WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 27, 2009

วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(9):ไขปมปริศนากรณีสวรรคต

ที่มา Thai E-News





โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
27 กันยายน 2552


เหตุการณ์สวรรคตยุวกษัตริย์รัชกาลที่8

(อ่านรายละเอียดคลิ้กที่นี่)เหตุการณ์สวรรคตของยุวกษัตริย์ ในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 หรือ 63 ปีล่วงมาแล้ว ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอีกครั้งโดยนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งเขียนกระทู้ในเวบไซต์ฟ้าเดียวกันในหัวข้อ(พรีวิว) ข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต : หลวงธำรงระบุชัด ผลการสอบสวน ใครคือผู้ต้องสงสัยที่แท้จริงเอาไว้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมานี้

อย่างไรก็ตามนับถึงวันนี้(27กันยายน2552)ยังไม่ปรากฎว่าดร.สมศักดิ์ได้นำเสนอบทความฉบับเต็มแต่อย่างใด กระนั้นก็ดีได้มีผู้อ้างว่า มีข้อมูลเอกสารเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้เปิดเผยพล็อตเรื่องที่สำคัญไว้

ดร.สมศักดิ์เขียนรายละเอียดกระทู้เรื่องพรีวิวฯว่า
ผมเริ่มศึกษากรณีสวรรคตอย่างจริงจังเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน นอกจากอ่านหนังสือที่มีอยู่ในขณะนั้นแล้ว ผมยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์บุคคลที่มีชีวิตร่วมสมัยทศวรรษ 2490 ที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนั้นหลายคน

รวมทั้งคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "ลูกศิษย์ปรีดี" เช่น คุณสงวน ตุลารักษ์, คุณจรูญ สืบแสง และคุณชิต เวชประสิทธิ์ (คุณชิต เป็นหนึ่งในคณะทนายจำเลย นอกจากนี้ ก่อนรัฐประหาร 16 กันยายน 2500


ปรีดี พนมยงค์

คุณชิตเป็น 1 ใน 2 "ลูกศิษย์อาจารย์" ที่ "นำสาร" จากจอมพล ป ไปให้ปรีดีที่เมืองจีน เสนอให้กลับมาร่วมมือกันต่อสู้กับพวกนิยมเจ้า โดยรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นใหม่ - ผมเล่าเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง "ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป., กรณีสวรรคต และรัฐประหาร 2500" รวมอยู่ในหนังสือของผม ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง, หน้า 31-35 และ "50 ปีการประหารชีวิต 17 กุมภาพันธ์ 2498" ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2548 หรือฉบับออนไลน์ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/06/blog-post.html )

ท่านผู้หญิงพูนศุข ผมก็เคยได้พบพูดคุยด้วยครั้งหนึ่ง (ด้วยความช่วยเหลือของคุณ"ป้า"ฉลบชลัยย์ พลางกูร) แต่เมื่อผมถามถึงกรณีสวรรคต ท่านผู้หญิง ไม่อธิบายอะไร นอกจากเสนอให้ผมไปอ่านงานของปรีดีเองที่เพิ่งตีพิมพ์ในช่วงนั้นภายใต้ชื่อ คำตัดสินใหม่ กรณีสวรรคต (ตัวงานนี้จริงๆเป็นคำฟ้อง ซึ่งปรีดีเป็นผู้ร่างเอง) อันที่จริง งานชิ้นนี้ ในความเห็นของผม ไม่ได้อธิบายกรณีสวรรคตในแง่เกิดอะไรขึ้นนัก แม้จะมีประเด็นทางข้อกฎหมายบางอย่างที่น่าสนใจ

ข้อมูลอย่างหนึ่งที่ผมได้จากการสัมภาษณ์หลายคนคือ ปรีดีเอง จะไม่ยอมพูดถึงกรณีสวรรคตโดยเด็ดขาด ไม่ว่ากับใคร (เรื่องนี้ ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่งไม่ใช่ "ลูกศิษย์ปรีดี" เคยเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยแวะไปเยี่ยมปรีดีที่ปารีส ระหว่างที่เดินเล่นคุยกันไป เขาเอ่ยปากถามปรีดีขึ้นมาถึงกรณีสวรรคต ปรากฏว่า ปรีดีหยุดพูดทันที และนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรทั้งสิ้น จนเขาต้องเปลี่ยนเรื่องคุยเอง)

แต่อีกอย่างหนึ่งที่ผมได้รับการบอกเล่าเสมอ โดยเฉพาะจาก "ลูกศิษย์อาจารย์" คือ "อาจารย์ปรีดี เป็นผู้ปกป้องราชบัลลังก์ และยอมเสียสละตัวเองอย่างสูง" นัยยะของข้อความที่มีลักษณะเชิง "รหัส" (coded message) แบบนี้คือ ปรีดีรู้ความจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต แต่ไม่ยอมเปิดเผยออกไป เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ ทั้งๆที่ตัวเองต้องได้รับผลร้ายจากการไม่พูดนี้

แต่เมื่อผมพยายามซักให้ผู้เล่าขยายความว่า การไม่พูดความจริง จะเป็นการปกป้องราชบัลลังก์อย่างไร ก็มักได้รับความเงียบหรือการปฏิเสธที่จะพูดต่อเป็นคำตอบ (อย่าลืมว่า นี่คือช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2520 ซึ่งปรีดีเองยังมีชีวิตอยู่ และกรณีสวรรคตยังมีลักษณะ "ต้องห้าม" มากกว่าปัจจุบันนี้)

หลายปีหลังจากนั้น ผมมองว่า การไม่ยอมพูดสิ่งที่เขารู้หรือคิดเกี่ยวกับกรณีสวรรตโดยแท้จริง เป็น "ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์" ครั้งที่สอง ของปรีดี (เกี่ยวกับ "ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์" ครั้งแรกของปรีดีในทัศนะของผม ดูบทความชื่อนี้ใน ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง) แต่ก็เป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจในตัวเองมากๆ ที่ใครสักคนในฐานะอย่างปรีดี จะคิดว่า "ยอมเสียสละ" หรือยอม "รับเคราะห์" ในเรื่องอย่างกรณีสวรรคตเสียเอง (อันที่จริง แน่นอนว่า ไม่เพียงปรีดี ที่ต้อง "รับเคราะห์" ในเรื่องนี้ ผู้ที่ "รับเคราะห์" มากที่สุด คือ คุณชิต, คุณบุศย์ และ คุณเฉลียว 3 จำเลยที่ถูกประหารชีวิตไป - ผมได้รับการบอกเล่าในลักษณะเดียวกันว่า 3 ท่านนั้น ได้เสียสละอย่างสูงเพื่อสถาบันกษัตริย์เช่นกัน)

อะไรคือสิ่งที่ปรีดีไม่ยอมพูดเกี่ยวกับกรณีสวรรคต? ปรีดีไม่ใช่เป็น "พยานรู้เห็นในที่เกิดเหตุ" ก็จริง เพราะไม่ได้อยู่บริเวณพระที่นั่งบรมพิมาณ ในแง่นี้ เขาย่อมไม่สามารถ "เห็น" ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในที่นั้น (ไม่เหมือนคุณชิต และคุณบุศย์ - คุณเฉลียวเองก็ไม่เกี่ยวข้องกับที่เกิดเหตุเช่นกัน อันที่จริง เรียกว่าไม่เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคตเลย แต่ถูกลากเข้าไปเป็นจำเลย เพื่อเป็นข้ออ้างเชื่อมโยงปรักปรำปรีดีเท่านั้น)

แต่กรณีสวรรคตมีผลกระทบต่อชีวิตของปรีดีโดยตรงมหาศาลเพียงใด คงไม่ต้องอธิบาย ยังไม่ต้องพูดถึงผลกระทบมหาศาลต่อประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ปรีดีมีบทบาทสำคัญอยู่ด้วย ดังนั้น อย่างไรเสีย ปรีดีจะต้องคิดและพยายามหาคำอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะหลังจากเขาถูกรัฐประหารหมดอำนาจไปโดยข้ออ้างกรณีสวรรคตด้วย แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ปรีดีจะต้องมีข้อสรุป หรืออย่างน้อยที่สุดคือ ทฤษฎีหรือสมมุติฐานเกี่ยวกับกรณีสวรรตแน่ (และไม่ใช่เพียงแค่สรุปว่า "อธิบายไม่ได้" - ถ้าเราพิจารณาถึงความสำคัญของกรณีนี้ต่อตัวเขาเอง) อันทีจริง

หลังจากผมได้ศึกษากรณีสวรรตมาหลายปี ผมพบว่า การอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในกรณีนั้น หาใช่เรื่อง "ลึกลับซับซ้อน" อย่างมากมายแต่อย่างใด "ปริศนา" ที่แท้จริงของกรณีนี้ ไมใช่อยู่ที่การอธิบายไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ที่ว่าทำไมการอธิบายที่ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก จึงไม่ได้รับการนำเสนอแต่ต้น (ดูบทความชุด “ปริศนากรณีสวรรคต” ตอนที่ 1 และ 2 ของผม ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2551 หรือ ฉบับออนไลน์ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2007/11/blog-post.html ซึ่งยิ่งทำให้ผมมั่นใจเด็ดขาดว่า ปรีดีเองจะต้องสามารถอธิบายได้หรือมีคำอธิบายกรณีนี้แน่นอน

แต่เรื่องนี้ – ที่ว่าปรีดีต้องมีทฤษฎี/คำอธิบายเกี่ยวกับกรณีสวรรคต – ผมไม่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้เป็นเวลานาน และโดยเฉพาะไม่สามารถยืนยันได้ว่าทฤษฎีหรือคำอธิบายดังกล่าว(ถ้ามี) จะออกมาในรูปใด

. . . . . . . จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้

ได้มีผู้อ่านบางท่านได้มอบเอกสารสำคัญชุดหนี่งให้ผมเพราะเห็นว่าผมสนใจกรณีสวรรคต เอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้ซึ่งปรีดีไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากเขา (พูดด้วยภาษาสมัยนี้คือ เป็น นายกฯ "นอมินี" ของปรีดีนั่นเอง) ได้เคยระบุอย่างชัดเจนว่า หลักฐานที่ได้จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ในสมัยที่เขาเป็นรัฐบาล บ่งบอกว่าใครคือผู้ต้องสงสัยแท้จริงในกรณีสวรรคต (แน่นอน ไม่ใช่ 3 ท่านที่ตกเป็นจำเลยหลังรัฐประหาร) ที่สำคัญ การระบุของหลวงธำรงเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นเรืองที่มาทำหลังเหตุการณ์นับสิบปี แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นเอง คือหลังรัฐประหารเพียงไม่กี่เดือน (หรือหลังกรณีสวรรคตไม่ถึง 2 ปี)


หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์

พูดง่ายๆคือ ตั้งแต่ไม่นานหลังการสวรรคต และก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 หลวงธำรง – และแทบไม่ต้องสงสัยว่าตัวปรีดีเอง – มีข้อสรุปอยู่แล้วว่าใครคือผู้ต้องสงสัยแท้จริง .....


หมายเหตุ: นี่เป็น "พรีวิว" pre-view หรือ "หนังตัวอย่าง" โปรดคอยติดตามบทความฉบับเต็ม เร็วๆนี้ (นี่ไม่ใช่ “ตอนที่ 3” ของบทความชุด “ปริศนากรณีสวรรคต” เพราะ”ข้อมูลใหม่” ที่ผมได้รับนี้ ได้รับหลังจากผมได้ทำบทความชุด “ปริศนา” ไปแล้ว และมีความน่าสนใจในตัวเอง ผมจึงแยกเขียนออกเป็นบทความต่างหาก)



ปริศนาที่ยังเป็นปริศนา..


ในกระทู้ที่ดร.สมศักดิ์เขียนไว้นั้น มีผู้ใช้นามแฝงว่าcele อ้างว่าสนิทสนมกับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยานายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงที่เกิดกรณีสวรรคตได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "หลวงธำรงฯสรุปว่า เป็นการฆาตกรรมโดยระบุว่า...... แต่ยังมีการโต้แย้งเรื่องบทลงโทษว่าจะเอาผิดได้หรือไม่ โดยบางคนยังแย้งว่าไม่สามารถลงโทษได้เพราะรัฐธรรมนูญคุ้มครอง บางคนแย้งว่าเอาผิดได้ เพราะความผิดเกิดก่อน โดยจะให้จุมภฏ(พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต) มาแทน

อ่านมานานแล้วครับ"

ซึ่งดร.สมศักดิ์ได้เขียนในกระทู้ถามกลับถึงผู้ใช้นามแฝงceleว่า"ขอเรียนถามว่า พอจะบอกได้หรือเปล่าครับ ว่าอ่านจากที่ใด?
เพราะเท่าที่บรรยายมา มากกว่าที่ผมได้อ่านเสียอีก อันนี้ถามด้วยความอยากรู้จริงๆขอบคุณ"

ผู้ใช้นามแฝงว่าceleได้อ้างว่าเขาสนิทสนมกับท่านผู้หญิงพูนศุข และได้ศึกษากรณีนี้มานาน ทั้งได้ระบุว่า "ผมเห็นว่า อ.สมศักดิ์ ใกล้ที่จะเขียนเรื่องนี้เสร็จแล้ว ผมอยากให้ทุกท่านที่สนใจเรื่องนี้อดใจรอ อ.สมศักดิ์ อีกนิด เพราะมันเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมากๆ ซึ่งน่าจะเป็นเอกสารชิ้นเดียวกับที่ผมเคยอ่าน และถ้ามีอะไร ที่ผมรู้ ที่ของอาจารย์ ไม่มีผมจะเติมให้ครับ "


เปิดเอกสารซึ่งอ้างว่าเป็นเอกสารลับของปรีดี พนมยงค์


เรื่องหนึ่งซึ่งคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัยรับรู้กันดีก็คือ ได้มีการเผยแพร่เอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งมีลายเซ็นของนายปรีดี โดยการขีดฆ่าลบวันที่ในหัวจดหมายออกไป (แต่หากเนื้อหาจดหมายนี้จริง หรือมีการเขียนจริงเรื่องก็ควรต้องเกิดหลังการประหารชีวิตจำเลยในคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498 ไปแล้ว และต้องเป็นก่อนเหตุการณ์การทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจอมพลป.ในปีพ.ศ.2500) เนื้อความมีดังต่อไปนี้



เรียน...

หลังจากที่มีการประหารชีวิตของผู้ถูกประหารชีวิตทั้งสาม คือคุณเฉลียว ปทุมรส คุณชิต สิงหเสนี และคุณบุศย์ ปัทมศริน ผู้ถูกกล่าวหาในคดีลอบปลงพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหดิล และผมก็ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง และเห็นว่าเพื่อช่วยให้ความเข้าใจของผมแจ่มแจ้งขึ้น ผมขออธิบายสิ่งที่ผมทราบทั้งหมดดังนี้คือ

ผมได้รับการติดต่อ และได้รับข้อมูลบางอย่างจากคนสนิทของท่านจอมพลป.พิบูลสงครามในช่วงที่ผมลี้ภัยอยู่ที่ประเทศจีน รายละเอียดคือ

"วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498 ก่อนที่จะมีการประหารผู้ถูกประหารทั้งสาม คุณชิต สิงหเสนี ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ฟังว่าวันเกิดเหตุ กระผม(หมายถึงคุณชิต สิงหเสนี)นั่งอยู่ที่ทางเข้าห้องพระบรรทมในช่วงเช้าวันที่ 9 มิถุนายน2489 พร้อมกับนายบุศย์ ปีทมศริน กระผมเห็น[xxx]เข้าไปในห้องพระบรรทม ก่อนที่จะมีเสียงปืนลั่น ประมาณไม่เกินสิบนาที หลังจากนั้นผมวิ่งเข้าไปในห้องพระบรรทม เห็น[xxx]กันแสงอยู่ใกล้แท่นบรรทม หลังจากนั้นกระผมได้วิ่งออกไปจากห้องพระบรรทม และกระผมได้เล่าให้[yyy] และ[aaa] ซึ่งท่านขอให้กระผม และนายบุศย์อย่านำเรื่องที่เห็นไปพูดกับใครที่ไหน และท่านจะช่วยครอบครัวของกระผม และนายบุศย์อย่างเต็มที่"

ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่จะแก้ไขคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้องของศาลฎีกา ท่านจอมพลป.พิบูลสงครามมีความคิดที่จะให้มีกฎหมายที่สามารถกระทำได้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะได้รับการต่อต้านอย่างมากจากผู้ที่เสียผลประโยชน์ ผมขอให้ท่านช่วยให้ความชัดเจนเรื่องที่เกิดขึ้น และขอขอบคุณมากสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านได้ทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ

ด้วยความรักและคิดถึง

(ลายมือชื่อนายปรีดี พนมยงค์)


อย่างไรก็ดีเราขอย้ำว่า ยังควรตั้งข้อสงสัยไว้หลายประเด็นเกี่ยวกับเอกสารนี้คือ

1.จดหมายนี้มีการเขียนขึ้นจริงหรือไม่?

2.หากนายปรีดีเขียนขึ้นจริง ก็ต้องพึงระวังให้มาก เพราะไม่ควรลืมว่านายปรีดีเป็นผู้ได้รับผลกระทบอย่างสาหัสจากกรณีสวรรคต อันอคติที่จะเกิดขึ้นได้ หรือเพื่อปกป้องตัวเองของนายปรีดีก็อาจจะเกิดขึ้นได้

3.หากนายปรีดีเขียนขึ้นจริง ก็ต้องพึงระวังว่า นายปรีดีทราบมาจากคนสนิทของจอมพลป.(ตามประวัติเอกสารว่านายสังข์ พัฒโนทัย คนสนิทจอมพลป.มาเล่าให้นายปรีดีฟัง)อีกทอดหนึ่ง สถานการณ์ทางการเมืองเวลานั้นจอมพลป.กำลังถูกวัดรอยเท้าจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์(ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้นำรัฐประหารโค่นล้มจอมพลป.)ซึ่งสฤษดิ์นั้นได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มจารีตนิยม และมหาอำนาจอเมริกา(ซึ่งอเมริกาไม่ไว้ใจจอมพลป.ที่นิยมญี่ปุ่น)ก็อาจทำให้กลุ่มจอมพลป.มีอคติอยู่เป็นพื้นฐาน

4.หรือหากสิ่งที่กลุ่มจอมพลป. คือพล.ต.อ.เผ่าได้รับทราบจากปากคำนายชิตก่อนตาย แม้โบราณว่าคำพูดของคนก่อนตายมักเชื่อถือได้ ก็ต้องระวังให้มากด้วย เพราะในคำสารภาพนี้มีอยู่ว่า มีการรับปากว่าจะช่วยครอบครัวนายชิต แต่สุดท้ายลงเอยด้วยการประหารชีวิต ก็อาจทำให้นายชิตพูดออกมาด้วยอคติเพื่อปรักปรำคนที่รับว่าจะช่วยครอบครัว แล้วอาจไม่ช่วย หรือช่วยไม่เป็นไปตามสมควรก็ได้

5.หรือหากนายชิตพูดจริง ก็ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะยังขาดหลักฐานพยานแวดล้อมอื่นๆ

6.หรือแม้ว่าจะมีหลักฐานพยานแวดล้อมอื่นๆอีกมาก ก็ยังต้องระมัดระวังที่จะสรุปไปทางใดทางหนึ่งในเวลานี้


ข่าวลือเรื่องควงและพี่น้องปราโมชวางแผนสถาปนาให้พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ ในปี 2491



ดร.สมศักดิ์เคยเขียนเรื่องตามหัวเรื่องข้างบนคือ ข่าวลือเรื่องควงและพี่น้องปราโมชวางแผนสถาปนาให้พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ ในปี 2491 ลงในบล็อกของเขาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2551 มีรายละเอียดว่า


เมื่อต้นปีกลาย ผมได้โพสต์เผยแพร่เอกสารบันทึกลับที่เขียนโดย เคนเน็ธ พี แลนดอน (ผู้เขียน Siam in Transition และผู้แปล "เค้าโครงเศรษฐกิจ" เป็นภาษาอังกฤษคนแรก และสามีของ มาร์กาเร็ต ผู้เขียน Anna and the King of Siam)ตอนนั้น ผมได้เซ็นเซอร์ข้อความบางตอนออก เร็วๆนี้ ผมได้ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง (เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งบทความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในช่วงทศวรรษ 2490 ที่ผมพยายามทำอยู่) และคิดว่า มีข้อความบางตอน ไม่จำเป็นต้องเซนเซอร์อีก คือส่วนที่เกียวกับพระองค์เจ้าจุมภฏและ ควง-"พี่น้องปราโมช"

เรื่องของเรื่องคือ สถานทูต-กท.ต่างประเทศอเมริกันได้รับข่าวลือเรื่อง ควง และ "พี่น้องปราโมช" เตรียมวางแผนจะสถาปนาพระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ เรื่องนี้เป็นเพียง "ข่าวลือ" หรือ "ข่าวกรอง" (intelligence) ซึ่งอาจจะไม่จริงก็ได้ แต่อย่างน้อย ก็มีความน่าเชื่อถือในระดับที่สถานทูตรายงานและเจ้าหน้าที่กระทรวง (คือ แลนดอน) ทำบันทึกแสดงความเห็น

ผมไม่แน่ใจว่า ในที่สุดแล้ว เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ความจริง-ไม่จริง ได้หรือไม่ (ว่า ควง-"พี่น้องปราโมช" มีไอเดียเรื่องนี้) ซึ่งก็เช่นเดียวกับข้อมูลจำนวนมาก ที่อยู่ในเอกสารทางการทูตของอเมริกันและอังกฤษ ยกตัวอย่างเช่น งานของกอบเกื้อ ทั้งเรื่อง Thailand's Durable Premier และ เรื่อง Kings, Country and Constitutions ได้อาศัยข้อมูลชุดนี้เป็นหลัก และมีหลายข้อมูล เป็นเรื่องคล้ายกันนี้ แม้บางอันจะดูน่าเชื่อถือ เพราะอ้างคำของบางคนในวงการรัฐบาลหรือราชสำนักเอง เช่น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างในหลวง กับ พิบูล และ เผ่า โดยเฉพาะกรณีรัฐธรรมนูญ 2495 เป็นต้น

ให้ผมยกตัวอย่างหนึ่ง คือ ตามข้อมูลชุดนี้ กล่าวว่า ช่วงหลังรัฐประหาร 2490 พิบูลต้องการเป็นอภิรัฐมนตรีคนหนึ่งด้วย ผมเองไม่เชื่อว่าข้อมูลนี้เป็นจริง แต่ดูเหมือนทั้ง กอบเกื้อ และ Handley ที่นำไปอ้างต่อ จะเชื่อ ฯลฯ

ในเวลาไม่นานข้างหน้า ผมเข้าใจว่า จะมีนักวิชาการบางท่านนำข้อมูลบางส่วนจากข้อมูลชุดนี้มาเผยแพร่เพิ่มเติมอีก ซึ่งแม้จะเป็นเรื่อง "เล็กๆ" แต่อาจจะ sensational พอสมควร จากจุดของผู้สนใจความขัดแย้งช่วง 2500 โดยเฉพาะบทบาทของราชสำนัก ในความขัดแย้งที่นำไปสู่การโค่นพิบูล-เผ่า (เท่าที่ผมได้เห็นเป็นข้อมูลทีน่าสนใจมาก)

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลทางการทูตของอเมริกันและอังกฤษ เกี่ยวกับการเมืองไทย ยังคงมีความสำคัญและน่าสนใจยิ่ง แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบความจริง (verification) บ้าง นักเรียนประวัติศาสตร์ต้องชั่งน้ำหนัก และอภิปรายความน่าเชื่อถือเป็นกรณีๆไป

เฉพาะในกรณีข่าวลือเรื่อง ควง-"พี่น้องปราโมช" นี้ ผมไม่คิดว่า สามารถยืนยันความจริงได้ดังกล่าวแล้ว แต่ประเด็นที่ผมคิดว่า เอกสารนี้ช่วยทำให้มองเห็น (และนี่คือจุดประสงค์ของการเผยแพร่ในทีนี้) คือ สถานะของรัชกาลปัจจุบัน ในช่วงปีแรกๆ มีความไม่แน่นอน หรือไม่มั่นคงสูง โดยเฉพาะในส่วนทีเชื่อมโยงกับกรณีสวรรคตของรัชกาลก่อน และโดยเฉพาะในสายตาของวงการทูต-รัฐบาลตะวันตก





คำแปล(ส่วนที่ใส่เครื่องหมาย [........] คือข้อความที่ผมยังขอเซ็นเซอร์ ข้อความเน้น คือข้อความที่เดิมผมเคยเซ็นเซอร์)

ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน ได้ตกลงเห็นชอบร่วมกันว่า หาก ควง อภัยวงศ์ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี และหากรัฐบาลของเขาได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภา ตัวแทนของรัฐบาลแต่ละประเทศดังกล่าวที่กรุงเทพก็จะให้การรับรองแก่รัฐบาลควงอย่างเป็นทางการ และความสัมพันธ์กับรัฐบาลสยามก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติต่อไป [ความสัมพันธ์ปกติถูกพักไว้หลังรัฐประหาร - สมศักดิ์] รัฐบาลของทั้งสี่ประเทศยังตกลงร่วมกันว่า หากคนอื่นที่ไม่ใช่ควงได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของสี่ประเทศก็จะปรึกษาหารือกัน ก่อนที่จะให้การรับรองรัฐบาลสยามอย่างเป็นทางการ

รายงานล่าสุดเกี่ยวกับการลอบปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ ที่ว่า ควง กำลังเตรียมตัวที่จะประกาศว่า [........] ; ว่าในหลวงภูมิพลจะทรงสละราชสมบัติ และว่า พระองค์เจ้าจุมภฏ จะทรงเป็นกษัตริย์แทน ได้ทำให้เกิดเป็นปัจจัยใหม่ขึ้นมาในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจสร้างความปั่นป่วนอย่างถึงราก การแบ่งขั้วการเมืองในขณะนี้

ในปี 1945 [ที่ถูกควรเป็นปี 1944 มากกว่า - สมศักดิ์] ควง ได้รับการดันขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองโดย ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งตอนนี้กำลังลี้ภัยในต่างประเทศ ความทะเยอทะยานของควงทำให้เกิดแตกหักกับปรีดีภายในเวลา 9 เดือน ในเดือนพฤศจิกายน 1947 ควงได้รับการดันขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองอีก คราวนี้โดย พิบูล หลังจากพิบูลยึดอำนาจรัฐบาลจากปรีดีด้วยการรัฐประหาร เช่นเดียวกับปรีดี พิบูลคิดว่าควงจะเป็นเบี้ยที่เต็มใจและผู้ติดตามที่ว่านอนสอนง่าย แต่ดูเหมือนว่า อีกครั้งที่ควงเองกำลังเดินหมากการเมืองด้วยความทะเยอทะยานของตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การแตกหักกับพิบูล

พิบูลขัดแย้งอย่างมากกับข้อเสนอของควงที่ว่าในหลวงภูมิพล [........] และที่ให้ พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์แทน อาจจะเป็นความจริงที่ว่า ในหลวงภูมิพล [........] ผมเองได้เสนอความเป็นไปได้เช่นนี้ในบันทึกช่วยจำฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนหน้านี้. กล่าวในทางการเมือง ไม่เป็นสิ่งสำคัญว่า ในหลวงภูมิพล [........] หรือไม่ หากจุดมุ่งหมายเบื้องหลังการกล่าวหานี้ คือการจัดการให้ พระองค์เจ้าจุมภฏขึ้นครองราชบัลลังก์ เพราะเรื่องนี้ก็จะเป็นเพียงความพยายามอย่างจงใจของควงที่จะฟื้นฟูอำนาจที่เคยมีอยู่ก่อน [2475] ของสถาบันกษัตริย์ และสถาปนาให้ควงเองและพี่น้องปราโมชเป็นผู้นำของคณะนิยมเจ้าและของประเทศสยาม ดูเหมือนควงและพี่น้องปราโมชหวังว่า พวกเขาจะสามารถรักษาอำนาจตัวเองไว้ได้หากพระองค์เจ้าจุมภฏได้ทรงขึ้นครองราชย์ เพราะพระองค์เจ้าจุมภฏเป็นบุคคลผู้มีวุฒิภาวะ [ประสูติ 2447 - สมศักดิ์] และมีทรัพย์สมบัติไม่น้อย ทรงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเมืองในราชสำนักเป็นเวลานาน มีผู้สนับสนุนพระองค์จำนวนมากในหมู่ชาวไทยและจีนในประเทศสยาม และทรงได้รับการผลักดันจากพระชายาผู้มีความทะเยอทะยาน ซึ่งในฐานะธิดาผู้หลักแหลมของอดีตเสนาบดีต่างประเทศของสยามผู้ชาญฉลาดที่สุดคนหนึ่ง [หมายถึง มรว.พันทิพย์ ธิดาคนแรกของพระองค์เจ้าไตรทศพันธ์ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย - สมศักดิ์] ทรงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับเกมการเมืองทั้งภายในประเทศและกับต่างประเทศ

สถานการณ์ปัจจุบันถูกทำให้ปั่นป่วนทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีกจากบทบาทคอร์รัปชั่นของหลวงกาจสงครามผู้ให้การสนับสนุนควง และผู้ควบคุมกำลังทหารบางส่วนสำคัญไว้ด้วย การปฏิบัติแบบคอร์รัปชั่นของหลวงกาจสร้างความไม่พอใจให้กับพิบูล ซึ่งถือว่าการคอร์รัปชั่นเช่นนี้เป็นอภิสิทธิ์ของเขาเองและต้องการให้ลูกน้องอย่างหลวงกาจ ได้รับส่วนแบ่งในการโกงกินน้อยกว่าเขา ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากพิบูลเองคอร์รัปชั่นจนรวยแล้ว จึงสามารถแสดงท่าทีเป็นผู้มีคุณธรรมต่อกรณีคอร์รัปชั่นของหลวงกาจได้ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวเองทั้งในประเทศและต่อต่างชาติ

พิบูลกับปรีดีเป็นคู่ปฏิปักษ์ทางการเมืองในคณะพรรคเดียวกัน ทั้งคู่คัดค้านการรื้อฟื้นอำนาจให้สถาบันกษัตริย์พอๆกัน พวกเขาไม่มีปัญหากับกษัตริย์องค์ปัจจุบัน เพราะยังทรงพระเยาว์และไม่มีบริวารส่วนพระองค์ หมากครั้งนี้ของควงอาจทำให้พิบูลกับปรีดีหันมาคืนดีกันเพราะกลัวต่อความเป็นไปได้ [specter] ที่พระองค์เจ้าจุมภฏจะได้เป็นกษัตริย์ ควงกับพวกกำลังพยายามสร้างคณะการเมืองอีกคณะหนึ่งที่ต่างออกไปจากคณะที่แตกออกเป็นพวกปรีดีและพวกพิบูล [หมายถึงคณะราษฎ - สมศักดิ์] ควงไม่มีทางประสบความสำเร็จหากเขาได้รับการสนับสนุนเพียงจากหลวงกาจและกำลังทหารที่หลวงกาจคุม และจากพระองค์เจ้าจุมภฏและบริวารพวกนิยมเจ้า การสนับสนุนจากพิบูลเป็นสิ่งจำเป็นหากควงอยากจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

หากเค้าลางในขณะนี้ของการหันมาคืนดีกันระหว่างพิบูลกับปรีดียังคงมีต่อไป เราก็อาจจะได้เห็นสถานการณ์พัฒนาไปเป็นแบบเดียวกับเดือนธันวาคม 1938 เมื่อ พิบูลกับปรีดี รู้สึกว่า ต้องการอีกฝ่ายหนึ่ง และร่วมมือกันจัดต้งรัฐบาลผสมขึ้นมา


พระราชกรณียกิจครั้งสุดท้ายของรัชกาลที่ 8 ณ ทุ่งบางเขน 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489

หมายเหตุ:อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง เปิดบันทึกช่วยจำของเคนเน็ต แลนดอน เกี่ยวกับ กรณีสวรรคต และข่าวลือเรื่องแผนการใหญ่ของ ควง และ "พี่น้องปราโมช"
0000000


อย่าพลาดซีรีส์ชุดนี้:

-ความยุ่งยากวุ่นวายในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย :พระเจ้าปราสาททองตลุยเลือดโค่นบัลลังก์หลานพระนเรศวร
-(ตอนที่2:สงครามกลางเมืองในบั้นปลายรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง และการก่อการรัฐประหารของพระเพทราชา-พระเจ้าเสือในบั้นปลายรัชกาลพระนารายณ์มหาราช
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(3):ศึกสายเลือดชิงราชบัลลังก์ กรณีเจ้าสามพระยา และกรณีพระเจ้าเอกทัศน์VSระเจ้าอุทุมพร
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(4):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(5):ปัญหาสืบราชสมบัติระหว่างลูกมเหสีเอกVSลูกสนม
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(6):ยุวกษัตริย์กับบัลลังก์เลือด
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(7):ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 1 : ฉาก
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(8):ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 2 : ในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เอง หรือ ถูกผู้อื่นยิง

"เจ๊แดง"ปลุกสาวเสื้อแดงลุกขึ้นสู้ทวงคืนประชาธิปไตย "แม้ว"โชว์รูปดวลกอล์ฟอดีตบิ๊กทรท.ยันแข็งแรงดี

ที่มา มติชน

เยาภา ขึ้นเวทีเสวนานปช.ปลุกสาวเสื้อแดงออกโรงทวงคืนประชาธิปไตยที่กินได้กลับคืนมา ประกาศลั่นผู้หญิงเริ่มไม่ได้แล้ว "ทักษิณ" ทวิตเตอร์โชว์รูปดวลกอล์ฟอดีตบิ๊กไทยรักไทยย้ำความแข็งแรง


"เยาวภา" ปลุกผู้หญิงเสื้อแดงสู้


เช้าวันเดียวกัน ที่ห้องเทพลีลาบอลรูม โรงแรมเอสซี ปาร์ค กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดเสวนาหัวข้อ "พลังหญิง เพื่อประชาธิปไตย" โดยมีสมาชิกคนเสื้อแดง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเข้าร่วมงานกว่า 200 คน และมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนลด้วย ซึ่งมีนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย (พท.) และ น.ส.นงลักษณ์ เสียรประยูร ร่วมเป็นวิทยากร และมี น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ เป็นผู้ดำเนินรายการ


นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานจัดงานกล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า มหาตมะ คานธี ผู้นำและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงชาวอินเดียและศาสนาฮินดู กล่าวไว้ว่า หากเทียบความแข็งแกร่งของร่างกายระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ก็ยอมรับว่าผู้หญิงอ่อนแอกว่า แต่ถ้าวัดจากจริยธรรมผู้หญิงเข้มแข็งกว่ามาก ดังนั้น อนาคตทั้งหมดอยู่ที่ผู้หญิง การเสวนาวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้หญิงจะได้มาแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องประชาธิปไตย เพราะหลังเหตุการณ์ปฏิวัติวันที่ 19 กันยายน 2549 ผู้หญิงเริ่มมีบทบาทในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง


ลั่นผู้หญิงเริ่มทนไม่ได้-ให้สู้เต็มที่


นางเยาวภากล่าวว่า 3 ปี หลังจากการปฏิวัติ มีคนถามว่า ทำเพื่ออะไร ประเทศชาติได้อะไร เรื่องนี้ทำให้ผู้หญิงพยายามหาคำตอบ ก็มีหลายคนรับไม่ได้กับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น ประเทศชาติต้องมาถอยลง เกิดระบบ 2 มาตรฐาน ประชาธิปไตยไม่เต็มใบ


"วันนี้ผู้หญิงเริ่มทนไมได้แล้ว จึงเห็นภาพผู้หญิงออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ดูได้จากการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ต้องยอมรับว่าเป็นพลังที่เข้มแข็ง การต่อสู้ที่เกิดขึ้นวันนี้ เป็นการต่อสู้เพื่อลูกหลาน เรามีความสุขที่ทำเพื่อประเทศชาติ ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงออกของพลังบริสุทธิ์ ดิฉันอยากให้กำลังใจทุกคนร่วมกันต่อสู้ เพราะขณะนี้บ้านเมืองยังไม่สงบ ยังไม่เข้าสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง จากนี้ ขอให้พวกเราต่อสู้ให้เต็มที่ รวมพลังให้เหนี่ยวแน่น เพื่อเอาประชาธิปไตยที่กินได้กลับคืนมา"นางเยาวภากล่าว


"แม้ว"โชว์รูปตีกอล์ฟกับอดีตบิ๊ก"ทรท."


วันเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯโพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ว่า "เมื่อวานได้ออกรอบตีกอล์ฟกับอดีตรัฐมนตรี และอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน" พร้อมโชว์รูปถ่าย 2 รูป โดยรูปแรกเป็นรูปหมู่ขณะขณะออกรอบตีกอล์ฟ โดย พ.ต.ท.ทักษิณสวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีฟ้า กางเกงขายาวสีดำ ใส่หมวกแก๊ป และสวมแว่นตากันแดด โดยถ่ายรูปร่วมกับ นายจำลอง ครุฑขุนทด อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายประวัตน์ อุตตะโมต อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ระบุเวลาถ่ายไว้เมื่อเวลา 15.19 น. วันที่ 25 กันยายน ส่วนอีกรูป พ.ต.ท.ทักษิณกำลังโชว์วงสะวิง ซึ่งระบุเวลาถ่ายไว้เมื่อเวลา 15.22 น. วันที่ 25 กันยายน


พ.ต.ท.ทักษิณยังชี้แจงถึงภาพถ่ายขณะไปตัดผมซึ่งมีช่างเป็นผู้หญิงว่า "มีการวิจารณ์เรื่องการตัดผมของผมโดยช่างผู้หญิงว่าจะผิดหลักศาสนาอิสลามหรือไม่ ขอเรียนว่าผมอยู่ที่นี่นาน พอที่จะรู้และเคารพประเพณีของมุสลิมดีครับ ช่างตัดให้ผมเป็นคนฝรั่งเศส ร้านเป็นร้านสาขาฝรั่งเศส อยู่ในโรงแรม Kempinski ซึ่งที่นี่เขาจะผ่อนผันให้กับการบริการโรงแรม เพราะมีแขกต่างชาติ" พร้อมโพสต์ข้อความว่า "ผมอยากเห็นผู้คนเหล่านี้ฝึกใช้สมองซีกขวาให้มากๆ เพราะเป็นส่วนที่จะเกิดกระบวนการคิดแต่สิ่งสร้างสรรค์สวยงามเพื่อจะได้ประโยชน์ต่อชาติและตัวเขาเอง การใช้สมองด้านซ้ายด้านเดียวนานๆ จิตใจจะขุ่นมัว มองโลกแง่ร้าย หมกมุ่นแต่จะคิดทำลายผู้อื่น ก็จะเกิดผลเสียต่อชาติ ตัวเองและครอบครัวในที่สุดครับ"


นอกจากนี้ ในข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณทวิตตอบกับผู้ที่เข้าไปทักทายหรือทวิตด้วยนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสุขภาพที่มีการแสดงความเป็นห่วง หลังมีกระแสว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โดย พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่าสบายดี

ไทม์ชี้"มาร์ค" แค่ภาพลักษณ์ดี ปลอดโกง แก้วิกฤตไม่ได้ ระบุมะกันวิตกสถานการณ์การเมือง ให้เงินฟื้นปชต.

ที่มา มติชน

นิตยสารไทม์แพร่บทความ เปรียบ "มาร์ค" สะพานเชื่อม 2 ขั้ว ฟื้นฟูความเชื่อมั่นประชาธิปไตย บอกแค่ภาพลักษณ์ดี ปลอดคอร์รัปชั่นแก้วิกฤตไม่ได้ อ้างสหรัฐเป็นกังวลสถานการณ์ ให้เงินฟื้นปชต.ที่ไม่เคยเกิดในรอบ 15 ปี


"ไทม์"ระบุ"มาร์ค"พยายามฟื้นฟูปชต.


เมื่อวันที่ 26 กันยายน รายงานข่าวแจ้งว่า นิตยสารไทม์ รายสัปดาห์ของสหรัฐอเมริกา ฉบับตีพิมพ์วันที่ล่วงหน้าวันที่ 5 ตุลาคม เผยแพร่บทความของฮันนาห์ บีช ผู้สื่อข่าวประจำประเทศไทย ที่เข้าพบสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนหน้าที่จะเดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และร่วมสังเกตการณ์การประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ หรือจี 20 ในฐานะประธานอาเซียน โดยผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า นายกรัฐมนตรีวัย 45 ปีของไทยดูสบายๆ กับการทำหน้าที่เชิงการทูตระหว่างประเทศ มากกว่าการต้องเผชิญหน้ากับหลากหลายประเด็นทางการเมืองโดยเฉพาะความขัดแย้งรุนแรงในประเทศ


ฮันนาห์ บีช ระบุว่า ความแตกแยกขัดแย้งทางการเมืองในไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวนายกรัฐมนตรี ตรงกันข้ามนายอภิสิทธิ์กลับพยายามอย่างมากที่จะฟื้นฟูสถาบันประชาธิปไตยที่เสื่อมถอยลงอย่างมากจากความแตกแยกในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และอ้างความเห็นของสุนัย ผาสุก ตัวแทนองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทยไว้ว่า นายกฯคนนี้เป็นนายกฯจากการเลือกตั้งคนแรกที่ประกาศจะใช้สิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมนำหน้าในการบริหารของรัฐบาลเพื่อสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติขึ้น แต่ไม่มีอำนาจพอที่จะขับเคลื่อนรัฐบาลผสมให้แปรคำพูดเป็นการกระทำจริงๆ ได้ ซึ่งนายกฯปฏิเสธ โดยระบุว่า ทุกอย่างยังคงรุดหน้าเพียงแต่จำเป็นต้องให้แน่ใจว่า คนกลุ่มน้อยที่โน้มเอียงไปในทางใช้ความรุนแรงและก่อเหตุโกลาหล จะไม่สามารถสร้างความยากลำบากให้เกิดขึ้นกับประเทศได้เท่านั้น


ชี้สหรัฐวิตกให้เงินสร้างปชต.ในไทย


ผู้สื่อข่าวไทม์ระบุว่า สถานการณ์ทางการเมืองในไทยยังอยู่ในสภาพน่าวิตก ความขัดแย้งทางการเมืองมักนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างกลุ่มและฝักฝ่าย ทำให้การสำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศเมื่อไม่นานมานี้มีคนไทยเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่เห็นว่า ประเทศกำลังเดินไปถูกทาง


"จริงๆ แล้ว สหรัฐวิตกกับสภาวการณ์ในเมืองไทยมากถึงขนาดตัดสินใจมอบเงินทุนจำนวนหนึ่งให้กับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (ยูเสด) เพื่อดำเนินการสร้างประชาธิปไตยขึ้นในไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมายาวนานเกือบ 15 ปีแล้ว"ข้อเขียนดังกล่าวระบุ


เปรียบ"มาร์ค"เป็นสะพานเชื่อม2กลุ่ม


บทความของไทม์เปรียบเปรยนายกฯไทยว่าเป็นเสมือน "คนที่อยู่ตรงกลาง"ซึ่งนอกจากจะต้องพยายามทำตัวเป็นสะพานระหว่าง 2 กลุ่ม และฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยขึ้นอีกครั้ง แต่เพียงแค่มีภาพลักษณ์สะอาด ปลอดคอร์รัปชั่นเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาการเมืองภายใน ต้องเริ่มตั้งแต่ภายในรัฐบาลผสมด้วยกันเองก่อน


ฮันนาห์ บีช ยังระบุว่า นายอภิสิทธิ์ยอมรับตรงๆ ถึงความยากลำบากที่ประเทศไทยและรัฐบาลของตนเองกำลังเผชิญอยู่ แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็ไม่ได้มีผู้นำทางการเมืองที่มีศักยภาพมากมายเพียงพอที่จะทำอะไรๆ ได้ดีกว่าที่นายอภิสิทธิ์กำลังดำเนินการ


"เรารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราต้องให้แน่ใจว่าสามารถสถาปนาเสาหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยให้เข้าที่เข้าทางได้โดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับสิ่งที่มองกันว่าประชาธิปไตยคือการปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่ เราต้องหาจุดสมดุลที่ลงตัวให้ได้" นายกรัฐมนตรีกล่าว

"เนวิน"ผงาด ปชป.สะเทือน

ที่มา ข่าวสด


ผ่านด่านระทึกไปได้หนึ่งด่าน

หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองตัดสินยกฟ้องจำเลยทั้ง 44 คน ในคดีทุจริตกล้ายางพารา

จบคำพิพากษา นายเนวิน ชิดชอบ อดีตรมช.เกษตรฯ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ถึงกับกักเก็บน้ำตาแห่งความดีใจไว้ไม่อยู่ เช่นเดียวกับสมาชิกพรรคตั้งแต่หัวขบวนยันท้ายขบวนต่างพากันโล่งใจไปตามกัน

จะว่าไปแล้วคดีกล้ายางเหมือนหอกเล่มใหญ่ปักกลางหลังนายเนวิน มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยาฯ 2549

ถึงต่อมานายเนวิน จะพยายามไถ่โทษด้วยการยกพวกย้ายขั้วหนีจากพรรคอดีตนายใหญ่ มาสนับสนุนประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ทำหน้าที่"นั่งร้าน"ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมือง

นายเนวิน นำทัพภูมิใจไทยเข้าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มภาคภูมิ กวาดเอากระทรวงเกรดเอ ทั้งมหาดไทย คมนาคม พาณิชย์มาไว้ในมือ

กระนั้นก็ตามคดีกล้ายางก็ยังเสมือนสารพิษตกค้าง ซึ่งไม่เพียงมีผลต่อชะตากรรมนายเนวินโดยตรง แต่ยังมีผลชี้เป็นชี้ตายอนาคตพรรคภูมิใจไทย

ดังนั้น ถึงจะดูเว่อร์ๆ แต่ก็ไม่แปลกประหลาดกับอาการต่อมน้ำตาแตกของนายเนวิน และความคึกคักของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย หลังรู้ผลคำพิพากษาศาล

หลายคนเชื่อว่าหลังการตัดสินคดีกล้ายาง

พรรคประชาธิปัตย์อาจต้องเผชิญกับพลังต่อรองทางการเมืองจากพรรคภูมิใจไทยมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังฝุ่นตลบอยู่ ณ เวลานี้



กล่าวกันว่าผลจากการยกฟ้องคดีกล้ายาง

มีส่วนสำคัญทำให้พรรคภูมิใจไทยมีสถานะทางการเมืองมั่นคงมากขึ้น แต่จะทำให้เสถียรภาพรัฐบาลมั่นคงมากขึ้นด้วยหรือไม่ ยังเป็นเรื่องน่าสงสัย

ยกตัวอย่างเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เดิมพรรคประชาธิปัตย์ถูกกดดันจากพรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดงในเครือข่ายทักษิณเป็นด้านหลักเท่านั้น

แต่ถึงตอนนี้ต้องบวกแรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลเข้าไปด้วย

เพราะทันทีที่นายเนวินพ้นเคราะห์คดีกล้ายาง แกนนำพรรคภูมิใจไทยก็ออกมาทุบโต๊ะทวงสัญญาจากพรรคประชาธิปัตย์ทันที ว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเร่งด่วน 2 ประเด็น

มีการพูดกันมากถึงมาตรา 190 ที่กำหนดให้รัฐบาลเวลาทำสัญญาใดๆ กับต่างประเทศต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน ว่าจำเป็นต้องแก้ไขเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล

แต่บางคนกลับมองว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 190 เป็นเพียงฉากหน้าบดบังผลประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมือง ที่แฝงอยู่เบื้องหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มากกว่า

โดยเฉพาะประเด็นที่มาของส.ส. ที่พรรคภูมิใจไทยและทุกพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย ต้องการแก้ไขจากระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ กลับไปใช้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวหรือวันแมนวันโหวต

ขณะที่สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็แบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่าย

ฝ่ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นพยายามยื้อเวลาด้วยการโยนหินเสนอตั้งคณะส.ส.ร. ส่วนจะแก้ประเด็นใดบ้างนั้นให้ทำประชามติสอบถามคนทั่วประเทศ

อีกด้านคือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พยายามจะรักษาสัญญาเดิมที่เคยให้ไว้กับพรรคร่วมในช่วงเจรจาจัดตั้งรัฐบาล

ถึงแม้ในที่สุดวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสภา จะตกลงกันในเบื้องต้นว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์

ส่วนวิธีการแก้ไขจะอย่างไร วิป 3 ฝ่ายยังไม่สรุป โดยจะรอหารือกับนายกฯ อีกครั้งหลังกลับจากร่วมประชุมยูเอ็น

แน่นอนว่าฝ่ายค้านคงไม่เห็นด้วยกับการตั้งส.ส.ร.3 รวมไปถึงการทำประชามติเนื่องจากมองว่าเป็นเกมซื้อเวลาของพรรคประชาธิปัตย์

แต่ที่นายอภิสิทธิ์ จำเป็นต้องรับฟังอย่างจริงจังคือเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลนำโดยพรรคภูมิใจไทย ที่เปิดเผยท่าทีออกมาแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของประชาธิปัตย์ที่จะให้ตั้งส.ส.ร.



นอกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังต้องรอให้นายกฯ กลับมาชี้ขาดแล้ว

กรณีแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผบ.ตร.คนใหม่ ก็ยังเป็นปัญหาคาราคาซัง พฤติกรรมหัวชนฝาของนายอภิสิทธิ์ ส่งผลร้ายต่อเสถียรภาพรัฐบาลอย่างไร เป็นที่รับรู้กันอยู่

ครั้งหนึ่งนายอภิสิทธิ์ ถึงขั้นขู่จะยุบสภาเพราะไม่พอใจนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทยและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ยอมโหวตเลือกผบ.ตร.ตามที่ตนเองต้องการ

ซึ่งน่าจะเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบตามประสาเด็กเอาแต่ใจ

เพราะเมื่อการเมืองเปลี่ยนประเด็นมาเป็นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ออกมายอมรับเองว่ารัฐบาลไม่พร้อมยุบสภาตอนนี้

นายสุเทพอ้างถึงอารมณ์และความรู้สึกประชาชน ว่าไม่อยู่ในสภาพพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง อีกทั้งหลักเกณฑ์กติกาต่างๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

แต่เบื้องหลังมีการวิเคราะห์ว่าจริงๆ แล้วพรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่าตัวเองยังไม่พร้อมสำหรับการเลือกตั้งในเวลาอันใกล้นี้

ในจังหวะที่พรรคเพื่อไทยยิ่งทุบยิ่งโต

พรรคภูมิใจไทยก็ได้รับแรงหนุนจากกองทัพ ตำรวจ และข้าราชการมหาดไทย ยิ่งการที่นายเนวิน หลุดบ่วงคดีกล้ายาง ก็เหมือนเสือหลุดจากกรง

เมื่อดูจากสภาพดังกล่าวโอกาสที่ประชาธิปัตย์จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่ มีเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าการได้กลับไปเป็นฝ่ายค้านดักดาน

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์จะใช้เงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญเป็นตัวดึงเกมยุบสภา

ยื้ออายุเป็นรัฐบาลไว้ให้นานที่สุด

ปฏิรูปกติกาใหม่ แพ้สันดานเก่า

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_35563

วัฏจักรรัฐธรรมนูญไทยหนีกรงเล็บ "วงจรอุบาทว์" ไม่พ้น

ในที่สุด วัฏจักรของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ก็วนกลับเข้ามาสู่กระบวนการของรัฐสภาอีกรอบหนึ่ง

หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศกลางที่ประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังความเห็นจาก ส.ส.และ ส.ว.

เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยระบุถึงแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ คร่าวๆ 3 แนวทาง คือ

1. ทุกพรรคการเมืองและวุฒิสภา ร่วมกันยกร่างแก้ไขใน 6 ประเด็นที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเสนอ โดยแยกเป็น 6 ร่างแล้วทำประชามติ

2. ให้มีตัวแทน ส.ส. ส.ว. ส.ส.ร.ปี 2540 และปี 2550 และนักวิชาการ เข้ามาพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกรอบ 6 ประเด็นของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

3. ตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อพิจารณาประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำผลมาเปรียบเทียบกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯก่อนนำไปทำประชามติ

พร้อมให้การบ้านคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลหรือวิปรัฐบาล ไปหารือกับวิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสภา

เพื่อหาข้อสรุปว่าจะใช้แนวทางใดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ล่าสุด ที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย มีมติเห็นชอบให้คณะกรรมการ สมานฉันท์ฯเป็นผู้ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเสนอ

โดยให้ ส.ส.และ ส.ว.ร่วมกันเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ส่วนวิธีการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเสนอรวมเป็นร่างเดียวทั้ง 6 ประเด็น หรือแยกเป็น 6 ร่าง 6 ประเด็น รวมทั้งแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องการทำประชามติ ยังไม่ได้ข้อสรุป

โดยที่ประชุมมอบหมายให้แต่ละฝ่ายไปหารือกันเอง และนำมาเสนอต่อที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายอีกครั้ง ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ รวมทั้งกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ

เมื่อได้ข้อสรุปครบถ้วนทั้งหมดแล้วจะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และจะมีการนัดประชุมร่วมกับวิป 3 ฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อสรุปสุดท้าย ก่อนดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่ได้ตกลงกันต่อไป

สำหรับข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ที่วิป 3 ฝ่ายเห็นชอบให้มีการยกร่างแก้ไข ได้แก่

1. มาตรา 93-98 เรื่องที่มาของ ส.ส.ให้กลับไปใช้ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 คือใช้ระบบแบ่งเขต แบบเขตเดียวเบอร์เดียว หรือวันแมนวันโหวต

2. มาตรา 111-121 ที่มาของ ส.ว.ที่มาจากการสรรหาผสมกับเลือกตั้ง ให้กลับไปใช้ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 คือให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

3. มาตรา 190 การทำหนังสือสนธิสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ให้มีการกำหนดประเภทสนธิสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ให้เกิดความชัดเจน

4. มาตรา 237 ให้ยกเลิกการยุบพรรคและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค โดยให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเฉพาะตัวผู้สมัคร ส.ส.ที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

5. มาตรา 265 ให้ ส.ส.สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ อาทิ การเข้ารับตำแหน่งเลขานุการ หรือที่ปรึกษารัฐมนตรี

6. มาตรา 266 ให้ ส.ส.และ ส.ว.สามารถเข้าไปประสานหน่วยราชการต่างๆในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

หวังแก้รัฐธรรมนูญยกพวง 6 ประเด็น เต็มพิกัด

จากปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า นักการเมืองส่วนใหญ่ ทั้งจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา ต่างมองว่า

รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีปัญหาอุปสรรคบางประการที่ทำให้รัฐบาลบริหารราชการไม่ราบรื่น

ขณะที่บางส่วนถึงขั้นฟันธง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะมีที่มาจากการรัฐประหาร

กลายเป็นปมปัญหาทำให้ประชาชนเกิดความขัดแย้ง แตกแยก

จึงมุ่งหวังที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้เกิดความสมานฉันท์ ในบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม แม้วิป 3 ฝ่ายจะหารือกันจนได้ข้อสรุปร่วมกันในเบื้องต้นว่า จะให้คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเป็นผู้ดำเนินการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็น

แต่เส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะราบรื่นหรือไม่ ยังเป็นปัญหา เพราะจากร่องรอยที่ปรากฏยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่อีกหลายปม ทั้งในสภาและนอกสภา

สำหรับปมขัดแย้งในสภานั้น ก็อย่างที่เห็นกันว่ามีอยู่ทั้งในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง พรรคฝ่ายค้าน และวุฒิสภา

พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำรัฐบาล ยังมีทีท่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่จะแก้ไขเรื่องเขตเลือกตั้งจากพวงใหญ่แบ่งเขตเรียงเบอร์ กลับไปเป็นแบบแบ่งเขต เขตละคน หรือวันแมนวันโหวต

แถมยังมีเสียงสอดแทรกอยากให้มีการตั้ง ส.ส.ร.3 ขึ้นมาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และต้องมีการทำประชามติ

ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล ต้องการให้แก้ไขใน 2 ประเด็นหลักก่อน คือ เรื่องการแบ่งเขต เขตละคน และการทำสนธิ- สัญญาโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

ที่สำคัญ ไม่เห็นด้วยกับการตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมาพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญ แต่ต้องการให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าชื่อเสนอแก้ไข โดยไม่ต้องทำประชามติ

หันมาทางฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย และ ส.ว.บางส่วน ต้องการให้มีการแก้ไขทั้ง 6 ประเด็นรวด โดยไม่ต้องตั้ง ส.ส.ร.

ขณะที่ ส.ว.อีกส่วนหนึ่ง ค้านหัวชนฝา ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

ต่างฝ่ายต่างมีธงของตัวเอง เชื่อได้ว่าต้องมีการเล่นเกม ยื้อกันอีกหลายตลบ

ส่วนปมขัดแย้งนอกสภา ก็มีร่องรอยปรากฏให้เห็นชัดเจน

กลุ่มเสื้อแดงที่แนบแน่นอยู่กับ "นายใหญ่" และเคลื่อนไหวสอดรับกับแนวทางของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ประกาศจุดยืนหนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามแนวทางคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

แถมยังมีเป้าหมายไปไกลกว่านั้น คือ ต้องการให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้แทนรัฐธรรมนูญปี 2550

ในขณะที่กลุ่มเสื้อเหลือง ขวางลำคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเต็มที่ พร้อมประกาศจะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านทุกรูปแบบ

กลายเป็นเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าแตกหักระลอกใหม่

"ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" ได้ติดตามความเคลื่อนไหวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เราขอบอกว่า

ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 18 ฉบับ

โดยเฉพาะในยุคปฏิรูปการเมือง ที่มีการจัดตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ในห้วงนั้น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องการตีกรอบให้นักการเมืองที่เข้ามาใช้อำนาจบริหารประเทศ เป็นนักการเมืองที่สะอาด บริสุทธิ์ผุดผ่อง

จึงกำหนดให้มีองค์กรอิสระต่างๆเข้ามาตรวจสอบนักการเมือง แบบละเอียดยิบ

ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และศาลรัฐธรรมนูญ

เพื่อป้องกันนักการเมืองซื้อเสียง โกงเลือกตั้ง เข้ามาใช้อำนาจรัฐทุจริตคอรัปชัน แสวงหาผลประโยชน์

ซึ่งเป็นต้นตอของวงจรอุบาทว์ ซื้อเสียง ถอนทุน ทำให้ ประเทศประสบวิกฤติ ส่งผลให้การเมืองล้มลุกคลุกคลานมาตลอด

แม้รัฐธรรมนูญปี 2540 ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง มีองค์กรอิสระตรวจสอบนักการเมืองแบบเข้มข้น

แต่สุดท้ายองค์กรอิสระบางแห่งก็ถูกแทรกแซง กลายเป็นเมืองขึ้นของอำนาจการเมือง ในขณะที่นักการเมืองก็ทุจริตคอรัปชันกันอย่างมโหฬาร จนโดนรัฐประหารยึดอำนาจ

นำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่มีการวางกรอบป้องกันนักการเมืองซื้อเสียง โกงเลือกตั้ง ทุจริต ถอนทุน เข้มงวดหนักขึ้นไปอีก จนแทบกระดิกตัวไม่ได้

โดยเฉพาะมาตรการยุบพรรค ตัดสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี กรณีผู้สมัคร ส.ส.ทุจริตเลือกตั้ง

ส่งผลให้มีการยุบพรรคการเมืองไปแล้วหลายพรรค มาตรการดังกล่าวทำให้นักเลือกตั้งมองว่าเป็นอุปสรรคในการทำหน้าที่ ไม่เป็นประชาธิปไตย

จึงตั้งแท่นที่จะแก้ไข เพื่อให้การเมืองเดินได้สะดวกยิ่งขึ้น

พยายามอ้างกันสวยหรูว่า เป็นการปฏิรูปการเมือง เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในสังคม เพื่อสร้างความสมานฉันท์ขึ้นในประเทศ

ที่สำคัญ หลังจากมีการยุบพรรค ตัดสิทธิเลือกตั้งนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109

สิ่งที่ตามมาก็คือ มีรัฐมนตรีนอมินีเข้ามาทำหน้าที่เต็มไปหมด โดยมีแกนนำในบ้านเลขที่ 111 และ 109 ที่ถูกเว้นวรรคการเมือง คอยชักใยเบื้องหลัง

แน่นอน คนเหล่านี้อยากหาช่องปลดล็อก เพื่อกลับเข้ามาเล่นในเวทีอำนาจเอง

ตรงนี้ คือเงื่อนปมสำคัญที่ทำให้มีการเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ทีมของเราขอชี้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตั้งแท่นกันไว้ 6 ประเด็น ที่สุดแล้วไม่ว่าจะแก้ไขได้กี่ประเด็น ก็ตาม

สิ่งที่จะได้จริงๆ ก็แค่มีรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีกฉบับ แต่ยังไม่ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

เพราะการที่จะมีประชาธิปไตยที่แท้จริง ทั้งนักการเมือง และประชาชนจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันครั้งใหญ่

ถ้าคนไทยยังมีพฤติกรรมเลือกตั้งแบบเดิมๆ นักการเมืองยังมีสันดานแบบเก่าๆ

เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าส่วนรวม

แก้รัฐธรรมนูญกันยังไง ก็หนีวงจรอุบาทว์ไม่พ้น.

"ทีมการเมือง"

ควันหลง 3 ปี รัฐประหาร ชุมนุมท่ามกลางสายฝน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_35560

ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยสำหรับการรำลึก"3 ปีต้านอำมาตยาสถาปนารัฐไทยใหม่" ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ได้ออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจประชาธิปไตยกับประชาชน รวมทั้งต้องการล้มระบอบอำมาตยาธิปไตยซึ่งมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งการชุมนุมในครั้งนี้ได้วางแผนให้ผู้ชุมนุมเกาะกลุ่มลักษณะเป็นรูปตัวแอล เริ่มต้นจากลานพระบรมรูปฯโค้งมายังถนนศรีอยุธยา ปลายแถวมุ่งหน้าสู่บ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ...



นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ุ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 3 แกนนำ ได้นัดให้ประชาชนกลุ่มคนเสื้อแดงมารวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ตั้งแต่เวลา 13.00 จากการสังเกตการณ์จะพบว่า กลุ่มคนเสื้อแดงทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเริ่มทยอยเดินทางมาสมทบเพื่อร่วมชุมนุมกันอย่างคับคั่งตั้งแต่ช่วงเช้ามืด แม้ว่าทางการข่าวและสายทหารได้รายงานว่าจะมีมือที่สาม เข้ามาปั่นป่วนทำให้เกิดสถานการณ์ที่รุนแรงก็ตาม

บรรยากาศการชุมนุมนั้นเริ่มต้นจากการเปิดเพลงปลุกใจเพื่อกระตุ้นให้มวลชนเกิดความหึกเหิม ก่อนที่จะมีแกนนำสลับขึ้นปราศรัยกล่าวถึงเหตุและผลในการออกมาชุมนุมในครั้งนี้ ทันทีที่แกนนำคนสำคัญอย่าง 3 เกลอ เดินทางมาถึงที่บริเวณลานพระบรมรูปฯ พายุฝนได้เริ่มเทลงมาและหนักขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้การชุมนุมในช่วงเวลานั้นเกิดความวุ่นวายเล็กน้อย เนื่องจากกลุ่มคนเสื้อแดงรีบเร่งเพื่อจะไปหลบฝน รวมไปถึงบรรดาพ่อค้า แม่ค้าต่างพยายามเก็บข้าวของที่นำมาขายกันอย่างทันที เพราะจากการที่ฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้น้ำท่วมทั่วบริเวณ



แม้ว่าพายุจะพัดโถมกระหน่ำลงมาแรงแค่ไหน แต่ประชาชนยังยืนหยัดชุมนุมต่อไป โดยอาศัยตัวช่วยอย่างร่มและเสื้อกันฝน พร้อมกระตุ้นให้กำลังตัวเองด้วยการยืนโห่ร้องและเต้นตามจังหวะดนตรี โดยมีแกนนำเสื้อแดง ขึ้นเวทีปราศรัยปลุกใจอย่างต่อเนื่อง ประกาศเจตนารมย์ด้วยว่า แม้ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง แผ่นดินจะสะเทือน กลุ่มเสื้อแดงจะไม่ยุติการชุมนุมอย่างแน่นอน ทั้งที่ความเป็นจริงขณะนั้น น้ำท่วมจนครึ่งแข้งแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ป้ายผ้าใบบนเวทีหลุดร่วงลงมา และเวทีด้านข้างได้รับความเสียหายเช่นกัน เนื่องจากพายุฝนกระหน่ำอย่างหนัก

ส่วนบรรดาสื่อมวลชนที่อยู่ด้านหลังเวทีต้องทำงานกันอย่างลำบากเนื่องจากเต็นท์ผ้าใบไม่เพียงพอต่อปริมาณคนที่มาหลบฝน รวมถึงไม่อาจต้านทานแรงลมและพายุฝนที่พัดกระหน่ำมาอย่างหนักได้ ทุกคนเปียกปอนตามกันไป ส่วนบรรดาช่างภาพแม้จะต้องทำงานท่ามกลางสายฝนแต่ก็ลุยน้ำเก็บภาพบรรยากาศกันอย่างเต็มที่



นายอัครพล นิยมญาติ ผู้สื่อข่าวไอเอ็นเอ็น เปิดเผยว่า การทำงานในวันนั้นลำบากมากเนื่องจากไม่ได้เตรียมการมาก่อนล่วงหน้าเพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่าฝนจะตกหนักแบบถล่มทลายมากถึงเพียงนี้ ด้วยการเป็นนักข่าววิทยุตามกระบวนการทำข่าวจะต้องส่งข่าวก่อนทุกต้นชั่วโมง และช่วงเวลาที่ฝนกำลังตกเป็นช่วงที่แกนนำเดินทางมาถึงพอดี จึงต้องใช้สติและควบคุมสมาธิอย่างมากในการรีบเร่งเพื่อส่งข่าวให้ทันเวลา แม้ว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคกับเสียงปราศรัยที่ออกมาจากลำโพง ซึ่งสอดแทรกมาตลอดช่วงเวลาของการโทรศัพท์ส่งข่าวเข้าสถานี รวมถึงละอองน้ำฝนที่ไหลลงมาใส่ศีรษะตลอด

ผู้สื่อข่าวไอเอ็นเอ็น เล่าด้วยความประทับใจต่อไปว่านักข่าว ช่างภาพทุกคน เห็นว่าฝนเริ่มตั้งเค้ามาตั้งแต่ช่วงบ่าย แต่ไม่คาดคิดว่าจะตกหนักจนทำให้น้ำท่วมมากถึงเพียงนี้ ทั้งที่มองไปบริเวณด้านหลังพระที่นั่งอนันตสมาคมท้องฟ้ากลับโปร่งใส แต่ในทางกลับกันบริเวณหน้าเวทีใหญ่ด้านพระบรมรูปทรงม้าท้องฟ้ากลับมืดครึ้มผิดปกติ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องทางธรรมชาติ เพราะช่วงนี้กำลังเข้าสู่ฤดูฝนด้วย แต่ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ดีๆของการเป็นนักข่าวภาคสนาม



ด้านนายปิติพงษ์ อิสระชัย ช่างภาพหนังสือพิมพ์เครือมติชน ผู้ร่วมประทับใจอีกคน กล่าวถึงเบื้องหลังการทำงานในวันนั้น ว่า ไม่แปลกใจหากว่าวันนั้นจะมีฝนตกลงมาแต่กลับรู้สึกตกใจมากกว่าที่ฝนตกหนักมากจนทำให้มีน้ำท่วมขัง เพราะตลอดระยะเวลาที่เป็นช่างภาพ ทำข่าวการชุมนุมมาตลอด แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่จะมีน้ำท่วมมากขนาดนี้ ซึ่งส่งผลให้การทำงานยากลำบากมากเพราะไม่ได้เตรียมเสื้อกันฝนหรือรองเท้าแตะมาด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ขึ้นด้วยสัญชาตญาณบวกกับหน้าที่จึงจำเป็นต้องลุยตากฝนทำงานเพื่อให้ได้ภาพดีๆมาลงหนังสือพิมพ์ให้ได้

ส่วนนายวีระศักดิ์ พยัพกรุง เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคกลุ่มนปช.ให้ข้อมูลว่า คณะทีมงานของกลุ่มเสื้อแดงได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆไว้อย่างเต็มที่ เนื่องจากแกนนำสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ควบคุมความปลอดภัยเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าเป็นพิเศษ เพราะจะต้องมีการถ่ายทอดบรรยากาศการชุมนุมผ่านทางสถานนีพีเพิลชาแนล จึงทำให้ฝ่ายเทคนิคเตรียมระบบป้องกันไว้พร้อม



"แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะเตรียมพร้อมป้องกันระบบไว้อย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังบางช่วงบางตอนที่ระบบไฟฟ้าเกิดความขัดข้องลัดวงจรไปบ้าง แต่ทางแกนนำก็เข้าใจดีเพราะว่าวันนั้นฝนตกลมและลมก็แรง รวมทั้งยังมีประชาชนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ขั้นตอนในการทำงานจึงต้องระมัดระวังอย่างสูง เพราะหากวางระบบกระแสไฟฟ้าไม่ดี อาจจะส่งผลให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ไม่เช่นนั้น"การ์ดนปช.กล่าว

เซลายาเผย มีก๊าซพิษปล่อยเข้าไปในสถานทูตฯ ที่เขาพักอยู่

ที่มา ประชาไท


มานูเอล เซลายา ต้องใช้หน้ากากปิดจมูกขณะแถลงข่าวในสถานทูตบราซิลในวันที่
25 ก.ย. เขาบอกว่ามีคนปั้มก๊าซพิษเข้ามาในสถานทูตที่เขาอาศัยอยู่ ทำให้ต้องพยายามหายใจและมีบางคนที่อาเจียนออกมาเป็นเลือด และมีการเรียกสภากาชาดมาช่วยเหลือ
(Getty Image / Daylife)
เซลายาเผย สถานทูตฯ ถูกโจมตีด้วยก๊าซพิษ
มานูเอล เซลายา บอกว่าเขาและผู้สนับสนุนเขาในสถานทูตบราซิลถูกโจมตีโดย "ก๊าซพิษทำลายประสาท" ในช่วงเช้าวันที่ 25 ก.ย. ทำให้หลายคนมีเลือดไหลจากจมูกและมีหายใจอย่างยากลำบาก
ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศของบราซิลบอกกับ CNN ว่า มีการใช้ก๊าซในพื้นที่แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นชนิดทำลายประสาทจริงหรือไม่ ขณะที่เจ้าหน้าที่สถานทูตฯ บางรายก็มีอาการเพียงเล็กน้อย
โรเบอร์โต มิเชลเลตตี รัฐบาลชั่วคราวของฮอนดูรัสบอกกับ CNN ในช่วงบ่ายวันที่ 25 ว่าทางรัฐบาลไม่ได้โจมตีสถานทูตฯ ด้วยก๊าซ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงนายหนึ่งบอกว่าข้อกล่าวหาของเซลายานั้น เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง
เซลายากล่าวในการแถลงข่าวว่า มีผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในพื้นที่ชื่อ ดร.เมาริซิโอ คาสเทลลาโน นำอากาศใกล้กับสถานทูตฯ มาตรวจสอบ และระบุว่าก๊าซมีส่วนผสมของ HCN หรือ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ผสมอยู่ ซึ่ง HCN มีฤทธิ์ทำให้ตัวแห้ง ร้อนในลำคอ หายใจติดขัด มีอาการชัก หมดสติ และหัวใจล้มเหลว
เซลายาบอกว่าเขารู้สึกระคายคอและเคืองตาในเช้าวันที่ 25 จึงได้ออกไปรับอากาศด้านนอก พอไปถึงเขาก็เห็นว่ามีหลายคนป่วยอยู่
อังเดรส ทามาโย ผู้อยู่ในสถานทูตร่วมกับเซลายาและบอกว่าตนเป็นนักบวช บอกว่าการโจมตีด้วยสารพิษมาจากสามทาง คือบ้านเรือนใกล้ ๆ ที่มีคนออกไป , รถบรรทุกสีขาวที่อยู่ใกล้ ๆ กับสถานทูตฯ และเฮลิคอปเตอร์ที่บินต่ำ ๆ ทามาโยบอกด้วยว่านี่ถือเป็นการก่อการร้าย
ปธน. คอสตาริก้า ย้ำต้องทำตามสนธิสัญญาคืนอำนาจให้เซลายา
เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ผู้ลงสมัครเลือกตั้งคนหนึ่งของฮอนดูรัสเปิดเผยว่า รักษาการประธานาธิบดีของฮอนดูรัส โรเบอร์โต มิเชลเลตตี ยินยอมให้มีการเปิดเจรจากับประธานาธิบดีเซลายา ผู้ลงสมัครเลือกตั้งเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนพ.ย. นี้ ได้ไปพบกับมิเชลเลตตีที่ทำเนียบประธานาธิบดีซึ่งถูกคุ้มกันไว้หนาแน่นมาก ก่อนที่พวกเขาจะไปพบกับเซลายาที่สถานทูตฯ
ทางด้านออสการ์ อาเรียส ประธานาธิบดีคอสตาริก้า ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ บอกว่าจะเป็นคนกลางให้การเจรจาระหว่างสองฝ่ายอีกครั้งในวันจันทร์ (28 ก.ย.) ที่จะถึงนี้ หลังจากที่เคยเป็นตัวกลางเจรจาก่อนหน้านี้แล้วไม่ประสบความสำเร็จ โดนอาเรียสก็ยังคงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายทำตามสนธิสัญญาซาน โฮเซ่ (ร่างขึ้นระหว่างการเจรจาในช่วงเดือนกรกฎาคม) ที่กำหนดให้เซลายากลับคืนตำแหน่งประธานาธิบดี
โดยแม้รัฐบาลจะประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวในช่วงกลางวัน และกลับมาเปิดสนามบินตามปกติ แต่ยังคงมีเคอร์ฟิวในช่วงกลางคืนอยู่
เซลายาเผย เขาไม่ได้เสียตำแหน่งประธานาธิบดีไปแต่แรก
ในการให้สัมภาษณ์กับทาง CNN เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา เมื่อเซลายาถูกถามว่าเขากลับมาเพื่อทวงตำแหน่งประธานาธิบดีคืนใช่หรือไม่ เซลายาบอกว่า เขาไม่ได้เสียตำแหน่งประธานาธิบดีไปตั้งแต่แรก และบอกอีกว่าเขาจะอยู่ที่สถานทูตจนกว่าจะทำให้การรัฐประหารจบสิ้นลงได้
ทางกองทุนกู้ยืมระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในวันเดียวกันว่าทางกองทุนฯ ยังคงยอมรับว่าเซลายาเป็นประมุขของฮอนดูรัส หลังจากที่มีการหารือกันเรื่องสมาชิกภาพของฮอนดูรัส
ทั้งฝ่ายต้านและฝ่ายหนุนออกมาชุมนุมคนละแห่งเลี่ยงการปะทะ
วันที่ 24 ก.ย. มีผู้สนับสนุนมิเชลเลตตีกว่าพันคนออกมาเดินขบวนผ่านสถานทูตบราซิล พวกเขาสวมชุดขาวและถือป้ายที่เขียนว่า "เมลออกไป" ("Out with Mel" - Mel เป็นชื่อเล่นของมานูเอล เซลายา)
มีแม่บ้านคนหนึ่งบอกว่าเขามาเพื่อปกป้องฮอนดูรัสจากลัทธิคอมมิวนิสม์ของชาเวซ (ฮูโก้ ชาเวซ ประธานาธิบดีเวเนซุเอลล่า) กล่าวกันว่าชาเวซเป็นคนหนึ่งที่มีอิทธิพลกับเซลายาทำให้เขากลายเป็นฝ่ายซ้ายนับตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2005
ในวันเดียวกันกลุ่มผู้สนับสนุนเซลายาจำนวนมากก็พากันไปชุมนุมในพื้นที่อื่นของกรุงเตกูซิกัลปา เพื่อปล่อยให้กลุ่มฝ่ายตรงข้ามประท้วงที่หน้าสถานทูตและบอกว่าจะกลับมาประท้วงที่หน้าสถานทูตอีกในวันที่ 25 ก.ย.
เซลายากับผู้สนับสนุนเขาอีกสิบกว่าคนรวมถึงเจ้าหน้าที่สถานทูตบราซิลอีกส่วนหนึ่งยังคงต้องอาศัยสถานทูตบราซิลเป็นที่พักชั่วคราว ซึ่งทางรัฐบาลรักษาการยืนยันว่าพวกเขาจะไม่ใช้กำลังเข้ายึดสถานทูตและปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดน้ำตัดไฟ
ยูเอ็นเรียกร้องรัฐบาลชั่วคราวฮอนดูรัส "หยุดคุกคาม" สถานทูตบราซิล
ในวันที่ 25 ก.ย. ทางสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN) ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชั่วคราวของฮอนดูรัส "หยุดคุกคาม" สถานทูตบราซิลซึ่งมีมานูเอล เซลายาอาศัยอยู่ ทางสภาความมั่นคงฯ ยังได้ประณาม "การกระทำที่เป็นการข่มขวัญ" ซึ่งถูกนำมาใช้กับสถานทูตฯ และเรียกร้องให้มีการยกเลิกการตัดน้ำตัดไฟ
การเรียกร้องดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่รัฐมนตรีต่างประเทศของบราซิลบอกว่าเขารู้สึกกังวลว่าเซลาาอาจถูก "จับกุมด้วยกำลัง"
ซึ่งทางสภาความมั่นคงฯ ได้ออกแถลงการณ์หลังจากที่มีการประชุมกันในวันที่ 25 ก.ย. ซูซาน ไรท์ เอกอัครราชฑูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ บอกว่าการประชุมครั้งนี้เน้นที่เรื่องสถานทูตบราซิลในฮอนดูรัส แต่ไม่ได้เน้นที่ตัววิกฤติการเมือง
เซลโซ อโมริม รัฐมนตรีต่างประเทศของบราซิลกล่าวในที่ประชุมว่าสถานทูตบราซิลในฮอนดูรัส "ถูกปิดล้อมอย่างเห็นได้ชัด" ทั้งยังได้กล่าวถึงเรื่องการถูกตัดน้ำตัดไฟ และการขาดเสบียงอาหาร
"ทางรัฐบาลบราซิลมีความรู้สึกเป็นห่วงอย่างมากว่า คนผู้เดียวกับที่เคยก่อรัฐประหารในฮอนดูรัส อาจจะคุกคามสถานทูตอันละเมิดมิได้ ในการใช้กำลังจับกุมประธานาธิบดีเซลายา" เซลโซ อโมริม กล่าว
ไรซ์บอกว่า สมาชิกสภาความมั่นคงฯ ได้ เรียกร้องให้รัฐบาลชั่วคราวของฮอนดูรัสหยุดคุกคามสถานทูตฯ และทำการจ่ายสาธารณูปโภคที่จำเป็นแก่สถานทูตฯ โดยรวมถึงน้ำ ไฟฟ้า อาหาร และระบบการสื่อสารด้วย
โดยก่อนหน้านี้เซลายาเคยบอกว่าเขาและผู้สนับสนุนเขาดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยขนมปังกรอบ (บิสกิต) จนกระทั่งได้กินอาหารจริง ๆ มื้อแรกเมื่อวันพฤหัสฯ (24 ก.ย.)
ซึ่งทาง AP รายงานว่า ผู้คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในสถานทูตคือผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ที่เข้าไปทุก ๆ วันเพื่อส่งน้ำ อาหาร และยา ให้กับเซลายา ผู้สนับสนุนเขาและนักข่าว
องค์กรนิรโทษกรรมสากลระบุรัฐบาลทำการกักตัวประชาชนแบบไม่เป็นตามกระบวนการ เสี่ยงละเมิดสิทธิมนุษยชน
ในเว็บไซต์องค์กรนิรโทษกรรมสากล เมื่อวันที่ 25 ก.ย. มีรายงานระบุว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วห้ารายจากเหตุจลาจลในฮอนดูรัส โดยทางองค์กรนิรโทษกรรมสากลมีการเรียกร้องให้รัฐบาลฮอนดูรัสหยุดการปราบปรามประชาชน
ข้อมูลจากรายงานดังกล่าวระบุว่ามีตำรวจต้องสงสัยว่าเป็นผู้ยิงชายอายุ 18 ปี เสียชีวิตในเมือง ซาน เปโดร ซูลา เมื่อวันอังคาร (22 ก.ย.) ที่ผ่านมา อีกสี่รายหรือมากกว่านั้นเสียชีวิตขณะที่มีการประท้วงในกรุงเตกูซิกัลปา
โดยมีรายงานว่าชายอายุ 65 ปี ถูกกองกำลังรักษาความสงบยิงเสียชีวิตในการประท้วงที่กรุงเตกูซิกัลปา ขณะที่อีกสามคนที่เหลือยังไม่มีรายงานเป็นที่แน่ชัด
ทางองค์กรนิรโทษกรรมสากลยังระบุอีกว่า ทางตำรวจได้ทำการบุกรุกตามย่านที่พักของคนจนในกรุงเตกูซิกัลปา และซาน เปโดร ซูลา เมื่อคืนวันอังคาร (22 ก.ย.) ถึงเช้าวันพุธ (23 ก.ย.) เพื่อตามหาผู้ต่อต้านรัฐบาลที่เข้าร่มการประท้วง
มีรายงานว่า ตำรวจได้ยิงกระสุนจริง และแก๊สน้ำตาขณะที่เข้าไปตามบ้านต่าง ๆ ก่อนจะทุบตีและจับกุมตัวประชาชนเอาไว้ โดยจะเล็งจับคนหนุ่มสาวโดยเฉพาะ
สถานที่กักขังผู้ถูกจับกุมในกรุงเตกูซิกัลปายังไม่เป็นที่แน่ชัด มีบางคนที่ถูกพาไปยังสถานีตำรวจ ขณะที่บางคนอาจถูกกักตัวไว้ในย่านที่พักอาศัยใกล้เคียงกัน ซึ่งทางองค์กรนิรโทษกรรมระบุว่าวิธีการกักตัวแบบไม่เป็นตามกระบวนการเช่นนี้เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง เนื่องจากเป็นการกุมขังที่อาจจะไม่ได้รับการบันทึกไว้ในทะเบียนอย่างเป็นทางการ
มีผู้เห็นเหตุการณ์ในกรุงเตกูซิกัลปารายงานว่าเห็นทหารบางรายทุบตีผู้คนบนท้องถนนด้วยท่อนไม้
ในเว็บไซต์ระบุไว้อีกว่า ทางองค์กรนิรโทษกรรมสากลยังได้ทำการบันทึกเรื่องการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกนับตั้งแต่มีรัฐประหารเป็นต้นมา โดยรวมถึงการปิดสถานีสื่อ การยึดอุปกรณ์ของสื่อ และการทำร้ายร่างกายนักข่าวและช่างภาพที่อยู่ในเหตุการณ์
ซูซาน ลี ประธานองค์กรนิรโทษกรรมสากลประจำประเทศอเมริกา กล่าวว่า ทางรัฐบาลชั่วคราวจะต้องหยุดการปราบปรามผู้ชุมนุมและเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน และยังได้บอกอีกว่าควรเร่งหาข้อยุติในสถานการณ์ของฮอนดูรัส ซึ่งความพยายามของประชาคมโลกในการเป็นตัวกลางเจรจา เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการเลี่ยงวิกฤติด้านสิทธิมนุษยชน และควรได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายในฮอนดูรัส
ที่มา แปลและเรียบเรียงจาก
Honduras breakthrough as rivals agree to talk ,Sophia Nicholson , AFP , 24-09-2009
Several reported dead in Honduras turmoil , Amnesty International , 25-09-2009

ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ:ความฝันสามัญมนุษย์

ที่มา Thai E-News


ขอฝันใฝ่ในฝันสามัญมนุษย์
จะสูงสุดขนาดไหนไม่คาดหวัง
อยู่เรือนไม้รายเรียงใช่เวียงวัง
ไม่เคยดังโดดเด่นเป็นราษฎร

เราทนทุกข์ทรมานมานานนัก
พอเสาหลักล่มสลายต้องถ่ายถอน
เมื่อหายหกตกสวรรค์ตะวันรอน
เหมือนได้พรลับเร้นจึงเป็นคน

หรือโครงสร้างวางไว้ไม่ธรรมชาติ
หรือบ้านเมืองถึงฆาตจึงสับสน
หรือตะวันเจียนดับจึงอับจน
หรือกดขี่มวลชนถึงจนใจ

ก่อนก็สร้างค่านิยมอย่างสมยุค
คอมมิวนิสต์ล้อมบุกก็รุกไล่
ลัทธิใหม่ไทยไม่เอาไม่เข้าใจ
ยึดว่าไทยเอียงขวาสุขารมย์

เอาประชาธิปไตยได้เลือกตั้ง
รัฐบาลมีพลังก็ถูกข่ม
เสรีภาพล่มสลายกับสายลม
ไร้สังคมเสมอภาคลำบากครัน

เคยฝันว่าธานีมีกฎหมาย
ก็ล้มหายตายจากต้องบากบั่น
เลิกกฎหมายเอากฎหมู่มาขู่กัน
ไทยทั้งนั้นก็ล่มก็ล้มละลาย

ไม่ท้อถอยคอยสานหลักการมั่น
ต้องสอดส่องป้องกันอย่าขวัญหาย
ต้องกอบกู้รู้ทันทุกอันตราย
ที่สยายปีกข่มจะล้มธง

จะแน่วแน่แก้ไขที่ไทยผิด
จะปลุกจิตใจไทยผู้ใหลหลง
จะเร่งรัดสัจธรรมให้ดำรง
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา

ขบวนการหาญกล้ามาทุกด้าน
ร่วมทำงานร่วมดันร่วมฟันฝ่า
สร้างระบอบประชาชนคนธรรมดา
ขึ้นเพื่อสู้อำมาตยาคว้าธงชัย

นี่คือปณิธานที่หาญกล้า
เงื่อนเวลาสังคมก็สมสมัย
เพราะศักดิ์ศรีมวลชนจึงสนใจ
เมื่อรากหญ้าเมืองไทยเป็นใจเดียว

ไม่ใจเร็วใจร้อนไม่วอนไหว้
ไม่เดินล้ำหน้าใครไม่โดดเดี่ยว
ไม่ลืมเชือกผูกกันคอยฟั่นเกลียว
ไม่ลดเลี้ยวเลาะทางระหว่างวัน

โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้ได้
ถ้าศักดิ์ศรีคนไทยไม่ถูกหยัน
พวกเราล้วนมวลชนคนสำคัญ
ยอมอาสัญพร้อมพลีเสรีไทย.

ห้าหลัก

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “กว่าจะเป็นประชาธิปไตย” นิตยสารข่าวสังคมมุสลิมและสถานการณ์โลก ฉบับที่ 5
26 กันยายน 2552

คุณราญาอี ธนชยางกูร แห่งนิตยสาร The Public กรุณาชวนให้ผมเขียนความคิดทางการเมืองมาสังสรรค์เสวนากันในเล่ม โดยเริ่มตั้งแต่ฉบับนี้เป็นต้นไป

ผมก็ซาบซึ้งดีใจที่ยังอุตส่าห์คิดถึงคนพลัดบ้านพลัดเมือง และเปิดโอกาสให้พบกันพี่น้องประชาชนผู้เป็นที่รักในช่องทางนี้ คนชวนบอกว่าผมจะเขียนอะไรก็ได้เกี่ยวกับการเมือง ความยาวกำลังดี ผมก็นึกว่าการวิจารณ์การเมืองเฉพาะหน้าผมก็ทำอยู่แล้วในเวทีต่างๆ ไม่ขาด ไม่อยากเขียนย้ำซ้ำทวน ในที่สุดเกิดความคิดวาบขึ้นว่าอุทิศข้อเขียนทั้งหมดนี้ให้แก่ระบอบประชาธิปไตยน่าจะดีที่สุด

จากบรรทัดนี้เป็นต้นไป ผมขอเล่าถึงแนวความคิด ปรัชญา และที่มาของสิ่งที่เรียกกันว่าระบอบประชาธิปไตยให้ท่านผู้อ่านที่รักได้อ่านกันเพลินๆ เพราะประชาธิปไตยเป็นของมีค่าและมีคนต่อสู้เพื่อให้ได้มาด้วยชีวิตเลือดเนื้อ แต่จะไม่เขียนเป็นตำราอย่างที่เขียนมาพอแรงแล้วในชีวิตสอนหนังสือและสื่อมวลชน

เอาเป็นว่าล้อมวงคุยเรื่องประชาธิปไตยกันดีไหมครับ?

เมื่อท่านผู้อ่านไม่ว่า (หรือผมไม่ได้ยินก็ไม่รู้) และคุณราญาอีก็ไม่ว่า เรามาเดินทางร่วมกันสู่ถนนสายยาวประดับด้วยดอกไม้เป็นทิวไสวสวยงาม แต่ก็มีกับระเบิดและอันธพาลคอยดักทำร้ายอยู่ตลอดเส้นทางที่เรียกว่า ประชาธิปไตย กันเลย งานนี้สนุกสนานตื่นเต้นครบทุกรสล่ะครับ...
***********************

เรามักเอ่ยถึงคำว่าประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ โดยคิดในใจว่าเกลียดกลัวเผด็จการ และอยากได้รัฐบาลที่มีความสามารถช่วยแก้ไขปัญหาของตัวเองและหมู่พวกได้ คนที่คิดลึกไปอีกนิดก็จะเรียกร้องต้องการรัฐบาลที่มาจากประชาชนในกระบวนการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลชนิดนั้นเท่านั้นที่จะรู้สึกผูกพันรับผิดชอบกับมวลมหาประชาชน พูดอย่างไทยๆ คือสำนึกบุญคุณและข้าวแดงแกงร้อนของชาวบ้าน

ความคิดอย่างนั้นถูกต้องอย่างไม่ต้องสงสัยเลย แต่เราชาวประชาธิปไตยผู้เอาจริงเอาจัง จะไม่ก้าวลึกลงไปอีกสักหน่อยหรือว่าเรากำลังเรียกร้องอะไร ถ้าเกิดจุดตัดสินชะตากรรมกันขึ้นมาในสังคม จะเพราะเรารวมพลังของฝ่ายประชาธิปไตยได้มาก หรือฝ่ายตรงข้ามเขาแพ้ภัยตัวเองไปก็ตาม

เราจะเรียกร้องอะไรบ้างที่รวมผลลัพธ์แล้วได้ระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง

เราประชาชนต้องนึกตลอดเวลาว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงใบอนุญาตให้นักการเมืองเอาไปต้มยำทำแกงตามใจชอบ หรือให้ผู้เผด็จการคอยคิดว่าเป็น “รางวัล” ที่เขาจะโยนให้เราเมื่อเขาพอใจและจะกระชากกลับคืนไปเมื่อไหร่ก็ได้

ประชาธิปไตยคือกรรมสิทธิ์ของเราที่เราเป็นคนมอบให้นักการเมืองเอาไปบริหารแทนเป็นครั้งคราวและชั่วคราว โดยคอยระวังไม่ให้เขากลายเป็นเผด็จการไปต่างหาก

แล้วประชาธิปไตยมันมีอะไรบ้างเล่า เห็นพูดกันแต่การเลือกตั้งทุกทีๆ?

นับแต่โสกราติส-นักปรัชญาการเมืองและจริยศาสตร์ชาวกรีกสอนหนังสือให้ลูกศิษย์อย่างเพลโต้บันทึกไว้เป็นตำรับตำราเป็นต้นมา คำว่าประชาธิปไตยก็เริ่มจะโผล่ขึ้นในสังคมมนุษย์ แต่แกคงเคราะห์ไม่ดีนัก เพราะยุคนั้นเขาไม่รู้จักคำนี้กัน ผู้ปกครองที่แบ่งเป็นฝ่ายศาสนจักรคือพวกพระพวกหนึ่ง และผู้ปกครองที่เป็นฝ่ายฆราวาสหรือที่เรียกว่าฝ่ายอาณาจักรอีกพวกหนึ่ง เป็นเผด็จการกันทั้งนั้น ไม่รู้จักสักคนว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยมันเป็นยังไง เขาก็จับแกไปขังคุกอานไป สุดท้ายบังคับให้ดื่มยาพิษจนตัวชา เดินขาลากไปสักพักก็ล้มลง เขาก็เอามีดมาฟันตรงข้อเท้าขาดไปทั้งสองข้าง ให้โสกราติสเลือดไหลออกตัวจนตายไป

คำพูดสุดท้ายยังอุตส่าห์ย้ำว่า อย่าลืมเอาไก่ไปใช้คืนเพื่อนบ้าน ข้ายืมเขามาต้มแกงหลายวันแล้วยังไม่ได้คืน จนลูกศิษย์น้ำตาไหลกันว่าอาจารย์ใหญ่ไม่ได้คิดแค้นเคืองผู้เผด็จการที่เขาทำกับแกถึงขนาดนี้เลย แทนที่จะแช่งชักหักกระดูก แกกลับนึกถึงไก่ที่ไปยืมเขามา

ชีวิตของโสกราติสเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางที่ต่อมาเรียกกันว่าประชาธิปไตย เพราะความคิดที่เรียกว่าคุณธรรมนั้น แกเป็นคนแรกๆ ที่นำมาประยุกต์ใช้กับการเมืองการปกครอง ที่คนยุคนั้นเขานึกว่าเกี่ยวข้องแต่เรื่องกองทัพและการใช้กำลัง หรือไม่ก็เป็นการบังคับขู่เข็ญแสดงว่าใครใหญ่กว่าใครในที่นั้น อย่างการล่าเมืองขึ้น จับผู้หญิงของเขาทำเมีย เอาผู้ชายของเขามาเป็นทาส ล้วนแต่เรื่องลบๆ ทั้งนั้น

การเมืองในทัศนะใหม่จึงเริ่มต้นด้วยหลักที่เรียกว่า จริยศาสตร์ (Ethics) ซึ่งแปลง่ายๆ ไม่ปวดหัวว่า การกำหนดว่าอะไรดีอะไรชั่ว บางคนเถียงว่า เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการเมือง น่าจะเป็นเรื่องศาสนาในวัดวาอารามไม่ใช่หรือ แต่โสกราติสยืนยันหนักแน่นว่าไม่ใช่ การเมืองต่อมาจะดิบจะเถื่อน เลวร้ายหรือเป็นสิบแปดมงกุฎขนาดไหนก็แล้วแต่ ต้องเริ่มต้นด้วยการแสวงหาอำนาจมาตอบสังคมนั้นๆ ให้ได้ว่า ความดีหรือสิ่งที่เรียกว่าดีคืออะไร

ระบอบเผด็จการบอกว่าข้านี่แหละโว้ยคือคนบอกว่าอะไรดีอะไรชั่ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ดีเพราะข้าชอบ พวกเอ็งทั้งหลายมีหน้าที่ก้มหน้ารับบัญชาไปแล้วกัน ถ้าข้าบอกว่าดีแล้วเอ็งรับว่าดีก็แล้วไป อยู่ด้วยกันได้ แต่ถ้าข้าบอกไม่ดีหรือดี แล้วเอ็งเถียง นั่นแปลว่าสิ่งที่ไม่ดีคือตัวเอ็ง ข้าก็จับเอ็งไปเฆี่ยนตีทรมานจนหมอบหรือตาย ไม่ก็ขังคุกเอาไว้นานๆ แล้วแต่ข้าจะเห็นสนุกสนาน

ระบอบประชาธิปไตยเอาตรงนั้นล่ะครับมาเป็นหลัก เพียงแต่ทำทุกอย่างตรงกันข้าม เริ่มต้นจากคนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นผู้ร่วมกันทำข้อ
ตกลงหรือหาข้อสรุปให้ได้ว่าอะไรดีและอะไรไม่ดี

ผู้ปกครองที่คนส่วนใหญ่ยกขึ้นไปทำหน้าที่ก็จะบริหารสังคมไปตามแนวทางนั้น

คำสำคัญที่สุดในประโยคข้างต้นคือ คนส่วนใหญ่ในสังคม

สถานที่ที่คนเขามาใช้ทำข้อตกลงแบบนั้นเรียกว่า รัฐสภา หรือ parliament ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า ปาก ตั้งแต่ต้น เพราะปากเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้สิทธิของมนุษย์เพื่อบอกกล่าวให้โลกรู้สุขทุกข์ร้อนหนาวของตนเอง

ผลจากรัฐสภา ที่มาจากแนวคิดเชิงจริยศาสตร์ของโสกราติสอีกต่อหนึ่ง ทำให้โลกในยุคหลังจากนั้นนั่งคิดนั่งสังเกตการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาว และผ่านเผด็จการทรราชหลายชนิดหลายพันธุ์ จนตกผลึกร่วมกันว่าคำถามหลักๆ ทางการเมืองการปกครองมีอยู่ ๕ คำถามหลักคือ

๑. สิ่งที่มีแล้วบังคับคนอื่นๆ ให้ทำตามที่ตัวเองต้องการได้ อย่างที่เรียกว่า อำนาจ นั้น เป็นของใครกันแน่?

๒. คนตัวเล็กๆ ในสังคมควรได้รับสิทธิอะไรบ้าง?

๓. สังคมที่เป็นผลมาจากการรวมตัวของคนเป็นจำนวนมากควรมีลักษณะอย่างไร?

๔. แต่ละคนความคิดต่างกัน จะใช้หลักการอะไรร่วมกันเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย หรืออย่างที่ยุคนี้ชอบใช้คำว่าระเบียบ?

๕. ผู้ปกครองมาจากไหน?


ท่านเชื่อไหมครับว่า คำถามทั้ง ๕ นี้เป็นเรื่องที่ถามกันแล้วตอบกันอีกมานานนักหนา ส่วนใหญ่จะถามกันเมื่อเกิดทุกข์ร้อนทางการเมืองการปกครองและสังคมอย่างหนัก และเมื่อผ่านประสบการณ์บวกกับความเสียสละเลือดเนื้อกันไม่รู้กี่ร้อยปี จึงได้คำตอบที่คนอย่างเพลโต้ จัง-จาคส์ รุสโซ แม็คเคียเวลลี วอลแตร์ จอห์น สจ็วต มิลล์ อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน หรือปรีดี พนมยงค์ได้รับมา

เขาตอบต่างยุคต่างสมัยแต่ใจตรงกัน ในคำถามทั้ง ๕ ข้อดังนี้

๑. อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชน
๒. บุคคลแต่ละคนย่อมมีเสรีภาพโดยไม่ละเมิดผู้ใด
๓. สังคมต้องมีความเสมอภาคกัน
๔. หลักร่วมของคนในสังคมคือหลักกฎหมายหรือนิติธรรมและ
๕. รัฐบาลหรือผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้ง


ทั้ง ๕ ข้อจึงกลายเป็นพื้นฐานที่สำคัญสูงสุดของระบอบประชาธิปไตยนับแต่นั้นมา ผ่านมาหลายร้อยปีแล้วหลักการนี้ก็ไม่มีเสื่อม มีแต่จะศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ผู้คนที่ยังไม่ได้รับต่างเรียกร้องต้องการและต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้กันทั่วโลก

วันนี้เราก็ยังเห็นทหารยอมคายอำนาจในปากีสถาน แต่ทหารและอำมาตย์ในฮอนดูรัสก็ยังคิดว่าอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดเป็นของตนและพวกของตน เช่นเดียวกับกรณีเมียนมาร์ที่ขังนางอองซานซูจีเสียอีกหลายสิบเดือน ฯลฯ

เราได้เห็นการยืนยันวิถีประชาธิปไตยในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่ได้คนผิวสีมาปกครองประเทศที่เคยเชื่อกันว่าผิวขาว ได้เห็นนายกรัฐมนตรีอิตาลีที่แทบจะเกาะเก้าอี้ไม่อยู่ ทั้งที่มีเสียงข้างมากในสภาเมื่อความประพฤติส่วนตัวถูกตั้งคำถามจากสังคม ได้เห็นประชาธิปไตยต่อเนื่องในประเทศใหญ่ยักษ์อย่างอินโดนีเซีย ทั้งที่มีประวัติศาสตร์เผด็จการมาตั้งแต่ได้รับเอกราช ฯลฯ

วันนี้เราถกเถียงกันอย่างรุนแรงว่ารัฐบาลเลือกตั้งในระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างคณะของคุณอภิสิทธิ์หรือมวลชนสีเหลืองของคุณสนธิลิ้ม สามารถทดแทนรัฐบาลของแท้ในระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่ คุณทักษิณเป็นเหตุหรือเป็นผลของประชาธิปไตยที่เริ่มจะได้ผลในเมืองไทย รัฐธรรมนูญฉบับใดควรเป็นธงปฏิรูปการเมืองที่ยั่งยืน ฯลฯ

ข้อถกเถียงยังไม่ได้หลุดพ้นจากกรอบที่เอ่ยมาข้างต้นเลย

ชาวประชาธิปไตยที่เคารพรักทั้งหลายครับ รู้สึกสับสนกับเหตุการณ์บ้านเมืองขึ้นเมื่อใด กรุณาย้อนกลับไปตรวจสอบลักษณะพื้นฐานทั้ง ๕ ข้อของประชาธิปไตย

แล้วท่านจะตอบตัวเองได้ชัดเจนว่าเรากำลังอยู่ในระบอบไหนและของใคร.
-------------------------------
ประชาสัมพันธ์TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Saturday, September 26, 2009

เพื่อไทยพบทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง

ที่มา Voice TV



ส.ส.อนุดิษฐ์ไม่หวั่นโดนฟ้องกลับหลังเปิดโปงการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง พร้อมเผยสัปดาห์หน้าเตรียมแฉทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีบริษัทเอกชนที่ขายสินค้าให้กับโครงการชุมชนพอเพียงเตรียมฟ้องร้องตน หลังเปิดเผยข้อมูลการทุจริตในโครงการฯว่า ไม่รู้สึกเสียกำลังใจ เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะ ส.ส. ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ เนื่องจากก่อนเปิดเผยได้ตรวจสอบข้อมูลชัดเจนแล้วและเป็นไปตามหลักฐาน ไม่ได้กล่าวหาใคร ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยต้องการให้บุคคลที่หากินจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงโครงการดังกล่าวหยุดการกระทำ และอยากตั้งข้อสังเกตว่า คนที่จะฟ้องร้องเรื่องนี้น่าจะเป็นนักการเมืองระดับชาติมากกว่าบริษัทเอกชน

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงเรื่องร้องเรียนที่แจ้งเข้ามายังสำนักงานปราบโกงพรรคเพื่อไทยว่า ขณะนี้ได้รับแจ้งเบาะแสการทุจริตจากโครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง โดยมีผู้หวังดีส่งเอกสารในโครงการของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นลักษณะการใช้เงินแบบคนใช้ไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้ใช้ เป็นเส้นทางที่น่าเชื่อได้ว่ามีการทุจริตคล้ายกับวิธีโครงการชุมชนพอเพียง โดยในสัปดาห์หน้าจะเปิดเผยรายละเอียด