WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 5, 2009

สรุปไฟใต้ สิงหาฯเดือด

ที่มา บางกอกทูเดย์

สถานการณ์ความไม่สงบในรอบเดือนสิงหาคม 2552 คลื่นความรุนแรงกระจายตัวทั้งสาม 3 จังหวัด โดยปัตตานียังคงมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นสูงที่สุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 รวม 36 เหตุการณ์ ขณะที่นราธิวาสเกิดเหตุรุนแรง 33 เหตุการณ์ และยะลา 23 เหตุการณ์ แม้ นราธิวาส จะไม่ใช่จังหวัดที่เกิดเหตุรุนแรงสูงที่สุดในรอบเดือน แต่ก็มีเหตุการณ์ “คาร์บอมบ์” ครั้งรุนแรงที่ข้างร้านอาหารสวนกล้วยในเขตเทศบาลเมืองนราฯ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 42 คน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในจังหวัดสำหรับตัวเลขผู้เสียชีวิตในรอบเดือนอยู่ที่ 44 ราย...ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตนับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ต.ปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมทะลุ 3,700 รายไปแล้วโดยมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด 3,707 ราย

เหตุการณ์ความไม่สงบในเดือนสิงหาคม เกิดขึ้นทั้งหมด 93 เหตุการณ์ ซึ่งถือว่าสูงขึ้นกว่าเดือนกรกฎาคม
เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นสามารถแบ่งตามลักษณะของเหตุการณ์และพื้นที่เกิดเหตุได้ดังนี้
ลอบยิงรายวัน 64 เหตุการณ์ เกิดขึ้นในพื้นที่ปัตตานี 24 เหตุการณ์ ยะลา 16 เหตุการณ์ นราธิวาส 23 เหตุการณ์ และสงขลา 1 เหตุการณ์
ลอบวางระเบิด 23 เหตุการณ์ เกิดขึ้นในพื้นที่ปัตตานี 7 เหตุการณ์ ยะลา 6 เหตุการณ์ และนราธิวาส 10 เหตุการณ์
ลอบวางเพลิง 6 เหตุการณ์ เกิดขึ้นในพื้นที่ปัตตานี 5 เหตุการณ์ และยะลา 1 เหตุการณ์
ส่วนเหยื่อความรุนแรงเดือนสิงหาคมจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ทั้งเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 141 ราย แบ่งเป็นเสียชีวิต 44 ราย บาดเจ็บ 97 ราย แยกตามจังหวัด กลุ่ม และอาการของเหยื่อได้ดังนี้

เหยื่อความรุนแรง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา
เจ้าหน้าที่รัฐ
บาดเจ็บ 6 8 18 -
เสียชีวิต 1 3 5 1

ประชาชน
บาดเจ็บ 23 8 30 -
เสียชีวิต 14 7 13 -

ผู้ก่อความไม่สงบ
บาดเจ็บ - - - -
เสียชีวิต - - 1 -

จากสถิติจะเห็นได้ว่า...นอกจากคนร้ายจะเลือกก่อเหตุกับประชาชนแล้ว ยังเลือกที่จะก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังจะเห็นจากพาดหัวข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา“ดักบึ้มชุด รปภ.ครู เจ็บ 1 ที่นาประดู่ - เอ็ม 16 ถล่มนายก อบต.ช้างเผือกดับคารถ-กำนันปางตาย-ไล่ยิง ตชด.ที่แว้งหวิดสิ้นชื่อ-ยิงลูกจ้างกรมชลฯ ไม้แก่น ตาย 2 เจ็บ 2”ข่าวเหล่านี้ย่อมบ่งบอกถึงวิธีการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐอย่างเห็นได้ชัดหลังจากเข้าปิดล้อมด้วยค้นในหลายพื้นที่ จนสามารถจับกุมแกนนำคนสำคัญมาได้ในหลายพื้นที่ แม้เดือนสิงหาคมจะรุนแรง แต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านสถานการณ์ยังไม่ทุเลาเบาบางลงเช่นกัน ต้องติดตามสรุปยอดเดือนกันยายนว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร?!

ลับ ลวง พราง 4 พันคัน คู่ฟัดหักเหลี่ยมโหด!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทันทีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พิจารณาผลการศึกษาของคณะกรรมการของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ในโครงการรถเมล์ 4 พันคัน ว่าการเช่าจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการซื้อทำให้ครม.ยอมเห็นชอบเดินหน้าโดยการเช่าแต่ลึกๆ ยังคงมีประเด็นให้นายโสภณ ซารัมย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องไปทำใน 3เรื่องที่สำคัญ คือ 1. การกำหนดแผนการใช้ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์และต้องมีการลดจำนวนพนักงานโดยเล็งเป้าลดคนขสมก.ไว้คร่าวๆ 6,000-7,000คน จะทำได้เมื่อไหร่2. ต้องวางแผนเพิ่มจำนวนอู่รถเมล์ที่ให้สามารถเติมเอ็นจีวีได้ โดยสามารถรองรับปริมาณรถได้กี่คัน ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่3. การจัดซื้อจัดจ้างจะต้องให้โปร่งใสมากที่สุดเพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนห่วงใยมาก โดยต้องตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางและจะต้องให้มีการแข่งขันให้มากที่สุดเกมนี้เหมือนกับว่า นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกกดดันว่าช่วงนี้ต้องหลีกเลี่ยงการปะทะกับก๊วนเพื่อนเนวิน และพรรคภูมิใจไทยให้มากที่สุด เมื่อจำเป็นจึงต้องยอมผ่อนสายป่านเหมือนกับตามใจนายเนวิน ชิดชอบ CEO ตัวจริงของภูมิใจไทย และนายโสภณ ที่กำลังมุทะลุหัวชนฝาจะเอาให้ได้ก็เลยเล่นเกมเหนือเมฆ เพราะเชื่อว่า ถึงเวลาแล้วนายโสภณจะตายนํ้าตื้นเองเพราะแค่ในวันเดียวกับที่ ครม.อนุมัติ รถเมล์ของ ขสมก. บางส่วนก็ได้ประเดิมประท้วงหยุดเดินรถ เพื่อคัดค้านโครงการรถเมล์เช่าโคตรแพง4,000 คันนี้เสียแล้วสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) ลุยทั้งเรื่องการให้สัมปทานเอกชนเดินรถทั้ง 155 เส้นทาง เรื่องการนำระบบตั๋วโดยสารอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ และเรื่องสถานะของพนักงาน 7,000 คนแม้แต่รถร่วม ขสมก. ก็ยังยื่นหนังสือค้านเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันด้วยเช่นกันนอกจากนี้ ประชาธิปัตย์ยังอ่านว่า เรื่องของอู่จอดรถเมล์ที่จะต้องเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับจำนวนรถเมล์ที่เพิ่มขึ้นจากการเช่าด้วย ซึ่งลำพังทุกวันนี้พื้นที่ในการทำอู่จอดรถของ ขสมก.ก็แทบจะไม่

เพียงพออยู่แล้ว จะเป็นปัญหาอีกดอกหนึ่งแน่นอนเรียกว่า ประชาธิปัตย์ มองว่า ถึงก๊วนเพื่อนเนวินได้ไป แต่ยังไงก็ไม่ราบรื่น จะมีปัญหาอุปสรรคต่างๆ นาๆ เกิดขึ้นตามมาอีกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะประเด็นคน ขสมก. 7,000 คนปัญหาก็คือ คนอย่างนายเนวิน ที่บงการอยู่เหนือนายโสภณ ในทุกเรื่องนั้น จะมองไม่ออกหรือว่า ที่ ปชป.ทำเป็นยอมไฟเขียวอนุมัติโครงการมาในลักษณะ ลับ ลวง พราง หวังจะให้โครงการนี้ล่มในมือของภูมิใจไทยนั้นมีหรือจอมเขี้ยวอย่างยี้ห้อยร้อยยี่สิบจะไม่รู้แต่ทั้งๆ ที่รู้ แล้วยังยอมรับเผือกร้อนนี้ด้วยอ้อมกอดและรอยยิ้มหวานแฉ่ง เหมือนวันที่กอดกับนายอภิสิทธิ์ไม่มีผิดเพี้ยน แสดงว่ากำลังจะเหนือเมฆ ย้อนเกล็ด ปชป. เช่นกันหรือไม่เพราะเป้าใหญ่น่าจะอยู่ที่เกมลึกๆ คือ โครงการนี้จะเสร็จทันก่อนรัฐบาลชุดนี้ล่มสลายหรือไม่...ไม่ใช่เรื่องสำคัญแรงกดดันเรื่องคน ขสมก. นายเนวินนั้นถนัดในการกล่อมคนอยู่แล้ว ในขณะที่เรื่องอู่จอดรถ กว่ารถจะมาตามแผนก็อีกร่วม 2 ปี ถึงตอนนั้น ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่โน่นแหละที่จะมาแก้ปัญหาสิ่งสำคัญก็คือ ที่แน่ๆ แค่คอมมิชชั่นทางธุรกิจตามปกติ ซึ่งในการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไปในสากลโลกนี้ ย่อมต้องมีคอมมิชชั่นด้วยกันทั้งนั้น หากกรณีนี้จะมีสักแค่คันละ 1 ล้านบาท ก็ไม่เห็นน่าเกลียดตรงไหน???สมมุติว่า 4,000 คัน ก็แค่ 4,000 ล้านบาทเท่านั้น น้อยกว่าตัวเลขพิสดาร ที่ในทุกวันนี้ภายใต้รัฐบาลนายสะอาด พูดกันมากเหลือเกิน 30 – 35– 40%เพราะถ้าตามตัวเลขพิสดารแล้ว โครงการระดับ6 หมื่นล้านนี่ ก็ปาเข้าไป 18,000 – 25,000 ล้านโน่นเลยฉะนั้นเกมนี้ สุดท้าย ใครจะลับ ลวง พรางอย่างไรก็ตาม แต่ต้องบอกว่า “แสบพอกัน”สำหรับคู่ฟัดหักเหลี่ยมโหดทางการเมืองคู่นี้. 

นิทรรศการเราจะไม่ทอดทิ้งกัน และเสวนากฎหมายหมิ่นฯ

ที่มา Thai E-News


โดย สมัชชาสังคมก้าวหน้า
5 ตุลาคม 2552

สมัชชาสังคมก้าวหน้า ขอเชิญท่านผู้รักประชาธิปไตยร่วมงานนิทรรศการ “เราไม่ทอดทิ้งกัน”และเสวนาเรื่อง “สิทธิมนุษยชนกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ในวันที่ 11 ตุลาคม 2552 ที่ห้องประชุม LP 1 คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


แนวความคิด

สมัชชาสังคมก้าวหน้าได้ดำเนินกิจกรรมรณรงค์ให้ผู้รักประชาธิปไตยเขียนจดหมายรักถึงคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาระยะเวลาหนึ่ง

อันเป็นกิจกรรมที่ต้องการรณรงค์ให้ยุติการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการละเมิดเสรีภาพของผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจรัฐ ผู้ก่อการรัฐประหาร ด้วยบทลงโทษอันร้ายแรง ไม่มีการประกันตัวและพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย จนไปถึงการสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวที่จะวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ นั่นคือการสร้างสังคมที่ปิดหูปิดตาปิดปากประชาชนคนธรรมดาที่ต้องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องการเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ

และเนื่องในโอกาสเดือนตุลาคมเดือนแห่งการรำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาและ14 ตุลา เราจึงจัดนิทรรศการแสดงศิลปะ แสดงจดหมายที่ส่งถึงคุณดา บทกวีและดนตรีให้กำลังใจคุณดา และเชิดชูเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเสวนาภายใต้หัวเรื่อง “สิทธิมนุษยชนกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1. ผลักดันให้นำไปสู่แนวทางการแก้ไขมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ไม่ให้ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมของประชาชน โดยเฉพาะผลักดันให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดใหม่หาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว
2. หาแนวทางในการแก้ไขปัญหากระบวนการยุติธรรมที่ศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของผู้ก่อรัฐประหาร
3. ร่วมรณรงค์ยุติการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือลงโทษผู้มีความเห็นต่างจากผู้มีอำนาจทางการเมือง



กำหนดการเสวนา

นิทรรศการเริ่มเวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ที่ชั้น 1 คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
13.00-13.30 น. กล่าวเปิดงานโดยตัวแทนสมัชชาสังคมก้าวหน้า และบทกวี
13.30-14.40 น. นำเสนอหัวข้อย่อย ดังนี้
1. การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล วิทยากร คุณประเวศ ประภานุกุล ทนายความคุณดารณี
2. การเซ็นเซอร์ตัวเองกรณีมาตรา 112 ของสื่อมวลชน วิทยากร คุณจอม เพชรประดับ นักสื่อสารมวลชน
3. บทบาทนักสิทธิมนุษยชนไทยกรณีคุณดา ตอร์ปิโด วิทยากร น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคุณสุนัย ผาสุก นักสิทธิมนุษยชน (อยู่ระหว่างการติดต่อ)

14.45-15.30 น. แสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาตามวัตถุประสงค์
15.30-16.00 น. ปิดงานด้วยบทกวี และดนตรี

สุเทพ เชื่อ นิพนธ์ ลาออก ไม่กระทบรัฐบาล

ที่มา MCOT News

ทำเนียบฯ 5 ต.ค.- “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เชื่อ “นิพนธ์ พร้อมพันธุ์” ลาออกจากเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไม่กระทบรัฐบาล ส่วนจะให้ “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” เป็นแทนหรือไม่ ต้องถามนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่ได้ยินเรื่องปรับ ครม.

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่า การลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ จะไม่มีผลกระทบอะไร เพราะนายนิพนธ์ ยังคงเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ และไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อรัฐบาล หรือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

“นายนิพนธ์ และผม เป็นผู้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล มีปณิธานร่วมกันว่าจะช่วยตั้งรัฐบาล เพื่อให้ยืนหยัดอยู่ต่อไปได้” นายสุเทพ กล่าว พร้อมปฏิเสธที่จะตอบว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาในรัฐบาลหรือไม่

ต่อกระแสข่าวที่ระบุว่า จะมีการปรับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทนนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีจะพิจารณา อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้ยินนายกรัฐมนตรีพูดเรื่องปรับคณะรัฐมนตรี และในการหารือระหว่างแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล วานนี้ (4 ต.ค.) ก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้ รวมทั้งไม่มีใครแสดงความเห็นเรื่องการลาออกของนายนิพนธ์

“ผมไม่อยากให้เรียกว่า เป็นการนัดแกนนำรัฐบาลหารือ แต่เป็นการนัดบุคคลที่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาพูดคุยเรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เชื่อว่า อีก 7-8 วัน จะมีความชัดเจนมากขึ้น” นายสุเทพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องบัญญัติเงื่อนไขยุบสภาไว้ด้วยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดกัน แต่ส่วนตัวยึดแนวทางที่นายกรัฐมนตรีบอกไว้ คือ เมื่อบ้านเมืองมีความพร้อม แก้รัฐธรรมนูญเรียบร้อย เศรษฐกิจดีขึ้น ความแตกแยกสงบลง ก็จัดการเลือกตั้งได้ ถ้ายังมีความแตกแยกอยู่ การเลือกตั้ง คงไม่ใช่บรรยากาศของประชาธิปไตย ดังนั้น หากต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้า ทุกฝ่ายต้องควบคุมตัวเอง และเคารพกฎหมาย

สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลจะเป็นไปตามแนวทางที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้หารือกับนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย เมื่อสัปดาหที่ผ่านา นายสุเทพ ยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่แต่ละพรรคจะไปพิจารณา

“ผมไม่ทราบว่าทั้ง 2 คน ไปทำอะไรที่ จ.สุพรรณบุรี แต่นายบรรหาร ก็เคยเชิญนายกฯ และผมไปดูมังกร ซึ่งนายกฯ รับปาก แต่ยังไม่มีเวลา ผมก็ไม่กล้าไปก่อน เพราะเกรงจะคิดเป็นอื่น” นายสุเทพ กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-05 11:38:07

ขอให้พบความสำเร็จ

ที่มา ไทยรัฐ

บทบรรณาธิการ

การที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย กลายเป็นข่าวฮือฮาทางการเมืองส่งท้ายสัปดาห์ เพราะถือว่าเป็นการกลับคืนสู่เวทีการเมืองอีกครั้งหนึ่ง ของผู้ที่เคยยิ่งใหญ่ แต่จะว่าเป็นการหวนคืนสู่ การเมือง และเป็นสมาชิกใหม่ของพรรคเพื่อไทย ก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะ "บิ๊กจิ๋ว" ไม่เคยวางมือการเมืองจริง และเคยเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ซึ่งแปลงร่างมาเป็นเพื่อไทย

ถึงแม้จะอ้างว่าเป็นการสมัครเข้าเป็นสมาชิกธรรมดา แต่ก็คาดหมายกันว่าจะเป็นบันไดขั้นต้นที่จะก้าวไปสู่ตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรค และหัวหน้าพรรคในที่สุด ข่าวนี้จึงทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่กลายเป็นพรรคที่ไร้ผู้นำเป็นเวลานานแรมปี เป็นภาพสะท้อน แสดงว่าประเทศไทยในปัจจุบันมีปัญหาขาดแคลนผู้นำทางการเมือง จนต้องหันไปคว้าหน้าเก่าๆ

ในอดีต พล.อ.ชวลิตเคยเป็นผู้ ยิ่งใหญ่ ทั้งในวงการทหารและการเมือง เคยเป็นผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหาร สูงสุด ส่วนทางการเมือง เคยเป็นนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีหลายหน เคยประกาศว่า "ผมไม่เคยทำอะไรที่ไม่ประสบความสำเร็จจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ...ปัญหาบ้านเมือง ยังไม่เคยไม่ประสบความสำเร็จ" และเคยมีฉายา "ขงเบ้งกองทัพบก"

เรื่องใหญ่ๆที่ พล.อ.ชวลิตเคยทำ คือการมีส่วนในการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จแต่มีปัจจัยภายนอกช่วยเหลือ คือการแตกแยกครั้งใหญ่ของโลกคอมมิวนิสต์ นอกจากนั้นยังมีนโยบาย "อีสานเขียว" ที่ประกาศว่าจะทำให้ชาวอีสานหายยากจนให้จงได้ มิฉะนั้นจะไปกระโดดแม่น้ำโขงตาย และเศรษฐกิจพังพินาศ ในช่วงที่เป็นนายกฯเมื่อปี 2540

ในทางการเมือง ต้องถือว่า พล.อ. ชวลิตประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง สามารถสร้างพรรคความหวังใหม่ให้เป็นพรรคใหญ่ เป็น แกนนำรัฐบาล และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ภายในเวลาไม่กี่ปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ แม้เศรษฐกิจจะพังครืนก็ยังไม่รู้ตัว งานใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง คือเป็นรอง นายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในรัฐบาลทักษิณ ในช่วงเวลาที่ปัญหาไฟใต้ลุกลาม และรุนแรงจนถึงวันนี้
บัดนี้ พล.อ.ชวลิตหวนคืนสู่การ เมืองอีกครั้ง หลังจากที่วางมือไปไม่ถึงปี คราวนี้

สัญญาว่าจะกลับมาแก้ปัญหาความแตกแยกในแผ่นดิน และสร้างความสมานฉันท์ในชาติ ตามแนวทางให้เกียรติซึ่งกันและกัน ให้อโหสิกรรม และการเจรจา พร้อมทั้งสัญญาว่าจะสร้างพรรคเพื่อไทยให้เป็นพรรคมหาชน หรือพรรคมวลชน ไม่ใช่เป็นเพียง "พรรคทักษิณ" แต่คราวนี้ไม่ได้พูดถึงโซ่ข้อกลางและรัฐบาลแห่งชาติอีก

ขอต้อนรับการกลับคืนสู่การ เมืองของ พล.อ.ชวลิต และหวังว่าคนไทยจะเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จ ในการแก้ไขปัญหาความแตกแยก และสร้างความสมานฉันท์ในชาติ ไม่ใช่มุ่งช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับเมืองไทยตามเสียงวิจารณ์ และหวังว่า จะประสบความสำเร็จในการสร้างพรรคมวลชน อย่าให้ล้มเหลวเหมือนกับพรรคความหวังใหม่และพรรคอื่นๆ เพื่อพิสูจน์ว่าไม่เคยไม่ประสบผลสำเร็จ.

สนามเด็กเล่น

ที่มา ไทยรัฐ

จากกรณี ศาลปกครองกลาง สั่งระงับโครงการลงทุนในมาบตาพุด 76 โครงการ มูลค่า 3 แสนล้านบาท ได้ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมหลายราย อาทิ ปูนซิเมนต์ไทย ปตท.ไออาร์พีซี ปิโตรเคมิคอล ไทยออยล์ และพีทีทีเออาร์ ทุกบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บางบริษัทอยู่ระหว่างการควบรวมกิจการ บางบริษัทมีโครงการร่วมลงทุน บางโครงการก็อยู่ระหว่างการไปลงทุนต่างประเทศ

ล้วนแต่สนับสนุนการเจริญเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ

เส้นบางๆระหว่าง ธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม ใช่จะไร้ทางแก้ไข การอยู่ร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับโรงงานในสิ่งแวดล้อมที่ดีก็สามารถทำได้ ยกเว้นแต่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเห็นแก่ประโยชน์ ส่วนตัวมากเกินไป

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ขึ้นอยู่กับ วิสัยทัศน์ของผู้บริหารอีกนั่นแหละ การขาดวิสัยทัศน์ย่อมนำมาซึ่งปัญหาในการปกครอง รัฐบาลจะเอาใจใส่มองหาทางออกให้ทั้งสองฝ่ายก็คงไม่มีวันนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ ปตท.หรือปูนซิเมนต์ไทย แต่เป็นรัฐบาล

เป็นภาพพจน์ความเชื่อมั่นของประเทศ

อย่างที่บอก ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็น สนามเด็กเล่น ซึ่งถ้าเป็นสนามเด็กเล่นจริงก็ช่างเถอะ แต่นี่คือประเทศไทย ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่บาทสองบาท แต่ประเมินค่าไม่ได้

ในสายตาชาวโลก ความเชื่อมั่นสำคัญที่สุด

จะเล่นละครอินเตอร์อย่างไร ทุกวันนี้ต่างประเทศก็มองประชา-ธิปไตยเราล้าหลังอยู่ดี โดยมรรยาทคงจะไม่มีใครพูดตรงๆนอกจากจะให้ทุนมาปรับปรุงประชาธิปไตยและน่าจะมีประเทศเดียวในโลก

ทั้งเศรษฐกิจและการเมืองที่หัวคะมำเกิดจากเนื้อในตัวเองทั้งนั้น และต่อไปนี้ภาวะผู้นำ บารมี และวิสัยทัศน์ของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังจะถูกท้าทายและพิสูจน์

จะไม่พูดเรื่องทุจริตคอรัปชันที่บานเป็นดอกเห็ด จะไม่พูดเรื่องของปัญหาสังคมทั้งยาเสพติด หวยใต้ดิน คดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ จะไม่พูดเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เมื่อยตุ้ม

จะไม่รีเพลย์คำพูดของนายกฯในแต่ละสถานการณ์

แต่จะพูดถึงการกลับมาของอดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในเชิงการเมืองเชื่อว่า พล.อ.ชวลิตอ่วมแน่ เพราะต้อง ชนกับนักการเมืองมืออาชีพ

สำหรับในเชิงวิสัยทัศน์และบารมีแล้ว ต้องจับตาให้ดี บิ๊กจิ๋ว ไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก บิ๊กจิ๋วไม่ใช่คนไม่มีพรรคมีพวก ลำพังบิ๊กจิ๋วก็พอประมาณ แต่กำแพงที่อยู่หลังบิ๊กจิ๋วกลับน่ากลัวกว่าเยอะ

ระหว่างอนุบาลเด็กดื้อกับครูใหญ่

บทพิสูจน์อยู่ที่การทำให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ความสงบสุข หรือจะปล่อยให้ลุกเป็นไฟ ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี หรืออดอยาก ไม่ใช่พิสูจน์ที่การเอาตัวรอดของนักการเมือง.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

ยังได้ระฆังพักยกช่วย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37366

ร้อยละ 54.17 เห็นว่าการลาออกของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ แสดงให้เห็นถึงความแตกแยก แบ่งกลุ่มภายในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง

ร้อยละ 56.86 เห็นว่าการลาออกทำให้ความเชื่อมั่นต่อพรรคประชาธิปัตย์ลดลง

ร้อยละ 59.40 เห็นว่าการลาออกของนายนิพนธ์ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลลดลง

ร้อยละ 34.04 เห็นว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรแก้ไขปัญหาภายในพรรคให้ยุติโดยเร็ว โดยร้อยละ 27.66 เห็นว่านายกรัฐมนตรีควรแสดงความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาและมีการชี้แจงให้สมาชิกพรรคและประชาชนเข้าใจ


โดยตัวเลขของสวนดุสิตโพลเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จากทุกสาขาอาชีพ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล คิดอย่างไรกับการลาออกของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

วันเดียวกันกับกรุงเทพโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง "ประเมินผลงาน 9 เดือน รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์" โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป จากทุกภาคของประเทศไทย พบว่าตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้คะแนนความพึงพอใจในผลงานจากประชาชน

เฉลี่ย 4.02 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

ประชาธิปัตย์พรรคแตก รัฐบาลระส่ำ ผลงานบริหารสอบตก

ตามสภาวการณ์ที่เห็นๆกันอยู่ คำตอบที่สะท้อนผ่านตัวเลขโพลสำนักต่างๆ ก็วางเดิมพันกันได้ อย่างไรเสีย


"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ก็ไม่ยอมล้มกระดาน

ไม่มีทางปล่อยให้รัฐบาลมีอันเป็นไป


ในเมื่อโอกาสหวนคืนอำนาจ แทบจะปิดประตูลงกลอน

ที่แน่ๆโดยอาการ "อ่อน" เข้าหาเพื่อน นายกฯอภิสิทธิ์ต่อสายนัดแกนนำตัวจริงของพรรคร่วมรัฐบาลตั้งวงถกที่บ้านพิษณุโลก ตามโปรแกรมว่ากันด้วยคิวแก้รัฐธรรมนูญ

สรุปคำตอบสุดท้าย

ไล่เลี่ยๆกับคิวที่นำโดยครูใหญ่อย่าง "เนวิน ชิดชอบ" นำทีมแกนนำพรรคภูมิใจไทยบุกจังหวัดสุพรรณบุรี ถิ่นของ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย นัยว่าจูนความเห็นตรงกันในการเร่งเกม บี้กับลูกยื้อของประชาธิปัตย์

แท็กทีมกระตุ้นต่อม "ผวา" ของพรรคแกนนำกันในที

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ โดยจังหวะที่ยังน่าจะเป็นแค่รายการ "กระตุก" ตามเหลี่ยมเชิงของเซียนการเมืองเขี้ยวลากดินยี่ห้อ "เนวิน" เล่นแต้มกับ

"บรรหาร"


"กั๊กไพ่" หยั่งเชิงกับประชาธิปัตย์

ไม่ให้นายกฯอภิสิทธิ์อาศัยหน้าตักกระแสสังคมที่เหนือกว่า "เหยียบบ่ากินรวบ"

สรุปต่างฝ่ายต่างยื้อให้มาเจอกันตรงกลาง ตามเงื่อนไขที่ประชาธิปัตย์

ก็จ้องลากเกมต่อเวลาอยู่ในอำนาจ พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องการแก้ปม

เลือกตั้งกลับไปแบบเขตเดียวเบอร์เดียวเพื่อหาช่องเบียดแทรกกับค่ายการเมืองใหญ่

ภายใต้เงื่อนไขที่ยังสมประโยชน์กันอยู่

ตามคิวที่ค่ายภูมิใจไทยเพิ่งสมใจกับโปรเจกต์รถเมล์เช่าเอ็นจีวี 4,000 คัน เสียงของ "ครูใหญ่เนวิน" ก็พร้อมทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

พูดกันถึงขั้นตั้งโปรแกรมรัฐบาลอยู่ครบเทอม

และตามข่าววงในล่าสุด "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ก็ต่อสายเช็กแกนนำตัวจริงพรรคร่วมรัฐบาล ในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา สายที่ดีลอยู่กับนายนิพนธ์ ต่อกรณีนายนิพนธ์ลาออกจะมีปัญหาต่อสัมพันธภาพหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ ไม่มีปัญหา


สำคัญที่ "เทพเทือก" อย่าถอนสมอก็แล้วกัน


และก็เป็นอะไรที่จังหวะพอดี โดยเงื่อนเวลาที่เข้าสู่บรรยากาศงานบุญออกพรรษา เทศกาลทอดกฐิน ภารกิจประจำปีของนักเลือกตั้งอาชีพ

ตามสัญญาณที่ "เทพเทือก" บอกกับพรรคพวกระดับแกนนำรัฐบาล ขอหลบพักยาว เดินสายทำบุญออกพรรษา


ขณะที่เช็กโปรแกรมของนายพินิจ จารุสมบัติ หัวขบวนหลักของพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็มีคิวงานบุญที่ฐานใหญ่จังหวัดหนองคาย พร้อมกับเตรียมงานต้อนรับนักลงทุนคณะใหญ่จากเมืองจีน คู่หูอย่างนายปรีชา
เลาหพงศ์ชนะ ก็ติดโปรแกรมทอดกฐินที่จังหวัดอุบลราชธานี ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ก็รอจัดงานฉลองใหญ่หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ

ช่วง "พักยก" การเมือง นักเลือกตั้งติดงานบุญ

ระฆังช่วย "อภิสิทธิ์" ได้พักให้น้ำหายใจหายคอ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

สว.กระตุกรบ. อย่ามูมมาม เหตุกลัวอยู่ไม่นาน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37489

นายประสพสุข บุญเดช

ส.ว.จี้รบ.ทำโปร่งใสใช้เงินไทยเข้มแข็ง รองปธ.กมธ.สธ.แนะอย่ารีบทุจริตเพราะกลัวอยู่ไม่นานเรียกร้องปรับปรุงการทำโครงการ ชี้เฟส 2 ควรยกระดับทางวิชาชีพ ไม่ใช่ซื้อเครื่องมือเพื่อรอบุคลากร

ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 5 ต.ค.มีการประชุมวุฒิสภา โดยมีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมได้เปิดให้สมาชิกหารือ โดยนายเจริญ ภักดีวานิช ส.ว.พัทลุง ขอหารือกรณีปัญหาความไม่โปร่งใสในการใช้เงินกู้เพื่อดำเนินโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล ปัจจุบันปรากฏเป็นข่าวมาก หลายโครงการ หลายกระทรวงส่งกลิ่นทุจริต หากปล่อยให้เกิดอย่างนี้ประเทศย่อยยับ ส.ว.หลายคนจึงรู้สึกเป็นห่วง ขอให้รัฐบาลรีบสะสาง ตัดไฟแต่ต้นลม ต้องสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองใหม่ให้ได้

ด้าน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว.สรรหา รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา หารือถึงปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุข โดยการยกระดับสถานีอนามัยตำบาล เป็นโรงพยาบาลตำบล ถือเป็นเรื่องดี แต่การเร่งรัดจากรัฐบาล ประกอบกับการมีงบไทยเข้มแข็งเข้ามาเหมือนต้องการเร่งรัดเพื่อให้มีผลงานออกมาเร็ว ไม่รู้ว่ากลัวจะอยู่ไม่ได้นานหรือไม่ มีการกระจายงบลงไปในสถานีอนามัยตำบล 1,000 แห่ง ในปีนี้ ปีหน้าอีก 1,000 แห่ง และอีก 6 ,000 แห่งที่จะทยอยในปีต่อๆไป รวมถึงการจัดซื้อครุภัณฑ์รวมแล้วใช้งบหลายหมื่นล้านบาท แต่ก็มีปัญหาไม่ตรงกับความต้องการกับพื้นที่ และแพทย์ จึงขอให้รัฐบาลปรับปรุงการทำโครงการ โดยการดำเนินการตามเฟส 2 ควรยกระดับทางวิชาชีพ ไม่ใช่ซื้อเครื่องมือเพื่อรอบุคลากร

สุเทพโยนมาร์ค แจงปรับครม. แทนนิพนธ์ลาออก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37452

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

รองนายกฯสุเทพ แจงถกแกนนำพรรคร่วม รบ. ไม่มีการหารือประเด็นปรับครม. ย้ำ "นิพนธ์" ลาออกไม่ทำให้กระเพื่อม แจงรองหัวหน้า ปชป. ไม่มีเจตนาร้ายต่อนายกฯ-รัฐบาล

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.25 น. วันที่ 5 ต.ค. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อาจตัดสินใจให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจมาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทนนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ที่ลาออก ต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ ว่า ต้องไปถามนายกรัฐมนตรี เพราะตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อยู่ที่นายกรัฐมนตรี ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้คุยเรื่องนี้ เรื่องนายนิพนธ์ นายกรัฐมนตรีจะชี้แจงเอง ให้ตนพูดแทนเดี๋ยวจะพูดไปคนละเรื่อง ยืนยันว่านายนิพนธ์จะยังอยู่ช่วยพรรคทำงานต่อไป ยังเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ตอนแรกเริ่มต้นตั้งรัฐบาลนายนิพนธ์กับตนทำงานด้วยกัน มีปณิธานร่วมกันว่า จะช่วยเหลือจัดตั้งรัฐบาล ดูแลให้รัฐบาลยืนหยัดอยู่ได้ เพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ฉะนั้นเรื่องของบ้านเมืองจะต้องเป็นตัวตั้งเป็นตัวหลัก อยู่ตรงไหนก็ต้องช่วยกันทำงานให้บ้านเมือง

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารัฐบาล ทำงานเข้ารูปเข้ารอยแล้วและทำไปได้ คงไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมาก นายนิพนธ์ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรต่อรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ตรงกันข้ามมีเจตนาดี ปวารณาตัวไว้ว่าอะไรที่จะทำให้พรรคหรือบ้านเมืองได้ก็ยินดี จนถึงวันนี้ก็ยังยืนแน่นอน เรื่องผลประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนเป็นหน้าที่ของพวกเราที่เป็นนักการเมืองจะต้องดูแล

เมื่อถามว่า ในฐานะผู้จัดการรัฐบาลได้พูดคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลตัวจริงเรื่องการปรับ คณะรัฐมนตรี (ครม.)หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่มี เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ได้คุยกันเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่มีเรื่องปรับ ครม.ใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อถามอีกว่า แสดงว่าถ้าเป็นการปรับเฉพาะในพรรคประชาธิปัตย์ไม่จำเป็นต้องคุยหรือแจ้งให้ พรรคร่วมรัฐบาลทราบ นายสุเทพ กล่าวว่า เอาเป็นว่าไม่มีเรื่องปรับครม.ก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องไปตีความให้เละเทะไปอีก เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าจะไม่มีการแต่งตั้งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จากผู้เป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่เอาเป็นว่าขณะนี้ตนไม่ได้ยินนายกรัฐมนตรีพูดว่าจะปรับครม.แต่ประการใดทั้งสิ้น ผู้สื่อข่าวถามว่า มีคนวิเคราะห์ผลกระทบจากการที่นายนิพนธ์ลาออกกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่วิเคราะห์ แต่แก้ไขปัญหาไปตามความเป็นจริงไม่ต้องวิเคราะห์หรือคาดการณ์

รถไฟตกรางหัวหิน ตาย 7 เจ็บอื้อ หยุดเดินรถสายใต้

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37506

"มานิต" รมช.สาธารณสุข ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตเหตุรถไฟตกรางตายแล้ว 7 รายเป็นหญิงล้วน และมีเด็ก 2 ขวบรวมอยู่ด้วย ขณะที่ผู้ว่าการ รฟท.สั้งตั้งกรรมการสอบด่วนใน 5 วัน มุ่งปมที่ขบวนรถแล่นฝ่าสัญญาณให้หยุดรอ..

ความคืบหน้าเหตุการณ์รถไฟขบวนที่ 84 วิ่งจาก จ.ตรัง มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ตกรางที่สถานีเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 5 ต.ค. นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้เสียชีวิต ณ ขณะนี้มีทั้งหมด 7 รายเป็นผู้หญิงทั้งหมด อยู่ที่ รพ.หัวหิน โดย 1 ใน 7 รายเป็นเด็กหญิงอายุ 2 ขวบ และ 3 รายญาติยืนยันชื่อแล้ว ส่วนผู้บาดเจ็บเวลานี้อยู่ที่ รพ.หัวหิน มี 16 คน ผ่าตัดด่วน 3 ราย รพ.ปราณบุรี 3 ราย รพ.ซานเปาโล 6 ราย และ รพ.ค่ายธนะรัชต์ 2 ราย ผู้ที่ต้องการตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ สามารถโทรไปสอบถามได้ที่ รพ.หัวหิน หมายเลข 032-523-000 ต่อ 8131 เนื่องจากเป็นจุดศูนย์รวมในการรับผู้บาดเจ็บ

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนเกิดเหตุ รถไฟขบวนดังกล่าวได้แล่นฝ่าสัญญาณให้หยุดช่วงระยะทางประมาณ 9 กิโลมตรก่อนถึงสถานีเขาเต่า ซึ่งที่สถานีเขาเต่ามีรางรถไฟ 2 ราง รางหนึ่งมีขบวนรถสินค้าจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าลงภาคใต้ ทางเจ้าหน้าที่สถานีกำลังสับรางหลีกให้ขบวนรถสินค้า เมื่อขบวนรถไฟแล่นมาถึงในระยะกระชั้นชิดเบรกอย่างแรง 2 ครั้ง ก่อนจะเสียหลักตกรางไปทั้งหมด 9 โบกี้ เป็นตู้นอนปรับอากาศทั้งหมด

นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว โดยจะให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 5 วัน เบื้องต้นได้มุ่งไปที่ประเด็นการส่งสัญญาณระหว่างสถานีวังพง กับขบวนรถไฟ ว่าเกิดเหตุขัดข้องอย่างไร ทำให้ขบวนรถดังกล่าวไม่หยุดรอสัญญาณ กลับแล่นฝ่าไปจนเกิดอุบัติเหตุขึ้นที่สถานีเขาเต่า ประเด็นความเร็วของขบวนรถไฟที่คาดว่าน่าจะถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นายยุทธนา กล่าวว่า ในส่วนของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น ทาง รฟท.จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด โดยผู้เสียชีวิตจะจ่ายชดเชยให้รายละ 80,000 บาท จากนั้นจะมีการเจรจาจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเติมให้เป็นรายๆ ไป และได้สั่งให้กองการสวัสดิการ รฟท.ดูแลให้ความช่วยเหลือในส่วนของผู้โดยสารที่ตกค้าง

ส่วนการเก็บกู้ขบวนรถไฟที่ตกรางกีดขวางทางเดินรถไฟสายใต้นั้น เวลานี้ รถเครนกำลังยกโบกี้ออกจากราง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 วันเพื่อแก้ไข สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วโดยสารเพื่อเดินทางล่วงหน้า แต่ไม่สามารถเดินทางได้ ในวันนี้ (5 ต.ค.) ติดต่อขอคืนตั๋วได้ตามสถานีที่ซื้อตั๋ว หรือมีเหตุขัดข้องสามารถสอบถามข้อมูลการเดินรถได้ที่ 1690