WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 29, 2009

" อ๋อย" ได้ทีจวกมะกันไม่เชื่อมั่น"รัฐบาลมาร์ค" โฆษกรบ.ยอมรับยูเสดให้245ล.กู้ประชาธิปไตย

ที่มา มติชน

ปณิธาน ยอมรับยูเสดให้ 245 ล้าน พัฒนาและยกระดับธรรมาภิบาลไทย เผยเอกชนร้องขอหลังเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย. เริ่มแจกต้น ปีหน้า "จาตุรนต์" ซัดมะกันไม่เชื่อมั่นรัฐบาล เชื่อมีปัญหาประชาธิปไตย


ส.ว.จี้รบ.แจงเงินยูเสดช่วยปชต.


นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช จี้รัฐบาลนายอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีนิตยสารไทม์ออกมาเปิดเผยข้อมูล กรณีสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ(ยูเสด) ให้เงินเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาประชาธิปไตย แก่ประเทศไทย ประมาณ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ (680ล้านบาท) เพราะวิตกกับสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย ซึ่งการให้เงินแบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 15 ปี ที่ผ่านมา ก่อนการประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 28 กันยายน ทั้งนี้นายสิริวัฒน์ตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อยูเสดไม่เคยให้เงินมาเลยในรอบ 15 ปี แสดงว่าก่อนปี 2537 เคยเกิดขึ้น จึงสงสัยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และเมื่อต่างประเทศต้องการจะส่งเสริมประชาธิปไตยไทย แล้วภายในประเทศมีโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างไรบ้าง เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่


โฆษกรบ.รับได้เงิน245ล.ยังไม่ใช้


ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้ว่า ยูเสดได้ดำเนินกิจกรรมในไทย และมอบทุนสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ อย่างต่อเนื่องซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านสังคม แต่ภายหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 คนไทยจำนวนหนึ่งที่อยู่ในรูปเครือข่ายภาคประชาสังคมได้ไปพูดคุยกับผู้แทนยูเสดว่าไทยต้องการพัฒนาระบบธรรมาภิบาล ทำให้ยูเสดตัดสินใจจัดสรรงบประมาณให้ 7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 245 ล้านบาท) ให้แก่องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) สื่อมวลชน และองค์กรอิสระของไทย ดำเนินการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลเป็นเวลา 5 ปี (ปี 2553-2558)


“ขณะนี้เม็ดเงินดังกล่าวยังไม่ถูกนำมาใช้ เพราะยูเสดอยู่ระหว่างการประเมินแผนงาน โดยแยกเป็นรายโครงการ คาดว่าในช่วงต้นปี 2553 จะมีการประสานงานกับรัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อกำหนดกรอบในการเข้ามาทำงานว่าจะร่วมมือกันแค่ไหนอย่างไร ซึ่งโดยหลักการเราเห็นด้วยที่จะมีการพัฒนาและยกระดับธรรมาภิบาลให้เข้มแข็งขึ้น แต่ในฐานะที่เราเป็นเจ้าบ้านก็ต้องไปควบคุม ดูแลให้เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยของไทย” นายปณิธานกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำหนังสือประท้วงการเข้ามายุ่งย่ามกับกิจการของไทยหรือไม่ นายปณิธานกล่าวว่าไม่จำเป็น เป็นเรื่องชัดเจนว่ายูเสดเคยให้ทุนพัฒนาและช่วยเหลือองค์กรของไทยในเรื่องอื่นๆ อยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นว่าเมื่อเสนออะไรมาแล้วเราต้องรับทั้งหมด เรามีสิทธิตั้งเงื่อนไขกลับไปได้ เพราะเป็นเจ้าของประเทศ


"กษิต"อ้างช่วยปกติไม่ซับซ้อน


นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่มีอะไร เพราะสำนักงานของยูเสดในไทยเป็นศูนย์กลางการให้ความช่วยเหลือในภูมิภาคด้วย ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐและองค์กรภาคประชาสังคมของสหรัฐก็ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญที่รู้เรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมมาบรรยาย ซึ่งไทยก็รับความช่วยเหลือในลักษณะเดียวกันนี้จากประเทศอื่นๆ อาทิ เยอรมนี ที่เคยส่งผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายที่สถาบันพระปกเกล้าเหล่านี้เป็นต้น เรื่องก็มีแค่นี้เท่านั้น


เมื่อถามหมายความว่าความช่วยเหลือที่ให้เป็นเรื่องเก่าไม่ได้เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ใช่หรือไม่ นายกษิตกล่าวว่า ไม่เกี่ยว "เขามีมิตรจิตรมิตรใจที่ดี นานๆทีก็ส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้กับเราในทุกระดับ จะเป็นพรรคการเมืองก็ดี ข้าราชการประจำ คณะกรรมการการเลือกตั้ง รัฐสภา หรือภาควิชาการ เป็นเรื่องที่เขาทำมาตลอด ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน"นายกษิตกล่าว


"สุเทพ"เร่งตรวจสอบเงินไปที่ไหน


ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ไม่ทราบว่าเงินเข้ามาได้อย่างไรและเข้ามาตอนไหน เข้าใจว่าคงจะเป็นเรื่องขององค์กรเอกชนทั้งหลายมากกว่าจะเป็นรัฐบาล ซึ่งไม่ทราบว่าให้มาอย่างไร ผ่านใครและจำนวนเท่าไร จึงต้องติดตามดูอีกครั้งหนึ่ง อย่าเพิ่งไปแจกแจงเพราะมันเป็นข่าวที่มีคนปล่อยออกมา


“ผมจะพยายามตรวจสอบว่าเงินไปที่ไหน ซึ่งคนให้ก็น่าจะบอกได้ว่าให้กับใคร ไปที่ไหน เราจะตรวจสอบไปจนกว่าจะได้ข้อเท็จจริง” นายสุเทพ กล่าวและว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลเป็นคนทำเงินหายเพราะหากเอาเงินมาให้รัฐบาลแล้วรัฐบาลทำหายก็สามารถต่อว่ารัฐบาลได้"


นายสุเทพกล่าวว่าปกติก็จะมีองค์กรต่างๆรับผิดชอบเรื่องการรณรงค์ประชาธิปไตยอยู่ แต่ไม่มาก จึงอยากให้ส่วนราชการทั้งหลายหันมาให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะจะมีงบประมาณของแต่ละหน่วยงานสำหรับการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องประชาธิปไตยให้แก่พี่น้องประชาชน โดยไม่ต้องให้คนอื่นเข้ามาช่วย


ปัดตอบข่าวเงินไปทีวี"ทีเอเอ็น"


เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าได้นำเงินดังกล่าวไปมอบให้สถานีโทรทัศน์ Thai Asia Network (TAN) ของนางสโรชา พรอุดมศักดิ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นายสุเทพกล่าวว่าตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริง หากพูดไปจะทำให้เกิดการเข้าใจผิด เมื่อถามว่าเงินจำนวนนี้จะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงไทยในอนาคตหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่าการให้ความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่หากทำอย่างอื่นนอกเหนือกว่านั้นก็เป็นปัญหาและต้องดูกัน


"อ๋อย"ชี้ยูเสดไม่เชื่อมั่นรัฐบาล


ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า แสดงว่ายูเสดเห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตย สหรัฐฯจึงต้องออกมาให้ความสนใจ น่าแปลกที่ดูเหมือนว่ารัฐบาลเพิ่งรับทราบ เมื่อถามว่าการที่ยูเสดไม่ได้แจ้งรัฐบาลเพราะไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นายจาตุรนต์กล่าวว่า น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะที่ไม่ได้ติดต่อกับรัฐบาลโดยตรงคงจะกลัวว่ารัฐบาลจะไปแทรกแซงอะไรหรือไม่ โดยเฉพาะสื่อมวลชน ที่หากแจ้งรัฐบาลไปเขาก็จะไม่ได้พบสื่อมวลชนที่พูดจริงๆ

ไล่นักลงทุน

ที่มา เดลินิวส์

นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บินข้ามน้ำ ข้ามทะเลไปประชุมยูเอ็น ถือโอกาสชวนนักลงทุนสหรัฐเข้ามาลงทุนเพิ่ม มีข่าว 3 ยักษ์ค่าย ฟอร์ด จีเอ็ม ไครสเลอร์ และ โคคาโคล่า สนใจไทยมาก ถือเป็นข่าวดี

กลุ่มรถยนต์เตรียมทุ่ม 3 หมื่นล้านขยายฐานผลิต แต่ก่อนหน้านี้ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ พูดในงานสัมมนาใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับการลงทุนโครงการผลิตเหล็กต้นน้ำ

รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจไม่ใช่นาย ก. นาย ข. นะ จะว่าพูดในนามส่วนตัวก็ไม่ได้ มันแยกหัวโขนได้ที่ไหน ไม่เท่านั้นยังตอกย้ำ “จะให้ดี สั่งเข้าจากต่างประเทศดีกว่าผลิตเอง” อ้างไม่กระทบสิ่งแวดล้อม !!!

พูดอย่างนี้ เท่ากับเติมเชื้อเพลิงให้ “เอ็นจีโอ” ได้ไชโยโห่ฮิ้วขนานใหญ่ ปกติโครงการอุตสาหกรรม 4 แสนล้าน ที่มาบตาพุด ไม่ว่าจะปิโตรเคมี ปูนซีเมนต์ โรงกลั่น เม็ดพลาสติก ก็ไม่รู้จะได้เกิดเมื่อไหร่อยู่แล้ว

นอกจากคำสั่งศาล ประกาศเป็นเขตป้องกันมลพิษแล้ว ยังมี เอ็นจีโอขาใหญ่ ปลุกระดมชาวบ้านต้านสุดเดช ฝังใจว่า อุตสาหกรรมต้องทำลายสิ่งแวดล้อมลูกเดียว

มันก็มีหรอก แต่ทุกวันนี้ แต่ละโครงการให้เพิ่มเครื่องป้องกันมลพิษยังไง เค้ายอมแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะ โครงการผลิตเหล็กต้นน้ำ หัวใจสำคัญต่ออุตสาหกรรม ทั้ง สภาพัฒน์ฯ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าฯ ลงไปสำรวจพื้นที่ตั้งโรงงาน แหล่งน้ำ ไว้แล้ว ปีหน้าคงเสร็จ

แต่คำพูดกอร์ปศักดิ์ เล่นเอาแทบล้มทั้งยืน

มิน่า ค่ายรถยนต์ใหญ่ถึงเซ็งเป็ด รำพึงว่า ไม่รู้คิดถูกหรือผิดที่ตั้งฐานการผลิตใหญ่โตในประเทศที่ไม่มีการผลิตเหล็กคุณภาพสูงเลย ทำให้ไร้หลักประกันเรื่องวัตถุดิบ

แล้วจะฝันเป็น “ดีทรอยท์” เอเชียได้หรือ

ก็ยังโชคดี ที่ไทยมีเสน่ห์อยู่ 4 ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลก ซึ่ง “บีโอไอ” ไปชวนเค้ามา แสดงความอยาก มาลงทุน โดยก็ไม่ได้ขออะไรเพิ่มเติมไปกว่าสิ่งที่รัฐบาลไทยระบุในเงื่อนไข

นอกจากพื้นที่ก่อสร้างโรงงาน 5,000-10,000 ไร่ ท่าเรือน้ำลึก 2 แสนตันขึ้น น้ำ 30-50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็นต้น มาเจอแนวคิดกลับ หัวกลับหางอย่างนี้เข้า ไม่รู้ยังอยากมา มั้ยเนี่ย

ใจคอฯพณฯกอร์ปศักดิ์ จะให้อุตสาหกรรมไทยเป็นลูกไก่ในกำมือ ผู้ผลิตเหล็กต่างชาติตลอดเวลาหรือไง อยากโขกราคาเท่าไหร่ก็เท่านั้นอย่าง นั้นหรือ

ผู้นำรัฐบาลอุตส่าห์เดินสายเชิญชวนนักลงทุนมาไทย แต่ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ ย้ำฝ่ายเศรษฐกิจ กลับจะไล่นักลงทุนดื้อ ๆ มันอะไรกันเนี่ย ยิ่งดูยิ่งเหมือนเด็กบริหารประเทศจริง ๆ

อย่าเขียนด้วยมือลบด้วยเท้าสิ!!!

ก่อนจบ พรุ่งนี้ลุ้นคดีหวยบนดินจาก ศาลฎีกาฯนักการเมือง แล้วที่ ศาลปกครอง ยังมีกรณี “โอ๊ค-เอม”ขอให้ศาลสั่งถอนอายัดเงิน 2 หมื่นล้าน ที่ถูกยึดเป็นตัวประกันไว้ในแบงก์ไทยพาณิชย์ด้วย

หากให้ถอน แบงก์ใบโพธิ์คงกระทบไม่มากก็น้อย เงินฝากตั้ง 2 หมื่นล้าน...

ดาวประกายพรึก

ไทยเข้มแข็งมีกลิ่น

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ยังไม่ทันไร โครงการไทยเข้มแข็งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เริ่มมีกลิ่นโชยมาแล้ว

หลังโครงการชุมชนพอเพียงส่อทุจริต จนประชาธิปัตย์ต้องไล่ตัดตอนฆ่าปลาซิวปลาสร้อยไป 4 ตัว

แต่ก็ยังมีหลายโครงการส่งกลิ่น โดยเฉพาะการซื้อสิ่งของที่แพงเกินจริง และสิ่งของที่ไม่ได้คุณภาพในอีกหลายพื้นที่

สำหรับโครงการไทยเข้มแข็ง เป็นโครงการลงทุนตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะที่ 2 มูลค่า 1,431,330 ล้านบาท ปี 2552-2555 ประกอบด้วย

โครงการขนส่งและโลจิสติกส์ 571,523 ล้านบาท

โครงการด้านทรัพยากรน้ำและการเกษตร 238,515 ล้านบาท

โครงการด้านการศึกษา 137,975 ล้านบาท

โครงการสาธารณสุข 99,399 ล้านบาท

โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว 18,537 ล้านบาท

ความไม่ชอบมาพากลของโครงการไทยเข้มแข็ง เปิดประเด็นโดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ระบุว่าได้รับแจ้งจากข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขถึงการใช้งบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็ง ส่อไปในทางทุจริต ในการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์กว่า 3 หมื่นล้านบาท ในลักษณะที่ผู้ใช้ไม่ได้ซื้อ ผู้ซื้อไม่ได้ใช้

นักการเมืองออกมาเปิดโปงนักการเมืองด้วยกัน อาจจะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก

แต่พอเป็นน.พ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบทออกมาก็ยิ่งน่าเงี่ยหูรับฟัง

น.พ.พงศ์เทพระบุว่า ปัญหาของโครงการไทยเข้มแข็งในส่วนของสาธารณสุขไม่ใช่อยู่ที่การล็อกสเป๊ก แต่อยู่ที่สิ่งที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ซื้อนั้น โรงพยาบาลไม่ได้ขอ หรือมีความต้องการ เช่น เครื่องฆ่าเชื้อด้วยยูวี ราคา 40,000 บาท ไม่มีใครขอ เพราะราคาแค่นี้ถ้าโรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้ ก็สามารถใช้เงินบำรุงจัดซื้อเองได้

แค่อนุมัติให้ซื้อทุกโรงพยาบาลก็จะเป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท

น.พ.พงศ์เทพกล่าวว่า นอกจากนั้น ยังปัญหาใหญ่คือราคาที่อนุมัติแพงเกินไป เช่น เครื่องช่วยหายใจราคา 1.2 ล้าน แต่โรงพยาบาลบางแห่งเพิ่งซื้อไป 5 แสนกว่าบาทเท่านั้น หรือแฟลตพยาบาล ราคา 9.6 ล้านบาท แต่เมื่อต้นปี 2552 โรงพยาบาลบางแห่งเปิดซองประมูลได้ราคาแค่ 6 ล้านบาท รวมทั้งเครื่องฆ่าเชื้อยูวีก็ราคาแค่ 6,000 บาทเท่านั้น

เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบทยังเปิดเผยด้วยว่า จากการสอบถามโรงพยาบาลบางแห่ง พบว่ามีนักการเมืองในพื้นที่ไปติดต่อว่าอยากได้อะไร แล้วนำไปเพิ่มราคา โดยผ่านกองแผนงานของกระทรวงสาธารณสุข เวลาประมูล ถ้าฮั้วราคากันก็คงได้ราคากลางพอดี ทั้งที่ควรจะถูกกว่านั้น

"การจัดสรรผ่านคนไม่กี่คนในส่วนกลางในช่วงที่กำลังจะตั้งปลัดกระทรวงและอธิบดีใหม่ อาจมีคนในกระทรวงที่อยากก้าวหน้าชงให้ก็ได้" น.พ.พงศ์เทพระบุ

พร้อมกับเตือนว่าเรื่องนี้ระวังซ้ำรอยคดีทุจริตยาและเครื่องเวชภัณฑ์

ที่ส่งผลให้นายรักเกีรยติ สุขธนะ ติดคุกอยู่ในขณะนี้

ยังไงก็ไม่เร็ว

ที่มา ไทยรัฐ

ผลการสำรวจความเห็นประชาชน 77 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถือเป็นคำตอบที่หนักแน่นเพียงพอที่ "นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ต้องยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่คุณขอมาเพียงแต่ "นายกฯอภิสิทธิ์" ต้องแสดงลีลาปลาดุกยักเงี่ยง เพื่อไม่ให้การแก้รัฐธรรมนูญรีบร้อนรวบรัดจนเกินไป

คือตั้งเงื่อนไขให้ประชาชนออกเสียงประชามติ "เห็นชอบ" ก่อนเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็น

"แม่ลูกจันทร์" เห็นด้วยกับนายกฯอภิสิทธิ์เต็มประตู

เพราะการให้ประชาชนทั่วประเทศออกเสียงประชามติ จะปลดชนวนขัดแย้งไม่ให้บานปลาย

อย่างไรก็ตาม การแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แค่ 6 เดือนเสร็จอย่างที่ "ชินวรณ์ บุณยเกียรติ" ประธานวิปรัฐบาลฉายหนังโฆษณา

แต่...แต่ถ้าอ่านกฎหมายให้ดีๆ เกมแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ อาจลากยาวไปได้ถึงปีครึ่งอย่างสบายๆ

โปรดอย่าเถียง "แม่ลูกจันทร์" จะสาธยายให้ฟัง

สมมุติว่า "นายกฯอภิสิทธิ์" ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันนี้ กว่าจะแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ กว่าจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ จะต้องใช้เวลา 18 เดือน

หรือประมาณเดือนเมษายน 2554 โน่นแหละโยม

เริ่มจากต้องหาข้อยุติว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบการแก้รัฐธรรมนูญ? จะร่างแยกเป็น 6 ญัตติ? หรือจะร่างเป็นญัตติเดียว?

หลังจากยกร่างวางประเด็นเรียบร้อยก็ต้องเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาฯเห็นชอบร่วมกัน

เฉพาะขั้นนี้ก็น้ำลายแตกฟองไปแล้ว 2 เดือนฟรีๆ

จากนั้น ประธานรัฐสภาจะต้องส่งประเด็นแก้รัฐธรรมนูญไปให้ กกต.เตรียมจัดออกเสียงประชามติตามกติกา

ปัญหาอยู่ที่ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ เพิ่งคลอดผ่านสภาฯหยกๆ ยังไม่ทันตัดสายสะดือ

ยังต้องผ่านขั้นตอนเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายอีก 2 เดือน หรือประมาณเดือนธันวาคม

แต่ถึง พ.ร.ก.ออกเสียงประชามติ มีผลบังคับใช้ ก็ยังไม่สามารถจัดออกเสียงประชามติได้ทันที

เนื่องจาก ก.ม.กำหนดว่า การดำเนินการออกเสียงประชามติ จะต้องประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน ถึง 120 วัน

ขั้นแรก ต้องกำหนดวันลงประชามติให้ประชาชนเตรียมตัว

ขั้นที่ 2 กกต.ต้องจัดส่งเอกสารข้อมูลให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทำความเข้าใจก่อนลงประชามติอีก 30 วัน

ขั้นที่ 3 ก.ม.เปิดช่องให้ประชาชนยื่นฟ้องคัดค้านการทำประชามติต่อศาลปกครองก่อนลงประชามติ 30 วัน

ขั้นที่ 4 ประชาชนสามารถยื่นร้องคัดค้านก่อนประกาศผลประชามติอีก 30 วัน

เฉพาะกระบวนการทำประชามติ จนประกาศผลประชามติอย่างเป็นทางการ น่าจะใช้เวลา 6 เดือน หรือประมาณเดือนมิถุนายน

จากนั้นจึงจะเริ่มกระบวนการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา กว่าจะคลอดผ่านวาระ 1 ก็ต้องอภิปรายกันระเบิดเถิดเทิง

ทีนี้มาถึงการแปรญัตติวาระ 2 ซึ่งต้องลงมติเป็นรายมาตรา

แถมก่อนพิจารณาวาระ 3 ต้องเว้นวรรคอีกไม่ต่ำกว่า 15 วัน

ฟันธง...รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใหม่ จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเดือนตุลาคมปีหน้าเป็นอย่างเร็ว!!

แต่ยัง...ยัง...ไม่ครบวงจร เพราะยังต้องแก้ ก.ม.ลูกให้สอดคล้องกับเนื้อหาใหม่ของรัฐธรรมนูญ เช่น พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ส.ว. พ.ร.บ. กกต. และ พ.ร.บ. พรรคการเมือง ฯลฯ

กว่าการแก้ไข ก.ม.ลูกจะผ่านสภาครบ 3 ฉบับ ก็ต้องบวกเวลาเพิ่มอีก 6 เดือน

การแก้รัฐธรรมนูญจึงต้องใช้เวลา 18 เดือน หรือปีครึ่งพอดี

นี่ขนาดสปีดซิ่งนรกแล้วนะท่านประธาน.

แม่ลูกจันทร์

สำเร็จหรือล้มเหลว

ที่มา ไทยรัฐ

สัญญาณบางอย่างที่ส่งมาจากที่ประชุมผู้นำจี 20 ถึงภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯกับการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจการเงินระลอกใหม่น่าสนใจไม่น้อย กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศจุดยืนในที่ประชุมชัดเจน ถึงเวลาที่ ชาวอเมริกันจะต้องอดออมมากขึ้น และบรรดาชาติที่มุ่งจะขายสินค้าให้กับสหรัฐฯจะต้องมองหาช่องทางอื่นๆ

ในการสร้างความเจริญเติบโตให้กับเศรษฐกิจของตัวเอง

เป็นคำพูดของ รมว.คลังสหรัฐฯ ทิมโมธี ไกธ์เนอร์ ซะด้วย ที่ต้องยอมรับความจริงก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะอาศัยการส่งออกเป็นหลักต่อไปไม่ได้ แต่ละประเทศจะเน้นเรื่องการออมแทนการใช้จ่าย เป้าหมายการออมมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40 ของรายได้

แผนการเงินของโลกจะมีการปฏิรูปกันใหม่หมด

กลับมาที่แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ไทยเข้มแข็ง ถูกวิจารณ์มาก วันนี้ยังอาจจะพิสูจน์ความสำเร็จหรือล้มเหลวไม่ได้ชัดนัก แต่ในทางด้านทฤษฎีแล้ว การเริ่มต้นโครงการและเป้าหมายของโครงการ รวมทั้งโครงสร้างของโครงการก็พอจะคำนวณได้ว่าสุดท้ายจะได้กำไรหรือขาดทุน

เมื่อเข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ มักจะได้ยินคำพูดของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจว่า เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้น เศรษฐกิจบ้านเราก็จะฟื้นตามไปด้วย ไปร่วมประชุมจี 20 เที่ยวนี้ นายกฯอภิสิทธิ์คงหูตาสว่างขึ้นเยอะ

วิสัยทัศน์สำคัญที่สุด

เข้าใจว่าทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ ทั้งกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังก็พยายามที่จะสร้างภาวะผู้นำเพื่อกำจัดจุดอ่อนของตัวเอง แต่ช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างรอยต่อตรงนี้กลายเป็นสุญญากาศของอำนาจขึ้นมา

ที่หมายถึงบารมี

การจะสร้างภาวะผู้นำ โดยสร้างภาพให้เด่นขึ้นมาจากความล้มเหลวของผู้อื่น เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูมากกว่าการสร้างบารมี

ทำไมพรรคภูมิใจไทยที่แกนนำพรรคแต่ละคนโดนดูถูกว่าต้นทุนต่ำ จึงสามารถที่จะแย่งซีนความมีภาวะผู้นำชั่วคราวไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่แต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เพราะความใจกว้างและใจถึง

วันนี้ รมต.ภูมิใจไทย ก้าวล้ำหน้ากว่า รมต.ประชาธิปัตย์ อีกก้าว จับมือ 3 กระทรวงที่รับผิดชอบทำงานร่วมกันเพื่อให้งานไปถึงเป้าหมายสุดท้ายอย่างราบรื่น ทั้งมหาดไทย คมนาคม พาณิชย์ ไม่ต้องคอยไประวังว่าจะสะดุดเท้าใครเข้า ในขณะที่พรรคแกนนำรัฐบาลยังอีนุงตุงนังไม่เลิก แทงข้างหลังกันไม่หยุด.

หมัดเหล็ก

ตอกลิ่มตรงใจดำเลย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_36123

ยอมรับสภาพแต่โดยดี

นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ พูดถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกามอบเงินทุน จำนวน 680 ล้านบาท ผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือยูเสด ให้กับประเทศไทย เพื่อฟื้นฟูพัฒนาประชาธิปไตยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือตามปกติ

ถือเป็นมิตรจิตมิตรใจ


ว่ากันแบบไม่เขิน ประชาธิปไตยเมืองไทยต้องแลกด้วยเงินรับบริจาคจากต่างชาติ

และโดยจังหวะที่พอดีกับปมใหม่ที่ "ตุ๊ดตู่" นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย แฉคิวจัดงบประมาณของสำนักนายกฯกว่า 300 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องทีเอเอ็น หรือ "ไทยเอเชี่ยน นิวส์เน็ตเวิร์ก" โทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษในเครือข่ายของม็อบพันธมิตรฯ

อีกหนึ่งผลงานสร้างสรรค์ของทีมงาน "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย"


แต่มันน่าเอะใจตรงคำถามของนักข่าวสายทำเนียบรัฐบาล ตั้งแท่นถาม "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง มีข่าวว่ามีการนำเงินดังกล่าวไปให้กับทางสถานีทีวีดาวเทียมของพันธมิตรฯ

"เทพเทือก" ต้องรีบปัด ตอบไม่ได้ เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริง จะเข้าใจผิด

จะโยงเป็นคนละเรื่องเดียวกันหรือไม่ ที่แน่ๆประชาธิปัตย์เตรียมตัวตั้งรับกันได้ โดยยี่ห้อ "สามเกลอ" ออกมาเขี่ยลูกเล่นเอง ตามเกมน่าจะหวังล้มเดิมพันใหญ่

ต้องไล่ระนาดกันยาวแน่


แต่ที่ยังไล่กันไม่จนมุมกับเงื่อนไขเป็นเงื่อนไขตาย รายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ล่าสุดดูเหมือนคนพรรคเดียวกันเองอย่าง "เทพเทือก" ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล จะจูนคลื่นได้ตรงกับนายกฯอภิสิทธิ์

เริ่มพูดจาภาษาเดียวกัน

ขอให้ได้ถามเสียงส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ โดยการทำประชามติก่อน

ประชาธิปัตย์แท็กทีมยื้อ ดึงเกมรื้อรัฐธรรมนูญให้ยาวออกไป

ลากอายุรัฐบาลให้นานเท่าที่จะนานได้


ภายใต้เงื่อนไขที่จะพูดกันให้สวยงามก็อย่างที่ "เทพเทือก" ออกตัวกับนักข่าว พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่พร้อมยุบสภา แม้จะถึงเวลาให้เลือกตั้งเมื่อไหร่ต้องทำได้ เพราะอยู่มานานแล้ว 60-70 ปี ไม่ได้เป็นห่วง แต่ความไม่พร้อมที่พูดถึง หมายความว่าต้องทำใจให้พร้อมก่อน ใจที่จะพร้อมได้ คือ ใจที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะเป็นรัฐบาลมาครบถ้วนตามที่ตั้งใจเอาไว้ก่อนแล้ว

แต่ถ้าจะเปิดอกกันตรงๆ ก็อย่างที่นักข่าวยิงคำถามแทงใจดำ เกรงหรือไม่ว่า ถ้ารีบเลือกตั้งไปจะพ่ายแพ้พรรคเพื่อไทย จึงไม่ อยากให้มีการเลือกตั้งในช่วงนี้ "เทพเทือก" ออกลีลาแย็บแล้วถอย

"เรื่องแพ้เรื่องชนะในการเลือกตั้งยังคาดไม่ได้ ตอนนี้คุณจดคำถามของคุณเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน เผื่อวันหลังจะมาถามผมใหม่"


จะให้ถามกันกี่รอบ ก็ในเมื่อคำตอบมันรู้กันอยู่แก่ใจ

และโดยอาการ "แหยงเลือกตั้ง" ของยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่เซียนการเมืองจับไต๋ได้ มันก็โยงไปถึงคิวเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ โดยบทยื้อที่นายกฯอภิสิทธิ์พยายามกระชับอำนาจไว้ในมือ

แสดงตัวว่าเป็นนายกรัฐมนตรี

"อภิสิทธิ์" สนุกอยู่กับเกมยื้ออำนาจ ไม่มีทางจะปล่อยเก้าอี้ให้หลุดมือง่ายๆ


โดยจังหวะวัดใจ ไม่มีใครกลัวมุก "ขู่ยุบสภา"


แต่ที่แสบกว่าก็คือ มุกตอกลิ่มของ "เสด็จพี่" นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย บลัฟเป็นเชิง หากนายกฯอภิสิทธิ์ยังไม่สามารถหาทางออกในเรื่อง ผบ.ตร.ใหม่ได้

ขอแนะนำให้นายอภิสิทธิ์ประกาศยุบสภา

หรือพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกแล้วให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นนายกฯแทน

เพราะแม้นายชวนจะได้ชื่อว่าเชื่องช้า แต่ก็มีบารมีและมีภาวะผู้นำมากกว่านายอภิสิทธิ์

ตอกลิ่มได้ตรงเป้า

เอาเรื่องจริงมาล้อเล่นซะอย่างนั้น.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เวลาเปลี่ยน..ปชป.เปลี่ยนไทยไม่เปลี่ยน

ที่มา บางกอกทูเดย์

รัฐบาลมาร์ค  พรุ่งนี้คือ วันที่ 30 กันยายน2552 วันสุดท้ายของเดือน 9 (กันยายน)ก่อนที่ชาวไทยจะก้าวเข้าสู่เดือนที่ 10 (ตุลาคม)อีกประมาณ 90 กว่าวัน เราจะก้าวเข้าสู่ ปี 2553ในขณะที่รัฐบาลมีอายุประมาณ 1 ปีเวลาเดินหน้าไวเหมือนเหาะ ..ขับเคลื่อนไปพร้อมการปรับสภาพของคนในสังคมให้ “เคยชิน” กับค่าครองชีพสูงปรี๊ด คุณภาพชีวิตตํ่าดิ่ง จิตใจไม่สนองตอบกับความขัดแย้งของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เนื่องด้วยมันมีให้เห็นมา 3 ปีแล้วยังซํ้าซากจำเจ  นับตั้งแต่มีคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ภายหลังเปลี่ยนเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลประชาธิปไตยซึ่งมี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีโดยอ้างเหตุผลว่า เกรงจะเกิดความสูญเสียจากการปะทะกันของประชาชน 2 กลุ่ม ที่มีความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่! รัฐบาลประชาธิปไตยยังคง “วุ่นวาย” ฉายภาพซํ้าแล้วซํ้าเล่า! ด้วยการแสดงออกตามสิทธิประชาธิปไตยของนักเรียกร้องในนามพันธมิตรฯ ที่คนไทยรู้จักกันดีนี่ล่ะ..กระทั่งมีรัฐบาลอภิสิทธิ์แอ่นอก “รับภาระ” ท่ามกลางเสียงสนับสนุนเบื้องหน้า เบื้องหลังตั้งโต๊ะฉลองใหญ่ก้าวแรกรัฐบาลอภิสิทธิ์  ภาระหนักอึ้ง คือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และแก้วิกฤติการเมือง หมุนเข็มสู่วันแถลงนโยบายก่อนเริ่มบริหารประเทศรัฐบาลอภิสิทธิ์ มีเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึงด้วยความมงุ่มนั่ หากฟงั จากถอ้ ยแถลงของรฐั บาล เวลานั้นทุกอย่าง “หรู ดูดี” ถูกครับพี่...ดีครับนายเสมอ..แต่รัฐบาลลืมคิดไปว่า “ความสำเร็จ” มิใช่การแถลงแต่จะต้องหารด้วยความเป็นจริงหรือสิ่งที่ปฏิบัติได้ รวมทั้งการต่อต้าน ท้วงติงจากพรรคฝ่ายค้าน จากกลุ่มอำนาจเก่า และกลุ่มชนที่อยู่คนละฝ่ายกับรัฐบาล นั่นคือ ผลที่จะเกิดขึ้นในความเป็นจริงนโยบายที่เขียนของทุกรัฐบาลคล้ายๆ กันแต่วิธีการไปให้ถึงเป้าหมายอาจแตกต่างกัน ดังนั้นนโยบายที่เขียน กับนโยบายที่ทำย่อมแตกต่างกัน4 ข้อเร่งด่วนของรัฐบาล  นโยบายเร่งด่วน

ของรัฐบาลอภิสิทธิ์สั้น กระชับ ชัดเจนไว้ 4 ด้าน คือ(1) การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้น เศรษฐกจิในภาพรวมเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ภาคประชาชนและเอกชนในการลงทุนและการบริโภค (2) การรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน (3) การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และ (4) การจัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)เกือบปีกับที่เดิม  ทุกวันนี้สังคมไทยอยู่กับความเคยชิน นโยบาย 4 เรื่องด่วนยังคง “ลุล่วง”ไปอย่างเนิบนาบบางเรื่อง “จอดสนิท” เหมือน “หมาหอบ”ที่มีแต่แรงกระเพื่อมแต่ไม่กระดิกความขัดแย้ง  การสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติ และการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลนำมาใส่เป็นวาระแห่งชาติประทับตราด่วนมากมาก สิ่งที่ขยับปรับเปลี่ยนภายใน 1 ปี หลังรัฐบาลเอาจริง คือ งบ (ไปไหนไม่รู้)กับการเฝ้าระวังพร้อมกับคำสั่งตั้งรับอย่ารุกลํ้าไปในที่ของโจร เพราะจะกลายเป็นการละเมิดสิทธิ์ ข่มเหงประชาชน..ซะอย่างนั้นแหม!! ไม่เด็ดขาด ไม่ฟันธง ..ตอนนี้รัฐกับโจรก็ไม่ต่างอะไรกับ “แมวไม่อยู่หนูร่าเริง” หดหู่กว่านั้นคือ หนูดันจับแมวมาเป็นนางบำเรอซะอย่างนั้นคิดดูซิ! น่าขำ...รัฐบาลประชุมกันจนคลังต้องจ่ายเบี้ยประชุมมือเป็นระวิง.. วิ่งเต้นลงพื้นที่เสี่ยงเพื่อมายืน สงบนิ่งบำเพ็ญกุศลให้(ผู้กล้าของชาติ-เป้านิ่งของโจร)สุดท้าย ท้ายสุดกับปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดเจ้าหน้าที่รัฐก็ยังมีหน้าที่เฝ้าระวังและตั้งรับอยู่เช่นเดิมนับประสาอะไรล่ะ!! ขนาดความวุ่นวาย ที่เกิดอยู่แค่เอื้อม...รัฐบาลยังทำอะไรไม่ได้มากกว่า “จัดกำลังทหาร-ตำรวจ” แบบเต็มลิมิต เพื่อปราบจลาจลเศรษฐกิจยับ  รัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาในจังหวะที่เศรษฐกิจยับยู่ยี่และเราคงจะไม่โทษปี่โทษกลอง โดยการโยนความผิดว่ามันมาจาก “แรงเหวี่ยง”ของเศรษฐกิจโลกอีกไม่ได้ เพราะวันนี้ประเทศอื่นเขาเริ่มหายใจหายคอได้แล้ว ในขณะที่ไทยยังต้องวิ่งเต้น“ยืมเงิน” และสร้างภาพสักษณ์ปกปิด “รอยรั่ว”เศรษฐกิจโลกเป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือเขาไม่มาไทยเพราะหวั่นใจว่า ถนนจะถูกปิด สนามบินจะถูกยึด อันมีผลให้ “ติดแหง็ก” อยู่บนถนนกับรันเวย์..อย่างที่เคยเป็น..สรุป เมืองของบรรพบุรุษ ผืนดินของคุณพ่อคุณแม่ ของพี่น้องประชาชนคนไทยที่ร่วมกันสร้าง... 1 ปีผ่านไป “ไม่มีอะไรดีขึ้น” .. เฮ้อ!!! 

แอร์พอร์ตลิงค์ สนามบินเชื่อมอะไร?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทนไม่ไหวจนต้องปิด ทีวี ทุกครั้งที่เห็นหน้า“นายยุทธนา ทัพเจริญ” ผู้ว่าการรถไฟฯ ในสปอร์ตโฆษณารถไฟฟ้าสายแอร์พอร์ตลิงค์คำว่า “แอร์พอร์ตลิงค์” ถ้าแปลตรงตัวก็คือ...การเชื่อมโยงกับสนามบินซึ่งน่าจะหมายถึง...รถไฟฟ้าสายนี้สามารถเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนอื่นได้อย่างครบถ้วนสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิแต่เอาเข้าจริง...รถไฟฟ้าสายนี้ไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่นได้เลยเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าที่ตรงทื่อ...ระหว่าง สถานีมักกะสัน กับ สนามบินสุวรรณภูมิคนที่ลงเครื่องบินมานั่งรถไฟฟ้าสายนี้เข้าเมืองมาที่มักกะสัน...แทนที่จะต่อรถใต้ดินหรือรถไฟฟ้าบีทีเอสได้กลับไม่สามารถต่อได้ไม่เหมือนรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงค์ ที่ฮ่องกงหรืออีกหลายประเทศ ที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนอื่นได้หมดนี่คือปัญหาโลกแตก! ที่ไม่รู้ว่าใครจะมีปัญญามาแก้ไม่เพียงแค่นี้...รถไฟฟ้าสายนี้ที่จะเปิดใช้วันแรกในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ ซึ่งเดิมจะเปิดเมื่อ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ยังเปิดไม่ได้เพราะสหภาพรถไฟไม่ยอมให้ตั้งบริษัทลูกมาเดินรถทำให้บริษัทซีเมนต์ที่รับจ้างเดินรถ...เพราะเป็นผู้ขายขบวนรถได้เดินรถไปเรื่อยๆ กับระบบเดินรถที่ไม่เหมือนระบบเดินรถของรถใต้ดินและรถลอยฟ้าที่เดินรถมาแล้วหลายปีระบบเดินรถของซีเมนต์เป็นระบบปิดที่ต้องมีรหัสเฉพาะของตัวเอง และไม่มีการส่งมอบรหัสให้กับการรถไฟ เหมือน บีทีเอส ที่ไม่มอบรหัสเดินรถลอยฟ้าฝั่งธนฯ ให้กับ กทม.การเดินรถไฟฟ้าฝั่งธนฯ จึงค้างเติ่งมาถึงวันนี้นี่คือความ “ไม่ชาญฉลาด” ของคนในราชการและการเมืองของไทยที่เราไม่เคยเห็นอย่างนี้ที่ประเทศอื่นและนี่ไม่ใช่ปัญหาโลกแตก...แต่เป็นปัญหากระเป๋าแตกที่คนไทย โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ต้องรับกรรมบอกให้รู้ว่า...ทีหลังอย่าเลือกคนแบบนี้มาทำงานก็เท่านั้นเอง! 

นักโทษชาย

ที่มา บางกอกทูเดย์

คำว่า “นักโทษชาย” ที่มีผู้นำไปใช้กับ อดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ด็อกเตอร์ ทักษิณ ชินวัตร นั้น..นอกจากจะทำให้ไม่ระคายเคืองต่อชื่อเสียงของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถูกกล่าวถึงแล้วยังกลายเป็นจุดเด่นของนักโทษชาย...ด้วยซํ้าไปเพราะ..ข้อหา..ที่เขาได้รับมานั้น เกิดภายหลังจากที่รัฐบาลของเขาถูกยึดอำนาจโดยกองทัพ..ซึ่งกองทัพก็ทำเป็นประจำอยู่แล้ว..ทุกๆ ครั้งที่มีแนวโน้มว่า..ประชาธิปไตยจะปักหลักแน่นหนามั่นคงและข้ออ้างในการปฏิวัติทุกครั้งของกองทัพก็ซํ้าซากจำเจกันอยู่กับ..คอร์รัปชั่นและความไม่จงรักภักดี..มีอยู่เท่านั้นจริงๆขบวนการล้มล้าง นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร..ปรากฏขึ้นมาเป็นฉากๆ และต่อเนื่องกัน..เชื่อมโยงซึ่งกันและกันเป็นขบวนการจัดตั้งที่มีโครงสร้างมหึมาประกอบไปด้วยแสนยานุภาพและพลานุภาพคนไทยมองเห็นเช่นเดียวกันกับคนในโลกต่างก็มองเห็นจนเมื่อ...การปฏิวัติเบ็ดเสร็จลง..พรรคการเมืองของทักษิณ..กลับมาชนะอีกครั้งอย่างแลนด์สไลด์..การเผชิญหน้ากับขบวนการล้ม

ล้าง..จึงกลับมาใหม่..กลไกที่ฝ่ายปฏิวัติสร้างไว้..คืออำนาจแห่งการกล่าวโทษกล่าวโทษต่อตุลาการศาลเดียว..และพิพากษาให้เขาเป็นผู้ต้องหาและต้องโทษทักษิณ ปฏิเสธ..และไม่ยอมรับคำพิพากษาแน่นอนว่า....เขาไม่สามารถอยู่ในประเทศไทยได้เขาจึงหนีไปอยู่นอกประเทศถึงวันนี้...ศัตรูของเขา...สร้างเขาขึ้นมาใหม่ในฐานะ...ศูนย์รวมใจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย...เขากลายเป็นจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตย...สิ่งที่ได้มาใหม่นั้นคุ้มกันหลายเท่ากับคำว่านัก โทษชายเมื่อเป็นจิตรวิญญาณ...อันจึงเป็นอมตะ...แม้ร่างจะหาไม่แต่...ทักษิณ ชินวัตร จะกลายเป็นแบบอย่างของการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ของระบอบการปกครองของ ประชาชนเพื่อประชาชน โดยประชาชนทักษิณ...ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเมื่อก่อนหน้า...พวกท่านต่างหากที่สร้างเขาขึ้นมา...และพวกท่านกำลังจะสร้างพลังแห่งประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่จนกองทัพไม่สามารถบังคับควบคุมได้จากข้อหาและบทลงโทษที่อัยการเถื่อนและศาลเตี้ยเมื่อวันแห่งการชำระสะสางมาถึง...ไม่ว่าท่านจะอยู่ก้นบึ้งใต้สะดือทะเลหรือมอบเคียงเรียงร่างอยู่แทบเท้าของพรหมมาธิราช...บาปกรรมก็จะชักนำให้ผองท่านมาสู่ตะแลงแกงแท่นประหาร...เสียงฉีกขาดจากร่างท่านทั้งหลายจะกลายเป็นมหกรรมดนตรีบนสีหน้าปิติยินดีของฝูงมหาประชาชน...อำนาจเป็นของท่าน...จงบันดาลให้ตามใจพอ...รอเวลาให้ฟ้าเปลี่ยนสีแผ่นดินนี้กลับกลายเมื่อไหร่...จะได้ไม่มาว่ากันสำราญให้เต็มที่วันนี้ยังเป็นของท่าน...ว่ากันว่าเวลาแห่งความเริงรมย์สำราญนั้น สั้นนัก 

‘เทือก’ แบไต๋ไม่พร้อมเลือกตั้ง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เจอการเมือง e ที่สะท้อนภาพของความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาการเมือง ด้วยการยื้อสุดฤทธิ์ ไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลม ฟันดำ 2550 ได้ง่ายๆ อย่างที่หลายฝ่ายเรียกร้องพรรคประชาธิปัตย์ โชว์ฟอร์มดิ้อเหมือนกับกรณแต่งตั้งผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)ไม่มีผิดเพี้ยนแม้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะประกาศลั่นเอาไว้ว่า กลับมาจากทัวร์สหรัฐอเมริกาเที่ยวนี้ รับรองตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ได้แน่!!!แต่เมื่อทำท่าว่า พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ ทำท่าว่า...ราหูไม่ยอมยกออกจากดวงไปง่ายๆ นายอภิสิทธิ์ ซึ่งเทหน้าตักชนิดไม่สนใจใครทั้งสิ้น จะต้องยื้อให้ พล.ต.อ.ปทีปเป็นให้ได้ก็เลยต้องรีบออกตัวกลัวเสียคำพูดไว้ก่อนว่าถ้าไม่ทัน 30 กันยายน ก็ไม่เป็นไร ใช้เกมตั้งรักษาราชการแทนไปเรื่อยๆ ก็ได้นี่แหละสไตล์ “อภิสิทธิ์ ศิษย์ออกซฟอร์ด” และประชาธิปัตย์ขนานแท้ล่ะเหมือนกับเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ขณะนี้เดินหน้าเล่นเกมสุดชีวิตเมื่อประชาธิปัตย์ออกแรงยื้อ จะต้องทำประชามติให้ได้ หากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 โดยไม่สนใจพรรคคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคภูมิใจไทยที่มีซีอีโอใหญ่ ชื่อว่า เนวิน ชิดชอบ เลยแม้แต่น้อยเพราะพรรคภูมิใจไทยเองยังไม่เห็นด้วยกับการยื้อเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการทำประชามติอย่างที่นายอภิสิทธิ์ต้องการแต่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า นายอภิสิทธิ์เล่นเกมนี้ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว!!!อาการฝ่ายหนึ่งขัดใจ อีกฝ่ายไม่ยี่หระ ก็เลยสะพัดกระพือขึ้นมาอีกรอบคนกลางอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อ7-8 เดือนที่แล้วทำหน้าที่เป็นผู้จัดการรัฐบาล เชื่อมกลุ่มนั้นกลุ่มนี้มาทั้งหมดเพื่อให้หนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯก็เลยกลุ้มหนักจนผมหงอกขึ้นเยอะแถมยังโดนพรรคร่วมลำเลิกทวงสัญญาอยู่เรื่อยๆผมก็เลยยิ่งบางยิ่งรั้งขึ้นไปมากขึ้น เพราะไม่คิดว่าเป็นผู้จัดการรัฐบาลเที่ยวนี้จะสาหัสขนาดนี้การเมืองในเวลานี้ จึงมีสภาพที่ไร้เอกภาพเป็นอย่างมาก รอยแตกแยกปริทั่วไปหมดซํ้าร้ายที่รัฐบาลพยายามสร้างความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจ ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้เกิดการยอมรับที่เป็นรูปธรรมได้จนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจกดดันหนักอย่างยิ่งในปัจจุบันประเทศใดก็ตาม หากโสเภณี และยาเสพติดเกลื่อนเมือง นั่นคือวิกฤติเศรษฐกิจกำลังกดดันหนักอย่างชัดเจนที่สุด เพราะเมื่อคนไม่รู้ว่าจะทำมาหากินโดยสุจริตอย่างไร ก็จำใจหันเข้าหายาเสพติด หันเข้าหาอาชีพที่สังคมรังเกียจแต่เพื่อปากท้อง เพื่อความอยู่รอดก็จำเป็นต้องทำผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนบอกชัดเจนว่าหากบ้านเมืองใดโสเภณีทั้งสวยและราคาถูกสะท้อนว่าเศรษฐกิจแย่มาก!!!

เพียงแต่นายอภิสิทธิ์ยังไม่ยอมที่จะรับความจริง และเดินหน้าคืนอำนาจกลับไปให้ประชาชนด้วยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ... เพราะกลัวแพ้จึงปล่อยให้สังคมไทยเต็มไปด้วยยาเสพติด และโสเภณีแม้แต่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังกล้ายอมรับเลยว่า สาเหตุที่ยาเสพติดกลับมาแพร่ระบาดอย่างหนัก และสาเหตุที่มีผู้ค้าและผู้เสพเพิ่มมากขึ้น ต้องยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจมีผล“เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี คนที่มีปัญหาเรื่องเงินจึงคิดหาทางออกด้วยวิธีง่ายๆ กล้าเสี่ยง เพื่อหวังจะได้เงิน” นายสุเทพพูดชัดการเมืองก็เดี้ยงเดินหน้าไม่ได้ เศรษฐกิจก็พัง ปัญหาสังคมก็เยอะเจอข้อเท็จจริงชัดๆ แบบนี้ ความเชื่อมั่นก็วูบหาย แค่เห็นเกมดื้อยื้อแบบไม่สนใจใครของพรรคประชาธิปัตย์ เปิดตลาดหุ้นวันที่ 28 กันยายน ตลาดหุ้นไทยก็ติดลบไปร่วม 10 จุดแล้ว ลงไปตํ่าสุดที่ 711.45ทั้งๆ ที่ปิดตลาดหุ้นปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนที่นายอภิสิทธิ์ไปจ้อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนฟัง ที่สหรัฐฯ นั้นดัชนีหุ้นไทยยังอยู่ที่ 721.57 อยู่เลยพอกลับมาสู่โลกของความเป็ฯจริงความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นก็ม่วนเสื่อเพราะก่อนหน้านี้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์สารภาพเองว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้าเที่ยวในประเทศไทยในรอบ 8 เดือนแรกของปี 2552 มีจำนวนเพียงแค่ 8.9 ล้านคนลดลง 14.1% ต่อปี ถือว่าหดตัวมาก!!!แต่ด้วยสไตล์ประชาธิปัตย์คงเส้นคงวา ก็เลยโยนบาปไปให้คนอื่นหมดว่ามีปัญหาการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009บ้างล่ะ ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาบ้างล่ะโทษไปได้ทั่ว แต่ไม่เคยโทษตัวเองเลยสักนิดว่าหลังจากเดือนเมษายนเรื่อยมาจนจะสิ้นกันยายนอยู่รอมร่อแล้ว ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ภาคธุรกิจท่องเที่ยวแหกปากร้องจนปากจะฉีก เสียงแหบเสียงแห้งไปตามๆ กันวันนี้ธุรกิจการท่องเที่ยวของไทยยังไม่ฟื้นเสียทีดังนั้นวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ เดินมาถึงทาง3 แพร่ง ที่ต้องตัดสินใจแล้ว...ว่า จะเลือกเล่นเกมแบบใด เพื่อให้ “วันตัดสินชะตา” มาถึงช้าที่สุดเพราะวันนี้ ผู้จัดการรัฐบาล ที่ชื่อ “สุเทพเทือกสุบรรณ” แบไต๋ออกมาแล้วว่า ปชป.ไม่พร้อมเลือกตั้ง!!! 

ทาง 3 แพร่ง รัฐบาลมาร์ค
1.เลือกที่จะซื้อเวลาไปเรื่อยๆ เพราะกลัวการเลือกตั้ง เพราะรู้อยู่แล้วว่า หากเลือกตั้งในช่วงนี้...โอกาสพ่ายแพ้นั้นมีสูง จึงต้องยื้อให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

2.เตรียมหาพรรคร่วมรัฐบาลพรรคใหม่เอาไว้แทนที่ พรรคภูมิใจไทย ในเมื่อเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ดันไปเห็นด้วยกับพรรคฝ่ายค้านว่าไม่ควรทำประชามติ... แบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องทบทวนแล้วว่า จะเก็บไว้เป็น“หอกข้างแคร่” ต่อไปได้อีกนานแค่ไหนยิ่งนายเนวิน ผู้ที่เล่นบทเป็น ซีอีโอ ภูมิใจไทย ด้วยแล้ว วางใจได้ยากมากที่สุด

3.อาศัยแนวร่วมนอกสภาฯ คือ กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งประกาศแล้วว่าจะไม่ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 โดยเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม

โดยใช้ให้มาเป็นแรงกดดันปะทะกับพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยประชาธิปัตย์เล่นบทลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ตีกรรเชียงซื้อเวลาไปเรื่อยๆ 