WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 1, 2009

ต้องเคลียร์

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ถึงตอนนี้สรุปได้แล้วว่าตำรวจไทยจะยังไม่มีผู้นำคนใหม่ได้ทันวันที่ 1 ต.ค.

นอกจากไม่มีวี่แววว่านายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือก.ต.ช. เพื่อเสนอชื่อผบ.ตร.คนใหม่แล้ว

ล่าสุดยังเซ็นคำสั่งแต่งตั้งพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นรรท.ผบ.ตร. โดยมีแนวโน้มจะ"รักษาการ" ไปเรื่อยๆ เสียด้วย

เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลนี้ใช้งานแต่ตัวสำรอง ไม่นิยมตัวจริง

ตรงนี้นับว่าอันตรายมาก!!

ถึงแม้ว่าการแต่งตั้งรรท.ผบ.ตร.สามารถทำได้ แต่การจะให้รักษาการแบบไม่มีกำหนด มันมีแต่ผลเสียต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง และมีผลเสียต่อประชาชนโดยอ้อม

ตำรวจทั่วประเทศกว่า 2 แสนคนจะรู้สึกยังไง การแต่งตั้ง "ผู้นำ" มีปัญหาแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตอกย้ำว่าตำรวจยุคนี้โดนการเมืองแทรกแซงจนระส่ำระสาย เสียกระบวนรวนเรไปหมดแล้ว

ปัญหาที่ตามมาก็คือเรื่องนโยบายต่างๆ ก็จะไม่ชัดเจน เพราะยังไม่รู้ว่าผบ.ตร.ตัวจริงจะเป็นใคร ทิศทางการบริหารงานจะเป็นรูปแบบไหน

การแต่งตั้งโยกย้ายในระดับรองผบ.ตร.ไปจนถึงผบช.ก็ยังไม่เกิดขึ้นแน่ เพราะคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือก.ตร. ระบุไว้ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยที่จะให้รรท.ผบ.ตร.เข้ามาทำบัญชีโยกย้าย ควรรอให้มีการแต่งตั้งผบ.ตร.ตัวจริงเสียก่อน

ฉะนั้น หลัง 30 ก.ย.นี้ก็ต้องมีตำแหน่งรักษาการอีกเป็นพรวน แทนรองผบ.ตร.-ผบช.ที่ว่างลงเพราะเกษียณอายุราช การ

แล้วงานตำรวจจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้ยังไง เข้าตำราเกียร์ว่างอีกจนได้

สุดท้ายคนที่รับกรรมก็คือพี่น้องประชาชน

ยังมีอีกปัญหาเรื่องข้อกฎหมายที่นายกฯอภิสิทธิ์อาจถูกดำเนินคดี เพราะชมรมข้าราชการตำรวจบำนาญ 41 ประกาศแล้วว่าหาก 1 ต.ค.ยังไม่มีการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ จะแจ้งความ ดำเนินคดีกับนายกฯละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เพราะนายกฯรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าผบ.ตร.คนปัจจุบันจะต้องเกษียณฯ และคณะกรรมการก.ต.ช.เหลืออยู่ถึง 10 คนถือว่าครบองค์ประชุมที่สามารถดำเนินการพิจารณาแต่งตั้งผบ.ตร.ได้

ดังนั้น หากนายกฯไม่เสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นผบ.ตร.ให้ ก.ต.ช.พิจารณาเห็นชอบภายใน 1 ต.ค.นี้ก็จะถือว่าจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย

สรุปว่าการแต่งตั้งรรท.ผบ.ตร.ของนายกฯอภิสิทธิ์ไม่เป็นผลดีต่อองค์กรตำรวจและประชาชนแน่นอน

ส่วนจะมีผลดีต่อนายกฯ หรือขาใหญ่ม็อบหรือเปล่า

ไม่รู้!?

แต่ที่แน่ๆ นายกฯต้องทำให้กระจ่างว่าการแต่งตั้งรรท.ผบ. ตร.ครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณเกือบ 3 หมื่นล้านที่จะตกถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเร็วๆนี้ ไม่งั้นจะถูกครหาไปอีกนาน

เพี้ยน

ที่มา เดลินิวส์

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาฯมูลนิธิแพทย์ชนบท แฉเอง งบ 3 หมื่นล้าน โครงการไทยเข้มแข็ง มีการบีบซื้อเครื่องฆ่าเชื้อยูวี-แฟน ชนิดแพงหูดับจาก 6,000 เป็น 4 หมื่นบาท

เครื่องช่วยหายใจจาก 5 แสนเป็น 1.2 ล้าน แฟลตพยาบาลจาก 6 ล้านเป็น 9.6 ล้าน ปล้นกลางแดด เลยนะ

ทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง (กินไม่พอเพียง) ยังไม่ทันจางหาย เรื่องนี้ก็โฉ่อีก ถึงนายกฯ จะสั่งฟันเด็ดขาด แต่ก็คงงั้น ๆ เหมือนโครงการแรก มีแค่ระดับส.ก.กับเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ๆ รับกรรมไป

ตัวใหญ่ ๆ ยังลอยหน้าลอยตา ไม่ต้องรับผิดชอบทั้งสิ้น ส.ว.รสนา โตสิ ตระกูล ที่เคยสร้างชื่อจับทุจริตซื้อยา 1,800 ล้านยุค ชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ แล้วมี รักเกียรติ สุขธนะ รมต. ติดคุก เพราะกรณีนี้ จะว่าไง

จะออกโรงอีกครั้งมั้ย

เพราะยุคนี้มี 2 มาตรฐาน และ เลือกปฏิบัติแบบเปิดเผยอีกด้วย เหมือน กฎหมาย 2 มาตรฐาน หลังยุค คมช.ลากรถถังออกมายึดอำนาจ แล้วตั้ง องค์กรอิสระต่าง ๆ ขึ้นมาฟาดฟันฝ่ายตรงข้าม

รู้จักในนาม ตุลาการภิวัฒน์ นี่ล่ะ

ทั้ง ๆ ที่คำนี้ ไม่มีบัญญัติใน พจนานุกรม เลย แต่กลับเป็นเครื่องมือทรงพลัง มีทั้งการใช้กฎหมายย้อนหลัง การตีความแบบกว้าง แบบแคบ แล้วแต่จำเลยเป็นใคร สำนวนอ่อน หรือแก่ ก็ได้

ความขัดแย้งของ คตส. และ อัยการสูงสุด (อสส.) ในคดีทุจริตกล้ายาง ที่ ศาลฎีกาฯนักการเมือง เพิ่งสั่งยกฟ้อง ไปนั้น น่าสนใจมาก ใครก็รู้ว่า คตส.ใหญ่มาก แต่ อสส. ก็กล้าหือ ไม่ยอมฟ้องคดีกล้ายางตอบสนอง

คดีหวยบนดิน ที่ศาลฎีกาฯวินิจฉัยไปวันพุธ อสส.ก็เห็น ไม่ควรฟ้อง คตส. ต้องจ้างทนายฟ้องเองหมด

ล่าสุด นายเสริมเกียรติ วรดิษฐ์ ผู้ตรวจราชการอัยการ ไปพูดในงานสัมมนา มีคนฟังมากมาย ว่า “สังคมมันเพี้ยน เพราะบางองค์กรทำเกินหน้าที่ จะให้เขาสั่งคดีตามที่ตัวเองต้องการ

ออกมาให้ข่าวว่าคนนั้น คนนี้ทุจริต ระบบมันเสีย สังคมวุ่นวายวันนี้ เพราะสั่งคดีถูกต้อง แต่ไม่ถูกใจ เราพยายามตระหนักที่สุดไม่ก้าวล่วงองค์กรอื่น

แต่ถูกองค์กรอื่นมาพูดเสีย ๆ หาย ๆ วิพากษ์วิจารณ์ให้ข่าว พูดภาษาชาวบ้านคือ ขี้แพ้ชวนตี ผมไม่ชอบ”

น่าจะเป็นครั้งแรก ๆ มั้ง ที่คนในวงการยุติธรรมออกมาพูดถึงผู้คนในแวด วงเกี่ยวพันว่า เพี้ยน สังคมวุ่นวาย ทุกวันนี้ เพราะ ระบบมันเสีย นั่นสินะ ที่พึ่งสุดท้าย เพี้ยนเมื่อไหร่ อย่างอื่นก็ไร้ความหมายจริง ๆ

จึงขอคารวะในความกล้าหาญของนายเสริมเกียรติ น้อยคนนักจะกล้าพูดความจริงในยุคนี้ ต่อให้โก่งคอร้องเพลงชาติ 8 โมงเช้า 6 โมงเย็น โชว์ทีวีทั้งปี หากความเป็นธรรมไม่มี สันติสุขก็ไม่เกิด หรอก

นอกจากหลอกตัวเองไปวัน ๆ

ครม.ล่าสุด มีมติเด้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปเป็นรองปลัดยุติธรรม ก็เพราะ ทำคดี ทีพีไอบริจาคเงิน 258 ล้านให้ ปชป. ตรงไปตรงมามากไป เลยเป็นพิษ

อีกเรื่อง ครม.อนุมัติเช่ารถเมล์ 4,000 คัน 6.3 หมื่นล้านบาทแล้ว ส่วน ภูมิใจไทย ก็ถอยเรื่องทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญแล้ว เค้าสมผลประโยชน์แล้ว ที่เสีย “ค่าโง่” ดูปาหี่ ก็คนไทยตาดำ ๆ นี่ล่ะ

แล้ว ป.ป.ช.ก็มีมติ เชือด สมัคร สุนทรเวช และ นพดล ปัทมะ ในคดี ปราสาทพระวิหาร แค่ 2 คน จากจำเลย 28 คน ที่เหลือปล่อยผีหมด พอดีเนื้อที่หมด เอาไว้วันหลังเถอะ.

ดาวประกายพรึก

มองโลกมองเรา

ที่มา ไทยรัฐ

ภัยพิบัติธรรมชาติ พายุกิสนา เข้าถล่มเวียดนาม ลาว และไทย ซ้ำเติมความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอีกกระทอก ที่ฟิลิปปินส์ โดนก่อน มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และที่สำนักข่าวต่างประเทศนำเสนอก็คือเรื่องของ ฮีโร่ชาวฟิลิปปินส์ อายุเพียง 18 ปี เสียสละชีวิตตัวเองเพื่อช่วยเหลือคนอื่นกว่า 30 คนให้พ้นจากภัยพิบัติ รายสุดท้ายเป็นทารก ช่วยให้ขึ้นฝั่งได้ แต่ตัวเองขึ้นไม่ได้ หมดแรงจมน้ำไปเสียก่อน

ส่วนฮีโร่บ้านเรา นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เจอพายุการเมืองไปหลายระลอก มีผลต่อภาวะผู้นำ ไปเต็มๆ กรุงเทพโพลล่าสุดสำรวจคะแนนนิยม นายกฯมาร์ค ต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ จากคะแนนเต็ม 10 ได้เพียง 4.62

สอบตก

แม้แต่ของตายอย่างเรื่องของ ความซื่อสัตย์สุจริต ชาวบ้านยังพอใจแค่ 5.37 นอกนั้นความสามารถในการแก้ไขปัญหา การรักษาผลประโยชน์ของชาติ ความสามารถในการบริหารจัดการ ผลงานสร้างสรรค์ ความเด็ดขาด ความกล้าในการตัดสินใจ

สอบตกหมด

วันนี้ความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ชักจะบานกันไปใหญ่ เดิมทีทำท่าว่ารอมชอมกันได้ พันธมิตรฯไปกระทุ้งซะ นายกฯฮุน เซน ของกัมพูชาลมออกหู

ประกาศกร้าว ถ้าคนไทยไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือทหารรุกเข้าไปในดินแดนของกัมพูชาด้านเขาพระวิหาร ให้ยิงทันที ประกาศอีกครั้ง ให้ยิงด้วยกระสุนปืนทันที

ไม่ต้องใช้กระบอง ใช้โล่ ไม่ต้องเตือน เพราะถือว่าบุกรุกดินแดน บุกรุกอธิปไตยของกัมพูชา และจะ ไม่เจรจากับนายกฯอภิสิทธิ์ อาจจะไม่มาร่วมประชุมผู้นำอาเซียนในเดือนหน้าด้วยซ้ำไป พูดจาภาษาการทูตก็ต้องบอกว่า ความสัมพันธ์ไม่ราบรื่น แต่ถ้าจะพูดจาภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า

ความสัมพันธ์สะบั้น

วันนี้ผมเชื่อว่านายกฯอภิสิทธิ์คงรู้แล้วว่าการเป็นนายกฯประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ไม่ง่ายเหมือนการทำหน้าที่ฝ่ายค้านคอยสับรัฐบาลในสภา

แต่ต้องใช้ทั้งประสบการณ์และบารมี

ชายแดนภาคใต้ ความวุ่นวายทางการเมือง ความขัดแย้งของคนในชาติ ความยากลำบากในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เลยไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เละเป็นสนามเด็กเล่น

ถ้านายกฯคิดจะปรับ ครม.ยืดอายุไปอีกเฮือกในเร็วๆนี้ อยาก จะแนะนำให้ปรับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจ และ รมต.ที่ดูแลสื่อ แล้วทำใจให้กว้างอีกหน่อย ยังจะพอเห็นแสงสว่างอยู่บ้าง.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

ถูกหวยกันแค่เฉี่ยวๆ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_36574

วราเทพ

ถูกหวยแจ็กพอตแค่เฉี่ยวๆ

ล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาลงโทษจำคุกนายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง กำกับดูแลกองสลาก 2 ปี ปรับ 20,000 บาท แต่โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี เช่นเดียวกับนายสมใจนึก เองตระกูล อดีตประธานบอร์ดกองสลาก และนายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีตผู้อำนวยการกองสลาก ในฐานะบอร์ดกองสลาก ฐานผิดอาญามาตรา 157

ส่วนอดีตรัฐมนตรีคนอื่นยกฟ้อง หายใจโล่งไปตามๆกัน

แต่สำหรับมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ล็อกเป้าเชือดนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ในคดีออกแถลงการณ์ร่วมเขาพระวิหาร ผิดมาตรา 157

สำเร็จโทษ "นอมินีตัวเอ้" ของนายใหญ่

ในอารมณ์ที่น่าจะกระตุ้นให้อดีตนายกฯทักษิณโหมโรงโฆษณาเสื้อยืดเวอร์ชั่น "มึงทำอะไรก็ไม่ผิด กูทำอะไรก็ผิด" ที่ตั้งท่าจะทำแจก

แดกดันชะตากรรมของคนในเครือข่ายฝ่ายเดียวกับตัวเอง

รายการขุดรากถอนโคน "นายใหญ่" ให้สิ้นซาก ป.ป.ช.หักดิบกันแบบไม่ต้องกั๊ก

แต่ที่ชัดว่า "กั๊ก" ไว้เพื่อเกมต่อรองทางการเมือง

ที่สุด ครม.ก็ปล่อยไฟเขียวโปรเจกต์รถเมล์เช่าเอ็นจีวี 4,000 คัน มูลค่า 60,000 กว่าล้านบาท ท่ามกลางบรรยากาศกดดันแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ลดความร้อนแรงลง

เหมือนตกลงเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกันได้

ที่แน่ๆยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ชิงตีปี๊บโครงการรถเมล์เช่าเอ็นจีวีเป็นผลงานของพรรคภูมิใจไทย ที่ทำให้คนกรุงเทพฯและชาวบ้านได้ประโยชน์ และที่สุดก็จะเกิดความพึงพอใจพรรคภูมิใจไทย โดยไม่คิดว่าโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณเท่าไหร่

อาศัยลูกเก๋าพลิกเหลี่ยมโครงการฉาว แปลงเป็นต้นทุนปั่นผลงานได้

ในขณะที่ยี่ห้อประชาธิปัตย์ซะอีก ยังควานหาผลงานเป็นชิ้นเป็นอันไม่เจอ

โผล่มาแต่ "ตอผุด" ทอนต้นทุน "คุณชายสะอาด" ของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากปลากระป๋องเน่า มาถึงโครงการชุมชนพอเพียงที่ถูกประทับเป็นชุมชนแพงเพียบ

ล่าสุดโผล่ที่กระทรวงสาธารณสุข คิวฉาวสอดไส้โครงการไทยเข้มแข็ง รายการทุจริตการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท โดยที่นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ชิงโยนให้คนใกล้ชิดกับทีมที่ปรึกษาอยู่เบื้องหลังดำเนินการ

จำนนด้วยหลักฐาน ปัดไม่ออก

ติดหล่มกระแสโกง ปั่นผลงานไม่งอก พลิกเหลี่ยมทำแต้มไม่ได้

ในขณะที่โลกของ "อภิสิทธิ์" ยังวนรอบเก้าอี้ ผบ.ตร.คนใหม่

ยิ่งเดินเกมยื้อตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาการเก้าอี้ ผบ.ตร. ก็ยิ่งฟ้องอาการยักตื้นติดกึกยักลึกติดกัก ถอยก็ไม่ได้ ไปต่อก็ไม่ถึง

สลัดความแคลงใจของสังคมไม่หลุด

สูญเสียภาวะผู้นำ สุดท้ายอาจต้องเสียนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่จ่อลาออกจากตำแหน่ง

รับผิดชอบสัญญาณพิเศษ

เช่นเดียวกัน ยึกๆยักๆอยู่นาน ที่สุดนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว. ยุติธรรม ก็เด้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปแขวนเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม

แต่ที่ต้องลุ้น ควันหลงที่จะตามติดมา

วงในรู้กันอยู่ว่า เหตุที่เงื้อง่าราคาแพงกันอยู่นานไม่กล้าหักดิบ เพราะเกี่ยวโยงกับคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์

"ทีเด็ด" ที่ พ.ต.อ.ทวี กำไว้ในมือ

ล่าสุดก็เป็น "เจ๊สด" นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการ กกต. แจ้งข่าวว่า นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตบอสใหญ่บริษัททีพีไอฯ แจ้งว่าจะเดินทางมาพบ กกต.ในราวเดือนพฤศจิกายน เพื่อเคลียร์ปมเช็คสั่งจ่าย

คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ได้ลุ้นกันระทึก

และโดยอาการเมาหมัด ไม่นึกว่าเซียนเขี้ยวลากดินจะพลาดท่าหลงเกมง่ายๆ กับคิวที่ "เดอะคึก" นายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดดออกมาร่วมวงพันตูกับ "ตุ๊ดตู่" นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน และ "เสด็จพี่" นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย

ว่าด้วย "คลิปฉาว" ของคนหน้าหล่ออายุ 45 กับผู้ชายแสนสวยที่พัทยา

แค่โยนเหยื่อล่อให้งับ ก็ติดกับดักเกมแบล็กเมล์

ช่วยเพื่อนตีปี๊บซะอย่างนั้น.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ประชาธิปไตยที่ “มนุษย์เท่าเทียมกัน”

ที่มา ประชาไท

หากความหมายของประชาธิปไตยคือ “อำนาจตัดสินใจทางการเมือง และหรือที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะเป็นของประชาชน” ความหมายดังกล่าวนี้จะไม่มีทางทำให้เป็นจริงได้หากปราศจากการยอมรับหลักการที่ว่า “มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน”

แต่หลักการดังกล่าวนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งกับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่ามนุษย์นั้นแตกต่างกันอย่างน้อยก็ 2 ด้านใหญ่ๆ คือ “ความแตกต่างด้านชีววิทยา” เช่น บางคนเกิดมาสมประกอบ บางคนเกิดมาพิการ บางคนร่างกายอ่อนแอ บางคนแข็งแรง บางคนโง่ บางคนฉลาด ความสามารถในการเรียนรู้ ความคิดความอ่านเป็นต้นของคนเราไม่เท่ากัน

ซึ่งความไม่เท่ากันดังกล่าวนั้นทำให้เกิดความแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ “ความแตกต่างด้านสังคมวิทยา” เช่น ระดับการศึกษา อาชีพ ทรัพย์สิน อำนาจ รสนิยม ชาติตระกูล ความสำเร็จ เกียรติ ชื่อเสียง ยศถาบรรดาศักดิ์ ฯลฯ

สังคมที่เรียบง่ายในยุคเกษตรกรรมความแตกต่างเหล่านี้อาจมีไม่มากนัก แต่สังคมที่ซับซ้อนเช่นปัจจุบันความแตกต่างดังกล่าวมีมากขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดชนชั้นทางสังคม เช่น คนชั้นสูง คนชั้นกลางระดับสูง คนชั้นกลางระดับกลาง คนชั้นกลางระดับล่าง คนชั้นต่ำหรือชนชั้นรากหญ้า

ความแตกต่างทางระดับการศึกษา อาชีพ ทรัพย์สิน อำนาจ รสนิยม ฯลฯ ทำให้คนเกาะเกี่ยวสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นเฉพาะในชนชั้นของตนเองทั้งในด้านการทำงาน กิจกรรมทางสังคม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การแบ่งปันทุกข์สุข การพักผ่อน กิจกรรมบันเทิง ฯลฯ และรวมไปถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือการกำหนดประเด็นสาธารณะต่างๆ ด้วย

แม้ความแตกต่างทางชนชั้นในปัจจุบันจะไม่ใช่ความแตกต่างที่เข้มข้นเหมือนความแตกต่างภายใต้ระบบศักดินา แต่ก็เป็นความแตกต่างที่สะท้อนให้เห็น “ช่องว่าง” หรือความไม่เป็นธรรมทางสังคมอย่างน่าตกใจ ดังข้อสังเกตของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ที่ว่า

“... ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย หรือระหว่างคนข้างล่างกับคนข้างบน คือ ภาพสะท้อนมหภาคของความไม่เป็นธรรม เราเป็นคนเหมือนกันควรจะมีศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นคนเหมือนกัน แต่ทำไมจึงแตกต่างกันมากเหลือเกินระหว่างคนข้างล่างที่ปากกัดตีนถีบไม่พอที่จะเลี้ยงลูก กับคนข้างบนที่อาจมีรายได้เป็นล้านๆ บาทต่อเดือน เรามีปัญหาความไม่เป็นธรรมทุกด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางกฎหมายและการเข้าถึงทรัพยากร เรารู้หรือไม่ว่ากฎหมายและการประยุกต์ใช้กฎหมายมีอคติต่อคนจน ความขัดแย้งทั่วแผ่นดินเกิดจากการแย่งชิงทรัพยากรที่รัฐไม่อำนวยความเป็นธรรม” [1]

ประเด็นคือการเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ และหากประชาธิปไตยหมายถึงอำนาจเป็นของประชาชน และเป็นอำนาจบนหลักการที่ว่า “มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน” เพราะมีแต่มนุษย์ที่เท่าเทียมกัน (หรือสมาชิกแห่งสังคมที่ยืนยันหลักการ “ความเสมอภาค”) เท่านั้นเมื่อมาต่อรองอำนาจและผลประโยชน์กัน ผลลัพธ์ของการแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์จึงจะออกมาอย่างเป็นธรรม

ฉะนั้น เราไม่อาจจินตนาการถึงสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงซึ่งปฏิเสธหลักการ “ความเท่าเทียมของมนุษย์” เช่น ถือว่าในสังคมนั้นต้องมีบุคคลพิเศษที่อยู่เหนือมนุษย์อื่นๆ ทั้งในแง่ชาติตระกูล คุณธรรม การมีอภิสิทธิ์ หรืออำนาจที่ไม่มีประชาชนคนใดอาจตั้งคำถาม ตรวจสอบ หรือกำกับให้รับผิดชอบต่อการใช้อำนาจนั้นได้

แต่ในสังคมบ้านเรานั้น ไม่จำเป็นต้องใช้จินตนาการเราก็เห็นความเป็นจริงของสังคมที่ไม่อาจจินตนาการถึงนั้นอยู่เต็มตา ทั้งยังเห็นช่องว่างทางชนชั้นทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมซึ่งนับวันจะถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ประชาธิปไตยที่อำนาจของประชาชนอยู่บนพื้นฐานของหลักการความเท่าเทียมของมนุษย์จึงยากจะเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่เชื่อย่างลึกซึ้งในหลักการที่ว่า “มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน” [2] แต่จากที่กล่าวมาเราอาจสรุปข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับหลักการนี้ให้ชัดขึ้น คือ

1.ความเชื่อร่วมหรืออุดมการณ์ร่วมของสังคม (ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญและวัฒนธรรมตกทอดจากอดีต) ที่ยอมรับอภิสิทธิชนที่อยู่เหนือการตั้งคำถามและการตรวจสอบในทุกรณี เป็นความเชื่อหรืออุดมการณ์ที่ขัดแย้ง “เชิงอุดมการณ์” ต่อหลักการ “มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน” อย่างสิ้นเชิง และนี่จึงเป็นอุปสรรคสำคัญของการเกิดประชาธิปไตยที่ประชาชนทุกคนซึ่งเท่าเทียมกันสามารถต่อรองในเรื่องอำนาจและผลประโยชน์กันได้อย่างยุติธรรม

2.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความแตกต่างด้านชีววิทยา สังคมวิทยา หรือปัญหาช่องว่างทางเศรษฐกิจ สังคม ที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ไม่ใช่ความขัดแย้ง “เชิงอุดมการณ์” กับหลักการ “มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน” เพราะหากไม่ยึดเอาความแตกต่างเหล่านั้นมาเป็นเงื่อนไขในการจำแนกความแตกต่างทางคุณค่าหรือศักดิ์ศรีของมนุษย์ (เช่น ไม่ถือว่าคนรวยมีคุณค่าความเป็นคนมากกว่าคนจน ฯลฯ) สังคมก็ยังอาจรักษาอุดมการณ์ “มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน” เอาไว้ได้

เช่น ไม่ว่าคนจนคนรวยก็ต้องเสมอภาคกันภายใต้กฎหมาย ถูกตั้งคำถาม ตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ได้ และวาง “ระบบ” ที่ทำให้ทุกคนในฐานะสมาชิกแห่งสังคมประชาธิปไตยได้เข้าสู่เวทีการต่อรองในเรื่องอำนาจและผลประโยชน์อย่างเสมอภาค (มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ถ้าเชื่อในเรื่องอภิสิทธิชนตามข้อ 1 จะไม่มีทางเป็นไปได้เลย)

ดังนั้น ก้าวต่อไปของประชาธิปไตยในบ้านเรา จึงต้องเผชิญกับสิ่งท้าทายสำคัญอยู่ 2 เรื่องหลักๆ คือ

1.เราจะสลายความเชื่อหรืออุดมการณ์ยอมรับอำนาจพิเศษของอภิสิทธิชน ด้วยการสร้างรัฐธรรมนูญใหม่และวัฒนธรรมใหม่ที่ตั้งมั่นอยู่บนหลักการ “มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน” ได้อย่างไร โดยประชาชนไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ

2.เราจะจัดการกับปัญหาช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่เป็นธรรมอย่างไร จึงจะทำให้เกิดสังคมที่มีการกระจายสิทธิ อำนาจ และผลประโยชน์ในด้านต่างๆ อย่างเป็นธรรม หรือทำอย่างไรที่ประชาชนในทุกชนชั้นทางเศรษฐกิจ สังคม จะสามารถขึ้นสู่เวทีต่อรองในเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ หรือมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะต่างๆ อย่างเท่าเทียมมากขึ้น

ก็ได้แต่ฝากปัญหาให้ช่วยกันคิดหาทางแก้นะครับ เพราะเป็นปัญหาที่ผมเองก็จนด้วยเกล้าจริงๆ

...............................................................................

[1] http://www.thaipost.net/news/180309/1893
[2] ขอยืมความหมายจากข้อความในโพสต์ของ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ว่า “ประชาธิปไตย นั้น ก่อนอื่นที่สุด คือความเชื่ออย่างลึกซึ้งว่า คนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเป็นเทวดากว่าคนอื่น” (ดู http://www.prachatai.com/node/25214/talk)

สื่อสาธารณะ ไม่ใช่สถานีโทรทัศน์

ที่มา ประชาไท

คำถามที่ผมถูกถามบ่อยๆ คือ สื่อสาธารณะเป็นอย่างไร ผมตอบว่า สื่อสาธารณะไม่ใช่สถานีโทรทัศน์ เพราะถ้าสื่อสาธารณะเป็นสถานีโทรทัศน์ คนที่อยู่หน้าจอเรา ก็จะมีจริตแบบ คุณปัญญา คุณวิทวัส คุณสรยุทธ คุณกนก หรือคุณกาละแมร์

สิ่งหนึ่งที่จะแยกความแตกต่างระหว่างสี่อพานิชย์และสี่อสาธารณะก็คือ สื่อสาธารณะจะต้องให้ความสำคัญกับ message มากกว่า messenger คนที่รายงานข่าว นำเสนอรายการ จะต้องไม่ทำให้อัตตาของตัวเองใหญ่โตกว่า ข่าว เนื้อหา สาระ หรือรายการที่นำเสนอ และแรงจูงใจ motivation ในการค้นหาข่าวสารข้อมูล หรือการผลิตรายการ ก็จะต้องทำไปเพราะเห็นผลประโยชน์ส่วนรวม ผลประโยชน์สาธารณะ มากกว่าผลประโยชน์ที่จะมาเข้าหาตัวเอง

น่าจะมีคำถามต่อคนที่ทำงานสื่อทุกวันนี้ ว่าท้ายที่สุดแล้ว ใครได้ประโยชน์ หลังจากผลงานหน้าจอ ออกไปด้วยวีธีการนำเสนอของแต่ละคนแต่ละช่อง คนดู คนที่ตกเป็นข่าว หรือ ผู้เสนอข่าว หรือผู้ถือหุ้นบริษัททีวี ใครได้ประโยชน์กันแน่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ปู่เย็น มาจนถึง เด็กชาย ซาโตะ

หลังจากรายงานข่าวหรือ รายการผ่านพ้นไปแล้ว คนดูน่าจะได้รับข่าวสารข้อมูลและสาระอันเป็นต่อเขา และคนชมคนฟังรายการน่าจะจำเนื้อหาสาระที่ปรากฎออกมานั้น มากกว่ากริยา หน้าตา ท่าทาง หรือชื่อเสียงเรียงนามของคนที่มารายงาน หรือ จัดทำรายการ

มันจะเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ของนักสื่อสารมวลชน ที่หลังจากผลงานหน้าจอผ่านพ้นไปแล้ว คนดูจำเนื้อหาที่เป็นสาระไม่ได้ เพราะตัวตนของคนหน้าจอ มาบดบังกดทับเนื้อหาสาระ หรือว่าผลงานหน้าจอที่ออกไปไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรแก่สังคมส่วนรวม แต่คนทำสื่อได้ความลำพองใจในการเอาชนะคะคานในสงครามแย่ง เรตติ้ง แย่งเม็ดเงินโฆษณา

สื่อสาธารณะจึงไม่ใช่สถานีโทรทัศน์ แต่เป็น สถาบันทางสังคม ที่มีคลื่น วิทยุโทรทัศน์เป็นเครื่องมือเพื่อผลักดันสร้างสรรค์สังคมให้มีคุณภาพคุณธรรม

เคยมีพนักงานท่านหนึ่งถามผมว่า ทำไมทีวีไทย จึงต้องมีฝ่ายประชาสังคมด้วย ไม่เห็นช่องอื่นเขามี ผมก็ตอบไปว่า เราไม่ใช่สถานีโทรทัศน์

มันก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักที่จะละลายวัฒนธรรม จารีตประเพณีของ คนที่เคยทำงานสื่อทีวี มาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ไอทีวี ทีไอทีวี ช่อง 11 เอเอสทีวี หรือ เนชั่นแชลแนล ที่มาชุมนุมกันอยู่ที่นี่ ให้เปลี่ยนจารีต และความคุ้นชินเดิมๆ เพราะโดยแท้ที่จริงแล้วเราก็ไม่เคยมีสื่อสาธารณะที่แท้จริงในสังคมไทยให้ยึดถือเป็นแบบอย่าง

สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายฝ่ายนโยบายและฝ่ายบริหารเป็นอย่างยิ่ง

กรณีเขาพระวิหาร: ตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ต่างกัน ไม่เป็นความผิด-ไม่ต้องรับโทษ

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: ตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ต่างกัน ไม่เป็นความผิด และไม่ต้องรับโทษ
ในวันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะพิจารณา และชี้มูลความผิดรัฐมนตรีในรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช และข้าราชการที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่งกรณีมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนให้กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว<1> โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาตามบทบัญญัติมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 25 50
ประเด็นสำคัญที่บทความนี้มุ่งพิจารณา คือ การที่คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่นำแถลงการณ์ร่วมฉบับดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามบทบัญญัติมาตรา 190 นั้น ถือเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จนเป็นเหตุให้ต้องถูกถอดถอน ออกจากตำแหน่ง และดำเนินคดีอาญาตามความผิดดังกล่าวหรือไม่ หรือเป็นเพียงการที่คณะรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจโดยสุจริตในการตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแตกต่างจากศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น
เบื้องต้น ตามหลักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และจารีตประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นที่ยอมรับกันอย่างชัดแจ้งว่า ฝ่ายบริหาร หรือคณะรัฐมนตรีนั้น คือ สถาบันที่มีอำนาจ และบทบาทสำคัญในการจัดทำหนังสือสัญญา และให้สัตยาบันในหนังสือสัญญาที่รัฐไทยทำกับนานาประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ สถาบันอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา หรือศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพียงผู้แสดงบทบาทรองในเรื่องนี้เท่านั้น โดยจะเห็นได้ว่า เนื้อหาของบทบัญญัติที่เกี่ยวกับหนังสือสัญญากับต่างประเทศนั้น มักจะอยู่ในหมวดที่ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ก็บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในมาตรา 224 ซึ่งอยู่ในหมวดที่ 7 ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี ส่วนมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นก็อยู่ในหมวดที่ 9 ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี เช่นเดียวกัน หมายความว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต่างก็ยอมรับว่า การดำเนินการในเรื่องนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก <2>
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่สนับสนุนสมมติฐานข้างต้น ก็คือ ในวรรคสองของมาตรา 190 ยังกำหนดประเภทของหนังสือสัญญาไว้เพียง 5 ประเภทเท่านั้นที่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา คือ 1. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย 2. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ 3. หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญานั้น 4. หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง และ 5. หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ<3> นอกเหนือจากนั้น ให้เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารในการดำเนินการได้อย่างเต็มที่ ถ้าผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้ฝ่ายบริหารเป็นตัวแสดงหลักในเรื่องนี้ จะต้องร่างรัฐธรรมนูญว่า “หนังสือสัญญาทุกประเภทต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา” มิใช่กำหนดเพียง 5 ประเภทดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อเรายอมรับว่า การทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศนั้น ฝ่ายบริหารเป็นผู้ใช้อำนาจเป็นหลัก ส่วนศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการ และรัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติจะสามารถมาร่วมใช้อำนาจนี้ในขอบเขตจำกัดตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เท่านั้น ฝ่ายบริหารจึงทรงไว้ซึ่งอำนาจอันชอบธรรมในการใช้ดุลพินิจตีความในเบื้องต้นได้เองว่า เนื้อหาของหนังสือสัญญาใดตรงกับหลักเกณฑ์ 5 ประการตามบทบัญญัติมาตรา 190 วรรคสองหรือไม่ อีกทั้งเมื่อพิจารณาถ้อยคำในมาตรานี้ก็จะพบว่า เป็นข้อความที่มีความหมายกว้าง และมีลักษณะเป็นนามธรรมค่อนข้างสูง เช่น “มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง” หรือ “มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ” ซึ่งตามหลักการตีความกฎหมาย ถือว่า ข้อความลักษณะเช่นนี้เป็นข้อความซึ่งเปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจ ฝ่ายบริหารซึ่งเป็นผู้ใช้กฎหมายสามารถแปลความหมายตามสามัญสำนึกหรือมาตรฐานของตนได้ เพราะฉะนั้น คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงมีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะใช้ดุลพินิจตีความในเบื้องต้นได้ว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ไม่เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเองก็ได้ตระหนักว่า หนังสือสัญญากับต่างประเทศนั้นจะกลายเป็นภาระผูกพัน และก่อให้เกิดผลกระทบต่อรัฐไทย และประชาชนชาวไทยอย่างลึกซึ้ง และกว้างขวาง เพราะฉะนั้น จึงพยายามให้รัฐสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารมากขึ้น คือ กำหนดว่าหนังสือสัญญาที่มีลักษณะ 5 ประเภทดังที่ได้อธิบายไปแล้วจะต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนที่จะมีผลผูกพัน แต่เมื่อฝ่ายบริหารเป็นผู้มีอำนาจอันชอบธรรมในการใช้ดุลพินิจเบื้องต้นว่า หนังสือสัญญาฉบับใดจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ ย่อมก่อให้เกิด ความขัดแย้งในด้านการตีความเนื้อหาของหนังสือสัญญา และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่แตกต่างกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติขึ้น ส่งผลให้การดำเนินนโยบายต่างประเทศไม่อาจเป็นไปได้โดยราบรื่น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเองก็ยอมรับความเป็นจริงในข้อนี้ จึงได้บัญญัติไว้ในมาตรา 190 วรรคหกว่า “ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด...”<4> นัยสำคัญของบทบัญญัติในวรรคนี้ ก็คือ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเองก็ยอมรับว่า การตีความกฎหมายที่แตกต่างกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มิฉะนั้นก็คงไม่บัญญัติกลไกในการวินิจฉัยชี้ขาด ความขัดแย้งในการตีความรัฐธรรมนูญเอาไว้
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปจึงมีอยู่ว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้นั้นเป็นอำนาจในลักษณะใด คำตอบก็คือว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 190 วรรคหกนั้น เป็นเพียงอำนาจในการตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน และสามารถนำไปปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน และการดำเนินนโยบายต่างประเทศสามารถดำเนินต่อไปได้ อย่างราบรื่นเท่านั้น คือมีอำนาจวินิจฉัยเพียงว่า หนังสือสัญญาฉบับใดต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฏอยู่ในมาตราอื่นๆ ที่เป็นอำนาจในการวินิจฉัยความถูกผิด หรือลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างชัดเจน เช่น มาตรา 182 วรรคสามที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ได้กระทำการอันต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และจะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่อันเนื่องมาจากการกระทำอันต้องห้ามนั้นหรือไม่<5> ดังกรณีอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำการอันต้องห้ามด้วยการไปเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชนตามคำวินิจฉัยที่ 12- 13/ 2551 ลงวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551<6> กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในกรณีของแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยเพียงว่า แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ เมื่อวินิจฉัยว่า ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา หน้าที่ของคณะรัฐมนตรีก็คือ นำแถลงการณ์ฉบับนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบเท่านั้น ส่วนรัฐสภาจะเห็นชอบแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้หรือไม่ เป็นเรื่องของรัฐสภาที่จะตัดสินใจ แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยเลยว่า การที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้นำเสนอแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบนั้น ถูกหรือผิดอย่างไร และจะต้องรับโทษอย่างไรบ้าง
ศาลรัฐธรรมนูญเองก็เข้าใจในประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างดี สังเกตได้จากถ้อยคำที่ปรากฏในคำวินิจฉัยที่ 6- 7/2551 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เรื่อง ประธานวุฒิสภา และประธาน สภาผู้แทนราษฎร ส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแต่เพียงว่า แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเท่านั้น<7> แต่มิได้มีถ้อยคำใดๆ เลยที่ระบุว่า คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นได้กระทำความผิดด้วยการจงใจ ใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือคณะรัฐมนตรีได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อันจะเป็นเหตุนำไปสู่การถอดถอน และการดำเนินคดีอาญาได้แต่อย่างใด
อนึ่ง ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญในวันอังคารที่จะถึงนี้ จะก่อให้เกิดบรรทัดฐานที่เลวร้ายขึ้นในสังคมไทยทันที เพราะถ้าเพียงตีความรัฐธรรมนูญต่างจากศาลรัฐธรรมนูญแล้วมีความผิดทางอาญา หรือจะต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง กรณีที่สถาบันต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเริ่มต้นตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ไปจนถึงศาลฎีกามีความเห็นต่อข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายในคดีความแตกต่างกัน ก็จะต้องถือว่ามีความผิด และ ต้องรับโทษทางอาญาด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่ออัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แล้วต่อมาศาลยุติธรรมพิพากษายกฟ้อง อัยการเจ้าของสำนวนนั้นก็จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาฐานตีความข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายต่างจากศาล หรือแม้แต่กรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปในทางใดทางหนึ่ง แล้วต่อมาถูกศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกากลับคำพิพากษา ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีดังกล่าวก็จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาฐานตีความข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายต่างจากศาลสูงเช่นเดียวกัน
จากที่อธิบายมาโดยละเอียด จึงสรุปได้อย่างชัดเจนว่า การที่คณะรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เพื่อสนับสนุนให้กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็น มรดกโลกฝ่ายเดียว โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภานั้น เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ และโดยสุจริต ตีความเนื้อหาของหนังสือสัญญา และบทบัญญัติมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญโดย ซึ่งอาจจะแตกต่างจากความคิดเห็นของฝ่ายนิติบัญญัติบางส่วน และศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมโดยทั่วไป อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นเพียงการวินิจฉัยชี้ขาดดุลพินิจในการตีความกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่สามารถนำคำวินิจฉัยดังกล่าวไปเป็นมูลเหตุในการชี้มูลความผิดของคณะรัฐมนตรีชุดนั้นได้ ดังนั้น เพื่อธำรงรักษาความยุติธรรมของบ้านเมืองไว้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยกคำร้องผู้ที่ถูกกล่าวหาทุกคนในคดีนี้เท่านั้น
เชิงอรรถ
<1> ดูแถลงการณ์ร่วมฉบับเต็มทั้งภาษาอังกฤษ และฉบับแปลเป็นภาษาไทยอย่างไม่เป็นทางการได้ที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, แฉเอกสาร “ลับที่สุด” ปราสาทพระวิหาร (กรุงเทพฯ: มติชน, 2551), 312-316
<2> สมพงศ์ ชูมาก, กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548), 95
<3> ดูในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550 หน้า 71
<4> ดูในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550 หน้า 71
<5> ดูในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550 หน้า 68
<6> ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 112 ก วันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 หน้า 1-62 สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/A/122/1.PDF
<7> ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 108 ก วันที่ 10 ตุลาคม 2551 หน้า 1-60 สามารถเข้าไปดูรายละเอียดไดใน http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/A/108/1.PDF

หากโลกร้อนใบเก่าหยุดนิ่งอุณภูมิของโลกคงเย็นลง!!

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

วันนี้ป้าพลอยขอเขียนเกี่ยวกับเรื่องทั่วๆไป เพราะเขียนแต่เรื่องในเมืองไทย บางครั้งคนเขียนและคนอ่านก็เซ็ง มันก็เรื่องเดิมๆเหมือนกินน้ำพริกรสเดิมๆ กินทุกๆวันมันก็เบื่อ อยากจะกินแกงเขียวหวานหรือแกงเผ็ดเปลี่ยนรสชาติบ้าง ตอนนี้

อะไรๆใน โลกใบนี้ก็ยังโหดร้ายเหมือนเดิม เห็นประเทศฟิลิบปินส์โดนพายุถล่มแล้วอนาถใจ นี่หากเป็นประเทศไทยโดนบ้างคงสาหัสไม่แพ้ฟิลิบปินส์ เพราะไม่มีการเตรียมแผนรอรับในฤดูมรสุมที่อาจเกิดภัยธรรมชาติขึ้นได้ รัฐบาลฟิลิบปินส์

เองย่อมรู้แก่ใจดี เพราะเกิดพายุใต้ฝุ่นถล่มทุกๆฤดูมรสุม แต่ทำไมไม่หาช่องทางรับมือ อย่างคราวนี้น่าจะเตือนประชาชนให้เก็บข้าวของไปใว้ในที่ปลอดภัยก่อน และเตรียมเรือยางหรืออุปกรณ์การช่วยเหลือให้ครบครันใว้ล่วงหน้า พายุใต้ฝุ่นที่

เกิดแต่ละลูก มันก่อตัวในทะเลก่อน ทางกรมอุตุนิยมวิทยาของรัฐบาลฟิลิบปินส์ย่อมรู้ล่วงหน้า ไม่เหมือนอย่างในเกาหลีใต้หรือเกาะใต้หวันเขาหาวิธีป้องกันอย่างแข็งขัน และเตรียมอพยพผู้คนออกจากพื้นที่อันตรายที่ทิศทางของพายุผ่าน

ประ เทศฟิลิบปินส์ระบบการปกครองไม่ได้แตกต่างจากประเทศไทยของเรานัก คือปล่อยให้ประชาชนต่อสู้ตามยถากรรมเอง การช่วยเหลือก็กระท่อนกระแท่น ภัยธรรมชาติที่เกิดแต่ละปีคร่าชีวิตคนทั่วโลกไปหลายล้านคน ภัยธรรมชาติที่เกิด

ขึ้นที่คร่าชีวิตคนเหล่านั้น เป็นภัยธรรมชาติที่แตกต่างกัน เช่นภัยจากไฟป่า ภัยจากน้ำท่วมฝนตกหนักอย่างกระทันหัน ภัยจากพายุทอร์นาโด้ ภัยจากพายุใต่ฝุ่น ภัยจากแผ่นดินไหว ภัยจากพายุฮอร์ริกันแถบทะเลแคริเบี่ยน ล้วนแล้วแต่อันตนาย

ทั้งสิ้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือฤทธิ์เดชของโลกร้อนนั่นเอง เพราะเหตุใดจึงเกิดโลกร้อนได้ คำตอบก็คือมนุษย์เป็นผู้ทำให้มันเกิด ยุคนี้จะเห็นได้ว่าอากาศเปลี่ยนแปลงไม่เป็นอย่างธรรมชาติเหมือน 30-40ปีก่อน ในยุโรปเอง ฤดูร้อน ฤดูหนาวมั่ว

ไปหมด ปีนี้แถบจะไม่มีฤดูร้อนฝนตกเหมือนฤดูมรสุมในไทยและอากาศเย็น ผักที่ปลูกในสวนตายเกือบหมดเพราะอากาศหนาว มันไม่ตรงตามธรรมชาติที่เคยเป็น แม้แต่มนุษย์เองก็ยังเปลี่ยนแปลง ดูตัวอย่างคนไทย สมัยก่อนไม่เคยเป็น

อย่าง นี้เลย แต่มายุคนี้สมัยนี้คนไทยเปลี่ยนไปตามแรงร้อนของโลก คือไม่มีความอดทน อดกลั้น ไม่มีการยอมกันจึงกลายเป็นสัตรูกันเอง คนแพ้ก็จะเอาชนะให้ได้ เพราะความร้อนแรงขาดความอดทนไม่ยอมเป็นฝ่ายแพ้แก่ใคร จึงต้องหาหน

ทาง อันสกปรกเข้าแหลกเพื่อที่จะได้ชัยชนะเอามาเป็นของตน ฉะนั้นผู้คนสมัยนี้ไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรม ดังที่เป็นตัวอย่างให้เห็น แม้แต่คนชราภาพแล้ว อายุล่วงเลย 80 ปีขึ้นไป ก็ยังไม่ละกิเลสของตน ทั้งที่ตัวเองสมควรที่จะเข้าวัดฟัง

ธรรมสร้างความดีให้แก่ตัวเองก่อน ที่ชีวิตจะอวสาน คนพวกนี้คิดผิดมาโดยตลอดว่า ความสุขบนกองทุกข์ของคนอื่นจะเป็นความสุขที่แท้จริงและถาวร หากชีวิตสูญสลายไปแล้วเอาสิ่งเหล่านี้ใส่โลงไปได้หรือเปล่า? หากคนที่เจ็ษหนักจวนตาย

เอาเงินของตนไปซื้อขอชีวิตให้อยู่ต่อได้ไหม? ก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน เพราะกฏแห่งกรรมต้องเป็นไปตามธรรมชาติไม่มีใครฝืนกฏแห่งธรรมชาตินี้ไปได้ ทุกๆคนต้องมาอยู่ในที่เดียวกัน ไม่ว่าผู้นั้นจะรวยล้นฟ้าเป็นเทวดาชั้นใหน จุดจบอยู่ที่กอง

พระเพลิงเดียวกันนั่นเอง ฉะนั้นการก่อกรรมทำเวรให้คนอื่น เมื่อถึงคราวที่ตัวเองต้องรับใช้กรรมที่ก่อ ก่อนที่จะสูญสลายก็

สมควรที่จะยอมรับ โลกที่ร้อนแรงอาจจะลดอุณภูมิลงได้เมื่อโลกหยุดหมุน และได้โลกใบใหม่ที่อาจเพียบ
พร้อมทุกอย่าง ขอให้คนไทยโชคดี..

เดจาวู \"พอเพียง\" หลอน \"ไทยเข้มแข็ง\"

ที่มา thaifreenews

ที่มา มติชนรายวัน


เดจาวู "พอเพียง" หลอน "ไทยเข้มแข็ง"





แค่เริ่มต้นก็ส่งกลิ่นตุตุแล้ว!

กับ มหกรรมอภิมหาประชานิยมทุ่มเงิน 1.43 ล้านล้านบาท ลงไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตาม "แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" ที่เตรียมเทกระจาดในเดือน ต.ค.นี้

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี เคยฟุ้งฝันไว้ในวันกดปุ่มเปิดตัวโครงการนี้ เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่อิมแพค เมืองทองธานี ถึงข้อดีๆ แผนดังกล่าว ว่ามีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านตำแหน่ง เพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 1 ล้านไร่ ถนนทุกสายลาดยางอย่างดี ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการของสาธารณสุขเพิ่มจากร้อยละ 40 เป็น 60 เด็กนักเรียนทุกคนต้องอ่านออกเขียนได้ ฯลฯ

ที่สำคัญตัวเลขผลิตภัณฑ์ มวลรวม หรือจีดีพี ซึ่งหดตัวอย่างรุนแรง จะเริ่มผงกหัวขึ้นปลายปีนี้ก่อนพลิกเป็นบวกในปี 2555 หรือสรุปเป็นภาษาชาวบ้านว่า "เงินในกระเป๋า" ของทุกคนจะเพิ่มขึ้น

แต่จินตนาการข้างต้นดังกล่าว จะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อทุกอย่าง "เป็นไปตามแผน"

ทว่า เพียงรถยนต์ยี่ห้อ "ไทยเข้มแข็ง" วิ่งไปเพียงไม่กี่เมตร ก็เกิดอาการกระตุกเครื่องสะดุด เพราะปัญหาเดิมๆ ที่เคย "หลอกหลอน" รัฐบาลประชาธิปัตย์จนนอนฝันร้ายอยู่เหมือนเดิม...

นั่นคือปัญหาการ "ทุจริต"

กับ การออกมาเปิดแผลสดๆ ของ"หมอวราเทพ วงศ์วัชรไพบูลย์" เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท ที่ออกมาติติงรายการครุภัณฑ์ที่ ครม.อนุมัติให้จัดซื้อ แต่ละรายการโรงพยาบาลส่วนใหญ่ "ไม่ได้" ขอจัดซื้อ เพราะนอกจาก "แพง" เกินจริง ยังไม่เป็นที่ "ต้องการ" ถึงซื้อมาก็ตั้งทิ้งไว้เฉยๆ

ทั้ง เครื่องฆ่าเชื้อยูวี เครื่องช่วยหายใจ กระทั่งราคาก่อสร้างแฟลตพยาบาล

แต่ใครบางคนก็ยังอยากให้ "ซื้อ" เพราะของ "ถูก" ขาย "แพง" ยิ่งซื้อ "ส่วนต่าง" ก็ยิ่งมาก

แค่คิดน้ำลายก็พาลไหลท่วม เหมือนสุนัขที่น้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง ตามทฤษฎีจิตวิทยาของพาฟลอฟ

อย่าง ไรก็ตาม จากข้อหาคอร์รัปชั่นทที่ ทำให้รัฐมนตรี 1 คนถึงกับลาออก ส่วนรองนายกฯอีกคนเจ็บหนัก ทำให้ "วิทยา แก้วภราดัย" รมว.สาธารณสุข ขุนพลสะตอเคลื่อนไหว แก้เกมทันทีโดยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด

ชุด แรกตรวจสอบราคาเครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงอัตราไวโอเลต 4 หมื่นบาท ที่ว่ากันว่าแพงเกินจริง และชุดที่สอง ตรวจสอบการใช้งบประมาณทั้งระบบ

นอก จากนี้ ยังแสดงความบริสุทธิ์ใจ ยอมรับว่ามีคนร้องเรียนว่าเลขานุการ คนสนิท ที่ปรึกษา เข้าไปล็อคสเปคซื้อสินค้าจริง พร้อมบอกว่าที่ปรึกษาคนหนึ่งได้ลาออกไปหลังถูกร้องเรียนพัวพันทุจริต

ชูภาพ "ความสะอาด" หวังกลบข่าวฉาวโฉ่ทันที ตามนิสัยพรรคอนามัย

กระนั้น ทำให้เห็น "สัญญาณพิเศษ" อันน่าหวาดหวั่น ว่าโครงการไทยเข้มแข็งจะซ้ำรอย "โครงการชุมชนพอเพียง" ที่ปรากฏข่าวการทุจริตทุกหัวระแหง ทั้งที่เป็นโครงการที่ "คุณชายละเอียด" อย่าง "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" รองนายกฯเป็นผู้ดูแลโดยตรง และมีมูลค่ารวม 2 หมื่นล้านบาท น้อยกว่างบฯโครงการไทยเข้มแข็งถึง 71 เท่า

งบฯไทยเข้มแข็ง 8 แสนล้านบาท ได้มาจาก พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.กู้เงินที่เพิ่งผ่านสภาไป โดยเงินก้อนแรกที่กดปุ่มไปเมื่อวันที่ 4 ก.ย. มีอยู่ 2 แสนล้านบาท ซึ่งกว่าร้อยละ 75 ตกอยู่กับ 4 กระทรวงหลัก คือกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข

ซึ่งสุจริตชน จะ "เดจาวู" (หวนนึกย้อนไปถึง) การทุจริตในชุมชนพอเพียง เพราะทั้ง 4 กระทรวง นอกจาก 2 กระทรวงดูแลโดยคน ปชป.ที่พัวพันกับชุมชนพอเพียงมาก่อน อีก 2 กระทรวงก็อยู่ใต้อุ้งมือของพรรครัฐบาล ที่ถนัดเล่นการเมืองบนโต๊ะอาหาร

"กินไปอิ่มเอมไป"


แม้นายวิทยาจะพยายามพูดติดตลกว่า "เงินน้อยแค่นี้ นักการเมืองไม่ยุ่งหรอก"

แต่สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่หาเช้ากินค่ำ เงินหมื่นหรือแสนก็อาจทำให้อิ่มท้องไปได้ทั้งปี

"นา ยกฯมาร์ค" อาจมีเจตนาและความตั้งใจดี แต่การเมืองไทยซึ่งสัตว์การเมืองเขี้ยวโง้งแถมหิวโหย หากไม่เตรียมแผนการใช้จ่ายและมาตรการตรวจสอบที่ดี ก็อาจจะเป็นดังเช่นความเห็นของนักศึกษาหญิงที่วิจารณ์ตรงๆ ตอกหน้านายอภิสิทธิ์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียว่า วิชั่นดีแต่ขาดแอ๊คชั่นแพลน!

"ความสำเร็จ" ทางบัญชีวัดกัน "บรรทัดสุดท้าย" ว่าจะมี "กำไร" เท่าไร

แต่ "ความสำเร็จ" ในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน วัดกันที่ "บรรทัดสุดท้าย" เงินจะตกถึงประชาชน "เท่าไร"

ไทยเข้มแข็ง...ใครเข้มแข็ง ประชาชนตาดำๆ หรือ บ.ใบไม้ น.หนู??

กษิต ยัน สหรัฐ ช่วยไทยไม่มีอะไรซับซ้อน

ที่มา thaifreenews

รม ว.ต่างประเทศ แจง สหรัฐ ให้เงินยูเสด ช่วยพัฒนาประชาธิปไตยในไทย ถือเป็นเรื่องความมีน้ำใจ ไม่มีอะไรซับซ้อน ยัน ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์จากนครชิคาโก สหรัฐ โดยกล่าวถึงกรณีที่ สหรัฐ ได้มอบเงินทุนจำนวน 680 ล้านบาท ผ่านทาง สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ ยูเสด ( USAID ) ให้กับประเทศไทย เพื่อฟื้นฟูพัฒนาประชาธิปไตยของไทยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือตามปกติ โดยองค์กรยูเสด ก็เป็นศูนย์กลางในการให้ความช่วยเหลือในภูมิภาคด้วย รวมถึงที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐและองค์กรภาคประชาคมของสหรัฐ ก็เคยส่งผู้เชี่ยวชาญด้านประชาธิปไตย ด้านการมีส่วนร่วมและด้านสิทธิมนุษยชน มาบรรยายก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองภายในขณะนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องสลับสับซ้อนแต่อย่างใด เนื่องจาก สหรัฐ มีน้ำใจที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาพัฒนา ทางด้านการมีส่วนร่วมภาคประชาคม เป็นการหันหน้าเข้าสู่ท้องถิ่น



ทั้งนี้ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ จากชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยปฏิเสธว่า นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ไม่ได้เรียกร้องให้ รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนร่วมกันกดดัน หรือค้านมาตรการที่แข็งกร้าวกับรัฐบาลทหารพม่า ในการปล่อยตัวนักโทษการเมืองรวมถึง นางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย แต่อย่างใด ทั้งนี้ ในการหารือของรัฐมนตรีต่างประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมถึง เลขาธิการสหประชาชาตินั้น ไม่มีประเทศใดที่จะประสงค์ปองร้าย หรือประณามรัฐบาลทหารพม่า เพียงแต่อยากวิงวอนให้รัฐบาลทหารพม่า ดำเนินการตามที่สัญญาไว้ต่อประชาคมโลก ในเรื่องการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ในปี 2553 ให้มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และมีเสรีภาพ
รวมถึงปล่อยนักโทษการเมือง อย่าง นางอองซาน ซูจี ด้วย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวถึงกรณีสื่อต่างประเทศ ระบุว่า สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ ยูเสด จะส่งเงินช่วยเหลือเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดและไม่รู้สึกกังวล เพราะเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องทำให้ประชาธิปไตยดำรงต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ไม่ขัดข้องที่องค์กรยูเสดจะเข้ามาทำกิจกรรม หากไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ และยังเห็นว่าจะไม่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ เพราะการเมืองแต่ละประเทศมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
United States Agency for International Development