WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 6, 2009

มาตรฐาน ‘มาร์ค’ ปชป.เอียงวูบ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

6 ตุลาคม รัฐบาลไม่ให้ความสนใจ 7 ตุลาคม กลุ่มพันธมิตรผนึกกำลังเตรียมเคลื่อนไหว รัฐบาลก็ไม่ให้ความสนใจแต่สนใจกับเฉพาะการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะมีในวันที่ 17 ตุลาคม เพื่อทวงถามในเรื่องฎีกาฯรวมไปถึงระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนด้วย ถึงขนาดนายสุเทพ ต้องเปลี่ยนรถประจำตำแหน่งใหม่ จากเดิมเป็นรถฟอร์ดกันกระสุน มาเป็นรถแลนด์โรเวอร์กันกระสุนแทน

เพราะทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ เล่นการเมืองแบบ ตั้ง“มาตรฐาน”เอง แล้วให้บรรดาผู้ที่ประสานมืออุ้มมาตั้งแต่ต้น จะต้องเดินตามมาตรฐานนั้นการเมืองของไทยในเวลานี้ก็เลยยุ่งวุ่นวายไปหมดปัญหากลุ่มคนเสื้อแดงที่ต่อสู้ไม่ยอมเลิก ก็เพราะต้องการเรียกร้องให้เกิดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขที่แท้จริง และมีมาตรฐานเดียวนี่แหละถึงยังคงต้องสู้กันจนถึงวันนี้ ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงไปได้ง่ายๆปัญหาการยอมรับในกฎหมาย ในระบบตุลาการที่กำลังสั่นไหวปานประหนึ่งดอกไม้ท่ามกลางพายุ ก็ไม่เพราะการเมืองเข้าไปแทรกแซงจนเกินงาม จนโดนข้อสงสัยเรื่อง 2 มาตรฐานดอกหรือความศักดิ์สิทธิ์ของระบบตุลาการและ “ท่านเปา” เมืองไทย จึงไม่หนักแน่นเช่นในอดีตและโดยเฉพาะปัญหาของการล้วงลูกระบบข้าราชการประจำของนักการเมือง เฉพาะอย่างยิ่งกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับการล้วงลูกตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ของนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ขนาดนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ตัดสินใจลาออก เพื่อหวังให้นายอภิสิทธิ์ได้รู้เสียทีว่าสัญญาณพิเศษนั้นเป็นเรื่องจริง... แต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่สนแม้แต่ล่าสุดก๊วนภูมิใจไทย จะส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า ถ้ายังดันทุรังจะตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการ ผบ.ตร.ให้ได้เป็นผบ.ตร.จริงๆ ก็คงยังต้องมีรายการโหวตสวนเหมือนเดิมแต่นายอภิสิทธิ์ ก็ยังคงไม่ใส่ใจ เพราะเชื่อมั่นในอำนาจนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในมือ และกลุ่มพลังที่หนุนหลังทั้งอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มนายทหารเชื้อสาย คมช.ทั้งหลาย

นี่ก็คือความชัดเจนของปัญหา ที่มาจากมาตรฐานเฉพาะตัวสุดท้ายแม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะมาตรฐานของนายกฯอภิสิทธิ์หรอกหรือ ที่ทำให้วุ่นไปหมดและพลอยทำให้ระบบบริหารจัดการก็วุ่นไปด้วย เพราะตอนนี้แรลลี่ตำแหน่งกันสนุกในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พันกันอีนุงตุงนังไปหมดพรรคร่วมรัฐบาลก็โดดเข้ามาช่วย “วุ่น” ไปด้วย ทั้งๆที่ไม่ได้ปรับครม.กับเขาสักนิดแต่อย่างว่าแหละพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องการให้พรรคแกนนำวุ่นมากๆ เข้าไว้ แตกแยกเยอะๆยิ่งดีเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้นเร็วเท่าไร ในจังหวะที่ประชาธิปัตย์แตกแยกนี่แหละ โอกาสที่จะพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลก็ยิ่งมีสูงเพราะคนอย่างนายเนวิน ชิดชอบ ภูมิใจไทย CEO ผู้ถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี แต่ยังเล่นเกมและมีบทบาททางการเมืองอย่างเปิดเผยโดยไม่แยแส คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากรู้ดีว่า กกต.ชุดนี้ไม่มีทางกล้าที่จะออกมากระแอมกระไอกับการครอบงำทางการเมืองของนายเนวินแน่ฉะนั้นด้วยโอกาส บารมี และความทะเยอทะยานทางการเมือง จะเห็นว่าทางพรรคร่วมรัฐบาลดูเหมือนจะดีใจอยู่ลึกๆ กับการเปลี่ยนแปลงที่จะให้มีการเด้งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ออกจากเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมานายกอร์ปศักดิ์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือแม้แต่กระทั่งบรรดาข้าราชการต่างๆ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า“คบยาก”ฉะนั้นถ้าเด้งไปได้ และหากคนที่มาเป็นนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี จริงๆ อะไรๆ ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล และข้าราชการก็น่าจะดีขึ้น เพราะนายไตรรงค์เรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็จริง แต่ที่ผ่านมาก็เป็นแต่หลักการ และออกแนวเศรษฐศาตร์เฮฮาเสียมากกว่าการที่จะให้มาแทนนายกอร์ปศักดิ์ พรรคร่วมฯ จึงสนับสนุนกันเต็มที่ ส่วนสุดท้ายแล้วประชาธิปัตย์จะมีผลงานหรือไม่ คงไม่ใช่เรื่องที่พรรคร่วมฯ จะใส่ใจ

เพราะถือเป็นปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์เองที่ต้องแก้ไขเอาเอง และด้วยความที่ตอนนี้รัฐบาลเละตุ้มเป๊ะไปหมด การแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงไม่มีก็ขนาดวันที่ 6 ตุลาคม ซึ่งปกติในยุคหัวหน้าพรรคคนก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นนายชวน หลีกภัย หรือนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ก็จะให้ความสำคัญในการร่วมรำลึก 6 ตุลา ทั้งเพราะความเป็นนักศึกษาธรรมศาตร์ และความมีภาพในเรื่องประชาธิปไตยของประชาธิปัตย์แต่ปีนี้ ไม่เพียงไร้เงาของคนในรัฐบาล แต่ยังไร้เงาของคนประชาธิปัตย์อีกด้วยหรือจริงๆ แล้วบรรดาแกนนำประชาธิปัตย์ในยุคนี้ ไม่ได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับเหตุการณ์รำลึกประชาธิปไตยกันอีกแล้วแม้แต่แกนนำม็อบพันธมิตร ที่อ้างว่าต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง มาวันนี้ก็ไม่มีใครมาร่วม แม้กระทั่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งจะต้องมาเป็นประจำ ปีนี้ก็ยังไม่มาหรือเพราะม็อบพันธมิตรไปให้ความสำคัญกับ 7 ตุลาคม และการอุ้มรัฐธรรมนูญ คมช. ปี 50 เป็นหลัก จึงละเลยกับวันที่ 6 ตุลาคมไปแล้วแต่สำหรับรัฐบาลยิ่งแล้วใหญ่ เพราะวันนี้หลังจากขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองแล้ว สิ่งที่คิดไม่ใช่การรำลึกถึงประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย หากแต่เป็นการคำนึงถึงการอยู่รอดทางการเมือง และการเตรียมรับมือกับการชุมนุมเรียกร้องตามสิทธิทางประชาธิปไตย6 ตุลาคม รัฐบาลไม่ให้ความสนใจ 7 ตุลาคม กลุ่มพันธมิตรผนึกกำลังเตรียมเคลื่อนไหว รัฐบาลก็ไม่ให้ความสนใจแต่สนใจกับเฉพาะการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะมีในวันที่ 17 ตุลาคม เพื่อทวงถามในเรื่องฎีกาฯรวมไปถึงระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนด้วย ถึงขนาดนายสุเทพ ต้องเปลี่ยนรถประจำตำแหน่งใหม่ จากเดิมเป็นรถฟอร์ดกันกระสุน มาเป็นรถแลนด์โรเวอร์กันกระสุนแทน ให้เหตุผลว่าเอามาทดลองใช้ ก่อนที่จะนำมาใช้รับส่งผู้นำประเทศที่จะมาร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปลายเดือน ต.ค.นี้ งานนี้รัฐบาลควักกระเป๋าจ่ายง่ายๆไปอีกจำนวน 20 คัน ด้วยข้ออ้างเดิมๆ ไว้รับมือกับกลุ่มคนเสื้อแดง ในขณะที่ทางกฎหมายก็เตรียมจะประกาศใช้ พรบ. ความมั่นคงฯ อีกรอบทั้งๆ ที่ทางตำรวจกำลังเสนอกฎหมายจัดระเบียบม็อบอยู่ด้วยซ้ำถือเป็นมาตรฐานเฉพาะตัวของรัฐบาลชุดนี้จริงๆ ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ยืดอายุรัฐบาลเอาไว้ให้นานที่สุดพร้อมกับมักจะปาวๆ ยืนยันว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลนี้ไม่เคยมี 2 มาตรฐาน แต่มีเพียงมาตรฐานเดียวเท่านั้นแหละ คือ “มาตรฐานอภิสิทธิ์”!!!

สตช.ชงกฎหมายจัดระเบียบม็อบเข้า ครม.
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ....ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อควบคุมการชุมนุมในที่สาธารณะ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเสนอเข้าสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ไม่ผ่านการพิจารณา สตช.จึงไปแก้ไขปรับปรุง และเสนอกลับมาที่ครม.อีกครั้ง โดยร่างกฎหมายดังกล่าวมี 12 มาตรา มีสาระสำคัญคือ การวางแนวทางของการปฏิบัติของผู้ชุมนุมในการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และการวางแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความชัดเจนในการใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ถือเป็นเกราะให้กับทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การลิดรอนสิทธิของการชุมนุม ผู้ชุมนุมก็ชุมนุมได้มาตรฐาน และมีบทลงโทษสำหรับผู้ละเมิดทั้งแกนนำ ผู้จัด ผู้ร่วม หากเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่า การชุมนุมของประเทศไทยไม่ได้มาตรฐาน เดินไปยึดที่ต่างๆ หลายครั้งสร้างความไม่สงบเรียบร้อย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 63 ระบุว่า การจำกัดสิทธิการชุมนุมทำไม่ได้ เว้นแต่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะการชุมนุมสาธารณะ ดังนั้นเมื่อบ้านเมืองไม่เรียบร้อยจากการชุมนุมก็ต้องออกกฎหมายมา ซึ่งหาก ครม.ให้ความเห็นชอบก็นำเข้าสู่สภาฯต่อไป

ญาติวีรชนร่วมงานรำลึก 33ปี 6 ตุลา

ที่มา Voice TV



เลขาฯเครือข่ายเดือนตุลา เผยหมดหวังชำระประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 19 แต่ยังคงเดินหน้าเผยแพร่เหตุการณ์จริงและเจตนารมย์ของวีรชนต่อไป

แกนนำเพื่อไทยยินดี สนธิ ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 6 ต.ค.-ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวแสดงความยินดีด้วยความจริงใจกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเข้ามาสู่ระบบการเมือง และเป็นผลดีกับประเทศที่จะไม่มีการประท้วงนอกสภา อย่างไรก็ตาม ยังรู้สึกเป็นห่วงคดีต่าง ๆ ของนายสนธิ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกหลายคดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเป็นตำแหน่งหัวหน้าพรรคของนายสนธิ จะกระทบฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย แต่จะส่งผลกระทบต่อฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-06 15:15:34

ศึกใหญ่หลวง

ที่มา เดลินิวส์

จะโทษใคร การแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนเดียว ทำไมบานปลาย กลายเป็นวิกฤติการเมืองเขย่าเก้าอี้นายกฯ รูปหล่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ขนาดนี้ บ้างว่า เพราะไปโตเมืองนอก เลยไม่เข้าใจสังคมไทย

ไม่รู้อะไรควร ไม่ควร บ้างว่า เพราะ ไร้วุฒิภาวะ ต้องการเอาชนะคะคานแบบเด็ก ๆ ไม่ว่าเหตุไหน อภิสิทธิ์ ก็สูญเสียภาวะผู้นำ สอบตกทั้ง การบริหารจัดการ งานปกครอง งานบุคคล

พร้อมสูญเสียเลขาธิการคนสำคัญ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อย่างไม่หวนกลับ ทิ้งรอยร้าวใหญ่ใน ปชป.ไว้ คนนี้แหละ ผู้นำ “สัญญาณพิเศษ” ไปแจ้ง อภิสิทธิ์ หลายครั้ง แต่ไม่แยแส มิหนำ ยังนำ ข้อมูลใหม่กว่า เกทับ

ทั้งที่นิพนธ์คือเลขาฯ ตัวเองแท้ ๆ จะหวังร้ายได้ไง เหนืออื่นใด นิพนธ์ เป็นผู้ใหญ่ และมีศักดิ์ศรี เมื่อรับ “สัญญาณพิเศษ” มาบอก อย่างจริงใจ หมดเปลือก สมควรได้รับเกียรติ

แต่นายกฯ กลับปักใจเชื่อ คนนอกพรรค มากกว่า ???

การตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รอง ผบ.ตร. รักษาการ ผบ.ตร. เท่ากับ ตอกย้ำ ไม่เอา สัญญาณพิเศษ คนที่ต้องได้คือ พล.ต.อ.ปทีป ไม่ใช่ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย แคนดิเดต อีกคน

อย่างที่รู้ อภิสิทธิ์ ติดใจว่า พล.ต.อ. จุมพล เป็นคนของทักษิณ แต่มิวายบุคคลซึ่งรับรองว่า “จุ๋มไม่ใช่คนของทักษิณ” จะน่าเชื่อถือสักเพียงไหน ก็เหมือนกรรมบังตา นายกฯ รูปหล่อ จนสถานการณ์กู่ไม่กลับ

ยิ่งย้อนกลับไปดู ยิ่งเห็นชัด ถึงความผิดพลาด ถือดี ลุแก่อำนาจ ต้องการเอาชนะคะคาน ลืมหลักธรรมาภิบาล หลักคุณธรรม แต่ใช้ระบบตามอำเภอใจ !!!

ตั้งแต่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ยังไม่เกษียณ เหลืออายุงานไม่ถึง 2 เดือนดี ทำไมต้องบีบทุกทาง ให้ลาพักร้อนไปต่างประเทศไม่พอ กลับมา ยังไสส่งลงใต้อีก แล้วตั้ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาการแทน

ทั้งที่ ผบ.ตร. ไม่ได้ไปต่างประเทศ แค่ไปใต้เอง คดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่หาว่า พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นตอ ก็ พลอยหายจ้อย มีแต่มาทำโผนายพลใหม่ ถูก ก.ต.ช.ขวาง

ความเลยแตก !!!

เมื่อเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป เป็น ผบ.ตร. ไปแล้ว แพ้มติที่ประชุม 5 ต่อ 4 กลับมาบอก หากตัวเองลงมติด้วย ก็ชนะแล้ว เรียกประชุม กตช.อีกครั้ง ก็ล้มเหลวอีก มี ก.ต.ช. ทนบีบไม่ไหว ลาออก 2 ครั้ง 2 ครา ที่ล้มเหลว

แทนที่จะทบทวน กลับแต่งตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. เอาจนได้ และมีทีท่าจะให้รักษาการยาวถึงตุลาคมปีหน้า สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิด ม.157 ใน รธน.มาก

หากมี ผบ.ตร. อยู่ แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ตั้งรักษาการได้ แต่นี่คนละเรื่องเลย ระบบแต่งตั้งตำรวจปั่นป่วนหมด เมื่อไม่มี ผบ.ตร. ตัวจริง ระดับรองลงไป ก็ตั้งไม่ได้ไปด้วย

ทั้งหมดทำให้เก้าอี้ ผบ.ตร. กลายเป็นไฟลวกมือ เพราะนอกจากนิพนธ์แล้ว หลายคนในรัฐบาลก็รับสัญญาณพิเศษนี้ เมื่อนิพนธ์ไป คนอื่นจะนิ่งหรือ บอกได้คำเดียว ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก

ใหญ่ถึงขนาดล่มรัฐบาลได้

ก่อนจบ “เสื้อเหลือง” ประกาศชุมนุม 7 ต.ค.นี้ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เสื้อเหลือง เคยปิดถนน ยึดช่อง 11 ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน มาครบถ้วน ตอนเสื้อแดงชุมนุม รัฐบาล งัด พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มามัดตราสัง

ทำไมยกเว้น ม็อบมีเส้น นี่หรือ ความเป็นธรรม.

ดาวประกายพรึก

ห้องเครื่องไปแล้วหนึ่ง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37620

โดยความรับผิดชอบใหญ่หลวงที่เกินจะทัดทาน

ที่สุดแล้วนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ต้องจดปากกาลงนามรับทราบในหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เสีย "ห้องเครื่อง" สำคัญไปแล้วหนึ่ง

เอาเป็นว่า โดยปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความสำคัญของคนชื่อ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" การันตีโดยยี่ห้อ "ชวน หลีกภัย" ลงทุนต่อสายโทรศัพท์อ้อนให้อยู่ประคองรัฐบาลต่อไป เพราะความเก่งรอบด้าน ทั้งในเรื่องของการจัดงบประมาณและชั้นเชิงบริหาร

ช่วยอุ้มนายกฯอภิสิทธิ์ได้เยอะ

แต่ที่สำคัญกว่านั้น มันอยู่ที่ "ภารกิจฉากหลัง" คอนเนกชั่นของนายนิพนธ์ที่เครือข่ายโยงใยครอบคลุมทุกวงการ โดยเฉพาะในฐานะมือดีลกับแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาลที่เรียกกันติดปากว่า "เฮีย"


"นิพนธ์" เคลียร์ได้ทุกช็อต ยามที่เกิดปัญหา

โดยคุณสมบัติตามนี้จึงเป็นอะไรที่ยากจะหาคนมานั่งในตำแหน่ง "ห้องเครื่อง" แทน

ก็อย่างที่เห็นอาการอึกๆอักๆของนายกฯอภิสิทธิ์ ต้องยื้อเวลาคัดเลือกบุคคลมาแทนภายในสัปดาห์นี้ แต่ยังไม่ฟันธงว่าจะโยกนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ สลับเก้าอี้มานั่งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหรือไม่

แค่แบะท่าไว้ จะต้องปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ จะดูไปตามความจำเป็น

ตามคิวเลย จุดที่ลงตัวน่าจะอยู่ที่ชื่อของนายกอร์ปศักดิ์

เพราะจะเป็นโอกาสดีที่นายกฯอภิสิทธิ์จะได้ฉวยจังหวะซักคราบสกปรกมอมแมมจากคิวทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ที่เชื้อกำลังลามติดโครงการไทยเข้มแข็ง

ยิ่งปล่อยนาน คราบยิ่งฝังลึก

เคลียร์ "กอร์ปศักดิ์" พ้นจุดปัญหา มันก็น่าจะลดอาการหวาดระแวงลงได้ระดับหนึ่ง


และกับอีกช็อตหนึ่ง โดยการขยับนายกอร์ปศักดิ์เปลี่ยนงานไปนั่งเป็นเลขาธิการนายกฯ ก็เท่ากับแยกวง "คุณชายละเอียด" ออกจากคิวขัดขากับพรรคร่วมรัฐบาลในการคุมงานกระทรวงด้านเศรษฐกิจ

เหยียบตาปลากันจนงานไม่เดิน

โดยสถานภาพ "ส่วนเกิน" ชื่อของนายกอร์ปศักดิ์จึงลงตัวด้วยประการทั้งปวง

แต่บังเอิญว่า ในสถานการณ์ที่แหล่งข่าวพรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับกันเป็นนัย ยามนี้อยู่ในช่วงเปราะบางของรัฐบาล

ต้องหลีกเลี่ยงแรงกระเพื่อมจากคิวปรับ ครม.


โดยเฉพาะสมาชิกชมรมคนอกหักในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ที่จ้องรอเสียบเก้าอี้กันตาไม่กะพริบ รอช่องเปิดเมื่อไหร่ มีหวังได้ฟัดกันฝุ่นตลบ

และที่เสียเชิงกว่านั้น ถ้าขยับนายกอร์ปศักดิ์ก็เท่ากับเข้าทางพรรคเพื่อไทยที่เพิ่งออกมาไล่บี้ให้นายกฯอภิสิทธิ์ปรับ ครม. โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจที่เดินผิดทาง

ยอมรับสารภาพกันเป็นนัย

โดยจังหวะขึงพืด เงื่อนไขภายในของประชาธิปัตย์ที่ขยับกันไม่ออก

แต่ในอารมณ์ที่ผ่อนคลาย ดีกรีตึงเครียดในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลที่วูบวาบสวนทาง


เช็กบรรยากาศวงถกแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาลที่บ้านพิษณุโลก ทุกสายตรงกัน เป็นไปอย่างชื่นมื่น และก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์ที่ชิงเสนอพิมพ์เขียวประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องรอให้พรรคร่วมรัฐบาลทวงสัญญาลูกผู้ชาย

"ได้ทั้งนั้นครับพี่"

ประโยคที่ขาใหญ่พรรคร่วมรัฐบาลฟังแล้วอมยิ้ม กับบท "เด็กดื้อ" ที่ลดโทนเฮี้ยวลง


และโดยช็อตต่อเนื่องหลังจบคิวทางการที่บ้านพิษณุโลก นายกฯอภิสิทธิ์แยกตัวกลับ "เทพเทือก" นัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลดินเนอร์ต่อที่โรงแรมหรูกลางกรุง เปิดอกคุยกันตามภาษานักเลงน้องๆพี่ๆ เคลียร์คำถามคาใจของพรรคพวก

"เฮียนิพนธ์ไปแล้ว พี่เทพจะลาออกตามหรือเปล่า"

คำตอบคือ ไม่มี

และก็เป็นอะไรที่ฟ้องอุปาทานหมู่ ช็อตที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหารือกันถึงคิวที่ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ หวนคืนการเมือง รับเป็นแม่ทัพพรรคเพื่อไทย


กระตุ้นต่อมคึกให้ลูกข่าย "นายใหญ่"

คงจะมียุทธศาสตร์อะไรใหม่ๆออกมาเดินเกมเคลื่อนไหว และพรรคเพื่อไทยคงเอา พล.อ.ชวลิตเข้ามาเพื่อหวังจะตรึงพื้นที่ภาคอีสานเอาไว้

ให้ได้มากที่สุด

อาการของคนกลัวผี "ทักษิณ" แอบซุบซิบกันมุมห้อง

อย่างไรเสีย พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องกอดคอกันต่อไป.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ประชามติลับลวงพราง

ที่มา ไทยรัฐ

ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากชาวบ้าน ที่ฝากผ่านไปถึง นายกรัฐมนตรี มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะความรู้สึกของชาวบ้านกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ ละครั้ง เหมือนถูกหลอก เหมือนถูกจับเป็นตัวประกันขาประจำอย่างไรอย่างนั้น

ข้อสงสัยประการแรก เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ อย่างไม่สมเหตุสมผลหรือไม่ โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ จะต้องมีการทำประชามติ อย่างที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันมาตลอด อาจจะมีข้ออ้างว่าเป็นการให้ประชาชนตัดสินใจหรือเป็นการลงทุนในการพัฒนาประชาธิปไตย

หรือแท้จริงเป็นการหวังผลทางการเมือง

ยกตัวอย่างการทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณเป็นพันล้านบาท เมื่อเทียบความคุ้มค่าดูแล้ว หากนำงบประมาณจำนวนนี้มาสร้างอาคารเรียน เพื่อให้มีการศึกษาและเรียนรู้ ประชาธิปไตยจริงๆ สมมติอาคารเรียนหลังละ 2 ล้านบาท ก็ได้ 500 หลังแล้ว ใช้งานได้อย่างน้อยก็ 20 ปี

แต่รัฐธรรมนูญบางฉบับใช้ได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ

และมีอะไรค้ำประกันได้ว่ารัฐธรรมนูญที่แก้กันแล้วกันอีก จะป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร หรือการทุจริตคอรัปชันได้ เชื่อว่า การทำประชามติคงใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน หรืออาจต้องมีการยกร่างแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา 6 เดือน หรือ 9 เดือนขึ้นไป

อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการซื้อเวลาของรัฐบาล

ทั้งนี้ ไม่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะรู้จักและเข้าใจรัฐธรรมนูญอย่างถ่องแท้ แม้แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน ก็ยังไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญได้ถ่องแท้ทุกประเด็น เพราะถ้ามีการเข้าใจรัฐธรรมนูญจริงทำไมต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หรือยังมีการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญกันอยู่อีก

ข้อเสนอก็คือว่า เมื่อมี ส.ว. และ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วถือว่าเป็นตัวแทนประชาชนให้คนเหล่านี้มาทำหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าผ่านความเห็นจากประชาชนได้

ที่ผ่านมาการลงประชามติใช้รัฐธรรมนูญปี 50 ก็ช่วยอะไรไม่ได้ รัฐธรรมนูญยังถูกหมกเม็ดเป็นกระบวนการลับลวงพราง และสร้างความวุ่นวายในระบอบรัฐสภาและการบริหารงานประเทศไม่รู้จบ

ดังนั้น หากมีการลงประชามติอีกก็ อาจจะมีรายการลับลวงพรางเกินขึ้นมาอีก ได้รัฐธรรมนูญที่มีปัญหาตามมาอีก สร้างความสับสนให้กับประชาชนไม่เลิก

การแก้รัฐธรรมนูญแต่ละครั้งสร้างความสับสนและบางครั้งก็กลายเป็นวิกฤติการเมือง เพราะกลไกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่บริสุทธิ์ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับลับลวงพรางไปเรื่อยๆ

สุดท้ายก็ต้องหาเรื่องฉีกรัฐธรรมนูญกันอีก.

หมัดเหล็ก

สรุปสาเหตุตกราง พขร.หลับใน เสียหาย129ล้าน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37774

ผู้ว่าการ รฟท.สรุปสาเหตุรถไฟตกรางที่ จ.ประจวบฯ เกิดจาก พขร.หลับใน ขณะที่มูลค่าความเสียหายประมาณ 129 ล้านบาท "โสภณ"คาดโทษผู้ที่เกี่ยวข้อง ยืนยันจะยังไม่มีการปลด "ยุทธนา" ออกจากตำแหน่ง..

ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เวลา 11.30 น. วันที่ 6 ต.ค. นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แถลงสถานการณ์ล่าสุด หลังเกิดเหตุรถไฟตกรางบริเวณสถานีเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทาง รฟท. จะต้องทบทวนเรื่องการทำประกันภัยบุคคลที่ 3 เพื่อให้ความคุ้มครองผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟ โดยจะเก็บค่าบริการเพิ่มจากค่าโดยสาร 1 บาทต่อเที่ยว พร้อมตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจสำรวจเส้นทางรถไฟทั่วประเทศ สถานี ขบวนรถ และหัวรถจักรที่ชำรุดและเสียหาย รวมทั้งปัญหาจุดตัดรถไฟทั่วประเทศ เพื่อประเมินวงเงินในการขอสนับสนุนจากรัฐบาล และเตรียมเสนอขอทบทวนมติ ครม.เพื่อขอบรรรจุพนักงานฝ่ายเดินรถเพิ่มอีก 171 ตำแหน่ง

นายยุทธนา ยอมรับว่า ผลจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2541 มีการจำกัดอัตรากำลังพลภาครัฐ ส่งผลให้พนักงานขับรถและฝ่ายช่างกลขณะนี้มีอยู่ประเภทละ 1,000 อัตรา ไม่เพียงพอกับความต้องการจริง ซึ่งจะต้องมีประเภทละ 1,300 อัตรา ทำให้พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ต้องทำงานล่วงเวลา บางรายต้องทำงานควบกะ ดังนั้นในระยะเร่งด่วน รฟท.จะกำหนดระเบียบเพื่อระบุชั่วโมงในการพักผ่อนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับสาเหตุที่ทำให้รถไฟตกราง เบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากพนักงานขับรถไฟ (พขร.) หลับใน เพราะมีหลักฐานว่า พนักงานขับรถไฟซึ่งจะต้องแวะจอดเพื่อรอรับเอกสารใบสับหลีกขบวนรถที่บริเวณ สถานีวังก์พง แต่ปรากฎว่าขบวนรถคันดังกล่าวได้ขับขบวนรถฝ่าไฟแดงตรงไปยังสถานีเขาเต่า ซึ่งมีขบวนรถสินค้าขาล่องจอดรอสับหลีก แต่เมื่อได้รับการติดต่อว่าขบวนรถดังกล่าววิ่งฝ่ามาด้วยความเร็วสูงถึง 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พนักงานที่สถานีเขาเต่าจึงได้สับหลีกรางเพื่อไม่ให้ขบวนรถไปชนกับขบวนรถสินค้าที่จอดอยู่ ในส่วนนี้คงจะต้องลงไปตรวจสอบในรายละเอียดต่างๆ ทั้งหมดอีกครั้ง

ส่วนความผิดของพนักงานขับรถนั้น นายยุทธนากล่าวว่า เบื้องต้นจะมีความผิดในข้อหาประมาทเลินเล่อทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต โทษจะต้องไล่ออก และถูกดำเนินคดีอาญา และอาจต้องโทษจำคุก ขณะเดียวกันต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกส่วนหนึ่งที่พนักงานคนนี้ต้องทำงานเกินเวลา เพราะ รฟท.มีปัญหาขาดแคลนพนักงานขับรถด้วย คาดว่าจะสรุปผลได้ภายในไม่เกิน 5 วันจากนี้

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ รฟท.ยังกล่าวถึงความเสียหายเบื้องต้นว่า ประมาณ 129 ล้าน จากขบวนรถไฟตู้โดยสารทั้งหมด 14 ตู้ ได้รับความเสียหาย 9 ตู้ และความเสียหายของราง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 120 ล้านบาท และความเสียหายจากการ สั่งระงับการให้บริการรถไฟในเส้นทางสายใต้ 28 เที่ยว และขบวนรถสินค้า 5 เที่ยว เป็นเงิน 9 ล้านบาท

ส่วนประเด็นที่มี กระแสข่าวว่า จะมีการปลดออกจากตำแหน่งผู้ว่าการ รฟท.นั้น นายยุทธนา กล่าวว่า จะทำงานเพื่อแก้ปัญหาของ รฟท. อย่างเต็มที่ ส่วนการปรับเปลี่ยนหน้าที่ ขึ้นกับฝ่ายนโยบายจะตัดสินใจ

ด้านนางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวถึงกรณีรถไฟตกรางที่สถานีเขาเต่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า ทาง คปภ.ตรวจสอบไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ปรากฏว่ารถไฟขบวนดังกล่าว รฟท.ไม่ได้ทำประกันภัยกับบริษัทใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าก่อนหน้านี้ บริษัท วิริยะประกันภัย ได้เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับประกันอุบัติเหตุต่าง ๆ แต่ทาง รฟท.เห็นว่าการเดินทางด้วยรถไฟมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ

เลขาธิการ คปภ. กล่าวต่อว่า แม้ทางรฟท.ไม่ได้ทำประกัน แต่คปภ.อยู่ระหว่างตรวจข้อมูลจากฐานระบบไปยังผู้ที่เสียชีวิตทั้ง 7 ราย และผู้ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บว่ามีการทำประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ หรือประกันการเดินทางกับบริษัทประกันใดบ้าง เพื่อจะได้ประสานไปยังบริษัทประกันภัยเรียกค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ที่เสีย ชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ หากผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ มีข้อมูลสามารถติดต่อสายด่วนประกันภัย 1186 เพื่อ คปภ.จะได้เร่งรัดดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาเวลา 14.00 น. นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เรียกนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เข้าพบ เพื่อกำชับและให้นโยบาย รฟท. ให้เร่งรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องทั้งในส่วนของระบบว่ามีส่วนใดบ้างที่ต้องการการแก้ไขปรับปรุง และบุคลากร ที่ต้องกลับไปรวบรวมข้อมูลชั่วโมงการทำงานของพนักงานว่าเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ แล้วให้ส่งข้อมูลเสนอมายังกระทรวงเพื่อพิจารณาภายในวันที่ 7 ต.ค. ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาร่วมกันอีกครั้ง

นายโสภณ กล่าวว่า จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จะต้องมีการสอบหาคนมารับผิดชอบ โดยได้มีการคาดโทษผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับตั้งแต่รัฐบาลไปจนถึงเจ้า หน้าที่ระดับปฏิบัติการ ว่าหากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้จะต้องรับผิดชอบ รวมถึงต้องทบทวนมติ ครม. เมื่อปี 2541 ที่มีการระบุว่าให้ รฟท. สามารถบรรจุพนักงานเข้าแทนที่พนักงานที่ลาออกหรือเกษียณอายุการทำงาน ได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากมติดังกล่าวได้ส่งผลให้ รฟท. ประสบปัญหาการขาดแคลนพนักงาน ทั้งในส่วนของพนักงานขับรถ และพนักงานฝ่ายช่าง ที่ขณะนี้มีความต้องการพนักงานทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายละ 1,300 คน แต่ปัจจุบัน รฟท.มีพนักงานฝ่ายละ 1,000 คนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน นายโสภณ ยังปฏิเสธข่าวที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการปลดผู้ว่าการ รฟท. ออกจากตำแหน่งจากกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่มีสิ่งใดชี้ชัดว่าเป็นความผิดของ ผู้ว่าการ รฟท. จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องปลดออกจากตำแหน่ง

รำลึก6ตุลา เงียบเหงา ไร้เงาคนในรัฐบาล

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37748

นายสุรพล นิติไกรพจน์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานรำลึก 33 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไร้เงานักการเมืองมาร่วมในพิธีวางพวงมาลาเหมือนทุกปี ขณะที่ญาติวีรชนจี้รัฐให้ความสำคัญ.....

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้(6 ต.ค.)ว่า ที่สวนปฎิมากรรมประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดงานรำลึก 33 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พิธีช่วงเช้ามีการตักบาตรพระสงฆ์ 34 รูป จากนั้น นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดงาน วัฒน์ วรรยางกูล อ่านบทกวีรำลึกวีรชน ญาติวีรชน คนเครือข่ายเดือนตุลา องค์กรประชาธิปไตยและองค์กรนักศึกษาร่วมกันวางพวงมาลาที่ปฎิมากรรม 6 ตุลา

ขณะที่นายสุรพล ปัญญาวชิระ ศิลปินผู้ออกแบบสวนปฎิมากรรมประวัติศาสตร์ ได้แสดงละครเสียดสีความขัดแย้งทางการเมืองด้วยการใช้ธงชาติห่มร่างตัวเองแล้วใช้ตีนตบและมือตบ ที่กลุ่มคนเสื้อแดงและเสื้อเหลืองใช้เป็นสัญลักษณ์ในการชุมนุม ออกมาตีหัวตัวเองไปพร้อมกับการร้องเพลงชาติ และใช้สีดำทาทับปิดสีเหลืองและแดงบนบนเวที เป็นการเรียกร้องให้คนไทยยุติการแตกแยก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในปีนี้ไม่คึกคักเหมือนทุกปีที่ผ่านมา มีคนมาร่วมงานประมาณ 100 คน ในจำนวนนี้มีคนสวมเสื้อแดงมาร่วมงานกว่า 10 คน และเป็นที่น่าสังเกตุว่า ไม่มีนักการเมืองมาร่วมในพิธีวางพวงมาลาเหมือนทุกปี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเคยมาร่วมงานทุกปีก็ไม่ปรากฎตัวให้เห็น มีเพียงนายอมร อมรรัตานนท์ คนเดือนตุลา ที่ไปเคลื่อนไหวอยู่กับกลุ่มเสื้อเหลืองสวมชุดดำมาร่วมในพิธี แต่นั่งอยู่เงียบๆ ที่ด้านหลัง เพราะเห็นว่า มีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่หลายคนและบางคนแสดงอาการพูดตะโกนด่าระบอบอมาตยาธิปไตยด้วยความไม่พอใจ ซึ่งญาติวีรชนหลายคนที่มาร่วมงานต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงความขัดแย้งในสังคมว่าทั้งสองสี ควรจะวางความขัดแย้งแล้วมาร่วมงานรำลึกวีรชน

นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา จะเป็นเครื่องเตือนสติให้คนไทยได้คิดว่า ควรแก้ปัญหาข้อขัดแย้งอย่างสันติ การใช้กำลังความรุนแรง แบบเหตุการณ์ในอดีต ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ จัดงานขึ้นก็เพื่อให้ทุกคน ระลึกถึงความรุนแรง ที่เกิดจากความคิด ความเชื่อ ที่ขัดแย้งกัน ไม่มีประโยชน์ที่คนไทยจะมาเข่นฆ่ากัน ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ควรจะยุติด้วยสันติวิธีในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะเป็นสิ่งเดียวที่คนในสังคมจะยอมรับได้

ด้านนางเล็ก วิทยาภรณ์ อายุ 77 ปี ญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นรัฐบาลยุค 6 ตุลา 19 ผ่านมา 33 ปี พรรคประชาธิปปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง อยากถามว่าทำไมวันนี้ คนในรัฐบาลนี้ถึงไม่สนใจเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่คนไทยเสียชีวิตจำนวนมาก จะเห็นว่าไม่มีใครมาร่วมงานอยากให้รัฐบาลหันกลับมามองดูบ้าง ในเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ควรกลับมาแก้ไขเหตุการณ์ในอดีต ให้มีความแจ่มชัด อย่าปล่อยให้ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องต้องตายอย่างมัวหมอง

ขณะที่นายจินดา ทองศรี กล่าวเสริมว่า 33 ปีผ่านไป ประชาธิปไตยไทยยังย่ำอยู่ที่เดิม รัฐบาลยังเป็นรัฐบาลเดิม ความขัดแย้งในสังคมก็มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเหมือนเดิม ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนในรัฐบาลถึงไม่สนใจงานรำลึกวีรชนคนเดือนตุลา ทั้งที่คนเหล่านนั้นเสียชีวิตเพื่อชาติเพื่ออุดมการณ์.

กมม.ดัน'สนธิ ลิ้มทองกุล'นั่งหน.พรรคตามคาด

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37761

นายสนธิ ลิ้มทองกุล

สมาชิกพรรคการเมืองใหม่ดัน“สนธิ ลิ้มทองกุล” นั่งหัวหน้าพรรคใหม่ แทน"สมศักดิ์ โกศัยสุข"รอผลคะแนนเป็นทางการบ่ายวันนี้...

วันนี้(6 ต.ค.)เวลา 09.00 น.ที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ได้มีการประชุมใหญ่สมาชิกพรรคการเมืองใหม่(ก.ม.ม.)ครั้งแรกของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยนายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า กระบวนการเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ จะยุ่งยากกว่าพรรคการเมืองทั่วไป โดยจะใช้วิธีการแบบการเลือกตั้งทั่วไป เนื่องจากต้องการให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อเจตนารมณ์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

จากนั้น มีการรายงานผลการดำเนินงานของพรรค โดยคณะกรรมการบริหารผู้จดแจ้งการจัดตั้งพรรค ก่อนที่นายสมศักดิ์ โกศัยสุข จะประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับพรรค ที่ได้มีการเปิดรับสมาชิกพรรคใหม่ และให้มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคใหม่ โดยเปิดให้สมาชิกได้เสนอรายชื่อบุคคลเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่หลายคน อาทิ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสุริยะใส กตะศิลา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์

อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ และนายสุริยะใส ได้สละสิทธิ์ ส่วน พล.ต.จำลอง นายอาทิตย์ และพล.อ.ปฐมพงษ์ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ดังนั้น จึงมีนายสนธิ ได้รับการเสนอชื่อเพียงคนเดียวโดยปราศจากคู่แข่ง

จากนั้น มีการลงคะแนนรับรองนายสนธิ เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดยใช้วิธีการลงคะแนนรับรองการเป็นหัวหน้าพรรค โดยให้สมาชิกแต่ละคนที่มาประชุมลงคะแนนด้วยวิธีลับและนับคะแนน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงบ่าย ทั้งนี้ นายสนธิ ต้องได้คะแนนรับรองไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มาร่วมประชุม.

คุณวิภา ดาวมณี: เขียนชวนร่วมงาน 6 ตุลาแบบนี้ อย่าเขียนดีกว่า

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 5 ต.ค. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้ตั้งกระทู้หมายเลข 38222 หัวข้อ “คุณวิภา ดาวมณี: เขียนชวนร่วมงาน 6 ตุลาแบบนี้ อย่าเขียนดีกว่า” เพื่อวิจารณ์บทความของวิภา ดาวมณีเรื่อง “งานรำลึก 6 ตุลา ครบรอบ 33 ปี : ประชาธิปไตยสมบูรณ์...?” ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาไท, เว็บไซต์อารยชน และมติชนสุดสัปดาห์ โดยความเห็นของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มีดังนี้

000
ดูบทความ "งานรำลึก 6 ตุลา ครบรอบ 33 ปี : ประชาธิปไตยสมบูรณ์...?" ของ วิภา ดาวมณี ได้ที่นี่ http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26088 หรือที่นี่ http://www.arayachon.org/rethink/20090919/1507 หรือใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับล่าสุด
ผมได้เห็นบทความประชาสัมพันธ์งาน 6 ตุลาปีนี้ของคุณวิภา ดาวมณี ครั้งแรก ระหว่างออกนอกบ้านไปจับจ่ายซื้อของเมื่อวันเสาร์ (3 ตค) แล้วแวะร้านซีเอ็ด และหยิบ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับล่าสุดขึ้นเปิดดู (ความจริง จะดูว่านิธิเขียนอะไรสัปดาห์นี้)
บอกตรงๆว่า หลังจากยืนอ่านตรงนั้นแล้ว ผมเกิดความรู้สึกที่โกรธมากๆ และตลอด 1-2 ชั่วโมง ที่เดินซื้อของ จนกลับมาถึงบ้านก็ไม่หายโกรธ หรือไม่ลดความโกรธลงเลย รีบเปิดคอมพิวเตอร์เขียนอะไรบางอย่างออกมา
แต่พอเขียนแล้ว เกิดเปลี่ยนใจว่า ไม่โพสต์ดีกว่า ไม่ใช่เพราะความโกรธลงลงหรือหายไปแล้ว แต่เพราะมีความรู้สึกที่แย่ๆอย่างอื่นขึ้นมาแทรก เช่น หดหู่ ว่าโพสต์ไปก็เท่านั้น
คุณวิภาเขียนประโยคแรกสุดของบทความเลยว่า "คนรุ่นใหม่ที่อายุน้อยกว่าสามสิบปีส่วนใหญ่ คงไม่รู้ว่า 6 ตุลา 2519 คืออะไร" บทความนี้ของคุณวิภา พิสูจน์ให้เห็นว่า อย่าว่าแต่ "คนรุ่นใหมที่อายุน้อยกว่าสามสิบปีส่วนใหญ่" เลย แม้แต่คุณวิภา คนที่ "ผ่าน" เหตุการณ์มาเอง และเป็นคนจัดงานนี้ มาหลายปี ก็ยังรู้ไม่ว่า "6 ตุลา 2519" คืออะไร เพราะถ้ารู้จริงๆ ไม่เขียนอะไรที่แย่แบบนี้ออกมา
อันที่จริง บทความนี้ พูดในเชิงการความกลมกลืนในการนำเสนอล้วนๆ (คือไม่ต้องดูที่เนื้อหาโดยตรง) ก็จัดว่า เป็นบทความแย่ คือ พูดถึงเรื่องอะไรต่ออะไร มั่วไปหมด จาก 2475 ถึงหลัง 14 ตุลา ถึง วิกฤติทุนนิยมปัจจุบัน ถึง เสื้อเหลืองเสื้อแดง โดยที่แต่ละเรื่องแต่ละประเด็นนี้ ไม่สามารถนำเสนอในลักษณะมีโฟกัส เชื่อมโยงกันได้โดยแท้จริง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเชื่อมโยงเข้ากับ "6 ตุลา 2519" เหมือนนึกอยากเขียนอะไรก็เขียน
แต่ที่ทำให้ผมโกรธ มากๆ และถือเป็น insult คือ จู่ๆ ในกลางๆบทความ คุณวิภา ก็อ้างพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 (เรื่อง มาตรา 7 และเป็นจุดเริ่มต้นของ "ตุลาการภิวัฒน์") ขึ้นมา โดยบริบทแล้ว ไม่มีความเกี่ยวเนื่องอะไรกับเรื่องที่กำลังเขียนเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง 6 ตุลา นี่คือส่วนที่คุณวิภา เขียน :
“มีการเชื่อมโยงถึงการโค่นล้มสถาบันอันเป็นที่เคารพ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกนำมาใช้จนกลายเป็นกระแส มีความพยายามยกเลิกอำนาจอธิปไตยของปวงชนไทย
จากหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 26 เมษายน 2549 ในหลวงทรงตรัสถึงความหมายของประชาธิปไตยไว้ว่า “..... ขอยืนยันว่า มาตรา 7 ไม่ได้หมายถึงมอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่ มาตรา 7 พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่าให้พระมหากษัตริย์ตัดสินใจทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำ เขาก็จะต้องว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยขอ ไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย”
("มีการเชื่อมโยงถึงการโค่นล้มสถาบันอันเป็นที่เคารพ" แต่ทำไมจึงอ้างพระราชดำรัสตุลาการภิวัฒน์? เป็นตรรกะกันตรงไหน?)
ผมถือว่า ใครที่เขียนระลึก 6 ตุลา แล้วอ้างพระราชดำรัส - ไม่ว่าพระราชดำรัสใดๆ - คนนั้น ถ้าไม่เสียสติ ก็ ... [ขออภัย เซ็นเซอร์ตัวเอง หาคำที่ผมเขียนบ่อยๆ ที่ประชาไท มาใส่กันเอาเอง]
กรณีคุณวิภานั้น ที่ชวนให้หดหู่มากๆคือ ในครั้งอื่นๆ (ผมจำได้ดีอยู่ ระบุได้ด้วย ว่าครั้งไหนบ้าง แต่ไม่ต้องการให้คุณวิภาเดือดร้อนเปล่าๆ) เวลาพูดถึง "บางเรื่อง" ทำนองเดียวกันนี้ กลับพูดในลักษณะที่ผมเองไม่มีความกล้าพอที่จะพูดเลย พูดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงอย่างเหลือเชื่อด้วย
ผมจึงได้แต่สรุปว่า กรณีบทความ 6 ตุลา ที่อ้างพระราชดำรัสนี้ คือเรื่องของ sheer incompetence คือ ไม่รู้จักคิดจริงๆ ไม่มีความสามารถจะ hold thought หรือ ตั้งสมาธิ ในการคิดที่ซีเรียสได้อย่างจริงๆ นึกอยากจะเขียนอะไร ก็เขียนไป ไม่มีพลังปัญญาพอจะคิดอย่างเข้มข้นก่อนจะเขียนอะไรที่ซีเรียส (ผู้ที่คุ้นเคยกับการเขียนอะไรที่ซีเรียสจริงๆ ย่อมรู้ดีว่า การเขียนเช่นนั้น ก็เหมือนการออกกำลังอย่างหนึ่ง คือต้องใช้ แรง ต้อง "อึด" แม้จะไม่ใช่การ "อึด" ที่แสดงออกทางกายภาพ แต่การ "อึด" ในการคิด ก็ไม่ต่างกัน เรื่องนี้ Gramsci พูดไว้ใน Prison Notebooks)
[ตัวอย่างของ sheer incompetence อีกตัวอย่างหนึ่ง ในบทความ ซึ่งอยางที่บอกว่า เป็นการสะท้อนการเขียนไปเรื่อยๆ ไม่คิด คือ การอ้าง "ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1" แล้ว เซนเซอร์คำว่า "กษัตริย์" ออกจากคำ "รัฐบาลกษัตริย์" และคำว่า "เจ้า" ออก แล้ว ใส่เป็นดังนี้แทน “รัฐบาล ......(ก่อนหน้าการปฏิวัติ 2475) กล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณ เสียภาษีอากรให้......ได้กินว่าราษฎรมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ ถ้าราษฎรโง่ ......ก็โง่" ความจริง การอ้าง ประกาศ นี้ก็ไม่เข้ากับบริบทเท่าไร แต่ถ้าจะอ้าง แล้วอ้างแบบนี้ ก็ทำให้กลายเป็นเรื่องตลกไป คือ ถ้าไม่คิดว่า สามารถอ้าง "รัฐบาลกษัตริย์" หรือ "เจ้าก็โง่" ได้ ก็อย่าอ้างเสียจะดีกวา ใครๆก็รู้ว่า ส่วนที่ .... มีข้อความอะไร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับปรีดี และ 2475 หรือไม่เห็นด้วย เพราะนี่เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ สมัยนี้ แม้แต่หนังสือที่ราชการรัฐวิสากิจพิมพ์เพื่อสรรเสริญกษัตริย์ ยังพิมพ์แถลงการณ์นี้เต็มๆกันเป็นปกติ]
อย่างที่พูดในตอนต้นว่า เดิมผมเขียนถึงบทความคุณวิภา ตั้งแต่วันเสาร์ แต่เปลี่ยนใจไม่โพสต์ แต่เวลาใกล้วันที่ 6 ตุลาทุกปี ผมจะอารมณ์ไม่ดีมากๆ (ปีหนึ่งๆ จะมีวันที่ผมอารมณ์ไม่ดีมากๆ อยู่จำนวนหนึ่งทุกปี วันที่ 6 ตุลา เป็นวันหนึ่ง) และรู้สึกว่า ถ้าปล่อยเรื่องนี้ไป จะยิ่งอารมณ์ไม่ดีหนักขึ้นไปอีก จึงเปลี่ยนใจมาเขียนใหม่ ที่เขียนข้างบนนี้ทั้งหมด เป็นเว่อร์ชั่นเพิ่งเขียน ที่ตั้งใจว่า จะให้ "แรงน้อยที่สุด" แล้ว
บทความคุณวิภานี้ ยืนยันความรู้สึกที่ผมมีมานานว่า ยุค สมัยนี้ เป็นยุคสมัยที่ห่วยแตกสุดขีดไม่ว่าจะ ซ้ายเก่า ซ้ายใหม่ คนที่อยากเป็นซ้าย คนที่อ้างว่าสู้เพื่อประชาธิปไตย ("คัดค้านอำมาตยาธิปไตย") ฯลฯ ไม่ว่าจะ นักวิชาการ แอ๊กติวิสต์ ฯลฯ
(ปล. ช่วงนี้ อ่านโพสต์ที่ประชาไท (หรือแม้แต่บาง rep ทีนี่เอง) เห็นเริ่มมาเชียร์บางคนกันแล้ว ผมนึกอะไรขึ้นมาได้ระหว่างขับรถกลับบ้านวันนี้คือ "คนบางคนนั้น ถ้าคิดว่าการกินขี้แทนข้าว จะช่วยทักษิณได้ ก็ยินดีจะขี้แทนข้าวกันแล้ว" - ความจริง ร่างไว้ในใจด้วยซ้ำว่า จะเขียน "ขยายความ" เป็นกระทู้ได้อย่างไร แต่เปลี่ยนใจ ไม่เขียนดีกว่า ปล่อยให้บางคนกินขี้แทนข้าวไปดีกว่า - อนึ่ง ถ้าใครคิดว่า ที่เพิ่งเขียนไปนี้ "แรง" ความจริง ผมมี alternate sentence ที่ "แรง" กว่านี้อีก ใข้ภาษาฝรั่ง ที่มีตัว "เอฟๆ" เข้ามาด้วย แต่ไม่เขียนดีกว่า แค่นี้ ก็ถูกคนรับไม่ได้มากพอแล้ว)
ปล.2: ถ้าคุณวิภา ได้มาอ่านโพสต์นี้ของผม ผมหวัง เป็นอย่างยิ่งว่า คุณวิภา คงไม่ พยายาม "แก้ตัว" ด้วยการทำอะไรที่ "สุ่มเสี่ยง" เพื่อ "พิสูจน์" ว่า ตัวเองมีจุดยืนอย่างไร ใน "เรื่องนั้น" โปรดอย่าทำเป็นอันขาด อย่างที่พยายามเขียนไปข้างต้นว่า ผมตระหนักดี ว่าในโอกาสอื่น คุณวิภา พูดถึงเรืองทำนองนี้ว่าอย่างไร (ในลักษณะที่ผมไม่มีความกล้าจะพูดเลย) แต่นั่นเพียงแต่ยืนยันว่า คุณวิภา ไม่ยอมใช้ความคิด เวลาพูด ไม่ว่า เวลาพูดแบบสุ่มเสี่ยงในครั้งอื่น หรือพูดแบบ ไร้สติในครั้งนี้ในบทความนี้

ThaiEnews Poll:คนที่คุณก็รู้ว่าใคร?ต้องเสียสละยุติบทบาทการเมืองเพื่อชาติ เปรมก็ด้วย!

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กันยายน 2552

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (นั่งหันหลังเห็นผมหงอกขาว)เป็นบุคคลที่ควรเสียสละวางมือทางการเมืองเพื่อชาติอันดับต้นๆ

ผลสำรวจผู้อ่านไทยอีนิวส์พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย วัยผู้ใหญ่อายุระหว่าง40-60ปีมากที่สุด จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุดคือ 49% จบสูงกว่าปริญญาตรี 33 % เป็นผู้อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมากที่สุดคือ44% อาศัยในต่างประเทศ11% มีอาชีพเป็นนักธุรกิจมากที่สุด โดยมีความปรารถนาอยากให้ไทยมีระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแบบอังกฤษ-ญี่ปุ่นมากที่สุด ส่วนใหญ่มีแนวทางปฏิรูปต่อการแก้วิกฤตประเทศ โดยเสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี40กลับมาใช้ แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ รองลงมาเสนอแก้รธน.ขจัดอำนาจผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญออกไป ส่วนบุคคลที่อยากให้เสียสละยุติบทบาททางการเมืองมากที่สุดคือ"คนที่คุณก็รู้ว่าใคร?" รองลงมาคือพลเอกเปรม


คนที่คุณก็รู้ว่าใครเป็นบุคคลที่ควรเสียสละยุติบทบาทการเมืองเพื่อชาติมากที่สุดตามด้วยเปรม

ไทยอีนิวส์ซึ่งเกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์เน็ต หลังรัฐประหาร 19 กันยาฯ มียอดคนอ่านในขณะนี้มากกว่า 12 ล้านครั้ง ล่าสุดเราได้จัดสำรวจความคิดเห็นของท่านผู้อ่านในหัวข้อ"ท่านอยากให้ใคร"เสียสละ"ยุติบทบาทการเมืองเพื่อชาติมากที่สุด?" ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าที่ผ่านมา ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสมักนำเสนอว่าหากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเสียสละยุติบทบาททางการเมือง ก็จะทำให้ประเทศชาติกลับคืนสู่ความสงบสุข

มีท่านผู้อ่านที่ตอบแบบผลการสำรวจทั้งสิ้น 3,951 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้

-คนที่คุณก็รู้ว่าใคร จำนวน 2,216 ตัวอย่าง คิดเป็น 56% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
-รองลงมาคือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ 1,234 ตัวอย่าง คิดเป็น 31%
-พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 158 ตัวอย่าง คิดเป็น 3%
-นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 132 ตัวอย่าง คิดเป็น 3%
-นายสนธิ ลิ้มทองกุล 119 ตัวอย่าง คิดเป็น 3%
-ผู้นำกองทัพ 71 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ศ.นพ.ประเวศ วะสี 9 ตัวอย่าง ไม่ถึง 1%
-บุคคลอื่นๆ 12 ตัวอย่าง ไม่ถึง 1%


เสนอปัดฝุ่นรธน.40กลับมาใช้ผ่าทางตัววิกฤตประเทศ

ก่อนหน้านั้นเราได้จัดทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นของท่านผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง"ประเทศไทยควรมีหนทางออกจากวิกฤตการเมืองอย่างไร?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 2,261 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้

-กลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี40แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และต้องเคารพเสียงตัดสินของประชาชน971ท่าน คิดเป็น42%
-แก้รัฐธรรมนูญเพื่อขจัดอำนาจผู้มีบารมีนอกรธน.แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และเคารพเสียงตัดสินประชาชน633ท่าน หรือ27%
-แก้รธน.ให้ไทยเป็นสหพันธรัฐ มีรัฐบาลท้องถิ่น กับมีรัฐบาลกลางตามเสียงประชาชนเลือกตั้ง 297ท่าน หรือ13%
-แบ่งแยกประเทศเป็นไทยเหนือ+อีสาน,ไทยใต้+ไทยกรุงเทพฯ เป็นต้น 123 ท่าน คิดเป็น5%
-ทำสงครามกลางเมืองแบบแตกหักให้รู้แพ้ชนะกันไปข้าง 82 ท่าน คิดเป็น 3%
-ยุบสภาแล้วจัดเลือกตั้งใหม่ตามรธน.ปี50และต้องเคารพเสียงตัดสินของประชาชน63ท่าน คิดเป็น2%
-อภิสิทธิ์ลาออก จัดตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ยกเลิก2มาตรฐาน 60 ท่าน คิดเป็น2%
-เห็นว่าที่เห็นอยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร 12 ท่าน ไม่แจงนับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้
-อื่นๆอีก20ท่าน ไม่แจงนับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้


อยากให้ไทยปกครองประชาธิปไตยมีกษัตริย์ใต้รธน.แบบอังกฤษ-ญี่ปุ่นมากที่สุด

ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ก่อนเราได้สุ่มสำรวจความเห็นของท่านผู้อ่านของเราในหัวข้อ"ท่านมีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองแบบใดที่สุด?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,956 ท่าน ผลการสำรวจ เป็นดังนี้

-ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับอังกฤษ และญี่ปุ่น จำนวน 843 ท่าน คิดเป็น 43%
-รองลงมาคือประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ แบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา หรือสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 370 ท่าน คิดเป็น18%
-รัฐสวัสดิการที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแบบสแกนดิเนเวีย(สวีเดน เดนมาร์ค นอรเวย์)จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 17%
-ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐฝรั่งเศส หรือเยอรมนี จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 15%
-สังคมนิยมที่มีเศรษฐกิจเสรีนิยมแบบจีน จำนวน 34 ท่าน คิดเป็น 1%
-ประชาธิปไตยแบบไทยๆเหมือนในปัจจุบัน จำนวน 26 ท่าน คิดเป็น1%
-กลับไปเป็นราชาปไตยเหมือนก่อนปีพ.ศ.2475 จำนวน 22 ท่าน คิดเป็น1%
-เผด็จการแบบเกาหลีเหนือ หรือพม่า คิวบา จำนวน 6 ท่าน ไม่สามารถแจงนับเป็น%
-อื่นๆ จำนวน 11 ท่าน ไม่สามารถแงนับเป็น%ได้


ก่อนหน้านี้ไทยอีนิวส์ได้สำรวจท่านผู้อ่านของเราในเรื่องเพศ วัย อาชีพ ที่อยู่อาศัยปัจจุบัน โดยมีผลสำรวจเป็นดังนี้

1.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นเพศชายมากที่สุด ส่วนมากเป็นผู้ใหญ่อายุระหว่าง40-60ปี

ไทยอีนิวส์สำรวจฐานท่านผู้อ่านล่าสุดระหว่างวันที่ 7-11 ก.ย.2552 ในเรื่องเพศและอายุ มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 3,292 ท่านผลการสำรวจเป็นดังนี้

-เป็นเพศชายมากที่สุด 1,553 ท่าน
-รองลงมาเป็นเพศหญิง 661 ท่าน
-เพศที่สาม 27 ท่าน

อายุระหว่าง41-50ปีมากที่สุด จำนวน 1,175 ท่าน
อายุระหว่าง 51-60ปีรองลงมา จำนวน 915 ท่าน
อายุระหว่าง 31-40ปีรองลงมา จำนวน 627 ท่าน
อายุระหว่าง20-30ปีรองลงมา จำนวน 245 ท่าน
อายะระหว่าง61-70ปี จำนวน 222 ท่าน
อายุต่ำกว่า 20 ปีลงมา จำนวน 45 ท่าน
อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป จำนวน 35 ท่าน


2.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นนักธุรกิจมากที่สุด ตามมาด้วยข้าราชการ นักวิชาชีพ ปัญญาชน

ผลการสำรวจเรื่องอาชีพของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม -1 กันยาน 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,580 ตัวอย่าง มีผู้ประกอบอาชีพมากที่สุดเรียงตามลำดับ ดังต่อไปนี้

-มากที่สุดอันดับ 1 คือนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ 589 ตัวอย่าง คิดเป็น 22% ของผู้อ่านทั้งหมด
-รองลงมาเป็นอาชีพข้าราชการในระดับปฏิบัติงาน 330 ตัวอย่าง คิดเป็น 12 %
-ตามมาด้วยนักวิชาชีพด้านแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักวิทยาศาสตร์ 232 ตัวอย่าง หรือ 8%
-พนักงานบริษัทเอกชนในระดับปฏิบัติงาน 189 ตัวอย่าง คิดเป็น 7%
-นักวิชาการ อาจารย์สถาบันการศึกษา 179 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-เกษียณแล้ว 180 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-นักบริหารระดับกลางในธุรกิจภาคอกชน 139ตัวอย่าง คิดเป็น 5%
-นักบริหารระดับกลางในภาคราชการ 134 ตัวอย่าง คิดเป็น5%
-นักเรียน นักศึกษา 103 ตัวอย่าง คิดเป็น 3%
-นักบริหารระดับสูงในภาคธุรกิจอกชน 61 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ใช้แรงงาน 76 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ว่างงาน 73 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-เกษตรกร 43 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-นักบริหารระดับสูงในภาครัฐบาล 32 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ศิลปิน นักแสดง นักเขียน นักวิจารณ์ 33 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-สื่อมวลชน 26 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ที่ไม่แจงนับถึง1%ได้ มีNGO นักสิทธิมนุษยชน องค์การมหาชน 12 ตัวอย่าง,ตุลากร อัยการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 13 ตัวอย่าง และอาชีพอื่นๆนอกจากขางต้นนี้ 136 ตัวอย่าง คิดเป็น 5%


3.ผู้อ่านของเรามีการศึกษาระดับปริญญาตรีสูงที่สุด ตามมาด้วยจบสูงกว่าปริญญาตรี

ไทยอีนิวส์มีการนำเสนอผลการสำรวจระดับการศึกษาของผู้อ่านไทยอีนิวส์ที่ที่จัดสำรวจระหว่างวันที่ 12-15 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,534 คน ผลเป็นดังนี้


-มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี จำนวน 257 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี จำนวน 766 ตัวอย่าง คิดเป็น 49 %
-มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 511 ตัวอย่าง คิดเป็น 33 %


4.มีที่อยู่ในกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ และอยู่เมืองนอกอีกไม่น้อยกว่า10%

ไทยอีนิวส์ยังได้เปิดเผยผลสำรวจที่อยู่ปัจจุบันของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,182 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้


-อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1,420 ตัวอย่าง คิดเป็น 44 %ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
-รองลงมาอาศัยในเขตภาคเหนือ 529 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-ตามมาด้วยอาศัยอยู่ในภาคอีสาน 352 ท่าน คิดเป็น 11 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคกลางและตะวันออก 299 ท่าน คิดเป็น 9%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนทวีปอเมริกา 210 ท่าน คิดเป็น 6 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคใต้ 153 ท่าน หรือคิดเป็น 4 %
-อาศัยอยู่ต่างประเทศ โซนทวีปยุโรป 118 ท่าน คิดเป็น 3 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนเอเชีย 55 ท่าน คิดเป็น 1 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศ โซนออสเตรเลีย 36 ท่าน คิดเป็น 1%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนอาฟริกา 3 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้
-อาศัยอยู่ในที่อื่นๆนอกจากข้างต้น 7 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้


เมื่อพิจารณาโดยสรุปแล้ว มีผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นผู้มีที่อยู่ปัจจุบันในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ และมากที่สุดในกรุงเทพฯและปริมณฑล รองลงมาคือภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางและตะวันออก และภาคใต้ ตามลำดับ

ขณะที่มีผู้อ่านซึ่งมีที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่ในต่างประเทศ 11 % มากที่สุดคือโซนอเมริกา รองลงมาคือยุโรป ทวีปออสเตรเลีย เอเชีย และอาฟริกา ตามลำดับ