WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 26, 2009

Mekong Review: ภูมิซรอล (ตอนวิหารแห่งความเขลา)

ที่มา ประชาไท

Mekong Review – ภูมิซรอลเป็นแค่หนึ่งในนั้น แต่มีหมู่บ้านเป็นจำนวนมากในเขตพื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหาร ที่พิจารณาแล้วว่า ยังไม่มีความเป็นไทยมากพอ อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามความเห็นของ ไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา หนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว. ผู้มีจิตใจรักชาติรักแผ่นดินกว่าคนอื่นทั้งหมดในประเทศไทย

แต่เพื่อความสะอาดสดใสของภาษาไทย ก่อนที่จะได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อหมู่บ้าน เห็นสมควรเสนอให้ท่านวุฒิสมาชิก เสนอร่างกฎหมายสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อยกเลิกราชาศัพท์ และ ภาษาราชการจำนวนมากที่มีรากศัพท์มาจากภาษาเขมร จากนั้นจึงดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อหมู่บ้านให้สอดคล้องกับภาษาไทยที่ได้รับการชำระจนสะอาดหมดจดแล้ว
หมู่บ้านและตำบลที่จะต้องเปลี่ยนชื่อให้เรียงตามลำดับความใกล้ชิดกับปราสาทพระวิหารเป็นสำคัญ กล่าวคือ
อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มี 20 ตำบล ปรากฏว่ามีหมู่บ้านที่มีชื่อไม่เป็นไทยมากกว่าครึ่งดังต่อไปนี้
1 ตำบลเสาธงชัย ซึ่งเป็นเขตปกครองของบ้าน ภูมิซรอล ที่ประชาชนในเขตบ้านนี้ได้แสดงการเป็นปรปักษ์ต่อผู้รักชาติรักแผ่นดินอย่างโจ่งแจ้ง ถึงขนาดใช้กำลังเข้าประทุษร้ายคณะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถึง 2 ครั้ง 2 คราในระยะแค่ปีเดียว มีรายชื่อหมู่บ้านที่จะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงคือ บ้านภูมิซรอล เป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยภูมิซรอล 2 และภูมิซรอลใหม่ นอกจากนี้ยังมีบ้าน ซำเม็ง ที่อยู่ใกล้กัน ฟังเท่าไหร่ก็ไม่ได้แสดงออกถึงความเป็นไทย
2 ตำบล บึงมะลู ให้เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ชื่อตำบลเป็นต้นไป ตามด้วยถนนวิหาร โนนเยาะ โนนเปือย โนนดู่ โนนแสนคำ โนนศิริ (โนน เป็นภาษาลาว ไม่ได้แสดงออกถึงความเป็นไทย) ศรีสะอาด (คำว่าสะอาดเป็นภาษาเขมร)
3 ตำบลรุง ประกอบด้วย บ้านโดนเอาว์ และ โดนเอาว์ใต้ เป็นอันดับแรก ตามด้วยบ้านตาทวด
4 ตำบลทุ่งใหญ่ ประกอบไปด้วยบ้าน กระมอล บ้านตาซุน โนนสะอาด ทุ่งประทาย
5 ตำบลกุดเสลา ให้เปลี่ยนตั้งแต่ชื่อตำบลเป็นต้นไป และหมู่บ้านที่ต้องเปลี่ยน คือ บ้านกันจาน บ้านซะวาซอ
6 ตำบลสังเมก ให้เปลี่ยนชื่อตำบลด้วยเช่นกัน ส่วนหมู่บ้านที่ต้องเปลี่ยนคือ บ้านตาเหมา บ้านนากันตรม บ้านกันตรมพัฒนา บ้านศรีพนมทอง บ้านสังเม็กตะวันตก บ้านสำโรง
7 ตำบลตระกาจ มีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนตั้งแต่ชื่อตำบลเป็นต้นไป ตามด้วยบ้านซำตารมย์
8 ตำบลภูเงิน เริ่มจากบ้านไพรงาม บ้านนาซำ ซำผักแว่น หนองตระกาศ
9 ตำบลซำ อาจจะต้องเปลี่ยนทั้งตำบล เพราะไม่มีชื่อหมู่บ้านใดแสดงออกถึงความเป็นไทยเลยแม้แต่บ้านเดียว ตั้งแต่บ้านซำ บ้านแจงแมง แจงแมงน้อย แจงแมงเหนือ ซำม่วง 1 และ 2
10 ตำบลกระแซง ยิ่งแล้วใหญ่ ประกอบไปด้วยหมู่บ้านจำนวนมากที่หาความเป็นไทยอะไรไม่ได้เลย เช่นบ้านเขวา บ้านระโยง บ้านซำเบง บ้านจำนรรจ์ บ้านซำเบ็งน้อย บ้านศรีษะอโศก ด้วย หาความเป็นไทยไม่ได้สักคำ
11 ตำบลโนนสำราญ ให้เปลี่ยนชื่อบ้านกระหวัน เป็นอย่างอื่น เพื่อความเป็นไทย
12 ตำบลขนุน ประกอบไปด้วยบ้าน โตนด ตาเครือ นาขนวน บ้านโตนดกลาง
13 ตำบลสวนกล้วย ให้เริ่มตั้งแต่บ้านทุ่งขนวน เป็นต้นไป เพราะมีทั้งเหนือและใต้
14 ตำบลภูผาหมอก ก็ใช่ว่าจะรอด ท่านวุฒิสมาชิกได้สั่งการให้ศึกษาว่า หมู่บ้าน โศกขามป้อม เป็นไทยแค่ไหน ทำไมจึงไม่ชื่อว่า บ้านโคกมะขามป้อม คำว่า โศก สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำว่า โศรก
อำเภอกันทรรมย์ อยู่ใกล้กับอำเภอกันทรลักษ์ ซ้ำยังชื่อพ้องกัน อาจจะได้อิทธิพลจากเขมร เมื่อสำรวจดูแล้ว ปรากฏว่ามีหลายหมู่บ้านในหลายตำบล ไม่มีชื่อเป็นภาษาไทยเลย เช่น ตำบลละทาย มีชื่อหมู่บ้านแปลกๆ เช่น บ้าน เหม้า บ้านกอก บ้านละทาย
อำเภอขุนหาญ แม้ว่า ไม่ติดกับปราสาทพระวิหาร แต่ปรากฏว่ามีชื่อตำบลและหมู่บ้านที่ส่อออกไปทางเขมรเป็นจำนวนมาก เห็นสมควรให้พิจารณาด้วย เริ่มตั้งแต่ตำบลไพร กระหวัน กันทรอม และหลายหมู่บ้านในตำบลเหล่านี้ไม่ได้เป็นภาษาไทยเลยแม้แต่น้อย เช่นบ้านซำเสียน บ้านซำสะโหมง ในตำบลไพรเป็นต้น
อำเภอภูสิงห์ ก็มีหลายหมู่บ้านที่ชื่อเป็นภาษาเขมร เช่นหนองแบกชะนัง โคกทะลอก ฟังยังไงก็ไม่มีทางเป็นภาษาไทยเด็ดขาด
ในจังหวัดศรีสะเกษ นั้นไม่ว่าจะสุ่มจากอำเภอใด ตำบลใด จะต้องปรากฏว่ามีหมู่บ้านและตำบลที่มีชื่อเป็นภาษาเขมรเสมอ หนักเข้าบางหมู่บ้านเป็นส่วย หรือ กุย ด้วยซ้ำไป หากจะสร้างความเป็นไทยกันแล้ว จังหวัดนี้ทั้งหวัดอาจจะต้องเปลี่ยนชื่อ ยังไม่นับจังหวัดใกล้เคียงที่ก็ไม่ได้น้อยหน้ากัน สุรินทร์ และ บุรีรัมย์ ไม่ได้เป็นรองศรีสะเกษเลยในการเอาภาษาเขมรมาตั้งชื่อหมู่บ้านของตัว
บางทีท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติ อาจจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องชื่อเป็นการเร่งด่วน เพราะไม่เพียงชื่อหมู่บ้าน ตำบล หรือแม้แต่อำเภอ เช่น อำเภอสตึก ไม่ได้เป็นภาษาไทยแล้ว ยังปรากฏว่าประชาชนในบริเวณนั้นก็ไม่ได้ตั้งชื่อตัวเองและลูกหลานเป็นภาษาไทย เช่น บางคนชื่อ เนวิน ฟังยังไง ก็ไม่มีทางเป็นไทยไปได้ (ชื่อไพบูลย์นั้นก็น่าสงสัยยิ่งนักว่าเป็นไทยยังไง) อีกทั้งไม่ได้พากันพูดภาษาไทยอีกด้วย ในครอบครัวของประชาชนเหล่านี้กลับพากันพูดภาษาเขมรทั้งสิ้น
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ใช้สติปัญญาประกอบการดำเนินการ

เมื่อ"เขา"ตาย

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
26 กันยายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ได้เขียนบทความนี้ โดยที่ระบุถึง"เขา" ซึ่งเราก็ไม่อาจทราบได้ว่าหมายถึงผู้ใด แต่ใจระบุถึงระบบอำมาตย์ ก็อาจเป็นไปได้ที่ใจจะหมายถึงพลเอกเปรม ซึ่งเป็นแกนกลางของอำมาตย์ และมีกระแสข่าวลือเรื่องสุขภาพหนาหูในช่วงนี้ แต่หากจะหมายความถึงผู้อื่นนอกเหนือจากพลเอกเปรม ก็อาจเป็นไปได้ที่ใจจะหมายถึงคิมจองอิล ผู้นำเกาหลีเหนือ เพราะไม่มีใครเข้าข่ายเป็น"เขา"เท่ากับคนผู้นี้ในเวลานี้



ผมไม่เชื่อว่าการเขียนบทความที่มีหัวข้อแบบนี้เป็นการสาปแช่งให้ใครตายเร็วหรือช้า เพราะผมไม่เชื่อเรื่องการสาปแช่ง มันเป็นเรื่องงมงาย และการที่มนุษย์เกิดมาก็ย่อมตาย คนแก่มีแนวโน้มตายเร็ว มีแค่นี้

คนจำนวนมาก ไม่ว่าจะแดงหรือเหลือง หรือสีไหน กำลังรอวันตายของเขา ด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกันไป เพราะเขามีความสำคัญในสังคม ทั้งบวกและลบ แล้วแต่จุดยืน แต่ประเด็นที่เราต้องมาคิดกันคือ “สำคัญอย่างไร?”

คนเสื้อแดงและคนเสื้อเหลืองจำนวนมากมองว่า เขา คือผู้มีอำนาจสูงสุดในสังคม ยังกับว่าเราอยู่ในระบบเก่า ผมไม่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์แบบนี้ แต่ถ้ามันจริง เมื่อ เขา ใกล้ตาย ต้องมีการแย่งชิงอำนาจกันเพื่อขึ้นมาเป็นผู้นำคนต่อไป มันจะเกิดจริงหรือ? ทหารของผู้หญิงจะรบกับทหารของผู้ชายหรือทหารของนัมเบอร์สองจริงหรือ? ทหารของนายพลอาวุโสจะแต่งตั้งนายพลอาวุโสเป็นผู้นำแทนหรือ? ไม่น่าจะใช่

มันอาจจะแย่งกัน แต่สิ่งที่แย่งกันคือ ว่าใครจะมีสิทธิ์ใช้สถาบันเพื่อสร้างความชอบธรรมกับตนเองมากกว่า

เมื่อ เขา ตาย ผมเดาว่าจะมีการสร้างพิธีงานศพมโหฬาร ใหญ่โต สิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาล และจะใช้เวลาอย่างน้อยสองเท่าเวลาที่เขาใช้กับ... อาจถึงห้าปีก็ยังได้ อาจมีงานต่อทุกปีให้ครบสิบปีก็ได้ งานศพนี้จะมีวัตถุประสงค์เดียว (ไม่ใช่เพราะว่าคนทั้งหลายต้องใช้เวลาทำใจท่ามกลางความเศร้าหรอก) แต่เพื่อเสริมสร้างลัทธิอำมาตย์ ที่จะนำมาข่มขู่กดขี่เรา การเสริมสร้างลัทธิอำมาตย์เป็นอาวุธทางความคิดที่สำคัญที่สุดของฝ่ายอำมาตย์ เพราะเวลาอำมาตย์ทำรัฐประหาร ทำลายประชาธิปไตย สร้างสองมาตรฐานทางกฎหมาย ใช้ความรุนแรง กลั่นแกล้งเข่นฆ่าประชนชน ก็ทำในนาม เขา ตลอด โดยคิดว่าถ้าอ้าง เขา แล้วเราพลเมืองทั้งหลายจะเกรงกลัวหรือเกรงใจ และถ้าแค่นั้นไม่สำเร็จ ก็ยังมีกฎหมายหมิ่นฯ กฎหมายหมิ่นศาล กฎหมายคอมพิวเตอร์ และกฎหมายความมั่นคงไว้ปราบเราอีก และถ้าแค่นั้นไม่พอก็ยิงประชาชนท่ามกลางเมืองได้

อำนาจดิบแท้ของอำมาตย์อยู่ที่ทหาร เวลาทหารทำอะไรในอดีต เช่นรัฐประหาร มันไม่ใช่การทำตามคำสั่งของ เขา เพราะ เขา เป็นคนขี้ขลาดทางการเมือง เป็นคนไร้จุดยืนที่แน่นอน และไม่มีศักยภาพที่จะนำอะไร เขาเป็นคนไปตามกระแส เป็นหุ่นเชิดได้ดี ตอนมีนายกที่ประชาชนเลือกมาก็ชม ตอนเผด็จการทหารขึ้นมาก็ชมทหาร พูดให้คนไปตีความเองได้ตามความต้องการ เพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ยินดีให้คนกราบไหว้ และยินดีสะสมความร่ำรวย

ดังนั้นเวลาทหารตัดสินใจทำอะไร ก็ทำพิธีเหมือนกับจะไปรับคำสั่ง แต่แท้จริงไป “แจ้ง” ว่าจะทำอะไร เขาก็พยักหน้าหรืออาจไม่ให้พบแต่แรก แล้วแต่ว่าความเห็นส่วนใหญ่ของทหารอื่นและผู้ใหญ่อื่นๆจะว่าอย่างไร ตรงนี้นายพลอาวุโสเป็นผู้ประสานงาน แต่ไม่มีอำนาจพิเศษ พอทหารเห็นเขาพยักหน้า ก็รีบออกมาแจ้งสังคมว่าสิ่งที่เขาทำ ทำไปตาม “คำสั่ง” ทั้งนี้เพื่อหลอกให้เราคิดว่ามีความชอบธรรม หรือหลอกให้เรากลัว

เมื่อ เขา ตาย ทหารจะยังมีอำนาจอยู่ ปืนและรถถังไม่ได้หายไปไหน และเมื่อทหารชั้นผู้ใหญ่ตกใจที่เขาตาย ก็ไม่ใช่เพราะ “ไม่รู้จะรับคำสั่งจากใคร” แต่ปัญหาของเขาคือ “ไม่รู้จะหากินกับการสร้างความชอบธรรมจากใครต่อ” มันต่างกันมาก ผมเดาว่าเมื่อ เขา ตาย ทหารจะต้องการยืดงานศพให้ยาวนาน ภาพ เขา จะเต็มบ้านเต็มเมือง และใครที่คิดต่างจากทหารหรืออำมาตย์ หรือใครที่อยากได้ประชาธิปไตยแท้ ก็จะถูกโจมตีว่าต้องการ “ล้มเขา” ทั้งๆ ที่ เขา ตายไปแล้ว ใช่ครับมันไม่สมเหตุสมผล แต่ลัทธิของอำมาตย์มันไม่ต้องสมเหตุสมผลทุกครั้งอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ในขณะที่มีงานศพยาวนานพร้อมการคลั่งและเชิดชูคนที่ตายไปแล้ว ก็จะมีการเข็นทายาทออกมารับหน้าที่ใหม่ ปัญหาของอำมาตย์คือไม่มีใครเชื่อว่าทายาทเป็นคนดีหรือมีความสามารถ ไม่เหมือนเขา ไม่มีใครรัก แม้แต่คนเสื้อเหลืองเองก็ไม่เคารพ แต่การจัดงานศพยาวๆ การ “ไม่ลืมเขา” จะกลายเป็นเครื่องมือเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากทายาท นอกจากนี้อำมาตย์ยังมีคนอื่นๆแวดล้อมเขา อีกด้วย เข็นออกมารับงานได้ แต่ประชาชนก็ไม่รักเท่าไร ตั้งแต่ไปมีส่วนในกิจกรรมของพวกพันธมิตรฯ ดังนั้นในเรื่องทายาทและคนแวดล้อมใกล้ชิด ก็ต้องย้ำเสมอว่า “เป็นทายาทเขา เป็นคนใกล้ชิดเขา” เพื่อไม่ให้เราลืมความดีงามของ เขา

ทั้งทายาทและคนใกล้ชิดเขา มีภาพว่าเป็นคนโหดร้าย อาจจริง แต่จะโหดร้ายแค่ไหนก็ไม่มีอำนาจมากกว่าที่เขามีหรือเคยมี ซึ่งเขาก็ไร้อำนาจ แต่เราจะเห็นละครของทหารและข้าราชการ “ไปเข้าพบ” เพื่อ “รับคำสั่ง” ตามเคย บางครั้งอาจเป็นคำสั่งจริงในเรื่องแปลกๆ ตลกๆ ที่ไม่ค่อยมีความสำคัญกับบ้านเมือง ทหารก็คงทำไปเพื่อเอาใจและสร้างภาพ แต่ในประเด็นสำคัญหลักๆ ทหารและอำมาตย์ส่วนอื่นจะตัดสินใจก่อน แล้วไป “แจ้ง” ให้ทายาทและคนใกล้ชิดทราบ และออกมาโกหกว่ารับคำสั่งมา

ถ้าทายาทของเขาไม่ได้รับความเคารพในสังคม ทำไมไม่นำคนอื่นที่พอจะเป็นทายาทได้ขึ้นมาแทน? ถ้าเขามีอำนาจจริง ทำไมเขาไม่ประกาศว่า คนอื่นที่สังคมยอมรับจะเป็นทายาทแทนเขาก่อนตาย? คำตอบคือ เขาไม่กล้า และที่สำคัญการนำคนอื่นขึ้นมาเป็นทายาทโดยทหาร จะส่งสัญญาณอันตรายว่า ระบบนี้ไม่ได้อิงจารีตอันเก่าแก่จริง ให้ใครเป็นได้แทนคนที่คนไม่ยอมรับที่ยังมีชีวิต ยิ่งกว่านั้นจะส่งสัญญาณว่าในระบบที่ว่านี้ ถ้าทายาทไม่ดีไม่เหมาะสม ก็เปลี่ยนคนได้อีกด้วย ถ้าเปลี่ยนคนได้ก็ยกเลิกไปเลยได้เหมือนกัน อย่าลืมว่าระบบนี้มีบทบาทหลักในการเป็นลัทธิความคิดที่ใช้ครอบงำเรา มันไม่ใช่อำนาจดิบ ดังนั้นผลในทางความคิดเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากนี้ทายาทอาจเป็นคนที่ถูกใช้ได้ดีกว่าทายาทคนอื่นที่สังคมยอมรับก็ได้

เมื่อ เขา ตาย สังคมจะไม่ปั่นป่วนกว่าที่เป็นอยู่แล้ว อย่าไปโง่คิดว่า “ผู้นำทางจิตวิญญาณหายไป” เพราะเขาเลิกเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณนานแล้ว และไม่ได้ศูนย์รวมของทุกคนด้วย แต่สิ่งที่จะปั่นป่วนหนักคือหัวใจของพวกอำมาตย์และเสื้อเหลือง ต่างหาก พวกนี้จะคลั่งมากขึ้น อันตรายมากขึ้น แต่อันตรายท่ามกลางความกลัว เขาจึงมีจุดอ่อน

เมื่อ เขา ตาย คนจำนวนมากที่เกรงใจ เขา อาจรักเขา จะไม่เกรงใจหรือรักทายาทเลย ความปลื้มในระบบจะลดลงอีกในสายตาคนส่วนใหญ่


แต่เมื่อ เขา ตาย คนเสื้อแดงที่ไม่เอาระบบอำมาตย์ เพราะอยากได้ประชาธิปไตยแท้ จะไม่ประสบผลสำเร็จง่ายๆ โดยอัตโนมัติ เพราะฝ่ายอำมาตย์จะไม่เลิก อำนาจทหารจะยังมี และการรณรงค์คลั่งระบบอำไมตย์จะเพิ่มขึ้น

ในมุมกลับ เมื่อ เขา ตาย อำมาตย์จะปั่นป่วน และมันเป็นโอกาสที่เราจะสู้ทางความคิดอย่างหนัก เพราะแหล่งความชอบธรรมเขาจะอ่อนลง เราจะต้องถามว่าทำไมต้องมีระบบนี้ต่อภายใต้ทายาทหรือคนใกล้ชิดของเขา?

พลเมืองที่รักประชาธิปไตยไม่สามารถรอวันตายของเขาได้ เพราะมันจะมีทั้งภัยและโอกาสตามมา เราหลีกเลี่ยงการวางแผน การจัดตั้งคน และการผนึกกำลังมวลชนไม่ได้ ประชาธิปไตยจะไม่หล่นจากต้นไม้ เหมือนมะม่วงสุก เราต้องไปร่วมเด็ดมันลงมากิน และเราจะต้องสอยอำมาตย์ทั้งหมดลงมา

เพื่อไม่ให้ทำลายประชาธิปไตยอีก

ผ่านไป10เดือนยึดสนามบิน หัวโจกโจรระรื่นเซ็นรับข้อหาเหยียบหญ้าตาย

ที่มา Thai E-News


ยึดทำเนียบยับเปลี่ยนเป็นคดีเหยียบหญ้าตาย-ไอ้ใสหน้าระรื่นระหว่างพิมพ์นิ้วมือรับคดีเหยียบหญ้าทำเนียบตายเสียหาย6ล้านจากคดียึดทำเนียบนาน4เดือน ส่วนคดีก่อการร้ายยึดสนามบินผ่านไปครบ10เดือน ตำรวจเกรงใจออกหมายเรียกรอบ2 ยังไม่ออกหมายจับ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 กันยายน 2552

ครบ 10 เดือนผู้ก่อการร้ายพธม.ยึดสนามบิน ตำรวจย่องแย่งทยอยเรียกหัวโจกก่อการร้ายรอบสอง สุดหน่อมแน้มปรับวิธีทยอยเรียกคราวละ 3-5 คน ประสาทเสียกลัวม็อบมีเส้นยกพวกเขย่าขวัญ เผยออกหมายจับเลยก็ได้แต่ให้เกียรติโจรเพราะเกรงใจ รอไม่เสด็จมาในครั้งที่ 2 จะขอศาลออกหมายจับซะที อ้างเป็นไปตามหลักกฎหมาย ส่วนคดียึดทำเนียบเปลี่ยนเป็นคดีจิ๊บจ๊อยเหยียบหญ้าตายเสียหาย6ล้านแล้ว หัวโจกโจรรีบโผล่ไปรับคดี


หลังจากพันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.2551 ไม่มีการดำเนินคดีใครเลยมาครบ10เดือนเต็มพอดี ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อช่วงบ่ายวันนี้(25 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวนสน.ดอนเมือง และสภ.ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ นำแฟ้มสำนวนคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งมีจำนวน 42 แฟ้มมามอบให้พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผช.ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพธม. ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง

พล.ต.ท.สมยศ กล่าวว่า หลังจากที่ตนมอบนโยบายให้คณะทำงานของคดีพธม. ปิดสนามบินเมื่อวันที่ 16 กันยายัน ที่ผ่านมานั้น ได้พูดคุยกันเรื่องการออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาให้รับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งตามมติเดิมคือวันที่ 17 ก.ย. และ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา แต่ตนเห็นว่าไม่เหมาะสมเนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าว ตรงกับวันที่ 19 ก.ย. ซึ่งเป็นวันที่กลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เกรงว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อ เพราะเราก็ไม่รู้ว่ากลุ่มเสื้อแดงจะชุมนุมถึงเมื่อไหร่ การทำงานอาจลำบากและต้องแบ่งกำลังตำรวจมาดูแลในส่วนของการออกหมายเรียกในคดีปิดสนามบินอีก ตนมีความเห็นว่าน่าจะเลื่อนออกไปก่อน

พล.ต.ท.สมยศ กล่าวถึงกรณีการพิจารณาวิธีการเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาเป็นสองส่วนไม่รวมกันทีเดียวเหมือนครั้งที่ผ่านมา และพิจารณาทยอยเรียกคราวละ 3-5 คน ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนของสน.ดอนเมืองและสภ.ราชาเทวะ ซึ่งความเห็นตรงนี้ถือเป็นความเห็นเดิมของคณะทำงานที่มี พล.ต.ท. วุฒิ พัวเวส เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ซึ่งตนเห็นด้วย และคาดว่าจะเริ่มออกหมายเรียกในต้นเดือนตุลาคมนี้

“การเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาถือเป็นสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาว่าจะมาหรือไม่มาก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่โดยหลักการแล้วในข้อหาที่แจ้งไปนี้ มีอัตราโทษสูง ออกหมายเรียกเพียงครั้งเดียวก็สามารถออกหมายจับได้ แต่ทางคณะทำงานก็ถือว่าให้เกียรติ เพราะเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และการออกหมายเรียกสองครั้งก็ถือเป็นประเพณีปฎิบัติ จึงมีการออกหมายเรียกครั้งที่สอง หากไม่มาในครั้งที่สอง ก็ขอให้ศาลพิจารณาออกหมายจับได้ ส่วนการเปลี่ยนข้อกล่าวหาจากข้หาก่อการร้ายนั้น คงไม่สามารถทำได้เพราะเลยขั้นตอนมาแล้ว ก็ควรไปต่อสู้ แก้ข้อกล่าวหากันในชั้นศาล”

พล.ต.ท. สมยศ กล่าวต่อว่า การเข้ามาตำแหน่งหัวหน้าพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ไม่รู้สึกกดดันอะไร เพราะทำงานในรูปของคณะกรรมการ และสำนวนส่วนใหญ่ก็เกือบเสร็จสิ้นหมดแล้ว เพียงแต่มารับช่วงให้มีการทำงานได้อย่างเรียบร้อยขึ้น นอกจากนี้พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รรท.ผบ.ตร.ก็ได้ให้นโยบายในการทำงานไว้ด้วยว่า ให้ยึดหลักกฎหมายเป็นหลัก แล้วจะสบายใจ

ในวันเดียวกัน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และ นายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำพันธมิตรเดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ฐานร่วมกันบุกรุกกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมาย อาญา 358 และ 365 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า การเข้าให้ปากคำรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าแจ้งความระหว่างวันที่ 26 ส.ค.ถึง 3 ธ.ค.2551 ว่า แกนนำทั้ง 6 ได้ร่วมกันบุกรุกทำเนียบรัฐบาล ทำให้สวนหย่อมด้านหน้าเสียหาย เป็นมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท จากการสอบสวนทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และยื่นเรื่องขอให้คำให้การอย่างละเอียดเป็นรายลักษณ์อักษรอีกครั้งภายใน 30 วัน ซึ่งพนักงานสอบสวนพิจารณาอนุญาตปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งหมดชั่วคราว ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินทางกลับไป ส่วนนายสนธิ ลิ้มทองกุล นั้นได้ส่งทนายขอเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาหลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ

วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(7):ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 1 : ฉาก

ที่มา Thai E-News




พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อยังทรงพระเยาว์

บทความชุดโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
บทความนี้โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ภาพประกอบและคำบรรยาย วิกิพีเดีย
25 กันยายน 2552


หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังจากไทยอีนิวส์ได้นำเสนอบทความซีรีส์ชุด"วิกฤตการณ์การเมืองในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย"มา6ตอนแล้วนั้น ในตอนที่ 7 นี้จะว่าด้วยกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 ซึ่งไทยอีนิวส์พิจารณาเห็นว่ามีบทความ 2 ชิ้นของดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอไว้ในเชิงวิชาการอย่างทรงคุณค่า จึงขอนำเสนอเผยแพร่แบ่งเป็น2ตอน (คือตอนที่ 7 และตอนที่ 8 ของซีรีส์ชุดนี้)โดยต้นฉบับเดิมสำหรับตอนแรกนี้นำเสนอไว้เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2550


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงฉายที่พระตำหนักวิลล่าวัฒนา สวิสเซอร์แลนด์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ทุกครั้งที่ผมได้อ่านหรือได้ยินคนพูดถึงกรณีสวรรคตในหลวงอานันท์ว่าเป็นเรื่อง “ลึกลับ” หรือเป็น “ปริศนา” นั่นคือ เป็นเหตุการณ์ที่อธิบายได้ยากหรืออธิบายไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ผมมักจะส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ โดยเฉพาะถ้าการพูดหรือเขียนทำนองนี้เป็นของนักวิชาการ สำหรับผม ใครที่พูดหรือเขียนแบบนี้แสดงว่า คงแทบไม่เคยได้อ่านหรือคิดเกี่ยวกับกรณีสวรรคตอย่างจริงๆจังๆ

ล่าสุด ผมอดแปลกใจและผิดหวังเล็กน้อยไม่ได้ เมื่ออ่าน The King Never Smiles (หน้า 76-79) และพบว่า เมื่อบรรยายถึงกรณีสวรรคต ผู้เขียน (Paul M Handley) แทบไม่มีอะไรใหม่เลย นี่ไม่ใช่การวิจารณ์เสียทีเดียว เพราะผู้เขียนเองรู้ตัวและได้เขียนยอมรับไว้เอง (ดูจดหมายของเขาที่โต้ตอบคำวิจารณ์ของ Grant Evans ใน Far Eastern Economic Review, November 2006: “I have said little new from what has been in print for years. . . . I have no idea whether Ananda shot himself or was killed. . .”) เป็นความจริงที่ว่า แฮนลี่ย์ได้พูดถึงความเป็นไปได้ 2 ทางของการสวรรคตที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด แต่เขาเพียงแต่สรุปสิ่งที่มีผู้เสนอไว้แล้ว เขาไม่ได้วิเคราะห์หรืออธิบายให้เห็นว่าความเป็นไปได้ 2 ทางนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมจึงสรุปว่ามีความเป็นไปได้ 2 ทางนี้ แต่ละทางมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร

ในทัศนะของผม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า แฮนลี่ย์ไม่ได้มีอะไรพูดถึงมากไปกว่าที่มีการพูดกันไว้แล้ว แต่คือ เขาได้พูดน้อยกว่าสิ่งที่มีการเผยแพร่ไว้แล้วควรจะทำให้เขาพูดได้ พูดอีกอย่างหนึ่งคือ จากข้อมูลและการวิเคราะห์อันมากมาย ที่มีการเผยแพร่แล้ว โดยเฉพาะในภาษาไทย แฮนลี่ย์ควรที่จะสามารถเขียนถึงกรณีนี้ได้ดีกว่านี้ (กรณี 6 ตุลา เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ผมรู้สึกประหลาดใจและผิดหวังในทำนองเดียวกัน)

กรณีผู้เขียนอื่นในระยะใกล้ๆกัน เช่น กอบเกื้อ (Kings, Country, Constitutions หน้า 132-137 และ 246-247) ก็คล้ายกัน แต่แย่กว่ามาก คือไม่กล้าแม้แต่จะระบุให้หมด (อย่าว่าแต่จะพยายามวิเคราะห์) ว่ามีทฤษฎีอธิบายกรณีสวรรคตไว้อะไรบ้าง (คือ ระบุเพียงทฤษฎี “murdered by unknown person[s], most probably Pridi’s supporters”, อุบัติเหตุโดยพระองค์เอง และฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ กอบเกื้อยังกล่าวอย่างเหลือเชื่อว่า หนังสือกรณีสวรรคตของสรรชัย แสงวิเชียร ที่โปรเจ้าแอนตี้ปรีดีอย่างสุดๆ เป็นหนังสือที่เสนอทัศนะเป็นกลาง [balanced view]) ผมจะไม่พูดถึงกรณี Revolutionary King หนังสือเล่มนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะการเขียนอย่างสัปเพล่าเต็มไปหมดของผู้เขียน จนกลายเป็นงานชวนหัวโดยไม่ตั้งใจ ต้องถือเป็นความพยายามล่าสุดที่จะบิดเบือนกรณีสวรรคต และแก้ต่างให้กับผู้ทำผิดตัวจริง โดยเฉพาะในกรณีที่หนังสือพยายามอธิบายว่าทำไมจึงไม่มีการรักษาชีวิตของ 3 จำเลยไว้ในนาทีสุดท้าย ที่ผมถือว่าเป็นการแก้ตัวที่น่ารังเกียจยิ่ง (ดูบทความเรื่อง “50 ปีการประหารชีวิต” ของผม)

ในบทความขนาดสั้น 3 ตอนจบนี้(หมายเหตุไทยอีนิวส์:จนบัดนี้ดร.สมศักดิ์ยังไม่ได้เผยแพร่บทความในตอนที่3แต่อย่างใด) ผมจะขอแสดงให้เห็นว่า กรณีสวรรคตนั้น สามารถอธิบายได้ (อย่างค่อนข้างง่ายด้วยซ้ำ) ว่าเกิดขึ้นอย่างไร และคำอธิบายนี้ แทบจะไม่สามารถโต้แย้งได้เลย “ปริศนา” หรือความลึกลับที่แท้จริง ของกรณีสวรรคตไม่ใช่อยู่ที่ว่า เป็นเรื่องอธิบายไม่ได้ แต่อยู่ทีว่า ทำไมคำอธิบายที่ง่ายและโต้แย้งไม่ได้นี้ จึงไม่ได้รับการนำเสนอออกมาตั้งแต่ต้น หรือตั้งแต่หลายสิบปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จาก 3 คนที่ได้รับความเสียหายโดยตรงมากที่สุดจากการไม่มีคำอธิบาย

แต่แท้จริงแล้วเป็นผู้ที่สามารถจะนำเสนอคำอธิบายเช่นนี้ได้ คือ ชิต สิงหเสนี บุศย์ ปัทมศรินทร์ และ ปรีดี พนมยงค์ คุณเฉลียว ปทุมรส ไม่อยู่ในฐานะที่จะนำเสนอคำอธิบายนี้ได้มากเท่ากับ 3 คนที่ผมเอ่ยถึง – แม้ว่า จะมีข่าวลือว่าเขาบอก “ความลับ” กรณีสวรรคต ให้เผ่าฟังก่อนตาย (ซึ่งอาจจะคาดคะเนได้ว่า “ความลับ” ที่เขาบอก มีลักษณะทำนองคำอธิบายที่ผมพูดถึง) ก็ตาม – ผมจะอธิบายประเด็นนี้ในตอนท้ายบทความ(หมายเหตุไทยอีนิวส์:เรื่องนี้เราจะนำเสนอในตอนที่9ของซีรีส์ชุดนี้)

ยิ่งกว่านั้น ผมจะอธิบายให้เห็นว่า กรณีสวรรคตสามารถอธิบายได้ โดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลอันมหาศาลที่มีอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องไปพะวังถึงประเด็นปลีกย่อยนับไม่ถ้วน นั่นคือ ผมจะเสนอว่า กรณีนี้สามารถอธิบายได้โดยการคิดเชิงตรรกะ โดยอาศัยเพียงข้อมูลพื้นฐานจำนวนหนึ่ง ที่ทุกฝ่ายเห็นด้วยร่วมกันเท่านั้น (ยกตัวอย่างเช่น ผมจะแสดงให้เห็นว่า รายละเอียดบางเรื่อง เช่นปัญหาข้อกล่าวหาที่ว่า ปืนของกลางที่พบในที่เกิดเหตุ ไม่ใช่ปืนทีใช้ยิงจริง ปลอกกระสุนที่คุณชิตบอกว่าเก็บได้จากที่เกิดเหตุไม่ใช่ปลอกกระสุนสังหาร เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่จำเป็นต้องนำมาประกอบการพิจารณาเลย แต่สามารถอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้)



อากะธ่า คริสตี้ กับกรณีสวรรคต


ผมมักจะคิดว่า กรณีสวรรคตคล้ายกับนิยายฆาตกรรมสืบสวนของอากะธ่า คริสตี้ โดยเฉพาะชุดนักสืบแอร์กูล ปัวโรต์ และสักวัน น่าจะมีนักเขียนสักคนอาศัยกรณีสวรรคตเป็นพล็อตนิยายทำนองเดียวกันได้ ใครที่เป็นแฟนนิยายชุดนี้อย่างผม คงทราบว่า ลักษณะเด่นของนิยายชุดปัวโรต์ มี 2-3 ประการคือ

การฆาตกรรมเกิดขึ้นในสถานที่จำกัด คือไม่ใช่สถานที่สาธารณะที่ใครไปใครมาได้ตลอดเวลา อันที่จริง เรื่องที่ดังมากๆของชุดที่ได้รับการสร้างเป็นหนัง เช่น Murder on the Orient Express และ Death on the Nile นั้น สถานที่ฆาตกรรมอยู่ในประเภท “คนในไม่ได้ออก คนนอกไม่ได้เข้า” (รถไฟที่จอดติดหิมะอยู่กลางป่า และ เรือโดยสารที่ลอยอยู่กลางน้ำ)

สิ่งที่ตามมา – และนี่เป็นลักษณะเด่นประการที่สองของนิยายชุดนี้ – คือตัวละคอนจะมีจำกัดจำนวนแน่นอน และความเป็นไปได้ว่าใครจะเป็นฆาตกร ก็จะจำกัดอยู่เพียงหนึ่งในไม่กี่คนนั้น

ประการต่อมา ต่างจากนิยายฆาตกรรมสืบสวนสมัยใหม่ นิยายชุดปัวโรต์จะไม่เน้นที่แอ็คชั่น หรือการสืบสวนเชิง “นิติวิทยาศาสตร์” (มีบ้างแต่ไม่มาก) แต่เน้นที่การสอบปากคำ คือให้แต่ละคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุอันจำกัดนั้น เล่าว่าตัวเองกำลังทำอะไรเมื่อเกิดฆาตกรรม มีความเกี่ยวข้องกับผู้ตายอย่างไรบ้าง แล้วใช้การคิดเชิงตรรกะ มาหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เพราะในนิยายชุดปัวโรต์ บรรดาผู้อยู่ในสถานที่ฆาตกรรม จะให้การโดยไม่ตรงความจริงมากบ้างน้อยบ้างแทบทุกคน บางคนก็โกหก บางคนก็ละเว้นไม่พูดความจริงบางอย่าง ปัวโรต์จะอาศัยการวิเคราะห์ความขัดแย้งกันเองในคำให้การเหล่านั้น บวกกับข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการฆาตกรรม มาระบุว่าใครเป็นฆาตกร.....

ในความเห็นของผม กรณีสวรรคตมีลักษณะเด่นคล้ายๆกัน : สถานที่จำกัด, ผู้อยู่ในเหตุการณ์จำกัด, ผู้อยู่ในเหตุการณ์ให้การไม่ตรงความจริง, สามารถใช้การคิดเชิงตรรกะมาอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น....


สถานที่เกิดเหตุ : พระที่นั่งบรมพิมานชั้นบน

ขอให้เรามาเริ่มต้นกันที่ สถานที่เกิดเหตุ พระที่นั่งบรมพิมานชั้นบน นี่คือแผนผังที่รู้จักกันดี



ผมจะลดรายละเอียดบางประการของแผนผังนี้ โดยตัดบริเวณที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นต่อการวิเคราะห์ออกไป จะได้ดังนี้


ลักษณะสำคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุนี้คือ เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยประมาณ ปีกด้านตะวันออก (ด้านขวาของแผนผัง) คือส่วนที่เป็นห้องนอนของในหลวงอานันท์ (ตลอดบทความนี้ ผมจะหลีกเลี่ยงการใช้ราชาศัพท์ที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เข้าใจง่าย บางครั้งจึงมีทั้งคำธรรมดาและราชาศัพท์ปนกันไป) ส่วนปีกด้านตะวันตก (ด้านซ้ายของแผนผัง) คือส่วนที่เป็นห้องนอนของพระราชชนนีและพระอนุชา ทางเดินที่เชื่อมต่อสองปีกนี้ ด้านบนเรียกว่า “เฉลียงหน้า” ซึ่งมี “มุขหน้า” ยื่นออกไปเป็นที่เสวยอาหารเช้า ส่วนทางเดินด้านล่าง เรียกว่า “เฉลียงหลัง”

ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ด้านที่เป็นห้องนอนในหลวงอานันท์ ซึ่งมีห้องขนาดเล็กลง 3-4 ห้อง ล้อมรอบอยู่ (ไล่ตามเข็มนาฬิกา) คือ ห้องทรงพระอักษร ห้องพระ ห้องแต่งพระองค์ (กับห้องสรงที่ติดกัน) และห้องทรงพระสำราญ นั้น ในขณะที่ จากตัวห้องนอนเอง มีประตูติดต่อกับห้องเล็กเหล่านี้ โดยเฉพาะห้องทรงพระอักษรและห้องทรงพระสำราญ ซึ่งถ้าประตูเหล่านั้นเปิดอยู่ จะทำให้เดินจากเฉลียงหน้าหรือเฉลียงหลังผ่านห้องทรงพระอักษร หรือห้องทรงพระสำราญ เข้ามาที่ห้องนอนในหลวงอานันท์ได้ (หรือในทางกลับกัน เดินออกจากห้องนอนผ่านห้องทั้งสองนี้ออกไปที่เฉลียงทั้งสองได้)

แต่ในขณะเกิดเหตุ ประตูที่เชื่อมระหว่างห้องนอนกับห้องทรงพระอักษร และห้องทรงพระสำราญ ปิดลงกลอนอยู่จากด้านในห้องนอนตลอดเวลา เข้าออกไม่ได้ (ด้านห้องทรงพระสำราญมีโต๊ะตู้ขวางอยู่เท่ากับปิดตาย ด้านห้องทรงพระอักษรเปิดเฉพาะเมื่อในหลวงอานันท์จะเสด็จไปมุขหน้าเพื่อเสวย ซึ่งยังไม่ได้เปิดในเช้านั้น หลังเกิดเหตุแล้วยังต้องเปิดกลอนให้พระราชชนนีเสด็จผ่านได้) ดังนั้น การเข้าออกห้องนอนในหลวงอานันท์ จะทำได้ทางเดียว คือ ผ่านห้องแต่งพระองค์ โดยผ่านประตูห้องแต่งพระองค์ที่ติดกับเฉลียงหลัง (ที่ผมทำเครื่องหมาย X ไว้ในแผนผัง) ซึ่งจุดสำหรับผ่านเข้าออกห้องนอนในหลวงอานันท์ได้เพียงจุดเดียวนี้ มีชิต กับ บุศย์ นั่งเฝ้าอยู่ตลอดเช้าวันสวรรคต


ผู้อยู่ในที่เกิดเหตุ

ในขณะที่เสียงปืนดังขึ้นในเช้าวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ประมาณ 9 โมงครึ่งนั้น มีผู้อยู่ที่ชั้นบนของพระที่นั่งบรมพิมาน นอกจากในหลวงอานันท์ เพียง 7 พระองค์/คน ดังนี้



1. สมเด็จพระราชชนนี
2. สมเด็จพระอนุชา
3. ชิต สิงหเสนี (มหาดเล็กรับใช้ประจำห้องบรรทมในหลวงอานันท์)
4. บุศย์ ปัทมศริน (มหาดเล็กรับใช้ประจำห้องบรรทมในหลวงอานันท์)
5. น.ส. เนื่อง จิตตดุลย์ (พระพี่เลี้ยงในหลวงอานันท์)
6. น.ส. จรูญ ตาละภัฎ (ข้าหลวงสมเด็จพระราชชนนี)
7. ฉลาด เทียมงามสัจ (มหาดเล็กรับใช้)


มีผู้เสนอว่า ความจริง มังกร ภมรบุตร มหาดเล็กรับใช้อีกผู้หนึ่ง และ/หรือ ขุนวรศักดิ์พินิจ หัวหน้ามหาดเล็กรับใช้ ก็อยู่ที่ชั้นบนของพระที่นั่งขณะเกิดเสียงปืนด้วย แต่ประเด็นนี้ไม่สำคัญในแง่การวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้น อันที่จริง กระทั่งกรณีฉลาดเอง ก็แทบไม่มีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นเช่นกัน คือ อาจกล่าวได้ว่า มีเพียง 6 พระองค์/คน แรกข้างต้น เท่านั้น ที่สำคัญต่อการอธิบายเรื่องนี้

หลายคนคงเคยเห็น แผนผังแสดงตำแหน่งที่อยู่ของทั้ง 7 พระองค์/คน เมื่อเกิดเสียงปืนขึ้น สิ่งที่ผมเห็นว่าควรย้ำ (ซึ่งหนังสือต่างๆที่ตีพิมพ์แผนผังนี้มักไม่พูดถึง) คือ ตำแหน่งเหล่านี้ เป็นเพียงตำแหน่งที่แต่ละพระองค์/คน ให้การเองว่าอยู่ที่นั้นขณะเกิดเสียงปืน ซึ่งควรถือเป็นเพียงคำให้การหรือข้ออ้างที่ยังต้องพิสูจน์ยืนยันอีก




เหตุการณ์ในเช้าวันที่ 9 มิถุนายน 2489

การเล่าเหตุการณ์ข้างล่างนี้ ผมเพียงแต่ต้องการให้ผู้อ่านมีภาพกว้างๆ ว่า เกิดอะไรบ้างในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ปืนจะลั่นขึ้น โดยความเป็นจริงแล้ว รายละเอียดปลีกย่อยของเหตุการณ์ที่จะเล่าแทบทั้งหมดต่อไปนี้มีปัญหา เพราะ (เช่นเดียวกับนิยายนักสืบปัวโรต์) การเล่าเหตุการณ์ของพยานแต่ละคน/พระองค์ ไม่ได้ตรงกันทั้งหมด หรือแม้แต่พยานคนเดียวกันบางคน ในการเล่าให้กรรมการสอบสวนสมัยรัฐบาลปรีดี-ธำรงที่เรียกว่า “ศาลการเมือง” กับการเล่าในศาลชั้นต้นเมื่อมีการพิจารณาคดีสวรรคตหลังรัฐประหาร 2490 ก็ไม่ตรงกัน

ความไม่ตรงกันระหว่างพยานแต่ละคน (หรือระหว่างคำให้การต่างวาระของพยานคนเดียวกัน) นี้ บางกรณีเป็นเรื่องรายละเอียดที่ดูเหมือนจะเล็กมากๆ (เช่น เรื่องเวลา หรือ เรื่องพยานได้พบเห็นใครที่จุดไหน) แต่ในกรณีสวรรคต รายละเอียดเล็กๆแบบนี้สามารถมีนัยยะสำคัญใหญ่โตได้ ดังนั้นการสร้างภาพเหตุการณ์ขึ้นใหม่ (reconstruction) โดยตัดต่อจากคำให้การของพยานแต่ละคนมารวมๆกัน โดยไม่คำนึงถึง (หรือไม่ระบุถึง) ปัญหาความขัดแย้งไม่ลงรอยกันเองของคำให้การดังกล่าว (ซึ่งเป็นเทคนิคของหนังสือโปรเจ้าแอนตี้ปรีดี กรณีสวรรคต ของ สรรใจ แสงวิเชียร ดูบทที่ 2 ของหนังสือนั้น) สามารถทำให้เกิดการบิดเบือนได้ คือทำให้เห็นราวกับว่า ภาพเหตุการณ์ที่ถูก reconstructed ขึ้นใหม่จากการตัดต่อคำให้การของพยานหลายๆปาก (ที่ความจริงมีจุดไม่ตรงกัน) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆอย่างไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เตือนผู้อ่านเช่นนี้แล้ว ผมควรชี้ให้เห็นด้วยว่า การวิเคราะห์ว่าการสวรรคตเกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งจะทำในตอนที่ 2 และ 3 ของบทความนี้ ไม่ได้พึ่งพาหรือขึ้นต่อรายละเอียดของเหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้ (คือความไม่ลงรอยในรายละเอียดของเหตุการณ์จากการเล่าของพยานหลายๆคน ไม่มีผลทำให้วิเคราะห์ไม่ได้) การเล่าต่อไปนี้จึงมีหน้าที่เพียงเป็นภาพแบ็กกราวน์กว้างๆเท่านั้น

ในการเล่านี้ ผมพยายามละเว้นรายละเอียดที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือที่อาจเป็นปัญหายังต้องตีความคำให้การหรือยังต้องพิสูจน์ยืนยัน โดยจะเล่าเน้นเฉพาะการเคลื่อนไหวของ 7 พระองค์/คน ซึ่งอยู่บนพระที่นั่งชั้นบนเมื่อเกิดเสียงปืน

. . . . . . . . . . . . . . . .

วันที่ 8 มิถุนายน 2489 ในหลวงอานันท์มีพระอาการประชวร แพทย์ประจำพระองค์ (หลวงนิตย์เวชวิศิษฐ์) ได้ถวายยาเม็ดตอนเย็น และแนะนำให้พระราชชนนีสวนพระบังคลหนักให้ในหลวงอานันท์ในค่ำนั้นและให้ถวายน้ำมันละหุ่งผสมนมสดและบรั่นดีในเช้าวันรุ่งขึ้น (พระราชชนนีทรงสวนพระบังคลหนักให้ในหลวงอานันท์เวลา 1 ทุ่มโดยมี ชิต สิงหเสนี เป็นผู้ช่วย) ช่วงกลางคืนมีมหาดเล็กอยู่เวรยามทั้งชั้นล่างชั้นบนตลอดคืน

เช้าวันที่ 9 มิถุนายน เวลาตี 5 เศษ พระราชชนนีทรงตื่นบรรทมแล้วเสด็จเข้าไปปลุกในหลวงอานันท์ที่ห้องนอน (เสด็จผ่านห้องแต่งพระองค์) เพื่อถวายน้ำมันละหุ่ง (มหาดเล็ก 2 คนช่วยยกถาดตามเสด็จ) หลังจากนั้นในหลวงอานันท์ทรงบรรทมต่อ พระราชชนนีกลับไปบรรทมต่อเช่นกันที่ห้องของพระองค์เอง (มหาดเล็กกลับลงชั้นล่าง)

เวลา 7 โมงเศษ บุศย์ ปัทมศริน เริ่มเวรมหาดเล็กประจำห้องบรรทมในหลวงอานันท์ ยกแก้วน้ำส้มคั้นมาเตรียมถวาย โดยนั่งรออยู่ที่หน้าห้องแต่งพระองค์ (คือที่จุด X ในแผนผังข้างบน) เวลา 8 นาฬิกาเศษ ในหลวงอานันท์ตื่นบรรทม เข้าห้องสรง ออกจากห้องสรงผ่านห้องแต่งพระองค์กลับไปยังห้องนอน บุศย์ยกน้ำส้มคั้นตามเข้าไปในห้องนอนเพื่อถวาย ในหลวงทรงโบกพระหัตถ์ไม่ต้องการ แล้วเสด็จขึ้นแท่นบรรทม บุศย์จึงวางน้ำส้มไว้ที่ธรณีประตู แล้วกลับมานั่งที่เดิม

7 โมงเศษ ชิต สิงหเสนี ซึ่งปกติเป็นมหาดเล็กประจำห้องบรรทมในหลวงอานันท์สลับวันกับบุศย์ วันนั้นไม่ใช่เวรของเขา แต่เขาได้รับมอบหมายให้ไปทำหีบพระตรา เมื่อไปถึงร้านทำหีบที่เสาชิงช้า ช่างบอกว่า ต้องรู้ขนาดดวงพระตราก่อนจึงทำหีบได้ ชิตจึงกลับมาที่พระที่นั่งบรมพิมานเพื่อมาวัดดวงพระตราที่อยู่ในตู้เซฟในห้องแต่งพระองค์ เมื่อมาถึงจุดที่บุศย์นั่งอยู่ ได้รับการบอกจากบุศย์ว่า ตื่นบรรทมแล้ว แต่กลับไปบรรทมอีก ชิตจึงนั่งรออยู่ที่เดียวกับบุศย์ เพราะเกรงว่า หากเข้าไปวัดพระตรา จะเป็นการรบกวน

7 โมงเศษ มหาดเล็กหลายคนรวมทั้ง ฉลาด เทียมงามสัจ ช่วยกันยกเครื่องพระกระยาหารเช้าจากชั้นล่างขึ้นไปจัดวางที่มุขหน้า หลังจากนั้น คนอื่นๆกลับลงไปชั้นล่าง ยกเว้นฉลาดอยู่เฝ้าเครื่องพระกระยาหาร

8 โมงเศษ พระอนุชาตื่นบรรทม เสด็จไปที่มุขหน้าเสวยอาหารเช้า ระหว่างนั้น มังกร ภมรบุตร และ ขุนวรศักดิ์พินิจ ขึ้นมาช่วยงาน หลังจากพระอนุชาเสวยเสร็จเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ฉลาดยังคงอยู่เฝ้าเครื่องพระกระยาหารที่มุขหน้า (รอในหลวงอานันท์กับพระราชชนนีเสด็จมาเสวย) ส่วนมังกรและขุนวรศักดิ์อาจจะยังอยู่ด้วยหรือลงมาชั้นล่าง (ขึ้นอยู่กับคำให้การของใคร)

พระอนุชาเสวยเสร็จแล้วทรงเสด็จจากมุขหน้าไปยังห้องบรรทมในหลวงอานันท์ ถึงจุดที่ชิตกับบุศย์นั่งอยู่หน้าห้องแต่งพระองค์ ทรงถามอาการในหลวงอานันท์ บุศย์ตอบว่าตื่นแล้ว เข้าห้องสรง แล้วทรงเข้าบรรทมอีก หลังจากนั้น พระอนุชา – จากคำให้การของทั้งชิต, บุศย์ และพระอนุชาเอง – ทรงเสด็จกลับไปทางห้องของพระองค์เองโดยทางเฉลียงหลัง เมื่อถึงห้องของพระองค์แล้ว – จากให้คำการของพระองค์เอง – ทรง “เดินเข้าๆออกๆอยู่ที่สองห้อง” คือห้องนอนของพระองค์และห้องเครื่องเล่น

เวลาใกล้เคียงกัน เนื่อง จิตตดุลย์ ซึ่งมาถึงพระที่นั่งตั้งแต่ 7 โมงเศษถึง 8 โมง แต่ไม่ได้เข้าเฝ้าทั้งในหลวงและพระราชชนนี เพราะเห็นว่าทรงยังไม่ตื่น จึงทำงานอื่นไปพลาง จนประมาณ 9 นาฬิกา จึงไปที่ห้องพระราชชนนี พบว่าพระราชชนนีตื่นแล้ว พระพี่เลี้ยงเนื่องอยู่ที่ห้องพระราชชนนี “เป็นเวลาราว 20 นาที” ก็เดินต่อเข้าไปยังห้องนอนพระอนุชา (2 ห้องนอนเดินทะลุกันได้) เพื่อจัดเก็บฟิล์มภาพยนตร์ในห้องนั้น แต่ไม่ได้พบพระอนุชาในห้อง (“ข้าพเจ้าไม่พบใคร แม้แต่ในหลวงองค์ปัจจุบัน ซึ่งพระองค์จะเสด็จไปประทับอยู่ที่ไหนในขณะนั้นก็หาทราบไม่”)

จรูญ ตะละภัฎได้ให้การว่า เวลาประมาณ 9 นาฬิกา หลังจากกินอาหารเช้าที่ชั้นล่างแล้ว ได้ขึ้นมาที่ห้องนอนพระราชชนนี แต่ไม่พบพระราชชนนี “เข้าใจว่าคงเสด็จเข้าห้องสรง” เธอจึงทำการเก็บพระแท่นบรรทม (แต่พระราชชนนีทรงให้การว่า “มีพระพี่เลี้ยงเนื่องมาที่ห้องฉัน นางสาวจรูญเข้ามาด้วยหรือไม่นั้นจำไม่ได้แน่ แต่ตามความรู้สึกแล้วรู้สึกว่าไม่ได้มา”)

ประมาณเกือบๆ 9 นาฬิกา 30 นาที เกิดเสียงปืนขึ้นในห้องนอนในหลวงอานันท์ ชิตวิ่งเข้าไปดู แล้ววิ่งไปตามพระราชชนนี เมื่อพระราชชนนีเสด็จมาถึง พบในหลวงอานันท์นอนทอดพระวรกายบนที่นอนเหมือนทรงนอนหลับปกติ พระกรทั้งสองวางอยู่ข้างพระองค์ (ไม่งอ) พระวิสูตร (มุ้ง) ถูกตลบขึ้นเหนือพระแท่น บนที่นอนบริเวณใกล้พระหัตถ์ซ้ายมีปืนสั้นวางอยู่ มีแผลกระสุนที่พระนลาฏ (หน้าผาก) เหนือคิ้วซ้าย ....

ติดตามอ่านปริศนากรณีสวรรคต (ตอนที่ 2) : ในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เอง หรือ ถูกผู้อื่นยิง
0000000

อย่าพลาดซีรีส์ชุดนี้:

-ความยุ่งยากวุ่นวายในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย :พระเจ้าปราสาททองตลุยเลือดโค่นบัลลังก์หลานพระนเรศวร
-(ตอนที่2:สงครามกลางเมืองในบั้นปลายรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง และการก่อการรัฐประหารของพระเพทราชา-พระเจ้าเสือในบั้นปลายรัชกาลพระนารายณ์มหาราช
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(3):ศึกสายเลือดชิงราชบัลลังก์ กรณีเจ้าสามพระยา และกรณีพระเจ้าเอกทัศน์VSระเจ้าอุทุมพร
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(4):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(5):ปัญหาสืบราชสมบัติระหว่างลูกมเหสีเอกVSลูกสนม
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(6):ยุวกษัตริย์กับบัลลังก์เลือด

Friday, September 25, 2009

มุมมองนักการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบ

ที่มา Voice TV



รายงานพิเศษชุดใต้ฟ้าเดียวกันตอน5 มุมมองดร.รุ่ง แก้วแดง ที่นำแนวคิดนักการศึกษามาพัฒนาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวไทยพุทธและมุสลิม

คลิปประมวลสถานการณ์ฮอนดูรัส

ที่มา ประชาไท

สรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฮอนดูรัส ผ่านคลิปและสารคดีที่ผลิตโดยนักข่าวพลเมืองและสื่อแขนงต่างๆ นับตั้งแต่มานูเอล เซลายา ประธานาธิบดีฮอนดูรัสที่ถูกทำรัฐประหารและถูกบีบให้ออกนอกประเทศ พยายามกลับเข้าฮอนดูรัสเพื่อทวงคืนอำนาจ

15 กันยายน 2552
วันชาติฮอนดูรัสและการแข็งขืนต่อเผด็จการ





สารคดีของกลุ่ม The Real News (ภาษาอังกฤษ) เรื่องการรัฐประหารกระตุ้นให้เกิดการปฏิวัติในฮอนดูรัสหรือ? (Coup inciting revolution in Honduras?) ภาพเป็นเหตุการณ์เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นวันชาติของประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางอย่าง นิคารากัว, กัวเตมาลา, เอล ซัลวาดอร์, คอสตาริกา และ ฮอนดูรัส ที่ได้เอกราชจากสเปนในปี 1821 (พ.ศ.2364) แต่ในฮอนดูรัสหลายคนอยากฉลองการเป็นอิสระจากคณะรัฐประหาร
ในคลิปนายบาร์โตโล ฟูเอนเตส (Bartolo Fuentes) สมาชิกสภาเมือง El Progreso ของฮอนดูรัส ใช้โอกาสวันชาติปราศรัยโจมตีการรัฐประหาร ช่วงหนึ่งเขากล่าวว่า “เรากำลังฉลองวันชาติ ในขณะที่ประธานาธิบดี (หมายถึงเซลายา) ถูกลักพาตัว เรากำลังฉลองวันชาติ ในขณะที่รัฐธรรมนูญถูกฉีก เรากำลังฉลองวันชาติ ในขณะที่กลุ่มคนที่เรียกร้องให้มีการเคารพกฎหมายถูกเข่นฆ่า” จากนั้นมีคนพยายามปิดเครื่องเสียง ทำให้เขาพูดโดยไม่ใช้ไมโครโฟนต่อไปว่า “นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกอภิสิทธิ์ชน เขาไม่ต้องการฟังเสียง เขาทำเหมือนไม่มีใครประณามความอภิสิทธิ์นี้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับฮอนดูรัส โรงละครชัดๆ” ต่อมาตำรวจและทหารได้เข้าควบคุมตัวเขา
สารคดีเผยให้เห็นถึงการต่อต้านรัฐบาลมิเชลเลตตี รัฐบาลซึ่งหนุนหลังโดยทหาร การต่อต้านเกิดขึ้นทั่วฮอนดูรัส ออสการ์ เอสตราดา (Oscar Estrada) ผู้ผลิตสารคดีและนักกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารให้ความเห็นว่าคณะรัฐประหารเข้ามาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของโครงการขนาดใหญ่ตามแนวทางเสรีนิยมใหม่ สารคดียังเผยให้ขบวนการต่อต้านรัฐประหารในฮอนดูรัสที่มีที่มาหลากหลายกลุ่มซึ่งนอกจากต้องการโค่นล้มการรัฐประหารแล้วยังต้องการโค่นล้มโครงการเสรีนิยมใหม่เหล่านี้ด้วย
(ที่มา: Coup inciting revolution in Honduras?, (youtube.com) โพสต์โดย TheRealNews, Sept 18, 2009)
21 กันยายน 2552
การกลับมาของเซลายา




ภาพจากรายการ La Hojilla ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง Televisión Venezolana (VTV) ของเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ช่วงที่มานูเอล เซลายา ประธานาธิบดีฮอนดูรัสที่ถูกทำรัฐประหารและเซียวมารา คาสโตร ภรรยา โทรศัพท์ถึงประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ของเวเนซุเอลา โดยเซลายาแจ้งให้ชาเวซทราบว่าเข้ามาอยู่กลางเมืองหลวงเตกูซิกัลปาของฮอนดูรัสได้แล้ว (ภาษาสเปน)
ที่มา: Honduras Zelaya en la embajada de Brasil TUBAZO PRESIDENTE HUGO CHÁVEZ La Hojilla VTV TELESUR, (youtube.com) โพสต์โดย TVZL, Sept 22, 2009





ข่าวการกลับมาของมานูเอล เซลายาในสถานีโทรทัศน์อัลจาซีร่า (ภาษาอังกฤษ)
(ที่มา: Zelaya's return to Honduras prompts curfew - 22 Sep 09, (youtube.com) โพสต์โดย AlJazeeraEnglish, Sept 21, 2009)






สารคดีล่าสุดจาก The Real News “Zelaya's return to Honduras met with force” นำเสนอการกลับเข้าฮอนดูรัสของเซลายาหลังการลี้ภัยนอกประเทศยาวนานกว่า 86 วัน และภาพการปราบปรามผู้สนับสนุนเซลายาของตำรวจ นอกจากการนำเสนอสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฮอนดูรัสแล้ว ในรายงานช่วงวินาทีที่ 28 จะเห็นเครื่องยิงคลื่นเสียงความถี่สูงหรือ LRAD ด้วย (ภาษาอังกฤษ)
(ที่มา: Zelaya's return to Honduras met with force (youtube.com) โพสต์โดย TheRealNews, Sept 22, 2009)





รายงานข่าวของ Democracy Now หัวข้อ การกลับฮอนดูรัสเพื่อท้าทายรัฐบาลคณะรัฐประหาร (“Returns to Honduras in Defiance of Coup Government”) (ตอนที่ 1) (ภาษาอังกฤษ)
(ที่มา: DN! Manuel Zelaya (1\3)Returns to Honduras in Defiance of Coup Government, (youtube.com) โพสต์โดย StartLoving2, Sept 22, 2009)






รายงานข่าวของ Democracy Now หัวข้อ การกลับฮอนดูรัสเพื่อท้าทายรัฐบาลคณะรัฐประหาร (“Returns to Honduras in Defiance of Coup Government”) (ตอนที่ 2) (ภาษาอังกฤษ)
(ที่มา: DN! Manuel Zelaya (2\3)Returns to Honduras in Defiance of Coup Government, (youtube.com) โพสต์โดย StartLoving2, Sept 22, 2009)





รายงานข่าวของ Democracy Now หัวข้อ การกลับฮอนดูรัสเพื่อท้าทายรัฐบาลคณะรัฐประหาร (“Returns to Honduras in Defiance of Coup Government”) (ตอนที่ 3) (ภาษาอังกฤษ)
(ที่มา: DN! Manuel Zelaya (3\3)Returns to Honduras in Defiance of Coup Government, (youtube.com) โพสต์โดย StartLoving2, Sept 22, 2009)
22 กันยายน 2552
สลายการชุมนุมรอบสถานทูตบราซิล





การสลายการชุมนุมผู้สนับสนุนเซลายารอบสถานทูตบราซิลในกรุงเตกูซิกัลปา เมื่อ 22 ก.ย. (ภาษาสเปน)
(ที่มา: HONDURAS RESISTE !!!, (youtube.com) โพสต์โดย xinergias, Sept 22, 2009)





การสลายการชุมนุมผู้สนับสนุนเซลายารอบสถานทูตบราซิลในกรุงเตกูซิกัลปา เมื่อ 22 ก.ย. ภาพจากสถานีโทรทัศน์เตเลซูร์ (Telesur) ของเวเนซุเอลา ในคลิปมีการสัมภาษณ์นายอันเดรส พาวอน ประธานองค์การสิทธิมนุษยชนฮอนดูรัส (CODEH) ด้วย (ภาษาสเปน)
(ที่มา: HONDURAS, (youtube.com) โพสต์โดย cn3cablenoticias, Sept 23, 2009)
รักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศฮอนดูรัสแถลงโต้เซลายา





คาร์ลอส โลเปซ (Carlos Lopez) รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฮอนดูรัสแถลงข่าวที่ทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อ 22 ก.ย. โต้มานูเอล เซลาย่า (ส่วนที่ 1) (ภาษาอังกฤษสลับกับภาษสเปน)
(ที่มา: A Message to the World form the Constitutional President of Honduras Roberto Micheletti Part1/3, (youtube.com), โพสต์โดย laverdadhonduras, Sept 23, 2009)






คาร์ลอส โลเปซ (Carlos Lopez) รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฮอนดูรัสแถลงข่าวที่ทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อ 22 ก.ย. โต้มานูเอล เซลาย่า (ส่วนที่ 2) (ภาษาอังกฤษสลับกับภาษาสเปน)
(ที่มา: A Message to the World form the Constitutional President of Honduras Roberto Micheletti Part1/2, (youtube.com), โพสต์โดย laverdadhonduras, Sept 23, 2009)






คาร์ลอส โลเปซ (Carlos Lopez) รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฮอนดูรัสแถลงข่าวที่ทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อ 22 ก.ย. โต้มานูเอล เซลาย่า (ส่วนที่ 3 ช่วงตอบคำถาม) (ภาษาอังกฤษสลับกับภาษาสเปน)
(ที่มา: A Message to the World form the Constitutional President of Honduras Roberto Micheletti Part3/3, (youtube.com), โพสต์โดย laverdadhonduras, Sept 23, 2009)
23 กันยายน 2552
ลูล่าที่ยูเอ็น





หลุยส์ อินาซิโอ ลูล่า ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) หรือลูล่า ประธานาธิบดีบราซิลกล่าวในที่ประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติที่ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อ 23 ก.ย. สนับสนุนการกลับสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของเซลายา (ภาพจากสถานีโทรทัศน์ Telesur)
(ที่มา: PRESIDENTE BRASIL PIDE RETORNO DE ZELAYA AL PODER, (youtube.com), โพสต์โดย cn3cablenoticias, Sept 24, 2009)
การประท้วงในเตกูซิกัลปา





สถานการณ์ในฮอนดูรัสเมื่อ 23 ก.ย. โดยอัลจาซีร่า (ภาษาอังกฤษ)
(ที่มา: Honduran crisis talks mooted - 23 Sep 09, (youtube.com) โพสต์โดย AljazeeraEnglish, Sept 23, 2009)
24 กันยายน 2552
ฝ่ายหนุนมิเชลเลตตีเดินขบวน





สถานีโทรทัศน์ El Heraldo ของฮอนดูรัสเผยแพร่ภาพผู้ชุมนุมสนับสนุนรักษาการประธานาธิบดีโรเบอร์โต มิเชลเลตตี เดินขบวนในกรุงเตกูซิกัลปาเรียกร้องให้เกิดความสงบในฮอนดูรัส (ภาษาสเปน)
(ที่มา: Multitudinaria marcha a favor de la paz y la democracia en la capital de Honduras, (youtube.com) โพสต์โดย diarioelheraldo, September 24, 2009)

ไม้หนึ่ง ก.กุนที: บทกวี 19 กันยา

ที่มา ประชาไท

1. ผ่านกันยามาสามกันยายน
ราษฎรเดินบนหนทางกล้า
ร่วมต่อต้าน รุกตอบโต้ อมาตยา
เถื่อนประหารรัฐามหาชน
2. สามกันยาที่เรายังยืนหยัด
มุ่งตอกหมุดรัฐใหม่ ให้ตั้งต้น
ล้างอำนาจกดขี่ศักดิ์ศรีคน
ทวงคืนผลประโยชน์พลเมือง
3. เป็น 19 กันยา กลางสายฝน
มารวมฝูงระดมพล คนไม่เชื่อง
คำรามฟ้า เคียดพิโรธ ขึ้งโกรธเคือง
เชิดหน้าเปียก ปล่อยให้เขา เปลืองฝุ่นเกลือ
4. สามปีที่ฝ่ายก้าวหน้าโดนเด็ดปีก
ฉีกธรรมนูญ โดยผู้ที่อยู่เหนือ
มือไม่พาย หักทำลายกระโดงเรือ
ผ่านขุนศึก ทหารเสือโสเภณี
5. สามปีที่คิดถึง ลุงนวมทอง
ส่องทางไท วีรชนคนแท็กซี่
แขวนสังขาร ไทยรัฐวิภาวดี
ปักธงชัย เปิดวิถี ปลุกเสื้อแดง
6. พิงหลังชนคนเสื้อแดงผลัดกันปลอบ
สะอื้นหอบโหยจนต่อมน้ำตาแห้ง
แต่ฟูมฟายไม่อาจถึงการเปลี่ยนแปลง
ต้องฝึกฟื้นใจให้แกร่ง แข็งแรงกาย
7. ก่อนกันยาเราผ่านเมษาเลือด
สงกรานต์เดือด กอดคอเดินกันมาได้
ก็เห็นแต่จะต้องสู้ถึงเส้นชัย
ยืดเยื้อไกลก็ยิ่งอดทนกล้ำกลืน
8. กลางบึงทุกข์ พวกเราคือดอกบัวแดง
ผุดรู้แจ้ง รากแห่งเหตุความขมขื่น
ยุติธรรมในสังคมไม่หวนคืน
คงต้องตื่นลุกขึ้นติดกำลังรบ
9. อย่างต่อเนื่องในความคิดยกระดับ
ถึงวันนี้ไม่มีทางกลับสยบ
มหาคลื่นใกล้กระแทกแตกทำนบ
อยากให้จบจงสละสู่สามัญ
อยากให้จบจงสละสู่สามัญ
อยากให้จบจงสละสู่สามัญ
ไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีราษฎร
หมายเหตุจากไม้หนึ่ง -

เรียนประชามหาชน ณ ที่นี้

เนื่องจากเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2552 อันเป็นวันครบรอบ 3 ปีรัฐประหาร ไม้หนึ่ง ไม่ได้ร่วมอ่านบทกวีบนเวที นปช.แดงทั้งแผ่นดิน จึงเกิดคำถามเล็ก ๆ ขึ้นจากมวลชนบางส่วน ว่า "ทำไม ?" และเมื่อเอาเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ กลุ่มสยามแดง ได้จัดเวที ที่วัดแจ้งสิริสัมพันธ์ จังหวัดนนทบุรี ที่ ไม้หนึ่ง อ่านบทกวีเปิดตัว สุรชัย แซ่ด่าน ก่อนปราศรัย ทำให้แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน สื่อสารโดยตรงเป็นการส่วนตัวมาว่า "หายไปไหน ? แยกไปเป็นแดงสยามกับเขาด้วยหรืออย่างไร?"
จึงขอชี้แจงโดยรวบรัดว่า
1.ที่ไม่ขึ้นเวทีเพราะข้นต้นเขียนบทกวีนี้ไว้แล้วเสร็จไม่ทันกำหนด เพิ่งเสร็จเอาเมื่อวันที่ 21 กันยา นี่เอง
2.ไม่ได้หายไปและเป็นส่วนหนึ่งของมวลชนตั้งแต่ต้นจนจบ
3.ไม่ได้แยกไปเป็นแดงไหน เป็นทุกแดง เพราะเอามวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงเป็นตัวตั้ง คนเสื้อแดงอยู่ที่ใดไหนรัศมีทำการได้ จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งทุกเมื่อ
4. เหตุที่หนังสือพิมพ์ธงแดง ของวิสา คัญทัพ ไม่ได้ขึ้นบทกวีของไม้หนึ่ง มาสองฉบับแล้วนั้น ก็เพราะขณะนี้กำลังมีการปรับปรุงเรื่องอาร์ทเวิร์คบางประการ

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ที่มา thaifreenews

สมัชชาสังคมก้าวหน้า (social move)
19 กันยายน 2552

"โค่นอำมาตยธิปไตย จุดไฟสรรค์สร้างสังคมใหม่ พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์"

* เตือนความจำ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Council for Democratic Reform under the Constitutional Monarchy ภายหลังชื่อภาษาอังกฤษ ได้ตัดคำว่า under the Constitutional Monarchy ออกเพื่อป้องกันชาวต่างชาติเข้าใจผิดว่าการรัฐประหารในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากทางราชสำนัก ... แต่ภาษาไทยยังคงคำว่า’อันมีพระมหากษัตริย์ทางเป็นประมุขไว้’ ตามเดิม....

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549: สามปีให้หลัง

ในวันที่ 19 กันยายน ปีนี้จะเป็นวันครบรอบ 3 ปีของการทำการรัฐประหาร ของนายทหารกลุ่มหนึ่งที่เรียกกลุ่มของตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข* การ รัฐประหารในครั้งนี้ได้รับการยกย่องสรรเสริญกันอย่างกว้างขวางจากในหมู่ชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง ว่าเป็นการรัฐประหารที่ไร้การนองเลือดและยังเป็นการแก้ปัญหาภาวะตีบตันทาง การเมืองไทยที่เหมาะสมอีกด้วย แต่การรัฐประหารครั้งนี้เป็นเพียงการกำจัด ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเพียงคนเดียว แต่ต้องนำประเทศมาสู่ห้วงแห่งภัยพิบัติ

ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ปรากฎชัดเจนว่า “กองทัพ” เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทที่สำคัญที่สุด ในการโค่นล้มรัฐบาลของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ภายหลังจากการรัฐประหารเป็นผลสำเร็จ กองทัพได้กลับมาพยายามเพิ่มอำนาจให้ตนเองอีกครั้ง โดยการเพิ่มงบประมาณของกองทัพในรูปแบบต่างๆ เช่น “งบลับ” ที่อาศัยข้ออ้างถึงความมั่นคงของชาติ แต่กลับถูกนำไปใช้เพื่อกำจัดฝ่ายปรปักษ์การรัฐประหารของตนอย่างไม่ละอาย นอกจากนี้ ยังพบว่า นายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนยังได้รับการปูนบำเหน็จในการรับตำแหน่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ และเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นลิ่วล้อของระบอบอำมาตย์ทำหน้าที่ออกกฎหมายเผด็จการ เพื่อสนับสนุนกลุ่มอำนาจพวกพ้องของตนเอง และกำจัดฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นปรปักษ์ทางการเมืองของพวกตนอีกทางหนึ่ง

สถาบันตุลาการ ภายใต้คำโก้หรูที่ดูทรงคุณธรรมว่า “ตุลาการภิวัฒน์” เป็นอีกกลไกหนึ่งของระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งสร้างผลกระทบต่อหลักนิติรัฐและทำลายความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยลงไปโดยสิ้นเชิง ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า “คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” หาได้มีความยุิติธรรมมั่นคงดุจตราชั่งตราชูที่ติดอยู่หน้าบัลลังค์ไม่ ความบิดเบี้ยวในการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญปรากฎให้เห็นตั้งแต่

การใช้อำนาจทางตุลาการที่เข้าไปมีแทรกแซงอำนาจฝ่ายบริหาร ในวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นกระบวนการปูทางไปสู่การรัฐประหาร ปี 49 กระทั่งภายหลังการรัฐประหารปี 49 แล้ว คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ยังได้มีคำวินิจฉัยอันพิลึกลั่นในการยุบพรรคและตัดสิทธิการเลือกตั้งของพรรคการเมือง โดยใช้กฎหมายที่ออกในภายหลังเพื่อยัดความผิดในภายใต้คำวินิจฉัยอันคลุมเครือ เช่นการใช้รูปคำ ‘เชื่อได้ว่า’ ในการตัดสินความผิดทางกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คำวินิจฉัยหรือการดำเนินการต่างๆของกระบวนการยุติธรรมก็ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับฝ่ายนิยมประชาธิปไตยแบบก้าวหน้าอีกต่อไป...ไม่ว่าจะเป็นการปลดอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช จากความผิดที่จัดรายการทำกับข้าว รวมถึงการยุบพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนอย่างลุกลี้ลุกลนจนน่าผิดสังเกต

นอกจากเครือข่ายหลักของฝ่ายอำมาตย์ดังที่กล่าวมาแล้ว พวกเขาได้ซื้อเครือข่ายนักวิชาการชั้นเลว และสื่อสารมวลชนกระแสหลัก ตลอดจนถึงสมาคมธุรกิจต่างๆอันเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งอาจเรียกรวมได้ว่า “เครือข่ายอภิสิทธิ์ชนโค่นล้มประชาธิปไตย” โดยการปลุกระดมจากกลุ่มขบวนพันธมิตรประชาชนฟาสซิสต์ หรือ

“ม็อบมีเส้น” ในการสร้างกระแสอุดมการณ์ชาติราชานิยมขึ้นมา เป็นเครื่องมือสนับสนุนกลุ่มเผด็จการอำมาตย์และทำลายหลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยดังที่ทุกท่านได้ประจักษ์ในช่วงสามปีที่ผ่านมา และโดยการสลับขั้วทางการเมือง ทำให้ฝ่ายอำมาตย์สามารถจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้สมใจ รัฐบาลหุ่นเชิดอภิสิทธิ์ได้ใช้ “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และพยายามเพิ่มบทลงโทษที่เป็นเผด็จการมากขึ้น รวมทั้งการปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชนยิ่งกว่าที่เคยปรากฎในยุครัฐบาลก่อนหน้านี้

สามปีที่ผ่านมา ความพยายามของฝ่ายเผด็จการอำมาตย์ในการกำจัดคู่แข่ง ทางการเืมืองของตนได้ทำลายหลักนิติรัฐ หลักการสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และความเท่าเทียมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจนสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตาม การกระทำเพียงฝ่ายเดียวของฝ่ายอำมาตย์ก็ได้สร้างแรงสะท้อนกลับให้กับสังคมไทยเช่นกัน การรวมตัวกันครั้งแล้วครั้งเล่าของฝ่ายประชาธิปไตยก้าวหน้าเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมแม้ว่าจะมีกระบวนการการขัดขวางในรูปแบบต่างเช่นการล้มรัฐบาลที่ประชาชนฝ่ายเสียงข้างมากเลือกเข้ามา

การใช้การหล่อหลอมให้สังคมไทยรวมเป็นหนึ่งอย่างปลอมๆ เช่นแนวคิดรัฐบาลแห่งชาติที่ได้มีการเสนออยู่เป็นระยะๆ เป็นสัญญาณบอกชัดแล้วว่า ต่อจากนี้ไปสภาพโครงสร้างทางการเมืองไทยไม่สามารถจะกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว นับวันมีแต่จะถอยหลังไปสู่หายนะ และอาจจะกลายสภาพเป็นรัฐเผด็จการไม่ต่างจากรัฐบาลทหารพม่า

เราในนามของสมัชชาสังคมก้าวหน้า (social move) ขอบอกกล่าวผ่านไปยังพี่น้องผู้รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะเปลี่ยนผ่านกาลเวลา ด้วยวิถีทางแห่งประชาธิปไตย จะไม่ให้ใครหน้าไหน! ออกคำสั่ง ชี้ช่องทางไปสวรรค์ ด้วยคำโก้หรู อันเต็มไปด้วยเล่ห์กลสามานย์ และนับจากนี้ จงรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันว่า หากมีความพยายามสร้างขบวนการ ทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีก พี่น้องจะออกมาขัดขว้าง ไม่ยอมก้มหน้ายอมรับชะตากรรม และพี่น้องจงพร้อมใจกัน โค่นเผด็จการสามานย์ให้สิ้นซาก ! สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์เพื่อลูกหลานและสังคมไทย

บริษัท คิงเพาเวอร์ ไม่ธรรมดา

ที่มา บางกอกทูเดย์

โดนกันไปเต็มๆ กับการร้องทุกข์กล่าวโทษฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สร้างความเสียหายให้แก่รัฐกรณีการเช่าใช้พื้นที่ในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระหว่าง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือ ทอท. กับ บริษัท คิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัดระนาวไปหมด ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และเจ้าหน้าที่ของรัฐผลงานของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ การเงินการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎรเรื่องของ บริษัท คิงเพาเวอร์ ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานการเมืองผนวกธุรกิจของประเทศไทย เพราะบนถนนเส้นนี้อาจจะมีใครหลายคนมองว่า บริษัท คิงเพาเวอร์เป็นเหมือนหมูตัวอ้วน เพราะทำธุรกิจด้านดิวตี้ฟรีจนร่ำรวยมหาศาล ก็อาจจะมีรายการโจรสลัดบ้าง รายการรถไถบ้างแต่ในความรู้สึกของ บริษัท คิงเพาเวอร์ และผู้บริหารเอง อาจจะคิดว่า ตนเองเป็นเสมือนหมูเขี้ยวตันฉะนั้นเส้นทางธุรกิจ ของ บริษัท คิงเพาเวอร์ จึงมีสีสันที่ไม่ธรรมดามาโดยตลอดกรณีร้องทุกข์กล่าวโทษครั้งนี้ เป็นเพราะคณะกรรมาธิการฯ ที่นายสุรพงษ์นั่งเป็นประธานอยู่ ได้มี

การเชิญคณะกรรมการบริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย(ทอท.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดินให้มาชี้แจงปัญหาการคิดคำนวณค่าเสียหายจากการใช้พื้นที่เกินของบริษัทคิงเพาเวอร์ ใน 2 โครงการ ที่สนามบินสุวรรณภูมิพบว่า สัญญาสัมปทานโครงการสินค้าปลอดอากรที่ทอท.ทำไว้กับบริษัทคิงเพาเวอร์ เมื่อวันที่ 29 กันยายน2548 ต้องชำระค่าตอบแทนใช้พื้นที่จำนวน 5,000 ตร.ม.ปีละประมาณ 1,200 ล้านบาทซึ่งปรากฏว่าบริษัทนี้ใช้พื้นที่เกินจากสัญญากว่า6,820 ตร.ม.แต่กลับมีการคิดค่าเสียหายเพียง 990 ล้านบาททั้งที่ค่าความเสียหายสูงถึง 6,489 ล้านบาทขณะเดียวกันบริษัทคิงเพาเวอร์ต้องจ่ายผลตอบแทนจากการใช้พื้นที่ 2 หมื่น ตร.ม. คิดเป็นปีละประมาณ1,500 ล้านบาท แต่ได้ใช้พื้นที่เกินจากสัญญา 5,820ตร.ม. กลับจ่ายค่าพื้นที่เพียง 414 ล้านบาทซึ่งความเป็นจริงต้องจ่าย 1,563 ล้านบาทเท่ากับว่ารวม 2 โครงการ คณะกรรมาธิการฯได้คำนวณว่าจริงๆ แล้ว บริษัท คิงเพาเวอร์ จะต้องจ่ายเงินถึง 8,053 ล้านบาทเห็นตัวเลขแบบนี้ หลายคนอาจจะตกอกตกใจ แต่คงไม่น่าจะใช่สำหรับ บริษัท คิงเพาเวอร์ แน่ๆเพราะที่ผ่านมานั้น “ผมโดนมาเยอะ ผมเจ็บมาเยอะ” เสียยิ่งกว่า สมจิตร จงจอหอ เสียอีกเรื่องแบบนี้สำหรับ บริษัท คิงเพาเวอร์แล้วไม่ตื่นเต้นใดๆ แน่ ไม่เชื่อถาม เจเจ.ดูก็ได้ที่สำคัญคงต้องดูว่าครั้งนี้ คนชื่อ “เนวิน ชิดชอบ”จะช่วยให้เกิดเซอร์ไพร์สได้เหมือนคดีกล้ายางหรือไม่งานนี้กะพริบตาแล้วจะเสียดาย ■

ใครกันแน่ที่ทำร้ายสถาบัน?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ต้องยอมรับว่าไม่เพียงเป็นคนที่ตีบทแตกกระจุย แต่ยังเป็นคนที่ฉกฉวยโอกาสทางการเมืองได้ทุกขณะจิต ไม่ว่าจะโดยเนียนๆ หรือแบบ... ด้านๆจะใครเสียอีกหากไม่ใช่ เนวิน ชิดชอบ ที่ทำเป็นก้อนสะอื้นจุกคอพล่ามวาจาว่า “ต่อไปนี้ในชีวิตที่เหลือ จะทำหน้าที่พิทักษ์ปกปักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต”เป็นการฉวยโอกาสทางการเมือง ที่น่าพะอืดพะอมเสียยิ่งกว่าการแอบกลืนก้อนเสลด แล้วทำเป็นเหมือนตื้นตันเสียเต็มประดาหากใครที่รู้จักคนชื่อ เนวิน ชิดชอบ ดี จะรู้ว่า คนๆ นี้ เพื่อการก้าวเดินไปข้างหน้าแล้ว สามารถทำได้ทุกอย่างทั้งนั้น เพราะในสมองดูเหมือนว่าไม่เคยคิดเรื่องคำว่าบวกว่าลบ ไม่มีคำว่าสมควรหรือไม่สมควร... ก็ขนาดบ้านถูกขว้างระเบิดใส่ ยังทำเหมือนสิ่งคุ้นเคยที่รู้ดีแก่ใจอยู่แล้วส่วนคำว่า กตัญญู กับ เนรคุณ ที่คนทั่วไปนิยมพูดถึงกันนั้นไม่มีใครรู้ว่าสำหรับคนๆ นี้จะให้ความสำคัญหรือไม่เพียงใด!!!เพราะบนเส้นทางชีวิตส่วนตัว แม้แต่การเปลี่ยนภรรยา ทั้งๆ ที่คำว่า “ภรรยา” นั้นหมายถึงการเป็นคู่ชีวิตคู่ทุกข์คู่ยาก แต่เนวินก็ยังทำมาแล้ว เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ฉะนั้นประสาอะไรกับการเปลี่ยนพรรคการเมือง ที่เปลี่ยนเป็นว่าเล่นจากการเริ่มต้นที่พรรคสหประชาธิปไตย ของ พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ เดินตาม เสธ.พล อยู่พักใหญ่ จนได้ไปเป็น 1 ในบรรดาคนหน้าห้องของนายสรอรรถ กลิ่นประทุม ไม่นานก็ตีจากมาอยู่พรรคเทิดไทย ของนายณรงค์ วงศ์วรรณ ก่อนจะกระโดดไปเกาะพรรคสามัคคีธรรมช่วงก่อนพฤษภาทมิฬ เพราะคิดว่าจะรุ่งแต่เมื่อเกิดพฤษภาทมิฬ สามัคคีธรรมเดี้ยงสนิท เนวินก็ถีบหัวเรือส่งโดดต่อไปเกาะอยู่พรรคชาติไทย แต่ลึกๆ แล้วจะจดจำบุญคุณของนายบรรหาร ศิลปอาชา ได้เพียงใดไม่รู้ เพราะพอทิ้งพรรคชาติไทยออกไปอยู่กับพรรคเอกภาพ ของนายอุทัย พิมพ์ใจชนยังเอ่ยวาจาภาษาเขมร ว่า “จะเตะก้านคอนายบรรหาร”แต่สุดท้ายก็ไม่วายย้อนกลับมาซบพรรคชาติไทยได้อีกรอบหนึ่ง

อย่างหน้าตาเฉยก่อนที่จะถีบส่งอีกครั้งเพื่อไปอยู่กับพรรคไทยรักไทย ไปอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรศักดิ์ศรีระดับเนวินเสียอย่าง พูดอะไรไว้ ทำอะไรไว้ ใครจะจดจำก็ช่าง หรือแม้แต่สื่อมวลชนจะให้ฉายา เป็น “ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ”และแม้กระทั่งนายถาวร เสนเนียม จะเคยขุดคุ้ยเรื่องที่ว่าเป็นผู้พยายามเกลี้ยกล่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พัทลุง และสตูลให้ช่วยเหลือในการเลือกตั้งมาแล้วก็ตาม แต่วันนี้ก็อยู่กันได้จูบปากกันได้อย่างดีกับพรรคประชาธิปัตย์เพราะสำหรับเนวินบอกแล้วว่า จะต้องไปให้ถึงที่หมายให้ได้ จึงไม่แปลกหากวันนี้เพื่อการก้าวสู่ความสำเร็จทางการเมือง เมื่อเห็นว่า “เสา” ที่จะเกาะเพื่อไต่ขึ้นไปสู่ความยิ่งใหญ่นั้น มุ่งมั่นอยู่กับการหักล้างพยายามโค่นล้มภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณเนวิน ก็เลยผสมโรงสร้างภาพผูกขาดความจงรักเทิดทูนสถาบันแล้วปล่อยให้ข้อหาล้มล้างสถาบันพุ่งเข้าใส่ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างหน้าตาเฉย... ทั้งๆ ที่ควรรู้อยู่แก่ใจว่า อะไรคือความจริงที่แท้จริงใคร หรือฝ่ายไหนกันแน่ที่ทำลายสถาบัน???สำหรับสังคมไทยนั้น คนประเภทที่พยายามสร้างภาพผูกขาดความรักสถาบันเอาไว้ฝ่ายเดียว คำก็เอ่ยอ้างสถาบัน คำก็ปาวๆ ว่าเทิดทูน แต่ไม่ได้สำนึกสักนิดว่า นี่จะเป็นการดึงสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่?... อย่าคิดว่าประชาชนจะไม่รู้ใครที่ทำเรื่องเหล่านี้ หากยังเทิดทูนสถาบันอย่างแท้จริง ไม่ได้เทิดทูนเพียงแค่ลมปาก หยุดพฤติกรรมอุบาทว์เหล่านี้เสียทีเถอะประชาชนคนไทยไม่ได้โง่จนไม่รู้ความจริงว่า ใครเทิดทูนจริงๆ จากหัวใจ ใครที่ฉาบทาเอาไว้ด้วยลมปาก จนแม้ริมฝีปากบางทียังรับน้ำหนักลมปากตัวเองไม่ไหวการทำท่าร้องห่มร้องไห้ น้ำตาน้ำลายฟูมฟาย อาจจะได้รางวัลถ้าเล่นละครน้ำเน่า แต่ในชีวิตจริง เตือนเอาไว้ว่า ระวังจะ“น้ำเน่า” จนไปไม่ถึงชัยชนะทางการเมืองอย่างที่ฝันเพราะสถาบันนั้นเป็นของจริง... พระสยามเทวาธิราชนั้นมีอยู่จริง ■