WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 29, 2009

ไทยเข้มแข็งมีกลิ่น

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ยังไม่ทันไร โครงการไทยเข้มแข็งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เริ่มมีกลิ่นโชยมาแล้ว

หลังโครงการชุมชนพอเพียงส่อทุจริต จนประชาธิปัตย์ต้องไล่ตัดตอนฆ่าปลาซิวปลาสร้อยไป 4 ตัว

แต่ก็ยังมีหลายโครงการส่งกลิ่น โดยเฉพาะการซื้อสิ่งของที่แพงเกินจริง และสิ่งของที่ไม่ได้คุณภาพในอีกหลายพื้นที่

สำหรับโครงการไทยเข้มแข็ง เป็นโครงการลงทุนตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะที่ 2 มูลค่า 1,431,330 ล้านบาท ปี 2552-2555 ประกอบด้วย

โครงการขนส่งและโลจิสติกส์ 571,523 ล้านบาท

โครงการด้านทรัพยากรน้ำและการเกษตร 238,515 ล้านบาท

โครงการด้านการศึกษา 137,975 ล้านบาท

โครงการสาธารณสุข 99,399 ล้านบาท

โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว 18,537 ล้านบาท

ความไม่ชอบมาพากลของโครงการไทยเข้มแข็ง เปิดประเด็นโดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ระบุว่าได้รับแจ้งจากข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขถึงการใช้งบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็ง ส่อไปในทางทุจริต ในการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์กว่า 3 หมื่นล้านบาท ในลักษณะที่ผู้ใช้ไม่ได้ซื้อ ผู้ซื้อไม่ได้ใช้

นักการเมืองออกมาเปิดโปงนักการเมืองด้วยกัน อาจจะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก

แต่พอเป็นน.พ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบทออกมาก็ยิ่งน่าเงี่ยหูรับฟัง

น.พ.พงศ์เทพระบุว่า ปัญหาของโครงการไทยเข้มแข็งในส่วนของสาธารณสุขไม่ใช่อยู่ที่การล็อกสเป๊ก แต่อยู่ที่สิ่งที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ซื้อนั้น โรงพยาบาลไม่ได้ขอ หรือมีความต้องการ เช่น เครื่องฆ่าเชื้อด้วยยูวี ราคา 40,000 บาท ไม่มีใครขอ เพราะราคาแค่นี้ถ้าโรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้ ก็สามารถใช้เงินบำรุงจัดซื้อเองได้

แค่อนุมัติให้ซื้อทุกโรงพยาบาลก็จะเป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท

น.พ.พงศ์เทพกล่าวว่า นอกจากนั้น ยังปัญหาใหญ่คือราคาที่อนุมัติแพงเกินไป เช่น เครื่องช่วยหายใจราคา 1.2 ล้าน แต่โรงพยาบาลบางแห่งเพิ่งซื้อไป 5 แสนกว่าบาทเท่านั้น หรือแฟลตพยาบาล ราคา 9.6 ล้านบาท แต่เมื่อต้นปี 2552 โรงพยาบาลบางแห่งเปิดซองประมูลได้ราคาแค่ 6 ล้านบาท รวมทั้งเครื่องฆ่าเชื้อยูวีก็ราคาแค่ 6,000 บาทเท่านั้น

เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบทยังเปิดเผยด้วยว่า จากการสอบถามโรงพยาบาลบางแห่ง พบว่ามีนักการเมืองในพื้นที่ไปติดต่อว่าอยากได้อะไร แล้วนำไปเพิ่มราคา โดยผ่านกองแผนงานของกระทรวงสาธารณสุข เวลาประมูล ถ้าฮั้วราคากันก็คงได้ราคากลางพอดี ทั้งที่ควรจะถูกกว่านั้น

"การจัดสรรผ่านคนไม่กี่คนในส่วนกลางในช่วงที่กำลังจะตั้งปลัดกระทรวงและอธิบดีใหม่ อาจมีคนในกระทรวงที่อยากก้าวหน้าชงให้ก็ได้" น.พ.พงศ์เทพระบุ

พร้อมกับเตือนว่าเรื่องนี้ระวังซ้ำรอยคดีทุจริตยาและเครื่องเวชภัณฑ์

ที่ส่งผลให้นายรักเกีรยติ สุขธนะ ติดคุกอยู่ในขณะนี้

ยังไงก็ไม่เร็ว

ที่มา ไทยรัฐ

ผลการสำรวจความเห็นประชาชน 77 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถือเป็นคำตอบที่หนักแน่นเพียงพอที่ "นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ต้องยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่คุณขอมาเพียงแต่ "นายกฯอภิสิทธิ์" ต้องแสดงลีลาปลาดุกยักเงี่ยง เพื่อไม่ให้การแก้รัฐธรรมนูญรีบร้อนรวบรัดจนเกินไป

คือตั้งเงื่อนไขให้ประชาชนออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" ก่อนเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็น

"แม่ลูกจันทร์" เห็นด้วยกับนายกฯอภิสิทธิ์เต็มประตู

เพราะการให้ประชาชนทั่วประเทศออกเสียงประชามติ จะปลดชนวนขัดแย้งไม่ให้บานปลาย

อย่างไรก็ตาม การแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แค่ 6 เดือนเสร็จอย่างที่ "ชินวรณ์ บุณยเกียรติ" ประธานวิปรัฐบาลฉายหนังโฆษณา

แต่...แต่ถ้าอ่านกฎหมายให้ดีๆ เกมแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ อาจลากยาวไปได้ถึงปีครึ่งอย่างสบายๆ

โปรดอย่าเถียง "แม่ลูกจันทร์" จะสาธยายให้ฟัง

สมมุติว่า "นายกฯอภิสิทธิ์" ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันนี้ กว่าจะแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ กว่าจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ จะต้องใช้เวลา 18 เดือน

หรือประมาณเดือนเมษายน 2554 โน่นแหละโยม

เริ่มจากต้องหาข้อยุติว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบการแก้รัฐธรรมนูญ? จะร่างแยกเป็น 6 ญัตติ? หรือจะร่างเป็นญัตติเดียว?

หลังจากยกร่างวางประเด็นเรียบร้อยก็ต้องเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาฯเห็นชอบร่วมกัน

เฉพาะขั้นนี้ก็น้ำลายแตกฟองไปแล้ว 2 เดือนฟรีๆ

จากนั้น ประธานรัฐสภาจะต้องส่งประเด็นแก้รัฐธรรมนูญไปให้ กกต.เตรียมจัดออกเสียงประชามติตามกติกา

ปัญหาอยู่ที่ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ เพิ่งคลอดผ่านสภาฯหยกๆ ยังไม่ทันตัดสายสะดือ

ยังต้องผ่านขั้นตอนเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายอีก 2 เดือน หรือประมาณเดือนธันวาคม

แต่ถึง พ.ร.ก.ออกเสียงประชามติ มีผลบังคับใช้ ก็ยังไม่สามารถจัดออกเสียงประชามติได้ทันที

เนื่องจาก ก.ม.กำหนดว่า การดำเนินการออกเสียงประชามติ จะต้องประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน ถึง 120 วัน

ขั้นแรก ต้องกำหนดวันลงประชามติให้ประชาชนเตรียมตัว

ขั้นที่ 2 กกต.ต้องจัดส่งเอกสารข้อมูลให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทำความเข้าใจก่อนลงประชามติอีก 30 วัน

ขั้นที่ 3 ก.ม.เปิดช่องให้ประชาชนยื่นฟ้องคัดค้านการทำประชามติต่อศาลปกครองก่อนลงประชามติ 30 วัน

ขั้นที่ 4 ประชาชนสามารถยื่นร้องคัดค้านก่อนประกาศผลประชามติอีก 30 วัน

เฉพาะกระบวนการทำประชามติ จนประกาศผลประชามติอย่างเป็นทางการ น่าจะใช้เวลา 6 เดือน หรือประมาณเดือนมิถุนายน

จากนั้นจึงจะเริ่มกระบวนการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา กว่าจะคลอดผ่านวาระ 1 ก็ต้องอภิปรายกันระเบิดเถิดเทิง

ทีนี้มาถึงการแปรญัตติวาระ 2 ซึ่งต้องลงมติเป็นรายมาตรา

แถมก่อนพิจารณาวาระ 3 ต้องเว้นวรรคอีกไม่ต่ำกว่า 15 วัน

ฟันธง...รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่ จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเดือนตุลาคมปีหน้าเป็นอย่างเร็ว!!

แต่ยัง...ยัง...ไม่ครบวงจร เพราะยังต้องแก้ ก.ม.ลูกให้สอดคล้องกับเนื้อหาใหม่ของรัฐธรรมนูญ เช่น พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ส.ว. พ.ร.บ. กกต. และ พ.ร.บ. พรรคการเมือง ฯลฯ

กว่าการแก้ไข ก.ม.ลูกจะผ่านสภาครบ 3 ฉบับ ก็ต้องบวกเวลาเพิ่มอีก 6 เดือน

การแก้รัฐธรรมนูญจึงต้องใช้เวลา 18 เดือน หรือปีครึ่งพอดี

นี่ขนาดสปีดซิ่งนรกแล้วนะท่านประธาน.

แม่ลูกจันทร์

สำเร็จหรือล้มเหลว

ที่มา ไทยรัฐ

สัญญาณบางอย่างที่ส่งมาจากที่ประชุมผู้นำจี 20 ถึงภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯกับการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจการเงินระลอกใหม่น่าสนใจไม่น้อย กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศจุดยืนในที่ประชุมชัดเจน ถึงเวลาที่ ชาวอเมริกันจะต้องอดออมมากขึ้น และบรรดาชาติที่มุ่งจะขายสินค้าให้กับสหรัฐฯจะต้องมองหาช่องทางอื่นๆ

ในการสร้างความเจริญเติบโตให้กับเศรษฐกิจของตัวเอง

เป็นคำพูดของ รมว.คลังสหรัฐฯ ทิมโมธี ไกธ์เนอร์ ซะด้วย ที่ต้องยอมรับความจริงก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะอาศัยการส่งออกเป็นหลักต่อไปไม่ได้ แต่ละประเทศจะเน้นเรื่องการออมแทนการใช้จ่าย เป้าหมายการออมมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40 ของรายได้

แผนการเงินของโลกจะมีการปฏิรูปกันใหม่หมด

กลับมาที่แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ไทยเข้มแข็ง ถูกวิจารณ์มาก วันนี้ยังอาจจะพิสูจน์ความสำเร็จหรือล้มเหลวไม่ได้ชัดนัก แต่ในทางด้านทฤษฎีแล้ว การเริ่มต้นโครงการและเป้าหมายของโครงการ รวมทั้งโครงสร้างของโครงการก็พอจะคำนวณได้ว่าสุดท้ายจะได้กำไรหรือขาดทุน

เมื่อเข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ มักจะได้ยินคำพูดของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจว่า เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้น เศรษฐกิจบ้านเราก็จะฟื้นตามไปด้วย ไปร่วมประชุมจี 20 เที่ยวนี้ นายกฯอภิสิทธิ์คงหูตาสว่างขึ้นเยอะ

วิสัยทัศน์สำคัญที่สุด

เข้าใจว่าทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ ทั้งกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังก็พยายามที่จะสร้างภาวะผู้นำเพื่อกำจัดจุดอ่อนของตัวเอง แต่ช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างรอยต่อตรงนี้กลายเป็นสุญญากาศของอำนาจขึ้นมา

ที่หมายถึงบารมี

การจะสร้างภาวะผู้นำ โดยสร้างภาพให้เด่นขึ้นมาจากความล้มเหลวของผู้อื่น เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูมากกว่าการสร้างบารมี

ทำไมพรรคภูมิใจไทยที่แกนนำพรรคแต่ละคนโดนดูถูกว่าต้นทุนต่ำ จึงสามารถที่จะแย่งซีนความมีภาวะผู้นำชั่วคราวไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่แต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เพราะความใจกว้างและใจถึง

วันนี้ รมต.ภูมิใจไทย ก้าวล้ำหน้ากว่า รมต.ประชาธิปัตย์ อีกก้าว จับมือ 3 กระทรวงที่รับผิดชอบทำงานร่วมกันเพื่อให้งานไปถึงเป้าหมายสุดท้ายอย่างราบรื่น ทั้งมหาดไทย คมนาคม พาณิชย์ ไม่ต้องคอยไประวังว่าจะสะดุดเท้าใครเข้า ในขณะที่พรรคแกนนำรัฐบาลยังอีนุงตุงนังไม่เลิก แทงข้างหลังกันไม่หยุด.

หมัดเหล็ก

ตอกลิ่มตรงใจดำเลย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_36123

ยอมรับสภาพแต่โดยดี

นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ พูดถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกามอบเงินทุน จำนวน 680 ล้านบาท ผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือยูเสด ให้กับประเทศไทย เพื่อฟื้นฟูพัฒนาประชาธิปไตยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือตามปกติ

ถือเป็นมิตรจิตมิตรใจ


ว่ากันแบบไม่เขิน ประชาธิปไตยเมืองไทยต้องแลกด้วยเงินรับบริจาคจากต่างชาติ

และโดยจังหวะที่พอดีกับปมใหม่ที่ "ตุ๊ดตู่" นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย แฉคิวจัดงบประมาณของสำนักนายกฯกว่า 300 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องทีเอเอ็น หรือ "ไทยเอเชี่ยน นิวส์เน็ตเวิร์ก" โทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษในเครือข่ายของม็อบพันธมิตรฯ

อีกหนึ่งผลงานสร้างสรรค์ของทีมงาน "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย"


แต่มันน่าเอะใจตรงคำถามของนักข่าวสายทำเนียบรัฐบาล ตั้งแท่นถาม "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง มีข่าวว่ามีการนำเงินดังกล่าวไปให้กับทางสถานีทีวีดาวเทียมของพันธมิตรฯ

"เทพเทือก" ต้องรีบปัด ตอบไม่ได้ เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริง จะเข้าใจผิด

จะโยงเป็นคนละเรื่องเดียวกันหรือไม่ ที่แน่ๆประชาธิปัตย์เตรียมตัวตั้งรับกันได้ โดยยี่ห้อ "สามเกลอ" ออกมาเขี่ยลูกเล่นเอง ตามเกมน่าจะหวังล้มเดิมพันใหญ่

ต้องไล่ระนาดกันยาวแน่


แต่ที่ยังไล่กันไม่จนมุมกับเงื่อนไขเป็นเงื่อนไขตาย รายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ล่าสุดดูเหมือนคนพรรคเดียวกันเองอย่าง "เทพเทือก" ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล จะจูนคลื่นได้ตรงกับนายกฯอภิสิทธิ์

เริ่มพูดจาภาษาเดียวกัน

ขอให้ได้ถามเสียงส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ โดยการทำประชามติก่อน

ประชาธิปัตย์แท็กทีมยื้อ ดึงเกมรื้อรัฐธรรมนูญให้ยาวออกไป

ลากอายุรัฐบาลให้นานเท่าที่จะนานได้


ภายใต้เงื่อนไขที่จะพูดกันให้สวยงามก็อย่างที่ "เทพเทือก" ออกตัวกับนักข่าว พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่พร้อมยุบสภา แม้จะถึงเวลาให้เลือกตั้งเมื่อไหร่ต้องทำได้ เพราะอยู่มานานแล้ว 60-70 ปี ไม่ได้เป็นห่วง แต่ความไม่พร้อมที่พูดถึง หมายความว่าต้องทำใจให้พร้อมก่อน ใจที่จะพร้อมได้ คือ ใจที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะเป็นรัฐบาลมาครบถ้วนตามที่ตั้งใจเอาไว้ก่อนแล้ว

แต่ถ้าจะเปิดอกกันตรงๆ ก็อย่างที่นักข่าวยิงคำถามแทงใจดำ เกรงหรือไม่ว่า ถ้ารีบเลือกตั้งไปจะพ่ายแพ้พรรคเพื่อไทย จึงไม่ อยากให้มีการเลือกตั้งในช่วงนี้ "เทพเทือก" ออกลีลาแย็บแล้วถอย

"เรื่องแพ้เรื่องชนะในการเลือกตั้งยังคาดไม่ได้ ตอนนี้คุณจดคำถามของคุณเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน เผื่อวันหลังจะมาถามผมใหม่"


จะให้ถามกันกี่รอบ ก็ในเมื่อคำตอบมันรู้กันอยู่แก่ใจ

และโดยอาการ "แหยงเลือกตั้ง" ของยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่เซียนการเมืองจับไต๋ได้ มันก็โยงไปถึงคิวเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ โดยบทยื้อที่นายกฯอภิสิทธิ์พยายามกระชับอำนาจไว้ในมือ

แสดงตัวว่าเป็นนายกรัฐมนตรี

"อภิสิทธิ์" สนุกอยู่กับเกมยื้ออำนาจ ไม่มีทางจะปล่อยเก้าอี้ให้หลุดมือง่ายๆ


โดยจังหวะวัดใจ ไม่มีใครกลัวมุก "ขู่ยุบสภา"


แต่ที่แสบกว่าก็คือ มุกตอกลิ่มของ "เสด็จพี่" นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย บลัฟเป็นเชิง หากนายกฯอภิสิทธิ์ยังไม่สามารถหาทางออกในเรื่อง ผบ.ตร.ใหม่ได้

ขอแนะนำให้นายอภิสิทธิ์ประกาศยุบสภา

หรือพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกแล้วให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นนายกฯแทน

เพราะแม้นายชวนจะได้ชื่อว่าเชื่องช้า แต่ก็มีบารมีและมีภาวะผู้นำมากกว่านายอภิสิทธิ์

ตอกลิ่มได้ตรงเป้า

เอาเรื่องจริงมาล้อเล่นซะอย่างนั้น.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เวลาเปลี่ยน..ปชป.เปลี่ยนไทยไม่เปลี่ยน

ที่มา บางกอกทูเดย์

รัฐบาลมาร์ค  พรุ่งนี้คือ วันที่ 30 กันยายน2552 วันสุดท้ายของเดือน 9 (กันยายน)ก่อนที่ชาวไทยจะก้าวเข้าสู่เดือนที่ 10 (ตุลาคม)อีกประมาณ 90 กว่าวัน เราจะก้าวเข้าสู่ ปี 2553ในขณะที่รัฐบาลมีอายุประมาณ 1 ปีเวลาเดินหน้าไวเหมือนเหาะ ..ขับเคลื่อนไปพร้อมการปรับสภาพของคนในสังคมให้ “เคยชิน” กับค่าครองชีพสูงปรี๊ด คุณภาพชีวิตตํ่าดิ่ง จิตใจไม่สนองตอบกับความขัดแย้งของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เนื่องด้วยมันมีให้เห็นมา 3 ปีแล้วยังซํ้าซากจำเจ  นับตั้งแต่มีคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ภายหลังเปลี่ยนเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลประชาธิปไตยซึ่งมี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีโดยอ้างเหตุผลว่า เกรงจะเกิดความสูญเสียจากการปะทะกันของประชาชน 2 กลุ่ม ที่มีความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่! รัฐบาลประชาธิปไตยยังคง “วุ่นวาย” ฉายภาพซํ้าแล้วซํ้าเล่า! ด้วยการแสดงออกตามสิทธิประชาธิปไตยของนักเรียกร้องในนามพันธมิตรฯ ที่คนไทยรู้จักกันดีนี่ล่ะ..กระทั่งมีรัฐบาลอภิสิทธิ์แอ่นอก “รับภาระ” ท่ามกลางเสียงสนับสนุนเบื้องหน้า เบื้องหลังตั้งโต๊ะฉลองใหญ่ก้าวแรกรัฐบาลอภิสิทธิ์  ภาระหนักอึ้ง คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และแก้วิกฤติการเมือง หมุนเข็มสู่วันแถลงนโยบายก่อนเริ่มบริหารประเทศรัฐบาลอภิสิทธิ์ มีเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึงด้วยความมงุ่มนั่ หากฟงั จากถอ้ ยแถลงของรฐั บาล เวลานั้นทุกอย่าง “หรู ดูดี” ถูกครับพี่...ดีครับนายเสมอ..แต่รัฐบาลลืมคิดไปว่า “ความสำเร็จ” มิใช่การแถลงแต่จะต้องหารด้วยความเป็นจริงหรือสิ่งที่ปฏิบัติได้ รวมทั้งการต่อต้าน ท้วงติงจากพรรคฝ่ายค้าน จากกลุ่มอำนาจเก่า และกลุ่มชนที่อยู่คนละฝ่ายกับรัฐบาล นั่นคือ ผลที่จะเกิดขึ้นในความเป็นจริงนโยบายที่เขียนของทุกรัฐบาลคล้ายๆ กันแต่วิธีการไปให้ถึงเป้าหมายอาจแตกต่างกัน ดังนั้นนโยบายที่เขียน กับนโยบายที่ทำย่อมแตกต่างกัน4 ข้อเร่งด่วนของรัฐบาล  นโยบายเร่งด่วน

ของรัฐบาลอภิสิทธิ์สั้น กระชับ ชัดเจนไว้ 4 ด้าน คือ(1) การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้น เศรษฐกจิในภาพรวมเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ภาคประชาชนและเอกชนในการลงทุนและการบริโภค (2) การรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน (3) การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และ (4) การจัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)เกือบปีกับที่เดิม  ทุกวันนี้สังคมไทยอยู่กับความเคยชิน นโยบาย 4 เรื่องด่วนยังคง “ลุล่วง”ไปอย่างเนิบนาบบางเรื่อง “จอดสนิท” เหมือน “หมาหอบ”ที่มีแต่แรงกระเพื่อมแต่ไม่กระดิกความขัดแย้ง  การสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติ และการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลนำมาใส่เป็นวาระแห่งชาติประทับตราด่วนมากมาก สิ่งที่ขยับปรับเปลี่ยนภายใน 1 ปี หลังรัฐบาลเอาจริง คือ งบ (ไปไหนไม่รู้)กับการเฝ้าระวังพร้อมกับคำสั่งตั้งรับอย่ารุกลํ้าไปในที่ของโจร เพราะจะกลายเป็นการละเมิดสิทธิ์ ข่มเหงประชาชน..ซะอย่างนั้นแหม!! ไม่เด็ดขาด ไม่ฟันธง ..ตอนนี้รัฐกับโจรก็ไม่ต่างอะไรกับ “แมวไม่อยู่หนูร่าเริง” หดหู่กว่านั้นคือ หนูดันจับแมวมาเป็นนางบำเรอซะอย่างนั้นคิดดูซิ! น่าขำ...รัฐบาลประชุมกันจนคลังต้องจ่ายเบี้ยประชุมมือเป็นระวิง.. วิ่งเต้นลงพื้นที่เสี่ยงเพื่อมายืน สงบนิ่งบำเพ็ญกุศลให้(ผู้กล้าของชาติ-เป้านิ่งของโจร)สุดท้าย ท้ายสุดกับปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังมีหน้าที่เฝ้าระวังและตั้งรับอยู่เช่นเดิมนับประสาอะไรล่ะ!! ขนาดความวุ่นวาย ที่เกิดอยู่แค่เอื้อม...รัฐบาลยังทำอะไรไม่ได้มากกว่า “จัดกำลังทหาร-ตำรวจ” แบบเต็มลิมิต เพื่อปราบจลาจลเศรษฐกิจยับ  รัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาในจังหวะที่เศรษฐกิจยับยู่ยี่และเราคงจะไม่โทษปี่โทษกลอง โดยการโยนความผิดว่ามันมาจาก “แรงเหวี่ยง”ของเศรษฐกิจโลกอีกไม่ได้ เพราะวันนี้ประเทศอื่นเขาเริ่มหายใจหายคอได้แล้ว ในขณะที่ไทยยังต้องวิ่งเต้น“ยืมเงิน” และสร้างภาพสักษณ์ปกปิด “รอยรั่ว”เศรษฐกิจโลกเป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือเขาไม่มาไทยเพราะหวั่นใจว่า ถนนจะถูกปิด สนามบินจะถูกยึด อันมีผลให้ “ติดแหง็ก” อยู่บนถนนกับรันเวย์..อย่างที่เคยเป็น..สรุป เมืองของบรรพบุรุษ ผืนดินของคุณพ่อคุณแม่ ของพี่น้องประชาชนคนไทยที่ร่วมกันสร้าง... 1 ปีผ่านไป “ไม่มีอะไรดีขึ้น” .. เฮ้อ!!! 

แอร์พอร์ตลิงค์ สนามบินเชื่อมอะไร?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทนไม่ไหวจนต้องปิด ทีวี ทุกครั้งที่เห็นหน้า“นายยุทธนา ทัพเจริญ” ผู้ว่าการรถไฟฯ ในสปอร์ตโฆษณารถไฟฟ้าสายแอร์พอร์ตลิงค์คำว่า “แอร์พอร์ตลิงค์” ถ้าแปลตรงตัวก็คือ...การเชื่อมโยงกับสนามบินซึ่งน่าจะหมายถึง...รถไฟฟ้าสายนี้สามารถเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนอื่นได้อย่างครบถ้วนสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิแต่เอาเข้าจริง...รถไฟฟ้าสายนี้ไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นได้เลยเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่ตรงทื่อ...ระหว่าง สถานีมักกะสัน กับ สนามบินสุวรรณภูมิคนที่ลงเครื่องบินมานั่งรถไฟฟ้าสายนี้เข้าเมืองมาที่มักกะสัน...แทนที่จะต่อรถใต้ดินหรือรถไฟฟ้าบีทีเอสได้กลับไม่สามารถต่อได้ไม่เหมือนรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงค์ ที่ฮ่องกงหรืออีกหลายประเทศ ที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนอื่นได้หมดนี่คือปัญหาโลกแตก! ที่ไม่รู้ว่าใครจะมีปัญญามาแก้ไม่เพียงแค่นี้...รถไฟฟ้าสายนี้ที่จะเปิดใช้วันแรกในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ ซึ่งเดิมจะเปิดเมื่อ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ยังเปิดไม่ได้เพราะสหภาพรถไฟไม่ยอมให้ตั้งบริษัทลูกมาเดินรถทำให้บริษัทซีเมนต์ที่รับจ้างเดินรถ...เพราะเป็นผู้ขายขบวนรถได้เดินรถไปเรื่อยๆ กับระบบเดินรถที่ไม่เหมือนระบบเดินรถของรถใต้ดินและรถลอยฟ้าที่เดินรถมาแล้วหลายปีระบบเดินรถของซีเมนต์เป็นระบบปิดที่ต้องมีรหัสเฉพาะของตัวเอง และไม่มีการส่งมอบรหัสให้กับการรถไฟ เหมือน บีทีเอส ที่ไม่มอบรหัสเดินรถลอยฟ้าฝั่งธนฯ ให้กับ กทม.การเดินรถไฟฟ้าฝั่งธนฯ จึงค้างเติ่งมาถึงวันนี้นี่คือความ “ไม่ชาญฉลาด” ของคนในราชการและการเมืองของไทยที่เราไม่เคยเห็นอย่างนี้ที่ประเทศอื่นและนี่ไม่ใช่ปัญหาโลกแตก...แต่เป็นปัญหากระเป๋าแตกที่คนไทย โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ต้องรับกรรมบอกให้รู้ว่า...ทีหลังอย่าเลือกคนแบบนี้มาทำงานก็เท่านั้นเอง! 

นักโทษชาย

ที่มา บางกอกทูเดย์

คำว่า “นักโทษชาย” ที่มีผู้นำไปใช้กับ อดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ด็อกเตอร์ ทักษิณ ชินวัตร นั้น..นอกจากจะทำให้ไม่ระคายเคืองต่อชื่อเสียงของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถูกกล่าวถึงแล้วยังกลายเป็นจุดเด่นของนักโทษชาย...ด้วยซํ้าไปเพราะ..ข้อหา..ที่เขาได้รับมานั้น เกิดภายหลังจากที่รัฐบาลของเขาถูกยึดอำนาจโดยกองทัพ..ซึ่งกองทัพก็ทำเป็นประจำอยู่แล้ว..ทุกๆ ครั้งที่มีแนวโน้มว่า..ประชาธิปไตยจะปักหลักแน่นหนามั่นคงและข้ออ้างในการปฏิวัติทุกครั้งของกองทัพก็ซํ้าซากจำเจกันอยู่กับ..คอร์รัปชั่นและความไม่จงรักภักดี..มีอยู่เท่านั้นจริงๆขบวนการล้มล้าง นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร..ปรากฏขึ้นมาเป็นฉากๆ และต่อเนื่องกัน..เชื่อมโยงซึ่งกันและกันเป็นขบวนการจัดตั้งที่มีโครงสร้างมหึมาประกอบไปด้วยแสนยานุภาพและพลานุภาพคนไทยมองเห็นเช่นเดียวกันกับคนในโลกต่างก็มองเห็นจนเมื่อ...การปฏิวัติเบ็ดเสร็จลง..พรรคการเมืองของทักษิณ..กลับมาชนะอีกครั้งอย่างแลนด์สไลด์..การเผชิญหน้ากับขบวนการล้ม

ล้าง..จึงกลับมาใหม่..กลไกที่ฝ่ายปฏิวัติสร้างไว้..คืออำนาจแห่งการกล่าวโทษกล่าวโทษต่อตุลาการศาลเดียว..และพิพากษาให้เขาเป็นผู้ต้องหาและต้องโทษทักษิณ ปฏิเสธ..และไม่ยอมรับคำพิพากษาแน่นอนว่า....เขาไม่สามารถอยู่ในประเทศไทยได้เขาจึงหนีไปอยู่นอกประเทศถึงวันนี้...ศัตรูของเขา...สร้างเขาขึ้นมาใหม่ในฐานะ...ศูนย์รวมใจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย...เขากลายเป็นจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตย...สิ่งที่ได้มาใหม่นั้นคุ้มกันหลายเท่ากับคำว่านัก โทษชายเมื่อเป็นจิตรวิญญาณ...อันจึงเป็นอมตะ...แม้ร่างจะหาไม่แต่...ทักษิณ ชินวัตร จะกลายเป็นแบบอย่างของการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ของระบอบการปกครองของ ประชาชนเพื่อประชาชน โดยประชาชนทักษิณ...ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเมื่อก่อนหน้า...พวกท่านต่างหากที่สร้างเขาขึ้นมา...และพวกท่านกำลังจะสร้างพลังแห่งประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่จนกองทัพไม่สามารถบังคับควบคุมได้จากข้อหาและบทลงโทษที่อัยการเถื่อนและศาลเตี้ยเมื่อวันแห่งการชำระสะสางมาถึง...ไม่ว่าท่านจะอยู่ก้นบึ้งใต้สะดือทะเลหรือมอบเคียงเรียงร่างอยู่แทบเท้าของพรหมมาธิราช...บาปกรรมก็จะชักนำให้ผองท่านมาสู่ตะแลงแกงแท่นประหาร...เสียงฉีกขาดจากร่างท่านทั้งหลายจะกลายเป็นมหกรรมดนตรีบนสีหน้าปิติยินดีของฝูงมหาประชาชน...อำนาจเป็นของท่าน...จงบันดาลให้ตามใจพอ...รอเวลาให้ฟ้าเปลี่ยนสีแผ่นดินนี้กลับกลายเมื่อไหร่...จะได้ไม่มาว่ากันสำราญให้เต็มที่วันนี้ยังเป็นของท่าน...ว่ากันว่าเวลาแห่งความเริงรมย์สำราญนั้น สั้นนัก 

‘เทือก’ แบไต๋ไม่พร้อมเลือกตั้ง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เจอการเมือง e ที่สะท้อนภาพของความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาการเมือง ด้วยการยื้อสุดฤทธิ์ ไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลม ฟันดำ 2550 ได้ง่ายๆ อย่างที่หลายฝ่ายเรียกร้องพรรคประชาธิปัตย์ โชว์ฟอร์มดิ้อเหมือนกับกรณแต่งตั้งผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)ไม่มีผิดเพี้ยนแม้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะประกาศลั่นเอาไว้ว่า กลับมาจากทัวร์สหรัฐอเมริกาเที่ยวนี้ รับรองตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ได้แน่!!!แต่เมื่อทำท่าว่า พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ ทำท่าว่า...ราหูไม่ยอมยกออกจากดวงไปง่ายๆ นายอภิสิทธิ์ ซึ่งเทหน้าตักชนิดไม่สนใจใครทั้งสิ้น จะต้องยื้อให้ พล.ต.อ.ปทีปเป็นให้ได้ก็เลยต้องรีบออกตัวกลัวเสียคำพูดไว้ก่อนว่าถ้าไม่ทัน 30 กันยายน ก็ไม่เป็นไร ใช้เกมตั้งรักษาราชการแทนไปเรื่อยๆ ก็ได้นี่แหละสไตล์ “อภิสิทธิ์ ศิษย์ออกซฟอร์ด” และประชาธิปัตย์ขนานแท้ล่ะเหมือนกับเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ขณะนี้เดินหน้าเล่นเกมสุดชีวิตเมื่อประชาธิปัตย์ออกแรงยื้อ จะต้องทำประชามติให้ได้ หากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 โดยไม่สนใจพรรคคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคภูมิใจไทยที่มีซีอีโอใหญ่ ชื่อว่า เนวิน ชิดชอบ เลยแม้แต่น้อยเพราะพรรคภูมิใจไทยเองยังไม่เห็นด้วยกับการยื้อเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการทำประชามติอย่างที่นายอภิสิทธิ์ต้องการแต่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า นายอภิสิทธิ์เล่นเกมนี้ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว!!!อาการฝ่ายหนึ่งขัดใจ อีกฝ่ายไม่ยี่หระ ก็เลยสะพัดกระพือขึ้นมาอีกรอบคนกลางอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อ7-8 เดือนที่แล้วทำหน้าที่เป็นผู้จัดการรัฐบาล เชื่อมกลุ่มนั้นกลุ่มนี้มาทั้งหมดเพื่อให้หนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯก็เลยกลุ้มหนักจนผมหงอกขึ้นเยอะแถมยังโดนพรรคร่วมลำเลิกทวงสัญญาอยู่เรื่อยๆผมก็เลยยิ่งบางยิ่งรั้งขึ้นไปมากขึ้น เพราะไม่คิดว่าเป็นผู้จัดการรัฐบาลเที่ยวนี้จะสาหัสขนาดนี้การเมืองในเวลานี้ จึงมีสภาพที่ไร้เอกภาพเป็นอย่างมาก รอยแตกแยกปริทั่วไปหมดซํ้าร้ายที่รัฐบาลพยายามสร้างความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจ ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้เกิดการยอมรับที่เป็นรูปธรรมได้จนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจกดดันหนักอย่างยิ่งในปัจจุบันประเทศใดก็ตาม หากโสเภณี และยาเสพติดเกลื่อนเมือง นั่นคือวิกฤติเศรษฐกิจกำลังกดดันหนักอย่างชัดเจนที่สุด เพราะเมื่อคนไม่รู้ว่าจะทำมาหากินโดยสุจริตอย่างไร ก็จำใจหันเข้าหายาเสพติด หันเข้าหาอาชีพที่สังคมรังเกียจแต่เพื่อปากท้อง เพื่อความอยู่รอดก็จำเป็นต้องทำผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนบอกชัดเจนว่าหากบ้านเมืองใดโสเภณีทั้งสวยและราคาถูกสะท้อนว่าเศรษฐกิจแย่มาก!!!

เพียงแต่นายอภิสิทธิ์ยังไม่ยอมที่จะรับความจริง และเดินหน้าคืนอำนาจกลับไปให้ประชาชนด้วยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ... เพราะกลัวแพ้จึงปล่อยให้สังคมไทยเต็มไปด้วยยาเสพติด และโสเภณีแม้แต่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังกล้ายอมรับเลยว่า สาเหตุที่ยาเสพติดกลับมาแพร่ระบาดอย่างหนัก และสาเหตุที่มีผู้ค้าและผู้เสพเพิ่มมากขึ้น ต้องยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจมีผล“เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี คนที่มีปัญหาเรื่องเงินจึงคิดหาทางออกด้วยวิธีง่ายๆ กล้าเสี่ยง เพื่อหวังจะได้เงิน” นายสุเทพพูดชัดการเมืองก็เดี้ยงเดินหน้าไม่ได้ เศรษฐกิจก็พัง ปัญหาสังคมก็เยอะเจอข้อเท็จจริงชัดๆ แบบนี้ ความเชื่อมั่นก็วูบหาย แค่เห็นเกมดื้อยื้อแบบไม่สนใจใครของพรรคประชาธิปัตย์ เปิดตลาดหุ้นวันที่ 28 กันยายน ตลาดหุ้นไทยก็ติดลบไปร่วม 10 จุดแล้ว ลงไปตํ่าสุดที่ 711.45ทั้งๆ ที่ปิดตลาดหุ้นปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนที่นายอภิสิทธิ์ไปจ้อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนฟัง ที่สหรัฐฯ นั้นดัชนีหุ้นไทยยังอยู่ที่ 721.57 อยู่เลยพอกลับมาสู่โลกของความเป็ฯจริงความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นก็ม่วนเสื่อเพราะก่อนหน้านี้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์สารภาพเองว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้าเที่ยวในประเทศไทยในรอบ 8 เดือนแรกของปี 2552 มีจำนวนเพียงแค่ 8.9 ล้านคนลดลง 14.1% ต่อปี ถือว่าหดตัวมาก!!!แต่ด้วยสไตล์ประชาธิปัตย์คงเส้นคงวา ก็เลยโยนบาปไปให้คนอื่นหมดว่ามีปัญหาการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009บ้างล่ะ ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาบ้างล่ะโทษไปได้ทั่ว แต่ไม่เคยโทษตัวเองเลยสักนิดว่าหลังจากเดือนเมษายนเรื่อยมาจนจะสิ้นกันยายนอยู่รอมร่อแล้ว ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ภาคธุรกิจท่องเที่ยวแหกปากร้องจนปากจะฉีก เสียงแหบเสียงแห้งไปตามๆ กันวันนี้ธุรกิจการท่องเที่ยวของไทยยังไม่ฟื้นเสียทีดังนั้นวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ เดินมาถึงทาง3 แพร่ง ที่ต้องตัดสินใจแล้ว...ว่า จะเลือกเล่นเกมแบบใด เพื่อให้ “วันตัดสินชะตา” มาถึงช้าที่สุดเพราะวันนี้ ผู้จัดการรัฐบาล ที่ชื่อ “สุเทพเทือกสุบรรณ” แบไต๋ออกมาแล้วว่า ปชป.ไม่พร้อมเลือกตั้ง!!! 

ทาง 3 แพร่ง รัฐบาลมาร์ค
1.เลือกที่จะซื้อเวลาไปเรื่อยๆ เพราะกลัวการเลือกตั้ง เพราะรู้อยู่แล้วว่า หากเลือกตั้งในช่วงนี้...โอกาสพ่ายแพ้นั้นมีสูง จึงต้องยื้อให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

2.เตรียมหาพรรคร่วมรัฐบาลพรรคใหม่เอาไว้แทนที่ พรรคภูมิใจไทย ในเมื่อเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ดันไปเห็นด้วยกับพรรคฝ่ายค้านว่าไม่ควรทำประชามติ... แบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องทบทวนแล้วว่า จะเก็บไว้เป็น“หอกข้างแคร่” ต่อไปได้อีกนานแค่ไหนยิ่งนายเนวิน ผู้ที่เล่นบทเป็น ซีอีโอ ภูมิใจไทย ด้วยแล้ว วางใจได้ยากมากที่สุด

3.อาศัยแนวร่วมนอกสภาฯ คือ กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งประกาศแล้วว่าจะไม่ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 โดยเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม

โดยใช้ให้มาเป็นแรงกดดันปะทะกับพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยประชาธิปัตย์เล่นบทลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ตีกรรเชียงซื้อเวลาไปเรื่อยๆ 

Man in the Middle

ที่มา thaifreenews

His mates back in newcastle, where he was born, and at Eton, where he was schooled, knew him as Mark, a soccer fanatic who later scored first-class honors at Oxford. Today, Thailand''s urbane Prime Minister, Abhisit Vejjajiva, says he dreamed of leading his Southeast Asian nation ever since he was a little boy, but he still seems more comfortable roaming the corridors of international diplomacy than engaging in the rough-and-tumble politics of his homeland. Just days ago, the 45-year-old economist headed to New York City to hobnob with world leaders at the U.N. General Assembly. In his inaugural speech to the international body on Sept. 26, Abhisit is expected to reference everything from sustainable development and foreign-investment incentives to the wisdom of Alfred Lord Tennyson. No doubt he will be warmly received.

http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1925815,00.html


(Read "Can Prime Minister Abhisit Mend Thailand?")

Yet even as the international community fetes the fresh-faced Prime Minister, Abhisit is being accused back home of an increasing disconnect with Thais living outside the air-conditioned comfort of Bangkok. Despite a brightening economic outlook that his technocrat-filled administration is quick to take credit for, there''s no doubt Thailand is fraying at the edges. On Sept. 19, two days before the PM jetted off to the U.N., more than 20,000 antigovernment demonstrators bedecked in their signature red shirts flooded the Thai capital from rural areas to mark the third anniversary of a military coup against their spiritual leader, exiled former Prime Minister Thaksin Shinawatra. The same day, nationalist yellow-clad protesters, who had helped pave Abhisit''s path to power, clashed violently with villagers near the Cambodian border, where a border dispute simmers near an ancient temple complex. In the country''s largely Muslim south, a campaign of separatist violence claimed more than a dozen victims in September; this year''s death toll in the restive region has already reached around 350 and, if the pace of killings continues, the 2009 count will top last year''s figure. Little wonder, then, that the country''s revered 81-year-old King Bhumibol Adulyadej — whose hospitalization on Sept. 19 for fever and fatigue only added to Thailand''s overall sense of unease — cautioned in August that if national unity is not restored, the kingdom could "collapse.

Abhisit is not to blame for the deep national divides he inherited when he took office nine months ago. During his short tenure, he has diligently applied himself to the slow rebuilding of democratic institutions that have been eroded by nearly four years of political turbulence. But so far good intentions have not yielded many concrete results. "Abhisit is the first elected Prime Minister who said he would put human rights and justice at the forefront of his administration in order to promote national unity," says Sunai Phasuk, Thailand researcher for Human Rights Watch. "But he lacks the power to mobilize his coalition government to translate [that] into real action." Abhisit sees it differently. "Things continue to move forward," Abhisit told TIME recently, sitting in Government House, the country''s seat of power that twice over the past year was besieged by yellow- and red-shirted protesters, forcing three successive administrations to abandon their offices. "We just have to make sure that only a small minority of people who are bent on violence or making chaos will not be able to cause trouble." Yet by Sept. 20, with dissent bubbling up across the nation, the mild-mannered Prime Minister was reduced to pleading with various political factions to display a little gentlemanliness: "We can express different opinions," he said in a televised address. "But we are all Thais. Please don''t hurt each other."

Thailand''s political deadlock is often posited as a battle between urban and rural, rich and poor. Certainly elements of these divisions infect the body politic. But the strife is also the result of a clash between two sets of political élites that have failed to find common ground. Pitched against Abhisit, the scion of an old Thai-Chinese family with connections to the country''s royalty, is Thaksin, who is everything the current PM is not: a brash, populist, new-money billionaire who was sentenced in absentia to two years in jail on a conflict-of-interest conviction. Both camps have amassed vocal — and occasionally violent — supporters among a general populace that is ever more politically disillusioned. Results of a recently released nationwide poll by the nonprofit Asia Foundation found that less than one-third of Thais feel the country is moving in the right direction. In fact, the U.S. is so worried about the state of the nation that it recently committed funds through its Agency for International Development for democracy-building in Thailand, something it has not done for nearly 15 years.

As Prime Minister, it falls to Abhisit to try to bridge the country''s political gulf and restore confidence in Thailand''s wobbly democracy. Just by projecting a clean image, the PM may be able to woo more of the foreign investment Thailand needs to continue its economic recovery and to placate northeastern farmers who pine for the days of Thaksin''s populist microfinancing initiatives. But first Abhisit will have to control the fractious six-party coalition that propelled him to power in the first place. A seemingly minor scuffle over who should be the next national police chief has riven the alliance. Abhisit''s bid to avoid potential demonstration violence by invoking the country''s Internal Security Act, sending thousands of soldiers onto the capital''s streets on Sept. 19, drew barbs from some coalition members. The PM freely admits the difficulties the nation and his administration are facing — but it''s not as if Thailand is teeming with potential leaders who could do a better job than Abhisit has. "We''re feeling growing pains," he acknowledged to TIME. "We have to make sure that what to me are very fundamental pillars of democracy can be put into place without being seen as contravening the idea that democracy is about the rule of majority. We have to strike the right balance."

During his interview with TIME, Abhisit enumerated what his administration has been doing to find that equilibrium: more than $1 billion in development aid for the restive south, a hearts-and-minds campaign that contrasts with Thaksin''s far more iron-fisted approach; enhanced relations with the U.S., China and Japan, the often contentious trio that are key trading partners for Thailand''s export-led economy; and even a gracious acknowledgment that political foe Thaksin did acquire considerable popularity because of his "policy innovations" in rural areas.

But other unity-building efforts have fallen flat, like a project announced by the PM''s office on Sept. 15 to induce all Thais to sing the national anthem every evening for a month and a half. The initiative faced ridicule in the national media, but it was presumably designed to placate the nationalist army faction to whom Abhisit''s administration is beholden. Thailand also continues to court international criticism for the strict application of lèse-majesté laws that dissuade open discussion of the royal family and succession issues. Under Abhisit''s tenure, the number of high-profile lèse-majesté cases working their way through Thai courts has increased. Shortly after Abhisit told TIME that "there has been an improvement [although] there may have been one or two cases which somehow went off the radar," a Thai political activist named Daranee Charnchoengsilpakul was sentenced to 18 years'' imprisonment for insulting Thailand''s King and Queen during a series of public speeches.

To be sure, it wasn''t Abhisit who signed off on the sentencing. But royalists are among his greatest supporters, and publicly criticizing such punishments might be political suicide for Abhisit. A chap named Mark would have had a hard time explaining to his friends back in Oxford how all this fits into the modern Thai democracy he says he''s trying to build.

Thailand''s political deadlock is often posited as a battle between urban and rural, rich and poor. Certainly elements of these divisions infect the body politic. But the strife is also the result of a clash between two sets of political élites that have failed to find common ground. Pitched against Abhisit, the scion of an old Thai-Chinese family with connections to the country''s royalty, is Thaksin, who is everything the current PM is not: a brash, populist, new-money billionaire who was sentenced in absentia to two years in jail on a conflict-of-interest conviction. Both camps have amassed vocal — and occasionally violent — supporters among a general populace that is ever more politically disillusioned. Results of a recently released nationwide poll by the nonprofit Asia Foundation found that less than one-third of Thais feel the country is moving in the right direction. In fact, the U.S. is so worried about the state of the nation that it recently committed funds through its Agency for International Development for democracy-building in Thailand, something it has not done for nearly 15 years.

As Prime Minister, it falls to Abhisit to try to bridge the country''s political gulf and restore confidence in Thailand''s wobbly democracy. Just by projecting a clean image, the PM may be able to woo more of the foreign investment Thailand needs to continue its economic recovery and to placate northeastern farmers who pine for the days of Thaksin''s populist microfinancing initiatives. But first Abhisit will have to control the fractious six-party coalition that propelled him to power in the first place. A seemingly minor scuffle over who should be the next national police chief has riven the alliance. Abhisit''s bid to avoid potential demonstration violence by invoking the country''s Internal Security Act, sending thousands of soldiers onto the capital''s streets on Sept. 19, drew barbs from some coalition members. The PM freely admits the difficulties the nation and his administration are facing — but it''s not as if Thailand is teeming with potential leaders who could do a better job than Abhisit has. "We''re feeling growing pains," he acknowledged to TIME. "We have to make sure that what to me are very fundamental pillars of democracy can be put into place without being seen as contravening the idea that democracy is about the rule of majority. We have to strike the right balance."

During his interview with TIME, Abhisit enumerated what his administration has been doing to find that equilibrium: more than $1 billion in development aid for the restive south, a hearts-and-minds campaign that contrasts with Thaksin''s far more iron-fisted approach; enhanced relations with the U.S., China and Japan, the often contentious trio that are key trading partners for Thailand''s export-led economy; and even a gracious acknowledgment that political foe Thaksin did acquire considerable popularity because of his "policy innovations" in rural areas.

But other unity-building efforts have fallen flat, like a project announced by the PM''s office on Sept. 15 to induce all Thais to sing the national anthem every evening for a month and a half. The initiative faced ridicule in the national media, but it was presumably designed to placate the nationalist army faction to whom Abhisit''s administration is beholden. Thailand also continues to court international criticism for the strict application of lèse-majesté laws that dissuade open discussion of the royal family and succession issues. Under Abhisit''s tenure, the number of high-profile lèse-majesté cases working their way through Thai courts has increased. Shortly after Abhisit told TIME that "there has been an improvement [although] there may have been one or two cases which somehow went off the radar," a Thai political activist named Daranee Charnchoengsilpakul was sentenced to 18 years'' imprisonment for insulting Thailand''s King and Queen during a series of public speeches.

To be sure, it wasn''t Abhisit who signed off on the sentencing. But royalists are among his greatest supporters, and publicly criticizing such punishments might be political suicide for Abhisit. A chap named Mark would have had a hard time explaining to his friends back in Oxford how all this fits into the modern Thai democracy he says he''s trying to build.

ไทยอีนิวส์POLL:นำรธน.40กลับมาใช้ จัดเลือกตั้งใหม่เคารพเสียงตัดสินชาวบ้านดับวิกฤต

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กันยายน 2552

ผลสำรวจผู้อ่านไทยอีนิวส์พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย วัยผู้ใหญ่อายุระหว่าง40-60ปีมากที่สุด จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุดคือ 49% จบสูงกว่าปริญญาตรี 33 % เป็นผู้อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมากที่สุดคือ44% อาศัยในต่างประเทศ11% มีอาชีพเป็นนักธุรกิจ,เจ้าของกิจการมากที่สุด โดยมีความปรารถนาอยากให้ไทยมีระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแบบอังกฤษ-ญี่ปุ่นมากที่สุด ส่วนใหญ่มีแนวทางปฏิรูปต่อการแก้วิกฤตประเทศ โดยเสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี40กลับมาใช้ แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และต้องเคารพผลตัดสินของประชาชนอย่างแท้จริง รองลงมาเสนอแก้รธน.ขจัดอำนาจผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญออกไป



ไทยอีนิวส์ซึ่งเกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์เน็ต หลังรัฐประหาร 19 กันยาฯ มียอดคนอ่านในขณะนี้มากกว่า 12 ล้านครั้ง ล่าสุดเราได้จัดทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นของท่านผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง"ประเทศไทยควรมีหนทางออกจากวิกฤตการเมืองอย่างไร?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 2,261 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้

-กลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี40แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และต้องเคารพเสียงตัดสินของประชาชน971ท่าน คิดเป็น42%
-แก้รัฐธรรมนูญเพื่อขจัดอำนาจผู้มีบารมีนอกรธน.แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และเคารพเสียงตัดสินประชาชน633ท่าน หรือ27%
-แก้รธน.ให้ไทยเป็นสหพันธรัฐ มีรัฐบาลท้องถิ่น กับมีรัฐบาลกลางตามเสียงประชาชนเลือกตั้ง 297ท่าน หรือ13%
-แบ่งแยกประเทศเป็นไทยเหนือ+อีสาน,ไทยใต้+ไทยกรุงเทพฯ เป็นต้น 123 ท่าน คิดเป็น5%
-ทำสงครามกลางเมืองแบบแตกหักให้รู้แพ้ชนะกันไปข้าง 82 ท่าน คิดเป็น 3%
-ยุบสภาแล้วจัดเลือกตั้งใหม่ตามรธน.ปี50และต้องเคารพเสียงตัดสินของประชาชน63ท่าน คิดเป็น2%
-อภิสิทธิ์ลาออก จัดตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ยกเลิก2มาตรฐาน 60 ท่าน คิดเป็น2%
-เห็นว่าที่เห็นอยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร 12 ท่าน ไม่แจงนับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้
-อื่นๆอีก20ท่าน ไม่แจงนับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้


ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ก่อนเราได้สุ่มสำรวจความเห็นของท่านผู้อ่านของเราในหัวข้อ"ท่านมีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองแบบใดที่สุด?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,956 ท่าน ผลการสำรวจ เป็นดังนี้

-ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับอังกฤษ และญี่ปุ่น จำนวน 843 ท่าน คิดเป็น 43%
-รองลงมาคือประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ แบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา หรือสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 370 ท่าน คิดเป็น18%
-รัฐสวัสดิการที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแบบสแกนดิเนเวีย(สวีเดน เดนมาร์ค นอรเวย์)จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 17%
-ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐฝรั่งเศส หรือเยอรมนี จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 15%
-สังคมนิยมที่มีเศรษฐกิจเสรีนิยมแบบจีน จำนวน 34 ท่าน คิดเป็น 1%
-ประชาธิปไตยแบบไทยๆเหมือนในปัจจุบัน จำนวน 26 ท่าน คิดเป็น1%
-กลับไปเป็นราชาปไตยเหมือนก่อนปีพ.ศ.2475 จำนวน 22 ท่าน คิดเป็น1%
-เผด็จการแบบเกาหลีเหนือ หรือพม่า คิวบา จำนวน 6 ท่าน ไม่สามารถแจงนับเป็น%
-อื่นๆ จำนวน 11 ท่าน ไม่สามารถแงนับเป็น%ได้


ก่อนหน้านี้ไทยอีนิวส์ได้สำรวจท่านผู้อ่านของเราในเรื่องเพศ วัย อาชีพ ที่อยู่อาศัยปัจจุบัน โดยมีผลสำรวจเป็นดังนี้

1.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นเพศชายมากที่สุด ส่วนมากเป็นผู้ใหญ่อายุระหว่าง40-60ปี

ไทยอีนิวส์สำรวจฐานท่านผู้อ่านล่าสุดระหว่างวันที่ 7-11 ก.ย.2552 ในเรื่องเพศและอายุ มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 3,292 ท่านผลการสำรวจเป็นดังนี้

-เป็นเพศชายมากที่สุด 1,553 ท่าน
-รองลงมาเป็นเพศหญิง 661 ท่าน
-เพศที่สาม 27 ท่าน

อายุระหว่าง41-50ปีมากที่สุด จำนวน 1,175 ท่าน
อายุระหว่าง 51-60ปีรองลงมา จำนวน 915 ท่าน
อายุระหว่าง 31-40ปีรองลงมา จำนวน 627 ท่าน
อายุระหว่าง20-30ปีรองลงมา จำนวน 245 ท่าน
อายะระหว่าง61-70ปี จำนวน 222 ท่าน
อายุต่ำกว่า 20 ปีลงมา จำนวน 45 ท่าน
อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป จำนวน 35 ท่าน


2.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นนักธุรกิจมากที่สุด ตามมาด้วยข้าราชการ นักวิชาชีพ ปัญญาชน

ผลการสำรวจเรื่องอาชีพของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม -1 กันยาน 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,580 ตัวอย่าง มีผู้ประกอบอาชีพมากที่สุดเรียงตามลำดับ ดังต่อไปนี้

-มากที่สุดอันดับ 1 คือนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ 589 ตัวอย่าง คิดเป็น 22% ของผู้อ่านทั้งหมด
-รองลงมาเป็นอาชีพข้าราชการในระดับปฏิบัติงาน 330 ตัวอย่าง คิดเป็น 12 %
-ตามมาด้วยนักวิชาชีพด้านแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักวิทยาศาสตร์ 232 ตัวอย่าง หรือ 8%
-พนักงานบริษัทเอกชนในระดับปฏิบัติงาน 189 ตัวอย่าง คิดเป็น 7%
-นักวิชาการ อาจารย์สถาบันการศึกษา 179 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-เกษียณแล้ว 180 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-นักบริหารระดับกลางในธุรกิจภาคอกชน 139ตัวอย่าง คิดเป็น 5%
-นักบริหารระดับกลางในภาคราชการ 134 ตัวอย่าง คิดเป็น5%
-นักเรียน นักศึกษา 103 ตัวอย่าง คิดเป็น 3%
-นักบริหารระดับสูงในภาคธุรกิจอกชน 61 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ใช้แรงงาน 76 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ว่างงาน 73 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-เกษตรกร 43 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-นักบริหารระดับสูงในภาครัฐบาล 32 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ศิลปิน นักแสดง นักเขียน นักวิจารณ์ 33 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-สื่อมวลชน 26 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ที่ไม่แจงนับถึง1%ได้ มีNGO นักสิทธิมนุษยชน องค์การมหาชน 12 ตัวอย่าง,ตุลากร อัยการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 13 ตัวอย่าง และอาชีพอื่นๆนอกจากขางต้นนี้ 136 ตัวอย่าง คิดเป็น 5%


3.ผู้อ่านของเรามีการศึกษาระดับปริญญาตรีสูงที่สุด ตามมาด้วยจบสูงกว่าปริญญาตรี

ไทยอีนิวส์มีการนำเสนอผลการสำรวจระดับการศึกษาของผู้อ่านไทยอีนิวส์ที่ที่จัดสำรวจระหว่างวันที่ 12-15 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,534 คน ผลเป็นดังนี้


-มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี จำนวน 257 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี จำนวน 766 ตัวอย่าง คิดเป็น 49 %
-มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 511 ตัวอย่าง คิดเป็น 33 %


4.มีที่อยู่ในกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ และอยู่เมืองนอกอีกไม่น้อยกว่า10%

ไทยอีนิวส์ยังได้เปิดเผยผลสำรวจที่อยู่ปัจจุบันของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,182 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้


-อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1,420 ตัวอย่าง คิดเป็น 44 %ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
-รองลงมาอาศัยในเขตภาคเหนือ 529 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-ตามมาด้วยอาศัยอยู่ในภาคอีสาน 352 ท่าน คิดเป็น 11 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคกลางและตะวันออก 299 ท่าน คิดเป็น 9%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนทวีปอเมริกา 210 ท่าน คิดเป็น 6 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคใต้ 153 ท่าน หรือคิดเป็น 4 %
-อาศัยอยู่ต่างประเทศ โซนทวีปยุโรป 118 ท่าน คิดเป็น 3 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนเอเชีย 55 ท่าน คิดเป็น 1 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศ โซนออสเตรเลีย 36 ท่าน คิดเป็น 1%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนอาฟริกา 3 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้
-อาศัยอยู่ในที่อื่นๆนอกจากข้างต้น 7 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้


เมื่อพิจารณาโดยสรุปแล้ว มีผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นผู้มีที่อยู่ปัจจุบันในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ และมากที่สุดในกรุงเทพฯและปริมณฑล รองลงมาคือภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางและตะวันออก และภาคใต้ ตามลำดับ

ขณะที่มีผู้อ่านซึ่งมีที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่ในต่างประเทศ 11 % มากที่สุดคือโซนอเมริกา รองลงมาคือยุโรป ทวีปออสเตรเลีย เอเชีย และอาฟริกา ตามลำดับ