WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 1, 2009

พินัยกรรมล้ำค่า

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 ตุลาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ก่อนที่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยานายปรีดี พนมยงค์ จะถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 ท่านได้เขียนบันทึกพินัยกรรมฉบับนี้ไว้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 หรือเมื่อ 11 ปีล่วงมาแล้ว นับเป็นพินัยกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดฉบับหนึ่งของไทย เราจึงถือโอกาสนี้นำมาให้สาธุชนพึงสดับอีกวาระ


คำสั่งถึงลูกๆทุกคน


เมื่อแม่สิ้นชีวิต ขอให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้


๑)นำส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทันที เมื่อหมอตรวจว่าหมดลมหายใจแล้ว

๒)ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆทั้งสิ้น

๓)ประกาศทางวิทยุ และลงหนังสือพิมพ์เพื่อแจ้งข่าวให้ญาติมิตรทราบ

๔)ไม่มีการสวดอภิธรรม ทั้งนี้ไม่รบกวนญาติมิตรที่ต้องมาร่วมงาน

๕)มีพิธีไว้อาลัยที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยนิมนต์พระที่แม่นับถือแสดงธรรมกถา (เช่นเดียวกับที่จัดให้ปาล) และทำบัตรรับหนังสือที่ระลึก

๖)ไม่รบกวนญาติมิตร ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ หรือเงินช่วยทำบุญ

๗)เมื่อโรงพยาบาลคืนศพมาก็ทำการฌาปนกิจอย่างเรียบง่าย

๘)ให้นำอัฐิและอังคารไปลอยที่ปากน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นสถานที่ๆแม่เกิด

๙)หากมีเงินบ้าง ก็ขอให้บริจาคเป็นทาน แก่มูลนิธิต่างๆ ที่ทำสาธารณกุศล

๑๐)ขอให้ลูกทุกคนปฏิบัติตามที่แม่สั่งไว้อย่างเคร่งครัด ไม่ต้องฟังความเห็นผู้หวังดีทั้งหลาย ลูกๆที่ปฏิบัติตามคำสั่งของแม่จงมีความสุข ความเจริญ


พูนศุข พนมยงค์
เขียนไว้ที่บ้านเลขที่ ๑๗๒ สาธร ๓ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑
แม่มีอายุครบ ๘๖ ปี ๙ เดือน

Wednesday, September 30, 2009

"ไทยเข้มแข็ง"ฉาว "ทักษิณ"ตีกินชูปลดหนี้IMF "รบ."ล้อมคอกก่อนวัวหาย

ที่มา มติชน



ภาพกลุ่มเสื้อแดงชูป้ายขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่หน้าโรงแรมรอยัลริเวอร์ เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่าน

ในภาพปรากฏรูปของนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน กำลังสวมกอดพร้อมจับมือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งที่นายอภิสิทธิ์นำพลพรรคประชาธิปัตย์ ไปขอบคุณที่ ส.ส.ในกลุ่มเพื่อนเนวินสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลได้ เมื่อบ่ายวันที่ 10 ธันวาคม 2551 ที่โรงแรมสยามซิตี ถนนศรีอยุธยา

พร้อมในป้ายภาพดังกล่าวมีข้อความด้านล่างว่า "แฝดสยาม ผลงานดี เป็นหนี้กันทั่วประเทศ"

ถือเป็นการดิสเครดิต นายอภิสิทธิ์และนายเนวิน อย่างจัง

ประการแรก ตอกย้ำภาพนายเนวินที่ถูกครหามาตลอดว่า "ทรยศ หักหลัง เนรคุณ" ต่อ "นายใหญ่" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยอมพลิกขั้วมาจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการเมือง

แฟนพันธุ์แท้ของ พ.ต.ท.ทักษิณรับไม่ได้!!!

ประการที่สอง ดิสเครดิตนายอภิสิทธิ์ บุคคลมีต้นทุนทางสังคมสูงลิ่ว ทั้งเป็นผู้นำที่อนาคตไกล มือสะอาด ต้องมาจับมือกับนายเนวินที่มีภาพนักการเมือง "เขี้ยวลากดิน" และผู้เคยมีฉายา "ยี้ห้อย ร้อยยี่สิบ" จากการสงสัยว่าเป็นผู้ทุจริตซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ปี พ.ศ.2538 ที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อยอมให้ตัวเองนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

ประการที่สาม เป็นการประจาน "โครงการไทยเข้มแข็ง" ที่รัฐบาลออกกฎหมายกู้เงิน 8 แสนล้าน ทำให้คนไทยต้องแบกภาระหนี้สิน

จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว "รัฐบาลอภิสิทธิ์" ที่มีกลุ่มเพื่อนเนวินร่วมด้วย

จะสังเกตเห็นว่าการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาตามเวทีคนเสื้อแดงทั่วทุกมุมของเมืองไทย มักจะชูประเด็น "ผู้ปลดหนี้ไอเอ็มเอฟ"

แม้กระทั่งการจัดงานแซยิด 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยังใส่เข้าไปชื่องานด้วย "เพลทั้งแผ่นดิน เพื่อทักษิณ ผู้ปลดหนี้ไอเอ็มเอฟ"

เพื่อแสดงให้ถึงความสามารถในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการแก้วิกฤตเศรษฐกิจ จนชำระหนี้ไอเอ็มเอฟได้ก่อนกำหนด ทำให้ไทยมีเอกราชทางการเงินและการคลัง

จุดมุ่งหมายชัดเจน เพื่อโจมตี "รัฐบาลอภิสิทธิ์" ว่า "ทักษิณ" ปลดหนี้ให้กับประชาชนแล้ว แต่ "อภิสิทธิ์" กลับมาสร้างหนี้ให้ใหม่

ที่สำคัญสะท้อนให้ถึงประสิทธิภาพการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ว่า นายอภิสิทธิ์ "มือไม่ถึง" นั่นเอง

เพราะจากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่เคยสูงสุดถึงระดับ 60% จากการกู้เงินไอเอ็มเอฟ ได้ปรับลดลงอยู่ระดับ 3637%

แต่เมื่อมีการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้ "โครงการไทยเข้มแข็ง" หนี้สาธารณะกำลังทะยานพุ่งขึ้นอีกครั้ง

และ พ.ต.ท.ทักษิณได้โอกาสสอนมวยผ่านเว็บไซต์ ทักษิณไลฟ์ดอทคอม ทันทีว่า

"โครงการไทยเข้มแข็ง มันไม่เข้มแข็ง ซึ่งมองจากงบประมาณที่นำมาใช้ กับภาวะหนี้ปัจจุบันที่เป็นอยู่ จะยิ่งส่งผลให้หนี้พุ่งสูงไปอยู่ที่ 60% และหากเป็นเช่นนั้น ประเทศไทยจะตกอยู่ในภาวะอันตราย"

มิหนำซ้ำยังเริ่มมีปัญหาความไม่โปร่งใสของการเบิกจ่าย โผล่ขึ้นมาแล้วจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ดูแลอยู่

ทั้งๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์เพิ่ง "ปฏิบัติการ" ล้างกลิ่นคละคลุ้งโครงการเศรษฐกิจพอเพียงไปหมาดๆ

พูดง่ายๆ "ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก"

ดังนั้น ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลต้องวางกรอบไม่ให้วงเงิน 1.43 ล้านล้านบาทของ "ไทยเข้มแข็ง" รั่วไหล

เพราะนักวิชาการได้แสดงความเป็นห่วงแล้วว่า จะเป็นการละลายงบประมาณครั้งใหญ่

โดยเฉพาะก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์ค่ายท่าพระจันทร์ ได้ชำแหละให้เห็นว่า "โครงการไทยเข้มแข็งยังขาดทิศทาง เป็นงบฯแค่ปะผุ หรือจะเรียกว่างบฯล้างท่อก็ได้ และเมื่อลองเอาโครงการย่อยมาดูจะพบว่า ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาระบบเศรษฐกิจในระยะปานกลางหรือยาวได้เลย"

ลำพังการเปิดเว็บไซต์ www.tkk2555.com เพื่อให้ประชาชนและสื่อติดตามตรวจสอบความโปร่งใส

หรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เพื่อให้การกำกับดูแลโครงการ และการใช้เงินงบประมาณ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ นั้นคงไม่พอ

รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งสร้าง "เครื่องมือ" ที่เป็นระบบตรวจสอบการใช้งบประมาณที่เข้มแข็ง

มิฉะนั้นนอกจากเศรษฐกิจจะไม่ฟื้นแล้ว คนไทยยังแบกหนี้กันทั่วหน้า

มีแต่นักการเมืองเท่านั้นที่อู้ฟู่!!!!

ข่าวแบบคึกฤทธิ์

ที่มา ไทยรัฐ

สื่อคุ้นชินกลิ่นอาย...คณะปฏิวัติ คณะรัฐประหารกันมาตั้งแต่ 24 มิ.ย. 2475 ปรับตัวอยู่กันได้จึงไม่แปลก สิบยี่สิบปี มานี้ รายการ...ปิด หรือเซนเซอร์หนังสือพิมพ์ จึงไม่ค่อยมี หรือมีก็น้อยลง

เหตุนี้แหละกระมัง...ระยะหลังๆ เมื่อมีคำว่า ภาวะฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ความมั่นคง ครูอาจารย์จะตกอกตกใจกันบ้าง แต่กับ"สื่อ" ดูเป็นเรื่องธรรมดา

แต่กว่าจะผ่าน...ด่านนี้มาได้ หนังสือพิมพ์รุ่นเก่า ก็ต่อสู้กันมาถึงขั้นติดคุกติดตะรางกันก็มาก

โรม บุนนาค เขียนไว้ในหนังสือชุดบันทึกแผ่นดิน ตอนเรื่องเก่าเล่าสนุก เล่ม 2 เรื่องการต่อสู้เผด็จการสไตล์เฒ่าสารพัดพิษ

หลังการรัฐประหารปี 2490 รัฐบาลกับหนังสือพิมพ์เป็นไม้เบื่อไม้เมากันเรื่อยมา จนถึงวันที่ 3 ก.ค. 2494 รัฐบาลก็ทนไม่ไหว ประกาศกฎอัยการศึก ประกาศเซนเซอร์หนังสือพิมพ์

ผลการเซนเซอร์หนังสือพิมพ์หลายฉบับ ก็ต้อง "หน้าขาว" รวมทั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ของอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมช

ฉบับวันที่ 5 ก.ค. สยามรัฐ หน้าหนึ่ง จึงมีล้อมกรอบแถลงการณ์

"เนื่องจากได้รับคำสั่งจากเจ้าพนักงานตรวจข่าว ข้าพเจ้าจึงขอเรียนให้ทราบทั่วกันว่า ข้าพเจ้าจะงดไม่เขียนข้อความใดๆ ลงในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ จนกว่าเหตุการณ์จะคืนสู่ปกติ...."

ลงชื่อ...คึกฤทธิ์ ปราโมช

สยามรัฐวันต่อมา ลดจาก 8 หน้า ราคา 75 สตางค์ เหลือ เพียง 4 หน้า ราคา 50 สตางค์

ล้อมกรอบหน้าหนึ่งเขียนว่า ไม่มีเรื่องเหล่านี้ บทนำ คอลัมน์ สักวา เก็บเล็กผสมน้อย โดยคึกฤทธิ์ ปราโมช แปลกแต่จริง สี่แผ่นดิน ปัญหาประจำวัน

โรม บุนนาค เขียนว่า คอลัมน์ปัญหาประจำวัน และนิยายสนั่นเมืองเรื่องสี่แผ่นดินที่เพิ่งลงได้ไม่กี่ตอน มีผู้อ่านติดตามกันมาก

เมื่อไม่มีข้อเขียนดีๆเหล่านี้ แฟนๆก็เสียอารมณ์ แล้วก็สาปแช่งรัฐบาล

ฉบับ 8 ก.ค.ก็มีล้อมกรอบข้อความใหม่...เฉพาะแฟนสี่แผ่นดินว่า ถ้าทางการเลิกตรวจข่าวเมื่อใด ก็จะลงตอนต่อไป ขอให้อดใจรอ

ฉบับ 10 ก.ค.สยามรัฐ เริ่มมีข่าวสร้างความฮือฮา...เป็นรายงานข่าวของคึกฤทธิ์จากหัวหิน

พระอาทิตย์หัวหินขึ้นทางทะเลและตกทางภูเขา ซึ่งผิดกับที่ศรีราชา ซึ่งพระอาทิตย์ขึ้นทางภูเขาตกทางทะเล สงสัยจะมีพระอาทิตย์ 2 ดวง แต่ยืนยันว่า

โลกยังกลมอยู่เหมือนเดิม...

ฉบับ 17 ก.ค. มีพาดหัวข่าวว่า พระนอนมา 100 ปีแล้ว ยังไม่ยอมลุก

"จะลุกได้ยังไง ในเมื่อเป็นพระพุทธไสยาสน์" โรม บุนนาคอธิบาย

เจอลีลาสารพัดพิษของอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์อย่างนี้ วันที่ 12 ส.ค. 2494 หลังจากเซนเซอร์หนังสือพิมพ์มาเดือนครึ่ง รัฐบาลก็ยกธงขาว...เลิกเซนเซอร์

แต่ยังขอให้หนังสือพิมพ์เซนเซอร์ตัวเอง

อาจารย์หม่อมท่าน ได้ชื่อว่า เสาหลักประชาธิปไตย เพราะใช้ลีลาสู้เผด็จการอย่างนี้แหละครับ

สมัยนี้ดูเหมือนจะไม่มีเสาหลักเหลืออยู่แล้ว อย่างดีก็มีไม้หลัก ส่วนจะปักขี้เลนหรือปักขี้หมา สถานการณ์ที่พลิกผันตลอดเวลา น่าจะพอบอกกันได้.

กิเลน ประลองเชิง

เรื่องเล่าจากศาลเจ้า

ที่มา ไทยรัฐ

ทุกวันนี้ ถ้าไม่มี ศาลเจ้า วัด ครอบครัวบางครอบครัวคงอดตายแล้ว ทุกวันต้องไปพึ่งศาลเจ้า ศาลพระภูมิ ดูว่ามีคนนำอาหาร ผลไม้ มาถวายเจ้าหรือเปล่า ถวายเสร็จแล้ว บางท่านก็ขอคืน บางท่านมีน้ำใจแจกให้ผู้หิวโหย อาจจะคิดว่าผู้นั่งรออยู่รอบศาลคงไม่หิว หรือมานั่งบนบานศาลเจ้า

หารู้ไม่ ที่พวกเขามานั่งรออยู่นั้น รอนม น้ำหวาน ขนม เพราะนั่นคือความอยู่รอดของลูกเล็กๆที่บ้าน ไม่ได้งอมืองอเท้า แต่เงินและงานหายากยิ่งกว่าสิ่งใด

ค่ารถเมล์ให้ลูกไปโรงเรียน คือ เศษเงินที่มีคนนำมาถวายเจ้า ไม่ได้ขโมยครับ แต่ขอยืมมาก่อน มีแล้วค่อยเอาไปถวายคืน

เรื่องที่เล่ามาเป็นเรื่องจริง ผมและพวก เห็นความอยู่รอดของครอบครัว จึงกระซิบกันว่าทางอยู่รอดของไอ้หนู ที่บ้านคือ ศาลเจ้าหน้าหมู่บ้านนี่แหละ

แล้วท่านจากหน่วยงานรัฐยังมีหน้าขอเงินค่าครองชีพ ทั้งๆที่มีบ้าน มีน้ำ มีไฟฟรี ยังขอบำเหน็จ บำนาญเป็นพิเศษ ใช้เงินภาษีฟรีไปจนตาย

ขอแสดงความนับถือ

คนด้อยโอกาส

เบื้องหลังการอนุมัติ โครงการโคตรแพง โครงการกระสุนปืนเพื่อการส่งออก วงเงิน 827 ล้านบาท ได้มีการเซ็นอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางความไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะบริษัทตัวแทนมีชนักปักหลังอยู่ทนโท่

ความจริงโครงการนี้ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ไม่เห็นชอบมาแล้ว สมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองปลัดกลาโหม

เพราะเห็นว่าราคากระสุนปืน ขนาดกระสุน 105.5 และ 155.5 ขายราคานัดละ 2 แสนบาท ในขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่นัดละ 4 หมื่นบาท

ทำไมนำโครงการกลับมาอนุมัติ

ราคาโคตรแพงขนาดนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำไมไม่ลงมาดูแล ไหนบอกว่ารัฐบาลจะทำให้ทุกโครงการโปร่งใส ตรวจสอบได้

เฮ้อ ความไม่สมดุลในสังคมเสื่อมโทรม

ผมว่านายกฯคงไม่มีเวลามาดูเรื่องในกองทัพ เพราะเรื่องในพรรคของท่านยังปวดหัวไม่จบ โดยเฉพาะโครงการชุมชนพอเพียง ตู้น้ำดื่ม ตู้ฆ่าเชื้อ ร้อยแปดโครงการ ล้วนแต่มีปัญหา ถึงเวลาแพทย์ชนบทอดรนทนไม่ไหวออกมาใส่เกียร์เดินหน้า คิดว่าโครงการนี้คงไม่หมู ปิดบัญชีได้ง่ายๆเหมือนปลากระป๋องเน่า.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

จตุพรแฉพิรุธมติโครงการรัฐบาล

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_36498

นายจตุพร พรหมพันธุ์

จตุพรแฉพิรุธเปลี่ยนวิธีจัดซื้ออาวุธ ระบุปชป.เงียบปากสนิทไม่ค้านรถเมล์ แนะ“สมัคร-นพดล”ฟ้องเอาผิดป.ป.ช. เล็งอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา...

วันนี้(30 ก..ย.)นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผุ้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กองทัพ จัดซื้ออาวุธงบประมาณกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ว่า จากการตรวจสอบปรากฏว่าเป็นการเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจากรัฐบาลต่อรัฐบาล มาเป็นการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรา 190 ที่ต้องขอความเห็นชอบจากสภาฯ พบว่ากลุ่มคนที่ได้ประโยชน์เป็นบริษัทนายหน้าค้าอาวุธ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเปลี่ยนขั้วสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล โดยได้สัดส่วนในการจัดซื้ออาวุธครั้งนี้ 80 เปอร์เซ็นต์จากวงเงินงบประมาณทั้งหมด การอนุมัติของรัฐบาลครั้งนี้เป็นการอนุมัติที่ไม่โปร่งใส เป็นการหาค่าคอมมิชชั่น จึงอยากให้รัฐบาลและกองทัพได้ชี้แจงว่าบริษัทนายหน้าเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดซื้ออาวุธครั้งนี้

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ส่วนที่ครม.อนุมัติโครงการเช่ารถเมล์ 4000 คัน วงเงิน 6.3 หมื่นล้านบาท หลังจากเกิดกระแสคัดค้าน รัฐบาลได้เดินเรื่องให้สภาพัฒน์ฯ เป็นผู้พิจารณาศึกษา ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ สนิทกับนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย แต่ขอตั้งข้อสังเกตุกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน ประชาธิปัตย์พร้อมกับส.ส.อีก 25 คน เคยออกมาแถลงตอบโต้โครงการเช่ารถเมล์ ว่าหากมีการพับโครงการต้องคืนเงินร่วม 2 พันล้านบาท แต่วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่ออกมาแสดงความเห็นปิดปากกันสนิทหมด ซึ่งสังเกตเห็นได้ว่ากลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ของกองทัพและการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน เป็นกลุ่มคนเดียวกัน และเป็นตัวกลางสำคัญเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง

"การที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ ว่า การตัดสินของป.ป.ช. เป็นการตัดสินอย่างอคติไร้ความเป็นธรรม อยู่บนพื้นฐานความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ และจะเห็นว่านายสมัครกับนายนพดล เป็นคนปกป้องไม่ให้ไทยเสียดินแดน แต่การพิจารณาของป.ป.ช. กลับไปในแนวทางที่สอดคล้องกับศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้เห็นว่า อาจจะมีการเสียดินแดน ทั้งที่เรื่องดังกล่าวนายอภิสิทธิ์ และส.ส.ประชาธิปัตย์ 144 คน เป็นผู้ที่ทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดน"ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย กล่าว

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า หลังจากยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.ตรวจสอบ จะเห็นได้ว่ากัมพูชามีการตัดถนน 250 เมตร เข้ามาในพื้นที่ประเทศไทยจริง ลุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อนตลอดช่วงเวลา 9 เดือนที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ โดยแม่ทัพภาค 2 ได้ยืนยันในที่ประชุมกรรมาธิการต่างประเทศว่าไทยเสียดินแดนจริง แต่ป.ป.ช.กลับไม่ดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์ ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ สำหรับป.ป.ช.ชุดนี้ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ถือเป็นองค์กรเถื่อนมาพิจารณาบุคคลที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นอย่างนี้บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร และตนอยากให้นายสมัครและนายนพดล ดำเนินคดีกับป.ป.ช.ที่ตัดสินอย่างอคติ ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

"ในเดือนต.ค.นี้ กลุ่มคนเสื้อแดงจะตัดสินใจกลับมาเคลื่อนไหวใหญ่ทางการเมืองอีกครั้ง โดยจะมีการประชุมหารือในวันที่ 1 ต.ค. เบื้องต้นรูปแบบการเคลื่อนไหวชุมนุมอาจจะเป็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลนอกสภาฯ เพราะไม่อยากรอถึงฤดูกาลอภิปราย ช่วงเดือนม.ค. ถือว่าช้าไป ทั้งนี้จะมีการนำข้อมูล พร้อมทั้งชาร์ต มานำเสนอกับประชาชน และอาจเชิญร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย มาร่วมเวทีอภิปรายด้วย" นายจตุพร กล่าว

แนวรบใหม่

ที่มา บางกอกทูเดย์

เขมรเมื่อปี 2136 กับกัมพูชาในปี 2552 ถึงจะอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน...แต่มีความแตกต่างกันมากมาย...คราวนั้น...สมเด็จพระนเรศวรมหาราช...กษัตริย์แห่งสงคราม...กรีฑาทัพทั้งบกและเรือ...ย่ำแผ่นดินกัมพูชา...ล่าตัวพระยาละแวกมาตัดหัวเอาโลหิตล้างพระบาท...ผู้นำเขมรในครั้งนั้น...พระยาละแวก...ตลบตแลงเหลือหลาย...คราใดที่ไทยอ่อนแอ...มันจะยกทัพเข้ามาปล้นกวาดต้นเอาผู้คนกลับไป...ครั้งแล้วครั้งเล่า...คราวใดที่กรุงศรีอยุธยาโกรธ...มันก็กล่าวขอขมาลาโทษส่งเครื่องบรรณาธิการมาถวาย...จนเมื่อกษัตริย์นักรบนเรศวร...ทนไม่ไหว...รายการเอาเลือดล้างตีนจึงเกิดขึ้นกัมพูชาหรือเขมร...ไม่ใช่คู่ศึกของไทย...รบกันคราวใด...ก็มีแต่พ่ายต้องถอยทัพ...ย่อยยับให้กับนักรบชาวไทย...แต่นั่นมัน 200 กว่าปีมาแล้ว...เมื่อกัมพูชาตกเป็นของฝรั่งเศส...ตะวันออกของประเทศไทยตั้งแต่เหนือจรดใต้...จึงถูกผนวกเข้าไปโดยแสนยานุภาพแห่งมหาอำนาจฝรั่ง...ไทยเสียดินแดนครั้งแล้วครั้งเล่า...ให้กับเรือปืนฝรั่ง...เราแพ้สงครามโดยไม่ได้

ต่อสู้...เราชื่นชมกับเอกราชที่ได้มาจากการศูนย์เสีย...เขมร-ลาว-มาเลเซีย...เติบใหญ่...ฝรั่งทั้งหลายเอาแผ่นดินที่ยึดไปจากประเทศไทยกลับไปกรุงปารีสและลอนดอนไม่ได้...วันที่ฝรั่งอ่อนแอ...แทนที่จะแก้เอาแผ่นดินกลับมา...เราชนะในสงครามอินโดจีน...เป็นพันธมิตรกับชาติชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทสได้แผ่นดินคืนมามากมาย...แต่เพราะไม่อยากสู้ในสงครามมหาเอเซียบูรพา...เราจึงถูกลากเข้าไปเป็นชาติผู้แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าไม่ได้..สหรัฐอเมริกาช่วยไว้...ไทยซ้ายไทยขวา...คงเกิดขึ้นมาแต่นั้นร่ายยาวกันมาเพื่อจะบอกว่า...ประเทศต้องมีทหารและทหารจะต้องทำสงครามกับคนต่างด้าวท้าวต่างแดน...ไม่ใช่ทหารที่หันแต่ปากกระบอกปืนเข้ามาในบ้านและเชี่ยวชาญในการไล่ล่าเข่นฆ่าประชาชนคนมือเปล่าเราเสียแผ่นดินไปแล้วมากมาย...จากการไม่รบ...เราอยู่ท่ามกลางชาตินักรบ...ที่ต่อสู้กับฝรั่งจนสูญสิ้นเอกราช...และเมื่อเขาได้เอกราชกลับมา...เขาได้แผ่นดินไทยเข้าไปไว้เป็นอาณาเขต...ยังไม่ได้ยินว่ามีทหารไทยสักคน...ที่อยากจะปล้นเอาแผ่นดินที่ฝรั่งยึดไปกลับมา...อนิจจา...เรามีแต่กองทัพ แต่เราไม่มีทหารร่ายยาวกันมา...เพื่อจะถามว่า...จะเอาอย่างไรกับ...คำท้าทายของสมเด็จฮุนเซน...อยากถามว่า...ที่ทำบ้าทำกล้าจะไปเอาแผ่นดินคืนมานั้น...วันนี้พวกมันจะไปไหม

ฉีกหน้า อาเซียน

ที่มา บางกอกทูเดย์

เพราะวันนี้ สมเด็จฯฮุน เซน แสดงแล้วว่า ไม่สนใจเวทีประชุมสุดยอดอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ แม้ว่าไทยจะเป็นคนสนับสนุนให้กัมพูชาได้เข้ามาเป็นประเทศสมาชิกก็ตามนี่คือการตบหน้ากันตรงๆ อุตส่าห์ปีนป่ายขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นรัฐบาลได้สมดังที่ปรารถนา แต่ระยะเวลาเพียง 8-9 เดือน กลับเจอแต่ปัญหาสารพันรุมเร้าไปหมดวันนี้แม้สีหน้าของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะยังเก็บอาการไว้ได้ เพราะถือเป็นหนึ่งในบรรดาแถวหน้านักการเมืองของไทยที่ไม่ธรรมดา ชาติตระกูลดี การศึกษาดี มีดีกรีระดับออกซ์ฟอร์ดมาเป็นแบคกราวด์ให้ จนทำให้ในภาพรวมนายอภิสิทธิ์ เป็นคนที่มีภาพลักษณ์ภายนอกดูดีการเก็บอาการไว้ภายใต้สีหน้า จึงยังสามารถทำได้ดี ยังสามารถยิ้มได้แม้วันนี้จะรู้แล้วว่า เก้าอี้นายกรัฐมนตรีที่ไขว่คว้าทุกวิถีทางจนได้มานั้น ถือเป็น “ทุกข์ลาภ” ขนานแท้ยิ่งปัญหาหนักที่สุดในเวลานี้ ทั้งท้าทายความสามารถในการบริหารประเทศ ท้าทายภาพลักษณ์ ท้าทายการยอมรับจากบรรดาประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างมาก ก็คือ กรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา อันมีปมปัญหามาจากพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร บริเวณปราสาทเขาพระวิหารวันนี้ สมเด็จฯฮุน เซน ผู้นำประเทศกัมพูชา แสดงออกอย่างชัดเจน ถึงการไม่ให้ความสำคัญกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งรับตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ในเวลานี้ด้วย

การขีดเส้นตายสารพัดนั้น อาจจะสามารถมองได้ว่าเป็นการพยายามแสดงท่าทีของกำลังทางทหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่บรรดาผู้นำทหารผู้นำเหล่าทัพต่างๆ ของไทยจะต้องรับผิดชอบในการรับมือตอบโต้แต่การที่ประกาศชัดเจนว่า จะไม่พูดกับนายอภิสิทธิ์ที่สำคัญพร้อมที่จะฉีกแผนที่ซึ่งนายอภิสิทธิ์ใช้ ต่อหน้าต่อตาโดยไม่ยี่หระนั้นเป็นการประกาศชัดทางการทูตระหว่างประเทศแล้วว่า หมดความเกรงใจใดๆ ทั้งสิ้นแล้วซ้ำยังประกาศชัดเจนว่า อาจจะไม่มาประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ หากรัฐบาลไทยยังพูดไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับปัญหาพื้นที่เขาพระวิหารนี่คือ การดิสเครดิตภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์โดยตรงเพราะต้องไม่ลืมว่า ประเทศกัมพูชานั้นเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียนหลังสุด โดยการสนับสนุนผลักดันของประเทศไทยนี่เองแล้วการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ ถือเป็นแมทช์แก้ตัว เป็นแมทช์เรียกภาพลักษณ์กลับคืน หลังจากที่การประชุมล่มจนบรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ต้องรีบเดินทางหนีออกจากพื้นที่การประชุมที่จังหวัดชลบุรีมาแล้วครั้งนั้นประเทศไทย และนายอภิสิทธิ์ เสียหน้าเสียเครดิตเป็นอย่างมากเพราะประเมินไว้ว่าจะไม่มีปัญหา รัฐบาลคุมกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงอยู่มือแน่ แต่กลับคุมกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินของนายเนวิน ชิดชอบ ผู้ที่ยังคงมีบารมีการเมืองสูงมาก แม้จะถูกตัดสินให้เว้นวรรคการเมือง 5 ปี ก็ตามเกมให้คนมาก่อกวนและปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง จนเหตุการณ์บานปลาย ทำให้การประชุมสุดยอดอาเซียนล่ม ก็ยังเกิดขึ้นได้และวันนี้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่นายอภิสิทธิ์เข้าไปล้วงลูกควบคุม ยังไม่ได้มีการอะไรเพื่อเอาผิดกับกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินเลยแม้แต่น้อยซึ่งจะต้องรวมไปถึงนายเนวิน ที่มีหลักฐานภาพถ่ายชัดเจนในการนั่งรถมอเตอร์ไซค์ไปดูแลถึงที่เกิดเหตุ และยืนชี้ไม้ชี้มืออย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง จนทำให้การประชุมระดับประเทศที่ไทยเป็นเจ้าภาพต้องพังลงอย่างไม่เป็นท่า

วันนี้พอรัฐบาลจะมีการประชุมสุดยอดอาเซียนใหม่ เพื่อเรียกหน้าตาของการเป็นเจ้าภาพกลับคืนมาให้ได้ กลับมาเจอปัญหากับประเทศกัมพูชาเข้าให้อีก
เพราะวันนี้ สมเด็จฯฮุน เซน แสดงแล้วว่า ไม่สนใจเวทีประชุมสุดยอดอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ แม้ว่าไทยจะเป็นคนสนับสนุนให้กัมพูชาได้เข้ามาเป็นประเทศสมาชิกก็ตามนี่คือการตบหน้ากันตรงๆอย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าจุดระเบิดคำพูดแข็งกร้าวของสมเด็จฯฮุน เซน และการแสดงออกว่า ไม่ให้ความสำคัญกับนายอภิสิทธิ์ อีกต่อไปแล้วก็เป็นเพราะความผิดพลาดของรัฐบาลไทยเอง 2 ประการด้วยกันทั้งการแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และการปล่อยให้ม็อบพันธมิตร ที่นำโดยนายวีระ สมความคิด ขึ้นไปอ่านแถลงการณ์ที่ผามออีแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน และอ่อนไหวระหว่างประเทศเพียงเพราะหนี้บุญคุณเท่านั้นหรือ ที่นายอภิสิทธิ์ คิดได้ เรื่องบานปลายมาจนถึงวันนี้ แทนที่จะหาทางแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศกลับยังใช้กลไกเดิมๆ ในการโยนบาป โดยให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นชุดที่แต่งตั้งขึ้นมาโดย คมช. และไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ออกมาชี้มูลความผิด นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กรณีแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทย-กัมพูชา สนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190

จนทำให้สังคมงงไปหมดว่า ตกลงหน้าที่ของ ป.ป.ช. คืออะไรกันแน่???เพราะออกมาในจังหวะนี้พอดี ซึ่ง นายกล้านรงค์ จันทิก ก็ยังต้องพูดออกตัวเลยว่า ไม่กังวลว่ามติของ ป.ป.ช.ครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เพราะถือว่าทำตามกฎหมายย่อมสามารถแปลได้ว่า ป.ป.ช.เองก็รู้ว่า ในจังหวะนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหวและสุ่มเสี่ยงแต่ก็ยังเล่นเกมรับลูกสอดคล้องทางการเมืองให้กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์นายกล้านรงค์ ยังอ่านคำแถลงด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง ในการได้เสียดสีนายสมัคร ทั้งๆที่วันนี้นายสมัครพ้นจากเวทีการเมืองไปแล้วก็ตาม รวมทั้งอยู่ในระหว่างพักรักษาตัวด้วยจิตใจและท่าทีที่แสดงออกนั้น ต้องยอมรับว่าสะท้อนภาพให้สังคมได้เห็นอย่างชัดเจนความทุ่มเททำงานเช่นนี้ น่าจะให้ ป.ป.ช. ย้อนกลับไปลองสอบ พฤติกรรมในอดีตเกี่ยวกับการมีสัมพันธ์พิเศษกับเมียลูกน้องของผู้มีตำแหน่งหน้าที่ราชการในสังคมของใครบางคนเหลือเกิน ที่แทบทุกเช้าเป็นต้องร้อง “ขอกินนมสักจอก”อยู่เรื่อยๆ ... คงจะเป็นคดีที่สนุกพิลึกแต่ก็คงได้รับคำตอบว่า ไม่ใช่คดีทุจริต จึงไม่ใช่หน้าที่ของ ป.ป.ช. แม้ว่าจริงๆ แล้ว เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ควรจะรู้ไว้บ้างก็ตามแต่เมื่อตอนนี้ทั้ง ป.ป.ช. และรัฐบาล รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ ไม่ว่างเพราะมามะรุมมะตุ้มเรื่องพื้นที่เขาพระวิหาร ด้วยเกมการเมืองในประเทศ ก็คงต้องดูว่าสุดท้ายจะแก้เกมได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ไทยต้องเสียเครดิตไปมากกว่านี้เพราะแม้แต่สมเด็จฯฮุน เซน ยังพูดชัดว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดจากเรื่องการเมืองภายในของไทยนั่นเองงามหน้ามั้ยล่ะ

การระบุว่าอาจจะไม่มาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนในไทยของสมเด็จฯฮุน เซน กำลังทำให้เครดิตของไทยในฐานะประเทศเจ้าภาพ และบทบาทประธานกลุ่มประเทศอาเซียน สั่นคลอนอย่างรุนแรงความผิดพลาดของรัฐบาลไทย 2 ประการ

1. คือ การที่นายอภิสิทธิ์ ตกเป็นหนี้บุญคุณของกลุ่มพันธมิตรฯ ในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแบบเร่งรัดตัดทาง จึงจำเป็นต้องตอบแทนบุญคุณด้วยการตั้ง นายกษิต ภิรมย์ ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งๆ ที่รู้ดีอยู่แล้วว่า นายกษิต เคยกล่าววาจาพาดพิงถึงสมเด็จฮุน เซน เอาไว้เช่นไรดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาขึ้นมา ตามหน้าที่แล้วกระทรวงต่างประเทศจะต้องมีบทบาทสูงในการเจรจาในการประนีประนอม และในการเดินเกมสันถวไมตรีแต่กระทรวงต่างประเทศทำไม่ได้ เพราะนายกษิตเข้าหน้าสมเด็จฯฮุน เซน ไม่ติด เนื่องมาจากคำพูดที่ไม่มีวุฒิภาวะในอดีตนั้นเองเหมือนๆ กับคำพูด “อาหารอร่อย สนุกดี ดนตรีเพราะ” ที่พูดออกมาแบบไร้วุฒิภาวะ เพราะเป็นเรื่องความเสียหายของประเทศชาติ ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของประเทศป่นปี้หมด แต่กลับพูดออกมาหน้าตาเฉยจึงทำให้กลายเป็น “วลีบาป” ที่คงจะต้องถูกล้อเลียนไปตลอดชีวิตแน่ความผิดพลาดของนายอภิสิทธิ์ ในการตั้งนายกษิต จึงถือว่าเป็นความผิดพลาดมหันต์สำหรับปัญหาไทย-กัมพูชาในขณะนี้

2. คือ การตัดสินใจแก้ปัญหาม็อบพันธมิตรฯที่นำโดยนายวีระ สมความคิด ที่ยกพลไปสร้างภาพความรุนแรง ความแตกแยก ที่บริเวณพื้นที่เขาพระวิหาร จนกลายเป็นข่าวฉาวไปทั่วโลกชนิดที่แม้แต่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ยังต้องกระโดดหนี อ้างว่าไม่เกี่ยวข้องด้วย เป็นการดำเนินการไปเองของนายวีระสุดท้ายรัฐบาล และผู้นำทางทหาร จะเป็นเพราะติดค้างหนี้บุญคุณกลุ่มพันธมิตรฯหรืออะไรก็ตาม แต่กลับแก้ปัญหาซึ่งเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเหลือเชื่อ!!!ว่ารัฐบาลจะกระทำการเช่นนี้ จะเอาใจกลุ่มม็อบมีเส้นขนาดนี้คือให้กลุ่มม็อบของนายวีระ ขึ้นไปประกาศเยิ้วๆ บนพื้นที่พิพาททั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า พื้นที่ดังกล่าวในความรู้สึกของกัมพูชานั้นยังคิดว่าเป็นพื้นที่ของตนเองอยู่และไทยก็ยังเคลียร์ปัญหาในเรื่องนี้ไม่จบการให้กลุ่มม็อบของนายวีระขึ้นไปอ่านแถลงการณ์ จึงทำให้ทางกัมพูชาไม่พอใจอย่างมาก ดังนั้นหลังจากนั้น ทางสมเด็จฯฮุน เซน จึงได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวขึ้นมาในฉับพลัน

Bangkok Post:What is praise worth when criticism is forbidden? คำสรรเสริญจะมีความหมายอย่างไรถ้าคำวิพากษ์วิจารณ์ถูกสั่งห้าม?

ที่มา Thai E-News

โดย Don Sambandaraksa
ที่มา: Bangkok Post Database section
http://www.bangkokpost.com/tech/technews/24791/what-is-praise-worth-when-criticism-is-forbidden
แปลโดยทีมงานไทยอีนิวส์
30 กันยายน 2552

คำสรรเสริญจะมีความหมายอย่างไรถ้าคำวิพากษ์วิจารณ์ถูกสั่งห้าม

บางคนมักมีความคิดว่าโครงสร้างของสังคมไทยมันอ่อนแอมาก และจะพังทลายลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งเพียงเล็กน้อย และเราจะต้องปกป้องมันโดยการปิดหูปิดตาและหลังจากนั้นเพื่อความปลอดภัยก็มุดหัวลงไปในหลุมทราย

ถึงกระนั้นยังมีมุมหนึ่งในสังคม ซึ่งมีเด็กๆที่เติบโตมาพร้อมกับโลกปัจจุบัน มีมุมมองที่ต่างจากมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่กำลังพยายามปกป้องตัวเองจากตัวของเราเอง

ยกตัวอย่างเช่นการเรียนภาษา การปิดหูปิดตามันเริ่มต้นมาจากยุคคอมมิวนิสต์เมื่อการเรียนภาษาต่างชาติถูกกำหนดให้ผิดกฏหมายเพื่อป้องกันไม่ให้มีการแบ่งแยกและเพื่อบังคับให้มีการผสมผสานระหว่างเชื้อชาติต่างๆ แต่ปัจจุบันทุกอย่างมีเสรีภาพมากขึ้นและคนกลัวว่าภาษาไทยจะค่อยๆหายไปและตายไป และถูกทดแทนโดยคนรุ่นใหม่ที่พูดภาษาอังกฤษและใช้เวลาทั้งวันอยู่หน้าอินเตอร์เนทที่ใช้แต่ภาษาอังกฤษและถูกทำให้เสื่อมโดยวัฒนธรรมตะวันออก ซึ่งแน่นอนคงจะมีบางคนบ้างที่หลงไหลอยู่ในโลกไซเบอร์และเป็นผีซอมบี้อินเตอร์เนท แต่โดยรวมแล้วประเทศไทยได้รอดพ้นและแสดงให้ชาวโลกเห็นแล้วว่าพวกเราไม่ได้ถูกสยบอย่างง่ายดาย

บางทีตัวอย่างที่ดีที่สุดคือการที่เด็กผู้หญิงไทยพูดลงท้ายประโยคด้วยคำว่า 'ค่ะ' (ka) ซึ่งเป็นคำภาษาไทยที่ไม่มีความหมายใดๆอยู่ในตัวเว้นแต่เพื่อแสดงความเคารพและความสุภาพอ่อนน้อม สิ่งนี้เกิดขึ้นบ่อยๆในอีเมล์และ IM หรือ Twitter แต่ก็มีบ้างที่จะมีผู้ชายที่ลงท้ายประโยคด้วยคำว่า "ครับ' (krub) ถึงแม้ว่าจะเป็น email ในภาษาอังกฤษ มันไกลจากการที่วัฒนธรรมไทยจะถูกซัดไปโดยคลื่นของโลกาภิวัฒน์ของโลกตะวันออก เพราะคนยุคใหม่ของโลกดิจิตอล หรือ วัยรุ่นหน้าจอ (screenagers) ได้พบวิธีที่จะใส่วัฒนธรรมเหล่านี้เข้าไปในภาษาที่ปราศจากโครงสร้างนี้โดยใช้คำเหล่านี้ในลักษณะภาษาอังกฤษผสมและเฉพาะกิจ

การลงท้ายประโยคด้วยคำว่า "ด้วยความเคารพและความสุภาพ" มันดูเทอะทะเมื่อเทียบกับความสละสลวยของการเพิ่มกับคำว่า 'ค่ะ' (ka) อย่างง่ายๆ แม้ว่ามันอาจจะทำให้ฝรั่งงุนงงว่าคำว่า 'ค่ะ' (ka) มันหมายถึงอะไร

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสได้นั่งอยู่กับนักเรียนชั้นมัธยมปลายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าทำไมและอะไรเกิดขึ้นเมื่อโลกไซเบอร์เจอกับโลกดึกดำบรรพ์ในเครื่องแต่งกายแบบไทยโบราณและในกองกระดาษที่เต็มไปด้วยหมึกคาร์บอน และสิ่งที่พวกเขาได้พูดออกมามันเป็นการเปิดหูเปิดตา และมีความสมดุลย์อย่างมากเมื่อปราศจากความสุดโต่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความไว้ใจในสิ่งที่เราสามารถทำได้ถ้าปล่อยให้พวกเราเป็นตัวของตัวเอง ตัวอย่างข้างบนนี้เป็นหนึ่งตัวอย่างที่คนรุ่นใหม่คิด อีกตัวอย่างหนึ่งคือการเซ็นเซอร์

นักเรียนนานาชาติที่กล่าวถึงนี้ ซึ่งพวกเขาขอร้องไม่ให้เปิดเผยชื่อเพราะกลัวว่าจะถูกลงโทษโดยผู้ปกครองของพวกเขา ได้กลับมาจากการฝึกทหาร จากการที่พวกเขามาจากโรงเรียนนานาชาติและพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว (ผมไม่เป็นกลางแน่เพราะผมก็จบมาจากโรงเรียนนานาชาตินี้เช่นกัน) พวกเขาบอกผมว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งมีนักเรียนคนหนึ่งไม่สบาย และหลังจากที่ถูกส่งกลับมา แทนที่จะกลับไปที่ศูนย์ฝึก แต่คุณครูได้ส่งตัวไปยังห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และถูกใช้ให้ค้นหาเวปไซต์ที่ละเมิดสถาบันและควรที่จะถูกเซ็นเซอร์

ใช่ครับ ผมฟังจากเด็กอายุ 18 ปีหลายคนว่าพวกเขาถูกพาไปที่ห้องลับในศูนย์ฝึกของกองทัพบก ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกทหาร พวกเขาต้องค้นหาเวปไซต์และความคิดเห็นในอินเตอร์เน็ทในภาษาอังกฤษที่ควรจะถูกเซ็นเซอร์ ซึ่งแน่นอนภาษาอังกฤษยังเป็นภาษาที่ผู้ฝึกโดยทั่วไปยังไม่ชำนาญในการใช้งาน

ในห้องนั้นมันมีแต่รูปของในหลวงซึ่งกำลังกระทำความดี เสมือนว่าเพื่อจะส่งเสริมให้คณะทำงานทำเพื่อปกป้องบัลลังค์ ระบบของพวกเขามีฐานข้อมูลที่มี ที่อยู่ IP ในรูปแบบของ code ที่ซับซ้อน ของเวปไซต์ โฟรัม และสื่ออย่าง youtube แต่ละหน้ามีประมาณ 20 รายชื่อ และฐานข้อมูลนั้นมีมากกว่า 100 หน้า

ผมพยายามทำเป็นไม่อาย ผมถามว่าพวกเราต้องทำอย่างไรถ้าพวกเขาพูดในทางที่ไม่ดีเกี่ยวกับรัฐบาล และรัฐบาลไม่ใช่กษัตริย์ใช่ไหม? เด็กคนแรกตอบว่าจ่าบอกว่ารัฐบาลนี้เป็นตัวแทนของกษัตริย์ และถ้าคุณหมิ่นประมาทรัฐบาล คุณกำลังหมิ่นประมาทกษัตริย์โดยทางอ้อม

เด็กคนที่สองบอกว่า ภายในหนึ่งชั่วโมงเขาเจอ 4-5 เวปไซต์ดังกล่าว แต่ส่งไปแค่ 2 พวกเขาโง่มาก แต่ที่เหลือเป็นคำวิจารณ์ที่มีเหตุผลแทนที่จะเป็นการด่าทอน

เด็กคนแรกบอกต่อว่าเขามีเพื่อนอีก 10 คนที่จะยืนยันเรื่องนี้ หลังจากที่ผมเริ่มสงสัยว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความจริงหรือไม่

แน่นอน มันไม่ได้มีอะไรลับลมคมในต่อการที่กองทัพบกจะรวบรวมรายชื่อและส่งต่อไปยัง MICT เพื่อส่งต่อไปยังศาลเพื่อให้ออกคำสั่งบล๊อกเวปไซต์เหล่านั้น แต่เพื่อนเด็กๆของผมเหล่านั้นได้คิดถึงมันและบอกผมว่าบางลิงค์ของฐานข้อมูลดังกล่าวได้ถูกบล๊อกไว้แล้ว บางเวปไซด์ถูกบล๊อกเมื่อสองวันที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งไม่มีเวลาพอในการดำเนินเรื่องอย่างเป็นทางการในการขอคำสั่งจากศาล

เมื่อเป็นเช่นนั้น หนุ่มวัยเยาว์เหล่านั้นดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องมีการเซ็นเซอร์

เด็กคนหนึ่งบอกว่า ความคิดเห็นบางอันที่งี่เง่าควรจะถูกเซ็นเซอร์ แต่บางกรณที่เป็นการถกเถียงกันอย่างมีเหตุผลควรจะถูกเปิดเผยและพวกเราควรจะสร้างความสมดุลย์ให้กับเหตุผลเพื่ออธิบายว่าทำไมพวกเรารักในหลวง ถ้าคุณยังเซ็นเซอร์มัน พวกเราไม่สามารถจะโต้แย้งได้

เด็กอีกคนหนึ่งโต้แย้งว่า แล้วใครหละที่ตัดสินว่าใครถูก? ว่าเวปไซต์นี้มันบ่อนทำลายหรือไม่? มันนำไปสู่ความคิดที่ว่ารัฐบาลพี่ใหญ่กำลังควบคุมชีวิตของพวกเราอยู่

เด็กคนหนึ่งตอบว่า ผมคิดว่าสังคมเป็นตัวกำหนด ในโฟรัมคุณโพสท์ความเห็น คนอ่านสามารถเข้าไปคลิ๊กบวกหรือลบ และอินเตอร์เน็ทจะเป็นผู้กำหนดว่าความเห็นนั้นเป็นอย่างไร

ผมเชื่อว่าคำโต้เถียงทั้งหมดนี้มันจะก้องกังวานอยู่ในหัวใจของหลายคน ซึ่งพวกเรายังลังเลที่จะพูดออกมาจากใจและถามคำถามว่าทำไมจักรพรรดิถึงไม่ใส่เสื้อผ้า เปรียบเสมือนกับที่ Jedi Master Yoda เคยบอกไว้ว่าความนึกคิดของเด็กมันน่าพิศวงโดยแท้จริง


What is praise worth when criticism is forbidden?
Published: 30/09/2009 at 12:00 AM

Some people seem to have this idea that the structure of Thai society is so weak, liable to crumbling at the slightest wind of change, that we need to protect it by closing our eyes, ears and then, as a precautionary measure, putting our head into the sand.

Yet, there are some corners of society, some children who, having grown up in a connected world, see things so very differently from the ancients who are trying to protect us from ourselves.

Take the topic of language. Closing our eyes and ears all started in the communist era when studying in a foreign language (as opposed to studying a foreign language itself) was made illegal to prevent separatism and force racial integration. Today, things are much more liberal and people fear that the Thai language will wither away and die, to be replaced by a generation of English speakers who spend their days online in an English-denominated Internet polluted and corrupted by Western culture. Of course, it was possible to find some poor soul who had lost his way online and become an Internet zombie to prove that point, but by and large, Thailand survived and showed the world that it was not to be a pushover.

Perhaps the best example is the way any girls (and it seems to be more the women than the men) ending sentences in ka, a Thai word with no particular meaning in itself except to show respect and politeness. This happens a lot on email as well as on IM or Twitter. More rare is the guy who also ends his otherwise English language email sentences in the masculine form, krab. Far from Thai culture being washed away by the tide of Western globalisation, the new generation of Digital Natives (Gartner) or Screenagers (IDC) has found a way to accommodate Thai cultural norms in a language that is devoid of such constructs by using these words in a pidgin, ad-hoc style way.

Ending every sentences with the words "with respect and politeness", would be so cumbersome compared to the elegance of simply adding ka, albeit at the cost of making every foreigner wonder what on earth a ka is.

Earlier this year I sat down with some high school students to discuss the whys and wherefores of what happens when cyberspace meets the ancients in their traditional Thai silk dresses and carbon-intensive piles of paperwork and what they had to say was eye-opening; a real balance without any absolutes but yet with a trust in what we can do given the chance to be left to ourselves. The above example of language was one example of what our new generation think, the other being censorship.

These international school pupils, who asked not to be named for fear of being grounded by their parents more than anything else, had recently returned from their national service army training. Being from an international school and with a perfect command of the English language (I am a bit biased here, as I also graduated from that same school), I was told that on one occasion, one of the students had fallen ill and, after taking him back, rather than returning to training, the teacher instead took them to a computer lab where they were told to search the Internet for sites that violated the monarchy and should be censored.

Yes, I was told by a few 18-year olds that they were taken to a secret room in an army training camp where, as part of their military training, they had to scour the Internet for sites and comments in English that had to be censored. Obviously English is still too hard a language for normal Thai recruits to effectively work in.

The room itself was full of posters of His Majesty doing good things, as if to encourage the workers on with their task of defending the Crown. The system had a database with a hard-coded local IP address where entries for sites, forum postings and media such as YouTube clips were listed. Each page had 20 entries and the database was over 100 pages long.

I tried being cheeky. I asked what we had to do if they said bad things about government. The government isn't the King, right? The Sergeant said that this Government is representing the King and if you insult the government, you are indirectly insulting the King, the first kid told me.

In an hour I found four or five such sites, but only submitted two. The guys were really stupid. The others were more balanced critical comment rather than verbal thrashing, a second kid said.

I've got 10 more friends who are able to confirm this story, the first kid told me after I started to wonder if this was all for real.

Of course, they would be nothing sinister in the army compiling a list for forwarding to the MICT to submit to the courts for a court order to block them. However, my young friends had thought of that and told me that some of the links on the database had already been blocked, some as fresh as two days old, which would not have been enough time to go through the official procedure of getting a court order to censor the site.

That said, the young men in front of me seemed to be ambivalent about the need for censorship.

Some of the really stupid ones need to be censored, but the type that present a credible argument need to be shown and we need to balance our reasons as to why we love the King. If you censor it, we can't defend it, one said.

But who decides on what is right? Whether this website is destructive or whatever? This leads to the whole idea of a big brother government in control of our lives, another argued.

I think society draws the line. With forums, you have posts and comments. People can click on a plus of minus and the Internet will decide for itself what is on view, the first responded.

I am sure these arguments will resonate in the hearts of many, as we have been reluctant to speak our minds and ask why the Emperor has no clothes on. As Jedi Master Yoda once said, truly wonderful, the mind of a child is.

สดุดีวีรชน 6 ตุลา กล้าต่อสู้ กล้าเอาชนะ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กันยายน 2552

*บทความเกี่ยวเนื่อง;งานรำลึก 6 ตุลา ครบรอบ 33 ปี : ประชาธิปไตยสมบูรณ์...?



โครงการกำแพงประวัติศาสตร์ : ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จัดงานรำลึก ๓๓ ปี ๖ ตุลา ณ สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


กำหนดการ วันอังคารที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒

๐๗.๐๐ น. - ๐๗.๓๐ น. ทำตักบาตรพระสงฆ์ ๓๔ รูป ที่บริเวณหน้าหอประชุมใหญ่

๐๘.๐๐ น.– ๐๙.๐๐ น. -กล่าวเปิดงาน โดย ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
-บทกวีรำลึกวีรชน ๖ ตุลาโดย วัฒน์ วรรลยางกูล
-กล่าวไว้อาลัยและสืบสานเจตนารมณ์วีรชน๖ตุลา โดย:
*ตัวแทนญาติวีรชน ๖ ตุลาคม
*ตัวแทน ๑๘ ผู้ต้องหา
*เลขาธิการเครือข่ายเดือนตุลา
*เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
*ตัวแทนคณะกรรมการจัดงาน 110 ปี ชาตกาลรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์
*ตัวแทนกรรมกร ชาวนา สมัชชาคนจน/สหภาพแรงงาน
*ตัวแทนแนวร่วมศิลปิน
*ตัวแทน องค์กรนักศึกษา กลุ่มองค์กรประชาธิปไตย

๐๙.๓๐ น. – ๑๒.๐๐ น. ณ ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปาฐกถาประจำปี เรื่อง
“ แนวคิดประชาธิปไตยสมบูรณ์ของปรีดี พนมยงค์ กับ เจตนารมณ์วีรชน ๖ ตุลา ๒๕๑๙”

โดย ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล ดำเนินรายการโดย อ.วิภา ดาวมณี

๑๒.๓๐ น.- ๑๕.๐๐ น. เสวนา “ อุดมการณ์ ๖ ตุลากับ อำมาตยาธิปไตย ”
วิทยากร สุรชัย แช่ด่าน ผู้ประสานงานกลุ่มแดงสยาม
วัฒนะ วรรณ กลุ่มเลี้ยวซ้าย
และ ตัวแทนสมัชชาสังคมก้าวหน้า
ดำเนินรายการโดย อินสร บัวเขียว ที่ปรึกษาพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย


๑๕.๐๐ น. - ๑๗.๐๐ น. สรุปบทเรียน ๓๓ ปี ๖ ตุลา กับขบวนการขวาใหม่ในไทย
จัดโดย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
วิทยากร ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ ๖ ตุลา
จาตุรนต์ ฉายแสง* อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙
กนกพร แสนสุขสม* นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดำเนินรายการโดย อนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

ในเวลา ๑๗.๐๐น. - ๑๙.๐๐ น. ณ ลานประติมากรรม กำแพงประวัติศาสตร์
ชมกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม ดนตรี จากวงดนตรีนักศึกษา

สอบถามรายละเอียดที่ โครงการกำแพงประวัติศาสตร์
โทร. ๐๒-๖๑๓ ๒๐๑๑, ๐๑-๖๑๓ ๔๗๙๒ Email: octnet72@yahoo.com

เบื้องลึกและข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คลิ้กอ่านเพิ่มเติม www.2519.net

เสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2552 - ภาพคัตเอาท์การเมืองเดือนตุลา และ35ปีแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย



สถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญร่วมงานเปิดนิทรรศการ ภาพคัตเอาท์การเมืองเดือนตุลา (ในวาระครบรอบ ๓๕ ปี แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย) วันเสาร์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๓.๐๐ น. ชมวิดีทัศน์ สร้างสาน ตำนานศิลป์ แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย พิธีเปิดนิทรรศการ โดยชมรมโดมรวมใจ ชมรมเพื่อนจุฬา

เวลา ๑๔.๐๐ -๑๖.๐๐ น. เสวนาหัวข้อ“ มองย้อน-ร่องรอยศิลปะกับการเมืองเดือนตุลา ในทัศนะของคนต่างรุ่น”
วิทยากร รศ.ดร.ศุภชัย สิงห์ยะบุศย์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
อาจารย์สิทธิเดช โรหิตะสุข คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
นงค์ลักษณ์ เหล่าวอ สถาบันปรีดี พนมยงค์
ดำเนินรายการ จารุนันท์ พันธชาติ ศิลปินกลุ่มบี-ฟลอร์
พิธีกรตลอดรายการ สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย อดีตผู้ประสานงานแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ๒๕๑๘

เวลา ๑๖.๑๕ น. ฉายภาพยนตร์เรื่อง“JONATHAN LIVINGSTON SEAGULL 1973” colour 99 minutes
บทเพลง-ความบันดาลใจ จาก JONATHAN LIVINGSTON SEAGULL: โดย ชัยพร นามประทีป

นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันที่ ๓ จนถึง ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒
ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ เลขที่ ๖๕/๑ สุขุมวิท ๕๕ (ซอยทองหล่อ)
แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐ โทรศัพท์ ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑ โทรสาร ๐-๒๓๘๑-๓๘๕๙ E-mail: banomyong_inst@yahoo.com

เวบซาบซึ้งReturnคนทะลักหาข่าว"สำคัญ"ทำบอร์ดล่ม

ที่มา Thai E-News


ที่มา ฝ่ายประสานงานบอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
30 กันยายน 2552

ฝ่ายประสานงานชุมชนของกระดานสนทนาชุมชนฟ้าเดียวกัน แจ้งว่า สาเหตุที่เวบไซต์ http://sameskyboard.com ล่มไป2-3วันที่ผ่านมา ตอนนี้กลับมาใช้งานได้เป็นปกติแล้ว เหตุที่เว็บล่มเพราะมีอัตราการดาวน์โหลดข้อมูลจากเว็บเกินกว่าเพดาน หรือแบนหวิดท์เกิน

ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะ 1.ฝ่ายเทคนิคคำนวนผิด 2.มีอัตราการเข้ามชมมากเป็นพิเศษในช่วงไม่กี่วันนี้ 3.ตอนนี้เซอร์เวอร์ที่เราเช่ามีปริมาณแบนหวิดท์จำกัด จึงต้องขออภัยผู้เข้าเยี่ยมชมทุกท่านด้วยจริงๆ

สำหรับการอัพเกรด หรือจ่ายเงินเพิ่มในช่วงนี้ยังเป็นปัญหาเพราะเราไม่รู้ว่าจะใช้บัญชีของใครในการจ่ายเงิน อาจฟังดูตลกแต่เป็นปัญหาจริงๆของเราในตอนนี้ และต้องขออภัยที่อาจจะต้องแก้ปัญหาเพื่อให้เว็บไม่ล่ม คือหาทางลดแบนหวิดท์ ด้วยการจำกัดการแสดงข้อมูลบางอย่าง เช่นรูปภาพ หรือ คลิป ซึ่งในช่วงนี้อาจจะต้องล็อกอินเท่านั้นจึงจะเห็นรูปในเว็บได้ หรือต้องล็อกอินจึงะดาวน์โหลดรูปภาพ หรือไฟล์ได้

พร้อมกันนี้ขอแจ้งต่อท่านผู้เข้าเยี่ยมชมว่า หากท่านพบปัญหา เรื่องเว็บโหลดช้า มีทางแก้สองวิธี

1. ถ้าท่านใช้ โปรแกรม Internet Explorer หรือ IE ที่มากับวินโดวส์ ให้ดาวน์โหลด Ultrasurf มาใช้ จะช่วยได้
ดูรายละเอียดการทำตรงนี้ http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=37510

2.เปลี่ยนไปใช้ โปรแกรมท่องเว็บตัวอื่น เช่น

-Opera
http://www.opera.com/download/get.pl?id=32261&thanks=true&sub=true

-Firefox
http://www.mozilla.com/en-US/firefox/firefox.html

-Chrome
http://www.google.com/chrome


3.หากมีความคิดเห็น หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ให้ติดตามได้จาก

-กระทู้แจ้งวิธีแก้ปัญหาเว็บช้า
http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=37319

-กระทู้รายงานเรื่องเว็บล่ม
http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=37880

4. สุดท้าย โปรดอย่าลืมว่า เนื้อหาในกระทู้จากการตั้งและตอบของเรา และ บทบาทในการจัดการของเราทุกคนเป็นสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาคอมมิวนิตี้แห่งนี้ี้ให้เดินไปข้างหน้า

สิ่งที่พื้นฐานมากๆในการช่วยให้ชุมชนเดินไปได้อย่างมีพลัง คือการช่วยกันตั้งกระทู้ที่มีสาระ หรือดึงดูดใจ และการตอบที่ดีๆเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ sameskyboard ของเราทุกคน ขอได้รับความขอบคุณในฐานะส่วนหนึ่งของชุมชนที่เท่าเทียมกัน