WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 8, 2009

คำกล่าวในวาระครบรอบ 33 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ที่มา ประชาไท

การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นั้น เป็นจุดแตกหักอันเป็นผลต่อเนื่องมาจากสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองอันแหลมคมที่ดำเนินมาก่อนหน้านั้น ระหว่างพัฒนาการของพลังแห่งขบวนการนักศึกษาประชาชนฝ่ายก้าวหน้าที่ก้าวข้ามขั้นตอนเรียกร้องเสรีภาพ ประชาธิปไตย มุ่งสู่ความเป็นธรรมในสังคมเพื่อราษฎรทุกชนชั้น ด้วยความบริสุทธิ์ใจฝ่ายหนึ่ง กับการต่อต้านทุกรูปแบบของพลังแห่งขบวนการอนุรักษ์นิยมขวาจัด ขุมพลังคลั่งชาติ ซากเดนความคิดศักดินา เผด็จการนิยม ที่มีผลประโยชน์อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมหาศาลอีกฝ่ายหนึ่ง

เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้เสนอทรรศนะเรื่อง “จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม” ต่อสังคมไทย เพื่อให้ขบวนการนักศึกษาประชาชนฝ่ายก้าวหน้าได้ตระหนัก แต่ด้วยพลังแห่งจิตใจอันเร่าร้อนเจิดจ้า ไม่กลัวยากลำบาก ไม่กลัวการเสียสละ มุ่งไปข้างหน้าด้วยอุดมการณ์ที่เต็มไปด้วยหัวใจบริสุทธิ์อย่างเดียว ทำให้ขบวนการนักศึกษา ประชาชน ฝ่ายก้าวหน้าต้องตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ จากฝ่ายตรงข้ามทั้งเป็นผู้กำหนด และสร้างสถานการณ์ กระแสลมแห่งการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมได้พัดพาขบวนการนักศึกษา ประชาชน ฝ่ายก้าวหน้า มุ่งสู่พลังสามประสาน อันได้แก่ นักศึกษา กรรมกร ชาวนาชาวไร่ แต่ต้องถูกบีบรัดด้วยสถานการณ์แห่งความรุนแรงไปจนถึงจุดแตกหัก เมื่อเกิดการล้อมปราบและสังหารโหดเมื่อวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามมาด้วยการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ทำให้นักศึกษา ประชาชน ฝ่ายก้าวหน้าส่วนหนึ่ง ตัดสินใจเดินทางเข้าสู่ชนบท ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ

ในขณะนั้น ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ พำนักอยู่ ณ บ้านพักอองโตนี ชานกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เฝ้าติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ด้วยความห่วงใยยิ่ง ก่อนหน้านี้ท่านพยายามให้แง่คิดและเตือนสติขบวนการนักศึกษา ประชาชน ฝ่ายก้าวหน้า ท่านไม่ปรารถนาให้เกิดความรุนแรง ซึ่งจะนำพาไปสู่ความเลวร้ายยิ่งขึ้น

ขบวนการนักศึกษา ประชาชน ฝ่ายก้าวหน้าในช่วง 14 ตุลาคม 2516 จนถึง 6 ตุลาคม 2519 ได้สร้างคนหนุ่มสาวผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์อันมุ่งมั่นไปสู่สังคมดีงาม หากไม่มีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาทำให้ต้องสดุดหยุดชะงักแล้ว ขบวนการนี้คงได้หลอมรวมระหว่าง ความมุ่งมั่น เพื่อความเป็นธรรมในสังคมกับเจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ อย่างมีพัฒนาการไปสู่คุณภาพ และน่าจะปรากฎผลที่งดงามกับสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมไม่มากก็น้อย

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผ่านพ้นไป 33 ปีแล้ว บัดนี้คนหนุ่มสาวเหล่านั้นได้เปลี่ยนสถานะไปตามเหตุปัจจัย วัน เวลา ผ่านไป ทิ้งรอยแผล ซากปรักหักพังไว้เบื้องหลัง ในขณะที่สภาพทางสังคมได้ปรับตัว เดินไปอย่างไม่หยุดยั้ง สถานการณ์ใหม่เกิดขึ้นทับซ้อนสถานการณ์เดิม เกิดเรื่องราวทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ดำรงด้วยปัญหาให้ต้องแก้ไข ครั้งแล้วครั้งเล่า

ณ วันนี้ สำหรับคนหนุ่มสาวรุ่นปัจจุบัน ควรได้มีโอกาสเรียนรู้ ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพื่อเป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ให้ศึกษา ให้ได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของกระแสธารการต่อสู้ไปสู่ความเป็นธรรมในสังคม และประชาธิปไตยสมบูรณ์ ที่จะไม่สิ้นสุดลงในระยะเวลาอันใกล้นี้

ด้วยจิตคาราวะ

6 ตุลาคม 2552

แรงงานหลายพันชุมนุม “วันรณรงค์โลกเพื่อการจ้างงานที่ดีและมั่นคง” โดนตั้งเครื่อง LRAD ขู่สลาย

ที่มา ประชาไท


ภาพบรรยากาศการชุมนุมจากยูเอ็นถึงทำเนียบฯ

วันนี้ (7 ต.ค.52) เวลา 10.00 น. หน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (UN) ถนนราชดำเนินนอก แรงงานร่วม4,000 คน จากสภาองค์การลูกจ้าง 12 แห่ง ร่วมกับสหพันธ์แรงงาน 18 แห่ง กลุ่มสหภาพแรงงาน 9 แห่ง สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และสหพันธ์แรงงานสากล (Global Union Federations) ในประเทศไทย รวมตัวเนื่องในวันรณรงค์โลกเพื่อการจ้างงานที่ดีและมั่นคง (World Day for Decent Work) วันที่ 7 ตุลาคม 2552 โดยมีการขึ้นกล่าวปราศัยบนรถติดตั้งเครืองขยายเสียง และชูแผนป้ายรณรงค์เพื่อเร่งรัดให้มีการแก้ปัญหาของแรงงาน อาท กรณีการถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม การจ้างเหมาค่าแรง และการคุ้มครองสิทธิแรงงาน

จากนั้นในเวลาประมาณ 12.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนเดินเท้าไปยังบริเวณทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยหนังสือดังกล่าวระบุข้อเรียกร้องขอให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยเรื่องการรวมตัวร่วมเจรจาต่อรอง อย่างเร่งด่วนที่สุด เนื่องในวาระครบรอบ 90 ปี ของการก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศและการเข้าเป็นประเทศภาคีสมาชิกของประเทศไทย ในปี 2552

หนังสือระบุด้วยว่า อนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ เป็นอนุสัญญาหลัก 2 ใน 8 ฉบับ ที่ประเทศสมาชิกขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ต้องให้สัตยาบรรณรับรอง แต่รัฐบาลไทยยังไม่ได้มีการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาข้อจำกัดในการรวมตัวจัดตั้งองค์กรของคนงาน และข้อจำกัดในการเจราจาต่อรอง

อารายา แก้วประดับ รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรม และประธานสตรีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของขบวนการแรงงานสากล/สหพันธ์แรงงานนานาชาติในกิจการเคมีภัณฑ์ พลังงาน เหมืองแร่ และแรงงานทั่วไป (ICEM) กล่าวว่า ในวันนี้ (7 ตุลาคม) องค์กรแรงงานต่างๆ หลายภาคส่วน จัดให้มีการรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงความมั่นคงในการจ้างงาน หรืองานที่ดีมีคุณค่า หรือ “Decent Work” ซึ่งในปัจจุบันรูปแบบการจ้างงานสัญญาจ้างระยะสั้น การจ้างงานผ่านนายหน้าจัดหาแรงงาน การจ้างงานแบบเหมาช่วง (Outsource) รวมถึงการจ้างแรงงานนอกระบบ ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

การจ้างงานในลักษณะนี้ ส่งผลกระทบต่อลูกจ้างทุกระดับ นับตั้งแต่ ค่าจ้างและสวัสดิการที่ลดลงเมื่อเทียบกับพนักงานประจำ ความไม่มั่นคงและการวางแผนชีวิตของลูกจ้าง การไม่ต่อสัญญาจ้างหรือการถูกเลิกจ้างเมื่อลูกจ้างใช้สิทธิในการรวมกลุ่มเข้าร่วมสหภาพแรงงาน รวมถึงการจ้างงานรูปแบบดังกล่าวยังส่งผลกระทบกับสังคมโดยรวมซึ่งทำให้ลูกจ้างจำนวนมากไม่มีความมั่นคงในการทำงาน ขาดรายได้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และตกอยู่ในสถานะการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม โดยที่นายจ้างไม่ต้องรับผิดชอบกับผลกระทบทางสังคมนี้

ในเบื้องต้น การจ้างงานที่มั่นคงจะเกิดขึ้นได้ในเงื่อนไขที่ลูกจ้างทุกประเภทต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวและสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมอย่างชัดเจน ตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ดังนั้น ในวันนี้ สภาแรงงานและสหพันธ์แรงงานทั้งหมดรวมทั้งสภาองค์การนายจ้างจึงเรียกร้องให้รัฐบาลคุ้มครองสิทธิในการเข้าร่วมสหภาพแรงงานของคนงานทุกภาคส่วนในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นคนงานในสัญญาจ้างระยะสั้น คนงานจ้างเหมาค่าแรง คนงานในบริษัท Outsource ตลอดจนแรงงานอกระบบรวมทั้งลูกจ้างภาคราชการ และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยสิทธิการรวมกลุ่ม ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิการเจรจาต่อรองร่วมเพื่อการทำข้อตกลงสภาพการจ้าง และฉบับที่ 183 ว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาและการลาคลอดโดยได้รับค่าจ้างของคนงานทุกคนในสังคมไทย

“หลังจากวันนี้ เราจะรอดูท่าทีของรัฐบาลว่าให้ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงานหรือไม่ โดยการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญา ILO ดังกล่าว หากรัฐบาลปฏิเสธข้อเรียกร้องของแรงงาน ทางองค์กรแรงงานจะกำหนดรูปแบบการขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้รัฐบาลให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าวต่อไป นอกจากนั้น องค์กรแรงงานต่างๆ ทุกภาคส่วนจะร่วมกันผลักดันให้เกิดการจ้างงานที่ดีมีคุณค่าหรือ Decent Work ซึ่งเป็นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม ให้เป็นผลสำเร็จ” นางอารายา กล่าว

ทั้งนี้ ความหมายของ Decent Work โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organisation) ประกอบด้วย 1) Labour Rights: เสรีภาพในการสมาคม/สิทธิการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานของคนทุกคนและการเจรจาต่อรองเพื่อกำหนดสภาพการจ้างงาน; การไม่ใช้แรงงานบังคับ; การไม่ใช้แรงงานเด็ก และการไม่เลือกปฏิบัติในการจ้างงาน 2) Productive Employment: การจ้างงานประจำ 3) Social Security: การประกันสังคม 4) Social Dialogue ระบบการปรึกษาหารือตามหลักมาตรฐานแรงงานสากล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการชุมนุมที่บริเวณประตู 3 ข้างทำเนียบรัฐบาลและรอการประสานงานเรื่องการรับหนังสือข้อเรียกร้อง นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานที่ปรึกษาพรรคกิจสังคม ได้ลงมาพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุม ก่อนจะเดินทางกลับเข้าไปภายในอาคารโดยไม่มีการยื่นหนังสือใดๆ

ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเตรียมเครื่องขยายเสียงระดับไกล หรือ LRAD (Long Range Acoustic Device) มาไว้ใกล้บริเวณที่ชุมนุม ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมต้องเตรียมเอาสำลีมาอุดหูในขณะที่บางส่วนได้ตะโกนร้องไล่ พร้อมกล่าวว่าเครื่องดังกล่าวเป็นเงินภาษีของประชาชนแต่กลับถูกนำมาใช้ทำร้ายประชาชน อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตรวจได้การประกาศให้กลุ่มแรงงานงดใช้เครื่องขยายเสียงโดยอ้างว่าพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมารับประทานอาหารในทำเนียบรัฐบาล และไม่พบว่ามีการใช้เครื่องดังกล่าวเพื่อสลายการชุมนุม

จนกระทั่ง เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.พล.ต.สนัน ขจรประสาท รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงมาพบผู้ชุมนุมเพื่อรับหนังสือข้อเรียกร้องจากผู้แทนแรงงาน พร้อมรับปากที่จะเร่งดำเนินการให้ ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมระบุให้เวลารัฐบาล 1 เดือน แล้วจะเดินทางมาติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง ก่อนที่จะแยกย้ายกันเดินทางกลับ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมราว 200 คน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวงสาธารณะสุข ได้เดินทางต่อไปยังบริเวณหน้ากระทรวงสาธารณะสุข เพื่อชุมนุมเรียกร้องให้มีการพิจารณาบรรจุเข้าเป็นพนักงานประจำ

ในส่วนของรูปแบบการจ้างงานของบริษัทข้ามชาติในประเทศไทย จากผลของงานวิจัยล่าสุดเรื่อง “รูปแบบการจ้างงานในกรณีศึกษาบริษัทข้ามชาติ 3 แห่งในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเคมีภัณฑ์” ซึ่งสนับสนุนโดย ICEM ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของรูปแบบการจ้างงานระยะสั้นของบริษัทข้ามชาติ 3 แห่ง ซึ่งปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างงานที่ส่งผลกระทบกับความมั่นคงในการจ้างงานของลูกจ้างเป็นอย่างมาก รวมถึงการตัดหรือลดสวัสดิการที่จำเป็นของลูกจ้างออกไปเมื่อเทียบกับลูกจ้างประจำ เช่น บางบริษัทไม่ได้จัดให้มีการประกันคุ้มครองลูกจ้างเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่นายจ้างต้องสมทบ เป็นต้น

งานวิจัยระบุว่า บริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งได้ใช้รูปแบบการจ้างงานโอนย้ายคนงานกลุ่มหนึ่งไปสังกัดบริษัทจัดหางานถึง 2 แห่งในช่วงเวลา 1 ปี และมีการโอนย้ายคนงานบางส่วนกลับเข้ามาทำสัญญาจ้างงานกับบริษัทฯ อีกครั้งแต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขในสัญญาจ้างที่ลิดรอนสิทธิของลูกจ้างมากกว่าในสัญญาจ้างของบริษัทในอดีต เช่น การไม่ระบุถึงสวัสดิการต่างๆ ไว้ในสัญญาจ้าง การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็นต่อสาธารณะ และการห้ามเรียกร้องสิทธิประโยชน์อื่นๆ นอกเหนือจากที่อยู่สัญญาจ้างงาน เป็นต้น

ส่วนบริษัทข้ามชาติอีก 2 แห่งในช่วงต้นปี 2552 ได้หันมาใช้รูปแบบของสัญญาจ้างงานระยะสั้นมาใช้แทนการจ้างงานผ่านบริษัทนายหน้าจัดหาแรงงานที่บริษัทเคยทำอยู่ กล่าวคือ บริษัททั้งสองแห่งได้ทำสัญญาจ้างกับพนักงาน โดยกำหนดระยะเวลาการจ้างงาน 6 เดือนและ 11 เดือน ซึ่งระบุไว้ในสัญญาจ้างงานว่า บริษัทสามารถเลิกจ้างพนักงานได้ โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

ทั้งนี้ สหภาพแรงงานในบริษัทข้ามชาติทั้งสองแห่ง ชี้ว่า บริษัทหลีกเลี่ยงการรับคนงานเป็นพนักงานประจำ โดยใช้วิธีการต่อสัญญาจ้างไปเรื่อยๆ ซึ่งสัญญาจ้างงานดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างที่รายได้และสวัสดิการของคนงานในสัญญาจ้างระยะสั้นจะต่ำกว่าคนงานประจำ และได้คาดการณ์ว่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อบริษัทฯ เร่งนำพนักงานสัญญาจ้างระยะสั้นเข้ามาแทนที่พนักงานประจำ จะส่งผลให้ในอนาคตจะไม่มีพนักงานในสายการผลิตที่เป็นพนักงานประจำเหลืออยู่

จากปัญหาข้างต้น งานวิจัยพบว่า ในการจ้างงานระยะสั้น บริษัทข้ามชาติได้ละเมิดข้อตกลงสภาพการจ้างที่บริษัททำไว้กับสหภาพแรงงาน และยังมีการละเมิดกฏหมายแรงงานไทยและมาตรฐานแรงงานสากลอีกด้วย

เลิกเป็นหนอนในหลุมคูถกันเสียทีเถิด

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

อ่าน ข่าวอดีตตุลาการศาลปกครองท่านหนึ่งประกาศลาออกทั้ง ๆ ที่เคยดำรงตำแหน่งระดับอธิบดีในองค์กร มีการศึกษาระดับปริญญาเอกจากประเทศฝรั่งเศส และกำลังมีอนาคตสดใส ทำให้หลายคนรู้สึกว่านี่อาจเป็นสัญญานหนึ่งในหลายสัญญานแห่งการไม่ประสงค์จะ เสวนากับสิ่งที่แปดเปื้อนอยู่ในระบบหรือไม่ เป็นเรื่องของคนที่มีความเป็นธรรมอยู่ในจิตใจ ที่มีอยู่มากมายในวงการที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประเทศ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีใครกังขากับมาตรฐานของสถาบันนี้ตลอดมาเลยในประวัติิศาสตร์ ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศมาสู่ระบอบประชาธิปไตยในปี 2475

สถาบัน ยุติธรรมของประเทศนี้เป็นที่ยอมรับมาตลอดว่าฝ่ายอื่นจะก้าวก่ายไม่ได้ คนที่ติดตามประวัติศาสตร์ จะต้องจำได้ว่าในช่วงที่มีเสียงเรียกร้องให้ลงโทษผู้นำประเทศไทยที่ไปเข้า ข้างญี่ปุ่นนั้น มีการสั่งยกฟ้องผู้ถูกจับกุมตามพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม โดยตีความว่ากฎหมายไม่สามารถใช้บังคับย้อนหลังเป็นโทษแก่ผู้ใดได้ เพราะ พรบ.ฉบับนั้นตราขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อันเป็นเวลาหลังการที่จอมพล ป.และจำเลยอื่น ๆ ได้กระทำความผิดกฎหมายนี้ไปก่อนหน้าแล้ว นี่เป็นหลักสากล การยกฟ้องด้วยเหตุผลนี้จึงไม่มีใครโต้แย้งได้ แม้แต่ฝ่ายสัมพันธมิตรเองก็อึ้งไป จะฟ้องซ้ำอีกก็ไม่ได้ เพราะตัดสินไปแล้ว

จน ต่อมาปรากฏศัพท์ที่ว่า Siamese Talk หมายถึงพูดกลับไปกลับมา หลายคนมองกันว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นฝีมือของนักกฎหมายระดับเทพในยุคอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เพื่อไม่ให้สัมพันธมิตรจับกุมจอมพล ป และพวกไปขึ้นศาลอาชญากรสงครามระหว่างประเทศ เป็นมิตรภาพที่มิตรแท้จะพึงมอบแก่กัน หลักกฎหมายลงโทษย้อนหลังไม่ได้และหลักฟ้องซ้ำเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้นี้ถือ เป็นหลักนิติธรรมสากล ฝากไปถึงคณะที่ตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยด้วยว่า เอาหลักกฎหมายไหนมาอ้างที่ตัดสินยุบพรรคตามกฎที่พวก คมช.ตั้งขึ้นมาภายหลังจากกรณีที่พรรคไทยรักไทยถูกกล่าวหานั้นเกิดขึ้น ผู้ทรงเกียรติตอแหลนั้นเลวกว่าคนธรรมดาเยอะ

สำหรับข้อมูลตุลาการศาล ปกครองที่ลาออกนั้น เป็นทำนองว่าเพราะท่านและตุลาการอีกคนเป็นเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับคำ สั่งศาลปกครองที่ให้คุ้มครองกรณีเขาพระวิหารช่วงรัฐบาลนายสมัคร เพราะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการปกครองของรัฐ แต่เป็นเรื่องนโยบายระหว่างประเทศ จึงไม่เข้าข่ายที่ศาลปกครองจะพิจารณา แค่การรับมาพิจารณาก็อาจถือได้แล้วว่าขัดกับอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้แล้ว แต่ก็ไม่มีใครนำพา ผลก็คือต่อมาภายหลังทั้งสองท่านซึ่งอยู่ในลำดับอาวุโสสูงสุดที่กำลังจะได้ สอบเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุดกลับไม่ได้รับโอกาสนั้น นี่อาจเป็นผลมาจากกรณีที่ท่านไม่เห็นด้วยกับหลักการของคำสั่งนั้นและขอบเขต อำนาจศาลหรือเปล่า ข้อมูลลึกยังบอกด้วยว่าเป็นเพราะผู้ใหญ่ที่รับนโยบายจากอำนาจนอกระบบในหลาย เรื่องที่ผ่านมาไม่พอใจที่ท่านมีจุดยืนทางวิชาการและหลักการตามกฎหมาย รวมทั้งความกล้าหาญที่จะพิทักษ์เอกสิทธิ์ทางความเห็นของตุลาการอันได้รับการ รับรองตามกฎหมาย


หากบังเอิญต้อง เกิดเป็นหนอนแล้ว ก็จงอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ เป็นหนอนสะอาด เอามาทอดทำรถด่วนกินได้ แต่ถ้าอยู่ในหลุมคูถก็เป็นหนอนสกปรก เพราะแม้จะรายรอบด้วยอาหารการกิน แต่ก็เป็นกากเดนของเน่าเสียที่ถ่ายทิ้งออกมาจากผู้ถ่าย ใครอยากเป็นแบบไหนเลือกเอาเองก็แล้วกัน

วัฒน์ วรรลยางกูล บทกวีเสียดเย้ย:6 ตุลา 2552

ที่มา Thai E-News



เบื่อเต็มทีรำลึก6ตุลา
รำลึกกว่า30ปีไม่มีเปลี่ยน
รถถังยังโง่งงแล่นวงเวียน
ฉีกแล้วเขียนเขียนแล้วแก้โคตรพ่อโคตรแม่รัดทำมะนวย

เลี่ยนจริงๆรำลึก14ตุลา
เห็นลอยหน้าเกลื่อนกล่นวีรชนห่วยๆ
ด๊อกต้งด๊อกเตอร์นักวิชาการอธิการบดวย
เฮงซวยกอดเก้าอี้ไม่มีอุดมการณ์

เคยแลกชีวิตเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
กลับสิ้นสูญความจำทำอลหม่าน
หยามหมิ่นมหาชนเพ้อลนลาน
หนุนรัฐประหารหวังเป็นใหญ่เป็นโต

เลิกรำลึกได้แล้ว6ตุลา
อายหัวโจกบงการฆ่ายังอ่าโอ่
ส่วนเพื่อนคนถูกฆ่าพาเลโล
แกล้งโง่ทำไม่รู้ใครเป็นใคร

เลือกอยู่ฝ่ายข้างชนะสิวะแน่
สู้ก็แพ้ประชาชนไม่เคยเป็นใหญ่
ไม่ว่าท้องฟ้าจะมีสีอะไร
แทงข้างไหนเมียไม่ด่าอย่าเขินอาย

รำลึกไปได้แค่งานเชงเม้ง
ร้องบรรเลงเพลงกวีไม่มีความหมาย
เลิกร้องเพลงเปิบข้าว,แสงดาวแห่งศรัทธา,คนกับควาย
ดินสอโดมเดียวดายเหลืออาลัย

ดูสิประชาธิปไตยไทยมีชีวิตชีวา
โอ่เย่..สื่ออเมริกาว่าไว้
คอมเม้นต์การเมืองเรื่องไทยๆ
เยส..ออไรต์โคตรมีชีวิตชีวา

ฉีกรัฐธรรมนูญเกือบ20ฉบับ
ขี้เกียจนับถ้วนทั่วกลัวเป็นบ้า
กลุ่มคนครึน่าเบื่ออยู่เหนือประชา
เลือกตั้งมาไม่ถูกใจ..แม่งไล่ทุกที

นักเลือกตั้งก็ตั้งตาหาทางรอด
ผลประโยชน์ใบ้บอดกอดเก้าอี้
หลักประชาธิปไตยยังไม่มี
นี่แหละชีวิตชีวาบ้าๆบอๆ

เอาบ้างสิรัฐประหารโอบาม่า
จะได้มีชีวิตชีวาโรคติดต่อ
เดโมแครตเป็นงูเห่าเข้าพันคอ
ลึกลับก็มอร์แดนไอแคนเซย์

วันนี้ยังต้องรำลึก6ตุลา
คิดจริงจังอาจเป็นบ้าเหงาว้าเหว่
พูดความจริงถูกขังเข้าซังเต
พูดความจริงถ่อยเท่วีรชน


วัฒน์ วรรลยางกูร
งานรำลึก33ปีวีรชน6ตุลา

Wednesday, October 7, 2009

ประชาชนฆ่าประชาชน

ที่มา บางกอกทูเดย์

เริ่มมีความแตกต่างระหว่าง...มวลชน 2 ฝ่ายที่ทำให้การเมืองในประเทศไทย...เป็นไปในแบบที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ให้นิยามไว้ว่าประชาธิปไตยที่มีชีวิตมวลชนสีแดง...ที่กำลังเติบโตอย่างมากมายและแพร่กระจายออกไปในทุกภาคของประเทศ..มวลชนสีเหลือง...ซึ่งลดจำนวนลง..อันมาจากความผิดพลาดในการบุกเข้ายึดสนามบิน..และเข้าครอบครองทำเนียบรัฐบาล..ความแตกต่างกันของจำนวน..ระหว่างมวลชน2 สี...เป็นเรื่องไม่ดี..เพราะในประวัติศาสตร์..เรื่องราวแบบนี้..ทำให้เกิดการสังหารหมู่มาแล้วในหลายๆประเทศ..รุนแรงที่สุดก็ที่รวันดา...ระหว่างเผ่าฮูตูกับวาตูซี.....มวลชนเผ่าที่มากกว่าไล่เข่นฆ่าเผ่าที่มีจำนวนน้อยกว่าทั่วประเทศไม่ถึง 3 เดือน..ตายไประหว่าง 8 แสนถึง 1 ล้านคนในประเทศเลบานอน...มวลชนคนละศาสนา..มุสลิมกับคริสเตียน..ก็ยกพวกหํ้าหั่นเข่นฆ่ากัน...แต่ที่...โด่งดังที่สุดก็คือการสังหารหมู่วันเซนต์บาโทโลมิว ของประเทศฝรั่งเศส...ก็มาจากสาเหตุเล็กๆ ที่จุดระเบิดขึ้น..บนบรรยากาศแห่งความแตกแยกที่ก่อตัวมาก่อนอย่างยาวนานมวลชนฝรั่งเศส..ที่นับถือนิกายโรมันคาทอลิค..ไล่สังหารมวลชนชาวฝรั่งเศส..ที่นับถือ นิกายโปรเตสแตนท์....

หรือพวกที่เรียกตนเองว่า...อูเกอโนท์..สงครามมวลชน...ศพแรกล้มลงทันทีที่การลอบสังหาร นายพลโคลินยี...จากพวกโปรเตสแตนท์..ประสพความล้มเหลว...เมื่อ 24 สิงหาคมค.ศ. 1572 หรือเมื่อ 437 ปีที่แล้ว...ว่ากันว่า.. การลอบสังหารเกิดขึ้นเพราะ..ราชสำนักฝรั่งเศส..ไม่พอใจที่ มาร์เกอรีต เดอ วาลัวส์พระขนิษฐาของ พระเจ้าชาร์ลที่ 9 จะแต่งงานกับ อองรีแห่งนาวาร์ ที่นับถือคนละศาสนา..เมื่อถึงวันสมโภชใหญ่...นักบุญบาร์โทโลมิว..การสังหารหมู่ก็เริ่มที่ใจกลางกรุงปารีสและแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ.. กินเวลานานหลายเดือนกว่าจะสงบลงได้..พวกโปรเตสแตนท์..หรือที่เรียกว่าพวกอูเกอโนท์..ตายไปหลายหมื่นคนและอาจจะถึงหนึ่งแสนคน. ไม่มีใครคาดคิดว่า...แค่งานแต่งงานของ..หนุ่มสาวคู่หนึ่ง...จะกลายเป็นฉากสังหารระหว่างคนฝรั่งเศสที่พูดภาษาเดียวกัน..แต่ความขึ้งเคียดที่ควบแน่นกันอยู่ระหว่าง..ประชาชน 2 สี..เป็นประดุจ..ดินระเบิดที่รอประจุไฟเรื่องไม่เป็นเรื่องก็จุดระเบิดขึ้นมาได้..ในแผ่นดินที่ประชาชนไม่สมานฉันท์..อธิษฐานกันให้ดีเถิด...อย่าให้มันเกิดขึ้นมาบนแผ่นดินนี้

พท.มติถอนตัว แก้รธน. 2พันล.สูญเปล่า

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_38077

"เฉลิม" นำทีมวิปฝ่ายค้านแถลงจุดยืนพรรคเพื่อไทย คัดค้านแก้ไขบทบัญญัติแก้ รธน.6 ประเด็น และไม่เห็นด้วยทำประชามติ ใช้เงิน 2 พันล้านละลายแม่น้ำ ลั่นจะทำทุกทางเพื่อให้นำ รธน.ปี 2540 กลับมาใช้..

เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 7 ต.ค. ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย และคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ร่วมกันแถลงจุดยืนพรรคเพื่อไทยต่อเรื่องการแก้ไขรัฐธรรนูญ โดยเห็นว่าการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีเนื้อหาสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนโดยรวม เพื่อสร้างความสมานฉันท์ ขณะที่การทำประชามตินั้น ทางพรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตกต่ำ ประชาชนเดือดร้อน การนำเงิน 2 พันล้านบาท ไปทำประชามติไม่คุ้มค่า ไม่ควรกระทำ

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความจริงใจ เพราะเจตนาจริงๆ เพื่อต้องการซื้อเวลาให้อยู่ในตำแหน่งนานขึ้นเท่านั้น ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงมีมติไม่เห็นด้วยและคัดค้านการแก้ไขบทบัญญัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น และไม่เห็นด้วยต่อการทำประชามติ

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ โดยจะจัดเป็นแคมเปญการเลือกตั้งครั้งหน้าว่าจะเอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้ มั่นใจว่าจะได้เสียงเกินครึ่ง ทั้งนี้ ยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้คำแนะนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บอกไปคิดเป็นการบ้าน ว่าทำไมต้องเสียเงินถึง 2 พันล้านบาท โดยไม่เห็นประโยชน์ ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ต่อข้อถามว่า จะส่งตัวแทนวิปฝ่ายค้านเข้าไปประชุมร่วมวิป 3 ฝ่ายด้วยหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า จะปรึกษากันอีกครั้ง อาจเข้าไปแล้วบอกว่าพรรคเพื่อไทยมีความเห็นอย่างนี้

‘โอฬาร’ หนุนทีมเพื่อไทย จับตา ‘สามสี’ คุมทีม ปชป.

ที่มา บางกอกทูเดย์

แน่นอนว่าเมื่อพรรคเพื่อไทยกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานที่ล้มเหลวทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ พร้อมกับเสนอให้เปลี่ยนรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจชุดใหญ่ในแง่ของพรรคเพื่อไทยเอง ก็จำเป็นต้องมีการปรับเสริมกำลังด้านเศรษฐกิจด้วยเช่นกันล่าสุดคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย ได้มีการประชุมหารือ โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นประธาน มีแกนนำและส.ส.ของพรรคเข้าร่วมประชุม เพื่อวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงรับทราบผลสรุปผลการจัดสัมมนาเศรษฐกิจในภาคอีสานที่จังหวัดขอนแก่นผลการรับฟังปัญหาของสมาคมหอการค้าแห่งประเทศไทยและรับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นโพลของพรรคเป็นที่น่าสังเกตว่า นายโอฬารไชยประวัติ ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคและอดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าร่วมด้วย มีรายงานว่า จากนี้ไปนายโอฬารจะเข้าประชุมถี่ขึ้น เพราะพรรคกำลังจัดวางบุคคลเข้าสู่การเลือกตั้ง เนื่องจากมีสัญญาณที่จะมีการเลือกตั้งในปีหน้าในขณะที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวชก็ยังคงเป็นกำลังหลักทางด้านเศรษฐกิจให้กับพรรคเพื่อไทยด้วยอีกคนหนึ่งส่วนพรรคประชาธิปัตย์เองตอนนี้กระแสข่าวเรื่องการจะให้ นายไตรรงค์สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แทนนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุที่อาจจะออกไปรับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทน นายนิพนธ์พร้อมพันธุ์นั้นหลังถูกจับตามองเป็นอย่างมากว่า จะสามารถช่วยสร้างภาพผลงานด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลได้เพียงใดโดย ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี โดยนายไตรรงค์จะมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ว่า นายไตรรงค์เป็นบุคคลที่เก่งด้านเศรษฐกิจเป็นอาจารย์สอนหนังสือด้วย จะเห็นได้ว่าในการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจนอกจากติแล้วยังมีคำแนะนำซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ก็มีให้การสนับสนุนนายไตรรงค์อย่างเต็มที่ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ยังมีอาการสงวนท่าทียิ้มๆโดยไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนแต่อย่างใด 

ลงทุนมองไม่เห็นฝั่ง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ต้องยอมรับว่าบรรยากาศการลงทุนในเมืองไทยยามนี้เหมือนกับเรือน้อยที่ลอยอยู่กลางทะเลมองไม่เห็นฝั่ง นอกจากแสงอาทิตย์ที่ใกล้จะลับขอบฟ้าการที่ศาลปกครองประกาศชะลอ 76 โครงการในมาบตาพุดเนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 67วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง เป็นเรื่องที่สร้างความสับสนต่อนักลงทุนอย่างมากเนื่องจากโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ มีระบบบริหารจัดการที่ดีเยี่ยม ผ่านมากระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Analysis : EIA)ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม และได้รับการตีความจากคณะกฤษฎีกาแล้วว่าสามารถออกใบอนุญาตให้ประกอบการได้ แต่เมื่อมาเจอคำสั่งศาลให้ชะลอการลงทุนเช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความงงงวยกันถ้วนหน้าว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยแม้คำสั่งศาลจะเป็นเพียงการชะลอโครงการ ไม่ใช่ห้ามการลงทุน หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชุมชนในภายหลัง โครงการดังกล่าวก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้แต่ก็ต้องยอมรับว่ากระทบต่อบรรยากาศการลงทุนของไทยอย่างรุนแรงโดยเฉพาะความรู้สึกในเชิงจิตวิทยาแม้นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จะออกมากล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการโรดโชว์ของสำนักงานคณะ

กรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ เพราะการโรดโชว์ได้ทำภายใต้ยุทธศาสตร์เชิงรุกตามนโยบายปีแห่งการลงทุนของรัฐบาล ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีประเทศไหนคาดคิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านักลงทุนหลายรายต่างหยุดรอประเมินสถานการณ์จากเหตุการณ์ครั้งนี้อีกพอสมควร“สันติ วิลาสศักดานนท์” ประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กังวลว่าหลายรายจะหอบโครงการไปลงทุนในประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งของไทยอย่างเวียดนาม มาเลเซีย หรือจีน แทนเพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลวาดหวังว่าจะมีผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนทะลุ 6 แสนล้านบาทในปีนี้นั้น ลืมไปได้เลย หรือแม้กระทั่งทำให้ได้ 4.5 แสนล้านบาทก็ยังไม่รู้ว่าจะรอดหรือเปล่าซึ่งต้องยอมรับว่ากรณที่เกิดขึ้นนี้หากไม่ใช่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ต้องบอกว่ามีแต่ “พัง” กับ “พัง” เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความอ่อนหัดของรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนถ้าจะให้นํ้าหนักกับสิ่งแวดล้อมก็ต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้เป็นอุตสาหกรรมการเกษตร แทนที่จะเน้นอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้กระทั่งการสร้างโรงงานถลุงเหล็กต้นนํ้า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ต้องเคลียร์กันใหม่ไม่อย่างนั้นสร้างเสร็จแล้วเตรียมเดินหน้า โดนชุมชนต่อต้านอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญอีกกระทง 

พม่า 2 ล้านบุก!! ไทย-พม่า จับมือ ‘เช็ค’ ขุนพล

ที่มา บางกอกทูเดย์

สมานฉันท์ข้ามแดน มา“รักประเทศไทย” กันเป็นแถวกระจายกำลังฝังตัวอยู่กับคนไทยหางานทำในไทย ได้เงินไทย แต่ส่งกลับไปพม่า...แรงงานไทยหลายราย “ตกงาน”เซ่นเศรษฐกิจ..พอๆ กับพม่าที่โดนแรงเหวี่ยงจากพิษเศรษฐกิจ แถมพิษการเมืองที่รู้กันดีว่า “พม่ามีผู้นำเอาแต่ใจขั้นเทพ”..จนปลิวว่อนมาพึ่งบารมีดินแดนสยาม..โรงงานหลายแห่งเลือกปิดกิจการก่อนบานปลายกลายเป็น “ล้มละลาย”อนิจจา สับสนชะมัด!! รัฐบาลบอกโอเคมันยอดเยี่ยมแต่ล้วงกระเป๋าสตางค์ทีไรมัน “ขัดแย้ง” กับรัฐบาลทุกที..เอวัง!! บ่นซะยาวแต่ไม่ใช่เรื่องที่จะเขียนพม่าลักลอบเข้าเมือง!  เรื่องนี้ต่างหากที่จะต้อง “หยิบ” มา “กระตุกขารัฐบาล” กันสักหน่อยปัญหาพม่าลักลอบเข้าไทย มีผลถึงความมั่นคงของประเทศ..นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการค้ามนุษย์โดยมีประเทศไทยเป็นเส้นทางการส่งออก อีกทั้งยังเป็นการเอื้อให้กลุ่มคนที่แสวงหาผลประโยชน์จากผู้อพยพกอบโกยรายได้เข้าพกเข้าหาอย่างน่าเสียดายพม่าลักลอบเข้าเมือง เป็นปัญหาที่รัฐบาลพยายามหาวิธีแก้ไข แต่ต้อง“ล่ม” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ รัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงถี่ยิบ..อดีต  พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
เคยนำทีมลงพื้นที่แก้ปัญหา “พม่าลักลอบเข้าเมือง” ด้วยตัวเอง ซึ่งถือว่าการลงพื้นที่ครั้งนั้นเป็นการ “ปูทาง”ให้เกิดการ “ปฏิบัติ” ในเวลาต่อมากระตุกขา

นายกฯ  ปัจจุบันนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง “พม่าบุก”ว่า ไทยมีส่วนร่วมในการพัฒนาภูมิภาคเช่น การริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (บิมสเทค) และยุทธศาสตร์เพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจลุ่มนํ้าอิรวดี เจ้าพระยา และแม่นํ้าโขง(แอคเมคส์) เพราะเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขผลกระทบจากการอพยพผิดกฎหมายได้สำหรับนโยบายของไทยต่อผู้อพยพนั้น รัฐบาลได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและโครงสร้างการบริหาร โดยทำให้ผู้ลักลอบเหล่านี้มีสถานภาพถูกกฎหมายนโยบายดังกล่าว!กรมการจัดหางานคือผู้รับผิดชอบ!!!นายจีรศักดิ์สุคนธชาติอธิบดีกรมการจัดหางาน ได้ดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงให้สอดรับกับการพิสูจน์สัญชาติ ประกอบด้วยลาว กัมพูชา และพม่าโดยเฉพาะพม่า ซึ่งมีสถิติระบุว่าพม่าทะลักเข้าไทยโดยผิดกฎหมายมากที่สุดประมาณ 2-3 ล้านคน(เท่าที่จับได้) แต่ไทยมีช่องทางในการพิสูจน์สัญชาติเพียง 3 จุด กรมการจัดหางานจึงเพิ่มช่องทางในการพิสูจน์สัญชาติโดยเปิดให้บริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการพิสูจน์สัญชาติด้วย ภายใต้การเรียกเก็บค่าบริการที่กรมการจัดหางานเห็นสมควร ทั้งนี้ถือเป็นการสกัดช่องทางทำกินของนายหน้าผิดกฎหมาย10–13 ตุลาคม จะมีการประชุมร่วมกับทางการพม่า เพื่อหาทางออกในการพิสูจน์สัญชาติอันนำมาซึ่งการแก้ปัญหา “ลักลอบเข้าเมือง”ภายหลังการประชุม ก้าวของการแก้ปัญหา “พม่าลักลอบเข้าเมือง”คงจะประสบความสำเร็จ...การนำเข้าแรงงานและการเชื่อมโยงทางธุรกิจคงฉลุย! 

เปิดพิมพ์เขียว กฎหมายคุมม็อบ

ที่มา บางกอกทูเดย์

แม้จะช้าไปหน่อย สำหรับการเสนอกฎหมายเพื่อควบคุมการชุมนุม หรือคุมม็อบ แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็มีหลายอย่างที่น่าสนใจนับตั้งแต่ผู้เสนอกฎหมายฉบับนี้ ที่เป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ผู้ปฏิบัติควบคุมฝูงชน เป็นผู้เสนอกฎหมายเข้าสู่ ครม.เอง หลังจากที่ก่อนหน้าที่ “ตำรวจ” กลายเป็นจำเลยเมื่อเข้าสลายม็อบ โดยเฉพาะกรณีสลายการชุมนุม 7 ตุลาฯ 51ขณะเดียวกันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา “ตำรวจ” ต้องเผชิญกับม็อบทั้งสีเหลืองและสีแดง แต่กฎหมายบางฉบับไม่ได้คุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐ“บางกอกทูเดย์” ได้เปิดพิมพ์เขียว ร่างกฎหมายฉบับนี้ว่ามีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง กฎหมายฉบับนี้ มีชื่อว่า“พระราชบัญญัติควบคุมการชุมนุมสาธารณะ”มีสาระสำคัญคือ ให้นายกรัฐมนตรี รักษาการตามมาตรา4 และแม้จะให้สิทธิการชุมนุมของประชาชนตั้งแต่10 คนขึ้นไป เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแต่ได้กำหนดข้อจำกัดอย่างเข้มงวด และ การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ เป็นผู้กำหนดการชุมนุม ซึ่งแกนนำ หรือผู้จัดการชุมนุม ต้องแจ้งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร มายังเจ้าพนักงานในพื้นที่ ให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วันพร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับการชุมนุม ทั้งวัตถุประสงค์ รายละเอียด วิธีการ สถานที่ วัน เวลารวมถึงจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม ซึ่ง หากฝ่าฝืน ก็จะมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทนอกจากนี้ ยังกำหนดเงื่อนไข ต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนทั้งยังห้ามชุมนุมใกล้พระบรมมหาราชวังและพระตำหนักในระยะ 500 เมตร รวมทั้งโรงเรียน โรงพยาบาลขณะที่เปิดทำการ หรือที่ทำการสถานที่ราชการวัด หรือ ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจที่สำคัญ ไม่ยินยอมให้มีการพกพาอาวุธเข้าไปในที่ชุมนุม หากฝ่าฝืนผู้จัด

ให้มีการชุมนุม ต้องถูกจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับขณะที่การชุมนุมอย่างยืดเยื้ออาจจะไม่เกิดขึ้นอีกเมื่อกฎหมายดังกล่าว...ให้อำนาจเจ้าพนักงานมีอำนาจสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม และออกไปจากสถานที่ชุมนุมโดยเร็ว หากมีการฝ่าฝืนกฎหมาย หรือ น่าจะมีการกระทำอันเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้ชุมนุมหรือของรัฐนอกจากนี้...ยังกำหนดความผิดสูงสุดในกรณีที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมพกพาอาวุธปืน หรือ วัตถุระเบิด จะต้องถูกลงโทษเพิ่มเป็นสองเท่า“พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน” รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะที่รับผิดชอบด้านกฎหมาย ยืนยันว่า...กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่การให้อำนาจเด็ด ขาดกับเจ้าหน้าที่เด็ด ขาดตามที่หลายฝ่ายระบุ แต่เป็นการคุ้มครองประชาชนโดยแกนนำจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนจัดการชุมนุมเพื่อเตรียมการแก้ปัญหาจราจร อำนวยความสะดวกในการจัดสถานที่ รถสุขาเคลื่อนที่ และมีเงื่อนไขการชุมนุมที่เหมาะสมด้าน นางพรทิพย์ จาละ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงการออกพระราชบัญญัติควบคุมการชุมนุมในที่สาธารณะว่า...ขณะนี้รัฐบาลไม่ได้เร่งรัดกฎหมายดังกล่าว ซึ่งทาง คณะกรรมการกฤษฎีกา ยังไม่เห็นร่างอย่างเป็นทางการจากสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ต้องรับรองมติ ครม.ก่อน“การออกกฎหมายดังกล่าวนั้นต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากว่าจะเป็นดาบสองคมหรือไม่”ขณะที่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ยืนยันว่า ไม่ใช่กฎหมายที่ออกมาจำกัดสิทธิเสรีภาพการชุมนุม และเป็นสิ่งที่นานาอารยประเทศใช้ ส่วนกรณีที่พันธมิตรฯ และ ส.ว. จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ คงทำไม่ได้เพราะยังไม่มีกฎหมายนี้ดูเหมือนการติดดาบให้ เจ้าหน้าที่รัฐ ในยุคนี้อาจจะเจอ “ตอ” ได้ง่ายๆแต่ถึงอย่างไรหากกฎหมายมีความชัดเจนในการบังคับแล้ว และเป็นไปเพื่อประชาชน เชื่อว่ากฎหมายจะได้รับการตอบรับจากสังคมอย่างแน่นอน! 