WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 7, 2009

ย้อนรอยสมรภูมิเลือด7ตุลาทมิฬ..ใครทมิฬ?

ที่มา Thai E-News


การปะทะกันครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ถูกยิงบาดเจ็บ 2 นาย นายหนึ่งโดนยิงเข้าที่ราวนมขวา อีกนายหนึ่งโดนที่ไหปลาร้าขวา ฉากใช้มีดกรีดเอาลูกกระสุนออกที่ผมเคยดูในหนัง ครั้งนี้ผมเลยได้เห็นสดๆ เพราะไม่สามารถนำส่งโรงพยาบาลได้เนื่องจากประตูทางออกรัฐสภาถูกปิด


ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม 2551



การสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงเหมือนน้ำมันราดกองไฟ พันธมิตรระดมคนจากทำเนียบมาสมทบ เปลี่ยนเป้าจากการปิดรัฐสภาไม่ให้เข้า เป็นการปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้คนออก และครั้งนี้อารมณ์ของผู้ชุมนุมดูรุนแรง เพราะเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

11 โมง พันธมิตรระดมพลมาสมทบบริเวณประตู 2 จุดเดิม และผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากพื้นที่จนถอยร่นไปยังถนนพิชัยไปสุดที่สี่แยกพิชัย ฝั่งตรงข้ามพรรคชาติไทย จุดนี้เกิดความรุนแรงขึ้นเช่นกัน

พันธมิตรใช้ด้ามธง ไม้หน้าสามและไม้กอล์ฟเป็นอาวุธ หลังสถานการณ์คลี่คลายพบเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกแทงด้วยด้ามธงเข้าที่ท้องทะลุปอด บาดเจ็บสาหัส 1 นาย


สกล ทองหมี นักข่าวสายการเมือง ระบุว่า เมื่อตามติดไปถึงแยกพิชัย รถตำรวจที่จอดอยู่ทุกคันยางแฟบหมด ถนนพิชัยถูกปิด ไม่ให้รถผ่านเข้าออก

นักข่าวที่ประจำตามจุดต่างๆ ดูข่าวและโทรศัพท์คุยกันตลอด ทำให้ทราบว่าสถานการณ์ตึงเครียดตลอดทั้งวัน

บ่ายสี่โมงเย็น เจ้าหน้าที่เข้าสลายม็อบอีกรอบจากหน้าม.ราชภัฏสวนดุสิต ไล่มาที่แยกการเรือนและถนนอู่ทองใน เที่ยวนี้ไม่ใช่แค่แก๊สน้ำตา แต่มีการยิงกระสุนยางพร้อมๆ กันอย่างต่อเนื่อง จนผู้ชุมนุมถอยร่นไปถึงหน้าเขาดิน

ขณะที่รถพยาบาลและอาสาสมัครพยาบาลลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บออกจากพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่เป็นแผลฉีกขาดทั้งบริเวณแขนขา และตามลำตัว ที่ตั้งข้อสงสัยกันว่าแก๊สน้ำตาไม่น่าจะมีอานุภาพร้ายแรงขนาดนั้น

เท่าที่ผมสังเกตดูเมื่อเจ้าหน้าที่ยิงแก๊สน้ำตาตกลงบนกองขวดน้ำ แพ็กขวดน้ำจะแตกกระจาย

นอกจากนี้ ยังมีการปล่อยแก๊สน้ำตาลงท่อระบายน้ำ ผู้ชุมนุมต้องนำขวดและผืนผ้าพลาสติกที่รองนั่งมาอุด เพราะพันธมิตรปิดล้อมไม่ให้คนในรัฐสภาออก เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจสลายการชุมนุมในจุดนี้อีกครั้ง

ช่วง 5 โมงเย็น ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ระดมยิงแก๊สน้ำตา มีระเบิดขวด 2 ลูกขว้างเข้ามาในกลุ่มเจ้าหน้าที่และมีเสียงปืนดังติดๆ กัน 6 นัด เจ้าหน้าที่วิ่งหนีกระเจิงเข้ามาที่ประตู 2 และล็อกประตู


การปะทะกันครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ถูกยิงบาดเจ็บ 2 นาย นายหนึ่งโดนยิงเข้าที่ราวนมขวา อีกนายหนึ่งโดนที่ไหปลาร้าขวา ฉากใช้มีดกรีดเอาลูกกระสุนออกที่ผมเคยดูในหนัง ครั้งนี้ผมเลยได้เห็นสดๆ เพราะไม่สามารถนำส่งโรงพยาบาลได้เนื่องจากประตูทางออกรัฐสภาถูกปิด

ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมยังระดมยิงลูกแก้ว หัวนอตเข้ามาด้านในรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง

นายกฯ รัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. ที่ประชุมเสร็จถูกกักในรัฐสภา

สุมณฑา บุญคุ้ม นักข่าวสายทำเนียบ เล่าว่า ตอนแรกแค่ลือกันว่า นายกฯ และคณะ ประกอบด้วย ลูกสาว - ชินณิชา อ.ชูศักดิ์ ศิรินิล นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เลขาฯ ส่วนตัว พร้อมรปภ.อีก 1 นาย ปีนรั้วออกทางด้านหลังรัฐสภาไปที่พระที่นั่งวิมานเมฆ

เช็กจนรู้ว่าเป็นข่าวจริง แต่นายกฯ ก็ไปติดอยู่ที่พระที่นั่งวิมานเมฆ นาน 2 ช.ม. กว่าจะมี ฮ. มารับไปประชุมที่กองทัพไทย

นุเทพ สารภิรมย์ นักข่าวสายการเมือง เล่าว่า ช่วงที่ ฮ. เข้าไปรับนายกฯ และคณะที่ปีนรั้วหลบออกจากรัฐสภาเข้าไปในพระที่นั่งวิมานเมฆ มีสื่อมวลชนและผู้ชุมนุมปีนขึ้นไปบนหลังคาป้ายรถเมล์ที่อยู่ติดกับกำแพงของพระที่นั่ง เพื่อดูว่า ฮ. มารับใคร โดยประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าวได้ตะโกนด่า บ้างก็ขว้างปาสิ่งของขึ้นไปในอากาศ

พันธมิตรส่วนหนึ่งวิ่งกรูเข้าไปยังหน้าประตูทางเข้า ขอให้เปิดประตู ก่อนที่แกนนำพันธมิตรจะมาเจรจาให้ยุติ

อภิมาศ พงษ์ไพบูลย์ ที่ทำข่าวในห้องประชุมแถลงนโยบาย เล่าว่า การประชุมเป็นไปอย่างทุลักทุเลเพราะถูกตัดไฟ แถมมีเวลาจำกัดจำเขี่ยแค่ 7 ชั่วโมง แต่แถลงจริงแค่ 2 ชั่วโมง มีเสียงด่าทอ เสียงตู้มๆ ต้ามๆ จากภายนอกดังลอดเข้ามาเป็นระยะ

ปิดประชุมเกือบบ่ายโมง รัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. รีบออกจากทำเนียบ รถหรูราคาแพง รถนำขบวนนายกฯ และครม. ต่อแถวยาวเหยียด แต่ติดแหง็ก ก่อนจะจอดรถลงมาสังเกตการณ์อยู่หน้าอาคารรัฐสภาและตึกวุฒิ หลายคนถอดสูท เก็บบัตรสมาชิกรัฐสภาทำตัวกลมกลืนไปกับข้าราชการจะได้ไม่เตะตาม็อบ แรกๆ ก็ยังคุยกันเอิ๊กอ๊าก แต่รอนานเข้าพากันเครียด

ศันสนีย์ โตสวน นักข่าวการเมืองอีกคนเสริมว่า ระหว่างประชุมมีเสียงด่าทอรัฐบาล ทั้งฟากรัฐบาล พรรคร่วม ที่กำลังประชุม ก้นร้อนนั่งกันไม่ติด ต้องขอเวลานอกออกมาสังเกตการณ์บริเวณชั้นลอย และด้านล่างอาคารรัฐสภา 1 ขณะที่ส.ส.ฮาร์ดคอร์บางคน ขอไปสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด เดินลงไปมองชัดๆ ถึงรั้วด้านหน้าถนนอู่ทอง

ระหว่างที่ถูกกักตัว รัฐมนตรี ส.ส. ข้าราชการ นักข่าว หลายร้อยชีวิต ต้องหิ้วท้อง ส.ส.บางคนเตรียมพร้อมทั้งมาสก์ปิดจมูก ผ้าเช็ดหน้าพร้อมน้ำเปล่า รับมือแก๊สน้ำตา เพราะมีประสบการณ์มาก่อน พร้อมจับกลุ่มวิเคราะห์สถานการณ์เป็นฉากๆ ขณะที่ส.ส.หญิงออกอาการวิตกเห็นได้ชัด


เมื่อรู้ข่าวนายกฯ หนีขึ้น ฮ. หลบออกไปแล้ว บรรดาส.ส.จึงตัดสินใจหาช่องทางออกไปจากสภาเช่นกัน โดยออกไปด้านหลังอาคารรัฐสภา 3 เพื่อปีนข้ามไปสู่บริเวณพระที่นั่งวิมานเมฆ

ส.ส.พลังประชาชน ชุดแรกทำหน้าที่นำร่องปีนข้ามไปก่อน ตามมาด้วย นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา รัฐมนตรี ข้าราชการ ที่กระหืดกระหอบ ทยอยกันปีนป่ายข้ามกำแพงที่สูงเกือบ 2 เมตรไปได้อย่างทุลักทุเล เพราะไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ในสภาจะรุนแรงถึงขั้นใด

อรุณวดี แสนวิเศษ นักข่าวที่โดนกักอยู่ในรัฐสภา เล่าว่า ลูกน้องของรัฐมนตรีหลายคนหาช่องทางออกให้นาย ก่อนทยอยไปปีนกำแพงด้านหลังที่ติดกับพระที่นั่งวิมานเมฆ เพราะทราบว่าเจ้าหน้าที่ทางนั้นอนุญาตให้ปีนข้ามไปได้ หลายคนเลยกระปรี้กระเปร่าขึ้น ปีนข้ามไปโดยไม่หวั่นว่าตัวเองใส่กระโปรง สูงอายุ หรือขาเจ็บ

เป็นวันแห่งความเศร้าสลดที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความตึงเครียด ที่ผู้อยู่ในเหตุการณ์จะต้องจดจำไปอีกนาน

หน้าด้าน!ทรชนดื้อตาใส โมเมเป็นวีรชนเดือนตุลา ทั้งที่สหพันธ์นักศึกษาฮือต้านให้เลิกอ้าง

ที่มา Thai E-News


โมเมชั่น-เวบไซต์ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายพันธมิตรโหมโฆษณาชวนเชื่อมาหลายวันเรื่องจัดงาน"๗ตุลารำลึกวีรชน"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 ตุลาคม 2552

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และองค์กรแนวร่วมนักศึกษา ได้ออกแถลงการณ์ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ไม่ยอมรับการก่อความรุนแรงของพันธมิตรว่าเป็นวีรกรรมเดือนตุลา ไม่ยอมรับการบิดเบือนแอบอ้างให้เป็นวีรชน เพราะพันธมิตรทำในสิ่งที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของวีรชนเดือนตุลา ดังแถลงการณ์ดังต่อไปนี้


แถลงการณ์
เครือข่ายนิสิตนักศึกษาผู้ห่วงใยในประชาธิปไตย



เนื่องจากสถานการณ์การปะทะกันเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เป็นที่น่าเป็นห่วงแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง

การชุมนุมเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามกระบวนการของกฏหมายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย หากแต่ทว่าต้องอยู่ในขอบเขตของการแสดงออกทางความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ซึ่งกรณีการปิดล้อมรัฐสภาที่กำลังจะทำหน้าที่ตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ได้ดำเนินไปได้โดยปกตินั้น เป็นการกระทำที่เกินกว่าขอบเขตของการชุมนุม และเป็นการยั่วยุอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นความรุนแรงจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้สถานการณ์มีความคลี่คลายในระดับหนึ่ง การใช้แก๊สน้ำตาเพื่อควบคุมจึงมีความจำเป็นไม่เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ เนื่องจากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต้องการเย้ยหยันอำนาจรัฐและละเมิดกฎหมาย โดยการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าต้องปฏิบัติ อันได้แก่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และยังบุกรุกสถานที่ราชการอย่างอุกอาจเสมอมา แต่ทั้งนี้การกระทำของรัฐต้องตราบที่ไม่เป็นการใช้มากเกินกว่าเหตุโดยจงใจให้มีการบาดเจ็บและเสียชีวิต

ซึ่งกรณีของการมีการใช้ระเบิดซึ่งมีเศษแก้วยังเป็นที่คลุมเครือไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ใช้กันแน่จึงเป็นการสมควรที่ทางการและผู้เกี่ยวข้องจะต้องออกมาตรวจสอบโดยเร็วที่สุด การที่มีตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกเสาปลายธงแทงก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าความรุน
แรงได้ถูกใช้อย่างไร้สติแล้วในที่สุด

เพื่อการคลี่คลายสถานการณ์ให้เป็นไปได้โดยดีต่อทั้งระบอบประชาธิปไตยและความปลอดภัยต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เราขอเรียกร้องดังนี้

๑.ขอให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ใช้สติทบทวนตนเองและแนวทางที่ตนเองทำ และยุติการปิดล้อมรัฐสภา เพื่อให้สถานการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงมีความคลี่คลายลงมาในระดับที่เหมาะสม

๒.ขอให้รัฐบาลมีการตรวจสอบการใช้กำลังทั้งของกลุ่มพันธมิตรฯ และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในเหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ให้ละเอียดแน่ชัด โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรกลาง เพื่อความชัดเจนและการหาคนผิดมาลงโทษได้โดยกระบวนการยุติธรรม

๓.ทั้งนี้เพื่อแสดงออกถึงการเคารพกฎหมายบ้านเมือง ขอเรียกร้องให้แกนนำการชุมนุมที่ผ่านมาทุกฝ่ายเข้ามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามหลักการอารยะขัดขืนที่ผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายยกขึ้นอ้าง

๔.ขอให้มีการเจรจากันจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและรัฐบาล เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย

๕.ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีการแอบอ้างเหตุการณ์เดือนตุลาฯ ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยมาใช้ เราขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าว เนื่องจากประวัติศาสตร์เดือนตุลาฯ คือการเคลื่อนไหวของประชาชนที่เป็นการเรียกร้องภายในหลักการของกฏหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่โดยใช้กำลังหักหาญช่วงชิงอย่างดื้อรั้น และเป็นการอยู่ภายใต้การเคารพเสียงของคนส่วนใหญ่อย่างยิ่ง ซึ่งผิดกับสิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำลังทำอยู่


๖.ขอให้ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โปรดใช้สติปชัญญะไตร่ตรองด้วยเหตุและผลในการที่จะเข้าร่วมการชุมนุม ว่าแนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯ ถูกต้องเหมาะสม และสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ โดยเฉพาะบรรดานิสิต นักศึกษา ซึ่งสามารถใช้เป็นข้ออ้างว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ได้

๗.เพื่อพิสูจน์ความเคารพในเสียงของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยจริง เราขอเรียกร้องให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตั้งพรรคการเมือง ลงหาเสียงและให้การศึกษาแก่ประชาชนตามวิธีการประชาธิปไตย และลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าแนวทางพันธมิตรถูกต้องแน่ชัดหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการกระทำที่น่าชื่นชมว่ามีความเคารพในเสียงประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

๘.ขอคัดค้านการใช้อำนาจนอกระบบ เช่น การรัฐประหาร หรือการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไม่ว่าจะด้วยโดยอำนาจของผู้ใด เพราะขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และเป็นการแทรกแซงทางการเมืองที่ไม่อาจหาความชอบธรรมได้ไม่ว่าในมุมใดๆ

เรามีความคาดหวังว่าสถานการณ์จะมีการคลี่คลายไปได้โดยดี โดยที่ทุกคนจะสามารถใช้สติสัมปชัญญะ ความคิดกันอย่างมีเหตุผล คำนึงและเคารพในเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ และการพัฒนาตามรูปแบบประชาธิปไตยให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมและกรอบของกฏหมาย


ด้วยความสมานฉันท์และความห่วงใยต่อประชาธิปไตยไทย
๗ ตุลาคม ๒๕๕๑



ทั้งนี้โดยรายนามดังต่อไปนี้


เสียงส่วนหนึ่งในองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ฝ่ายการเมือง องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ชมรมนักสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กลุ่มราษฎรเดินนำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อภิสิทธิ์-พันธมิตร ... สองมาตรฐานที่มีจริง ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา Thai E-News

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




วันนี้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอปิดถนน ปิดลานพระบรมรูปทรงม้า จัดงานรำลึกเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.2551

เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยรองผบช.น.ฝ่ายจราจร อนุมัติให้เป็นที่เรียบร้อย

รัฐบาลไม่มีการเรียกประชุม ครม. ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง หรือสั่งระดมกำลังทหาร ลากลวดหนาม และยุทโธปกรณ์ เหมือนกับกรณีอีกม็อบจัดชุมนุม

สำหรับเหตุการณ์วันดังกล่าว เมื่อปีที่แล้ว มีการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง

เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ ที่มีการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อขึ้น

แต่ก็ได้รับการประทับตราความชอบธรรมไปแล้วในเบื้องต้น

เมื่อป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทั้งทางด้านอาญาและวินัยร้ายแรงแก่อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรองนายกฯ อดีตผบ.ตร.และอดีตผบช.น. ในขณะนั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้คนอีกจำนวนมาก ที่กังขากับเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่ายังมีข้อเท็จจริงอีกด้านหรือไม่

สำหรับรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่งัดหลักการวันละสามเวลา พูดคำเท่ทุกครั้งว่าทุกคนต้องเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายเดียวกัน

ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีอะไรก็ตาม

แต่คดียึดทำเนียบรัฐบาล ซึ่งผ่านมาจะครบปีแล้ว กลับเดินหน้าไปอย่างช้าๆ

แกนนำหลายคนก็เพิ่งจะเข้ามอบตัวเมื่อไม่นานมานี้

ส่วนคดียึดสนามบินนานาชาติ ซึ่งเจอข้อกล่าวหาหนักถึงขั้นก่อการร้าย ก็เพิ่งจะออกหมายเรียกครั้งที่ 2

หลังเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวนมาหลายครั้ง

สะท้อนว่าการปฏิบัติสองมาตรฐานมีจริง ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

แกนนำม็อบแรงงานเสื้อชั้นใน ชุมนุมปิดถนนโดนหมายจับทันควัน

แกนนำเสื้อแดงถูกไล่ล่าออกหมายจับ ถูกเรียกตัวไปดำเนินคดีคนแล้วคนเล่า

แต่แกนนำพันธมิตรยังอยู่สบายดี ด้วยการไม่ยอมรับ ข้อกล่าวหาอีกต่างหาก

นอกจากนี้ ยังประวิงเวลา ยื้อสถานการณ์ ด้วยการไม่ยอมแต่งตั้งผู้นำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อประโยชน์บางอย่าง

การใช้กฎหมายของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่

ชาวบ้านไม่ได้กินแกลบ

นายกรัฐมนตรี บรรดารัฐมนตรี รวมถึงส.ส.ประชาธิปัตย์จำนวนมาก แห่กันไปร่วมเปิดสถานีโทรทัศน์ สื่อของแกนนำพันธมิตรบางคนอย่างเอิกเกริก ออกหน้าออกตา

ทำให้ย้อนนึกถึงคำพูดแกนนำพันธมิตรบางคน ที่ปรามาสพรรคประชาธิปัตย์ว่าถ้าไม่มีพันธมิตร ชาติหน้า ก็ไม่มีทางได้เป็นรัฐบาล

จึงต้องตอบแทน ทดแทนบุญคุณเป็นการใหญ่

นายกษิต ภิรมย์ ซึ่งมีปัญหาพูดจาหยาบคายกับผู้นำเพื่อนบ้าน ได้บำเหน็จเก้าอี้รมว.ต่างประเทศ

แต่พอกรณีคลิปมาเป็นข่าวอีกครั้ง ก็กลายเป็นว่าไม่ รักชาติ

ทั้งๆ ที่เป็นข้อเท็จจริง เกิดขึ้นมาก่อน

และแพร่หลายมานานแล้ว!!

พฤติกรรมเด็กเกเร ของคนที่เรียกตัวเองว่า นายกรัฐมนตรี !!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ วงศ์ ตาวัน
ที่มา เวบไซต์ ข่าวสด
7 ตุลาคม 2552

นักการเมืองในยามไร้อำนาจวาสนา มักพูดจาอยู่ในหลักการ ยึดมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตยอย่างสูงยิ่ง

แต่เปลี่ยนฐานะเมื่อไร มีอำนาจเต็มมือวันใด คำว่า ผมมีอำนาจตามกฎหมาย มักจะมาแทนที่เสรีภาพข้อมูลข่าวสาร และความคิดเห็นของผู้อื่น

นักข่าวหลายคน รู้สึกถูกหมิ่นแคลน กับคำพูดคำจาของนายกรัฐมนตรี ที่ใช้ในการตอบโต้คำถาม

โดยเมื่อถามถึงกรณีนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ลาออกจากเลขาธิการนายกฯ

ถามถึงกรณีนายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ ลาออกจากการเป็นกรรมการก.ต.ช.

นอกจากจะไม่ยอมตอบด้วยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาแล้ว กลับย้อนใส่นักข่าวว่า มีคนขยันให้ข่าวจริง!?!

ทั้งที่ประเด็นอยู่ที่ว่า เรื่องลาออกของคนเหล่านี้ เป็นความจริงหรือไม่จริง

แล้วสุดท้ายผ่านไปหลายวัน นายกฯ จึงยอมรับว่า เป็นเรื่องจริงทั้งสองราย

ไม่รู้ทำไม นายกฯ จึงรู้ช้าจัง ตอบช้าจัง

ส่วนประเด็นที่ว่า ทำไมนักข่าวจึงรู้ได้เร็วและเสนอข่าวได้ฉับไว อันนั้นเป็นกระบวนการทำงานของสื่อสารมวลชน นักข่าวย่อมต้องมีแหล่งข่าว เมื่อได้ข่าวแล้ว เขาย่อมต้องตรวจสอบก่อนนำเสนอ

จะมีคนขยันให้ข่าว อย่างที่นายกฯ กล่าวอ้างหรือไม่นั้น ไม่ว่าจะอย่างไร นักข่าวเขามีกระบวนการตรวจสอบ

ถ้ามีคนกุข่าวแล้วไม่ตรวจสอบก่อน อันนั้นแหละเป็นเหยื่อข่าวปล่อย!?

กรณีนายนิพนธ์และนายปิยพันธุ์ มีการกลั่นกรองแล้วว่า เป็นข่าวจริงแท้ จึงนำเสนอไป

สุดท้ายก็พิสูจน์แล้วว่า ข่าวทั้งสองนี้ถูกต้องแม่นยำ

คล้ายๆ กับพฤติกรรมที่พบกันบ่อยๆ ในทั่วทั้งสังคม เมื่อมีการตรวจพบว่า เกิดเรื่องผิดปกติขึ้น แล้วเรียกคนที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบมาสอบถาม มักจะได้คำตอบโดยอัตโนมัติว่า ใครนะช่างฟ้อง!!

แทนที่จะตอบว่า จริงหรือไม่จริง กลับพยายามถามหาว่า ใครเป็นคนเอาข้อมูลมาบอก

เป็นวิธีการของเด็กเกเร ที่มักได้ประสบพบกันบ่อยๆ

แต่ถ้าเป็นบุคคลระดับรับผิดชอบประเทศชาติ คงไม่ดีแน่

อีกทั้งเมื่อนักข่าวถามถึงสาเหตุแห่งการลาออกยังตอบอีกว่า ไม่เกี่ยวกับปัญหาแต่งตั้ง ผบ.ตร.!

จากใจจริงของคนไทยที่อยู่ในต่างแดน !!!

ที่มา Thai E-News


โดย คุณนักรบเพื่อเสรีภาพ
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
7 ตุลาคม 2552

ให้สงสัยพรรคการเมืองใหม่จัง ทำไมได้สิทธิ์พิเศษอะไรถึงตั้งพรรคได้?

ธรรมดาแล้ว คนที่ก่อความวุ่นวายให้ประเทศเสียหาย ขนาดยึดสถานที่ราชการ ยึดสนามบินนานาชาติ เป็นคนที่มีคดีติดตัว กฏหมายในต่างประเทศ ไม่อนุญาตให้ตั้งพรรคการเมืองใดๆ

ดูอย่างประเทศเยอรมนี ไม่อนุญาตให้ตั้งพรรคนาซี อนุญาตให้ฝ่ายซ้ายตั้งพรรคได้ แต่ก็ไม่มีคนนิยมเลือกแพ้ตลอดเวลา

กฏหมายไทยอนุญาตเฉยเลย แถมเลือกหัวหน้าพรรคให้ขึ้นมาบริหารอย่างโจ่งครึ่ม โดยไม่มีสุนัขหน้าไหนเห่าหอนทักท้วง เงียบเป็นเป่าสาก

นี่ถ้าลองเป็นของฝ่ายเสื้อแดงกระทำ พวกสุนัขทั้งหลายเห่าหอนเป็นทอดๆ ต่อต้านกันให้เกรียว

ประเทศไทย ยิ่งนับวันยิ่งมีอะไรพิเรนทร์เข้าทุกวัน เรามาดูความระยำกันต่อไปว่า วันนี้ พรุ่งนี้ พวกระยำจะทำอะไรกันอีก เพราะบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป ไม่มีใครเกรงกลัวใคร ทหารตำรวจมีใว้ใช้เฉพาะกิจ ประชาชนไม่มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือจากคนพวกนี้ นอกจากลูกปืน

จะเห็นได้จากการกระทำที่ผ่านมา ดังนั้น ทุกวันนี้ประชาชนต้องพึ่งตัวเอง พึ่งคนพวกนี้ไม่ได้ เขาไม่ใช่พวกเรา ดีไม่ดี เขาลั่นกระสุนฆ่าเราดังเช่นผักปลาได้ง่ายๆ สมัยนี้ใว้ใจไม่ได้แล้ว

ทหารไม่ใช่รั้วของชาติเหมือนสมัยก่อน ทหารสมัยนี้ เห็นประชาชนเป็นศัตรู หากเขาเห็นประชาชนเป็นมิตรเขาคงไม่ลั่นกระสุนฆ่าพวกเรา

ส่วนตำรวจสมัยก่อน เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ จับโจรผู้ร้าย ดูแลความทุกข์สุขของประชาชน

ณ บัดนี้ ตำรวจไทยถูกเปลี่ยนระบบ ให้โจรจับตำรวจแทน ให้โจรขับรถทับตำรวจปางตาย ห้ามตำรวจมีอาวุธติดมือ แต่โจรเหลืองมีอาวุธครบมือ

วันนี้ที่ 7 ตุลาคม ผลงานดีเด่นที่เห็นตำรวจไทยถูกโจรเหลืองทำร้ายอาการสาหัส เพราะมีคนสั่งไม่ให้ตำรวจถืออาวุธเข้าสู้โจรเหลือง ให้ใช้มือเปล่าสู้โจร

แล้วเป็นอย่างไร ผลที่ออกมาตำรวจเจ็บระนาว นักรบเองยังส่งเงินมาช่วยเหลือตำรวจไทย ในนามคนไทยในสหภาพยุโรปร่วมกับคนไทยในอเมริกา โดยให้คุณแมวอ้วนอ้วนแห่งไทยฟรีนิวส์เป็นตัวแทน

นี่คือเรื่องจริง สอบถามไปได้ที่เว็บไทยฟรีนิวส์ ฉะนั้นสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย คนไทยที่อยู่ยังต่างประเทศไม่ได้นิ่งเฉย ต่างช่วยเหลือเท่าที่สามารถช่วยได้

เพราะพวกเรา ไม่อยากเห็นบ้านเมืองต้องวุ่นวายเดือดร้อน ระส่ำระสาย

พี่น้องในไทยเจ็บ พวกเราที่นี่ก็เจ็บเช่นกัน เพราะพวกเราคือคนไทยสายเลือดสีแดงเช่นกัน แม้จะอยู่ยังต่างประเทศ แต่ก็ไม่ลืมเลือดไทยที่เข้มข้น และยึดถือความเป็นคนไทยชั่วนิรันดร...

หมายเหตุ7ตุลา:วีรชนร่ำไห้ในหลุมศพ

ที่มา Thai E-News



วีรชนร่ำไห้ในหลุมศพ
วีระรบกลบเกลื่อนและเลือนหาย
วีรภาพเดือนตุลามาพร่าพราย
วีรเวรทรชนร้ายกลายรุ่งเรือง

ระบอบเถื่อนเบือนบิดผิดเป็นถูก
ระบอบล้มบนฟูกกลับฟูเฟื่อง
ระบอบพันธมารผลาญชาติผงาดเมือง
ระบอบเหลืองมลังเมลืองเลื่องลือ

บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีธรรม
บ้านนี้เมืองนี้ตกต่ำ..จดจำชื่อ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องลุกฮือ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องรื้อต้องเปลี่ยนแปลง

ประชาชนต้องปฏิวัติต้องขัดขืน
ประชาชนต้องหยัดยืนต้องกำแหง
ประชาชนต้องโค่นล้มต้องสำแดง
ประชาชนต้องเฉิดแสงแห่งพลัง

เร่งปราบดาสถาปนาระบอบใหม่
เร่งประชาชาติไทยให้จัดตั้ง
เร่งขับไสไล่ส่งระบอบชัง
เร่งความหวังสู่ศรัทธามหาชน

ร่วมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินถิ่นกาขาว
ร่วมเรื่องราวรณรงค์ให้ส่งผล
ร่วมกันสู้เพื่อชาติ-ประชาชน
ร่วมรวมพลประชาไทยขับไล่มาร


ปีกซ้าย

การเดินหน้าเพื่อการรุกใหญ่กระบวนการมวลชนของฝ่ายประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News



โดย Pegasus
6 ตุลาคม 2552

*บทความนี้อุทิศให้กับการต่อสู้ทางชนชั้นและชีวิตของประชาชนหลายต่อหลายหนที่ต้องเสียสละไปในเดือนตุลาคม


กำลังทหารจะแบ่งออกเป็น 3 ระลอก ดังนั้น เราควรมี 24,000 คน x 4 ระลอก รวมเป็นทั้งหมด 96,000 คน ไม่รวมผู้ที่มาร่วมชุมนุมตามปกติในลักษณะแนวร่วม และกองหนุนเคลื่อนไหวรวดเร็วหลายแสนคน..มวลชนยังต้องใช้มาตรการเชิงรุก คือ ปิดประตูค่ายทหาร แห่งละไม่เกิน 5 ประตู ใช้แห่งละ 4-5,000 คนก็เพียงพอทุกประตูแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำกำลังมาเสริมให้ได้เมื่อเกิดเหตุ ซึ่งจะทำให้มีตำรวจ-ทหารเปลี่ยนใจมาสนับสนุนมวลชนประชาธิปไตยในที่สุด.. การร้องขอให้มีการแปรพักตร์จะไม่เกิดขึ้นหากมวลชนไม่มากพอและระบอบเดิมยังแข็งแกร่งอยู่


ความเป็นมา


ต่อไปนี้จะเป็นการต่อสู้อย่างเข้มข้นและถึงเลือดถึงเนื้อระหว่างประชาชนทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งชาวกรุงเทพมหานครที่หูตาสว่างแล้ว กับระบอบอำมาตย์ ศักดินา จารีต อนุรักษ์ ผูกขาด ที่รวมอำนาจทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมไว้ในกลุ่มตัวเองในฐานะผู้ปกครอง กับประชาชนคนธรรมดาที่รู้ว่าตนเองไม่ได้โง่หรือมีบุญบารมีน้อยไปกว่าผู้ปกครองเลย



สาเหตุที่มีการเดินหน้ากระบวนการมวลชนเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากประชาชนเกิดความตระหนักว่า ระบอบการปกครองในปัจจุบันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย

สิ่งบอกเหตุนั้นได้แก่การที่เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม กระบวนการยุติธรรมไม่ทำงานตามขั้นตอนของนิติธรรม (rule of law) แต่เป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกครอง (rule by law) มากกว่าทั้งยังเป็นกฎหมายที่ฝ่ายเผด็จการอำมาตย์บัญญัติขึ้นอีกด้วย

และจากความจริงที่ปรากฏชัดขึ้นนับตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ประชาชนมั่นใจว่ามีระบอบเผด็จการที่แฝงเร้นวางเครือข่ายอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปี

ระบอบนี้คือการวางเครือข่ายการสืบทอดอำนาจด้วยทุนผูกขาดในกลุ่มจารีตและกลุ่มอนุรักษ์ของตน และเป็นผู้ทำลายล้างทุนนิยมใหม่ที่รับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆและการบริหารงานใหม่ๆของโลกาภิวัตน์เข้ามาในสังคมไทย ด้วยเกรงว่าจะกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของตนและบริวาร มุ่งที่จะทำให้สังคมไทยหยุดนิ่งอยู่กับระบบการผลิตแบบล้าหลังที่มีเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมโรงงานแบบค่าแรงถูกเป็นพื้นฐาน

ทำให้ค่าแรงต่ำ ราคาสินค้าการเกษตรต่ำ ไม่ยินยอมให้ประชาชนเป็นผู้ประกอบการเอง จำต้องเป็นลูกจ้างหรือลูกไร่ ภายใต้กลุ่มทุนทางเกษตร เงินกู้นอกระบบ และสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่เป็นเครือข่ายของอำมาตย์ที่ได้เคยทำธุรกิจร่วมกันมาตั้งแต่สมัยกลางกรุงรัตนโกสินทร์ และทำการผูกขาดห้ามการแข่งขันจากชนชั้นกลางและเสรีชนทั้งหลาย

นอกจากนั้นระบอบอำมาตย์ยังได้สร้างวัฒนธรรมที่เรียกว่าเส้นสาย ทำให้เกิดธุรกิจผิดกฎหมายจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งหากมีเส้นแล้วก็จะสามารถดำเนินการได้โดยไม่สามารถมีองค์กรหรืออำนาจใดแก้ไขปัญหาได้ ทำให้ต้นทุนการธุรกิจของประชาชนทั่วไปที่ไม่มีเส้น และผู้บริโภคต้องแบกภาระต้นทุนต่างๆสูงขึ้น จนไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจของประเทศอื่นๆที่เปิดประเทศมาพร้อมๆกับไทยได้ นับตั้งแต่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม กัมพูชา อินเดียและลาว จนถูกจัดให้ตกชั้นไปอยู่เป็นประเทศด้อยพัฒนาเช่นเดียวกับบางประเทศจำนวนน้อยในโลกที่มีที่ตั้งอยู่ในทวีปอัฟริกา

การล้มเลิกระบอบอำมาตย์และสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นมาเท่านั้น จึงจะทำให้ประชาชนไทย สามารถลืมตา อ้าปากและแข่งขันทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศได้อย่างแท้จริง

ดังที่เห็นจากประสบการณ์ของการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ช่วงระยะเวลาสั้นๆที่มีการทำงานด้วยระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ก็สามารถที่จะใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ สร้างความเจริญรุ่งเรืองและรายได้ให้กับประชาชนไทยให้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงเวลาไม่ถึงสิบปี

แต่เมื่อได้มีการรัฐประหารดึงประเทศให้กลับไปสู่ระบอบอำมาตย์ในปี 2549 ในเวลาไม่ถึงสามปีประเทศไทยก็กลับเป็นประเทศที่ยากจน เป็นหนี้เป็นสินรุงรังเช่นเดิม ประชาชนยากลำบาก เงินขาดมือกันถ้วนหน้า ในขณะที่ระบบยุติธรรมล้มเหลว ธุรกิจซบเซา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้มีเส้นสายจะสั่งการ ไม่ผิดกับระบอบศักดินาในอดีตเมื่อหลายร้อย หลายพันปีก่อน ที่นำมาซึ่งความเดือดร้อนทุกข์ยาก

ทั้งยังมีความคิดอนุรักษ์หัวรุนแรงที่จะดึงให้ไทยกลับไปใช้ระบอบเผด็จการศักดินาเหมือนในยุโรปโบราณที่ประชาชนไม่ยินยอมจนเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองกันทั่วไปในยุโรป

บัดนี้ได้เวลาที่ประเทศไทยซึ่งจะเป็นประเทศแรกในเอเชียที่จะมีการปฏิวัติประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ด้วยมวลมหาประชาชนเองที่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นมวลชนอันไพศาล

ที่กล่าวว่ามีการปฏิวัติประชาธิปไตยด้วนตนเองนั้นก็เป็นการอนุวัตรต่อจากการปฏิวัติประชาธิปไตยขั้นต้นในปี พ.ศ.2475 ของคณะราษฎร ซึ่งมีข้อจำกัดที่อ้างว่าประชาชนไทยยังไม่มีการศึกษาเพียงพอ

บัดนี้ประชาชนไทยได้มีความรู้อย่างกว้างขวางไม่จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนหากแต่ศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง เศรษฐกิจ สังคมด้วยตนเองผ่านสื่อต่างๆที่ทันสมัย

ประชาชนต้องการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นจำนวนมากและสนใจการเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน และกำลังจะลบล้างความเชื่อเรื่องสองนคราประชาธิปไตยที่ว่า คนชนบทตั้งรัฐบาลคนกรุงเทพฯล้มรัฐบาล เพราะประชาชนทราบชัดว่าผู้ที่ล้มรัฐบาลไม่ใช่ คนกรุงเทพฯ แต่เป็นระบอบศักดินาอำมาตย์และบริวารเส้นสายที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ต่างหากที่ล้มรัฐบาลที่มาจากประชาชน

และต่อไปนี้จะเป็นการต่อสู้อย่างเข้มข้นและถึงเลือดถึงเนื้อระหว่างประชาชนทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งชาวกรุงเทพมหานครที่หูตาสว่างแล้ว กับระบอบอำมาตย์ ศักดินา จารีต อนุรักษ์ ผูกขาด ที่รวมอำนาจทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมไว้ในกลุ่มตัวเองในฐานะผู้ปกครอง กับประชาชนคนธรรมดาที่รู้ว่าตนเองไม่ได้โง่หรือมีบุญบารมีน้อยไปกว่าผู้ปกครองเลย

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากการวางระบบให้เหมือนกับที่ประเทศเจ้าอาณานิคมไปวางให้กับประเทศต่างๆนอกยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่เป็นการลุกขึ้นสู้ด้วยประชาชนที่มีวุฒิภาวะ มีความฉลาด รอบรู้ มีความคิดทางการเมืองและมวลชนที่เหนือกว่าฝ่ายเผด็จการที่รู้จักแต่การใช้อำนาจ

จึงอาจนับได้ว่าเป็นปรากฏการณ์พิเศษสำหรับภูมิภาคนี้ (หากไม่นับรวมประเทศจีน รัสเซีย เนปาล และอิหร่าน)คำถามมีแต่เพียงว่าจะต้องมีการเสียสละกันมากหรือน้อยแค่ไหนเท่านั้น

หรือจะเป็นการเปลี่ยนผ่านอย่างรุ่งโรจน์คือการไม่เสียเลือดเนื้อซึ่งจะทำได้กรณีเดียวคือฝ่ายปกครองยอมถอยอย่างมีศักดิ์ศรีเท่านั้น

และที่ต้องตระหนักคือสุดท้ายแล้วจะไปจบลงที่ไหน จะเป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือจะกลายเป็นการเปลี่ยนมือผู้ปกครองเผด็จการคนใหม่เหมือนใน รัสเซีย จีน เนปาลและอิหร่าน

ประชาชนไทยเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้และหากจบลงด้วยการเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แท้จริง จึงจะอาจกล่าวได้ว่าเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยอย่างแท้จริงด้วยประชาชนในประเทศนั้นเอง นอกทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นครั้งแรก


วิเคราะห์สถานการณ์



เมื่อประชาชนศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังแล้วก็จะพบว่าระบอบเผด็จการผูกขาดไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไรก็ตาม เป็นผู้ทำร้ายประเทศไทย เป็นผู้ทำร้ายประชาชน ด้วยการกดขี่ ขูดรีดและหลอกลวงมาโดยตลอด สมควรที่ประชาชนจะลุกขึ้นแสดงความเป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของธุรกิจ เจ้าของเงินในกระเป๋าตัวเองเสียที การจะเป็นเจ้าของดังกล่าวได้ต้องยกเลิกระบบเส้นสายที่ติดมากับระบอบศักดินาอำมาตย์ให้หมดไปจากสังคมไทย


จุดแข็ง ของมวลชนคืออุดมการณ์มั่นคง ยืนอยู่บนเส้นทางที่เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา มีมวลชนจำนวนมากเข้ามาร่วมขบวนการและจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตลอดเวลาไม่มีวันหยุด มีการแสวงหาความรู้กันเอง สร้างเครือข่ายอย่างเหนียวแน่น เปิดเผย ขุดคุ้ยความจริงให้เกิดโรคตาสว่างตลอดเวลา

จุดอ่อน ของมวลชนคือการไม่มีกำลังอาวุธ กฎหมาย และสื่อมวลชน การรวบรวมประชาชนที่กระจัดกระจายเป็นมวลชนต้องใช้เวลา และความพยายามอย่างมาก

โอกาส ฝ่ายอำมาตย์มีการชิงอำนาจกันเอง การมีนายกฯทักษิณเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ทำให้ประชาชนมีความหวังเพราะเชื่อว่าประชาธิปไตยกินได้ รัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมจะทุจริต คอรัปชั่นอย่างสูงเพราะต้องรีบหาเงินประกันความเสี่ยงของกลุ่มพวกตน ฝ่ายอำมาตย์จะมีการสูบเลือดประชาชนจากทุกทางเพื่อเตรียมการหลบหนีไว้ก่อน ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ยากจน ข้นแค้นไปทุกหย่อมหญ้า ทำให้มวลชนเพิ่มด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และจะมีคนชั้นกลาง ผู้มีการศึกษา เจ้าของกิจการ เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยกับรากหญ้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

ภัยคุกคาม อำนาจของฝ่ายอำมาตย์ได้แก่ ปืน กฎหมายและสื่อมวลชนในประเทศส่วนใหญ่


สามแนวรบ


ต่างประเทศ ใช้การเจรจาให้ความจริงแก่ผู้นำทางการทูต ผู้นำประเทศและองค์การระหว่างประเทศ คนไทยในต่างประเทศช่วยกดดันสมาชิกรัฐสภาของแต่ละประเทศด้วยการให้ข้อมูลและเรียกร้องประชาธิปไตยในกรณีเช่นเดียวกับพม่า จากนั้นรณรงค์ให้มีการช่วยสนับสนุนการต่อสู้ของคนไทยในประเทศด้วยการสร้างเครือข่ายร่วม การสร้างระบบตลาดรองรับการผลิตSME และเตรียมการรองรับการลี้ภัยเมื่อจำเป็น

ในรัฐสภา กระบวนการประชาธิปไตยต้องเริ่มด้วยการประชาชนที่รักประชาธิปไตยมีส่วนร่วมทางการเมืองในการกำหนดทิศทางและท่าทีของพรรคการเมืองในรัฐสภาให้สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่สมบูรณ์ตามมาตรฐานสากล

นอกรัฐสภา จัดตั้งกลุ่มมวลชน ขยายแนวร่วมออกไปทุกหนทุกแห่งเพื่อล้อมที่อยู่อาศัยและการเคลื่อนไหวของกลุ่มอำมาตย์และบริวารรวมถึงหน่วยงานที่อาจใช้ทำร้ายประชาชนทั้งด้านกฎหมายและกำลังอาวุธ

สร้างอุคมการณ์และความเกลียดชังระบอบอำมาตย์อย่างถึงราก

ทำการวิเคราะห์สังคม/ระบอบปกครอง เพื่อแยกมิตรแยกศัตรู เมื่อทราบว่าใครเป็นมิตร ใครเป็นศัตรูแล้วจึงจะสามารถร่วมมือกับมวลมิตร และต่อสู้กับศัตรูได้ถูกต้อง

รูปธรรมหรือปัจจัยสำคัญคือใครเอารัดเอาเปรียบประชาชนทางเศรษฐกิจ และใช้การกดขี่ทางการเมือง การหลอกลวงทางสังคม วัฒนธรรม สื่อ และกฎหมายอย่างไรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน ขูดรีดเงินจากกระเป๋าโดยที่ไม่รู้ตัวได้อย่างไร

- การสูบเลือดการขูดรีด เกิดจากอะไรกันแน่ *ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ* นี่แหละต้นเหตุของการเมือง

- การจะรักษาการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตได้แก่ ทุนผูกขาด ที่ดิน ค่าแรงงาน ค่าเช่า ที่ว่าไว้ ต้องใช้การกดขี่อย่างไร สร้างความได้เปรียบอย่างไร สร้างความไม่เป็นธรรม เพื่อทำลายล้างอีกฝ่ายอย่างไร

- การให้มีรัฐบาลที่มีการทุจริต คอรัปชั่นอย่างรุนแรงแต่สามารถอยู่ได้ด้วยการคุ้มครองของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ และการนำภาษีอากรไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยในกลุ่มอำมาตย์และบริวาร ตลอดจนการสร้างภาระความยากจนของประชาชนอย่างไม่เกรงกลัวการตรวจสอบทางการเมืองเพราะมีอำนาจพิเศษคุ้มครองนี้คือเงื่อนไขนำไปสู่การปฏิวัติประชาธิปไตยให้ไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมายและความยุติธรรมไปได้

- ถ้าประชาชนทำท่าจะปลดแอกจากความยากลำบากนี้ เขาจึงได้วางแผนปราบปรามอย่างไร ใช้วิธีไหน (หรือ ล้างสมอง หรือ ใช้ทุนต่างชาติมาครอบงำ หรือ ใช้กำลังทุนในประเทศกำจัดด้วยการให้สิทธิพิเศษทำให้ทุนอื่นแข่งขันด้วยไม่ได้)

นี่คือหัวใจของการเมือง

คือ การดูว่าใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ใครปกครอง ใครถูกปกครอง แต่ละฝ่ายสัมพันธ์กันอย่างไร เป็นธรรมหรือไม่ทั้งที่จะกระจายไปวงกว้าง กลับกระจุกอยู่เฉพาะที่คนมีอำนาจ

- สังเกตได้จากกลุ่มสนับสนุนพวกเหลือง

- ทุนจากใคร ทุนอุตสาหกรรม เกษตร ผูกขาดใคร ทุนเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค ผูกขาดคือใคร ทำไมกลุ่มที่ได้เปรียบ ได้สิทธิพิเศษ ทำไมชาวบ้านทำเหล้าขายไม่ได้ ทำไมเกษตรกรเลี้ยงไก่เองไม่ได้

- ทุนที่เปิดเผยในตลาดหลักทรัพย์เป็นของกลุ่มใดมากที่สุด กระจุกตัวหรือกระจายตัว ใช้สิทธิพิเศษทำให้คนอื่นต้องตกเป็นเหยื่อหรือไม่อย่างไร เกี่ยวข้องกับระบอบอำมาตย์หรือไม่อย่างไร

- หรือการเชื่อมกับทุนต่างชาติ เช่น สาขาสะดวกซื้อจากอังกฤษรวยเฉพาะในไทยมากมาย ตัวอย่างที่แยกทวีผล ใครจัดการให้

- หรือ ทำไมธนาคารต้องได้รับการดูแล ต้องมาเป็นรัฐมนตรีคลัง ทำไม 2,000.- บาท ต้องมาลงที่สถาบันการเงินเฉพาะตรงนั้น ตรงนี้ ทำไมต้องหมุนเงินของประชาชนกลับเข้ากระเป๋าใคร ไปตามหาดู

- หรือตลาดหลักทรัพย์ทุนกระจุกอยู่ที่ไหน เกี่ยวข้องกับกลุ่มเหลืองอย่างไร ไขว้หุ้นอะไรกันอย่างไร เสียภาษีกันหรือไม่

- ทำไม ไทยมีบ่อแก๊สขนาดใหญ่ บ่อน้ำมันเป็นลำดับต้นๆ บ่อน้ำมันที่มีจำนวนไม่น้อยต้องส่งเงินเข้ารัฐ แต่ทำไมน้อยนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่ประชาชนสุขสบายแล้วส่วนต่างนี้ไปอยู่ที่ไหน ทำไมน้ำมันประเทศไทยต้องแพงประเทศอื่นทำไมถูกกว่ากว่าครึ่งเพราะอะไร มีอะไรหรือเส้นไหนมาคั่นระหว่างประชาชนกับโรงกลั่น มีการสร้างภาพเทียมเป็นทุนให้ใครรวย แล้วทำไมคนไทยต้องจน ทำไมมีบ่อน้ำมันมากมายแต่เก็บค่าภาคหลวงได้น้อยมาก ไปไหนหมด ใครเอาเงินไปแบ่งกัน ใครทำการขุดน้ำมันโดยไม่บอกคนไทย

- รัฐวิสาหกิจทั้งหลายใครขับเคลื่อน ใครได้ประโยชน์ ทำไมไม่ตอบสนองความต้องการประชาชน

- มหาวิทยาลัย ใครเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยกันบ้าง มาจากไหนกัน

- กระทรวงศึกษาธิการ ใครครอบงำมากที่สุด ตำรา ประวัติศาสตร์ใครบิดเบือน สื่อมวลชน ถูกครอบงำจากทุนอะไร จากธนาคารไหน เช่นสมัย ITV ทำไมกล้าประมูลสูงผิดปกติหรือแน่ใจว่าตอนหลังแก้สัญญาได้ธนาคารไหนหุ้น ความผูกพันดังกล่าวยังคงมีมาจนปัจจุบันกับสำนักข่าวไหน แล้วตอนนี้เชียร์ใคร ทำไมเป็นอย่างนั้น

- NGO นักวิชาการประชาธิปไตยทำไมตอนนี้เงียบ ใครคุม NGO การจะขอเงินหรือจะไปต่างประเทศต้องขอใคร ใครดูแล

- พรรคการเมือง แต่ละพรรค องค์ประกอบ กรรมการบริหารเป็นพวกไหน กลุ่มใด ได้เงินจากไหน

- ทำไมธุรกิจต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ ต้องมีการฝากตัว หากฝากตัวฝากงานต้องกับใคร ใครบงการธุรกิจไทย

- ทำไม ข้าราชการ พนักงาน ต้องพลอยฝากตัวทำงานด้วยเส้น ไม่มีความสามารถทำได้ไง เส้นสายดังกล่าวเชื่อมโยงไปถึงไหนและอย่างไร

- น้ำมันเถื่อนใครได้กันบ้าง ราคาที่มีผลต่างไปลงที่ใคร

- งบประมาณลงไปภาคใต้ทำไมมากมาย ใครได้มาต่อเนื่องยาวนาน

- หวย บ่อน ทำไมปราบไม่ได้ ทำไมเจอตอ เจอเส้น

- ทรัพยากร ป่าไม้ ที่บนเขา ใครบุกรุกได้โดยมีเส้น ทำไมยุติการสูบทรัพยากรไม่ได้

สรุป ประชาชนถูกขูดรีดแบบไหน ใครเป็นเจ้าของที่ดิน แรงงาน ทุน กำไร ค่าเช่า แล้วเขารักษาผลประโยชน์นี้ด้วยวิธีอะไร ทั้งด้านการเมือง สังคม วัฒนธรรม การล้างสมองและการแบ่งปันผลประโยชน์ ทุนผูกขาดเก่าพัวพันกับระบบเกษตรกรรม ทรัพยากรธรรมชาติและการผูกขาดสัมปทานกันอย่างไร กลุ่มอนุรักษ์ จารีตหรือปฏิกิริยาทำลายกลุ่มทุนใหม่อย่างไร

เมื่อประชาชนศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังแล้วก็จะพบว่าระบอบเผด็จการผูกขาดไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไรก็ตาม เป็นผู้ทำร้ายประเทศไทย เป็นผู้ทำร้ายประชาชน ด้วยการกดขี่ ขูดรีดและหลอกลวงมาโดยตลอด สมควรที่ประชาชนจะลุกขึ้นแสดงความเป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของธุรกิจ เจ้าของเงินในกระเป๋าตัวเองเสียที การจะเป็นเจ้าของดังกล่าวได้ต้องยกเลิกระบบเส้นสายที่ติดมากับระบอบศักดินาอำมาตย์ให้หมดไปจากสังคมไทย และสถาปนารัฐใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบในยุโรปนั่นเอง


เป้าหมายการแก้ไขเพื่อถอนรากถอนโคนระบอบอำมาตย์


ใช้มวลชนมหาศาล หยุดการทำงานของฝ่ายอำมาตย์ กดดันให้ยอมทำตามฝ่ายประชาธิปไตย และอาจใช้วิธีการทางรัฐสภาด้วยการยุบสภาเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินใจหรือการแก้ไขโดยทันทีในเรื่องต่อไปนี้


1.แก้ไขอำนาจอธิปไตยจากมาจากปวงชนชาวไทย มาเป็น อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

2.ยกเลิกคณะองคมนตรีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

3.ให้คณะรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษาข้อราชการแทนตามแบบอย่างต่างประเทศ

4.กรณีผู้สำเร็จราชการฯชั่วคราวให้ประธานรัฐสภาโดยการเสนอชื่อของนายกรัฐมนตรีจนกว่าจะได้ผู้สำเร็จราชการถาวรหรือรัชทายาทเสด็จขึ้นครองราชย์ การกำหนดผู้สำเร็จราชการเป็นมติของรัฐสภา

5.ในกรณีไม่ได้มีการกำหนดองค์รัชทายาทไว้ให้ใช้ที่ประชุมรัฐสภาด้วยเสียงข้างมากเด็ดขาดในการเสนอรายพระนามหรือรายชื่อผู้ที่จะขึ้นครองราชย์

6.การขึ้นครองราชย์นั้นกำหนดให้ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ทรงแสดงเป็นลายลักษณ์อักษรในการที่จะทรงยึดมั่นในรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง (กรณีนี้เช่นเดียวกับในประเทศยุโรป และในหลายประเทศกำหนดให้ทรงมากระทำสัตย์ต่อหน้ารัฐสภา)

7.การปฏิบัติพระราชกรณียกิจใดๆ ให้มีคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องลงนามร่วมด้วย (กรณีญี่ปุ่นและบางประเทศในยุโรปใช้คณะรัฐมนตรี บางประเทศเช่นสวีเดนไม่กำหนดไว้เพราะไม่ให้พระมหากษัตริย์ทรงงานใดๆ) ทั้งนี้ไทยเคยกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติธรรมนูญฯ 2475 ชั่วคราว แต่ครั้งนั้นคณะกรรมการราษฎรหรือคณะรัฐมนตรีลงนามร่วม

8.ยกเลิกคณะบุคคลที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรอิสระภายหลังการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ยกเลิกการให้คณะตุลาการเกษียณอายุ 70 ปี

9.ให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า การรัฐประหารและได้ชัยชนะเป็นการกระทำที่ไม่ใช่องค์อธิปัตย์และเป็นกบฏ

10.สมาชิกวุฒิสภาให้เลือกตั้งมาจากกลุ่มอาชีพและเป็นโดยตำแหน่งไม่ต้องจัดการเลือกตั้งให้เสียงบประมาณโดยจัดให้มีวงเงินทำกิจกรรมเพื่อการนี้ในแต่ละกลุ่มอาชีพเพื่อการประชุมและเลือกตั้งกันเอง กลุ่มอาชีพต้องครอบคลุมกลุ่มต่างๆในสังคมเช่นกลุ่มเกษตรกรต้องแบ่งเป็นประเภทต่างๆกระจายอย่างทั่วถึง กลุ่มที่มีอิทธิพลเดิมเช่น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจให้มีตัวแทนอาชีพเป็นการเฉพาะ กลุ่มที่ด้อยโอกาสเช่น ชาวเขา ชนกลุ่มน้อยที่เป็นคนไทยมาตั้งแต่ก่อน 2475 ไม่รวมผู้อพยพเข้าเมืองหลังจากนั้น ฯลฯ การออกกฎหมายใดๆ ให้ใช้การประชุมร่วมสองสภาเพื่อให้มีการป้องกันสิทธิของประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ

11.กรณีประชาชนเข้าชื่อกันเพื่อถอดถอนหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาทำการตรวจสอบคุณสมบัติให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือนจากนั้นให้นำเสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภาภายในไม่เกิน 2 เดือน

12.ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาระดับสูงและคณะกรรมการตุลาการและให้ประชาชนเป็นผู้ลงคะแนนเสียงไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อเมื่อปฏิบัติหน้าที่ครบ 5 ปีแต่ไม่เกินสองวาระ

13.ในคดีอาญาที่มิใช่ลหุโทษให้ใช้การตัดสินด้วยระบบลูกขุน

14.ให้นำธรรมนูญการปกครองสยามชั่วคราว 2475 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2489 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2517 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 ซึ่งเป็นประชาธิปไตยสูงสุดในแต่ละสมัยมาปรับปรุงเพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดหรือในกรณีเร่งด่วนหากพบว่ามีปัญหาข้อขัดขัองให้แก้ไข หมวด 1 และ 2 ตามข้างต้นนอกนั้นถือตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2540 ก็ได้

15.ในกรณีเร่งด่วนไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ ก็ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดยแก้ไขมิให้มีการให้อภัยโทษในการรัฐประหาร เพิ่มเติมมิให้มีการรัฐประหารต่อไปด้วยการกำหนดมิให้คณะรัฐประหารเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ เปลี่ยนอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชนชาวไทยและแก้ไขส่วนที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกบุคคลในองค์กรอิสระ จัดตั้งกกต.ใหม่ด้วยสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แก้ไขระบบเขตเลือกตั้ง จากนั้นยุบสภาเลือกตั้งใหม่โดยให้มีการหาเสียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเสนอประเด็นไหนหรือจะแก้ไขด้วยพรรคการเมืองใด



ขจัดความคิดที่ผิดพลาดในกลุ่มประชาธิปไตย


ขจัดความคิดเจ้าขุนมูลนายออกจากความคิดของมวลชนทุกระดับ

ขจัดความคิดถือความคิดแกนนำเป็นใหญ่ไม่ฟังมวลชน

ขจัดความคิดเป็นผู้ตามแกนนำแต่เพียงถ่ายเดียวไม่กล้าขอข้อมูลขอเหตุผล และโต้เถียงต่อแกนนำในที่ประชุม แต่เมื่อได้มติแล้วให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ขจัดความคิดชอบแยกตัวออกไปด้วยนึกว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่นเมื่อมวลชนมีความเห็นร่วมกันแล้ว

ขจัดความคิดที่ว่าฝ่ายประชาธิปไตยโง่กว่า อ่อนแอกว่าและขาดผู้นำเมื่อเทียบกับฝ่ายอำมาตย์

ขจัดความคิดเอาตัวเองเป็นใหญ่ด้วยการฝึกใช้เหตุผลและวิทยาศาสตร์ในการตัดสินปัญหา ยอมรับเสียงส่วนใหญ่และรับฟังเสียงส่วนน้อยนำข้อดีข้อเสียมาชดเชยซึ่งกันและกันยอมรับกติกาและมีน้ำใจนักกีฬา


ชุดของความคิดที่ต้องมีประจำฝ่ายมวลชน



เอ็งมาข้ามุด เอ็งหยุดข้าแหย่ เอ็งแย่ข้าตี เอ็งหนีข้าตาม
เป็นกลยุทธหลักเสมอ


รู้เขา รู้เรา
ถึงระดับความคิด นิสัยใจคอและยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียด


เข้าปรับทุกข์ ผูกมิตร
ระหว่างมวลชนและแกนนำ


สี่ดี
คือใช้แรงงานดี ศึกษาดี คิดดี วินัยดี


ห้าร่วม
คือ ร่วมกิน ร่วมนอนโดยไม่รังเกียจ ร่วมคิดโดยให้มวลชนคิด ร่วมศึกษาหลักการและสภาวการณ์ตลอดเวลา และ ร่วมใช้แรงงานด้วยการไม่เกี่ยงงาน


เจ็ดจังหวะ
ได้แก่ รัดกุม ซุ่มซ่อน อดทน ยาวนาน สะสมกำลัง รอคอยโอกาส ผ่านแกนไปจัดตั้งมวลชน


สามเกาะติด
ได้แก่ เกาะติดบนคือติดตามข้อมูลจากส่วนกลาง เกาะติดล่างคือทราบความเป็นไปของแกนนำระดับล่าง เกาะติดมวลชนได้แก่ทราบการเคลื่อนไหวของมวลชนทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่


แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง
สามัคคีส่วนมาก โจมตีส่วนน้อย ทำลายเป็นส่วนๆ


ใช้การลวงให้มาก
ด้วยการอาศัยคนจำนวนมากและชำนาญพื้นที่ ปรากฏตัวและสลายตัวรวดเร็ว เปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลันด้วยระบบการติดต่อสื่อสารถึงกันตลอดสาย และเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ตลอดเวลา


ล่อให้ฝ่ายตรงข้ามโมโหและใช้กำลัง
ด้วยความสับเพร่าและเปิดเผยทำให้แสดงจุดอ่อนเสมอ

กฎเหล็กในการอยู่เป็นมวลชนคือ พูดจาอ่อนโยน ซื้อขายอย่างยุติธรรม ไม่เอาเปรียบกัน ยืมของต้องคืน ทำของเสียต้องใช้ ไม่ดุด่าทุบตีผู้อื่น ไม่ทำผลิตผลราษฎรเสียหาย ไม่ลวนลามผู้หญิง ไม่กระทำทารุณ ไม่แตะต้องของประชาชน ต้องร่วมมือกันขจัดผู้ไม่มีวินัยดังกล่าวออกจากมวลชน

ทำการขยายมวลชนด้วยการขยายความจริง สิ่งใดที่เราทำเขาห้ามยิ่งทำ สิ่งใดเขาทำแล้วเสียหายเรายิ่งสนับสนุน

แนวร่วมและแนวร่วมมุมกลับ แนวร่วมในครั้งนี้คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุนนิยมผูกขาด จารีต อนุรักษ์และปฏิกิริยาที่ทำร้ายฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายอื่นจนเปลี่ยนข้างมาอยู่ข้างประชาธิปไตย ส่วนแนวร่วมมุมกลับได้แก่คนของฝ่ายเผด็จการเองที่ได้ทำการด้วยการไร้เดียงสา หรือโหดเหี้ยมให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและมาเข้ากับฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งต้องทำการส่งเสริมให้การกระทำดังกล่าวมีอย่างต่อเนื่องและรุนแรงต่อไป เพื่อให้มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยมากขึ้นจนไพศาล

พื้นที่ฝ่ายประชาธิปไตย พื้นที่ฝ่ายเผด็จการ พื้นที่ช่วงชิง (พื้นที่และหน่วยงาน) พื้นที่ใช้เขตเลือกตั้ง หน่วยงานใช้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและเอกชน สำหรับหน่วยความมั่นคง มีภาพ ชื่อ ที่อยู่ของผู้คุมกำลังและครอบครัว เพื่อหาทางทำความเข้าใจและห้ามปรามการกระทำนั้น มีการบันทึกจำนวนการเปลี่ยนแปลงมวลชนทั้งปริมาณคือจำนวน และ คุณภาพคืออำนาจของมวลชนนั้นที่จะดำเนินการ

ประชาธิปไตยไม่เคยได้มาด้วยการร้องขอ


จัดตั้งมวลชนเพื่อรุกใหญ่ทางการเมือง


เป้าหมาย


จัดตั้งมวลชน 1 ล้านคนจากกรุงเทพฯ ปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง

จัดตั้งมวลชน 2 ล้านคนจากทุกจังหวัดที่เหลือ

จัดตั้งมวลชนประเภทสนับสนุนในด้านเสบียง ที่พัก การขนส่ง 1 หมื่นคน

จัดตั้งมวลชนประเภทแนวร่วมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นมวลชนแต่ยังไม่พร้อมอีกหลายล้านคน

คำนวณจำนวนให้พร้อมในการปิดล้อมทางเดินทุกแห่ง ถนนทุกสายของฝ่ายอำนาจทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ด้วยการแบ่งกำลังออกเป็น 4 ผลัดหมุนเวียนกันมา 3 วันครั้ง ส่วนระยะเวลายืดเยื้อขึ้นอยู่กับสถานการณ์

แกนนำและมวลชน

จัดตั้งแกนนำกลุ่มย่อยชุดละ 20 -60 คนขึ้นอยู่กับประเภทของยานพาหนะ


จากกลุ่มย่อยสร้างเครือข่ายติดต่อกันเองและรวมเป็นสมัชชาระดับอำเภอและจังหวัด สำหรับใน กทม.อาจมีได้ไม่ต่ำกว่า 36 กลุ่ม ทั้งที่เป็นเขตเลือกตั้งและกลุ่มประเภทอื่นเช่น ชมรม หรือ กลุ่มจากอินเตอร์เนท แต่มวลชนต้องเลือกการสังกัดเพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ

กลุ่มย่อยและสมัชชาไปจนถึงแกนนำส่วนกลางต้องสื่อสารถึงกันและสอบถามซึ่งกันและกันตลอดเวลาถึงความคิดและแนวทางโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดของมวลชนส่วนใหญ่ว่าขณะนี้อยู่ ณ จุดใดเพื่อไม่ให้แกนนำเกิดการเดินล้ำหน้ามวลชนหรือล้าหลังไม่ทันมวลชนเป็นอันขาด และมีการประชุมย่อยทุกสัปดาห์ในทุกระดับเพื่อกระชับแผนและยุทธศาสตร์ การลงมติให้ใช้เสียงข้างมากเสมอ ห้ามแกนนำทุกระดับตัดสินใจเองโดยปราศจากการับรู้และสนับสนุนจากมวลชน

ต้องมีการทดสอบ การรวมตัว การแยกสลายตัวอย่างรวดเร็ว มีการจัดฝึกอบรมการใช้ยานพาหนะและการป้องกันตัว

แกนนำศูนย์กลางต้องมีการจัดหน่วยงานรองรับการประสานงาน การเดินงานทางยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี เพื่อให้ปฏิบัติการได้รวดเร็ว มีแผนที่ของประเทศไทยและกรุงเทพมหานครฯเพื่อกำหนดพื้นที่วางตัว พื้นที่พัก พื้นที่ส่งเสบียง การสนับสนุนต่างๆ มีอดีตทหาร ตำรวจที่ชำนาญการในด้านยุทธวิธีทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการนี้เพื่อให้คำปรึกษา ต้องให้แน่ใจว่าการรายงานเรื่องต่างๆแม้เล็กน้อยจากกลุ่มมวลชนหรือระบบสื่อสารต่างๆ จะได้รับการตรวจสอบทันทีจากห้องปฏิบัติการและแกนนำต้องรับทราบอย่างทันท่วงที

การปฏิบัติการของมวลชน แกนนำและแกนนำศูนย์กลางมีการบันทึกการทำงานในทุกขั้นตอนเพื่อจะได้นำมาตรวจสอบหาข้อดี ข้อเสียเพื่อปรับปรุงการทำงานในครั้งต่อไปเสมอ ใช้ตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหาไม่ใช้คำพูดเสียดสี โวหาร ป้ายสี หรือการสั่งการเป็นอันขาด

การเคลื่อนไหวของมวลชนทุกกลุ่มต้องมีกล้องบันทึกการทำงานของฝ่ายประชาธิปไตยและความโหดเหี้ยมของฝ่ายเผด็จการส่งตรงผ่านมือถือเข้าอินเตอร์เนททันทีโดยเชื่อมโยงเข้าศูนย์ปฏิบัติการของแกนนำ และ มีชุดมวลชนพร้อมกล้องซีซีทีวี ต่อระยะออกไปเป็นรัศมี 3 กิโลเมตร 5 กิโลเมตร 10 กิโลเมตรและตามหน่วยความมั่นคงต่างๆเพื่อจะได้ทราบความเคลื่อนไหวของฝ่ายเผด็จการล่วงหน้าตลอดเวลา

ค่ายทหารมีไม่กี่แห่ง มีประตูทางออกไม่เกินค่ายละ 5 แห่งให้วางแผนการใช้มวลชนไปปิดทางเข้าออกเมื่อสถานการณ์รุนแรงเพื่อป้องกันการขนทหารมาเพิ่มเติม

สร้างระบบการชุมนุมเป็นรูปแบบสามเส้าขึ้นไป เพื่อให้แยกกำลังประชาชนและมวลชนที่จัดตั้งอย่างดีจำนวนมหาศาลนั้นออกเป็นสามส่วนเพื่อที่จะแยกกำลังของฝ่ายเผด็จการไม่ให้ปิดล้อมได้ และยังมีมวลชนจากรอบนอกมาชุมนุมอยู่รอบนอกเมืองอีกชั้นหนึ่งพร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ

สร้างระบบการติดต่อกันเองในกลุ่มมวลชน เพื่อคัดกรองกลุ่มที่ปลอมตัวเข้ามาสร้างสถานการณ์ กลุ่มมวลชนที่ฝึกดีแล้วเดินพร้อมผู้สื่อข่าวต่างประเทศเพื่อจับผิดกลุ่มสร้างสถานการณ์และมีไหวพริบพอที่จะพลิกสถานการณ์ต่างๆมาเป็นประโยชน์กับฝ่ายประชาธิปไตย


การเดินมวลชนเพื่อป้องกันการปราบปรามจากฝ่ายอำมาตย์



ประเด็นที่น่าคิดต่อไปคือ เมื่อมวลชนมีจำนวนมหาศาล ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนต่างๆจะหันมาเข้าข้างและร่วมขับไล่อำมาตย์ ศักดินาตั้งแต่ยังไม่มีความตึงเครียดเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากเห็นแล้วว่าฝ่ายประชาชนประชาธิปไตยต้องประสบชัยชนะแน่นอน


- การใช้กำลังปกติในแต่ละกองทัพดูจากที่ตั้งที่เราทราบกันจะใช้กำลังทหาร 3 กองพล กองพลหนึ่งใช้กำลังประมาณ 30 กองร้อย

- เมื่อประกาศใช้กำลัง 33 กองร้อย เท่ากับ เป็นกองหนุนอีก 66 กองร้อย อยู่ในที่ตั้ง รวมแล้วประมาณ 100 กองร้อยหากไม่มีการเพิ่มเติมกำลังจากกองทัพภาคอื่น ซึ่งคงเกิดได้ยากเพราะพี่น้องจากทุกภาคก็พร้อมที่จะปิดล้อมทุกจังหวัดแล้ว

- แต่จริง ๆแล้วเมื่อดูพื้นที่จริงจะพบว่ากรุงเทพฯมีสภาพเป็นเมืองหนาแน่น เป็นตึกทำให้พื้นที่แคบลง ถ้าใช้ถนนราชดำเนินกว้าง 40 เมตร ประมาณว่าใช้พื้นที่คนละครึ่งเมตร จะประมาณแถวละ 100 คนการใช้ปืนในการปราบประชาชนจะไม่สามารถใช้อาวุธหนักเช่นปืนครก หรือปืนใหญ่ได้ จึงน่าจะใช้ปืนยิงเร็วประจำตัวและของหน่วยแต่ไม่ว่าจะอย่างไรจะมีพื้นที่อยู่ไม่เกิน 3 แถว มิฉะนั้นจะยิงกันเอง นอกจากจะขึ้นไปบนที่สูง(แบบกรณี 14 ตุลาคม 2516 ที่มีผู้แต่งชุดดำไม่ทราบฝ่ายขึ้นไปอยู่บนตึกยิงใส่นักศึกษา ซึ่งแน่นอนไม่ใช่ฝ่ายของ ถนอม-ประภาส-ณรงค์แน่นอน) ซึ่งในกรณีนี้ฝ่ายมวลชนต้องวางแผนไปวางกำลังไว้ก่อนแล้ว และติดตั้ง CCTV ผ่านอินเตอร์เนทไว้ให้ทั่วทุกด้าน (นี่คือสิ่งที่สมัย 14 ตุลาคม และ 6 ตุลาคม ไม่มี)

สรุปแล้วหากใช้กำลังติดอาวุธก็จะประมาณ 300 คน แต่ถ้าเป็นกรณีใช้กระบองและโล่ ก็จะประมาณ ด้านละ 600 คนแต่กลุ่มนี่จะสลายตัวเมื่อจะเกิดการปราบปรามรุนแรง และหากยังใช้โล่ กระบอง การชุมนุมโดยสงบ สันติ ของฝ่ายประชาชนก็ยังทำได้ต่อไปโดยไม่กระทบกระเทือน

- การจัดกำลังไว้ 33 กองร้อยจะอยู่ด้านหน้าได้เพียง 22 กองร้อยนับเป็นคนประมาณ 3,300 คนเพื่อให้มีกองหนุน สมมติว่ากำลังดังกล่าวนี้ติดอาวุธร้ายแรง (หากเป็นกรณี โล่ กระบองไม่นับเป็นภัย)

- กำลัง 3,300 คนนี้ถ้ามา 4 ทิศทางของถนนก็จะใช้คนได้ไม่เกิน 1,200 คนเพราะมี 4 ด้านๆละ 300 คน เท่ากับประมาณครึ่งหนึ่ง ถ้าชุมนุมแยกกัน 3-4 จุดใหญ่ ๆ ที่พร้อมจะยุบมาช่วยหรือตลบหลังก็จะทำให้ทำงานไม่ได้เพราะต้องใช้คนกลุ่มละ 1,200 คนคูณ 3 เท่ากับ 3,600 คน หมดจำนวนที่เตรียมไว้ และแม้ว่าจัดมาเต็มที่ 66 กองร้อย ก็ยังใช้คนด้านหน้าได้เท่าเดิมคือ 3,600 คน ที่เหลือเป็นกองหนุนได้เท่านั้น ซึ่งก็จะถูกตัดเป็นส่วนๆด้วย จำนวนคนฝ่ายประชาชนที่มีมหาศาลและมีการจัดตั้ง มีการฝึกอย่างดีแล้ว

- ถามถึงคนเท่าไร ต้องใช้ จะต้องใช้งบประมาณ 20 เท่าของฝ่ายไร้อาวุธ คือประชาชน 1,200 x 20 = 24,000 คนต่อพื้นที่ชุมนุมหนึ่งพื้นที่ หากแบ่งเป็นฝ่ายที่ชุมนุมแบบแนวร่วมสัก 10,000 คนและ ฝ่ายมวลชนอีก 24,000 คนก็เท่ากับใช้พื้นที่ละ 34,000 คนเท่านั้นเอง ก็น่าจะสามารถหยุดกำลังด้านหน้าไว้ได้แล้ว

- กำลังทหารจะแบ่งออกเป็น 3 ระลอก ดังนั้น เราควรมี 24,000 คน x 4ระลอกรวมเป็นทั้งหมด 96,000 คนไม่รวมผู้ที่มาร่วมชุมนุมตามปกติในลักษณะแนวร่วม โดยมวลชนนี้ควรเป็นชายหญิงวัยหนุ่มสาวหรือเป็นชายมากกว่าหญิง และคล่องตัวด้วยมอเตอร์ไซค์ ปิกอัพ ฯลฯ

- แล้วต้องมีมวลชนมาแสดงพลังอีก 2 – 3 เท่า คือ 3 – 4 ล้านคน ที่ออกมาแบบจัดตั้งและเคลื่อนไหวรวดเร็วด้วยในการพร้อมที่จะเข้ามาเพิ่มเติมกำลังได้ตลอดเวลา โดยแบ่งเป็นกำลังในกรุงเทพฯ ปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียงอีก หลายแสนคน และ จากต่างจังหวัดที่เข้ามาพักโดยรอบ กรุงเทพฯ อีกใกล้เคียงไม่ต่ำกว่า 1-2 ล้านคนก็จะเพียงพอ

- มวลชนแบ่งกำลังเป็นการใช้มาตรการเชิงรุก คือ ปิดประตูค่าย แห่งละไม่เกิน 5 ประตู ประตูไม่ใหญ่มาก ใช้แห่งละ 4-5,000 คนก็เพียงพอทุกประตูแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำกำลังมาเสริมให้ได้เมื่อเกิดเหตุรุนแรง

- เพียงเท่านี้ กำลังทหาร หรือฝ่ายสร้างสถานการณ์ที่จะออกมาใช้ความรุนแรง ก็จะไม่สามารถขยับตัวได้ และรู้ตัวว่าอาจไม่มีชีวิตรอดกลับบ้านหากประชาชนเกิดความบ้าคลั่งขึ้นมาจากการใช้ความรุนแรงนั้น จะเกิดการชั่งน้ำหนักว่าจะเชื่อฟังประชาชนหรืออำมาตย์จำนวนน้อยที่โกงกิน รักษาผลประโยชน์แต่พวกตน โดยที่ทหารในแนวหน้านั้นเองก็ไม่ได้อะไรด้วยและอาจโดนโกงเบี้ยเลี้ยง เงินค่าอาหารต่างๆ อีกต่างหาก

- ต้องระลึกเสมอว่าฝ่ายอำมาตย์ใช้อำนาจ ความรุนแรง และรวมศูนย์ความคิด การจะชนะได้ ต้องใช้มวลชนเป็นกลุ่มย่อยเล็กๆกระจายตัวและรวมตัวได้รวดเร็ว มีระบบติดต่อสื่อสารและแจ้งข่าวที่รวดเร็ว ตรงเข้าถึงมือถือของแกนนำแต่ละคนทันที เปรียบเสมือนจอกแหนที่ ตีลงไปแล้วกระจายตัวออกแต่ก็ยุบมาปิดล้อมได้รวดเร็ว หรือ มดแดงจำนวนมหาศาลที่ชอนไชกัดและล้มช้างใหญ่ได้ในที่สุด

ดังนั้นการสร้างเครือข่ายระหว่างแกนนำระดับย่อยกลุ่มต่างๆเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและเดินงานเมื่อแกนนำส่วนกลางถูกจับหรือเปลี่ยนทิศทางจึงมีความจำเป็น มวลชนประชาธิปไตยต้องไม่ถูกชี้นำโดยคนเพียงบางคน แต่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่พึ่งพิงพรรค ไม่พึ่งพิงบุคคล แต่พิงกันเองในกลุ่มมวลชน แกนนำเป็นเพียงผู้ประสานงาน และมีตัวตายตัวแทนเสมอ การสู้ด้วยความรู้ ปัญญา และเครือข่ายคือแนวทางที่ถูกต้อง

- ประเด็นที่น่าคิดต่อไปคือ เมื่อมวลชนมีจำนวนมหาศาล ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนต่างๆจะหันมาเข้าข้างและร่วมขับไล่อำมาตย์ ศักดินาตั้งแต่ยังไม่มีความตึงเครียดเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากเห็นแล้วว่าฝ่ายประชาชนประชาธิปไตยต้องประสบชัยชนะแน่นอน


การเดินมวลชนเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสจากฝ่ายหัวรุนแรงและหัวอนุรักษ์


ลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวา คือการเกรงกลัวต่ออำนาจเดิม ยอมจำนน ยอมเจรจาทั้งที่มวลชนส่วนใหญ่พร้อมเปลี่ยนแปลง

ลัทธิฉวยโอกาสเอียงซ้าย คือความใจร้อน ไม่รอบคอบ ชอบใช้กำลังแบบสุ่มเสี่ยง ไม่รู้หลักการ ไม่นำรูปธรรมทางสถานการณ์มาเทียบเคียงกับหลักการประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ลัทธิศักดินาอำมาตย์ คือจิตสำนึกว่าคนเกิดมาไม่เท่ากัน ชอบให้คนอื่นเป็นผู้รับใช้ ชอบปิดปากผู้อื่นไม่ให้พูดเหตุผล ไม่ชอบความจริงทางวิทยาศาสตร์ ลุ่มหลงลัทธิมนต์ดำ

ลัทธิทุนนิยมแบบเอาเปรียบ คือการหาสิทธิพิเศษ เอาเปรียบทางการค้า และธุรกิจ สร้างระบบฮั้ว การแข่งขันไม่เป็นธรรม

ลัทธิชักต่างชาติมาเอารัดเอาเปรียบคนไทย คือการนำทุนต่างชาติมาหาประโยชน์กับคนไทยและคุ้มครองอำนาจของตนเองในประเทศ มวลชนต้องรณรงค์ไม่ใช้สินค้าและคบหาพลเมืองของประเทศที่สนับสนุนอำมาตย์เผด็จการ


การเดินมวลชนเพื่อสร้างรากฐานทางการเมือง รัฐซ้อนรัฐและเศรษฐกิจซ้อนเศรษฐกิจ


การจัดตั้งมวลชนตั้งเป้าหมายตามเขตการเลือกตั้งและหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วงชิงประชาชนให้ได้รับการจัดตั้งเป็นมวลชนอันไพศาล มวลชนประชาธิปไตยนั้นต้องอยู่รอดด้วยตนเอง การสร้างระบบเศรษฐกิจให้ดำเนินการไปควบคู่กับการสร้างมวลชนในลักษณะของการขายตรง (MLM) สร้างระบบเศรษฐกิจเชื่อมโยงกัน ด้วยสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้าของกลุ่มหรืออย่างน้อยที่สุดค้าขายกันเองในกลุ่มมวลชน เมื่อสามารถสร้างมวลชนจำนวนมหาศาลควบคู่กับระบบการค้าขายแล้ว ก็จะสามารถตัดวงจรการเอารัดเอาเปรียบของฝ่ายอำมาตย์และทุนผูกขาดต่างๆได้ และหากมีมวลชนที่ประสานงานกันอย่างเหนียวแน่นมากพอเช่น 2-3 ล้านคนก็สามารถที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจของกลุ่มเองหรืองดเว้นการไม่ไปใช้บริการของกลุ่มธุรกิจของฝ่ายอำมาตย์และทุนผูกขาด สภาพนี้ก็จะเกิดการค้าขาย และ การบริหารงานกันเองภายในกลุ่ม

เกิดเหมือนรัฐซ้อนรัฐ เศรษฐกิจซ้อนเศรษฐกิจ ที่มีความจริงใจต่อกัน อุดมการณ์เดียวกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน และกลับกลายเป็นมวลชนที่มีกำลังทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ทำให้กลายเป็นกลุ่มการเมืองที่ทรงพลัง สามารถกำหนดบทบาท และทิศทางการเมืองได้ ตั้งแต่ไม่ซื้อสิทธิ ขายเสียง ไปจนถึงการกำหนดว่าผู้ใดควรเป็นผู้แทนราษฎรของตนเอง พรรคการเมืองใดที่มีนโยบายสอดคล้องกับกลุ่มตนสมควรสนับสนุน เป็นต้น


สถานการณ์ชี้ถึงจังหวะแห่งการสุกงอม


ฝ่ายประชาธิปไตยมีความรังเกียจ ไม่ยอมให้ปกครอง แผ่ขยายจนเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ

ฝ่ายเผด็จการหมดความสามารถในการปกครอง เพราะถูกจำกัดพื้นที่และความชอบธรรมในการเคลื่อนไหว

เกิดการช่วงชิงอำนาจในฝ่ายเผด็จการเอง ยิ่งชิงอำนาจรุนแรงเท่าไร ฝ่ายประชาธิปไตยก็มีโอกาสมากขึ้น


การเตรียมตัวของมวลชนเพื่อให้เกิดความพร้อมทางร่างกายและยุทธวิธี


อาจเกิดการปะทะกับหน่วยงานความมั่นคงได้เมื่ออำมาตย์จวนตัว และเพื่อหลบรอดจากการกวาดล้าง การรู้ยุทธวิธีทางทหารไว้เป็นสิ่งจำเป็น มวลชนจึงควรมีการออกกำลังกายและไปฝึกกีฬาปืนยิงสีที่เรียกว่า BBGun เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับการหลบหนี การกำบังตนเองจากการยิง และหาโอกาสไปซ้อมการยิงปืนในสนามจริงเพื่อให้คุ้นเคยกับเสียงปืนไม่ตื่นกลัว เมื่อเกิดการปะทะกันจริงจะได้หาหนทางเอาตัวรอดได้

ฝึกการใช้รถเป็นชุดสำหรับมวลชนกลุ่มย่อย กลุ่มละ 20 คนเพื่อกำหนดที่ในการนั่ง การป้องกันตัวเอง การขับรถที่ปลอดภัย

ออกกำลังกายด้วยการเดิน การวิ่งเป็นประจำ


หากเกิดการใช้กำลังของฝ่ายเผด็จการจะทำอย่างไร


จากสมมติฐานให้การจัดชุมนุมจะต้องมีมากกว่า 1 แห่งและสามารถเข้ามาช่วยเหลือกันได้นั้นหมายถึงเมื่อไม่มีการใช้อาวุธเข้าฆ่าประชาชน แต่หากฝ่ายใช้กำลังได้รับคำสั่งให้สังหารประชาชน ต้องสลายตัวอย่างรวดเร็ว แล้วอ้อมมาด้านหลังของหน่วยนั้นและล่าถอยสลับไปมาตลอดเวลา โดยต้องไม่เสี่ยงเข้าปะทะและแตกหนีอย่างไร้ระเบียบเนื่องจากจะถูกลอบสังหารโดยไม่สามารถมีมวลชนอื่นเข้าช่วยได้

ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาชีวิตและรอเวลาที่ประชาชนตลอดจนชาวโลกส่วนใหญ่ทราบแล้วว่าเกิดทรราชสั่งฆ่าประชาชนปรากฏในสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ณ บัดนั้นเชื่อว่าประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้มาชุมนุมจะเข้ามาช่วยด้วยอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับการปฏิวัติในทุกแห่ง

สำหรับผลขั้นสุดท้ายนั้นยากที่จะประเมินได้เพราะฝ่ายทหาร ตำรวจที่ติดอาวุธนั้นมีครบเครื่องและทันสมัยกว่าประชาชนมาก แต่ย่อมหมายถึงระบอบทรราชจะไม่สามารถมีที่ยืนในสังคมโลกได้อย่างแน่นอน


ความหวังต่อการไม่เสียเลือดเนื้อ


มวลชนอันไพศาลเป็นสาเหตุเดียวที่จะทำให้ระบบเผด็จการเดิมเกิดการสั่นคลอน และประกอบกับการใช้กำลังอย่างไรเหตุผลทั้งด้านกระบวนการยุติธรรมและอาวุธ จะทำให้มีผู้เปลี่ยนใจมาสนับสนุนมวลชนประชาธิปไตยในที่สุด การร้องขอให้มีการแปรพักตร์จะไม่เกิดขึ้นหากมวลชนไม่มากพอและระบอบเดิมยังแข็งแกร่งอยู่

เมื่อมวลชนเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่มีทางหันหลังกลับและแม้ว่าจะรู้ดีว่ามวลชนจะมีการเดินไปอย่างไรฝ่ายเผด็จการก็ไม่มีทางเลือกและหนทางต่อสู้จะตีบตันลงทุกขณะ ในที่สุดจะมีทางเลือกเพียงสองทางคือถอยอย่างมีศักดิ์ศรี หรือจะใช้กำลังแล้วต้องหนีออกนอกประเทศและกลายเป็นนักโทษของระบบสากลในฐานะอาชญากรระหว่างประเทศในที่สุด

การไม่เสียเลือดเนื้อจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับฝ่ายอำมาตย์ การจะไม่เสียเลือดเนื้อได้ต้องยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างขุดรากถอนโคนระบอบอำมาตย์ และยอมอยู่ในกรอบของประชาธิปไตยแต่โดยดี ความหลังที่เคยเข่นฆ่าประชาชนนั้นก็อาจจะให้อภัยกันและมีการลงโทษ แต่เฉพาะผู้ปฏิบัติการเท่านั้น

และสิ่งนี้คือความหวังครั้งสุดท้ายสำหรับสังคมไทย

**************

Tuesday, October 6, 2009

หายนะของผู้นำ

ที่มา บางกอกทูเดย์

พรรคประชาธิปัตย์..จะรู้สึกอย่างไรกับหัวหน้าพรรคของเขานั้น...ก็เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์แต่สำหรับ...ประชาชนคนไทยแล้ว...ประเทศย่อมมาก่อนประชาชนทั้งหลาย...ต้องตั้งคำถามและหาคำตอบให้กับตนเองว่า...นับตั้งแต่ประเทศนี้ ได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี..ประเทศนี้..มีอะไรดีขึ้นคำตอบก็คือ....ในทุกๆ ด้านกำลังดิ่งลงสู่หุบเหวแห่งความหายนะ..รถเมล์ เอ็นจีวี..ราคาคันละ 4ล้านบาท..รัฐบาลนี้ยอมให้เช่า ในเวลา 10 ปี คันละ16 ล้านบาท จำนวน 4 พันคันทุกโครงการที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง...รัฐมนตรีต้องลาออกทิ้งเก้าอี้..เพราะปลากระป๋องเน่านมบูด...กระทรวงสาธารณสุข..กำลังฉาวโฉ่..กับการ“จัดให้” ในสิ่งที่หมอและโรงพยาบาลไม่ต้องการ..200 กว่าปีตั้งแต่มีกรุงรัตนโกสินทร์ นี่เป็นครั้งแรกที่กัมพูชา..ยืนยันว่าพร้อมที่จะทำสงครามกับประเทศไทย..รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...สูญเสียสิทธิของประเทศไทยในพื้นที่ที่กัมพูชาอ้างว่า..เป็นพื้นที่ทับซ้อน..ถนนขึ้นสู่เขาพระวิหารจากฝั่งกัมพูชาที่

ไม่เคยมีทางขึ้นมาก่อนย้อนหลังไปเกือบ 50 ปีวันนี้กัมพูชาราดซีเมนต์ขึ้นมาเรียบร้อยทหารไทยให้ รัฐบาลมาร์ค..ประท้วง..แต่รัฐบาลไม่แก้ไข13 ตุลาคมของทุกปี..เป็นวันตำรวจแห่งชาติ..แต่ปีนี้..จนถึงวันนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ประธานกรรมการตำรวจ..ยังตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่เสร็จ..แต่เรื่องสัพเพเหระทั้งหลาย..ยังอธิบายความหายนะของชาติได้ไม่สมบูรณ์เท่า..กับการที่ นายกรัฐมนตรี..งัดข้อกับ..รองนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 และ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี..หายนะของชาติอันเนื่องมาจากหายนะของภาวะผู้นำของ..นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยอภิสิทธิ์..สมัครใจที่จะโกหกคนทั้งชาติ..ด้วยการยืนยันว่าไม่รู้เรื่อง..นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาฯคนสำคัญ..ยื่นใบลาออกคนทั้งประเทศรู้ว่า..ทำไม นิพนธ์ พร้อมพันธุ์..ถึงอยู่ไม่ได้และต้องตัดสินใจลาออก..แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ทำเหมือนไม่รู้ภาวะวิสัยของผู้นำ..ต้องกล้าต่อการยอมรับและพร้อมที่จะก้าวออกไปข้างหน้าของปัญหา..เพราะคุณอภิสิทธิ์ ก็รู้ว่า..นายนิพนธ์ กับนายสุเทพ..เขาสนับสนุน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..คนละคนกับ คุณอภิสิทธิ์ให้ พลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ เสนอพลตำรวจเอก จุมพล มั่นหมาย เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..แค่นั้น...ก็หมดเรื่อง

ตอดนิด-ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ขานรับ .. กับ ‘ไตรรงค์ ธงสามสี’!!
รันเวย์ เปิดกว้าง ทางสะดวก สำหรับ การก้าว เข้ามาเป็น“รองนายกรัฐมนตรี”??เชิดหนังตะลุง คืนสู่ศูนย์อำนาจในครั้งนี้, อยากบิณฑบาต“คุณพี่ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” ว่าที่รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ อย่าทะลุกลางปล้องโดยไม่จำเป็นลีลาตลกหลวง ตีวัวกระทบคราด กระแนะกระแหนใคร..โปรดกรุณาอย่างัด ออกมาเล่นยิ่ง “มุกยอดฮา”....ที่เขากล่าวกันว่า “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”เป็นเด๊ก..ก..ก..เด็กนั้น... “ท่านไตรรงค์” ขึ้นเสียงเขียว ปฏิเสธแข็งขัน“ว่าไม่จริง สักหน่อย”!!!เขาไม่ใช่เด็กหน้าหยก.....แต่เค้าคือ “ทารก”?....ที่ท่านไตรรงค์ยกขึ้นมาพูดบ่อยบ่อย????
✮✮✮
เดินเลอเลิศประเสริฐศรีเข้ามาอย่างหน้านวล!!
และก็ ใส่ตะกร้าล้างน้ำ เข้ามาเป็น “กล่องดวงใจ” ของ “นายกรัฐมนตรีหลานญวน”??ตรงนี้และที่นี่, ขอ ยวนยาเหล่ โอละเห่ ต้อนรับ “คุณพี่กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่พลาสชั้น ขึ้นลิฟท์แก้วเป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” มีอำนาจ “ครอบจักรวาล”จะได้พ้นเรื่องมัวหมอง อันถูกกล่าวหา ต่อ โครงการ“ชุมชนพอเพียง” เสียทีไงล่ะท่านเพราะขืน ตะบี้ตะบัน เป็น “รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ” ปัญหาการทุจริต “ชุมชนพอเพียง” ก็จะตามเป็นเงา มาหลอกหลอนทำให้สะดุ้ง!!วิธีฟอกคนให้สะอาด....ก็คือการเพิ่มอำนาจ?..นี่เป็นความฉลาดของ “พรรคประชาธิปัตย์เขาแหละลุง??????
✮✮✮
ใช้สมองส่วนไหนคิด!!
“เซลล์แห่งความยุติธรรม” ถึงจะเรี่ยราดตกต่ำอย่างสุดขีด แต่ก็ควรที่จะพิจารณากันสักนิด??ไม่รู้ใครหนออุตริ ที่จะให้รัฐบาล ของ “ท่าน นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”รุสต๊อกล้างโทษ ให้กับ “ผู้ก่อการร้าย” ที่ยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิหากลดโทษ กระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ บ้าบอคอแตกกันเช่นนี้ ถือว่าไม่คุ้มเพราะจะเอาโทษ “ความผิด” เพียงแค่ “ปิดการจราจร” เหมือนการยึด “ทำเนียบรัฐบาล”...นานาชาติอารยะประเทศ คงหมดความเชื่อมั่นกฎหมาย ของประเทศไทย ที่ไม่แจ่มแจ๋ว!!เลิกเสียที ต่อการอุ้ม “พันธมิตรฯ”...เท่านี้มันก็มีอภิสิทธิ์?....ติดลมบนมากแล้ว?
✮✮✮
รวดเร็วปาน ‘กามนิตหนุ่ม’!!
เป็นอีกหนึ่ง “นวัตกรรม” แห่ง “การสร้างภาพ” อันแสนคุ้ม??หลัง “ม้าเหล็ก” ห้อตกราง..มีคนเจ็บคนตายกลาดเกลื่อน..ไม่ยอมเสียโอกาส “ตกเฟรม” สร้างเรตติ้งให้กับตัวเอง...แล้ว “นายกฯนกนางแอ่น” ผู้มีดีที่น้ำลาย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ดิ่งถึงที่เกิดเหตุนับเป็นการ “ชิงพื้นที่ข่าว” ได้อย่างแสนวิเศษเหมือนเป็นการ “โปรโมทตัวเอง” ลบข้อด้อยเสียงครหา ว่า“ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน” จึงต้อง “เกาะกระแส” เหตุการณ์ต่างๆ หากิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “หมีแพนด้า-เคอิโงะ-น้องหม่อง-ยายเนียม-ยายไฮ” ดู “นายกฯ อภิสิทธิ์” จะ “แทรกเป็นยาดำ” เข้าไปยุ่ง!!!แปลกแฮ่ะ, กับเหตุการณ์ “๓ จังหวัดภาคใต้”.....ท่านสมควรรีบที่จะบึ่งไป!..ไฉนมัวเก็บตัว อยู่แต่เมืองกรุง?????.
✮✮✮
‘ไทยเข้มแข็ง’ หรือว่า‘โกงเข้มแข็ง’!!
ต้อนรับ “ปลายฝนต้นหนาว” เมื่อ “พรรคประชาธิปัตย์” ของ“นายกฯ ทารก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เจอข้อหา “โกงกินอย่างแรง”??โดยเฉพาะงบประมาณ “ไทยเข้มแข็ง” ของ “กระทรวงสาธารณสุข”ที่ “คุณหมอวิทยา แก้วภราดัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปล่อยฝูงอีแร้ง ถลุงรุมทึ้งงบประมาณ “๘๖,๐๐๐ ล้านบาท”กันอย่างสะเด็ด“ครุภัณฑ์เครื่องมือการแพทย์” ราคาไม่กี่ล้าน....ก็บวก “หัวคิว”รุมกันงาบอย่างเบ็ดเสร็จถ้า “หมอวิทยา แก้วภราดัย” คิดรับผิดชอบจริงเต็มลูกสูบ.. ควรแสดงสปิริตแต่ต้นมือ ด้วยการถอนสายบัวออกแต่เนิ่นๆ ....ไม่ใช่แก้ตัวน้ำขุ่นถ้ามีหลักฐาน ก็พร้อมที่จะออกเสร็จสรรพ!!ต่างประเทศมีเรื่องอื้อฉาว เขาออกทันควัน....ไม่ทู่ซี้อยู่นาน!...และไม่ด้านอยู่กัน ด้วยแหละครับ???????????

การบูร

ตุลาฯ งานเข้า!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ครั้งนี้...บรรดาผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนต่างเดินทางเข้าร่วมประชุมทุกชาติซึ่งนั่นหมายถึงเป็นงานใหญ่ที่กระทรวงกลาโหม ในฐานะแม่งาน ต้องรับผิดชอบและวางหมากให้ดี

เดือนนี้เป็นอีกเดือนในรอบปีที่ “งานเข้า”ทั้งรัฐบาลและกองทัพ โดยเฉพาะกองทัพที่ต้องรับศึก 2 ด้าน...ทั้งการประชุมอาเซียนที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์และ รับศึก “วันแดงเดือด” ที่กลุ่มคนประกาศจะเคลื่อนไหวตลอดทั้งเดือนศึก 2 ด้านครั้งนี้ ที่น่าเป็นห่วงเห็นจะเป็น ศึกแดงเดือดที่แกนนำออกมาตีฆ้องร้องป่าว เรียกรวมพลคนเสื้อแดงตั้งแต่ต้นเดือน พร้อมวางงานตารางชุมนุมตลอดทั้งเดือนณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง แถลงว่า แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงมีมติที่จะมีการชุมนุมตลอดทั้งเดือนตุลาคมโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันครบรอบการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540โดยจะไปชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อทวงคืนรัฐธรรมนูญ 2540 และจะรวบรวมรายชื่อประชาชนยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีภาวะผู้นำ และมีที่มาไม่ถูกต้องวันที่ 17 ตุลาคม จะชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามความคืบหน้าการพิจารณาฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังครบกำหนด 60 วันที่รัฐบาลระบุส่วนในวันที่ 24 ตุลาคมจะเปิดอภิปรายนอกสภาที่ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว ในประเด็นตรวจสอบการทุจริตโครงการต่างๆ ของรัฐบาลดูจากตารางเคลื่อนพลคนเสื้อแดงแล้ว ยังน่าเป็นห่วงว่าในช่วงก่อนการประชุมอาเซียนจะสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดให้กลับคืนมาอีกหรือไม่ด้าน เทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในเรื่องนี้ว่า...เป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องการล้มล้างรัฐบาล ซึ่งไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายใดเพราะเชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้ยังไม่เลิกที่จะขัดขวางการทำงานของรัฐบาล การอ้างให้เดือนตุลาคม เป็นเดือนแดงเดือด“อยากให้ประชาชนจับตามองว่าเดือน

ตุลาคมจะเป็น“แดงเดือด” หรือ “แดงเดต” กันแน่”นายเทพไท ยังกล่าวด้วยว่า...ที่น่าสังเกตคือ เดือนตุลาคม จะมีการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ อ.ชะอำจ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งการแอบอ้างสถานการณ์ต่างๆ มาเคลื่อนไหวย่อมส่งผลกระทบต่อการประชุม และความเชื่อมั่นของมิตรประเทศที่เข้าร่วมประชุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ขณะที่ผู้ที่ต้องรับศึกหนักคงหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ที่ต้องดูแลสถานการณ์ความเรียบร้อยในพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ และหัวหินซึ่ง 2 จุดล้วนแต่เป็นจุดสำคัญ ดังนั้นมาตรการรักษาความปลอดภัยอาจจะต้องยกระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง ทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวหิน เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปเหมือนดังเช่นที่พัทยาเฉพาะ พรบ.ความมั่นคงที่ใช้ในพื้นที่หัวหินนั้นแว่วมาว่า...กองทัพได้ปรับการทำงานและวางแผนเส้นทางการรักษาความปลอดภัยใหม่หมด หลังจากสรุปบทเรียนจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ภูเก็ตมาแล้วนั้นหมายถึงมาตรการคุมเข้มผู้คนที่จะเข้าออกในพื้นที่ประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงหากงานนี้พลาดนั้นอาจหมายถึงเก้าอี้ของใครบางคนอาจไม่มีให้นั่ง...ฉะนั้น “กลาโหม” จึงต้องเตรียมพร้อมกำลังทุกนายในช่วงเดือนตุลาคมเพราะเป็นเดือนที่ “งานเข้า” อีกแล้วครับทั่น! 