WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 9, 2009

ทำไมมองข้ามร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมของ คปพร.

ที่มา บางกอกทูเดย์

แม้ว่าประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายจะชิงชังรังเกียจรัฐธรรมนูญฉบับ คปค.หรือ ฉบับ คมช.ที่รู้จักกันทั่วไปว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ก็ตาม แต่ก็ยังให้ความเคารพและปฏิบัติตามครรลองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ โดยเฉพาะมาตรา 291 ที่กำหนดวิธีที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเอาไว้ซึ่งสามารถที่จะทำได้สามหนทางด้วยกันคือ หนทางแรกโดยคณะรัฐมนตรี หนทางที่สองโดย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ส.บวก ส.ว.) มีจำนวนไม่ตํ่ากว่าหนึ่งในห้าของแต่ละส่วน เช่น ส.ส.จำนวน 96 ท่านขึ้นไป หรือส.ส.บวก ส.ว.จำนวน 126ท่านขึ้นไป และหนทางที่สาม ก็คือประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจำนวนห้าหมื่นชื่อขึ้นไปหลังจากที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคลื่อนไหวสร้างความรุนแรงขึ้นในบ้านเมืองตลอดช่วงปี 2551 ทำให้รัฐบาลสมัคร และส.ส.บวก ส.ว.ที่แสดงเจตจำนงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตยฉบับ 2550ต้องถอยหลังกรูดต่อแรงกดดันอนาธิปไตยของพวกพันธมิตรฯองค์กรผู้รักประชาธิปไตยที่มาจากวงการต่างๆ จำนวนหนึ่งจึงได้ก่อตั้งคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550ขึ้นมา และได้ดำเนินการพบปะประชาชนทั่วทุกภาคของประเทศขอความคิดเห็นและรวบรวมรายชื่อเพื่อมาดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา291 ดังกล่าวในที่สุดก็ได้รับความร่วมมือกับประชาชนทุกภาคของประเทศรวบรวมรายชื่อมาได้กว่าสองแสนรายชื่อ ภายหลังจากที่ได้นำไปยื่นต่อประธานรัฐสภาแล้ว หน่วยงานเลขาธิการของสภาผู้แทนราษฎรได้ทำการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของเอกสารที่ได้มาพบว่าครบถ้วนตามกฎหมายจำนวนกว่าเจ็ดหมื่นชื่อขึ้นไป ซึ่งก็มากเกินกว่าที่มาตรา 291 ได้กำหนดไว้จึงเป็นอันว่า ประธานรัฐสภาได้นำเอาญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ2550 ของ คปพร.บรรจุไว้เป็นวาระที่หนึ่งตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2551

เป็นต้นมาแต่ก็ปรากฏว่า ให้มีอันต้องมีญัตติรีบด่วนอื่นๆ มาชิงแทรกเบียดญัตติแรกให้ร่นถอยเป็นวาระถัดไปอยู่เรื่อยมา แม้แต่ภายหลังเหตุการณ์เมษาเลือด สงกรานต์เลือดแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรเร่งด่วนสำคัญพอที่จะแทรกเบียดให้ญัตติแรกร่นถอยไปได้อีก ก็น่าจะได้รับการพิจารณาจากที่ประชุมร่วมของสองสภาเสียทีแต่ก็มีอันจนได้ เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ใช้ความเหนือชั้นทางการเมือง ตั้งกรรมการขึ้นมาสองชุด จนที่สุดก็ได้ข้อสรุปจากคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในหกประเด็นแต่กว่าที่รัฐบาลประชาธิปัตย์จะยอมนำเอาหกประเด็นของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ มาพิจารณาอย่างจริงจังก็ต้องมีการกดดันทางการเมืองจากหลายฝ่าย จึงมาสู่ข้อสรุปเบื้องต้นที่ให้กรรมการสมานฉันท์ฯไปยกร่างหกประเด็นดังกล่าวมา แต่ก็ยังมีลูกเล่นพราวต่อไปอีกไม่ว่าเรื่องจะต้องทำเป็นร่างเดียวหรือหกร่าง จะต้องทำประชามติหรือไม่ รวมทั้งพยายามจะให้ตั้ง สสร.3และตั้งกรรมการอิสระไปศึกษาอีกคงเห็นชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์ชุดนี้ไม่ได้มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550 ให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเลย เพราะข้อเสนอหกข้อของกรรมการสมานฉันท์ฯ มีอยู่อย่างครบถ้วนในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของคปพร.ที่นอนรอในวาระแรกตั้งแต่เดือนตุลาคม2551 ที่ผ่านมาแล้ว หากท่านทั้งหลายจริงใจก็เพียงแต่รับรองให้พิจารณาร่าง คปพร.ในการประชุมร่วมสองสภาที่เกิดขึ้นในครั้งต่อไปทุกอย่างก็เดินหน้าไปได้ในทันทีซึ่งท่านก็อาจจะโหวตให้ควํ่าไปก็ได้หากท่านมีเหตุผลเพียงพอที่จะอธิบายให้ประชาชนจำนวนไม่ตํ่าสองแสนคนที่ลงรายชื่อมายอมรับได้หรือหากท่านรับรอง ท่านก็ยังอาจจะแก้ไขเพิ่มเติมได้อีกในวาระที่สองวาระที่สามท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ท่านมองข้ามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของคปพร.ไปได้อย่างไรครับ 

น.พ.เหวง โตจิราการ

วาจา

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในระบอบประชาธิปไตยนั้น...วาจาถือว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่จะนำมนุษย์ขึ้นมาสู่อำนาจ..ไม่ว่า..อับบราฮัมลิงคอนล์...จอห์นเอฟ เคเนดี้..บิล คลินตัน..หรือ โอบามาชวน หลีกภัย หรือ ทักษิณ ชินวัตรเพราะ..ประชาธิปไตย คือการพูดให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า...ผู้พูดจะทำให้ผู้ฟัง มีความสุขและสมหวังในสิ่งที่ยังขาดแคลนและเป็นความเดือดร้อนวาจาจึงมีความสำคัญยิ่งนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ผู้ทำหน้าที่สรุปการอภิปรายไม่ว่าจะโต้ตอบกับพรรคฝ่ายค้านหรือเป็นฝ่ายค้านนับได้ว่าเป็นผู้มีวาจาเป็นเอกผู้หนึ่งภาษาที่สะสวย..เสียงที่ชัดเจนต่อเนื่องและฟังได้ง่าย...การลำเลียงข้อความที่ไหลลื่นจากต้นจนจบ..เขาจึงเป็นกระบี่อันดับ 1 ของพรรคที่มากมายไปด้วยขุนพลนักพูดอย่างพรรคประชาธิปัตย์วาจาทำให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...เดินข้ามผู้อาวุโสของพรรค คนแล้วคนเล่าจนขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค..และจากหัวหน้าพรรค สู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..แห่ง ประเทศไทยเหมือนเดินขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของยอดเขา...สิ่งที่เหลืออยู่ข้างหน้าคือทางลง...แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ใช่...ผู้สามารถจำนวนมาก..ใช้เวลาอยู่บนนั้นได้เท่าที่เขาต้องการหรือ กฎหมายอนุญาติ...เพียงเพราะคนยังเชื่อในสิ่งที่เขาพูดและได้รับในสิ่งที่เขาทำแต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...คนที่น่าจะใช่...กลับไม่ใช่..เขาทำตัวเขาซึ่งไม่มีปัญหา..เข้ามาเดือดร้อนอย่างยิ่ง เขาสร้างปัญหาขึ้นมาและหาทางออกไม่ได้..แทนที่จะบอกกล่าวความจริงกับประชาชน...เขาทำตรงกันข้าม..เขาพูดในสิ่งที่ประชาชนและคนที่เกี่ยวข้องทั้งหลายรู้ว่าเขาโกหกเขาพูดแทน..พล.ต.อ. พัชรวาท..วงษ์สุวรรณ..ในสิ่งที่คนที่ถูกพูดถึงจะต้องปฏิเสธ...เขาพูดแม้แต่ในเรื่องที่เขาเองก็รู้ว่าไม่จริง..อย่างเรื่องใบลาออกของ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ไม่มีอะไรจะทำร้ายทำลายนักการเมืองหรือผู้นำประชาชนได้แน่นอนเท่ากับ...การพูดเท็จ...เมื่อพล.ต.จำลอง ศรีเมือง..ผู้ซึ่งประกาศว่า..จะอดข้าวจนตาย..หันกลับไปกินอาหาร...อวสานของท่านก็มาถึงเรื่องง่ายๆ อย่างการแต่งตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..ท่านยังไม่สามารถ....แล้วปัญหาของชาติท่านจะเอาปัญญามาจากไหน..รักพรรค รักชาติ รักประชาชน..ลาออกไปเถอะครับ

พิเชฐ พัฒนโชติ:ปชป.แค่2-3เรื่อง คนอื่นโกงกว่า

ที่มา Thai E-News


ที่มา เวบไทยอินไซเดอร์
9 ตุลาคม 2552

การประกาศลาออกของคณะที่ปรึกษารมว.สาธารณสุข ของ “พิเชฐ พัฒนโชติ" หลังจากเกิดข่าวฉาว “ทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข” (เอสพี 2) วงเงิน 86,000 ล้านบาทนั้น..ผู้ที่จะตอบโจทย์ที่ยังคาราคาซัง รอการพิสูจน์ได้ดี คงหนีไม่พ้น “พิเชฐ พัฒนโชติ” ในฐานะอดีตที่ปรึกษารมว.สาธารณสุข โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า จริงหรือไม่ที่ลาออกเพื่อตัดตอนไม่ให้สาวไปถึงตัว “รัฐมนตรี”


Q : การลาออกเป็นการตัดตอนไม่ให้สาวไปถึงตัวรัฐมนตรี


A : ไม่ใช่ รัฐมนตรีผิดตัดตอนยังไงก็ไม่ได้ สมมติว่าผมไม่ออก ก็คงมีคนบอกว่า มึงก็หวงตำแหน่ง คุณก็นั่งทับในสิ่งที่สกปรก ลุกขึ้นไปเมื่อไหร่ มันเหม็นเมื่อนั้น พวกคุณหน้าด้าน แต่พอออกคุณก็บอกว่าไอ้นี่เป็นแผนหรือเปล่า เป็นวิธีการที่คุณตัดตอนหรือเปล่า กินปูนร้อนท้องหรือเปล่า หรือว่าคุณผิดจริง คุณถูกกล่าวหา ผิดจริงหรือเปล่าคุณถึงลาออก สังคมไทยก็เป็นอย่างนี้ ไม่มีอะไรเป็นที่พอใจ เป็นที่พอดีสักอย่างหนึ่ง

Q : มีการโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ที่พอมาเป็นรัฐบาลก็เกิดการทุจริตขึ้น


A : พรรคอื่นไม่มีเหรอ? ผมถามว่าไทยรักไทยเป็น 100 เรื่องเลย แม้กระทั่งไอ้ที่เข็นรถ เข็นกระเป๋าในสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วบอกว่าประชาธิปัตย์มามีทุจริต ประชาธิปัตย์มีอยู่ 2-3 เรื่อง แต่ถามว่าไม่ว่าพรรคไหนมา วันนี้เรื่องทุจริตคอรัปชั่น สังคมไทยยังมีอยู่ ตราบใดที่การเลือกตั้งเข้ามาด้วยการซื้อเสียง ตราบใดที่มีการลงทุนทางการเมือง การแสวงหาทุนกับคืนนั้นเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าพรรคไหน

ผมไม่ได้บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์บริสุทธิ์การเลือกตั้งทั้งหมด...ไม่ใช่ แล้วไม่ได้บอกว่าพรรคอื่นไม่บริสุทธิ์ทั้งหมด...ไม่ใช่

แต่ว่าการทุจริตคอรัปชั่นไม่เพียงแต่การเมือง ถามว่าเคยไปสถานที่ราชการไหนมั๊ยที่อยากจะทำงานให้เร็วต้องจ่ายตังค์ มีมั๊ย สถานที่ที่ไหนที่ไปแล้ว ยังไม่ไปเลยแล้วถ้าจ่ายตังค์แล้วไม่ต้องไป เยอะแยะไปหมด ก็เห็นกันอยู่ แล้วก็ระบบคอรัปชั่นเผลอๆ บางทีฝ่ายประจำเนี่ย มีผลประโยชน์มากกว่าการเมืองไม่รู้กี่เท่า ก็แยอะแยะไป แล้วไอ้ที่ข้าราชการประจำติดคุกแล้วก็มี นักการเมืองที่ติดคุกแล้วก็มี

เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้มันไม่ใช่ว่าฝ่ายการเมืองหรือพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาแล้วมันมีข่าวนี้ ถามว่ามันมีข่าวนี้ 1.ปลากระป๋องเน่า 2.เรื่องชุมชนพอเพียง ทั้งหมดยกเว้นแต่เรื่องปลากระป๋องเน่าที่มีความรับผิดชอบของรัฐมนตรี ส่วนคดีความไปถึงไหนผมไม่รู้ ก็มีอยู่ 2 เรื่องนี้ที่เป็นเรื่องใหญ่

Q : เชื่อว่าการทุจริตที่เกิดขึ้น มีฝ่ายการเมืองบางคนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง


A : เชื่อ...ใช่ ผมคิดว่าไม่มีนักการเมืองคนไหนหรอกครับ ถ้าลงทุน บางคนเลือกตั้งใช้เงินตั้ง 40-50 ล้านบาท หรือพรรคการเมืองหาเงินเพื่อไปดูแลคนของตัวเองเนี่ย การหาเงินของพรรคการเมืองแต่ละพรรคหาจากอะไร ก็หาจากโครงการแบบนี้ ทำอย่างนี้ ผมเชื่อว่ามี เพราะฉะนั้นต้องเอาให้ชัด เพราะคนทำงานการเมืองมันมีทั้งคนชั่ว คนดีปนๆกันอยู่ บางคนก็ดีบ้างบางครั้ง บางคนก็ชั่วบ้างเป็นบางเวลา ซึ่งตรงนี้จะเหมาพูดว่าฝ่ายการเมืองทั้งหมดไม่ได้ ผมก็ยังปกป้องคนดีไว้ แต่ขณะเดียวกันผมว่าคนชั่วมีมั๊ย...มี เราก็ต้องช่วยกันจัดการ

Q : ข่าวที่ออกมาย่อมกระทบกับพรรค


A : แน่นอน คือข่าวทุกข่าว ไม่ว่าจริงหรือไม่จริง ถ้าเป็นข่าวในด้านลบ มีผลกระทบในด้านลบอยู่แล้ว ข่าวที่เป็นผลกระทบในด้านบวก มันก็มีอยู่แล้วในด้านบวก ไม่ว่าพรรคไหนมาเป็นรัฐบาล ก็ต้องเหมือนกัน

สนนท.ย้ำพธม.เลิกหน้าด้านโมเมวีรชน7ตุลา

ที่มา Thai E-News


อย่างหนา-เวบไซต์ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยังโหมโฆษณาชวนเชื่อมาหลายวันเรื่องจัดงาน"๗ตุลารำลึกวีรชน"ทั้งที่สหพันธ์นิสิตนักศึกษาประกาศไม่ยอมรับมาตั้งแต่ปีกลายมายันปีนี้


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ข่าวสด
9 ตุลาคม 2552

สนนท.ย้ำไม่ยอมรับ 7ต.ค.ทมิฬของพันธมิตรเป็นวันวีรชน

เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา นายอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประกาศให้วันที่ 7 ต.ค. เป็นวันวีรชน หรือวันประชาธิปไตย ว่า สนนท.และเครือข่าย ไม่อาจยอมรับการประกาศดังกล่าวได้ เพราะการเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรตลอดปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นประชาธิปไตย แม้จะยืนยันว่าเป็นการต่อสู้เพื่อการเมืองใหม่ แต่ข้อเรียกร้องกลับเป็นการถอยหลังกลับไป ให้ระบบอำมาตย์กลับมาใช้อำนาจนอกระบบอีกครั้ง

รวมถึงข้อเสนอให้แต่งตั้งส.ส.โดยไม่ผ่านการคัดกรองจากประชาชน จึงไม่ได้เป็นไปตามขบวนการประชาธิปไตย แม้กลุ่มพันธมิตรจะต่อสู้เรียกร้องจนเกิดความสูญเสีย สนนท.มีความเห็นใจและเสียใจที่เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น แต่เมื่อการเคลื่อนไหวไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยจึงไม่อาจยอมรับการประกาศดังกล่าวได้ ในความเห็นของสนนท.และเครือข่าย วันประชา ธิปไตยในเดือนตุลา มีเพียงวันที่ 6 และวันที่ 14 เพียง 2 วันเท่านั้น

นักศึกษาออกโรงมาตั้งแต่7ต.ค.51แล้วเตือนอย่าโมเมเป็นวีรชน

ก่อนหน้านี้ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และองค์กรแนวร่วมนักศึกษา ได้ออกแถลงการณ์ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ไม่ยอมรับการก่อความรุนแรงของพันธมิตรว่าเป็นวีรกรรมเดือนตุลา ไม่ยอมรับการบิดเบือนแอบอ้างให้เป็นวีรชน เพราะพันธมิตรทำในสิ่งที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของวีรชนเดือนตุลา ดังแถลงการณ์ดังต่อไปนี้


แถลงการณ์
เครือข่ายนิสิตนักศึกษาผู้ห่วงใยในประชาธิปไตย



เนื่องจากสถานการณ์การปะทะกันเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เป็นที่น่าเป็นห่วงแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง

การชุมนุมเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามกระบวนการของกฏหมายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย หากแต่ทว่าต้องอยู่ในขอบเขตของการแสดงออกทางความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ซึ่งกรณีการปิดล้อมรัฐสภาที่กำลังจะทำหน้าที่ตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ได้ดำเนินไปได้โดยปกตินั้น เป็นการกระทำที่เกินกว่าขอบเขตของการชุมนุม และเป็นการยั่วยุอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นความรุนแรงจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้สถานการณ์มีความคลี่คลายในระดับหนึ่ง การใช้แก๊สน้ำตาเพื่อควบคุมจึงมีความจำเป็นไม่เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ เนื่องจากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต้องการเย้ยหยันอำนาจรัฐและละเมิดกฎหมาย โดยการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าต้องปฏิบัติ อันได้แก่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และยังบุกรุกสถานที่ราชการอย่างอุกอาจเสมอมา แต่ทั้งนี้การกระทำของรัฐต้องตราบที่ไม่เป็นการใช้มากเกินกว่าเหตุโดยจงใจให้มีการบาดเจ็บและเสียชีวิต

ซึ่งกรณีของการมีการใช้ระเบิดซึ่งมีเศษแก้วยังเป็นที่คลุมเครือไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ใช้กันแน่จึงเป็นการสมควรที่ทางการและผู้เกี่ยวข้องจะต้องออกมาตรวจสอบโดยเร็วที่สุด การที่มีตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกเสาปลายธงแทงก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าความรุน
แรงได้ถูกใช้อย่างไร้สติแล้วในที่สุด

เพื่อการคลี่คลายสถานการณ์ให้เป็นไปได้โดยดีต่อทั้งระบอบประชาธิปไตยและความปลอดภัยต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เราขอเรียกร้องดังนี้

๑.ขอให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ใช้สติทบทวนตนเองและแนวทางที่ตนเองทำ และยุติการปิดล้อมรัฐสภา เพื่อให้สถานการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงมีความคลี่คลายลงมาในระดับที่เหมาะสม

๒.ขอให้รัฐบาลมีการตรวจสอบการใช้กำลังทั้งของกลุ่มพันธมิตรฯ และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในเหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ให้ละเอียดแน่ชัด โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรกลาง เพื่อความชัดเจนและการหาคนผิดมาลงโทษได้โดยกระบวนการยุติธรรม

๓.ทั้งนี้เพื่อแสดงออกถึงการเคารพกฎหมายบ้านเมือง ขอเรียกร้องให้แกนนำการชุมนุมที่ผ่านมาทุกฝ่ายเข้ามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามหลักการอารยะขัดขืนที่ผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายยกขึ้นอ้าง

๔.ขอให้มีการเจรจากันจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและรัฐบาล เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย

๕.ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีการแอบอ้างเหตุการณ์เดือนตุลาฯ ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยมาใช้ เราขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าว เนื่องจากประวัติศาสตร์เดือนตุลาฯ คือการเคลื่อนไหวของประชาชนที่เป็นการเรียกร้องภายในหลักการของกฏหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่โดยใช้กำลังหักหาญช่วงชิงอย่างดื้อรั้น และเป็นการอยู่ภายใต้การเคารพเสียงของคนส่วนใหญ่อย่างยิ่ง ซึ่งผิดกับสิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำลังทำอยู่


๖.ขอให้ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โปรดใช้สติปชัญญะไตร่ตรองด้วยเหตุและผลในการที่จะเข้าร่วมการชุมนุม ว่าแนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯ ถูกต้องเหมาะสม และสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ โดยเฉพาะบรรดานิสิต นักศึกษา ซึ่งสามารถใช้เป็นข้ออ้างว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ได้

๗.เพื่อพิสูจน์ความเคารพในเสียงของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยจริง เราขอเรียกร้องให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตั้งพรรคการเมือง ลงหาเสียงและให้การศึกษาแก่ประชาชนตามวิธีการประชาธิปไตย และลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าแนวทางพันธมิตรถูกต้องแน่ชัดหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการกระทำที่น่าชื่นชมว่ามีความเคารพในเสียงประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

๘.ขอคัดค้านการใช้อำนาจนอกระบบ เช่น การรัฐประหาร หรือการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไม่ว่าจะด้วยโดยอำนาจของผู้ใด เพราะขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และเป็นการแทรกแซงทางการเมืองที่ไม่อาจหาความชอบธรรมได้ไม่ว่าในมุมใดๆ

เรามีความคาดหวังว่าสถานการณ์จะมีการคลี่คลายไปได้โดยดี โดยที่ทุกคนจะสามารถใช้สติสัมปชัญญะ ความคิดกันอย่างมีเหตุผล คำนึงและเคารพในเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ และการพัฒนาตามรูปแบบประชาธิปไตยให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมและกรอบของกฏหมาย


ด้วยความสมานฉันท์และความห่วงใยต่อประชาธิปไตยไทย
๗ ตุลาคม ๒๕๕๑



ทั้งนี้โดยรายนามดังต่อไปนี้


เสียงส่วนหนึ่งในองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ฝ่ายการเมือง องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ชมรมนักสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กลุ่มราษฎรเดินนำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

00000000000
อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง

-หมายเหตุ7ตุลา:วีรชนร่ำไห้ในหลุมศพ

-วันสะตอบอแหลแห่งชาติ

-ย้อนรอยสมรภูมิเลือด7ตุลาทมิฬ..ใครทมิฬ?

7ตุลารำลึกวีรชนตัวจริงที่ถูกลืม:จำกัด พลางกูร

-อภิสิทธิ์ - พธม. ... สองมาตรฐานที่มีจริง ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

-จากใจจริงของคนไทยที่อยู่ในต่างแดน !!!

สีหนุเข้าถึงธรรมอริยะสัจ4 ขอสวรรคตให้เร็วที่สุด

ที่มา Thai E-News


อริยะสัจสี่-พระฉายาลักษณ์ล่าสุดของสมเด็จพระนโรดมสีหนุ อดีตกษัตริย์กัมพูชาเมื่อวันที่2กันยายนที่ผ่านมา เสด็จฯ กลับไปจีนเพื่อทรงรับถวายการตรวจพระสุขภาพ แม้พสกนิกรพากันอวยพรให้พระชนมายุยิ่งยืนนานนับ100ปี แต่ด้วยพระพลานามัยที่ถูกรุมเร้าด้วยโรคภัยหลายโรค พระองค์ทรงมีพระราชหัตถเลขาบันทึกว่าปรารถนาจะเสด็จสวรรคตในเร็ววันที่สุด โดยที่ไม่ต้องทรงทำอัตวินิบาตกรรม ซึ่งขัดกับหลักพุทธศาสนา


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบผู้จัดการ
9 ตุลาคม 2552

สมเด็จพระนโรดมสีหนุ ทรงมีพระประสงค์จะเสด็จสวรรคตในเร็ววัน โดยทรงระบุในพระราชหัตถเลขาชิ้นใหม่ ฉบับลงวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า เสียงแซ่ซร้องอวยพรให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานนั้น ไม่ได้ทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระราชหฤทัยเลยแม้แต่น้อย



สมเด็จพระนโรดมสีหนุ ทรงอ้างถึงพระราชบิดา คือ พระเจ้านโรดมสุรามฤทธิ์ ว่า เสด็จสวรรคตในขณะมีพระชนมายุเพียง 64 พรรษา ส่วนพระอัยกา คือ สมเด็จพระเจ้าศรีสุวัฒน์ นั้น สวรรคตในขณะมีพระชนมายุ 83 พรรษา

“แต่สำหรับข้าพเจ้า มีความปรารถนาจะสวรรคตโดยเร็ววัน เพราะข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่มายาวนานแล้ว” เป็นความส่วนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาของสมเด็จพระสีหนุ ที่กำลังจะมีพระชนมายุครบ 87 พรรษาในปลายเดือน ต.ค.นี้

อดีตกษัตริย์แห่งประเทศกัมพูชา ได้เสด็จไปประทับอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ครั้งล่าสุดต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเข้ารับการตรวจพระวรกายตามนัดหมายของแพทย์จีนที่ถวายการรักษา

ในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ ยังทรงบรรยายถึงความรู้สึกของพระองค์ไว้อีกว่า “ช่วงชีวิตที่ยาวนานของข้าพเจ้านี้เหมือนกับน้ำหนักที่ไม่สามารถจะแบกรับได้ไหว”

นอกจากนั้น พระองค์ยังได้ทรงขอบใจเหล่าพสกนิกรที่ภักดีต่อพระองค์ ที่ถวายพระพรแด่พระองค์ให้พระองค์นั้นทรงมีพระชนมายุยืนยาวมากกว่า 100 พรรษา แต่พระองค์ไม่ทรงปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น

สมเด็จพระนโรดมสีหนุ ทรงต้องทนทุกข์อยู่กับพระอาการประชวรจากโรคต่างๆ ทั้งมะเร็ง เบาหวาน และความดันพระโลหิตสูง ในเดือน ต.ค.2547 ได้สละราชบัลลังก์ให้กับพระโอรสของพระองค์เนื่องจากอาการประชวร และทรงมีพระชนม์พรรษามากแล้ว

อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชา ยังคงแสดงความคิดเห็นเรื่องราวต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ส่วนพระองค์อยู่เป็นระยะๆ แต่ทรงงดการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของสมเด็จฯ ฮุนเซน มาเป็นเวลานานแล้ว และ ทรงเปลี่ยนมาเป็นยกย่องแทน

ระหว่างประทับในเมืองเสียมราฐเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา สมเด็จพระสีหนุ โปรดฯ ให้ท่านผู้หญิงบุนรานี-ฮุนเซน เข้าเฝ้าฯ และทรงถวายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 5,000 ดอลลาร์ แก่ภริยาของนายกรัฐมนตรีฐานเป็นผู้ช่วยเหลือพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรมาตลอด และ ยังพระราชทานอีก 5,000 ดอลลาร์ ให้แก่สภากาชาดกัมพูชาอีกด้วย

ไม่นานก่อนหน้านี้ สมเด็จฯ สีหนุ ยังมีบันทึกยกย่องรัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซน ที่ป้องกันปราสาทพระวิหาร มิให้ตกเป็นของ “ผู้รุกราน” และยังทรงสรรเสริญทหารที่ประจำการบริเวณชายแดน ที่เสียสละอย่างสูงในการป้องกันเอกราชอธิปไตยของประเทศ

“หลายคนไม่รู้ว่าข้าพเจ้ารู้สึกอย่างไร เพื่อร่วมชาติจำนวนมากมายได้อวยพรให้ข้าพเจ้ามีอายุยืนกว่า 100 ปี ท่านสุภาพบุรุษสุภาพสตรีที่รักเหล่านี้ หลายคนยังอวยพรให้ข้าพเจ้าอยู่ไปถึง 300 ปี!!” สมเด็จพระสีหนุ กล่าว

“ด้วยความนับถือและความรัก โดยปราศจากการเสแสร้งใดๆ ข้าพเจ้าขอขอบใจเพื่อนร่วมชาติเหล่านี้”

“แต่ด้วยความสัตย์จริงและปราศจากการเสแสร้ง ข้าพเจ้าอยากจะขอให้ทุกๆ คน (ทั้งที่เป็นชาวเขมรและชาวต่างชาติ) ได้รับรู้ว่า คำอวยพรที่อยากจะให้ข้าพเจ้ามีอายุอยู่ไปอย่างยืนยาวต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าพึงพอใจเลย สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการ ก็คือ ตายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่ล่วงละเมิดพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ทรงห้ามการทำอัตวินิบาตกรรม” อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงระบุในบันทึก

ในเดือน พ.ค.ปีนี้สมเด็จพระสีหนุ ทรงมีพระราชหัตถเลขาอีกฉบับหนึ่งกล่าวถึงการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งหลายชนิด ที่แพทย์จีนต้องถวายการรักษาสัปดาห์ละหลายครั้ง รวมทั้งการทำเคมีบำบัดด้วย

อีกฉบับหนึ่งในเดือน ธ.ค.2551 สมเด็จพระสีหนุ ทรงบอกเล่าเกี่ยวกับพระอาการประชวร และทรงพระชราภาพ และทรงตระหนักดีว่าใกล้จะสิ้นพระชนม์ชีพ พร้อมทั้งขอบคุณความเอื้อเฟื้อของมหามิตรจีนที่ถวายการรักษาด้วยนายแพทย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนยาดีราคาแพงจากต่างประเทศ

หลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้นกล่าวว่ามนุษย์ปุถุชนย่อมวนเวียนอยู่ในวัฏจักรเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรืออริยะสัจ4เป็นปกติอนิจจัง ยกเว้นแต่จะหันเข้าทางพระพุทธศาสนาชั้นสูงขึ้นคือการนิพพานให้พ้นไปจากวัฏจักรนี้ แต่ก็กล่าวว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็นบาปมหันต์ เช่นกัน

เสียงสะท้อนถึง ปปช. กรณีกลับลำ อ้าง 'สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ไม่ใช่ธุรกิจเอกชน'

ที่มา Thai E-News


ที่มา เวบไซต์ มติชน
9 ตุลาคม 2552
ป.ป.ช.กลับลำยกคำร้องข้อกล่าวหา"วิจิตร ศรีสอ้าน" นั่งควบเก้าอี้ รมว.ศึกษา-นายกสภามหาวิทยาลัย 4 แห่ง ไม่ผิด อ้างไม่ใช่ธุรกิจเอกชน สวนทางมติเดิมที่เคยยืนยันผลประโยชน์ส่วนตัว ขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนรวม

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย "มติชนออนไลน์" ถึงความคืบหน้ากรณีการไต่สวนเรื่องที่มีกล่าวหา นายวิจิตร ศรีสอ้าน ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีพฤติการณ์ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา100 (4) เนื่องจากดำรงตำแหน่งนายกและกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาเอกชนถึง 4 แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยสยาม, มหาวิทยาลัยรังสิต , มหาวิทยาลัยศรีโสภณ และวิทยาลัยเฉลิมกาญจนาภิเษกว่า

ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว ปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่มีมติให้ยกข้อกล่าวหาดังกล่าว

โดยอ้างว่า สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมิใช่ธุรกิจเอกชน ตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 และประมวลรัษฎากรซึ่งมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ต้องเสียภาษี

อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.เสียงข้างน้อยเห็นว่า ถ้า ป.ป.ช.วินิจฉัยออกมาในแนวทางดังกล่าว ต่อไปรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแลมหาวิทยาลัยเอกชน เมื่อพ้นจากตำแหน่ง ก็สามารถไปเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเอกชนได้

ผู้สื่อรายงานว่า มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ดังกล่าว ขัดแย้งกับมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการประชุมครั้งที่ 65/2551 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งมีความเห็นว่า

สถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นธุรกิจเอกชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลควบคุมหรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ การดำรงตำแหน่งเป็นนายกสภาสถาบัน หรือกรรมการสภาสถาบันของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น ถือว่า เป็นกรรมการในธุรกิจของเอกชน ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลควบคุมหรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ

นอกจากนั้น การดำเนินการบางอย่างของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เช่น การอนุมัติแผนการเงิน งบดุล งบการเงินประจำปีของกองทุนประเภทต่างๆ การอนุมัติ การรับนักศึกษา การให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต หรือปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยสภาพของผลประโยชน์ อาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์ของทางราชการ หรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ดังนั้น หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบัน หรือกรรมการสภาสถาบันในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จึงเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวมตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 และต้องห้ามมิให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบัน และกรรมการสภาสถาบันในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ภายหลังพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วไม่ถึงสองปีด้วย ........

ความเห็นจากชาวเวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน

คุณตระกองขวัญ
อ่านรายละเอียดดูแล้วจะรู้สึกได้ว่า งานนี้มันเป็นการพยายามตีความ เพื่อช่วยเหลือเอื้ออวยกันชัด ๆ แล้วมาตรฐานความเที่ยงธรรมอยู่ไหน ? จะให้ประชาชนเชื่อถือได้อย่างไร ? หรือถือว่าไม่อาย ไม่ด้าน ทำงานให้เข้าเป้าเป็นหลัก แล้วบ้านเมืองจะอยู่กันอย่างไร ?

ผมคิดว่า ที่กลับลำแบบนี้ เพราะถ้าชี้มูลออกมาว่า ผิดกฎหมาย ปปช. มาตรา 100 มันก็จะไปอีหรอบเดียวกันกับทักษิณ ทักษิณโดนไป 2 ปี คนนี้ก็ต้องโดนด้วย จะรอลงอาญาก็ไม่สนิท มันก็เลยต้องกลับลำ ตีความออกมาแบบนี้ อีกอย่าง หากตีความว่าผิด มันจะโยงและพัวพันไปอีกหลายเรื่อง เช่น ศาลรัฐธรรมนูญบางคนที่สอนในมหาวิทยาลัยเอกชน แล้วตัดสินให้สมัครหลุดเก้าอี้

ว่าแต่ว่า ป.ป.ช. ครับเรื่องจารุวรรณ เมณฑกา ไปถึงไหนแล้ว คงไม่ดองจนแก่ตายหรอกนะ

คุณ Jampoon
ก็เขาไม่ได้วินิจฉัยโดยใช้พจนานุกรมแบบศาลนี่ แต่วินิจฉัยแบบศรีธนญชัย เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ป.ป.ช.

คุณ Namtoa08
ทำใจครับ ประเทศไทยยามนี้ จะทำให้คนเล่นตามกติกาที่วางไว้ หายากครับ ต่างคนต่างใช้มาตรฐานโดยเอาตัวเอาพวกเป็นที่ตั้ง อำนาจอยู่ในมือแล้วนี่ จะทำอะไรก็ได้ เศร้าใจจริง ๆ กับองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบ ถ้ายังเป็นอย่างนี้มีแต่พัง

คุณกิจ กังวาน
เรื่องนี้เปรียบเทียบได้หมดล่ะครับ กับสิ่งที่เกิดขึ้น มันชี้ให้เห็นถึงมาตรฐานกฎหมาย สำหรับพวกเอ็งกับพวกข้า.!!!!! แล้วจะทนกันไปอีกสักกี่น้ำเล่าหนอ ..พี่น้องเอย ?????

เฮียกัดเฮียลิ้มเน่าโคตรอย่ามาเนียนว่า"ใหม่"

ที่มา Thai E-News


ที่มา เวบไทยอินไซเดอร์
8 ตุลาคม 2552


นายเอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้าของเวบไซต์ไทยอินไซเดอร์ ใช้เวบไซต์เป็นกระบอกเสียงโจมตีนายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ว่า ไม่ได้ใหม่จริงแต่ยิ่งกว่า'น้ำเน่า' จากอดีตมาถึงปัจจุบัน พฤติกรรมทำกับทุกรัฐบาลเหมือนก็อปปี้เดียวกัน!คือ'เชลียร์-ขอ-ไม่ได้-ด่า' และโจมตีนายอภิสิทธิ์ที่ดอดไปพบสนธิลิ้มว่าน้ำเน่าสร้างภาพ



นายเอกยุทธ์ อดีตเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ เปิดเผยถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดดเข้ามาสู่แวดวงการเมืองแบบเต็มตัว โดยการเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ว่า เมื่อคนพันธมิตรฯประกาศตั้งพรรคการเมืองใหม่ ก็ถือเป็นบุคคลสาธารณะ ที่ต้องรับการวิจารณ์ได้เป็นปกติ เหมือนที่ครั้งหนึ่งนายสนธิเคยวิจารณ์คนอื่นได้ และเมื่อดูจากตัวบุคคลและพฤติกรรมแล้ว “ไม่ใช่การเมืองใหม่” ตามที่กล่าวอ้าง นายสนธิเป็นยิ่งกว่าน้ำเน่า ยิ่งกว่าทักษิณ ชินวัตร เสียอีก เพราะดูพฤติกรรมแล้ว การมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง จะทำให้การเมืองย่อยยับแน่ๆ

“พฤติกรรมตั้งแต่อดีตเป็นเหมือนก็อปปี้เดียวกัน คือ "เชลียร์-แล้วขอ-พอไม่ได้-ก็เริ่มด่า" จะเห็นว่า ตอนแรกเชลียร์ทักษิณสุดๆ แต่พอผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้ตามที่ร้องขอ จึงหันมาถล่มหนัก มาถึงรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เช่นกัน เชียร์ในตอนแรก แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ก็มีกระแสว่า ขอผลประโยชน์หรืองานบางงาน แต่พอไม่ได้ ก็เริ่มกล่าวหา พล.อ.สุรยุทธ์ถูกด่า พล.อ.สนธิ (บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช.) ก็ถูกด่า มาถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็เหมือนกัน พอไม่ได้ตามที่ร้องขอ ก็ออกมาตำหนิว่า ประชาธิปัตย์พึ่งไม่ได้ จึงจำเป็นต้องตั้งพรรค ทั้งๆ ที่ใครก็รู้ว่า เป้าหมายในการตั้งพรรคการเมืองของแกนนำพันธมิตรฯนั้น มีมานานแล้ว เพียงแต่รอจังหวะเวลาที่จะเปิดตัวให้ได้เปรียบมากที่สุดมากกว่า และที่ผ่านมา ก็พยายามแบ่งแยกบทกันเล่น ตามแต่ใครจะถนัดด้านใด”นายเอกยุทธกล่าว

นายเอกยุทธ กล่าวอีกว่า นายกฯก็พลาดที่เดินทางไปบ้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี และมีข่าวว่ามีนายสนธิร่วมอยู่ด้วย ซึ่งหากข่าวนี้เป็นจริง นายกฯก็เป็นแค่คนสร้างภาพ จากที่ตนเคยเชื่อว่า เป็นคนรุ่นใหม่ มีความคิดที่ดีในการพัฒนาบ้านเมือง แต่ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง ก็คือ นักการเมืองน้ำเน่าเหมือนเดิม เพราะการเมืองจะพัฒนาไปในทางที่ดีได้ ต้องรู้จักเลือกจะคบคน หรือเลือกสนิทสนมกับใคร ควรดูถึงพฤติกรรมของตัวบุคคลเป็นสำคัญ หากเขามีจิตใจทำเพื่อชาติจริง ก็ควรสนับสนุน แต่คนที่แสดงท่าทีว่า เดี๋ยวนี้เป็นคนดี ทั้งที่ในอดีตเป็นคนชั่วร้าย ซึ่งคนประเภทนี้มีเยอะ ยังมีการรีดไถ นายอภิสิทธิ์คงไม่ใช่ความหวังของคนรุ่นใหม่อีกแล้ว
นายเอกยุทธ กล่าวด้วยว่า เพราะดูจากสัปดาห์ที่แล้ว นายอภิสิทธิ์ก็มีข่าวไปร่วมหารือกับคนที่ถูกแบนทางการเมือง เพื่อหารือถึงการแก้รัฐธรรมนูญ อยากถามว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนหรือไม่ เวลานี้บรรดานักการเมืองน้ำเน่าที่ถูกตัดสิทธิ ก็ยังเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มองพวกนี้ก็เหมือนกับเสาไฟฟ้าต้นหนึ่ง

“อย่าลืมว่า การเปลี่ยนแปลงการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากคนที่มีศักยภาพทางการเมือง ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ การอ้างว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็คือการกล่าวอ้างเพื่อตัวเองทั้งสิ้น ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร สิ่งที่ทำง่ายที่สุดคือ การกำหนดสิทธิผู้จะลงเลือกตั้งง่ายๆ คือ แสดงการเสียภาษี พร้อมกับทรัพย์สินที่มีอยู่ ว่าเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ หากกล้าทำเรื่องนี้จริง ก็จะได้คนดีๆ เข้าสู่การเมือง ไม่เช่นนั้นก็จะได้แต่หน้าเดิมๆ บางคนสมบัติมีมากมาย แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่า เสียภาษีให้สอดคล้องกับทรัพย์สินที่มีมาหรือไม่ และพิสูจน์แหล่งที่มาของทรัพย์สินได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างนิ่งพรรคการเมืองใหม่ ถ้าแน่จริงกล้าเสนอให้มีการเพิ่มเงื่อนไขเรื่องการสำแดงภาษีในรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะนี่แหล่ะคือ “การเมืองใหม่” อย่างแท้จริง เพราะก่อนที่คุณจะอาสาเข้ามาเล่นการเมือง คุณต้องพิสูจน์ตัวคุณเองก่อน เพราะผมก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าพวกนักรบข้างถนนคนไหนบ้าง ที่เมื่อก่อนแทบไม่มีอะไร หรือเป็นหนี้เป็นสิน แต่ตอนนี้ร่ำรวยกันแบบผิดหูผิดตา เพียงเพราะเล่นการเมืองข้างถนนอย่างเดียว”นายเอกยุทธกล่าว

มาร์คไม่ปฏิเสธดอดพบลิ้ม

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธไม่ยอมตอบข้อซักถามกรณีที่มีข่าวระบุว่า ในการเดินทางไปพบนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่บ้านพักในซอยรามคำแหง 21 นั้นมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าที่หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ร่วมหารืออยู่ด้วยในเรื่องของเก้าอี้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเก้าอี้ ผบ.ตร. โดยนายอภิสิทธิ ์ได้แต่หัวเราะ พร้อมส่ายหัวน้อยๆ ก่อนพยายามเดินหนีไป

Thursday, October 8, 2009

เรื่องเล่าจากชาวจีน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้าประวัติศาสตร์..สามารถย้อนหลังนำมาเขียนใหม่ได้...หลายๆ เรื่องราวจะไม่เกิดขึ้นนักประวัติศาสตร์ชาวจีน...แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง..ที่ศึกษาย้อนหลังลึกเข้าไปในประวัติศาสตร์ชาติจีน..ถึงปีพุทธศักราช 2250 เป็นปีที่ประเทศจีนเปิดมหาวิทยาลัยเอ่อหลัวซีกว่าน เพื่อให้นักศึกษาชาวจีนเรียนรู้เพื่อไล่ทัน..โลกตะวันตก ตั้งคำถามขึ้นมาว่า....หากจักรพรรดินี ซูสีไทเฮา..ไม่เปลี่ยนพระราชหฤทัยดำรงนโยบายเปิดประเทศ ให้วิทยาการจากประเทศตะวันตกสร้างความเจริญให้กับประเทศจีนแล้วแต่เพราะพระนาง...ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดทางการเมืองในครั้งนั้น..กังวลว่า..พระราชอำนาจของพระองค์จะถูกลิดรอน..ตามคำสอพลอของประดาขันทีในราชสำนักซูสีไทเฮา ทรงให้สร้างรถไฟขึ้นมาขนส่ง...แต่แทนที่จะให้ใช้เครื่องจักรในยุคนั้น รถไฟของพระนางกลับให้ใช้ม้าลากไป เพราะเกรงว่าเสียงดังของเครื่องจักรกลจะไปรบกวนบุรพจักรพรรดิในฮวงซุ้ยหลวงสั่งซื้อเรือรบทันสมัยจากอังกฤษ...แล้วก็ทรงสั่งให้ส่งคืน..เมื่อผู้สอพลอ..เยินยอว่า...ประเทศจีนคือศูนย์กลางของโลก..เรือรบอังกฤษและกัปตันกลาสีต้นกลคนอังกฤษ..คือพวกอนารยชน..ไม่เหมาะสมจะให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรแต่

จุดที่พลิกผันประวัติศาสตร์..และนำมาซึ่งความสิ้นสุดของราชวงศ์แมนจูและระบบราชาธิปไตยของจีนนั้น...เกิดจากการรัฐประหาร 2 ครั้ง...ครั้งแรก...เรียกว่า รัฐประหารซินโหย่ว....คณะผู้สำเร็จราชการที่ประกอบไปด้วยขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของจีนในขณะนั้น...ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน..ขัดแย้งรุนแรงกับ 2 จักรพรรดินี..แห่งจักรพรรดิเสียนเฟิง...โดนจับกุมในข้อหาคบคิดกับชาวต่างด้าว..ให้เข้ามาปล้นเมืองครั้งที่สอง...พระนาง..ทรงขัดแย้งและไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป...ของพวกหัวก้าวหน้าที่เป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิกวางสู...จึงเกิดการต่อสู้ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีพระนางซูสีไทเฮาเป็นหัวหน้า21 กันยายน 2440 พระนางทรงยึดอำนาจได้และกลับมาเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอีกครั้ง..การปฏิรูป ประเทศสะดุดหยุดอยู่อีกครั้ง....ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย..เสียโอกาสที่จะผงาด...แล้วถอยไปจมปลักอยู่กับคำเยินยอสามานย์ของข้าราชบริพาร..ที่หวงแหนฐานะอำนาจแห่งตนมีกบฏเกิดขึ้นเรียกว่า กบฏนักมวย เป้าหมายคือขับไล่คนต่างด้าว...แต่ชาติฝรั่งทั้งหลายร่วมมือกันปราบจนราบคาบ..และกล่าวหาว่า...ซูสีไทเฮา..ให้ท้าย..48 ปีแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่...หลังพระนางสวรรคต..ประเทศจีนอ่อนแออย่างมากมายเงินคงคลังร่อยหรอ..กรกฎาคม 2470..พลเอกซุนเตียนอิง..แห่งพรรคก๊กมินตั๋ง..บุกปักกิ่ง..พลิกแผ่นดินเป็นสาธารณรัฐ

ตอดนิด ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

สวยหยดย้อยบาดใจ!!
ช่างงามระหงส์ เหนือกว่าหญิงใดๆ??กับความงามที่แสนเตะตา ของ “น้องส้ม” ชัญญา โมรานนท์ หรือ “นายพงษ์ศักดิ์ กุลโมรานนท์” สาวเทียมผู้เป็น “มิสทิฟฟานี่” โดยพิชิตตำแหน่ง “มิสควีนส์ยูนิเวิร์ส ปี 2000” มาได้อย่างไม่ยากเย็นนักการเมืองหนุ่มหน้าตาดี มาประสพพบพักตร์ มีหรือจะไม่ประหม่าหัวใจเต้นนับเป็น “สาวเทียม” ไม้ป่าพันธุ์เดียวกัน...ที่ใครเห็นต่างซี๊ดซ๊าดกันไม่หยุด!!!อย่าว่าแต่คนหน้าตาดี....หากใครเห็นเจ้าหล่อนนายนี้?....ก็อยากมีสัมพันธ์กันอย่างสุดสุด???????
✮✮✮✮✮
เป็น ‘ลูกแหง่แห่งปี’!!
ทำกิจการใด ถ้าไม่มี “ตัวช่วย” แล้วทำงานไม่เป็น ทุกที???ขนาดจะแต่งตั้ง “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” รองนายกรัฐมนตรี ให้มาเป็น “แม่บ้านพ่อบ้าน” ของ “รัฐบาลมาร์ค” ยังต้องให้ “เดอะลิ้ม” สนธิลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ มาร่วมประชุมชี้แนะเขาปะไร, “นายกฯ เด็กดื้อ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ก่อสร้าง ปัญหาเอาไว้แยะหาก “ไม่มีกึ๋นส์” หรือ “น้ำยาทางความคิด” ก็ควรถอนสายบัวออกไปเสียจะดีกว่า...ดูแล้วคราใดที่เกิดปัญหา มักให้ “หัวหน้าแก๊งค์เสื้อเหลือง” คอยเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” หาทางออกให้เสมอ!!!นอกจากท่านจะเป็นนายกฯ....ท่านยังเป็นสาวก?...เด็กทารก ในสายตา “เดอะลิ้ม” ด้วยนะเธอ?????
✮✮✮✮✮
เรื่องยากกว่านี้ ยัง ‘ทำสำเร็จ’!!
ไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรอก..สำหรับ “พี่จิ๋ว หวานเจี๊ยบ” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้มีกุศโลบาย ยอดเด็ด??หากแม้นว่า “พี่จิ๋ว” ทอดสะพาน ให้ “ซูเปอร์ป๋า” พล.อ.เปรมติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ กลับมาจูนความถี่ คืนดีกับ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ได้ทุกอย่าง ที่ “ขึงพืดประเทศไทย”ก็จะกลับมาแจ่มแจ๋วบ้านเมืองที่แตกเป็นขั้ว.. แตกเป็นคนหลายหลากสีเสื้อนั้น.. จะได้กลับมาผนึก เป็น คนไทยหัวเดียวกันอีกแล้วงานนี้ “พี่จิ๋ว” บัดกรี เชื่อมสัมพันธไมตรี นับเป็นความสำเร็จ อันยิ่งใหญ่ อย่างมากเสร็จสรรพ!!หากทำสำเร็จให้คนได้เห็น..... “บิ๊กจิ๋ว” ต้องได้รางวัลโนเบล!....“สาขาสันติภาพ” เป็นของชำร่วย แน่เลยล่ะครับ???????????????
✮✮✮✮✮
พูดจา เย้ยฟ้าท้าดินเอาไว้เปิดเผย!!
ถ้ารับตำแหน่งทางการเมือง เจอะหน้าที่ไหนก็เอารองเท้าตบหน้า ได้เลย??แล้วคำเอ่ย ที่เปรยออกจากปาก “เดอะลิ้ม” สนธิลิ้มทองกุล มีเอนไซม์น้ำลาย แห่งความจริงเสียที่ไหน..สั่งการอยู่หลังฉาก เป็น “ไอ้โม่ง” ชักใยคงไม่สนุก...เลยแหกพรรษารับหน้าเสื่อ เป็น “หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่”อีกทั้งเคยประกาศหรา ต่อหน้ามิตรรักแฟนเพลง ที่สหรัฐอเมริกา จะไม่รับคลื่นทีวีช่องใดมาดำเนินการ...แต่ในปัจจุบันนี้ “เดอะลิ้ม” ก็ฟาดหัวพุงมันปลา เอา “Tv tan” มาครอบครอง!!นี่แหละ เอกลักษณ์ ของ “ท่านสนธิ”....พูดจาพาที?...มีอะไรตรงกันบ้างล่ะพี่น้อง?????
✮✮✮✮✮
กระแสตอบรับ ‘นายกฯ อภิสิทธิ์’เนืองแน่น!!
ปฏิกริยาโต้ตอบ จึงออกมาใน “รูปความแค้น”??เห็นได้จาก “โปสเตอร์” ตีปี๊บ โชว์ผลงาน ของ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่มีภาพ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” คุยฟุ้งถึงผลงาน “ไทยเข้มแข็ง” แสนยอดเยี่ยม มากเลยล่ะขอรับหลายแห่ง แผ่นป้ายโชว์ผลงาน ถูกกรีดพังยับเป็นการจงใจ ที่จะทำลายป้ายโปสเตอร์ ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์” ..เพื่อระบายอารมณ์ ต่อผลงานที่แสนล้มเหลว ของ “รัฐบาลประชาธิปัตย์” ที่ทำให้คนจน..จนลงอย่างสุดขีดป้ายโปสเตอร์ที่ถูกทำลายไปนั้น.....เหมือนจะเป็นเสียงสวรรค์!...ว่าชาวบ้านนั้น เกลียดชัง “นายกฯ อภิสิทธิ์”???????????????

การบูร

ดีเอ็นเอ นักการเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์

“นักการเมืองไทย → จริยธรรมผลประโยชน์ทับซ้อน การคอร์รัปชั่น”เป็นชื่อหนังสือจากการรวบรวมข้อมูลและเขียน โดย ดร.ธีรภัทร์เสรีรังสรรค์ ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญมากมาย โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับ“ทัศนคติ” ของนักการเมืองระดับโลกซึ่งพูดถึงพรรคพวกของตนเองผู้เขียนเห็นว่า “น่าสนใจ” จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่เป็นวิทยาทานให้กับท่านผู้อ่านจำนวนมากที่คงยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้มาก่อน...อริสโตเติล นักปราชญ์โบราณได้พูดประชดประชันถึงนักการเมืองไว้หลายประโยค แต่ผู้เขียนหยิบยกมาเพียงประโยคเดียว สั้นๆ แต่ตรงเป๊ะ คือ“ความดีของมนุษย์ต้องสิ้นสุดลงเมื่อเริ่มเล่นการเมือง”ออกุสต์ กองซ์ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส กล่าวว่า “คำว่าถูกต้อง ไม่มีในปทานุกรมของวิชาการเมือง การเมืองเป็นเรื่องที่ไร้ศีลธรรม และเต็มไปด้วยความก้าวร้าวรุกราน”วิลเลียม เช็คสเปียร์ กวีเลื่องชื่อชาวอังกฤษที่คนไทยรู้จักดี กล่าวว่า“นักการเมือง คือ บุคคลที่ชอบหลอกลวงคนอื่น บางครั้งกล้าหลอกลวงแม้กระทั่งพระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่กลัวบาปกรรม”นิคโคโล แมคเคียเวลลี่ นักปราชญ์การเมืองชาวอิตาลี กล่าวถึงนักการเมืองว่า “วิชาการเมืองไม่เกี่ยวกับศีลธรรมแต่วิชาศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวกับการเมืองโดยบังเอิญที่สุด”ยอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ กล่าวว่า “นักการเมืองขี้โกง ชั่วร้ายยิ่งกว่าอ้ายมหาโจร เพราะนักการเมืองมีโอกาสโกงได้มากกว่าโจรจึงควรลงโทษนักการเมืองขี้โกงให้จงหนัก”

เบนจามิน อิสราเอลลี่ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า “ในวิถีทางการเมือง ไม่มีคำว่า เกียรติศักดิ์หรือศักดิ์ศรี ใดๆ”นายพลเดอโกลด์ แห่งฝรั่งเศสกล่าวว่า “นักการเมืองมักจะไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่ตนเองพูด และแปลกใจมากเมื่อมีคนอื่นจำนวนมากเชื่อในสิ่งที่ตนพูดนั้น”ครุสชอฟ อดีตผู้นำสหภาพโซเวียตและผู้นำคอมมิวนิสต์โลก พูดถึงนักการเมืองว่า “นักการเมืองก็เหมือนกันทั่วโลก พวกเขาได้สัญญาว่าจะสร้างสะพาน แม้แต่ในท้องที่ที่ไม่มีแม่น้ำหรือลำคลองใดๆ เลย”เจมส์ ฟรีแมน คลาร์ก กล่าวว่า“ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างนักการเมืองทั่วไปกับรัฐบุรุษ ก็คือ นักการเมืองทั่วไปคิดหวังแต่ผลในการเลือกตั้งสมัยหน้าของตน แต่รัฐบุรุษคิดหวังเพื่อผลประโยชน์ของอนชุ นของชาตริ่นุ ต่อไป”คำพูดจากนักการเมืองที่ผู้เขียนหยิบยกมานำเสนอ มีความหมายชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมเพราะทุกทัศนคติมาจาก “นักการเมือง” มองนักการเมืองด้วยกัน..นั่นหมายถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียงอย่างไรก็ตาม นักการเมืองที่ดีก็ใช่ว่าจะไม่มี..แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามันหายากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรก็ตามนายพลไอเซนฮาวร์ แห่งสหรัฐฯพูดว่า “อาชีพการเมืองเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ถ้าทำความดี”โทมัส เจฟเฟอร์สัน ได้พูดถึงการเมืองอีกมุมมองหนึ่งว่า “การเมืองก็เหมือนศาสนา ให้โอกาสคนชั่วกลับใจ และพร้อมที่จะนำพวกเขาไปยืนอยู่บนแท่นของอนุสาวรีย์แห่งดวงใจของประชาชาติ”ทั้งนี้ทั้งนั้นการเมืองก็คือการเมืองไม่ได้ “บกพร่อง” ด้วยตัวของมันเองส่วนนักการเมืองที่เป็นเทพหรือซาตานมันเกิดจากการ “เลือก” ของคนคนนั้นต่างหากล่ะ...