WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 3, 2009

จตุพร ระบุ พล.อ.ชวลิต มาเติมเต็มให้ พท.

ที่มา MCOT News


ขอนแก่น 2 ต.ค.- นายจุตพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า พล.อ.ชวลิต จะมาช่วยเติมเต็มในหลายส่วนที่พรรคขาดหายไป เพราะ พล.อ.ชวลิต เป็นผู้มีบารมี มีประสบการณ์ในการทำงานมาอย่างยาวนาน จะช่วยพัฒนาพรรคได้อย่างดี

“เชื่อว่าเมื่อ พล.อ.ชวลิต เข้ามาทำงานแล้ว แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ในสังคมคงจะเกิดขึ้น เพราะ พล.อ.ชวลิต เคยมีประสบการณ์ในการดูแลปัญหาเหล่านี้มาก่อน และยังเคยเป็นตัวแทนรัฐบาลไทยไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อครั้งมีข้อพิพาทจนนำมาสู่ความเข้าใจที่ดี” นายจตุพร กล่าว

ต่อข้อถามว่า ห่วงหรือไม่ที่ พล.อ.ชวลิต เคยเป็น “ลูกป๋า” (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) มาก่อน นายจตุพร กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่า พล.อ.ชวลิต มีความรู้สึกเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะเมื่อวันคล้ายวันเกิดของ พล.อ.เปรม ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต ก็ไม่ได้ไปอวยพร สืบเนื่องมาจากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลกรณีการสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551

นอกจากนี้ นายจตุพรยังกล่าวถึงรายงานข่าวที่ระบุว่า พล.ต.อ.ปทีป ตันเจริญ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอเบิกงบลับจำนวนกว่า 30 ล้านบาท ด้วยว่า ต้องการทราบว่า พล.ต.อ.ปทีป นำงบดังกล่าวไปใช้จ่ายอะไร จึงไม่สามารถเบิกจากงบปกติ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-02 16:43:21

บรรทัดฐานใหม่

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหวยบนดิน 3 ตัว และ 2ตัว เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 47 จำเลย จะมองว่า ป.ป.ช.ชนะก็ได้ หรือจะมองว่าไม่ชนะก็อาจจะมองได้เช่นกัน สุดแท้แต่ว่าจะวางเกณฑ์ชี้วัดไว้ตรงจุดไหน

ฝ่ายที่มองว่า ป.ป.ช.ชนะ ถือเอาเกณฑ์คำพิพากษาของศาลฎีกา ที่สั่งจำคุกนายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จำคุกนายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง 2 ปี ปรับ 1 หมื่นบาท ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำคุกนายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งฯ 2 ปี ปรับ 1 หมื่นบาท อันแสดงให้เห็นว่า คำฟ้องของ ป.ป.ช.มีน้ำหนักและมีเหตุผล หาไม่แล้วศาลฎีกาคงไม่พิพากษาให้จำเลยทั้ง 3 ต้องรับโทษทั้งจำคุกและปรับ โดยเฉพาะการจำคุก 2 ปีนับว่าเป็นห้วงเวลาที่นานพอสมควรทีเดียว

แต่ฝ่ายที่มองตรงกันข้ามอ้างว่า แม้จะมีคำพิพากษาให้จำคุกแต่ศาลฎีกาก็รอการลงอาญาไว้คนละ 2 ปี เพราะจำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน แสดงว่าจำเลยทั้ง 3 ไม่ต้องไปรับโทษจำคุก ในการเสียค่าปรับก็ถือว่าเงินแค่หมื่นบาท และ 2 หมื่นบาท เป็นเงินจำนวนน้อยนิด ไม่ได้สร้างปัญหาหรือเป็นภาระของจำเลยทั้ง 3 คน ที่สำคัญ ในจำนวนจำเลยคดีหวยบนดินที่ถูก ป.ป.ช.ฟ้องมีมากถึง 47 คน ไม่ถือว่ากระทำผิดตามฟ้อง ให้ยกฟ้องไปทั้งหมด ยกเว้นนายอดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งฯ ซึ่งไม่ได้มาฟังคำพิพากษาให้ออกหมายจับเพื่อให้มาฟังคำพิพากษา ในวันที่ 18พฤศจิกายนนี้ ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้มาฟังคำพิพากษาก็ไม่มีใครรู้ว่า จะมีคำพิพากษาอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้น จำเลยที่ถูกฟ้องไม่ต้องชดใช้เงิน 14,862 ล้านบาท ให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพราะไม่ได้ยักเงินไปเป็นของตนเอง

การพิพากษาคดีหวยบนดินของศาลฎีกาที่ออกมาเช่นนี้ โดยที่คณะรัฐมนตรีไม่มีความผิด และไม่ต้องรับโทษใดๆ นั้น ศาลฎีกาพิจารณาที่เจตนาการนำเสนอโครงการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว อย่างเร่งด่วน รัฐมนตรีบางส่วนก็เข้าใจและไม่เข้าใจโครงการ จึงมีมติอนุมัติโครงการโดยขาดเจตนาพิเศษ ซึ่งข้อเท็จจริง คือนายสมนึกและนายชัยวัฒน์เป็นผู้ร่วมกันเสนอโครงการต่อ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งก็เร่งให้ดำเนินการและเชิญนายวราเทพไปหารือ พร้อมกับมอบหมายให้นำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีโดยไม่ผ่านเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี โดยที่คณะรัฐมนตรีไม่น่าจะทราบรายละเอียดทั้งหมด

นี่ย่อมเป็นบรรทัดฐานจากการพิพากษาของศาลฎีกาว่า ถ้ามติของคณะรัฐมนตรีเกิดขึ้นจากการขาดเจตนาพิเศษเพราะความไม่รู้ในเรื่องที่ถูกเสนอเข้ามาย่อมไม่ถือว่าเป็นความผิด แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อน่าคิดว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีก่อนจะมีมติหรือรับทราบในเรื่องใด ควรที่รัฐมนตรีแต่ละคนจะต้องศึกษามาอย่างดี และพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับประเทศชาติก็สามารถมีข้อยกเว้นได้หากศาลฎีกาเห็นว่าไม่ได้เจตนากระทำผิด ในแง่ทางการเมืองก็สุดแท้แต่ผู้คนในสังคมจะวิเคราะห์วิจารณ์กันไปเพียงแต่ว่าไม่ได้มีผลผูกมัดใดเพราะเสียงวิเคราะห์วิจารณ์ไม่ใช่คำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาล อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายคดีที่จะต้องไต่สวนกันในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการต่อสู้หักล้างข้อเท็จจริงและการอ้างข้อกฎหมายทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยก็จะรู้ว่าควรจะดำเนินไปในแนวทางใดเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตน

ใช้พ.ร.บ.มั่นคงฯคุมเข้มถกอาเซียน"ชะอำ-หัวหิน" ผู้นำทุกประเทศยืนยันร่วมประชุม

ที่มา มติชนเสนอครม.อังคาร 6 ต.ค.ประกาศใช้พ.ร.บ.ความมุ่นคงฯพื้นที่ชะอำ-หัวหิน ระหว่างประชุมอาเซียน ซัมมิท ยาว 2 สัปดาห์ จัดจราจรพิเศษอาเซียนเลน 25 กิโลเมตรไม่ให้คนเดือนร้อน


เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมความพร้อมจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รวมถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ใช้เวลากว่าชั่วโมง


นายอภิสิทธิ์แถลงผลการประชุมว่า จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในวันที่ 6 ตุลาคม ส่วนระยะเวลาต้องขอความเห็นชอบก่อน แต่น่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคมเป็นต้นไป โดยจะประกาศใน 2 อำเภอ คือชะอำ และหัวหิน แต่หากมีข่าวว่าจะมีการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงค่อยว่ากันอีกที


นายสุเทพกล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ จะมี พล.อ.ประวิตรเป็นผู้อำนวยการดูแลรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัย การบังคับใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯจะห้ามไม่ให้มีการชุมนุมใดๆ รวมถึงจะบูรณาการกำลังทหารและตำรวจเต็มกำลังนับหมื่นนาย เพื่อให้ความมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการล้มการประชุมเหมือนเมื่อครั้งที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อย่างเด็ดขาด เพราะการประชุมคราวนี้มีความหมายและความสำคัญสำหรับประเทศ อีกทั้งนายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่ประธานอาเซียนเป็นครั้งสุดท้ายในการประชุมครั้งนี้ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ของประเทศอื่น ดังนั้น ต้องทำให้ดีและสมบูรณ์


รองนายกฯกล่าวอีกว่า ส่วนการควบคุมดูแลพื้นที่ดังกล่าวเป็นเหมือนกับการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาที่ จ.ภูเก็ต ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ โดยจะไม่ให้กระทบกระเทือนประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน สำหรับเรื่องการบริหารการจราจรนั้น เนื่องจากมีโรงแรมหลายแห่งอยู่ในระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร ที่จัดไว้เป็นที่พักสำหรับผู้นำประเทศ และมีขบวนรถของผู้นำประเทศวิ่งระหว่างโรงแรมกับสถานที่การประชุม จึงจะแบ่งพื้นที่จราจรเป็นถนนเลนพิเศษที่เรียกว่า "อาเซียน เลน" สำหรับขบวนรถของผู้สื่อข่าว รัฐมนตรี และผู้นำประเทศวิ่ง เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จะทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ต่อไป


ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวในพื้นที่ กทม.ในช่วงดังกล่าว จะใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯด้วยหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ถ้ามีความจำเป็นที่ต้องใช้ใน กทม. ก็คงประกาศใช้ในเขตดุสิตเหมือนเดิม


พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงฯตั้งแต่วันที่ 12-27 ตุลาคม ในพื้นที่ 9 ตำบล ของ อ.ชะอำ และ 4 ตำบล ของ อ.หัวหิน จะใช้กำลังทั้งจากพลเรือน ตำรวจ และทหาร แต่จะใช้กำลังในพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองงบประมาณ กองทัพจะเสนอแผนเพื่อเตรียมการรักษาความปลอดภัยเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป และจะมีการตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย


ด้าน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า จะให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกโทรทัศน์เพื่อชี้ถึงการประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯ ที่ อ.หัวหิน และ อ.ชะอำ อย่างไรก็ตาม ได้ดูรายละเอียดในพื้นที่ทุกจุดแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ทุกอย่างยังเรียบร้อยดี เบื้องต้นทุกประเทศยังตอบรับเข้าร่วมประชุมครั้งนี้อยู่

โชคดีหรือร้าย

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ระหว่างสถานการณ์เศรษฐกิจ กับสถานการณ์การ เมืองภายในไทย

อาจต้องตั้งคำถามเดียวกันว่าทั้ง 2 เรื่องถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง

เมื่อถึงจุดต่ำสุดแล้วจะกระเด้งขึ้นเป็นรูปตัววี(V) หรือไม่ อย่างไร

ในเรื่องของเศรษฐกิจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เที่ยวไปปาฐกถาไว้หลายแห่งยืนยันว่าไตรมาสสุดท้ายปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า

เศรษฐกิจไทยจะฟื้นเป็นตัววีแน่นอน

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักมองต่างกันออกไป

บ้างก็ว่าเศรษฐกิจไทยเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงเหมือนตัวดับเบิ้ลยู(W) บ้างก็ว่าจะเป็นเหมือนตัวยู(U) คือตกแล้วจะไม่ฟื้นขึ้นทันทีแต่จะค่อยๆ ฟื้น

ส่วนที่มองในแง่ร้ายจะบอกว่าเป็นรูปตัวแอล(L) คือลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้วก็ฟุบยาวจนมองไม่เห็นอนาคต

ก็เป็นเรื่องต้องจับตาดูกันต่อไปว่าใครชัวร์หรือมั่วนิ่ม

แต่ที่อยากรู้ตอนนี้คือนอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว

ในด้านการเมือง นายกฯอภิสิทธิ์ได้ประเมินสถาน การณ์ของตัวเองไว้อย่างไร

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพโพลเปิดเผยผลสำรวจคะแนนนิยมในตัวนายกฯอภิสิทธิ์ เนื่องในโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งครบ 3 ไตรมาส

ปรากฏว่านายกฯ สอบตกด้วยคะแนน 4.62 จากเต็ม 10

โพลไม่ได้ระบุแต่เชื่อว่าน่าจะเป็นคะแนนที่แตกต่างจากตอนเข้าดำรงตำแหน่งใหม่ๆ มากพอควร

จริงอยู่ที่ผลสำรวจในลักษณะนี้ไม่ว่าโพลของสำนักใดก็ตาม คะแนนมักจะมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา แล้วแต่เงื่อนเวลาว่าสำรวจช่วงไหน

หรือกำลังมีเรื่องอะไรมากระทบต่อภาพลักษณ์ผู้นำขณะนั้นหรือไม่

แต่ปัญหาสำหรับนายอภิสิทธิ์ คือคะแนนนิยมที่ลดฮวบฮาบลงมาในขณะที่ปัญหาหลายอย่างยังสะสางไม่ออกนั้น

ลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง

อย่าว่าแต่ท่าทีของนายอภิสิทธิ์ต่อการแก้ไขปัญหาบางเรื่อง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแต่งตั้งผบ.ตร. การตัดตอนทุจริตชุมชนพอเพียง

รวมทั้งการทุจริตงบโครงการไทยเข้มแข็งที่เริ่มมีโผล่ให้เห็นบ้างแล้ว

ยังเป็นตัวฉุดคะแนนนิยมให้ดำดิ่งลงไปอีก ไม่มีวี่แววว่าจะพุ่งขึ้นเป็นตัววีสักที

ความรู้สึกประเภทที่ว่าคนไทยโชคดีที่ได้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ

ผ่านไป 9 เดือนหลายคนชักจะเบลอๆ เริ่มไม่แน่ใจว่าโชคดีจริงหรือไม่

หรือว่ากำลังโชคร้ายโดยไม่รู้ตัวกันแน่

ทำบุญกับปวีณา

ที่มา เดลินิวส์

พี่ปิ๊ก ปวีณา หงสกุล อดีต ส.ส.กทม. ฝากหนังสือ ไดอารี่ ปวีณา หงสกุล สู้ชนะมะเร็งร้าย ใน 5 ปี และ คนใกล้ตัว ร้ายกว่าที่คิด มาให้

คนใกล้ตัว ปู่ ตา พี่ น้อง แม้แต่พ่อแท้ ๆ เลวชาติกว่า ใคร ทำได้ลงคอ เพราะเหยื่อไม่ระวังตัว อย่างกรณีล่าสุด สาวใบ้ ตาบอด ถูกคู่ขาพี่ชายในไส้ร่วมข่มขืนจนท้อง 8 เดือน น่าสงสารที่สุด คนใกล้ตัว นี่ไง

เล่มนี้ 109 บาท รายได้มอบมูลนิธิ ปวีณา ช่วยเหลือเหยื่อกาม...ต่อไป

หากไม่มีเล่มนี้ ก็ไม่รู้ “พี่ปิ๊ก” เป็นมะเร็ง และ หายแล้ว อ่านรวดเร็วจบ เพลินมาก ๆ ได้ความรู้ด้วย

ส่วนแรกเกี่ยวกับครอบครัวหงสกุล ชีวิตวัยเด็กในกองทัพอากาศ

ลูกสาว น.อ.เพิ่ม และ แม่เกยูร สวยหยดทั้ง 4 คน ที่งามลือลั่น ก็ อดีตนางงามจักรวาล คุณปุ๊ก อาภัสรา หงสกุล พี่สาวพี่ปิ๊ก เธอยังงดงามมาก แม้จนบัดนี้

เพิ่งรู้ พี่ปิ๊ก เก่งมาก จบจากสหรัฐ ทำงานเป็นผู้จัดการธนาคารตั้ง 10 ปี โรงแรมใหญ่อีก 8 ปี เคยอยู่สถานทูตอเมริกาด้วย เรียกว่า ประสบการณ์การทำงาน เพียบ

เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจได้สบายมาก

เรื่องแม่เกยูร ที่บวชชี อ่านแล้วก็ทึ่ง จากบันทึก ทำไมจึงบวช ต้องไปขออนุญาตพ่อของลูกถึง 6 เดือน กว่าจะยอมใจอ่อนให้บวช แม่เกยูรบวชตลอดชีวิต

ด้วยความซาบซึ้งในรสพระธรรม

ส่วนนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งทำให้ พี่ปิ๊ก เห็นการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่

พอหมอบอก เป็นมะเร็งเต้านม เมื่อ 5 ปีก่อน เมื่อ ความตายยังไม่กลัว แล้วจะกลัวมะเร็ง ทำไม

พี่ปิ๊กจึงสามารถสั่งเสีย ต้า-ษุภมน หงสกุล ลูกชายสุดรัก ได้ทันที ว่า

“ไม่ต้องกลัวนะ ถ้าแม่ตาย ลูกก็ทำงานของลูกไป ถ้าลูกรักจะทำงานการเมืองก็ทำไป ถ้าไม่อยากทำ ก็ไม่ต้องทำ แม่ไม่ว่า

...ถ้าเงินไม่พอจะดูแลบ้านนี้ก็ขาย แล้วไปหาซื้อบ้านหลังเล็กอยู่” พี่ปิ๊ก เข้มแข็งมาก ออกหาเสียง เยี่ยมชาวบ้านไม่หยุด บางครั้งด่ามะเร็งเสียอีก

“เจ็บแล้วนะ อย่ามายุ่งกับฉันนักได้ไหม ฉันจะทำงาน”

หลังทำเคมีบำบัด 6 ครั้ง ฉายแสง 30 ครั้ง หมอบอก หายแล้ว 95% เผื่อเหลือเผื่อขาด นั่นล่ะ

ตอนนี้ พี่ปิ๊ก กลายเป็นทูตเผยแพร่ความรู้มะเร็งเต้านม ให้ ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ รพ.จุฬาฯ

หนังสือราคา 179 บาท รายได้ส่วนหนึ่งจะบริจาคให้ศูนย์ดังกล่าวนี้

เป็นมะเร็งไม่ตายเสมอไป....หนังสือเล่มนี้ น่าอ่านจริง ๆ ได้บุญด้วย.

ดาวประกายพรึก

ลำบากใจ

ที่มา ไทยรัฐ

ถึงจะผ่านมาแล้วหลายวัน แต่ถ้าจะกระโดดข้ามไม่พูดถึงมติ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดอดีตนายกฯ "สมัคร สุนทรเวช" และอดีต รมว.ต่างประเทศ "นพดล ปัทมะ"กรณีออกมติ ครม.สนับสนุนการ ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดก โลกของกัมพูชา

เดี๋ยวจะหาว่าไม่รักกันจริง

การที่มติ ป.ป.ช.ออกมาอย่างนี้ "แม่ลูกจันทร์" ไม่แปลกใจ

เพียงแต่คาดว่าหวยล็อก ป.ป.ช.จะออก "นพดล" คนเดียว

แต่สุดท้าย ป.ป.ช.เพิ่มรางวัลแจ็กพอตไปออก "สมัคร" อีกคน

ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออีก 42 คน ป.ป.ช.ปล่อยกลับบ้านยกพวง

ที่แปลกใจ คือ มติของกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้ชี้ชัดว่า "สมัคร-นพดล" ทำให้ประเทศ ไทยเสียดินแดน

เพียงแต่กรรมการ ป.ป.ช.เสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เห็นว่ามติ ครม.เรื่องนี้อาจกระทบต่อ อาณาเขตประเทศ? อาจกระทบความมั่นคง? และอาจกระทบการแตกแยกในสังคมไทย?

สรุปว่า ถึงไม่ทำให้เสียดินแดน ก็ยัง เข้าข่ายความผิดอยู่ดี

หนังชีวิตเรื่องนี้ยังต้องลุ้นเสียวกันอีกยาว

แต่หนังชีวิตเรื่องสั้นที่นำแสดงโดย "สมเด็จฮุน เซน" นายกฯกัมพูชา รู้สึกว่าจะบู๊ล้างผลาญหนักข้อขึ้นทุกวัน

ใช้คำพูดข่มขู่คุกคามใส่รัฐบาลไทยแบบไม่ยั้งไมตรี

ผิดกับท่าทีของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกฯไทย ที่สงบปากสงบคำ ไม่เล่นสงกรานต์ นํ้าลายกับ "นายกฯฮุน เซน"

เพราะรัฐบาลไทยยึดแนวทางแก้ปัญหา ขัดแย้งอย่างสันติวิธี ซึ่ง "แม่ลูกจันทร์" เห็นด้วยในหลักการ

แต่ถ้า "หงิม" เกินไปก็อาจจะกลายเป็น "หงอ" โดยไม่เจตนา

"แม่ลูกจันทร์" ไม่ปรารถนาให้ไทย-กัมพูชาทะเลาะกัน

แต่ถ้าอีกฝ่ายออกมาพูดจาล่วงลํ้ากํ้าเกิน เราก็ต้องไม่ยอมให้ใครมาลูบคม

การที่ "สมเด็จฮุน เซน" ประกาศกร้าว ว่าพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร 4.6 ตร.กม. เป็นของกัมพูชา 100 เปอร์เซ็นต์

ถ้าไทยนิ่งเงียบก็เท่ากับยอมรับโดยพฤตินัย

การที่นายกฯกัมพูชาสั่งให้ยิงคนไทย ที่ล่วงลํ้าเข้ามาในเขตพื้นที่ทับซ้อนได้ทันที

ยิ่งชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาได้ประกาศเป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารอย่างเป็นทางการ

และการที่ "ฮุน เซน" ต่อมซ่าแตกถึง ขนาดจะไม่ยอมเจรจาปัญหาเขตแดนกับฝ่ายไทย และจะฉีกแผนที่ประเทศไทยทิ้งต่อ หน้านายกฯไทยทันที

ถึงแม้ "นายกฯอภิสิทธิ์" จะไม่ ถือสาหาความ

แต่ "แม่ลูกจันทร์" ในฐานะคนไทย ฟังแล้วเจ็บกระดองใจ

ข้อสำคัญ แทนที่รัฐบาลจะตำหนิ "นายกฯ ฮุน เซน" ที่พูดจาก้าวร้าวเกินควร

หรือรัฐบาลควรตำหนิตัวเอง ที่บริหารจัดการความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านไม่ดี

แต่รัฐบาลกลับตำหนิคนไทยที่ลุกขึ้นเรียกร้องพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. รอบปราสาทพระวิหารคืนจากกัมพูชา

ทั้งๆที่ความจริง การที่คนไทยลุกขึ้นมา เรียกร้องแผ่นดินตรงนี้คืน นั่นคือการช่วยรัฐบาลไทยให้มี "เงื่อนไข" เร่งรัดเจรจาแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชาโดยเร็ว

หรือว่าถ้ารักชาติต้องหุบปากลูกเดียว??

พูดไปทำไมมี ยุครัฐบาลสมัครที่ถูก กล่าวหาว่าทำให้ไทยเสียดินแดน คนไทยก็ยัง ขึ้นไปเที่ยวปราสาทพระวิหารอย่างสบายๆ

วันนี้ แม้แต่บันไดทางขึ้น...คนไทย ยังไม่มีสิทธิ์แหย็มเข้าไปยืน.

"แม่ลูกจันทร์"

สังเวยเกม "เด็กดื้อ"

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_36991

เชนคัมแบ็ก

ถือฤกษ์พระเสาร์ย้าย "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี นำขบวนอดีตลูกทีมพรรคความหวังใหม่ ชักแถวกรอกใบสมัคร พิมพ์ลายนิ้วมือเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

หวนคืนเวทีการเมืองอย่างเป็นทางการ

มาพร้อมกับ "โรดแมป" หนทางสู่สมานฉันท์


1. จะต้องให้เกียรติคู่ต่อสู้ คู่ขัดแย้ง หากไม่ให้เกียรติเขา มีแต่ไปต่อว่าเขา ก็ไม่ต้องไปทำอะไรกัน อดีตที่มีคนเข้าไปอยู่ในป่าก็จบลงด้วยที่ไม่มีผลแพ้ ชนะ จนทำให้มีความสุขจนถึงทุกวันนี้

2. ต้องอโหสิกรรมกัน ลืมเรื่องเก่า วันนี้แค่ใช้ไม้หน้าสามตีหัวกัน เมื่อก่อนใช้ปืนยิงกันตายยังหันหน้าเข้าหากันได้

3. เปิดเจรจาในลักษณะที่เข้าใจกัน เพราะลักษณะคนไทยไม่ใช่ใช้ความรุนแรง ชอบสันติ นั่งเจรจากัน ถ้าใช้แนวทางนี้ประสบผลสำเร็จอยู่แล้ว

ว่ากันตามเหตุผลที่แถลงออกอากาศ

แต่โดยยุทธศาสตร์เบื้องหลังที่พออ่านเกมกันได้

เบื้องต้นเลย นี่คือการเติมเต็มแผนการลงสนามเลือกตั้งอย่างลงตัว โดยชื่อของ "พ่อใหญ่จิ๋ว" ที่ยังขายได้ ผนึกกระแสกับสินค้าติดตลาดยี่ห้อ "ทักษิณ"

พรรคเพื่อไทยกะตีกินภาคอีสานฐานใหญ่

และตามหมาก "สร้างภูมิคุ้มกัน" ในเกมอำนาจระหว่างขั้วที่เผชิญหน้า โดยยี่ห้อ "บิ๊กจิ๋ว" ที่ยังเหลือบารมีอยู่ในกองทัพ โดยเฉพาะเครือข่าย "ทหารเฒ่าไม่มีวันตาย" ที่เขี้ยวเล็บยังเหลือคม พอเป็นหลักประกันความปลอดภัย

เป็นไม้กันหมาให้ลูกข่าย "นายใหญ่" ได้

ไม่ให้โดนรุมกินโต๊ะ

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยเหตุที่ว่ากันว่า ช่วยให้ "บิ๊กจิ๋ว" ตัดสินใจง่าย มาจากผลของคดีสลายม็อบพันธมิตรฯ "7 ตุลา" ที่โดนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลากใส่บัญชีเชือด

"บิ๊กจิ๋ว" เลือดขึ้นหน้า ต้องกลับมาทวงศักดิ์ศรี


และก็เป็นอะไรที่ขยับกันเป็นแพ็กเกจ รับมุกกับคิว "เชนคัมแบ็ก" ของ "บิ๊กจิ๋ว" เปิดตัวเป็นหัวหอกนำขบวนพรรคเพื่อไทย

สวมหัวลูกข่าย "นายใหญ่"

ไล่เลี่ยๆกัน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน ก็แถลงมตินัดเคลื่อนไหวในช่วงเดือนตุลาคม

กำหนดมหกรรม "แดงทั้งเดือน"

เดินยุทธการทวงคืนรัฐธรรมนูญปี 2540 และทวงถามรัฐบาลเรื่องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เปิดเกมขนาบไปพร้อมๆกัน

"นายใหญ่" จัดกระบวนรบ พร้อมสำหรับเกมทวงคืนอำนาจ

แต่หันไปที่คู่ต่อกรสำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ กำลังติดหล่มอำนาจ โลกหมุนวนอยู่กับเก้าอี้ ผบ.ตร.คนใหม่

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ถอยหลังก็ไม่ได้ ไปต่อก็ไม่ถึง

ดึงแต้ม "ภาวะผู้นำ" ให้ยิ่งดำดิ่ง

ที่แน่ๆโดยการสังเวย แลกกับการดันชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตัน-ประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เข็นให้นั่งเก้าอี้รักษาการ ผบ.ตร.

โดยอาการ "ทนเด็กดื้อไม่ได้" นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไขก๊อกพ้นเก้าอี้ รับผิดชอบสัญญาณพิเศษ

ถอนสมอแบบไม่ไยดีกับคำทัดทานให้อยู่ต่อ


และโดยปรากฏการณ์ที่รับกับกระแสข่าววงใน พรรคประชาธิปัตย์แตกออกเป็น 3 ก๊ก

ก๊วน "วอลเปเปอร์" แท็กทีมกับกลุ่มของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน จอมยุทธ์ลายคราม เปิดศึกคานอำนาจกับสายของ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล

ต่อเนื่องไปถึงข่าวการปรับ ครม.เพื่อคลี่คลายสถานการณ์เดือดๆ เจาะรูระบาย

แต่สุดท้ายไม่ได้จบแค่นั้น กระแสยังลากไปไกล เสียงแว่วๆถึงขั้นที่ว่า ถ้าวุ่นวายนัก

ก็เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีซะเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เดือนประวัติศาสตร์

ที่มา ไทยรัฐ

วันพรุ่งนี้จะมีการเลือกตั้ง นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กันแล้ว การแข่งขันในพื้นที่ค่อนข้างจะดุเดือดเพราะปัจจัยทางการเมืองที่เกิดจากวิกฤติการเมือง ถ้าเอ่ยชื่อ ดร.แป้ง เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ คงคุ้นชื่อกันดี กว่าจะผ่านด่านการเมืองมาได้ก็สะบักสะบอม ลงสมัครเที่ยวนี้พร้อมสโลแกนคงเสน่ห์เชียงใหม่ ทันสมัย สวยงาม เคยฟัง ดร.แป้งเล่าถึงนโยบายที่จะพัฒนาเมืองเชียงใหม่ยอมรับว่าเข้าท่าดี

ที่สำคัญคือนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่คนต่อไปจะต้องชี้ชะตาในเรื่องสำคัญหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อหน้าตาของเมืองเชียงใหม่มากกว่ายุคก่อนๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ โครงการไทยเข้มแข็ง ได้รับมา กว่าหมื่นล้าน ถ้าได้คนดีก็ดีไป

ปัญหาใหญ่ที่เป็นโครงสร้างของเมืองขยายก็คือ น้ำท่วม ขยะล้นเมือง ปัญหาหญ้าปากคอก แต่ถ้าไม่เตรียมรองรับไว้ สิ่งแวดล้อมก็จะทำลายภาพแหล่งท่องเที่ยวของเชียงใหม่ในพริบตาเดียว

แต่ก็อย่างว่า วิกฤติบ้านเมือง สร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไม่ได้สร้างสรรค์ มีแต่ทำลาย ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรประเทศ

ถูกทำลายจนถึงกับขาดแคลน

งบประมาณประเทศ ก็ต้องไปกู้ยืมมาใช้จ่าย บุคลากรที่จะเข้ามาบริหารประเทศก็เหลือแต่ ระดับอนุบาล โครงสร้างประเทศถูกทำลาย คำว่าโครงสร้างประเทศในที่นี้หมายถึง ประชาชน กฎกติกาในการอยู่ร่วมกัน วิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ

โดยเฉพาะความเอื้ออาทร การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขร่มเย็น

ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบประชาธิปไตยเป็นเผด็จการทางอำนาจ

ความภาคภูมิใจของประชาธิปไตยไม่ใช่อยู่ที่ว่าเราได้นายกรัฐมนตรีมาจากนักเรียนนอก แต่ความภาคภูมิใจของคนไทยคือ เราปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันทรงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

มีหนึ่งเดียวในโลก

ผมเกริ่นเอาไว้ว่าเดือนนี้จะเป็นเดือนแห่งประวัติศาสตร์ ที่เราจะได้รำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ 14 ตุลาและ 16 ตุลา แล้ว อาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ การเมืองอีกครั้งหนึ่ง

สถานภาพของแกนนำขั้วรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล ไม่น่าเป็นห่วง ผลประโยชน์ลงตัวก็กอดคอต่ออายุกันไปได้เรื่อยๆ ถึงจะลุ่มๆดอนๆก็พอแถไปได้ข้างๆคูๆ

แต่ความขัดแย้งที่เกิดจากภายนอก ความขัดแย้งในสังคมประเทศและความกดดัน ความไม่เท่าเทียมของประชาชนส่วนหนึ่ง

ประเทศไทยเหมือนตกอยู่ในอุโมงค์ที่ดำมืด.

หมัดเหล็ก

กระบอกเสียงนักศึกษาใต้ ตอนที่12: ดูท่าว่า ปัญหาที่ชายแดนใต้จะต้องแก้ด้วยกฎหมายสากล แล้วกระมัง

ที่มา ประชาไท

ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยที่ได้สร้างความสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินและงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชนอย่างมหาศาล ดูได้จากตัวเลขเชิงสถิติจากทางศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (deep south watch) ได้รวบรวมผลจากความไม่สงบซึ่งมาจากการใช้ความรุนแรงกันทั้งสองฝ่าย ระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนที่ได้ตัดสินใจเลือกวิธีการจับอาวุธในการต่อสู้มาเป็นระยะเวลา 5 ปีครึ่ง หรือ 65 เดือน

นับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืน 400 กว่ากระบอก ในค่ายทหารที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ในเดือนมกราคม 2547 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2552 เกิดเหตุการณ์ยิง ระเบิด วางเพลิงและการก่อกวนอื่นๆ จำนวนประมาณ 8,908 เหตุการณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 3,471 คน และบาดเจ็บประมาณ 5,740 คน รวมเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมกันทั้งสิ้น 9,211 คน กล่าวโดยรวม เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในรอบ 65 เดือนหรือ 5 ปีกับอีก 5 เดือนที่ผ่านมา มีผลกระทบทำให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและการบาดเจ็บสูญเสียของผู้คนทั้งฝ่ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ รวมแล้วเกือบถึงหมื่นคนแล้ว

ในด้านงบประมาณในรอบ 5 ปี ใช้งบประมาณไปแล้วประมาณ 109,000 ล้านบาท จากการคำนวณต้นทุนในการจัดการพบว่า การทำให้เกิดเหตุการณ์ลดลง 1 เหตุการณ์จะต้องใช้งบประมาณ 88 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นถ้ารัฐใช้นโยบายเหมือนเดิมที่เน้นการทหาร เน้นความเข้มแข็งเป็นหลัก ต้นทุนทั้งหมดที่รัฐต้องลงทุนเพื่อนำไปสู่ความสงบต้องเพิ่มอีกประมาณ 235,984 ล้านบาท รวมแล้วประมาณ345,280 ล้านบาท และใช้เวลาอีกประมาณ 5 -10 ปี

แต่กระนั้น ตามความเป็นจริงของปัญหาความไม่สงบในดินแดนอาถรรพ์แห่งนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมอันแสดงถึงความเป็นตัวตนที่โดดเด่น และลึกซึ้งถึงขั้นกลายเป็นกรอบของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขของประชาชนที่นี่มานมนานหลายศตวรรษมาแล้ว ทั้งนี้ไม่มีใครกล้าปฏิเสธเลยว่าจุดเริ่มต้นหรือรากเหง้าของปัญหาที่ชายแดนใต้ของไทยนั้นมาจากอดีต ถึงแม้ว่าจะมีหลายฝ่ายจากภาครัฐจะพยายามไม่ให้คนในยุคปัจจุบันไปขุดคุ้ยหาความจริงในอดีต เพื่อที่จะได้มาแก้กันตรงจุดของต้นเหตุของปัญหา โดยหาว่า “เรื่องในอดีตได้ผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไป คนที่เป็นคู่กรณีในยุคนั้นก็จากโลกนี้ไปแล้ว เราเป็นคนในยุคปัจจุบันทางที่ดีเราควรมาหาทางที่จะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขกันดีกว่า”

ฟังแบบผ่านๆ ก็ดูดี แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะถ้าไม่มีอดีตก็ไม่มีปัจจุบันและอนาคต ตัวอย่างเช่น ถ้าไม่มีขบวนการเสรีไทยในอดีต ประเทศไทยก็คงไม่มีความเป็นเอกราชของอำนาจอธิปไตยมั่นคงอย่างปัจจุบัน เช่นเดียวกันกับชะตากรรมที่ไม่บังเอิญของชาวมลายูที่ชายแดนใต้ของไทย ซึ่งเกิดจากการล่าอาณานิคมของรัฐสยามแล้วผนวกเป็นดินแดนของตนเองอย่างชอบธรรมด้วยสนธิสัญญาแองโกล (Anglo-Siam Treaty) ซึ่งเจ้าของดินแดนเดิมไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ เลยนั้น ถ้าไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อในอดีตเมื่อ คศ.1902 และ คศ.1909 ความไม่สงบอย่างปัจจุบันก็จะไม่เกิดขึ้น

แต่ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ถึงแม้จะมีคนที่ตายเพราะความจริงมามากแล้วเป็นรุ่นต่อรุ่นก็ตาม ความสุขของชาวมลายูที่ชายแดนใต้ของไทยหลัง คศ.1786 ต้องเดิมพันด้วยความจริงมาโดยตลอด ในเมื่อความจริงยังไม่ปรากฏ ก็ไม่แปลกเลยที่ปัจจุบันไม่ใช่แต่เพียงชาวมลายูที่ชายแดนใต้ของไทยเท่านั้นที่เป็นทุกข์และเดือดร้อน แต่คนทั้งประเทศก็เป็นทุกข์และเดือดร้อนตามไปด้วย ความทุกข์ของคนในอดีตยังตามมาจองเวรจองกรรมคนในปัจจุบันอย่างไม่หยุดแม้แต่วันเดียว ทั้งนี้ ความทุกข์เหล่านั้น ไม่ใช่เป็นแค่เพียงเรื่องปากท้อง แต่ความทุกข์ที่ชาวมลายูชายแดนใต้ของไทยต้องทนแบกรับมาเป็นศตวรรษตั้งแต่บรรพบุรุษมาแล้วนั้นคือ ความทุกข์ในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ไม่หลงเหลือให้แก่การเคารพ อันเนื่องมาจากสิทธิเสรีภาพในการกำหนดชะตากรรมชีวิตของตนเองซึ่งสัมพันธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับวัฒนธรรมทางชาติพันธุ์อย่างลึกซึ้งนั้นถูกลิดรอน

ทั้งๆ ที่ความเป็นประชาชนคนไทยนั้นย่อมได้รับการคุ้มครองโดยอำนาจแห่งนิติรัฐที่เป็นประชาธิปไตยอย่างยุติธรรม แต่กระนั้นความเป็นธรรมในทุกๆ ด้านของการใช้ชีวิตสำหรับชาวมลายูที่ชายแดนใต้ของไทยจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและศาสนา ซึ่งทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบของสังคมที่มีชื่อว่าสันติสุข ที่แม้แต่ด้านเดียวก็ไม่มีความเป็นธรรมเกิดขึ้น เพราะประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 1.7 ล้านคน ร้อยละ 85 ของจำนวนประชากรทั้งหมดเป็นคนเชื้อชาติมลายูนับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรทั้งหมดเป็นคนเชื้อชาติไทยนับถือศาสนาพุทธ และอีกร้อยละ 5 ของจำนวนประชากรทั้งหมดเป็นคนเชื้อชาติจีนนับถือศาสนาพุทธ

อนึ่ง อำนาจในด้านการเมืองการปกครองตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดลงไป ส่วนใหญ่แล้วถูกกำหนดกรอบนโยบายโดยคน 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นคนเชื้อชาติไทยนับถือศาสนาพุทธ ทางด้านอำนาจด้านเศรษฐกิจก็ถูกกำหนดความเป็นไปโดยคน 5%ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นคนเชื้อชาติจีนนับถือศาสนาพุทธ ทางด้านความเป็นไปของ ด้านสังคมและวัฒนธรรมนั้น ทั้งสองอย่างนี้จะแปรผันโดยตรงกันตลอด คือ ถ้าสังคมเสื่อม วัฒนธรรมก็เสื่อม ในทางกลับกันถ้าวัฒนธรรมเสื่อมสังคมก็เสื่อมตามไปด้วย ทั้งนี้ทั้งสังคมและวัฒนธรรมยังเป็นตัวแปรสำคัญของความเป็นไปในบริบทของศาสนาอีกด้วย ในเมื่อความเป็นไปของอำนาจทางการเมืองการปกครองได้ถูกกำหนดโดยคนเพียง 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมดซึ่งเป็นคนเชื้อชาติไทยนับถือศาสนาพุทธแล้วนั้น ความเป็นไปทางด้านสังคม วัฒนธรรมและศาสนาของชาวมลายูที่ชายแดนใต้ของไทยก็ขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายและการตีกรอบวิถีชีวิตด้วยแผนพัฒนาต่างๆ ที่ซ่อนรูปการคุกคามและยัดเยียด อันเนื่องจากไม่ได้มาจากความต้องการของเจ้าของชะตากรรม

ทั้งหมดทั้งปวง ที่ได้สะท้อนมาข้างต้นนั้นคือ ความไม่ยุติธรรมที่แผ่กระจายและซึมซับในทุกอณูของความคิดและความรู้สึกของชาวมลายูที่ชายแดนใต้ของประเทศไทยมานานนับศตวรรษ ตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมจนถึงยุคประชาธิปไตยไม่เต็มใบอย่างปัจจุบัน ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้น ได้กล่าวแล้วในตอนที่ 9 สำหรับในตอนที่ 12 นี้ จะขอเน้นในประเด็นการสถาปนาสันติภาพในดินแดนอาถรรพ์ ณ ชายแดนใต้ของประเทศไทยแห่งนี้ ด้วยการแก้ปัญหาให้ตรงจุด ตรงที่ต้นเหตุของรากเหง้าของปัญหา

เรามาลองตั้งข้อสังเกตดูกันว่า ทำไมในทุกๆ รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่บริหารโดยพรรคไหนๆ ก็ตาม ก็ไม่เคยเลยที่จะหยิบยกปัญหาที่ชายแดนใต้มาแก้กันที่รากเหง้าของปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและเคารพในข้อมูลข้อเท็จจริง มีแต่จะแก้กันที่ปลายเหตุซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าทั้งนั้น และส่วนใหญ่ก็เป็นการกระทำที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย อย่างเช่น เหตุการณ์อุ้มฆ่าหะยีสุหลง เหตุการณ์ดุซงญอนองเลือด เหตุการณ์ทิ้งระเบิดกลางเวทีการชุมนุมและกราดยิงผู้ชุมนุมที่ศาลากลางจังหวัดปัตตานี อันมาจากชนวนเหตุที่ทหารนาวิกโยธินได้ลอบทำร้ายและสังหารชายฉกรรจ์ 5 คนที่สะพานกอตอ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีเมื่อ พ.ศ.2518 แต่หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นเด็กอายุประมาณ 12 ปี รอดชีวิต เหตุการณ์กรือเซะ เหตุการณ์ตากใบ เหตุการณ์ไอร์ปาแย และเหตุการณ์อื่นๆ ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยและยังไม่ขอกล่าวในโอกาสนี้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ซ้อมทรมานชาวบ้านที่ต้องสงสัยในขณะควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อาศัยอำนาจกฎอัยการศึก และพ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เหตุการณ์ลอบสังหารนอกระบบยุติธรรมต่างๆ ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐแต่ไม่ได้ทำการพิสูจน์อย่างจริงจังและจริงใจให้กระจ่างชัดต่อสาธารณชน เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า มาถึงทุกวันนี้สายธารแห่งความขมขื่นใจจากความไม่มีความยุติธรรมในทุกๆ ด้านของบริบทการดำเนินชีวิต (การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และศาสนา) ของประชาชนชาวมลายูที่ชายแดนใต้ของประเทศไทยนั้น ยังคงเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความโศกเศร้า สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แค่นั้นยังไม่พอ สายธารแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยเลือดอันเป็นสักขีพยานแห่งสัจธรรมที่รอคอยความยุติธรรมมาชำระล้าง แต่นานนับเป็นศตวรรษแล้วที่ความยุติธรรมจากอำนาจแห่งนิติรัฐประจำประเทศไทยปล่อยให้ประชาชนของตัวเองซึ่งมีความเหมือนที่แตกต่างจากตัวเองและสังคมใหญ่ต้องรอเก้อ... มิหนำซ้ำในขณะที่แผลเก่าซึ่งยังเรื้อรังเต็มไปด้วยหนอง แต่กลับสร้างแผลใหม่ทับที่เก่าอย่างไม่ยั้งมือ แล้วเมื่อไหร่หละ ความสมานฉันท์ และสันติภาพจะเกิดขึ้น... ดูท่าว่า ปัญหาที่ชายแดนใต้ของประเทศไทยจะต้องแก้ด้วยกฎหมายสากลจริงๆ แล้วกระมัง

เศรษฐกิจฟื้นตัวหรือไม่ อยู่ที่การมีงานทำ

ที่มา ประชาไท

เมื่อประมาณกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดของสหรัฐฯ ได้กล่าวอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐว่า จากมุมมองทางเทคนิค พบว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นในขณะนี้ และมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 จะสิ้นสุดลง แต่ในอีกมุมมองหนึ่งก็พบว่าเศรษฐกิจยังคงอยู่ในภาวะที่เปราะบางและอ่อนแอ ....เนื่องจากอัตราว่างงานพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง....”

รายงานการวิเคราะห์วิกฤตภาคการธนาคารของกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 ก็สอดคล้องกับท่าทีที่ระมัดระวังของนายเบน เบอร์นันเก้เมื่อกล่าวถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและชี้ให้เห็นว่าการฟื้นตัวนั้นอาจต้องใช้ระยะเวลาพักใหญ่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ทำให้เกิดการลดลงของการผลิต การจ้างงาน รวมถึงผลกำไรหรือการลงทุนในอนาคต ส่งผลให้การฟื้นตัวที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นไปอย่างเชื่องช้ากว่าที่คาดการณ์กัน

ในบริบทของสหรัฐฯ อุปสรรคสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็คืออัตราว่างงานที่สูง สำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐฯ ระบุว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประชากรกว่า 7.5 แสนคนต้องกลายเป็นแรงงาน “ที่ถูกบั่นทอนกำลังใจ” (discouraged worker) คือ เลิกล้มความตั้งใจที่จะหางานเพราะเชื่อว่าไม่มีงานเพียงพอสำหรับตน ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องออกมาตรการเพื่อสร้างงานใหม่และการฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของคนงานเหล่านี้อย่างเร่งด่วน

สำหรับประเทศไทย ผู้บริหารนโยบายและนักวิจัยอาวุโสส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ปัจจัยทางด้านนโยบายการเงิน การคลังและสถานการณ์การส่งออกเมื่อถูกถามถึงโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว เช่น นายโอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว! และการฟื้นตัวจะเป็นรูปตัว U แต่ก็มีความเสี่ยงจะเป็นรูปตัว L ได้หากดำเนินนโยบายการเงินผิดพลาด

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในทำนองเดียวกันว่าปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจไทยในขณะนี้น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว! และคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวเป็นรูปตัว U ทั้งนี้ การฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างเช่นเศรษฐกิจโลก ความคล่องตัวในการเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมือง

ในมุมมองของภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนนั้น เป็นที่เข้าใจได้ว่าการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาใหม่คงจะเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ล่อแหลมและอันตรายมากก็คือ ความพยายามสร้างความเชื่อมั่นมากเกินไปจนละเลย “ความเป็นจริง” ทางเศรษฐกิจและสังคม อาจทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวบนโครงสร้างที่บิดเบี้ยวมากยิ่งขึ้น

“ความเป็นจริง” ดังกล่าวก็คือ สถานการณ์การเลิกจ้างที่น่าเป็นห่วง สภาพการทำงานที่สุ่มเสี่ยงและไร้ความมั่นคงของแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน “นอกระบบ”

ในภาคอุตสาหกรรมของไทย การปิดตัวลงของสถานประกอบการที่มีการจ้างงานขนาดใหญ่ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง กรณีล่าสุดคือ บริษัทผู้ผลิตกรอบประตู หน้าต่างอลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมส่งออกแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี) ได้ประกาศเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ว่าจะหยุดกิจการและจำเป็นต้องเลิกจ้างคนงานจำนวนมากกว่า 5,500 คน!

จากรายงานสถานการณ์แรงงานรายไตรมาสของกระทรวงแรงงาน ถึงแม้สถิติการปิดกิจการและเลิกจ้างคนงานในไตรมาสที่ 2 (เดือนเมษายนถึงมิถุนายน) ของปี 2552 จะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสแรก (มกราคมถึงมีนาคม) กล่าวคือ จากจำนวนสถานประกอบการที่เลิกกิจการ 272 แห่ง หรือจำนวนลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 23,712 คน ลดลงเป็น 101 แห่งหรือจำนวนผู้ถูกเลิกจ้าง 10,199 คน แต่เมื่อรวมตัวเลขของคนงานที่ถูกเลิกจ้างในช่วง 6 เดือนเข้าด้วยกันพบว่าสถานการณ์ยังอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วงมาก

เมื่อพิจารณาในเชิงสาขา คนงานส่วนใหญ่หรือประมาณร้อยละ 70 ของคนงานที่ถูกเลิกจ้างเป็นแรงงานในภาคการผลิต ซึ่งไม่สามารถปรับตัวในแง่ของการฝึกทักษะเพิ่มเติมและหางานใหม่ได้ดีเท่ากับแรงงานในภาคบริการเช่น การเงินหรือการท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนของการปิดกิจการต่ำกว่ามาก นอกจากนี้ สถานประกอบการที่ปิดกิจการและเลิกจ้างคนงานกว่าร้อยละ 60 อ้างสาเหตุการขาดทุนและขาดสภาพคล่องในการดำเนินงาน รองลงมาคือ เลิกกิจการเพราะมีคำสั่งซื้อลดลง คิดเป็นประมาณร้อยละ 28.71

จึงนำไปสู่คำถามว่า “จุดต่ำที่สุดที่ผ่านไปแล้ว” สำหรับเศรษฐกิจไทย ที่แท้จริงแล้วคืออะไร? หรือว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กล่าวถึงกันนั้นจะมีตัวตนอยู่แต่ในมุมมอง “ทางเทคนิค” ในความหมายเดียวกับที่ประธานเฟดของสหรัฐฯใช้และกล่าวถึงในตอนต้นบทความ?

สำหรับแรงงานไทยในปัจจุบัน จุดที่ต่ำที่สุดของวิกฤตสำหรับพวกเขายังคงไม่ผ่านพ้นไปอย่างแน่นอน ตราบใดที่พวกเขายังต้องประสบกับความสุ่มเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่นายจ้างของตนจะหยุดกิจการชั่วคราวตามอำเภอใจและต่อรองให้รับค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าร้อยละ 75 โดยอ้างปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือแย่กว่านั้น ก็อาจจะถูกเลิกจ้างโดยที่นายจ้างไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือไม่ได้รับค่าจ้างและค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหมายถึงต้นทุนทั้งเวลาและตัวเงินที่จะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่ตนควรได้รับตามกฎหมาย

ยังไม่ต้องกล่าวถึงคนงานอีกจำนวนกว่า 24 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 62.8 ของกำลังแรงงานทั้งหมดที่ถูกเรียกว่าแรงงาน “นอกระบบ” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด ที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเนื่องจากการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อลดภาระต้นทุนท่ามกลางสภาวะการแข่งขันรุนแรง ไม่ว่าการตีความ “การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ” จะแตกต่างกันไปอย่างไรสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการเมืองและนักวิชาการ สำหรับคนงานที่หาเช้ากินค่ำ ดัชนีชี้วัดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีเพียงตัวเดียวที่แม่นยำที่สุด นั่นคือ การมีงานที่มั่นคงทำ

เหตุผลนี้เองกระมัง คนไทยจึงมักไม่เชื่อถือนักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ แต่ใช้วิธีสอบถามเอาจากคนขับแท็กซี่หรือตรวจสอบจากราคาไข่ไก่ในตลาดใกล้บ้าน!

.........................
หมายเหตุ:
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “มุมมองบ้านสามย่าน” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2552