WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 5, 2009

อินโดฯ ท้อ หมดหวังพบผู้รอดชีวิตเหตุแผ่นดินไหว

ที่มา Voice TV



ทีมกู้ภัยเหตุแผ่นดินไหวบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียเริ่มหมดหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตภายใต้ซากปรักหักพังของอาคาร
สี่วันหลังจากเหตุแผ่นดินไหวความรุนแรง 7.6 ริกเตอร์ซึ่งทำลายล้างหมู่บ้านในเมืองปาดังจนราบเป็นหน้ากลอง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 809 คน แต่คาดว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตสูงถึงราวหนึ่งพันราย และยังมีผู้สูญหายอยู่อีก 3,000 คน

ร้านค้าหลายร้านเริ่มเปิดให้ทำการอีกครั้ง และไฟฟ้าได้รับการซ่อมแซมให้กลับมาใช้ได้อีกครั้งในบางบริเวณ ส่วนบรรยากาศในโรงพยาบาลในเมืองซึ่งก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหวนั้น ในตอนนี้บรรยากาศเริ่มคงที่และสงบลงบ้างแล้ว ขณะที่แพทย์ในโรงพยาบาลเปิดเผยว่าพวกเขาสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้นหลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งทางด้านยาและด้านกำลังคน

Muslim Kasim นายกเทศมนตรีเขต Padang Pariaman กล่าวว่า เครื่องมือขุดถูกส่งไปยังบริเวณบางแห่งแล้ว แต่ผู้รอดชีวิตยังต้องการเต็นท์และผ้าห่มเป็นจำนวนมาก

ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตในเมืองปาดังก็เริ่มลางเลือนลงทุกที โดยที่ทหารนายหนึ่งซึ่งอยู่ในทีมกู้ภัย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวรอยเตอรส์ว่า เมื่อวานพวกเขายังได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากผู้รอดชีวิต แต่วันนี้พวกเขาไม่สามารถได้ยินเสียงอะไรเลย ขณะที่
ฮิเดะฮิโระ มูราเสะ หัวหน้าทีมกู้ภัยจากญี่ปุ่น กล่าวกับผู้สื่อข่าว AP ว่า ทีมกู้ภัยและสุนัขตำรวจของพวกเขาไม่พบสัญญาณของผู้รอดชีวิตใดๆ เลย

จุดเกิดเหตุที่หน่วยกู้ภัยระดมให้ความช่วยเหลือเป็นการใหญ่คือโรงแรมแอมบาจังในเมืองปาดัง ซึ่งก่อนเกิดเหตุมีแขกประมาณ 200 คนเข้าพักในโรงแรม โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หน่วยกู้ภัยมีความหวังเล็กน้อยหลังจากได้รับข้อความเอ็สเอ็มเอสจากผู้รอดชีวิตที่อยู่ข้างในโรงแรม แต่หน่วยกู้ภัยไม่สามารถระบุตำแหน่งของผู้รอดชีวิตได้

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกทยอยเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุในเมืองปาดังเพื่อเตรียมช่วยบรรเทาทุกข์เหตุแผ่นดินไหวร้ายแรงครั้งนี้ ขณะที่พลโทซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน่ ได้สั่งการให้รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ 10 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนแล้ว

ไต้ฝุ่น “ป้าหม่า” ถล่มฟิลิปปินส์ ตาย 17 จ่อขึ้นฝั่งไต้หวันต่อ

ที่มา Voice TV



ไต้ฝุ่น“ป้าหม่า”ที่พัดขึ้นฝั่งที่เกาะลูซอนของฟิลิปปินส์ ทำให้ดินถล่ม มีผู้เสียชีวิต 17 คน ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังไต้หวันเป็นรายต่อ
ถนนหนทางในจังหวัดบาเกตของฟิลิปปินส์ไม่สามารถใช้สัญจรไปมาได้ เนื่องจากน้ำท่วม และมีต้นไม้ที่หักโค่นลงมาและเศษซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนกีดขวางอยู่ ไฟฟ้าและระบบการติดต่อสื่อสารถูกตัดขาด ทำให้เจ้าหน้าที่ประสบปัญหาในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ และไม่สามารถยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิต พร้อมกับประเมินความเสียหายที่เกิดจากพายุไต้ฝุ่นได้อย่างแม่นยำ

ไต้ฝุ่น “ป้าหม่า” พัดเข้าถล่มฟิลิปปินส์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกบนเกาะลูซอนไม่ได้มีปริมาณสูงเหมือนที่คาดการณ์เอาไว้ ขณะที่บริเวณบางส่วนบนเกาะลูซอนยังไม่ทันฟื้นตัวจากการถูกพายุไต้ฝุ่นกฤษณาถล่มเมื่อเจ็ดวันที่แล้วและทำให้มีผู้เสียชีวิต 300 คน

ก่อนที่ไต้ฝุ่น “ป้าหม่า” จะเคลื่อนตัวมาถึง รัฐบาลได้ออกคำเตือนไปยังประชาชนกว่าครึ่งล้านคนที่พักอาศัยอยู่ในบ้านพักชั่วคราวว่ายังไม่ควรเดินทางกลับบ้านเนื่องจากอาจต้องเผชิญกับฝนตกและน้ำท่วม

เลขาธิการกระทรวงการเกษตรเปิดเผยว่าฟิลิปปินส์อาจต้องนำเข้าข้าวจากประเทศอื่นในช่วงต้นปีหน้า เนื่องจากพืชผลของเกษตรกรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ไต้หวันที่ยังบอบช้ำอยู่จากฤทธิ์ของไต้ฝุ่นมรกตเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ก็เตรียมอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตภูเขาก่อนที่พายุไต้ฝุ่น “ป้าหม่า” จะพัดขึ้นฝั่ง โดยประธานาธิบดีหม่า อิง จิ่ว และคณะรัฐมนตรีออกตรวจมาตรการต้านไต้ฝุ่นตามแนวชายฝั่ง และกองทัพอพยพชาวบ้านจากภูเขา ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นกรุงไทเป สะสมกระสอบทรายเพื่อแจกฟรีให้ราษฎรใช้ป้องกันน้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือน

นายกฯ พร้อมเจรจากับ "พลเอกชวลิต"

ที่มา Voice TV



นายกรัฐมนตรียินดีเจรจากับพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แต่หากเป็นเรื่องนิรโทษกรรมพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำเป็นต้องดำเนินการตามกระบวนการกม.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ์" ว่า ยินดีเจรจากับพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเพิ่งเข้าสังกัดสมาชิกพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีท่าทีประนีประนอม แต่หากจะคุยเรื่องการนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการไปตามกระบวนการของกฎหมาย เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีคดีที่ยังไม่ได้สะสางอีกหลายคดี และเมื่อเป็นคำพิพากษาของศาลทุกคนก็ต้องปฎิบัติตาม

ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ส่งเทปคำพูดของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่โจมตีสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาเรื่องปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา กรณีพิพาทที่ดินทับซ้อนปราสาทพระวิหารนั้น

นายกรัฐมนตรี เห็นว่าร.ต.อ.เฉลิมต้องตอบคำถามว่าทำเพื่ออะไร ทั้งนี้ประเมินว่าเทปที่ส่งไปน่าจะเป็นเทปเก่า แต่ในส่วนของรัฐบาลได้มีการทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง และอยากให้ทุกคนช่วยกันแก้ปัญหามากกว่า พร้อมย้ำว่าถ้าเป็นตนเองจะไม่ทำเช่นนี้

นายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่นว่าจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการแก้ปัญหาข้อพิพาทตามแนวชายแดน เพราะในระดับของรัฐบาล และความสัมพันธ์ส่วนตัวกับสมเด็จฮุนเซ็นเป็นไปในบรรยากาศที่ดี และขอยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังเดินหน้า อีกทั้งสมเด็จฮุนเซ็น ยังย้ำเสมอว่าไม่ต้องการให้เรื่องปราสาทพระวิหารเป็นอุปสรรคในการเดินหน้าความร่วมมือระหว่างสองประเทศ และควรแก้ปัญหาด้วยแนวทางสันติวิธี

ไฟเขียวแก้รธน. 6ประเด็น โยนปชช.ตัดสิน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37371

นายสุเทพ เทือกสุบรร--นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น พร้อมกำหนดแนวทางการยกร่างแก้ไข 6 ร่าง ทำก่อนทำประชามติเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน.....

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 4 ต.ค.2552 ที่บ้านพิษณุโลก ซึ่งเป็นสถานที่ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล หารือถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีแกนนำทั้ง 6 พรรคการเมือง เดินทางมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายเนวิน ชิดชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายบรรหาร ศิลปอาชา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคกิจสังคม นายพินิจ จารุสมบัติ และว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน

โดยภายหลังการหารือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้พาคณะไปรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี ย่านถนนวิทยุ โดยแกนนำปฏิเสธให้สัมภาษณ์ มีเพียงนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ถึงการหารือว่า นายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรค ร่วมได้เห็นชอบร่วมกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น พร้อมกำหนดแนวทางการยกร่างแก้ไข 6 ร่าง เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาและหลังผ่านการพิจารณาวาระที่ 1 และวาระที่ 2 จะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปทำประชามติเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด และจะแถลงรายละเอียดในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการด้วยตัวเอง นายเนวิน ยืนยันการพบกันของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้ไม่มีการหารือประเด็น การปรับคณะรัฐมนตรี.

เพื่อไทยแฉอีก ขอไก่ได้เห็ด คุ้ยทุจริตพอเพียง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37397

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

พรรคเพื่อไทยตามติดลากไส้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง พบไม่ชอบมาพากลแล้ว 31 ชุมชน วงเงินกว่า 6 ล้าน พร้อมคุ้ยทุจริตกระทรวงศึกษาธิการ แฉเปลี่ยนสเปคโครงการที่ทางโรงเรียนได้นำเสนอไป ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ทางโรงเรียนเสนอ...

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีประชาชน จ.สระบุรี ร้องเรียนพรรคเพื่อไทยว่า มีการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง คณะทำงานของพรรคเพื่อไทยจึงได้ลงพื้นที่และพบปัญหาในโครงการชุมชนพอเพียงที่ ส่อไปในทางไม่สุจริตที่ อ.แก่งคอย อ.หนองแซง และอ.หนองแค จ.สระบุรี จำนวน 31 ชุมชน วงเงิน 6,360,000 บาท เช่น ชุมชนบ้านบึงไม้ ได้งบประมาณ 250,000 บาทขอเครื่องทำปุ๋ยชีวภาพแต่ได้ประปาชุมชนราคา 150,000 บาท ทำให้งบหายไปทันที 100,000 บาท ที่ชุมชนบ้านหนองจอก ได้งบประมาณ 200,000 บาทขอโรงสีข้าวเครื่องมือเกษตรแต่ได้เครื่องกรองน้ำประปาวงเงิน 150,000 บาท เงินหายไป 50,000 บาท ที่ชุมชนบ้านสองคอนใต้ ได้รับงบประมาณ 200,000 บาท ขอตู้ทำน้ำดื่มแต่ได้เครื่องปั่นไฟราคา 150,000 บาทเงินหายไป 50,000 บาท และที่ชุมชนป่าไผ่ใต้ ได้รับงบประมาณ 200,000 บาท ขอโรงเรือนไก่ไข่แต่กลับได้โรงเรือนเพาะเห็ดราคา 150,000 บาท เงินหายไป 50,000 บาท ทั้งนี้ โครงการชุมชนพอเพียงมีขบวนการจัดการทั้งข้าราชการ นักการเมือง และพ่อค้า โดยให้สินค้าไม่ตรงตามความต้องการของประชาชน โครงการชุมชนพอเพียงเหมือนแผลเน่าที่รัฐบาลไม่ยอมรักษา เป็นโรคร้ายที่รัฐบาลไม่ยอมเยียวยา ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์และชุมชนอ่อนแอ

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า มีข้าราชการครูสพฐ 7 จากจ.นครราชสีมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อพรรคเพื่อไทยว่าโรงเรียนการศึกษา ขั้นพื้นฐานเขต 7 จ.นครราชสีมากว่า 20 โรงเรียนได้นำเสนอโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงศึกษาธิการ แต่น่าจะเกิดการทุจริตขึ้น เนื่องจากมีการเปลี่ยนสเปคโครงการที่ทางโรงเรียนได้นำเสนอไป ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ทางโรงเรียนเสนอ โดยเสนอสร้างอาคารเรียนแต่กลับได้ห้องประชุมทั้งๆที่โรงเรียนและประชาคมไม่ ต้องการเพราะไม่มีความจำเป็น รวมทั้งการซื้อวัสดุครุภัณฑ์ที่โรงเรียนเสนอซื้อสินค้าที่โรงเรียนต้องการ เกี่ยวกับการเรียนการสอนที่มีความจำเป็นในท้องถิ่น แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงสินค้าวัสดุครุภัณฑ์ที่มาคาแพงกว่าท้องตลาดและ โรงเรียนไม่ต้องการมาให้แทน ทั้งนี้ในวันจันทร์ที่ 5 ต.ค.พรรคจะส่งคณะทำงานลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

“โครงการไทยเข้มแข็งที่ใช้เงินนอกงบประมาณสำหรับกระทรวงศึกษาธิการน่าจะมี การทุจริตเกิดขึ้นเป็นขบวนการใหญ่เหมือนโครงการชุมชนพอเพียงและโครงการไทย เข้มแข็งที่มีการจัดซื้อครุภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข นี่คือการทุจริตเชิงนโยบาย เป็นการปล้นภาษีประชาชนกลางวันแสกๆ นายอภิสิทธิ์ ต้องไปกู้เงินทั้งต้นทั้งดอกมาดำเนินการแต่ขาดการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ปล่อยให้มีการทุจริตในหลายพื้นที่ เหล่านี้คือการบริหารของรัฐบาลระบอบอภิสิทธิ์ชนที่ทำอะไรก็ไม่ผิด”โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว

งานรำลึก 6 ตุลา ครบรอบ 33 ปี : ประชาธิปไตยสมบูรณ์...?

ที่มา ประชาไท

คนรุ่นใหม่ที่อายุน้อยกว่าสามสิบปีส่วนใหญ่ คงไม่รู้ว่า 6 ตุลา 2519 คืออะไร แต่ในความทรงจำของคนรุ่นก่อน 6 ตุลา หรือคนเดือนตุลา 6 ตุลาอาจเปรียบเช่นเส้นไหมที่สวยงาม รอการถักทอเป็นผืนผ้า หรือเปรียบดั่งลวดหนามที่ร้าวราน บ่งบอกถึงบาดแผลที่เกรอะกรัง
3 ปีที่แล้วเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์การรัฐประหารครั้งใหม่ เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ก็มีส่วนช่วยในการปกป้องสังคมไทยมิให้ตกไปเป็นเหยื่อของความรุนแรง
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยเชื่อว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดรูปแบบหนึ่ง เพราะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ละเลยประโยชน์ของคนส่วนน้อย ระบอบนี้มุ่งเน้นให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง
หากแต่ว่าการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยที่ผ่านมา 77 ปี ยังคงประสบปัญหาหลากหลายประการที่ทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยไม่บรรลุผล ขณะที่ความขัดแย้งสำแดงพลังเป็นฝักเป็นฝ่ายจนกลายปรากฏการณ์แย่งชิงมวลชน แย่งชิงพื้นที่สื่อ
เพราะฉะนั้น วันนี้หากถามว่า ประชาธิปไตยคืออะไร ...ตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยคือเผด็จการใช่หรือไม่ …ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ได้มารึยัง ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพจริงหรือ...ความเสมอภาคมีหน้าตาอย่างไร...ใครกันที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง?
เมื่อคณะราษฎรทำการปฏิวัติ คำประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1โดยท่านปรีดี พนมยงค์ ได้เขียนไว้ว่า “รัฐบาล......(ก่อนหน้าการปฏิวัติ 2475) กล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณ เสียภาษีอากรให้......ได้กินว่าราษฎรมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ ถ้าราษฎรโง่ ......ก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน” ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา ปัจจุบันมีการกล่าวกันว่าราษฎรไม่ควรมีสิทธิทางการเมือง ไม่ควรได้รับสิทธิเลือกตั้ง 1 สิทธิ์ 1 เสียง เพราะราษฎรโง่
จริงๆ แล้วราษฎรโง่หรือใครโง่กันแน่?
เมื่อ 33 ปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นทุนอนุรักษ์นิยม ทุนขุนนาง ขุนศึก ต่างร่วมมือกันเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ทุกกลุ่มมีความเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ระบอบใหม่อันเป็นระบอบประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่
พวกเขาชูคำขวัญ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ” มาสร้างความชอบธรรมในการปราบปราม นักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมอย่างสงบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้อำนาจป่าเถื่อน ใช้ความรุนแรงเข้าประหัตประหาร เข่นฆ่า จับกุม ตั้งข้อหาสารพัด ทั้งข้อหากบฏ และมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตยที่เบ่งบานจากการปฏิวัติ 14 ตุลา 2516 จึงตายไปพร้อมๆ กันในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
เจตนารมณ์ของวีรชน 6 ตุลา ส่วนหนึ่งคือการต่อต้านเผด็จการ ในกรณีจอมพลถนอมบวชเณรกลับเข้าไทย หลังจากถูกขับไล่ออกไปเมื่อ 14 ตุลา แต่แล้วการรัฐประหาร 19 กันยายน ปี 2549 ก็นำเผด็จการทหารกลับมาอีกครั้ง
คำถามคือ ประชาธิปไตยที่ดำรงอยู่ทุกวันนี้เป็นประชาธิปไตยของใคร
เมื่อโลกต้องเผชิญกับวิกฤตทุนนิยม แนวคิดสังคมนิยมกำลังได้รับการรื้อฟื้น แม้ พ.ร.บ. คอมมิวนิสต์จะถูกยกเลิกไปนานแล้ว แต่วันนี้มีการปลุกผีคอมมิวนิสต์ ผ่านสื่อของฝ่ายเสื้อเหลืองและสื่อของรัฐอย่างเป็นระบบ ทั้งๆ ที่ไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงต่างก็มีสมาชิกเป็นอดีตคอมมิวนิสต์ อดีตคนเข้าป่า มีการเชื่อมโยงถึงการโค่นล้มสถาบันอันเป็นที่เคารพ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกนำมาใช้จนกลายเป็นกระแส มีความพยายามยกเลิกอำนาจอธิปไตยของปวงชนไทย
จากหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 26 เมษายน 2549 ในหลวงทรงตรัสถึงความหมายของประชาธิปไตยไว้ว่า “..... ขอยืนยันว่า มาตรา 7 ไม่ได้หมายถึงมอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่ มาตรา 7 พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่าให้พระมหากษัตริย์ตัดสินใจทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำ เขาก็จะต้องว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยขอ ไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย”
ขณะที่กลุ่มการเมืองฝ่ายหนึ่งกำลังสร้างสถานการณ์นำไปสู่ประชาธิปไตยสมบูรณาญาสิทธิ์ฯ อดีตซ้ายเก่าเหมาอิสต์บางกระแสเสนอว่า ต้องเร่งสร้างประชาธิปไตยนายทุนให้เต็มใบ ทั้งๆ ที่สังคมไทยก็เป็นประชาธิปไตยนายทุนมานานแล้ว ประชาธิปไตยของประชาชนคนยากคนจน คนส่วนใหญ่คงต้องรอไปก่อน...
“ แนวคิดประชาธิปไตยสมบูรณ์ของปรีดี พนมยงค์ กับเจตนารมณ์วีรชน 6 ตุลา 2519” คืออะไร ปาฐกถา ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จะค้นคว้ามานำเสนอ ประกอบกับหนังสือ “เราจะต่อต้านเผด็จการได้อย่างไร” โดย อ.ปรีดี พนมยงค์ในวันอังคารที่ 6 ตุลาคมปีนี้ เวลา 9.30 น.-12.00 น. ณ ห้องแอลที คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ความขรุขระบนหินรูปเขื่อนสีเลือดเกรอะกรังของชิ้นงานประติมากรรม 6 ตุลา 2519 ที่หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สะท้อนให้เห็นด้านที่อัปลักษณ์ของสังคมไทย เตือนใจให้จำเหตุการณ์ทารุณโหดร้าย เตือนสติแก่ทุกคนว่า เหตุการณ์เช่น 6 ตุลาจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต
6 ตุลาปีนี้ ครบรอบปีที่ 33 แล้ว จึงอาจจะเป็นได้ทั้งวิกฤต และโอกาส
-----------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ
- อยากรู้ความจริงเรื่อง 6 ตุลา คลิก www.2519.net
- วิภา ดาวมณี ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เป็นกรรมการโครงการกำแพงประวัติศาสตร์: ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา และผู้ประสานงานคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

วิกฤตชาติ โอกาสกองทัพ?

ที่มา ประชาไท

ท่านผู้อ่านคงยังไม่ลืมวาทะอันลือลั่นของ ท่านรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ว่า ทหารเปรียบเหมือนม้าแข่ง รัฐบาลคือจ๊อกกี้ขี่ม้าแข่ง เมื่อเสร็จภารกิจแข่งม้าแล้ว จ๊อกกี้ต้องคืนม้าให้เจ้าของคอกม้า”

คำถามคือ ใครคือเจ้าของคอกม้าตัวจริง?
ที่น่าจะเป็นคำตอบคือ หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดวาทกรรม “ทหารของพระราชา” และจึงเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช.ที่ปัจจุบันถูกสื่อล้อเลียนว่า “คณะมั่งมีแห่งชาติ”)
หลังรัฐประหาร 19 กันยา ผลที่ตามมาก็คือความจริงที่ว่า นอกจากประเทศชาติจะบอบช้ำอย่างหนัก เนื่องจากปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ก็ถูกซ้ำเติมด้วยการแตกแยกเป็นฝักฝ่ายของประชาชนในชาติอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง และต่อมายังถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตเศรษฐกิจที่รุมเร้าหนักหน่วง
แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้กลับเป็น โอกาสทอง” ของกองทัพ เพราะนับแต่รัฐประหาร 19 กันยา กองทัพกลับมามีอำนาจต่อรองทางการเมืองอย่างสูงยิ่งอีกครั้งหนึ่ง
เห็นได้จากงบประมาณปี 2552 กระทรวงกลาโหม ได้รับ 169,092,000,000 บาท และงบประมาณปี 2553 ได้รับ 154,708 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับงบฯปี 2552 ลดลง 14,384 ล้านบาท แต่ยังถือเป็นหน่วยราชการอันดับ 4 ที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด และยังมีโครงการใหญ่ที่รอการอนุมัติเงินงบประมาณจากรัฐบาลหลายโครงการ อาทิ โครงการการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ เอ็มไอ 17 จากรัสเซีย ของกองทัพบก โครงการจัดซื้อเรือฟริเกตและจัดซ่อมเรือฟริเกต 6 ลำ วงเงิน 3 พันล้านบาท การปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของเรือรบ ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น ทดแทน C-801 พร้อมลูกอาวุธปล่อยนำวิถีให้กับเรือฟริเกตชุดเรือรบหลวงเจ้าพระยา วงเงิน 1,599 ล้านบาท ของกองทัพเรือ และโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนของกองทัพอากาศ เฟส 2 อีก 6 ลำ วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท
และการจัดสรรงบประมาณล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ ครม.อนุมัติให้กองทัพบกจัดซื้ออากาศยานฝึกเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบา 16 ลำ วงเงินกว่า 1,100 ล้านบาท และโครงการซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์แบบใช้งานทั่วไประยะที่ 2 (ทบ.1395) วงเงิน 980,336,050 บาท และอนุมัติงบประมาณปี 2552 เพิ่มเติมเป็นงบกลางรายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 234 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการชุมนุมของ “คนเสื้อแดง” (มติชนรายวัน,02/10/2552)
อย่างไรก็ตาม หากมองอย่างรวมๆ ดูเหมือนจะเป็นโอกาสของกองทัพทั้งกองทัพ แต่ถ้ามองลึกลงไปในรายละเอียด ก็เป็นดังที่เราได้ทราบจากข่าวและญาติมิตรเพื่อฝูงซึ่งเป็นทหารชั้นผู้น้อยที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า เบี้ยเลี้ยงไม่ออก หรือออกช้าเกินเหตุ เงินตามสิทธิ์ที่พึงได้ต่างๆ ก็ลือกันว่าเห็นแต่ตัวเลขแต่ยังไม่เห็นตัวเงิน
ขณะเดียวกันเราคงอดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมบรรดา ผู้นำเหล่าทัพ” จึงร่ำรวยอู้ฟู่กันเหลือเกิน อย่างที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าลำพังเงินเดือนแล้ว ต่อให้ไม่ใช้ไม่กินอะไรเลยจนเกษียณ ก็ไม่มีทางมีเงินมหาศาลถึง 90 ล้าน 100 ล้าน หรือมากกว่านั้น
ยิ่งเมื่อมาดูทรัพย์สินของ “หัวหน้า” กลุ่มผู้ก่อรัฐประหารแต่ละยุค ยิ่งน่าอัศจรรย์ในความร่ำรวย เช่น “บิ๊กบัง” หรือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีทรัพย์สินกว่า 90 ล้านบาท “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ทำรัฐประหารโค่นรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และเป็นผู้ให้ “สัมปทานดาวเทียมสื่อสาร” แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ภายหลังที่เขาเสียชีวิต ก็เกิดศึกชิงมรดกประมาณ 3,900 ล้านบาท ระหว่างเมียหลวง-เมียน้อย ขณะที่จอมพลถนอม กิตติขจร มีทรัพย์สินประมาณ 700-800 ล้านบาท และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีทรัพย์สินประมาณ 2,800 ล้านบาท (มติชนสุดสัปดาห์ 2-8 ต.ค.2552 น.12)
ดังนั้น คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ว่า “หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คนไทยไม่ได้อะไรเลย นอกจากได้เศรษฐีใหม่ส่วนใหญ่เป็นยศพลเอกและได้ทหารที่เข้มแข็งมีอาวุธมากขึ้น” จึงสะท้อนสัจธรรมของรัฐประหารทั้งในปัจจุบันและย้อนไปถึงอดีต
ทหารที่เข้มแข็งมีอาวุธมากขึ้น มีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากขึ้น เนื่องจากเป็นผู้ค้ำบัลลังก์รัฐบาล ย่อมเป็นปรากฏการณ์ที่สวนทางกับความเป็นประชาธิปไตยของการเมืองภาคนักการเมืองที่อ่อนแอลง เป็นการเมืองที่มีพลังเพียงสร้างรัฐบาลภายใต้การกำกับของอำมาตย์ ซึ่งไม่อาจตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกภาคส่วนได้อย่างเป็นอิสระ
แต่อย่างไรก็ตาม ในด้านกลับกันเราพบว่า การเมืองแบบมวลชนเข้มแข็งขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และด้วยความเข้มแข็งของการเมืองแบบมวลชนเท่านั้นที่จะดึงการเมืองภาคนักการเมืองออกมาจากการครอบงำกำกับของอำมาตยาธิปไตยและกองทัพได้
หากมวลชนเสื้อเหลือง-เสื้อแดง เรียนรู้จากบทเรียนในอดีตและเท่าทันกลเกมของอำมาตยาธิปไตยและกองทัพที่โดยความจริงแท้แล้วเป็นพวกหวงอำนาจ โลภจัด และคิดได้เฉพาะวิธีที่จะช่วงชิงเอาผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติมาเป็นของส่วนตัวเท่านั้น (แม้ว่าประเทศชาติจะตกอยู่ในภาวะวิกฤตเพียงใดก็ตาม) แต่ไม่มี “กึ๋น” ที่จะสร้างความอยู่ดีกินดีแก่ประชาชน
ดังนั้น ก้าวต่อไปของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของมวลชนทั้งสองฝ่าย จะต้องเรียกร้องหรือไม่ลืมที่จะหาแนวทางทำให้กองทัพเป็นของประชาชน เป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่มาจากประชาชน และเป็นกองทัพที่อยู่ในอำนาจการกำกับตรวจสอบของประชาชนอย่างแท้จริง

‘6 ตุลา’ กับความรุนแรงที่ไม่เคยจางหายไปจากกรรมกร

ที่มา ประชาไท

6 ตุลาคม 2519 หรือเมื่อ 33 ปีที่แล้ว เกิดเหตุการณ์ที่เป็นความรุนแรงโดยรัฐและฝ่ายขวา หรือเรียกว่า “ขบวนการขวาพิฆาตซ้าย” ซึ่งได้กระทำต่อนักศึกษาและประชาชนผู้มีแนวคิดที่ก้าวหน้า จากการที่เจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มที่รัฐให้การสนับสนุน ได้เข้าไปล้อมจับกุมและสังหารนักศึกษาและประชาชนภายในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งกำลังชุมนุมประท้วงเพื่อขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร ออกนอกประเทศ ในเหตุการณ์นี้ ตำรวจตระเวนชายแดน นำโดยค่ายนเรศวรจากหัวหิน กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ตำรวจ และกลุ่มคนที่ตั้งโดยงบ กอ.รมน. คือ กลุ่มนวพล และกลุ่มกระทิงแดง ได้ใช้กำลังอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้ที่บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายเป็นจำนวนมาก

หากย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ที่เป็นชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยโดยการนำของนักศึกษาและประชาชน หลังจากนั้นถือเป็นช่วงที่ขบวนการที่ก้าวหน้าก็ได้เติบโตขึ้นมากในสังคมไทย ทั้งกรรมกรและชาวนา กรรมกรนัดหยุดงานเพิ่มมากขึ้นกว่า 300 ครั้ง และในปีถัดมา กระแสการนัดหยุดงานก็พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 700 ครั้ง ถึงขนาดสามารถกล่าวได้ว่า ขบวนการกรรมกรร้อยละ 80 เคยนัดหยุดงานในช่วงเวลาดังกล่าวมาแล้วทั้งนั้น
ปัญหาการนัดหยุดงานของกรรมกร เกิดจากสภาพความบีบคั้นแร้นแค้นที่สะสมมานานจนเกิดแรงระเบิดขึ้นในระยะดังกล่าว ผู้ใช้แรงงานเรียกร้องขอเพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการ รวมทั้งหลักประกัน ในการทำงาน จนกระทั่งปี 2517 กรรมกรก็ชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง สามารถเรียกร้องให้รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ออกประกาศกำหนดค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศได้สำเร็จ และนำไปสู่การออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานในวิสาหกิจต่างๆ แล้วเติบโตขยายตัวก่อตั้งองค์กรกลางสหภาพแรงงานและองค์การสภาลูกจ้างแรงงานในที่สุด (ข้อมูลจาก http://www.geocities.com/Thaifreeman)
การลุกขึ้นมาต่อสู้ทั้งกรรมกรและชาวนานี้ ส่งผลให้ฝ่ายที่สูญเสียผลประโยชน์จากการที่เคยกดขี่เริ่มรุกกลับ จึงเกิดปรากฏการณ์ “ขบวนการขวาพิฆาตซ้าย” โดยก่อนถึงเหตุการณ์ใหญ่อย่าง 6 ตุลา 19 นั้น ผู้นำกรรมกรและชาวนาถูกลอบสังหารจำนวนมาก โดยในส่วนของกรรมกรนั้น ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2518 เกิดการนัดหยุดงานของกรรมกรหญิงโรงงานกระเบื้องเคลือบวัฒนาวินิลไทม์ อำเภอกระทุ่มแบน ฝ่ายนายจ้างใช้อันธพาลเข้าคุ้มครองโรงงาน เกิดการปะทะกับฝ่ายกรรมกร เป็นเหตุให้ น.ส.สำราญ คำกลั่น กรรมกรหญิงอายุ 15 ปี ถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เกิดความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในการนัดหยุดงาน
หลังจากนั้น นับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2518 กรรมกรหญิงโรงงานฮาร่าก็เริ่มนัดหยุดงาน เพื่อเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงและปรับปรุงสวัสดิการ การนัดหยุดงานครั้งนี้ กลายเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อและดุเดือดที่สุด เพราะฝ่ายนายจ้างไม่ยอมเจรจา และยังมีคำสั่งไล่คนงานที่ประท้วงออกจากงาน การประท้วงดำเนินไปจนถึงวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2518 กรรมกรได้ยึดโรงงาน และทำการผลิตสินค้าออกมาขาย โดยใช้วัตถุดิบที่เหลืออยู่ และตั้งชื่อโรงงานว่า “สามัคคีกรรมกร” มีการขอระดมทุนช่วยเหลือ โดยการขายหุ้นให้ประชาชนหุ้นละ 20 บาท ต่อมาในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2519 ฝ่ายตำรวจได้บุกเข้ายึดโรงงานคืน จับนักศึกษาและกรรมกรหลายคนไปคุมขังไว้ในข้อหาผิดกฎหมายโรงงาน ความรุนแรงทวีเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการล้อมปราบนักศึกษาประชาชน ตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 6 ตุลา 2519
เป็นเวลา 33 ปีผ่านมาแล้ว ความรุนแรงยังไม่ได้จางหาย กรรมกรทั่วประเทศทั้งไทยและแรงงานข้ามชาติยังถูกกระทำทั้งโดยนายจ้างและรัฐ และนอกจากจะเป็นวันครบรอบ 33 ปี 6 ตุลา 19 แล้ว ยังเป็นวันที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ได้ชุมนุมมาครบ 99 วัน โดยตลอดเวลาของการชุมนุม นอกจากการเมินเฉยจากรัฐบาลที่จะเข้ามาแก้ปัญหาการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว การออกไปเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐยุติการเพิกเฉย ก็ถูกโต้กลับด้วยการพยายามสลายการชุมนุมในวันที่ 27 สิงหาคม 2552 ที่บริเวณหน้ารัฐสภา ด้วยเครื่องทำลายประสาท (LRAD) พร้อมกับการออกหมายจับซ้ำเติมอีก
และแน่นอนความรุนแรงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับกรรมกรไทรอัมพ์ฯเพียงที่เดียว

หมายเหตุ : เนื่องในโอกาสครบรอบทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ พร้อมด้วยองค์กรเพื่อนมิตร ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อสรุปบทเรียน พร้อมทั้งหามาตรการร่วมกันในการป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ชื่อกิจกรรมเสวนา “สืบสานเจตนารมณ์ 6 ตุลากับความรุนแรงที่ไม่เคยจางหายไปจากกรรมกร”
17.00 – 20.00 น.
6 ตุลาคม 2552
ที่ชุมนุมหน้าโรงงาน นิคมอุตสาหกรรมเมืองใหม่บางพลี ซอย 7 อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ
17.00 น. กล่าวเปิดงาน โดย ประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ คุณสุจิตรา ช้อยขุนทด
17.30 น. เสวนา “สืบสานเจตนารมณ์ 6 ตุลากับความรุนแรงที่ไม่เคยจางหายไปจากกรรมกร”
โดย ตัวแทนจากคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)
วิภา ดาวมณี กรรมการเครือข่ายเดือนตุลา
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.จุฬาฯ
บุญยืน สุขใหม่ กรรมกรจากภาคตะวันออก
จรรยา ยิ้มประเสริฐ โครงการณ์รณรงค์เพื่อแรงงานไทย
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
จิตรา คชเดช เจ้าหน้าที่/ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ
ดำเนินรายการ เทวฤทธิ์ มณีฉาย นศ.ปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
19.00 น. กิจกรรมบนเวที
- โชว์จากกรรมกรไทรอัมพ์ฯ
- ดนตรีจากนักศึกษา
- การปราศรัยจากผู้นำแรงงาน
21.00 น. จุดเทียน สืบสานเจตนารมณ์ 6 ตุลาและต่อต้านความรุนแรงจากรัฐร่วมกัน

อภิสิทธิ์ยัดเยียดให้ชาวบ้านดูตัวเองออกทีวี..ไม่ละเมิดไปหน่อยหรือครับ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
4 ตุลาคม 2552

เรื่องของเรื่องก็คือ กรณีที่ทีมงานของใครก็ไม่ทราบ ไปเอารายการเชื่อมั่นกับอภิสิทธิ์ไปออกทางช่อง 3 ทำให้ประชาชน ที่เขาจะรอดูรายการปรกติของเขา เกิดอาการเดือดแค้นไปตามๆ กัน

นี่มันแสดงให้เห็นถึง "ความสิ้นคิด" และ "จนตรอก" ของรัฐบาลอภิสิทธิ์แล้วใช่มั้ย?

ผมไม่อยากจะพูดอะไรมากมาย เพราะเข้าใจว่า อภิสิทธิ์ต้องการโชว์ให้ชาวบ้านเขาเห็นว่า "กระผมทำอะไรไปบ้าง"

แต่อภิสิทธิ์คิดไม่ออก ....ก็เลยต้องให้คนมาถาม ...เพราะถ้าคนถาม ..ก็เหมือนกับคนเขาสนใจ...

ในยุคของรัฐบาลทักษิณ ผมเห็นเขาก็คุยทางวิทยุ ....วิทยุอย่างเดียว ไม่เคยเสนอหน้ามาให้ดูในช่อง 11 เลย

รายการของทักษิณนั้น ผู้คนติดตามฟังกันทั่วบ้านทั่วเมือง แม้แต่ในหลวง ยังทรงรับสั่งให้ได้ยินกันไปทั่วว่า พระองค์ก็ทรงติดตามรับฟังด้วยเช่นกัน เพราะได้ความรู้ดี

ต่อมาในยุค พล.อ.สุรยุทธ์ ก็จะจัดรายการคล้ายๆ กันนี่แหละ ก็ไม่เห็นเขาจะต้องไปออกช่องอื่นเหมือนอภิสิทธิ์

รายการของคุณสมัคร ถึงจะออกทีวีก็ตาม ผู้คนที่ติดตาม ก็ได้รับฟังความรู้อะไรเยอะแยะจากคุณสมัคร เพราะถือว่าเป็น "นักปราชญ์" คนหนึ่งของเมืองไทย

มาดูรายการของอภิสิทธิ์บ้าง ..เรทติ้งไม่ดี อันนี้ทุกคนก็รู้ ..แต่ขอร้องว่า อย่าหาอะไรแปลกๆ มาเรียกเรตติ้งเพราะผมดูแล้ว ขนาดเอาสรยุทธ์มาสัมภาษณ์ ก็ยังมีคนด่าจมหู...

ต่อไปสาทิตย์ มิต้องให้จัดรายการโคโยตี้ มาเต้นโชว์เป็นแบล็คกราวด์ เพื่อเรียกคนดูหรือ??

นี่แหละเขาเรียกว่า ไม่ดูตัวเอง ไม่ดูว่า ทำไมรายการของตัวเอง คนถึงไม่ชอบ...

ถ้ายังไม่รู้คำตอบ ก็สมควรจะพิจารณาตัวเองได้แล้วครับ

และขอร้องอีกอย่างหนึ่งก็คือ การกระทำในทำนอง "มัดมือชก" หรือ "ยัดเยียด" ให้ประชาชนประเภทนี้ ...จงอย่าทำต่อไปอีก

เพราะจำได้ว่า ตอนอภิสิทธิ์ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ยังให้เขาส่ง SMS ขอบคุณชาวบ้าน และประกาศนโยบาย (ขอบคุณทำไมก็ไม่ทราบ..)

นั่นก็ยัดเยียดให้คนมาคราวนี้ ก็ยัดเยียดให้คนอีก

ผมนึกถึง เวลาพวกชอบจับอะไรยัดเข้าปากคนที่ไม่อยากจะกิน.. เขามักจะถ่มพรวดออกมาเลอะหน้าคนป้อน

ถ้าไม่มีใครชอบ ก็ลาออกไปได้แล้วอภิสิทธิ์.. อย่ามาเล่นการเมืองเลยครับ กลับไปอังกฤษดีกว่า เผื่อที่นั่นจะมีคนชอบบ้าง

ก็ไม่ทราบว่า รัฐบาลชุดนี้ ชอบ "ยัดเยียด" อะไรให้ชาวบ้านจนเคยตัวหรือเปล่า โดยที่ไม่รู้ว่า เขาจะชอบหรือเปล่า

(ปล. เห็นรายการยัดเยียดให้ชาวบ้านซื้อของแพงๆ แล้วก็ปลงสังเวช)

วันก่อนดูช่อง CNN เขาเสนอข่าวที่ ซาร่า เพลิน อดีตผู้สมัครรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางไปปาฐกถาที่ฮ่องกง นักข่าว เขาก็เอารูปของเพลิน ไปให้คนฮ่องกงที่เดินตามถนนดู แล้วก็ถามว่า รู้จักมั้ย นี่ใครเชื่อมั้ยครับ ทุกคนตอบว่า ไม่รู้ ..ดาราหรือเปล่า? อะไรทำนองนั้น

นั่นหมายถึงอะไร นั่นหมายถึงว่า ต่างประเทศนั้น เขาไม่ได้ยัดเยียดให้ประชาชนได้ติดตามข่าวการเมืองแบบเป็นบ้าเป็นหลัง เหมือนประเทศไทยนี้

คนอาจจะบอกว่า ให้สนใจการเมืองหน่อยสิ ...นายกฯ อุตส่าห์มาพูดให้ฟัง

คนก็ตอบว่า อ้าว ..ก็มีช่อง 11 อยู่แล้วไง ทำไมไม่ไปพูดที่นั่น คนสนใจการเมืองก็จะได้ติดตามดูเอง

ผมจำได้ว่า ตอนที่ทักษิณพูดในวิทยุสมัยก่อนนั้น ..มีคน (เหลือง) ในราชดำเนินบอกว่า ยัดเยียดทำไม ..อยากฟังเพลง.. ก็มีคนตอบไปว่า คุณไม่อยากฟังคลื่นนี้ ก็ไปหาคลื่นใหม่สิ วิธีแก้ปัญหาง่ายนิดเดียว

แต่สำหรับอภิสิทธิ์ ..อันนี้ หมุนไปช่องไหนก็เจอ ยิ่งเป็นช่อง 3 ด้วยแล้ว บันเทิงล้วนๆ เลย

ทั้งปวงนี้ ...เป็นเพราะประชาชนไม่รู้ว่า อภิสิทธิ์ กำลัง "พล่าม" อะไรให้เขาฟัง ประเภทมีแต่คำพูด ความจริง มันน่าจะหมดไปจากเมืองไทยได้ตั้งนานแล้ว พวกนักการเมืองดีแต่ปากประเภทนี้ ก็ไม่นึกเช่นกันว่า ยังมีการเผยแพร่พันธุ์ผ่านทางสื่อได้ด้วย

สมัยก่อน ประชาธิปัตย์เขาโจมตีรัฐบาลทักษิณว่า แทรกแซงสื่อ ...ที่ไหนได้ สื่อมันแทรกแซงประชาชนต่างหาก

เห็นวันก่อน ใครก็ไม่ทราบในประชาธิปัตย์ ออกมาบอกว่า สมัยทักษิณแทรกแซงโดยการไม่ซื้อโฆษณาสื่อที่ไม่เชียร์รัฐบาล

ผมก็ว่า มันเป็นสิทธิ์ของใครก็ตาม ที่จะไม่ลงโฆษณา ...ซึ่งจะเป็นด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่

แต่ในยุคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลนี่ ...เอาทุกอย่าง ใครไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล จะต้องมีอันเป็นไปแทบทุกราย

เริ่มต้นมาก็ ..รายการความจริงวันนี้ของสามเกลอ ..เมื่อก่อนอยู่ช่อง NBT แต่ก็ไปถอนของเขาออก แล้วบอกว่า ผมไม่ได้แทรกแซงนะ

แล้วก็เปลี่ยนโลโก้ช่อง NBT เสียสตังค์ไปเปล่าๆ ปลี้ๆ โดยไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย แถมยังทำให้ช่องที่เขาทำข่าวดีๆ กลายเป็นช่องเชลียร์รัฐบาลไปเสียนี่

แล้วก็มาฮึ่มๆ ทั้งช่อง ThaiTPBS กรณีไปเจาะข่าวเหมืองเพชรทักษิณ จนเทพชัยหย่อง ต้องออกมาปะหลก ๆ แล้วก็ปลด ผอ.ช่อง NBT ออก

แค่นั้นยังไม่พอ ...เอาขึ้นปกนิตยสารอะไรก็จำไม่ได้ ...เพราะไม่เคยอ่าน

คือ กะจะให้คนไทยจำหน้าอภิสิทธิ์ให้ได้ว่า ...หน้าตา ..ปากนิด ..จมูกหน่อยยังงี้นะ ..คนจะได้ไม่ทักผิด คิดว่า ทักษิณยังเป็นนายกอยู่

ใช่มั้ย สาทิตย์?

วอร์รูํมของประชาธิปัตย์นี่ทำงานไม่เข้าท่า ..หาเรื่องให้อภิสิทธิ์โดนชาวบ้านด่าได้ประจำ!

Sunday, October 4, 2009

“นพดล”ปัดข่าว“ทักษิณ”ย้ายที่อยู่

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37301

“นพดล ปัทมะ” ปัดข่าว“พ.ต.ท.ทักษิณ” เตรียมย้ายที่พำนักจาก กรุงดูไบ พร้อมเตือน “มาร์ค ” อย่าปล่อยโทรโข่งประจำตัว จ้อสร้างความแตกแยก ...

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ระหว่างการตัดสินใจย้ายที่พำนักไปประเทศอื่น เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย กดดันกงสุลใหญ่ของประเทศไทยประจำประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้ติดตามความเคลื่อนไหวและรายงานมายังไทยตลอดเวลา ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ อาจตัดสินใจย้ายไปพำนักในประเทศที่ไม่มีกงสุลไทย หรือเอกอัครราชทูตไทยประจำอยู่ในประเทศนั้นๆว่า ได้ตรวจสอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอยู่อย่างเป็นปกติที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และยังสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ตามปกติ ไม่มีการกดดันใดๆจากใครทั้งสิ้น

นายนพดล กล่าวถึงกรณีที่นายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีความจงรักภักดีมากกว่าตนว่า คำพูดดังกล่าวเข้าข่ายหมิ่นประมาท ยืนยันว่าตนมีความจงรักภักดีเท่าเทียมกับคนไทยทุกคน จริงๆไม่อยากจะให้ราคาหรือลดตัวไปตอบโต้กับนายเทพไท อยากให้ยุติการพูดแบบเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ผูกขาดการรักชาติด้วยปากแต่เพียงผู้เดียว เรื่องที่อ่อนไหว ละเอียดอ่อนแบบนี้ไม่ควรเอามาเป็นประเด็นการเมือง ที่ผ่านมาเคยมีคนถูกศาลตัดสินให้จำคุกมาแล้วเช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ส่วนตัวไม่อยากฟ้องร้องนายเทพไท เพราะเคยรู้จักกันมาก่อน ก็ขอฝากนายอภิสิทธิ์ให้เตือนโฆษกประจำตัวบ้าง วันนี้กรุงเทพโพลสำรวจผลออกมาว่า นายอภิสิทธิ์สอบตกได้คะแนนแค่ 4 กว่าจากเต็ม 10 คะแนน โดยเฉพาะเรื่องความปรองดอง ดังนั้นอย่าปล่อยให้โฆษกประจำตัว ออกมาปล่อยมลพิษรายวัน สร้างความแตกแยกในสังคม