WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 6, 2009

หายนะของผู้นำ

ที่มา บางกอกทูเดย์

พรรคประชาธิปัตย์..จะรู้สึกอย่างไรกับหัวหน้าพรรคของเขานั้น...ก็เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์แต่สำหรับ...ประชาชนคนไทยแล้ว...ประเทศย่อมมาก่อนประชาชนทั้งหลาย...ต้องตั้งคำถามและหาคำตอบให้กับตนเองว่า...นับตั้งแต่ประเทศนี้ ได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี..ประเทศนี้..มีอะไรดีขึ้นคำตอบก็คือ....ในทุกๆ ด้านกำลังดิ่งลงสู่หุบเหวแห่งความหายนะ..รถเมล์ เอ็นจีวี..ราคาคันละ 4ล้านบาท..รัฐบาลนี้ยอมให้เช่า ในเวลา 10 ปี คันละ16 ล้านบาท จำนวน 4 พันคันทุกโครงการที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง...รัฐมนตรีต้องลาออกทิ้งเก้าอี้..เพราะปลากระป๋องเน่านมบูด...กระทรวงสาธารณสุข..กำลังฉาวโฉ่..กับการ“จัดให้” ในสิ่งที่หมอและโรงพยาบาลไม่ต้องการ..200 กว่าปีตั้งแต่มีกรุงรัตนโกสินทร์ นี่เป็นครั้งแรกที่กัมพูชา..ยืนยันว่าพร้อมที่จะทำสงครามกับประเทศไทย..รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...สูญเสียสิทธิของประเทศไทยในพื้นที่ที่กัมพูชาอ้างว่า..เป็นพื้นที่ทับซ้อน..ถนนขึ้นสู่เขาพระวิหารจากฝั่งกัมพูชาที่

ไม่เคยมีทางขึ้นมาก่อนย้อนหลังไปเกือบ 50 ปีวันนี้กัมพูชาราดซีเมนต์ขึ้นมาเรียบร้อยทหารไทยให้ รัฐบาลมาร์ค..ประท้วง..แต่รัฐบาลไม่แก้ไข13 ตุลาคมของทุกปี..เป็นวันตำรวจแห่งชาติ..แต่ปีนี้..จนถึงวันนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ประธานกรรมการตำรวจ..ยังตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่เสร็จ..แต่เรื่องสัพเพเหระทั้งหลาย..ยังอธิบายความหายนะของชาติได้ไม่สมบูรณ์เท่า..กับการที่ นายกรัฐมนตรี..งัดข้อกับ..รองนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 และ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี..หายนะของชาติอันเนื่องมาจากหายนะของภาวะผู้นำของ..นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยอภิสิทธิ์..สมัครใจที่จะโกหกคนทั้งชาติ..ด้วยการยืนยันว่าไม่รู้เรื่อง..นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาฯคนสำคัญ..ยื่นใบลาออกคนทั้งประเทศรู้ว่า..ทำไม นิพนธ์ พร้อมพันธุ์..ถึงอยู่ไม่ได้และต้องตัดสินใจลาออก..แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ทำเหมือนไม่รู้ภาวะวิสัยของผู้นำ..ต้องกล้าต่อการยอมรับและพร้อมที่จะก้าวออกไปข้างหน้าของปัญหา..เพราะคุณอภิสิทธิ์ ก็รู้ว่า..นายนิพนธ์ กับนายสุเทพ..เขาสนับสนุน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..คนละคนกับ คุณอภิสิทธิ์ให้ พลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ เสนอพลตำรวจเอก จุมพล มั่นหมาย เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..แค่นั้น...ก็หมดเรื่อง

ตอดนิด-ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ขานรับ .. กับ ‘ไตรรงค์ ธงสามสี’!!
รันเวย์ เปิดกว้าง ทางสะดวก สำหรับ การก้าว เข้ามาเป็น“รองนายกรัฐมนตรี”??เชิดหนังตะลุง คืนสู่ศูนย์อำนาจในครั้งนี้, อยากบิณฑบาต“คุณพี่ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” ว่าที่รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ อย่าทะลุกลางปล้องโดยไม่จำเป็นลีลาตลกหลวง ตีวัวกระทบคราด กระแนะกระแหนใคร..โปรดกรุณาอย่างัด ออกมาเล่นยิ่ง “มุกยอดฮา”....ที่เขากล่าวกันว่า “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”เป็นเด๊ก..ก..ก..เด็กนั้น... “ท่านไตรรงค์” ขึ้นเสียงเขียว ปฏิเสธแข็งขัน“ว่าไม่จริง สักหน่อย”!!!เขาไม่ใช่เด็กหน้าหยก.....แต่เค้าคือ “ทารก”?....ที่ท่านไตรรงค์ยกขึ้นมาพูดบ่อยบ่อย????
✮✮✮
เดินเลอเลิศประเสริฐศรีเข้ามาอย่างหน้านวล!!
และก็ ใส่ตะกร้าล้างน้ำ เข้ามาเป็น “กล่องดวงใจ” ของ “นายกรัฐมนตรีหลานญวน”??ตรงนี้และที่นี่, ขอ ยวนยาเหล่ โอละเห่ ต้อนรับ “คุณพี่กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่พลาสชั้น ขึ้นลิฟท์แก้วเป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” มีอำนาจ “ครอบจักรวาล”จะได้พ้นเรื่องมัวหมอง อันถูกกล่าวหา ต่อ โครงการ“ชุมชนพอเพียง” เสียทีไงล่ะท่านเพราะขืน ตะบี้ตะบัน เป็น “รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ” ปัญหาการทุจริต “ชุมชนพอเพียง” ก็จะตามเป็นเงา มาหลอกหลอนทำให้สะดุ้ง!!วิธีฟอกคนให้สะอาด....ก็คือการเพิ่มอำนาจ?..นี่เป็นความฉลาดของ “พรรคประชาธิปัตย์เขาแหละลุง??????
✮✮✮
ใช้สมองส่วนไหนคิด!!
“เซลล์แห่งความยุติธรรม” ถึงจะเรี่ยราดตกต่ำอย่างสุดขีด แต่ก็ควรที่จะพิจารณากันสักนิด??ไม่รู้ใครหนออุตริ ที่จะให้รัฐบาล ของ “ท่าน นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”รุสต๊อกล้างโทษ ให้กับ “ผู้ก่อการร้าย” ที่ยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิหากลดโทษ กระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ บ้าบอคอแตกกันเช่นนี้ ถือว่าไม่คุ้มเพราะจะเอาโทษ “ความผิด” เพียงแค่ “ปิดการจราจร” เหมือนการยึด “ทำเนียบรัฐบาล”...นานาชาติอารยะประเทศ คงหมดความเชื่อมั่นกฎหมาย ของประเทศไทย ที่ไม่แจ่มแจ๋ว!!เลิกเสียที ต่อการอุ้ม “พันธมิตรฯ”...เท่านี้มันก็มีอภิสิทธิ์?....ติดลมบนมากแล้ว?
✮✮✮
รวดเร็วปาน ‘กามนิตหนุ่ม’!!
เป็นอีกหนึ่ง “นวัตกรรม” แห่ง “การสร้างภาพ” อันแสนคุ้ม??หลัง “ม้าเหล็ก” ห้อตกราง..มีคนเจ็บคนตายกลาดเกลื่อน..ไม่ยอมเสียโอกาส “ตกเฟรม” สร้างเรตติ้งให้กับตัวเอง...แล้ว “นายกฯนกนางแอ่น” ผู้มีดีที่น้ำลาย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ดิ่งถึงที่เกิดเหตุนับเป็นการ “ชิงพื้นที่ข่าว” ได้อย่างแสนวิเศษเหมือนเป็นการ “โปรโมทตัวเอง” ลบข้อด้อยเสียงครหา ว่า“ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน” จึงต้อง “เกาะกระแส” เหตุการณ์ต่างๆ หากิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “หมีแพนด้า-เคอิโงะ-น้องหม่อง-ยายเนียม-ยายไฮ” ดู “นายกฯ อภิสิทธิ์” จะ “แทรกเป็นยาดำ” เข้าไปยุ่ง!!!แปลกแฮ่ะ, กับเหตุการณ์ “๓ จังหวัดภาคใต้”.....ท่านสมควรรีบที่จะบึ่งไป!..ไฉนมัวเก็บตัว อยู่แต่เมืองกรุง?????.
✮✮✮
‘ไทยเข้มแข็ง’ หรือว่า‘โกงเข้มแข็ง’!!
ต้อนรับ “ปลายฝนต้นหนาว” เมื่อ “พรรคประชาธิปัตย์” ของ“นายกฯ ทารก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เจอข้อหา “โกงกินอย่างแรง”??โดยเฉพาะงบประมาณ “ไทยเข้มแข็ง” ของ “กระทรวงสาธารณสุข”ที่ “คุณหมอวิทยา แก้วภราดัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปล่อยฝูงอีแร้ง ถลุงรุมทึ้งงบประมาณ “๘๖,๐๐๐ ล้านบาท”กันอย่างสะเด็ด“ครุภัณฑ์เครื่องมือการแพทย์” ราคาไม่กี่ล้าน....ก็บวก “หัวคิว”รุมกันงาบอย่างเบ็ดเสร็จถ้า “หมอวิทยา แก้วภราดัย” คิดรับผิดชอบจริงเต็มลูกสูบ.. ควรแสดงสปิริตแต่ต้นมือ ด้วยการถอนสายบัวออกแต่เนิ่นๆ ....ไม่ใช่แก้ตัวน้ำขุ่นถ้ามีหลักฐาน ก็พร้อมที่จะออกเสร็จสรรพ!!ต่างประเทศมีเรื่องอื้อฉาว เขาออกทันควัน....ไม่ทู่ซี้อยู่นาน!...และไม่ด้านอยู่กัน ด้วยแหละครับ???????????

การบูร

ตุลาฯ งานเข้า!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ครั้งนี้...บรรดาผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนต่างเดินทางเข้าร่วมประชุมทุกชาติซึ่งนั่นหมายถึงเป็นงานใหญ่ที่กระทรวงกลาโหม ในฐานะแม่งาน ต้องรับผิดชอบและวางหมากให้ดี

เดือนนี้เป็นอีกเดือนในรอบปีที่ “งานเข้า”ทั้งรัฐบาลและกองทัพ โดยเฉพาะกองทัพที่ต้องรับศึก 2 ด้าน...ทั้งการประชุมอาเซียนที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์และ รับศึก “วันแดงเดือด” ที่กลุ่มคนประกาศจะเคลื่อนไหวตลอดทั้งเดือนศึก 2 ด้านครั้งนี้ ที่น่าเป็นห่วงเห็นจะเป็น ศึกแดงเดือดที่แกนนำออกมาตีฆ้องร้องป่าว เรียกรวมพลคนเสื้อแดงตั้งแต่ต้นเดือน พร้อมวางงานตารางชุมนุมตลอดทั้งเดือนณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง แถลงว่า แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงมีมติที่จะมีการชุมนุมตลอดทั้งเดือนตุลาคมโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันครบรอบการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540โดยจะไปชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อทวงคืนรัฐธรรมนูญ 2540 และจะรวบรวมรายชื่อประชาชนยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีภาวะผู้นำ และมีที่มาไม่ถูกต้องวันที่ 17 ตุลาคม จะชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามความคืบหน้าการพิจารณาฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังครบกำหนด 60 วันที่รัฐบาลระบุส่วนในวันที่ 24 ตุลาคมจะเปิดอภิปรายนอกสภาที่ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว ในประเด็นตรวจสอบการทุจริตโครงการต่างๆ ของรัฐบาลดูจากตารางเคลื่อนพลคนเสื้อแดงแล้ว ยังน่าเป็นห่วงว่าในช่วงก่อนการประชุมอาเซียนจะสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดให้กลับคืนมาอีกหรือไม่ด้าน เทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในเรื่องนี้ว่า...เป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องการล้มล้างรัฐบาล ซึ่งไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายใดเพราะเชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้ยังไม่เลิกที่จะขัดขวางการทำงานของรัฐบาล การอ้างให้เดือนตุลาคม เป็นเดือนแดงเดือด“อยากให้ประชาชนจับตามองว่าเดือน

ตุลาคมจะเป็น“แดงเดือด” หรือ “แดงเดต” กันแน่”นายเทพไท ยังกล่าวด้วยว่า...ที่น่าสังเกตคือ เดือนตุลาคม จะมีการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ อ.ชะอำจ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งการแอบอ้างสถานการณ์ต่างๆ มาเคลื่อนไหวย่อมส่งผลกระทบต่อการประชุม และความเชื่อมั่นของมิตรประเทศที่เข้าร่วมประชุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ขณะที่ผู้ที่ต้องรับศึกหนักคงหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ที่ต้องดูแลสถานการณ์ความเรียบร้อยในพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ และหัวหินซึ่ง 2 จุดล้วนแต่เป็นจุดสำคัญ ดังนั้นมาตรการรักษาความปลอดภัยอาจจะต้องยกระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง ทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวหิน เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปเหมือนดังเช่นที่พัทยาเฉพาะ พรบ.ความมั่นคงที่ใช้ในพื้นที่หัวหินนั้นแว่วมาว่า...กองทัพได้ปรับการทำงานและวางแผนเส้นทางการรักษาความปลอดภัยใหม่หมด หลังจากสรุปบทเรียนจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ภูเก็ตมาแล้วนั้นหมายถึงมาตรการคุมเข้มผู้คนที่จะเข้าออกในพื้นที่ประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงหากงานนี้พลาดนั้นอาจหมายถึงเก้าอี้ของใครบางคนอาจไม่มีให้นั่ง...ฉะนั้น “กลาโหม” จึงต้องเตรียมพร้อมกำลังทุกนายในช่วงเดือนตุลาคมเพราะเป็นเดือนที่ “งานเข้า” อีกแล้วครับทั่น! 

มาตรฐาน ‘มาร์ค’ ปชป.เอียงวูบ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

6 ตุลาคม รัฐบาลไม่ให้ความสนใจ 7 ตุลาคม กลุ่มพันธมิตรผนึกกำลังเตรียมเคลื่อนไหว รัฐบาลก็ไม่ให้ความสนใจแต่สนใจกับเฉพาะการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะมีในวันที่ 17 ตุลาคม เพื่อทวงถามในเรื่องฎีกาฯรวมไปถึงระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนด้วย ถึงขนาดนายสุเทพ ต้องเปลี่ยนรถประจำตำแหน่งใหม่ จากเดิมเป็นรถฟอร์ดกันกระสุน มาเป็นรถแลนด์โรเวอร์กันกระสุนแทน

เพราะทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ เล่นการเมืองแบบ ตั้ง“มาตรฐาน”เอง แล้วให้บรรดาผู้ที่ประสานมืออุ้มมาตั้งแต่ต้น จะต้องเดินตามมาตรฐานนั้นการเมืองของไทยในเวลานี้ก็เลยยุ่งวุ่นวายไปหมดปัญหากลุ่มคนเสื้อแดงที่ต่อสู้ไม่ยอมเลิก ก็เพราะต้องการเรียกร้องให้เกิดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขที่แท้จริง และมีมาตรฐานเดียวนี่แหละถึงยังคงต้องสู้กันจนถึงวันนี้ ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงไปได้ง่ายๆปัญหาการยอมรับในกฎหมาย ในระบบตุลาการที่กำลังสั่นไหวปานประหนึ่งดอกไม้ท่ามกลางพายุ ก็ไม่เพราะการเมืองเข้าไปแทรกแซงจนเกินงาม จนโดนข้อสงสัยเรื่อง 2 มาตรฐานดอกหรือความศักดิ์สิทธิ์ของระบบตุลาการและ “ท่านเปา” เมืองไทย จึงไม่หนักแน่นเช่นในอดีตและโดยเฉพาะปัญหาของการล้วงลูกระบบข้าราชการประจำของนักการเมือง เฉพาะอย่างยิ่งกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับการล้วงลูกตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ของนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ขนาดนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ตัดสินใจลาออก เพื่อหวังให้นายอภิสิทธิ์ได้รู้เสียทีว่าสัญญาณพิเศษนั้นเป็นเรื่องจริง... แต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่สนแม้แต่ล่าสุดก๊วนภูมิใจไทย จะส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า ถ้ายังดันทุรังจะตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการ ผบ.ตร.ให้ได้เป็นผบ.ตร.จริงๆ ก็คงยังต้องมีรายการโหวตสวนเหมือนเดิมแต่นายอภิสิทธิ์ ก็ยังคงไม่ใส่ใจ เพราะเชื่อมั่นในอำนาจนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในมือ และกลุ่มพลังที่หนุนหลังทั้งอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มนายทหารเชื้อสาย คมช.ทั้งหลาย

นี่ก็คือความชัดเจนของปัญหา ที่มาจากมาตรฐานเฉพาะตัวสุดท้ายแม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะมาตรฐานของนายกฯอภิสิทธิ์หรอกหรือ ที่ทำให้วุ่นไปหมดและพลอยทำให้ระบบบริหารจัดการก็วุ่นไปด้วย เพราะตอนนี้แรลลี่ตำแหน่งกันสนุกในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พันกันอีนุงตุงนังไปหมดพรรคร่วมรัฐบาลก็โดดเข้ามาช่วย “วุ่น” ไปด้วย ทั้งๆที่ไม่ได้ปรับครม.กับเขาสักนิดแต่อย่างว่าแหละพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องการให้พรรคแกนนำวุ่นมากๆ เข้าไว้ แตกแยกเยอะๆยิ่งดีเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้นเร็วเท่าไร ในจังหวะที่ประชาธิปัตย์แตกแยกนี่แหละ โอกาสที่จะพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลก็ยิ่งมีสูงเพราะคนอย่างนายเนวิน ชิดชอบ ภูมิใจไทย CEO ผู้ถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี แต่ยังเล่นเกมและมีบทบาททางการเมืองอย่างเปิดเผยโดยไม่แยแส คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากรู้ดีว่า กกต.ชุดนี้ไม่มีทางกล้าที่จะออกมากระแอมกระไอกับการครอบงำทางการเมืองของนายเนวินแน่ฉะนั้นด้วยโอกาส บารมี และความทะเยอทะยานทางการเมือง จะเห็นว่าทางพรรคร่วมรัฐบาลดูเหมือนจะดีใจอยู่ลึกๆ กับการเปลี่ยนแปลงที่จะให้มีการเด้งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ออกจากเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมานายกอร์ปศักดิ์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือแม้แต่กระทั่งบรรดาข้าราชการต่างๆ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า“คบยาก”ฉะนั้นถ้าเด้งไปได้ และหากคนที่มาเป็นนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี จริงๆ อะไรๆ ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล และข้าราชการก็น่าจะดีขึ้น เพราะนายไตรรงค์เรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็จริง แต่ที่ผ่านมาก็เป็นแต่หลักการ และออกแนวเศรษฐศาตร์เฮฮาเสียมากกว่าการที่จะให้มาแทนนายกอร์ปศักดิ์ พรรคร่วมฯ จึงสนับสนุนกันเต็มที่ ส่วนสุดท้ายแล้วประชาธิปัตย์จะมีผลงานหรือไม่ คงไม่ใช่เรื่องที่พรรคร่วมฯ จะใส่ใจ

เพราะถือเป็นปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์เองที่ต้องแก้ไขเอาเอง และด้วยความที่ตอนนี้รัฐบาลเละตุ้มเป๊ะไปหมด การแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงไม่มีก็ขนาดวันที่ 6 ตุลาคม ซึ่งปกติในยุคหัวหน้าพรรคคนก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นนายชวน หลีกภัย หรือนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ก็จะให้ความสำคัญในการร่วมรำลึก 6 ตุลา ทั้งเพราะความเป็นนักศึกษาธรรมศาตร์ และความมีภาพในเรื่องประชาธิปไตยของประชาธิปัตย์แต่ปีนี้ ไม่เพียงไร้เงาของคนในรัฐบาล แต่ยังไร้เงาของคนประชาธิปัตย์อีกด้วยหรือจริงๆ แล้วบรรดาแกนนำประชาธิปัตย์ในยุคนี้ ไม่ได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับเหตุการณ์รำลึกประชาธิปไตยกันอีกแล้วแม้แต่แกนนำม็อบพันธมิตร ที่อ้างว่าต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง มาวันนี้ก็ไม่มีใครมาร่วม แม้กระทั่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งจะต้องมาเป็นประจำ ปีนี้ก็ยังไม่มาหรือเพราะม็อบพันธมิตรไปให้ความสำคัญกับ 7 ตุลาคม และการอุ้มรัฐธรรมนูญ คมช. ปี 50 เป็นหลัก จึงละเลยกับวันที่ 6 ตุลาคมไปแล้วแต่สำหรับรัฐบาลยิ่งแล้วใหญ่ เพราะวันนี้หลังจากขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองแล้ว สิ่งที่คิดไม่ใช่การรำลึกถึงประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย หากแต่เป็นการคำนึงถึงการอยู่รอดทางการเมือง และการเตรียมรับมือกับการชุมนุมเรียกร้องตามสิทธิทางประชาธิปไตย6 ตุลาคม รัฐบาลไม่ให้ความสนใจ 7 ตุลาคม กลุ่มพันธมิตรผนึกกำลังเตรียมเคลื่อนไหว รัฐบาลก็ไม่ให้ความสนใจแต่สนใจกับเฉพาะการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะมีในวันที่ 17 ตุลาคม เพื่อทวงถามในเรื่องฎีกาฯรวมไปถึงระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนด้วย ถึงขนาดนายสุเทพ ต้องเปลี่ยนรถประจำตำแหน่งใหม่ จากเดิมเป็นรถฟอร์ดกันกระสุน มาเป็นรถแลนด์โรเวอร์กันกระสุนแทน ให้เหตุผลว่าเอามาทดลองใช้ ก่อนที่จะนำมาใช้รับส่งผู้นำประเทศที่จะมาร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปลายเดือน ต.ค.นี้ งานนี้รัฐบาลควักกระเป๋าจ่ายง่ายๆไปอีกจำนวน 20 คัน ด้วยข้ออ้างเดิมๆ ไว้รับมือกับกลุ่มคนเสื้อแดง ในขณะที่ทางกฎหมายก็เตรียมจะประกาศใช้ พรบ. ความมั่นคงฯ อีกรอบทั้งๆ ที่ทางตำรวจกำลังเสนอกฎหมายจัดระเบียบม็อบอยู่ด้วยซ้ำถือเป็นมาตรฐานเฉพาะตัวของรัฐบาลชุดนี้จริงๆ ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ยืดอายุรัฐบาลเอาไว้ให้นานที่สุดพร้อมกับมักจะปาวๆ ยืนยันว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลนี้ไม่เคยมี 2 มาตรฐาน แต่มีเพียงมาตรฐานเดียวเท่านั้นแหละ คือ “มาตรฐานอภิสิทธิ์”!!!

สตช.ชงกฎหมายจัดระเบียบม็อบเข้า ครม.
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ....ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อควบคุมการชุมนุมในที่สาธารณะ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเสนอเข้าสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ไม่ผ่านการพิจารณา สตช.จึงไปแก้ไขปรับปรุง และเสนอกลับมาที่ครม.อีกครั้ง โดยร่างกฎหมายดังกล่าวมี 12 มาตรา มีสาระสำคัญคือ การวางแนวทางของการปฏิบัติของผู้ชุมนุมในการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และการวางแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความชัดเจนในการใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ถือเป็นเกราะให้กับทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การลิดรอนสิทธิของการชุมนุม ผู้ชุมนุมก็ชุมนุมได้มาตรฐาน และมีบทลงโทษสำหรับผู้ละเมิดทั้งแกนนำ ผู้จัด ผู้ร่วม หากเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่า การชุมนุมของประเทศไทยไม่ได้มาตรฐาน เดินไปยึดที่ต่างๆ หลายครั้งสร้างความไม่สงบเรียบร้อย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 63 ระบุว่า การจำกัดสิทธิการชุมนุมทำไม่ได้ เว้นแต่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะการชุมนุมสาธารณะ ดังนั้นเมื่อบ้านเมืองไม่เรียบร้อยจากการชุมนุมก็ต้องออกกฎหมายมา ซึ่งหาก ครม.ให้ความเห็นชอบก็นำเข้าสู่สภาฯต่อไป

ญาติวีรชนร่วมงานรำลึก 33ปี 6 ตุลา

ที่มา Voice TV



เลขาฯเครือข่ายเดือนตุลา เผยหมดหวังชำระประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 19 แต่ยังคงเดินหน้าเผยแพร่เหตุการณ์จริงและเจตนารมย์ของวีรชนต่อไป

แกนนำเพื่อไทยยินดี สนธิ ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 6 ต.ค.-ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวแสดงความยินดีด้วยความจริงใจกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเข้ามาสู่ระบบการเมือง และเป็นผลดีกับประเทศที่จะไม่มีการประท้วงนอกสภา อย่างไรก็ตาม ยังรู้สึกเป็นห่วงคดีต่าง ๆ ของนายสนธิ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกหลายคดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเป็นตำแหน่งหัวหน้าพรรคของนายสนธิ จะกระทบฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย แต่จะส่งผลกระทบต่อฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-06 15:15:34

ศึกใหญ่หลวง

ที่มา เดลินิวส์

จะโทษใคร การแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนเดียว ทำไมบานปลาย กลายเป็นวิกฤติการเมืองเขย่าเก้าอี้นายกฯ รูปหล่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ขนาดนี้ บ้างว่า เพราะไปโตเมืองนอก เลยไม่เข้าใจสังคมไทย

ไม่รู้อะไรควร ไม่ควร บ้างว่า เพราะ ไร้วุฒิภาวะ ต้องการเอาชนะคะคานแบบเด็ก ๆ ไม่ว่าเหตุไหน อภิสิทธิ์ ก็สูญเสียภาวะผู้นำ สอบตกทั้ง การบริหารจัดการ งานปกครอง งานบุคคล

พร้อมสูญเสียเลขาธิการคนสำคัญ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อย่างไม่หวนกลับ ทิ้งรอยร้าวใหญ่ใน ปชป.ไว้ คนนี้แหละ ผู้นำ “สัญญาณพิเศษ” ไปแจ้ง อภิสิทธิ์ หลายครั้ง แต่ไม่แยแส มิหนำ ยังนำ ข้อมูลใหม่กว่า เกทับ

ทั้งที่นิพนธ์คือเลขาฯ ตัวเองแท้ ๆ จะหวังร้ายได้ไง เหนืออื่นใด นิพนธ์ เป็นผู้ใหญ่ และมีศักดิ์ศรี เมื่อรับ “สัญญาณพิเศษ” มาบอก อย่างจริงใจ หมดเปลือก สมควรได้รับเกียรติ

แต่นายกฯ กลับปักใจเชื่อ คนนอกพรรค มากกว่า ???

การตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รอง ผบ.ตร. รักษาการ ผบ.ตร. เท่ากับ ตอกย้ำ ไม่เอา สัญญาณพิเศษ คนที่ต้องได้คือ พล.ต.อ.ปทีป ไม่ใช่ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย แคนดิเดต อีกคน

อย่างที่รู้ อภิสิทธิ์ ติดใจว่า พล.ต.อ. จุมพล เป็นคนของทักษิณ แต่มิวายบุคคลซึ่งรับรองว่า “จุ๋มไม่ใช่คนของทักษิณ” จะน่าเชื่อถือสักเพียงไหน ก็เหมือนกรรมบังตา นายกฯ รูปหล่อ จนสถานการณ์กู่ไม่กลับ

ยิ่งย้อนกลับไปดู ยิ่งเห็นชัด ถึงความผิดพลาด ถือดี ลุแก่อำนาจ ต้องการเอาชนะคะคาน ลืมหลักธรรมาภิบาล หลักคุณธรรม แต่ใช้ระบบตามอำเภอใจ !!!

ตั้งแต่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ยังไม่เกษียณ เหลืออายุงานไม่ถึง 2 เดือนดี ทำไมต้องบีบทุกทาง ให้ลาพักร้อนไปต่างประเทศไม่พอ กลับมา ยังไสส่งลงใต้อีก แล้วตั้ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาการแทน

ทั้งที่ ผบ.ตร. ไม่ได้ไปต่างประเทศ แค่ไปใต้เอง คดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่หาว่า พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นตอ ก็ พลอยหายจ้อย มีแต่มาทำโผนายพลใหม่ ถูก ก.ต.ช.ขวาง

ความเลยแตก !!!

เมื่อเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป เป็น ผบ.ตร. ไปแล้ว แพ้มติที่ประชุม 5 ต่อ 4 กลับมาบอก หากตัวเองลงมติด้วย ก็ชนะแล้ว เรียกประชุม กตช.อีกครั้ง ก็ล้มเหลวอีก มี ก.ต.ช. ทนบีบไม่ไหว ลาออก 2 ครั้ง 2 ครา ที่ล้มเหลว

แทนที่จะทบทวน กลับแต่งตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. เอาจนได้ และมีทีท่าจะให้รักษาการยาวถึงตุลาคมปีหน้า สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิด ม.157 ใน รธน.มาก

หากมี ผบ.ตร. อยู่ แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ตั้งรักษาการได้ แต่นี่คนละเรื่องเลย ระบบแต่งตั้งตำรวจปั่นป่วนหมด เมื่อไม่มี ผบ.ตร. ตัวจริง ระดับรองลงไป ก็ตั้งไม่ได้ไปด้วย

ทั้งหมดทำให้เก้าอี้ ผบ.ตร. กลายเป็นไฟลวกมือ เพราะนอกจากนิพนธ์แล้ว หลายคนในรัฐบาลก็รับสัญญาณพิเศษนี้ เมื่อนิพนธ์ไป คนอื่นจะนิ่งหรือ บอกได้คำเดียว ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก

ใหญ่ถึงขนาดล่มรัฐบาลได้

ก่อนจบ “เสื้อเหลือง” ประกาศชุมนุม 7 ต.ค.นี้ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เสื้อเหลือง เคยปิดถนน ยึดช่อง 11 ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน มาครบถ้วน ตอนเสื้อแดงชุมนุม รัฐบาล งัด พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มามัดตราสัง

ทำไมยกเว้น ม็อบมีเส้น นี่หรือ ความเป็นธรรม.

ดาวประกายพรึก

ห้องเครื่องไปแล้วหนึ่ง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37620

โดยความรับผิดชอบใหญ่หลวงที่เกินจะทัดทาน

ที่สุดแล้วนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ต้องจดปากกาลงนามรับทราบในหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เสีย "ห้องเครื่อง" สำคัญไปแล้วหนึ่ง

เอาเป็นว่า โดยปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความสำคัญของคนชื่อ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" การันตีโดยยี่ห้อ "ชวน หลีกภัย" ลงทุนต่อสายโทรศัพท์อ้อนให้อยู่ประคองรัฐบาลต่อไป เพราะความเก่งรอบด้าน ทั้งในเรื่องของการจัดงบประมาณและชั้นเชิงบริหาร

ช่วยอุ้มนายกฯอภิสิทธิ์ได้เยอะ

แต่ที่สำคัญกว่านั้น มันอยู่ที่ "ภารกิจฉากหลัง" คอนเนกชั่นของนายนิพนธ์ที่เครือข่ายโยงใยครอบคลุมทุกวงการ โดยเฉพาะในฐานะมือดีลกับแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาลที่เรียกกันติดปากว่า "เฮีย"


"นิพนธ์" เคลียร์ได้ทุกช็อต ยามที่เกิดปัญหา

โดยคุณสมบัติตามนี้จึงเป็นอะไรที่ยากจะหาคนมานั่งในตำแหน่ง "ห้องเครื่อง" แทน

ก็อย่างที่เห็นอาการอึกๆอักๆของนายกฯอภิสิทธิ์ ต้องยื้อเวลาคัดเลือกบุคคลมาแทนภายในสัปดาห์นี้ แต่ยังไม่ฟันธงว่าจะโยกนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ สลับเก้าอี้มานั่งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหรือไม่

แค่แบะท่าไว้ จะต้องปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ จะดูไปตามความจำเป็น

ตามคิวเลย จุดที่ลงตัวน่าจะอยู่ที่ชื่อของนายกอร์ปศักดิ์

เพราะจะเป็นโอกาสดีที่นายกฯอภิสิทธิ์จะได้ฉวยจังหวะซักคราบสกปรกมอมแมมจากคิวทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ที่เชื้อกำลังลามติดโครงการไทยเข้มแข็ง

ยิ่งปล่อยนาน คราบยิ่งฝังลึก

เคลียร์ "กอร์ปศักดิ์" พ้นจุดปัญหา มันก็น่าจะลดอาการหวาดระแวงลงได้ระดับหนึ่ง


และกับอีกช็อตหนึ่ง โดยการขยับนายกอร์ปศักดิ์เปลี่ยนงานไปนั่งเป็นเลขาธิการนายกฯ ก็เท่ากับแยกวง "คุณชายละเอียด" ออกจากคิวขัดขากับพรรคร่วมรัฐบาลในการคุมงานกระทรวงด้านเศรษฐกิจ

เหยียบตาปลากันจนงานไม่เดิน

โดยสถานภาพ "ส่วนเกิน" ชื่อของนายกอร์ปศักดิ์จึงลงตัวด้วยประการทั้งปวง

แต่บังเอิญว่า ในสถานการณ์ที่แหล่งข่าวพรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับกันเป็นนัย ยามนี้อยู่ในช่วงเปราะบางของรัฐบาล

ต้องหลีกเลี่ยงแรงกระเพื่อมจากคิวปรับ ครม.


โดยเฉพาะสมาชิกชมรมคนอกหักในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ที่จ้องรอเสียบเก้าอี้กันตาไม่กะพริบ รอช่องเปิดเมื่อไหร่ มีหวังได้ฟัดกันฝุ่นตลบ

และที่เสียเชิงกว่านั้น ถ้าขยับนายกอร์ปศักดิ์ก็เท่ากับเข้าทางพรรคเพื่อไทยที่เพิ่งออกมาไล่บี้ให้นายกฯอภิสิทธิ์ปรับ ครม. โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจที่เดินผิดทาง

ยอมรับสารภาพกันเป็นนัย

โดยจังหวะขึงพืด เงื่อนไขภายในของประชาธิปัตย์ที่ขยับกันไม่ออก

แต่ในอารมณ์ที่ผ่อนคลาย ดีกรีตึงเครียดในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลที่วูบวาบสวนทาง


เช็กบรรยากาศวงถกแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาลที่บ้านพิษณุโลก ทุกสายตรงกัน เป็นไปอย่างชื่นมื่น และก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์ที่ชิงเสนอพิมพ์เขียวประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องรอให้พรรคร่วมรัฐบาลทวงสัญญาลูกผู้ชาย

"ได้ทั้งนั้นครับพี่"

ประโยคที่ขาใหญ่พรรคร่วมรัฐบาลฟังแล้วอมยิ้ม กับบท "เด็กดื้อ" ที่ลดโทนเฮี้ยวลง


และโดยช็อตต่อเนื่องหลังจบคิวทางการที่บ้านพิษณุโลก นายกฯอภิสิทธิ์แยกตัวกลับ "เทพเทือก" นัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลดินเนอร์ต่อที่โรงแรมหรูกลางกรุง เปิดอกคุยกันตามภาษานักเลงน้องๆพี่ๆ เคลียร์คำถามคาใจของพรรคพวก

"เฮียนิพนธ์ไปแล้ว พี่เทพจะลาออกตามหรือเปล่า"

คำตอบคือ ไม่มี

และก็เป็นอะไรที่ฟ้องอุปาทานหมู่ ช็อตที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหารือกันถึงคิวที่ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ หวนคืนการเมือง รับเป็นแม่ทัพพรรคเพื่อไทย


กระตุ้นต่อมคึกให้ลูกข่าย "นายใหญ่"

คงจะมียุทธศาสตร์อะไรใหม่ๆออกมาเดินเกมเคลื่อนไหว และพรรคเพื่อไทยคงเอา พล.อ.ชวลิตเข้ามาเพื่อหวังจะตรึงพื้นที่ภาคอีสานเอาไว้

ให้ได้มากที่สุด

อาการของคนกลัวผี "ทักษิณ" แอบซุบซิบกันมุมห้อง

อย่างไรเสีย พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องกอดคอกันต่อไป.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ประชามติลับลวงพราง

ที่มา ไทยรัฐ

ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากชาวบ้าน ที่ฝากผ่านไปถึง นายกรัฐมนตรี มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะความรู้สึกของชาวบ้านกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ ละครั้ง เหมือนถูกหลอก เหมือนถูกจับเป็นตัวประกันขาประจำอย่างไรอย่างนั้น

ข้อสงสัยประการแรก เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ อย่างไม่สมเหตุสมผลหรือไม่ โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ จะต้องมีการทำประชามติ อย่างที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันมาตลอด อาจจะมีข้ออ้างว่าเป็นการให้ประชาชนตัดสินใจหรือเป็นการลงทุนในการพัฒนาประชาธิปไตย

หรือแท้จริงเป็นการหวังผลทางการเมือง

ยกตัวอย่างการทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณเป็นพันล้านบาท เมื่อเทียบความคุ้มค่าดูแล้ว หากนำงบประมาณจำนวนนี้มาสร้างอาคารเรียน เพื่อให้มีการศึกษาและเรียนรู้ ประชาธิปไตยจริงๆ สมมติอาคารเรียนหลังละ 2 ล้านบาท ก็ได้ 500 หลังแล้ว ใช้งานได้อย่างน้อยก็ 20 ปี

แต่รัฐธรรมนูญบางฉบับใช้ได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ

และมีอะไรค้ำประกันได้ว่ารัฐธรรมนูญที่แก้กันแล้วกันอีก จะป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร หรือการทุจริตคอรัปชันได้ เชื่อว่า การทำประชามติคงใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน หรืออาจต้องมีการยกร่างแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา 6 เดือน หรือ 9 เดือนขึ้นไป

อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการซื้อเวลาของรัฐบาล

ทั้งนี้ ไม่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะรู้จักและเข้าใจรัฐธรรมนูญอย่างถ่องแท้ แม้แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน ก็ยังไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญได้ถ่องแท้ทุกประเด็น เพราะถ้ามีการเข้าใจรัฐธรรมนูญจริงทำไมต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หรือยังมีการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญกันอยู่อีก

ข้อเสนอก็คือว่า เมื่อมี ส.ว. และ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วถือว่าเป็นตัวแทนประชาชนให้คนเหล่านี้มาทำหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าผ่านความเห็นจากประชาชนได้

ที่ผ่านมาการลงประชามติใช้รัฐธรรมนูญปี 50 ก็ช่วยอะไรไม่ได้ รัฐธรรมนูญยังถูกหมกเม็ดเป็นกระบวนการลับลวงพราง และสร้างความวุ่นวายในระบอบรัฐสภาและการบริหารงานประเทศไม่รู้จบ

ดังนั้น หากมีการลงประชามติอีกก็ อาจจะมีรายการลับลวงพรางเกินขึ้นมาอีก ได้รัฐธรรมนูญที่มีปัญหาตามมาอีก สร้างความสับสนให้กับประชาชนไม่เลิก

การแก้รัฐธรรมนูญแต่ละครั้งสร้างความสับสนและบางครั้งก็กลายเป็นวิกฤติการเมือง เพราะกลไกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่บริสุทธิ์ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับลับลวงพรางไปเรื่อยๆ

สุดท้ายก็ต้องหาเรื่องฉีกรัฐธรรมนูญกันอีก.

หมัดเหล็ก

สรุปสาเหตุตกราง พขร.หลับใน เสียหาย129ล้าน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37774

ผู้ว่าการ รฟท.สรุปสาเหตุรถไฟตกรางที่ จ.ประจวบฯ เกิดจาก พขร.หลับใน ขณะที่มูลค่าความเสียหายประมาณ 129 ล้านบาท "โสภณ"คาดโทษผู้ที่เกี่ยวข้อง ยืนยันจะยังไม่มีการปลด "ยุทธนา" ออกจากตำแหน่ง..

ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เวลา 11.30 น. วันที่ 6 ต.ค. นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แถลงสถานการณ์ล่าสุด หลังเกิดเหตุรถไฟตกรางบริเวณสถานีเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทาง รฟท. จะต้องทบทวนเรื่องการทำประกันภัยบุคคลที่ 3 เพื่อให้ความคุ้มครองผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟ โดยจะเก็บค่าบริการเพิ่มจากค่าโดยสาร 1 บาทต่อเที่ยว พร้อมตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจสำรวจเส้นทางรถไฟทั่วประเทศ สถานี ขบวนรถ และหัวรถจักรที่ชำรุดและเสียหาย รวมทั้งปัญหาจุดตัดรถไฟทั่วประเทศ เพื่อประเมินวงเงินในการขอสนับสนุนจากรัฐบาล และเตรียมเสนอขอทบทวนมติ ครม.เพื่อขอบรรรจุพนักงานฝ่ายเดินรถเพิ่มอีก 171 ตำแหน่ง

นายยุทธนา ยอมรับว่า ผลจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2541 มีการจำกัดอัตรากำลังพลภาครัฐ ส่งผลให้พนักงานขับรถและฝ่ายช่างกลขณะนี้มีอยู่ประเภทละ 1,000 อัตรา ไม่เพียงพอกับความต้องการจริง ซึ่งจะต้องมีประเภทละ 1,300 อัตรา ทำให้พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ต้องทำงานล่วงเวลา บางรายต้องทำงานควบกะ ดังนั้นในระยะเร่งด่วน รฟท.จะกำหนดระเบียบเพื่อระบุชั่วโมงในการพักผ่อนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับสาเหตุที่ทำให้รถไฟตกราง เบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากพนักงานขับรถไฟ (พขร.) หลับใน เพราะมีหลักฐานว่า พนักงานขับรถไฟซึ่งจะต้องแวะจอดเพื่อรอรับเอกสารใบสับหลีกขบวนรถที่บริเวณ สถานีวังก์พง แต่ปรากฎว่าขบวนรถคันดังกล่าวได้ขับขบวนรถฝ่าไฟแดงตรงไปยังสถานีเขาเต่า ซึ่งมีขบวนรถสินค้าขาล่องจอดรอสับหลีก แต่เมื่อได้รับการติดต่อว่าขบวนรถดังกล่าววิ่งฝ่ามาด้วยความเร็วสูงถึง 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พนักงานที่สถานีเขาเต่าจึงได้สับหลีกรางเพื่อไม่ให้ขบวนรถไปชนกับขบวนรถสินค้าที่จอดอยู่ ในส่วนนี้คงจะต้องลงไปตรวจสอบในรายละเอียดต่างๆ ทั้งหมดอีกครั้ง

ส่วนความผิดของพนักงานขับรถนั้น นายยุทธนากล่าวว่า เบื้องต้นจะมีความผิดในข้อหาประมาทเลินเล่อทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต โทษจะต้องไล่ออก และถูกดำเนินคดีอาญา และอาจต้องโทษจำคุก ขณะเดียวกันต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกส่วนหนึ่งที่พนักงานคนนี้ต้องทำงานเกินเวลา เพราะ รฟท.มีปัญหาขาดแคลนพนักงานขับรถด้วย คาดว่าจะสรุปผลได้ภายในไม่เกิน 5 วันจากนี้

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ รฟท.ยังกล่าวถึงความเสียหายเบื้องต้นว่า ประมาณ 129 ล้าน จากขบวนรถไฟตู้โดยสารทั้งหมด 14 ตู้ ได้รับความเสียหาย 9 ตู้ และความเสียหายของราง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 120 ล้านบาท และความเสียหายจากการ สั่งระงับการให้บริการรถไฟในเส้นทางสายใต้ 28 เที่ยว และขบวนรถสินค้า 5 เที่ยว เป็นเงิน 9 ล้านบาท

ส่วนประเด็นที่มี กระแสข่าวว่า จะมีการปลดออกจากตำแหน่งผู้ว่าการ รฟท.นั้น นายยุทธนา กล่าวว่า จะทำงานเพื่อแก้ปัญหาของ รฟท. อย่างเต็มที่ ส่วนการปรับเปลี่ยนหน้าที่ ขึ้นกับฝ่ายนโยบายจะตัดสินใจ

ด้านนางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวถึงกรณีรถไฟตกรางที่สถานีเขาเต่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า ทาง คปภ.ตรวจสอบไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ปรากฏว่ารถไฟขบวนดังกล่าว รฟท.ไม่ได้ทำประกันภัยกับบริษัทใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าก่อนหน้านี้ บริษัท วิริยะประกันภัย ได้เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับประกันอุบัติเหตุต่าง ๆ แต่ทาง รฟท.เห็นว่าการเดินทางด้วยรถไฟมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ

เลขาธิการ คปภ. กล่าวต่อว่า แม้ทางรฟท.ไม่ได้ทำประกัน แต่คปภ.อยู่ระหว่างตรวจข้อมูลจากฐานระบบไปยังผู้ที่เสียชีวิตทั้ง 7 ราย และผู้ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บว่ามีการทำประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ หรือประกันการเดินทางกับบริษัทประกันใดบ้าง เพื่อจะได้ประสานไปยังบริษัทประกันภัยเรียกค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ที่เสีย ชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ หากผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ มีข้อมูลสามารถติดต่อสายด่วนประกันภัย 1186 เพื่อ คปภ.จะได้เร่งรัดดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาเวลา 14.00 น. นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เรียกนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เข้าพบ เพื่อกำชับและให้นโยบาย รฟท. ให้เร่งรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องทั้งในส่วนของระบบว่ามีส่วนใดบ้างที่ต้องการการแก้ไขปรับปรุง และบุคลากร ที่ต้องกลับไปรวบรวมข้อมูลชั่วโมงการทำงานของพนักงานว่าเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ แล้วให้ส่งข้อมูลเสนอมายังกระทรวงเพื่อพิจารณาภายในวันที่ 7 ต.ค. ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาร่วมกันอีกครั้ง

นายโสภณ กล่าวว่า จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จะต้องมีการสอบหาคนมารับผิดชอบ โดยได้มีการคาดโทษผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับตั้งแต่รัฐบาลไปจนถึงเจ้า หน้าที่ระดับปฏิบัติการ ว่าหากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้จะต้องรับผิดชอบ รวมถึงต้องทบทวนมติ ครม. เมื่อปี 2541 ที่มีการระบุว่าให้ รฟท. สามารถบรรจุพนักงานเข้าแทนที่พนักงานที่ลาออกหรือเกษียณอายุการทำงาน ได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากมติดังกล่าวได้ส่งผลให้ รฟท. ประสบปัญหาการขาดแคลนพนักงาน ทั้งในส่วนของพนักงานขับรถ และพนักงานฝ่ายช่าง ที่ขณะนี้มีความต้องการพนักงานทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายละ 1,300 คน แต่ปัจจุบัน รฟท.มีพนักงานฝ่ายละ 1,000 คนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน นายโสภณ ยังปฏิเสธข่าวที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการปลดผู้ว่าการ รฟท. ออกจากตำแหน่งจากกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่มีสิ่งใดชี้ชัดว่าเป็นความผิดของ ผู้ว่าการ รฟท. จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องปลดออกจากตำแหน่ง