WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 10, 2009

พลิกปูม40นักรบพรรคการเมืองใหม่!

ที่มา thaifreenews

เมื่อ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ออกมายืนกลางแจ้งอีกครั้ง ในนามผู้นำพรรคการเมืองใหม่..เมื่อไปดู "สิ่งที่ติดตัว"มาด้วยแล้ว จัดว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาตั้งแต่ ปี2550 - ปัจจุบัน ถูกศาลตัดสินว่าผิด 5 คดีประกอบด้วย และยังเหลือที่จ่อขึ้นศาลอีก10คดี!

1.วันที่25 ธันวาคม 2550 ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 ปี ในคดีหมิ่นประมาททักษิณ

2.วันที่7 มีนาคม 2551 ศาลจ.เชียงราย พิพากษาจำคุกจำเลย 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาท เก่งกาจ ศรีหาสาร นักวิชาการป่าไม้

3.วันที่ 10 กันยายน 2552 ศาลอาญา พิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีหมิ่นประมาท ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

4.วันที่ 11 กันยายน 2552 ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 6 เดือนไม่รอลงอาญา ในคดีหมิ่นประมาท "ภูมิธรรม เวชชยชัย"

5. วันที่ 2 ตุลาคม 2552 ศาลอาญาสั่งจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาท "นพดล ปัทมะ"

- คดีความต่างๆ ที่พันธมิตรฯ ถูกดำเนินคดีช่วงการชุมนุม 193 วัน เมื่อปี 2551 ทั้งหมด 36คดี โดยมีคดีที่ขึ้นสู่ศาลแล้ว 17 คดี คดีที่ถูกแจ้งความไว้แล้ว 19 คดี รวมทั้งคดีบุกทำเนียบ และการเข้าไปชุมนุมที่สนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ

- 17คดีที่ขึ้นศาลแล้วมี "สนธิ" เข้าไปเอี่ยวด้วย 10 คดี คือ1. ศาลจังหวัดมีนบุรี ทักษิณ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก 6 คน 2. ศาลจังหวัดปทุมธานี ทักษิณ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก 8 คน 3.ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ทักษิณ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก 7 คน 4..ศาลอาญา ทักษิณ ชินวัตร ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก 6 คน 5. ศาลจังหวัดชัยภูมิ ทักษิณ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวกรวม 8 คน 6..ศาลจังหวัดน่าน พรรคพลังประชาชน ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก 7.ศาลแพ่ง ทักษิณ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวกรวม 3 คน 8.จตุพร พรหมพันธุ์ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพวกรวม 11 คน 9.วีระ มุสิกพงศ์ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพวกรวม 11 คน 10.ศาลอาญา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพวกรวม 11 คน

- รัฐธรรมนูญมาตรา 48 กำหนด ไว้ชัดเจนว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ หรือโทรคม นาคม มิได้ ไม่ว่าในนามตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้หมายความเฉพาะ รัฐมนตรี แต่พรรคการเมือง และหัวหน้าพรรคก็ถือว่าเข้าข่ายเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง...สนธิจะฝ่าไปอย่างไร?





********
ใครเป็นใคร ใน 25กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่
********


1. นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรค
เจ้าของสื่อ แกนนำพันธมิตรที่ชีวิตมีสีสันมากที่สุดคนหนึ่ง ทั้งคดีความที่จ่อรออีกมากมาย

2. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข รองหัวหน้าพรรค
เจ้าพ่อรถไฟจาก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็น เลขาธิการสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เมื่อพ.ศ. 2548

3. นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค
จาก เลขาธิการ ครป. สู่ผู้ประสานงานพันธมิตร แล้วก้าวผงาดในตำแหน่งแม่บ้านพรรคการเมืองใหม่

4. พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ เหรัญญิกพรรค
เตรียมทหารรุ่น9 อดีตผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการลำน้ำโขง (นปข.) รวมทั้งอดีตผู้บัญชาการเรือรบ ซึ่งปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วง การชุมนุมพันธมิตร 193 วัน เป็นผู้ร่วมจัดตั้ง คณะกรรมการพลังแผ่นดิน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยร่วมกับ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ

5. นายบรรจง นะแส กรรมการบริหารพรรค
ขาใหญ่เอ็นจีโอใต้จาก สงขลา เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองทะเลไทย เคยต่อสู้ปัญหา โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ที่อ.จะนะ สมัยทักษิณครองเมือง

6. นายประพันธ์ คูณมี กรรมการบริหารพรรค
เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่เข้าร่วมทำงานร่วมกับสหพันธ์นักศึกษาเสรี และหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้หลบหนีเข้าป่า ร่วมงานกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ ไทย

7. นายสุทธิ อัชฌาศัย กรรมการบริหารพรรค
NGOs ที่ทำงานกับชุมชนแออัด หรือสลัมใน กทม. โดยมีสุวิทย์ วัดหนู และจำนงค์ จิตนิรัตน์ เป็นพี่เลี้ยง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เคยออกมาเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมในระยองไม่ว่าจะกรณีคัดค้านโรงไฟฟ้า หรือกรณีเรียกร้องให้ มาบตาพุด ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ

8. นายชาลี ลอยสูง กรรมการบริหารพรรค
รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) และ เลขาธิการสหพันธ์แรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิคประเทศไทย ต่อสู้กับปัญหาแรงงานในทุกรัฐบาล ลงมาแก้ไขปัญหาการเลิกจ้าง มีส่วนร่วมกับ นโยบายลดเงินสมทบผู้ประกันตนจากฝ่ายนายจ้าง จาก 5% เหลือ 3%

9. นายชุมพล สังข์ทอง นายทะเบียนพรรค
เคยลงสมัครส.ส.สังกัดพรรค ประชาธิปัตย์ ที่ลงสมัคร ชัยภูมิ เคยเป็นทนายให้ ไทกร พลสุวรรณ เป็นประธานชมรมนักกฎหมายใต้ฟ้าข้าพระบาท ที่ ปรึกษากฎหมายของแกนนำอีสานกู้ชาติ คณะกรรมาธิการการยุติธรรมการตำรวจและสิทธิมนุษยชนสนช.และเป็นเลขานุการส่วนตัวของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ

10. นางสาวอาภารัตน์ ชาติชุติกำจร กรรมการบริหารพรรค
ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมืองภูเก็ต ร่วมขบวนเพื่อรักษาแผ่นดินพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร อ.กันทราลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

11. นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรค
เป็นแกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 2 เป็น สื่อมวลชน ชื่อดังในยุคก่อนหน้าวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548 - 2549 มีบทบาทเป็นพิธีกรและโฆษกของ เวทีพันธมิตรฯในการขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณและได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สนช.

12. นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง รองเลขาธิการพรรค
แกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 2 เป็นนักแสดง พิธีกร

13. นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ กรรมการบริหารพรรค
ชาวนา จ.ชัยนาท ผู้ประสานงานสภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย เลขาธิการเครือข่ายชาวนาภาคกลาง ผู้ต่อสู้การทำเอฟทีเอที่ไม่โปร่งใส ช่วง รัฐบาลทักษิณ จนมีผลในรัฐธรรมนูญมาตรา 190 รวมทั้งเป็น ผู้เริ่มที่จะดำเนินการปฏิรูประบบเกษตรกรรมและพัฒนาสิทธิเกษตรกร

14. นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก กรรมการบริหารพรรค
พ.ศ. 2549 เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรร่วมจัดรายการบนเวทีและในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร คอนเสิร์ตการเมือง เคย สมัครรับเลือกตั้งใน จ.สมุทรปราการ สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ปัจจุบันจัดรายการ "จับตา(ย)ประเทศไทย" ทางเอเอสทีวี

15 พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ กรรมการบริหารพรรค
อดีตผู้บังคับการตำรวจ ภาค 4 อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล โด่งดังและรู้จักกันในนาม "มือปราบตี๋ใหญ่"

16. นายเทิดภูมิ ใจดี กรรมการบริหารพรรค
อดีตผู้นำกรรมกร คู่กับ ประสิทธิ์ ไชโย การชุมนุมประท้วงความไม่เป็นธรรมกรณีต่างๆ ที่มีนักศึกษาประชาชนเข้าร่วม ดำเนินไปอย่างดุเดือด เข้มข้นในช่วง 3 ปีตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519

17. พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ กรรมการบริหารพรรค
อดีตผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม( สมัย ชวน หลีกภัย เป็นนายก) อดีตนายทหารราชองครักษ์เวร เมื่อปี2545 เป็นคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตผู้สมัครลงเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์

18. นางลักขณา ดิษยะศริน ตะเวทิกุล กรรมการบริหารพรรค
ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติดิอเมริกันสกูลออฟแบงค็อก

19. นางเสน่ห์ หงส์ทอง กรรมการบริหารพรรค
ผู้ประสานงานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เป็นผู้จัดรายการวิทยุรายการ เสียงจากกรรมกร ทางคลื่น F.M. 98.25 MHz และที่สำคัญที่สุดคือ เป็น ภรรยานายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท)คนปัจจุบัน

20. นายอมรเทพ อมรรัตนานนท์ กรรมการบริหารพรรค
อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนนักศึกษาปี 2519 เคยสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคมัชฌิมาธิปไตย และลงเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 ในเขต 12 กรุงเทพ มหานคร ซึ่งประกอบด้วย เขตบางกอกน้อย ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

21. นายพิชิต ไชยมงคล รักษารองเลขาธิการพรรค
รองเลขาฯสนนท.กลุ่มศึกษาพรรคการเมืองทางเลือกภาคประชาชน อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2546 ซึ่งถือว่าเป็น คนใกล้ชิดนายสุริยะใส ในฐานะคณะทำงานของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

22. นายธัญญา ชุนชฎาธาร กรรมการบริหารพรรค
สามีนางมาลีรัตน์ แก้วก่า เป็นนักวิชาการ นักเขียน อดีตผู้นำนักศึกษา 1 ใน 13 กบฎรัฐธรรมนูญ จากเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 กำลังศึกษาในระดับ ปริญญาเอก สาขาผู้นำทางเศรษฐศาสตร์ การเมือง และสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นพิธีกรหลายรายการ ของทาง ASTV

23. นางทัศนีย์ บุญประสิทธิ์ กรรมการบริหารพรรค
แกนนำพันธมิตรฯ อุบลราชธานี เจ้าของสถานีวิทยุชุมชน อ.พิบูลมังสาหาร ทีมที่ปรึกษานายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และ ความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

24. นายสราวุธ นิยมทรัพย์ กรรมการบริหารพรรค
แกนนำพันธมิตรฯ นครปฐม อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครปฐม และส.ส.หลายสมัย

25. นายรังษี ศุภชัยสาคร กรรมการบริหารพรรค
แกนนำเครือข่ายพันธมิตรฯ อุดรธานี




************
คณะที่ปรึกษาพรรคการเมืองใหม่ 15 คน ดังนี้
**************

1. ดร.สมปอง สุจริตกุล
-อดีตเอกอัครราชทูตไทย รักษาการคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ หนึ่งในทนายความของประเทศไทยที่ว่าความคดีปราสาทเขาพระวิหารต่อ ศาลโลกในปี 2505

2. ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช
อดีตผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตประธานกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ใน หนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ

3. นายอุดร ตันติสุนทร
อดีต ส.ว.ตาก อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

4. นายสมพจน์ ปิยะอุย
เครือโรงแรมดุสิตธานี

5. นายพิภพ ธงไชย
ด้วยประสบการณ์การเคลื่อนไหวมวลชนมานยาวนาน บวกกับบุคคลิกสุขุม สุภาพเรียบร้อย แต่แน่นด้วยเนื้อหาสาร เพื่อนพ้องมากมายทำให้เขากลายเป็น 1 ในแกนนำพันธมิตร และเป็นอีก 1 ใน คนใกล้ชิดอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์

6. พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์
อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4


7. พล.อ.อ.สามารถ โสตสถิตย์
อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ


8. ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการการประปานครหลวง


9. นายสมศักดิ์ อิสมันยี หรือ อ๊อด คีตาญชลี
สมศักดิ์ และ สุรินทร์ อิสมันยี (ริน) สองสามีภรรยาชาวเพชรบุรี เดิมใช้ชื่อว่า วง "สายทิพย์" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "คีตาญชลี" ตามชื่อกวีนิพนธ์ของ รพินทรนาถ ฐากูร กวีชาวอินเดีย มีความหมายว่า "คารวะด้วยเสียงเพลง"

10. ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)

11. รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่เข้าร่วมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ลาออกจากตำแหน่ง

12. รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนิทสนมกับ.รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย

13. อาจารย์สมบัติ เบญจศิริมงคล
อดีตนายกสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมัน เคยสมัคร สส. ปี 2548 ในนามพรรคมหาชน (อเนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรค)

14. ดร.ประยูร อัครบวร
อดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลา อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

15. นายอัมรินทร์ คอมันตร์
นักวิชาการ ผู้ที่เคยนำต่อต้านกฎหมาย 11 ฉบับ ที่เรียกกันว่า กฎหมายขายชาติ ขึ้นเวทีพันธมิตรในปี พ.ศ. 2549

ที่มา Innnews www.innnews.co.th/specialnews.php

‘เพลงชาติไทย’ กับรัฐบาล “แดกได้-แดกดี”

ที่มา Thai E-News

โดย คุณวาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ที่มา เวบไซต์ vattavan
10 ตุลาคม 2552

ท่ามกลางกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพี่น้องประชาชนชาวไทย ถึงความไม่ชอบธรรม ในการดำเนินการตามแผนต่างๆ ของรัฐบาล

ตั้งแต่โครงการที่ชาวบ้านเขาขมขื่น แต่ถูกเรียกอย่างขำขัน ว่าเป็น “โครงการ-แดกไม่พอเพียง” จนเป็นเหตุให้พรรคดักดาน ของนายมาร์คมุกควาย จำต้องแก้ไขด้วยการเล่นละครกลบเกลื่อน ด้วยการให้สมาชิกที่มีข่าวไปพัวพันการทุจริต ออกไปจากพรรคพอเป็นพิธีแล้ว นั้น

พฤติกรรม “แดก” อย่างไม่เคยพอเพียง เพราะอดอยากปากไหม้มานาน ก็ไปปรากฏเป็นเรื่องอัปรีย์ โผล่หางแดงโร่ โชว์ชาวบ้านขึ้นมาอีก

คราวนี้เกิดที่กระทรวงคุณหมอ เพราะกลุ่มแพทย์เขาอดรนทนไม่ได้ ดาหน้าออกมาแฉโครงการก่อสร้างและจัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่บรรดาไฮยีน่าจอมตะกละตะกลาม ทั้งตัวเมียและตัวผู้ สุมกบาลวางแผนการ เขมือบงบประมาณเอาไว้อย่างแยบยล จนกลุ่มหมาในพันธ์กาลี ต้องถอนตัวออกไปแบบ “ยกฝูง” คงเหลือแต่ไอ้ “จ่าฝูง” หัวโจก ยังนั่งหน้าทนอยู่บนหิ้ง ซึ่งกลุ่มคุณหมอและชาวบ้านที่สนใจ ก็กำลังดูอยู่ว่า มันจะ “ด้าน” ไปได้อีกสักกี่น้ำกัน!

ข่าวฉาวระยำโฉ่อย่างนี้ ทำให้ผู้คนและสื่อมวลชนต่างๆ เขาจับทางได้แล้ว ถึงกับพูดกันขรมไปว่า บ้านเมืองเรานี้ช่างอาภัพนัก เพราะต้องมาเจอนักกินเมือง ที่มีพฤติกรรมเหมือนฝูงเปรตที่หิวโหย คอยสูบเลือดสูบเนื้อบ้านเมือง ทั้งๆ ที่สยามประเทศยามนี้ ก็เสมือนคนป่วยที่ผอมแห้งแรงน้อย จนแทบจะทรงกายไม่ได้อยู่แล้ว

การเผยแพร่ข่าวสารอันไม่เป็นมงคล แถมยังอุดมด้วยการทุจริตชั่วช้า หลุดออกไปสู่การรับรู้ประชาชนอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง สร้างความตกต่ำให้กับพรรคดักดานและรัฐบาลโลซก จนถูกวิจารณ์อย่างประชดประชันว่า เป็น “รัฐบาล...แดกได้-แดกดี!”

ความตกต่ำอย่างที่เล่ามา ส่งผลไปถึงตัว มิสเตอร์มาร์ค มุกควาย หัวหน้ารัฐบาลต้องเบ้หน้า เพราะเรทติ้งจากโพลหลายสำนัก แสดงให้เห็นว่า เจ้าตัวได้รับ “เรทต่ำ”

เพราะโพลสำนักต่างๆ ดันทะลึ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า นายมาร์ค มุกควาย คนนี้ ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน อย่างที่พยายามโฆษณากัน เพราะผลสำรวจครั้งล่าสุด ความนิยมก็หล่นฮวบ เหลือไม่ถึงครึ่ง เป็นนักเรียนก็...สอบตก!

ที่แย่ที่สุด คือ เมื่อเขาจับไปเปรียบเทียบความนิยม ระหว่างนายมาร์คกับนายกฯทักษิณ คนที่ไปอยู่นอกประเทศนานแล้ว แต่ผลกลับปรากฏออกมาว่า มิสเตอร์มุกควาย กลับตกเป็นฝ่าย... พ่ายแพ้ทุกๆ โพล!!

ไม่น่าเชื่อเลยว่า ขนาดเจ้าตัวเป็นรัฐบาลและมีอำนาจเต็ม แถมยังทุ่มเทเงินหลวง คืองบประมาณของชาติ ไปใช้ เพียงเพื่อการโฆษณาทั้งตัวเองและพรรคดักดานอย่างมากมาย แต่กลับไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวัง

นายมาร์ค มุกควาย จึงไม่มีทางเลือกอีกต่อไป นอกจากต้องด้านหน้าลากรัฐบาล ผุๆ พังๆ ไปให้ได้นานที่สุดเท่านั้น โดยไม่ได้คำนึงว่า ประเทศจะตกต่ำ ตนและพรรคจะเป็นที่รังเกียจของผู้คน

ทั้งนี้ก็ไม่ใช่เหตุอื่นเลย หากเป็นเพราะ.... เพื่อมีโอกาสใช้งบประมาณ กันอย่างมันมือต่อไปอีก ระหว่างนี้ต้องหลีกเลี่ยงพูดถึง “การเลือกตั้ง” อย่างเด็ดขาด!!!

กลยุทธ์ที่รัฐบาลโลซกของนายอภิแสบ หยิบมาใช้ในการหันเหความสนใจของผู้คน ออกไปจากเรื่องบ้านเรื่องเมือง คือการใช้ “มุกควาย”

อย่างมุกโครงการร้องเพลงชาติตอนเย็น ซึ่งเป็นเวลาเชิญธงชาติลงจากเสา โดยให้ประชาชนจังหวัดต่างๆ ร่วมร้องเพลงเรียงตามลำดับอักษรของจังหวัด ตั้งแต่ “ก” คือกระบี่

ผู้คนเขาก็ไม่รู้ว่า ทำไมกะอีแค่ร้องเพลงชาติ จะทำให้ผู้คนในประเทศ หันหน้ามาสามัคคีได้อย่างไรกัน? ในเมื่อคนอย่างโฆษกส่วนตัว ของนายมุกควาย ก็ยังพูดทองแดงปร่าแปร่ง ยั่วยุ แหย่แยงตะแคงรั่ว ตอกย้ำ “ความแตกแยก” ให้ผู้คนในบ้านเมือง อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ผู้คนเขาก็ถือว่า นั่นเป็นการแสดงออกของนายมาร์ค หัวหน้ารัฐบาล เพียงแต่ยืมปากโสโครกของ “ไอ้เถบ” พูดแทนตัวนั่นเอง! จริงอย่างที่ผู้คนเขาสงสัย หรือเปล่าล่ะ? ...................................................


การถ่ายทอดสดการร้องเพลงชาติไทย ตามตัวอักษรทีละจังหวัดนั้น ก็เหมือนกับทุกโครงการ ของรัฐบาลพรรคดักดาน ที่จะต้องมีเรื่องการใช้งบประมาณอย่างฟุ่มเฟือย ไม่ประหยัดเลยแม้แต่น้อย ตลอดจนมีกรณีใช้เงินหลวงอย่างผิดทิศทาง ทั้งยังมีเรื่องการทุจริตเข้าหูประชาชนคนไทยมิได้ขาด จนต้องพากันอุดจมูก ด้วยสะอิดสะเอียนต่อกลิ่นอายคอรัปชั่น ที่ตามมาหลอกหลอนพี่น้องร่วมชาติ ในทุกๆ โครงการของรัฐบาลของพรรคดักดานดำเนินการ จนผู้คนเขาต้องอุทาน ด้วยความแปลกใจว่า

“ไอ้พวกนี้มัน ‘แดก’ กันเก่งจริงๆ!” ได้ยินแล้ว ให้เศร้าใจยิ่งนัก!!

โครงการ “ห่วยๆ” อย่างเรื่องร้องเพลงชาตินี้ ก็ดันใช้เงินไปอีกหลายสิบล้านบาท บ้างก็บอกว่า ใช้เป็นค่ายิงสปอตโฆษณาเพียง 30 ล้านบาทเท่านั้น บางคนก็บอกว่าเป็นร้อยล้าน แต่ผู้คนไม่สามารถล่วงรู้การปู้ยี้ปู้ยำเงินหลวง เพราะพรรคดักดาน ไม่กล้าเปิดเผยรายละเอียดของเงินที่ใช้จ่ายไป ให้กับประชาชนทราบแต่อย่างใด

นอกจากโครงการต่างๆ ของรัฐบาล จะไม่ได้ประโยชน์อย่างที่โม้กันไว้แล้ว “มุก” เรื่องชวนชาวบ้านร้องเพลง อย่างที่รัฐบาลนายอภิแสบคิดขึ้นมา และผมระบุเอาไว้ในตอนต้นว่าเป็น “มุกควาย” นั้น

จึงอยากให้กระทรวงการต่างประเทศ เชิญท่านสมเด็จฮุนเซ็น ช่วยเป็นต้นเสียง ร้องเพลง “เขมรไล่ควาย” เพื่อเป็นเพลงนำ ในการไล่รัฐบาลของนายมาร์ค ที่มีเสนอแนวความคิดแบบ “กระบือๆ” อย่างนี้... ออกไปให้พ้น จากการบริหารประเทศของเรา เสียที! บ้านเมืองเราจะได้ปลอดคอรัปชั่น เจริญก้าวหน้าเหมือนชาติอื่นเขาบ้าง!!

ก่อนที่จะจบบทความในวันนี้ อยากจะกราบเรียนกับท่านผู้อ่านที่เคารพ ว่า การที่ให้ประชาชน ร่วมกันร้องเพลงในตอนเย็น ซึ่งเป็นเวลาเราเอาธงชาติลงจากเสา ผมดูแล้วมันพิกล เพราะหากจะถือกันในเรื่องโชคลาง ก็พอจะมองได้ว่า

ปกติการที่เราชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา นั่นหมายความว่า เรามีอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นๆ แต่การชักธงลงจากยอดเสา มาพับเก็บนั้น ในบางโอกาส กลับหมายความถึงการที่เราจะถอนตัวออกจากการครอบครองดินแดน เช่น อังกฤษเอาธงยูเนี่ยนแจ๊คลง เมื่อวันมอบคืนเกาะฮ่องกงให้จีนแผ่นดินใหญ่ เป็นต้น

หรือแม้แต่ชาติเราเองก็มีตัวอย่างให้เห็น คือ... จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็สั่งเอาธงชาติไทยลงจากปราสาทพระวิหาร เมื่อประเทศของเรา ต้องต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้คดีในชั้นศาลโลก จำต้องคืนปราสาทพระวิหาร ให้กับกัมพูชา

ผมยังจำได้แม่นว่า ท่านจอมพลฯคนสะดือแตก พูดออกวิทยุด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “วันหนึ่งข้างหน้า ข้าพเจ้าจะเป็นคนไปชักธงชาติไทยขึ้นเสา เหนือเขาพระวิหาร ด้วยตนเองอีกครั้ง!”

น่าสงสาร... จอมพลคนเมียมาก ไม่เคยมีโอกาสกลับขึ้นไปชักธงไตรรงค์เหนือปราสาทเขาพระวิหาร เพราะตายด้วยโรคม้ามเสียก่อน หากท่านจอมพล “คนพันเมีย” อยู่มาถึงวันนี้ และมีโอกาสขึ้นไปบนเขาพระวิหาร ท่านก็จะได้เห็นเป็นที่ประจักษ์กับสายตาว่า บัดนี้ ใช่แต่ตัวปราสาทเปรี๊ยะวิหารเท่านั้น แม้แต่พื้นดินแผ่นทรายรอบองค์ปราสาท อาณาเขตพื้นที่ 4.2 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีข้อขัดแย้งกันเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือดินแดน

เดิมไทยกับเขมรเคยหาทางออกอย่างสันติ ถึงขั้นตกลงที่จะพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

แต่... เมื่อมาถึงรัฐบาลนายมาร์ค มุกควาย ซึ่งมีคนของพันธมาร ยึดกุมตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

แต่... ...พื้นที่บริเวณที่เคยเป็นปัญหากัน นั้น ถึงวันนี้... รัฐบาลกัมพูชาของสมเด็จฮุนเซ็น ได้สถาปนาการปกครองเหนือดินแดนดังกล่าว ได้อย่างสมบูรณ์แบบและมั่นคงแข็งแกร่ง เรียบร้อยโรงเรียนขะแมร์ไปแล้ว

ทั้งนี้เป็นเพราะ... ความไร้ฝีมือ ปนความโง่เง่าของนายกฯโลซก ที่บริหารบ้านเมืองล้มเหลว (เพราะทำงานไม่เป็น) กับไอ้รัฐบาล “แดกได้-แดกดี” นี่แหละ! จริงหรือเปล่าล่ะ!!?

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(10ต.ค.):อีกก้าวชาวใต้สีแดง/ซับน้ำตาภูมิซรอล/ต้อนรับนายกฯหุ่นที่อุบล

ที่มา Thai E-News

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2552 ตรงกับแรม 6 ค่ำ เดือน 11 "นักข่าวชาวรากหญ้า"นำข่าวคราวกิจกรรม ความเคลื่อนไหว ของพี่น้องชาวเสื้อแดง ฝ่ายประชาธิปไตยทั่วไทย และทั่วโลกมารายงานให้ทราบเช่นเคย จะได้เผยให้เห็นความคึกคักของชาวเราเจ้าของประเทศ***


***พาล่องใต้กันก่อนให้หรอยจังหู๊ "นกไฟ"สายข่าวคนขยันรายงานมาว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ทางกลุ่มรักประชาธิปไตยชาวใต้กลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มหาดใหญ่ สงขลา ได้เชิญท่าน อาจารย์สอาด จันทร์ดี พิธีกรรายการ"พบปะประชาชน"ทางช่อง people chanels มาบันทึกเทปโทรทัศน์ เพื่อออกรายการพบปะประชาชนในตอนเย็นวันเสาร์ และวันอาทิตย์ เวลาประมาณ 17.00 น. ที่จะถึงนี้(วันที่ 10 และวันที่ 11) บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ใครเป็นใครดูกันเองตามภาพ***


***โดยได้มีการบันทึกเทปนอกสถานที่ด้วย โดยท่าน อ.สอาด ได้ร่วมเดินทางถ่ายทำนอกสถานที่กับหัวเรี่ยวหัวแรงที่ได้ทำให้งานนี้เกิดขึ้น คือ เจ๊รุ่งและลูกชาย(น้องหมู)ซึ่งเป็นตัวประสานงานให้กับกลุ่มต่างๆ บรรยากาศการถ่ายทำเป็นไปอย่างกันเองทั้งทางพิธีกรและผู้ร่วมงาน โดยไฮไลต์อยู่ที่ตัวลูกชายของเจ๊รุ่ง(น้องหมู)ที่ได้พูดขึ้นตอนนึงว่า "เราได้ก้าวหน้าไปอีกขั้น และได้บ่งบอกว่าพวกเราจะไม่หลบอยู่ในกะลากันอีกแล้ว"***


***พร้อมกันนี้ก่อนเข้าช่วงเปิดรายการ(วันเสาร์)ได้มีโอกาสให้เยาวชนแสดงออกถึงความรักความห่วงแหนในระบอบประชาธิปไตยด้วยโดยการร้องเพลงให้กับคนที่ใครหลายๆคนคิดถึงและทางกลุ่มได้มอบของที่ระลึกให้กับ อ.สอาดด้วย คอยติดตามทางพีเพิลแชนัลน๊ะครับชาวเสื้อแดงทุกๆท่าน***

***ไปต่อกันที่อีสานใต้ชายแดนเขมรกันมั่ง เมื่อวานนี้ 9 ตุลาคมฤกษ์ดี อาสาพยาบาลคนเสื้อแดงRSRนำสิ่งของที่พี่น้องฝ่ายประชาธิปไตยและคนเสื้อแดงร่วมใจกันบริจาคเพื่อปลอบขวัญบำรุงกำลังใจชาวบ้านภูมิซรอล ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ถูกพันธมารอันธพาลการเมืองบุกรุกรานย่ำยีฆ่าฟันราวผักปลาที่ศาลากลางบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมกับนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายสุพล ฟองงาม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะส.ส.พรรคเพื่อไทย ร่วมเดินทางมาพบปะกับชาวบ้านภูมิซรอล และ ชาวบ้านในเขตพื้นที่ติดเขาพระวิหาร ซึ่งถูกรุกรานถึงถิ่นโดยอันธพาลการเมืองล้าหลังคลั่งชาติพันธมิตร***


***ประชาชนในพื้นที่พร้อมใจกันใส่เสื้อแดงมาต้อนรับคณะอดีตนายกรัฐมนตรีคับคั่ง อดีตนายกฯสมชาย ได้มอบสิ่งของบริจาคและเงินค่าทำขวัญที่ชาวไทยทั้งประเทศร่วมบริจาคเป็นธารน้ำใจปลอบขวัญชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่ออันธพาลการเมืองพันธมิตรจำนวน 44 คน ซึ่งถูกอันธพาลการเมืองกลุ้มรุมทำร้าย และใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่ ทั้งผู้รับผู้ให้ต่างเห็นอกเข้าใจกันพร้อมตั้งปณิธานจะขออยู่กับเพื่อนบ้านอย่างฉันท์มิตร แต่พร้อมเตรียมต้านภัยผู้รุกรานล้าหลังคลั่งชาติอย่างพร้อมพรัก***

***ไปหาเสียงหนก่อนที่อุบลฯโดนอึปาลงหน้า1ไทยรัฐ หลังปล้นตำแหน่งมาไปหาแหวนหมั้นคนแก่ คนแก่ถึงกับตาย วันนี้มาร์กไปหายายไฮ ขันจันทา เอาเงิน4ล้านไปให้ แต่ค่ารักษาความปลอดภัยไม่หนีหลักสิบล้าน แถมไปจัดตั้งม็อบปากมูลหวังให้เป็นม็อบชนม็อบอีก.. อย่ามัวแต่กลัวเสื้อแดงรุมต้านหละ เพราะของจริงคือยายไฮนี่แหละ ดีไม่ดีโดนยายไฮต้อนต่อหน้ากล้องทีวีนี่มีถึงตายหน้าจอเลยเชียว เอาแค่อาหารยายไฮเตรียมไว้ต้อนรับเป็นเมนูอีสานขนานแท้ เจอลาบเลือดซุปหน่อไม้เข้าไป มาร์คจะไหวเรอะ มันไม่เหมือนน้ำซุปอิตาลีโรงแรม5ดาวนะเธอ***

***ภาคประชาชนขนานแท้และดั้งเดิม เริ่มขบวนการเรียกร้องมาเป็นกลุ่มแรกๆคือกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ เรียนเชิญเพื่อนสมาชิก เข้าร่วมงาน ครบรอบสามปี คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จัดโดยเครือข่ายคนวันเสาร์ ในวันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย.52 นี้ ณ ท้อง สนามหลวง เพื่อร่วมฉลองการเกิดขึ้นของการเมืองภาคประชาชนที่แท้จริง โดยจะพบกับแกนนำภาคประชาชนที่แท้จริงที่ร่วมต่อสู้มาตั้งแต่ที่ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้ครับ งานนี้เอาให้ดีควรมีโฟนอินจากสุชาติ นาคบางไทร แกนนำที่อยู่ระหว่างเดินทางไปดูงานต่างประเทศเข้ามาหน่อยก็จะโก้ไม่หยอก แถมทำให้มิตรสหายคลายคิดถึงไปอีกโข รายละเอีดติดตามทางhttp://saturdayvoice.com***

***ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทยขยันจริงๆ หลังอบรมนักข่าวหัวเห็ดเผด็จศึกอำมาตย์หนแรกไปแล้วเมื่อปลายเดือนก่อน ตอนนี้เปิดอบรมรุ่น2แล้ว โดยคราวนี้จะเน้นการอบรมเชิงปฏิบัติการ(ทำเวิร์คช็อป)เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้มีประสบการณ์และทักษะ สามารถนำไปปฏิบัติการได้จริง***

***งานมีที่ที่ทำการชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ถนนวิภาวดี เวลา 13.00-17.30น. วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม2552 (หนนี้จัดเฉพาะช่วงบ่ายนะครับ) งานนี้ฟรีไม่ต้องจ่ายตังค์ กิจกรรมหลักคือให้มืออาชีพวงการข่าวจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการงานเขียนข่าวลงบล็อกwww.blogger.com พร้อมแจก"คู่มือนักข่าวหัวเห็ดเผด็จศึกอำมาตย์"โดยจะสอนลงมือทำตั้งแต่การสัมภาษณ์แหล่งข่าว การค้นคว้าข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเพื่อหาข่าวการนำเสนอเขียนข่าวลงเวบลงบล็อก การพาดหัวข่าว-การโปรยข่าวที่ดึงดูดใจคนอ่าน***

***จากนั้นคุณบังสุกุล ผู้ดูแลเวบถ่ายทอดวิทยุ+ทีวี20กว่าเวบสอนฝึกหัดให้ลงโปรแกรมถ่ายทอดสดทางวิทยุ+ทีวีภาคปฏิบัติ ดังนั้นคนที่มางานหากสะดวกก็พกโน้ตบุ๊คมาด้วย จะได้ลงโปรแกรมไปใช้งานได้ ปิดท้ายงานไพโรจน์ จันทรนิมิ ประธานชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทยจัดประชุมคณะกรรมการและสมาชิกที่เข้าอบรมเพื่อกำหนดกิจกรรม เช่น การร่วมมือระหว่างสมาชิก,เวบไซต์ต่างๆ,สื่อฝ่ายประชาธิปไตย,โครงการจัดตั้งศูนย์ข่าว หรือสำนักข่าวฝ่ายเสื้อแดงร่วมกัน และกิจกรรมต่างๆ***

***ท่านที่ประสงค์เข้าร่วมงานรีบตีตั๋วด่วนเหลือ5ที่นั่งสุดท้าย แจ้งความจำนง เล่าประวัติย่อ ประสบการณ์ และความตั้งใจไปที่freedompress9999@gmail.comหรือดูรายละเอียดที่www.thaifreedompress.blogspot.com***


***วันที่ 11 ต.ค.นี้เช่นกัน ซึ่งตรงกับวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 40 กลุ่มคนเสื้อแดง จะไปชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเรียกร้องและทวงคืนรัฐธรรมนูญปี 40 รัฐธรรมนูญประชาชนของจริง ท่านใดอยากให้กิจกรรมคึกคัก และถือโอกาสพบปะมิตรสหายฝ่ายประชาธิปไตยเจอกันตอนเย็นๆ***

***วันนี้ เวลา 09.๐๐ น.เป็นต้นไป ชมถ่ายทอดสดการอบรมผู้นำการพัฒนาประชาธิปไตย จากมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย ติดตามชมทางเจ้าเก่าขาประจำ www.newskythailand.us www.newskythailand.comชาวเสื้อแดงขอปรบมือให้ทั้งคนจัดและคนถ่ายทอดสดครับพ๊ม***

***พี่น้องฝ่ายประชาธิปไตย ชาวเสื้อแดงอยากฝากข่าว กิจกรรม งานสังคม งานมีทติ้งพบปะสังสรรค์ ทอดกฐิน ทำบุญสารพัดทั้งงานส่วนรวม ส่วนตัว หรือการทำมาค้าขาย ฝากข่าวโฆษณาใดๆเชิญส่งรูป หรือภาพข่าว คลิปข่าวมาเลยที่นักข่าวชาวรากหญ้า อีเมล์thaienews@googlegroups.comแล้วทางเราจะเผยแพร่ให้ฟรีๆไม่ต้องเสียสตังค์ เชิญเลยคร้าบ ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ แถมทำให้พี่น้องเสื้อแดงที่ทราบข่าวมีกำลังใจสู้ๆอีกต่างหาก...***

อภิสิทธิ์-กษิต ต้นตอทำให้ไทยเสียดินแดนตัวจริง .. อย่านิ่งเฉยหน้าด้าน !!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณอัคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
9 ตุลาคม 2552

ตอนที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรี และนายนพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กรณีออกมติ ครม.สนับสนุนการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น นายกล้าณรงค์ จันทิก แถลงว่า ป.ป.ช. พิจารณาจากคำร้องของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ส. พรรคนั้น 141 คน

ความข้อนี้ ท่านผู้อ่านโปรดจำไว้ให้ดี ที่ต้องขอให้ช่วยจดจำกันไว้ก็เพราะ นายอภิสิทธิ์และคณะทำหน้าที่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ที่ต้องพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทย กลัวว่า การไปเซ็นแถลงการณ์ร่วมฯ จะทำให้ไทยสูญเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบๆ เขาพระวิหารไปอีก หลังจากที่เราเสียพระวิหารไปเมื่อปี 2505 คำกล่าวอ้างนี้ เป็นความชอบธรรม ใครๆ ก็ฟังขึ้น

ยิ่งนายอภิสิทธิ์ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ได้แสดงความเห็นในที่ต่างๆ บอกว่า ที่เสียไปในปี 2505 คือตัวพระวิหาร ส่วนพื้นดินใต้พระวิหาร หรือพื้นดินที่รองรับพระวิหารนั้น ยังถือว่าเป็นของเราด้วยแล้ว ก็ยิ่งถูกใจพวกคลั่งชาติหนักเข้าไปอีก

ปัญหามีอยู่ว่า ตอนนี้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ผู้นำฝ่ายค้านที่จะทำหน้าที่ด้วยการพูดอย่างเดียว

ดังนั้น การที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เคยยกมาเป็นประเด็นถามในสภาว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์เข้ามาทำหน้าที่นายกฯ และนายกษิต ภิรมย์ มาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แล้วกัมพูชาได้สร้างถนนคอนกรีตอย่างดีขึ้นพระวิหาร ผ่านพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร และทางทหารคือกองกำลังสุรนารี ได้ทำหนังสือแจ้งกระทรวงการต่างประเทศให้ทำการประท้วงคัดค้าน เหตุใดรัฐบาลจึงมิได้กระทำ

การปล่อยปละละเลยจนกระทั่งเขาสร้างถนนเสร็จ จะมิเท่ากับเป็นการสละสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนดอกหรือ?

ประเด็นนี้ นายอภิสิทธิ์ และนายกษิต ไม่เคยตอบให้ชัดเจนแม้แต่สักครั้งเดียว ไม่ว่าจะในสภา หรือต่อสื่อมวลชน

ด้วยเหตุนี้ ต่อมานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในผู้จัดรายการ “ความจริงวันนี้” ได้ออกมาทวงถามอีกครั้งหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ข้อมูลจากทางทหารยืนยันว่า ได้ทำหนังสือมายังรัฐบาลถึง 9 ฉบับ แต่ไม่มีปฏิกิริยาแต่อย่างใด จนกระทั่งกัมพูชาทำถนนเสร็จจึงจะมีการกระดิกตัว

ประเด็นนี้ นายณัฐวุฒิถามว่าเป็นความจริงหรือไม่?

หากเป็นความจริง (ซึ่งตรวจสอบแล้วว่าจริง) จะมิเท่ากับว่า เราได้เสียดินแดนส่วนนี้ ไปแล้วดอกหรือ

ขอให้นายอภิสิทธิ์ตอบให้ชัดเจน เพื่อขจัดความสงสัยของคนไทยทั้งปวง

ความสงสัยของทั้ง นายจตุพรและ นายณัฐวุฒิ ไม่เคยได้รับคำตอบจากรัฐบาล ให้เกิดความกระจ่าง คงมีแต่การเล่นสำนวนว่า ไม่มีปัญหาอะไร มีบางคนที่ไม่ใช่นายอภิสิทธิ์และนายกษิต ตอบหยันๆ เสียอีกว่า ไม่เป็นไร เขาสร้างถนนเสร็จแล้ว เมื่อมีการเจรจาเราก็ได้ถนนมาฟรี

ผู้เขียนยกเรื่องนี้ขึ้นมาฉายซ้ำในวันนี้ ด้วยเจตนาเดียวกับที่นายจตุพรและนายณัฐวุฒิ ออกมาทวงถามจากรัฐบาล เพราะพฤติการณ์ที่ทั้งนายอภิสิทธิ์และนายกษิตกระทำนั้น สุ่มเสี่ยงยิ่งกว่าการกระทำของนายสมัครและนายนพดลเป็นไหนๆ

เรื่องของนายสมัครและนายนพดลนั้น ถึงบัดนี้ใครๆ ก็เห็นแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องของการเสียดินแดน เราไม่ได้เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และแถลงการณ์ร่วมฯนั้น ก็ไม่ได้มีฐานะเป็นสนธิสัญญา แต่ทั้ง 2 คนก็ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ขั้นถอดถอน และดำเนินคดีอาญาตาม ม. 157 ไปแล้ว

ผลลัพธ์สุดท้ายเป็นอย่างไรยังไม่รู้

แต่การเพิกเฉยของนายอภิสิทธิ์และนายกษิต ต่อคำเตือนของฝ่ายทหารถึง 9 ครั้ง 9 หนนั้น มันหมายความว่าอย่างไร

แม้แต่นายกษิตเอง มีอยู่วันหนึ่ง ที่เดินทางไปตรวจสถานที่จริงที่เขาพระวิหาร กลับมา ก็ยังคงเงียบอยู่เช่นเดิม เพราะไม่อาจปฏิเสธได้

ทั้งนี้เพราะฝ่ายทหาร ได้เข้าไปให้การต่อกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรไว้สิ้นไส้สิ้นพุงแล้ว และข้อเท็จจริงในพื้นที่ก็ยันอยู่ทนโท่

รัฐบาลนี้ กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง แต่ใช้วิธีนิ่งเฉยแบบหน้าด้าน ตอบไม่ได้ ก็ใช้วิธีการเงียบ ผิดวิสัยของผู้บริหารประเทศ

ขอเตือนอีกครั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณต้องตอบคำถามนี้ มิฉะนั้นข้อกล่าวหาว่า นายสมัครและนายนพดลขายชาติ จะย้อนกลับเข้าสู่ตัวคุณ

Friday, October 9, 2009

ร.ต.อ.เฉลิม ลาออกจากประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 9 ต.ค.- ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ส่งเอกสารลาออกจากตำแหน่งประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย มาให้สื่อมวลชน โดยในใบลาออก ระบุว่า “ตามที่ ส.ส. กรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้กรุณามอบความไว้วางใจให้กระผมทำหน้าที่ในตำแหน่งประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย นั้น บัดนี้ กระผมได้ทำหน้าที่ดังกล่าวมาเป็นระยะเวลาอันสมควร ประกอบกับกระผมมีภารกิจอันสำคัญ ซึ่งจะทำให้การทำหน้าที่ขาดประสิทธิภาพ กระผมจึงขอลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคได้คัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมมาทำหน้าที่แทนต่อไป”

ทั้งนี้ การลาออกดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แถลงไม่เข้าร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พรรคเพื่อไทยกลับเข้าร่วมกับวิป 3 ฝ่าย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-09 13:35:02

ลากเกมไปข้างถนน?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_38398

โดยปรากฏการณ์ที่โลกกำลังจ้องมองประเทศไทยตาไม่กะพริบ

ล่าสุด เจ้าชายแอนดรูว์ คริสเตียน เอ็ดเวิร์ด ดยุคแห่งยอร์ก ที่เสด็จเยือนประเทศไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะ และในฐานะผู้แทนพิเศษด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ได้เสด็จฯยัง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า นักลงทุน สหราชอาณาจักรส่วนใหญ่แสดงความเป็นห่วงเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในขณะนี้

อังกฤษทักกันเป็นนัยๆ


และก่อนหน้านั้นนายอีริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าพบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล พร้อมทั้งได้สอบถามเรื่องการบ้านการเมืองในประเทศไทย

อยากรู้ว่าแนวโน้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร

สหรัฐอเมริกาก็น่าจะจับสัญญาณอะไรได้

2 มหาอำนาจของโลก ทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา แสดงอาการตื่นตัว เกาะติดสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย เหมือนจะได้กลิ่นแปร่งๆ

แล้วก็ได้เวลาสำแดงฤทธิ์เดชกันจริงๆ

ม็อบพันธมิตรฯที่นัวเนียๆกับฉากของพรรคการเมืองใหม่ ประกาศขู่ดังๆออกอากาศ พร้อม จะเกณฑ์ม็อบเสื้อเหลืองออกมาชุมนุมใหญ่

คัดค้านการรื้อรัฐธรรมนูญฉบับ “หน้าแหลมฟันดำ”

วันเดียวกับคิวที่ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย นำทีม ฝ่ายค้าน ต่อสายม็อบเสื้อแดง แถลงคว่ำบาตร

ไม่ร่วมสังฆกรรมแก้ไขรัฐธรรมนูญ


ตามสัญญาณที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้าที่ประชุมพรรคเพื่อไทย สั่งการลูกข่าย อย่าหลงตามเกมของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล

หลอกประชามติแก้รัฐธรรมนูญยื้อเวลาลากยาวอำนาจ

ขณะที่วิปวุฒิสภา ก็เริ่มยึกๆยักๆ ชักแถวถอยไปตั้งหลักดูทิศทางลม

ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย คว่ำบาตร ม็อบพันธมิตรฯขู่อาละวาด วุฒิสภาเริ่มกั๊ก

รายการรื้อรัฐธรรมนูญส่อเค้าฟาวล์ตั้งแต่ออกสตาร์ต

ในอารมณ์ที่อ่านกันง่ายๆ ผลประโยชน์ขัดกันก็บรรลัย

ขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯก็ต้องยื้อเงื่อนไขได้เปรียบในรัฐธรรมนูญฉบับ “หน้าแหลมฟันดำ” ไว้ เพื่อบล็อก “นักเลือกตั้ง” เปิดทางให้ “นักลากตั้ง” เข้าสภา

ขณะที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ก็อ่านแต้มแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเกมแก้รัฐธรรมนูญที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลวางเกมรื้อ 2 ปมหลัก คือ การทำสนธิสัญญาไม่ต้องผ่านรัฐสภา และการกลับไปเลือกตั้งเขตเดียวเบอร์เดียว

ตรงกันข้ามในจังหวะได้เปรียบของค่ายใหญ่ พรรคเพื่อไทยได้ยี่ห้อ “ทักษิณ” ตีกินกระแสได้ทั้งในภาคอีสาน

ภาคเหนือ รวมไปถึงภาคกลางและกรุงเทพฯรอบนอก

ลาก ส.ส. “พวงใหญ่” เข้าสภาได้เนื้อๆเน้นๆ


ไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องไปหลงตามเกมยื้อเวลาของพรรคร่วมรัฐบาล

ในเมื่อเป้าหมายอยู่ที่ “นิรโทษกรรม” อุ้ม “นายใหญ่” กลับเมืองไทยแบบไร้มลทิน

พรรคเพื่อไทยมั่นใจ มัดจำแต้มได้ รอกลับมารื้อใหญ่หลังเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในการประชุมวิป 3 ฝ่าย นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ยืนยัน ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ยังสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น แต่ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ


พร้อมทั้งชี้ว่า การที่ ร.ต.อ.เฉลิมแถลงว่าพรรคเพื่อไทยไม่ร่วมสังฆกรรม แก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงเทคนิคการเมือง กระตุ้นให้รัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญเร็วขึ้น

ว่ากันไปคนละทิศละทาง เหมือนยังไม่สะเด็ดน้ำ

แม้แต่แกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์เองก็โดนระแวงว่าเล่นสองหน้า ทางหนึ่งเออออกับพรรคร่วมรัฐบาล อีกทางก็ยักคิ้วหลิ่วตาให้ม็อบพันธมิตรฯออกมาอาละวาดขวางลำไม่ให้รื้อรัฐธรรมนูญ

เหยียบตีนกันเล่น ตบตาเพื่อน

ลึกๆก็รู้กันอยู่ว่า ประชาธิปัตย์ก็ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ กั๊กความได้เปรียบเลือกตั้งพวงใหญ่ และการจัดบัญชีเลือกตั้งระบบสัดส่วนที่เอื้อประโยชน์ให้เต็มๆ

นับไปนับมาก็เหลือแค่พรรคร่วมรัฐบาลที่ลุ้นกันหืดจับ ภูมิใจไทย เพื่อแผ่นดิน ชาติไทยพัฒนา รวมใจไทยชาติพัฒนา กิจสังคม ช่วยกันเข็นลำพังคงไม่ไหว

แทบจะปิดเกมแก้รัฐธรรมนูญในสภา

ไปว่ากันที่เกมกดดันการเมืองข้างถนน.

วัยวุฒิ

ที่มา ไทยรัฐ

ข่าวลือถึงอาการป่วยของ อดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช ในทางร้ายเมื่อวันก่อน ทำให้นึกถึงผู้อาวุโสทางการเมืองที่เคยรู้จักหลายท่าน เพราะวิกฤติการเมืองวันนี้พัดพาเอาชื่อเสียงเกียรติยศของแต่ละท่านไปในทางที่มัวหมอง นักการเมืองรุ่นเด็กบางคนก็เสื่อมตั้งแต่ยังไม่โต

คุณธรรมทางการเมืองจึงต่ำลง

พูดถึงคุณสมัคร ต้องยอมรับว่ามีประสบการณ์ทางการเมืองมาทุกรูปแบบ มีเอกลักษณ์รูปแบบของตัวเองตรงไปตรงมา จึงมีทั้ง คนชังและคนชอบ นอกจากเรื่องของอาหารการกินแล้ว เรื่องเล่าในอดีตฝีมือการเขียนหนังสือคุณสมัครก็ไม่เป็นรองใคร เป็นตั้งแต่คอลัมนิสต์ ไปจนถึงเจ้าของหนังสือพิมพ์

วันนี้ยังได้อ่านข้อเขียนของคุณสมัครอยู่ใน หนังสือต่วย' ตูน ปักษ์แรกของเดือนนี้ คุณสมัครเขียนถึงเรื่องกล้วยๆ เรื่องต้นไม้ยอดดีมีคุณค่าแต่ถูกคำพังเพยดูแคลน เอาไว้ได้ทั้งสาระความรู้และรอยยิ้ม

น่าเสียดายว่าหลังเจ็บไข้ได้ป่วย หลังจากที่เจ็บจากวิกฤติการเมือง คุณสมัครตัดสินใจหันหลังให้กับสังคม ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

การก้าวย่างของผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามาเป็นสมาชิกในพรรคเพื่อไทย ซึ่งเชื่อว่าในที่สุดก็จะขึ้นเป็นหัวของพรรคเพื่อไทย นำทัพสู้กับมรสุมการเมืองในสไตล์ของ พล.อ.ชวลิต อ่อนนอกแข็งใน แต่การกลับมาครั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขมากมายและเป็นการกลับมาลบคำปรามาสที่เกิดจากวิกฤติการเมืองเช่นกัน

เท่าที่เกาะติดข่าว เท่าที่ดูการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิตก็ต้องบอกว่า ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา วันนี้ พล.อ.ชวลิตที่เคยคิดจะทอดทิ้งการเมืองไว้ข้างหลัง เกิดแรงฮึดกลับมากอบกู้ภารกิจเพื่อชาติอีกครั้ง เพื่อย้ำถึงคำว่านายทหารประชาธิปไตยและฉายาขงเบ้งแห่งกองทัพ

เสียดายถ้าข่าวที่ว่า คุณเสนาะ เทียนทอง จะอำลาการเมืองไปอีกคน จะชั่วดีถี่ห่างอย่างไรคุณเสนาะก็ยังยึดหลักคุณธรรมทางการเมืองลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้ คุณเสนาะเคยไปชวนคุณสมัครตั้งพรรคการเมือง สมัยที่ตัดสินใจออกจากพรรคไทยรักไทย และคุณเสนาะ คุณสมัครก็เคยไปชวน พล.อ.ชวลิต

ตัดบัวยังเหลือเยื่อใย สายน้ำตัดไม่ขาด ไม่แน่ว่า คุณเสนาะจะพลิกการตัดสินใจ เข้ามาทวงศักดิ์ศรีอดีตผู้จัดการรัฐบาลที่เกิดจากแรงกดดันวิกฤติการเมืองอีกกระทอก

และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ก็ถือว่าเป็นอดีตผู้จัดการรัฐบาลอีกท่านหนึ่ง วันนี้ พล.ต.สนั่น สวมเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนาของ คุณบรรหาร ศิลปอาชา ฟังว่า ระยะหลังความบาดหมางทางการเมืองในอดีตถูกลบให้เจือจางด้วยวิกฤติทางการเมืองเนื่องจากตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน

ทำให้ พล.อ.ชวลิต คุณบรรหาร คุณเสนาะ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก พูดภาษาเดียวกัน พลันเกิดกระแสคุณบรรหารยอมรับเป็นคนกลางเจรจาให้ พล.อ.ชวลิตเข้ามาสร้างความปรองดองให้บ้านเมือง เพียงแต่ว่าคุณบรรหารไม่ได้เล่าต่อไปว่า ได้เจรจากับใครอีกบ้างเท่านั้น อย่ากะพริบตา.

หมัดเหล็ก

ทักษิณโชว์กึ๋น เย้ยมาร์ค DNAมีปัญหา

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_38551

วิดีโอลิงก์"ทักษิณ"ลุยแฉกระบวนการคอรัปชั่นรัฐบาล"มาร์ค"ชี้มีนิสัยเป็นสัปเหรอมากกว่าเป็นหมอ ปูดผู้ว่าฯวิ่งซื้อตำแหน่ง 9 ล้าน ดีเดย์ทีวีโอชาแนล 1พ.ย.นี้...

วันนี้(9 ต.ค.)เวลา 14.10 น.ที่โรงแรมเอสซีปารค์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วิดีโอลิงก์ภาพและเสียงเข้ามาเป็นวิทยากรงานสัมมนา"ทางรอด วิกฤติเอสเอ็มอีไทย"ที่จัดขึ้นโดยพรรคเพื่อไทย ภาค กทม.โดยได้ท้าวความที่เคยเป็นเอสเอ็มอีมาก่อน ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ผ่านการเห็นสวรรค์และนรก ทั้งภาคธุรกิจและภาคการเมืองมาพร้อมกัน ช่วงนี้พวกท่านมีความลำบากเป็นพิเศษ เพราะอยู่ในช่วงการเมืองแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ขอให้มีกำลังใจสู้ เรียนรู้อย่าหยุด รวมถึงด้านเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ต เพราะโลกข้างหน้าคนเป็นผู้นำต้องนั่งอยู่บนอินเตอร์เน็ต ที่ถือเป็นห้องสมุดของโลก

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์เอ็สเอ็มอีธนาคารยังไม่ปล่อยกู้ ที่เลวร้ายได้ข่าวว่า มีการซักใต้โต๊ะ มีปากถุง ถ้าตนเป็นรัฐบาล จะเรียกภาคเอกชนเป็นรายๆมาคุยเรื่องหนี้ และแปลงหนี้ให้เป็นทุน แบบนี้เอสเอ็มอีฟื้น รัฐเก็บภาษีได้ เศรษฐกิจก็ฟื้น ส่วนธุรกิจรายใหญ่ไม่ต้องไปดูแล แล้วเอายาโด๊ปให้ทำไม สังคมทุนนิยมมีนิสัยเป็นสัปเหรอมากกว่าเป็นหมอ สัปเหรอทำงานนับศพ หมอมีหน้าที่ทำให้คนรอดตาย

อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า น่าเห็นใจนายกรัฐมนตรี ไป จ.อุบลราชธานี มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอารักขา 3-4 พันคน เพียงไปจ่ายเช็คให้ยายไฮ ถ้าเอาเบี้ยเลี้ยง 3-4 พันคนนี้ไปให้ยายคนอื่น จะไปได้อีกหลายยาย รัฐบาลนี้แก้ไขปัญหาไม่ได้หรอก เพราะดีเอ็นเอมีปัญหา เริ่มจากปลดนายกรัฐมนตรี 2 คนโดยใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ตะแบงข้อกฎหมาย ซื้อส.ส. ซื้อตำแหน่งรัฐมนตรี ต่อมาขายตำแหน่งข้าราชการ และเอาไปคลอดก่อนกำหนดในค่ายทหาร เด็กเลยไม่แข็งแรง มันก็ไม่สามารถช่วยคนอื่นให้แข็งแรงได้

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า เหมือนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น มานั่งเถียงกันอยู่ได้ มาแก้ไขความวุ่นวายก็ไม่จบ เพราะประเด็นที่แก้ไม่เห็นมีอะไรทำเพื่อประชาชน และยังใช้งบประมาณอีก 2 พันล้านบาท ทำประชามติ ทำให้รัฐบาลอยู่ได้นานอีกนิด ได้ประโยชน์อะไร นำงบดังกล่าวมาให้เอสเอ็มอีกู้ดีกว่า ได้คืนด้วย ของดีมาอยู่แล้ว คือรัฐธรรมนูญ 2540 แล้วไปฉีกทิ้ง รัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไปไม่ได้ อยากแนะนำรัฐบาล แต่กลัวบอกซ้ายแล้วไปขวา

อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ตอนนี้คอสคอรัปชั่นสูงมาก โดยผู้ว่าราชการจังหวัดก็ 9 ล้านบาท แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดไปเอาเงินผู้รับเหมามาจ่ายก่อน แบบนี้ภาคเอกชนตาย เพราะกลไกของรัฐ อยากให้ทำให้ภาคเอกชน และประชาชนเข้มแข็ง โดยทำไทยแลนด์แบรนให้เอสเอ็มอีเกาะไปด้วย ส่วนการทำทีวีโอชาแนล 100 ช่องผ่านดาวเทียมนั้น จะเริ่มออกอากาศเกี่ยวกับการเสนอสินค้าเอสเอ็มอีวันที่ 1 พ.ย.2552 ก่อนที่จะเสนอซื้อขายผ่านรายการต่อไป ดังนั้นใครมีเอสเอ็มอีที่น่าสนใจให้เชิญเราไปถ่ายทำได้ สุดท้ายขอให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้ ต้องมีความหวัง ดำน้ำให้อึด โผล่มาก็หายใจ อดทนอีกนิด ถ้าตนทนได้ พวกท่านก็ต้องทนได้ ตนเป็นเอสเอ็มอียี่ห้อนกขมิ้นเดินทางไปเรื่อยๆ แต่ว่าไปได้มากกว่านายกรัฐมนตรี ที่ไปได้เฉพาะที่ภาคใต้.

ธนาธิปไตย (Plutocracy)

ที่มา ประชาไท

อริสโตเติลนักปราชญ์ชาวกรีกหากมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้คงกลุ้มใจจนแทบคลั่งเป็นแน่ เพราะตามทฤษฎีที่เขาได้ตั้งไว้ ที่บรรดานักรัฐศาสตร์ทั้งหลายพากันยกย่องว่าเป็นบิดาของวิชารัฐศาสตร์นั้น แทบจะต้องเผาตำรากันทิ้งไปเลยเมื่อเห็นรูปแบบการปกครองของไทยเรา เพราะแต่เดิมนั้นอริสโตเติลได้แบ่งรูปแบบการปกครองทั้งที่ดีและไม่ดีเอาไว้ ๖ ประเภท คือ

ระบอบที่ดี
ผู้ปกครองคนเดียว monarchy = ระบบกษัตริย์หรือราชาธิปไตย
กลุ่มผู้ปกครอง aristocracy = ระบบขุนนางหรืออภิชนาธิปไตย
คนหมู่มาก polity = ระบบโพลิตี หรือ ระบบที่ปกครองโดยชนชั้นกลาง

ระบอบที่ไม่ดี
ผู้ปกครองคนเดียว tyranny = ระบบทรราชย์
กลุ่มผู้ปกครอง oligarchy = ระบบพวกพ้องหรือคณาธิปไตย
คนหมู่มาก democracy = ระบบประชาธิปไตย

ทางฝ่ายระบอบที่ดีนั้น อริสโตเติลถือว่าราชาธิปไตยดีที่สุด เพราะถ้าคนคนหนึ่งดีและมีความสามารถแล้ว ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ราษฎรในรัฐได้มาก ส่วนอภิชนาธิปไตยรองลงมา เพราะการปกครองรัฐระบอบนี้ ต้องมีจำนวนชนชั้นปกครองมากขึ้น ย่อมจะให้ดีทีเดียวเลยไม่ได้ แต่ก็อาจรักษาคุณธรรมของคณะคนกลุ่มน้อยได้ง่ายกว่าระบอบโพลิตีหรือชนชั้นกลาง

ทางฝ่ายที่ไม่ดีนั้น ระบอบทรราชย์หรือทรราชาธิปไตยเลวที่สุด เพราะเมื่อคนสูงสุดเลวร้ายเสียแล้ว ย่อมเลวร้ายถึงที่สุด ส่วนคณาธิปไตยเลวร้ายน้อยลงไป เพราะพวกเศรษฐีเป็นเพียงพวกกลางๆ และมีจำนวนหลายคน ถึงจะรวมหัวกันทำความชั่ว ก็ไม่เลวร้ายเท่าคนๆ เดียวที่วางแผนและ บงการอยู่อย่างมีอำนาจสิทธิ์ขาดเป็นเอกเทศ โดยที่ประชาธิปไตยย่อมเลวร้ายน้อยที่สุด เพราะอย่างน้อยก็ทำความเลวเพื่อพวกตน ซึ่งเป็นคนหมู่มาก เท่ากับว่าคนหมู่มากย่อมได้ผลประโยชน์พลอยได้อยู่ด้วย

จะเห็นได้ว่าอริสโตเติลมีทัศนะเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ดีเท่าใดนัก เพราะเขามองว่าประชาธิปไตย (ในรูปแบบของสภา) เป็นระบอบการปกครองที่ไม่คำนึงถึงประชาชน ปล่อยให้อำนาจทางการเมืองขึ้นอยู่กับกรรมการหรือสภา ซึ่งชอบใช้อำนาจอย่างฟุ่มเฟือย หากแต่การปกครองแบบโพลิตี (polity) นั้นคือการปกครองโดยชนชั้นกลาง โดยอาศัยรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครอง จะเป็นการปกครองที่ดีกว่าหากจะต้องใช้รูปแบบการปกครองโดยคนหมู่มาก

สาเหตุที่เขานิยมชมชอบในชนชั้นกลางเนื่องจากเขาพบว่า รัฐทั่วๆ ไปมักจะประกอบไปด้วยคน ๓ ชั้น คือ พวกร่ำรวย ซึ่งมักจะมีจำนวนไม่มาก เห็นแก่ตัวและขาดความเห็นอกเห็นใจและไม่มีเหตุผล พวกยากจน ซึ่งมีจำนวนมาก แต่มีความต้องการที่ไม่สิ้นสุดและมีความละโมบ จึงเป็นกลุ่มที่ขาดเหตุผลเช่นเดียวกัน ถ้าให้คนสองกลุ่มอยู่ร่วมกันในรัฐจะเกิดการปะทะระหว่างสองกลุ่ม ดังนั้น ชนชั้นกลางจึงเป็นกลุ่มคนที่มีเหตุผลมากกว่าเพื่อน เพราะไม่เห็นแก่ตัวแบบคนมั่งมีและไม่ละโมบแบบพวกยากจน

เมื่อเราหันกลับมามองการเมืองในปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งของไทยเรานั้นเรียกได้ว่าอยู่นอกเหนือตำราหรือทฤษฎีของอริสโตเติลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เพราะเป็นประสมปนเปกันเกือบทุกระบบดังกล่าวข้างต้น เป็นอย่างละนิดละหน่อย เช่น เป็นระบอบประชาธิปไตย (เสี้ยวเดียว) อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยมีรัฐบาลที่เกิดจากการหนุนหลังของขุนศึกและอำมาตยาเสนาธิปไตย ฯลฯ แต่ที่เป็นมากๆ นอกเหนือจากตำราหรือทฤษฎีที่อริสโตเติลกล่าวถึงก็คือการเมืองในระบอบธนาธิปไตย (plutocracy) ซึ่งหมายถึงการปกครองโดยคนมีเงินหรือวิธีปกครองให้คนมีเงินมีอำนาจ หรือในศัพท์รัฐศาสตร์สมัยใหม่เรียกว่า money politics นั่นเอง

ในยุคปัจจุบันที่เกือบทุกประเทศในโลกตกอยู่ภายใต้กระแสทุนนิยม ทำให้นายทุนเข้ามาผูกขาดอำนาจทางการเมือง เมื่อนายทุนหันมาเล่นการเมืองจึงกลายเป็นว่าอำนาจทางธุรกิจจะผูกยึดตัวอยู่กับโครงสร้างของอำนาจทางการเมือง นักธุรกิจจึงเข้ามากุมชะตากรรมของบ้านเมืองและใช้เงินเป็นปัจจัยในการเข้าสู่อำนาจรัฐ และใช้อำนาจหาเงิน การเมืองไทยจึงเป็นประชาธิปไตยแต่เพียงรูปแบบแต่เนื้อแท้ก็คือ ธนาธิปไตย ซึ่งเป็นการเมืองเพื่ออำนาจ ผลประโยชน์ และอภิสิทธิ์ของกลุ่มคนที่มีอำนาจในทางการเมือง

ธนาธิปไตยส่งผลทำให้เกิดปัญหาใหญ่ทางการเมืองรวม 3 ปัญหา คือ การทุจริตเชิงนโยบาย การทุจริตเลือกตั้ง และการขาดจริยธรรม ธนาธิปไตยทำให้เกิดการคอร์รัปชั่น นักการเมืองส่วนใหญ่จึงร่ำรวยอย่างรวดเร็วและเริ่มยึดติดกับตำแหน่งทางการเมือง มีการใช้เงินในการซื้อเสียงเลือกตั้ง เมื่อชนะการเลือกตั้งแล้วก็ถอนทุนในภายหลัง การเลือกตั้งครั้งต่อๆ มาจึงมีการชื้อขายเสียงที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาที่ตามมา คือ นักการเมืองที่เข้าสภามาส่วนใหญ่ก็จะเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณภาพและขาดจริยธรรม

วิวัฒนาการของการเมืองไทยเป็นการต่อสู้ของกลุ่มอำนาจสามกลุ่มใหญ่โดยเริ่มจากการเปลี่ยนอำนาจจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) มาสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย (aristocracy) และธนาธิปไตย(plutocracy) ในที่สุด ซึ่งกลุ่มแรกและกลุ่มที่สองต่างพยายามยื้อยุดอำนาจไว้ให้อยู่กับตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่ก็ทานกระแสทุนนิยมที่เชี่ยวกรากนี้ไม่ไหว ตัวอย่างล่าสุดก็คือผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ที่มีการสาดกระสุนสีเทากันปลิวว่อนจนในที่สุดตำแหน่งทั้งนายกเล็ก นายกใหญ่ (อบจ.) ต่างก็ตกอยู่ในอุ้งมือของคนตระกูลเดียวที่มั่งคั่งของเมืองเชียงใหม่

ถึงเวลาแล้วที่เราจะหันมาหาวิธีกันอย่างจริงจังที่จะต่อสู้กับระบอบธนาธิปไตยอันเลวร้ายนี้ ลำพังเพียงแค่การแก้ไขหรือยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่นั้นยังไม่เพียงพอต่อการต่อสู้ระบอบธนาธิปไตยนี้ หากเรายังปล่อยปละละเลยอยู่เช่นนี้ เราไม่มีทางได้เห็นนักการเมืองที่มาจากคนชั้นล่างที่ถูกดูถูกเหยียดหยาม เช่น โอบามาได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งเป็นแน่

การปฏิวัติรัฐประหารหรือการหวังพึ่งระบอบอำมาตยาธิปไตยมิใช่หนทางที่จะทำลายระบอบธนาธิปไตยลงได้เพราะต่างก็มีความเลวร้ายเช่นเดียวกัน เราต้องช่วยกันสร้างจิตสำนึกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของคนทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน มิใช่ตกอยู่ในมือของเศรษฐีที่มั่งคั่งเท่านั้น เราต้องให้บทเรียนต่อผู้ที่ใช้อำนาจเงินเข้าสู่อำนาจด้วยการออกมาใช้สิทธิใช้เสียงเพื่อให้ระบอบธนาธิปไตยถูกทำลายลง มิใช่เป็นแต่เพียงพลังเงียบที่ไม่มีประโยชน์รังแต่จะเป็นภาระของโลกที่ต้องแบกรับน้ำหนักของคนที่ไร้สำนึกเช่นนี้


หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๒

9 เดือนแห่งความสุข นี่คือรัฐบาลที่เราคัดสรรให้พวกเจ้าแล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย สายลมรัก

บอกตรง ๆ ว่าผมรู้สึกปริ่มความสุขจนสำลัก กับรัฐบาลเทพประทาน ที่ได้เข้ามาบริหารประเทศนี้กว่า 9 เดือน

สมกับคำยินดีของผู้หลักบักใหญ่ในบ้านในเมืองนี้ได้กล่าวไว้ว่า “ประเทศไทยโชคดีมาก ๆ ที่ได้คุณอภิสิทธิ เวชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี "

เรา คงเป็นหนี้บุญคุญพวกท่านอย่างไม่รู้ลืม กับการที่ท่านอุตส่าห์สละเวลาเข้ามาปลอบประโลมใจเราด้วยคำพูดหวาน ๆ ดูดี มีชาติตระกูลผ่านโพเดียม ทุกงานไม่ว่าระดับอินเตอร์เนชั่นแนล ไปยันงานปิดทองฝังลูกนิมิตตามวัด ชนิดที่ว่าหากนายกรัฐมนตรีเห็นโพเดียมพร้อมไมค์ตั้งอยู่หละก็

"จะเกิดอาการตาลอยเดินไปหยิบมาพูดแบบไม่รู้ตัว"

ฉายา "รัฐบาลนกนางแอ่น" ที่สื่อมวลชนบางค่ายสุดจะทนกับการทำงานด้วยปาก สร้างผลงานด้วยน้ำลาย นี้คงไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นฉายาที่ ประชาชนทั่วประเทศพยักหน้าพร้อมกันอย่างไม่ตั้งใจว่า "เออใช่" อย่างที่มัน (สื่อ) ด่าจริง ๆ

นับแต่วันแรกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ สมใจนึกบางลำพู ของแม่ยกค่อนประเทศ

วันนี้ พณท่านอภิสิทธิ ได้นำรัฐนาวา แสดงบทบาทให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า การทำงานแบบ ”กู้มาแดรกกันแหลกราญ” นั้น เขาทำกันอย่างไร

แค่ เดือนแรกที่เข้ามาเถลิงอำนาจพวกท่านมูมมามกันรับประทานจน รัฐมนตรีท่านหนึ่งต้อง ”เดทห่า”ไปอย่างปัจจุบันทันด่วน ด้วยโรคปลากระป๋องเป็นพิษ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ต่อจากนั้นภาพยนตร์เรื่องแดรกอย่างเป็นระบบ ภาคสอง ภาคสาม และภาคสี่ ได้ฉายให้ประชาชนคนไทยเห็นมาตลอดกับการทำงานของรัฐบาล

ไม่ ว่าจะจับไปตรงไหน ในโครงการของรัฐบาล ร่องรอยของการทุจริตมันโผล่มาให้เห็นชนิดไม่ต้องไปตามนักสืบเอกชนที่ไหนมา ชี้จุด โครงการชุมชนแพงเพียบก็ดี โครงการเครื่องมือแพทย์พอเพียงก็ดี จนมาถึงกลิ่นตุ ๆ ในกระทรวงศึกษาเรื่องโรงเรียนกว่า 20 แห่งในโคราชขออาคารเรียน แต่อนุมัติห้องประชุมมาให้แทนก็ดี (ฮา)

ที่ สำมะคัญหนะ ยัดห่ากันได้โจ่งแจ้งมาก เสาธงชาติสูง 20 เมตร ราคากลางที่จะจัดซื้อให้โรงพยาบาลราคากลางแมร่งหย่อนห้าแสนบาทไปนิดเดียว แบบนี้มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้นะพี่ ต้อง"โง่บัดซบอย่างรุนแรงด้วย" ถึงจะซื้อได้

เงินที่กู้มาทำโครงการไทยเข้มแข็ง มันกำลังจะกลายเป็นประชาชนอ่อนแอ (เพราะต้องใช้หนี้กันหัวโตแล้ว)

แต่ที่มันเข้มแข็งหนะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลนะ

บริโภคกันบริบานสะดือบาย บริบายสะดือด่วน เสมือนเงินทองพิมพ์ออกมาใช้กันได้เอง ทั้งที่กู้เขามาทั้งนั้น

อาทิตย์นี้ของเมิงเอาไปซื้อเรือดำน้ำ หมื่นล้าน ยิ้มกว้างๆ

อาทิตย์หน้าอันนี้ของเมิงเอาไปเช่ารถเมล์ 10 ปี 4 พันคัน ล่อไป 8 หมื่นล้าน ยิงฟันยิ้ม

อันหน้าของพวกตรูนะ อย่าขวาง เห็นอะไรก็ให้เฉย ๆ ไว้ ขยิบตา ขยิบตา

มัน แบ่งเค๊ก กันหน้าตายปล่อยให้ประชาชนนั่งดูกันตาปริบ ๆ ชนิดที่ไม่กลัวโรคเบาหวาน หรือโคเรสเตอรอลในเส้นเลือดสูง กันบ้างเลยนะไอ้แสรด....

ปัญหาสังคมไม่ต้องพูดถึงจะยกพวกฆ่ากันตาย ทั้งประเทศเพราะระบบมาตรฐานของระบบยุติธรรม มันตายห่าไปตั้งแต่มีรัฐประหารแล้ว นาทีนี้ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครเคารพคำตัดสิน ไม่มีใครเชื่อถือใคร มีแต่การชี้หน้ากันว่าเมิงพวกโน้น กูพวกนี้

ยาเสพติด หวยใต้ดิน เจ้าแม่เงินกู้ ผู้มีอิทธิพล กลับมาอยู่คู่เคียงข้างกับสังคมไทยอีกครั้ง เหมือนสิ่งคุ้นเคย

ความ สมานฉันท์ คือการที่รัฐบาลเอาสื่อในมือออกมาด่า ทักษิณ ชินวัตร รายวัน รายชั่วโมง รายนาที รายวินาที ได้แต่เพียงฝ่ายเดียว ถ้าอีกฝ่ายไปออกสื่อไหน ต้องโดนจองล้างจองผลาญ เพราะถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง (ฮา)

สมานฉันท์ บ้านบิดาเมิงสิ ที่ทำกันแบบนี้

วันนี้ เศรษฐกิจยังดิ่งหัวอยู่โดยไม่มีทีท่าว่าจะเงยขึ้น เงินในกระเป๋าลดลง คดีตีชิงวิ่งราวเพิ่มขึ้น ชนิดที่นั่งขี้อยู่ในห้างดี ๆ อาจมีมือดีมาสอยกางเกงไปได้ รวยกระจุก จนกระจายกลับมาให้เห็นอีกครั้ง

9 เดือนผ่านไป ไม่สงสัยตัวเองบ้างหรือว่า ทำไมด่า ตามล่า ตามล้างตามเช็ด มา 9 เดือน แล้วคนไทยยังไม่ลืมทักษิณ ไปส่องดูกระจก ชะโงกดูเงาตัวเองบ้างว่า ทำห่าอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับคนไทยบ้างหรือยัง

ถ้ามีฝีมือ มีกึ๋น มีสมอง มีวิสัยทัศน์ มืออาชีพ

ไม่ต้องส่งตลกคาเฟ่ อย่างไอ้คึก (เทพไท) นังบุญยอด ช่า ช่า ช่า หรือ สาธิต ปิตุเดชะ ออกมาด่าทักษิณรายชั่วโมงหรอก

ทำงานดี เก่ง เป็นมืออาชีพคนเขาก็ลืมทักษิณไปเอง

หึ หึ หึ หึ หึ หึ รัฐบาลเทพประทาน สงสัยจริง ๆ ว่า ตอนประทานมาเทพแมร่งเมาใบกระท่อมหรือเปล่าว๊ะ

แทนที่จะส่งระดับ MD มาช่วยนำพาประเทศ เสือกส่งเด็กส่งเอกสารฝึกงานมาให้

มันถึงได้อิบอ๋ายกันทั่วหน้าอย่างนี้งัย