WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 4, 2009

ข้อเท็จจริงอยู่ตรงนี้

ที่มา thaifreenews

เห็น อภิสิทธิ์ บอกเรื่อง เขาพระวิหาร ว่าจะยึด JBC เป็นหลัก

เท่าที่จำได้ JBC (Joint Border Commission)ที่สุขุมพันธ์ ทำข้อตกลงปักปันดินแดนโดยยึดแผนที่ปารีส

ข้อเท็จจริงอยู่ที่ตรงนี้

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตรจากประชาธิปัตย์ไปลงนาม 14 มิ.ย.2543 ให้การปักปันเขตแดนโดยใช้แผนที่ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส ฉบับที่ไทยเสีย เขาพระวิหาร ให้เขมร

อย่าได้ปิดบังข้อมูลเขาพระวิหารอีกต่อไปเลย ใครอยากทราบข้อเท็จจริงให้ศึกษาเอกสารฉบับนี้ โดยเฉพาะข้อที่ 1. ไปศึกษาอนุสัญญาต่าง ๆ ระหว่างประเทศสยามกับฝรั่งเศสให้ดี จะทราบข้อเท็จจริง และได้ปิดบังประชาชนอีกต่อไปเลย


**************
ขอยกเอกสาร "ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชาอาณาจักกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก เฉพาะข้อ 1

>>>

จะร่วมกันดำเนินการสำรวจและจัดตั้งหลักเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารต่อไปนี้

(ก) อนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศสแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทแห่งสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม รัตนโกสินทศก 112 (ปี ค.ส. 1893) ว่าด้วยดินแดนกับข้อตกลงอื่นฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 122 (ปี ค.ศ. 1904)
(ข) สนธิสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ฉบับลงนาม ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 125 (ปี ค.ศ. 1902) กับพิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดนแนบท้ายสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 125 (ปี ค.ศ. 1907) และ
(ค) แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 197 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส
*******************

http://spiritofpolitics.blogspot.com/2009/10/blog-post.html

และข้อเท็จจริงอีกชิ้นหนึ่งในสมัยชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี

ทำเนียบรัฐบาล--14 มิ.ย.2543 มีการประชุมของ
คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศ แล้วมีมติ ดังนี้

1. อนุมัติให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (ฝ่ายไทย) ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ในระหว่างการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 14 - 16 มิถุนายน 2543
www.ryt9.com/s/cabt/234474/

ปฏิวัติฝรั่งเศส บทเรียนสำหรับไทย

ที่มา Thai E-News


โดย Pegasus
4 ตุลาคม 2552

สรุปแล้วการปฏิวัติฝรั่งเศสตั้งแต่ ๑๗๘๙-๑๘๗๕ ใช้เวลาทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ในการยกเลิกระบอบกษัตริย์โดยสิ้นเชิงใช้เวลาทั้งหมด ๘๖ ปี และการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ในฝรั่งเศส เกิดจากกลุ่มนิยมสถาบันกษัตริย์อย่างบ้าคลั่งที่แอบอิง และอาศัยประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง ไม่ใช่จากประชาชนหรือใครอื่นใดเลย ..ที่สำคัญคือเหตุการณ์ต่างๆช่างคล้ายคลึงกับประเทศไทยในปัจจุบัน


*หมายเหตุผู้เขียน:ที่มาของเนื้อหาได้มาจากหลายแหล่ง ขออภัยที่ไม่สามารถระบุได้ครบถ้วนในคราวนี้เ ป็นเพียงต้องการลำดับเรื่องเพื่อความเข้าใจในภาพสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่อาจมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศไทยคล้ายคลึงกัน เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆได้พัฒนาไปในแนวทางเดียวกัน เพียงแต่ตัวละครจะเปลี่ยนจากระบอบกษัตริย์ เป็นระบอบอำมาตย์เท่านั้น จะเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรอยู่ที่ท่านผู้อ่านแต่ละท่านจะนำไปคิดไตร่ตรองต่อไป ประการสำคัญคือเมื่อประชาชนเหลืออด การนำด้วยกลุ่มหัวรุนแรงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ฝ่ายเป็นกลางก็จะถูกขจัดไปในที่สุด การหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นี้คงอยู่ที่ฝ่ายอำมาตย์เท่านั้นที่หากมีโอกาสอ่านเอกสารนี้ขอให้คิดใหม่ และยุติปัญหาต่างๆเสียเมื่อยังทำได้

การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 มีผลต่อยุโรปโดยรวมอย่างมาก เพราะฝรั่งเศสเป็นประเทศมหาอำนาจของยุโรปในขณะนั้น (การปฏิวัติฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่ามนุษย์พร้อมที่จะกำหนดชะตาชีวิตและแสวงหาความสุขของตนเองได้ด้วยการได้มาซึ่งเสรีภาพ และด้วยเสรีภาพนี้เองมนุษย์จะสร้างชุมชนที่อยู่ด้วยกันได้โดยสงบสุข สันติและเจริญรุ่งเรืองโดยไม่ต้องพึ่งพาอำนาจพิเศษจากสวรรค์หรือตัวแทนจากสวรรค์ใดๆ...Pegasus)


พระเจ้าหลุยส์ที่16

สาเหตุของการปฏิวัติ

1. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การที่ฝรั่งเศสพัวพันกับการทำสงครามหลายครั้งตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาจนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก็แพ้สงคราม 7 ปีกับอังกฤษในอเมริกา และต่อมาสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ส่งกองทัพไปแก้แค้นอังกฤษด้วยการส่งกองทัพไปช่วยชาวอเมริกันประกาศอิสรภาพ แต่ก็ทำให้เป็นหนี้จำนวนมหาศาล

ฝรั่งเศสกู้เงินเป็นจำนวนมากมาช่วยชาวอาณานิคมอเมริกันทำสงครามต่อต้านอังกฤษ ทำให้ประชาชนชาวฝรั่งเศสมีแต่ความยากจนและหิวโหยไปทั่ว ในขณะที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ไม่รู้สึกพระองค์ว่าพร้อมในการปกครองแม้ว่าจะได้รับการศึกษามาอย่างดีเนื่องจากมีพระชนม์เพียง 20 ชันษา

(ดูการกู้เงิน การล้มละลายของระบบเศรษฐกิจ และ ความไร้เดียงสาของผู้บริหารประเทศแล้วคล้ายคลึงกัน...Pegasus)


พระนางมารีอังตัวเน็ตต์

2. สถานการณ์ทางสังคมและการเมือง ในปีหนึ่งเกิดการเสียหายในผลผลิตทางการเกษตรทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมปังที่เป็นอาหารหลักของชาวฝรั่งเศส ในขณะที่ในพระราชวังยังคงมีความหรูหราฟุ่มเฟือยกันอยู่

จนมีผู้เสนอฎีกากล่าวหาว่า ความฟุ่มเฟือยของราชสำนักเป็นสาเหตุของความยากจนของประชาชนโดยมีการกล่าวว่าอาหารในวังเพียงหนึ่งวันก็สามารถเลี้ยงประชาชนได้เป็นพันคน

โรแบสปิแอร์

ผู้อยู่เบื้องหลังฎีกาฉบับนี้คือ แมกซิมิลเลียน โรแบสปิแอร์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศสต่อไป

ส่วนพระเจ้าหลุยส์ฯได้รับคำแนะนำที่ผิดให้สร้างฐานะความเข้มแข็งของฝรั่งเศสด้วยการขึ้นภาษีกับฐานันดรที่ 3 ได้แก่ประชาชนโดยที่ ฐานันดรอื่นไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย

นอกจากความโกรธแค้นนี้แล้ว ธรรมชาติก็ได้ลงโทษชาวฝรั่งเศสเหมือนจะเร่งให้เกิดการปฏิวัติเร็วขึ้นด้วยการทำให้เกิดฤดูหนาวยาวนานผิดปกติตามมาเป็นเหมือนเหตุร้ายต่อประเทศฝรั่งเศส

ต่อมาฤดูร้อน ค.ศ.1788 เกิดความแห้งแล้งขาดแคลนอาหารมากขึ้นอีก ขนมปังจึงมีราคาสูงขึ้นทำให้เกิดการกักตุนอาหาร คนต้องใช้รายได้ทั้งเดือนมาหาซื้อขนมปังในวันเดียว ทำให้เกิดจลาจลขึ้นทั่วไปเพื่อปล้นขนมปัง

ด้วยความจำเป็นฝรั่งเศสจึงได้จ้างรัฐมนตรีการคลังที่มีความสามารถมาบริหารกระทรวงการคลังชื่อว่าจ้าค เนกเกอร์

ตลอดปี 1789 เนกเกอร์กล่าวว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องหาขนมปังและข้าวสาลีมาให้ประชาชนให้เพียงพอ ดังนั้นจึงได้เสนอให้มีการเรียกประชุมสภาฐานันดรเป็นครั้งแรกในรอบ 175 ปี ในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1789 ณ พระราชวังแวร์ซายส์

เนกเกอร์เสนอให้เก็บภาษีที่ดินจากพลเมืองทุกคน แต่ถูกฐานันดรที่ 1(พระ) และฐานันดรที่ 2 (ขุนนางทั่วไป) ต่อต้าน ฐานันดรที่ 3 (ประชาชนทั่วไปร้อยละ97 แต่มีจำนวนสมาชิกเพียงหนึ่งในสาม) จึงเรียกร้องให้เพิ่มจำนวนผู้แทนของตนขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อจะได้มีจำนวนเท่ากับผู้แทนฐานันดรที่ 1 และ 2 รวมกัน

ในครั้งนั้นโรแบสปิแอร์ได้นำเหล่าฐานันดรที่ 3 เรียกร้องให้พระและขุนนางจ่ายภาษี พระเจ้าหลุยส์ฯรู้สึกว่าถูกคุกคามจากฐานันดรที่ 3หัวรุนแรง

สภาฐานันดรแห่งชาติเปิดประชุมในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1789 แต่ละฐานันดรถูกจัดให้แยกกันประชุม ฐานันดรที่ 3 เรียกร้องให้เปิดประชุมร่วมกัน แต่พอไปถึงพบประตูปิด เลยออกไปประกาศตนเป็นสมัชชาแห่งชาติ

ในวันที่ 20 มิ.ย. สมัชชาแห่งชาติได้จัดประชุมขึ้นบริเวณสนามเทนนิส (ที่จริงเป็นสนามแฮนด์บอลล์) ของพระราชวังแวร์ซายส์ และเรียกร้องว่าจะไม่หยุดประชุมกันจนกว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประกาศตัวเองว่าเป็นตัวแทนของประชาชนฝรั่งเศสที่แท้จริงและเริ่มเห็นโอกาสที่จะท้าทายกษัตริย์ฝรั่งเศสได้แล้วในขณะนั้น แม้ว่าความเป็นจริงจะไม่ง่ายอย่างนั้น

เพราะในที่สุดตัวแทนเหล่านี้ก็ถูกทหารปราบปรามและกำจัดในที่สุด

(ปัญหาความอดอยาก การตกงาน ความแตกต่างทางชนชั้น หรือการครองชีพได้ปรากฏชัดขึ้นทุกขณะในสังคมไทย ฝ่ายที่มีเส้นครอบครองเศรษฐกิจสำคัญๆและผูกขาดไว้จำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะเดียวกันก็ทำให้ประชาชนยากจน เจ็บป่วยและพอใจให้ไร้การศึกษาเพื่อให้ยอมอยู่ใต้การปกครองตลอดไป...Pegasus)


ดันตอง

3. พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มีความผิดปกติทางสรีระบางประการทำให้ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับพระนางมารี อังตัวเนตได้ ก่อให้เกิดข่าวลือและการเหยียดหยามตลอดจนการว่าร้ายความฟอนเฟะในราชสำนักอย่างแพร่หลาย แม้ว่าในภายหลังพระเจ้าหลุยส์ฯจะทรงได้รับการรักษาและทรงมีรัชทายาทได้แต่ความเสียหายได้กระจายไปจนทั่วแล้ว

(ระบอบอำมาตย์ของไทยและบริวารทั้งที่เป็นข้าราชการและนักการเมืองก็มีเรื่องให้เป็นข่าวลือมากมายสุดที่จะบรรยาย...Pegasus)


4. ความแพร่หลายของความคิดใหม่ในศตวรรษที่ 18 ที่ถือกันว่าเป็นยุคแห่งความรอบรู้และเหตุผล ซึ่งกระแสความคิดเช่นนี้เองท้าทายความเชื่อเดิมเรื่องอำนาจของศาสนจักรและกษัตริย์

จิตใจของประชาชนเอนเอียงออกจากฐานันดรของฝ่ายปกครองมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบคิดทางวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับการค้นคว้าหาเหตุผลด้วยตัวเองและไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้อื่นบอกเล่าเสมอไป

ประเพณีเดิมที่ส่งเสริมให้เชื่อศาสนจักรและกษัตริย์จึงเริ่มถูกท้าทายขึ้นเรื่อยๆในความคิดของคนทั่วไป สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติที่เริ่มต้นจากความคิดนั่นเอง

การที่ทุกคนมีเหตุผลได้ การเรียกร้องความเท่าเทียมกัน การไม่เชื่อ ไม่นับถือสถานะพิเศษใดๆ จึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติขึ้นจริงๆ และกลายเป็นอันตรายต่ออภิสิทธิชนในที่สุด

เพราะประชาชนเชื่อเสียแล้วว่ามนุษย์เกิดมาไม่แตกต่างกัน แนวความคิดของวอลแตร์ มองเตสกิเออร์ และสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกันซึ่งอยู่ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา กระตุ้นให้ชาวยุโรปตื่นตัวในเรื่องเสรีภาพ มาควิส เดอ ลา ฟาแยตต์นำความนิยมในระบอบประชาธิปไตยจากการประกาศอิสรภาพอเมริกันมาเผยแพร่

มองเตสกิเออร์

{ มองเตสกิเออร์(1689-1755) เจ้าของแนวคิด การแบ่งและคานอำนาจระหว่าง นิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ เพื่อมิให้ฝ่ายใดมีอำนาจกดขี่ได้ อำนาจทั้งสามไม่ควรอยู่ในมือคนๆเดียวหรือคณะเดียวแต่เป็นการถ่วงดุลระหว่าง กษัตริย์ ขุนนางและประชาชนโดย มองเตสกิเออร์เห็นว่าขุนนางควรมีอำนาจออกและยับยั้งกฎหมายร่วมกับสภาจากประชาชน รวมถึงการกำหนดงบประมาณแต่ไม่ควรเข้ามาทำงานด้านอำนาจบริหาร ส่วนกษัตริย์ไม่มีอำนาจออกกฎหมายมีแต่อำนาจยับยั้ง แต่สภาก็ยังตรวจสอบได้ว่าการใช้อำนาจบริหารเป็นอย่างไร กล่าวหาและเอาผิดที่ปรึกษาของกษัตริย์และเสนาบดีในฐานะฝ่ายบริหารแทนกษัตริย์ได้

(แนวคิดนี้สหรัฐอเมริกาได้นำไปใช้มากเรียกว่าระบบถ่วงดุลอำนาจ...Pegasus)


ในส่วนของเสรีภาพนั้นเห็นว่าเสรีภาพคือการที่จะทำในสิ่งที่ต้องการและไม่บังคับให้กระทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ จะต้องมีกฎหมายมาเป็นคนกลางกำหนดว่า ประชาชนควรทำหรือไม่ควรทำอะไร เพื่อมิให้เสรีภาพของคนหนึ่งไปรบกวนเสรีภาพของคนอื่น และระบบกฎหมายนี้จะไม่เกิดกับระบอบทรราชที่ใช้กำลังอำนาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว

(แนวคิดนี้สหรัฐอเมริกาและบางประเทศในยุโรปถือว่ามนุษย์มีเสรีภาพจะทำอะไรก็ได้ ตราบเท่าที่ไม่ไปรบกวนเสรีภาพของผู้อื่น รัฐจะเข้ามายุ่งกับประชาชนให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น...Pegasus)


วอลแตร์

วอลแตร์ (1694-1778) เป็นนักเหตุผลนิยม และใช้วิทยาศาสตร์ในการวิจารณ์ประวัติศาสตร์ ชักชวนให้ประชาชนใช้หลักเหตุผลในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆดังตัวอย่าง จดหมายจากอังกฤษ ดังนี้ จดหมายจากอังกฤษ (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จดหมายปรัชญา) ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกที่สร้างชื่อให้วอลแตร์นั้น เขียนในรูปจดหมายสมมุติ ๒๕ ฉบับ เนื้อหาเล่าถึงสังคมอังกฤษผ่านสายตาของผู้เขียน โดยที่วอลแตร์ใช้สังคมดังกล่าว เป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดเปรียบเทียบกับสังคมฝรั่งเศส จึงเป็นธรรมดาที่ดินแดนอังกฤษ ตามบทพรรณนาในจดหมาย จะเลอเลิศไปด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา ความสมดุลของอำนาจทางการเมือง สภาพปลอดอภิสิทธิในที่ดิน ความเสมอภาคในการเสียภาษี ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนตรงกันข้ามกับสภาวะที่เป็นอยู่ในฝรั่งเศส (และแน่นอนว่า ผู้เขียนจดหมายย่อมมองข้ามข้อบกพร่องทั้งหลาย ของสังคมอังกฤษ เพื่อขับเน้นแต่ด้านที่เป็นอุดมคติ) วอลแตร์ได้สอดแทรกการโจมตีการเอารัดเอาเปรียบประชาชน ในระบอบศักดินาเอาไว้ไม่น้อย เราลองมาฟังตัวอย่างคารมของเขาดังต่อไปนี้

"สามัญชนอันเป็นคนจำนวนมากที่สุด มีคุณธรรมที่สุด และควรแก่การเคารพยกย่องที่สุด อันประกอบไปด้วยผู้ศึกษากฎหมาย และวิทยาศาสตร์ พ่อค้า ช่างฝีมือ และชาวนา ผู้ประกอบอาชีพอันสูงส่งแต่ไร้เกียรติ สามัญชนเหล่านี้ เคยได้รับการเหยียดหยามจากเจ้า และพระราวกับว่าเป็นสัตว์ (...) ต้องใช้เวลานับเป็นศตวรรษทีเดียว ที่จะสร้างความยุติธรรมให้แก่มนุษยชาติ ในอันที่จะทำให้ประจักษ์ว่า เป็นความสยดสยองยิ่ง ที่คนส่วนใหญ่เป็นผู้หว่านไถ แต่คนส่วนน้อย เป็นผู้ชุบมือเปิบเอาพืชผลนั้นไป" }

(สังคมไทยปัจจุบันประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมากมาย แสวงหาข้อมูลและเหตุผลต่างๆอย่างเอาเป็นเอาตาย เกิดโรคตาสว่างระบาดโดยทั่วไป มีการค้นคว้าหาคำตอบจากอินเตอร์เนท การสื่อสารทางเลือก ดาวเทียม วิทยุชุมชนและจากการพบปะพูดคุยอย่างกว้างขวางและทุกหนทุกแห่ง ประชาชนไม่ยอมเชื่อฟังผู้ที่อ้างว่าตนเองมีคุณธรรมหรือมีบุญแบบพระและกษัตริย์ในยุโรปอีกต่อไป...Pegasus)


มองเตสกิเออร์และวอลแตร์ เป็นสองผู้มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก จากแนวคิดดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเรียกร้องสิทธิของพลเมืองและการปฏิวัติตามมา

(แนวความคิดของ จอห์น ล๊อค ว่าด้วยเรื่อง ชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สินและ จัง จาค รุสโซ ว่าด้วยสัญญาประชาคมก็มีความสำคัญไม่น้อย...Pegasus)


การปะทะกันเริ่มในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1789 หลังจากตัวแทนฐานันดรที่ 3 ได้เริ่มการปฏิวัติในที่ประชุมสภาฐานันดรแล้ว พระเจ้าหลุยส์ฯได้ส่งทหารจำนวน 3 หมื่นนายมาล้อมกรุงปารีสและไล่รัฐมนตรี จ้าค เนกเกอร์ออก

(ของไทยกองกำลังทหารในแต่ละกองทัพคำนวณจากแถลงการณ์ว่ามีขั้นต้น 33 กองร้อย รวมแล้วจึงควรมีกำลัง 100 กองร้อยๆละ ไม่เกิน 150 คนรวมเป็นกำลังติดอาวุธ 15,000 คน แต่อาวุธทันสมัยกว่าสมัยฝรั่งเศสมาก แต่ประชาชนที่จะแปรสภาพเป็นมวลชนของไทยมีมหาศาลกว่ามาก...Pegasus)


ข่าวลือเรื่องกษัตริย์จะใช้กำลังทหารสลายการประชุมสมัชชาแห่งชาติก็ทำให้เกิดความโกลาหล เฉพาะในหมู่ชาวปารีสหัวรุนแรง ที่เรียกว่าพวกซองกูลอต (sans-culottes) ได้มีการปล้นปืนมาได้จำนวน 28,000 กระบอก แต่ขาดดินปืน

ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 จึงยกขบวนประมาณ 800 คนไปที่คุกบาสตีย์ (Bastille) ซึ่งใช้เป็นที่ขังนักโทษการเมือง เหตุการณ์การทลายคุกบาสตีย์ (Fall of the Bastille) นี้ซึ่งต่อมาถือเป็นวันเริ่มต้นเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นวันชาติฝรั่งเศสในปัจจุบัน พร้อมกับธงไตรรงค์คือสีแดง น้ำเงิน และขาว เข้าฆ่าทหารในคุกด้วยมีดและหอก และนำหัวของผู้คุมคุกมาเสียบประจานบนหอก

ความรุนแรงนี้สมาชิกสภาฐานันดรที่ 3ที่เรียกว่าสมัชชาแห่งชาติไม่ได้ห้ามปราม แต่ได้ให้การสนับสนุนและการเพิกเฉยนี้จะทำให้เกิดผลตามมาอีกมากมายในภายหลัง

ในวันเดียวกันนั้นพระเจ้าหลุยส์ฯเสด็จกลับมาจากการล่าสัตว์ มหาดเล็กได้ไปกราบทูลว่าเกิดเหตุที่คุกบาสตีย์
พระองค์ถามว่ามีกบฏใช่ไหม แต่มหาดเล็กทูลตอบว่าไม่ใช่ มันคือการปฏิวัติ


การบุกคุกบาสตีย์ ทำให้การปฏิวัติไม่มีการหันหลังกลับ แต่เป็นการปลดปล่อยประชาชนออกจากอดีตและเป็นการโค่นล้มทรราช ประชาชนทำการพังคุกนี้ด้วยมือเปล่า ขนหินแต่ละก้อนออกมาเพื่อทำลายสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ทั้งมวล

(ความสยดสยองเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในไทย หากฝ่ายอำมาตย์ยอมรามือ...Pegasus)


หลังจากนั้นไม่กี่วัน ได้มีกฎหมายชื่อว่า คำประกาศแห่งสิทธิของมวลมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 ข้อที่เป็นอุดการณ์ของการปฏิวัติฝรั่งเศส คือ เสรีภาพ (liberty) เสมอภาค (equality) และภราดรภาพ (fraternity)

เพื่อยกเลิกการมีชนชั้นลง ประกาศนี้ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งชาติ และไม่มีการกล่าวถึงระบอบกษัตริย์อีก เท่ากับว่าสมัชชาแห่งชาติได้ยึดอำนาจไว้กับกลุ่มของตนได้ ประกาศดังกล่าวย้ำข้อเรียกร้องฐานันดรที่ 3 เช่น มนุษย์เกิดมาเป็นอิสระ และมีสิทธิเท่าเทียมกัน การจับกุมกล่าวหาและหน่วงเหนี่ยวบุคคลใดๆจะกระทำได้เฉพาะตามที่กฎหมายกำหนด และทุกคนต้องเสียภาษีตามสัดส่วนของรายได้ที่ได้รับ ชาวฝรั่งเศสต้องการให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีการปกครองที่มีเหตุผล และมนุษย์มีเสรีภาพโดยเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเสรีภาพของสื่อมวลชนที่ถูกปิดปากมาโดยตลอด

(เป็นความหวังของประชาชนไทยเมื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้เกิดขึ้น...Pegasus)


ขณะนั้นนายแพทย์ที่ผิดหวังกับสังคม มีชื่อว่า ฌัง ปอล มารา ซึ่งต่อมาได้ทำหนังสือพิมพ์และเป็นนักปลุกระดมอารมณ์ร้าย 5 ตุลาคม 1789 ทำให้ผู้หญิงแม่ค้าขายปลาที่แข็งแรงมากม าชุมนุมด้วยความโกรธแค้นว่า ขาดแคลนขนมปัง ขณะที่ในวังมีการจัดงานเลี้ยงจึงได้มาที่วังพร้อมปืนและหอก เพื่อถวายข้อเรียกร้องต่อพระราชา โดยมีคนมาล้อม 2 หมื่นคนเรียกร้องให้กษัตริย์กลับไปกรุงปารีส และเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ผู้หญิงก็บุกเข้ามาเพื่อปลงพระชนม์พระนาง มารี อังตัวเนต เมื่อพบทหารก็ฆ่านำมาเสียบปลายหอก 6 ตุลาคม 1789 ฝูงชนหกหมื่นคนเข้ามาบังคับให้พระราชาและพระราชินีกลับมากรุงปารีสเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมกับหัวของเหล่าทหารราชองครักษ์และข้าราชบริพาร ตามด้วยรถของพระราชา พระราชินี และกลายเป็นนักโทษในปารีสอย่างสิ้นเชิง และมีการปล้นเอาข้าวสาลีจำนวนมากออกจากพระราชวังแวร์ซายร์


เพื่อรักษาความสงบทั้งในเมืองและชนบทระหว่างที่ 5-11 สิงหาคม 1789 สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติออกพระราชกฤษฎีกาหลายฉบับรวมเรียกว่า“พระราชกฤษฎีกาเดือนสิงหาคม” (August Decrees) ระบุถึงการยกเลิกระบบฟิวดัล ศาลต่างๆ มีการปรับปรุงกฎหมายอาญาโดยใช้หลักมนุษยธรรมมากขึ้นด้วยการยกเลิกการทรมานและตัดอวัยวะ

นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 1792 รัฐเริ่มนำเครื่องกิโยติน(guillotine) มาใช้เป็นเครื่องประหารเพื่อให้สิ้นชีวิตโดยเร็วและเจ็บปวดน้อยที่สุด สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติต้องการให้คริสตจักรฝรั่งเศสพ้นจากการควบคุมดูและของสำนักสันตะปาปาที่ปรุงโรม และประกาศใช้ พระราชบัญญัติธรรมนูญสงฆ์ในค.ศ. 1790 บังคับให้พระปฏิญาณว่าจะรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศ

(ในยุโรปศาสนาจักรเกี่ยวข้องกับการเมือง ของไทยก็เห็นชัดเจนว่าได้เกิดขึ้นแล้ว และจะเป็นสาเหตุสำคัญของการล่มสลายของศาสนาด้วยในที่สุด...Pegasus)


พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงเป็นบุคคลที่ยึดมั่นในศาสนา จึงไม่สบายพระทัยที่ต้องยอมรับพระราชบัญญัติธรรมนูญสงฆ์ ทรงวางแผนเสด็จหนีในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1791 ด้วยการปลอมตัวเป็นคนใช้และหนีห่างจากปารีสไป 100 ไมล์เกือบจะถึงออสเตรียในอีกไม่กี่ไมล์ แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่จับได้เมื่อถึงเมืองวาแรน (Varennes) ก็ทรงถูกจับ และถูกส่งกลับกรุงปารีส เพราะไม่มีใครคอยช่วยอีกต่อไป และอำนาจของพระมหากษัตริย์ก็หมดไป โรแบสปิแอร์ได้เข้ามามีอำนาจแทน

(จะเห็นได้ว่าในการปฏิวัติทุกแห่งฝ่ายหัวรุนแรงจะได้รับการยอมรับ และมักจะนำมาซึ่งความพินาศเสมอ ของไทยก็เริ่มปรากฏร่องรอยแล้ว...Pegasus)


ฝรั่งเศสประกาศสงครามต่อออสเตรียซึ่งมีจักรพรรดิเป็นพระเชษฐาของสมเด็จพระราชินีมารี อังตัวเนต ในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1792 ในเดือนต่อมาปรัสเซียจึงประกาศสงครามต่อฝรั่งเศส นับเป็นการเริ่มต้น สงครามการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolutionary Wars, ค.ศ. 1792 – 1799)

ในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1792 ออสเตรีย-ปรัสเซียได้ออกแถลงการณ์บรันสวิก (Brunswick Manifesto) เพื่อขู่ฝรั่งเศสว่า ถ้ากษัตริย์ฝรั่งเศสตกอยู่ในภาวะอันตราย พันธมิตรจะโจมตีกรุงปารีสทันที

10 สิงหาคม ค.ศ. 1792 ฝูงชนจำนวนหนึ่งด้วยการถูกกระตุ้นดังกล่าว และกองกำลังป้องกันชาติแห่งกรุงปารีสได้พากันไปที่พระราชวังตุยเลอรี เกิดการปะทะกับทหารรับจ้างชาวสวิส มีผู้เสียชีวิต 800 คน ทหารรับจ้างชาวสวิสประมาณ 1,000 คน และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต้องเสด็จไปหลบภัยในสภาสมัชชาแห่งชาติ

แต่ระบอบกษัตริย์ได้จบสิ้นแล้วโดยพระเจ้าหลุยส์ฯได้ถูกถอดออกจากฐานันดรกษัตริย์อย่างเป็นทางการ ทหารรักษาพระองค์ที่เหลืออยู่ได้ถูกประหารด้วย กีโยตีนทั้งหมด พระราชวงศ์ถูกนำไปกักบริเวณที่เรือนจำเทมเปิล (Temple)

สภากงวองซิงยง (Convention) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปิดประชุมครั้งแรกวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1792 และในวันรุ่งขึ้นก็ประกาศล้มเลิกระบอบกษัตริย์ฝรั่งเศสจึงเข้าสู่สมัย สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 (First Republic of France) ชายฝรั่งเศสทุกคนที่อายุ 21 ปีขึ้นไปมีสิทธิออกเสียง

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1792 มีการพิจารณาไต่สวนความผิดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พวกซองกูลอตถือว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตจำนวนมากของชาวฝรั่งเศสที่พระราชวังตุยเลอรี พระเจ้าหลุยส์สที่ 16 จึงถูกประหารด้วยกิโยตีนเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 1793

(พวกจิโรแดงสายกลางไม่ต้องการให้ประหารชีวิตแพ้เสียงพวก จาโคแบงโดย โรแบส ปิแอร์ ฝ่ายหัวรุนแรง) และพระนางแมรี อังตัวเนทถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตีน 16 ตุลาคม 1793 ด้วยข้อหาเป็นชู้กับพระโอรสซึ่งไม่มีใครเชื่อว่าเป็นความจริง)

สมัยแห่งความหวาดกลัว

สภากงวองซิยง (มี 12 ผู้ปกครอง) อ้างว่า สภาวะบ้านเมืองกำลังมีศึกทั้งภายนอกและภายใน จำต้องมีรัฐบาลปฎิวัติบริหารบ้านเมืองอย่างเฉียบขาด ซึ่งทำให้สังคมฝรั่งเศสปั่นป่วน และหวาดระแวงกันเองจนกลายเป็นช่วงเวลาของการมีชีวิตใน สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) ระหว่างมี.ค 1793 ถึงก.ค. 1794 มีประชาชนถูกประหารด้วย กีโยตีนนับพันคน

ช่วงเวลาแห่งความน่าสะพรึงกลัวสูงสุด (Great Terror) ของสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นเมื่อมีการออกกฎหมายเดือนมิ.ย. 1794 ระบุว่าศัตรูของประชาชนจะต้องถูกนำตัวขึ้นศาลปฏิวัติแห่งกรุงปารีส และถูกพิพากษาตามความพอใจของคณะลูกขุนมากกว่าหลักฐานอื่นใด จำเลยจะไม่ได้รับสิทธิของคำปรึกษา แก้คดีและคำตัดสินก็มีเพียงให้ปล่อยตัวหรือให้ประหารเท่านั้น(นักโทษ นักโทษการเมือง พระ ชนชั้นสูง)

ภายใน 9 สัปดาห์ที่ใช้กฎหมายนี้จำนวนพลเมืองที่ถูกศาลปฏิวัติตัดสินประหารมีจำนวน 1,600 คนสตรีถูกข่มขืนอย่างทารุณ การกระทำนี้ถูกประณามไปทั่วยุโรป

ความตายของมารา

ต่อมาเมื่อ ฝ่ายจิโรแดงซึ่งมีตัวแทนพื้นเพมาจากรากหญ้าชนบทเห็นว่าการปฏิวัติจะนำไปสู่ความรุนแรงมากเกินไป นายแพทย์นักหนังสือพิมพ์หัวรุนแรงคือ ฌัง ปอล มารา ได้โจมตีฝ่ายจิโรแดงอย่างรุนแรง เนื่องจากอิทธิพลในการใช้สื่อนำให้มีการประหารด้วยกีโยตีนมาไม่น้อยกว่าสองรัอยศพ แล้วยังต้องการให้มีการประหารต่อไปด้วยข้อหาภัยต่อการปฏิวัติ ชาลอตต์ กอเดย์ หญิงสาวชาวชนบทได้รับทราบข่าวว่า เป็นหนังสือพิมพ์ชี้นำให้ฆ่าคนไม่เลิก เธอได้มาที่ปารีสพร้อมรายชื่อที่อ้างว่าผู้ทรยศ มาราหลงเชื่อจึงถูก ชาลอตต์ฯ แทงเสียชีวิตในอ่างอาบน้ำ และกล่าวโทษว่าหนังสือพิมพ์นี้เป็นต้นเหตุของการฆ่าคนบริสุทธิ์

ในการพิจารณาคดี เธอไม่ยอมสำนึกผิด โดยอ้างว่าต้องการสันติภาพ แต่เธอกลับทำให้มารากลายเป็นนักบุญ และสันติภาพไม่เคยได้มาอีกเลย

ชนชั้นกษัตริย์ยังถูกประหารต่อไป แม้สมาชิกในสมัชชาฯก็ถูกประหารชีวิตคนแล้วคนเล่าและเกิดกบฏต่อต้านการปฏิวัติและการโจมตีจากประเทศในยุโรป คณะปฏิวัติยกเลิกสิทธิของประชาชน มีตำรวจลับทั่วไปโดยใช้กฎหมายพิเศษเมื่อ 17 กันยายน 1793 ทำให้มีการประหารชีวิต การปิดปากสื่อ มีการปรักปรำ และศพเกลื่อนกลาด แม้แต่คำพูดที่ดูเป็นการวิจารณ์ใดๆก็ตาม

(กฎหมายความมั่นคง และกฎหมายหมิ่นฯของไทยน่าจะคล้ายคลึงกัน...Pegasus)


ด้วยศาลคณะปฏิวัติ โดยคณะกรรมาธิการเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชนจำนวน 12 คน (กงวองซิยง) ดังกล่าวมาแล้ว นำโดยโรแบสปิแอร์ ศาสนจักร รูปนักบุญถูกทำลายและแทนที่ด้วยรูปปั้นของมารา ปฏิทินยกเลิกปฏิทินของศาสนาคริสต์ และต่อต้านศาสนาคริสต์ มีการสังหารหมู่กบฏและพระนับร้อยคนด้วยวิธีการต่างๆ

นโปเลียน

ต่อมากองทัพฝรั่งเศสนำโดยนายทหารชื่อ นโปเลียน โบนาปาร์ต ขับไล่อังกฤษออกไปได้ ทำให้สงครามสงบลง 5 กุมภาพันธ์ 1794 โรเบสปิแอร์ได้กล่าวว่าความกลัวและความดีงามขาดกันและกันไม่ได้ ดังตอง เพื่อนของโรเบสปิแอร์ และคนสนิทผู้นำในการต่อสู้ป้องกันประเทศถูกจับกุมและถูกประหารเป็นพันคน

ดังตองก่อนตายกล่าวว่า เสียใจที่ไปก่อนโรเบสปิแอร์ หลังจากนั้น ในหน้าร้อนเมื่อ 11 มิถุนายน 1794 เริ่มการปราบปรามใหญ่มีการประหารเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณถึง เดือนละกว่า 800 ครั้งในปารีส

มิถุนายน 1794 ได้มีพิธีแห่งความดีเลิศด้วยการใช้เหตุผล ทำให้สมาชิกสมัชชาเริ่มคิดว่า โรเบสปิแอร์เสียสติ ในวันที่ 27 มิถุนายน โรเบสปีแอร์ ได้ปราศรัยถึงภัยคุกคามว่า มีรายชื่อศัตรูใหม่ของการปฏิวัติ โดยจะนำมาเปิดเผยในวันรุ่งขึ้น ดังนั้นด้วยความกลัวว่าตัวเองจะมีชื่อ วันรุ่งขึ้น โรเบสปิแอร์จึงถูกจับ ในที่สุดแมกซิมิเลียน โรแบสปิแอร์ (Maximillen Robespierre) ผู้นำการปฏิวัติคนสำคัญถูกสภาประกาศให้เป็นบุคคลนอกกฎหมาย

หลังจากพยายามฆ่าตัวตายจนบาดเจ็บสาหัส ต่อมาจึงถูกประหารด้วยเครื่องกิโยตินในวันที่ 28 ก.ค. 1794 ก็นับเป็นการสิ้นสุดสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว

หลังจากนั้นอีก 5 ปีอำนาจได้ตกมาสู่นโปเลียน โบนาปาร์ต การปฏิวัติจึงสิ้นสุดลง

(หวังว่าประเทศไทยคงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยจะระมัดระวังด้วยเสียงของมวลชนจำนวนมหาศาลไม่ยอมให้ฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายหัวรุนแรงหรือขวาปฏิกิริยาเผด็จการทำลายล้างกระบวนการประชาธิปไตยได้ ไทยก็จะได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และน่าชื่นชม ไม่ต้องเสียเวลาทอดยาวออกไปอีก...Pegasus)



เนื้อหาต่อไปปรับปรุงจากบทความของปิยบุตร แสงกนกกุล เรื่อง Ultra-royalisteกับการฟื้นฟูและล่มสลายของกษัตริย์ฝรั่งเศส โดยนำมาเสนอเฉพาะเหตุการณ์สำคัญเพื่อให้เห็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายขวาจัดนิยมเจ้ากับฝ่ายประชาธิปไตยที่ต้องมีต่อมาอีกยาวนาน


Ultra-royaliste หรือที่ท่านปรีดี พนมยงค์ แปลว่า “ผู้เกินกว่าราชา” คือ กลุ่มการเมืองที่มีแนวคิดนิยมเจ้าอย่างสุดโต่งในฝรั่งเศสมุ่งหมายจะรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์กลับมาใหม่ ต้องการให้กษัตริย์มีอำนาจมาก ทั้งในทางความเป็นจริงและในทางสัญลักษณ์ มุ่งให้อภิสิทธิ์แก่พวกขุนนางรายล้อมกษัตริย์ มองประชาชนเป็นเพียง “ข้าแผ่นดิน” (Sujet) มากกว่าเป็น “พลเมือง” (Citoyen) หลายกรณี พวก Ultra-royaliste เรียกร้องอำนาจและอภิสิทธิ์ให้กษัตริย์มากกว่าที่กษัตริย์ต้องการเสียอีก


(เสื้อเหลืองที่คุ้มคลั่งน่าจะจัดเป็นกลุ่มนี้ได้...Pegasus)


ภายหลังการล่มสลายของระบอบโบนาปาร์ต ฝรั่งเศสเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูกษัตริย์ หลุยส์ที่ ๑๘ ขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๑๘๑๕ ในยุคนี้ คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ กษัตริย์มีอำนาจการบริหารประเทศอย่างแท้จริงโดยทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีเอง มี ๒ สภา คือ สภาขุนนางมาจากการแต่งตั้งของกษัตริย์ดำรงตำแหน่งตลอดชีพและสืบทอดตำแหน่งทางสายเลือด ส่วนสภาล่างมาจากการเลือกตั้งที่กำหนดให้เฉพาะผู้เสียภาษีมากๆเท่านั้นจึงจะมีสิทธิเลือกตั้ง ประเมินกันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนเพียง ๑ ใน ๒๐๐ ของประชาชนทั้งประเทศ

(สรุปคือชนชั้นนำ ชนชั้นสูงที่เป็นมิตรกับระบอบกษัตริย์ ของไทยก็คงเป็นกลุ่มข้าราชการเก่า หรือชนชั้นนำ ทุนผูกขาดต่างๆที่อิงแอบกับอำมาตย์ โดยสังเกตง่ายๆจากกลุ่มสนับสนุนเหลือง และต่อต้านการถวายฎีกา...Pegasus)


กลุ่ม Ultra-royaliste ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในยุค Restauration ผ่านทางสภานิติบัญญัติซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มการเมืองนิยมเจ้าทั้งสิ้น

(เปรียบเทียบเหมือนไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2490-94 ที่ได้มีการยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในสาระสำคัญใหม่หมดมาจนปัจจุบัน...Pegasus)


กลุ่ม Ultra-royaliste ออกกฎหมายลิดรอนเสรีภาพทางการเมืองและปราบปรามขั้วตรงข้ามทางการเมืองของตน

(ใช่กฎหมายหมิ่นฯ กฎหมายขององค์กรอิสระหรือไม่...Pegasus)


โดยเฉพาะการออกมาตรการความน่าสะพรึงกลัวสีขาว หรือ “Terreur blanche” (สีขาวเป็นสีของกษัตริย์ฝรั่งเศส) เพื่อทำลายกลุ่มนิยมสาธารณรัฐ กลุ่มนิยมระบอบโบนาปาร์ต และกลุ่มนิยมนิกายโปรเตสแตนท์

(ของไทยก็คงเป็นความน่าสะพรึงกลัวสีเหลืองที่ทำผิดร้ายแรงได้โดยไม่ต้องกลัวกฎหมาย...Pegasus)


มาตรการ Terreur blanche นำมาซึ่งการลอบสังหารนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม

(คาร์บอมบ์...Pegasus)


การปิดสื่อ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลและเรียกร้องให้กษัตริย์มีอำนาจมากขึ้นภายใต้การ “อำนวยการ” ของกลุ่ม Ultra-royaliste

(การเมืองใหม่ทั้งระบบใช่เลยอย่าลืมว่าผู้นำเป็นนักประวัติศาสตร์...Pegasus)


๑ ปีผ่านไป หลุยส์ที่ ๑๘ จำเป็นต้องยุบสภาเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง ผลจากความล้มเหลวของมาตรการ Terreur blanche ทำให้กลุ่ม Ultra-royaliste เสียที่นั่งในสภาให้กับกลุ่ม Royaliste libérale

(เปรียบเทียบได้กับไทยรักไทยเดิมหรือไม่...Pegasus)


เมื่อกลุ่ม Royaliste libérale เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็รีบยกเลิกมาตรการ Terreur blanche ทันที และเร่งรัดออกกฎหมายปฏิรูปหลายฉบับ ต่อมา ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๘๒๐ Duc de Berry หลานของหลุยส์ที่ ๑๘ ถูกลอบสังหารหน้าโรงละครโอเปร่า พวกนิยมเจ้าเชื่อว่าการลอบสังหารนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากนโยบายของกลุ่ม Royaliste libérale ที่เอียงไปทางเสรีนิยมมากเกินไป จนทำให้ผู้นิยมสาธารณรัฐมีโอกาสตีโต้กลับ

ผลพวงของการตายของ Duc de Berry ทำให้กลุ่ม Ultra-royaliste กลับมาเป็นเสียงข้างมากในสภาอีกครั้ง และจัดการยกเลิกนโยบายเสรีนิยมทั้งหมด หันกลับไปออกกฎหมายเซ็นเซอร์สิ่งพิมพ์และกฎหมายจำกัดเสรีภาพของประชาชน กลุ่ม Ultra-royaliste ยังต้องการขจัดเสียงของกลุ่ม Royaliste libérale จึงออกกฎหมายอนุญาตให้ผู้เสียภาษีมากมีสิทธิเลือกตั้ง ๒ รอบ

(ของไทยคงใช้องค์กรอิสระดูจะได้ผลกว่า...Pegasus)


รอบแรกเลือกสมาชิกสภา ๒๕๘ คน จากนั้นผู้เสียภาษีมากที่สุดจำนวน ๑ ใน ๔ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกอีก ๑๗๒ คนในรอบที่สองที่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้สนับสนุนกลุ่ม Ultra-royaliste นั่นเอง

(เทียบได้กับ สว.ลากตั้งใช่หรือไม่...Pegasus)


๑๖ กันยายน ๑๘๒๔ หลุยส์ที่ ๑๘ เสียชีวิต กลุ่ม Ultra-royaliste ได้ผลักดันน้องชายของหลุยส์ที่ ๑๘ ขึ้นครองราชย์แทนในนามชาร์ลส์ที่ ๑๐ กลุ่ม Ultra-royaliste และชาร์ลส์ที่ ๑๐ ร่วมมือกันสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเก่าด้วยการรื้อฟื้นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ก่อนปฏิวัติ ๑๗๘๙ กลับมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพิธีราชาภิเษก การก่อสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ซึ่งโดนคณะปฏิวัติประหารด้วยเครื่องกีโยติน การออกกฎหมายชดเชยค่าเสียหายให้แก่เจ้าและขุนนางที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ๑๗๘๙ ซึ่งคำนวณกันว่าต้องใช้งบประมาณถึง ๖๓๐ ล้านฟรังค์ ตลอดจนการออกกฎหมายกำหนดโทษแก่ผู้หลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะผู้ที่ขโมยหรือทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมีโทษถึงประหารชีวิต นอกจากนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดการเซ็นเซอร์สื่อและการจำกัดเสรีภาพการพิมพ์อีกด้วย

(ยุคแห่งความกลัวฝ่ายกษัตริย์กลับมาอีกครั้ง...Peasus)


ด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจบีบบังคับให้ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ต้องยุบสภา (ปกครองด้วยวิธีการเผด็จการและขวาจัดมักจัดการบริหารไม่ได้เนื่องจากไม่สอดคล้องกับระบบอุตสาหกรรมสมัยนั้น) ผลการเลือกตั้งทำให้ได้สภาที่มีสมาชิกสายปฏิรูปมากขึ้น ชาร์ลส์ที่ ๑๐ จึงจำใจต้องตั้ง Martignac นักการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูปเป็นหัวหน้ารัฐบาล การดำเนินนโยบายของรัฐบาลไม่เป็นที่สบอารมณ์ของชาร์ลส์ที่ ๑๐ และกลุ่ม Ultra-royaliste ที่เห็นว่ารัฐบาลโน้มเอียงไปทางเสรีนิยม

ในขณะที่กลุ่มเสรีนิยมก็มองว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายปฏิรูปแบบกระมิดกระเมี้ยน ในที่สุด Martignac จึงลาออกจากตำแหน่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ตัดสินใจตั้ง Prince de Polignac นักการเมืองกลุ่ม Ultra-royaliste ขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาลแทน แต่ด้วยนโยบายแข็งกร้าว ทำให้อยู่ได้ไม่นานชาร์ลส์ที่ ๑๐ ก็ต้องยุบสภา

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าฝ่ายค้านได้สมาชิกสภาเพิ่มเป็น ๒๗๐ ที่นั่งจากเดิม ๒๒๑ ที่นั่ง ในขณะที่รัฐบาลเก่าได้เสียงลดลงเหลือ ๑๔๕ ที่นั่งจากเดิม ๑๘๑ ที่นั่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ จึงตัดสินใจออกประกาศ ๔ ฉบับทันที ได้แก่ ประกาศยุบสภา (ห่างจากยุบสภาครั้งก่อนครั้งก่อนเพียง๗๐ วันและหลังเลือกตั้งไม่ถึงเดือน) ประกาศยกเลิกเสรีภาพการพิมพ์ ประกาศจำกัดผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เฉพาะคนที่เสียภาษีเกิน ๓๐๐ ฟรังค์และประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกันยายน

กล่าวกันว่าประกาศทั้ง ๔ ฉบับเสมือนเป็นการรัฐประหารโดยชาร์ลส์ที่ ๑๐ และกลุ่ม Ultra-royaliste ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนจำนวนมาก ในที่สุดนักหนังสือพิมพ์ กรรมกร ชนชั้นกฎุมพี จึงรวมตัวกันล้มล้างการปกครองของชาร์ลส์ที่ ๑๐ โดยใช้เวลาเพียง ๓ วัน ตั้งแต่ ๒๗ – ๒๙ กรกฎาคม ๑๘๓๐

เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๑๐ ถูกเนรเทศ กลุ่มการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูปยืนยันให้มีกษัตริย์ต่อไป แต่ต้องการกษัตริย์ประนีประนอม ไม่เอนเอียงไปกับกลุ่ม Ultra-royaliste เพื่อปูทางปฏิรูปประชาธิปไตย จึงตัดสินใจเอาเจ้าสายราชวงศ์ออร์เลอองอย่างหลุยส์ ฟิลิปป์ขึ้นเป็นกษัตริย์พร้อมกับออก Charte ลงวันที่ ๑๘๓๐ ใช้เป็นธรรมนูญการปกครองแทน โดยลดอำนาจของกษัตริย์ไม่ให้มีอำนาจในการเสนอกฎหมาย และให้อำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ

เราเรียกยุคนี้ว่า “ Monarchie de Juillet” เพราะเหตุการณ์ที่ประชาชนร่วมกันขับไล่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ๑๐ เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม (Juillet) นั่นเอง

(เป็นการตัดสินใจนำอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากพลาดท่าเพราะมีการปฏิวัติที่หวาดกลัวสมัย แมกซิมิลเลียน โรแบสปิแอร์...Pegasus)


รัฐบาลเริ่มนโยบายก้าวหน้าขึ้น ตั้งแต่การยกเลิกระบบสืบทอดตำแหน่งสภาขุนนางทางสายเลือด

(ของไทยเปรียบเทียบเป็นระบบลากตั้ง หรือข้าราชการ หรือกลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มจารีต ทุนผูกขาด...Pegasus)


การขยายสิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งออกไป (ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นผู้ชายอายุ ๒๕ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๒๐๐ ฟรังค์ จากเดิมที่ให้เฉพาะผู้ชายอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๓๐๐ ฟรังค์ ส่วนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งก็เปลี่ยนเป็นผู้ชายอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๕๐๐ ฟรังค์ จากเดิมต้องเป็นผู้ชายอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๑๐๐๐ ฟรังค์)

การยกเลิกการปิดกั้นเสรีภาพในการพิมพ์ ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกไม่เป็นศาสนาประจำชาติอีกต่อไป ตลอดจนการนำธงไตรรงค์ “น้ำเงิน ขาว แดง” จากเดิมที่มีแต่สีขาว มาใช้เป็นธงประจำชาติแม้หลุยส์ ฟิลิปป์จะได้การยอมรับจากประชาชนมากถึงขนาดที่ชาวฝรั่งเศสขนานนามว่าเป็น “กษัตริย์ของพลเมือง” แต่การดำเนินนโยบายของรัฐบาล Guizot ก็ยังโน้มเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมอยู่มาก

ประกอบกับวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี ๑๘๔๖ ถึง ๑๘๔๘ และอุดมการณ์ประชาธิปไตยตลบอบอวล ยิ่งกระตุ้นให้กลุ่มนิยมสาธารณรัฐเริ่มรวมตัวจัดตั้งองค์กรปฏิวัติกษัตริย์ ด้วยการจัดงานเลี้ยงตามหัวเมืองใหญ่ๆเพื่อรณรงค์ทางการเมือง เช่น การเรียกร้องให้ขยายสิทธิเลือกตั้งออกไปให้ทั่วถึงไม่ใช่จำกัดเฉพาะผู้เสียภาษีมาก

การชุมนุมทางการเมืองเริ่มขยายตัวกว้างขวางขึ้น รัฐบาล Guizot ไม่สนองตอบต่อข้อเรียกร้อง ตรงกันข้ามกลับปราบปรามการชุมนุม ยิ่งทำให้คะแนนนิยมตกต่ำลง

กว่าหลุยส์ ฟิลิปป์จะตัดสินใจเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลและสัญญาว่าจะดำเนินการปฏิรูปให้เข้มขึ้นก็สายเกินไปเสียแล้ว ในที่สุด กลุ่มนิยมสาธารณรัฐได้โอกาสเข้ายึดอำนาจจากหลุยส์ ฟิลิปป์ และประกาศให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๑๘๔๘

ฝรั่งเศสเข้าสู่สาธารณรัฐที่ ๒ ได้ไม่นาน หลุยส์ นโปเลียน หลานของนโปเลียน โบนาปาร์ตขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และจัดการรวบอำนาจไว้กับตนเอง เปลี่ยนกลับไปปกครองแบบจักรวรรดิเหมือนโปเลียน

(สมัยปัจจุบัน ระบอบนโปเลียนฯ อาจถือได้ว่าเป็นรูปแบบของเผด็จการทหารได้...Pegasus)


พร้อมกับตั้งตนเป็นจักรพรรดิตลอดชีพในนาม นโปเลียนที่ ๓ จักรวรรดินี้ดำรงอยู่ได้ ๑๘ ปี จนกระทั่งเกิดสงครามกับปรัสเซีย นโปเลียนที่ ๓ และจักรววรดิที่ ๒ ก็ล่มสลายไป

หลังนโปเลียนที่ ๓ พ่ายแพ้สงครามกับปรัสเซีย ฝรั่งเศสเปลี่ยนมาปกครองแบบสาธารณรัฐ ฝ่ายนิยมเจ้าเรียกร้องให้เพิ่มคำว่า “ชั่วคราว” ต่อท้ายคำว่า “สาธารณรัฐ” ในขณะที่ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐก็เกรงว่าหากให้พวก Ultra-royaliste ปกครองประเทศก็หนีไม่พ้นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนและเข้าข้างอภิสิทธิ์ชนดังที่เคยเป็นมา

การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มนิยมเจ้ากับกลุ่มนิยมสาธารณรัฐดำเนินไปอย่างเข้มข้น

(การต่อสู้ของไทยระหว่างกลุ่มนิยมเจ้า กับกลุ่มประชาธิปไตยก็เทียบเคียงได้โดยเปรียบเทียบได้ตั้งแต่ การยึดอำนาจครั้งแรกของฝ่ายนิยมเจ้าด้วยพรรคการเมืองและทหารในปี พ.ศ. 2490 และการยึดอำนาจทุกครั้งอำนาจของฝ่ายนิยมเจ้าจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ...Pegasus)


อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะเลือกปกครองในระบอบใดระหว่างสาธารณรัฐหรือประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

(ประเทศไทยอยู่ที่ว่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบแอบแฝงเผด็จการหรือประชาธิปไตยเต็มใบ...Pegasus)


จนกระทั่งเกิดกรณี “ธงขาว” ซึ่งเริ่มจาก Comte de Chambord ออกมาเรียกร้องให้ฝรั่งเศสนำธงสีขาวที่มีดอกไม้สัญลักษณ์ประจำราชวงศ์บูร์บ็อง (Fleur de lys) กลับมาใช้เป็นธงชาติแทนที่ธงไตรรงค์ ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ปลุกให้กลุ่ม Ultra-royaliste กลับมาร่วมมือกันรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์อีกครั้ง

(ยังไม่มีการเรียกร้องให้ใช้ธงเหลืองแทนธงไตรรงค์ในไทย นับว่าปราณีอยู่มาก อย่างไรก็ตามกรณีธงขาว อาจเทียบได้กับกรณี สงกรานต์เลือดที่ฝ่ายใช้เสื้อเหลือง เสื้อฟ้า สร้างสถานการณ์และทำร้ายประชาชนโดยมีทหารคอยป้องกันไม่ให้หนีก็น่าคิดเช่นกัน...Pegasus)


ความจริงแล้ว แนวโน้มที่ฝรั่งเศสจะปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขก็ยังพอมีอยู่บ้าง ประชาชนบางส่วนยังคงถวิลหาให้กษัตริย์เป็นประมุขเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของประเทศและแสดงถึงความเป็น มาทางประวัติศาสตร์ ประธานาธิบดีแม็คมานเองก็มีแนวโน้มจะช่วยฟื้นฟูให้กษัตริย์กลับมาเป็นประมุขของรัฐอีกครั้ง แต่ด้วยความแข็งกร้าวของ Ultra-royaliste โดยเฉพาะกรณี “ธงขาว” ซึ่งแสดงให้ เห็นว่าแม้เพียงเรื่องเท่านี้ พวก Ultra-royaliste ยังไม่ยอมประนีประนอม

(ของไทยเปรียบเทียบได้กับการค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นอย่างหัวชนฝา...Pegasus)


หากปล่อยให้ Ultra-royaliste ครองอำนาจเห็นทีคงหนีไม่พ้นการปกครองแบบระบอบเก่าเป็นแน่ ดังนั้น Henri Wallon นักการเมืองนิยมสาธารณรัฐจึงชิงตัดหน้าด้วยการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกำหนดว่า “ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาจากการเลือกโดยเสียงข้างมากเด็ดขาด

(เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกไม่ใช่องค์ประชุม...Pegasus)


ของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มีวาระ ๗ ปี และสามารถถูกเลือกได้อีกครั้ง”

ผลการลงมติเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๑๘๗๕ ปรากฏว่า ฝ่ายที่เห็นควรให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐเฉือนชนะไปอย่างหวุดหวิดด้วยคะแนนเสียง๓๕๓ ต่อ ๓๕๒ จากนั้นความนิยมในสถาบันกษัตริย์ก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ จนกลุ่มนิยมกษัตริย์ไม่มีโอกาสกลับมามีบทบาททางการ เมืองอีกต่อไป

(ถือว่าเป็นโชคดีของชาวฝรั่งเศส จะเห็นได้ว่าการเฉลิมฉลองวันปฏิวัติของฝรั่งเศสนั้น ชาวฝรั่งเศสจะแสดงออกถึงการรังเกียจกลุ่มหัวรุนแรงนิยมเจ้าอย่างรุนแรงเพราะประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสขมขื่นอย่างมาก...Pegasus)


เป็นอันว่าฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐโดยเด็ดขาด และกลุ่ม Ultra-royaliste ก็ปลาสนาการไปจากเวทีการเมืองพร้อมๆกับสถาบันกษัตริย์

(ประเทศไทยคงจะหวังให้ได้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หวังว่าเหตุการณ์เสื้อเหลืองจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหมือนประเทศฝรั่งเศสในที่สุด สำหรับผู้ที่กล่าวถึงระบอบประธานาธิบดีบ่อยๆในทำนองใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายประชาธิปไตย ควรระวังว่าจะทำให้สาธารณชนสนใจศึกษาระบอบนี้มากขึ้น และจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบอบที่พูดถึงได้ในที่สุด การไม่พูดถึงเลยและพยายามรักษาสถาบันด้วยการกล่าวถึงแต่เพียงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ์ทรงเป็นประมุขจะเหมาะสมกว่า...Pegasus)


การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ได้ปลุกกระแสการสร้างสำนึกทางสังคมและการเมืองให้แก่ชาวยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 การปฏิวัติฝรั่งเศสมีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิวัติในหลายประเทศ การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นการทำลายความอยุติธรรม และทดแทนด้วยความยุติธรรมที่ทุกคนคิดว่าดีกว่าและยังมีการแสวงหามาจนปัจจุบัน การทดลองระบอบประชาธิปไตยของฝรั่งเศสได้ก่อให้เกิดระบอบประชาธิปไตยไปทั่วโลกเพื่อเรียกร้องหา เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพด้วยการปฏิวัติ

สรุปแล้วการปฏิวัติฝรั่งเศสตั้งแต่ ๑๗๘๙-๑๘๗๕ ใช้เวลาทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ในการยกเลิกระบอบกษัตริย์โดยสิ้นเชิงใช้เวลาทั้งหมด ๘๖ ปี และการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ในฝรั่งเศส เกิดจากกลุ่มนิยมสถาบันกษัตริย์อย่างบ้าคลั่งที่แอบอิง และอาศัยประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง ไม่ใช่จากประชาชนหรือใครอื่นใดเลย

ที่สำคัญคือเหตุการณ์ต่างๆช่างคล้ายคลึงกับประเทศไทยในปัจจุบันจนเกือบเชื่อว่าทุกอย่างจะลงเอยเช่นเดียวกัน สิ่งนี้ไม่เป็นที่พึงปรารถนาแต่ประการใด

เพลงชาติไทย คือเพลงของคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบ ssf3.blogspot
5 ตุลาคม 2552

เพลงชาติไทย เหมาะกับการต่อสู้ของ "คนเสื้อแดง" อย่างมาก ราวกับว่าเขียนเนื้อเพลงขึ้นมาให้คนเสื้อแดงโดยเฉพาะ ..ขนาดนั้น

คราวนี้ เราลองมาดูเนื้อเพลงกันที่ละท่อน ..

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
ประโยคนี้ตรงไปตรงมา ไม่ต้องตีความ

เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
ท่อนนี้สำคัญมากที่สุด ..
"เป็นประชารัฐ" คือเป็นรัฐของประชาชน
ย้ำอีกครั้ง ..เป็นรัฐของประชาชน -
และตามด้วย "ไผทของไทยทุกส่วน" คือแผ่นดินทุกส่วน เป็นของคนไทย
นั่นก็หมายความว่า ประเทศนี้เป็น รัฐของประชาชน
ซึ่งแผ่นดินทุกตารางนิ้ว ก็เป็นของประชาชนคนไทย

อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี
ท่อนนี้ก็ตรงไปตรงมา ไม่ต้องขยายความ และตามต่อด้วย..

ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
ก็คือ กูอยู่ของกูเฉยๆ อย่ามายุ่งกะกู (รักสงบ)
แต่ถ้ามันมากเกินไปก็ต้องเป็นเรื่องกัน ..
ซึ่งเนื้อความนี้ ก็ตรงกับนิสัยคนไทยจริงๆ
เวลาหมดความอดทน ก็ต้องยกพวกมาลุยกันให้เละไปข้างหนึ่ง..

(แต่ถึงรบไม่ขลาด) เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
ท่อนนี้ก็ตรงไปตรงมาอีกเช่นกัน
แต่หากขยายความสักนิดหน่อย
"เอกราช" นี้คืออะไร ..

ในสังคมศตวรรษที่ 21 ที่ไม่มีการล่าอาณานิคมในแบบยกทัพไปยึดครองประเทศ กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยอีกแล้ว

คำว่า เอกราช นั้นไม่ต้องอธิบาย เพราะเป็นคำพื้นฐานที่ทุกคนเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราโยงเข้าสู่เนื้อความก่อนหน้าในเพลงชาตินี้ คือ
"เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน"
เมื่อเป็นรัฐของประชาชน ที่แผ่นดินทุกส่วนเป็นของประชาชน ..
เอกราชของรัฐนี้ จึงต้องเป็นเรื่องสิทธิ เสรีภาพของประชาชน..
ในฐานะเจ้าของแผ่นดินตัวจริง
หากประชาชนไม่ใช่เจ้าของแผ่นดินตัวจริง
ไม่มีอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงและถูกครอบงำโดยอำนาจอื่น
หรือหากประชาชนจำต้องใช้อำนาจอธิปไตยนั้นในทางอ้อม
หรือถูกริดรอน ถูกแย่งชิง (เช่นรัฐประหาร)
ถูกจำกัด กดขี่ด้วยกฏหมายที่ไม่เป็นธรรม..ไม่มีมาตรฐาน
นั่นเท่ากับว่า ในรัฐของประชาชนที่ว่านี้ ไม่มีเอกราช
คือถูกครอบครอง ยึดครอง

ดังนั้น การที่ประชาชนลุกขึ้นสู้กับ "อำนาจ" ข้างต้น
จึงเป็นไปตามเนื้อความในเพลงชาติไทย ที่ว่า
"เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่"

ในท่อนสุดท้าย

สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย
ตรงไปตรงมาอีกเช่นกัน .. เพื่อรักษาเอกราชของรัฐแห่งประชาชน

จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ..หักมุมนิดๆ ที่รัฐบาลหุ่นเชิดของอำมาตยาธิปไตย
เชิญชวนให้ผู้คนร้องเพลงชาติไทยของคนเสื้อแดง
ในขณะที่คนเสื้อแดง กำลังต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย
เพื่อเป็นไปตามเนื้อความในเพลงชาติ ..
ทำให้คิดต่อไปได้ว่า

สาวกอำมาตย์เหล่านี้ ไม่เคยฟังเพลงชาติไทยอย่างจริงจังสักครั้งเลย.. หรือไม่ ??

พรบ.ความมั่นคงฯ .. ท่านนักสิทธิมนุษยชน/องค์กรสิทธิฯ .. ว่าไง ??

ที่มา Thai E-News

โดย คุณสมสุริยะ ทองสุกใส
4 ตุลาคม 2552

ในที่สุด รัฐบาลก็เตรียมประกาศ พรบ.ความมั่นคงแห่งชาติ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 เขตพื้นที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม นี้

ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย จึงต้องเคารพสิทธิการชุมนุมของประชาชน อย่างสันติวิธีปราศจากอาวุธ และก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับอัปยศ 2550 ด้วย

ไฉน รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มักอ้างว่า ประชาชน สนับสนุน มิใช่อำมาตย์ กองทัพ พวกคลั่งชาติ หนุนหลัง จึงกล้าประกาศออกกฎหมายริดรอนสิทธิเสรีภาพ สังคมประชาธิปไตย

รัฐบาลก็อ้างว่า คนเสื้อแดงจะไปทำให้การประชุมนี้ ต้องเสียบรรยากาศ กลัวคนเสื้อแดงจะล้มการประชุม กระนั้นหรือ ?

ถามว่า ประชาชนทุกกลุ่ม มิเพียงคนเสื้อแดง มีสิทธิในการชุมนุมอย่างสันติวิธีหรือไม่ ?

ตอบว่า ในสังคมประชาธิปไตย รัฐบาลไม่มีสิทธิใช้อำนาจหยุดยั้งการชุมนุม มีแต่รัฐบาลอำนาจนิยมเผด็จการเท่านั้น ที่กระทำอย่างนี้ แม้ว่าปากจะบอกว่า รักประชาธิปไตยก็ตาม

นักสื่อสารมวลชน นักวิชาการ ปัญญาชนทั้งหลาย ผู้อ้างว่า รักประชาธิปไตย จะเมินเฉยให้รัฐบาลใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบธรรม กระนั้นหรือ ?

หรือพวกท่านก็รักประชาธิปไตยเพียงลมปากเท่านั้นเอง แล้วองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งหลายละว่าไงบ้าง ?

การริดรอนสิทธิชุมนุมของประชาชน เป็นการทำลายสิทธิพื้นฐานในสังคมประชาธิปไตย และเป็นการบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชน พวกท่านทราบกันดี ?

คุณเมธา มาสขาว ผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับตนเองและองค์กรของท่าน (มีคุณสมชาย หอมละออ เป็นผู้อำนวยการใหญ่) ว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นรัฐประหารเพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ครานี้ท่านคงไม่ออกมาแถลงข่าวทางทีวีคัดค้าน พรบ.ความมั่นคงเลยหรือ?

ในฐานะที่ท่านสังกัดองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากล คุณไพโรจน์ พลเพชร ผู้อำนวยการสมาคมสิทธิเสรีภาพ ผู้ปีนป่ายกำแพงรัฐสภา ร่วมกับ คุณจอน อึ้งภากรณ์ คัดค้าน พรบ.ฉบับนี้

ตอนนี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์นำมาใช้จริงๆ แล้ว จะว่าไงกัน ?

คงไม่ช้านักหรอก ผู้นำองค์กรสิทธิ์มนุษยชนเหล่านี้ คงออกมาให้ความเห็นว่า พรบ.ฉบับนี้ ริดรอนสิทธิมนุษยชน รัฐบาลไม่ควรนำ พรบ.มาใช้ เพราะพวกเขา ไม่ออกมา ไม่ได้ ยังไงก็ต้องคัดค้าน

ในฐานะนักสิทธิมนุษยชน พวกเขาต้องดูดีอยู่ตลอดกาล ไม่อย่างนั้น คนในแวดวงโดยเฉพาะแวดวงสากล จะสงสัยถึงบทบาทนักสิทธิมนุษยชนไทยกัน

แต่พวกเขาจะแสดงบทบาทพอเป็นน้ำจิ้มเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้พุ่งทวนธนูสกัดกั้นกฎหมายนี้อย่างจริงจังมากนัก

ทำไม ? คิดเช่นนั้น

ปกติ พวกเขาเป็นนักเคลื่อนไหว มีทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี มีความเจนจัดในการลงสนามรบ มีประสบการณ์กองโต ในการคัดค้านนโยบาย กฎหมาย ต่างๆ ที่ไม่ชอบธรรม

พวกเขาจะวางจังหวะก้าว การเคลื่อนไหวประเด็นต่างๆ อย่างรอบด้าน รัดกุม เพื่อหยุดยั้งความไม่ชอบธรรมต่างๆ อย่างเป็นกระบวน อย่างเป็นขบวน มีข่าวต่อสาธารณต่อเนื่อง

พวกเขาจะประสานสื่อ หาช่องทางออกสนทนารายการสื่อ จัดการสัมมนา หาแนวร่วม รวมกลุ่มกันบุกไปทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือคัดค้านต่อนายกรัฐมนตรี เผลอๆ ปีนทำเนียบด้วย

เพียงแต่งานนี้ ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่พวกเขาจงเกลียดจงชัง

พวกเขาจึงไร้แผนการที่ช่ำชอง พวกเขาจึงมีสองมาตรฐาน

งานนี้ พวกเขาคงเพียงออกม าไม่ให้องค์กรสิทธิมนุษยชนดูน่าเกลียดเท่านั้น คอยดูก็แล้วกัน

เพราะพวกเขา กลัวเข้าทางเสื้อแดง
เพราะพวกเขา กลัวเข้าทางทักษิณ
เพระพวกเขา เลือกทางรัฐบาลอภิสิทธิ์
เพราะพวกเขา เลือกทางอำมาตยาธิปไตย
เพราะพวกเขา ไม่ได้ยึดมั่นประชาธิปไตย


มันเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา

ท่านนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายว่าไง ?

งัดกฎหมายออกมาบีบบังคับประชาชน จนเคยตัว

ที่มา Thai E-News

Normal operating procedures
October 2, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

โพลิติคอลพรีซันเนอร์อินไทยแลนด์ (พีพีที) ได้เคยลงบทความก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับปฎิบัติการบีบคั้นประชาชนจนเป็นเรื่องปกติในประเทศไทย เป็นกระบวนการที่ไม่ลดละ และมีการโต้แย้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

บางกอกโพสต์ (วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๒: “รัฐบาลบังคับใช้ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ ในระหว่างการประชุมสุดยอด”) รายงานว่า

“รัฐบาลจะประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธุ์ ที่จะมีขี้นในวันที่ ๒๓ ตุลาคม – ๒๕ ตุลาคม…”

นี่กลายเป็นมาตรฐานการปฎิบัติของรัฐบาลร่วมที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว

เนชั่นได้รายงานว่า “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวว่า จะงัด พรบ.ความมั่นคงภายในฯ ออกมาบังคับใช้ในพื้นที่ ๙ ตำบลของ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ ๔ ตำบลของ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในระหว่างวันที่ ๑๒ ตุลาคม – ๒๗ ตุลาคม”

เขาได้กล่าวต่อว่า เชื่อว่าไม่มีปัญหาใดๆ

เป็นการปฎิบัติการที่น่าประหลาดใจ ที่สักแต่นำ พรบ.บีบบังคับออกมาประกาศใช้ ไม่น่าเชื่อว่า ไม่มีใครแย้งในเรื่องนี้

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อ้างว่า การประกาศใช้ พรบ.นี้ เป็นส่วนหนึ่งของหลักนิติธรรม (The Rule of law)

แต่นี่เป็นการใช้ พรบ.ที่รุนแรง ที่รัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังร่างขี้นมาเอง และนำมาประกาศใช้ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคตัวเอง ด้วยข้ออ้างกลวงๆ ที่ว่า เพื่อประโยชน์ของทั้งสิทธิมนุษยชน และ หลักนิติธรรม ผลสะท้อนในทางลบของ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ ที่มีต่อสิทธิของความเป็นมนุษย์หาอ่านได้จาก ที่นี่

สัญญาณเด่นชัดขี้นเมื่อมีการแต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ให้ดูแลความมั่นคงและประกาศบังคับใช้ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ ซึ่งรัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังตาหูตาเหลือก ประกาศใช้ในปลายปี ๒๕๕๐ ทหารและตำรวจจะประสานงานกัน เพื่อให้แน่ใจในความปลอดภัยในระหว่างการประชุมของผู้นำอาเซียน

เหลือเชื่อ – จริงๆ แล้วไม่น่าเชื่อ เพราะนี่กลายเป็นเรื่องมาตราฐานไปแล้ว – มีการรายงานว่า “พรบ.ความมั่นคงภายในฯ อาจประกาศใช้ในพื้นที่กรุงเทพ ถ้ามีการชุมนุมของผู้ประท้วงเสื้อแดงในเวลาที่มีการประชุมกัน….”

พรบ.ความมั่นคงภายในฯ กลายเป็นกฎหมายที่รัฐบาลงัดออกมาใช้ได้ตามสะดวก เพื่อนำมากดดันต่อการประท้วง และการชุมนุมทางการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ต้องการ

รัฐบาลแย้งว่า ไม่ได้ห้ามการชุมนุม แต่การประกาศ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ เพื่อใช้บีบบังคับ ข่มขู่ และควบคุม

การใช้ พรบ.แม้จะถูกกฎหมาย แต่ยังเป็นเครื่องมือปราบปรามด้วย เป็นการใช้กฎหมายตามอำเภอใจของตัวเอง ไม่ใช่ตามหลักนิติธรรม ซึ่งไม่สอดคล้องตามหลักประชาธิปไตยใดๆ

ถ้าชาติไทย “ล่มจม” ... ‘อภิแสบ ภักดีโพเดียม’ จงฟัง!!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณวาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ที่มา เวบไซต์ vattavan
4 ตุลาคม 2552

....ผมมีเรื่องเศรษฐกิจ มาปรับทุกข์กับท่านผู้อ่าน เพราะอึดอัดใจกับการดำเนินงานของรัฐบาล ที่มีนายมาร์ค มุกควาย เป็นผู้นำ ซึ่งได้ก่อร่างสร้างหนี้จำนวนมหาศาล ให้กับประเทศเรา โดยอ้างว่า

จะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับนำมาถลุง ด้วยการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้จากโครงการต่างๆ ดังที่ได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังไปแล้ว แต่หนทางชำระหนี้นั้น ดูช่างมืดมนอนธการจริงๆ

ทำไมผมจึงว่าอย่างนั้น? ...ตอบได้ว่า

รัฐบาลโลซกคณะนี้ ได้ตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่า เศรษฐกิจไทยที่ทรุดตัวตามเศรษฐกิจโลกนั้น อาจพลิกฟื้นคืนขึ้นมาได้ หากเศรษฐกิจของสหรัฐนั้นดีขึ้น

เอาเศรษฐกิจบ้านเรา ไปผูกติดกับอเมริกันเต็มที่!

เหตุที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า สหรัฐเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของของเรา อีกทั้งรายได้หลักของไทย ส่วนใหญ่มาจากการ “ส่งออก” เป็นหลัก แต่เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐประสพปัญหา กำลังซื้อของประเทศยักษ์ใหญ่ก็ถดถอยลง อเมริกันชนตกงานเป็นจำนวนมาก และถึงแม้ไม่ตกงาน แต่รายได้ก็ลดลง คนอเมริกันจึง “ประหยัด” มากขึ้น ซึ่งผมเคยเล่าให้ฟังว่า ยอดขายของสตาร์บัคส์ ร้านกาแฟราคาแพงลดลงอย่างมาก แต่ฟาสต์ฟูดส์อย่างพวกแฮมเบอร์เกอร์ กลับขายดีมากขึ้น

นั่นแสดงว่าคนอเมริกันงดบริโภคของแพง ของฟุ่มเฟือยต่างๆ และเลือกการกินฟาสต์ฟู้ดส์ ซึ่งราคาถูกแต่กินอิ่ม ทดแทนการออกไปหารับประทานตามภัตตาคารนอกบ้าน หรือไปนั่งทอดหุ่ย จิบกาแฟราคาแพงอย่างสตาร์บั๊คส์

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินชื่อของ ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์สองคน ซึ่งนักการเงินการธนาคาร รวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์ไทยต่างเป็นปลื้มมาก คือ

พอล ครุกแมน (Paul Crugman) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Princeton แต่กลับเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางในฐานะคอลัมนิสต์ปากกล้า ในบทความกึ่งวิชาการให้กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์

ส่วนอีกคนหนึ่ง คือ โจเซฟ สติ๊กลิสต์ (Joseph Stiglitz) ซึ่งขณะนี้สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นครนิวยอร์ก (ที่ล็อบบี้ยิสต์กระทรวงการต่างประเทศ เดินแต้มให้นายอภิแสบ ไปยืนเกาะโพเดียมพูด คราไปเยือนสหรัฐไม่กี่วันมานี้)

ทั้งสองคนเคยมาปาฐกถาเมืองไทย แต่ทั้งคู่ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ

ประเทศผู้ส่งออกจะมีปัญหา เพราะผลิตสินค้าได้ แต่ไม่รู้จะไปขายใคร เพราะชาติที่เคยเป็นผู้ซื้อรายสำคัญ ต่างต้องประสพภาวะ “ยากจน” กันถ้วนทั่ว

พอล ครุกแมน ถึงกับพูดว่า สินค้าที่ชาติผู้ผลติจะขายได้อย่างเคย ต้องมี “คนจาก ‘ดาวอังคาร’ มาซื้อ!”

ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสอง ได้รับการยืนยันโดย ทิมโมธี ไกธ์เนอร์ (Timothy Geithner) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ ซึ่งเคยศึกษาในประเทศไทย พูดภาษาไทยได้คล่องแคล่ว ได้ออกมาตอกย้ำชัดเจนในที่ประชุม จี 20 โดยเขาได้กล่าวว่า

การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ จะอาศัยการ “ส่งออก” เป็นหลักต่อไปไม่ได้ โดยแต่ละประเทศจะต้องเน้นเรื่องการออมแทนการใช้จ่าย เป้าหมายการออมมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40 ของรายได้

แผนการเงินของโลก จะต้องมีการปฏิรูปกันใหม่หมด!

ดังนั้น ฝันของนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม ที่จะหวังให้คนอเมริกันจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น สินค้าไทยจะได้ขายดีในสหรัฐ ไม่ใช่เรื่องที่คาดหวังกันไม่ได้อีกต่อไป เพราะอเมริกันชนต้อง “ประหยัด” กันแน่

รัฐบาลไทยจึงไม่ควรยุยง ส่งเสริมให้ผู้คนออกมาใช้จ่าย แต่พึงแนะนำประชาชน “เก็บออม” กันให้มากขึ้น เพราะอนาคตข้างหน้า โลกอาจต้องยากจนลง และไทยเราก็ต้องประสพชะตาเดียวกันกับชาติอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

ถ้าท่านผู้อ่านจำได้ ผมเคยเล่าให้ฟังว่า นักการคลังของญี่ปุ่น ได้ออกมาเตือนว่า แม้เศรษฐกิจจะฟื้นกลับขึ้นมา แต่อย่างหวังว่าจะดีเป็นปกติเหมือนเดิม จึงขอเตือนรัฐบาลโลซก ให้รับรู้ว่า

อย่าคิดว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของตัว จะสัมฤทธิ์ผล เพราะเศรษฐกิจยากที่จะคืนดี และก้าวหน้าเหมือนเมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่เศรษฐกิจของชาติเรารุ่งเรืองสุดขีด หนี้สินของชาติได้รับการชำระล้าง เครดิตของประเทศ กลับมาเป็นที่น่าเชื่อถือในสังคมโลก!

แม้รัฐบาลโลซกของมิสเตอร์มุกควาย จะผลาญงบประมาณของชาติ ด้วยการโฆษณาผลงานเก๊ๆ ของตัวมากมาย เพื่อให้ชาวบ้านหลงเชื่อว่า พวกตัวมีฝีมือ ทำให้บ้านเมืองได้อยู่ดีกินดี แต่แทบจะไม่มีใครในบ้านนี้เมืองนี้ หลงเชื่อถือถ้อยคำของเขา ต่างพากันส่ายหัวไม่ยอมรับ ว่า “จริง” ตามที่โฆษณาหรือกล่าวอ้าง

มิหนำซ้ำ สวนดุสิตโพลวิทยาลัยของรัฐแท้ๆ ยังดันทะลึ่งไม่ไว้หน้ารัฐบาล ด้วยการวิจารณ์แบบขว้าง “ก้อนอิฐ” ใส่หัวกบาล ในวันที่หัวหน้ารัฐบาลโลซก เดินทางกลับจากการประชุมที่สหรัฐ ด้วยการให้นายอภิแสบ ภักดีโพเดียม “สอบตก” ในการบริหารประเทศเข้าไปอีก ...มันน่าหัวร่อจริงๆ!

ดังนั้น ความเชื่อถือในตัวหน้าหน้าแก๊งรัฐบาลโลซก ก็ตกต่ำหนักข้อเข้าไปอีก หาผู้คนยอมรับฝีมือในการบริหารประเทศของเขา แทบจะไม่ได้ นอกจากพวกไอ้ห้อยไอ้โหนที่มีผลประโยชน์ เช่น สื่อสารมวลชนบางส่วน ที่ได้รับอานิสงส์จากรัฐบาลโดยตรง เลยจำใจต้องเชียร์กัน แบบสุดลิ่มทิ่มประตู... จนน่าคลื่นไส้!

เมื่อนายกเขายายเที่ยง เข้ามาบริหารประเทศ ก็ทำได้แค่ประคองสถานการณ์ไม่ให้ทรุดหนักลงไปเท่านั้น จนกระทั่งพรรคดักดานอย่างประชาธิปัตย์ ที่ประกอบคุรุกรรมร่วมกับพันธมาร ในการชุมนุมป่วนชาติบ้านเมือง ด้วยการยึดสนามบินภาคใต้ เรื่อยมาจนถึงยึดถนน ยึดทำเนียบ และยึดสนามบินหลักของชาติ “สุวรรณภูมิ” และ “ดอนเมือง”

จนได้เข้าเถลิงอำนาจ ...เป็นรัฐบาลในที่สุด!

พฤติกรรมเหล่านี้ ต่างชาติเขารู้กันหมด ด้วยการเผยแพร่ข่าวสารของนักข่าวบ้านเขา ที่มาประจำในประเทศไทย ลองเข้าไปอ่านบทความของผู้สื่อข่าว BBC อย่าง โจนาธาน เฮด (Jonathan Head) ก็จะทราบถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของพรรคดักดานกับฝ่ายพันธมาร ขนาดขาใหญ่ของฝ่ายหลัง ถึงกับออกมาพูดอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า

“ประชาธิปัตย์กับพันธมาร...เหมือนผัวเมียกัน!!!”

นอกจากคนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล แค่ไปยืนเกาะโพเดียมพูดจาในสหรัฐ ก็ไม่สามารถสร้างความประทับใจ ให้กับอเมริกันชนได้ แต่ที่แย่สุดๆคือ

การ “คีบ” เอาหัวโจกพันธมารไปสหรัฐด้วย จะเป็นการไปเป็นผู้กำกับบท ให้คนเป็นหัวหน้ารัฐบาลในต่างแดน ตามที่เขาตั้งข้อกังขากัน ใช่หรือไม่นั้น? ตรงนี้ผมไม่ทราบ

แต่ถ้าไม่ใช่แล้ว... หนีบเอาไปด้วย...ทำไม!?

การเดินแต้มทางการเมืองอย่างนี้ เป็นความโง่อย่างสุดๆ เพราะเป็นการ “เปิดตัว” ให้ต่างชาติเขาเห็นกันถ้วนทั่วว่า แท้ที่จริงแล้ว ใครกันแน่ ที่เป็นคนจูงพรรคดักดานขึ้นมาเป็นรัฐบาล

“พันธมารใช่ไหม!?”

อยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า ทุกวันนี้คนเยอรมันปัจจุบัน ยังไม่เข้าใจว่า คนรุ่นพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ไปหลงเชื่อแค่คำพูดของ “ฮิตเลอร์” จนประเทศต้องเข้าสู่สงคราม และความพินาศฉิบหายป่นปี้ขนาดนั้น ได้อย่างไรกัน?

ย้อนมาดูเมืองไทยของเรา คนไทยบางส่วน ไปหลงเชื่อคำพูดของแกนนำพันธมาร หลงใหลได้ปลื้ม จนร่วมก่อกรรมทำเข็ญให้ชาติบ้านเมือง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจ สังคม การเมืองและศักดิ์ศรีของชาติเรา ...เสียหายหนักอย่างนี้ ได้อย่างไรกัน? น่าคิดนะ!

การที่เยอรมัน “ล่มจม” เพราะพิษสงคราม แล้วกลับขึ้นมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งนั้น อยากจะบอกท่านผู้อ่านว่า เพราะเขานั้นเป็นชาติที่มีความรู้ ความอดทน และมีวัฒนธรรมแข็ง ญี่ปุ่นก็เช่นกัน!!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพรักครับ ถ้าชาติไทยของเรา มีเหตุจากการแบ่งสีแบ่งฝ่าย ทำให้ประชาชนต้องลุกขึ้นมา”ฆ่ากัน” ทำให้ประเทศที่เคยสุขสงบ ต้องพินาศฉิบหาย ย่อยยับ จนถึง “ล่มจม” เพราะ...สงครามกลางเมือง!

สถานการณ์อย่างที่ว่า ได้ปรากฏให้เห็นลางๆ แล้ว เพราะทุกวันนี้ ความเกลียดชังระหว่างหมู่ชนในชาติ กำลังเพิ่มองศาแห่งความร้อนแรงขึ้นทุกวัน หากเกิดเหตุฆ่ากันจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ก็ยากที่จะแก้ไขสถานการณ์ ให้ฟื้นคืนกลับได้

ที่น่าห่วงมากก็เพราะ คนในบ้านเรานั้น เรื่อง “ความรู้” ก็ยังบกพร่องอยู่ อีกทั้ง “ความอดทน” ของชนในชาติ ก็ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขสถานการณ์ร้ายแรง ไม่เหมือนประเทศเยอรมันและญี่ปุ่น ดังที่ผมยกตัวอย่างมา

แถมวัฒนธรรมของเราหรือ ก็ยังอ่อนแอ ถึงขั้นปวกเปียกเลยทีเดียว

ดังนั้น ถ้าชาติไทยต้อง “ล่มจม” กันแล้ว ยากที่จะฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติได้อีก...

ฟื้นยากจริงๆ...ลองนำไปคิดกันดู เถอะครับ!!

พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินกับเสื้อแดงภูเก็ต

ที่มา Voice TV
 สุชน ชาลีเครือ , โครงการ“อบรมผู้นำการพัฒนาประชาธิปไตย”รุ่นที่ 1 , มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย , วันที่ 3-4 ตุลาคม 2552 , พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร , โฟนอิน , ปรองดอง

ชี้ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายในชาติต้องหันมาปรองดองกัน เพื่อช่วยฟื้นฟูและพัฒนาประเทศให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศต่อไปในอนาคต
นายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดโครงการ “อบรมผู้นำการพัฒนาประชาธิปไตย” รุ่นที่ 1 จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจัดโดยมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคม 2552 เพื่อเป็นการส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยให้ความรู้ได้อย่างองค์รวมทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ฯลฯ, สู่กลุ่มบุคคลและสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิผล และเพื่อเป็นการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ โดยมีผู้นำภาคประชาชนกลุ่มคนเสื้อแดงจาก 8 จังหวัดภาคใต้ ประมาณ 200 คนเข้าร่วมอบรม นายสุชน กล่าวว่า ความมุ่งหวังของการจัดอบรมครั้งนี้ คือต้องการให้ผู้เข้าอบรมได้เป็นผู้นำในการพัฒนาประชาธิปไตย โดยเฉพาะประชาธิปไตยอันมีส่วนร่วมโดยประชาชนภายใต้กติกาในระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และหลังจากอบรมไปแล้ว จะต้องนำไปพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยระหว่างการอบรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินเข้ามาเพื่อพูดคุยทักทายกับผู้เข้าร่วมการอบรม พร้อมให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเป็นผู้นำแห่งประชาธิปไตย และกล่าวถึงเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นใน จ.ภูเก็ต และอันดามันว่า กระทบกับการท่องเที่ยว แต่ก็ใช้เวลาไม่นานในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับคืนมา แต่สึนามิทางการเมืองที่เกิดขึ้น คงใช้เวลานานพอสมควรที่จะฟื้นฟูประชาธิปไตย พร้อมขอให้เกิดความปรองดองของคนในชาติ ขอให้ทุกคนกลับมาช่วยกันฟื้นฟูประเทศ เพื่อนำประเทศไปสู่การพัฒนา ให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศต่อไปในอนาคต

ประสบการณ์ต่อสู้เพื่อประชา จากศิลปิน 14 ตุลา 2516

ที่มา Voice TV



แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย วีรชนเดือนตุลา ผู้ต่อสู้ผ่านคัตเอาท์ ได้บอกเล่าเรื่องราวเดือนตุลา เมื่อ 35 ปีก่อนไว้อย่างหลากหลาย

"แม้ว-เพื่อไทย" เคลื่อนเพื่อ"รอด" "มาร์ค-ปชป." เคลื่อนเพื่อ"เรียวลง"

ที่มา มติชน

วิเคราะห์




มองการเมือง ขณะนี้ ดูจะกลับทิศกลับทางอย่างไรพิกล

คือ ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย ลำบากกับอุปสรรคขัดขวางนานาประการ แต่การเคลื่อนไหวทางการเมือง กลับทำให้คนรู้สึกว่า กำลังนำไปสู่ความอยู่รอด และเตรียมพร้อมที่จะช่วงชิงอำนาจกลับคืนมา

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่เพียบพร้อมด้วยอำนาจ ในฐานะผู้กุมอำนาจรัฐ แต่ การเคลื่อนไหวทางการเมือง กลับนำไปสู่ความไม่มั่นใจว่า จะรอดถึงฝั่ง หรือไม่

ภาพอันแตกต่างเช่นนี้

ทำให้ คนที่ต้องการ "ซื้ออนาคต" เกิดความลังเล ไม่แน่ใจว่า จริงหรือผู้ที่กุมอำนาจรัฐ คือผู้ที่จะได้เปรียบ ขณะที่ฝ่ายซึ่งเต็มไปด้วยข้อจำกัด และถูกกระทำ จะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ



มองไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พรรคเพื่อไทย ก่อน

คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใน 2 คดีติดต่อกัน คือ กรณี "กล้ายาง" และกรณี "หวยบนดิน"

ในคดีแรก รัฐบาลเก่า หลุดพ้นข้อกล่าวหาทั้งชุด

ในคดีหลัง แม้ศาลจะชี้ว่ามีความผิด แต่ก็เป็นความผิดในแง่ข้อปฏิบัติที่ไม่มีกฎหมายรองรับและใช้เงินผิดประเภท แต่ศาลก็ชี้ว่าเงินดังกล่าวไม่ได้มีการฉ้อโกง แต่นำไปใช้ในกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม จึงไม่ต้องชดใช้เงิน 1.4 หมื่นล้าน

คำตัดสินทั้ง 2 คดีดังกล่าว ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่งเสียงดังๆ ผ่านทวิตเตอร์ อ้างว่า ข้อกล่าวหาว่าตนและรัฐบาลเดิม ทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่เป็นความจริง

ทำให้ความชอบธรรม ของคณะปฏิวัติรัฐประหาร ที่ใช้เป็นข้ออ้างในการโค่นล้ม ลดน้อยลง

พร้อมทั้งขับเน้นภาพการ "ถูกรังแก" ให้ "เด่นชัด" ขึ้น

ซึ่งนี่ย่อม เป็นสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคเพื่อไทย หยิบฉวยมาใช้หาประโยชน์ทางการเมือง อย่างไม่ลังเล และรีรอ

และแน่นอนต้องได้รับการขานรับจาก "มวลชนเสื้อแดง" อย่างเซ็งแซ่แน่

พูดถึง "มวลชนเสื้อแดง" แล้ว ต้องถือเป็นความสำเร็จของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่สามารถสร้างความเหนียวแน่น และจัดตั้งให้มีความมั่นคงถาวร สามารถใช้เป็นอาวุธทางการเมืองที่แหลมคมที่สุดขณะนี้

จากมวลชน ที่ถูกกล่าวหาว่า "จ่ายเงิน" ซื้อมา

ตอนนี้กลายมาเป็น "มวลชน" กึ่งอุดมการณ์ ที่ไม่อาจมองข้ามได้ ถือเป็นพัฒนาการ "นอกสภา" ของฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่โดดเด่น

ขณะนี้เดียวกัน ได้แตกแขนงไปสู่สื่อ ทั้งสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุชุมชน และเว็บไซต์ อย่างหลากหลาย กลายเป็น "เครือข่าย" ที่ใช้เกื้อหนุนการเคลื่อนไหวมวลชนของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมีประสิทธิภาพและ สามารถสร้างแรงกดดันการบริหารงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้อย่างสูง

สำหรับ "ในสภา" แม้จะเป็น จุดอ่อนที่สุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะจนบัดนี้ ในแง่ความเป็นเอกภาพ ยังเป็นปัญหา

พรรคเพื่อไทยยังไม่อาจหาหัวหน้าพรรคตัวจริงได้

ขณะที่การขับเคลื่อนพรรคก็เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง

แต่กระนั้น ในระยะหลัง เริ่มปรากฏข่าวคราวการไหลกลับของนักการเมืองจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะในภาคอีสาน

ขณะที่ใน กทม. กรณีลูกของนางปวีณา หงสกุล ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ก็ทำให้มีสีสันขึ้น

และที่กล่าวขวัญขณะนี้ก็คือ การที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คัมแบ๊คสู่การเมือง และเลือกเพื่อไทยเป็นพรรคสังกัด

แม้ว่าเครดิตทางการเมืองของ พล.อ.ชวลิต จะไม่สูงเด่น แต่บารมีในภาคอีสานก็ยังคงมี ซึ่งเมื่อเสริมกับความนิยมในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฐานเสียงในภาคอีสานของพรรคเพื่อไทยก็แน่นปึ้กขึ้น

ส่งผลในทางจิตวิทยาให้นักการเมืองมองพรรคเพื่อไทยเป็นบวกมากขึ้น

เป็นบวก ทั้งที่ว่าไปแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคเพื่อไทย ถูกรุมสกรัม ด้วยข้อหาต่างๆ นานามาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็สามารถประคองตัว และพลิกฟื้นตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ

ซึ่งไม่ใช่เพียง "การเอาตัวรอด" ได้เท่านั้น หากแต่ทวีความน่ากลัว สำหรับประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่นๆ ขึ้นตามลำดับ



ภาพเช่นนี้ แตกต่างจากภาพของนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ค่อนข้างชัดเจน

เพราะสำหรับ นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ เพียบพร้อมสมบูรณ์ด้วยอำนาจรัฐ มีต้นทุนทางสังคมสูง และแถมยังมี "อำนาจพิเศษ" คอยเกื้อหนุนอย่างไม่ปิดบัง

เหล่านี้น่าจะทำให้นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ พุ่งทะยานไปข้างหน้า

และพร้อมจะบดขยี้ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยให้ย่อยยับลง

แต่เอาเข้าจริง นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ กลับไม่สามารถใช้แต้มต่อดังกล่าวเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเองได้

ตรงกันข้าม สิ่งเหล่านั้นกลับเป็นตัวบั่นทอนเสียเอง

เราพบว่า การใช้อำนาจที่มากล้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาอันลึกซึ้ง และบานปลายออกไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

โดยเฉพาะยิ่ง การแต่งตั้ง "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" ที่ไม่ควรจะเป็นเรื่องใหญ่โต

แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบต่อนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ อย่างรุนแรง และร้าวลึก

จนขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะไปจบลงที่ใด

นายอภิสิทธิ์สูญเสีย "ค่าใช้จ่าย" มากมาย กับความพยายามที่จะใช้ "อำนาจ" ความเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ได้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามที่ตนเองต้องการ

ล่าสุด ที่นายอภิสิทธิ์เสียไปก็คือ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ก่อผลกระทบต่อเนื่องกว้างขวาง ทั้งนอกและในพรรค

นอกพรรค ก็เป็นเรื่องของ "วาระพิเศษ" ที่คลุมเครือ ยากจะหาคำตอบที่ชัดเจนได้

แต่มันก็นำไปสู่การคาดหมาย ที่ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อผู้ที่อนาคตยาวไกลทางการเมือง อย่างนายอภิสิทธิ์ เอาเสียเลย

ส่วนในพรรคประชาธิปัตย์ กรณีของนายนิพนธ์ ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปสู่ "ข่าว" การแย่งชิงอำนาจภายในพรรค

เป็นข่าวที่จงใจปล่อยออกมาว่า นายนิพนธ์ ซึ่งมีสายสัมพันธ์สนิทแนบแน่นกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค กำลังจะถูกหักโค่น เพื่อเป็นการตอบโต้ ที่นายนิพนธ์ทำให้เรื่องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็น "วิกฤต"

มีการอ้างถึงกระแสข่าว กลุ่มทศวรรษใหม่ ที่นำโดยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษา กำลังจะจับมือกับ กลุ่มผลัดใบและกลุ่มคนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ เพื่อกำจัดกลุ่มของนายสุเทพ

โดยอ้างเหตุความไม่พอใจ ในบทบาทการทำงานของกลุ่มนายสุเทพ-นายนิพนธ์ ที่ตัดสินใจโดยพลการในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการยอมลงให้กับพรรคร่วมรัฐบาลมากเกินไป โดยไม่นำเรื่องเข้าหารือขอมติจากที่ประชุมในพรรคก่อนที่จะนำไปเจรจากับพรรคร่วม

จนทำให้พรรคร่วมรัฐบาลหาเงื่อนไขมาบีบพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การโยกย้ายข้าราชการ การแบ่งปันงบประมาณตามโครงการไทยเข้มแข็ง รวมถึงโครงการลงทุนอภิโปรเจ็คต์ ต่างๆ ล่าสุดก็คือการยอมให้พรรคภูมิใจไทยได้โครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คน มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้าน

เหล่านี้ได้นำไปสู่ข่าวการจะหักโค่นกลุ่มของนายสุเทพลง

ซึ่งจะจริง หรือไม่ก็ตาม

แต่ข่าวทำนองนี้ ในทางการเมืองถือว่าเป็นตัวสะท้อนให้เห็นการมี "แรงกระเพื่อม" ภายในพรรค ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ

และไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับ นายอภิสิทธิ์ รัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์ เอาเสียเลย



ในนาทีต้องยอมรับว่า ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทย กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ท่ามกลางแรงเสียดทานอันหนาหนาสาหัส

แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคนในพรรคเพื่อไทย กลับมีสัญญาณตอบรับในเชิงบวก ทำให้มีขวัญกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป

ซึ่งตรงกันข้ามกับนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ใช้ความแข็งแกร่งที่ตนเองมีอยู่ โดยเฉพาะการยึดกุมอำนาจรัฐ ไปอย่างสุรุ่ยสุร่ายและสิ้นเปลือง

แม้คนในพรรคการเมืองนี้ จะชินปากกับการประกาศโครงการไทยเข้มแข็ง แต่ในความเป็นจริง ยิ่งทำงาน ประชาธิปัตย์กลับห่างไกลจากคำว่าเข้มแข็ง ยิ่งขึ้นๆ ทุกที

"อาการเพียวลง" ของพรรคประชาธิปัตย์ จะมีจุดยุติลงตรงไหน เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง

หากพรรคประชาธิปัตย์ หยุดภาวะ "เพียวลง" ไม่ได้ และมีอาการผอมแห้งแรงน้อยลงเรื่อยๆ ก็น่าห่วงว่าจะมีพละกำลังไปต่อกรกับคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มากน้อยเพียงใด

และหากจุดจบของเรื่องนี้ อยู่ที่ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์

คงจะเป็นเรื่องที่น่าเจ็บใจไม่น้อย เพราะปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ที่เกิดขึ้น เป็นฝีมือของคนกันเองทั้งสิ้น

แน่นอน นายอภิสิทธิ์ ย่อมจะถูกขานชื่อเป็นคนแรก ในฐานะผู้ที่ต้องรับผิดชอบ

พท.คุย"จิ๋ว"เนรมิตอีสานแดง"พัลลภ" ยันแก้ขัดแย้งได้"เทพไท"ไม่เชื่อน้ำยาสะพัด"แม้ว"ทิ้งดูไบโดนบี้หนัก

ที่มา มติชน

พท.คุย"จิ๋ว"เนรมิต"อีสานแดง" เหตุ ปว.ทำนโยบายเจ๊งอีสานจน ชู"ประนอมหนี้"แก้หนี้นอกระบบ คุยพท.เป็นรัฐบาลศก.โต6-7% สะพัด"แม้ว" ทิ้งดูไบหลังบัวแก้วบี้ "เฉลิม" กลัวคนหมั่นไส้ไม่โว "จิ๋ว" ซบ "พัลลภ"เชื่อแก้ขัดแย้งได้ "วีระ" เผยมีสิทธิขึ้น หน.พรรค "เทพไท" ไม่เชื่อน้ำยา


พท.คุย"จิ๋ว"เนรมิต"อีสานแดง"

ที่โรงแรมเจริญธานี ปริ๊นเซส จ.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทยจัดสัมมนาทางออกประเทศไทย "ล้างหนี้ประเทศ สร้างรายได้ประชาชน" ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ร่วมด้วยนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตีว่าการกระทรวงการคลัง นายปานปรีย์ พหิธานุกร รองหัวหน้าพรรค ร่วมสัมมนา โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน และ ส.ส.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมรับฟัง และมีคนเสื้อแดงเข้าร่วมรับฟังประมาณ 500 คน


นายยงยุทธกล่าวเปิดงานสัมมนาตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย บอกกับตนว่าที่ผ่านมาทำให้ภาคอีสานทั้งหมดเป็นอีสานเขียว แต่ต่อไปนี้จะทำให้ภาคอีสานเป็นสีแดงทั้งหมด และเมื่อใดที่พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาเป็นนายกฯ อีกอย่างแน่นอน

เหตุ ปว.ทำนโยบายเจ๊งอีสานจน


นายปานปรีย์กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายพรรคประกาศนโยบายจะแก้ไขปัญหาภาคอีสาน สุดท้ายมีเพียงนโยบาย แต่ไม่มีการปฏิบัติ ทำให้ภาคอีสานเมื่อเปรียบเทียบกับภาคกลาง ภาคตะวันออกแล้วระดับความเจริญเดินช้ากว่าภาคอื่น แสดงให้เห็นถึงความอยุติธรรมของภาครัฐ จนกระทั่ง 2544 พ.ต.ท.ทักษิณมองเห็นปัญหา จึงคิดนโยบาย 4 ปี ซ่อม 4 ปีสร้าง ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตั้งเป้าปี 2552 ประชาชนจะต้องหมดความยากจน แต่ฝันของ พ.ต.ท.ทักษิณก็สลายเพราะเกิดการรัฐประหาร ซึ่งไม่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นในทุกด้าน

ชู"ประนอมหนี้"แก้หนี้นอกระบบ

นายปานปรีย์กล่าวว่า นอกจากนี้ ทราบว่าได้เกิดแก๊งหมวกกันน็อคหรือแก๊งทวงหนี้ระบาด เนื่องจากชาวบ้านเข้าไม่ถึงแหล่งทุนของภาครัฐ และความไม่รู้กฎหมายทำให้เสียเปรียบนายทุน บางรายต้องเซ็นกระดาษเปล่า โดยอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 2% ต่อวัน คิดเป็น 60% ต่อเดือน และ 700% ต่อปี สมาชิกเป็นหนี้ในระบบ 66.70% และหนี้นอกระบบ 33.30% ปัญหาหนี้นอกระบบและการทวงหนี้โหดเป็นปัญหาใหญ่ ส.ส.เพื่อไทยต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อเข้าไปแก้ไข สิ่งแรกคือต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ พร้อมหาทางบรรเทาเอาหนี้สินออกจากระบบทั้งหมด
ด้านนายสุชาติกล่าวถึงปัญหาหนี้สินว่า หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ โดยให้ประชาชนที่เป็นหนี้นอกระบบมาลงทะเบียนประนอมหนี้สิน และรัฐบาลจะช่วยดำเนินการใน 2 ส่วนคือ 1.ให้นักกฎหมายแก้ไขสัญญาหนี้สินที่ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความป็นธรรมให้เป็นสัญญาที่เป็นธรรม 2.เปลี่ยนหนี้นอกระบบให้เป็นหนี้ในระบบ ใช้ธนาคารรัฐดำเนินการ สำหรับหนี้ที่รัฐบาลเป็นเจ้าหนี้นั้น จะพักชำระหนี้ที่ไม่เกิน 5 แสนบาท นอกจากนี้ จะแปลงหนี้เป็นทุน และสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ขึ้นมา

คุยพท.เป็นรัฐบาลศก.โต6-7%

นายสุชาติกล่าวว่า วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นความหวังเดียวที่จะมาฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติ ทำให้หนี้สินของประชาชนหายไป เรื่องดังกล่าวจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยต้องได้รับเลือกเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทยได้ และหาก พ.ต.ท.ทักษิณชักชวนเพื่อนที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาลงทุนในประเทศคนละ 3 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจของไทยดีขึ้น หากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศเติบโตถึง 6-7% จากที่เป็นอยู่ขณะนี้ติดลบ 6%


สะพัด"แม้ว" ทิ้งดูไบหลังบัวแก้วบี้

รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ระหว่างการตัดสินใจย้ายที่พำนักไปยังประเทศอื่น อ้างว่าแม้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี จะให้การต้อนรับ แต่กระทรวงการต่างประเทศของไทยกดดันกงสุลใหญ่ของประเทศไทยประจำยูเออี ให้ติดตามความเคลื่อนไหวและรายงานมายังไทยตลอด พ.ต.ท.ทักษิณจึงต้องตัดสินใจเลือกพำนักในประเทศที่ไม่มีกงสุลไทย หรือเอกอัครราชทูตไทยประจำอยู่ในประเทศนั้นๆ


นายพิทยา พุกกะมาน คณะทำงานฝ่ายการเมืองพรรคเพื่อไทยและอดีตทูตไทยประจำประเทศภูฏานและชิลี กล่าวถึงรายงานข่าวดังกล่าวว่า ไทยมีสถานกงสุลใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองดูไบ คิดว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ว่าสร้างปัญหาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

"เฉลิม" กลัวคนหมั่นไส้ไม่โว"จิ๋ว" ซบ


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะ พล.อ.ชวลิตเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ ผ่านการเป็นผู้นำกองทัพจนกระทั่งนายกฯ ส่วนเรื่องจะมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคนั้น ไม่สามารถพูดได้ เพราะไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ส่วนจะทำให้ได้เปรียบในการเลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่ายังไกลไป คงยังไม่สามารถพูดได้ เดี๋ยวคนอื่นจะหมั่นไส้

"พัลลภ" ยัน"จิ๋ว" แก้ขัดแย้งได้


พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ลับ ลวง พรางŽ ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ว่า พล.อ.ชวลิตน่าจะทำให้พรรคดีขึ้น เพราะพรรคไม่มีผู้นำ พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ทำงานประสานต่างๆ ได้ดี สมาชิกพรรคให้ความเคารพนับถือ เมื่อมองความสำเร็จของ พล.อ.ชวลิตตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังนั้น จึงมีคนเดียวที่จะทำให้สังคมยุติความขัดแย้งได้ ส่วนตัวเคารพ พล.อ.ชวลิตอยู่แล้ว วันนี้จึงต้องมาทำงานร่วมกัน เพราะอยากให้ประเทศอยู่ในภาวะสันติ ไม่ใช่แตกแยกแบบนี้ ก่อนจะเข้าร่วมพรรค ตนไปหา พล.อ.ชวลิต และคุยกันว่า แนวทางที่ดีที่สุดง่ายๆ คือ แนวทางสมานฉันท์ ทำอย่างไรไม่ให้คนไทยฆ่าคนไทย ไม่เกิดความแตกแยก เพราะหากปล่อยไปอาจเกิดสงครามกลางเมือง

เผยไปพบ"แม้ว" วางแผนที่ดูไบ


เมื่อถามว่า การที่ พล.อ.ชวลิต กับ พล.อ.พัลลภ ที่เชี่ยวชาญกลยุทธ์ทางการทหาร และถนัดเกมใต้ดินมาจับมือกัน จะมีเรื่องอะไรหรือไม่ พล.อ.พัลลภกล่าวว่า ไม่มี เพราะ พล.อ.ชวลิตเป็นคนใจดี พูดง่ายๆ ไม่มีแนวความคิดแบบนี้ และคงไม่มีอะไรน่ากลัวต่อรัฐบาล พวกตนเข้ามาไม่ได้เล่นอะไรนอกเกม แต่เข้ามาเล่นตามวิถีทางของประชาธิปไตย ตามพรรคการเมือง


เมื่อถามว่า เหตุผลที่ พล.อ.ชวลิตเข้าร่วมพรรคเพราะได้รับการขอร้องจาก พ.ต.ท.ทักษิณใช่หรือไม่ พล.อ.พัลลภกล่าวว่า สมาชิกพรรคหลายคนอยากได้ และลูกน้อง พล.อ.ชวลิตในพรรคความหวังใหม่ ก็มารวมกับพรรคไทยรักไทย ตอนนี้พูดง่ายๆ คือ พรรคไม่มีหัวจึงอยากได้ พล.อ.ชวลิตมา เพราะเป็นคนที่จะทำสมานฉันท์ได้ดีที่สุด เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่ดูไบ ได้พูดคุยถึงเรื่องของ พล.อ.ชวลิต และแนวทางของพรรคเพื่อไทย


ไม่นั่งหน.ทันที-หวั่นกระเพื่อม


เมื่อถามว่า เหตุใด พล.อ.ชวลิตไม่รับเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พล.อ.พัลลภกล่าวว่า ตอนนี้มีหัวหน้าพรรคอยู่ และพรรคทำงานมาเป็นปี พรรคอยู่ในอาการนิ่ง ไม่อยากให้กระเพื่อมจึงเชิญมาเป็นประธานพรรคก่อน ส่วนอนาคตยังมองไม่ออกจะนั่งหัวหน้าพรรคหรือไม่ แต่วันนี้ที่คุยกัน คือเป็นประธานพรรค ใหญ่กว่าหัวหน้าพรรค เพราะไม่ใช่ประธานที่ปรึกษาพรรคที่ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เป็น


"สมัยก่อนเรารบกัน ฆ่ากันด้วยกระสุน ด้วยอาวุธ พล.อ.ชวลิตยังเอามาจับมือกันได้ วันนี้เพียงแค่แนวความคิดแตกแยกกัน ทำไม พล.อ.ชวลิตจะทำไม่ได้ จะประสานได้กับทุกพวก เพราะรู้จักหมด โดยเฉพาะปัญหาประเทศเพื่อนบ้านท่านปึ้กมาก จึงน่าจะช่วยได้มาก" พล.อ.พัลลภกล่าว


"วีระ" เผยมีสิทธิขึ้น หน.พรรค


นายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ชวลิตอาจได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า พล.อ.ชวลิตแถลงชัดเจนว่าเข้ามาเป็นสมาชิกสามัญธรรมดา จะร่วมทำงานกับคณะกรรมการบริหารพรรคก่อน ตามเป้าหมายที่ต้องการทำให้พรรคเป็นพรรคของมวลชน แต่เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคมีความเห็นให้ พล.อ.ชวลิตเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค สมาชิกลงความเห็นว่าสมควรเป็น ก็เห็นว่าต้องเป็น และเหมาะสมที่สุด หากทำงานร่วมกันนานเข้า มีความเข้าใจกันมากขึ้น สมาชิกพรรคอาจเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค ก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะประเทศขาดผู้นำทางการเมือง


"สุรชัย" เชื่อได้ตัวมาก็ผิดหวัง


นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า พล.อ.ชวลิตพยายามเป็นโซ่ข้อกลาง เพราะคิดว่าจะเป็นฝ่ายเจรจาได้ แต่ลืมไปว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่สถานการณ์เดียวกับช่วงประกาศนโยบาย 66/23 วันนี้สถานการณ์เดียวที่จะแก้ได้ คือ การปฏิวัติ เมื่อตัดสินใจเลือกพรรคเพื่อไทยก็เท่ากับชักธงรบกับฝ่ายอำมาตย์ ที่ผ่านมาไม่มีใครนั่งหัวหน้าพรรคพรรคได้ดีเท่า พล.อ.ชวลิต เพราะเป็นคนมีบารมี น่าเชื่อถือ จึงต้องเข้ามาต่อสู้ เชื่อว่าสามารถคุยกับฝ่ายตรงข้ามได้ แต่วันนี้เชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามไม่เอา พล.อ.ชวลิตแน่นอน และไม่เอามานานแล้ว ฟันธงได้เลยว่าผิดหวัง ยืนยันแก้ปัญหาวันนี้ต้องปฏิวัติไม่ใช่ปฏิรูป


ปชป.หวัง"จิ๋ว"ทำ2อย่าง


นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ชวลิตเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่า หวังว่า พล.อ.ชวลิตซึ่งเคยทำงานใกล้ชิด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ จะช่วยรักษาสถาบันองคมนตรีไม่ให้ถูกดึงมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง รวมทั้งจะช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณหยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กระทบต่อความมั่นคง หันมาแข่งขันทางความคิดและนโยบายแก้ปัญหาประชาชนมากกว่าการเมืองเก่าที่มุ่งใส่ร้ายกล่าวหาด้วยข้อมูลเท็จ


"เทพไท" ไม่เชื่อน้ำยา


นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เหตุผลที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ กลับมาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยมี 2 ประการ คือ ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันในการถูกชี้มูลจาก ป.ป.ช. และเป็นเรื่องตอบแทนบุญคุณ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีเป้าหมายหวังเป็นนายกฯอีกครั้ง การที่อ้างว่าเข้ามาเพื่อสมานฉันท์นั้น เชื่อว่าไม่สามารถทำได้ เพราะ พล.อ.ชวลิตเลือกข้างแล้ว จะสร้างความสมานฉันท์ได้เฉพาะในพรรคเพื่อไทยที่ส่วนใหญ่เป็นคนจากความหวังใหม่ ถ้า พล.อ.ชวลิตเป็นหัวหน้าพรรคก็เหมือนความหวังใหม่คืนชีพ


"เฉลิม"เย้ย"มาร์ค"ยุบปชป.ต่ำร้อย


อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งหลายฝ่ายยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องการทำประชามตินั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องอะไรที่จะต้องไปใช้เงิน 2,000 ล้านบาท ทำประชามติ หรือไม่มีสติปัญญาว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร ถ้าจะทำประชามติจริงก็ทำไปเลยว่าเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 ไปเลย


"แค่จะแก้รัฐธรรรมนูญยังไงก็ยังไม่รู้ แล้วยังอยากจะเป็นนายกฯอีก กับเรื่องเลขาฯตัวเองลาออกหรือไม่ก็ไม่รู้ ตั้งตำรวจสักคนก็ไม่ได้ ถ้าเห็นแก่บ้านเมือง ผมว่านายอภิสิทธิ์ออกไปแล้วหาใครในพรรคมาเป็นแทนดีกว่า หรือถ้ายังอยากจะเป็นนายกฯอยู่ ก็ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ เห็นบอกว่าทำงานมา 9 เดือน ทำงานได้ดีไม่ใช่เหรอ ถ้าอย่างนั้นเขาก็เลือกคุณเข้ามาอีก แต่เชื่อเถอะว่าถ้ายุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ได้ไม่เกินร้อยแน่นอน" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว


"สนธิ" โอ๋พท.หวังโหนนิรโทษฯ


เวลา 11.00 น. ร.ต.อ.เฉลิมปาฐกถาเรื่อง "เศรษฐกิจในมุมมองทางการเมือ" ตอนหนึ่งว่า หากเลือกตั้งเมื่อใด พรรคเพื่อไทยได้เกินครึ่ง จะเอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้แน่นอน ขณะนี้เตรียมกฎหมายนิรโทษกรรม กฎหมายอภัยโทษกรรมไว้หมดแล้ว มี 9 มาตรา จะทำให้ทั้งหมดทุกพวก ทุกสี และอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็รอให้พรรคเพื่อไทยนิรโทษกรรมอยู่ เพราะที่ผ่านมาโดนจำคุกไปแล้วโดยไม่รอลงอาญาไม่รู้กี่ปี นายสนธิเอาใจเพื่อไทยอยู่ เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯกลับมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ


"ขออย่าลืมเลือกพรรคเพื่อไทยให้เกินกึ่งหนึ่ง เพื่อให้พ่อใหญ่ทักษิณได้กลับมา และตบหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เห็นได้ว่าประชาธิปไตยกินได้เป็นยังไง" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว