WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 10, 2009

เหตุ(เคย)เกิดที่พม่า

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 19


ในเวลาที่เขาเร้ากระแสชาตินิยมกันจนคลั่ง อย่างกรณีกัมพูชา ปราสาทพระวิหาร และฮุนเซ็นในขณะนี้ การแสดงความเห็นใดๆ ทำได้ยากยิ่ง เพราะกลัวจะถูกตีตราว่าไม่รักชาติหรือขายชาติ

คนส่วนใหญ่ก็ต้องนั่งนิ่งสยบยอม จนบางครั้งเกิดสงครามลุกลามใหญ่โตคร่าชีวิตชาวบ้านและลูกชาวบ้านคือทหารไปไม่รู้จักเท่าไหร่ ในขณะที่อำมาตย์คนสั่งนั่งสบายอยู่ที่เมืองหลวงและปลอดภัยดี

ความรักชาติ (patriotism) เป็นลัทธิเกิดใหม่ของโลกเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง เมื่อเกิดการรวมกลุ่มประชากรขึ้นมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า ชาติ หรือ ประเทศ การรวมกลุ่มชนิดนี้เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า รัฐสมัยใหม่ (modern state) ที่แตกต่างอย่างมากจากรัฐแบบโบราณ ลัทธินี้ทำให้กลุ่มคนในแต่ละ “ชาติ” หรือ “ประเทศ” เกิดผูกพันกับสังกัดของตนอย่างลึกซึ้งแน่นแฟ้น จนเกิดแนวคิดเชิงปรัชญาขึ้นมาทั่วโลก เช่น ตัวตายดีกว่าชาติตาย สละชีพเพื่อชาติ “ความฝันอันสูงสุด” เป็นต้น

ลัทธิรักชาติคือต้นเหตุที่สำคัญของสงครามโลกทั้งสองครั้ง และเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับทุกคนที่อยากเป็นทหารด้วยอุดมการณ์

ถ้าจะเรียกเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็เป็นโปรแกรมที่ฝังลึกเข้าไปสมองอย่างถอดถอนแทบไม่ได้

อย่ากระนั้นเลย ขอเล่าเรื่องของไทยกับประเทศอื่น และเป็นเรื่องที่สามารถเทียบเคียงได้กับกรณีกัมพูชาจะดีกว่า เพราะพูดเรื่องปัจจุบันคงมีคนไม่สบอารมณ์เอาง่ายๆ

เรื่องนี้เกิดขึ้นและจบลงเมื่อไม่นานปีมานี้ นั่นคือในขณะที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้บัญชาการทหารบก ฉากเปื้อนเลือดของกรณีนี้ไม่ใช่ราชอาณาจักรกัมพูชาแต่เป็นสหภาพเมียนมาร์หรือพม่า และมีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับระบอบอำมาตยาธิปไตยของไทยที่สั่งการให้เปิดศึกกับกัมพูชาเที่ยวนี้ล่ะครับ

ฟังแล้วจะได้ทราบทั่วถึงกันว่า ฝ่ายอำมาตย์ของไทยเขาคิดอะไรกับเพื่อนบ้าน และเขาก่อปัญหากับคนที่เขาไม่ชอบและจะกดหัวให้ต่ำกว่าเขาอย่างไร

จู่ๆ ในคืนหนึ่งของปีใดคงไม่ต้องระบุชัด ก็มีเครื่องบินลำเลียงทางทหาร C-130 ร่อนลงในพื้นที่ที่ใกล้กับตะเข็บชายแดนไทย-พม่า และมีทหารไทยจำนวนหนึ่งกรูออกมาพร้อมอาวุธครบมือ ทหารเหล่านี้แต่งกายด้วยชุดสีดำที่ไม่ใช่เครื่องแบบในราชการทหารไทย แต่เป็นชุดของชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งที่สู้รบกับรัฐบาลพม่ามาหลายสิบปี

จากนั้นก็เข้าตีที่ทำการของทหารพม่าในพื้นที่อย่างรุนแรง ทั้งด้วยอาวุธประจำกายและอาวุธหนัก จนทหารพม่าที่ไม่ได้ตั้งตัวจนล้มตายไปเป็นจำนวนร้อยๆ นาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำอาวุโสลำดับสองของพม่า พลเอกหม่องเอ กำลังเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนายกทักษิณฯ อยู่ด้วย

ความต้องการก็คือแสดงความเป็นปฏิปักษ์กับเพื่อนบ้านที่รัฐบาลเลือกตั้งในขณะนั้นกำลังขยายสัมพันธไมตรีในทุกด้านเพื่อให้ประชาชนของประเทศได้รับประโยชน์

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ คือผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น

พลโทวัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ คือแม่ทัพกองทัพภาคที่ ๓ ในขณะนั้น

กล้าสร้างเหตุการณ์นองเลือดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับการปกป้องรักษาแผ่นดินไทย เพราะไทยกับพม่ามิได้มีปัญหาใดๆ เป็นพิเศษระหว่างกันในช่วงนั้นเลย เพียงเพื่อการแสดงออกว่าอำมาตย์ไทยต้องการเป็นศัตรูตลอดชาติกับพม่าและไม่ยอมให้นายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเลือกมาอย่างท่วมท้นคนใดเข้ามาเปลี่ยนสภาพศัตรูให้กลายเป็นมิตรเป็นอันขาด

ฆ่าคนเขาตายเป็นเบือเพียงเพื่อเอาใจใครบางคนที่ถูกฝังชิปไว้ในหัวให้เกลียดเพื่อนบ้านราวกับคนที่มีปัญหาทางจิตเข้าขั้นอาละวาด

ไม่ต่างอะไรนักจากความเกลียดชังเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกอย่างในขณะนี้

กรรมสิทธิ์เรื่องปราสาทพระวิหารและอาณาบริเวณกลับกลายเป็นเรื่องรอง

เรื่องหลักคือความแค้นอันสุนทรที่เป็นแผลเรื้อรังมาหลายสิบปีและยังเสียหน้าอย่างสาหัสมาจนทุกวันนี้ จนถึงขั้นสั่งการให้ “สร้างเรื่อง” ให้จงได้ โดยเริ่มจากการจุดไฟใส่ประเด็นโดยพันธมิตรฯ เสื้อเหลือง ตามด้วยการทำงานของทหารบางส่วนในกองทัพภาคที่ ๒ เพื่อสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง เช่น วางกับระเบิดในพื้นที่ทับซ้อน เคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดน เป็นต้น

ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ถึงกับเอาทหารชุดดำจำนวนหนึ่งใส่เฮลิคอปเตอร์ไปไล่ยิงชาวบ้านของฝ่ายตรงข้ามจนเกิดข่าวว่าเด็กหนุ่มอายุเพียง ๑๖ กับ ๑๗ ปีต้องตกเป็นเหยื่อและคนหนึ่งถูกเผาทิ้งจนหาศพแทบไม่ได้

พอผู้นำฝ่ายเขาต่อว่าต่อขานแรงๆ ก็เอาท่อนคำพูดที่ฟังแล้วสะเทือนใจที่สุดมาฉายแล้วฉายอีกให้คนไทยทั้งประเทศโกรธ

เพราะคนทำเขารู้ดีว่าเรื่องของความรักชาตินั้นทะลุทะลวงได้ทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลือง

ใครกำลังจะถึงคราวเคราะห์เหมือนอำมาตย์ไทยในช่วงนี้ อาจต้องคิดถึงเล่ห์กระเท่แบบนี้ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

เรื่องพม่านั้นจบลงตรงที่ว่า คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีขอย้ายผู้นำฝ่ายทหารฐานที่ปฏิบัติการขนาดนี้แล้วยังไม่แจ้งผู้บังคับบัญชา แต่กลับถูกห้ามและสั่งให้ไปโยกย้ายเอาในช่วงก่อนเดือนตุลาคมซึ่งเป็นฤดูกาลปกติธรรมดาเพื่อรักษาหน้า นายกรัฐมนตรีคนนั้นก็เลยต้องกลืนเลือด

ตอนหลังไม่ยอมอนุมัติงบเติมน้ำมันให้กับรถถังที่ไปปฏิบัติภารกิจหาเรื่องเพื่อนบ้านกลับมาก็ถูก “โกรธ” จากผู้มีอำนาจตัวจริงของประเทศอย่างหนัก

เห็นไหมครับว่าผู้ปฏิบัติการลับครั้งนั้นเขากล้าทำเพราะอะไร

ก็เพราะเขาได้รับคำสั่งโดยตรงมาให้ทำ และคนที่สั่งก็อยู่ในฐานะที่ปกป้องคุ้มครองคนที่ทำได้ ไม่ว่าจะขัดนโยบายของรัฐบาลหรือจะผิดกฎหมายกี่ข้อกี่กระทงก็ตาม

เรื่องกัมพูชาไม่มีอะไรเล่าเพิ่มเติม นอกจากจะบอกว่านี่แหละคือนโยบายต่างประเทศที่สม่ำเสมอและต่อเนื่องของระบอบอำมาตยาธิปไตยไทย

ดูกันเอาเองเถิดครับ.


-----------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

ภาษีที่ดินไม่คืบ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



รศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ในนามกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล (Policy Watch)

ออกมาแถลงเชิงวิพากษ์ว่า รัฐบาลชุดนี้กล่าวหลายครั้งว่าจะผลักดันกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่ผ่านมาหลายเดือนแล้วไม่คืบหน้า ไม่มีการนำเข้าพิจารณาในคณะครม. หรือในสภา

เพราะโดยทั่วไปการจัดเก็บภาษีจะมาจาก 3 ฐาน คือ ฐานรายได้ ฐานการบริโภค และฐานทรัพย์สิน

แต่ประเทศไทยยังไม่มีการจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึงก่อให้เกิดปัญหาหลายด้าน

เช่น ปัญหาการกระจายรายได้และการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน

รศ.ดร.ดวงมณี วิจารณ์ด้วยว่า ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของไทยคำนวณจากฐานรายได้ และมีการยกเว้นจัดเก็บภาษีโรงเรือนที่ไม่ได้ทำประโยชน์

ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดช่องโหว่ เพราะยากจะแยกแยะการใช้ประโยชน์ของสิ่งปลูกสร้างได้

และมีข้อบกพร่องคือโครงสร้างอัตราภาษีแบบถดถอย ที่ดินราคาสูงเสียภาษีน้อยกว่าที่ดินราคาต่ำและปานกลาง และใช้ราคาเมื่อ 30 ปีที่แล้วเป็นฐานคำนวณ ทำให้จัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่ามูลค่าแท้จริงอยู่มาก

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบบใหม่ ทรัพย์สินมูลค่าสูงต้องเสียภาษีมากกว่าทรัพย์สินมูลค่าต่ำ เกิดการกระจายภาระภาษี

และหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าชัดเจน ไม่ต้องใช้ดุลพินิจ จะลดการรั่วไหลลงไปได้

ความคาดหวังของคณะอาจารย์เศรษฐ ศาสตร์ในกลุ่มดังกล่าว สอดคล้องกับประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งความหวังเอาไว้กับคำประกาศของรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ก็ไม่แน่ใจว่า ถึงจะประกาศอย่างห้าวหาญออกมาแล้ว รัฐบาลชุดปัจจุบันจะมีความกล้าหาญและความสามารถมากพอที่จะผลักดันการปรับปรุงระบบภาษีที่ทั่วถึงและเป็นธรรมนี้ได้สำเร็จหรือไม่

ยิ่งในสภาพที่รัฐบาลแสดงท่าทีเหมือนสนใจเรื่องอื่นมากกว่า หรือว่าซัดเซโอนเอนเพราะมรสุมทางการเมืองและการบริหารเรื่องอื่นๆ ความไม่แน่ใจนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ว่าภาษีทรัพย์สินที่เป็นธรรมจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ในสังคมไทย

มีประเทศเอามาขาย

ที่มา ไทยรัฐ

วันเสาร์สบายๆวันนี้มาคุยเรื่อง "ความร่ำรวย" ของ "มหาเศรษฐี" ในโลกนี้กันดีกว่านะครับ คนที่รวยเป็นล้านล้าน เห็นแต่ตัวเลขคนทั่วไปอาจนึกไม่ออกว่ารวยขนาดไหน นิตยสารฟอร์บ ผู้จัดอันดับ เลยเอาความมั่งคั่งของเศรษฐีโลกแต่ละคน มาเทียบกับจีดีพีของแต่ละประเทศ ใครสามารถซื้อประเทศไหนได้

แล้วตั้งชื่อว่า ประเทศที่มหาเศรษฐีสามารถซื้อได้ ก็ยังดีที่ไม่มีชื่อ ประเทศไทย อยู่ในลิสต์ด้วย

แต่ถึงแม้ "ประเทศไทย" จะไม่มีชื่ออยู่ในลิสต์ประเทศที่เศรษฐีต่างชาติสามารถซื้อได้ แต่ทรัพยากรของชาติก็ "ถูกนักการเมืองเฉือนขาย" ไปไม่รู้เท่าไรแล้ว ทั้งในรูปที่ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นโดยตรง ถือหุ้นในนาม "นอมินี" ที่รัฐบาลไม่เคยสนใจ ล่าสุดคือ การเข้ามากว้านซื้อที่ดินและไร่นา เพราะกฎหมายไทยเปิดช่องไว้อย่างเป็นใจ และรัฐบาลที่มาจากนักการเมืองก็ไม่สนใจที่จะปกป้องและป้องกัน

มาดูกันครับว่า มหาเศรษฐีโลกของฟอร์บสามารถซื้อประเทศอะไรได้บ้าง

จากการจัดอันดับล่าสุดของฟอร์บ บิล เกตส์ แห่ง ไมโครซอฟท์ ที่เกษียณตัวเองไปแล้ว กลับมาทวงคืนเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกได้อีกครั้ง มีความร่ำรวยกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท

แล้วเงิน 1.7 ล้านล้านบาท ซื้อประเทศอะไรได้บ้าง

คำตอบก็คือ เงิน 1.7 ล้านล้านบาท ที่ บิล เกตส์ มีอยู่ในวันนี้ มันมากกว่าจีดีพีของประเทศในโลกนี้ถึง 140 ประเทศ เลยทีเดียว เงินก้อนนี้ บิล เกตส์ สามารถที่จะซื้อ ประเทศคอสตาริกา ที่มีจีดีพีแค่ 48,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯได้อย่างสบายๆ จะซื้อประเทศ เอลซัลวาดอร์, โบลิเวีย หรือ อุรุกวัย ก็สบายมาก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก แม้ในปีนี้ความร่ำรวยจะหายไป 340,000 ล้านบาท แต่ก็ยังเหลือเงินในกระเป๋า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ 1.36 ล้านล้านบาท สามารถซื้อ ประเทศเกาหลีเหนือ ทั้งประเทศได้อย่างสบาย เพราะเกาหลีเหนือมีจีดีพีทั้งประเทศ 4 หมื่นล้านดอลลาร์เท่ากัน

อย่าง ประเทศบาห์เรน ที่มีจีดีพี 26,800 ล้านดอลลาร์ มหาเศรษฐีอันดับ 4 ของโลกอย่าง เอลลิสัน ก็ซื้อได้อย่างสบาย เพราะมีเงินอยู่ 27,000 ล้านดอลลาร์ หรือ ไมเคิล บลูเบิร์ก ผู้ว่าการนครนิวยอร์ก ที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 17 มีเงินอยู่ 17,500 ล้านดอลลาร์ ก็สามารถซื้อ ประเทศแซมเบีย ทั้งประเทศได้อย่างสบายเช่นกัน

ปีศาจการเงินอย่าง จอร์จ โซรอส ที่โจมตีค่าเงินบาทจนไทยล่มจมมาแล้ว หักขาดทุนจากวิกฤติการเงินสหรัฐฯวันนี้ยังเหลือเงินอยู่อีก 13,000 ล้านดอลลาร์ สามารถซื้อ ประเทศเฮติ มานอนเล่นนั่งเล่นได้อย่างสบาย แม้แต่เกาะสวาทหาดสวรรค์อย่าง บาฮามาส ที่มีจีดีพีแค่ 9,000 ล้านดอลลาร์ ขายเมื่อไรก็มีคนซื้อเมื่อนั้น

ดังนั้น การที่มีมหาเศรษฐีไทยไปซื้อเหมืองเพชรในประเทศเล็กๆ จึงไม่น่าแปลกอะไร ซื้อทั้งประเทศก็ยังไหว

แต่ไม่ว่าประเทศใหญ่หรือประเทศเล็ก ผมเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกชาติไม่ยอมขายกันก็คือ "การขายชาติ" และ "การขายทรัพยากรที่เป็นสมบัติของชาติ" ในยุค "การล่าอาณานิคมยุคใหม่" การได้ทรัพยากรหลักของชาติไหนไปครอง ก็เหมือนได้ประเทศนั้นไปครอบครอง

ป.ล. หนังสือ "สมาธิเบื้องต้นสำหรับชาวบ้าน" ของ พระครูปลัดสุวัฒนธีรกุล ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศ ที่ผมแนะนำไปวันก่อน ซึ่งเป็นหนังสือแนะนำ วิธีฝึกสมาธิด้วยตัวเองสำหรับผู้ที่ไม่รู้จักสมาธิ ปรากฏว่าเดือนเดียวต้องพิมพ์ถึง 3 ครั้ง กลายเป็น หนังสือขายดีอันดับ 2 หลังวางแผงสองสัปดาห์จากการจัดอันดับของ ร้านซีเอ็ด หนังสือพิมพ์ครั้งที่ 3 มีจำหน่ายแล้ว ใครอยากรู้จักจิต อยากฝึกสมาธิจิต หรือ ฝึกให้ลูกมีสมาธิ ผมยังยืนยันคำแนะนำเดิมว่า สมควรซื้อไปอ่านเป็นอย่างยิ่ง ราคาถูกแค่เล่มละ 50 บาทเท่านั้น แต่ซื้อได้ในราคา 40 บาท ที่ บูธ F 05 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

เอา รธน.ปี 40 คืนมา

ที่มา เดลินิวส์

ปลายฝนต้นหนาว ไข้หวัดหมู จะระบาดมากขึ้น แต่ทั้งสื่อและคนไทยแทบไม่สนแล้ว สาธารณสุขก็เพิ่งประกาศเลิกแถลงข่าวอาทิตย์ละครั้ง จะไปรายงานในเว็บไซต์สำนักระบาดวิทยาแทน

อ้างคนตายอยู่ที่ 165 คน ไม่เพิ่มขึ้น

แต่ยังพบระบาดหนัก 11 จังหวัด มี อุบลราชธานี อุดรธานี ร้อยเอ็ด เชียงราย ลำปาง พะเยา กำแพงเพชร ลพบุรี สระบุรี ชลบุรี และ ระยอง

นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดสาธารณสุข บอกว่า ต่อนี้ไป ต้องเฝ้าระวังโรคปอดบวมเป็น พิเศษ เพราะมีการติดเชื้อที่ปอดจากไข้หวัดหมูและไข้หวัดนก รวมทั้งช่วงน้ำท่วมมาก

ต้องระวังโรคแทรกซ้อนอย่าง ฉี่หนู โรคทางเดินอาหาร น้ำกัดเท้า ตาแดง ด้วย

รวมทั้งมีข่าวดี จากผลวิจัยเบื้องต้น ยังไม่พบไข้หวัดหมู มีการกลายพันธุ์ ยังเป็นไวรัสสายพันธุ์เดิม 2009 ที่พบเมื่อต้นปี แต่นั่นล่ะ ยังไงก็ขอให้ระวังตัว เป็นหวัด มีไข้สูง อย่านอนใจเด็ดขาด

ยังไง ขอให้ดูแลตัวเองดี ๆ อย่าหย่อนยาน เพราะประมาทชะล่าใจเชียว

จากโรคภัยไข้เจ็บ หันมาดูความคืบหน้าการแก้ไข รธน.ปิศาจบ้าง

ล่าสุด กฤษฎีกา ชี้แล้ว การทำประชามติ ต้องทำก่อนเสนอร่างแก้ไข เข้าสภาในวาระที่ 1 หากผ่านวาระ 1 ก่อน แล้วค่อยทำประชามติ ถือเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญ

และเป็นแค่การทำประชาพิจารณ์ ไม่ใช่ประชามติ

ในเมื่อกฤษฎีกาชี้ทาง แถมแก๊ง 40 ส.ว. ลากตั้ง ชมรมผู้พิทักษ์ รธน.ปิศาจคาบไปป์ รวมทั้งล่าสุด พรรคการเมืองใหม่ของพันธมิตร ประสานเสียงต่อต้านการแก้ไข รธน.สุดขั้ว

ก็ดีเลย ไปแก้ 6 ประเด็นทำไม ทำประชามติถามใจเจ้าของประเทศตัวจริงดีกว่า

จะเอา รธน.ฉบับประชาชน 2540 หรือ เอา รธน.ปิศาจคาบไปป์ของ คมช. เลือกเอาเถอะ

รธน. 2540 นั้นประชาชนมีส่วนร่วมมากสุดตั้งแต่มีประเทศไทยมา ทำประชาพิจารณ์ 500-600 ครั้ง ในทุกกลุ่ม ส.ส.ร.ที่ ยกร่าง ก็เลือกตั้งทั้งหมด ไม่มีลากตั้ง

แม้มีจุดโหว่ ทุกฉบับก็มีทั้งนั้น แต่การได้มา เป็นประชาธิปไตย 100% ไม่ใช่เผด็จการสั่งมา เหมือนปี 50 จะอ้างว่า รธน.ปี 40 ทำเพื่อแม้วก็ไม่ได้ เพราะแม้แต่แม้วไปสมัคร ส.ส.ร.เชียงใหม่ ยังสอบตก

รธน.ปี 2540 จึงเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่คนใด คนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ถึงเวลาเอา รธน.ของประชาชนคืนมา เอา รธน.ปิศาจคาบไปป์ คืนไป

อย่าไปตกหลุมพราง ทำประชามติ 6 ประเด็น ตามเกมซื้อเวลาของรัฐบาลกันอีกต่อไปเลย.

ดาวประกายพรึก

โทรศัพท์ 3 G

ที่มา ไทยรัฐ

การเดินทางไปพบ ยายไฮ ของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ จ.อุบลราชธานี ก็ให้นึกถึง ยายเนียม จนบัดนี้ไม่รู้ว่านายกฯ อภิสิทธิ์ยังสวมแหวนยายเนียมอยู่หรือเปล่า ตั้งแต่ยายเนียมถึงยายไฮ โฟกัสให้เห็นถึงความพยายามทำทุกวิถีทางที่พรรคประชาธิปัตย์จะชูนายกฯอภิสิทธิ์ชิงพื้นที่ในภาคอีสานให้ได้

ไม่แน่ว่าครั้งนี้ประชาธิปัตย์จะแทงไพ่ผิด เพราะบุคลิกภาพของนายกฯอภิสิทธิ์จะรุกพื้นที่ภาคอีสานได้หรือไม่ จะผิดฝาผิดตัวอย่างไร ไม่อยากวิจารณ์ให้เมื่อยตุ้ม ยิ่งเมื่อเทียบเคียงกับ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยแล้ว ในสายตาคนอีสานคงไม่ต้องไปถามหาคำตอบให้เสียเวลา

ไม่เข้าใจก็คือว่า ทำไมต้องพยายามฝืนธรรมชาติ คุณอิสสระ สมชัย รมต.ในพื้นที่ยอมรับว่าต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่อารักขาความปลอดภัยของนายกฯอภิสิทธิ์ในการลงพื้นที่อีสานครั้งนี้ถึง หมื่นคน ว้าเหว่ชะมัด

ตั้งใจจะคุยเรื่องของ โทรศัพท์ระบบ 3 จี เพราะดูทะแม่ง อย่างไรชอบกล ข้ออ้างต้องรอ กสช.หรือกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติดูหน่อมแน้มไปหน่อย

เหตุผลของ ศ.ประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ระบุเอาไว้ชัด เพราะคลื่นความถี่ที่ใช้เป็นคลื่นความถี่ที่ได้จัดสรรแล้วเพื่อกิจการโทรคมนาคม ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติให้กับ บมจ.ทีโอที บมจ.กสท.ให้รวมจัดตั้งเป็นบริษัทไทยโมบายไปครั้งหนึ่งแล้ว

ย้อนไปสมัยที่ คุณมั่น พัธโนทัย เป็น รมว.ไอซีทีเมื่อปี 2548 พูด ในวงสัมมนาไว้ว่า โทรศัพท์ระบบ 3 จี นั้น กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ใช้ หมดแล้ว ประเทศไทยก็สามารถที่จะเปิดใช้ได้ในปีนี้ ซึ่งหมายถึงปี 2548

เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีทีคนปัจจุบัน ให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบ พล.อ.ชูชาติ พรหม-ประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการ กทช.ว่า ทีโอทีกำลังวางแผนธุรกิจการให้บริการอยู่ คาดว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 2 หมื่น 4 พันล้านบาท และมั่นใจว่าจะคืนทุนใน 3 ปี

และคาดว่าจะเปิดใช้บริการได้สิ้นปี 2552 นี้

โดยข้อเท็จจริงแล้ว มีการทดสอบการใช้ระบบ 3 จี ที่ว่าบ้างแล้ว ซึ่งภายใต้การดำเนินการของ เอไอเอส อาทิ ที่ จ.เชียงใหม่ หรือที่บริเวณสยามพารากอน มาบุญครอง เคยนำโน้ตบุ๊กไปทดสอบใช้อินเตอร์เน็ตผ่านระบบ 3 จี ความเร็วพอๆกับ wifi

โทรศัพท์ระบบ 3 จี ให้ ความแตกต่าง กับระบบ 2 จี ที่เราใช้ อยู่มากมาย โดยเฉพาะโหมดของระบบภาพและเสียง ซึ่งจะต่อยอดธุรกิจประเภทไอทีได้อย่างมหาศาล

มหาศาลทั้งประโยชน์การใช้งานและผลประโยชน์

ความไม่ชอบมาพากลในการชะงักงันต่อการเดินหน้าในการนำระบบ 3 จี มาใช้ในบ้านเราจนเพี้ยนไปได้ถึงขนาดนี้ เป็นเพราะอะไร น่าติดตาม เศร้าใจก็ตรงที่ว่าประชาชนไม่มีสิทธิที่จะเลือกการบริการเหล่านี้ด้วยตัวเอง กลับถูกยัดเยียดให้ใช้งานเท่าที่ฝ่ายการเมืองและนักธุรกิจจะเห็นสมควร.

หมัดเหล็ก

เกม 'นายใหญ่' ล้มโต๊ะ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_38595

"กลัวถูกปาปลาร้าเหมือนที่จังหวัดลพบุรีหรือไม่"

โดยบทโหมโรงของนักข่าวที่ยิงคำถามชวนสะดุ้งใส่นายวิฑูรย์ นามบุตร ผู้แทนฯ อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเจ้าของพื้นที่

ยิ่งกระตุ้นฉากเร้าใจในวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม

ตามโปรแกรมที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้คิว "รีเทิร์น" จังหวัดอุบลราชธานี ตามโปรแกรมมอบเงินชดเชยค่าเวนคืนที่ดินให้ "แม่ใหญ่ไฮ ขันจันทา"

ภาคสองต่อจากตำนาน "แหวนยายเนียม"

ท่ามกลางเสียงประกาศ "เตรียมตัวต้อนรับ" กองทัพม็อบเสื้อแดงนัดระดมพล ตั้งท่าแห่ตามประกบกันตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน

ส่งซิก นัดกันไม่ใส่เสื้อแดงเพื่อไม่ให้โดนกันเข้าถึงตัวนายกฯอภิสิทธิ์

และโดยอาการตื่นตัวของฝ่ายรักษาความปลอดภัย พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้บัญชาการตำรวจภาค 3 พล.ต.ต.ศักดา เตชะเกรียงไกร ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.อุบลราชธานี ได้ประชุมวางแผนความพร้อมรักษาความปลอดภัยให้นายกฯอภิสิทธิ์

ระดมตำรวจ 800-1,000 นาย เพื่อเตรียมรับกลุ่มเสื้อแดง

"อภิสิทธิ์" ลุ้นจะเจอกับอะไร

แต่คนที่ระทึกไม่แพ้กันก็คือนายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

ตามอารมณ์ฉุนๆของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ที่เพิ่งโกยฝ่าวงม็อบแดงล้อมกรอบที่อำเภอวารินชำราบ ได้แบบเฉียดฉิว คาดโทษล่วงหน้า จี้พ่อเมืองอุบลราชธานี ขยันเคลียร์ม็อบกันหน่อย

หลังนายกฯอภิสิทธิ์เดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว "บุญจง" จะเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานีอีกรอบ แล้วจะดูว่า ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงอีกหรือไม่

คำตอบมันรู้กันอยู่แก่ใจอยู่แล้ว

สยบม็อบแดงในภาคอีสาน ว่ายข้ามแม่น้ำโขงไปกลับยังเป็นไปได้มากกว่า

ยิ่งเป็นอะไรที่อยู่ในห้วงเวลาโหมโรง รับ "พ่อใหญ่จิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี "เชนคัมแบ็ก" กลับมารับเป็นแม่ทัพค่ายเพื่อไทย

"นายใหญ่" เดินยุทธศาสตร์ยึดอีสาน

มันก็ยิ่งต้องปั่นกระแส แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ของกองทัพเสื้อแดงให้ดูร้อนแรง

รับมุกกับยุทธศาสตร์กองบัญชาการใหญ่กองทัพ นปช. ตามคิวที่ "ก๊วนสามเกลอ" ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ตามโปรแกรม "แดงทั้งเดือนตุลา" เริ่มประเดิมกันในวันที่ 11 ตุลาคม โบกธงไล่

"อภิสิทธิ์ออกไป เอารัฐธรรมนูญ 40 คืนมา"

คนเสื้อแดงได้เวลากลับมาโหมโรงการเมืองนอกสภา ชิงกระแส ยึดพื้นข่าว

เปิดเกมการเมืองบนถนน ใช้ยุทธศาสตร์มวลชนกดดันวัดใจ ตีคู่ประกบกับรายการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาที่ยังลูกผีลูกคน

กั๊กเหลี่ยม ไม่มีใครไว้ใจใคร

ในอารมณ์ของพรรคร่วมรัฐบาลก็ระแวงพรรคประชาธิปัตย์เหยียบตีนเล่นกับม็อบพันธมิตรฯในคราบของพรรคการเมืองใหม่ ขณะที่วุฒิสภาสาย "ลากตั้ง" กับ "เลือกตั้ง" ก็แบ่งข้างถือหางสายใครสายมัน

แม้แต่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ก็ยังไปกันคนละทาง

สายหนึ่งฮึดฮัด ประกาศคว่ำบาตรไม่สังฆกรรมเกมแก้รัฐธรรมนูญ ไม่หลงตามเกมยื้อเวลาของรัฐบาล แต่อีกสายหนึ่งยังอะลุ่มอล่วย ยอมเดินตามแนวการแก้รัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น ตามบทสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

ล่าสุดก็เป็น "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ได้ร่อนหนังสือลาออกจากเก้าอี้ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย

สะท้อนอาการ "ขัดใจ" กันอย่างแรง

ในอารมณ์ขบเหลี่ยมกับคิวที่นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ที่แถลงร่วมวงแก้รัฐธรรมนูญกับที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายต่อไป

เพื่อไทย "วงแตก" ก่อนเลย

ล่าสุดก็เป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี น้องเขยอดีตนายกฯทักษิณ ออกมาแสดงความเห็นควรที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นหลัก

และไม่ควรนำเงิน 2,000 ล้านบาท ไปทำประชามติ ซื้อเวลา โดยไม่ถูกต้อง

ตีธงส่งสัญญาณตามแนว "นายใหญ่"

เร่งเกมล้มโต๊ะรัฐบาล มั่นใจกระแส มัดจำเสียงได้ล่วงหน้า

รอไปรื้อใหญ่รัฐธรรมนูญหลังเลือกตั้ง.

ทีมข่าวการเมือง

เสื้อแดงโห่ไกลๆป้องกันเข้มเข้าใกล้นายกฯ​

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_38662

ยายไฮ บายศรีต้อนรับ นายกรัฐมนตรี พร้อมอัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทย ขณะเจ้าหน้าที่ป้องกันเข้ม เสื้อแดงถูกกัน อยู่ไกลกว่า 4 กม. ...

เมื่อเวลา 08.45 น. วันนี้ (10 ต.ค.) เฮลิคอปเตอร์ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงจอดที่สนามโรงเรียนบ้านวังสะแบง ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี แล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นั่งรถยนต์เดินทางต่อเข้าไปที่ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน จุดนัดพบในการมอบเงินค่าชดเชยให้กับ ยายไฮ ขันจันทา ซึ่งห่างออกไปประมาณ 500 เมตร โดยมีรถในขบวนประมาณ 30 คน

เมื่อไปถึง นายอภิสิทธิ์ ได้ลงรถ แล้วตรงเข้าไปวางพวงมาลัยสักการะอนุสาวรีย์คนจน ด้านหน้าศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน ก่อนเดินชมพิพิธภัณฑ์บริเวณชั้น 1 ของศูนย์ดังกล่าว ซึ่งรวบรวมความเป็นมาของกลุ่มสมัชชาคนจน โดยมี นายอิสสระ สมชัย รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.แบบสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และ นายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกลุ่มสมัชชาคนจนกว่า 200 คน คอยต้อนรับ ก่อนเดินขึ้นไปที่หอประชุมชั้น 2 ของศูนย์ ซึ่งยายไฮ ขันจันทา และ กลุ่มสมัชชาคนจน ได้จัดเตรียมเครื่องบายศรีสู่ขวัญต้อนรับ โดย นายอภิสิทธิ์ ได้ยกมือไหว้ทักทายยายไฮ และชาวบ้านที่มาคอยต้อนรับ พร้อมทักทายยายไฮ ว่า เราเคยเจอกันแล้วครั้งหนึ่งในทีวี แล้วหมอพราหมณ์ ที่จัดเตรียมไว้ได้ประกอบพิธี ยายไฮ และตัวแทนกลุ่มสมัชชาคนจน รวม 9 คน ได้นำสายสิญจ์ที่พราหมณ์ทำพิธีมาผูกอวยพรให้ นายอภิสิทธิ์ โดยอาศัยหลักเลขมงคลเลข 9 เพื่อให้ มีความเจริญก้าวหน้า พัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองต่อไป

จากนั้นตัวแทนกลุ่มสมัชชาคนจน จึงได้มอบหนังสือข้อเรียกร้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่างๆ ของภาครัฐ กว่า 100 โครงการให้กับมือ นายอภิสิทธิ์ หลังจากนั้นจึงได้บันทึกเทปรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับ นายอภิสิทธิ์ ในวงบายศรี โดยมีอาจารย์นพพร พันธ์เพ็ง นักจัดรายการวิทยุชื่อดังของชาวอุบลราชธานี เป็นผู้ดำเนินรายการ ในฐานะตัวแทนชาวอุบลราชธานี ซักถามนายกฯ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวอุบลราชธานี ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

สำหรับการเดินทางมาถึงศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน ของนายกรัฐมนตรี เป็นไปด้วยดี โดยไม่พบกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจาก ถูกกันให้อยู่ห่างจากพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 4 กม. มีกำลังตำรวจดูแลความสงบของการชุมนุมอย่างหนาแน่น ในทุกเส้นทางที่จะเข้าสู่ศูนย์แห่งนี้ จะมีการตั้งจุดตรวจรถเข้าออกทุกคัน อย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงสามารถเล็ดลอดเข้ามาสร้างความวุ่นวายได้

14 ตุลา ชาญวิทย์ร่อนจดหมายถึงนายกฯทำ 4 ข้อ แก้ รธน. กู้นามสยาม จังหวัดธนบุรี และกู้ ปชต.

ที่มา ประชาไท

9 ตุลาคม 2552 นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนจดหมายเปิดผนึก เรียน ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ผ่าน บก.ประชาไท) เรื่อง ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ-กู้นามของสยามประเทศ-กู้จังหวัดธนบุรี-และกู้ประชาธิปไตยของชาติ โดยระบุสถานที่ของจดหมายว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2552 ทั้งนี้รายละเอียดระบุว่า

“สืบเนื่องจากการที่มีกระแสสังคม ที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นนั้น กระผมใคร่ขอเสนอข้อแก้ไข เพิ่มเติม 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ คือ
(1) ขอให้แก้นามของประเทศที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญว่า “แห่งราชอาณาจักรไทย” เป็น “แห่งราชอาณาจักรสยาม” และในภาษาอังกฤษให้เปลี่ยนจาก The Kingdom of Thailand เป็น The Kingdom of Siam ทั้งนี้เพื่อความถูกต้องตามประวัติศาสตร์ และ เพื่อความ “รักสามัคคี” “สมานฉันท์” และ “ปรองดอง” และให้ประเทศของเรา ซึ่งมีประชากรกว่า 60 ล้านคนนั้นเป็นที่ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ไท/ไต ยวน ลาว ลื้อ มลายู มอญ ขะแมร์ กูย แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ แคะ จาม ชวา ซาไก มอแกน ทมิฬ ปาทาน เปอร์เซีย อาหรับ ฮ่อ พวน ไทยใหญ่ ผู้ไท ขึน เวียด ยอง ลั๊วะ/ละว้า ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า กำหมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ บรู โอรังลาอุต ฝรั่ง (ชาติต่างๆ) แขก (ชาติต่างๆ) ลูกครึ่ง ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ” กว่า 50 ชนชาติและภาษา”
(๒) ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีเพียงสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร และมีเพียง สส. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ทั้งนี้โดยให้ยกเลิกการมีวุฒิสภา และยกเลิกการมี สว. ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาธิปไตยของชาติ (๓) อนึ่ง ขอให้ดำเนินการออกกฎหมายที่เป็นประชาธิปไตย เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ตากสินมหาราช และคืนสถานะเดิมอันเป็น “ศักดิ์” และ “สิทธิ” ของ “จังหวัดธนบุรี” และชาวฝั่งธน ที่ถูกยุบทำลายลงด้วยประกาศคณะปฏิวัติของจอมพล ถนอม กิตติขจร ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง”
ในท้ายจดหมายยังได้ลงหมายเหตุที่อยู่เว็บไซต์ และเชิญชวนร่วมลงชื่อ “โปรดช่วยกันกู้สยามประเทศ-กู้จังหวัดธนบุรี-กู้ประชาธิปไตยของชาติ” คือ www.petitiononline. com/SIAM2008 และ www.petitiononline. com/siam2007

พลิกปูม40นักรบพรรคการเมืองใหม่!

ที่มา thaifreenews

เมื่อ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ออกมายืนกลางแจ้งอีกครั้ง ในนามผู้นำพรรคการเมืองใหม่..เมื่อไปดู "สิ่งที่ติดตัว"มาด้วยแล้ว จัดว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาตั้งแต่ ปี2550 - ปัจจุบัน ถูกศาลตัดสินว่าผิด 5 คดีประกอบด้วย และยังเหลือที่จ่อขึ้นศาลอีก10คดี!

1.วันที่25 ธันวาคม 2550 ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 ปี ในคดีหมิ่นประมาททักษิณ

2.วันที่7 มีนาคม 2551 ศาลจ.เชียงราย พิพากษาจำคุกจำเลย 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาท เก่งกาจ ศรีหาสาร นักวิชาการป่าไม้

3.วันที่ 10 กันยายน 2552 ศาลอาญา พิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีหมิ่นประมาท ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

4.วันที่ 11 กันยายน 2552 ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 6 เดือนไม่รอลงอาญา ในคดีหมิ่นประมาท "ภูมิธรรม เวชชยชัย"

5. วันที่ 2 ตุลาคม 2552 ศาลอาญาสั่งจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาท "นพดล ปัทมะ"

- คดีความต่างๆ ที่พันธมิตรฯ ถูกดำเนินคดีช่วงการชุมนุม 193 วัน เมื่อปี 2551 ทั้งหมด 36คดี โดยมีคดีที่ขึ้นสู่ศาลแล้ว 17 คดี คดีที่ถูกแจ้งความไว้แล้ว 19 คดี รวมทั้งคดีบุกทำเนียบ และการเข้าไปชุมนุมที่สนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ

- 17คดีที่ขึ้นศาลแล้วมี "สนธิ" เข้าไปเอี่ยวด้วย 10 คดี คือ1. ศาลจังหวัดมีนบุรี ทักษิณ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก 6 คน 2. ศาลจังหวัดปทุมธานี ทักษิณ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก 8 คน 3.ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ทักษิณ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก 7 คน 4..ศาลอาญา ทักษิณ ชินวัตร ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก 6 คน 5. ศาลจังหวัดชัยภูมิ ทักษิณ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวกรวม 8 คน 6..ศาลจังหวัดน่าน พรรคพลังประชาชน ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก 7.ศาลแพ่ง ทักษิณ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวกรวม 3 คน 8.จตุพร พรหมพันธุ์ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพวกรวม 11 คน 9.วีระ มุสิกพงศ์ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพวกรวม 11 คน 10.ศาลอาญา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพวกรวม 11 คน

- รัฐธรรมนูญมาตรา 48 กำหนด ไว้ชัดเจนว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ หรือโทรคม นาคม มิได้ ไม่ว่าในนามตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้หมายความเฉพาะ รัฐมนตรี แต่พรรคการเมือง และหัวหน้าพรรคก็ถือว่าเข้าข่ายเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง...สนธิจะฝ่าไปอย่างไร?





********
ใครเป็นใคร ใน 25กรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่
********


1. นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรค
เจ้าของสื่อ แกนนำพันธมิตรที่ชีวิตมีสีสันมากที่สุดคนหนึ่ง ทั้งคดีความที่จ่อรออีกมากมาย

2. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข รองหัวหน้าพรรค
เจ้าพ่อรถไฟจาก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็น เลขาธิการสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เมื่อพ.ศ. 2548

3. นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค
จาก เลขาธิการ ครป. สู่ผู้ประสานงานพันธมิตร แล้วก้าวผงาดในตำแหน่งแม่บ้านพรรคการเมืองใหม่

4. พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ เหรัญญิกพรรค
เตรียมทหารรุ่น9 อดีตผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการลำน้ำโขง (นปข.) รวมทั้งอดีตผู้บัญชาการเรือรบ ซึ่งปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วง การชุมนุมพันธมิตร 193 วัน เป็นผู้ร่วมจัดตั้ง คณะกรรมการพลังแผ่นดิน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยร่วมกับ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ

5. นายบรรจง นะแส กรรมการบริหารพรรค
ขาใหญ่เอ็นจีโอใต้จาก สงขลา เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองทะเลไทย เคยต่อสู้ปัญหา โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ที่อ.จะนะ สมัยทักษิณครองเมือง

6. นายประพันธ์ คูณมี กรรมการบริหารพรรค
เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่เข้าร่วมทำงานร่วมกับสหพันธ์นักศึกษาเสรี และหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้หลบหนีเข้าป่า ร่วมงานกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ ไทย

7. นายสุทธิ อัชฌาศัย กรรมการบริหารพรรค
NGOs ที่ทำงานกับชุมชนแออัด หรือสลัมใน กทม. โดยมีสุวิทย์ วัดหนู และจำนงค์ จิตนิรัตน์ เป็นพี่เลี้ยง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เคยออกมาเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมในระยองไม่ว่าจะกรณีคัดค้านโรงไฟฟ้า หรือกรณีเรียกร้องให้ มาบตาพุด ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ

8. นายชาลี ลอยสูง กรรมการบริหารพรรค
รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) และ เลขาธิการสหพันธ์แรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิคประเทศไทย ต่อสู้กับปัญหาแรงงานในทุกรัฐบาล ลงมาแก้ไขปัญหาการเลิกจ้าง มีส่วนร่วมกับ นโยบายลดเงินสมทบผู้ประกันตนจากฝ่ายนายจ้าง จาก 5% เหลือ 3%

9. นายชุมพล สังข์ทอง นายทะเบียนพรรค
เคยลงสมัครส.ส.สังกัดพรรค ประชาธิปัตย์ ที่ลงสมัคร ชัยภูมิ เคยเป็นทนายให้ ไทกร พลสุวรรณ เป็นประธานชมรมนักกฎหมายใต้ฟ้าข้าพระบาท ที่ ปรึกษากฎหมายของแกนนำอีสานกู้ชาติ คณะกรรมาธิการการยุติธรรมการตำรวจและสิทธิมนุษยชนสนช.และเป็นเลขานุการส่วนตัวของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ

10. นางสาวอาภารัตน์ ชาติชุติกำจร กรรมการบริหารพรรค
ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมืองภูเก็ต ร่วมขบวนเพื่อรักษาแผ่นดินพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร อ.กันทราลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

11. นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรค
เป็นแกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 2 เป็น สื่อมวลชน ชื่อดังในยุคก่อนหน้าวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548 - 2549 มีบทบาทเป็นพิธีกรและโฆษกของ เวทีพันธมิตรฯในการขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณและได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สนช.

12. นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง รองเลขาธิการพรรค
แกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 2 เป็นนักแสดง พิธีกร

13. นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ กรรมการบริหารพรรค
ชาวนา จ.ชัยนาท ผู้ประสานงานสภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย เลขาธิการเครือข่ายชาวนาภาคกลาง ผู้ต่อสู้การทำเอฟทีเอที่ไม่โปร่งใส ช่วง รัฐบาลทักษิณ จนมีผลในรัฐธรรมนูญมาตรา 190 รวมทั้งเป็น ผู้เริ่มที่จะดำเนินการปฏิรูประบบเกษตรกรรมและพัฒนาสิทธิเกษตรกร

14. นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก กรรมการบริหารพรรค
พ.ศ. 2549 เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรร่วมจัดรายการบนเวทีและในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร คอนเสิร์ตการเมือง เคย สมัครรับเลือกตั้งใน จ.สมุทรปราการ สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ปัจจุบันจัดรายการ "จับตา(ย)ประเทศไทย" ทางเอเอสทีวี

15 พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ กรรมการบริหารพรรค
อดีตผู้บังคับการตำรวจ ภาค 4 อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล โด่งดังและรู้จักกันในนาม "มือปราบตี๋ใหญ่"

16. นายเทิดภูมิ ใจดี กรรมการบริหารพรรค
อดีตผู้นำกรรมกร คู่กับ ประสิทธิ์ ไชโย การชุมนุมประท้วงความไม่เป็นธรรมกรณีต่างๆ ที่มีนักศึกษาประชาชนเข้าร่วม ดำเนินไปอย่างดุเดือด เข้มข้นในช่วง 3 ปีตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519

17. พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ กรรมการบริหารพรรค
อดีตผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม( สมัย ชวน หลีกภัย เป็นนายก) อดีตนายทหารราชองครักษ์เวร เมื่อปี2545 เป็นคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตผู้สมัครลงเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์

18. นางลักขณา ดิษยะศริน ตะเวทิกุล กรรมการบริหารพรรค
ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติดิอเมริกันสกูลออฟแบงค็อก

19. นางเสน่ห์ หงส์ทอง กรรมการบริหารพรรค
ผู้ประสานงานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เป็นผู้จัดรายการวิทยุรายการ เสียงจากกรรมกร ทางคลื่น F.M. 98.25 MHz และที่สำคัญที่สุดคือ เป็น ภรรยานายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท)คนปัจจุบัน

20. นายอมรเทพ อมรรัตนานนท์ กรรมการบริหารพรรค
อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนนักศึกษาปี 2519 เคยสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคมัชฌิมาธิปไตย และลงเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 ในเขต 12 กรุงเทพ มหานคร ซึ่งประกอบด้วย เขตบางกอกน้อย ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

21. นายพิชิต ไชยมงคล รักษารองเลขาธิการพรรค
รองเลขาฯสนนท.กลุ่มศึกษาพรรคการเมืองทางเลือกภาคประชาชน อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2546 ซึ่งถือว่าเป็น คนใกล้ชิดนายสุริยะใส ในฐานะคณะทำงานของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

22. นายธัญญา ชุนชฎาธาร กรรมการบริหารพรรค
สามีนางมาลีรัตน์ แก้วก่า เป็นนักวิชาการ นักเขียน อดีตผู้นำนักศึกษา 1 ใน 13 กบฎรัฐธรรมนูญ จากเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 กำลังศึกษาในระดับ ปริญญาเอก สาขาผู้นำทางเศรษฐศาสตร์ การเมือง และสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นพิธีกรหลายรายการ ของทาง ASTV

23. นางทัศนีย์ บุญประสิทธิ์ กรรมการบริหารพรรค
แกนนำพันธมิตรฯ อุบลราชธานี เจ้าของสถานีวิทยุชุมชน อ.พิบูลมังสาหาร ทีมที่ปรึกษานายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และ ความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

24. นายสราวุธ นิยมทรัพย์ กรรมการบริหารพรรค
แกนนำพันธมิตรฯ นครปฐม อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครปฐม และส.ส.หลายสมัย

25. นายรังษี ศุภชัยสาคร กรรมการบริหารพรรค
แกนนำเครือข่ายพันธมิตรฯ อุดรธานี




************
คณะที่ปรึกษาพรรคการเมืองใหม่ 15 คน ดังนี้
**************

1. ดร.สมปอง สุจริตกุล
-อดีตเอกอัครราชทูตไทย รักษาการคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ หนึ่งในทนายความของประเทศไทยที่ว่าความคดีปราสาทเขาพระวิหารต่อ ศาลโลกในปี 2505

2. ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช
อดีตผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตประธานกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ใน หนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ

3. นายอุดร ตันติสุนทร
อดีต ส.ว.ตาก อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

4. นายสมพจน์ ปิยะอุย
เครือโรงแรมดุสิตธานี

5. นายพิภพ ธงไชย
ด้วยประสบการณ์การเคลื่อนไหวมวลชนมานยาวนาน บวกกับบุคคลิกสุขุม สุภาพเรียบร้อย แต่แน่นด้วยเนื้อหาสาร เพื่อนพ้องมากมายทำให้เขากลายเป็น 1 ในแกนนำพันธมิตร และเป็นอีก 1 ใน คนใกล้ชิดอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์

6. พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์
อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4


7. พล.อ.อ.สามารถ โสตสถิตย์
อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ


8. ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการการประปานครหลวง


9. นายสมศักดิ์ อิสมันยี หรือ อ๊อด คีตาญชลี
สมศักดิ์ และ สุรินทร์ อิสมันยี (ริน) สองสามีภรรยาชาวเพชรบุรี เดิมใช้ชื่อว่า วง "สายทิพย์" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "คีตาญชลี" ตามชื่อกวีนิพนธ์ของ รพินทรนาถ ฐากูร กวีชาวอินเดีย มีความหมายว่า "คารวะด้วยเสียงเพลง"

10. ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)

11. รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่เข้าร่วมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ลาออกจากตำแหน่ง

12. รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนิทสนมกับ.รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย

13. อาจารย์สมบัติ เบญจศิริมงคล
อดีตนายกสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมัน เคยสมัคร สส. ปี 2548 ในนามพรรคมหาชน (อเนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรค)

14. ดร.ประยูร อัครบวร
อดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลา อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

15. นายอัมรินทร์ คอมันตร์
นักวิชาการ ผู้ที่เคยนำต่อต้านกฎหมาย 11 ฉบับ ที่เรียกกันว่า กฎหมายขายชาติ ขึ้นเวทีพันธมิตรในปี พ.ศ. 2549

ที่มา Innnews www.innnews.co.th/specialnews.php

‘เพลงชาติไทย’ กับรัฐบาล “แดกได้-แดกดี”

ที่มา Thai E-News

โดย คุณวาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ที่มา เวบไซต์ vattavan
10 ตุลาคม 2552

ท่ามกลางกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพี่น้องประชาชนชาวไทย ถึงความไม่ชอบธรรม ในการดำเนินการตามแผนต่างๆ ของรัฐบาล

ตั้งแต่โครงการที่ชาวบ้านเขาขมขื่น แต่ถูกเรียกอย่างขำขัน ว่าเป็น “โครงการ-แดกไม่พอเพียง” จนเป็นเหตุให้พรรคดักดาน ของนายมาร์คมุกควาย จำต้องแก้ไขด้วยการเล่นละครกลบเกลื่อน ด้วยการให้สมาชิกที่มีข่าวไปพัวพันการทุจริต ออกไปจากพรรคพอเป็นพิธีแล้ว นั้น

พฤติกรรม “แดก” อย่างไม่เคยพอเพียง เพราะอดอยากปากไหม้มานาน ก็ไปปรากฏเป็นเรื่องอัปรีย์ โผล่หางแดงโร่ โชว์ชาวบ้านขึ้นมาอีก

คราวนี้เกิดที่กระทรวงคุณหมอ เพราะกลุ่มแพทย์เขาอดรนทนไม่ได้ ดาหน้าออกมาแฉโครงการก่อสร้างและจัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่บรรดาไฮยีน่าจอมตะกละตะกลาม ทั้งตัวเมียและตัวผู้ สุมกบาลวางแผนการ เขมือบงบประมาณเอาไว้อย่างแยบยล จนกลุ่มหมาในพันธ์กาลี ต้องถอนตัวออกไปแบบ “ยกฝูง” คงเหลือแต่ไอ้ “จ่าฝูง” หัวโจก ยังนั่งหน้าทนอยู่บนหิ้ง ซึ่งกลุ่มคุณหมอและชาวบ้านที่สนใจ ก็กำลังดูอยู่ว่า มันจะ “ด้าน” ไปได้อีกสักกี่น้ำกัน!

ข่าวฉาวระยำโฉ่อย่างนี้ ทำให้ผู้คนและสื่อมวลชนต่างๆ เขาจับทางได้แล้ว ถึงกับพูดกันขรมไปว่า บ้านเมืองเรานี้ช่างอาภัพนัก เพราะต้องมาเจอนักกินเมือง ที่มีพฤติกรรมเหมือนฝูงเปรตที่หิวโหย คอยสูบเลือดสูบเนื้อบ้านเมือง ทั้งๆ ที่สยามประเทศยามนี้ ก็เสมือนคนป่วยที่ผอมแห้งแรงน้อย จนแทบจะทรงกายไม่ได้อยู่แล้ว

การเผยแพร่ข่าวสารอันไม่เป็นมงคล แถมยังอุดมด้วยการทุจริตชั่วช้า หลุดออกไปสู่การรับรู้ประชาชนอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง สร้างความตกต่ำให้กับพรรคดักดานและรัฐบาลโลซก จนถูกวิจารณ์อย่างประชดประชันว่า เป็น “รัฐบาล...แดกได้-แดกดี!”

ความตกต่ำอย่างที่เล่ามา ส่งผลไปถึงตัว มิสเตอร์มาร์ค มุกควาย หัวหน้ารัฐบาลต้องเบ้หน้า เพราะเรทติ้งจากโพลหลายสำนัก แสดงให้เห็นว่า เจ้าตัวได้รับ “เรทต่ำ”

เพราะโพลสำนักต่างๆ ดันทะลึ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า นายมาร์ค มุกควาย คนนี้ ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน อย่างที่พยายามโฆษณากัน เพราะผลสำรวจครั้งล่าสุด ความนิยมก็หล่นฮวบ เหลือไม่ถึงครึ่ง เป็นนักเรียนก็...สอบตก!

ที่แย่ที่สุด คือ เมื่อเขาจับไปเปรียบเทียบความนิยม ระหว่างนายมาร์คกับนายกฯทักษิณ คนที่ไปอยู่นอกประเทศนานแล้ว แต่ผลกลับปรากฏออกมาว่า มิสเตอร์มุกควาย กลับตกเป็นฝ่าย... พ่ายแพ้ทุกๆ โพล!!

ไม่น่าเชื่อเลยว่า ขนาดเจ้าตัวเป็นรัฐบาลและมีอำนาจเต็ม แถมยังทุ่มเทเงินหลวง คืองบประมาณของชาติ ไปใช้ เพียงเพื่อการโฆษณาทั้งตัวเองและพรรคดักดานอย่างมากมาย แต่กลับไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวัง

นายมาร์ค มุกควาย จึงไม่มีทางเลือกอีกต่อไป นอกจากต้องด้านหน้าลากรัฐบาล ผุๆ พังๆ ไปให้ได้นานที่สุดเท่านั้น โดยไม่ได้คำนึงว่า ประเทศจะตกต่ำ ตนและพรรคจะเป็นที่รังเกียจของผู้คน

ทั้งนี้ก็ไม่ใช่เหตุอื่นเลย หากเป็นเพราะ.... เพื่อมีโอกาสใช้งบประมาณ กันอย่างมันมือต่อไปอีก ระหว่างนี้ต้องหลีกเลี่ยงพูดถึง “การเลือกตั้ง” อย่างเด็ดขาด!!!

กลยุทธ์ที่รัฐบาลโลซกของนายอภิแสบ หยิบมาใช้ในการหันเหความสนใจของผู้คน ออกไปจากเรื่องบ้านเรื่องเมือง คือการใช้ “มุกควาย”

อย่างมุกโครงการร้องเพลงชาติตอนเย็น ซึ่งเป็นเวลาเชิญธงชาติลงจากเสา โดยให้ประชาชนจังหวัดต่างๆ ร่วมร้องเพลงเรียงตามลำดับอักษรของจังหวัด ตั้งแต่ “ก” คือกระบี่

ผู้คนเขาก็ไม่รู้ว่า ทำไมกะอีแค่ร้องเพลงชาติ จะทำให้ผู้คนในประเทศ หันหน้ามาสามัคคีได้อย่างไรกัน? ในเมื่อคนอย่างโฆษกส่วนตัว ของนายมุกควาย ก็ยังพูดทองแดงปร่าแปร่ง ยั่วยุ แหย่แยงตะแคงรั่ว ตอกย้ำ “ความแตกแยก” ให้ผู้คนในบ้านเมือง อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ผู้คนเขาก็ถือว่า นั่นเป็นการแสดงออกของนายมาร์ค หัวหน้ารัฐบาล เพียงแต่ยืมปากโสโครกของ “ไอ้เถบ” พูดแทนตัวนั่นเอง! จริงอย่างที่ผู้คนเขาสงสัย หรือเปล่าล่ะ? ...................................................


การถ่ายทอดสดการร้องเพลงชาติไทย ตามตัวอักษรทีละจังหวัดนั้น ก็เหมือนกับทุกโครงการ ของรัฐบาลพรรคดักดาน ที่จะต้องมีเรื่องการใช้งบประมาณอย่างฟุ่มเฟือย ไม่ประหยัดเลยแม้แต่น้อย ตลอดจนมีกรณีใช้เงินหลวงอย่างผิดทิศทาง ทั้งยังมีเรื่องการทุจริตเข้าหูประชาชนคนไทยมิได้ขาด จนต้องพากันอุดจมูก ด้วยสะอิดสะเอียนต่อกลิ่นอายคอรัปชั่น ที่ตามมาหลอกหลอนพี่น้องร่วมชาติ ในทุกๆ โครงการของรัฐบาลของพรรคดักดานดำเนินการ จนผู้คนเขาต้องอุทาน ด้วยความแปลกใจว่า

“ไอ้พวกนี้มัน ‘แดก’ กันเก่งจริงๆ!” ได้ยินแล้ว ให้เศร้าใจยิ่งนัก!!

โครงการ “ห่วยๆ” อย่างเรื่องร้องเพลงชาตินี้ ก็ดันใช้เงินไปอีกหลายสิบล้านบาท บ้างก็บอกว่า ใช้เป็นค่ายิงสปอตโฆษณาเพียง 30 ล้านบาทเท่านั้น บางคนก็บอกว่าเป็นร้อยล้าน แต่ผู้คนไม่สามารถล่วงรู้การปู้ยี้ปู้ยำเงินหลวง เพราะพรรคดักดาน ไม่กล้าเปิดเผยรายละเอียดของเงินที่ใช้จ่ายไป ให้กับประชาชนทราบแต่อย่างใด

นอกจากโครงการต่างๆ ของรัฐบาล จะไม่ได้ประโยชน์อย่างที่โม้กันไว้แล้ว “มุก” เรื่องชวนชาวบ้านร้องเพลง อย่างที่รัฐบาลนายอภิแสบคิดขึ้นมา และผมระบุเอาไว้ในตอนต้นว่าเป็น “มุกควาย” นั้น

จึงอยากให้กระทรวงการต่างประเทศ เชิญท่านสมเด็จฮุนเซ็น ช่วยเป็นต้นเสียง ร้องเพลง “เขมรไล่ควาย” เพื่อเป็นเพลงนำ ในการไล่รัฐบาลของนายมาร์ค ที่มีเสนอแนวความคิดแบบ “กระบือๆ” อย่างนี้... ออกไปให้พ้น จากการบริหารประเทศของเรา เสียที! บ้านเมืองเราจะได้ปลอดคอรัปชั่น เจริญก้าวหน้าเหมือนชาติอื่นเขาบ้าง!!

ก่อนที่จะจบบทความในวันนี้ อยากจะกราบเรียนกับท่านผู้อ่านที่เคารพ ว่า การที่ให้ประชาชน ร่วมกันร้องเพลงในตอนเย็น ซึ่งเป็นเวลาเราเอาธงชาติลงจากเสา ผมดูแล้วมันพิกล เพราะหากจะถือกันในเรื่องโชคลาง ก็พอจะมองได้ว่า

ปกติการที่เราชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา นั่นหมายความว่า เรามีอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นๆ แต่การชักธงลงจากยอดเสา มาพับเก็บนั้น ในบางโอกาส กลับหมายความถึงการที่เราจะถอนตัวออกจากการครอบครองดินแดน เช่น อังกฤษเอาธงยูเนี่ยนแจ๊คลง เมื่อวันมอบคืนเกาะฮ่องกงให้จีนแผ่นดินใหญ่ เป็นต้น

หรือแม้แต่ชาติเราเองก็มีตัวอย่างให้เห็น คือ... จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็สั่งเอาธงชาติไทยลงจากปราสาทพระวิหาร เมื่อประเทศของเรา ต้องต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้คดีในชั้นศาลโลก จำต้องคืนปราสาทพระวิหาร ให้กับกัมพูชา

ผมยังจำได้แม่นว่า ท่านจอมพลฯคนสะดือแตก พูดออกวิทยุด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “วันหนึ่งข้างหน้า ข้าพเจ้าจะเป็นคนไปชักธงชาติไทยขึ้นเสา เหนือเขาพระวิหาร ด้วยตนเองอีกครั้ง!”

น่าสงสาร... จอมพลคนเมียมาก ไม่เคยมีโอกาสกลับขึ้นไปชักธงไตรรงค์เหนือปราสาทเขาพระวิหาร เพราะตายด้วยโรคม้ามเสียก่อน หากท่านจอมพล “คนพันเมีย” อยู่มาถึงวันนี้ และมีโอกาสขึ้นไปบนเขาพระวิหาร ท่านก็จะได้เห็นเป็นที่ประจักษ์กับสายตาว่า บัดนี้ ใช่แต่ตัวปราสาทเปรี๊ยะวิหารเท่านั้น แม้แต่พื้นดินแผ่นทรายรอบองค์ปราสาท อาณาเขตพื้นที่ 4.2 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีข้อขัดแย้งกันเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือดินแดน

เดิมไทยกับเขมรเคยหาทางออกอย่างสันติ ถึงขั้นตกลงที่จะพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

แต่... เมื่อมาถึงรัฐบาลนายมาร์ค มุกควาย ซึ่งมีคนของพันธมาร ยึดกุมตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

แต่... ...พื้นที่บริเวณที่เคยเป็นปัญหากัน นั้น ถึงวันนี้... รัฐบาลกัมพูชาของสมเด็จฮุนเซ็น ได้สถาปนาการปกครองเหนือดินแดนดังกล่าว ได้อย่างสมบูรณ์แบบและมั่นคงแข็งแกร่ง เรียบร้อยโรงเรียนขะแมร์ไปแล้ว

ทั้งนี้เป็นเพราะ... ความไร้ฝีมือ ปนความโง่เง่าของนายกฯโลซก ที่บริหารบ้านเมืองล้มเหลว (เพราะทำงานไม่เป็น) กับไอ้รัฐบาล “แดกได้-แดกดี” นี่แหละ! จริงหรือเปล่าล่ะ!!?