WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, September 26, 2009

เรื่องของนักการเมือง

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



ภาพนักการเมืองในนามคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ได้แก่ วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสมาชิก ยืนจับมือพร้อมกับรอยยิ้มภายหลังมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ใน 6 ประเด็นตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 23 กันยายน อาจเป็นได้แค่ "ละครการเมือง" ฉากหนึ่งที่ในวันที่สื่อมวลชนถ่ายภาพทำข่าวได้เห็นความร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ซึ่งเป็นห้วงเวลาสั้นๆ แต่หลังจากนั้นกลับเกิดการโต้แย้งอันเนื่องมาจากความเห็นไม่ตรงกัน ต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายของกลุ่มตัวเอง ทำให้ยากต่อการหาข้อยุติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นใด จะต้องลงประชามติหรือไม่ ฯลฯ

ใน 6 ประเด็นของข้อสรุปคณะกรรมการสมานฉันท์ฯซึ่งเกิดขึ้นภายหลังเกิดเหตุการณ์ "สงกรานต์เลือด" ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ประกอบด้วย 1.ไม่ต้องยุบพรรคการเมืองและไม่ต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารหากมีกรรมการไปทุจริตการเลือกตั้ง (มาตรา 237) 2.แก้ไขจำนวนและที่มาของ ส.ส.ให้กลับไปเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 นั่นคือ ให้มี ส.ส.500 คน แบ่งเป็น 400 คน มาจากการเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว อีก 100 คน มาจากระบบบัญชีรายชื่อ (มาตรา 93-98) 3.แก้ไขจำนวนและที่มาของ ส.ว.ให้กลับไปเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 นั่นคือ ให้ ส.ว.มี 200 คน มาจากการเลือกตั้ง ให้หาเสียงได้เฉพาะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ส.ว. (มาตรา 111-121) 4.เกี่ยวกับสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภามาตรา 190) 5.ให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ (มาตรา 265) และ 6.ให้ ส.ส. และ ส.ว.แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านได้ (มาตรา 266)

จะเห็นว่า ทั้ง 6 ประเด็นล้วนเป็นเรื่องของนักการเมืองโดยแท้ ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรค การกำหนดที่มา อำนาจบางประการของ ส.ส. ส.ว. การที่รัฐบาลจะทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องไม่ถูกหากไปพูดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นนี้เป็นการสร้างความสมานฉันท์หรือพูดว่าเป็นการปฏิรูปการเมือง เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย หากจะนำไปสู่ความสมานฉันท์หรือการปฏิรูปการเมือง ต้องไปดูข้อเสนอของคณะอนุกรรมการสมานฉันท์และอนุกรรมการเพื่อการปฏิรูปการเมืองว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งวิป 3 ฝ่ายและรัฐบาลไม่ได้นำมาพิจารณาและไม่มีการผลักดันที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ

พูดถึงการออกเสียงประชามติประเด็นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น มีนักการเมืองหลายคนอยากจะจัดให้มีขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในจำนวนนี้มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วย ฟังผิวเผินก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าพินิจพิเคราะห์ลงไปให้ลึกจะพบว่าไม่จำเป็นเพราะไม่เพียงแต่จะเสียงบประมาณในการจัดลงประชามติเกือบ 2,000 ล้านบาท ยังทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทอดเวลาออกให้นานยิ่งขึ้น ที่สำคัญ ใน 6 ประเด็นเรื่องปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับชาวบ้าน และในระหว่างการทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อให้ความรู้ก่อนถึงวันไปออกประชามติก็จะเกิดการขัดแย้ง แตกแยกจากเหตุแห่งการแบ่งสี เลือกข้าง หลังจากรู้ผลคะแนนในการออกเสียงประชามติก็จะเห็นภาพความไม่ลงรอยของนักการเมือง และความร้าวฉานของประชาชนในแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาค

เป็นหน้าที่ของนายอภิสิทธิ์ที่บอกว่า เมื่อกลับจากการประชุมสหประชาชาติมาถึงประเทศไทยจะรีบหาข้อยุติก็ควรจะแสดงภาวะผู้นำให้เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณชน โดยการประสานงานกับทุกพรรคทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ส.ว. ซึ่งมีหลายกลุ่มเพื่อจะเดินหน้าได้ถูกต้อง การบริหารงานด้วยคำพูดผ่านสื่อมวลชนได้ทำมามากพอแล้ว ซึ่งยังไม่เกิดผลดีต่อประเทศ ถึงเวลาที่รัฐบาลจะลงมือปฏิบัติให้ประชาชนได้เห็นเสียทีหากนายอภิสิทธิ์สร้างความชัดเจนได้ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแบบไหน จะยุบสภาเมื่อไร เพื่อให้การเมืองไทยเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ นำความปรองดองกลับสู่สังคมไทยอีกครั้งก็จะเป็นสิ่งวิเศษ ทั้งหลายทั้งปวงหาล้วนเป็นภารกิจของนักการเมืองทั้งสิ้น ดังนั้น จงอย่าโยนความรับผิดชอบหรือหาแพะที่จะกล่าวโทษเวลาที่เกิดเหตุยุ่งเหยิงวุ่นวายขึ้นภายในประเทศ

ศาล ปค.สูงสุดป่วน "วรพจน์"ทิ้งเก้าอี้ตุลาการกระทันหัน วิจารณ์แซ่ดตั้ง3หัวหน้าคณะข้ามหัว-ปมพระวิหาร

ที่มา มติชนศาลปกครองสูงสุดป่วน "วรพจน์ วิศรุตพิชญ์"ลาออกจากตุลาการกระทันหัน หลัง กศ.ป.มีมติแต่งตั้งหัวหน้าคณะใหม่ 3 คน วิจารณ์แซ่ดข้าม"อาวุโส" เผยปมขัดแย้งเรื่องแนวคิด-วิธีการทำงานมาแตั้งแต่คดีปราสาทพระวิหาร


แหล่งข่าวจากสำนักงานศาลปกครองเปิดเผย"มติชนออนไลน์"เมื่อวันที่ 25 กันยายนว่า ได้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในศาลปกครอง เมื่อนายวรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุดได้ยื่นหนังสือลาออกในวันเดียวกันโดยให้มีผลในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจาณ์อย่างหนักในศาลปกครอง


แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับเหตุผลที่คาดว่า ทำให้นายวรพจน์ตัดสินใจลาออกอย่างกระทันหัน ทั้งๆที่มีอายุเพียง 57 ปี เป็นเพราะในการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง(กศ.ป.)ซึ่งมีนายอักขราทร จุฬารัตน เป็นประธานในวันเดียวกันเพื่อพิจารณาแต่งตั้งรองประธานศาลปกครองสูงสุดและตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุดซึ่งจะว่างลง 3 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2552 ปรากฏว่า นายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุดและนายวรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุดซึ่งบุคคลทั้งสองเห็นว่า เป็นการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรมเเนื่องจากไม่เป็นไปตามลำดับอาวุโส นอกจากนั้นยังมีแรงกดันในการทำงานเนื่องจากมีแนวคิดและวิธีการทำงานที่ไม่ตรงกับผู้บริหารศาล นับแต่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีที่คณะรัฐมนตรีนายสมัคร สุนทรเวชมีมติสนับสนุนประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ประชุม กศ.ป.มีมติแต่งตั้งนายพีระพล เชาวน์ศิริ ตุลาการหัวหน้คณะในศาลปกครองสูงสุดเป็นรองประธานศาลปกครองสูงสุด แต่งตั้งนายวิชัย ชื่นชมพูนุท นายปรีชา ชวลิตธำรง และนายเกษม คมสัตย์ธรรม ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เป็นตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งทั้งนายวิชัย ชื่นชมพูนุท และนายปรีชา ชวลิตธำรง และนายเกษม คมสัตย์ธรรม สามารถสอบเข้าเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดพร้อมนายชาญชัย แสวงศักดิ์ เป็นรุ่นแรกซึ่งขณะนั้นนายชาญชัยดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองอยู่แล้ว ขณะที่นายเกษม คมสัตย์ธรรม เป็นตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองชั้นต้นเท่านั้น


แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับนายวรพจน์นั้น แม้ จะสอบเข้าเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดรุ่นที่สอง แต่เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีศาลปกครองกลาง ขณะที่นายเกษม คมสัตย์ธรรมเป็นหัวหน้าคณะในศาลปกครองกลาง โดยผู้บริหารศาลปกครองสูงสุดบางคนขอร้องให้นายวรพจน์ดำรงตำแหน่งอธิบดีศาลปกครองกลางต่อไปก่อนเพื่อวางระบบศาลปกครองกลางให้ดีเพราะอยู่ในช่วงเพิ่งเริ่มจัดตั้ง อย่างเพิ่งสอบเป็นตุลาการศาลปกครองในรุ่นแรก แต่ กศ.ป.กลับนำมาเป็นข้ออ้างว่า นายวรพจน์มีอาวุโสน้อยกว่านายเกษม คมสัตย์ธรรม จึงไม่แต่งตั้งเป็นตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบัน ตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีจำนวน 17 คน สำหรับรองประธานและตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุดที่เกษียณอายุประกอบด้วย นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ นายจรัญ หัตถกรรม นายดำริ วัฒนะ สิงหะ ตามลำดับบวกกับนายวรพจน์ที่ลาออกทำให้เหลือตุลาการศาลปกครองสูงสุดเพียง 13 คน อย่างไรก็ตามมีผู้สอบเข้าเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดได้อีก 6 คน อยู่ระหว่างนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ

ขบวนการสุดขั้ว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

คาดเชือก คาถาพัน




ปกติก็มักจะได้เห็นแต่สไตล์นักเลงลูกทุ่ง พร้อมจะถีบหน้าใครก็ได้ที่พูดจาไม่เข้าหู แต่ระยะหลังหลายคนบอกว่า ท่าทีของรองนายกฯเทพเทือก ดูสุขุมขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ยิ่งในเหตุการณ์ข้อพิพาทเขาพระวิหาร

ต้องบอกว่า ได้แสดงทัศนคติต่อชีวิตผู้คนและความยึดถือในเขตประเทศชาติ ได้อย่างก้าวหน้า ยิ่งกว่าพวกนักเคลื่อนไหวการเมืองการม็อบเยอะ

ยิ่งเทียบกับท่าทีของส.ว.คนดังแกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. ที่แสดงความคับแคบทางเชื้อชาติอย่างน่าตกใจ ด้วยการจะให้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านภูมิซรอลเพราะเป็นภาษาเขมร

ถือว่าคนละชั้นกันไปเลยกับเทพเทือก

เน้นย้ำสันติวิธี ความเป็นมิตรของชาวบ้านสองชาติที่ไปมาหาสู่กันอยู่ร่วมกัน ซึ่งไม่ควรมาปลุกระดมชาตินิยมชวนรบกัน

ราวกับเป็นปัญญาชนนักประวัติศาสตร์ชาติ พันธุ์ผสมนักสิทธิมนุษยชน อะไรขนาดนั้นเลยทีเดียว!??

อันที่จริงกลุ่มพันธมิตรนั้น ได้แสดงจุดยืนต่อปัญหาเขาพระวิหารอย่างเด่นชัดมาโดยตลอดว่า เป็นขบวนการชาตินิยมสุดโต่ง จนเรียกกันว่าคลั่งชาติ

เรียกร้องอย่างแน่ชัด ให้กองทัพแสดงกำลังอำนาจเข้ากดดันฝ่ายกัมพูชา ผลักดันคนที่พักอาศัยในพื้นที่พิพาทออกไปให้ได้

แล้วการแสดงออกของพันธมิตร ในอันที่จะบุกขึ้นไปประกาศเจตนารมณ์ที่ผามออีแดงนั้น ก็คือพันธมิตรของแท้แน่นอน

ถ้าเชื่อว่าตนเองถูกต้องแล้ว คนอื่นอย่าได้มาทัดทาน

แม้จะเป็นคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นก็เถอะ คนที่จะได้รับผลกระทบหากเกิดศึกสงครามขึ้นมาก็เถอะ

ถ้าพันธมิตรเชื่ออะไรแล้ว ใครอย่าได้มาขวางเป็นอันขาด เป็นพวกทาสเขมรไปหมด

ก็เลยต้องขว้างปาทุบตีเลือดอาบกันไปตลอดเส้นทางสู่การขึ้นไปยืนประกาศชัยชนะ!

ส่วนกรณีข้อเสนอของส.ว.ที่ให้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านนั้น

อคติชิงชังทางชาติพันธุ์อย่างร้ายกาจ

ไฟใต้ยังไงก็ยังงั้นเลย!?!

ลุ้น"หวย"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ไม่คิดชักชวนให้ใครสนใจการออกลอตเตอรี่ หรือลุ้นโชคอะไรหรอก

เพราะคำว่าลุ้น "หวย" ในที่นี้ คือคดี "หวยบนดิน" ซึ่งมีกำหนดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 30 กันยายนนี้

อันเป็นหนึ่งในคดีที่ คตส.ไล่หวดรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แบบยกก๊วน เพราะดำเนินคดี ครม.ทั้งคณะ พร้อมผู้บริหารกองสลาก อีกยกกระบิรวม 47 คน

กล่าวหาว่าเบียดบังเงินของทางการไปนับหมื่นล้านบาท

โดยขอให้ศาลลงโทษทั้งจำคุกและชดใช้เงิน 14,862 ล้านบาท

ความน่าสนใจก็คือคดีนี้ศาลนัดอ่านคำพิพากษาต่อจากคดีกล้ายาง ซึ่งสั่งยกฟ้องไปก่อนแล้ว

ทำให้ "นายเนวิน ชิดชอบ" ถึงกับน้ำตาไหลพราก อย่างซาบซึ้ง!?

คดี "หวยบนดิน" จะลงเอยในรูปแบบเดียวกันหรือไม่ เป็นที่มาของคำว่าลุ้น "หวย" ตามชื่อเรื่องนี่แหละ

คดีกล้ายางและคดีหวยบนดินมีอะไรคล้ายๆ กันอย่างบังเอิญ

ประการแรก คตส.เล่นงานแบบเหมาเข่ง จะเกี่ยวนิดเกี่ยวหน่อยก็ถูกลากเข้ามาร่วมหัวจมท้ายกันทั้งหมด

ประการต่อมา ทั้ง 2 คดี คตส.รับบท "ชงเอง กินเอง" แบบทูอินวัน

คือทั้งสอบสวนและสั่งฟ้องเสร็จสรรพ

เนื่องจากอัยการสูงสุดพิจารณาว่า 2 คดีนี้ยังมีช่องโหว่และสำนวนไม่แน่นหนาเพียงพอ จึงตีกลับให้สอบสวนใหม่

คตส.จึงอาศัยอำนาจที่มีอยู่ในมือสั่งฟ้องเองเสียเลย

ผลคือคดีแรกศาลยกฟ้องไปเรียบร้อย

คดีหวยบนดินจึงไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย แต่ที่สำคัญคืออาจจะออกไม่ได้ตามกำหนด

เนื่องจากผู้ต้องหาที่มีมากเกือบ 4 โหล มีโอกาสสูงว่าจะมาไม่ครบ

ที่แน่ๆ บิ๊กเนมสุดคือพ.ต.ท.ทักษิณไม่มาชัวร์

หากผู้ต้องหามาไม่ครบศาลอาจจะเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปอีก 1 เดือน

รวบรัดตัดความกันไปเลยว่าศาลอ่านคำพิพากษาเรียบร้อย ซึ่งไม่ว่าจะออกหัว-ก้อย ก็จะมีปัญหาตามมาแน่นอน

ถ้าศาลยกฟ้องเหมือนคดีกล้ายาง คตส.คงโดนไล่อัดกันอีกรอบ

ในทางกลับกันถ้าตัดสินว่าผู้ต้องหาผิดทั้งหมด หรือผิดบางคน ก็คงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ประเด็นที่คดีนี้มีผู้ต้องหาชื่อ "พ.ต.ท.ทักษิณ" รวมอยู่ด้วย!?

แต่ยุ่งขิงที่สุดก็คือหากศาลให้ชดใช้เงินคืน

เนื่องจากเงินหวยบนดินส่วนใหญ่นำไปใช้ในโครงการประชานิยม แจกเป็นทุนการศึกษา และจุนเจือเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะตำรวจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

หากตีความตามกฎหมายการเบียดบังเงินหลวง แม้จะผ่องถ่ายไปที่อื่นก็ต้องตามยึดคืนมา

จะออกหน้าไหนก็เหนื่อยใจ และมีปัญหาตามมาแน่นอน

2 เรื่องตื่นเต้น

ที่มา เดลินิวส์

ข่าวต่างประเทศทีวีทุกช่อง เทน้ำหนักข่าวอดีตประธานาธิบดี เซลายา ซึ่งถูกทหารปฏิวัติคาชุดนอน บีบลี้ภัยต่างประเทศ แล้วเซลายาไม่ยอม

ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสู้ ตอนนี้ลัก ลอบเข้าเมืองหลวงฮอนดูรัสสำเร็จ

แอบในสถานทูตบราซิล ไม่ใช่สิ บราซิลน่ารู้เห็นเป็นใจ เพราะขู่ลั่นสถาน ทูตถือเสมือนเขตประเทศ

ถ้ารัฐบาลทหาร “มิเชเล็ตติ” บุกเข้ามาเมื่อไหร่ เห็นดีแน่

ขณะรัฐบาลทหารก็ตัดน้ำ ตัดไฟ โทรศัพท์ ในสถานทูตบราซิล ห้ามส่งน้ำอาหารเข้าไป

มีประกาศเคอร์ฟิว แต่ประชาชนก็ไม่สน แห่ล้อมสถานทูต ถูกแก๊สน้ำตา ปืน เครื่องทำลายหู ถล่มใส่ ทั้งตายและเจ็บ ไม่เท่านั้น ยังบุกร้านชำ ขโมยอาหารเรียบ ตุนไว้สู้

กลายเป็นแดนมิคสัญญีสมบูรณ์แบบ

ล่าสุด มีข่าว “มิเซเล็ตติ” ยอมเปิดเจรจา แต่มีวาระซ่อนเร้น เซลายา ต้องยอมรับผลเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายหลังไม่ยอม เพราะยังไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญตามที่เคยตกลงกัน

พร้อมประกาศสู้ตาย !!!

อีกไม่นาน คงมีได้ มีเสีย เพราะ เซลายา มีสหรัฐ ยุโรป ที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติเป็นแนวร่วม

อดเปรียบเทียบไม่ได้ หาก “แม้ว” ที่กลายเป็นสัมภเวสี เล่นทวิตเตอร์ฆ่าเวลา โชว์รูปตัดผม เพื่อยืนยันไม่ได้เป็นมะเร็งอย่างที่ ส.ส.ปชป.ประโคมข่าวอยู่ ตอนนี้

ทำตามคนใกล้ชิดที่ยุให้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสู้ หลังถูกยึดอำนาจ 19 ก.ย.

แทนที่จะโยนผ้า แล้วสู้แบบ ลักปิด ลักเปิด แบบปัจจุบัน

ประชาธิปไตยไทยจะต่าง หรือ เหมือนตอนนี้ จะเหมือนฮอนดูรัสไหม ???

เหมือนข่าวเจ๊ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ที่พึ่งของผู้หญิง ออกมาแฉ มีนายพล.อ. ข่มขืนลูกน้องตัวเองเป็นปี จนลูกน้องทนไม่ไหว ประกาศสู้ตาย

อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด

ขณะสังคมชายเป็นใหญ่ กระทำซ้ำด้วยการเยาะเย้ย ทำไมทนอยู่ได้ตั้งนาน สมยอมสิ

โชคดีสามีเธอแสนดี เดินเคียงข้าง ไม่ทอดทิ้ง ทำให้เธอมีกำลังใจขึ้นมาก

บทจบทั้ง 2 เรื่อง จึงน่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน !?!.

ดาวประกายพรึก

พิสูจน์ประชาธิปไตยไทย

ที่มา ไทยรัฐ

บทบรรณาธิการ

ขณะนี้กำลังมีการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างวันที่ 24 ถึง 30 กันยายน แต่มหกรรมภาพยนตร์นานาชาติคราวนี้ ผู้รับผิดชอบในการจัดงานคงจะเป็นรายใหม่ ไม่ใช่นายเจอรัลด์ กรีน และนางแพทรีเชีย กรีน สองสามีภรรยาชาวอเมริกัน ซึ่งเคยได้รับสัมปทานจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้เป็นผู้จัดงานในปี 2548 และอีกหลายปีต่อมา

ชื่อสองสามีภรรยาชาวอเมริกันทั้งสองกลายเป็นข่าวโด่งดังในกลางเดือนกันยายนนี้ เมื่อศาลสหรัฐอเมริกาตัดสินจำคุกทั้งสองคน เป็นเวลา 10 ปี ในข้อหาติดสินบนอดีตผู้บริหาร ททท.เป็นเงิน 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 60 ล้านบาท) เพื่อให้ได้เป็นผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ และรับงานโครงการอื่นๆอีก ทำให้มีรายได้ 14 ล้านดอลลาร์

เหตุผลที่ศาลสั่งจำคุกสองสามีภรรยาถึง 10 ปี เพราะถือว่ากระทำความผิดร้ายแรง ผิดกฎหมายถึง 2 ฉบับ คือกฎหมายว่าด้วยการติดสินบนต่างประเทศ และกฎหมายปราบปรามการฟอกเงิน เนื่องจากมีการโอนเงินให้เจ้าหน้าที่ของไทย โดยผ่านธนาคารต่างประเทศหลายครั้ง นับเป็นอีกคดีหนึ่งซึ่งถูกเปิดเผยขึ้นในต่างประเทศ และเป็นเรื่องนักธุรกิจต่างชาติติดสินบนเจ้าหน้าที่ของไทย

ยังมีคดีที่โด่งดังและมีลักษณะเดียวกันกับคดีเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯอีกอย่างน้อย 2 คดี คดีที่หนึ่งที่โด่งดังมาก คือการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่เรียกว่าเครื่อง "ซีทีเอ็กซ์" ที่นักธุรกิจชาวอเมริกันถูกดำเนินคดีในข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองและข้าราชการไทย เพื่อจูงใจให้ซื้อเครื่อง

ซีทีเอ็กซ์ กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต และรัฐบาลไทยโดนอภิปรายในสภา

อีกคดีหนึ่งคือ กรณีที่ผู้บริหารบริษัทรับเหมาก่อสร้างของญี่ปุ่นถูกดำเนินคดีอาญาที่กรุงโตเกียว ในข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่ของไทย เพื่อจูงใจให้ได้รับสัมปทานก่อสร้างอุโมงค์ป้องกันนํ้าท่วมของ กทม. ในสมัยที่นาย สมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าราชการ กทม. ผู้บริหารบริษัทก่อสร้างที่ถูกดำเนินคดีบอกความจริงเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นว่า ในเมืองไทยถ้าอยากได้รับสัมปทานจากรัฐ จะต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ

ทั้งสองคดี คือคดีการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดของสนามบินสุวรรณภูมิ และคดีการก่อสร้างอุโมงค์ของ กทม. ล้วนแต่กล่าวหา ว่าเจ้าหน้าที่ไทยรับสินบนจากต่างชาติ เป็นเรื่องราวที่ถูกเปิดโปงขึ้นในต่างประเทศ โดยกระบวนการยุติธรรมต่างประเทศ แต่กระบวน การยุติธรรมไทยเงียบเฉย และไม่ทราบว่าจะยังเฉยอยู่หรือไม่? ในคดีล่าสุดคือสินบน 60 ล้าน ในมหกรรมภาพยนตร์นานาชาติ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอาจจะมองว่าเรื่องแบบนี้ไม่ทำให้ประเทศไทยเสียหาย เพราะเจ้าหน้าที่ไทยงาบสินบนต่างชาติ เป็นคุณูปการต่อประเทศชาติเสียอีก เพราะนำเงินตรา ต่างประเทศเข้ามา แต่การที่เจ้าหน้าที่ไทยรับสินบนจากต่างชาติ เป็นความผิดตามกฎหมายไทย และทำให้ประเทศไทยเสียชื่อ ผู้รับสินบนมีโทษร้ายแรงยิ่งกว่าผู้ให้ และเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่า ไทยเป็นนิติรัฐและประชาธิปไตยจริงหรือ?

เศรษฐกิจไม่ดีอย่างที่คิด

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันก่อน คณะกรรมการกำหนดนโยบายทางการเงินของเฟด ประกาศอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ในกรอบร้อยละ 0-0.25 หมายความว่าเฟดยังรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำพิเศษต่อไปอย่างไม่มีกำหนด ทั้งนี้ เนื่องจากจำเป็นต้องรักษาความเปราะบางทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯเอาไว้ก่อน

แม้ข้อมูลบางอย่างเชื่อได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯมีแนวโน้มฟื้นตัวก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯพ้นจากวิกฤติมาแล้ว ตรงกันข้ามเฟดคาดการณ์ว่า การดำเนินธุรกรรมทางธุรกิจยังไม่ปกติ

อยู่ในเกณฑ์ต่ำ

ถ้าสัมผัสกับคนอเมริกันจะรู้ว่าพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปเยอะ โดยเฉพาะ ยังไม่มีความมั่นใจในการใช้จ่าย ถึงจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากพิษเศรษฐกิจเที่ยวนี้ แต่สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้มีความระมัดระวังตัวมากขึ้น

ภาครัฐเองก็ยังไม่กล้าที่จะเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจชนิดเต็มรูปแบบ เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะมีปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจอะไรเกิดขึ้นอีก การทุ่มเทงบประมาณเมื่อตอนเริ่มต้นวิกฤติเศรษฐกิจเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับรัฐบาลโอบามา เพราะไม่ต่างอะไรจากการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

เมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจไม่กระเตื้องขึ้นตามเป้าหมาย รัฐบาลสั่งระงับการทุ่มเทฟื้นฟูเศรษฐกิจทันที ดังจะเห็นได้จากมีแบงก์และธุรกิจเก่าแก่ของสหรัฐฯที่ปรับตัวไม่ทันล้มเป็นดอกเห็ด

ไม่แปลกที่รัฐบาลสหรัฐฯจะสร้างเกราะป้องกันตัว งัดเอามาตรการกีดกันทางการค้า มาใช้อีกกระทอก จีนเจอไปแล้วเต็มๆสำหรับรายการนำเข้าประเภทอะไหล่รถยนต์และมีตามมาอีกหลายระลอก

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปร่วมประชุมสหประชาชาติเที่ยวนี้ก็ถูกลองของจากนักธุรกิจอเมริกาพอหอมปากหอมคอ ส่วนความหวังที่จะเจรจาทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ คงไม่มีความหวังในระยะนี้ ประเด็นการเมืองในบ้านเราก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้การค้าเสรีต้องล่มไปอย่างน่าเสียดาย

ประกอบกับเศรษฐกิจที่อยู่ในภาคบังคับเอาตัวรอด ตัวใครตัวมัน การทำการค้าเสรีกับประเทศต่างๆคงปิดประตูชั่วคราว เห็นนายกฯอภิสิทธิ์ฝากความหวังไว้ที่การประชุมองค์การการค้าโลกรอบโดฮาไว้ล่วงหน้า

ไม่อยากจะดักคอว่ายิ่งไม่มีความหวังเข้าไปใหญ่เพราะการตกลงกันตัวต่อตัวยังมีปัญหา และการประชุมในกรอบใหญ่ขนาดนั้น ส่วนมากจะเอาปัญหาไปเล่าสู่กันฟัง สุดท้ายก็กลายเป็นวงสนทนาปรับทุกข์ระดับชาติมากกว่าจะร่วมมือตกลงในการแก้ปัญหาจริงๆจังๆ

ช่วงนี้อย่างดีคงจะทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศที่ย่ำแย่ พอๆกันไปก่อน อาทิ เปรู เป็นต้น ถ้อยทีถ้อยอาศัยดูใจกันยามยาก ไม่ต้องไปอื่นไปไกล กับแค่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม จะขอจับมือทำการค้าข้าวร่วมกันยังแห้ว ส่ง รมช.พาณิชย์ไปอ้อนวอนก็แล้ว เจรจาแบบไว้หน้าขอไปที เฮ้อ ว้าเหว่.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

ยังติดด่าน "นายใหญ่"

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_35514

จากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายทวี บุณยเกตุ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายปรีดี พนมยงค์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายธานินทร์ กรัยวิเชียร พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

ย้อนตำนานอดีตนายกรัฐมนตรีศิษย์เก่ารั้วสวนกุหลาบวิทยาลัย

ในอารมณ์นี้ก็คิดเตลิดกันได้ กับภาพข่าวหน้ากีฬาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เห็นคนหน้าคุ้นๆยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ในฐานะศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ รุ่น 90 เปิดตัวเป็นผู้จัดการทีมโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในฟุตบอลประเพณีจตุรมิตร

ออกหน้าโชว์ตัวอย่างเป็นการเป็นงาน


ประเดิมคิวแรกอย่างเป็นทางการหลังพ้นบ่วงคดีทุจริตกล้ายาง ท่ามกลางเสียงวิเคราะห์วิจารณ์ ยี่ห้อ "เนวิน" อยู่ยงคงกระพัน ฟันไม่ตาย เชือดไม่เข้า

อนาคตการเมืองมองไกลไปถึงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

แต่ที่แน่ๆเป็นอะไรที่จับความเคลื่อนไหวได้ กับอารมณ์ "บ้าบอล" โดยอาการขยับของ "เนวินคอนเนกชั่น" หันไปเอาดีทางฟุตบอลอย่างจริงๆจังๆ


ทั้งคิวเดินแผนเทกโอเวอร์สโมสรฟุตบอลทีโอทีฯ ลุยศึกไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกที่กำลังฮิตติดลมบน

พ่วงยี่ห้อ "บุรีรัมย์" ให้ติดหูคอลูกหนัง

ยังไม่นับการส่ง "เสี่ยแฮงค์" นายอนุชา นาคาศัย สามีของนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ไปนั่งแป้นเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ รั้งเก้าอี้ผู้จัดการทีมฟุตบอลทีม
ชาติไทย

"เนวินคอนเนกชั่น" ลุยเกมลูกหนัง


เดินแผนล้อ "นายใหญ่" อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่เคยเปิดปฏิบัติการฮือฮาสะท้านวงการด้วยดีลซื้อทีมสโมสรฟุตบอลเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั่งโชว์หน้าโชว์ตัวอยู่ในเกมพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ

เล่นข่าวตีกินได้นานเป็นปี

ตามแผนการตลาดแบบเซียนเหนือชั้น ยึดทั้งพื้นที่ข่าวการเมืองไว้ได้ แล้วก็ต้องไปกวาดพื้นที่ข่าวหน้ากีฬา


ครองกระแสได้แบบเบ็ดเสร็จ


"ทักษิณ" ทำได้ "เนวิน" ก็ได้วิชามาเหมือนกัน

ตามรอยกันแบบนี้ มันก็น่าคิด โดยสถานภาพ "เสือติดปีก" ของ "เนวิน" ความมั่นอกมั่นใจกลับมาเต็มเปี่ยมหลังรอดตายจากคดีทุจริตกล้ายาง ในอารมณ์เดียวกับ "ทักษิณ" ที่หลุดบ่วงคดีซุกหุ้น

โดยจังหวะอำนาจที่มีอยู่เต็มมือ


"เนวิน" จะเหลิงเตลิดเหมือน "นายใหญ่"

คนที่เสียวกว่าใครก็บรรดาลูกข่ายในค่ายภูมิใจไทยนั่นแหละ

แว่วๆว่ารับปากกันแล้ว ทั้ง "เจ๊ต่าย" นางกรุณา ชิดชอบ เมียรัก และการยืนยันของนายกนกศักดิ์ ปิ่นแสง เพื่อนสนิท บุคคล 2 คนที่ "เนวิน" ฟังและเชื่อ

จะช่วยกันกระตุกขาไว้ ไม่ให้ซ่าเกินไป


และทั้งนี้ทั้งนั้น โดยบท "ครูใหญ่" ที่พรรคภูมิใจไทยตั้งให้ คงไม่ใช่อยู่ดีๆจะตั้งกัน เบื้องหลังว่ากันว่ามาจาก "ความนิ่ง" ของ "เนวิน" ในอารมณ์ของคนที่ผ่านการโดนรัฐประหาร ห้วงนาทีสำคัญของชีวิต ในฐานะขุนพลตัวเอ้ของ "นายใหญ่" โดนล็อกตัวเข้าไปกักอยู่ในค่ายทหารแบบไม่รู้ชะตา ลูกเมียต้องหอบผ้าหอบผ่อนหนีตายกันสุดชีวิต

"เนวิน" ยังครองสติ กลับมาอยู่ในเส้นทางการเมืองได้

การันตีชั่วโมงบิน ไม่ธรรมดา


แต่ทั้งหมดทั้งปวง แม้ยี่ห้อ "เนวิน" จะกลายเป็นเสือติดปีก หลุดบ่วงพันธนาการจากคดีทุจริตกล้ายาง ดุลอำนาจกลับมาอยู่ในมือ

ราคาหุ้นดีดกลับพรวดพราด

แต่ ณ ห้วงนี้ก็ยังด้อยกว่า ถ้าวัดกับยี่ห้อ "ทักษิณ" ยังเป็นก้างชิ้นใหญ่ในภาคอีสาน กระแสพรรคเพื่อไทยยังข่มยี่ห้อภูมิใจไทย

และก็เป็นอะไรที่ต้องเกาะติดสัญญาณ โดยอาการของ "นายใหญ่" ต่อสายทักทายกับบรรดานักเลือกตั้งขาใหญ่ถามไถ่เป็นทำนอง

"เมื่อไหร่จะบินไปเยี่ยม เดี๋ยวไม่ทันนะ เพราะผมจะกลับเมืองไทยก่อน"

โดยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจซะด้วย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ทีดีอาร์ไอฟันธง หมดหวัง ไทยเข้มแข็ง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_35551

นายนิพนธ์ พัวพงศกร

ประธาน ทีอีอาร์ไอ เผยผลสำรวจของมูลนิธิเอเชีย 1,500 ตัวอย่างเมื่อ 13 มิ.ย.-5 ก.ค. 2552 คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความหวังเรื่องทิศทางประเทศ มีแค่ 1 ใน 3 ที่เชื่อว่าไทยกำลังไปถูกทิศทาง

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง "ปฏิรูปสังคมไทยให้เข้มแข็งได้อย่างไร" โดยนายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ผลสำรวจของมูลนิธิเอเชีย 1,500 ตัวอย่างเมื่อ 13 มิ.ย.-5 ก.ค. 2552 คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความหวังเรื่องทิศทางประเทศ มีแค่ 1 ใน 3 ที่เชื่อว่าไทยกำลังไปถูกทิศทาง โดยเหตุผลหลัก 41% มองว่าเศรษฐกิจแย่ ขาดการพัฒนาความยากจนและตกงาน และเหตุผลรอง 11% คือความขัดแย้งทางการเมือง แต่ข่าวดีที่สุดคือคนไทย 95% เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นการปกครองรูปแบบที่ดีที่สุด

ขณะเดียวกัน มีข้อสังเกตว่าแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งหรือเอสพี 2 มีเม็ดเงินลงทุนน้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรก เพราะได้ลดการลงทุนในงบประมาณปี 53 ลงไปแล้วหันมาใช้งบไทยเข้มแข็งแทน ขณะที่งบจำนวนมากไม่ได้ใช้เพื่อการลงทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและด้านท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนสำคัญ ทั้งการลงทุนโครงการชลประทานจำนวนมากไม่คุ้มค่าต้นทุน

นอกจากนี้ รัฐบาลไม่มีการจัดลำดับความสำคัญของโครงการลงทุน จึงเกรงว่าจะขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อนแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา ทั้งงบประมาณปี 53 มีโครงการเบี้ยหัวแตก 2,224 โครงการ เพราะแรงกดดันทางการเมืองทำให้การลงทุนของรัฐไม่สามารถเป็นเครื่องชี้นำและกระตุ้นการลงทุนของเอกชน ทั้งหมดนี้ จึงเห็นได้ว่า รัฐบาลไม่มีวัตถุประสงค์จะให้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จึงน่าเป็นห่วงการใช้เงินภายใต้ พ.ร.บ.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทอย่างมาก และขอให้รัฐบาลกลับไปดูว่าการลงทุนในโครงการใดคุ้มหรือไม่คุ้มค่า ถ้าหากไม่คุ้มก็อย่าไปทำ

"การสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยมีความจำเป็นต้องปรับสมดุลของระบบเศรษฐกิจไทยด้วยการลดการพึ่งพาการส่งออกและเพิ่มรายได้ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศให้ได้ และต้องมีการจัดทำนโยบายสวัสดิการพื้นฐานใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม" ประธาน ทีดีอาร์ไอ กล่าว

The Economist : นักแสวงบุญอันธพาล

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุผู้แปล : หลังจากที่ถูกห้ามจำหน่ายในประเทศไทยหลายฉบับ The Economist กลับมาเสนอบทวิเคราะห์การเมืองไทยแบบเกาะติดต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว โดยเปิดฉากวิจารณ์พันธมิตรฯ อย่างเผ็ดร้อนในกรณีการประท้วงเรื่องพื้นที่พระวิหารว่า เป็นลัทธิชาตินิยมกวนเมือง เป็นผู้จงรักภักดีที่เป็นอันธพาลของประเทศไทย โดยใช้ชื่อบทความว่า “Thugs Templar” หรือ “นักรบแสวงบุญอันธพาล” ทั้งนี้คำว่า “Thugs” หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของไทย เช่น The Nation เคยแปลว่า “กุ๊ย” ในบริบทคำสัมภาษณ์ของนายกษิต ภิรมย์ ต่อสมเด็จฮุนเซ็น ก่อนที่เขาจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ แต่ในบทความนี้ผู้แปลขอใช้คำว่า “อันธพาล” แทนคำว่า “กุ๊ย”

ภาพจากเอเอฟพี
กลยุทธเบี่ยงเบนได้นำการต่อสู้ทางการเมืองของประเทศไทยไปยังกัมพูชา
เจ้าหน้าที่ทางการไทยได้คาดว่าจะเกิดปัญหายุ่งยากในวันที่ 19 กันยายน วันครบรอบ 3 ปีรัฐประหาร เมื่อปี 2006 ทหารและตำรวจหลายพันนายรักษาความปลอดภัยใจกลางกรุงเทพฯ ที่ซึ่งคนเสื้อแดงกว่า 20,000 คนรวมตัวกันภายใต้ท้องฟ้าหม่นครึ้ม เพื่อฟังการปราศัยต่อต้านการรัฐประหารพร้อมกับฟังเพลง
ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกรัฐประหารขณะเป็นนายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านวิดีโอลิ้งค์จากภายนอกประเทศ เจ้าหน้าที่ทางการได้เตือนว่า มีแผนการวางระเบิดในตอนค่ำ รวมถึงความประสงค์ร้ายอื่นๆ กฎหมายความมั่นคงถูกปลุกขึ้นมาประกาศใช้ แต่แล้วก็มีเพียงอันตรายเล็กน้อยอยู่ในอากาศธาตุ เมื่อถึงตอนเที่ยงคืนทุกอย่างก็จบลง
แต่ความยุ่งยากกลับผุดระเบิดขึ้นแทนที่ในพื้นที่ห่างไกลไปกว่าหลายร้อยกิโลเมตรบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ม็อบถูกปลุกขึ้นโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้จงรักภักดีแต่เป็นอันธพาล ผู้ปิดสนามบินในกรุงเทพฯ เมื่อปีที่แล้ว พวกเขาได้ทะเลาะวิวาทกับตำรวจและชาวบ้านในท้องถิ่น พันธมิตรได้ปิดกั้นทางขึ้นพระวิหาร ปราสาทในศตวรรษที่ 11 ซึ่งตั้งอยู่ในฝั่งกัมพูชา ประชาชนผู้เข้าร่วมในเหตุการณ์จำนวนหนึ่งได้รับการรักษาพยาบาลหลังจากที่ถูกตีหรือถูกยิง
พันธมิตรฯ ปฏิบัติการกร้าวร้าวรุนแรง โดยระบุว่า กัมพูชากำลังทำการก่อสร้างในบริเวณที่มีข้อพิพาท คล้ายกันกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วซึ่งถูกลากเข้ามาสู่ความขัดแย้งระหว่างกองกำลังไทยกับกัมพูชา นับแต่นั้นมา เกิดการปะทะกันด้วยอาวุธเป็นครั้งคราวจนชีวิตผู้คนต้องสูญเสียไป พร้อมกับกวาดนักท่องเที่ยวออกไปหมด จึงมีความน่าแปลกใจเพียงเล็กน้อย เมื่อชาวบ้านโต้ตอบด้วยความโมโหกับการมาเยือนของกลุ่มอันธพาลเสื้อเหลือง ผู้ซึ่งตัดสินใจเคลื่อนไหวให้เป็นจุดเด่นเพื่อกลบคู่แข่งกลุ่มเสื้อแดงในกรุงเทพ
ในเดือนมิถุนายน 2008 พันธมิตรเดินขบวนประท้วงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น อันเนื่องมาจากการสนับสนุนให้กัมพูชาเสนอพระวิหารให้อยู่ในบัญชีรายชื่อของยูเนสโก้เพื่อพิจารณาเป็นมรดกโลกจนประสบความสำเร็จ แกนนำพันธมิตรกล่าวอ้าง (อย่างผิดๆ) ว่า นักการฑูตของไทยได้สละการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่อยู่ติดกับปราสาท รัฐมนตรีต่างประเทศต้องลาออกหลังจากลงนามบันทึกความตกลงกับกัมพูชาโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี 28 คนอาจเผชิญกับความผิดในเรื่องนี้ด้วย
ความขัดแย้งอันล่อแหลมเปิดโอกาสให้นักชาตินิยมไทยนำข้อถกเถียงเก่าๆ ที่ไร้ความน่าเชื่อถือกลับมาสร้างความร้อนแรงอีก ด้วยการให้เหตุผลว่า เหตุใดกรณีพื้นที่พระวิหารจึงควรเป็นของไทยโดยถูกต้อง (แต่ไม่ใช่การตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี 1962)
บุคคลคนหนึ่งที่เป็นนักชาตินิยมเยี่ยงนี้คือนายกษิต ภิรมย์ ผู้มีแนวคิดแบบพันธมิตร ผู้ซึ่งในปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย ในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาพยายามทำให้ความตึงเครียดกับกัมพูชาผ่อนคลายลง แต่เรื่องโลดโผนโจนทยานล่าสุดนี้ เป็นความน่าอับอายสำหรับตัวเขา และสำหรับนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ขึ้นสู่อำนาจภายใต้การปลุกกระแสประท้วงที่กำลังอ่อนเปลี้ยของพันธมิตรฯ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีความสัมพันธ์เชิงน้อยใจกับกลุ่มพันธมิตรฯด้วย
ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับนักกวนเมืองจอมล่อหลอกทั้งหลาย เช่นพันธมิตรฯ คราวนี้ไม่ใช่อยู่ในขอบเขตจากการประท้วงบนท้องถนน แต่ว่าพันธมิตรจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งอาจล่อหลอกดึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ในการเลือกตั้งในอนาคต
ในขณะเดียวกันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยผู้ทรงครองราชย์อย่างยาวนานได้เข้ารับการรักษาพระอาการประชวรในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา และตอนนี้กลุ่มเสื้อแดงก็เป็นสิ่งที่ห่างจากความกังวลเพียงอย่างเดียวของนายอภิสิทธิ์