WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 6, 2009

มองย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ๒๕๑๙

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
6 ตุลาคม 2552

ในเช้าตรู่ของวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กองกำลังของรัฐไทย ซึ่งนำโดยตำรวจตระเวนชายแดนจากหัวหิน และสมทบด้วยตำรวจนครบาลจากกรุงเทพฯ ได้ใช้อาวุธสงครามบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการยิงปืนสกัดรถถัง และปืนกล กราดใส่นักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมภายในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีการจงใจปิดประตูทุกด้าน เพื่อไม่ให้ใครมีโอกาสออกจากมหาวิทยาลัยและกลับบ้านได้ เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นอาชญากรรมของรัฐอำมาตย์ไทย



ภายนอกรั้วมหาวิทยาลัย กองกำลังอันธพาล ที่มีหน้าตาคล้ายๆพวกเสื้อเหลือง และเสื้อน้ำเงินในยุคนี้ แต่ตอนนั้นเรียกว่า “ลูกเสื้อชาวบ้าน” “กระทิงแดง” และ “นวพล” ได้ลากนักศึกษาออกมาทุบตี แขวนคอ และเผาทั้งเป็น ที่ท้องสนามหลวง

พวกนี้เคลื่อนไหวภายใต้การคลั่ง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ลูกเสือชาวบ้านมีผ้าพันคอที่ราชวงศ์ประทานให้ และเป็นองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นโดยตำรวจตระเวนชายแดน

“นวพล” หมายถึงกองกำลังของเบอร์๙ และกระทิงแดงเป็นนักศึกษาอาชีวะที่ถูกจัดตั้งโดยทหารและฝ่ายขวา

หลังเหตุการณ์นองเลือดที่ป่าเถื่อนที่สุด ในวันเดียวกันมีสมาชิกระดับสูงของครอบครัวบุคคลระดับสูงได้ออกมาให้กำลังใจกับลูกเสือชาวบ้านที่ลานพระรูปทรงม้า

นอกจากนี้หลายคนเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง มีบทบาทเบื้องหลังในการฆ่านักศึกษาที่ธรรมศาสตร์อีกด้วย


ทุกวันนี้ สตรีสูงศักดิ์ในครอบครัวบุคคลสำคัญระดับสูงของประเทศ ยังมองย้อนหลังด้วยความภูมิใจ และหวังว่าลูกเสือชาวบ้านจะถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีก เพื่อปกป้องราชวงศ์

นักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมภายในธรรมศาสตร์วันนั้น กำลังต่อต้านการกลับมาของเผด็จการทหาร โดยเฉพาะ จอมพลถนอม กิตติขจร เพราะถนอมเคยสั่งฆ่าประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่ออกมาชุมนุมไล่เผด็จการเมื่อสามปีก่อน ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

การนำ ถนอม กลับมาบวชที่วัดบวรนิเวศน์ เป็นแผนของฝ่ายอำมาตย์เพื่อก่อเรื่องทำรัฐประหาร และเพื่อใช้ความรุนแรงปราบปรามนักศึกษา และฝ่ายสังคมนิยมในไทย

เราต้องเข้าใจว่านักศึกษาหรือประชาชนที่สนใจการเมืองและต้องการประชาธิปไตยในยุคนั้น เป็นฝ่ายซ้ายสังคมนิยมกันส่วนใหญ่ ในสายตาเขาเผด็จการอำมาตย์ผูกกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนจนกับคนรวย เขาจึงสู้เพื่อประชาธิปไตยและสังคมนิยมพร้อมๆ กัน

ในสามปีหลังการล้มเผด็จการทหารในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ฝ่ายอำมาตย์พยายามตลอด และอย่างถึงที่สุด ที่จะทำลายประชาธิปไตย ขบวนการนักศึกษา ขบวนการชาวนา และขบวนการกรรมกร โดยการก่อตั้งกองกำลังต่างๆ การก่อเหตุรุนแรง การลอบฆ่า การโยนระเบิด และที่สำคัญคือ มีการป้ายร้ายป้ายสีฝ่ายประชาธิปไตยและสังคมนิยมอย่างเป็นระบบ เหมือนกับที่สื่อผู้จัดการทำทุกวันนี้

สื่อสมัยนั้นมีสถานีวิทยุยานเกราะ และหนังสือพิมพ์ดาวสยาม ก่อนที่จะเกิดอาชญากรรมรัฐอำมาตย์ในวันที่ ๖ สื่อเหล่านี้ได้ประโคมข่าวเท็จว่านักศึกษาธรรมศาสตร์เล่นละครแขวนคอเจ้าฟ้าชาย เพื่อปลุกระดมพวกคลั่งเจ้าให้ไปฆ่านักศึกษา เพลงโปรดของพวกฝ่ายขวาสมัยนั้นคือ “หนักแผ่นดิน” ซึ่งถูกนำมาร้องอีกครั้งโดยพันธมิตรฯในยุคนี้

ในสายตาอำมาตย์ยุคนั้น ประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้ประชาชนต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม ไม่ว่าจะเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ ที่ดินสำหรับเกษตรกร หรือความยุติธรรมในระบบศาลฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นภัยต่อผลประโยชน์อำมาตย์ เขาต้องการโกงกินต่อไป เขาต้องการใช้อภิสิทธิ์ส่วนตัว และเขาไม่อยากให้ประชาชนพัฒนา

ดังนั้นในฝ่ายอำมาตย์มีพวกนายพล มีพวกข้าราชการชั้นสูง มีพวกครอบครัวบุคคลสำคัญระดับสูง มีพวกนายทุนใหญ่ และมีนักการเมืองพรรคอนุรักษ์นิยมทั้งหลาย โดยเฉพาะในพรรคชาติไทย (ภายใต้ ชาติชาย ชุณหวัน ซึ่งผูกผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้านในวันที่ ๖ ตุลา) ส่วนพรรคประชาธิปัตย์สมัยนั้น ก็คัดค้านนักศึกษาและแนวสังคมนิยมด้วย เป็นส่วนหนึ่งของอำมาตย์ด้วย แต่ฝ่ายอำมาตย์สุดขั้วมองว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อ่อนเกินไปที่ไม่ลงมือปราบนักศึกษาอย่างตรงไปตรงมา สรุปแล้วชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้น ไม่ว่าจะอยู่ซีกไหน กลุ่มไหน ก็มือเปื้อนเลือดจาก ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ทั้งนั้น

หลังจากที่ถนอมถูกพากลับมาบวชที่วัดบวรฯ สามีภรรยาของครอบครัวบุคคลสำคัญระดับสูงของประเทศคู่นั้นก็ไปเยี่ยม ซึ่งส่งสัญญาณว่า พวกเขาเห็นด้วยกับการปราบนักศึกษาและฝ่ายซ้าย

ในเดือนธันวาคมปีนั้น หลังเหตุนองเลือดที่ธรรมศาสตร์ คนเป็นสามีออกมาพูดว่า รัฐประหารเป็นสิ่งจำเป็นเพราะสังคมไทยมี “ประชาธิปไตยมากเกินไป” และมันเปิดโอกาสให้นักศึกษาและคนอื่นเรียกร้องอะไรต่ออะไรเพิ่ม ในยุคนั้นคนสามียังออกมาวิจารณ์ระบบรัฐสวัสดิการในตะวันตกอีกด้วย โดยอ้างว่ามันทำให้คนขี้เกียจ ยังกับว่าครอบครัวบุคคลสำคัญระดับสูงของประเทศนี้เคยขยันทำงานเหมือนชาวนาหรือกรรมกร แต่คนสามีนี้ไม่ใช่หัวหน้าใหญ่ที่สั่งการปราบนักศึกษา เขามีหน้าที่ในการเปิดไฟเขียวกับเหตุการณ์นองเลือดมากกว่า

อำมาตย์ทั้งแก๊งเห็นสมควรที่จะทำร่วมกันทำลายประชาธิปไตยและแนวสังคมนิยม แต่ในขณะเดียวกันมีการแย่งชิงกันเอง เพื่อยึดอำนาจระหว่างทหารสามฝ่ายและนักการเมืองอีกด้วย ในที่สุดทั้งๆ ที่มีหลายกลุ่มของอำมาตย์ที่ก่อความรุนแรงมาตลอด กลุ่มที่ทำรัฐประหารสำเร็จคือกลุ่มของ พล.อ. บุญชัย บำรุงพงศ์ และ พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ และเขาได้แต่งตั้งนักกฎหมายที่คลั่งเจ้าชื่อ ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกฯ

อย่างไรก็ตามรัฐบาลของ ธานินทร์ ถึงแม้ว่าจะใกล้ชิดวังแค่ไหน ก็อยู่ไม่ได้ ถูกโค่นโดยรัฐประหารอีกรอบภายในหนึ่งปี เพราะเป็นรัฐบาล “ขวาตกขอบ” ซึ่งมี สมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยที่คอยออกกฎหมายห้ามอ่านหนังสือและเผาหนังสือที่ขัดกับแนวตนเอง มีการเซ็นเซอร์สื่ออย่างหนัก และสมัคร เป็นนักการเมืองที่โกหกเรื่อง ๖ ตุลา มาตลอด ตอนแรกอ้างว่านักศึกษามีอาวุธสงคราม อ้างว่ามีทหารเวียดนามในธรรมศาสตร์ และอ้างว่า ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นคอมมิวนิสต์และให้การเท็จเรื่อง ๖ ตุลา

สำหรับทหารที่ล้มรัฐบาลธานินทร์ ซึ่งถือว่าเป็นรัฐบาลที่ใกล้ชิดวัง ทหารพวกนี้เข้าใจว่าการทำให้สังคมไทยแตกแยกอย่างสุดขั้วภายใต้รัฐบาลขวาตกขอบของธานินทร์ เป็นสิ่งอันตราย เพราะนักศึกษาและประชาชนพากันไปเข้ากับพรรคคอมมิวนิสต์ในป่าเขาต่างๆ ทุกภาค ดีไม่ดีอำมาตย์จะเสียอำนาจไปหมดท่ามกลางสงครามกลางเมือง

ดังนั้นมีการพยายามใช้แนวการเมือง พร้อมๆ กับแนวทหาร เพื่อหวังทำลายพรรคคอมมิวนิสต์ นายทหารที่มีบทบาทสูงสุดตรงนี้คือ เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งภายหลังก็ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากที่รัฐบาลธานินทร์ถูกล้มโดยรัฐประหาร ฝ่ายทหารก็เริ่มลดบทบาทของลูกเสือชาวบ้าน เพราะกลัวว่าจะคุมไม่ได้ และกลายเป็นเครื่องมือของคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งก็ไม่ต่างจากการที่ เนวิน และ สุเทพ ในรัฐบาลปัจจุบัน ต้องการลดบทบาทพันธมิตรฯและสร้างกองกำลังเสื้อน้ำเงินแทน

สมัยนั้นนอกจากกฎหมายหมิ่นแล้ว รัฐบาลอำมาตย์ยังใช้กฎหมายปราบคอมมิวนิสต์อีกด้วย และในช่วงของรัฐบาลเปรม มีการเลือกตั้งในรัฐสภาในรูปแบบที่อำมาตย์ควบคุมอำนาจและเสียงได้ ซึ่งคล้ายระบอบ “การเมืองระเบียบใหม่” ของพันธมิตรฯ

ภาพของอาชญากรรมรัฐอำมาตย์ ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นภาพที่สะท้อนว่าอำมาตย์พร้อมจะเข่นฆ่าประชาชนเพื่อปกป้องผลประโยชน์และอภิสิทธิ์เสมอ เวลามีกลุ่มคนเสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองหรือพัฒนาสวัสดิการ ไม่ว่าจะช่วง ก่อน ๖ ตุลา หรือช่วงก่อน ๑๙ กันยา ๒๕๓๙ ก็จะก่อรัฐประหารเพื่อยับยั้งความเจริญ จะมีสื่อคอยบิดเบือนความจริง และจะพยายามปิดปากผู้รักประชาธิปไตยและผู้ที่เป็นนักสังคมนิยม และถึงแม้ว่าอำมาตย์จะสามัคคีกันในการปราบประชาชน แต่ภายหลังก็หันมาแย่งกระดูกผลประโยชน์กันเหมือนหมาป่า

ตราบใดที่ยังมีอำมาตย์ครองเมือง สังคมไทยจะอยู่ในสภาวะป่าเถื่อนต่อไป
000000000000

อ่านข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ ๖ ตุลา ได้ที่ http://www.2519.net/
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อกับบทความนี้ของผมแต่อย่างใด

พระราชกรณียกิจ 6 ตุลาคม 2519

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บทความ"เราสู้"หลัง6ตุลา โดยดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
6 ตุลาคม 2552

หากเทียบกับพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ในกรณีการชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยพระราชทานความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งผู้ชุมนุมพันธมิตร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งเสด็จไปในงานพระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมทำให้พสกนิกรชาวไทยอดหวนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในคราวเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ได้

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บันทึกไว้ในบทความทางวิชาการว่า จากการศึกษานั้นพบว่า ไม่ได้มีการบันทึกในหนังสือทางการ พระราชกรณียกิจ ระหว่างเดือนตุลาคม 2519 –กันยายน 2520 ของสำนักราชเลขาธิการ (ดูหน้า 2 ของหนังสือ ซึ่งสรุปพระราชกรณียกิจวันที่ 5 ตุลาคม แล้วข้ามไปวันที่ 8 ตุลาคมเลย) กระนั้นก็ตามหนังสือพิมพ์ในยุคนั้นก็ได้บันทึกพระราชกรณียกิจอันเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระราชวงศ์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยไว้ดังต่อไปนี้


พระมหากรุณาธิคุณ-เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2519 จอมพลถนอม กิตติขจร ที่ถูกขับไล่ไปในคราว 14ตุลาคม 2516 ได้กลับเข้าประเทศ โดยบวชเป็นสามเณรมาจากสิงคโปร์ จากนั้นได้มายังวัดบวรนิเวศฯ เพื่อบวชเป็นภิกษุ โดยมีพระญาณสังวร เป็นองค์อุปัชฌาย์ ต่อมาในเวลา 21.30 น.วันที่ 23 กันยายน 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระบรมราชินีฯเสด็จไปที่วัดบวรนิเวศเพื่อสนทนาธรรมกับพระญาณสังวรฯ ซึ่งเคยเป็นพระพี่เลี้ยงเมื่อพระองค์ทรงผนวช ในระหว่างการเยือน คุณหญิงเกษหลง สนิทวงศ์ นางสนองพระโอษฐ์ ได้แถลงว่า สมเด็จพระราชินีให้มาบอกว่า ได้ทราบว่าจะมีคนใจร้ายจะมาเผาวัดบวรนิเวศ จึงทรงมีความห่วงใยอย่างมาก “ขอให้ประชาชนช่วยกันดูแลป้องกัน อย่าให้ผู้ใจร้ายมาทำลายวัด” (ที่มา:www.2519.net)



เย็นศิระเพราะพระบริบาล-เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ได้ตีพิมพ์ภาพในหลวงและสมเด็จพระบรมฯ กำลังทรงเสด็จทอดพระบาท โดยมีลูกเสือชาวบ้านจำนวนหนึ่งนั่งถวายบังคมกับพื้น พร้อมคำบรรยายว่า “เมื่อลมฝนบนฟ้ามาแล้ว ร่มโพธิ์แก้วจะพาพฤกษาสดใส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จฯ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 6 ต.ค. พสกนิกรชาวไทยผู้มั่นคงในองค์พระมหากษัตราธิราช เฝ้าถวายความจงรักภักดีโดยคับคั่ง” ถ้าคำบรรยายนี้ถูกต้อง ก็แสดงว่า ในวันนั้น ในหลวงทรงเสด็จไปยังบริเวณใกล้กับสถานที่เกิดเหตุ (ธรรมศาสตร์-สนามหลวง)มาก น่าเสียดายว่า คำบรรยายไม่ได้ระบุว่าทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอะไรและเวลาใด (ทั้ง 2 พระองค์อยู่ในฉลองพระองค์สูทสากล) ติดกันยังเป็นพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมฯทรงกำลังนมัสการพระญาณสังวร โดยมีคำบรรยายว่า “พุทธมามก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จฯ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศ ถวายสักการะสมเด็จพระญาณสังวร ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามก ปฏิบัติพระองค์โดยเบญจศีล ยึดมั่นในหลักพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อวันที่ 6 ต.ค. นี้” (ทรงอยู่ในฉลองพระองค์สูทสากล จึงอาจเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่เสด็จวัดพระแก้วในอีกภาพหนึ่ง)
ที่มา:บทความ"เราสู้" หลัง 6 ตุลา โดยสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล



พระมหากรุณาธิคุณ-หนังสือพิมพ์ดาวสยาม ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ตีพิมพ์ว่า เมื่อเวลา 17.00 น.ของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้รับสั่งเรียกนายธรรมนูญ เทียนเงิน ผู้ว่าการกรุงเทพมหานครเข้าเฝ้าฯ ทรงรับสั่งเกี่ยวกับการที่ได้มีลูกเสือชาวบ้านจากต่างจังหวัดนับเป็นหมื่นๆคนได้มาชุมนุมนั้นอาจจะประสบปัญหาเกี่ยวกับอาหารและที่พัก ทรงรับสั่งให้นายธรรมนูญชี้แจงให้ลูกเสือชาวบ้านสลายตัว ในขณะนั้นเองสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฏราชกุมาร ได้เสด็จพร้อมกับนายธรรมนูญ เทียนเงิน มาที่ทำเนียบรัฐบาลและที่ชุมนุมลูกเสือชาวบ้านด้วย ได้ทรงมีพระราชดำรัสกับกลุ่มลูกเสือชาวบ้านที่มาชุมนุมว่า"ข้าพเจ้าขอให้ทุกคนยิ้มแย้มและใจเย็นๆ ไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ แต่ต้องค่อยแก้ค่อยไป บ้านเมืองตอนนี้กำลังต้องการความสามัคคีและกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่สำคัญ ฉะนั้นขอให้ทุกคนสลายตัวเสีย ถือว่าให้ของขวัญกับข้าพเจ้า ท่านเหนื่อยกันมามากแล้ว ขอให้กลับไปหลับนอนเสียให้สบาย ทุกคนโปรดทราบว่า สองล้นเกล้าฯทรงเป็นห่วง ไม่มีอะไรที่สองล้นเกล้าฯจะเสียใจเท่ากับพวกเราฆ่ากันเอง ขอให้ทุกคนโชคดี"..

ขณะที่วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ ได้บันทึกเกี่ยวกับพระราชดำรัสครั้งนี้ว่า “ได้มีรับสั่งขอบใจที่ทุกคนรู้สึกเจ็บร้อนแทนพระองค์” (ยังเตอร์กของไทย, หน้า 219)

ที่มา:เชิงอรรถบทความ เราสู้หลัง6ตุลา โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล




พระมหากรุณาธิคุณ-เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ตีพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์เจ้าฟ้าชายในหน้า 1 พร้อมคำบรรยายว่า “เสด็จฯทำเนียบ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จฯไปทำเนียบรัฐบาลเมื่อเย็นวันที่ 6 ต.ค. ทรงมีรับสั่งกับลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งไปชุมนุมอย่างแน่นขนัดประมาณ 6 หมื่นคน”

ที่มา:เชิงอรรถบทความ เราสู้หลัง6ตุลา โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล



พระมหากรุณาธิคุณ-หนังสือพิมพ์เสียงปวงชน ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ได้ตีพิมพ์ภาพถ่ายที่ทั้ง 2 พระองค์ทรงกำลังก้มลงสอบถามอาการผู้บาดเจ็บที่กำลังนอนอยู่บนเตียงผู้หนึ่งด้วยพระพักตร์ห่วงใย พร้อมคำบรรยายภาพว่า “ทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการกวาดล้างที่ธรรมศาสตร์ ที่โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อ 15.00 น. วันที่ 7 เดือนนี้ และพระราชทานเงินของมูลนิธิสายใจไทยให้ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บทุกคน”


สองสัปดาห์ต่อมา คือในวันที่ 20 ตุลาคม 2519 ได้มีพิธีบำเพ็ญกุศลและบรรจุศพนายเสมอ อ้นจรูญ ลูกเสือชาวบ้านคนหนึ่งที่บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยในเช้าวันที่ 6 และเสียชีวิต (จากกระสุนของฝ่ายนักศึกษา?) โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ 2 พระองค์ เสด็จพระดำเนินทรงร่วมงานด้วย วันต่อมา ไทยรัฐ ตีพิมพ์บนหน้า 1 พระฉายาลักษณ์ทั้งสองพระองค์ในฉลองพระองค์ไว้ทุกข์ดำ กำลังทรงนั่งย่อพระวรกายลงสนทนากับครอบครัวของนายเสมออย่างใกล้ชิด พร้อมคำบรรยายภาพสั้นๆ (ในลักษณะที่หนังสือพิมพ์เรียกว่า “ภาพเป็นข่าว”)

วันที่ 22 ตุลา ไทยรัฐ และ ไทยเดลี่ ตีพิมพ์พระฉายาลักษณ์ของ 2 พระองค์ในพระอริยาบทเดียวกันระหว่างทรงสนทนากับลูกเสือชาวบ้านที่มาร่วมงานและเฝ้ารับเสด็จในวันบรรจุศพนายเสมอ แต่อยู่ในหน้า 4

มีเพียง เดลินิวส์ ฉบับวันนั้น ที่นอกจากตีพิมพ์พระฉายาลักษณ์ในหน้า 1 แล้ว ยังรายงานข่าวในหน้าเดียวกัน ดังนี้:

ฟ้าหญิงฯ สดุดีศพ
ลูกเสือชาวบ้าน



สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองเสด็จทรงบำเพ็ญพระกุศลและบรรจุศพ “นายเสมอ อ้นจรูญ” ลูกเสือชาวบ้านที่เสียชีวิตจากการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ จากเหตุการณ์จลาจล “6 ต.ค.” ที่วัดพระศรีมหาธาตุ ท่ามกลางลูกเสือชาวบ้านร่วมพิธีกว่า 5 พันคน ทรงสดุดีวีรกรรมว่าสมควรแก่การเชิดชูเป็นแบบอย่าง

เมื่อเวลา 15.00 น. (ที่ 20 ตุลาคม 2519) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จทรงบำเพ็ญพระกุศลและบรรจุศพ นายเสมอ อ้นจรูญ ลูกเสือชาวบ้านรุ่นที่ 5 ค่ายวังสราญรมย์ 206/3 กทม. 70 ณ ศาลาทักษิณาประดิษฐ์ วัดพระศรีมหาธาตุ เมื่อเสด็จมาถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระสงฆ์ 39 รูป สวดมาติกาจบแล้ว เจ้าพนักงานลาดภูษาโยง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯเสด็จไปทอดผ้าแล้วทรงหลั่งทักษิโณทก

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา ทรงกล่าวสดุดีเกียรติคุณ นายเสมอ อ้นจรูญ ว่า “การปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ [เป็นไปตาม] คำสัตย์ปฏิญาณที่ได้ปฏิญาณไว้กับลูกเสือชาวบ้าน สมควรแก่การเชิดชู เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ลูกเสือชาวบ้านต่อไปในด้านมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” แล้วเสด็จไปที่หน้าหีบศพ ทรงหยิบดินห่อผ้าขาวดำวางบนพานที่ตั้งหน้าหีบศพ ทรงวางพวงมาลา

ในโอกาสนี้ ทั้งสองพระองค์ เสด็จเยี่ยมลูกเสือชาวบ้านกว่า 5,000 คน ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดใกล้เคียง ที่มาเฝ้ารับเสด็จอย่างคับคั่งตามพระอัธยาศัยด้วย

สำหรับวีรกรรมของนายเสมอ ที่ได้ปฏิบัติจนถึงแก่เสียชีวิต คือ เมื่อวันที่ 6 ต.ค.นี้ เวลา 08.00 น. นายเสมอได้ติดตามตำรวจเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ ถูกฝ่ายผู้ก่อการไม่สงบระดมยิงมาจากด้านข้างหอประชุมใหญ่ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและสียชีวิตในเวลาต่อมา


ที่มา:บทความ เราสู้หลัง 6 ตุลา โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


ทรงพระเกษมสำราญกับพสกนิกร-ในหลวงและพระบรมราชวงศ์เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2519 ทรงพระเกษมสำราญกับราษฎรอย่างใกล้ชิด เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ที่มา:ชุมชนฟ้าเดียวกัน

Monday, October 5, 2009

เสียแผ่นดินครั้งที่ 15

ที่มา บางกอกทูเดย์

สงครามไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้..ตราบเท่าที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ยังต้องยังชีพให้รอดด้วยปัจจัยรอบกายที่หาได้จากอาณาเขตและความอุดมสมบูรณ์เผ่าพันธุ์ญวน..ไม่สู้มานานเกือบร้อยปีให้กับการยํ่ายีของ..ฝรั่งเรือปืน...แต่ในที่สุดเขาก็ต้องลุกขึ้นมาสู้จนได้เพื่อจะขับไล่ผู้ปกครองที่กดขี่เวียดนามแบ่งเป็นเหนือและใต้ ญวนกับญวนต้องจับอาวุธทำร้ายทำลายกัน..จนถึงวันที่คนญวนด้วยกันหันมาถามกันเองว่า..กูสู้เพื่อใคร...เวียดนามเหนือที่มีศูนย์รวมจิตใจอยู่ที่ผู้นำชาวญวน...โฮจิมินห์..จึงผนึกได้กับญวนทางใต้...และร่วมหัวกันผลักไสรัฐบาลทรราช..ทาสฝรั่งออกไปจากแผ่นดินชาวอังกฤษโพ้นทะเลในทวีปอเมริกา..ต้องจับอาวุธสู้กับทหารจากสเปญและอังกฤษ...ในที่สุดชาติใหม่ก็กำเนิดขึ้นมาและเติบโตเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ในโลก...พระมหากษัตริย์ในอดีตบรรพบุรุษของพวกเราเผ่าไทย...จับดาบต่อสู้กับศัตรูพม่ารักษาแผ่นดินมาได้ไม่ต้องเป็นชนส่วนน้อยในประเทศใหญ่...เราไม่ใช่ มอญ กะเหรี่ยง....เพราะเราสู้และไม่หนีสงคราม

เพราะเราไม่สู้กับญี่ปุ่น..ในสงครามมหาเอเซียบูรพา...ญี่ปุ่นจึงจูงไทยเข้าไปแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เราต้องคืนแผ่นดินมากมายให้กับขี้ข้าฝรั่งฝั่งอินโดจีน..ประเทศเกือบผ่าออกเป็น 2ซีก...ตามเส้นแบ่งแห่งแม่นํ้าเจ้าพระยาTHE NAVAL ACTION AT PAKNAM เมื่อ 13กรกฎาคม 2436 ประวัติศาสตร์คงจะต้องเขียนใหม่...หากเรือรบของไทยที่ติดปืนอาร์มสตรองและมีระวางขับนํ้า 2,400 ตัน..ที่มีขนาดใหญ่กว่าเรือรบฝรั่งเศส..แองกองสตรอง..และโกแมต์..รวมกัน..จมเรือปืนของฝรั่งเศสลงได้...เราคงไม่ต้องเสียดินแดนกว่า 1 แสน 4 หมื่น 3 พันกิโลเมตร..แน่นอนว่าไทยอาจจะแพ้สงคราม..เมื่อทัพเรือใหญ่ของฝรั่งเศสกรีฑาเข้ามา..แต่คราวนั้น ทั้งรัสเซีย ทั้งอังกฤษ..สามารถยับยั้งสงครามใหญ่ได้..แต่ที่แน่นอนกว่าก็คือ...เมื่อฝรั่งเศสถอนตัวออกไป...อินโดจีนจะไม่มี..ประเทศลาวและเขมร...เพราะมันคือราชอาณาจักรไทย..ประวัติศาสตร์บันทึกไว้..ทัพไทยไม่เคยปราชัยในสงครามเมื่อเรายกทัพออกไป..แต่กรุงศรีอยุธยาแตก 2 ครั้ง 2 ครา..เพราะเรา..ตั้งรับไม่ยอมรบ..เราจะเสียแผ่นดินครั้งที่ 15 เพราะนายกรัฐมนตรีหลานญวน...กระนั้นหรือ

ตอดนิด - ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

เป็น 'รัฐบาล ส.ป.ก.' หรือ 'รัฐบาลสกปรก' !!
“ต่อยอด” การ “โกงกิน” กันอย่างสะบัดช่อ ยิ่งกว่า “ชูชก”??แต่เหมือนกับว่า “นายกฯนกนางแอ่น” ผู้มีดีแต่น้ำลายอย่างเดียว .. “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี จะจับ “โค๊ดสัญญาพิเศษ” แห่งการ “เขมือบแผ่นดิน” ไม่ออกทั้งที่ “โมเดล” การหม่ำ รับประทาน หาเงิน “ใต้โต๊ะ” มารูปแบบเดียวกัน ทั้งคอกไม่ว่าจะเป็น “ชุมนุมพอเพียง”, “ไทยเข้มแข็ง” “การซื้อครุภัณฑ์การแพทย์” และ “กระทรวงการศึกษาฯ”...ที่ “ชาวบ้าน” ปรารถนาสินค้าอีกอย่างหนึ่ง...แต่ก็ยัดเยียดให้ซื้อสินค้าอีกอย่างหนึ่ง จึงเป็นที่มา ของ “รัฐบาล ส.ป.ก.” หรือ “รัฐบาลสกปรก” อันลือชื่อ!!โกงกันอย่างเหม็นฉาว...แต่ “นายกฯอภิสิทธิ์” นั่งจับเจ่า?...ปล่อยให้เขา “โกงกันมันมือ”??????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
'ความจริง' ย่อมเป็น 'ความจริง'!!
“ของแท้แน่นอน” ..เมื่อมี “หลักฐาน” เป็น “สิ่งอ้างอิง” “เขาพระวิหาร” ต้องสูญเสียให้กับลูกหลาน “พระยาละแวก” เขมรไป... เพราะมีคน “พรรคประชาธิปัตย์” อย่าง “ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช” เป็นทนายพื้นที่ “สปก.4-01” ที่แจก และสมบัติไปตกอยู่ กับ “อภิมหาเศรษฐี” ก็เกิดในยุค “ ประชาธิปัตย์” คุมอำนาจการเมือง เป็นรัฐบาล ก็ยังไงและที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินของชาติก้อนมหึมา “ปรส.” ให้กับ “บริษัทข้ามชาติ” ฝรั่งตาน้ำข้าว..เอามาขูดรีดคนไทยอีกต่อหนึ่ง...ก็เกิดขึ้นในสมัย “ท่านธารินทร์ นิมมานเหมินทร์” คนพรรคประชาธิปัตย์ เป็น “ขุนคลัง” บัญชาการรบ!!!เรื่องจริงของแท้...ที่เป็นบาดแผล?...สร้างกระแส ความย่ำแย่ ที่คนไทยได้พบ???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จงทำดี แต่อย่าให้เด่น จะเป็นภัย!!
สู้ทำดี เป็น “รากฐาน” ของ “พรรคประชาธิปัตย์”...แต่ “อดีตรัฐมนตรีช่วยคลังพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล” กลับถูกมองเป็นตัวอันตราย??ทั้งๆ ที่ ท่านเป็น “หัวใจงานเศรษฐกิจ”...และรู้หัวจิตหัวใจ “สส.ฝ่ายค้าน” เป็นอันดี“ส.ส.ฝ่ายค้าน” ไม่รู้ว่าอยู่จังหวัดไหน หรือพรรคไหน ...หากมีเรื่องอะไร ก็นำมาปรึกษา กับ “ท่านพิเชษฐ” ทุกทีแต่ที่ท่านไม่สามารถช่วยได้เลย ก็เรื่อง “งบประมาณ” เพราะตัว “อดีตรัฐมนตรีพิเชษฐ” ของบประมาณไปพัฒนา “จังหวัดกระบี่” ที่เป็นผู้แทนอยู่ จำนวน 11 ล้านบาท..แต่กลับถูก “พรรคประชาธิปัตย์” บรรจงตัดให้เหลือแค่ “10 ล้าน”!!ที่จำเป็นต้องตัด...เพราะ “คุณพี่พิเชษฐ”ตะแกไล่อัด?...ตามกัด “ขุนคลังกรณ์ จาติกวณิช” ทุกวัน?????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
พรุ่งนี้ ( 7 ตุลาฯ) วันดีเดย์ สำหรับ “พันธมิตร”!!
ประกาศก้อง “7 ตุลา รำลึก ต้องไม่สูญเปล่า” ตามหลักสาวกที่คล้อยตาม ที่ “เฒ่าลิ้ม” สนธิ ลิ้มทองกุล ท่านคิด??มีการปิดลานพระรูปฯ และเดินขบวนไปตามถนนราชดำเนิน...แต่ไม่ยักเห็น “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ออก “พรบ.ความมั่นคง” ออกมาควบคุมสถานการณ์ไม่เหมือนกับ “สีแดง” ท่านเป็นสิงห์ปืนไว “บิลลี่ เดอะคิด” สั่งการเฉียบขาด ใช้อำนาจ ตามเล่นงานอย่างไรก็ดี,หากแม้นว่า “นายกฯอภิสิทธิ์” ไม่ออกทั้ง “พรบ.ความมั่นคง” หรือ “พรก.ฉุกเฉิน” ก็คงไม่มีใครว่า..เพราะรู้แล้วว่าท่านเอียงและปันใจให้กับ “เสื้อสีไหน”...แต่ก็ขอ “ท่านนายกฯอภิสิทธิ์” กันเสียหน่อย อย่าได้ “รับจ๊อบ” มาเป็น “ประธาน” เปิดงานนี้ เชียวนะ!!เป็น “นายกฯ” ที่ไม่ “เป็นกลาง” ไม่มีใครว่า...อย่าทำอะไรออกหน้าออกตา?...มันเสียมารยาทมาก เลยนะฮะ??????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เป็น 'นักกลอนนอนเปล่า' ก็เศร้าใจ!!
เก่ง “นอกเวที” ตะเบ็งเสียงด่าทอคนอื่น อยู่ “นอกวง” มันเอาเปรียบเขาเกินไป??ในเมื่อ “ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” อธิการบดีนิด้า ทำตัวเป็น “นักวิชาเกิน” ลูกผสมรู้พหูสูตรทุกเรื่อง และตามกัดขบวนการ “ประชาธิปไตยของแท้” ของ “เสื้อแดง” และ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” อย่างเมามันจะนั่งอยู่ข้างเวที แล้วอวดตัวว่าเป็น “นักวิชาการ” ที่ “เดินสายกลาง”... อย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะตามความคิดท่านไม่ทันเมื่อฝักใฝ่การเมือง ก็ควรกระโดดลงมาลุยถั่ว อย่ามาทำลับๆ ล่อ ๆ อยู่ข้างเวที ให้เสีย ศักดิ์ศรีเลย??เป็น “ลูกผู้ชายอกสามศอก”.....มาทำผลุบๆ โผล่ๆ ไม่ดีดอก?....ควรออกมาสู้กันอย่างเปิดเผย??????????

การบูร

ทหารกับการเมือง ตอนที่ 2

ที่มา บางกอกทูเดย์

การที่ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” ลาออกจากกองทัพก่อนเกษียณอายุราชการ ตั้งพรรคความหวังใหม่ลงสู่การเลือกตั้ง...ต่อสู้ทางการเมืองเพื่อสร้างประชาธิปไตยโดยมุ่งหวังเพื่อจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือ “รัฐบาลเฉพาะกาล”เพราะรัฐบาลประจำการธรรมดาไม่เข้มแข็งเพียงพอ ต้องมีรัฐบาลของการปกครองชนิดพิเศษคือ การปกครองเฉพาะกาล (Provisional Government)เพื่อปฏิบัติภารกิจระยะเปลี่ยนผ่านประเทศไทย จากระบอบเผด็จการทุกรูปแบบไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงตามหลักวิชาโดยกองทัพเป็นกำลังหลัก...ช่วยเป็นฐานของอำนาจที่ใช้สร้างประชาธิปไตย ถ้าปราศจากการเป็นกำลังสนับสนุนของกองทัพให้แก่รัฐบาลสร้างประชาธิปไตยแล้วย่อมไม่ประสบความสำเร็จอย่างสิ้นเชิงกองทัพจะสามารถทำหน้าที่เป็นกำลังสนับสนุนอำนาจรัฐบาลให้สร้างประชาธิปไตยได้สำเร็จ ต้องมีความรู้ประชาธิปไตยเป็นอย่างดีดังนั้น จะต้องยกระดับจาก “ทหารประชาธิปไตย” ขึ้นสู่“กองทัพประชาธิปไตย” กล่าวคือ ทหารประชาธิปไตยปฏิบัตินโยบาย 66/23ขั้นตอนที่ 1 กองทัพประชาธิปไตยปฏิบัตินโยบาย 66/23ขั้นตอนที่ 2 เพราะทหารประชาธิปไตยยังเป็นเพียงบุคคลไม่กี่คน แต่กองทัพประชาธิปไตยหมายถึง สถาบันกองทัพทั้งหมด เป็นไปตามกฎเกณฑ์สร้างประชาธิปไตยสากลทั่วโลก ที่ว่า ผู้สร้างประชาธิปไตยได้ มี 3 สถาบัน คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันกองทัพ สถาบันพรรคการเมืองนั่นคือ จะต้องเป็นสถาบัน (Institute) ไม่ใช่บุคคล (person)ในอดีต “พล.อ.ชวลิต” ทำศึกถึง 3 ด้านในประเทศ คือผลักดันรัฐบาลให้ยกระดับ จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือ รัฐบาลเฉพาะกาล ผลักดันกองทัพให้ยกระดับสู่กองทัพประชาธิปไตยผลักดันให้ประชาชนยกระดับเป็นมวลชนประชาธิปไตยเพื่อบรรลุ “3 ประสานสร้างประชาธิปไตย” ด้วยการแก้ปัญหาทางความคิดอย่างหนัก และแหลมคม คือเปลี่ยนจากลัทธิรัฐธรรมนูญมาเป็นลัทธิประชาธิปไตย และเปลี่ยนจากลัทธิคอมมิวนิสต์มาเป็นลัทธิประชาธิปไตยด้วยการติดอาวุธทางปัญญาโดยการอธิบายประสานกับการปฏิบัติ ทั้งในระดับรัฐบาลในระดับกองทัพ และในระดับประชาชนอย่างทั่วด้านตลอดมา

ในปัจจุบัน “บิ๊กจิ๋ว” ทำหน้าที่ในด้านการนำเสนอแนวทางความคิด...ไม่เป็นผู้นำทางการจัดตั้ง คือ เป็นหัวหน้าพรรคหรือหัวหน้ารัฐบาล ไม่เป็นผู้นำทางการเมืองคือ ออกไปเคลื่อนไหวต่อสู้กลางสาธารณะเพราะต้องการแก้ปัญหาความคิดให้ตกไปก่อน จึงจะนำไปสู่การนำทางเมืองและการจัดตั้งได้สำเร็จกองทัพแห่งชาติ มีหน้าที่และภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ อันประกอบด้วย สถาบันชาติสถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ตามความหมายของชาติ (Nation) คือ มีดินแดนร่วมกัน มีการเมืองร่วมกัน มีเศรษฐกิจร่วมกัน มีภาษาและวัฒนธรรมร่วมกันและในความมั่นคงแห่งชาติ มีความมั่นคงแห่งรัฐ (State)ประกอบอยู่ด้วย คือ ดินแดน อธิปไตย กองทัพ รัฐบาลและประชานดังที่กล่าวแล้วว่า ยุทธศาสตร์ทางการทหารขึ้นต่อยุทธศาสตร์ทางการเมือง นั่นคือ การรักษาความมั่นคงของชาติจะต้องรักษาด้วยการเมืองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งตรงข้ามกับระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ ที่ล้วนทำลายความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งสิ้นดังนั้น...กองทัพจะต้องนำการเมืองระบอบประชาธิปไตยหรือลัทธิประชาธิปไตยโดยที่ประยุกต์เป็นรูปธรรมแล้วนำนโยบายไปรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ด้วยการสร้างประชาธิปไตยเริ่มต้นด้วยการยกเลิกระบอบเผด็จการ สร้างระบอบประชาธิปไตยรูปธรรม คือ ยกเลิกอำนาจอธิปไตยของคนส่วนน้อยสร้างอำนาจอธิปไตยของปวงชน โดยทำให้รัฐบาลมีนโยบายสะท้อนผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงและทำให้รัฐสภามีผู้แทนที่มีลักษณะเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง อันเป็น มรรควิธีการปกครอง (Methodof Government) ของการปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งมีอยู่ในนโยบาย 66/23 ทั้งสิ้นแต่ทหารบางส่วนยังไม่เข้าใจ!ทำให้กองทัพไม่มีบทบาทด้านประชาธิปไตย...กลับถูกโจมตีว่าเป็นเผด็จการรัฐประหาร เสื่อมเสียสถาบันฯเพราะที่ผ่านมา...ทำแต่รัฐประหารแบบเผด็จการไม่ได้ทำรัฐประหารแบบประชาธิปไตยกล่าวคือ ทำรัฐประหารเพื่อสร้างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การทำรัฐประหารเพื่อสร้างประชาธิปไตยโดยนโยบาย 

(ติดตามตอนต่อไป)

นิรนาม นิรกาย

นักการเมือง “โป๊”

ที่มา บางกอกทูเดย์

คนใหญ่คนโตของไทยถูกแอบถ่ายภาพขณะมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาในบ้านพักของฝ่ายหญิง ขอสักหน่อย - แก้เครียด สำหรับ “คลิป” ที่จตุพร พรหมพันธุ์ บอกว่าเป็นหลักฐาน “โบว์ทอง” ที่ทำให้ “คนหน้าตาดี” เป็นทาส “ธิลิ้ม” ลึก ลับ ลวง หรือไม่? เราไม่เอ่ยถึง เพราะวันนี้เราตั้งใจแล้วว่า จะเขียนแต่เรื่องสนุกๆ สบายๆ แม้จะมีบางคนใบ้แดกถ้าอ่านเรื่องนี้ ..อย่างไรก็ตาม มันไม่สำคัญเท่าเจตนาของเรา เพราะเราหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนนักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเมืองไทยเป็นหลัก

2 คลิป - แล้วสำหรับคนหน้าตาดี คลิปแรกมาแต่เสียง คลิปที่สองมีแต่ภาพ..ลือกันให้แซดว่า ชัวร์ไม่มั่วนิ่ม!! แม้เจ้าตัวจะหัวเสียอยากลากคอมือดีมากระทืบให้ตายคาตีนแต่ก็ยังไม่สำเร็จ สมใจอยาก เพราะหลักฐานพยานยังไม่เพียงพอเรื่อง “โป๊” โชว์ของลับ น้อยคนนักที่จะไม่ “ฮือฮา” ยิ่งเป็นของคนดังยิ่งน่าสนใจเคยเกิดขึ้น- ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นในเมืองไทยคงสนุกสุดยอด มันปากขาเมาธ์ไปหลายวัน ตัวละครในเรื่องไม่ได้เป็นดารา แต่พลาดก็เลยต้องเป็นดาราจำเป็นในหนังโป๊ ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาคงไม่เท่าไร แต่ดาราจำเป็นคนนี้เป็นถึงรัฐมนตรีที่มีผลงานเพียงเรื่องเดียวก็แจ้งเกิดทันที แจ้งเกิดในเวทีหนังโป๊แต่ตายในเวทีการเมือง เรื่องนี้เกิดขึ้นในมาเลเซีย เมื่อวีซีดีเริ่มแพร่หลาย ทั้งหนุ่มทั้งแก่ต่างกระหายใคร่รู้ ว่าผู้แสดงนำฝ่ายชายคือใคร เพราะมีกระแสลือหึ่งว่าฝ่ายชายหน้าเหมือนรัฐมนตรีคนหนึ่งในรัฐบาลมาเลเซียปัจจุบัน พอข่าวนี้ออกไปได้ไม่นาน นายฉั่ว ซอย เล็ก รัฐมนตรีสาธารณสุข ออกมายอมรับว่าผู้ชายในวีซีดีคือตัวเขาเอง ส่วนผู้หญิงก็คือเพื่อนสาวของเขา ช่วงแรกนายฉั่วทำท่ายึกยักจะไม่ยอมลาออกโดยอ้างว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทำความเข้าใจกับลูกเมียของตนเรียบร้อยแล้ว แต่ในที่สุดก็ประกาศลาออก กรณีของนายฉั่วเป็นอุทาหรณ์สำหรับนักการเมืองในเมืองไทย .ยิ่งช่วงนี้บรรดาคลิปฉาวเริ่มเข้ามามีบทบาทดิสเครดิตไม่น้อย

นานมากแล้ว – ว่ากันว่าในเมืองไทย เคยมีคนใหญ่คนโตรายหนึ่งถูกแอบถ่ายภาพขณะมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาในบ้านพักของฝ่ายหญิง โดยคิดว่าคงไม่มีใครแอบมาซ่อนกล้องไว้ แต่หารู้ไม่ว่าสามีของฝ่ายหญิงจ้างคนเอากล้องขนาดจิ๋วที่ไปซื้อจากอเมริกามาซ่อนไว้ในเครื่องปรับอากาศ ต่อมาฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้นำวิดีโอชุดนี้ไปฉายเผยแพร่พร้อมกับวิจารณ์ลีลาและสรีระของทั้งสองฝ่ายกันอย่างสนุกสนาน วันนี้หากนักการเมืองไทยไปใช้บริการโรงแรมม่านรูด ก็เสี่ยงสูงที่จะถูกเก็บรายละเอียดฉาวโฉ่ได้ง่าย เนื่องจากปัจจุบันเป็นโลกแห่งเทคโนโลยี กล้องขนาดจิ๋ววางขายเกลื่อนในตลาดใครก็ซื้อได้ไม่ต้องบินไปไกลถึงอเมริกายิ่งโทรศัพท์มือถือสมัยนี้ฟูลออปชั่น! อะไรๆก็ไฟเขียวผ่านตลอด..ส่วนใหญ่จึงมักจะสร้างที่ลับเฉพาะ อาทิ แอบซื้อบ้าน หรือใช้บริการโรงแรม 5 ดาว ซึ่งมีทางขึ้นลงเฉพาะ เพื่อป้องกันผู้สื่อข่าวหรือผู้คนพบเห็นโดยบังเอิญ หรือบางทีก็ใช้วิธีนัดเจอกันในต่างประเทศ การดับไฟมืดไม่ได้ช่วยอะไร? แต่มีเกร็ดความรู้เพื่อป้องกันการแอบถ่ายมานำเสนอ ขอบอกว่าเสนอเพื่อประดับความรู้ มิได้สนับสนุนให้มีชู้นะครับ

ผีผ้าห่ม - มีเรื่องเล่าว่าในสมัยสงครามเย็น นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันคนหนึ่งได้รับเชิญให้ไปเยือนสหภาพโซเวียต ก่อนไปเจ้าหน้าที่ซีไอเอมาบรรยายสรุปว่าควรระมัดระวังเคจีบีจะส่งผู้หญิงสาวสวยมาเป็นคู่นอนและแอบถ่ายรูปไว้เพื่อแบล็กเมล์ให้ขายความลับ ดังนั้น จึงไม่ควรรับข้อเสนอไม่ว่าหญิงสาวนั้นจะสวยเพียงใด เมื่อนักวิทยาศาสตร์อเมริกันเดินทางกลับ เขาเล่าว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่เจ้าหน้าที่ซีไอเอบอกไว้ทุกประการ กล่าวคือ ฝ่ายเจ้าภาพส่งสาวรัสเซียสวยระดับนางงามโลกมาเป็นคู่นอน และนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันก็รับหญิงสวยนั้นเป็นคู่นอน และบอกว่าไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะเขาใช้ผ้าห่มคลุมโปงตั้งแต่หัวจรดเท้าทั้งสองคน แม้กล้องของเคจีบีจะจับภาพได้แต่ก็ไม่เห็นหน้าของคนใต้ผ้าห่มเพราะยังไม่มีกล้องถ่ายทะลุผ้าห่มได้ ...หรือเรียกตามคนไทยว่า “ผีผ้าห่ม” นั่นเอง

สรุปไฟใต้ สิงหาฯเดือด

ที่มา บางกอกทูเดย์

สถานการณ์ความไม่สงบในรอบเดือนสิงหาคม 2552 คลื่นความรุนแรงกระจายตัวทั้งสาม 3 จังหวัด โดยปัตตานียังคงมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นสูงที่สุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 รวม 36 เหตุการณ์ ขณะที่นราธิวาสเกิดเหตุรุนแรง 33 เหตุการณ์ และยะลา 23 เหตุการณ์ แม้ นราธิวาส จะไม่ใช่จังหวัดที่เกิดเหตุรุนแรงสูงที่สุดในรอบเดือน แต่ก็มีเหตุการณ์ “คาร์บอมบ์” ครั้งรุนแรงที่ข้างร้านอาหารสวนกล้วยในเขตเทศบาลเมืองนราฯ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 42 คน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในจังหวัดสำหรับตัวเลขผู้เสียชีวิตในรอบเดือนอยู่ที่ 44 ราย...ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตนับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ต.ปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมทะลุ 3,700 รายไปแล้วโดยมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด 3,707 ราย

เหตุการณ์ความไม่สงบในเดือนสิงหาคม เกิดขึ้นทั้งหมด 93 เหตุการณ์ ซึ่งถือว่าสูงขึ้นกว่าเดือนกรกฎาคม
เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นสามารถแบ่งตามลักษณะของเหตุการณ์และพื้นที่เกิดเหตุได้ดังนี้
ลอบยิงรายวัน 64 เหตุการณ์ เกิดขึ้นในพื้นที่ปัตตานี 24 เหตุการณ์ ยะลา 16 เหตุการณ์ นราธิวาส 23 เหตุการณ์ และสงขลา 1 เหตุการณ์
ลอบวางระเบิด 23 เหตุการณ์ เกิดขึ้นในพื้นที่ปัตตานี 7 เหตุการณ์ ยะลา 6 เหตุการณ์ และนราธิวาส 10 เหตุการณ์
ลอบวางเพลิง 6 เหตุการณ์ เกิดขึ้นในพื้นที่ปัตตานี 5 เหตุการณ์ และยะลา 1 เหตุการณ์
ส่วนเหยื่อความรุนแรงเดือนสิงหาคมจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ทั้งเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 141 ราย แบ่งเป็นเสียชีวิต 44 ราย บาดเจ็บ 97 ราย แยกตามจังหวัด กลุ่ม และอาการของเหยื่อได้ดังนี้

เหยื่อความรุนแรง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา
เจ้าหน้าที่รัฐ
บาดเจ็บ 6 8 18 -
เสียชีวิต 1 3 5 1

ประชาชน
บาดเจ็บ 23 8 30 -
เสียชีวิต 14 7 13 -

ผู้ก่อความไม่สงบ
บาดเจ็บ - - - -
เสียชีวิต - - 1 -

จากสถิติจะเห็นได้ว่า...นอกจากคนร้ายจะเลือกก่อเหตุกับประชาชนแล้ว ยังเลือกที่จะก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังจะเห็นจากพาดหัวข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา“ดักบึ้มชุด รปภ.ครู เจ็บ 1 ที่นาประดู่ - เอ็ม 16 ถล่มนายก อบต.ช้างเผือกดับคารถ-กำนันปางตาย-ไล่ยิง ตชด.ที่แว้งหวิดสิ้นชื่อ-ยิงลูกจ้างกรมชลฯ ไม้แก่น ตาย 2 เจ็บ 2”ข่าวเหล่านี้ย่อมบ่งบอกถึงวิธีการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐอย่างเห็นได้ชัดหลังจากเข้าปิดล้อมด้วยค้นในหลายพื้นที่ จนสามารถจับกุมแกนนำคนสำคัญมาได้ในหลายพื้นที่ แม้เดือนสิงหาคมจะรุนแรง แต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านสถานการณ์ยังไม่ทุเลาเบาบางลงเช่นกัน ต้องติดตามสรุปยอดเดือนกันยายนว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร?!

ลับ ลวง พราง 4 พันคัน คู่ฟัดหักเหลี่ยมโหด!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทันทีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พิจารณาผลการศึกษาของคณะกรรมการของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ในโครงการรถเมล์ 4 พันคัน ว่าการเช่าจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการซื้อทำให้ครม.ยอมเห็นชอบเดินหน้าโดยการเช่าแต่ลึกๆ ยังคงมีประเด็นให้นายโสภณ ซารัมย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องไปทำใน 3เรื่องที่สำคัญ คือ 1. การกำหนดแผนการใช้ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์และต้องมีการลดจำนวนพนักงานโดยเล็งเป้าลดคนขสมก.ไว้คร่าวๆ 6,000-7,000คน จะทำได้เมื่อไหร่2. ต้องวางแผนเพิ่มจำนวนอู่รถเมล์ที่ให้สามารถเติมเอ็นจีวีได้ โดยสามารถรองรับปริมาณรถได้กี่คัน ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่3. การจัดซื้อจัดจ้างจะต้องให้โปร่งใสมากที่สุดเพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนห่วงใยมาก โดยต้องตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางและจะต้องให้มีการแข่งขันให้มากที่สุดเกมนี้เหมือนกับว่า นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกกดดันว่าช่วงนี้ต้องหลีกเลี่ยงการปะทะกับก๊วนเพื่อนเนวิน และพรรคภูมิใจไทยให้มากที่สุด เมื่อจำเป็นจึงต้องยอมผ่อนสายป่านเหมือนกับตามใจนายเนวิน ชิดชอบ CEO ตัวจริงของภูมิใจไทย และนายโสภณ ที่กำลังมุทะลุหัวชนฝาจะเอาให้ได้ก็เลยเล่นเกมเหนือเมฆ เพราะเชื่อว่า ถึงเวลาแล้วนายโสภณจะตายนํ้าตื้นเองเพราะแค่ในวันเดียวกับที่ ครม.อนุมัติ รถเมล์ของ ขสมก. บางส่วนก็ได้ประเดิมประท้วงหยุดเดินรถ เพื่อคัดค้านโครงการรถเมล์เช่าโคตรแพง4,000 คันนี้เสียแล้วสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) ลุยทั้งเรื่องการให้สัมปทานเอกชนเดินรถทั้ง 155 เส้นทาง เรื่องการนำระบบตั๋วโดยสารอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ และเรื่องสถานะของพนักงาน 7,000 คนแม้แต่รถร่วม ขสมก. ก็ยังยื่นหนังสือค้านเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันด้วยเช่นกันนอกจากนี้ ประชาธิปัตย์ยังอ่านว่า เรื่องของอู่จอดรถเมล์ที่จะต้องเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับจำนวนรถเมล์ที่เพิ่มขึ้นจากการเช่าด้วย ซึ่งลำพังทุกวันนี้พื้นที่ในการทำอู่จอดรถของ ขสมก.ก็แทบจะไม่

เพียงพออยู่แล้ว จะเป็นปัญหาอีกดอกหนึ่งแน่นอนเรียกว่า ประชาธิปัตย์ มองว่า ถึงก๊วนเพื่อนเนวินได้ไป แต่ยังไงก็ไม่ราบรื่น จะมีปัญหาอุปสรรคต่างๆ นาๆ เกิดขึ้นตามมาอีกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะประเด็นคน ขสมก. 7,000 คนปัญหาก็คือ คนอย่างนายเนวิน ที่บงการอยู่เหนือนายโสภณ ในทุกเรื่องนั้น จะมองไม่ออกหรือว่า ที่ ปชป.ทำเป็นยอมไฟเขียวอนุมัติโครงการมาในลักษณะ ลับ ลวง พราง หวังจะให้โครงการนี้ล่มในมือของภูมิใจไทยนั้นมีหรือจอมเขี้ยวอย่างยี้ห้อยร้อยยี่สิบจะไม่รู้แต่ทั้งๆ ที่รู้ แล้วยังยอมรับเผือกร้อนนี้ด้วยอ้อมกอดและรอยยิ้มหวานแฉ่ง เหมือนวันที่กอดกับนายอภิสิทธิ์ไม่มีผิดเพี้ยน แสดงว่ากำลังจะเหนือเมฆ ย้อนเกล็ด ปชป. เช่นกันหรือไม่เพราะเป้าใหญ่น่าจะอยู่ที่เกมลึกๆ คือ โครงการนี้จะเสร็จทันก่อนรัฐบาลชุดนี้ล่มสลายหรือไม่...ไม่ใช่เรื่องสำคัญแรงกดดันเรื่องคน ขสมก. นายเนวินนั้นถนัดในการกล่อมคนอยู่แล้ว ในขณะที่เรื่องอู่จอดรถ กว่ารถจะมาตามแผนก็อีกร่วม 2 ปี ถึงตอนนั้น ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่โน่นแหละที่จะมาแก้ปัญหาสิ่งสำคัญก็คือ ที่แน่ๆ แค่คอมมิชชั่นทางธุรกิจตามปกติ ซึ่งในการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไปในสากลโลกนี้ ย่อมต้องมีคอมมิชชั่นด้วยกันทั้งนั้น หากกรณีนี้จะมีสักแค่คันละ 1 ล้านบาท ก็ไม่เห็นน่าเกลียดตรงไหน???สมมุติว่า 4,000 คัน ก็แค่ 4,000 ล้านบาทเท่านั้น น้อยกว่าตัวเลขพิสดาร ที่ในทุกวันนี้ภายใต้รัฐบาลนายสะอาด พูดกันมากเหลือเกิน 30 – 35– 40%เพราะถ้าตามตัวเลขพิสดารแล้ว โครงการระดับ6 หมื่นล้านนี่ ก็ปาเข้าไป 18,000 – 25,000 ล้านโน่นเลยฉะนั้นเกมนี้ สุดท้าย ใครจะลับ ลวง พรางอย่างไรก็ตาม แต่ต้องบอกว่า “แสบพอกัน”สำหรับคู่ฟัดหักเหลี่ยมโหดทางการเมืองคู่นี้. 

นิทรรศการเราจะไม่ทอดทิ้งกัน และเสวนากฎหมายหมิ่นฯ

ที่มา Thai E-News


โดย สมัชชาสังคมก้าวหน้า
5 ตุลาคม 2552

สมัชชาสังคมก้าวหน้า ขอเชิญท่านผู้รักประชาธิปไตยร่วมงานนิทรรศการ “เราไม่ทอดทิ้งกัน”และเสวนาเรื่อง “สิทธิมนุษยชนกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ในวันที่ 11 ตุลาคม 2552 ที่ห้องประชุม LP 1 คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


แนวความคิด

สมัชชาสังคมก้าวหน้าได้ดำเนินกิจกรรมรณรงค์ให้ผู้รักประชาธิปไตยเขียนจดหมายรักถึงคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาระยะเวลาหนึ่ง

อันเป็นกิจกรรมที่ต้องการรณรงค์ให้ยุติการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการละเมิดเสรีภาพของผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจรัฐ ผู้ก่อการรัฐประหาร ด้วยบทลงโทษอันร้ายแรง ไม่มีการประกันตัวและพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย จนไปถึงการสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวที่จะวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ การเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ นั่นคือการสร้างสังคมที่ปิดหูปิดตาปิดปากประชาชนคนธรรมดาที่ต้องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องการเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ

และเนื่องในโอกาสเดือนตุลาคมเดือนแห่งการรำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาและ14 ตุลา เราจึงจัดนิทรรศการแสดงศิลปะ แสดงจดหมายที่ส่งถึงคุณดา บทกวีและดนตรีให้กำลังใจคุณดา และเชิดชูเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเสวนาภายใต้หัวเรื่อง “สิทธิมนุษยชนกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1. ผลักดันให้นำไปสู่แนวทางการแก้ไขมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ไม่ให้ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมของประชาชน โดยเฉพาะผลักดันให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดใหม่หาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว
2. หาแนวทางในการแก้ไขปัญหากระบวนการยุติธรรมที่ศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของผู้ก่อรัฐประหาร
3. ร่วมรณรงค์ยุติการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือลงโทษผู้มีความเห็นต่างจากผู้มีอำนาจทางการเมือง



กำหนดการเสวนา

นิทรรศการเริ่มเวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ที่ชั้น 1 คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
13.00-13.30 น. กล่าวเปิดงานโดยตัวแทนสมัชชาสังคมก้าวหน้า และบทกวี
13.30-14.40 น. นำเสนอหัวข้อย่อย ดังนี้
1. การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล วิทยากร คุณประเวศ ประภานุกุล ทนายความคุณดารณี
2. การเซ็นเซอร์ตัวเองกรณีมาตรา 112 ของสื่อมวลชน วิทยากร คุณจอม เพชรประดับ นักสื่อสารมวลชน
3. บทบาทนักสิทธิมนุษยชนไทยกรณีคุณดา ตอร์ปิโด วิทยากร น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคุณสุนัย ผาสุก นักสิทธิมนุษยชน (อยู่ระหว่างการติดต่อ)

14.45-15.30 น. แสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาตามวัตถุประสงค์
15.30-16.00 น. ปิดงานด้วยบทกวี และดนตรี

สุเทพ เชื่อ นิพนธ์ ลาออก ไม่กระทบรัฐบาล

ที่มา MCOT News

ทำเนียบฯ 5 ต.ค.- “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เชื่อ “นิพนธ์ พร้อมพันธุ์” ลาออกจากเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไม่กระทบรัฐบาล ส่วนจะให้ “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” เป็นแทนหรือไม่ ต้องถามนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่ได้ยินเรื่องปรับ ครม.

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่า การลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ จะไม่มีผลกระทบอะไร เพราะนายนิพนธ์ ยังคงเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ และไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อรัฐบาล หรือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

“นายนิพนธ์ และผม เป็นผู้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล มีปณิธานร่วมกันว่าจะช่วยตั้งรัฐบาล เพื่อให้ยืนหยัดอยู่ต่อไปได้” นายสุเทพ กล่าว พร้อมปฏิเสธที่จะตอบว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาในรัฐบาลหรือไม่

ต่อกระแสข่าวที่ระบุว่า จะมีการปรับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทนนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีจะพิจารณา อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้ยินนายกรัฐมนตรีพูดเรื่องปรับคณะรัฐมนตรี และในการหารือระหว่างแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล วานนี้ (4 ต.ค.) ก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้ รวมทั้งไม่มีใครแสดงความเห็นเรื่องการลาออกของนายนิพนธ์

“ผมไม่อยากให้เรียกว่า เป็นการนัดแกนนำรัฐบาลหารือ แต่เป็นการนัดบุคคลที่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาพูดคุยเรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เชื่อว่า อีก 7-8 วัน จะมีความชัดเจนมากขึ้น” นายสุเทพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องบัญญัติเงื่อนไขยุบสภาไว้ด้วยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดกัน แต่ส่วนตัวยึดแนวทางที่นายกรัฐมนตรีบอกไว้ คือ เมื่อบ้านเมืองมีความพร้อม แก้รัฐธรรมนูญเรียบร้อย เศรษฐกิจดีขึ้น ความแตกแยกสงบลง ก็จัดการเลือกตั้งได้ ถ้ายังมีความแตกแยกอยู่ การเลือกตั้ง คงไม่ใช่บรรยากาศของประชาธิปไตย ดังนั้น หากต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้า ทุกฝ่ายต้องควบคุมตัวเอง และเคารพกฎหมาย

สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลจะเป็นไปตามแนวทางที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้หารือกับนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย เมื่อสัปดาหที่ผ่านา นายสุเทพ ยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่แต่ละพรรคจะไปพิจารณา

“ผมไม่ทราบว่าทั้ง 2 คน ไปทำอะไรที่ จ.สุพรรณบุรี แต่นายบรรหาร ก็เคยเชิญนายกฯ และผมไปดูมังกร ซึ่งนายกฯ รับปาก แต่ยังไม่มีเวลา ผมก็ไม่กล้าไปก่อน เพราะเกรงจะคิดเป็นอื่น” นายสุเทพ กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-05 11:38:07