WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 4, 2009

เพลงชาติไทย คือเพลงของคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบ ssf3.blogspot
5 ตุลาคม 2552

เพลงชาติไทย เหมาะกับการต่อสู้ของ "คนเสื้อแดง" อย่างมาก ราวกับว่าเขียนเนื้อเพลงขึ้นมาให้คนเสื้อแดงโดยเฉพาะ ..ขนาดนั้น

คราวนี้ เราลองมาดูเนื้อเพลงกันที่ละท่อน ..

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
ประโยคนี้ตรงไปตรงมา ไม่ต้องตีความ

เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
ท่อนนี้สำคัญมากที่สุด ..
"เป็นประชารัฐ" คือเป็นรัฐของประชาชน
ย้ำอีกครั้ง ..เป็นรัฐของประชาชน -
และตามด้วย "ไผทของไทยทุกส่วน" คือแผ่นดินทุกส่วน เป็นของคนไทย
นั่นก็หมายความว่า ประเทศนี้เป็น รัฐของประชาชน
ซึ่งแผ่นดินทุกตารางนิ้ว ก็เป็นของประชาชนคนไทย

อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี
ท่อนนี้ก็ตรงไปตรงมา ไม่ต้องขยายความ และตามต่อด้วย..

ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
ก็คือ กูอยู่ของกูเฉยๆ อย่ามายุ่งกะกู (รักสงบ)
แต่ถ้ามันมากเกินไปก็ต้องเป็นเรื่องกัน ..
ซึ่งเนื้อความนี้ ก็ตรงกับนิสัยคนไทยจริงๆ
เวลาหมดความอดทน ก็ต้องยกพวกมาลุยกันให้เละไปข้างหนึ่ง..

(แต่ถึงรบไม่ขลาด) เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
ท่อนนี้ก็ตรงไปตรงมาอีกเช่นกัน
แต่หากขยายความสักนิดหน่อย
"เอกราช" นี้คืออะไร ..

ในสังคมศตวรรษที่ 21 ที่ไม่มีการล่าอาณานิคมในแบบยกทัพไปยึดครองประเทศ กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยอีกแล้ว

คำว่า เอกราช นั้นไม่ต้องอธิบาย เพราะเป็นคำพื้นฐานที่ทุกคนเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราโยงเข้าสู่เนื้อความก่อนหน้าในเพลงชาตินี้ คือ
"เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน"
เมื่อเป็นรัฐของประชาชน ที่แผ่นดินทุกส่วนเป็นของประชาชน ..
เอกราชของรัฐนี้ จึงต้องเป็นเรื่องสิทธิ เสรีภาพของประชาชน..
ในฐานะเจ้าของแผ่นดินตัวจริง
หากประชาชนไม่ใช่เจ้าของแผ่นดินตัวจริง
ไม่มีอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงและถูกครอบงำโดยอำนาจอื่น
หรือหากประชาชนจำต้องใช้อำนาจอธิปไตยนั้นในทางอ้อม
หรือถูกริดรอน ถูกแย่งชิง (เช่นรัฐประหาร)
ถูกจำกัด กดขี่ด้วยกฏหมายที่ไม่เป็นธรรม..ไม่มีมาตรฐาน
นั่นเท่ากับว่า ในรัฐของประชาชนที่ว่านี้ ไม่มีเอกราช
คือถูกครอบครอง ยึดครอง

ดังนั้น การที่ประชาชนลุกขึ้นสู้กับ "อำนาจ" ข้างต้น
จึงเป็นไปตามเนื้อความในเพลงชาติไทย ที่ว่า
"เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่"

ในท่อนสุดท้าย

สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย
ตรงไปตรงมาอีกเช่นกัน .. เพื่อรักษาเอกราชของรัฐแห่งประชาชน

จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ..หักมุมนิดๆ ที่รัฐบาลหุ่นเชิดของอำมาตยาธิปไตย
เชิญชวนให้ผู้คนร้องเพลงชาติไทยของคนเสื้อแดง
ในขณะที่คนเสื้อแดง กำลังต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย
เพื่อเป็นไปตามเนื้อความในเพลงชาติ ..
ทำให้คิดต่อไปได้ว่า

สาวกอำมาตย์เหล่านี้ ไม่เคยฟังเพลงชาติไทยอย่างจริงจังสักครั้งเลย.. หรือไม่ ??

พรบ.ความมั่นคงฯ .. ท่านนักสิทธิมนุษยชน/องค์กรสิทธิฯ .. ว่าไง ??

ที่มา Thai E-News

โดย คุณสมสุริยะ ทองสุกใส
4 ตุลาคม 2552

ในที่สุด รัฐบาลก็เตรียมประกาศ พรบ.ความมั่นคงแห่งชาติ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 เขตพื้นที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม นี้

ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย จึงต้องเคารพสิทธิการชุมนุมของประชาชน อย่างสันติวิธีปราศจากอาวุธ และก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับอัปยศ 2550 ด้วย

ไฉน รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มักอ้างว่า ประชาชน สนับสนุน มิใช่อำมาตย์ กองทัพ พวกคลั่งชาติ หนุนหลัง จึงกล้าประกาศออกกฎหมายริดรอนสิทธิเสรีภาพ สังคมประชาธิปไตย

รัฐบาลก็อ้างว่า คนเสื้อแดงจะไปทำให้การประชุมนี้ ต้องเสียบรรยากาศ กลัวคนเสื้อแดงจะล้มการประชุม กระนั้นหรือ ?

ถามว่า ประชาชนทุกกลุ่ม มิเพียงคนเสื้อแดง มีสิทธิในการชุมนุมอย่างสันติวิธีหรือไม่ ?

ตอบว่า ในสังคมประชาธิปไตย รัฐบาลไม่มีสิทธิใช้อำนาจหยุดยั้งการชุมนุม มีแต่รัฐบาลอำนาจนิยมเผด็จการเท่านั้น ที่กระทำอย่างนี้ แม้ว่าปากจะบอกว่า รักประชาธิปไตยก็ตาม

นักสื่อสารมวลชน นักวิชาการ ปัญญาชนทั้งหลาย ผู้อ้างว่า รักประชาธิปไตย จะเมินเฉยให้รัฐบาลใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบธรรม กระนั้นหรือ ?

หรือพวกท่านก็รักประชาธิปไตยเพียงลมปากเท่านั้นเอง แล้วองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งหลายละว่าไงบ้าง ?

การริดรอนสิทธิชุมนุมของประชาชน เป็นการทำลายสิทธิพื้นฐานในสังคมประชาธิปไตย และเป็นการบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชน พวกท่านทราบกันดี ?

คุณเมธา มาสขาว ผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับตนเองและองค์กรของท่าน (มีคุณสมชาย หอมละออ เป็นผู้อำนวยการใหญ่) ว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นรัฐประหารเพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ครานี้ท่านคงไม่ออกมาแถลงข่าวทางทีวีคัดค้าน พรบ.ความมั่นคงเลยหรือ?

ในฐานะที่ท่านสังกัดองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากล คุณไพโรจน์ พลเพชร ผู้อำนวยการสมาคมสิทธิเสรีภาพ ผู้ปีนป่ายกำแพงรัฐสภา ร่วมกับ คุณจอน อึ้งภากรณ์ คัดค้าน พรบ.ฉบับนี้

ตอนนี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์นำมาใช้จริงๆ แล้ว จะว่าไงกัน ?

คงไม่ช้านักหรอก ผู้นำองค์กรสิทธิ์มนุษยชนเหล่านี้ คงออกมาให้ความเห็นว่า พรบ.ฉบับนี้ ริดรอนสิทธิมนุษยชน รัฐบาลไม่ควรนำ พรบ.มาใช้ เพราะพวกเขา ไม่ออกมา ไม่ได้ ยังไงก็ต้องคัดค้าน

ในฐานะนักสิทธิมนุษยชน พวกเขาต้องดูดีอยู่ตลอดกาล ไม่อย่างนั้น คนในแวดวงโดยเฉพาะแวดวงสากล จะสงสัยถึงบทบาทนักสิทธิมนุษยชนไทยกัน

แต่พวกเขาจะแสดงบทบาทพอเป็นน้ำจิ้มเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้พุ่งทวนธนูสกัดกั้นกฎหมายนี้อย่างจริงจังมากนัก

ทำไม ? คิดเช่นนั้น

ปกติ พวกเขาเป็นนักเคลื่อนไหว มีทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี มีความเจนจัดในการลงสนามรบ มีประสบการณ์กองโต ในการคัดค้านนโยบาย กฎหมาย ต่างๆ ที่ไม่ชอบธรรม

พวกเขาจะวางจังหวะก้าว การเคลื่อนไหวประเด็นต่างๆ อย่างรอบด้าน รัดกุม เพื่อหยุดยั้งความไม่ชอบธรรมต่างๆ อย่างเป็นกระบวน อย่างเป็นขบวน มีข่าวต่อสาธารณต่อเนื่อง

พวกเขาจะประสานสื่อ หาช่องทางออกสนทนารายการสื่อ จัดการสัมมนา หาแนวร่วม รวมกลุ่มกันบุกไปทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือคัดค้านต่อนายกรัฐมนตรี เผลอๆ ปีนทำเนียบด้วย

เพียงแต่งานนี้ ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่พวกเขาจงเกลียดจงชัง

พวกเขาจึงไร้แผนการที่ช่ำชอง พวกเขาจึงมีสองมาตรฐาน

งานนี้ พวกเขาคงเพียงออกม าไม่ให้องค์กรสิทธิมนุษยชนดูน่าเกลียดเท่านั้น คอยดูก็แล้วกัน

เพราะพวกเขา กลัวเข้าทางเสื้อแดง
เพราะพวกเขา กลัวเข้าทางทักษิณ
เพระพวกเขา เลือกทางรัฐบาลอภิสิทธิ์
เพราะพวกเขา เลือกทางอำมาตยาธิปไตย
เพราะพวกเขา ไม่ได้ยึดมั่นประชาธิปไตย


มันเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา

ท่านนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายว่าไง ?

งัดกฎหมายออกมาบีบบังคับประชาชน จนเคยตัว

ที่มา Thai E-News

Normal operating procedures
October 2, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

โพลิติคอลพรีซันเนอร์อินไทยแลนด์ (พีพีที) ได้เคยลงบทความก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับปฎิบัติการบีบคั้นประชาชนจนเป็นเรื่องปกติในประเทศไทย เป็นกระบวนการที่ไม่ลดละ และมีการโต้แย้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

บางกอกโพสต์ (วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๒: “รัฐบาลบังคับใช้ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ ในระหว่างการประชุมสุดยอด”) รายงานว่า

“รัฐบาลจะประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธุ์ ที่จะมีขี้นในวันที่ ๒๓ ตุลาคม – ๒๕ ตุลาคม…”

นี่กลายเป็นมาตรฐานการปฎิบัติของรัฐบาลร่วมที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว

เนชั่นได้รายงานว่า “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวว่า จะงัด พรบ.ความมั่นคงภายในฯ ออกมาบังคับใช้ในพื้นที่ ๙ ตำบลของ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ ๔ ตำบลของ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในระหว่างวันที่ ๑๒ ตุลาคม – ๒๗ ตุลาคม”

เขาได้กล่าวต่อว่า เชื่อว่าไม่มีปัญหาใดๆ

เป็นการปฎิบัติการที่น่าประหลาดใจ ที่สักแต่นำ พรบ.บีบบังคับออกมาประกาศใช้ ไม่น่าเชื่อว่า ไม่มีใครแย้งในเรื่องนี้

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อ้างว่า การประกาศใช้ พรบ.นี้ เป็นส่วนหนึ่งของหลักนิติธรรม (The Rule of law)

แต่นี่เป็นการใช้ พรบ.ที่รุนแรง ที่รัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังร่างขี้นมาเอง และนำมาประกาศใช้ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคตัวเอง ด้วยข้ออ้างกลวงๆ ที่ว่า เพื่อประโยชน์ของทั้งสิทธิมนุษยชน และ หลักนิติธรรม ผลสะท้อนในทางลบของ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ ที่มีต่อสิทธิของความเป็นมนุษย์หาอ่านได้จาก ที่นี่

สัญญาณเด่นชัดขี้นเมื่อมีการแต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ให้ดูแลความมั่นคงและประกาศบังคับใช้ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ ซึ่งรัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังตาหูตาเหลือก ประกาศใช้ในปลายปี ๒๕๕๐ ทหารและตำรวจจะประสานงานกัน เพื่อให้แน่ใจในความปลอดภัยในระหว่างการประชุมของผู้นำอาเซียน

เหลือเชื่อ – จริงๆ แล้วไม่น่าเชื่อ เพราะนี่กลายเป็นเรื่องมาตราฐานไปแล้ว – มีการรายงานว่า “พรบ.ความมั่นคงภายในฯ อาจประกาศใช้ในพื้นที่กรุงเทพ ถ้ามีการชุมนุมของผู้ประท้วงเสื้อแดงในเวลาที่มีการประชุมกัน….”

พรบ.ความมั่นคงภายในฯ กลายเป็นกฎหมายที่รัฐบาลงัดออกมาใช้ได้ตามสะดวก เพื่อนำมากดดันต่อการประท้วง และการชุมนุมทางการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ต้องการ

รัฐบาลแย้งว่า ไม่ได้ห้ามการชุมนุม แต่การประกาศ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ เพื่อใช้บีบบังคับ ข่มขู่ และควบคุม

การใช้ พรบ.แม้จะถูกกฎหมาย แต่ยังเป็นเครื่องมือปราบปรามด้วย เป็นการใช้กฎหมายตามอำเภอใจของตัวเอง ไม่ใช่ตามหลักนิติธรรม ซึ่งไม่สอดคล้องตามหลักประชาธิปไตยใดๆ

ถ้าชาติไทย “ล่มจม” ... ‘อภิแสบ ภักดีโพเดียม’ จงฟัง!!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณวาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ที่มา เวบไซต์ vattavan
4 ตุลาคม 2552

....ผมมีเรื่องเศรษฐกิจ มาปรับทุกข์กับท่านผู้อ่าน เพราะอึดอัดใจกับการดำเนินงานของรัฐบาล ที่มีนายมาร์ค มุกควาย เป็นผู้นำ ซึ่งได้ก่อร่างสร้างหนี้จำนวนมหาศาล ให้กับประเทศเรา โดยอ้างว่า

จะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับนำมาถลุง ด้วยการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้จากโครงการต่างๆ ดังที่ได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังไปแล้ว แต่หนทางชำระหนี้นั้น ดูช่างมืดมนอนธการจริงๆ

ทำไมผมจึงว่าอย่างนั้น? ...ตอบได้ว่า

รัฐบาลโลซกคณะนี้ ได้ตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่า เศรษฐกิจไทยที่ทรุดตัวตามเศรษฐกิจโลกนั้น อาจพลิกฟื้นคืนขึ้นมาได้ หากเศรษฐกิจของสหรัฐนั้นดีขึ้น

เอาเศรษฐกิจบ้านเรา ไปผูกติดกับอเมริกันเต็มที่!

เหตุที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า สหรัฐเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของของเรา อีกทั้งรายได้หลักของไทย ส่วนใหญ่มาจากการ “ส่งออก” เป็นหลัก แต่เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐประสพปัญหา กำลังซื้อของประเทศยักษ์ใหญ่ก็ถดถอยลง อเมริกันชนตกงานเป็นจำนวนมาก และถึงแม้ไม่ตกงาน แต่รายได้ก็ลดลง คนอเมริกันจึง “ประหยัด” มากขึ้น ซึ่งผมเคยเล่าให้ฟังว่า ยอดขายของสตาร์บัคส์ ร้านกาแฟราคาแพงลดลงอย่างมาก แต่ฟาสต์ฟูดส์อย่างพวกแฮมเบอร์เกอร์ กลับขายดีมากขึ้น

นั่นแสดงว่าคนอเมริกันงดบริโภคของแพง ของฟุ่มเฟือยต่างๆ และเลือกการกินฟาสต์ฟู้ดส์ ซึ่งราคาถูกแต่กินอิ่ม ทดแทนการออกไปหารับประทานตามภัตตาคารนอกบ้าน หรือไปนั่งทอดหุ่ย จิบกาแฟราคาแพงอย่างสตาร์บั๊คส์

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินชื่อของ ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์สองคน ซึ่งนักการเงินการธนาคาร รวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์ไทยต่างเป็นปลื้มมาก คือ

พอล ครุกแมน (Paul Crugman) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Princeton แต่กลับเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางในฐานะคอลัมนิสต์ปากกล้า ในบทความกึ่งวิชาการให้กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์

ส่วนอีกคนหนึ่ง คือ โจเซฟ สติ๊กลิสต์ (Joseph Stiglitz) ซึ่งขณะนี้สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นครนิวยอร์ก (ที่ล็อบบี้ยิสต์กระทรวงการต่างประเทศ เดินแต้มให้นายอภิแสบ ไปยืนเกาะโพเดียมพูด คราไปเยือนสหรัฐไม่กี่วันมานี้)

ทั้งสองคนเคยมาปาฐกถาเมืองไทย แต่ทั้งคู่ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ

ประเทศผู้ส่งออกจะมีปัญหา เพราะผลิตสินค้าได้ แต่ไม่รู้จะไปขายใคร เพราะชาติที่เคยเป็นผู้ซื้อรายสำคัญ ต่างต้องประสพภาวะ “ยากจน” กันถ้วนทั่ว

พอล ครุกแมน ถึงกับพูดว่า สินค้าที่ชาติผู้ผลติจะขายได้อย่างเคย ต้องมี “คนจาก ‘ดาวอังคาร’ มาซื้อ!”

ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสอง ได้รับการยืนยันโดย ทิมโมธี ไกธ์เนอร์ (Timothy Geithner) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ ซึ่งเคยศึกษาในประเทศไทย พูดภาษาไทยได้คล่องแคล่ว ได้ออกมาตอกย้ำชัดเจนในที่ประชุม จี 20 โดยเขาได้กล่าวว่า

การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ จะอาศัยการ “ส่งออก” เป็นหลักต่อไปไม่ได้ โดยแต่ละประเทศจะต้องเน้นเรื่องการออมแทนการใช้จ่าย เป้าหมายการออมมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40 ของรายได้

แผนการเงินของโลก จะต้องมีการปฏิรูปกันใหม่หมด!

ดังนั้น ฝันของนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม ที่จะหวังให้คนอเมริกันจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น สินค้าไทยจะได้ขายดีในสหรัฐ ไม่ใช่เรื่องที่คาดหวังกันไม่ได้อีกต่อไป เพราะอเมริกันชนต้อง “ประหยัด” กันแน่

รัฐบาลไทยจึงไม่ควรยุยง ส่งเสริมให้ผู้คนออกมาใช้จ่าย แต่พึงแนะนำประชาชน “เก็บออม” กันให้มากขึ้น เพราะอนาคตข้างหน้า โลกอาจต้องยากจนลง และไทยเราก็ต้องประสพชะตาเดียวกันกับชาติอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

ถ้าท่านผู้อ่านจำได้ ผมเคยเล่าให้ฟังว่า นักการคลังของญี่ปุ่น ได้ออกมาเตือนว่า แม้เศรษฐกิจจะฟื้นกลับขึ้นมา แต่อย่างหวังว่าจะดีเป็นปกติเหมือนเดิม จึงขอเตือนรัฐบาลโลซก ให้รับรู้ว่า

อย่าคิดว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของตัว จะสัมฤทธิ์ผล เพราะเศรษฐกิจยากที่จะคืนดี และก้าวหน้าเหมือนเมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่เศรษฐกิจของชาติเรารุ่งเรืองสุดขีด หนี้สินของชาติได้รับการชำระล้าง เครดิตของประเทศ กลับมาเป็นที่น่าเชื่อถือในสังคมโลก!

แม้รัฐบาลโลซกของมิสเตอร์มุกควาย จะผลาญงบประมาณของชาติ ด้วยการโฆษณาผลงานเก๊ๆ ของตัวมากมาย เพื่อให้ชาวบ้านหลงเชื่อว่า พวกตัวมีฝีมือ ทำให้บ้านเมืองได้อยู่ดีกินดี แต่แทบจะไม่มีใครในบ้านนี้เมืองนี้ หลงเชื่อถือถ้อยคำของเขา ต่างพากันส่ายหัวไม่ยอมรับ ว่า “จริง” ตามที่โฆษณาหรือกล่าวอ้าง

มิหนำซ้ำ สวนดุสิตโพลวิทยาลัยของรัฐแท้ๆ ยังดันทะลึ่งไม่ไว้หน้ารัฐบาล ด้วยการวิจารณ์แบบขว้าง “ก้อนอิฐ” ใส่หัวกบาล ในวันที่หัวหน้ารัฐบาลโลซก เดินทางกลับจากการประชุมที่สหรัฐ ด้วยการให้นายอภิแสบ ภักดีโพเดียม “สอบตก” ในการบริหารประเทศเข้าไปอีก ...มันน่าหัวร่อจริงๆ!

ดังนั้น ความเชื่อถือในตัวหน้าหน้าแก๊งรัฐบาลโลซก ก็ตกต่ำหนักข้อเข้าไปอีก หาผู้คนยอมรับฝีมือในการบริหารประเทศของเขา แทบจะไม่ได้ นอกจากพวกไอ้ห้อยไอ้โหนที่มีผลประโยชน์ เช่น สื่อสารมวลชนบางส่วน ที่ได้รับอานิสงส์จากรัฐบาลโดยตรง เลยจำใจต้องเชียร์กัน แบบสุดลิ่มทิ่มประตู... จนน่าคลื่นไส้!

เมื่อนายกเขายายเที่ยง เข้ามาบริหารประเทศ ก็ทำได้แค่ประคองสถานการณ์ไม่ให้ทรุดหนักลงไปเท่านั้น จนกระทั่งพรรคดักดานอย่างประชาธิปัตย์ ที่ประกอบคุรุกรรมร่วมกับพันธมาร ในการชุมนุมป่วนชาติบ้านเมือง ด้วยการยึดสนามบินภาคใต้ เรื่อยมาจนถึงยึดถนน ยึดทำเนียบ และยึดสนามบินหลักของชาติ “สุวรรณภูมิ” และ “ดอนเมือง”

จนได้เข้าเถลิงอำนาจ ...เป็นรัฐบาลในที่สุด!

พฤติกรรมเหล่านี้ ต่างชาติเขารู้กันหมด ด้วยการเผยแพร่ข่าวสารของนักข่าวบ้านเขา ที่มาประจำในประเทศไทย ลองเข้าไปอ่านบทความของผู้สื่อข่าว BBC อย่าง โจนาธาน เฮด (Jonathan Head) ก็จะทราบถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของพรรคดักดานกับฝ่ายพันธมาร ขนาดขาใหญ่ของฝ่ายหลัง ถึงกับออกมาพูดอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า

“ประชาธิปัตย์กับพันธมาร...เหมือนผัวเมียกัน!!!”

นอกจากคนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล แค่ไปยืนเกาะโพเดียมพูดจาในสหรัฐ ก็ไม่สามารถสร้างความประทับใจ ให้กับอเมริกันชนได้ แต่ที่แย่สุดๆคือ

การ “คีบ” เอาหัวโจกพันธมารไปสหรัฐด้วย จะเป็นการไปเป็นผู้กำกับบท ให้คนเป็นหัวหน้ารัฐบาลในต่างแดน ตามที่เขาตั้งข้อกังขากัน ใช่หรือไม่นั้น? ตรงนี้ผมไม่ทราบ

แต่ถ้าไม่ใช่แล้ว... หนีบเอาไปด้วย...ทำไม!?

การเดินแต้มทางการเมืองอย่างนี้ เป็นความโง่อย่างสุดๆ เพราะเป็นการ “เปิดตัว” ให้ต่างชาติเขาเห็นกันถ้วนทั่วว่า แท้ที่จริงแล้ว ใครกันแน่ ที่เป็นคนจูงพรรคดักดานขึ้นมาเป็นรัฐบาล

“พันธมารใช่ไหม!?”

อยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า ทุกวันนี้คนเยอรมันปัจจุบัน ยังไม่เข้าใจว่า คนรุ่นพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ไปหลงเชื่อแค่คำพูดของ “ฮิตเลอร์” จนประเทศต้องเข้าสู่สงคราม และความพินาศฉิบหายป่นปี้ขนาดนั้น ได้อย่างไรกัน?

ย้อนมาดูเมืองไทยของเรา คนไทยบางส่วน ไปหลงเชื่อคำพูดของแกนนำพันธมาร หลงใหลได้ปลื้ม จนร่วมก่อกรรมทำเข็ญให้ชาติบ้านเมือง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจ สังคม การเมืองและศักดิ์ศรีของชาติเรา ...เสียหายหนักอย่างนี้ ได้อย่างไรกัน? น่าคิดนะ!

การที่เยอรมัน “ล่มจม” เพราะพิษสงคราม แล้วกลับขึ้นมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งนั้น อยากจะบอกท่านผู้อ่านว่า เพราะเขานั้นเป็นชาติที่มีความรู้ ความอดทน และมีวัฒนธรรมแข็ง ญี่ปุ่นก็เช่นกัน!!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพรักครับ ถ้าชาติไทยของเรา มีเหตุจากการแบ่งสีแบ่งฝ่าย ทำให้ประชาชนต้องลุกขึ้นมา”ฆ่ากัน” ทำให้ประเทศที่เคยสุขสงบ ต้องพินาศฉิบหาย ย่อยยับ จนถึง “ล่มจม” เพราะ...สงครามกลางเมือง!

สถานการณ์อย่างที่ว่า ได้ปรากฏให้เห็นลางๆ แล้ว เพราะทุกวันนี้ ความเกลียดชังระหว่างหมู่ชนในชาติ กำลังเพิ่มองศาแห่งความร้อนแรงขึ้นทุกวัน หากเกิดเหตุฆ่ากันจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ก็ยากที่จะแก้ไขสถานการณ์ ให้ฟื้นคืนกลับได้

ที่น่าห่วงมากก็เพราะ คนในบ้านเรานั้น เรื่อง “ความรู้” ก็ยังบกพร่องอยู่ อีกทั้ง “ความอดทน” ของชนในชาติ ก็ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขสถานการณ์ร้ายแรง ไม่เหมือนประเทศเยอรมันและญี่ปุ่น ดังที่ผมยกตัวอย่างมา

แถมวัฒนธรรมของเราหรือ ก็ยังอ่อนแอ ถึงขั้นปวกเปียกเลยทีเดียว

ดังนั้น ถ้าชาติไทยต้อง “ล่มจม” กันแล้ว ยากที่จะฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติได้อีก...

ฟื้นยากจริงๆ...ลองนำไปคิดกันดู เถอะครับ!!

พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินกับเสื้อแดงภูเก็ต

ที่มา Voice TV
 สุชน ชาลีเครือ , โครงการ“อบรมผู้นำการพัฒนาประชาธิปไตย”รุ่นที่ 1 , มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย , วันที่ 3-4 ตุลาคม 2552 , พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร , โฟนอิน , ปรองดอง

ชี้ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายในชาติต้องหันมาปรองดองกัน เพื่อช่วยฟื้นฟูและพัฒนาประเทศให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศต่อไปในอนาคต
นายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดโครงการ “อบรมผู้นำการพัฒนาประชาธิปไตย” รุ่นที่ 1 จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจัดโดยมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคม 2552 เพื่อเป็นการส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยให้ความรู้ได้อย่างองค์รวมทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ฯลฯ, สู่กลุ่มบุคคลและสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิผล และเพื่อเป็นการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ โดยมีผู้นำภาคประชาชนกลุ่มคนเสื้อแดงจาก 8 จังหวัดภาคใต้ ประมาณ 200 คนเข้าร่วมอบรม นายสุชน กล่าวว่า ความมุ่งหวังของการจัดอบรมครั้งนี้ คือต้องการให้ผู้เข้าอบรมได้เป็นผู้นำในการพัฒนาประชาธิปไตย โดยเฉพาะประชาธิปไตยอันมีส่วนร่วมโดยประชาชนภายใต้กติกาในระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และหลังจากอบรมไปแล้ว จะต้องนำไปพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยระหว่างการอบรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินเข้ามาเพื่อพูดคุยทักทายกับผู้เข้าร่วมการอบรม พร้อมให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเป็นผู้นำแห่งประชาธิปไตย และกล่าวถึงเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นใน จ.ภูเก็ต และอันดามันว่า กระทบกับการท่องเที่ยว แต่ก็ใช้เวลาไม่นานในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับคืนมา แต่สึนามิทางการเมืองที่เกิดขึ้น คงใช้เวลานานพอสมควรที่จะฟื้นฟูประชาธิปไตย พร้อมขอให้เกิดความปรองดองของคนในชาติ ขอให้ทุกคนกลับมาช่วยกันฟื้นฟูประเทศ เพื่อนำประเทศไปสู่การพัฒนา ให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศต่อไปในอนาคต

ประสบการณ์ต่อสู้เพื่อประชา จากศิลปิน 14 ตุลา 2516

ที่มา Voice TV



แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย วีรชนเดือนตุลา ผู้ต่อสู้ผ่านคัตเอาท์ ได้บอกเล่าเรื่องราวเดือนตุลา เมื่อ 35 ปีก่อนไว้อย่างหลากหลาย

"แม้ว-เพื่อไทย" เคลื่อนเพื่อ"รอด" "มาร์ค-ปชป." เคลื่อนเพื่อ"เรียวลง"

ที่มา มติชน

วิเคราะห์




มองการเมือง ขณะนี้ ดูจะกลับทิศกลับทางอย่างไรพิกล

คือ ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย ลำบากกับอุปสรรคขัดขวางนานาประการ แต่การเคลื่อนไหวทางการเมือง กลับทำให้คนรู้สึกว่า กำลังนำไปสู่ความอยู่รอด และเตรียมพร้อมที่จะช่วงชิงอำนาจกลับคืนมา

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่เพียบพร้อมด้วยอำนาจ ในฐานะผู้กุมอำนาจรัฐ แต่ การเคลื่อนไหวทางการเมือง กลับนำไปสู่ความไม่มั่นใจว่า จะรอดถึงฝั่ง หรือไม่

ภาพอันแตกต่างเช่นนี้

ทำให้ คนที่ต้องการ "ซื้ออนาคต" เกิดความลังเล ไม่แน่ใจว่า จริงหรือผู้ที่กุมอำนาจรัฐ คือผู้ที่จะได้เปรียบ ขณะที่ฝ่ายซึ่งเต็มไปด้วยข้อจำกัด และถูกกระทำ จะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ



มองไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พรรคเพื่อไทย ก่อน

คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใน 2 คดีติดต่อกัน คือ กรณี "กล้ายาง" และกรณี "หวยบนดิน"

ในคดีแรก รัฐบาลเก่า หลุดพ้นข้อกล่าวหาทั้งชุด

ในคดีหลัง แม้ศาลจะชี้ว่ามีความผิด แต่ก็เป็นความผิดในแง่ข้อปฏิบัติที่ไม่มีกฎหมายรองรับและใช้เงินผิดประเภท แต่ศาลก็ชี้ว่าเงินดังกล่าวไม่ได้มีการฉ้อโกง แต่นำไปใช้ในกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม จึงไม่ต้องชดใช้เงิน 1.4 หมื่นล้าน

คำตัดสินทั้ง 2 คดีดังกล่าว ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่งเสียงดังๆ ผ่านทวิตเตอร์ อ้างว่า ข้อกล่าวหาว่าตนและรัฐบาลเดิม ทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่เป็นความจริง

ทำให้ความชอบธรรม ของคณะปฏิวัติรัฐประหาร ที่ใช้เป็นข้ออ้างในการโค่นล้ม ลดน้อยลง

พร้อมทั้งขับเน้นภาพการ "ถูกรังแก" ให้ "เด่นชัด" ขึ้น

ซึ่งนี่ย่อม เป็นสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคเพื่อไทย หยิบฉวยมาใช้หาประโยชน์ทางการเมือง อย่างไม่ลังเล และรีรอ

และแน่นอนต้องได้รับการขานรับจาก "มวลชนเสื้อแดง" อย่างเซ็งแซ่แน่

พูดถึง "มวลชนเสื้อแดง" แล้ว ต้องถือเป็นความสำเร็จของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่สามารถสร้างความเหนียวแน่น และจัดตั้งให้มีความมั่นคงถาวร สามารถใช้เป็นอาวุธทางการเมืองที่แหลมคมที่สุดขณะนี้

จากมวลชน ที่ถูกกล่าวหาว่า "จ่ายเงิน" ซื้อมา

ตอนนี้กลายมาเป็น "มวลชน" กึ่งอุดมการณ์ ที่ไม่อาจมองข้ามได้ ถือเป็นพัฒนาการ "นอกสภา" ของฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่โดดเด่น

ขณะนี้เดียวกัน ได้แตกแขนงไปสู่สื่อ ทั้งสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุชุมชน และเว็บไซต์ อย่างหลากหลาย กลายเป็น "เครือข่าย" ที่ใช้เกื้อหนุนการเคลื่อนไหวมวลชนของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมีประสิทธิภาพและ สามารถสร้างแรงกดดันการบริหารงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้อย่างสูง

สำหรับ "ในสภา" แม้จะเป็น จุดอ่อนที่สุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะจนบัดนี้ ในแง่ความเป็นเอกภาพ ยังเป็นปัญหา

พรรคเพื่อไทยยังไม่อาจหาหัวหน้าพรรคตัวจริงได้

ขณะที่การขับเคลื่อนพรรคก็เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง

แต่กระนั้น ในระยะหลัง เริ่มปรากฏข่าวคราวการไหลกลับของนักการเมืองจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะในภาคอีสาน

ขณะที่ใน กทม. กรณีลูกของนางปวีณา หงสกุล ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ก็ทำให้มีสีสันขึ้น

และที่กล่าวขวัญขณะนี้ก็คือ การที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คัมแบ๊คสู่การเมือง และเลือกเพื่อไทยเป็นพรรคสังกัด

แม้ว่าเครดิตทางการเมืองของ พล.อ.ชวลิต จะไม่สูงเด่น แต่บารมีในภาคอีสานก็ยังคงมี ซึ่งเมื่อเสริมกับความนิยมในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฐานเสียงในภาคอีสานของพรรคเพื่อไทยก็แน่นปึ้กขึ้น

ส่งผลในทางจิตวิทยาให้นักการเมืองมองพรรคเพื่อไทยเป็นบวกมากขึ้น

เป็นบวก ทั้งที่ว่าไปแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคเพื่อไทย ถูกรุมสกรัม ด้วยข้อหาต่างๆ นานามาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็สามารถประคองตัว และพลิกฟื้นตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ

ซึ่งไม่ใช่เพียง "การเอาตัวรอด" ได้เท่านั้น หากแต่ทวีความน่ากลัว สำหรับประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่นๆ ขึ้นตามลำดับ



ภาพเช่นนี้ แตกต่างจากภาพของนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ค่อนข้างชัดเจน

เพราะสำหรับ นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ เพียบพร้อมสมบูรณ์ด้วยอำนาจรัฐ มีต้นทุนทางสังคมสูง และแถมยังมี "อำนาจพิเศษ" คอยเกื้อหนุนอย่างไม่ปิดบัง

เหล่านี้น่าจะทำให้นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ พุ่งทะยานไปข้างหน้า

และพร้อมจะบดขยี้ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยให้ย่อยยับลง

แต่เอาเข้าจริง นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ กลับไม่สามารถใช้แต้มต่อดังกล่าวเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเองได้

ตรงกันข้าม สิ่งเหล่านั้นกลับเป็นตัวบั่นทอนเสียเอง

เราพบว่า การใช้อำนาจที่มากล้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาอันลึกซึ้ง และบานปลายออกไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

โดยเฉพาะยิ่ง การแต่งตั้ง "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" ที่ไม่ควรจะเป็นเรื่องใหญ่โต

แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบต่อนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ อย่างรุนแรง และร้าวลึก

จนขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะไปจบลงที่ใด

นายอภิสิทธิ์สูญเสีย "ค่าใช้จ่าย" มากมาย กับความพยายามที่จะใช้ "อำนาจ" ความเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ได้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามที่ตนเองต้องการ

ล่าสุด ที่นายอภิสิทธิ์เสียไปก็คือ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ก่อผลกระทบต่อเนื่องกว้างขวาง ทั้งนอกและในพรรค

นอกพรรค ก็เป็นเรื่องของ "วาระพิเศษ" ที่คลุมเครือ ยากจะหาคำตอบที่ชัดเจนได้

แต่มันก็นำไปสู่การคาดหมาย ที่ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อผู้ที่อนาคตยาวไกลทางการเมือง อย่างนายอภิสิทธิ์ เอาเสียเลย

ส่วนในพรรคประชาธิปัตย์ กรณีของนายนิพนธ์ ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปสู่ "ข่าว" การแย่งชิงอำนาจภายในพรรค

เป็นข่าวที่จงใจปล่อยออกมาว่า นายนิพนธ์ ซึ่งมีสายสัมพันธ์สนิทแนบแน่นกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค กำลังจะถูกหักโค่น เพื่อเป็นการตอบโต้ ที่นายนิพนธ์ทำให้เรื่องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็น "วิกฤต"

มีการอ้างถึงกระแสข่าว กลุ่มทศวรรษใหม่ ที่นำโดยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษา กำลังจะจับมือกับ กลุ่มผลัดใบและกลุ่มคนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ เพื่อกำจัดกลุ่มของนายสุเทพ

โดยอ้างเหตุความไม่พอใจ ในบทบาทการทำงานของกลุ่มนายสุเทพ-นายนิพนธ์ ที่ตัดสินใจโดยพลการในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการยอมลงให้กับพรรคร่วมรัฐบาลมากเกินไป โดยไม่นำเรื่องเข้าหารือขอมติจากที่ประชุมในพรรคก่อนที่จะนำไปเจรจากับพรรคร่วม

จนทำให้พรรคร่วมรัฐบาลหาเงื่อนไขมาบีบพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การโยกย้ายข้าราชการ การแบ่งปันงบประมาณตามโครงการไทยเข้มแข็ง รวมถึงโครงการลงทุนอภิโปรเจ็คต์ ต่างๆ ล่าสุดก็คือการยอมให้พรรคภูมิใจไทยได้โครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คน มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้าน

เหล่านี้ได้นำไปสู่ข่าวการจะหักโค่นกลุ่มของนายสุเทพลง

ซึ่งจะจริง หรือไม่ก็ตาม

แต่ข่าวทำนองนี้ ในทางการเมืองถือว่าเป็นตัวสะท้อนให้เห็นการมี "แรงกระเพื่อม" ภายในพรรค ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ

และไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับ นายอภิสิทธิ์ รัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์ เอาเสียเลย



ในนาทีต้องยอมรับว่า ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทย กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ท่ามกลางแรงเสียดทานอันหนาหนาสาหัส

แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคนในพรรคเพื่อไทย กลับมีสัญญาณตอบรับในเชิงบวก ทำให้มีขวัญกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป

ซึ่งตรงกันข้ามกับนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ใช้ความแข็งแกร่งที่ตนเองมีอยู่ โดยเฉพาะการยึดกุมอำนาจรัฐ ไปอย่างสุรุ่ยสุร่ายและสิ้นเปลือง

แม้คนในพรรคการเมืองนี้ จะชินปากกับการประกาศโครงการไทยเข้มแข็ง แต่ในความเป็นจริง ยิ่งทำงาน ประชาธิปัตย์กลับห่างไกลจากคำว่าเข้มแข็ง ยิ่งขึ้นๆ ทุกที

"อาการเพียวลง" ของพรรคประชาธิปัตย์ จะมีจุดยุติลงตรงไหน เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง

หากพรรคประชาธิปัตย์ หยุดภาวะ "เพียวลง" ไม่ได้ และมีอาการผอมแห้งแรงน้อยลงเรื่อยๆ ก็น่าห่วงว่าจะมีพละกำลังไปต่อกรกับคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มากน้อยเพียงใด

และหากจุดจบของเรื่องนี้ อยู่ที่ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์

คงจะเป็นเรื่องที่น่าเจ็บใจไม่น้อย เพราะปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ที่เกิดขึ้น เป็นฝีมือของคนกันเองทั้งสิ้น

แน่นอน นายอภิสิทธิ์ ย่อมจะถูกขานชื่อเป็นคนแรก ในฐานะผู้ที่ต้องรับผิดชอบ

พท.คุย"จิ๋ว"เนรมิตอีสานแดง"พัลลภ" ยันแก้ขัดแย้งได้"เทพไท"ไม่เชื่อน้ำยาสะพัด"แม้ว"ทิ้งดูไบโดนบี้หนัก

ที่มา มติชน

พท.คุย"จิ๋ว"เนรมิต"อีสานแดง" เหตุ ปว.ทำนโยบายเจ๊งอีสานจน ชู"ประนอมหนี้"แก้หนี้นอกระบบ คุยพท.เป็นรัฐบาลศก.โต6-7% สะพัด"แม้ว" ทิ้งดูไบหลังบัวแก้วบี้ "เฉลิม" กลัวคนหมั่นไส้ไม่โว "จิ๋ว" ซบ "พัลลภ"เชื่อแก้ขัดแย้งได้ "วีระ" เผยมีสิทธิขึ้น หน.พรรค "เทพไท" ไม่เชื่อน้ำยา


พท.คุย"จิ๋ว"เนรมิต"อีสานแดง"

ที่โรงแรมเจริญธานี ปริ๊นเซส จ.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทยจัดสัมมนาทางออกประเทศไทย "ล้างหนี้ประเทศ สร้างรายได้ประชาชน" ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ร่วมด้วยนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตีว่าการกระทรวงการคลัง นายปานปรีย์ พหิธานุกร รองหัวหน้าพรรค ร่วมสัมมนา โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน และ ส.ส.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมรับฟัง และมีคนเสื้อแดงเข้าร่วมรับฟังประมาณ 500 คน


นายยงยุทธกล่าวเปิดงานสัมมนาตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย บอกกับตนว่าที่ผ่านมาทำให้ภาคอีสานทั้งหมดเป็นอีสานเขียว แต่ต่อไปนี้จะทำให้ภาคอีสานเป็นสีแดงทั้งหมด และเมื่อใดที่พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาเป็นนายกฯ อีกอย่างแน่นอน

เหตุ ปว.ทำนโยบายเจ๊งอีสานจน


นายปานปรีย์กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายพรรคประกาศนโยบายจะแก้ไขปัญหาภาคอีสาน สุดท้ายมีเพียงนโยบาย แต่ไม่มีการปฏิบัติ ทำให้ภาคอีสานเมื่อเปรียบเทียบกับภาคกลาง ภาคตะวันออกแล้วระดับความเจริญเดินช้ากว่าภาคอื่น แสดงให้เห็นถึงความอยุติธรรมของภาครัฐ จนกระทั่ง 2544 พ.ต.ท.ทักษิณมองเห็นปัญหา จึงคิดนโยบาย 4 ปี ซ่อม 4 ปีสร้าง ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตั้งเป้าปี 2552 ประชาชนจะต้องหมดความยากจน แต่ฝันของ พ.ต.ท.ทักษิณก็สลายเพราะเกิดการรัฐประหาร ซึ่งไม่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นในทุกด้าน

ชู"ประนอมหนี้"แก้หนี้นอกระบบ

นายปานปรีย์กล่าวว่า นอกจากนี้ ทราบว่าได้เกิดแก๊งหมวกกันน็อคหรือแก๊งทวงหนี้ระบาด เนื่องจากชาวบ้านเข้าไม่ถึงแหล่งทุนของภาครัฐ และความไม่รู้กฎหมายทำให้เสียเปรียบนายทุน บางรายต้องเซ็นกระดาษเปล่า โดยอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 2% ต่อวัน คิดเป็น 60% ต่อเดือน และ 700% ต่อปี สมาชิกเป็นหนี้ในระบบ 66.70% และหนี้นอกระบบ 33.30% ปัญหาหนี้นอกระบบและการทวงหนี้โหดเป็นปัญหาใหญ่ ส.ส.เพื่อไทยต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อเข้าไปแก้ไข สิ่งแรกคือต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ พร้อมหาทางบรรเทาเอาหนี้สินออกจากระบบทั้งหมด
ด้านนายสุชาติกล่าวถึงปัญหาหนี้สินว่า หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ โดยให้ประชาชนที่เป็นหนี้นอกระบบมาลงทะเบียนประนอมหนี้สิน และรัฐบาลจะช่วยดำเนินการใน 2 ส่วนคือ 1.ให้นักกฎหมายแก้ไขสัญญาหนี้สินที่ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความป็นธรรมให้เป็นสัญญาที่เป็นธรรม 2.เปลี่ยนหนี้นอกระบบให้เป็นหนี้ในระบบ ใช้ธนาคารรัฐดำเนินการ สำหรับหนี้ที่รัฐบาลเป็นเจ้าหนี้นั้น จะพักชำระหนี้ที่ไม่เกิน 5 แสนบาท นอกจากนี้ จะแปลงหนี้เป็นทุน และสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ขึ้นมา

คุยพท.เป็นรัฐบาลศก.โต6-7%

นายสุชาติกล่าวว่า วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นความหวังเดียวที่จะมาฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติ ทำให้หนี้สินของประชาชนหายไป เรื่องดังกล่าวจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยต้องได้รับเลือกเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทยได้ และหาก พ.ต.ท.ทักษิณชักชวนเพื่อนที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาลงทุนในประเทศคนละ 3 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจของไทยดีขึ้น หากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศเติบโตถึง 6-7% จากที่เป็นอยู่ขณะนี้ติดลบ 6%


สะพัด"แม้ว" ทิ้งดูไบหลังบัวแก้วบี้

รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ระหว่างการตัดสินใจย้ายที่พำนักไปยังประเทศอื่น อ้างว่าแม้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี จะให้การต้อนรับ แต่กระทรวงการต่างประเทศของไทยกดดันกงสุลใหญ่ของประเทศไทยประจำยูเออี ให้ติดตามความเคลื่อนไหวและรายงานมายังไทยตลอด พ.ต.ท.ทักษิณจึงต้องตัดสินใจเลือกพำนักในประเทศที่ไม่มีกงสุลไทย หรือเอกอัครราชทูตไทยประจำอยู่ในประเทศนั้นๆ


นายพิทยา พุกกะมาน คณะทำงานฝ่ายการเมืองพรรคเพื่อไทยและอดีตทูตไทยประจำประเทศภูฏานและชิลี กล่าวถึงรายงานข่าวดังกล่าวว่า ไทยมีสถานกงสุลใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองดูไบ คิดว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ว่าสร้างปัญหาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

"เฉลิม" กลัวคนหมั่นไส้ไม่โว"จิ๋ว" ซบ


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะ พล.อ.ชวลิตเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ ผ่านการเป็นผู้นำกองทัพจนกระทั่งนายกฯ ส่วนเรื่องจะมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคนั้น ไม่สามารถพูดได้ เพราะไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ส่วนจะทำให้ได้เปรียบในการเลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่ายังไกลไป คงยังไม่สามารถพูดได้ เดี๋ยวคนอื่นจะหมั่นไส้

"พัลลภ" ยัน"จิ๋ว" แก้ขัดแย้งได้


พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ลับ ลวง พรางŽ ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ว่า พล.อ.ชวลิตน่าจะทำให้พรรคดีขึ้น เพราะพรรคไม่มีผู้นำ พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ทำงานประสานต่างๆ ได้ดี สมาชิกพรรคให้ความเคารพนับถือ เมื่อมองความสำเร็จของ พล.อ.ชวลิตตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังนั้น จึงมีคนเดียวที่จะทำให้สังคมยุติความขัดแย้งได้ ส่วนตัวเคารพ พล.อ.ชวลิตอยู่แล้ว วันนี้จึงต้องมาทำงานร่วมกัน เพราะอยากให้ประเทศอยู่ในภาวะสันติ ไม่ใช่แตกแยกแบบนี้ ก่อนจะเข้าร่วมพรรค ตนไปหา พล.อ.ชวลิต และคุยกันว่า แนวทางที่ดีที่สุดง่ายๆ คือ แนวทางสมานฉันท์ ทำอย่างไรไม่ให้คนไทยฆ่าคนไทย ไม่เกิดความแตกแยก เพราะหากปล่อยไปอาจเกิดสงครามกลางเมือง

เผยไปพบ"แม้ว" วางแผนที่ดูไบ


เมื่อถามว่า การที่ พล.อ.ชวลิต กับ พล.อ.พัลลภ ที่เชี่ยวชาญกลยุทธ์ทางการทหาร และถนัดเกมใต้ดินมาจับมือกัน จะมีเรื่องอะไรหรือไม่ พล.อ.พัลลภกล่าวว่า ไม่มี เพราะ พล.อ.ชวลิตเป็นคนใจดี พูดง่ายๆ ไม่มีแนวความคิดแบบนี้ และคงไม่มีอะไรน่ากลัวต่อรัฐบาล พวกตนเข้ามาไม่ได้เล่นอะไรนอกเกม แต่เข้ามาเล่นตามวิถีทางของประชาธิปไตย ตามพรรคการเมือง


เมื่อถามว่า เหตุผลที่ พล.อ.ชวลิตเข้าร่วมพรรคเพราะได้รับการขอร้องจาก พ.ต.ท.ทักษิณใช่หรือไม่ พล.อ.พัลลภกล่าวว่า สมาชิกพรรคหลายคนอยากได้ และลูกน้อง พล.อ.ชวลิตในพรรคความหวังใหม่ ก็มารวมกับพรรคไทยรักไทย ตอนนี้พูดง่ายๆ คือ พรรคไม่มีหัวจึงอยากได้ พล.อ.ชวลิตมา เพราะเป็นคนที่จะทำสมานฉันท์ได้ดีที่สุด เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่ดูไบ ได้พูดคุยถึงเรื่องของ พล.อ.ชวลิต และแนวทางของพรรคเพื่อไทย


ไม่นั่งหน.ทันที-หวั่นกระเพื่อม


เมื่อถามว่า เหตุใด พล.อ.ชวลิตไม่รับเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พล.อ.พัลลภกล่าวว่า ตอนนี้มีหัวหน้าพรรคอยู่ และพรรคทำงานมาเป็นปี พรรคอยู่ในอาการนิ่ง ไม่อยากให้กระเพื่อมจึงเชิญมาเป็นประธานพรรคก่อน ส่วนอนาคตยังมองไม่ออกจะนั่งหัวหน้าพรรคหรือไม่ แต่วันนี้ที่คุยกัน คือเป็นประธานพรรค ใหญ่กว่าหัวหน้าพรรค เพราะไม่ใช่ประธานที่ปรึกษาพรรคที่ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เป็น


"สมัยก่อนเรารบกัน ฆ่ากันด้วยกระสุน ด้วยอาวุธ พล.อ.ชวลิตยังเอามาจับมือกันได้ วันนี้เพียงแค่แนวความคิดแตกแยกกัน ทำไม พล.อ.ชวลิตจะทำไม่ได้ จะประสานได้กับทุกพวก เพราะรู้จักหมด โดยเฉพาะปัญหาประเทศเพื่อนบ้านท่านปึ้กมาก จึงน่าจะช่วยได้มาก" พล.อ.พัลลภกล่าว


"วีระ" เผยมีสิทธิขึ้น หน.พรรค


นายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ชวลิตอาจได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า พล.อ.ชวลิตแถลงชัดเจนว่าเข้ามาเป็นสมาชิกสามัญธรรมดา จะร่วมทำงานกับคณะกรรมการบริหารพรรคก่อน ตามเป้าหมายที่ต้องการทำให้พรรคเป็นพรรคของมวลชน แต่เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคมีความเห็นให้ พล.อ.ชวลิตเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค สมาชิกลงความเห็นว่าสมควรเป็น ก็เห็นว่าต้องเป็น และเหมาะสมที่สุด หากทำงานร่วมกันนานเข้า มีความเข้าใจกันมากขึ้น สมาชิกพรรคอาจเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค ก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะประเทศขาดผู้นำทางการเมือง


"สุรชัย" เชื่อได้ตัวมาก็ผิดหวัง


นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า พล.อ.ชวลิตพยายามเป็นโซ่ข้อกลาง เพราะคิดว่าจะเป็นฝ่ายเจรจาได้ แต่ลืมไปว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่สถานการณ์เดียวกับช่วงประกาศนโยบาย 66/23 วันนี้สถานการณ์เดียวที่จะแก้ได้ คือ การปฏิวัติ เมื่อตัดสินใจเลือกพรรคเพื่อไทยก็เท่ากับชักธงรบกับฝ่ายอำมาตย์ ที่ผ่านมาไม่มีใครนั่งหัวหน้าพรรคพรรคได้ดีเท่า พล.อ.ชวลิต เพราะเป็นคนมีบารมี น่าเชื่อถือ จึงต้องเข้ามาต่อสู้ เชื่อว่าสามารถคุยกับฝ่ายตรงข้ามได้ แต่วันนี้เชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามไม่เอา พล.อ.ชวลิตแน่นอน และไม่เอามานานแล้ว ฟันธงได้เลยว่าผิดหวัง ยืนยันแก้ปัญหาวันนี้ต้องปฏิวัติไม่ใช่ปฏิรูป


ปชป.หวัง"จิ๋ว"ทำ2อย่าง


นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ชวลิตเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่า หวังว่า พล.อ.ชวลิตซึ่งเคยทำงานใกล้ชิด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ จะช่วยรักษาสถาบันองคมนตรีไม่ให้ถูกดึงมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง รวมทั้งจะช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณหยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กระทบต่อความมั่นคง หันมาแข่งขันทางความคิดและนโยบายแก้ปัญหาประชาชนมากกว่าการเมืองเก่าที่มุ่งใส่ร้ายกล่าวหาด้วยข้อมูลเท็จ


"เทพไท" ไม่เชื่อน้ำยา


นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เหตุผลที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ กลับมาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยมี 2 ประการ คือ ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันในการถูกชี้มูลจาก ป.ป.ช. และเป็นเรื่องตอบแทนบุญคุณ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีเป้าหมายหวังเป็นนายกฯอีกครั้ง การที่อ้างว่าเข้ามาเพื่อสมานฉันท์นั้น เชื่อว่าไม่สามารถทำได้ เพราะ พล.อ.ชวลิตเลือกข้างแล้ว จะสร้างความสมานฉันท์ได้เฉพาะในพรรคเพื่อไทยที่ส่วนใหญ่เป็นคนจากความหวังใหม่ ถ้า พล.อ.ชวลิตเป็นหัวหน้าพรรคก็เหมือนความหวังใหม่คืนชีพ


"เฉลิม"เย้ย"มาร์ค"ยุบปชป.ต่ำร้อย


อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งหลายฝ่ายยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องการทำประชามตินั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องอะไรที่จะต้องไปใช้เงิน 2,000 ล้านบาท ทำประชามติ หรือไม่มีสติปัญญาว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร ถ้าจะทำประชามติจริงก็ทำไปเลยว่าเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 ไปเลย


"แค่จะแก้รัฐธรรรมนูญยังไงก็ยังไม่รู้ แล้วยังอยากจะเป็นนายกฯอีก กับเรื่องเลขาฯตัวเองลาออกหรือไม่ก็ไม่รู้ ตั้งตำรวจสักคนก็ไม่ได้ ถ้าเห็นแก่บ้านเมือง ผมว่านายอภิสิทธิ์ออกไปแล้วหาใครในพรรคมาเป็นแทนดีกว่า หรือถ้ายังอยากจะเป็นนายกฯอยู่ ก็ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ เห็นบอกว่าทำงานมา 9 เดือน ทำงานได้ดีไม่ใช่เหรอ ถ้าอย่างนั้นเขาก็เลือกคุณเข้ามาอีก แต่เชื่อเถอะว่าถ้ายุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ได้ไม่เกินร้อยแน่นอน" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว


"สนธิ" โอ๋พท.หวังโหนนิรโทษฯ


เวลา 11.00 น. ร.ต.อ.เฉลิมปาฐกถาเรื่อง "เศรษฐกิจในมุมมองทางการเมือ" ตอนหนึ่งว่า หากเลือกตั้งเมื่อใด พรรคเพื่อไทยได้เกินครึ่ง จะเอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้แน่นอน ขณะนี้เตรียมกฎหมายนิรโทษกรรม กฎหมายอภัยโทษกรรมไว้หมดแล้ว มี 9 มาตรา จะทำให้ทั้งหมดทุกพวก ทุกสี และอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็รอให้พรรคเพื่อไทยนิรโทษกรรมอยู่ เพราะที่ผ่านมาโดนจำคุกไปแล้วโดยไม่รอลงอาญาไม่รู้กี่ปี นายสนธิเอาใจเพื่อไทยอยู่ เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯกลับมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ


"ขออย่าลืมเลือกพรรคเพื่อไทยให้เกินกึ่งหนึ่ง เพื่อให้พ่อใหญ่ทักษิณได้กลับมา และตบหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เห็นได้ว่าประชาธิปไตยกินได้เป็นยังไง" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

ตรึงเสียงข้างมาก ซื้อเวลาได้เปรียบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37035

ทุกกระบวนท่า "อภิสิทธิ์" ขับเคลื่อนรัฐบาลผสม

จากสถานการณ์ไต้ฝุ่น "กิสนา" พัดถล่มหลายประเทศในแถบทะเลจีนใต้ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ หลายพื้นที

ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่โดนแค่หางๆพายุ แต่ ก็ทำให้ฝนตกหนัก ส่งผลให้เกิดปัญหาอุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน

สภาพการณ์ความปั่นป่วนของลมฟ้าอากาศที่อุบัติขึ้น แทบไม่แตกต่างจากสถานการณ์การเมืองไทย

ที่มีหลายเรื่องหลายราว ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก จนตั้งตัวกันแทบไม่ทัน

ไล่ตั้งแต่การตัดสินคดีสำคัญๆที่มีนักการเมืองตกเป็นจำเลย การชี้มูลความผิดในเรื่องร้องเรียนขององค์กรอิสระ

ความเคลื่อนไหวในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ความเคลื่อนไหวในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่

การใช้จ่ายงบประมาณตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจในโครงการไทยเข้มแข็ง รวมทั้งการอนุมัติโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 4,000 คัน รวมถึงไปการอนุมัติ จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆของกองทัพ

ปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆเหล่านี้ แม้เป็นคนละเรื่อง เป็นคนละกรณีกัน

แต่ต้องยอมรับว่า โดยภาพรวมแล้ว ทุกเรื่องล้วนเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการเมืองแทบทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน ภายใต้ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ก็มีส่วนเชื่อมโยงไปถึงความอยู่รอดของรัฐบาลภายใต้ การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยเช่นกัน

แน่นอน ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลมีสิทธิที่จะอยู่บริหารประเทศไปได้จนครบเทอม 4 ปี

ของสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อสภาฯชุดนี้ก่อกำเนิดขึ้นจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 มีรัฐบาลมาแล้ว 3 ชุด คือ รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และชุดปัจจุบัน รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์

ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลชุดนี้ ยังมีเวลาที่จะบริหารประเทศต่อไปอีก 2 ปีกว่า ถึงจะ ครบเทอม 4 ปีของสภาฯ

แต่สถานะความเป็นรัฐบาล ก็ต้องขึ้นอยู่กับการมีเสียงข้างมากในสภาฯ


ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ครอง เสียงข้างมากได้เพราะเป็นรัฐบาลผสม ที่ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคกิจสังคม

ตราบใดที่นายกฯอภิสิทธิ์ยังสามารถบริหารจัดการประสาน ประโยชน์ให้พรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

สามารถตรึงเสียงข้างมากไว้ได้

ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาล ทำหน้าที่บริหารประเทศต่อไปจนครบเทอม 4 ปีของสภาฯ

แต่หากไม่สามารถรักษาสภาพครองเสียงข้างมากไว้ได้เกิดความแตกแยกขัดแย้งถึงขั้นที่พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวออกไป ส่งผลให้เสียงสนับสนุนเหลือไม่เกินครึ่งของสภาฯ

ถ้าถึงจุดนั้น รัฐบาลก็ต้องพังครืนทันที

เหตุจากการที่รัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค มี พรรคร่วมรัฐบาลประกอบเป็นเสียงข้างมาก จึงต้องคอยเอาอกเอาใจพรรคร่วม เพื่อให้สมประโยชน์กันไป

เหนืออื่นใด จากปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆที่เกิดขึ้น ก็มีความเกี่ยวโยงกับความอยู่รอดของรัฐบาลเช่นเดียวกัน

ไล่ตั้งแต่เรื่องของคดีความต่างๆที่มีนักการเมืองจำนวนมากตกเป็นจำเลย

ไม่ว่าจะเป็นคดีทุจริตกล้ายางที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด

หรือคดีทุจริตการออกสลากพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน ที่ศาลตัดสินลงโทษเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง 3 ราย โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และยกฟ้องจำเลยอื่นที่เหลือ

รวมไปถึงการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด

ในคดีที่ ครม.ยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช มีมติ เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศ ลงนามข้อตกลงสนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

โดยชี้มูลความผิดเฉพาะนายสมัคร และนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว. ต่างประเทศ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ส่วนอดีตรัฐมนตรีคนอื่นๆไม่เข้าข่ายความผิด

จากสภาพการณ์ดังกล่าวทำให้นักการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะนักการเมืองที่เป็นแกนหลักในกลุ่มก๊วนต่างๆ หลุดพ้นจากคดีความ

ปรากฏการณ์ตรงนี้ ทำให้บรรยากาศทางการเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และช่วยลดแรงกดดันในวงกว้าง ที่จะกระทบต่อรัฐบาลลงไปได้เยอะ

สำหรับปัญหาด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลชุดนี้ประกาศมา ตลอดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ในภาพของความเป็นจริง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า

วิกฤติการเมืองเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤติยืดเยื้อ และส่งผลต่อการอยู่รอดของรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้ แกนนำรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการ แก้ปัญหาวิกฤติการเมือง อยู่ในลำดับต้นๆ


ในขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์เน้นย้ำมาตลอดว่า ต้องแก้ ปัญหาการเมืองที่เป็นผลให้เกิดความ ขัดแย้งในสังคม เพื่อให้การเมืองเดินหน้าไปได้

ไม่เช่นนั้นถึงแม้จะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่อย่างที่บางฝ่ายออกมาเรียกร้อง ปัญหาก็ไม่จบ เพราะจะมีอุปสรรคในการเลือกตั้ง

บางพรรคการเมืองไปลงพื้นที่หาเสียงในภาคเหนือและภาคอีสานไม่ได้ ขณะที่บางพรรคก็ไปหาเสียงในภาคใต้ไม่ได้

เพราะจะเกิดการต่อต้านขัดขวาง และเกิดความรุนแรงถึงขั้นเป็นการเลือกตั้งเลือด ซึ่งไม่ใช่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

นั่นคือ การฉายภาพให้เห็นถึงปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากวิกฤติการเมือง ที่มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงมาก

แต่อีกปมหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับความได้เปรียบเสียเปรียบ ในการเลือกตั้งของพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างประชา-ธิปัตย์ เพราะอย่างที่เห็นๆกัน

วันนี้กระแส "ทักษิณ" ยังแรง ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน

นายกฯอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ รู้ดีว่า หาก มีการเลือกตั้งในห้วงเวลาอันใกล้นี้ เป็นเรื่องอันตราย เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาชนะคู่แข่งในสนามเลือกตั้ง

ฉะนั้น ต้องซื้อเวลาให้นานที่สุด หาจังหวะตีตื้น รอโอกาสได้เปรียบ

เห็นได้ชัดๆ จากกรณีความเคลื่อนไหวในการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่ ส.ส.ทั้งซีกฝ่ายค้าน และพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึง ส.ว.ส่วนใหญ่ เร่งรัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

ในช่วงแรก พรรคประชาธิปัตย์พยายามยื้อเวลา โดยเสนอให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.3 ขึ้นมา พิจารณา

แต่เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย

ก็ต้องโอนอ่อนผ่อนตาม

ยอมเปิดทางให้มีการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็นตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเสนอ โดยให้ฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาเป็นผู้ยกร่าง

อย่างไรก็ตาม นายกฯอภิสิทธิ์ยืนยันที่จะต้องมีการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็น

โดยมีการกำหนดกรอบเวลาว่าจะใช้เวลาประมาณ 9 เดือน แบ่งเป็นประชามติ 3 เดือน ขั้นตอนในสภา 3 เดือน และออกกฎหมายลูก 3 เดือน

แน่นอน การทำประชามติในเรื่องการแก้ไขรัฐ- ธรรมนูญ ถือเป็นหลักการตามกระบวนการประชา-ธิปไตย แบบเปะๆ

แต่ขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นยุทธวิธีที่จะทำให้ รัฐบาลยื้อเวลาอยู่ต่อไปได้ท่ามกลางกระแสกดดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังเชี่ยวกราก

ซึ่งตรงนี้ก็สมประโยชน์กับพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังรอแบ่งเค้กจากงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการไทยเข้มแข็ง

พูดง่ายๆว่า ต้องทำทุกอย่างเพื่อยืดเวลาในการ เป็นรัฐบาล

แม้กระทั่งปมร้อนๆ เรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่ แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ที่เป็นปัญหายืดเยื้อยาวนาน

มีการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ประชุมกันแล้วประชุมกันอีก สู้กันมาหลายยก ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป

นายกฯอภิสิทธิ์ พยายามผลักดัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ขึ้นนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.

แต่คนกันเอง ทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ สนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. ขึ้นเป็น ผบ.ตร.

ท่ามกลางข่าวลือสะพัดเรื่องสัญญาณพิเศษ ข้อมูลเก่า ข้อมูลใหม่

ในที่สุดนายกฯอภิสิทธิ์ก็ใช้วิธียื้อ ซื้อเวลาออก

ไปอีก ด้วยการตั้ง พล.ต.อ.ปทีป รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ยังไม่เรียกประชุม ก.ต.ช.เพื่อเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่

กลายเป็นปัญหาปริร้าวรุนแรงภายในพรรคประชาธิปัตย์

ถึงขั้นที่นายนิพนธ์ ร่อนหนังสือลาออกจากตำแหน่ง เลขาธิการนายกฯ

พรรคประชาธิปัตย์แตกเป็นก๊ก เป็นเสี่ยง

ยังไม่รวมถึงผลข้างเคียงที่กระทบไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย ที่จับมือมัดข้าวต้มกับ "สุเทพ-นิพนธ์" ในเกมแต่งตั้ง ผบ.ตร.

จากจุดเล็กๆ แค่เรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ก่อให้เกิด สนิมเนื้อใน "กินลึก"

ที่สำคัญ สนิมเนื้อในจากปมนี้ อาจส่งผลให้การซื้อเวลา ยื้ออายุรัฐบาลของ "อภิสิทธิ์"

ถึงจุดสิ้นสุด เร็วกว่ากำหนด.


"ทีมการเมือง"

ทักษิณทวิตเตอร์ ปรองดอง ก่อนบ้านเมืองพัง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37202

อดีตนายกฯ เผยผ่านทวิตเตอร์ระบุเพื่อนนักการเมืองต่างชาติ ชี้ไทยกำลังมีปัญหา เรียกร้องทุกฝ่ายสร้างความปรองดองด่วน ก่อนต่างชาติจะทิ้งการลงทุน ถือโอกาสวันออกพรรษา อโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร

ผู้สื่อข่าวรายงานอ้างเว็บไซต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความคิดเห็นเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ระบุว่า มีเพื่อนนักการเมืองยุโรปโทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่า เขาเจอนักการเมืองประเทศเพื่อนบ้านเรา ที่ประชุมร่วมกับเขาต่างพูดว่า "Thailand is heading for more problems" (ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าเข้าไปสู่ปัญหา)

"ผมฟังแล้วอยากจะ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข โดยสร้างความปรองดองโดยด่วนก่อนที่ต่างชาติจะทิ้งการลงทุนไปจากเรา เลิกสนใจเราไม่มาเที่ยวไทย"เว็บไซต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุ

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลาประมาณ21.00 น.วันที่ 3 ต.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงชมรมคนรักอุดรเพื่อหารายได้จัดซื้อที่ดินของกลุ่มเสื้อแดง โดยมี ส.ส.พรรคเพื่อไทย และประชาชน ร่วมงานกว่า 20,000 คน และ มีการจัดโต๊ะจีน 1,600 โต๊ะ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ในโอกาสวันออกพรรษาขออโหสิกรรมให้เจ้ากรรมนายเวรทุกคน