WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 7, 2009

การเดินหน้าเพื่อการรุกใหญ่กระบวนการมวลชนของฝ่ายประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News



โดย Pegasus
6 ตุลาคม 2552

*บทความนี้อุทิศให้กับการต่อสู้ทางชนชั้นและชีวิตของประชาชนหลายต่อหลายหนที่ต้องเสียสละไปในเดือนตุลาคม


กำลังทหารจะแบ่งออกเป็น 3 ระลอก ดังนั้น เราควรมี 24,000 คน x 4 ระลอก รวมเป็นทั้งหมด 96,000 คน ไม่รวมผู้ที่มาร่วมชุมนุมตามปกติในลักษณะแนวร่วม และกองหนุนเคลื่อนไหวรวดเร็วหลายแสนคน..มวลชนยังต้องใช้มาตรการเชิงรุก คือ ปิดประตูค่ายทหาร แห่งละไม่เกิน 5 ประตู ใช้แห่งละ 4-5,000 คนก็เพียงพอทุกประตูแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำกำลังมาเสริมให้ได้เมื่อเกิดเหตุ ซึ่งจะทำให้มีตำรวจ-ทหารเปลี่ยนใจมาสนับสนุนมวลชนประชาธิปไตยในที่สุด.. การร้องขอให้มีการแปรพักตร์จะไม่เกิดขึ้นหากมวลชนไม่มากพอและระบอบเดิมยังแข็งแกร่งอยู่


ความเป็นมา


ต่อไปนี้จะเป็นการต่อสู้อย่างเข้มข้นและถึงเลือดถึงเนื้อระหว่างประชาชนทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งชาวกรุงเทพมหานครที่หูตาสว่างแล้ว กับระบอบอำมาตย์ ศักดินา จารีต อนุรักษ์ ผูกขาด ที่รวมอำนาจทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมไว้ในกลุ่มตัวเองในฐานะผู้ปกครอง กับประชาชนคนธรรมดาที่รู้ว่าตนเองไม่ได้โง่หรือมีบุญบารมีน้อยไปกว่าผู้ปกครองเลย



สาเหตุที่มีการเดินหน้ากระบวนการมวลชนเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากประชาชนเกิดความตระหนักว่า ระบอบการปกครองในปัจจุบันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย

สิ่งบอกเหตุนั้นได้แก่การที่เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม กระบวนการยุติธรรมไม่ทำงานตามขั้นตอนของนิติธรรม (rule of law) แต่เป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกครอง (rule by law) มากกว่าทั้งยังเป็นกฎหมายที่ฝ่ายเผด็จการอำมาตย์บัญญัติขึ้นอีกด้วย

และจากความจริงที่ปรากฏชัดขึ้นนับตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ประชาชนมั่นใจว่ามีระบอบเผด็จการที่แฝงเร้นวางเครือข่ายอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปี

ระบอบนี้คือการวางเครือข่ายการสืบทอดอำนาจด้วยทุนผูกขาดในกลุ่มจารีตและกลุ่มอนุรักษ์ของตน และเป็นผู้ทำลายล้างทุนนิยมใหม่ที่รับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆและการบริหารงานใหม่ๆของโลกาภิวัตน์เข้ามาในสังคมไทย ด้วยเกรงว่าจะกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของตนและบริวาร มุ่งที่จะทำให้สังคมไทยหยุดนิ่งอยู่กับระบบการผลิตแบบล้าหลังที่มีเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมโรงงานแบบค่าแรงถูกเป็นพื้นฐาน

ทำให้ค่าแรงต่ำ ราคาสินค้าการเกษตรต่ำ ไม่ยินยอมให้ประชาชนเป็นผู้ประกอบการเอง จำต้องเป็นลูกจ้างหรือลูกไร่ ภายใต้กลุ่มทุนทางเกษตร เงินกู้นอกระบบ และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่เป็นเครือข่ายของอำมาตย์ที่ได้เคยทำธุรกิจร่วมกันมาตั้งแต่สมัยกลางกรุงรัตนโกสินทร์ และทำการผูกขาดห้ามการแข่งขันจากชนชั้นกลางและเสรีชนทั้งหลาย

นอกจากนั้นระบอบอำมาตย์ยังได้สร้างวัฒนธรรมที่เรียกว่าเส้นสาย ทำให้เกิดธุรกิจผิดกฎหมายจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งหากมีเส้นแล้วก็จะสามารถดำเนินการได้โดยไม่สามารถมีองค์กรหรืออำนาจใดแก้ไขปัญหาได้ ทำให้ต้นทุนการธุรกิจของประชาชนทั่วไปที่ไม่มีเส้น และผู้บริโภคต้องแบกภาระต้นทุนต่างๆสูงขึ้น จนไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจของประเทศอื่นๆที่เปิดประเทศมาพร้อมๆกับไทยได้ นับตั้งแต่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม กัมพูชา อินเดียและลาว จนถูกจัดให้ตกชั้นไปอยู่เป็นประเทศด้อยพัฒนาเช่นเดียวกับบางประเทศจำนวนน้อยในโลกที่มีที่ตั้งอยู่ในทวีปอัฟริกา

การล้มเลิกระบอบอำมาตย์และสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นมาเท่านั้น จึงจะทำให้ประชาชนไทย สามารถลืมตา อ้าปากและแข่งขันทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศได้อย่างแท้จริง

ดังที่เห็นจากประสบการณ์ของการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ช่วงระยะเวลาสั้นๆที่มีการทำงานด้วยระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ก็สามารถที่จะใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ สร้างความเจริญรุ่งเรืองและรายได้ให้กับประชาชนไทยให้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงเวลาไม่ถึงสิบปี

แต่เมื่อได้มีการรัฐประหารดึงประเทศให้กลับไปสู่ระบอบอำมาตย์ในปี 2549 ในเวลาไม่ถึงสามปีประเทศไทยก็กลับเป็นประเทศที่ยากจน เป็นหนี้เป็นสินรุงรังเช่นเดิม ประชาชนยากลำบาก เงินขาดมือกันถ้วนหน้า ในขณะที่ระบบยุติธรรมล้มเหลว ธุรกิจซบเซา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้มีเส้นสายจะสั่งการ ไม่ผิดกับระบอบศักดินาในอดีตเมื่อหลายร้อย หลายพันปีก่อน ที่นำมาซึ่งความเดือดร้อนทุกข์ยาก

ทั้งยังมีความคิดอนุรักษ์หัวรุนแรงที่จะดึงให้ไทยกลับไปใช้ระบอบเผด็จการศักดินาเหมือนในยุโรปโบราณที่ประชาชนไม่ยินยอมจนเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองกันทั่วไปในยุโรป

บัดนี้ได้เวลาที่ประเทศไทยซึ่งจะเป็นประเทศแรกในเอเชียที่จะมีการปฏิวัติประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ด้วยมวลมหาประชาชนเองที่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นมวลชนอันไพศาล

ที่กล่าวว่ามีการปฏิวัติประชาธิปไตยด้วนตนเองนั้นก็เป็นการอนุวัตรต่อจากการปฏิวัติประชาธิปไตยขั้นต้นในปี พ.ศ.2475 ของคณะราษฎร ซึ่งมีข้อจำกัดที่อ้างว่าประชาชนไทยยังไม่มีการศึกษาเพียงพอ

บัดนี้ประชาชนไทยได้มีความรู้อย่างกว้างขวางไม่จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนหากแต่ศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง เศรษฐกิจ สังคมด้วยตนเองผ่านสื่อต่างๆที่ทันสมัย

ประชาชนต้องการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นจำนวนมากและสนใจการเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน และกำลังจะลบล้างความเชื่อเรื่องสองนคราประชาธิปไตยที่ว่า คนชนบทตั้งรัฐบาลคนกรุงเทพฯล้มรัฐบาล เพราะประชาชนทราบชัดว่าผู้ที่ล้มรัฐบาลไม่ใช่ คนกรุงเทพฯ แต่เป็นระบอบศักดินาอำมาตย์และบริวารเส้นสายที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ต่างหากที่ล้มรัฐบาลที่มาจากประชาชน

และต่อไปนี้จะเป็นการต่อสู้อย่างเข้มข้นและถึงเลือดถึงเนื้อระหว่างประชาชนทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งชาวกรุงเทพมหานครที่หูตาสว่างแล้ว กับระบอบอำมาตย์ ศักดินา จารีต อนุรักษ์ ผูกขาด ที่รวมอำนาจทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมไว้ในกลุ่มตัวเองในฐานะผู้ปกครอง กับประชาชนคนธรรมดาที่รู้ว่าตนเองไม่ได้โง่หรือมีบุญบารมีน้อยไปกว่าผู้ปกครองเลย

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากการวางระบบให้เหมือนกับที่ประเทศเจ้าอาณานิคมไปวางให้กับประเทศต่างๆนอกยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่เป็นการลุกขึ้นสู้ด้วยประชาชนที่มีวุฒิภาวะ มีความฉลาด รอบรู้ มีความคิดทางการเมืองและมวลชนที่เหนือกว่าฝ่ายเผด็จการที่รู้จักแต่การใช้อำนาจ

จึงอาจนับได้ว่าเป็นปรากฏการณ์พิเศษสำหรับภูมิภาคนี้ (หากไม่นับรวมประเทศจีน รัสเซีย เนปาล และอิหร่าน)คำถามมีแต่เพียงว่าจะต้องมีการเสียสละกันมากหรือน้อยแค่ไหนเท่านั้น

หรือจะเป็นการเปลี่ยนผ่านอย่างรุ่งโรจน์คือการไม่เสียเลือดเนื้อซึ่งจะทำได้กรณีเดียวคือฝ่ายปกครองยอมถอยอย่างมีศักดิ์ศรีเท่านั้น

และที่ต้องตระหนักคือสุดท้ายแล้วจะไปจบลงที่ไหน จะเป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือจะกลายเป็นการเปลี่ยนมือผู้ปกครองเผด็จการคนใหม่เหมือนใน รัสเซีย จีน เนปาลและอิหร่าน

ประชาชนไทยเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้และหากจบลงด้วยการเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แท้จริง จึงจะอาจกล่าวได้ว่าเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยอย่างแท้จริงด้วยประชาชนในประเทศนั้นเอง นอกทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นครั้งแรก


วิเคราะห์สถานการณ์



เมื่อประชาชนศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังแล้วก็จะพบว่าระบอบเผด็จการผูกขาดไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไรก็ตาม เป็นผู้ทำร้ายประเทศไทย เป็นผู้ทำร้ายประชาชน ด้วยการกดขี่ ขูดรีดและหลอกลวงมาโดยตลอด สมควรที่ประชาชนจะลุกขึ้นแสดงความเป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของธุรกิจ เจ้าของเงินในกระเป๋าตัวเองเสียที การจะเป็นเจ้าของดังกล่าวได้ต้องยกเลิกระบบเส้นสายที่ติดมากับระบอบศักดินาอำมาตย์ให้หมดไปจากสังคมไทย


จุดแข็ง ของมวลชนคืออุดมการณ์มั่นคง ยืนอยู่บนเส้นทางที่เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา มีมวลชนจำนวนมากเข้ามาร่วมขบวนการและจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตลอดเวลาไม่มีวันหยุด มีการแสวงหาความรู้กันเอง สร้างเครือข่ายอย่างเหนียวแน่น เปิดเผย ขุดคุ้ยความจริงให้เกิดโรคตาสว่างตลอดเวลา

จุดอ่อน ของมวลชนคือการไม่มีกำลังอาวุธ กฎหมาย และสื่อมวลชน การรวบรวมประชาชนที่กระจัดกระจายเป็นมวลชนต้องใช้เวลา และความพยายามอย่างมาก

โอกาส ฝ่ายอำมาตย์มีการชิงอำนาจกันเอง การมีนายกฯทักษิณเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ทำให้ประชาชนมีความหวังเพราะเชื่อว่าประชาธิปไตยกินได้ รัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมจะทุจริต คอรัปชั่นอย่างสูงเพราะต้องรีบหาเงินประกันความเสี่ยงของกลุ่มพวกตน ฝ่ายอำมาตย์จะมีการสูบเลือดประชาชนจากทุกทางเพื่อเตรียมการหลบหนีไว้ก่อน ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ยากจน ข้นแค้นไปทุกหย่อมหญ้า ทำให้มวลชนเพิ่มด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และจะมีคนชั้นกลาง ผู้มีการศึกษา เจ้าของกิจการ เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยกับรากหญ้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

ภัยคุกคาม อำนาจของฝ่ายอำมาตย์ได้แก่ ปืน กฎหมายและสื่อมวลชนในประเทศส่วนใหญ่


สามแนวรบ


ต่างประเทศ ใช้การเจรจาให้ความจริงแก่ผู้นำทางการทูต ผู้นำประเทศและองค์การระหว่างประเทศ คนไทยในต่างประเทศช่วยกดดันสมาชิกรัฐสภาของแต่ละประเทศด้วยการให้ข้อมูลและเรียกร้องประชาธิปไตยในกรณีเช่นเดียวกับพม่า จากนั้นรณรงค์ให้มีการช่วยสนับสนุนการต่อสู้ของคนไทยในประเทศด้วยการสร้างเครือข่ายร่วม การสร้างระบบตลาดรองรับการผลิตSME และเตรียมการรองรับการลี้ภัยเมื่อจำเป็น

ในรัฐสภา กระบวนการประชาธิปไตยต้องเริ่มด้วยการประชาชนที่รักประชาธิปไตยมีส่วนร่วมทางการเมืองในการกำหนดทิศทางและท่าทีของพรรคการเมืองในรัฐสภาให้สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่สมบูรณ์ตามมาตรฐานสากล

นอกรัฐสภา จัดตั้งกลุ่มมวลชน ขยายแนวร่วมออกไปทุกหนทุกแห่งเพื่อล้อมที่อยู่อาศัยและการเคลื่อนไหวของกลุ่มอำมาตย์และบริวารรวมถึงหน่วยงานที่อาจใช้ทำร้ายประชาชนทั้งด้านกฎหมายและกำลังอาวุธ

สร้างอุคมการณ์และความเกลียดชังระบอบอำมาตย์อย่างถึงราก

ทำการวิเคราะห์สังคม/ระบอบปกครอง เพื่อแยกมิตรแยกศัตรู เมื่อทราบว่าใครเป็นมิตร ใครเป็นศัตรูแล้วจึงจะสามารถร่วมมือกับมวลมิตร และต่อสู้กับศัตรูได้ถูกต้อง

รูปธรรมหรือปัจจัยสำคัญคือใครเอารัดเอาเปรียบประชาชนทางเศรษฐกิจ และใช้การกดขี่ทางการเมือง การหลอกลวงทางสังคม วัฒนธรรม สื่อ และกฎหมายอย่างไรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน ขูดรีดเงินจากกระเป๋าโดยที่ไม่รู้ตัวได้อย่างไร

- การสูบเลือดการขูดรีด เกิดจากอะไรกันแน่ *ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ* นี่แหละต้นเหตุของการเมือง

- การจะรักษาการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตได้แก่ ทุนผูกขาด ที่ดิน ค่าแรงงาน ค่าเช่า ที่ว่าไว้ ต้องใช้การกดขี่อย่างไร สร้างความได้เปรียบอย่างไร สร้างความไม่เป็นธรรม เพื่อทำลายล้างอีกฝ่ายอย่างไร

- การให้มีรัฐบาลที่มีการทุจริต คอรัปชั่นอย่างรุนแรงแต่สามารถอยู่ได้ด้วยการคุ้มครองของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ และการนำภาษีอากรไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยในกลุ่มอำมาตย์และบริวาร ตลอดจนการสร้างภาระความยากจนของประชาชนอย่างไม่เกรงกลัวการตรวจสอบทางการเมืองเพราะมีอำนาจพิเศษคุ้มครองนี้คือเงื่อนไขนำไปสู่การปฏิวัติประชาธิปไตยให้ไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมายและความยุติธรรมไปได้

- ถ้าประชาชนทำท่าจะปลดแอกจากความยากลำบากนี้ เขาจึงได้วางแผนปราบปรามอย่างไร ใช้วิธีไหน (หรือ ล้างสมอง หรือ ใช้ทุนต่างชาติมาครอบงำ หรือ ใช้กำลังทุนในประเทศกำจัดด้วยการให้สิทธิพิเศษทำให้ทุนอื่นแข่งขันด้วยไม่ได้)

นี่คือหัวใจของการเมือง

คือ การดูว่าใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ใครปกครอง ใครถูกปกครอง แต่ละฝ่ายสัมพันธ์กันอย่างไร เป็นธรรมหรือไม่ทั้งที่จะกระจายไปวงกว้าง กลับกระจุกอยู่เฉพาะที่คนมีอำนาจ

- สังเกตได้จากกลุ่มสนับสนุนพวกเหลือง

- ทุนจากใคร ทุนอุตสาหกรรม เกษตร ผูกขาดใคร ทุนเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค ผูกขาดคือใคร ทำไมกลุ่มที่ได้เปรียบ ได้สิทธิพิเศษ ทำไมชาวบ้านทำเหล้าขายไม่ได้ ทำไมเกษตรกรเลี้ยงไก่เองไม่ได้

- ทุนที่เปิดเผยในตลาดหลักทรัพย์เป็นของกลุ่มใดมากที่สุด กระจุกตัวหรือกระจายตัว ใช้สิทธิพิเศษทำให้คนอื่นต้องตกเป็นเหยื่อหรือไม่อย่างไร เกี่ยวข้องกับระบอบอำมาตย์หรือไม่อย่างไร

- หรือการเชื่อมกับทุนต่างชาติ เช่น สาขาสะดวกซื้อจากอังกฤษรวยเฉพาะในไทยมากมาย ตัวอย่างที่แยกทวีผล ใครจัดการให้

- หรือ ทำไมธนาคารต้องได้รับการดูแล ต้องมาเป็นรัฐมนตรีคลัง ทำไม 2,000.- บาท ต้องมาลงที่สถาบันการเงินเฉพาะตรงนั้น ตรงนี้ ทำไมต้องหมุนเงินของประชาชนกลับเข้ากระเป๋าใคร ไปตามหาดู

- หรือตลาดหลักทรัพย์ทุนกระจุกอยู่ที่ไหน เกี่ยวข้องกับกลุ่มเหลืองอย่างไร ไขว้หุ้นอะไรกันอย่างไร เสียภาษีกันหรือไม่

- ทำไม ไทยมีบ่อแก๊สขนาดใหญ่ บ่อน้ำมันเป็นลำดับต้นๆ บ่อน้ำมันที่มีจำนวนไม่น้อยต้องส่งเงินเข้ารัฐ แต่ทำไมน้อยนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่ประชาชนสุขสบายแล้วส่วนต่างนี้ไปอยู่ที่ไหน ทำไมน้ำมันประเทศไทยต้องแพงประเทศอื่นทำไมถูกกว่ากว่าครึ่งเพราะอะไร มีอะไรหรือเส้นไหนมาคั่นระหว่างประชาชนกับโรงกลั่น มีการสร้างภาพเทียมเป็นทุนให้ใครรวย แล้วทำไมคนไทยต้องจน ทำไมมีบ่อน้ำมันมากมายแต่เก็บค่าภาคหลวงได้น้อยมาก ไปไหนหมด ใครเอาเงินไปแบ่งกัน ใครทำการขุดน้ำมันโดยไม่บอกคนไทย

- รัฐวิสาหกิจทั้งหลายใครขับเคลื่อน ใครได้ประโยชน์ ทำไมไม่ตอบสนองความต้องการประชาชน

- มหาวิทยาลัย ใครเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยกันบ้าง มาจากไหนกัน

- กระทรวงศึกษาธิการ ใครครอบงำมากที่สุด ตำรา ประวัติศาสตร์ใครบิดเบือน สื่อมวลชน ถูกครอบงำจากทุนอะไร จากธนาคารไหน เช่นสมัย ITV ทำไมกล้าประมูลสูงผิดปกติหรือแน่ใจว่าตอนหลังแก้สัญญาได้ธนาคารไหนหุ้น ความผูกพันดังกล่าวยังคงมีมาจนปัจจุบันกับสำนักข่าวไหน แล้วตอนนี้เชียร์ใคร ทำไมเป็นอย่างนั้น

- NGO นักวิชาการประชาธิปไตยทำไมตอนนี้เงียบ ใครคุม NGO การจะขอเงินหรือจะไปต่างประเทศต้องขอใคร ใครดูแล

- พรรคการเมือง แต่ละพรรค องค์ประกอบ กรรมการบริหารเป็นพวกไหน กลุ่มใด ได้เงินจากไหน

- ทำไมธุรกิจต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ ต้องมีการฝากตัว หากฝากตัวฝากงานต้องกับใคร ใครบงการธุรกิจไทย

- ทำไม ข้าราชการ พนักงาน ต้องพลอยฝากตัวทำงานด้วยเส้น ไม่มีความสามารถทำได้ไง เส้นสายดังกล่าวเชื่อมโยงไปถึงไหนและอย่างไร

- น้ำมันเถื่อนใครได้กันบ้าง ราคาที่มีผลต่างไปลงที่ใคร

- งบประมาณลงไปภาคใต้ทำไมมากมาย ใครได้มาต่อเนื่องยาวนาน

- หวย บ่อน ทำไมปราบไม่ได้ ทำไมเจอตอ เจอเส้น

- ทรัพยากร ป่าไม้ ที่บนเขา ใครบุกรุกได้โดยมีเส้น ทำไมยุติการสูบทรัพยากรไม่ได้

สรุป ประชาชนถูกขูดรีดแบบไหน ใครเป็นเจ้าของที่ดิน แรงงาน ทุน กำไร ค่าเช่า แล้วเขารักษาผลประโยชน์นี้ด้วยวิธีอะไร ทั้งด้านการเมือง สังคม วัฒนธรรม การล้างสมองและการแบ่งปันผลประโยชน์ ทุนผูกขาดเก่าพัวพันกับระบบเกษตรกรรม ทรัพยากรธรรมชาติและการผูกขาดสัมปทานกันอย่างไร กลุ่มอนุรักษ์ จารีตหรือปฏิกิริยาทำลายกลุ่มทุนใหม่อย่างไร

เมื่อประชาชนศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังแล้วก็จะพบว่าระบอบเผด็จการผูกขาดไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไรก็ตาม เป็นผู้ทำร้ายประเทศไทย เป็นผู้ทำร้ายประชาชน ด้วยการกดขี่ ขูดรีดและหลอกลวงมาโดยตลอด สมควรที่ประชาชนจะลุกขึ้นแสดงความเป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของธุรกิจ เจ้าของเงินในกระเป๋าตัวเองเสียที การจะเป็นเจ้าของดังกล่าวได้ต้องยกเลิกระบบเส้นสายที่ติดมากับระบอบศักดินาอำมาตย์ให้หมดไปจากสังคมไทย และสถาปนารัฐใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบในยุโรปนั่นเอง


เป้าหมายการแก้ไขเพื่อถอนรากถอนโคนระบอบอำมาตย์


ใช้มวลชนมหาศาล หยุดการทำงานของฝ่ายอำมาตย์ กดดันให้ยอมทำตามฝ่ายประชาธิปไตย และอาจใช้วิธีการทางรัฐสภาด้วยการยุบสภาเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินใจหรือการแก้ไขโดยทันทีในเรื่องต่อไปนี้


1.แก้ไขอำนาจอธิปไตยจากมาจากปวงชนชาวไทย มาเป็น อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

2.ยกเลิกคณะองคมนตรีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

3.ให้คณะรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษาข้อราชการแทนตามแบบอย่างต่างประเทศ

4.กรณีผู้สำเร็จราชการฯชั่วคราวให้ประธานรัฐสภาโดยการเสนอชื่อของนายกรัฐมนตรีจนกว่าจะได้ผู้สำเร็จราชการถาวรหรือรัชทายาทเสด็จขึ้นครองราชย์ การกำหนดผู้สำเร็จราชการเป็นมติของรัฐสภา

5.ในกรณีไม่ได้มีการกำหนดองค์รัชทายาทไว้ให้ใช้ที่ประชุมรัฐสภาด้วยเสียงข้างมากเด็ดขาดในการเสนอรายพระนามหรือรายชื่อผู้ที่จะขึ้นครองราชย์

6.การขึ้นครองราชย์นั้นกำหนดให้ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ทรงแสดงเป็นลายลักษณ์อักษรในการที่จะทรงยึดมั่นในรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง (กรณีนี้เช่นเดียวกับในประเทศยุโรป และในหลายประเทศกำหนดให้ทรงมากระทำสัตย์ต่อหน้ารัฐสภา)

7.การปฏิบัติพระราชกรณียกิจใดๆ ให้มีคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องลงนามร่วมด้วย (กรณีญี่ปุ่นและบางประเทศในยุโรปใช้คณะรัฐมนตรี บางประเทศเช่นสวีเดนไม่กำหนดไว้เพราะไม่ให้พระมหากษัตริย์ทรงงานใดๆ) ทั้งนี้ไทยเคยกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติธรรมนูญฯ 2475 ชั่วคราว แต่ครั้งนั้นคณะกรรมการราษฎรหรือคณะรัฐมนตรีลงนามร่วม

8.ยกเลิกคณะบุคคลที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรอิสระภายหลังการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ยกเลิกการให้คณะตุลาการเกษียณอายุ 70 ปี

9.ให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า การรัฐประหารและได้ชัยชนะเป็นการกระทำที่ไม่ใช่องค์อธิปัตย์และเป็นกบฏ

10.สมาชิกวุฒิสภาให้เลือกตั้งมาจากกลุ่มอาชีพและเป็นโดยตำแหน่งไม่ต้องจัดการเลือกตั้งให้เสียงบประมาณโดยจัดให้มีวงเงินทำกิจกรรมเพื่อการนี้ในแต่ละกลุ่มอาชีพเพื่อการประชุมและเลือกตั้งกันเอง กลุ่มอาชีพต้องครอบคลุมกลุ่มต่างๆในสังคมเช่นกลุ่มเกษตรกรต้องแบ่งเป็นประเภทต่างๆกระจายอย่างทั่วถึง กลุ่มที่มีอิทธิพลเดิมเช่น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจให้มีตัวแทนอาชีพเป็นการเฉพาะ กลุ่มที่ด้อยโอกาสเช่น ชาวเขา ชนกลุ่มน้อยที่เป็นคนไทยมาตั้งแต่ก่อน 2475 ไม่รวมผู้อพยพเข้าเมืองหลังจากนั้น ฯลฯ การออกกฎหมายใดๆ ให้ใช้การประชุมร่วมสองสภาเพื่อให้มีการป้องกันสิทธิของประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ

11.กรณีประชาชนเข้าชื่อกันเพื่อถอดถอนหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาทำการตรวจสอบคุณสมบัติให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือนจากนั้นให้นำเสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภาภายในไม่เกิน 2 เดือน

12.ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาระดับสูงและคณะกรรมการตุลาการและให้ประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเสียงไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อเมื่อปฏิบัติหน้าที่ครบ 5 ปีแต่ไม่เกินสองวาระ

13.ในคดีอาญาที่มิใช่ลหุโทษให้ใช้การตัดสินด้วยระบบลูกขุน

14.ให้นำธรรมนูญการปกครองสยามชั่วคราว 2475 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2489 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2517 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 ซึ่งเป็นประชาธิปไตยสูงสุดในแต่ละสมัยมาปรับปรุงเพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดหรือในกรณีเร่งด่วนหากพบว่ามีปัญหาข้อขัดขัองให้แก้ไข หมวด 1 และ 2 ตามข้างต้นนอกนั้นถือตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2540 ก็ได้

15.ในกรณีเร่งด่วนไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ ก็ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดยแก้ไขมิให้มีการให้อภัยโทษในการรัฐประหาร เพิ่มเติมมิให้มีการรัฐประหารต่อไปด้วยการกำหนดมิให้คณะรัฐประหารเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ เปลี่ยนอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชนชาวไทยและแก้ไขส่วนที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกบุคคลในองค์กรอิสระ จัดตั้งกกต.ใหม่ด้วยสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แก้ไขระบบเขตเลือกตั้ง จากนั้นยุบสภาเลือกตั้งใหม่โดยให้มีการหาเสียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเสนอประเด็นไหนหรือจะแก้ไขด้วยพรรคการเมืองใด



ขจัดความคิดที่ผิดพลาดในกลุ่มประชาธิปไตย


ขจัดความคิดเจ้าขุนมูลนายออกจากความคิดของมวลชนทุกระดับ

ขจัดความคิดถือความคิดแกนนำเป็นใหญ่ไม่ฟังมวลชน

ขจัดความคิดเป็นผู้ตามแกนนำแต่เพียงถ่ายเดียวไม่กล้าขอข้อมูลขอเหตุผล และโต้เถียงต่อแกนนำในที่ประชุม แต่เมื่อได้มติแล้วให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ขจัดความคิดชอบแยกตัวออกไปด้วยนึกว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่นเมื่อมวลชนมีความเห็นร่วมกันแล้ว

ขจัดความคิดที่ว่าฝ่ายประชาธิปไตยโง่กว่า อ่อนแอกว่าและขาดผู้นำเมื่อเทียบกับฝ่ายอำมาตย์

ขจัดความคิดเอาตัวเองเป็นใหญ่ด้วยการฝึกใช้เหตุผลและวิทยาศาสตร์ในการตัดสินปัญหา ยอมรับเสียงส่วนใหญ่และรับฟังเสียงส่วนน้อยนำข้อดีข้อเสียมาชดเชยซึ่งกันและกันยอมรับกติกาและมีน้ำใจนักกีฬา


ชุดของความคิดที่ต้องมีประจำฝ่ายมวลชน



เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่ เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม
เป็นกลยุทธหลักเสมอ


รู้เขา รู้เรา
ถึงระดับความคิด นิสัยใจคอและยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียด


เข้าปรับทุกข์ ผูกมิตร
ระหว่างมวลชนและแกนนำ


สี่ดี
คือใช้แรงงานดี ศึกษาดี คิดดี วินัยดี


ห้าร่วม
คือ ร่วมกิน ร่วมนอนโดยไม่รังเกียจ ร่วมคิดโดยให้มวลชนคิด ร่วมศึกษาหลักการและสภาวการณ์ตลอดเวลา และ ร่วมใช้แรงงานด้วยการไม่เกี่ยงงาน


เจ็ดจังหวะ
ได้แก่ รัดกุม ซุ่มซ่อน อดทน ยาวนาน สะสมกำลัง รอคอยโอกาส ผ่านแกนไปจัดตั้งมวลชน


สามเกาะติด
ได้แก่ เกาะติดบนคือติดตามข้อมูลจากส่วนกลาง เกาะติดล่างคือทราบความเป็นไปของแกนนำระดับล่าง เกาะติดมวลชนได้แก่ทราบการเคลื่อนไหวของมวลชนทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่


แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง
สามัคคีส่วนมาก โจมตีส่วนน้อย ทำลายเป็นส่วนๆ


ใช้การลวงให้มาก
ด้วยการอาศัยคนจำนวนมากและชำนาญพื้นที่ ปรากฏตัวและสลายตัวรวดเร็ว เปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลันด้วยระบบการติดต่อสื่อสารถึงกันตลอดสาย และเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ตลอดเวลา


ล่อให้ฝ่ายตรงข้ามโมโหและใช้กำลัง
ด้วยความสับเพร่าและเปิดเผยทำให้แสดงจุดอ่อนเสมอ

กฎเหล็กในการอยู่เป็นมวลชนคือ พูดจาอ่อนโยน ซื้อขายอย่างยุติธรรม ไม่เอาเปรียบกัน ยืมของต้องคืน ทำของเสียต้องใช้ ไม่ดุด่าทุบตีผู้อื่น ไม่ทำผลิตผลราษฎรเสียหาย ไม่ลวนลามผู้หญิง ไม่กระทำทารุณ ไม่แตะต้องของประชาชน ต้องร่วมมือกันขจัดผู้ไม่มีวินัยดังกล่าวออกจากมวลชน

ทำการขยายมวลชนด้วยการขยายความจริง สิ่งใดที่เราทำเขาห้ามยิ่งทำ สิ่งใดเขาทำแล้วเสียหายเรายิ่งสนับสนุน

แนวร่วมและแนวร่วมมุมกลับ แนวร่วมในครั้งนี้คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุนนิยมผูกขาด จารีต อนุรักษ์และปฏิกิริยาที่ทำร้ายฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายอื่นจนเปลี่ยนข้างมาอยู่ข้างประชาธิปไตย ส่วนแนวร่วมมุมกลับได้แก่คนของฝ่ายเผด็จการเองที่ได้ทำการด้วยการไร้เดียงสา หรือโหดเหี้ยมให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและมาเข้ากับฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งต้องทำการส่งเสริมให้การกระทำดังกล่าวมีอย่างต่อเนื่องและรุนแรงต่อไป เพื่อให้มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยมากขึ้นจนไพศาล

พื้นที่ฝ่ายประชาธิปไตย พื้นที่ฝ่ายเผด็จการ พื้นที่ช่วงชิง (พื้นที่และหน่วยงาน) พื้นที่ใช้เขตเลือกตั้ง หน่วยงานใช้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและเอกชน สำหรับหน่วยความมั่นคง มีภาพ ชื่อ ที่อยู่ของผู้คุมกำลังและครอบครัว เพื่อหาทางทำความเข้าใจและห้ามปรามการกระทำนั้น มีการบันทึกจำนวนการเปลี่ยนแปลงมวลชนทั้งปริมาณคือจำนวน และ คุณภาพคืออำนาจของมวลชนนั้นที่จะดำเนินการ

ประชาธิปไตยไม่เคยได้มาด้วยการร้องขอ


จัดตั้งมวลชนเพื่อรุกใหญ่ทางการเมือง


เป้าหมาย


จัดตั้งมวลชน 1 ล้านคนจากกรุงเทพฯ ปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง

จัดตั้งมวลชน 2 ล้านคนจากทุกจังหวัดที่เหลือ

จัดตั้งมวลชนประเภทสนับสนุนในด้านเสบียง ที่พัก การขนส่ง 1 หมื่นคน

จัดตั้งมวลชนประเภทแนวร่วมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นมวลชนแต่ยังไม่พร้อมอีกหลายล้านคน

คำนวณจำนวนให้พร้อมในการปิดล้อมทางเดินทุกแห่ง ถนนทุกสายของฝ่ายอำนาจทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ด้วยการแบ่งกำลังออกเป็น 4 ผลัดหมุนเวียนกันมา 3 วันครั้ง ส่วนระยะเวลายืดเยื้อขึ้นอยู่กับสถานการณ์

แกนนำและมวลชน

จัดตั้งแกนนำกลุ่มย่อยชุดละ 20 -60 คนขึ้นอยู่กับประเภทของยานพาหนะ


จากกลุ่มย่อยสร้างเครือข่ายติดต่อกันเองและรวมเป็นสมัชชาระดับอำเภอและจังหวัด สำหรับใน กทม.อาจมีได้ไม่ต่ำกว่า 36 กลุ่ม ทั้งที่เป็นเขตเลือกตั้งและกลุ่มประเภทอื่นเช่น ชมรม หรือ กลุ่มจากอินเตอร์เนท แต่มวลชนต้องเลือกการสังกัดเพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ

กลุ่มย่อยและสมัชชาไปจนถึงแกนนำส่วนกลางต้องสื่อสารถึงกันและสอบถามซึ่งกันและกันตลอดเวลาถึงความคิดและแนวทางโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดของมวลชนส่วนใหญ่ว่าขณะนี้อยู่ ณ จุดใดเพื่อไม่ให้แกนนำเกิดการเดินล้ำหน้ามวลชนหรือล้าหลังไม่ทันมวลชนเป็นอันขาด และมีการประชุมย่อยทุกสัปดาห์ในทุกระดับเพื่อกระชับแผนและยุทธศาสตร์ การลงมติให้ใช้เสียงข้างมากเสมอ ห้ามแกนนำทุกระดับตัดสินใจเองโดยปราศจากการับรู้และสนับสนุนจากมวลชน

ต้องมีการทดสอบ การรวมตัว การแยกสลายตัวอย่างรวดเร็ว มีการจัดฝึกอบรมการใช้ยานพาหนะและการป้องกันตัว

แกนนำศูนย์กลางต้องมีการจัดหน่วยงานรองรับการประสานงาน การเดินงานทางยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี เพื่อให้ปฏิบัติการได้รวดเร็ว มีแผนที่ของประเทศไทยและกรุงเทพมหานครฯเพื่อกำหนดพื้นที่วางตัว พื้นที่พัก พื้นที่ส่งเสบียง การสนับสนุนต่างๆ มีอดีตทหาร ตำรวจที่ชำนาญการในด้านยุทธวิธีทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการนี้เพื่อให้คำปรึกษา ต้องให้แน่ใจว่าการรายงานเรื่องต่างๆแม้เล็กน้อยจากกลุ่มมวลชนหรือระบบสื่อสารต่างๆ จะได้รับการตรวจสอบทันทีจากห้องปฏิบัติการและแกนนำต้องรับทราบอย่างทันท่วงที

การปฏิบัติการของมวลชน แกนนำและแกนนำศูนย์กลางมีการบันทึกการทำงานในทุกขั้นตอนเพื่อจะได้นำมาตรวจสอบหาข้อดี ข้อเสียเพื่อปรับปรุงการทำงานในครั้งต่อไปเสมอ ใช้ตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหาไม่ใช้คำพูดเสียดสี โวหาร ป้ายสี หรือการสั่งการเป็นอันขาด

การเคลื่อนไหวของมวลชนทุกกลุ่มต้องมีกล้องบันทึกการทำงานของฝ่ายประชาธิปไตยและความโหดเหี้ยมของฝ่ายเผด็จการส่งตรงผ่านมือถือเข้าอินเตอร์เนททันทีโดยเชื่อมโยงเข้าศูนย์ปฏิบัติการของแกนนำ และ มีชุดมวลชนพร้อมกล้องซีซีทีวี ต่อระยะออกไปเป็นรัศมี 3 กิโลเมตร 5 กิโลเมตร 10 กิโลเมตรและตามหน่วยความมั่นคงต่างๆเพื่อจะได้ทราบความเคลื่อนไหวของฝ่ายเผด็จการล่วงหน้าตลอดเวลา

ค่ายทหารมีไม่กี่แห่ง มีประตูทางออกไม่เกินค่ายละ 5 แห่งให้วางแผนการใช้มวลชนไปปิดทางเข้าออกเมื่อสถานการณ์รุนแรงเพื่อป้องกันการขนทหารมาเพิ่มเติม

สร้างระบบการชุมนุมเป็นรูปแบบสามเส้าขึ้นไป เพื่อให้แยกกำลังประชาชนและมวลชนที่จัดตั้งอย่างดีจำนวนมหาศาลนั้นออกเป็นสามส่วนเพื่อที่จะแยกกำลังของฝ่ายเผด็จการไม่ให้ปิดล้อมได้ และยังมีมวลชนจากรอบนอกมาชุมนุมอยู่รอบนอกเมืองอีกชั้นหนึ่งพร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ

สร้างระบบการติดต่อกันเองในกลุ่มมวลชน เพื่อคัดกรองกลุ่มที่ปลอมตัวเข้ามาสร้างสถานการณ์ กลุ่มมวลชนที่ฝึกดีแล้วเดินพร้อมผู้สื่อข่าวต่างประเทศเพื่อจับผิดกลุ่มสร้างสถานการณ์และมีไหวพริบพอที่จะพลิกสถานการณ์ต่างๆมาเป็นประโยชน์กับฝ่ายประชาธิปไตย


การเดินมวลชนเพื่อป้องกันการปราบปรามจากฝ่ายอำมาตย์



ประเด็นที่น่าคิดต่อไปคือ เมื่อมวลชนมีจำนวนมหาศาล ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนต่างๆจะหันมาเข้าข้างและร่วมขับไล่อำมาตย์ ศักดินาตั้งแต่ยังไม่มีความตึงเครียดเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากเห็นแล้วว่าฝ่ายประชาชนประชาธิปไตยต้องประสบชัยชนะแน่นอน


- การใช้กำลังปกติในแต่ละกองทัพดูจากที่ตั้งที่เราทราบกันจะใช้กำลังทหาร 3 กองพล กองพลหนึ่งใช้กำลังประมาณ 30 กองร้อย

- เมื่อประกาศใช้กำลัง 33 กองร้อย เท่ากับ เป็นกองหนุนอีก 66 กองร้อย อยู่ในที่ตั้ง รวมแล้วประมาณ 100 กองร้อยหากไม่มีการเพิ่มเติมกำลังจากกองทัพภาคอื่น ซึ่งคงเกิดได้ยากเพราะพี่น้องจากทุกภาคก็พร้อมที่จะปิดล้อมทุกจังหวัดแล้ว

- แต่จริง ๆแล้วเมื่อดูพื้นที่จริงจะพบว่ากรุงเทพฯมีสภาพเป็นเมืองหนาแน่น เป็นตึกทำให้พื้นที่แคบลง ถ้าใช้ถนนราชดำเนินกว้าง 40 เมตร ประมาณว่าใช้พื้นที่คนละครึ่งเมตร จะประมาณแถวละ 100 คนการใช้ปืนในการปราบประชาชนจะไม่สามารถใช้อาวุธหนักเช่นปืนครก หรือปืนใหญ่ได้ จึงน่าจะใช้ปืนยิงเร็วประจำตัวและของหน่วยแต่ไม่ว่าจะอย่างไรจะมีพื้นที่อยู่ไม่เกิน 3 แถว มิฉะนั้นจะยิงกันเอง นอกจากจะขึ้นไปบนที่สูง(แบบกรณี 14 ตุลาคม 2516 ที่มีผู้แต่งชุดดำไม่ทราบฝ่ายขึ้นไปอยู่บนตึกยิงใส่นักศึกษา ซึ่งแน่นอนไม่ใช่ฝ่ายของ ถนอม-ประภาส-ณรงค์แน่นอน) ซึ่งในกรณีนี้ฝ่ายมวลชนต้องวางแผนไปวางกำลังไว้ก่อนแล้ว และติดตั้ง CCTV ผ่านอินเตอร์เนทไว้ให้ทั่วทุกด้าน (นี่คือสิ่งที่สมัย 14 ตุลาคม และ 6 ตุลาคม ไม่มี)

สรุปแล้วหากใช้กำลังติดอาวุธก็จะประมาณ 300 คน แต่ถ้าเป็นกรณีใช้กระบองและโล่ ก็จะประมาณ ด้านละ 600 คนแต่กลุ่มนี่จะสลายตัวเมื่อจะเกิดการปราบปรามรุนแรง และหากยังใช้โล่ กระบอง การชุมนุมโดยสงบ สันติ ของฝ่ายประชาชนก็ยังทำได้ต่อไปโดยไม่กระทบกระเทือน

- การจัดกำลังไว้ 33 กองร้อยจะอยู่ด้านหน้าได้เพียง 22 กองร้อยนับเป็นคนประมาณ 3,300 คนเพื่อให้มีกองหนุน สมมติว่ากำลังดังกล่าวนี้ติดอาวุธร้ายแรง (หากเป็นกรณี โล่ กระบองไม่นับเป็นภัย)

- กำลัง 3,300 คนนี้ถ้ามา 4 ทิศทางของถนนก็จะใช้คนได้ไม่เกิน 1,200 คนเพราะมี 4 ด้านๆละ 300 คน เท่ากับประมาณครึ่งหนึ่ง ถ้าชุมนุมแยกกัน 3-4 จุดใหญ่ ๆ ที่พร้อมจะยุบมาช่วยหรือตลบหลังก็จะทำให้ทำงานไม่ได้เพราะต้องใช้คนกลุ่มละ 1,200 คนคูณ 3 เท่ากับ 3,600 คน หมดจำนวนที่เตรียมไว้ และแม้ว่าจัดมาเต็มที่ 66 กองร้อย ก็ยังใช้คนด้านหน้าได้เท่าเดิมคือ 3,600 คน ที่เหลือเป็นกองหนุนได้เท่านั้น ซึ่งก็จะถูกตัดเป็นส่วนๆด้วย จำนวนคนฝ่ายประชาชนที่มีมหาศาลและมีการจัดตั้ง มีการฝึกอย่างดีแล้ว

- ถามถึงคนเท่าไร ต้องใช้ จะต้องใช้งบประมาณ 20 เท่าของฝ่ายไร้อาวุธ คือประชาชน 1,200 x 20 = 24,000 คนต่อพื้นที่ชุมนุมหนึ่งพื้นที่ หากแบ่งเป็นฝ่ายที่ชุมนุมแบบแนวร่วมสัก 10,000 คนและ ฝ่ายมวลชนอีก 24,000 คนก็เท่ากับใช้พื้นที่ละ 34,000 คนเท่านั้นเอง ก็น่าจะสามารถหยุดกำลังด้านหน้าไว้ได้แล้ว

- กำลังทหารจะแบ่งออกเป็น 3 ระลอก ดังนั้น เราควรมี 24,000 คน x 4ระลอกรวมเป็นทั้งหมด 96,000 คนไม่รวมผู้ที่มาร่วมชุมนุมตามปกติในลักษณะแนวร่วม โดยมวลชนนี้ควรเป็นชายหญิงวัยหนุ่มสาวหรือเป็นชายมากกว่าหญิง และคล่องตัวด้วยมอเตอร์ไซค์ ปิกอัพ ฯลฯ

- แล้วต้องมีมวลชนมาแสดงพลังอีก 2 – 3 เท่า คือ 3 – 4 ล้านคน ที่ออกมาแบบจัดตั้งและเคลื่อนไหวรวดเร็วด้วยในการพร้อมที่จะเข้ามาเพิ่มเติมกำลังได้ตลอดเวลา โดยแบ่งเป็นกำลังในกรุงเทพฯ ปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียงอีก หลายแสนคน และ จากต่างจังหวัดที่เข้ามาพักโดยรอบ กรุงเทพฯ อีกใกล้เคียงไม่ต่ำกว่า 1-2 ล้านคนก็จะเพียงพอ

- มวลชนแบ่งกำลังเป็นการใช้มาตรการเชิงรุก คือ ปิดประตูค่าย แห่งละไม่เกิน 5 ประตู ประตูไม่ใหญ่มาก ใช้แห่งละ 4-5,000 คนก็เพียงพอทุกประตูแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำกำลังมาเสริมให้ได้เมื่อเกิดเหตุรุนแรง

- เพียงเท่านี้ กำลังทหาร หรือฝ่ายสร้างสถานการณ์ที่จะออกมาใช้ความรุนแรง ก็จะไม่สามารถขยับตัวได้ และรู้ตัวว่าอาจไม่มีชีวิตรอดกลับบ้านหากประชาชนเกิดความบ้าคลั่งขึ้นมาจากการใช้ความรุนแรงนั้น จะเกิดการชั่งน้ำหนักว่าจะเชื่อฟังประชาชนหรืออำมาตย์จำนวนน้อยที่โกงกิน รักษาผลประโยชน์แต่พวกตน โดยที่ทหารในแนวหน้านั้นเองก็ไม่ได้อะไรด้วยและอาจโดนโกงเบี้ยเลี้ยง เงินค่าอาหารต่างๆ อีกต่างหาก

- ต้องระลึกเสมอว่าฝ่ายอำมาตย์ใช้อำนาจ ความรุนแรง และรวมศูนย์ความคิด การจะชนะได้ ต้องใช้มวลชนเป็นกลุ่มย่อยเล็กๆกระจายตัวและรวมตัวได้รวดเร็ว มีระบบติดต่อสื่อสารและแจ้งข่าวที่รวดเร็ว ตรงเข้าถึงมือถือของแกนนำแต่ละคนทันที เปรียบเสมือนจอกแหนที่ ตีลงไปแล้วกระจายตัวออกแต่ก็ยุบมาปิดล้อมได้รวดเร็ว หรือ มดแดงจำนวนมหาศาลที่ชอนไชกัดและล้มช้างใหญ่ได้ในที่สุด

ดังนั้นการสร้างเครือข่ายระหว่างแกนนำระดับย่อยกลุ่มต่างๆเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและเดินงานเมื่อแกนนำส่วนกลางถูกจับหรือเปลี่ยนทิศทางจึงมีความจำเป็น มวลชนประชาธิปไตยต้องไม่ถูกชี้นำโดยคนเพียงบางคน แต่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่พึ่งพิงพรรค ไม่พึ่งพิงบุคคล แต่พิงกันเองในกลุ่มมวลชน แกนนำเป็นเพียงผู้ประสานงาน และมีตัวตายตัวแทนเสมอ การสู้ด้วยความรู้ ปัญญา และเครือข่ายคือแนวทางที่ถูกต้อง

- ประเด็นที่น่าคิดต่อไปคือ เมื่อมวลชนมีจำนวนมหาศาล ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนต่างๆจะหันมาเข้าข้างและร่วมขับไล่อำมาตย์ ศักดินาตั้งแต่ยังไม่มีความตึงเครียดเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากเห็นแล้วว่าฝ่ายประชาชนประชาธิปไตยต้องประสบชัยชนะแน่นอน


การเดินมวลชนเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสจากฝ่ายหัวรุนแรงและหัวอนุรักษ์


ลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวา คือการเกรงกลัวต่ออำนาจเดิม ยอมจำนน ยอมเจรจาทั้งที่มวลชนส่วนใหญ่พร้อมเปลี่ยนแปลง

ลัทธิฉวยโอกาสเอียงซ้าย คือความใจร้อน ไม่รอบคอบ ชอบใช้กำลังแบบสุ่มเสี่ยง ไม่รู้หลักการ ไม่นำรูปธรรมทางสถานการณ์มาเทียบเคียงกับหลักการประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ลัทธิศักดินาอำมาตย์ คือจิตสำนึกว่าคนเกิดมาไม่เท่ากัน ชอบให้คนอื่นเป็นผู้รับใช้ ชอบปิดปากผู้อื่นไม่ให้พูดเหตุผล ไม่ชอบความจริงทางวิทยาศาสตร์ ลุ่มหลงลัทธิมนต์ดำ

ลัทธิทุนนิยมแบบเอาเปรียบ คือการหาสิทธิพิเศษ เอาเปรียบทางการค้า และธุรกิจ สร้างระบบฮั้ว การแข่งขันไม่เป็นธรรม

ลัทธิชักต่างชาติมาเอารัดเอาเปรียบคนไทย คือการนำทุนต่างชาติมาหาประโยชน์กับคนไทยและคุ้มครองอำนาจของตนเองในประเทศ มวลชนต้องรณรงค์ไม่ใช้สินค้าและคบหาพลเมืองของประเทศที่สนับสนุนอำมาตย์เผด็จการ


การเดินมวลชนเพื่อสร้างรากฐานทางการเมือง รัฐซ้อนรัฐและเศรษฐกิจซ้อนเศรษฐกิจ


การจัดตั้งมวลชนตั้งเป้าหมายตามเขตการเลือกตั้งและหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วงชิงประชาชนให้ได้รับการจัดตั้งเป็นมวลชนอันไพศาล มวลชนประชาธิปไตยนั้นต้องอยู่รอดด้วยตนเอง การสร้างระบบเศรษฐกิจให้ดำเนินการไปควบคู่กับการสร้างมวลชนในลักษณะของการขายตรง (MLM) สร้างระบบเศรษฐกิจเชื่อมโยงกัน ด้วยสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้าของกลุ่มหรืออย่างน้อยที่สุดค้าขายกันเองในกลุ่มมวลชน เมื่อสามารถสร้างมวลชนจำนวนมหาศาลควบคู่กับระบบการค้าขายแล้ว ก็จะสามารถตัดวงจรการเอารัดเอาเปรียบของฝ่ายอำมาตย์และทุนผูกขาดต่างๆได้ และหากมีมวลชนที่ประสานงานกันอย่างเหนียวแน่นมากพอเช่น 2-3 ล้านคนก็สามารถที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจของกลุ่มเองหรืองดเว้นการไม่ไปใช้บริการของกลุ่มธุรกิจของฝ่ายอำมาตย์และทุนผูกขาด สภาพนี้ก็จะเกิดการค้าขาย และ การบริหารงานกันเองภายในกลุ่ม

เกิดเหมือนรัฐซ้อนรัฐ เศรษฐกิจซ้อนเศรษฐกิจ ที่มีความจริงใจต่อกัน อุดมการณ์เดียวกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน และกลับกลายเป็นมวลชนที่มีกำลังทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ทำให้กลายเป็นกลุ่มการเมืองที่ทรงพลัง สามารถกำหนดบทบาท และทิศทางการเมืองได้ ตั้งแต่ไม่ซื้อสิทธิ ขายเสียง ไปจนถึงการกำหนดว่าผู้ใดควรเป็นผู้แทนราษฎรของตนเอง พรรคการเมืองใดที่มีนโยบายสอดคล้องกับกลุ่มตนสมควรสนับสนุน เป็นต้น


สถานการณ์ชี้ถึงจังหวะแห่งการสุกงอม


ฝ่ายประชาธิปไตยมีความรังเกียจ ไม่ยอมให้ปกครอง แผ่ขยายจนเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ

ฝ่ายเผด็จการหมดความสามารถในการปกครอง เพราะถูกจำกัดพื้นที่และความชอบธรรมในการเคลื่อนไหว

เกิดการช่วงชิงอำนาจในฝ่ายเผด็จการเอง ยิ่งชิงอำนาจรุนแรงเท่าไร ฝ่ายประชาธิปไตยก็มีโอกาสมากขึ้น


การเตรียมตัวของมวลชนเพื่อให้เกิดความพร้อมทางร่างกายและยุทธวิธี


อาจเกิดการปะทะกับหน่วยงานความมั่นคงได้เมื่ออำมาตย์จวนตัว และเพื่อหลบรอดจากการกวาดล้าง การรู้ยุทธวิธีทางทหารไว้เป็นสิ่งจำเป็น มวลชนจึงควรมีการออกกำลังกายและไปฝึกกีฬาปืนยิงสีที่เรียกว่า BBGun เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับการหลบหนี การกำบังตนเองจากการยิง และหาโอกาสไปซ้อมการยิงปืนในสนามจริงเพื่อให้คุ้นเคยกับเสียงปืนไม่ตื่นกลัว เมื่อเกิดการปะทะกันจริงจะได้หาหนทางเอาตัวรอดได้

ฝึกการใช้รถเป็นชุดสำหรับมวลชนกลุ่มย่อย กลุ่มละ 20 คนเพื่อกำหนดที่ในการนั่ง การป้องกันตัวเอง การขับรถที่ปลอดภัย

ออกกำลังกายด้วยการเดิน การวิ่งเป็นประจำ


หากเกิดการใช้กำลังของฝ่ายเผด็จการจะทำอย่างไร


จากสมมติฐานให้การจัดชุมนุมจะต้องมีมากกว่า 1 แห่งและสามารถเข้ามาช่วยเหลือกันได้นั้นหมายถึงเมื่อไม่มีการใช้อาวุธเข้าฆ่าประชาชน แต่หากฝ่ายใช้กำลังได้รับคำสั่งให้สังหารประชาชน ต้องสลายตัวอย่างรวดเร็ว แล้วอ้อมมาด้านหลังของหน่วยนั้นและล่าถอยสลับไปมาตลอดเวลา โดยต้องไม่เสี่ยงเข้าปะทะและแตกหนีอย่างไร้ระเบียบเนื่องจากจะถูกลอบสังหารโดยไม่สามารถมีมวลชนอื่นเข้าช่วยได้

ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาชีวิตและรอเวลาที่ประชาชนตลอดจนชาวโลกส่วนใหญ่ทราบแล้วว่าเกิดทรราชสั่งฆ่าประชาชนปรากฏในสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ณ บัดนั้นเชื่อว่าประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้มาชุมนุมจะเข้ามาช่วยด้วยอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับการปฏิวัติในทุกแห่ง

สำหรับผลขั้นสุดท้ายนั้นยากที่จะประเมินได้เพราะฝ่ายทหาร ตำรวจที่ติดอาวุธนั้นมีครบเครื่องและทันสมัยกว่าประชาชนมาก แต่ย่อมหมายถึงระบอบทรราชจะไม่สามารถมีที่ยืนในสังคมโลกได้อย่างแน่นอน


ความหวังต่อการไม่เสียเลือดเนื้อ


มวลชนอันไพศาลเป็นสาเหตุเดียวที่จะทำให้ระบบเผด็จการเดิมเกิดการสั่นคลอน และประกอบกับการใช้กำลังอย่างไรเหตุผลทั้งด้านกระบวนการยุติธรรมและอาวุธ จะทำให้มีผู้เปลี่ยนใจมาสนับสนุนมวลชนประชาธิปไตยในที่สุด การร้องขอให้มีการแปรพักตร์จะไม่เกิดขึ้นหากมวลชนไม่มากพอและระบอบเดิมยังแข็งแกร่งอยู่

เมื่อมวลชนเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่มีทางหันหลังกลับและแม้ว่าจะรู้ดีว่ามวลชนจะมีการเดินไปอย่างไรฝ่ายเผด็จการก็ไม่มีทางเลือกและหนทางต่อสู้จะตีบตันลงทุกขณะ ในที่สุดจะมีทางเลือกเพียงสองทางคือถอยอย่างมีศักดิ์ศรี หรือจะใช้กำลังแล้วต้องหนีออกนอกประเทศและกลายเป็นนักโทษของระบบสากลในฐานะอาชญากรระหว่างประเทศในที่สุด

การไม่เสียเลือดเนื้อจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับฝ่ายอำมาตย์ การจะไม่เสียเลือดเนื้อได้ต้องยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างขุดรากถอนโคนระบอบอำมาตย์ และยอมอยู่ในกรอบของประชาธิปไตยแต่โดยดี ความหลังที่เคยเข่นฆ่าประชาชนนั้นก็อาจจะให้อภัยกันและมีการลงโทษ แต่เฉพาะผู้ปฏิบัติการเท่านั้น

และสิ่งนี้คือความหวังครั้งสุดท้ายสำหรับสังคมไทย

**************

Tuesday, October 6, 2009

หายนะของผู้นำ

ที่มา บางกอกทูเดย์

พรรคประชาธิปัตย์..จะรู้สึกอย่างไรกับหัวหน้าพรรคของเขานั้น...ก็เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์แต่สำหรับ...ประชาชนคนไทยแล้ว...ประเทศย่อมมาก่อนประชาชนทั้งหลาย...ต้องตั้งคำถามและหาคำตอบให้กับตนเองว่า...นับตั้งแต่ประเทศนี้ ได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี..ประเทศนี้..มีอะไรดีขึ้นคำตอบก็คือ....ในทุกๆ ด้านกำลังดิ่งลงสู่หุบเหวแห่งความหายนะ..รถเมล์ เอ็นจีวี..ราคาคันละ 4ล้านบาท..รัฐบาลนี้ยอมให้เช่า ในเวลา 10 ปี คันละ16 ล้านบาท จำนวน 4 พันคันทุกโครงการที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง...รัฐมนตรีต้องลาออกทิ้งเก้าอี้..เพราะปลากระป๋องเน่านมบูด...กระทรวงสาธารณสุข..กำลังฉาวโฉ่..กับการ“จัดให้” ในสิ่งที่หมอและโรงพยาบาลไม่ต้องการ..200 กว่าปีตั้งแต่มีกรุงรัตนโกสินทร์ นี่เป็นครั้งแรกที่กัมพูชา..ยืนยันว่าพร้อมที่จะทำสงครามกับประเทศไทย..รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...สูญเสียสิทธิของประเทศไทยในพื้นที่ที่กัมพูชาอ้างว่า..เป็นพื้นที่ทับซ้อน..ถนนขึ้นสู่เขาพระวิหารจากฝั่งกัมพูชาที่

ไม่เคยมีทางขึ้นมาก่อนย้อนหลังไปเกือบ 50 ปีวันนี้กัมพูชาราดซีเมนต์ขึ้นมาเรียบร้อยทหารไทยให้ รัฐบาลมาร์ค..ประท้วง..แต่รัฐบาลไม่แก้ไข13 ตุลาคมของทุกปี..เป็นวันตำรวจแห่งชาติ..แต่ปีนี้..จนถึงวันนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ประธานกรรมการตำรวจ..ยังตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่เสร็จ..แต่เรื่องสัพเพเหระทั้งหลาย..ยังอธิบายความหายนะของชาติได้ไม่สมบูรณ์เท่า..กับการที่ นายกรัฐมนตรี..งัดข้อกับ..รองนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 และ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี..หายนะของชาติอันเนื่องมาจากหายนะของภาวะผู้นำของ..นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยอภิสิทธิ์..สมัครใจที่จะโกหกคนทั้งชาติ..ด้วยการยืนยันว่าไม่รู้เรื่อง..นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาฯคนสำคัญ..ยื่นใบลาออกคนทั้งประเทศรู้ว่า..ทำไม นิพนธ์ พร้อมพันธุ์..ถึงอยู่ไม่ได้และต้องตัดสินใจลาออก..แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ทำเหมือนไม่รู้ภาวะวิสัยของผู้นำ..ต้องกล้าต่อการยอมรับและพร้อมที่จะก้าวออกไปข้างหน้าของปัญหา..เพราะคุณอภิสิทธิ์ ก็รู้ว่า..นายนิพนธ์ กับนายสุเทพ..เขาสนับสนุน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..คนละคนกับ คุณอภิสิทธิ์ให้ พลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ เสนอพลตำรวจเอก จุมพล มั่นหมาย เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..แค่นั้น...ก็หมดเรื่อง

ตอดนิด-ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ขานรับ .. กับ ‘ไตรรงค์ ธงสามสี’!!
รันเวย์ เปิดกว้าง ทางสะดวก สำหรับ การก้าว เข้ามาเป็น“รองนายกรัฐมนตรี”??เชิดหนังตะลุง คืนสู่ศูนย์อำนาจในครั้งนี้, อยากบิณฑบาต“คุณพี่ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” ว่าที่รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ อย่าทะลุกลางปล้องโดยไม่จำเป็นลีลาตลกหลวง ตีวัวกระทบคราด กระแนะกระแหนใคร..โปรดกรุณาอย่างัด ออกมาเล่นยิ่ง “มุกยอดฮา”....ที่เขากล่าวกันว่า “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”เป็นเด๊ก..ก..ก..เด็กนั้น... “ท่านไตรรงค์” ขึ้นเสียงเขียว ปฏิเสธแข็งขัน“ว่าไม่จริง สักหน่อย”!!!เขาไม่ใช่เด็กหน้าหยก.....แต่เค้าคือ “ทารก”?....ที่ท่านไตรรงค์ยกขึ้นมาพูดบ่อยบ่อย????
✮✮✮
เดินเลอเลิศประเสริฐศรีเข้ามาอย่างหน้านวล!!
และก็ ใส่ตะกร้าล้างน้ำ เข้ามาเป็น “กล่องดวงใจ” ของ “นายกรัฐมนตรีหลานญวน”??ตรงนี้และที่นี่, ขอ ยวนยาเหล่ โอละเห่ ต้อนรับ “คุณพี่กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่พลาสชั้น ขึ้นลิฟท์แก้วเป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” มีอำนาจ “ครอบจักรวาล”จะได้พ้นเรื่องมัวหมอง อันถูกกล่าวหา ต่อ โครงการ“ชุมชนพอเพียง” เสียทีไงล่ะท่านเพราะขืน ตะบี้ตะบัน เป็น “รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ” ปัญหาการทุจริต “ชุมชนพอเพียง” ก็จะตามเป็นเงา มาหลอกหลอนทำให้สะดุ้ง!!วิธีฟอกคนให้สะอาด....ก็คือการเพิ่มอำนาจ?..นี่เป็นความฉลาดของ “พรรคประชาธิปัตย์เขาแหละลุง??????
✮✮✮
ใช้สมองส่วนไหนคิด!!
“เซลล์แห่งความยุติธรรม” ถึงจะเรี่ยราดตกต่ำอย่างสุดขีด แต่ก็ควรที่จะพิจารณากันสักนิด??ไม่รู้ใครหนออุตริ ที่จะให้รัฐบาล ของ “ท่าน นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”รุสต๊อกล้างโทษ ให้กับ “ผู้ก่อการร้าย” ที่ยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิหากลดโทษ กระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ บ้าบอคอแตกกันเช่นนี้ ถือว่าไม่คุ้มเพราะจะเอาโทษ “ความผิด” เพียงแค่ “ปิดการจราจร” เหมือนการยึด “ทำเนียบรัฐบาล”...นานาชาติอารยะประเทศ คงหมดความเชื่อมั่นกฎหมาย ของประเทศไทย ที่ไม่แจ่มแจ๋ว!!เลิกเสียที ต่อการอุ้ม “พันธมิตรฯ”...เท่านี้มันก็มีอภิสิทธิ์?....ติดลมบนมากแล้ว?
✮✮✮
รวดเร็วปาน ‘กามนิตหนุ่ม’!!
เป็นอีกหนึ่ง “นวัตกรรม” แห่ง “การสร้างภาพ” อันแสนคุ้ม??หลัง “ม้าเหล็ก” ห้อตกราง..มีคนเจ็บคนตายกลาดเกลื่อน..ไม่ยอมเสียโอกาส “ตกเฟรม” สร้างเรตติ้งให้กับตัวเอง...แล้ว “นายกฯนกนางแอ่น” ผู้มีดีที่น้ำลาย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ดิ่งถึงที่เกิดเหตุนับเป็นการ “ชิงพื้นที่ข่าว” ได้อย่างแสนวิเศษเหมือนเป็นการ “โปรโมทตัวเอง” ลบข้อด้อยเสียงครหา ว่า“ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน” จึงต้อง “เกาะกระแส” เหตุการณ์ต่างๆ หากิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “หมีแพนด้า-เคอิโงะ-น้องหม่อง-ยายเนียม-ยายไฮ” ดู “นายกฯ อภิสิทธิ์” จะ “แทรกเป็นยาดำ” เข้าไปยุ่ง!!!แปลกแฮ่ะ, กับเหตุการณ์ “๓ จังหวัดภาคใต้”.....ท่านสมควรรีบที่จะบึ่งไป!..ไฉนมัวเก็บตัว อยู่แต่เมืองกรุง?????.
✮✮✮
‘ไทยเข้มแข็ง’ หรือว่า‘โกงเข้มแข็ง’!!
ต้อนรับ “ปลายฝนต้นหนาว” เมื่อ “พรรคประชาธิปัตย์” ของ“นายกฯ ทารก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เจอข้อหา “โกงกินอย่างแรง”??โดยเฉพาะงบประมาณ “ไทยเข้มแข็ง” ของ “กระทรวงสาธารณสุข”ที่ “คุณหมอวิทยา แก้วภราดัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปล่อยฝูงอีแร้ง ถลุงรุมทึ้งงบประมาณ “๘๖,๐๐๐ ล้านบาท”กันอย่างสะเด็ด“ครุภัณฑ์เครื่องมือการแพทย์” ราคาไม่กี่ล้าน....ก็บวก “หัวคิว”รุมกันงาบอย่างเบ็ดเสร็จถ้า “หมอวิทยา แก้วภราดัย” คิดรับผิดชอบจริงเต็มลูกสูบ.. ควรแสดงสปิริตแต่ต้นมือ ด้วยการถอนสายบัวออกแต่เนิ่นๆ ....ไม่ใช่แก้ตัวน้ำขุ่นถ้ามีหลักฐาน ก็พร้อมที่จะออกเสร็จสรรพ!!ต่างประเทศมีเรื่องอื้อฉาว เขาออกทันควัน....ไม่ทู่ซี้อยู่นาน!...และไม่ด้านอยู่กัน ด้วยแหละครับ???????????

การบูร

ตุลาฯ งานเข้า!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ครั้งนี้...บรรดาผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนต่างเดินทางเข้าร่วมประชุมทุกชาติซึ่งนั่นหมายถึงเป็นงานใหญ่ที่กระทรวงกลาโหม ในฐานะแม่งาน ต้องรับผิดชอบและวางหมากให้ดี

เดือนนี้เป็นอีกเดือนในรอบปีที่ “งานเข้า”ทั้งรัฐบาลและกองทัพ โดยเฉพาะกองทัพที่ต้องรับศึก 2 ด้าน...ทั้งการประชุมอาเซียนที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์และ รับศึก “วันแดงเดือด” ที่กลุ่มคนประกาศจะเคลื่อนไหวตลอดทั้งเดือนศึก 2 ด้านครั้งนี้ ที่น่าเป็นห่วงเห็นจะเป็น ศึกแดงเดือดที่แกนนำออกมาตีฆ้องร้องป่าว เรียกรวมพลคนเสื้อแดงตั้งแต่ต้นเดือน พร้อมวางงานตารางชุมนุมตลอดทั้งเดือนณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง แถลงว่า แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงมีมติที่จะมีการชุมนุมตลอดทั้งเดือนตุลาคมโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันครบรอบการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540โดยจะไปชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อทวงคืนรัฐธรรมนูญ 2540 และจะรวบรวมรายชื่อประชาชนยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีภาวะผู้นำ และมีที่มาไม่ถูกต้องวันที่ 17 ตุลาคม จะชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามความคืบหน้าการพิจารณาฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังครบกำหนด 60 วันที่รัฐบาลระบุส่วนในวันที่ 24 ตุลาคมจะเปิดอภิปรายนอกสภาที่ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว ในประเด็นตรวจสอบการทุจริตโครงการต่างๆ ของรัฐบาลดูจากตารางเคลื่อนพลคนเสื้อแดงแล้ว ยังน่าเป็นห่วงว่าในช่วงก่อนการประชุมอาเซียนจะสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดให้กลับคืนมาอีกหรือไม่ด้าน เทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในเรื่องนี้ว่า...เป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องการล้มล้างรัฐบาล ซึ่งไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายใดเพราะเชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้ยังไม่เลิกที่จะขัดขวางการทำงานของรัฐบาล การอ้างให้เดือนตุลาคม เป็นเดือนแดงเดือด“อยากให้ประชาชนจับตามองว่าเดือน

ตุลาคมจะเป็น“แดงเดือด” หรือ “แดงเดต” กันแน่”นายเทพไท ยังกล่าวด้วยว่า...ที่น่าสังเกตคือ เดือนตุลาคม จะมีการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ อ.ชะอำจ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งการแอบอ้างสถานการณ์ต่างๆ มาเคลื่อนไหวย่อมส่งผลกระทบต่อการประชุม และความเชื่อมั่นของมิตรประเทศที่เข้าร่วมประชุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ขณะที่ผู้ที่ต้องรับศึกหนักคงหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ที่ต้องดูแลสถานการณ์ความเรียบร้อยในพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ และหัวหินซึ่ง 2 จุดล้วนแต่เป็นจุดสำคัญ ดังนั้นมาตรการรักษาความปลอดภัยอาจจะต้องยกระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง ทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวหิน เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปเหมือนดังเช่นที่พัทยาเฉพาะ พรบ.ความมั่นคงที่ใช้ในพื้นที่หัวหินนั้นแว่วมาว่า...กองทัพได้ปรับการทำงานและวางแผนเส้นทางการรักษาความปลอดภัยใหม่หมด หลังจากสรุปบทเรียนจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ภูเก็ตมาแล้วนั้นหมายถึงมาตรการคุมเข้มผู้คนที่จะเข้าออกในพื้นที่ประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงหากงานนี้พลาดนั้นอาจหมายถึงเก้าอี้ของใครบางคนอาจไม่มีให้นั่ง...ฉะนั้น “กลาโหม” จึงต้องเตรียมพร้อมกำลังทุกนายในช่วงเดือนตุลาคมเพราะเป็นเดือนที่ “งานเข้า” อีกแล้วครับทั่น! 

มาตรฐาน ‘มาร์ค’ ปชป.เอียงวูบ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

6 ตุลาคม รัฐบาลไม่ให้ความสนใจ 7 ตุลาคม กลุ่มพันธมิตรผนึกกำลังเตรียมเคลื่อนไหว รัฐบาลก็ไม่ให้ความสนใจแต่สนใจกับเฉพาะการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะมีในวันที่ 17 ตุลาคม เพื่อทวงถามในเรื่องฎีกาฯรวมไปถึงระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนด้วย ถึงขนาดนายสุเทพ ต้องเปลี่ยนรถประจำตำแหน่งใหม่ จากเดิมเป็นรถฟอร์ดกันกระสุน มาเป็นรถแลนด์โรเวอร์กันกระสุนแทน

เพราะทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ เล่นการเมืองแบบ ตั้ง“มาตรฐาน”เอง แล้วให้บรรดาผู้ที่ประสานมืออุ้มมาตั้งแต่ต้น จะต้องเดินตามมาตรฐานนั้นการเมืองของไทยในเวลานี้ก็เลยยุ่งวุ่นวายไปหมดปัญหากลุ่มคนเสื้อแดงที่ต่อสู้ไม่ยอมเลิก ก็เพราะต้องการเรียกร้องให้เกิดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขที่แท้จริง และมีมาตรฐานเดียวนี่แหละถึงยังคงต้องสู้กันจนถึงวันนี้ ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงไปได้ง่ายๆปัญหาการยอมรับในกฎหมาย ในระบบตุลาการที่กำลังสั่นไหวปานประหนึ่งดอกไม้ท่ามกลางพายุ ก็ไม่เพราะการเมืองเข้าไปแทรกแซงจนเกินงาม จนโดนข้อสงสัยเรื่อง 2 มาตรฐานดอกหรือความศักดิ์สิทธิ์ของระบบตุลาการและ “ท่านเปา” เมืองไทย จึงไม่หนักแน่นเช่นในอดีตและโดยเฉพาะปัญหาของการล้วงลูกระบบข้าราชการประจำของนักการเมือง เฉพาะอย่างยิ่งกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับการล้วงลูกตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ของนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ขนาดนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ตัดสินใจลาออก เพื่อหวังให้นายอภิสิทธิ์ได้รู้เสียทีว่าสัญญาณพิเศษนั้นเป็นเรื่องจริง... แต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่สนแม้แต่ล่าสุดก๊วนภูมิใจไทย จะส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า ถ้ายังดันทุรังจะตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการ ผบ.ตร.ให้ได้เป็นผบ.ตร.จริงๆ ก็คงยังต้องมีรายการโหวตสวนเหมือนเดิมแต่นายอภิสิทธิ์ ก็ยังคงไม่ใส่ใจ เพราะเชื่อมั่นในอำนาจนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในมือ และกลุ่มพลังที่หนุนหลังทั้งอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มนายทหารเชื้อสาย คมช.ทั้งหลาย

นี่ก็คือความชัดเจนของปัญหา ที่มาจากมาตรฐานเฉพาะตัวสุดท้ายแม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะมาตรฐานของนายกฯอภิสิทธิ์หรอกหรือ ที่ทำให้วุ่นไปหมดและพลอยทำให้ระบบบริหารจัดการก็วุ่นไปด้วย เพราะตอนนี้แรลลี่ตำแหน่งกันสนุกในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พันกันอีนุงตุงนังไปหมดพรรคร่วมรัฐบาลก็โดดเข้ามาช่วย “วุ่น” ไปด้วย ทั้งๆที่ไม่ได้ปรับครม.กับเขาสักนิดแต่อย่างว่าแหละพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องการให้พรรคแกนนำวุ่นมากๆ เข้าไว้ แตกแยกเยอะๆยิ่งดีเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้นเร็วเท่าไร ในจังหวะที่ประชาธิปัตย์แตกแยกนี่แหละ โอกาสที่จะพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลก็ยิ่งมีสูงเพราะคนอย่างนายเนวิน ชิดชอบ ภูมิใจไทย CEO ผู้ถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี แต่ยังเล่นเกมและมีบทบาททางการเมืองอย่างเปิดเผยโดยไม่แยแส คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากรู้ดีว่า กกต.ชุดนี้ไม่มีทางกล้าที่จะออกมากระแอมกระไอกับการครอบงำทางการเมืองของนายเนวินแน่ฉะนั้นด้วยโอกาส บารมี และความทะเยอทะยานทางการเมือง จะเห็นว่าทางพรรคร่วมรัฐบาลดูเหมือนจะดีใจอยู่ลึกๆ กับการเปลี่ยนแปลงที่จะให้มีการเด้งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ออกจากเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมานายกอร์ปศักดิ์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือแม้แต่กระทั่งบรรดาข้าราชการต่างๆ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า“คบยาก”ฉะนั้นถ้าเด้งไปได้ และหากคนที่มาเป็นนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี จริงๆ อะไรๆ ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล และข้าราชการก็น่าจะดีขึ้น เพราะนายไตรรงค์เรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็จริง แต่ที่ผ่านมาก็เป็นแต่หลักการ และออกแนวเศรษฐศาตร์เฮฮาเสียมากกว่าการที่จะให้มาแทนนายกอร์ปศักดิ์ พรรคร่วมฯ จึงสนับสนุนกันเต็มที่ ส่วนสุดท้ายแล้วประชาธิปัตย์จะมีผลงานหรือไม่ คงไม่ใช่เรื่องที่พรรคร่วมฯ จะใส่ใจ

เพราะถือเป็นปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์เองที่ต้องแก้ไขเอาเอง และด้วยความที่ตอนนี้รัฐบาลเละตุ้มเป๊ะไปหมด การแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงไม่มีก็ขนาดวันที่ 6 ตุลาคม ซึ่งปกติในยุคหัวหน้าพรรคคนก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นนายชวน หลีกภัย หรือนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ก็จะให้ความสำคัญในการร่วมรำลึก 6 ตุลา ทั้งเพราะความเป็นนักศึกษาธรรมศาตร์ และความมีภาพในเรื่องประชาธิปไตยของประชาธิปัตย์แต่ปีนี้ ไม่เพียงไร้เงาของคนในรัฐบาล แต่ยังไร้เงาของคนประชาธิปัตย์อีกด้วยหรือจริงๆ แล้วบรรดาแกนนำประชาธิปัตย์ในยุคนี้ ไม่ได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับเหตุการณ์รำลึกประชาธิปไตยกันอีกแล้วแม้แต่แกนนำม็อบพันธมิตร ที่อ้างว่าต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง มาวันนี้ก็ไม่มีใครมาร่วม แม้กระทั่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งจะต้องมาเป็นประจำ ปีนี้ก็ยังไม่มาหรือเพราะม็อบพันธมิตรไปให้ความสำคัญกับ 7 ตุลาคม และการอุ้มรัฐธรรมนูญ คมช. ปี 50 เป็นหลัก จึงละเลยกับวันที่ 6 ตุลาคมไปแล้วแต่สำหรับรัฐบาลยิ่งแล้วใหญ่ เพราะวันนี้หลังจากขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองแล้ว สิ่งที่คิดไม่ใช่การรำลึกถึงประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย หากแต่เป็นการคำนึงถึงการอยู่รอดทางการเมือง และการเตรียมรับมือกับการชุมนุมเรียกร้องตามสิทธิทางประชาธิปไตย6 ตุลาคม รัฐบาลไม่ให้ความสนใจ 7 ตุลาคม กลุ่มพันธมิตรผนึกกำลังเตรียมเคลื่อนไหว รัฐบาลก็ไม่ให้ความสนใจแต่สนใจกับเฉพาะการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะมีในวันที่ 17 ตุลาคม เพื่อทวงถามในเรื่องฎีกาฯรวมไปถึงระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนด้วย ถึงขนาดนายสุเทพ ต้องเปลี่ยนรถประจำตำแหน่งใหม่ จากเดิมเป็นรถฟอร์ดกันกระสุน มาเป็นรถแลนด์โรเวอร์กันกระสุนแทน ให้เหตุผลว่าเอามาทดลองใช้ ก่อนที่จะนำมาใช้รับส่งผู้นำประเทศที่จะมาร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปลายเดือน ต.ค.นี้ งานนี้รัฐบาลควักกระเป๋าจ่ายง่ายๆไปอีกจำนวน 20 คัน ด้วยข้ออ้างเดิมๆ ไว้รับมือกับกลุ่มคนเสื้อแดง ในขณะที่ทางกฎหมายก็เตรียมจะประกาศใช้ พรบ. ความมั่นคงฯ อีกรอบทั้งๆ ที่ทางตำรวจกำลังเสนอกฎหมายจัดระเบียบม็อบอยู่ด้วยซ้ำถือเป็นมาตรฐานเฉพาะตัวของรัฐบาลชุดนี้จริงๆ ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ยืดอายุรัฐบาลเอาไว้ให้นานที่สุดพร้อมกับมักจะปาวๆ ยืนยันว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลนี้ไม่เคยมี 2 มาตรฐาน แต่มีเพียงมาตรฐานเดียวเท่านั้นแหละ คือ “มาตรฐานอภิสิทธิ์”!!!

สตช.ชงกฎหมายจัดระเบียบม็อบเข้า ครม.
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ....ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อควบคุมการชุมนุมในที่สาธารณะ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเสนอเข้าสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ไม่ผ่านการพิจารณา สตช.จึงไปแก้ไขปรับปรุง และเสนอกลับมาที่ครม.อีกครั้ง โดยร่างกฎหมายดังกล่าวมี 12 มาตรา มีสาระสำคัญคือ การวางแนวทางของการปฏิบัติของผู้ชุมนุมในการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และการวางแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความชัดเจนในการใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ถือเป็นเกราะให้กับทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การลิดรอนสิทธิของการชุมนุม ผู้ชุมนุมก็ชุมนุมได้มาตรฐาน และมีบทลงโทษสำหรับผู้ละเมิดทั้งแกนนำ ผู้จัด ผู้ร่วม หากเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่า การชุมนุมของประเทศไทยไม่ได้มาตรฐาน เดินไปยึดที่ต่างๆ หลายครั้งสร้างความไม่สงบเรียบร้อย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 63 ระบุว่า การจำกัดสิทธิการชุมนุมทำไม่ได้ เว้นแต่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะการชุมนุมสาธารณะ ดังนั้นเมื่อบ้านเมืองไม่เรียบร้อยจากการชุมนุมก็ต้องออกกฎหมายมา ซึ่งหาก ครม.ให้ความเห็นชอบก็นำเข้าสู่สภาฯต่อไป

ญาติวีรชนร่วมงานรำลึก 33ปี 6 ตุลา

ที่มา Voice TV



เลขาฯเครือข่ายเดือนตุลา เผยหมดหวังชำระประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 19 แต่ยังคงเดินหน้าเผยแพร่เหตุการณ์จริงและเจตนารมย์ของวีรชนต่อไป

แกนนำเพื่อไทยยินดี สนธิ ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 6 ต.ค.-ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวแสดงความยินดีด้วยความจริงใจกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเข้ามาสู่ระบบการเมือง และเป็นผลดีกับประเทศที่จะไม่มีการประท้วงนอกสภา อย่างไรก็ตาม ยังรู้สึกเป็นห่วงคดีต่าง ๆ ของนายสนธิ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกหลายคดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเป็นตำแหน่งหัวหน้าพรรคของนายสนธิ จะกระทบฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย แต่จะส่งผลกระทบต่อฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-06 15:15:34

ศึกใหญ่หลวง

ที่มา เดลินิวส์

จะโทษใคร การแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนเดียว ทำไมบานปลาย กลายเป็นวิกฤติการเมืองเขย่าเก้าอี้นายกฯ รูปหล่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ขนาดนี้ บ้างว่า เพราะไปโตเมืองนอก เลยไม่เข้าใจสังคมไทย

ไม่รู้อะไรควร ไม่ควร บ้างว่า เพราะ ไร้วุฒิภาวะ ต้องการเอาชนะคะคานแบบเด็ก ๆ ไม่ว่าเหตุไหน อภิสิทธิ์ ก็สูญเสียภาวะผู้นำ สอบตกทั้ง การบริหารจัดการ งานปกครอง งานบุคคล

พร้อมสูญเสียเลขาธิการคนสำคัญ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อย่างไม่หวนกลับ ทิ้งรอยร้าวใหญ่ใน ปชป.ไว้ คนนี้แหละ ผู้นำ “สัญญาณพิเศษ” ไปแจ้ง อภิสิทธิ์ หลายครั้ง แต่ไม่แยแส มิหนำ ยังนำ ข้อมูลใหม่กว่า เกทับ

ทั้งที่นิพนธ์คือเลขาฯ ตัวเองแท้ ๆ จะหวังร้ายได้ไง เหนืออื่นใด นิพนธ์ เป็นผู้ใหญ่ และมีศักดิ์ศรี เมื่อรับ “สัญญาณพิเศษ” มาบอก อย่างจริงใจ หมดเปลือก สมควรได้รับเกียรติ

แต่นายกฯ กลับปักใจเชื่อ คนนอกพรรค มากกว่า ???

การตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รอง ผบ.ตร. รักษาการ ผบ.ตร. เท่ากับ ตอกย้ำ ไม่เอา สัญญาณพิเศษ คนที่ต้องได้คือ พล.ต.อ.ปทีป ไม่ใช่ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย แคนดิเดต อีกคน

อย่างที่รู้ อภิสิทธิ์ ติดใจว่า พล.ต.อ. จุมพล เป็นคนของทักษิณ แต่มิวายบุคคลซึ่งรับรองว่า “จุ๋มไม่ใช่คนของทักษิณ” จะน่าเชื่อถือสักเพียงไหน ก็เหมือนกรรมบังตา นายกฯ รูปหล่อ จนสถานการณ์กู่ไม่กลับ

ยิ่งย้อนกลับไปดู ยิ่งเห็นชัด ถึงความผิดพลาด ถือดี ลุแก่อำนาจ ต้องการเอาชนะคะคาน ลืมหลักธรรมาภิบาล หลักคุณธรรม แต่ใช้ระบบตามอำเภอใจ !!!

ตั้งแต่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ยังไม่เกษียณ เหลืออายุงานไม่ถึง 2 เดือนดี ทำไมต้องบีบทุกทาง ให้ลาพักร้อนไปต่างประเทศไม่พอ กลับมา ยังไสส่งลงใต้อีก แล้วตั้ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รักษาการแทน

ทั้งที่ ผบ.ตร. ไม่ได้ไปต่างประเทศ แค่ไปใต้เอง คดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่หาว่า พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นตอ ก็ พลอยหายจ้อย มีแต่มาทำโผนายพลใหม่ ถูก ก.ต.ช.ขวาง

ความเลยแตก !!!

เมื่อเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป เป็น ผบ.ตร. ไปแล้ว แพ้มติที่ประชุม 5 ต่อ 4 กลับมาบอก หากตัวเองลงมติด้วย ก็ชนะแล้ว เรียกประชุม กตช.อีกครั้ง ก็ล้มเหลวอีก มี ก.ต.ช. ทนบีบไม่ไหว ลาออก 2 ครั้ง 2 ครา ที่ล้มเหลว

แทนที่จะทบทวน กลับแต่งตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. เอาจนได้ และมีทีท่าจะให้รักษาการยาวถึงตุลาคมปีหน้า สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิด ม.157 ใน รธน.มาก

หากมี ผบ.ตร. อยู่ แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ตั้งรักษาการได้ แต่นี่คนละเรื่องเลย ระบบแต่งตั้งตำรวจปั่นป่วนหมด เมื่อไม่มี ผบ.ตร. ตัวจริง ระดับรองลงไป ก็ตั้งไม่ได้ไปด้วย

ทั้งหมดทำให้เก้าอี้ ผบ.ตร. กลายเป็นไฟลวกมือ เพราะนอกจากนิพนธ์แล้ว หลายคนในรัฐบาลก็รับสัญญาณพิเศษนี้ เมื่อนิพนธ์ไป คนอื่นจะนิ่งหรือ บอกได้คำเดียว ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก

ใหญ่ถึงขนาดล่มรัฐบาลได้

ก่อนจบ “เสื้อเหลือง” ประกาศชุมนุม 7 ต.ค.นี้ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เสื้อเหลือง เคยปิดถนน ยึดช่อง 11 ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน มาครบถ้วน ตอนเสื้อแดงชุมนุม รัฐบาล งัด พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มามัดตราสัง

ทำไมยกเว้น ม็อบมีเส้น นี่หรือ ความเป็นธรรม.

ดาวประกายพรึก

ห้องเครื่องไปแล้วหนึ่ง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37620

โดยความรับผิดชอบใหญ่หลวงที่เกินจะทัดทาน

ที่สุดแล้วนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ต้องจดปากกาลงนามรับทราบในหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เสีย "ห้องเครื่อง" สำคัญไปแล้วหนึ่ง

เอาเป็นว่า โดยปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความสำคัญของคนชื่อ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" การันตีโดยยี่ห้อ "ชวน หลีกภัย" ลงทุนต่อสายโทรศัพท์อ้อนให้อยู่ประคองรัฐบาลต่อไป เพราะความเก่งรอบด้าน ทั้งในเรื่องของการจัดงบประมาณและชั้นเชิงบริหาร

ช่วยอุ้มนายกฯอภิสิทธิ์ได้เยอะ

แต่ที่สำคัญกว่านั้น มันอยู่ที่ "ภารกิจฉากหลัง" คอนเนกชั่นของนายนิพนธ์ที่เครือข่ายโยงใยครอบคลุมทุกวงการ โดยเฉพาะในฐานะมือดีลกับแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาลที่เรียกกันติดปากว่า "เฮีย"


"นิพนธ์" เคลียร์ได้ทุกช็อต ยามที่เกิดปัญหา

โดยคุณสมบัติตามนี้จึงเป็นอะไรที่ยากจะหาคนมานั่งในตำแหน่ง "ห้องเครื่อง" แทน

ก็อย่างที่เห็นอาการอึกๆอักๆของนายกฯอภิสิทธิ์ ต้องยื้อเวลาคัดเลือกบุคคลมาแทนภายในสัปดาห์นี้ แต่ยังไม่ฟันธงว่าจะโยกนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ สลับเก้าอี้มานั่งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหรือไม่

แค่แบะท่าไว้ จะต้องปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ จะดูไปตามความจำเป็น

ตามคิวเลย จุดที่ลงตัวน่าจะอยู่ที่ชื่อของนายกอร์ปศักดิ์

เพราะจะเป็นโอกาสดีที่นายกฯอภิสิทธิ์จะได้ฉวยจังหวะซักคราบสกปรกมอมแมมจากคิวทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ที่เชื้อกำลังลามติดโครงการไทยเข้มแข็ง

ยิ่งปล่อยนาน คราบยิ่งฝังลึก

เคลียร์ "กอร์ปศักดิ์" พ้นจุดปัญหา มันก็น่าจะลดอาการหวาดระแวงลงได้ระดับหนึ่ง


และกับอีกช็อตหนึ่ง โดยการขยับนายกอร์ปศักดิ์เปลี่ยนงานไปนั่งเป็นเลขาธิการนายกฯ ก็เท่ากับแยกวง "คุณชายละเอียด" ออกจากคิวขัดขากับพรรคร่วมรัฐบาลในการคุมงานกระทรวงด้านเศรษฐกิจ

เหยียบตาปลากันจนงานไม่เดิน

โดยสถานภาพ "ส่วนเกิน" ชื่อของนายกอร์ปศักดิ์จึงลงตัวด้วยประการทั้งปวง

แต่บังเอิญว่า ในสถานการณ์ที่แหล่งข่าวพรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับกันเป็นนัย ยามนี้อยู่ในช่วงเปราะบางของรัฐบาล

ต้องหลีกเลี่ยงแรงกระเพื่อมจากคิวปรับ ครม.


โดยเฉพาะสมาชิกชมรมคนอกหักในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ที่จ้องรอเสียบเก้าอี้กันตาไม่กะพริบ รอช่องเปิดเมื่อไหร่ มีหวังได้ฟัดกันฝุ่นตลบ

และที่เสียเชิงกว่านั้น ถ้าขยับนายกอร์ปศักดิ์ก็เท่ากับเข้าทางพรรคเพื่อไทยที่เพิ่งออกมาไล่บี้ให้นายกฯอภิสิทธิ์ปรับ ครม. โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจที่เดินผิดทาง

ยอมรับสารภาพกันเป็นนัย

โดยจังหวะขึงพืด เงื่อนไขภายในของประชาธิปัตย์ที่ขยับกันไม่ออก

แต่ในอารมณ์ที่ผ่อนคลาย ดีกรีตึงเครียดในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลที่วูบวาบสวนทาง


เช็กบรรยากาศวงถกแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาลที่บ้านพิษณุโลก ทุกสายตรงกัน เป็นไปอย่างชื่นมื่น และก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์ที่ชิงเสนอพิมพ์เขียวประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องรอให้พรรคร่วมรัฐบาลทวงสัญญาลูกผู้ชาย

"ได้ทั้งนั้นครับพี่"

ประโยคที่ขาใหญ่พรรคร่วมรัฐบาลฟังแล้วอมยิ้ม กับบท "เด็กดื้อ" ที่ลดโทนเฮี้ยวลง


และโดยช็อตต่อเนื่องหลังจบคิวทางการที่บ้านพิษณุโลก นายกฯอภิสิทธิ์แยกตัวกลับ "เทพเทือก" นัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลดินเนอร์ต่อที่โรงแรมหรูกลางกรุง เปิดอกคุยกันตามภาษานักเลงน้องๆพี่ๆ เคลียร์คำถามคาใจของพรรคพวก

"เฮียนิพนธ์ไปแล้ว พี่เทพจะลาออกตามหรือเปล่า"

คำตอบคือ ไม่มี

และก็เป็นอะไรที่ฟ้องอุปาทานหมู่ ช็อตที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหารือกันถึงคิวที่ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ หวนคืนการเมือง รับเป็นแม่ทัพพรรคเพื่อไทย


กระตุ้นต่อมคึกให้ลูกข่าย "นายใหญ่"

คงจะมียุทธศาสตร์อะไรใหม่ๆออกมาเดินเกมเคลื่อนไหว และพรรคเพื่อไทยคงเอา พล.อ.ชวลิตเข้ามาเพื่อหวังจะตรึงพื้นที่ภาคอีสานเอาไว้

ให้ได้มากที่สุด

อาการของคนกลัวผี "ทักษิณ" แอบซุบซิบกันมุมห้อง

อย่างไรเสีย พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องกอดคอกันต่อไป.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ประชามติลับลวงพราง

ที่มา ไทยรัฐ

ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากชาวบ้าน ที่ฝากผ่านไปถึง นายกรัฐมนตรี มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะความรู้สึกของชาวบ้านกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ ละครั้ง เหมือนถูกหลอก เหมือนถูกจับเป็นตัวประกันขาประจำอย่างไรอย่างนั้น

ข้อสงสัยประการแรก เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ อย่างไม่สมเหตุสมผลหรือไม่ โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ จะต้องมีการทำประชามติ อย่างที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันมาตลอด อาจจะมีข้ออ้างว่าเป็นการให้ประชาชนตัดสินใจหรือเป็นการลงทุนในการพัฒนาประชาธิปไตย

หรือแท้จริงเป็นการหวังผลทางการเมือง

ยกตัวอย่างการทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณเป็นพันล้านบาท เมื่อเทียบความคุ้มค่าดูแล้ว หากนำงบประมาณจำนวนนี้มาสร้างอาคารเรียน เพื่อให้มีการศึกษาและเรียนรู้ ประชาธิปไตยจริงๆ สมมติอาคารเรียนหลังละ 2 ล้านบาท ก็ได้ 500 หลังแล้ว ใช้งานได้อย่างน้อยก็ 20 ปี

แต่รัฐธรรมนูญบางฉบับใช้ได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ

และมีอะไรค้ำประกันได้ว่ารัฐธรรมนูญที่แก้กันแล้วกันอีก จะป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร หรือการทุจริตคอรัปชันได้ เชื่อว่า การทำประชามติคงใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน หรืออาจต้องมีการยกร่างแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา 6 เดือน หรือ 9 เดือนขึ้นไป

อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการซื้อเวลาของรัฐบาล

ทั้งนี้ ไม่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะรู้จักและเข้าใจรัฐธรรมนูญอย่างถ่องแท้ แม้แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน ก็ยังไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญได้ถ่องแท้ทุกประเด็น เพราะถ้ามีการเข้าใจรัฐธรรมนูญจริงทำไมต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หรือยังมีการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญกันอยู่อีก

ข้อเสนอก็คือว่า เมื่อมี ส.ว. และ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วถือว่าเป็นตัวแทนประชาชนให้คนเหล่านี้มาทำหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าผ่านความเห็นจากประชาชนได้

ที่ผ่านมาการลงประชามติใช้รัฐธรรมนูญปี 50 ก็ช่วยอะไรไม่ได้ รัฐธรรมนูญยังถูกหมกเม็ดเป็นกระบวนการลับลวงพราง และสร้างความวุ่นวายในระบอบรัฐสภาและการบริหารงานประเทศไม่รู้จบ

ดังนั้น หากมีการลงประชามติอีกก็ อาจจะมีรายการลับลวงพรางเกินขึ้นมาอีก ได้รัฐธรรมนูญที่มีปัญหาตามมาอีก สร้างความสับสนให้กับประชาชนไม่เลิก

การแก้รัฐธรรมนูญแต่ละครั้งสร้างความสับสนและบางครั้งก็กลายเป็นวิกฤติการเมือง เพราะกลไกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่บริสุทธิ์ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับลับลวงพรางไปเรื่อยๆ

สุดท้ายก็ต้องหาเรื่องฉีกรัฐธรรมนูญกันอีก.

หมัดเหล็ก