WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 28, 2009

ตอดนิด - ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม้หลักปักขี้เลน!! “ชิวหา” ลิ้นที่ไม่มีกระดูกพูดไป ลอกแลก! โลเล! ลุกลี้! ลุกลน!พร้อมที่จะกลับจาก “หน้ามือ” เป็น “หลังมือ” ได้ทุกเช้าเย็น??เป็นการเน้นถึงเนื้อหา “ความสำเร็จ” การไปทัวร์ราชการ ของ“นายกฯ ทารกเด็กดื้อ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สหรัฐอเมริกา ว่า “ฝรั่งเชื่อมั่นประเทศไทย พร้อมแห่มาลงทุน”เกรงแต่ว่า เป็นรายการ “ผักชีโรยหน้า” สมอ้างเองเสียมากกว่าเท่านั้นแหละคุณเพราะ “นายกฯ อภิสิทธิ์” เซดหรือแจมเรื่องใดออกมา ต้องเอาสองหารและเอาผ้าขาวบางกรองกันอีกชั้น...ไม่เช่นนั้น จะเหมือนเรื่องการแต่งตั้งผบ.ตร. ที่ท่านพูดเมื่อวันที่ 24 กันยาฯ ว่า “กลับมาจากสหรัฐฯ ได้ ผบ.ตร.แน่”...แต่พอมาถึง วันที่ 26 กันยาฯ ท่านบิดตะกรูดพูดว่า “ถึงไม่ได้ ผบ.ตร.ในวันที่ 30 กันยาฯก็ไม่เป็นไร”พูดเรื่องเดียว แต่ไม่ซํ้ากัน...แล้วเช่นนี้หรือท่าน?..จะให้ชาวบ้านเชื่อนํ้ามนต์ท่านได้ฉันใด???????
✮✮✮✮✮
“ฝรั่งเชื่อมั่นประเทศไทย”!!
เบิร์ดบ้องหู ตบศรีษะ กันอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ??เป็นเสียงที่สวนออกมาจาก “คุณพี่ดอกเตอร์อำพน กิตติอำพน”เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ“สภาพัฒน์ฯ” ที่เอาความจริงมาแฉกันจะจะประเทศไทยยังเละเป็นโจ๊ก จากมรสุมการเมือง โดยเฉพาะข้อมูลของสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว “แอตต้า” มีนักท่องเที่ยวมาไทยเพียง5.5 แสนคน...จากเดิม 1.12 ล้านคน ตกตํ่าที่สุดในรอบ 10 ปี เลยล่ะฮ่ะดูแล้ว เขายัง “ขาดความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย” อีกเป็นกอง.... ถ้า ฝรั่ง จีนแขก เชื่อในศักยภาพรัฐบาล ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยอดคนเข้ามาท่องเที่ยว จะลบวูบวาบ! หายวับ! ไปอย่างวังเวง! เช่นนี้หรือกระไร!!!“นายกฯ อภิสิทธิ์” เจ้าขา....ชาวบ้านไม่ได้กินหญ้า?....เขามีปัญญารู้ว่าอะไร เป็นอะไร???
✮✮✮✮✮
สัจจะไม่มีในหมู่โจรแต่กับ “นักการเมือง” ต้องมี “สัจจะความจริง” กันทุกคน??เห็นอาการลุกลน ของ “ชินวรณ์ บุณยเกียรติ” ประธานวิปรัฐบาล..ที่แถสาระแน ไปข้างๆ คูๆ แล้วให้อึดอัดเลี่ยงบาลี ถึงการที่ “ประชาธิปัตย์” จำต้องเป็นจระเข้ขวางคลอง..เกี่ยวกับการ “แก้รัฐธรรมนูญ” เพราะมีบางพรรคทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนเอง ดังนั้น จึงออกมาขัดส่วนการคงให้“รัฐธรรมนูญหน้าแหลมฟันดำ” อยู่คู่ฟ้ากับประเทศไทยนั้น ... “ประธานวิปรัฐบาล ชินวรณ์ บุญยเกียรติ”ไม่ยักจะบอกกันมั่งเลย ...ว่ามีใครได้ประโยชน์ต่อ “รัฐธรรมนูญเผด็จการ” ที่ “หมกเม็ด” และ “ซ่อนรูป” เอาไว้เพียบเลย!!!!!บอกแก้ “รัฐธรรมนูญ” มีคนได้ประโยชน์...แล้วคงรัฐธรรมนูญเผด็จการจอมโหด?..ใครได้ประโยชน์ ไฉนถึงไม่ยอมเฉลย???
✮✮✮✮✮
เป็น “ปริศนาอักษรไขว้”!!
“พรรคประชาธิปัตย์” ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์” ทำไม..ถึงได้ซื้อสินค้าแพงบรรลัย??“คอมพิวเตอร์” ที่ “กระทรวงศึกษาธิการ” ของ“ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” กว่า 400,000 เครื่อง ที่ซื้อให้กับนักเรียนนั้น...แพงระยับยำ เป็นอย่างมากส์อีกทั้งโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” เดี๋ยวนี้ เขาเปลี่ยนชื่อเป็น “โกงเข้มแข็ง” เพราะกินกันกร้วบๆ อย่างสนุกปากค่า “แป๊ะเจี๊ยะ” เงินใต้โต๊ะ ก็เขียนซุกซ่อนเอาไว้“ในแบบ” กันอย่างเสร็จสรรพ..นี่ไม่รวมกับเงิน“ค่านายจ้าง” ที่ฟันกันนํ้าบาน มีทั้ง “5 เปอร์เซ็นต์” และ“10 เปอร์เซ็นต์” กันอีกด้วย!!!!ไทยเข้มแข็งน่าจะ “เข้มแข็งจริง”...เพราะมีแต่ “พวกเหลือบพวกปลิง”?....ที่เกาะขาประชาธิปัตย์ “ชิง” พากันรวย?????
✮✮✮✮✮
เพราะความ “โหลยโท่ย” ที่เข็น“งบประมาณ 53” ออกมา!!
“พรรคประชาธิปัตย์” ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จึงถูกหักหน้า??เมื่อประดา “อธิบดีกรมกอง”...ต่างพากันโยกงบ เปลี่ยนงบ กันอย่างชื่นฉํ่าสนุกครื้นเครง กันอย่างมันรูสะดือ...โดยโยกงบ และปรับเปลี่ยนงบ.. นำไป “ซื้อรถ” กันเสียอื้อหากนำไปซื้อ “คุรุภัณฑ์” แบบอื่น ต้องใช้งบเกินกว่า 1 ล้านบาทแน่?...แต่เมื่อนำไปซื้อรถ เป็นอำนาจของ “อธิบกรมกองต่างๆ” ที่เขาสามารถทำได้ เนื่องมาจาก “มติ ครม.” ได้อนุมัติ และ ให้อำนาจ เอาไว้เสร็จสรรพ!!งบ 53 ที่ “ประชาธิปัตย์” ชิงสุกก่อนห่าม.......จึงถูกข้าราชการปู้ยี่ปู้ยำ?...หยามหัวใจ ไปเลยล่ะขอรับ????????????

การบูร

ปฐมเหตุแห่งปัญหา

มา บางกอกทูเดย์

วันใดที่ ประชาชนเกิดวิกฤติศรัทธาต่อเผอเผด็จการมากๆ พวกเขาก็จะรีบโยน “กระดูกติดมัน” อ้างว่าเพื่อปฏิรูป การเมือง ที่เรียกว่า “แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย” เพื่อ “ลดความไม่พอใจ” และ “เบี่ยงเบน”

ท่ามกลางความวิกฤติอันหนักหน่วงของชาติ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไทย อันมีปฐมเหตุมาจากความต้องการ “ประชาธิปไตย” ตามกฎของทุนนิยมที่ครอบงำโลกคนไทยผู้รักชาติ ต่างคิดหามรรควิธีในการแก้ไขกันไปต่างๆ นานา แบบเดียวกับคนยุโรปก่อนการปฏิวัติเมื่อ 200 ปีก่อนแต่ด้วยอวิชาต่อกฎเกณฑ์ทุนนิยม ซึ่งเป็นปฐมเหตุแห่งปัญหา ทำให้ผู้ไม่เข้าถึง ซึ่งทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคทางการเมือง หลงเพียรไปด่าทอ “บุคคล” กันเป็นบ้าเป็นหลังทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว “ปัญหาหลักการ” ของขบวนเผด็จการต่างหาก ที่ทำให้ชาติบ้านเมืองต้องพังพินาศวันใดที่ ประชาชนเกิดวิกฤติศรัทธาต่อเผด็จการมากๆพวกเขาก็จะรีบโยน “กระดูกติดมัน” อ้างว่าเพื่อปฏิรูปการเมือง ที่เรียกว่า “แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย” เพื่อ “ลดความไม่พอใจ” และ“เบี่ยงเบน”ความสนใจของประชาชนที่เดือดร้อน อันเกิดจากระบอบเผด็จการอุบาทว์ เพื่อไม่ให้ประชาชนมองลึกลงไปถึงสมุทัยที่แท้แห่งปัญหาชาติตลอดระยะเวลา 77 ปี ของการปกครองตามแนวทางระบอบเผด็จการตั้งแต่ พ.ศ.2475 จึงเห็นใครต่อใครต่างโยน ยาผีบอก แห่งการปฏิรูปการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาให้ประชาชนเป็นระยะๆเพื่อรักษา “การปกครองเผด็จการ” ที่สูบเลือดกินแรงประชาชนเอาไว้มาโดยตลอดด้วยเหตุนี้ พวกเผด็จการจึงโยน “การปฏิรูปทางการเมือง” ลงมาใส่ประชาชนที่ไม่รู้เท่าทันอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์

เพื่อลดการกดดันของประชาชนที่มีต่อระบอบเผด็จการ ที่ใช้เป็นเครื่องมือ “ทำนาอยู่บนหลังคน”แท้จริงแล้ว “การปฏิรูปการเมือง” (Political Reform)นั้นไม่มีในโลก เพราะ “การเมือง” เป็น Reality เช่นเดียวกับนิพพาน ซึ่งไม่มีใครสามารถไปปฏิรูปหรือปฏิวัติ เพราะเป็นนามธรรมมนุษย์ทำได้ก็แค่เพียงเปลี่ยนแปลง “การปกครอง”คือ เปลี่ยนอำนาจอธิปไตยที่ถือครองจากคนส่วนน้อยให้เป็นอำนาจอธิปไตยของประชาชนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทำGovernment Reform คือ เปลี่ยนจากเวียง วัง คลัง นาเป็น กระทรวง ทบวง กรม และสถาปนาความเป็นรัฐแห่งชาติให้แล้วเมื่อ 100 ปีก่อนเช่นเดียวกันคณะราษฎรก็ได้สร้าง “รูปการปกครอง”คือ “ระบบรัฐสภา” ให้เมื่อ พ.ศ.2475การตอ่ สกู้ นั เองระหวา่ ง “ผปู้ กครองดว้ ยกนั เองแบบทนุสามานย์ออกไป ทุนจัญไรกลับมา” โดยใช้สีเหลือง-แดงเป็นสัญลักษณ์ได้สร้างความวินาศให้แก่ชาติบ้านเมืองอย่างอเนกอนันต์ท่ามกลางวิกฤติศรัทธาของประชาชนต่อพวกเผด็จการประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมด้วยการกำเนิดขึ้นของโรงสีไฟของชาวอเมริกันในปี 2401 ในสมัยรัชกาลที่ 4 ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่ “สถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง”หลังจากที่ญี่ปุ่นถูกมหาอำนาจ อเมริกา อังกฤษเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และรัสเซีย บีบให้เปิดประเทศ และใช้สนธิสัญญาที่ได้เปรียบเข้ารุกรานทางเศรษฐกิจสมัยใหม่อย่างรุนแรงทำให้ญี่ปุ่นปรับตัวไม่ทัน เกิดวิกฤติข้าวยากหมากแพงรัฐบาลศักดินาขาดเงินตราในการบริหาร จึงจำต้องเก็บภาษีมหาโหดเมื่อชาวนาทั่วประเทศเดือดร้อนจึง “ลุกขึ้นสู้” (เกิดวิกฤติที่สุดในโลกของญี่ปุ่น) พวกเขาบุกเข้าไปทุบทำลายบ้านพักและทรัพย์สินของพวกขุนนางเจ้าหน้าที่ของรัฐและนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยสูง มีการเผาโฉนดที่ดินทำกินและสัญญากู้ยืมมหาโหดของพวกโชกุนเจ้าของที่ดินและเรียกร้องให้มีการ“ปฏิรูปที่ดิน” และ “ยกเลิกหนี้สิน” เฉลี่ยทรัพย์ให้เกิดความเป็นธรรมเรียกร้ององค์พระจักรพรรดิให้ขับไล่“บากุฝุ” รัฐบาลศักดินาป่าเถื่อนออกไปเพียงปีเดียวเกิดการจลาจลขนาดใหญ่ถึง

43 ครั้ง การไม่ยอมรับการปกครอง ของประชาชนขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางส่งผลทำให้ผู้ปกครองเกิดการต่อสู้กันเอง เพื่อแย่งอำนาจการปกครอง ระหว่าง “นายทุนผูกขาดใหม่” กับ “อำนาจชนชั้นสูงเก่า” ซึ่งเป็นพวกอนุรักษ์พ.ศ.2406 รัฐบาลศักดินาตระกูลโชกุนโตกูกาวา ชื่อ อิเอโมฉิพยายามแก้ไขวิกฤติด้วยการประกาศดำเนินการปกครองแบบใหม่ (ปฏิรูปการเมือง) ด้วยการทำรัฐประหารเพื่อปราบปรามฝ่ายก้าวหน้าและรักษาอำนาจการควบคุมองค์จักรพรรดิไว้ในกำมือตนแต่ก็ล้มเหลวเพราะเป็นฝ่ายล้าหลัง!พ.ศ.2410 การต่อสู้ของ “ชาวนา” ได้ประสานเข้ากับ“กรรมกร” ในเขต “ควานโต” ซึ่งเป็นฐานที่มั่นคงของรัฐบาลต่อมา “กรรมกรญี่ปุ่น” ในแคว้นอื่นๆ ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในการขับไล่รัฐบาล ทำให้โชกุนโตกูกาวาที่ครองอำนาจมานานถึง 200 ปี ต้องยอมถวายอำนาจคืนให้แก่องค์จักรพรรดิ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2411พ.ศ.2411 รัฐบาลเมจิรวมศูนย์อำนาจเป็นรัฐเดียว และทรงทำการ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ด้วยการยกเลิก“ระบอบเผด็จการ”ปฏิรูปที่ดินให้ชาวนามีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และทำการปฏิวัติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างเต็มตัว หลังจากใช้“กองทัพแห่งชาติ” ปราบขบถในแคว้น “ชัตสุมา”ของตระกูลโตกูกาวาอย่างราบคาบในปี 2420การปฏิวัตินี้เรียกว่า “การปฏิวัติประชาธิปไตยของกรรมกร” เพราะเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมขยายตัวไปอย่างกว้างขวางแล้วทั่วประเทศ ส่งผลทำให้การปฏิวัติของพระจักรพรรดิมีกำลังเข้มแข็งเอาประวัติศาสตร์การปฏิวัติประชาธิปไตยของญี่ปุ่นมาให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ การปฏิวัติของญี่ปุ่น ก็ไม่ต่างอะไรกับการปฏิวัติในอังกฤษหรือประเทศใดๆ ที่ไม่ได้ถูกมหาอำนาจรุกราน (จนต้องทำการ “ปฏิวัติประชาชาติ”เพื่อให้ได้ปฏิวัติประชาธิปไตยไปด้วย)ไม่ได้บอกเป็นนัยยะอะไรว่า ประเทศไทยกำลังเดินตามประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

สื่อประชาธิปไตยผนึกพลังก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กันยายน 2552
*ฟังคลิปเสียงคุณจักรภพ เพ็ญแข สอนเทคนิคการสัมภาษณ์และวิเคราะห์ข่าว คลิ้กที่นี่

สื่อฝ่ายประชาธิปไตยรวมตัวก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(TFPC) เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไร้การบิดเบือนสู่ประชาชน รวมทั้งชูธงกระแสทวนต่อสื่อกระแสหลักที่ทำหน้าที่กระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อให้ฝ่ายอำมาตย์เผด็จการ ได้บก.แนวร่วมREDรายสัปดาห์เป็นประธาน "จักรภพ"หนุนให้ทำหน้าที่ถอดรหัสลับดาวินซี่ถอดหน้ากากของหัวโจกอำมาตย์ เชื่อจะทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยเร่งเผด็จศึกเร็วขึ้น


ผู้บริหาร และผู้ดำเนินการสื่อของฝ่ายประชาธิปไตย ได้รวมตัวกันก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(Thai freedom press club-TFPC) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อร่วมมือกันผลิตสื่อที่มีแต่ความจริง ไร้การบิดเบือนสู่ประชาชน และตอบโต้การนำเสนอข้อมูลข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อที่บิดเบือนขาวเป็นดำ(black propaganda) หรือการสร้างกระแสข่าวให้ประชาชนเกิดความไขว้เขวสับสนออกไปจากสถานการณ์ที่แท้จริงของประเทศ(wag the dog)ของบรรดาสื่อกระแสหลักที่ละเลยจุดยืนของการทำหน้าที่สื่อที่เป็นกลาง และสื่อที่ขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพ

การประชุมของผู้แทนสื่อฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่า 50 รายมีขึ้นที่มูลนิธิกระจกเงา ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันอาทิตย์(27ก.ย.)โดยมีผู้แทนจากหลายสื่อเช่น นิตยสารแนวร่วมRED คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการข่าวโทรทัศน์ ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการข่าววิทยุ รวมทั้งเวบไซต์ต่างๆของฝ่ายประชาธิปไตย เช่น ไทยอีนิวส์(http://www.thaienews.blogspot.com) เสรีชน(www.serichon.com) นปช.USA(www.norporchorusa.com) นิวสกายไทยแลนด์(www.newskythailand.com) ประชาชนไทย(www.prachachonthai.com) ไทยเสรี(www.thaiseri.net) คนไทยUS(www.khonthaius.com) ความจริงวันนี้(www.todayfact.tv) คนไทย(www.khonthai.org) พลังประชาธิปไตย(www.powerdmc.org)แดงนนท์(www.rednon.org) นปช.พัทยา(www.norporchorpattaya.worldpress.com)หนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย และฟ้าเดียวกัน(www.sameskyboard.com) เป็นต้น

ที่ประชุมได้มีมติก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(TFPC)และได้เลือกตั้งนายไพโรจน์ มิตรประชา บรรณาธิการอำนวยการนิตยสารแนวร่วมREDรายสัปดาห์เป็นประธาน

ประธานของTFPCกล่าวว่า สื่อมวลชนกระแสหลักจำนวนมากได้เปลี่ยนจุดยืนจากการสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยดังที่เคยเป็นมาในอดีตไปอยู่ข้างฝ่ายเผด็จการ ไม่ใช่นักข่าวในสนามมีจิตสำนึกที่ผิดพลาด หรือไร้จรรยาบรรณ หากแต่เป็นเพราะนายทุนสื่อต่างๆมีผลประโยชน์ต้องรับความอุปถัมภ์ช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆจากฝ่ายเผด็จการอำมาตย์ที่กุมอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ เวลาออกอากาศ งบประมาณโฆษณาจากภาครัฐ การจัดอีเว้นต์ของภาครัฐ เพื่อทำให้องค์กรของตนเองอยู่รอดหรือมีรายได้ ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์ที่ยึดกุมอำนาจรัฐ ก็ให้นายทุนสื่อต่างๆต้องผลิตงานผานสื่อต่างๆเพื่อรับใช้สนองนโยบายทางการเมืองของตน และให้โจมตีบิดเบือนทำลายความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาชน ฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการสมประโยชน์กันสองฝ่าย

สถานการณ์ความสมประโยชน์ของสื่อกระแสหลักกับอำมาตย์ได้ดำเนินมาจนเปิดเผยล่อนจ้อนในช่วงเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่ผ่านมานี้ ที่มีการร่วมมือกันอย่างเข้มข้นจนเอาชนะสงครามข่าวสารได้ ฝ่ายประชาธิปไตยประสบความพ่ายแพ้ลงในระยะนั้นก็เพราะเหตุนี้ ดังนั้นTFPCจึงได้รวมตัวกันจากสื่อของฝ่ายประชาธิปไตย และยินดีเปิดกว้างต้อนรับสื่อกระแสหลักที่อึดอัดกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ มาร่วมมือกันก่อตั้งชมรม เพื่อร่วมกันผลิตสื่อที่เสนอแต่ความจริง ไร้การบิดเบือน และทำหน้าที่ตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อแบบblack propaganda และwag the dogดังที่ทำกันอยู่อย่างเข้มข้นในเวลานี้

อย่างไรก็ตามTFPCจะไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อรับใช้หรือเชียร์หรือดสนับสนุนฝ่ายใดอย่างเข้ารกเข้าพง เช่น หากกลุ่มเสื้อแดงมีการกระทำการที่ผิดพลาดบกพร่อง หรือแกนนำ รวมทั้งอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กระทำการที่ผิดพลาดบกพร่อง ก็ต้องมีการนำเสนอข่าวที่เป็นจริง ไม่มีการบิดเบือน หรือแก้ต่างให้เช่นกัน ทั้งนี้เพราะTFPCไม่ได้มีเป้าหมายจะนำเสนอข่าวเอาใจกลุ่มเสื้อแดงเท่านั้น แต่ต้องการนำเสนอข่าวไปยังประชาชนทั่วไป ซึ่งมีใจเป็นกลาง ต้องการความเป็นจริง ไร้การบิดเบือน ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ


กิจกรรมของTFPCเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้(27ก.ย.)โดยมีการจัดฝึกอบรมให้แก่สมาชิกกว่า 50 รายจากสื่อประชาธิปไตยต่างๆ โดยการอบรมวิธีการทำข่าว การนำเสนอข่าวที่ถูกต้อง เป็นจริง ไม่บิดเบือน จรรยาบรรณของสื่อเป็นต้น โดยวิทยากรผู้ทำหน้าที่ฝึกอบรม เช่น นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์และคอลัมนิสต์ฝ่ายประชาธิปไตย อาจารย์วิภา ดาวมณี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายไพโรจน์ บรรณาธิการอำนวยการแนวร่วมRED นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา นายวัฒนะ วรรณ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย คุณบังสุกุลผู้บริหารเวบไซต์ถ่ายทอดสดวิทยุ+ทีวีอินเตอร์เน็ตกว่า20เวบไซต์ นายรุ่งโรจน์ วรรณศูทร คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ และนายสมศักดิ์ ภักดิเดช บรรณาธิการข่าวไทยอีนิวส์

นายจักรภพกล่าวในการอบรมตอนหนึ่งว่า TFPCเป็นความหวังของฝ่ายประชาธิปไตย มีหน้าที่สำคัญเสมือนการเข้าไปถอดรหัสรับดาวินซี่ ร่วมกันเปิดเผยและเปิดโปงภาพฉากหน้าอันฉาบไว้ด้วยความงดงามของระบบอำมาตย์ แต่แท้จริงสกปรกโสมม เป็นอุปสรรคถ่วงรั้งความก้าวหน้าของประเทศชาติ เป็นอุปสรรคของชาวประชาธิปไตย

นอกจากนี้แล้วTFPCยังเป็นความหวังว่าจะนำความจริงที่ไร้การบิดเบือน ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ กอรปด้วยจรรยาบรรณนำเสนอเผยแพร่ต่อประชาชน โดยไม่ต้องไปพยายามครอบงำความคิดเห็นของสาธารณชน เพียงแต่ข้อเท็จจริงและแนวทางประชาธิปไตยที่ถูกต้องเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้เผด็จศึกอำมาตย์ได้ในเร็ววันนี้

สำหรับท่านที่ประสงค์อยากเข้าร่วมเป็นสมาชิกของTFPC และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการฝึกอบรมการปฏิบัติงานข่าว การวิเคราะห์ข่าว การนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน(investigative news) และการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเขียนเวบไซต์ เขียนบล็อกข่าว การถ่ายทอดสดวิทยุและโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างง่าย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ ให้แจ้งไปที่ freedompress9999@gmail.com หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่www.thaifreedompress.blogspot.com

ท่านที่จะเข้าเป็นสมาชิกควรเป็นผู้ที่สนใจงานข่าว งานสื่อ โดยไม่จำกัดว่าเป็นสื่อฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น แม้ท่านเป็นสื่อกระแสหลักที่อึดอัดกับสภาพที่เป็นอยู่ ทางTFPCก็เปิดกว้างต้อนรับเสมอ ส่วนท่านที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่มีความจำเป็น ขอเพียงมีความตั้งใจจริงอยากอาสาทำงานด้านสื่อของฝ่ายประชาธิปไตยก็ยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง

ไม่มีตาอยู่ มีแต่ตาจุ๋ม

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



ระยะนี้มีการพูดถึงตาอินกับตานาและตาอยู่ แต่ผู้รู้บอกตรงกันว่า ไม่ต้องไปสับสนตามกระแสข่าวอันวกวนให้วุ่นวายสมอง เพราะงานนี้ไม่มีตาอยู่เกิดขึ้นเป็นอันขาด

มีคนรุ่นใหม่อยากรู้ว่า จริงๆ แล้วนิทานปรัมปราเรื่องตาอินกับตานานั้นเป็นเช่นไร

นิทานสอนใจเรื่องนี้ เล่าขานกันยาวนานแล้ว

บอกว่า มีตาอินกับตานา บ้านอยู่ริมทะเล เป็นเพื่อนรักกัน เวลาออกหาปลาตามชายทะเลก็ไปด้วยกัน ได้มาเท่าไรก็แบ่งปันกันกิน

จนต่อมา เมื่อปลาเริ่มหายากมากขึ้น จึงมาหารือกันว่า น่าจะเปลี่ยนวิธีใหม่ แยกย้ายกันออกหาปลา จับมาได้เท่าไรก็ค่อยมาแบ่งกัน

จึงเป็นอันตกลงวิธีการใหม่ โดยตาอินไปทางน้ำตื้น ฝ่ายตานาไปทางน้ำลึก

ปรากฏว่าตานาจับได้ปลาฉลามตัวใหญ่ แล้วรีบนำกลับบ้าน!

ส่วนตาอินจับไม่ได้สักที จนเย็นย่ำเดินมือเปล่ากลับมา

ตานาหัวเราะร่าบอกว่า เดี๋ยวจะแบ่งปลาฉลามที่จับมาได้นี้คนละครึ่ง

แต่ในฐานะที่เป็นคนจับได้จะขอส่วนหัวไป ส่วนตาอินเอาข้างหางไป

ตาอินไม่พอใจ โต้เถียงว่าตอนที่ตกลงกันเอาไว้นั้น ไม่เห็นบอกเลยว่าคนจับได้ ต้องได้ส่วนหัว

เหตุใดตอนนี้จึงมาอ้างเช่นนี้

ตาอินกับตานาเลยทะเลาะกันยกใหญ่!!

ระหว่างนั้นตาอยู่เดินถือกระดาษจะไปทำว่าวผ่านมาพอดี

ทั้งตาอินและตานาเห็นเข้า เข้าใจว่าคนถือกระดาษน่าจะเป็นผู้รู้ จึงเรียกมาช่วยตัดสินปัญหา

ตาอยู่วางฟอร์มทำเป็นอิดออด ทั้งตาอินและตานายิ่งต้องวิงวอน

ทำให้ตาอยู่ได้ที บอกว่าตัดสินอะไรไปต้องยอมรับห้ามโต้แย้ง!

พร้อมกับคว้ามีดมาหั่นปลาเป็น 3 ท่อน แล้วสรุปว่า ตานาคนจับ ได้ส่วนหัวไป ตาอินจับไม่ได้จึงได้ส่วนหาง ส่วนกลางตัวเป็นของผู้ตัดสิน

จากนั้นมาตาอินกับตานาก็เลิกทะเลาะกัน เพราะได้บทเรียนแล้วว่า ถ้าตกลงกันดีๆ ก็ไม่มีใครมาแย่งพุงปลาไป

ทั้งหมดนี้เป็นนิทานสอนใจเก่าแก่ ซึ่งไม่ตรงกับเหตุปัจจุบัน!?!

เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ ไม่มีตาอยู่

มีแต่ตาจุ๋มเพียงผู้เดียว!

กลับมาแล้ว

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ยินดีต้อนรับนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับสู่ประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ

หลังจากเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่สหรัฐ นานหลายวัน โดยระหว่างนั้นประเทศไทยไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองให้ตื่นเต้นตกใจ

อย่างที่หลายคนหวาดเกรงว่าอาจเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเมื่อตอนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร บินไปร่วมประชุมเวทีเดียวกันนี้เมื่อ 3 ปีก่อน

แล้วถูกกองทัพปฏิวัติตกจากอำนาจไป

หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าบรรยากาศการเมืองช่วงนายกฯอภิสิทธิ์ไม่อยู่นั้น อุณหภูมิลดระดับเย็นลงกว่าตอนที่อยู่เสียด้วยซ้ำ

สื่อมวลชนรายงานตรงกันว่าการประชุมครม. ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ทำหน้าที่ประธานนั่งหัวโต๊ะประชุม ในฐานะรักษาการแทนนายกฯ

ครึกครื้นชื่นมื่น รัฐมนตรีหลายคนรู้สึกผ่อนคลายกว่าทุกครั้ง

คงเป็นเพราะรู้สึกสนิทใจกับนายสุเทพมากกว่ากับนายอภิสิทธิ์

โดยเฉพาะรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยที่ตั้งแต่มีเรื่องโหวตหักหน้ากันกลางที่ประชุมก.ต.ช. ในการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ ก็เข้าหน้านายกฯไม่ค่อยติด

จึงถือเป็นการพักเบรกช่วงสั้นๆ ก่อนนายกฯตัวจริงจะกลับมาทำหน้าที่

กลับมาครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์มีการบ้าน 2 ข้อใหญ่ต้องเร่งทำ

หนึ่ง คือการหาข้อยุติในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสอง คือการหาข้อยุติเรื่องการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่

จะว่าไปแล้วทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวล้วนมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลโดยตรง

เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนไปนายอภิสิทธิ์ฝากให้วิป 3 ฝ่ายไปหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ว่าจะเอาอย่างไร

จะแก้ไขกี่ประเด็น อะไรบ้าง ตั้งส.ส.ร.หรือไม่ตั้ง ทำประชามติหรือไม่ทำ ก็ให้ไปหารือกันแล้วสรุปเสนอมาหลังจากตนเองกลับมาแล้ว

สำหรับการคัดสรรพล.ต.อ.ขึ้นเป็นผบ.ตร.คนใหม่ที่เป็นปัญหาคาราคาซังมานานร่วมเดือน

จนกระทบไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจประจำปีในระดับลดหลั่นกันลงมาต้องล่าช้าไปด้วย

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ข้ามทวีปบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องผบ.ตร. เดี๋ยวกลับมาเรื่องทุกอย่างก็เรียบร้อย

ส่วนจะเรียบร้อยจริงตามที่พูดหรือไม่ แล้วใครจะเป็นฝ่ายเรียบร้อย

ตำแหน่งผบ.ตร.เรียบร้อย หรือนายกฯจะเรียบร้อยซะเอง ตรงนี้ไม่มีใครรู้

ใครอยากรู้ก็ต้องโปรดติดตามดูกันต่อไป

ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

หลังจากการชุมนุม 19 ก.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลประเมินคนเสื้อแดง อ่อนแรงลงไปมาก ไม่ใช่เพราะแนวร่วมเสื้อแดงน้อยลง แต่เพราะแกนนำเสื้อแดงที่แตกคอกันเอง ประกอบกับมี วาระลับ ลวง พราง เกิดขึ้นในขบวนการเสื้อแดง โดยมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน ประกอบกับการเคลื่อนไหวในต่างประเทศของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่สะดวกนัก

ประกอบด้วยข้อตกลงสำคัญบางอย่าง

รัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มจะทุ่มเทยุทธศาสตร์

มาที่ด้านเศรษฐกิจ ทบทวนนโยบายประชานิยมต่างๆที่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปไม่รู้เท่าไหร่ และพร้อมทบทวนกระบวนการบริหาร งานทางด้านเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะกลไกสำคัญอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย

การประชุมบอร์ดแบงก์ชาติที่มี ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็น ประธาน ตัดสินใจจะปรับโครงสร้างการบริหารของแบงก์ชาติครั้งใหญ่ เนื่องจากที่ผ่านมาการดูแลเสถียรภาพทางการเงินไม่ผ่าน ส่วนจะเป็นเพราะไปกระทบกระทั่งแบงก์พาณิชย์อย่างไร รู้ๆกันอยู่

บ้านเราแบงก์พาณิชย์มีอิทธิพลมากกว่าแบงก์ชาติ นโยบายทางด้านการเงินถึงไม่ค่อยจะเด็ดขาดอย่างที่เห็น ยิ่งถ้านักการเมืองอิงภาคเอกชนมากเท่าไหร่ แบงก์ชาติก็จะทำงานหนักเป็นเท่าตัว

ก็เลยมีข่าวแพลมออกมาว่า จะสลับเอา คุณบัณฑิต นิจ-ถาวร รองผู้ว่าการ ธปท.ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินจะมาดูแลงานด้านนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยแทน คุณอัจนา ไวความดี ที่จะไปดูแลงานทางด้านบริหารแทน

ว่ากันตามจริงแล้ว คุณอัจนา เป็นคนที่ไม่ค่อยจะยอมนักการเมืองเท่าไหร่ ยึดระเบียบกฎเกณฑ์ทฤษฎีเป็นแนวทางในการบริหาร นักการเมืองเลยมองว่าไม่ยืดหยุ่น ส่วนจะไปขวางทางปืนใครเข้าก็เป็นอีกเรื่อง

ปัญหาการเงินในปัจจุบันของประเทศอยู่ที่ ความผันผวนทางการเงินมีสูงมาก พูดง่ายๆคุมไม่อยู่ มีเม็ดเงินไหลเข้ามาเก็งกำไรในระยะสั้นจำนวนมาก โดยเฉพาะในตลาดหุ้น แทนที่จะเป็นตลาดการลงทุน กลายเป็นแหล่งค้ากำไรค่าเงินไปฉิบ

อันที่จริงแล้วจะไปโทษแบงก์ชาติเสียเลยทีเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษรัฐบาล เล่นการเมืองจนลืมบ้านเมือง เศรษฐกิจประเทศเลยไม่แข็งแรงพอที่จะไปต่อรองอะไรกับใครได้ เคยมีมาตรการควบคุมเม็ดเงินเมื่อสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เลยอ่วมอรทัยทำเศรษฐกิจเสียหายไปจำนวนมหาศาล

สังเกตดีๆ ปัจจุบันแบงก์พาณิชย์มีการนำพันธบัตรของต่างประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าบ้านเรามาจำหน่ายให้ลูกค้ากันเป็นว่าเล่น แต่ก็มีอัตราเสี่ยงสูง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าไม่รีบวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอาไว้ให้แน่นหนา

เศรษฐกิจประเทศจะติดหล่มไม่รู้ตัว.

การบ้านที่คั่งค้างอยู่

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_35908

อภิสิทธิ์

เป็นอันว่า เสร็จสิ้นภารกิจเวทีอินเตอร์ที่สหรัฐอเมริกา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควงภริยา และคณะ บินกลับเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ

ไม่ซ้ำรอยอาถรรพณ์เดือนกันยายน

แต่ยังไม่ทันจะได้แถลงผลความสำเร็จในการปลุกความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติให้เคลิ้มตาม สถานการณ์ประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤติ

ตามที่โหมโรงว่า ฝรั่งเชื่อมั่นไทยเข้มแข็ง

ล่าสุดนิตยสารไทม์รายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์บทความไล่หลังมาติดๆ

ฟันธง ลำพังภาพลักษณ์สะอาด ปลอดคอรัปชันเพียงอย่างเดียวของนายกฯอภิสิทธิ์ ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาการเมืองภายในของประเทศไทย

นั่นยังไม่หูผึ่งเท่ากับประเด็นร้อนๆ

สหรัฐอเมริกาวิตกกับสภาวการณ์ในเมืองไทยมาก ถึงขนาดตัดสินใจมอบเงินทุนจำนวนหนึ่งให้กับสำนักงานเพื่อพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (ยูเสด) เพื่อดำเนินการสร้างประชาธิปไตยขึ้นในไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมายาวนานเกือบ 15 ปีแล้ว

ตอกย้ำเครดิตประชาธิปไตยของเมืองไทยในสายตาสังคมโลก

ถึงขนาดสหรัฐฯต้องจ่ายเงินช่วยฟื้นฟูกันเลย

ที่แน่ๆโดยจังหวะที่เร้ากันพอดีกับ "การบ้านโจทย์หิน" ที่นายกฯอภิสิทธิ์จะต้องกลับมาสะสางที่เมืองไทย กับคิวแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ "หน้าแหลมฟันดำ" ผลผลิตหลังรัฐประหาร ภายใต้บรรยากาศประชามติที่เชื่อกันว่า มีอำนาจพิเศษ ฉุดกระชากลากถูให้เสียงรับ 14 ล้าน ก้ำกึ่งกับเสียงไม่รับ 10 กว่าล้านเสียง

เถียงกันไม่เลิก ในปมของความชอบธรรม

ถึงตรงนี้ก็ยังยื้อกันหน้าดำหน้าเขียว

ภายใต้เดิมพันเงื่อนไขที่ม็อบพันธมิตรฯและเครือข่ายอำมาตย์ ก็จ้องรักษาความได้เปรียบในกติการัฐธรรมนูญ "หน้าแหลมฟันดำ" ที่บล็อก "นักเลือกตั้ง" เปิดทางให้ "นักลากตั้ง" มีโอกาสเดินเข้าสู่สภา

ล้างบาง "นักการเมือง" ให้ "นักฉวยโอกาสทางการเมือง" ได้เข้ามาถืออำนาจ

ขณะที่เครือข่าย "นักเลือกตั้ง" ก็ต้องทวงพื้นที่ยืนกลับคืนมา โดยพลังที่ถูกขับเคลื่อนโดยสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 ผ่านทางฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล

ถึงเวลาปลดเปลื้อง "โซ่ตรวน" กันแล้ว

ฉากใหญ่ขึงพืดกันอยู่ และนั่นก็เข้าทางลูกเขี้ยวของประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์" รีบฉีกตัวเองออกไปอยู่ตรงกลาง ประคองตัวอยู่ในระหว่างเสี้ยมเขาควาย

ดึงเกม ต่อเวลาเป็นรัฐบาลออกไปให้นานที่สุด

โดยลีลายึกๆยักๆ เปิดเกมการเมืองยื้อกับพรรคร่วมรัฐบาล และฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย จากเงื่อนไขแรกที่โยนหินให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.3) พอโดนต้าน ก็กั๊กไว้ที่การทำประชามติ

ตามข้ออ้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับการรื้อรัฐธรรมนูญ

"อภิสิทธิ์" ตีกรรเชียง ต่อรองแบบวันต่อวัน

แต่โดยลูกเขี้ยวที่ทันกัน เพื่อนไม่ปล่อยให้หลอกตีกินอีกต่อไป

ในอารมณ์ "ดับเครื่องชน" ล่าสุดแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาล ขอต่อสายตรงกับ "อภิสิทธิ์" แทนการเจรจาผ่านยี่ห้อ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ที่รับบทหนังหน้าไฟ จนไหม้เกรียม

"เทพเทือก" รับปากอย่าง แต่ "อภิสิทธิ์" ออกไปอีกทาง

พรรคร่วมรัฐบาลเลยตีธงยื่นคำขาด ก่อนอื่นเลย 2 ประเด็น มาตรา 190 ทำสนธิสัญญาไม่ต้องผ่านความเห็นของรัฐสภา และกลับไปเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ไม่เกี่ยวกับปมแหลมๆเสียวๆ

เล่นเร็วได้เลย ไม่ต้องทำประชามติ

ต้อนเข้ามุมขนาดนี้ "อภิสิทธิ์" จะดิ้นพลิกเหลี่ยมยังไง

ภายใต้สถานการณ์ที่โยงกันเป็นระเบิดเวลา กับการบ้านอีกข้อใหญ่ ที่รอการสะสางคิวเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่

ที่ยังวนอยู่กับ "ข้อมูลเก่า"

เอาเป็นว่า โดยอาการก้นร้อน "เดอะคึก" นายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่ง ประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รีบกระโดดปัดข้อหาที่ถูกนักข่าวยันกับนายสุเทพว่า เป็นคนปล่อยชื่อ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รอง ผบ.ตร. เป็นม้ามืดแทรกคิวเข้าวิน ผบ.ตร.คนใหม่

ลนลานโยนให้ "เดอะวอลเปเปอร์" นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา คนสนิทที่ยืนอยู่ฉากหลังนายกฯอภิสิทธิ์ น่าจะเป็นคนปล่อยของมากกว่า

รีบหลบฉากกันวูบวาบ

ไม่เสี่ยงท้าทายกับ "สัญญาณพิเศษ".

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ตู้เถื่อนเข้าระบบ เจ๊เกียวโวย ตายยกโขยงแน่

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_35887

รมว.คมนาคม สั่ง กรมการขนส่งทางบก พิจารณานำรถตู้ป้ายดำเข้าสู่ระบบ ด้าน 'เจ๊เกียว' โวยแหลกหากเพิ่มจริง ตายยกโขยง ลั่นต้องยกเลิกรถตู้ผิดกฎหมายสถานเดียว ...

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางให้รถตู้โดยสารป้ายดำที่ขนส่งผู้โดยสารอย่างผิดกฎหมาย เพราะวิ่งทับเส้นทางรถเมล์ รถ บขส. และรถร่วมบริการที่ถูกกฎหมายทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้เข้าสู่ระบบที่ถูกกฎหมายได้หรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากรถโดยสารที่ได้รับสัมปทานว่า ถูกรถตู้ป้ายดำทับเส้นทางทำให้รายได้หายไปจำนวนมาก และรถตู้เถื่อนบางราย ยังเอาเปรียบผู้บริโภคขึ้นค่าโดยสารอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งหากเป็นรถตู้ถูกกฎหมายที่ใช้ป้ายทะเบียนสีเหลือง จะมีคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางดูแลการปรับขึ้นค่าโดยสารอย่างเป็นธรรม และเชื่อว่า หากรถตู้เถื่อนถูกจัดการให้อยู่ในระบบ จะช่วยให้ประชาชนและผู้โดยสารได้รับการบริการที่ดี และอาจทำให้ค่าโดยสารลดลง เนื่องจากไม่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ

ด้านนางสุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารขนส่ง กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยที่กระทรวงคมนาคมจะนำรถตู้เถื่อนเข้าสู่ระบบ ซึ่งหากต้องการแก้ไขปัญหารถตู้เถื่อนจริง ต้องให้ยกเลิกวิ่ง เนื่องจากขณะนี้รถตู้ที่ถูกกฎหมาย มีอยู่ในระบบเป็นจำนวนมากแล้ว หากนำรถตู้เถื่อนมาเข้าระบบอีก จะยิ่งเพิ่มปริมาณรถโดยสารอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะรถบัสโดยสารของผู้ประกอบการที่ได้รับสัมปทานอย่างถูกต้อง ปริมาณผู้โดยสารลดลงอย่างมาก เพราะประสบปัญหาวิ่งทับเส้นทางกัน และไม่เห็นด้วยที่กระทรวงคมนาคม มีแนวคิวจะเพิ่มระยะทางในการวิ่งของรถตู้ป้ายเหลืองไปเป็น 300 กม. จากปัจจุบันอยู่ที่ 200 กม. ซึ่งจะคลอบคลุมจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น ชลบุรี หัวหิน นครราชสีมา จะยิ่งทำให้รถบัสโดยสารเดือดร้อนมากขึ้น และอาจทำให้ผู้โดยสารไม่ปลอดภัย เพราะรถตู้จะไม่แข็งแรง เหมือนกับรถบัสโดยสาร

“หากรัฐจะนำรถตู้เถื่อนเข้าสู่ระบบจริง คงได้เห็นรถโดยสารที่ทำถูกกฎหมาย หยุดวิ่งเป็นจำนวนมากแน่ เพราะทุกวันนี้ปริมาณรถที่ถูกกฎหมายมีเป็นจำนวนมากแล้ว ถ้าให้บวกกับรถตู้เถื่อนทั่วประเทศที่มีไม่ต่ำกว่า 8,000 คัน ยิ่งตายกันหมด ซึ่งเจ๊เกียวเห็นว่า ต้องห้ามไม่ให้มาวิ่งเลย เพื่อจะได้ไม่ทำให้รถที่ถูกกฎหมายต้องเดือดร้อนอีก ที่ผ่านมาทำให้รายได้รถที่ถูกกฎหมายหายไปเป็นจำนวนมาก อย่างอู่ของเจ๊เกียวรายได้หายไปกว่า 40-50% ทำให้เราเหนื่อยมากๆ เพราะเราจ่ายค่าสัมปทานตามกฎหมาย แต่รถตู้เถื่อนกลับวิ่งทับเส้นทางแบบไม่สะทกสะท้านเลย” นางสุจินดา กล่าว

ขณะที่ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง (บขส.) กล่าวว่า ในส่วนของบริษัทขนส่ง และผู้ประกอบการรถร่วมบขส. ก็มีปัญหาเรื่องที่มีรถตู้โดยสารวิ่งทับเส้นทาง ซึ่งเรื่องนี้ บขส. ได้ส่งเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบรถร่วม บขส. ไปยังกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้ดำเนินการ เพราะ บขส. ไม่มีอำนาจในการจับกุม แต่ถ้าต่อไปกรมการขนส่งทางบกได้ให้อำนาจในการจัดการก็จะหามาตรการเพื่อป้องกันและควบคุมต่อไป

เราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าให้ถือว่าเราเป็นคนเหมือนกันเท่านั้น

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

การ ปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงด้วยอาวุธสงครามในวันสงกรานต์ มีผลให้ความเกลียดชังของประชาชนต่อรัฐบาลและผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังทั้ง หลายสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ต่อเนื่องจากกรณีงานศพ และความอยุติธรรมสารพัดรูปแบบอย่างไม่มียางอายที่กระทำต่อเนื่องกันมาตลอด ด้วยมือเท้าของพวกอมาตยาธิปไตย ทั้งทหาร ตำรวจ องค์กรอิสระ ขบวนการตุลาการวิบัติ ฯลฯ ตอนนี้คนจำนวนมากรับรู้ชัดเจนแล้วว่า ใครคือ Mastermind และใครคือตัวแทนหุ่นเชิด สภาพวิกฤตศรัทธาขยายวงกว้างไปทั่วทุกระดับชนชั้นในสังคม ขอเพียงแต่ให้เป็นคนที่มีจิตใจรักความเป็นธรรมบ้างเท่านั้น ถ้าไม่ใช่พวกสนับสนุนระบอบอมาตยาธิปไตยจนหน้ามืดตามัวหรือพวกเกาะอำมาตย์หา กินแล้ว ก็จะรู้ชัดว่า ภาคประชาชนและกลุ่มทุนนิยมก้าวหน้าทั้งหลายถูกกระทำย่ำยีอย่างไร้เหตุผล เพียงใดในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

เคย มีคำถามว่าอมาตยาธิปไตยนั้น สมควรจะมีขอบเขตเพียงใด ก็ต้องหันไปศึกษาข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์โลก แล้วจะพบว่า หลายประเทศทั่วโลกนั้นไม่ได้มีวิถีความเชื่อแบบเดียวกับญี่ปุ่นที่ถือว่าพระ จักรพรรดิจิมมู เทนโน ปฐมจักรพรรดิ ทรงสืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้าอมาเตราสุ โอมิกามิ เทพแห่งดวงอาทิตย์ เป็นผู้มีชาติกำเนิดอันมิใช่สามัญชนทั่วไป จึงต้องยกพระองค์ไว้เหนือกว่าคนธรรมดา แม้ในช่วงที่โชกุนครองอำนาจทางการเมืองการบริหาร แต่สมเด็จพระจักรพรรดิก็ยังคงทรงพระเกียรติอยู่ในฐานะพระจักรพรรดิแต่ พระองค์เดียว โชกุนไม่อาจกระทำการใด ๆ ต่อความเป็นพระจักรพรรดิได้ แม้จะเคยมีความขัดแย้งกันระหว่างสองสถาบันในหลายยุคหลายสมัย เช่น ยุคเฮอัน ฯลฯ มาแล้วก็ตาม สิ่งที่โชกุนกระทำก็เป็นเพียงการผลักดันให้เชื้อสายของพระจักรพรรดิสายใดสาย หนึ่งที่ตนสนับสนุนขึ้นเป็นพระจักรพรรดิเท่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์แต่ประการใด

ในขณะที่อังกฤษ ประเทศสแกนดิเนเวีย รัสเซีย จีน ฯลฯ นั้น เปลี่ยนแปลงราชวงศ์มาหลายครั้ง โดยอำมาตย์ตระกูลใหม่ที่เคยเป็นคนธรรมดาเข้ามายกตนเองเป็นกษัตริย์หรือ จักรพรรดิ เมื่อมีชัยชนะต่ออำมาตย์กลุ่มเก่าที่เคยชนะอำมาตย์กลุ่มที่เก่ากว่าและขึ้น ครองอำนาจทางการเมืองมาก่อนหน้านี้เท่านั้น แล้วขึ้นครองราชย์ตั้งราชวงศ์ใหม่กันขึ้น การยกฐานะเป็นอภิมนุษย์จึงไม่มีอิทธิพลมากนักเมื่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สิ้นสุดลงในประเทศเหล่านั้น บางประเทศก็ทรงเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ บางประเทศก็กลายเป็นมหาชนรัฐ (คำที่ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติแทน Republic นั้นคือสาธารณรัฐ แต่ผู้เขียนมองคำสาธารณะว่า ไม่น่าจะเหมาะกับการเป็นศัพท์การเมืองการปกครอง แต่เหมาะกับสภาพในทางสังคมหรือการใช้ชีวิตทั่วไปมากกว่า การใช้คำว่าสาธารณรัฐมีผลทำให้คำนี้ลดพลังทางการเมืองลงไปอย่างมาก)

ความ เป็นจริงก็คือ ประเทศเหล่านั้น ชนชั้นอำมาตย์ทั้งหลายต่างก็ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาครองอำนาจและยกฐานะตนเอง ให้สูงขึ้นกว่าคนธรรมดาเท่านั้น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นตนเองก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่มีอำนาจอิทธิพลกว่าชาวบ้าน ไม่ได้สืบเชื้อสายจากเทพเหมือนอย่างความเชื่อของการเป็นจักรพรรดิในญี่ปุ่น แต่ประการใด ซึ่งภายหลังการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง พระจักรพรรดิเองก็ทรงยินยอมตามรัฐธรรมนูญของผู้ยึดครองที่จะทรงประกาศว่า พระองค์มิได้สืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้า แม้ศรัทธาดั้งเดิมของประชาชนจำนวนมากยังคงถือเช่นนั้น แต่คนญี่ปุ่นยุคใหม่อีกมากมายในวันนี้ก็เปลี่ยนความเชื่อนี้ไปแล้วเช่นกัน


เพราะ ความจริงที่ว่าอำมาตย์นั้นก็เป็นคนเหมือนกัน จึงน่าจะทำสิ่งที่คนทั้งหลายกระทำกันเป็นปกติ คนในสังคมนั้นมีภาระหน้าที่การงานอันแตกต่างกัน ใครทำหน้าที่ใดก็ทำไป เลิกกำหนดกันได้แล้วว่า ถ้าเป็นอำมาตย์ต้องเหนือกว่าคนธรรมดา คนมีเงินต้องเป็นมนุษย์มากกว่าคนจน ฯลฯ เรายอมรับว่ามนุษย์นั้นไม่เท่าเทียมกันในความสามารถ โอกาส และการปฏิบัติตน แต่พื้นฐานหลักนั้นเหมือนกันคือเป็นคนคนหนึ่ง เมื่อเกิดมาเป็นคนเหมือนกัน ก็ต้องให้โอกาสและให้เกียรติผู้อื่น มนุษย์มีภาระหน้าที่และความชำนาญคนละแบบเท่านั้น

ปัญหาของเมืองไทย วันนี้ก็คือ คนกลุ่มหนึ่งที่นิยมอำมาตย์หรือเป็นพวกอำมาตย์ ต่างพากันยึดมั่นถือมั่นว่าตนเองเป็นอภิมนุษย์ คนอื่นกระจอกกว่า อย่าบังอาจทำอะไรเกินหน้าเกินตาตนเองเป็นอันขาด ถือว่าไม่เจียมกะลาหัว เมื่อบังเอิญมีใครพิสูจน์หลักการที่ว่าสังคมย่อมเปลี่ยนแปลงไปและคลื่นลูก ใหม่ย่อมถมทับคลื่นลูกเก่าที่สูญสลายไปตามกาลเวลาก็รับไม่ได้ อยากเตือนว่าในอดีตนั้น พวกตนเองก็เคยเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ซัดสาดคลื่นลูกเก่ามาก่อนเหมือนกัน วันนี้มันมาถึงช่วงที่ตัวเองกลายเป็นคลื่นลูกเก่าไปแล้ว อย่ามัวหลงละเมอว่าจะยืนยงคงทนเหมือนฟ้า แต่ต้องยอมรับว่าตนเองเป็นหนึ่งในพื้นดิน สภาพภูมิศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปเสมอ เข้าป่าไปไม่กี่วันเดินกลับมาทางเก่าป่ามันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่รู้จะดื้อดึงกันไปถึงไหน ไม่ยอมรับความเป็นอนิจจังของสังคมเอาเสียเลย

Sunday, September 27, 2009

พท.จี้นายกฯ แก้รธน.เลยไม่ต้องตั้ง ส.ส.ร.-ประชามติ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_35789

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

โฆษกเพื่อไทยจี้นายกฯ ทำตามเสียงส่วนใหญ่ที่สะท้อนผ่านโพล ไม่เห็นด้วยกับการตั้ง ส.ส.ร. หรือทำประชามติ ในการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อซื้อเวลา ยุปรับ ครม. เด้ง รมว.คลัง-พาณิชย์..

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีนายกรัฐมนตรี ระบุต้องทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า หากนายกรัฐมนตรียังพยายามตั้ง ส.ส.ร. 3 และทำประชามติ ถือว่าซื้อเวลา หากต้องการลดวิกฤติขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศ ต้องฟังเสียงสะท้อนของประชาชนที่ผ่านผลสำรวจของโพลที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นโดยไม่ต้องทำประชามติ หรือตั้ง ส.ส.ร. ตรงนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าปากเป็นประชาธิปไตย แต่หัวใจเป็นเผด็จการหรือไม่ ดังนั้นเมื่อกลับมาจากสหรัฐฯ ต้องรีบแก้ไขปัญหาตามเสียงสะท้อนของประชาชนทันที

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 28 ก.ย.นี้ ทางพรรคจะไปยื่นหนังสือ กกต. ทวงถามความคืบหน้ากรณีการรับเงินบริจาคของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 258 ล้านบาท จากบริษัททีพีไอโพลีน ขอให้ กกต.เร่งสรุปสำนวนและมีมติ ไม่ต้องเกรงใจรัฐบาลหรือเกรงกลัวอำนาจหรือบารมีของคนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้กรณีบุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติเขายายเที่ยง จ.นครราชสีมา ของพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี และองคมนตรี ที่ได้ยื่นเรื่องให้นายกฯไปก็ไม่คืบหน้า หากนายกฯ ยังนิ่งเฉยไม่ยอมสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการรื้อถอนบ้านของ พล .อ.สุรยุทธโดยเร็ว จะไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายกฯ และผู้เกี่ยวข้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ส่วนกรณีหลังการปฏิวัติวันที่ 19 ก.ย. 2549 มีกระแสข่าวว่าผู้นำการปฏิวัติบางคน และ พล.อ.บางคนร่ำรวยจากการปฏิวัตินั้น โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบและพิสูจน์ทรัพย์สินว่าได้มาอย่างไร ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินไว้ครบถ้วนถูกต้องตามเป็นจริงหรือไม่ หากแสดงที่มาของทรัพย์สินไม่ได้ ทรัพย์สินต้องตกเป็นของแผ่นดิน รวมถึง พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน อดีตประธาน คมช. สมควรต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน ดังนั้นขอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการด้วยเช่นกัน เพราะหากพบว่าปฏิวัติแล้วรวยไม่ผิดกฎหมาย จะเป็นค่านิยมผิดๆ ให้นายทหารรุ่นหลังได้

โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวถึงการที่นายอภิสิทธิ์ ไปพูดในเวทีสหประชาชาติ ที่สหรัฐฯ ว่าเศรษฐกิจโลกต้องแก้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ว่า นายกฯและรัฐบาลนี้เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงแค่ในเศษกระดาษและตัวหนังสือ เพราะ 9 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยเข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่แท้จริง ไปกู้เงินให้คนไทยเป็นหนี้ถึง 9 แสนล้านบาท และยังพบว่ามีการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงในหลายพื้นที่ ล่าสุดที่ ต.ไม้ดัด อ.บางระจัน จ. สิงห์บุรี จำนวน 14 หมู่บ้าน จำนวนเงินกว่า 3 ล้านบาท รวมถึงกรณี ครม.ใช้เวลาแค่ 5 นาทีพิจารณาอนุมัติเงินจำนวน 11,000 ล้านบาท ให้กระทรวงกลาโหมเพื่อซื้ออาวุธ เรื่องนี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 แต่การบริหารของรัฐบาลอภิสิทธิ์ชนทำอะไรก็ไม่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจล้มเหลว ดังนั้นช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาลถึงเวลาที่นายกฯต้องปรับครม.ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจทั้งหมด ทั้งตำแหน่งรมว.คลัง รมว.พาณิชย์ เป็นต้น