุ่งยากในบั้นปลายรัชกาลนั้นมีมาทุกราชธานี และมีสืบมาตั้งแต่ครั้งต้นกรุงศรีอยุธยา ปัญหาหนักข้อหนึ่งก็คือการสืบสายเลือดขัติยะนั้น หลายครั้งก็จำเป็นต้องมีการแต่งตั้งยุวกษัตริย์ เพื่อสืบสันตติวงศ์ และเป็นความเปราะบางที่นำไปสู่การโค่นล้มราชบัลลังก์แบบนองเลือดอยู่เนืองๆ

กรณีที่1:พระเจ้าทองลัน

พระสาทิสลักษ์สมเด็จพระราเมศวร จากจินตนาการของจิตรกร

ความยุ่งยากเกิดขึ้นเมื่อปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง กษัตริย์พระองค์แรกผู้ก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาจวนจะสวรรคตนั้น ได้มอบราชสมบัติให้กับพระโอรสคือสมเด็จพระราเมศวร เป็นกษัตริย์อยุธยา องค์ที่ 2 ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1(พระเจ้าอู่ทอง)กับพระขนิษฐาของขุนหลวงพะงั่ว

พระราเมศวรทรงขึ้นครองราชย์ได้เพียงปีเดียวก็สละราชสมบัติให้กับขุนหลวงพะงั่ว ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินในพระนามสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 เพราะขุนหลวงพะงั่วทรงมีอำนาจตัวจริงในแผ่นดินในกาลครั้งนั้น และขุนหลวงพะงั่วได้ยกกองทัพมาจากเมืองสุพรรณบุรี ประชิดกรุงศรีอยุธยา บีบให้หลานคือพระราเมศวรทรงสละราชสมบัติให้ แล้วส่งหลานเสด็จกลับไปครองเมืองลพบุรีที่ทรงเคยปกครองในอดีต

ต่อมาขุนหลวงพะงั่วเสด็จสวรรคตระหว่างไปรบ พระเจ้าทองลันพระราชโอรส เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดา เป็นยุวกษัตริย์ที่มีพระชนมายุได้ 15 พรรษา แต่ครองราชสมบัติได้ 7 วัน สมเด็จพระราเมศวรก็ได้ทรงนำกำลังจากเมืองลพบุรีเข้ายึดกรุงศรีอยุธยาทวงราชสมบัติ แล้วกุมตัวพระเจ้าทองลันไปสำเร็จโทษ

กรณีที่2"พระรัษฎาธิราช

สมเด็จพระรัฏฐาธิราชกุมาร จากภาพยนตร์เรื่องสุริโยทัย

สมเด็จพระรัฏฐาธิราชกุมาร หรือ สมเด็จพระรัษฎาธิราชกุมาร กษัตริย์พระองค์ที่ 12 แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร)ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระชนมายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

เมื่อสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรเสด็จสวรรคตด้วยการประชวรไข้ทรพิษ ในพ.ศ. 2076 ได้มอบราชสมบัติให้พระรัฏฐาธิราชกุมาร ซึ่งมีพระชนมายุเพียง 5 พรรษา ทั้งๆ ที่มีพระไชยราชา พระปิตุลาเป็นพระมหาอุปราชอยู่แล้ว

เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ได้ 5 เดือน บ้านเมืองอยู่ในสภาวะระส่ำระสาย พระไชยราชาซึ่งครองเมืองพิษณุโลกอยู่ ทรงยกกองทัพลงมาชิงราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2077 ทรงสำเร็จโทษพระรัฏฐาธิราชกุมารแล้วเสด็จขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่า สมเด็จพระไชยราชาธิราช


กรณีที่3:พระยอดฟ้า


พระยอดฟ้า,ท้าวศรีสุดาจันทร์ จากภาพยนตร์กบฎท้าวศรีสุดาจันทร์-THE KING MAKER

สมเด็จพระยอดฟ้า หรือ พระแก้วฟ้า กษัตริย์พระองค์ที่ 14 แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระไชยราชาธิราช พระองค์ทรงครองราชย์เพียงช่วงเวลาสั้นๆ โดยพงศาวดารเขียนไว้ว่า เพราะพระมารดาทรงร่วมมือกับชายชู้ในการแย่งชิงราชบัลลังก์

ความสืบเนื่องมาจากช่วงระยะก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 ไม่นานนั้น"พระเทียรราชา" พระอนุชาต่างพระมารดาของสมเด็จพระไชยราชา พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับสมเด็จพระพนรัต วัดพระเชตุพน หรือวัดโพธิ์ ท่าเตียน บันทึกไว้ว่า "ศักราช 889 ปีกุน นพศก สมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้า เสด็จสวรรคต ณ มัชฌิมวิถีประเทศ (กลางทางระหว่างไปรบกับเชียงใหม่ แต่ต้องกระสุนขณะนำทัพเข้าตีเมืองหริภุญไชย ลำพูน อันเป็นเมืองด่านหน้าของเชียงใหม่ในทิศใต้สมัยนั้น) มุขมนตรีเชิญพระบรมศพเข้าพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้า อยู่ในราชสมบัติมไหศวรรย์ 14 พรรษา มีพระราชโอรสสองพระองค์ และพระราชโอรสผู้พี่ทรงพระนาม "พระยอดฟ้า" พระชนม์ได้ 11 พรรษา พระราชโอรสผู้น้องทรงพระนามว่า "พระศรีศิลป์" พระชนม์ได้ 5 พรรษา

ครั้นถวายพระเพลิงพระไชยราชาเสร็จแล้ว ก็ถึงคราวผลัดแผ่นดิน ฝ่ายพระเทียรราชา ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของสมเด็จพระไชยราชานั้น จึ่งดำริว่า "ครั้นกูจะอยู่ในฆราวาสบัดนี้ เห็นภัยจะบังเกิดมีเป็นมั่นคง ไม่เห็นสิ่งใดที่จะเป็นที่พึ่งได้ เห็นแต่พระพุทธศาสนา และผ้ากาสาวพัตร์ อันเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ จะเป็นที่พำนักพันภัยอุปัทวอันตราย ครั้นดำริแล้ว ก็ออกไปอุปสมบทเป็นภิกษุภาวะอยู่ ณ วัดราชประดิษฐาน..."

สรุปก็คือที่พระเทียรราชาออกบวช ก็เพื่อให้การผลัดเปลี่ยนแผ่นดินเป็นไปโดยความราบรื่น เพราะพระเทียรราชาเป็นพระอนุชาพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน หากอยู่ในเพศฆราวาสต่อไป ก็อาจทำให้เกิดความระแวงได้ว่าจะเป็นภัยต่อราชสมบัติของยุวกษัตริย์ คือพระยอดฟ้า ที่เป็นหลานของพระองค์

แต่ระหว่างที่พระเทียรราชาออกบวชนั้น แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ พระมารดาของพระแก้วฟ้า ได้เป็น"แม่หยัวเมือง หรือแม่อยู่หัวเมือง"ผู้ว่าราชการหลังม่านแทนยุวกษัตริย์ มีอำนาจตัวจริง และพงศาวดารระบุว่าได้ทรงมีชู้อยู่กินกับพันบุตรศรีเทพ พนักงานเฝ้าหอพระด้านนอกวัง จนมีพระราชธิดาด้วยกัน 1 องค์ และต่อมาก็ได้ก่อเหตุปลงพระชนม์พระยอดฟ้า แล้วยกพันบุตรศรีเทพ ชู้รักขึ้นเป็นกษัตริย์ ชื่อว่า ขุนวรวงศาธิราช

เมื่อบ้านเมืองเป็นทุรยุคดังนั้น บรรดาขุนนางก็ทนไม่ได้ ไปร่วมวางแผนกับพระภิกษุเทียรราชาในวัด ตามพงศาวดารว่ามีการเสี่ยงเทียนทำนายว่าหากพระเทียรราชามีบุญจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ขอให้เทียนที่จุดเป็นสัญญลักกณ์แทนท่านนั้นดับทีหลังเทียนที่ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนขุนวรวงศาธิราช ครั้นผลเสี่ยงเทียนเป็นไปดังใจหมายแล้ว จึงพากันทำการยึดอำนาจรัฐประหาร ล้มล้างราชบัลลังก์แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ และขุนวรวงศาธิราชเป็นผลสำเร็จ แล้วก็ได้ทูลขอให้พระภิกษุพระเทียรราชาลาสิกขา หรือ ทรงปริวัตรกลับเพศเป็นฆราวาส เสด็จขึ้นครองราชย์ในพระนาม "สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์"

พระเทียรราชามีพระชายาคือ สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ซึ่งต่อมาปลอมพระองค์เป็นชายออกรับศึกพม่าจนสิ้นพระชนม์บนคอช้าง ทำให้พม่าถอยทัพกลับเมือง

นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยบางสำนักกล่าวว่า พระเทียรราชาอาศัยผ้าเหลืองหนีราชภัย แล้วสมคบคิดกับขุนนางและขุนศึกก่อการรัฐประหารยึดอำนาจแม่เจ้าอยู่หัวศรีสุดาจันทร์ และรัชทายาทตามกฎหมาย แต่เมื่อล้มล้าง"อำนาจเก่า"สำเร็จแล้ว ก็จะได้ชื่อว่าแย่งราชสมบัติหลาน และลูกเมียพี่ชาย ก็อาจจะสั่งให้ชำระประวัติศาสตร์เสียใหม่ให้ พระนางเลวชาติโดยการกล่าวหาว่า"ฆ่าผัว-ฆ่าลูก-คบชู้-ยกชู้ขึ้นเป็นใหญ่"

เข้าทำนองคนชนะเขียนประวัติศาสตร์ "ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร"

กรณีที่4:พระศรีเสาวภาคย์

สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ หรือ พระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ เป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 20 แห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองในสมเด็จพระเอกาทศรถ (พระอนุชาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) แต่เจ้าฟ้าสุทัศน์พระโอรสองค์ใหญ่ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชได้เสวยยาพิษสิ้นพระชนม์ และสมเด็จพระเอกาทศรถก็ตรอมพระทัยสวรรคตตามไปอีกพระองค์หนึ่ง

เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์จึงได้รับทูลเชิญให้ขึ้นครองราชย์นอกเหนือความคาดหมาย เมื่อปี พ.ศ. 2163 โดยส่วนพระองค์แล้วพระองค์มีพระเนตรเสียข้างหนึ่ง และทรงมีพระบุคลิกค่อนข้างอ่อนแอ และไม่สนพระทัยเกี่ยวกับราชการบ้านเมืองเลย เมื่อครองราชย์อยู่ได้หนึ่งปีกับสองเดือนก็โดนขุนนางปลดจากราชสมบัติและนำไปสำเร็จโทษจึงเสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ. 2163 พระบรมศพถูกนำไปฝังที่วัดโคกพระยา

แต่บันทึกของเยเรเมียส ฟอน ฟลีต (Jeremais Van Vliet)พ่อค้าชาวฮอลันดา หรือที่เรียกตามปากแบบไทยๆว่า”วันวลิต”บอกว่า พระศรีเสาวภาคย์ถูกพระเชษฐาต่างพระมารดาแย่งชิงราชสมบัติต่างหาก

บันทึกของวันวลิตกล่าว พระเชษฐาต่างพระมารดาองค์นี้ (ต่อมาปราบดาภิเษกทำรัฐประหารขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระนามว่าสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม) ทรงเป็นโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ อันเกิดจากพระสนม ในบั้นปลายรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถตอนจวนใกล้จะเสด็จสวรรคตได้ส่งมอบราชสมบัติให้พระศรีเสาวภาคย์ พระราชโอรสอันเกิดแต่พระมเหสีเอก

เวลานั้นพระเจ้าทรงธรรมทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง เนื่องจากพระองค์เกิดแต่นางสนม จึงไม่มีสิทธิในราชสมบัติ แต่ว่าเนื่องจากพระองค์ทรงมีลูกศิษย์ลูกหาและขุนนางข้าราชการชมชื่นอยู่มาก ทำให้สามารถซ่องสุมกำลังเข้ายึดอำนาจได้ พระองค์ครองราชย์อยู่ 18 ปี หลังจากนั้น ก็ทรงประชวรและสวรรคตในปี พ.ศ.2171 พระชนมายุได้ 38 พรรษา

แต่ปัญหาความยุ่งยากในบั้นปลายรัชกาล และการสืบราชสมบัติก็คล้ายๆ กับตอนที่พระองค์ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ เมื่อพระเจ้าทรงธรรมสิ้นพระชนม์ ขณะที่โอรสองค์ใหญ่คือ พระเชษฐาธิราชยังมีพระชนมายุ เพียง 15 พรรษา ระหว่างที่ยังครองราชย์อยู่นั้น ได้ตั้งพระอนุชาขึ้นเป็นมหาอุปราช คือพระพันปีศรีศิลป์ เมื่อใกล้สวรรคตปรากฏว่าทรงต้องการให้ราชสมบัติตกแก่พระราชโอรส พระเจ้าทรงธรรมจึงได้ให้ขุนนางคนหนึ่งชื่อออกญาศรีวรวงค์คอยช่วยเหลือให้พระโอรสได้ราชสมบัติ

กรณีที่5-6:พระเชษฐาธิราช และพระอาทิตยวงศ์

บันทึกวันวลิตกล่าวถึงเหตุการณ์รัฐประหารนองเลือดของพระเจ้าปราสาททอง ที่ได้ประหารยุวกษัตริย์ลูกหลานพระเจ้าทรงธรรมไปถึง 2พระองค์ และเจ้านายองค์เล็กๆแบบไม่ให้เหลือเสี้ยนหนามอีกหลายพระองค์


#สมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในภาพยนตร์ตำนานพระนเรศวร



บันทึกของวันวลิตระบุว่า เมื่อพระเจ้าทรงธรรมประชวรใกล้สวรรคตนั้น ขุนนางส่วนหนึ่งเห็นว่า ราชสมบัติควรตกแก่พระอนุชาซึ่งเป็นอุปราช แต่พระเจ้าแผ่นดินและออกญาศรีวงค์เห็นควรว่าสมบัติควรจะตกแก่โอรส

ในตอนที่พระเจ้าทรงธรรมใกล้สิ้นพระชนม์ และเกิดการแตกออกเป็น2ฝ่ายดังกล่าว จึงเป็นโอกาสให้ ออกญาศรีวรวงค์ที่กุมอำนาจในมืออยู่ขณะนั้น ฉวยโอกาสที่จะรัฐประหารยึดอำนาจ โดยได้ให้ทหารของตนเฝ้าทางเข้าพระราชวังทุกด้าน ไม่มีขุนนางแม้แต่คนเดียวเข้าไปดูอาการพระเจ้าทรงธรรมได้ในระหว่างนั้น

ออกญาศรีวรวงค์เพียงคนเดียวเป็นผู้รับสนองคำสั่ง และพระราชโองการ แล้วนำมาแจ้งต่อที่ประชุมเสนาบดี มีการแสร้งกระจายข่าวว่าพระเจ้าทรงธรรมอาการดีขึ้น (ทั้ง ๆ ที่กำลังจะสวรรคต) แล้วในขณะเดียวกันก็ไปเกลี้ยกล่อมขุนนางญี่ปุ่นที่พระเจ้าทรงธรรมชุบเลี้ยงไว้ คือออกญาเสนาภิมุขให้เป็นพวก และยังได้นำกำลังทหารที่เป็นฝ่ายตนเข้ามาไว้ในเมืองหลวง อ้างว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระราชประสงค์ใช้ทหารในการเสด็จประพาส หลังจากหายประชวรแล้ว

เมื่อพระเจ้าทรงธรรมสวรรคตลง ออกญาศรีวรวงค์มีคำสั่งให้ขุนนางทั้งปวงมาที่ในวัง แล้วแจ้งว่า พระเจ้าแผ่นดินสวรรคต 1 ชั่วโมงแล้ว แต่ขุนนางส่วนมากเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตนานแล้ว แต่ออกญาศรีวรวงค์ปิดบังไว้ ออกญาศรีวรวงค์ได้แจ้งว่า พระเจ้าทรงธรรมทรงต้องการมอบราชสมบัติให้แก่พระราชโอรส ขุนนางทั้งปวงจึงคล้อยตาม

พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ขึ้นสู่พระราชบัลลังก์ คือสมเด็จพระเชษฐาธิราช มีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ในขณะที่พระอนุชาของพระเจ้าทรงธรรม คือพระศรีศิลป์ ที่เป็นอุปราชอยู่ ก็ได้หนีราชภัยไปบวชที่เมืองเพชรบุรี

ออกญาศรีวรวงค์ได้กำจัดขุนนางที่หนุนฝ่ายพระศรีศิลป์ ซึ่งเสด็จออกผนวชหนีราชภัย รวมทั้งพวกที่ไม่ประกาศออกมาชัดเจนว่าเป็นพวกใดก็ไม่ละเว้น พวกเขาถูกจับกุมและถูกพันธนาการอย่างแน่นหนา บ้านเรือนตลอดจนทรัพย์สมบัติถูกปล้นสดมภ์ ข้าทาสบริวารถูกคร่าไปสิ้น ขุนนางผู้ใหญ่ถูกสับออกเป็นท่อน ๆ ศรีษะและร่างกายอื่น ๆ ถูกเสียบประจานไว้หลาย ๆแห่ง เพื่อเตือนใจพวกคิดต่อต้าน

ขุนนางคนสำคัญที่สุดที่ถูกประหารคือออกญากลาโหม แม่ทัพช้าง และออกหลวงธรรมไตรโลก เจ้าเมืองตะนาวศรี จากนั้นออกญาศรีวรวงค์ก็ได้ยึดตำแหน่งออกญากลาโหมแทน ส่วนตำแหน่งต่าง ๆที่ว่างลง เพราะขุนนางฝ่ายตรงข้ามถูกประหารหรือถูกถอดยศ ออกญากลาโหมคนใหม่ก็ตั้งคนของตนเข้าไปแทน

แต่ศัตรูก็ยังมีอยู่เพราะอุปราชหนีไปผนวช ออกญากลาโหมไม่กล้าแตะต้องเพราะกลัวบาป และกลัวคนสาปแช่ง จึงให้ออกญาเสนาภิมุขไปล่อลวงให้กลับกรุงศรีอยุธยา โดยแจ้งว่าจะได้รับอำนาจเป็นพระมหากษัตริย์ อุปราชก็หลงเชื่อจึงกลับมา แต่ไม่ยอมสึก เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยาก็ถูกหลอกให้สึกพระ โดยญี่ปุ่นทำเป็นว่าได้วางทหารไว้ทั่ววังแล้ว วางใจได้แน่

แต่พอสึกก็โดนจับได้ ไปขังไว้และถูกสั่งประหารถึงแก่ทิวงคตในที่สุด ในตอนที่มีพระชนม์ชีพเพียง 26 พรรษา และได้แต่งตั้งพระเชษฐาธิราชขึ้นนั่งราชบัลลังก์

ก่อนพระศรีศิลป์จะตายนั้น วันวลิตบันทึกว่า พระองค์ทรงขออนุญาต ตรัสแก่พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ที่เป็นหลานสักครั้งก่อนถูกประหารชีวิต ซึ่งก็ได้รับอนุญาต เมื่อได้เข้าเฝ้า ก็ทรงทูลข้อเตือนใจและคำแนะนำที่เป็นแก่นสาร ในตอนท้าย ได้ตรัสว่าพระเจ้าแผ่นดินว่า ไม่ควรทรงไว้ใจออกญากลาโหมมากนัก หรือให้ออกญากลาโหมมีอำนาจมากเกินไป ทรงเพิ่มเติมว่า “ออกญากลาโหมเป็นสุนัขจิ้งจอกที่แยบยล จะแยกมงกุฎจากพระเศียรของพระองค์ จะฆ่าพระองค์ และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นของราชวงศ์พระบิดา และจะปกครองอาณาจักรดุจราชสีห์”

อย่างไรก็ดี พระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ใส่ใจคำเตือนนี้ ทรงมีกระแสรับสั่งให้ประหารชีวิต พระปิตุลาถูกนำไปยังป่าช้าที่เงียบเหงา ซึ่งพระองค์ถูกบังคับให้นอนบนพรมสีแดง จากนั้นถูกทุบด้วยท่อนจันทน์ที่พระอุระ ทั้งพระองค์ ท่อนจันทน์ และพรมสีแดง ก็ถูกเหวี่ยงลงบ่อน้ำไป ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 26 พรรษา ทรงเป็นเจ้าชายที่เข้มแข็งมาก ถ้าหากพระองค์ทรงได้ครองราชสมบัติตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว พระองค์จะทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินซึ่งมีคุณงามความดีเหนือพระเชษฐาธิราชหลายประการ

แม้ได้ขจัดศัตรูทางการเมืองอย่างพระศรีศิลป์ไปแล้ว แต่ผู้ทรงอำนาจในแผ่นดินตัวจริงก็หาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ กลับเป็นออกญากลาโหมนั่นเอง

วันหนึ่ง เมื่อน้องชายออกญากลาโหมตาย และเพื่อที่จะทำพิธีเผาศพอย่างใหญ่โตเอิกเกริก ออกญากลาโหมก็เชิญขุนนางหลายคนเดินทางไปกับตนเป็นเวลาหลายวัน เพื่อทำพิธีเผาศพให้สมเกียรติ ทำให้วันหนึ่ง ขณะที่ออกขุนนาง พระเจ้าแผ่นดินทรงมีรับสั่งถามว่า “ขุนนางหายกันไปไหนหมด ทำไมถึงไม่มาเข้าเฝ้าเป็นเวลาหลายวันแล้ว”

เมื่อทรงทราบว่า พวกขุนนางติดตามออกญากลาโหมไปในพิธีเผาศพน้องชาย ก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่า “ข้าตั้งใจไว้แล้วว่าแผ่นดินสยามนั้นจะต้องมีพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียว และพระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นก็คือข้า ออกญากลาโหมเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่สองหรือ? ข้าไม่ยักรู้ เอาเถิดปล่อยให้มันและพวกพ้องกลับมาถึงราชสำนักก่อน แล้วข้าจะให้รางวัลในการกระทำของพวกมันอย่างเต็มที่” ขุนนางคนหนึ่งซึ่งเฝ้าอยู่ในขณะนั้น ก็แอบลอบออกจากพระราชวัง ไปเตือนออกญากลาโหมถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ออกญาและพวกขุนนางอื่นๆ

ออกญากลาโหมมีทีท่าวุ่นวายใจเมื่อทราบข่าว และกล่าวกับขุนนางทั้งปวงว่า เขายินดีที่จะตายถ้าหากเลือดเนื้อของเขาจะทำให้พระเจ้าแผ่นดินหายพิโรธได้ แต่ได้กล่าวเพิ่มเติม ว่า “ถ้าหากข้าซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในบรรดาพวกเรา จะต้องสิ้นชีวิตลงแล้ว พวกเจ้าจะเป็นอย่างไร..”

หลังจากนั้น พวกขุนนางก็เสนอความเห็นหลายประการ และสาบานว่าจะสนับสนุนออกญากลาโหมทุกประการ และลงมติว่าออกญากลาโหมจะได้รับการสนับสนุนจากกองทัพของพระเจ้าแผ่นดิน ( ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในมือของออกญากลาโหม ) และขุนนางแต่ละคนจะเกณฑ์สมัครพรรคพวกและข้าทาสเข้าร่วมด้วย เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันกลับที่พักของตนพร้อมกับเริ่มดำเนินการตามแผน

เย็นวันนั้น ออกญากลาโหมพร้อมกับทหารจำนวนหนึ่ง ก็ปรากฎตัว ณ ประตูกวาง พวกขุนนางก็เข้ารวมพวกด้วย และบุกเข้าไปในพระราชวังและสามารถยึดอำนาจรัฐไว้ได้

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทราบข่าว ก็กระโดดขึ้นช้างตีนเร็ว ( fleet-footed-elephant ) หนีไปแต่ผู้เดียว ให้ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำ และหนีต่อไปทางเหนือเมืองเจ็ดไมล์ เสด็จไปซ่อนพระองค์อยู่ในวัดร้างแห่งหนึ่ง

เมื่อออกญากลาโหม ทราบข่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินหลบซ่อนอยู่ในที่ใดแล้ว ก็ส่งทหารของตนออกไปจับพระองค์เป็นเชลย นำกลับมายังกรุงศรีอยุธยา เมื่อมาถึง พวกขุนนางก็พิจารณาลงโทษประหารชีวิตพระองค์ ตามข้อแนะนำของออกญากลาโหม ผู้ซึ่งกล่าวว่า “เนื่องจากพระองค์ได้เสด็จหนีไปจากพระราชวังของพระองค์เอง ทรงละทิ้งมงกุฎและเกียรติยศของกษัตริย์ พระองค์ไม่สมควรที่จะปกครองพวกเราสืบไป!” ทันใดนั้น พระองค์ก็ถูกคุมตัวไปยังป่าช้า สถานที่เดียวกับที่พระปิตุลาถูกประหาร และพระองค์ก็สิ้นพระชนม์แบบเดียวกันกับพระปิตุลา เสวยราชย์อยู่เพียง 8 เดือน

จากนั้นออกญากลาโหมก็ยังไม่ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่เสียเลยทีเดียว ได้มีการตั้งยุวกษัตริย์อีกองค์คือพระอาทิตยวงศ์ พระอนุชาของพระองค์เชษฐาธิราช ขึ้นเสวยราชสมบัติด้วยความเห็นชอบของขุนนาง ขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้ 10 พรรษา ออกญากลาโหมได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการ เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเยาว์ แต่ออกญากลาโหมประกาศว่าไม่ต้องการที่จะรับหน้าที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ดีหลังจากอิดออดพอเป็นพิธีแล้ว ในตอนท้าย ออกญากลาโหมก็รับเป็นผู้สำเร็จราชการตามคำวิงวอนของขุนนาง ซึ่งกล่าวว่าออกญากลาโหม เป็นผู้สืบเชื้อสายโดยตรงจากพระเจ้าแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่และยุติธรรม และเป็นลูกพี่ลูกน้องของพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบัน ในที่สุดหลังจากที่ได้คัดค้าน ออกญากลาโหมก็ยอมรับเป็นผู้ปกครอง และได้มีการรับรู้ และประกาศให้ทราบทั่วกันโดยพระราชวงศ์

หลังจากพระเจ้าแผ่นดินขึ้นครองราชย์ได้หลายวัน ออกญากลาโหมต้องการจะสละตำแหน่งหน้าที่ โดยกล่าวว่า “เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ว่าชีวิตหรือตำแหน่งหน้าที่การงานของข้าก็จะต้องไม่มั่นคง เพราะว่าย่อมจะมีทางเป็นไปได้ ที่บุคคลซึ่งไม่ใช่เพื่อนแท้ และพวกปากหอยปากปู ย่อมจะกล่าวร้ายป้ายสีการกระทำของข้า ทำให้ข้ามีมลทิน ซึ่งย่อมจะทำให้พระเจ้าแผ่นดินพิโรธ” และกล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่เป็นการถูกต้องนัก ที่อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่นี้จะปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดินที่เยาว์วัย ด้วยเหตุผลต่าง ๆ จึงพิจารณาว่า ควรจะมีพระเจ้าแผ่นดินปกครองเป็นการชั่วคราวก่อนที่เจ้าชายองค์น้อยนี้จะบรรลุนิติภาวะ และทรงสามารถปกครองได้ด้วยพระองค์เอง เมื่อถึงเวลานั้น พระเจ้าแผ่นดินชั่วคราวจะต้องถวายราชสมบัติคืนแก่รัชทายาทที่ถูกต้อง ในตอนนี้เจ้าชายจะต้องอยู่ในความดูแลของพระสงฆ์เพื่อจะได้เรียนรู้หลักธรรม

หลังจากได้พิจารณาข้อเสนอของออกญากลาโหมแล้ว ก็ไม่สามารถจะตกลงให้สละตำแหน่งหน้าที่ได้ แต่ต้องสถาปนาออกญากลาโหมขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินขึ้นสืบทอดอำนาจหลังจากทำรัฐประหารมาสำเร็จลุล่วงแล้ว ตามเงื่อนใขที่ออกญาวางไว้เอง

แต่อย่างไรก็ดี ออกญากลาโหมแสดงท่าทีอิดออดว่าไม่ต้องการรับมงกุฎ แต่ในที่สุดก็ยินยอมรับตามคำอ้อนวอนและขอร้องของบุคคลทุกชั้น(ซึ่งก็ล้วนเป็นพวกของออกญากลาโหม) สองสามวันหลังจากที่ได้สถาปนาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ออกญากลาโหมก็ทรงเสนอต่อขุนนางด้วยคุณธรรมจริยธรรมสูงยิ่งว่า ที่จะให้เจ้าชายปกครองพระราชอาณาจักรร่วมกัน แต่ขุนนางพรรคพวกของออกญากลาโหมก็ทำทีทัดทานว่าไม่สามารถจะยอมได้ การจำกัดอำนาจดังกล่าวจะเกิดผลอันตรายเพราะว่าเมื่อเจ้าชายมีพระราชอำนาจเต็มที่แล้วอาจจะไม่ไว้ใจออกญากลาโหมโดยการยุยงของผู้อื่น และจะคอยจับผิดเพื่อติเตียนออกญากลาโหมในด้านการปกครอง และดังนั้นจะเป็นอันตรายต่อออกญากลาโหมเป็นอย่างมาก

ดังนั้นออกญากลาโหมจึงไม่ขอรับมงกุฏ หรือภาระหน้าที่การปกครอง คณะขุนนางไม่สามารถจะปล่อยให้เป็นไปดังกล่าวได้ แต่เพื่อรักษาชีวิต และตำแหน่งของพวกเขาเหล่านั้น และเพื่อให้อาณาจักรมีการปกครองที่ถูกต้อง คือมีพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียว ไม่ใช่สององค์ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือกำจัดเจ้าชายองค์น้อยเสีย แต่พระเจ้าแผ่นดินชั่วคราวไม่ทรงปรารถนาให้ทำเช่นนั้น มีดำรัสว่าเจ้าชายเป็นผู้บริสุทธิ์ มิได้ทรงทำผิดอะไร ก็ไม่สมควรที่จะต้องเสียเลือดเนื้อ แต่พวกขุนนางคะยั้นคะยอให้ทำ ในที่สุดก็ทรงยินยอมที่จะให้ประหารชีวิตเจ้าชาย ด้วยวิธีเดียวกับพระเชษฐาธิราช และพระปิตุลาคือพระศรีศิลป์

ทรงมีกระแสรับสั่งให้นำเจ้าชายไปจากโรงเรียน แล้วนำไปสู่ป่าช้าที่เงียบเหงา ซึ่งเจ้าชายองค์น้อยก็ถูกทุบด้วยท่อนจันทน์ที่พระอุระ และโยนลงบ่อดังเช่นพระเชษฐาและพระปิตุลา พระองค์เสวยราชย์อยู่แค่เพียง 38 วัน

เมื่อเจ้าชายองค์น้อยสิ้นพระชนม์ ออกญากลาโหม ก็ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแต่องค์เดียวในอาณาจักรสยาม ทรงครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ 30 พรรษา ทรงพระนามว่า พระองค์ศรีธรรมราชาธิราช หรือพระเจ้าปราสาททอง พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 25 แห่งสยาม และทรงเสวยราชย์อยู่นาน 11 ปี

การผลัดแผ่นดินอย่างนองเลือดไม่ได้จบลงเพียงนั้น ในปีที่สามแห่งรัชกาลของพระเจ้าปราสาททอง ทรงประหารชีวิตเจ้าชายอีกสองพระองค์ องค์หนึ่งพระชนมายุ 7 พรรษา อีกองค์หนึ่ง 5 พรรษา ทั้งสองพระองค์เป็นโอรสของพระอินทรา และอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งถูกปลงพระชนม์ บรรดาขุนนางที่คัดค้านการกระทำนี้ ถูกทำร้ายด้วยน้ำมือของพระองค์เอง และที่พักอาศัยรวมทั้งทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ก็ถูกริบราชบาตร เป็นการกำจัดเสี้ยนหนามลงอย่างราบคาบ แต่ก็ทรงราชย์อยู่ด้วยความหวาดระแวง

ปัญหาความไม่มั่นคงในราชบัลลังก์ของกษัตริย์มีมาทุกราชธานี ในชั้นต่อมาเมื่อถึงกรุงรัตนโกสินทร์ แม้แต่พระปิยะมหาราชก็เผชิญปัญหาทำนองนี้ในช่วงต้นรัชกาล เมื่อแรกต้องมีขุนนางใหญ่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ

ด้วยเดชะพระบารมีทำให้พระองค์ก้าวพ้นผ่านปัญหาไปได้ ในภายหลังกระทำการพิธีราชาภิเษก เมื่อทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว พระองค์สามารถจัดการควบคุมอำนาจของขุนนางตระกูลบุนนาคได้อยู่มือ และอาจเพราะขุนนางตระกูลบุนนาคก็อาจไม่ได้คิดแย่งชิงราชสมบัติด้วย ทำให้ได้ทรงกอรปกิจการอันเป็นคุณเอนกอนันต์ต่อประเทศชาติ และได้เป็นมหาราชพระองค์หนึ่งของไทย

ทว่าโชคดีเช่นนี้ไม่ได้เกิดกับยุวกษัตริย์อีกพระองค์สมัยรัตนโกสินทร์ นั่นคือยุวกษัตริย์รัชกาลที่ 8 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (ติดตามตอนที่ 7)

00000000000

อย่าพลาดซีรีส์ชุดนี้:

-ความยุ่งยากวุ่นวายในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย :พระเจ้าปราสาททองตลุยเลือดโค่นบัลลังก์หลานพระนเรศวร
-(ตอนที่2:สงครามกลางเมืองในบั้นปลายรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง และการก่อการรัฐประหารของพระเพทราชา-พระเจ้าเสือในบั้นปลายรัชกาลพระนารายณ์มหาราช
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(3):ศึกสายเลือดชิงราชบัลลังก์ กรณีเจ้าสามพระยา และกรณีพระเจ้าเอกทัศน์VSระเจ้าอุทุมพร
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(4):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(5):ปัญหาสืบราชสมบัติระหว่างลูกมเหสีเอกVSลูกสนม

17ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกระบอบอำมาตย์

ที่มา Thai E-News


โดย Pegasus
25 กันยายน 2552


หากพิจารณาเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญที่เป็นสากลและรัฐธรรมนูญของไทยแล้วจะเห็นได้ว่า ระบอบอำมาตย์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากอำนาจสองประการคือ การไม่ยอมรับให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และการสร้างองค์กรองคมนตรีขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาองค์พระมหากษัตริย์ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์และการเมือง แนวคิดสองประการนี้ทำให้เกิดการออกแบบรัฐธรรมนูญขึ้นมามีลักษณะให้อำนาจเด็ดขาดต่อบางองค์กรโดยไม่ขึ้นกับประชาชน ซึ่งผิดวิสัยของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างมากดังนั้น การแก้ไขปัญหาส่วนเกินในรัฐธรรมนูญนี้จึงจะเป็นการยกเลิกโครงสร้างของระบอบอำมาตย์ได้อย่างสิ้นเชิง


การพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ปรากฏในสังคมขณะนี้มีอยู่สองแนวทางคือ แนวทางของคปพร. ที่ได้เสนอเข้าไปในรัฐสภาแล้วแต่ไม่ได้รับการบรรจุเข้าเป็นวาระในการพิจารณา และแนวทางจากคณะกรรมการสมานฉันท์ที่กำหนดประเด็นต่างๆไว้ 6 ประเด็น

ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าเป็นเพียงการแก้ไขในสาระที่ไม่สำคัญ และเป็นเรื่องทางเทคนิคในการเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งยังจะมีการซื้อเวลาหรือสร้างประเด็นเป็นเพียงให้เห็นว่ามีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 50 ซึ่งมีกับดักทางการเมืองมากมายโดยผู้ร่างที่มีรากฐานมาจากระบอบเผด็จการและมีบางพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้งเช่น การเลือกตั้งแบบพวงใหญ่และการมี สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

และแม้แต่จะมีการนำรัฐธรรมนูญปี 40 หรือการผ่านร่างรัฐธรรมนูญของคปพร.ด้วยอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงอย่างไรก็ตาม อำนาจมืดที่ครอบงำสังคมการเมืองไทยก็ยังคงอยู่ ระบอบอำมาตย์ก็ยังคงอยู่ อำนาจอธิปไตยยังไม่อยู่ในมือของประชาชนเช่นเดิม


การแอบอ้างพระราชอำนาจเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มพวก หรือการแอบอิงเพื่อให้ระบบราชการเข้มแข็งและขัดขวางการเจริญเติบโตของระบอบประชาธิปไตยด้วยวิธีการต่างๆจะยังคงมีอยู่ต่อไป

การยึดอำนาจรัฐประหารจะยังคงไม่หายไปจากสังคมไทยอย่างเด็ดขาด เมื่อระบบเผด็จการยังคงอยู่ไม่ว่าจะอย่างเปิดเผยหรือซ่อนรูปก็ตามประชาชนก็จะยังคงได้รับการกดขี่ มีการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การทำงานที่ต้องอาศัยเส้นสายไร้ประสิทธิภาพทั้งภาคราชการและภาคเอกชน ทำให้สังคมไทยไม่สามารถแข่งขันกับสังคมภายนอกได้ ประเทศไทยจะยังดำรงอยู่แต่จะมีสภาพเป็นกึ่งเปิดกึ่งปิดประเทศ

ประชาชนส่วนใหญ่จะยังจมอยู่กับความลำบากยากแค้น ทั้งจน ทั้งเจ็บ ทั้งขาดการศึกษา ไม่สามารถทำให้ประชาชนส่วนใหญ่กลายเป็นคนชั้นกลางได้ คนที่ร่ำรวยอยู่แล้วด้วยทุนผูกขาดแอบอิงอำนาจ ก็จะยิ่งครอบงำสังคมไทยแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ คงอยู่เพื่อขูดรีดประชาชนร่วมชาติเท่านั้น ส่วนคนที่ยากจนก็จะยิ่งมีสภาพตกต่ำลงและอาจล้าหลังแม้แต่ประเทศในแถบอัฟริกาในระยะเวลาอันใกล้นี้

สาเหตุทั้งหมดก็เนื่องจากระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั่นเอง

หนทางเดียวที่จะช่วยประเทศไทยและคนไทยได้ก็คือการยกเลิกระบอบอำมาตย์เสียให้สิ้น ตัดการเชื่อมโยงจากระบบราชการที่ดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาแอบอ้างเพื่อประโยชน์ของกลุ่มพวก ป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์จากการแทรกแซงทางการเมือง สร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของภาคเอกชน และเปลี่ยนสังคมไทยจากการยึดติดกับสังคมแบบดั้งเดิม มาเป็นสังคมที่เจริญแล้วแบบยุโรปด้วยระบบการเมืองที่เอื้ออำนวยกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข


การที่จะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้จริง ต้องได้รัฐธรรมนูญมาจากประชาชนโดยแท้จริง ต้องไม่มีอำนาจเผด็จการครอบงำการร่างรัฐธรรมนูญนั้นดังที่เห็นแล้วจากรัฐธรรมนูญอัปยศปี 50 และแม้แต่รัฐธรรมนูญหลายๆฉบับที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะไม่มีครั้งใดเลยที่รัฐธรรมนูญมาจากประชาชนนอกจากรัฐธรรมนูญ 2475 ชั่วคราว(รัฐธรรมนูญ 40 ใช้นักกฎหมายมหาชนร่างแล้วไปซาวเสียงประชาชนมากกว่า รัฐธรรมนูญ 50 เป็นการลงประชามติแบบหลอกลวง)

แม้ว่าจะมีการร่างโดยคณะบุคคลที่มีพื้นฐานเป็นข้าราชการ อำมาตย์ ขุนศึกก็ตามเพราะเนื้อหาของกฎหมายนั้นมีความเป็นประชาธิปไตยแบบสากลอยู่มาก แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ปี 2475 มีการประนีประนอมกันระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบอนุรักษ์นิยม ซึ่งในเวลาต่อมาก็จะกลับเป็นต้นเหตุของการทำให้รัฐธรรมนูญของไทยเบี่ยงเบนอำนาจไปจากประชาชนมากขึ้นทุกขณะ

ต่อมาเมื่อมีความร่วมมือกันระหว่างนักการเมือง ทหารและฝ่ายอนุรักษ์นิยมในการรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2490 2492 2494 รัฐธรรมนูญของไทยก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเป็นรัฐธรรมนูญแบบเผด็จการซ่อนรูปมากขึ้นทุกขณะ แม้แต่หลังจากเหตุการณ์ 14ตุลาคมปี 2516 แล้วประชาชนก็ยังไม่ตระหนักถึงปัญหานี้ ยังคงต้องพึ่งพานักกฎหมายที่เป็นทาสรับใช้เผด็จการมาโดยตลอด

จนกระทั่งถึงรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 ก็ไม่ละเว้นทำให้มีการสร้างระบบเผด็จการซ่อนไว้ในที่ต่างๆ ประการสำคัญคือ รัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่ได้ให้ความสำคัญกับการที่ประชาชนจะได้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเลย ยกเว้นพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแห่งแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 (ต่อไปจะเรียกรัฐธรรมนูญ 2475 ชั่วคราว)ที่คณะราษฎร เป็นผู้ร่างขึ้นเท่านั้น

ก่อนที่จะพบแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกระบอบอำมาตย์นั้น ควรทำความเข้าใจก่อนว่า ระบอบอำมาตย์ที่เกิดขึ้นมากับรัฐธรรมนูญนั้นเกิดขึ้นเมื่อไร และมีผลอย่างไรโดยทำการศึกษาย้อนหลังที่ประวัติศาสตร์ของการร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นจึงทำการแก้ไขย้อนหลังให้ครบถ้วนจึงจะประสบผลสำเร็จ

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนยังเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดกลับเป็นรัฐธรรมนูญ2475 ชั่วคราว ซึ่งกลุ่มผู้มีอำนาจและนักกฎหมายมหาชนไทยจงใจที่จะซ่อนหรือปิดบังรัฐธรรมนูญนี้จากการรับรู้ของประชาชนและไปสนับสนุนรัฐธรรมนูญที่เกิดภายหลังการยึดอำนาจรัฐประหารกันอย่างไม่รู้สำนึกถึงความเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด

นับว่าเป็นโศกนาฏกรรมประการหนึ่งของสังคมไทย ความเป็นมาของการร่างรัฐธรรมนูญเฉพาะที่สำคัญ โดยจะให้ความสำคัญในเรื่องของอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยและการสร้างระบบอำมาตย์ขึ้นมาเท่านั้น รายละเอียดต่างๆมีดังนี้

เมื่อเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรได้วางหลักสำคัญได้แก่ ในคำปรารภที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญไว้ในรัฐธรรมนูญ 2475 ชั่วคราว และมาเลิกไปใน รัฐธรรมนูญ 2475 ถาวร

คณะราษฎรได้วางหลักสำคัญยิ่งไว้ว่าอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย ซึ่งตรงกับรัฐธรรมนูญของประเทศที่มีระบอบการปกครองเดียวกันในยุโรปและเอเชียหลายประเทศ เช่นสเปนระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของชาวสเปน

ญี่ปุ่นระบุว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ส่วนเบลเยี่ยมระบุว่าอำนาจอธิปไตยมาจากชาติ

และแม้ว่าสวีเดนจะระบุว่าอำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนแต่ก็กำหนดให้รัฐสภาเป็นองค์กรปกครองสูงสุด

สำหรับประเทศไทยในรัฐธรรมนูญ 2475 ถาวรนั้นได้กำหนดให้อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวสยามซึ่งมีนัยว่าชาวไทยไม่มีอำนาจในการบริหารอำนาจอธิปไตยนั้นแต่อย่างใด และความจริงก็ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว สำหรับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องในมาตราต่างๆก็จะเป็นไปในลักษณะเดียวกันแตกต่างกันแต่ถ้อยคำของรัฐธรรมนูญแต่ละสมัย

ในหลักการสำคัญประการหนึ่ง คือการป้องกันมิให้สถาบันพระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้น ได้แก่การกำหนดให้การทรงกระทำการใดๆจะต้องได้รับการลงนามร่วมโดยฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือรัฐสภาและให้ตัวแทนของประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบในทางการเมืองแทนองค์พระมหากษัตริย์นั้น มีสาระสำคัญในรัฐธรรมนูญต่างประเทศและของไทยที่สมควรทำความเข้าใจได้แก่ ในรัฐธรรมนูญ 2475 ชั่วคราวกำหนดว่า พระราชกรณียกิจใดๆต้องมีการลงนามร่วมโดยคณะกรรมการราษฎรคนใดคนหนึ่งโดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรทั้งคณะ


แต่ต่อมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2475 ถาวรข้อความนี้ได้หายไปและไม่ปรากฏอีกเลยในขณะที่ รัฐธรรมนูญของในยุโรปและญี่ปุ่นประเทศเหล่านี้กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์มิให้ถูกข้อครหาในทางการเมืองและมีผู้รับผิดชอบทางการเมืองอย่างแน่ชัดไม่คลุมเครือ ตรวจสอบได้

และหากพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วการบัญญัติไว้เช่นนี้ทำให้องค์พระมหากษัตริย์ปลอดภัยจากการว่าร้าย และทำให้ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช เนื่องจากในยุคสมัยนั้นพระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้อำนาจทางการเมืองการถูกต่อว่าให้ร้ายย่อมเกิดขึ้นทั่วไปจำเป็นต้องมีกฎหมายมากำราบให้หวาดกลัวซึ่งเป็นความจำเป็นของยุคสมัยเช่นกัน

ตัวอย่างการกำหนดเป็นกฎหมายให้การทรงงานใดๆขององค์พระมหากษัตริย์ต้องได้รับการลงนามร่วมโดยฝ่ายการเมืองได้แก่ สเปน กรณีสเปน ถ้าเป็นการลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีหรือยุบสภา ประธานรัฐสภาจะเป็นผู้ลงนามร่วม) จะเป็นการลงนามร่วมโดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้หากเหมาะสม

ในเบลเยี่ยมจะเป็นรัฐมนตรีที่รับผิดชอบและอาจถูกฟ้องแทนพระมหากษัตริย์ได้

สวีเดนจะไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เนื่องจากองค์พระมหากษัตริย์จะเกี่ยวข้องกับกิจการทางการเมืองเฉพาะเรื่องการประชุมคณะรัฐมนตรีเท่านั้น

ส่วนญี่ปุ่นนั้นจะเป็นคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น

รัฐธรรมนูญ 2475 ชั่วคราวกำหนดว่าพระมหากษัตริย์ถูกฟ้องร้องไม่ได้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย ต่อมารัฐธรรมนูญ 2475 ถาวร ห้ามการละเมิดและเป็นเช่นนี้ตลอดมา แต่ก็เป็นจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญที่ไม่มีผู้รับผิดชอบต่อประชาชนแทนองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งในต่างประเทศจะมีทุกแห่ง

การเลือกนายกรัฐมนตรีและการลงพระปรมาภิไธย ประเทศไทยใช้การซาวเสียงในสภาผู้แทนราษฎร แล้วให้ประธานรัฐสภานำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อลงพระปรมาภิไธย แต่ก็ปรากฏว่าในบางคราวประธานสภาผู้แทนราษฎรบางท่านก็มิได้นำชื่อนายกรัฐมนตรีที่สภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากเสนอ กลับไปแวะที่บ้านอื่น ก็มีเกิดขึ้นแล้วตามความจริงของสังคมไทย ทำให้ฝืนเจตนารมณ์ของเสียงข้างมากของประชาชน แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่กลับได้รับการต้อนรับทางสื่อมวลชนอย่างดี ไม่ต่างจากการมีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างเหลือเชื่อว่าเป็นประเทศในระบอบประชาธิปไตยฯ


ในกรณีนี้รัฐธรรมนูญของสวีเดนระบุไว้ว่าประธานสภาจะซาวเสียงแล้วเสนอต่อรัฐสภาแล้วมีการโหวตรับรอง หากไม่ได้รับการรับรองติดต่อกัน 4 รอบก็ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนการรับส่งหน้าที่นายกรัฐมนตรีให้กระทำต่อหน้าประมุขของรัฐหรือประธานรัฐสภา และประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามในฐานะตัวแทนของรัฐสภา(จะสังเกตว่าไม่มีการทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย)

สำหรับสเปนนั้นองค์พระมหากษัตริย์จะทรงปรึกษากับผู้แทนกลุ่มการเมืองในสภาโดยประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อสภาถ้าไม่ได้รับการไว้วางใจภายในสามรอบของการเสนอนโยบายภายในสองเดือน จะทรงยุบสภาเลือกตั้งใหม่โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอ ประเทศ

เบลเยี่ยมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีด้วยเสียงข้างมากเด็ดขาดของสภาผู้แทนราษฎรโดยจะให้นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายและขอรับการไว้วางใจเช่นกัน

ส่วนญี่ปุ่นพระจักรพรรดิทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยการเสนอของสภาร่วมแต่ถ้าความเห็นไม่ตรงกันภายใน 10 วันให้ถือข้อเสนอของสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่ยุติ

ในรัฐธรรมนูญ 2475 ถาวรห้ามมิให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ในบางประเทศเช่น เบลเยี่ยม ห้ามมิให้สมาชิกราชวงศ์เกี่ยวข้องกับการเมือง

ในต่างประเทศจะให้ฝ่ายบริหารแต่งตั้งข้าราชการตุลาการเพื่อเป็นการถ่วงดุล หรือในกฎหมายอาญาให้มีการพิจารณาคดีในระบบลูกขุนเพื่อให้การพิจารณาคดีมีความเที่ยงธรรมขึ้น ในบางประเทศคณะกรรมการตุลาการหรือศาลฎีกาจะได้องค์คณะมาจากทั้งผู้เชี่ยวชาญทางศาล ฝ่ายบริหารและสภาผู้แทนราษฎร

ในกรณีผู้สำเร็จราชการ ในต่างประเทศจะให้เป็นของรัชทายาทที่มีลำดับอยู่แล้ว แต่หากไม่มีจะให้ฝ่ายการเมืองทำหน้าที่แทน เช่น สวีเดนจะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรโดยการเสนอชื่อของนายกรัฐมนตรี สเปนหากไม่มีรัชทายาทจะเป็นผู้ที่รัฐสภาในที่ประชุมร่วมแต่งตั้ง เบลเยี่ยมก็เช่นเดียวกัน สำหรับญี่ปุ่น เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล

สำหรับประเทศไทยน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าผู้สำเร็จราชการนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากรัฐธรรมนูญ 2475 ชั่วคราวซึ่งกำหนดไว้ว่า ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงมีเหตุจำเป็นชั่วคราวหรือทำหน้าที่ไม่ได้ หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรใช้สิทธิแทน

ในรัฐธรรมนูญ 2475 ถาวร กำหนดเป็น ให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรและหากไม่ทรงแต่งตั้งไว้ให้คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่นั้นไปชั่วคราว

ต่อมา รัฐธรรมนูญ 2490 (ภายหลังรัฐประหารของ จอมพลผิณฯ ร่วมมือกับนักการเมืองในขณะนั้น) ที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มซึ่งเป็นการรัฐประหารครั้งแรกของประเทศไทยและนับว่าเป็นการโต้กลับครั้งแรกของฝ่ายอนุรักษ์ หลังกบฏบวรเดชซึ่งรวมถึงกรณีการไปตะโกนในโรงภาพยนตร์ ว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง”ด้วย นั้นผู้สำเร็จราชการได้เปลี่ยนเป็นอภิรัฐมนตรีโดยให้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา สำหรับรัฐธรรมนูญในยุคใหม่เช่น รัฐธรรมนูญ 50 กำหนดไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ ในกรณีไม่ทรงอาจแต่งตั้งเช่นเหตุทรงพระเยาว์ให้องคมนตรีเสนอรายชื่อต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ (ประเทศอื่นรัฐสภาจะเป็นผู้เสนอและให้ความเห็นชอบ) ในกรณีที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ข้างต้นให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน ซึ่งหากพิจารณาจากมาตรฐานสากลแล้วกรณีของประเทศไทยนักกฎหมายมหาชนได้วางหลักที่ทำให้ไม่ยึดโยงกับประชาชนหรือระบอบประชาธิปไตยไว้ในสาระสำคัญ

ในกรณีรัชทายาท หรือการขึ้นครองราชย์ องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีความรับผิดชอบต่อรัฐสภา เช่นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และทุกประเทศในยุโรปจะให้องค์รัชทายาทหรือพระมหากษัตริย์ทรงกระทำสัตย์ว่าจะทรงปฏิบัติตามหน้าที่และตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด แต่สำหรับประเทศไทยก็มีกรณีเช่นเดียวกับผู้สำเร็จราชการ โดยมีสิ่งที่น่าพิจารณาคือ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลแล้วให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบแล้วเรียกประชุมรัฐสภาเพื่ออัญเชิญขึ้นทรงราชย์ต่อไป ในกรณีที่ไม่ทรงแต่งตั้งไว้ก็ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนาม ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ

จากกรณีทั้งสองดังกล่าวจะเห็นว่า ตั้งแต่การยึดอำนาจครั้งแรกโดยฝ่ายทหาร ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทำให้เกิดมีอภิรัฐมนตรี(รัฐธรรมนูญ 2490) ซึ่งต่อมาเป็นองคมนตรี (รัฐธรรมนูญ 2492) นั้นมีอำนาจที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประชาชนอย่างสิ้นเชิงเป็นต้นเหตุสำคัญของการวางรากฐานระบอบอำมาตย์ในประเทศไทย ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย


คำถามคือหากจะยกเลิกองคมนตรีไปจะเกิดความเสียหายต่อระบอบการปกครองหรือไม่ ก็อาจเห็นได้จากรัฐธรรมนูญของประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นทุกประเทศอย่างเป็นสากลยกเว้นในบางประเทศเช่น อังกฤษ และบางประเทศในอาฟริกาว่าหน้าที่ในการถวายคำปรึกษาต่อองค์พระมหากษัตริย์คือคณะรัฐมนตรีทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น สวีเดนบัญญัติไว้ว่า ประมุขของรัฐต้องได้รับรายงานจากนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับกิจการในราชอาณาจักรและอาจทรงร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีในฐานะองค์ประธานได้หากรัฐบาลจัดให้ ประเทศสเปน ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน สำหรับในญี่ปุ่นนั้นการทรงงานใดๆจะได้รับคำแนะนำและยอมรับจากคณะรัฐมนตรีผู้ซึ่งจะรับผิดชอบแทนเท่านั้น เป็นต้น

หากพิจารณาเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญที่เป็นสากลและรัฐธรรมนูญของไทยแล้วจะเห็นได้ว่า ระบอบอำมาตย์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากอำนาจสองประการคือ การไม่ยอมรับให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และการสร้างองค์กรองคมนตรีขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาองค์พระมหากษัตริย์ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์และการเมือง แนวคิดสองประการนี้ทำให้เกิดการออกแบบรัฐธรรมนูญขึ้นมามีลักษณะให้อำนาจเด็ดขาดต่อบางองค์กรโดยไม่ขึ้นกับประชาชน ซึ่งผิดวิสัยของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างมากดังนั้น การแก้ไขปัญหาส่วนเกินในรัฐธรรมนูญนี้จึงจะเป็นการยกเลิกโครงสร้างของระบอบอำมาตย์ได้อย่างสิ้นเชิง


อย่างไรก็ตามการที่รัฐธรรมนูญจะถูกแก้ไขในเรื่องที่สมควรนี้ไม่ใช่ของง่ายเพราะอำนาจส่วนใหญ่อยู่ในองค์กรที่อิงแอบกับรัฐธรรมนูญเก่าเช่น องค์กรอิสระ องค์กรด้านความยุติธรรม ทหารและสื่อมวลชนกระแสหลัก การยกเลิกระบอบอำมาตย์จึงจำเป็นต้องมีการปฏิวัติประชาธิปไตยเสียก่อนการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนคนธรรมดาได้มีรัฐธรรมนูญตามที่ตนเองคาดหวัง และรักษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองระดับสูงไว้อย่างต่อเนื่องสักระยะหนึ่งเพื่อไม่ให้ฝ่ายเผด็จการกลับฟื้นขึ้นมาอีก

เมื่อดำเนินการปฏิวัติประชาธิปไตยอย่างสงบ สันติ เช่น การนัดหยุดงานทั่วประเทศขององค์กรแรงงาน หรือ การชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศของกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากนับล้านคน (โดยไม่ผิดกฎหมายที่ว่า ข่มขู่เพื่อให้มีการแก้กฎหมาย )จนฝ่ายนิติบัญญัติเชื่อว่าต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว หรือจัดให้มีการลงประชามติเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ประชามติที่สมควรที่จะนำขึ้นมาสอบถามประชาชน หรือจะอาศัยหัวข้อเป็นการรณรงค์หาเสียงโดยให้มีการยุบสภาแล้วแต่กรณี ก็ควรมีหัวข้อที่จะต้องพิจารณาต่อไปนี้คือ

๑.ประเทศไทยควรมีการปกครองระบอบราชาธิปไตย หรือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข (เพื่อเป็นการให้ประชาชนชี้ขาดไปว่า จะนิยมระบอบการเมืองใหม่ของพันธมิตรหรือระบอบประชาธิปไตยฯกันแน่ เพราะการมีพระมหากษัตริย์ปกครองก็ไม่เสียหายอะไรหากประชาชนส่วนใหญ่นิยม)

๒. ถ้าเป็นระบอบราชาธิปไตยฯก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะทุกอย่างเป็นการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ แต่หากกรณีต้องการระบอบประชาธิปไตยการทำประชามติให้ถามว่า จะให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยหรือมาจากปวงชนชาวไทย (เพื่อให้เป็นการแสดงความต้องการของประชาชนว่ายินดีใช้อำนาจอธิปไตยเองหรือจะยอมสละเสียให้มีความชัดเจนลงไป)

๓. ต้องการให้คงมีสถาบันองคมนตรีหรือให้ยกเลิกสถาบันองคมนตรีแล้วให้รัฐบาลเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์แทนเหมือนรัฐธรรมนูญในประเทศอื่นหรือไม่

๔. ต้องการให้ผู้สำเร็จราชการมีที่มาจากรัฐสภาหรือไม่

๕. ต้องการให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า การยึดอำนาจไม่ถือว่าเป็นรัฐาธิปัตย์ (เพื่อให้มั่นใจว่าการยึดอำนาจจะผิดกฎหมาย ศาลไม่อาจนำคำวินิจฉัยเดิมมาใช้อ้างอิงได้อีกต่อไปเนื่องจากถูกยกเลิกด้วยเจตนารมของกฎหมายแล้ว)

๖. ต้องการให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า รัฐสภาเท่านั้นเป็นผู้ออกกฎหมายได้ (เพื่อป้องกันสถาบันอื่นขยายความกฎหมายจนเหมือนเป็นการตรากฎหมายใหม่ เช่นกรณีตีความกฎหมายโดยการใช้คำว่า “อาจ” ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้)

๗. ต้องการให้กำหนดไว้หรือไม่ว่า รัฐสภาต้องมีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งเท่านั้นและเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของประเทศ

๘. ต้องการให้กำหนดไว้หรือไม่ว่า การสืบราชสมบัติต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมของรัฐสภาเหมือนกับนานาอารยประเทศ

๙. ต้องการให้กำหนดหรือไม่ว่า การแต่งตั้งข้าราชการทุกประเภทเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น

๑๐.ต้องการให้กำหนดหรือไม่ว่า เพื่อป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์และมีผู้รับผิดชอบแทนองค์พระมหากษัตริย์ดังนั้นทุกพระราชกรณียกิจและพระบรมราโชวาทต้องมีการลงนามร่วมโดยคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีตามแต่ที่กฎหมายกำหนด

๑๑. ต้องการให้กำหนดชัดเจนลงไปในคำปรารภหรือไม่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงได้รับการกราบบังคมทูลร้องขอให้ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

๑๒. ต้องการหรือไม่ให้พระมหากษัตริย์ก่อนทรงขึ้นครองราชย์ต้องทรงตรัสคำสัตย์สาบานที่จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายตลอดจนเคารพสิทธิพื้นฐานของประชาชน

๑๓. ต้องการให้กำหนดหรือไม่ว่า การบริหารราชการต้องใช้หลักความสามารถ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและใช้แนวทางประชาธิปไตยในการปฏิบัติราชการในทุกระดับ

๑๔. ต้องการให้กำหนดหรือไม่ว่า รายชื่อนายกรัฐมนตรีต้องได้มาจากที่ประชุมเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรและหากไม่สามารถหาได้ในการเสนอครบ 4 ครั้งให้ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่

๑๕. ต้องการให้มีวุฒิสมาชิกอีกหรือไม่ในเมื่อประเทศไทยไม่มีความแตกต่างในเรื่องขนาดของประชากรหรือเชื้อชาติ วัฒนธรรมที่แตกต่างกันจนต้องมีระบบวุฒิสมาชิกมาลดช่องว่างของระบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าจะมีวุฒิสมาชิก็ไม่ควรมีการเลือกตั้งในแบบเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีชุมชุนหลายประเภท ควรจะเลือกตั้งในแบบอื่น เช่นมาจากกลุ่มอาชีพเป็นต้นหรือก็ไม่ต้องมีวุฒืสมาชิกไปเลย

๑๖. ต้องการให้กำหนดหรือไม่ว่า กฎหมายที่ประชาชนจำนวนที่กำหนดร่างและเสนอเข้าสภาต้องได้รับการพิจารณาภายในสามเดือน

๑๗. ต้องการให้คงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อไปหรือให้ยกเลิกเนื่องจากมีกฎหมายในรัฐธรรมนูญอื่นรองรับไว้แล้ว

ข้อเรียกร้องข้างต้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญทั้งหมด แต่หากว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เกี่ยวพันกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเท่านั้น ส่วนอื่นที่ควรศึกษาและนำมาใช้คือเรื่องที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ 40 ได้แก่วินัยพรรคการเมือง การทำให้ระบบบริหารเข้มแข็งและการห้ามย้ายพรรค เป็นต้น

************

เปิดคำให้การ"ชัยเกษม นิติสิริ"อัยการสูงสุด พยานจำเลยยัน หวย3ตัว2ตัวถูก กม.-คตส.ฟ้องคดีเรื่องการเมือง

ที่มา มติชน

กลายเป็นวิวาทะระหว่างอดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กับนายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำสำนวนคดีทุจริตการจัดซื้อกล้ายางมูลค่า 1,440 ล้านบาทซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายกฟ้องจำเลย 44 คนเพราะไม่ยอมรับฟังข้อทักท้วงคณะทำงานคดีของอัยการสูงสุดที่ให้สอบประเด็นให้สมบูรณ์

นอกจากนายสัก กอแสงเรือง อดีต คตส. ยืนยันว่า การทำสำนวน ของคตส.ที่ผ่านมาทำตามหลักการของกฎหมาย ไม่เคยมีใครสั่งอะไรหรือไม่รับคำสั่งจากใคร ไม่เคยทำหน้าที่ตามกระแส ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวสู้คดีเต็มที่ สำนวน คตส.ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องครบถ้วนเป็นธรรมแล้ว


นายสักยังตอบโต้อัยการว่า มีหน้าที่ฟ้องคดีแทนแผ่นดินแต่ไม่ทำหน้า กฎหมายจึงกำหนดให้ คตส.ต้องจัดหาทนายความฟ้องเอง จึงอยากเรียกร้องสังคมว่าควรจะมีองค์กรอิสระภาคเอกชนขึ้นมาทำหน้าที่ในกรณีที่องค์กรของรัฐไม่ทำหน้าที่เหมือนบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน หรือเกาหลี มิฉะนั้น จะเข้าตำราสุภาษิตจีนที่ว่า "ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล"


นอกจากนั้น นายสัก ยังตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้รับผิดชอบระดับสูงของกระบวนการยุติธรรมไปเบิกความเป็นพยานฝ่ายจำเลย ทั้งคดีกล้ายาง และคดีหวย 2 ตัว 3 ตัว และตอบคำถามทนายจำเลยบางประการสมควรหรือไม่ เช่น ทนายจำเลยที่ 31 คำถามสุดท้ายว่า "พยานมีความเห็นเกี่ยวกับที่โจทก์นำคดีไปฟ้องเป็นคดีอาญาในเรื่องนี้อย่างไร"


"พยานตอบว่า "ถ้าจะให้เรียนโดยตรง พยานมีความรู้สึกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องข้อกฎหมาย เรื่องอะไรโดยตรง มันเป็นเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวพันพอสมควร ที่ผลออกในลักษณะนี้"


จากการตรวจสอบรายชื่อพยานจำเลยในคดีโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัวและ 2 ตัว(หวยบนดิน)ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพวก รวม 47 คนเป็นจำเลยและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 30 กันยายน พบว่า พยานจำเลย 2 คนที่ที่นายสักระบุอยู่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมมีอยู่ด้วยกันอย่างน้อย 2 คน คือ นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ซึ่งให้การต่อศาลฎีกาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2552และนายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานของอัยการสูงสุด ให้การเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2552


จากการตรสวจสอบเอกสารถอดเทปคำให้การของพยานจำเลยทั้งสองมีสาระสำคัญดังนี้


นายชัยเกษม นิติสิริ

ศาลฎีกาฯไต่สวนพยานในฐานะอัยการสูงสุดและในฐานะกรรมการกฤษฎีกาที่ได้ร่วมทำคำวินิจฉัยเรื่องเสร็จที่ 568-569/2549 เกี่ยวกับโคงการสลากพิเศษแบบเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวซึ่งเห็นว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่มีอำนาจออกหวย 3 ตัว 2 ตัว


อย่างไรก็ตาม นายชัยเกษมอ้างว่า เป็นเสียงข้างน้อยในคณะกรรมการกฤษฎีกาที่วินิจฉัยเรื่องดังกล่าว ตัวบันทึกคำวินิจฉัยออกมาตามความเห็นของเสียงข้างมาก


"แต่ในส่วนตัวของพยานเห็นว่า สำนักงานสลากฯนั้นมีอำนาจที่จะทำกิจการอันนี้โดยอาศัยมาตรา 5ผ3)ซึ่งเขียนไว้ค่อนข้างกว้างและพยานเห็นว่า การตีความต้องตีความให้ปฏิบัติได้ ทำงานได้ ถ้าตีความในลักษณะที่ปฏิบัติไม่ได้ ทุกอย่างจะติดขัดไปหมด...การออกสลากไม่ว่า เป็นสลากการกุศลหรือสลาก 2 ตัว 3 ตัว เมื่อไม่ได้เป็นสลากที่ออกมาตรา มาตรา 5(1)แล้ว การจัดสรรเงินรางวัล สัดส่วนการใช้เงินก็ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล สามารถจะทำไปตามนโยบายของคณะกรรมการหรือตามที่รัฐบาลมีนโยบายได้"


นอกจากนนันเมื่อทนายจำเลยที่ 31 31(นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล )ได้ซักถามว่า พยานเชื่อว่า การที่สำนักงานสลากฯตัดสินใจทำหวย 2 ตัว 3 ตัวโดยเห็นว่า ถุกต้องตามมาตรา 5ผ3) เช่นนี้ มีเจตนาทางอาญาหรือไม่


นายชัยเกษมตอบว่า "คิดว่า ไม่มีเพราะการที่คนตีความกฎหมายไม่เหมือนกัน ก็คงต้องไปดูว่า มีอะไรที่มากกว่านั้นหรือไม่ ถ้าแค่การตีความกำหมายไม่เหมือนกันและก็มาบอกว่า มีเจตนาทางอาญา พยานไม่เห็นด้วย"


ทนายจำเลยที่ 31 ถามคำถามสุดท้ายว่า มีความเห็นเกี่ยวกับที่โจทก์(คตส.)นำคดีไปฟ้องคดีอาญาในเรื่องนี้อย่างไร

นายชัยเกษมตอบว่า "ถ้าจะให้เรียนโดยตรง พยานมีความรู้สึกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ใช่เรื่องข้อกฎหมายเรื่องอะไรโดยตรง มันเป็นเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวพันพอสมควรที่ผลออกมาในลักษณะเช่นนี้"


นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน สำนักงานอัยการสูงสุดที่พิจารณาคดีหวย 3 ตัว 2 ตัวรวมกับทาง คตส.


คำให้การของนายวัยวุฒิเน้นไปที่ข้อที่ไม่สมบูรณ์ของคดี 5 ข้อ แต่ทาง คตส.ไม่เห็นด้วยและไม่ทำตามข้อเสนอของทางคณะทำงาน


เมื่อทนายจำเลยที่ 23(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย )ถามว่า ตามที่มีข่าวว่า สำนักงานอัยการสูงสุด ส่งกล่องเอกสารสำนวนคืน คตส. ทาง คตส.ติงว่า กล่องยังไม่มีการแกะ แสดงว่า อัยการสูงสุดไม่เคยอ่านเอกสารหรือไม่


นายวัยวุฒิตอบว่า " นี่เป็นสิ่งที่พยานรันทดในการทำงาน ตลอดชีวิตราชการของพยาน พยานทำงานมา ถ้าไม่ต่ออายุปีนี้ก็เกษียณแล้ว ในการทำงานของอัยการเรา ซึ่งพยานก็คิดว่า ไม่ต่างจากทนายความเท่าไร ในคดีต่างๆเหล่านี้ พยานเอกสารหลักฐานต่างๆ เราแทบจะรักษาไว้ด้วยชีวิต ในการดำเนินคดีที่ คตส.ส่งมา คดีหวยบนดินนี้เป็นคดีแรกที่ คตส.ส่งมาให้ ทางคณะทำงานอัยการ คตส.จะส่งต้นฉบับมาอยู่ในกล่องตั้ง 6-7 กล่อง ผนึกมาเรียบร้อย เซ็นชื่อมาเรียบร้อย ขณะเดียวกัน คตส.ก็ส่งสำเนาของเอกสารทั้งหมดไมาให้เราด้วย เมื่อทางกองคดีพิเศษรับสำนวนเสร็จ พยานก็มีคำสั่งให้รักษาต้นฉบับไว้ ไม่ให้ใครไปยุ่ง


"ในการพิจารณาสำนวนนี้ ข้อไม่สมบูรณ์ต่างๆ เราพิจารณาจากสำเนาที่ คตส.ส่งมาประกอบกับบางอันเราถ่ายเอกสารแจกคณะทำงานเพื่อช่วยกันพิจารณาเนื่องจากระยะเวลามีเพียง 30 วัน เอกสารเป็นหมื่นๆหน้า.... เมื่อ คตส.ขอสำนวนคืน เราก็ส่งคืนให้ สำเนาเราก็ส่งคืนให้ไป ก็ได้ไปออกข่าวว่า พยานนั่งเที่ยน ไม่แกะสำนวนออกดูแล้วจะรู้ได้อย่างไรเรื่องข้อไม่สมบูรณ์... เรื่องนี้สาธารณชนก็โจมตีคณะทำงานอัยการสุงสุด พยานไปที่ไหนก็อายเขา หาว่านั้งเที่ยนพิจารณา พยานคิดว่า ถ้าพยานทำอย่างนั้น พยานคงไม่ก้าวหน้ามาจนถึงบัดนี้..."

แก้รัฐธรรมนูญ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

คาดเชือก คาถาพัน




ทําไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ และทำไมพรรครัฐบาลต้องทะเลาะกันเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ

เป็นคำถามที่อาจจัดเป็นหัวข้อให้นายกฯอภิสิทธิ์ไปปาฐกถา ฆ่าเวลาให้หมดไปอย่างสบายๆ อีก 1 วัน เป็นอย่างน้อย

ที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญก็เพราะแรกสุด เป็นข้อตกลงระหว่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯกับพรรคร่วมรัฐบาลที่พลิกขั้วมาหนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ต่อมาก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นเสมือนมรดกหรือของที่ระลึกของการรัฐประหาร 2549 ที่ผู้รักประชาธิปไตย และไม่ชอบการรัฐประหารไม่อยากรับไว้

การที่รัฐธรรมนูญ 2550 จัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรม นูญภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็เป็นอีกหนึ่งข้อรังเกียจ

ที่มองข้ามไม่ได้คือ ตัวรัฐธรรมนูญมีปัญหาจริง เพราะสนองตอบทัศนะและแนวคิดของฝ่ายรัฐประหาร และไม่สนองตอบฝ่ายตรงข้าม

ทำให้เกิดการโต้แย้งมาตลอดว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ปฏิบัติไม่ได้จริง ไม่เป็นธรรม ฯลฯ ที่สำคัญคือการประเมินว่า หากแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเปิดกว้างรับฟังทุกฝ่ายทุกสี น่าจะเป็นบรรยากาศทำให้บ้านเมืองดีขึ้น

และสุดท้าย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นการส่งสัญญาณว่า การเมืองจะเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์ล่าสุด ประชาชนแม้จะเบื่อๆ ขี้เกียจไปเลือก ตั้งใหม่ แต่ก็อยากให้การเมืองเปลี่ยนไปจากสภาพอย่างในปัจจุบัน

ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งครองอำนาจ ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่อยากให้มีการ เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา

ขณะที่พรรครัฐบาล อยากเร่งแก้ให้อุ่นใจไว้ก่อน เพราะอำนาจยุบสภาเป็นของหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งชักจะไว้ใจไม่ค่อยได้ ปุบปับเลือกตั้งจะได้ไม่เสียเปรียบมาก

ที่แน่ๆ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรคไหนเป็นนักประชาธิปไตย พรรคไหนไม่ใช่ เป็นแค่พวกแอบแฝง

เหมือนอย่างที่เราได้เห็นกันมาแล้วจากการแต่งตั้งผบ.ตร.

เบื่อคอลัมน์นี้??

ที่มา เดลินิวส์

ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพ โทรศัพท์มาต่อว่า เบื่อเหลือเกิน รวมทั้งคอลัมน์นี้ด้วย ฟังแล้วใจเหี่ยวเลย ท่านบอก ข่าวดี ๆ อย่างเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว จะฟื้นตัวยู ตัวแอล หรือดับเบิลยู มันก็คือฟื้น ทำไมไม่เขียน

รู้มั้ย โรงงานต่าง ๆ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คนงานกลับเข้าทำงานแล้ว จำได้ เถียงไป หน้าเศรษฐกิจ ก็ลงข่าวเนี่ย ท่านบอกจะอ่านคอลัมน์นี้ เป็นงั้นไปอีก ???

วันนี้ เลยมีข่าวดี น้องหม่อง ทองดี เด็กไร้สัญชาติ ที่ไปแข่งพับเครื่องบินกระดาษที่ญี่ปุ่น ก็คว้ารางวัลที่ 3 ในระดับเยาวชน และที่ 1 ในระดับทีมมาได้ เล่นเอาพลอยปลื้มไปด้วย

ปลื้มแรก น้องหม่องทำสำเร็จ ทั้งที่แทบตาย มท.1 ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ปู่จิ้นใจดำ ไล่ส่ง “ไปแข่งในนามพม่าสิ” แต่น้องหม่องก็สร้างชื่อไทยกระฉ่อน แม้แต่ซีเอ็นเอ็นยังออกข่าวน้องหม่อง

ปลื้ม 2 เมื่อ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช จับน้องหม่องเป็นทูตวิทยาศาสตร์เยาวชนไทย และยังให้ทุนเรียนถึงดอกเตอร์ วันที่น้องหม่องกลับ ก็ไปรับถึงสนามบิน อย่างนี้สิ เล่นเป็น

ความสำเร็จนี้ เตือนใจ ดีเทศน์ เอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชนบอก น้องหม่องเข้าเกณฑ์ได้สัญชาติแล้ว แต่น้องหม่องก็เจียมตัวสุด ๆ ได้ก็ดีใจ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร รู้สึกเป็นคนไทยอยู่แล้ว

จะเอาเครื่องบินกระดาษพับใส่พาน ทูลเกล้าฯ ถวายในหลวง อนาคตก็อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือนักบินให้ไทย นี่คือ น้ำใจอันยิ่งใหญ่ ของเด็กไร้สัญชาติคนหนึ่งล่ะ

แต่นั่นล่ะ หลังยึดอำนาจ 19 ก.ย. 49 ไทยมีข่าวดีอะไรบ้าง ทรุดลงทุกด้าน (เศรษฐกิจดี ก็เพราะอเมริกากับจีนดี) มันเหมือนกลัดกระดุมเสื้อโค้ตผิดไง ผิดเม็ดแรก ก็ผิดไปจนเม็ดสุดท้าย จะกลัดกระดุมใหม่

ต้องรื้อตั้งแต่เม็ดสุดท้าย ยันเม็ดแรกใหม่

ไม่ต้องอื่นไกล แต่งตั้ง ผบ.ตร. คนเดียว ยึดพื้นที่หน้าหนึ่งนานตั้ง 2-3 เดือนแล้ว ไทยก้าวไปถึงไหนล่ะ ล่าสุด อีกแล้ว ก.ตร.ถล่ม โผตำรวจล่มซ้ำล่มซาก มันยิ่งกว่าวน ในเขาวงกตแล้ว

มันจบไม่ได้ ก็เพราะยังใช้ กฎ หมาย 2 มาตรฐาน ซีกหนึ่งขาวจั๊วะ อีกซีกดำปี๋ ไง คนเสื้อแดงชุมนุม โดน พ.ร.บ.มั่นคงล็อก ม็อบมีเส้นปะทะชาว บ้านผามออีแดง ซี่โครงหัก ต้องผ่าตัด เจ็บนับสิบ ไม่เป็นไร

รัฐบาลอ้าง ไม่รู้จะเกิด ทั้งที่สื่อตีปี๊บทุกวัน ไม่รู้ หรือจงใจ เลือกปฏิบัติแน่ ??

เขียนถึงตรงนี้ มีข่าวดีอีก ข่าว เนวิน ชิดชอบ (ผู้ยิ่งใหญ่นอกรัฐบาล) ไร้มลทิน พ้นทุกข้อหา คดีทุจริตกล้ายาง อัยการสูงสุดไม่ฟ้อง คตส. ใช้ 19 ล้าน จ้างทนายฯ ฟ้องเอง คุย มีทุจริต ฮั้วแน่ 3 บริษัทมีที่ตั้งซ้ำกัน

หลังคดีจบ เนวิน สะอื้นไห้ “ชีวิตจากนี้ จะทำทุกสิ่งทุก อย่างเพื่อปกป้องสถาบัน จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ” เลยต้อง ดีใจกับเนวินด้วย เนี่ย อุตส่าห์เขียนข่าวดี ๆ เอาใจแล้วนะ

หวังว่าจะเป็นแฟนนาน ๆ อย่าเพิ่งมาทิ้งกันกลางคัน...เลยนะ

ยังมีอีกตั้ง 2 คดี คดีเขาพระ วิหาร ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว 12 คน เหลือ 32 คน จะชี้มูล 29 ก.ย. จะเชือดเดี่ยว นพดล ปัทมะ มั้ย ส่วน คดีหวยบนดิน ศาลฎีกาฯ จะวินิจฉัย 30 ก.ย.นี้ จะได้รู้ หมอดู จะดูแม่นแค่ไหน

แม่นอย่างคดีกล้ายาง 8 ต่อ 1 รอด....อีกหรือเปล่า !!!.

ดาวประกายพรึก