WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 11, 2009

สมัชชาคนจน :NGO ไร้เดียงสาทางการเมือง?

ที่มา Thai E-News



อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับการคุ้มกันและต้อนรับจากสมัชชาคนจนที่อุบลราชธานี ตามการชี้นำของNGO ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงโดนสะกัดกั้นอย่างแน่นเหนียวถึง3ด่านกว่าจะฝ่าเข้าไปถึงงานได้ เพื่อให้อภิสิทธิ์มีเวลาพอที่จะรีบเผ่นขึ้นฮ.หนี


โดย สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์
11 ตุลาคม 2552

เราไม่ควรดูถูกพี่น้องชาวบ้านสมัชชาคนจน ผู้ต้องการแก้ไขปัญหาของเขา แต่เราก็ควรตั้งคำถามกับคณะเสนาธิการ หรือNGO ผู้วางแผน และนำพาให้พี่น้องสมัชชาคนจนกระทำการให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้สร้างภาพในภาวะที่ตนเองกำลังถูกผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศออกมาขับไล่ ทำไม NGO ของสมัชชาคนจน จึงไม่สนใจกับเรื่องราวแบบนี้? หรือเป็นเพราะว่า...


กลายเป็นข่าวใหญ่ไปแล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรีอภิสทิธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางไปพบยายไฮ ยายนักสู้เพื่อให้รัฐจ่ายเงินชดเชย แต่ก็มีคำถามต่อสมัชชาคนจนกันว่า พวกเขาเชียร์รัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือ ? รัฐบาลอภิสิทธิ์ช่วยแก้ปัญหาของพวกเขาหรือ? ทำไมพวกเขาจึงเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้มาสร้างภาพช่วยเหลือคนจนกันเล่า ?

หลายคนที่ตามข่าวปัญหาของสมัชชาคนจน อย่างเกาะติด ก็จะทราบว่า ปัญหาหลายๆปัญหาของพวกเขายังไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาของพวกเขาเกิดจากนโยบายของรัฐที่ลำเอียง ไม่ได้รับความยุติธรรมปัญหาของพวกเขาหลายรัฐบาลก็ยังแก้ไม่สำเร็จ พวกเขาจึงต้องเรียกร้องให้ทุกรัฐบาลแก้ไขปัญหาของพวกเขา และเป็นสิทธิที่ต้องเข้าใจและเห็นควรสนับสนุนการเคลื่อนไหวปัญหาของพวกเขา

ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ไขปัญหาของคนจนในหลายที่ทางแต่ผู้เขียนเห็นว่า ก็มีข้อควรพิจารณาคำนึงถึงกันด้วย ภายใต้กระดานทางการเมือง ที่ใครจะใช้ใคร ใครจะเอาใครเป็นเครื่องมือ ในยามที่บ้านเมืองมีความขัดแย้งหลักระหว่างรัฐบาลอำมาตยาธิปไตยกับผู้รักประชาธิปไตย อยู่ ณ ปัจจุบัน

เราไม่ควรดูถูกพี่น้องชาวบ้านสมัชชาคนจน ผู้ต้องการแก้ไขปัญหาของเขา แต่เราก็ควรตั้งคำถามกับคณะเสนาธิการ หรือNGO ผู้วางแผนและนำพาให้พี่น้องสมัชชาคนจนกระทำการให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้สร้างภาพในภาวะที่ตนเองกำลังถูกผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศออกมาขับไล่ ในสถานการณ์ที่ผู้รักประชาธิปไตยออกมาถามถึงเบื้องหลังในการเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ความไม่ชอบไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยแต่ทำไม NGO ของสมัชชาคนจน จึงไม่สนใจกับเรื่องราวแบบนี้

น่าจะมีทางออกในการแก้ไขปัญหาของยายไฮ และสมัชชาคนจน โดยไม่จำเป็นต้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไปเอาคะแนนเอาแต้มถึงศุนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน ก็เมื่อต้องจ่ายเงินให้ยายไฮ อยู่แล้ว ตามหน้าที่ที่รัฐต้องรับผิดชอบ ตามความชอบธรรมของยายไฮ และปัญหาของสมัชชาคนจนนอกจากเรื่องยายไฮ ก็ควรนำพาพลังของสมัชชาคนจน เคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลอภิสิทธิ์แก้ไข ตามที่สมัชชาคนจนก็กระทำมาโดยตลอด

ดังคำขวัญที่ว่ากันว่า ประชาชนต้องกำหนดอนาคตของตนเอง พลังของคนจนคือตีน ไม่ใช่การร้องขอ มิใช่หรือ ?

NGO สมัชชาคนจน พวกเขาคงปรารถนาดีกันกระมั้ง พวกเขาคงไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกันเป็นแน่ พวกเขาคงไม่ต้องการหน้าตาให้ตนเองอันมาจากการได้ประสานงานกับรัฐบาล เป็นไปด้วยดีในฐานะผู้ใกล้ชิดคนจน พวกเขาคงไม่รีบเขียนโครงการของบประมาณจากรัฐบาลอภิสทธิ์หลังจากนี้ กันกระมัง

พวกเขาคงคิดกันว่าการเมืองไม่นิ่ง เป็นโอกาสดีของสมัชชาคนจนที่จะได้ต่อรองการแก้ไขปัญหา รัฐบาลอภิสิทธิ์คงต้องการพวกโดยเฉพาะคนจนๆๆ ไว้อวดโอ้ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็แก้ปัญหาคนจนได้ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ประชาธิปไตยที่กินได้เหมือนกัน

NGO เหล่านี้จึงไร้เดียงสาทางการเมือง เพราะว่า สมัชชาคนจน เป็นองค์กรประชาชนต้องส่งเสริมประชาธิปไตย เพราะสมัชชาคนจน เป็นองค์กรคนรากหญ้า จึงต้องทำให้ประชาธิปไตยกินได้ เพราะประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เท่านั้นจึงเป็นหลักประกันให้ปัญหาคนจน ที่มิเพียงสมัชชาคนจนได้รวมพลังแก้ไขอย่างมีเสรีภา พเพราะสมัชชาคนจนต้องเป็นแบบอย่างขององค์กรประชาชนชั้นล่างในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งเพื่อให้อำนาจทางการเมือง เป็นอำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน และเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมทางสังคม

ไม่ใช่เคลื่อนไหวอย่างไร้เดียงสาเข้าทางพวกอำมาตยาธิปไตย ตามที่เสนาธิการอำมาตย์ NGO ครอบงำอยู่

เสื้อแดงปฏิบัติการฝ่าด่านขับไสนายกฯหุ่นเชิด

ที่มา Thai E-News


เรื่อง-ภาพโดย kompong
ที่มา บอร์ดประชาไท
10 ตุลาคม 2552

วันนี้(10ต.ค.)กลุ่มเสื้อแดงอุบลฯทุกกลุ่มร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงจากศรีสะเกษ ยโสธร อุดรธานีของคุณขวัญชัย วันนี้เรารวมพลังเป็นหนึ่งเพื่อไปต้อนรับนายกมาร์ค ที่ศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ในบริเวณสหกรณ์ปากมูลจำกัด อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลฯ

หนุ่มมาร์คได้ให้คนไปพายายไฮมารอรับเงิน4.9ล้านที่นี่แล้ว สาเหตุที่ไม่ไปมอบเงินให้ที่บ้านยายไฮก็เพราะว่า อำเภอนาตาลบ้านแกไม่ใช้ถิ่นของปชป.

วันนี้มีทุกรสชาติเหนื่อยสุดๆเลย แต่ก็คุ้ม ไอ้มาร์คหนีแบบหางจุกตูดเลย

หกโมงเช้า เราเตรียมตัวออกเดินทางจากหน้าศาลากลางจังหวัด มุ่งหน้าไปอำเภอพิบูลมังสาหาร จุดหมายคือสหกรณ์ปากมูล จำกัด ซึ่งอยูห่างจากตัวเมืองอุบลประมาณ 60 กม.


ขบวนเริ่มเคลื่อน




เจอด่านแรกมองเห็นแต่ไกลอยู่หัวสะพานข้ามแม่น้ำมูล อ.พิบูลฯ

เริ่มมีการผลักดันกันพอเป็นพิธี สักพักตำรวจก็ปล่อยให้ผ่านไปด้วยดี

จุดนี้คือด่านที่โหดที่สุดในวันนี้ มีรถห้องขัง 3 คัน รถสิบล้อบรรทุกหินและทรายอย่างละคัน

ผ่านด่านรถสิบล้อมาได้ด้วยความทุลักทุเล แต่ก็ไม่เกินความสามารถของคนเสื้อแดง

ด่านที่สองอยู่กลางสะพาน


ปลายสะพานยังมีอีกด่าน


หลังจากผ่านด่านบนสพานมาแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย เหลืออีกประมาณ10ก.ม.

ก่อนจะถึงเป้าหมายไม่ถึง2ก.ม. เจอด่านอีก

ที่สุดเราก็ถึงจุดหมาย แต่ไอ้คุณมาร์คขึ้นฮ.หนีไปแล้ว


คนนี้ดูท่าทางจะเป็นการ์ดของเขา เห็นยืนสังการอยู่ในกรง ชาวบ้านส่วนใหญ่ทยอยกลับไปมากแล้ว แต่เสียงเครื่องขยายยังประกาศอยู่เป็นระยะว่า เรามาปกป้องสถาบัน

เสื้อน้ำเงินภูมิใจไทย จะอยู่กันเป็นกลุ่มๆ

ทำกิจกรรมเสร็จเราก็เดินทางกลับที่ตั้ง แล้วจะไปต่อที่ยโสธร ส่วนผมวันนี้ไปใหนต่อไม่ไหวแล้วเมื่อยสุดๆเลย ขอบคุณครับทุกท่าน

Saturday, October 10, 2009

เหตุ(เคย)เกิดที่พม่า

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 19


ในเวลาที่เขาเร้ากระแสชาตินิยมกันจนคลั่ง อย่างกรณีกัมพูชา ปราสาทพระวิหาร และฮุนเซ็นในขณะนี้ การแสดงความเห็นใดๆ ทำได้ยากยิ่ง เพราะกลัวจะถูกตีตราว่าไม่รักชาติหรือขายชาติ

คนส่วนใหญ่ก็ต้องนั่งนิ่งสยบยอม จนบางครั้งเกิดสงครามลุกลามใหญ่โตคร่าชีวิตชาวบ้านและลูกชาวบ้านคือทหารไปไม่รู้จักเท่าไหร่ ในขณะที่อำมาตย์คนสั่งนั่งสบายอยู่ที่เมืองหลวงและปลอดภัยดี

ความรักชาติ (patriotism) เป็นลัทธิเกิดใหม่ของโลกเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง เมื่อเกิดการรวมกลุ่มประชากรขึ้นมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า ชาติ หรือ ประเทศ การรวมกลุ่มชนิดนี้เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า รัฐสมัยใหม่ (modern state) ที่แตกต่างอย่างมากจากรัฐแบบโบราณ ลัทธินี้ทำให้กลุ่มคนในแต่ละ “ชาติ” หรือ “ประเทศ” เกิดผูกพันกับสังกัดของตนอย่างลึกซึ้งแน่นแฟ้น จนเกิดแนวคิดเชิงปรัชญาขึ้นมาทั่วโลก เช่น ตัวตายดีกว่าชาติตาย สละชีพเพื่อชาติ “ความฝันอันสูงสุด” เป็นต้น

ลัทธิรักชาติคือต้นเหตุที่สำคัญของสงครามโลกทั้งสองครั้ง และเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับทุกคนที่อยากเป็นทหารด้วยอุดมการณ์

ถ้าจะเรียกเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็เป็นโปรแกรมที่ฝังลึกเข้าไปสมองอย่างถอดถอนแทบไม่ได้

อย่ากระนั้นเลย ขอเล่าเรื่องของไทยกับประเทศอื่น และเป็นเรื่องที่สามารถเทียบเคียงได้กับกรณีกัมพูชาจะดีกว่า เพราะพูดเรื่องปัจจุบันคงมีคนไม่สบอารมณ์เอาง่ายๆ

เรื่องนี้เกิดขึ้นและจบลงเมื่อไม่นานปีมานี้ นั่นคือในขณะที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้บัญชาการทหารบก ฉากเปื้อนเลือดของกรณีนี้ไม่ใช่ราชอาณาจักรกัมพูชาแต่เป็นสหภาพเมียนมาร์หรือพม่า และมีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับระบอบอำมาตยาธิปไตยของไทยที่สั่งการให้เปิดศึกกับกัมพูชาเที่ยวนี้ล่ะครับ

ฟังแล้วจะได้ทราบทั่วถึงกันว่า ฝ่ายอำมาตย์ของไทยเขาคิดอะไรกับเพื่อนบ้าน และเขาก่อปัญหากับคนที่เขาไม่ชอบและจะกดหัวให้ต่ำกว่าเขาอย่างไร

จู่ๆ ในคืนหนึ่งของปีใดคงไม่ต้องระบุชัด ก็มีเครื่องบินลำเลียงทางทหาร C-130 ร่อนลงในพื้นที่ที่ใกล้กับตะเข็บชายแดนไทย-พม่า และมีทหารไทยจำนวนหนึ่งกรูออกมาพร้อมอาวุธครบมือ ทหารเหล่านี้แต่งกายด้วยชุดสีดำที่ไม่ใช่เครื่องแบบในราชการทหารไทย แต่เป็นชุดของชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งที่สู้รบกับรัฐบาลพม่ามาหลายสิบปี

จากนั้นก็เข้าตีที่ทำการของทหารพม่าในพื้นที่อย่างรุนแรง ทั้งด้วยอาวุธประจำกายและอาวุธหนัก จนทหารพม่าที่ไม่ได้ตั้งตัวจนล้มตายไปเป็นจำนวนร้อยๆ นาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำอาวุโสลำดับสองของพม่า พลเอกหม่องเอ กำลังเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนายกทักษิณฯ อยู่ด้วย

ความต้องการก็คือแสดงความเป็นปฏิปักษ์กับเพื่อนบ้านที่รัฐบาลเลือกตั้งในขณะนั้นกำลังขยายสัมพันธไมตรีในทุกด้านเพื่อให้ประชาชนของประเทศได้รับประโยชน์

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ คือผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น

พลโทวัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ คือแม่ทัพกองทัพภาคที่ ๓ ในขณะนั้น

กล้าสร้างเหตุการณ์นองเลือดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับการปกป้องรักษาแผ่นดินไทย เพราะไทยกับพม่ามิได้มีปัญหาใดๆ เป็นพิเศษระหว่างกันในช่วงนั้นเลย เพียงเพื่อการแสดงออกว่าอำมาตย์ไทยต้องการเป็นศัตรูตลอดชาติกับพม่าและไม่ยอมให้นายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเลือกมาอย่างท่วมท้นคนใดเข้ามาเปลี่ยนสภาพศัตรูให้กลายเป็นมิตรเป็นอันขาด

ฆ่าคนเขาตายเป็นเบือเพียงเพื่อเอาใจใครบางคนที่ถูกฝังชิปไว้ในหัวให้เกลียดเพื่อนบ้านราวกับคนที่มีปัญหาทางจิตเข้าขั้นอาละวาด

ไม่ต่างอะไรนักจากความเกลียดชังเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกอย่างในขณะนี้

กรรมสิทธิ์เรื่องปราสาทพระวิหารและอาณาบริเวณกลับกลายเป็นเรื่องรอง

เรื่องหลักคือความแค้นอันสุนทรที่เป็นแผลเรื้อรังมาหลายสิบปีและยังเสียหน้าอย่างสาหัสมาจนทุกวันนี้ จนถึงขั้นสั่งการให้ “สร้างเรื่อง” ให้จงได้ โดยเริ่มจากการจุดไฟใส่ประเด็นโดยพันธมิตรฯ เสื้อเหลือง ตามด้วยการทำงานของทหารบางส่วนในกองทัพภาคที่ ๒ เพื่อสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง เช่น วางกับระเบิดในพื้นที่ทับซ้อน เคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดน เป็นต้น

ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ถึงกับเอาทหารชุดดำจำนวนหนึ่งใส่เฮลิคอปเตอร์ไปไล่ยิงชาวบ้านของฝ่ายตรงข้ามจนเกิดข่าวว่าเด็กหนุ่มอายุเพียง ๑๖ กับ ๑๗ ปีต้องตกเป็นเหยื่อและคนหนึ่งถูกเผาทิ้งจนหาศพแทบไม่ได้

พอผู้นำฝ่ายเขาต่อว่าต่อขานแรงๆ ก็เอาท่อนคำพูดที่ฟังแล้วสะเทือนใจที่สุดมาฉายแล้วฉายอีกให้คนไทยทั้งประเทศโกรธ

เพราะคนทำเขารู้ดีว่าเรื่องของความรักชาตินั้นทะลุทะลวงได้ทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลือง

ใครกำลังจะถึงคราวเคราะห์เหมือนอำมาตย์ไทยในช่วงนี้ อาจต้องคิดถึงเล่ห์กระเท่แบบนี้ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

เรื่องพม่านั้นจบลงตรงที่ว่า คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีขอย้ายผู้นำฝ่ายทหารฐานที่ปฏิบัติการขนาดนี้แล้วยังไม่แจ้งผู้บังคับบัญชา แต่กลับถูกห้ามและสั่งให้ไปโยกย้ายเอาในช่วงก่อนเดือนตุลาคมซึ่งเป็นฤดูกาลปกติธรรมดาเพื่อรักษาหน้า นายกรัฐมนตรีคนนั้นก็เลยต้องกลืนเลือด

ตอนหลังไม่ยอมอนุมัติงบเติมน้ำมันให้กับรถถังที่ไปปฏิบัติภารกิจหาเรื่องเพื่อนบ้านกลับมาก็ถูก “โกรธ” จากผู้มีอำนาจตัวจริงของประเทศอย่างหนัก

เห็นไหมครับว่าผู้ปฏิบัติการลับครั้งนั้นเขากล้าทำเพราะอะไร

ก็เพราะเขาได้รับคำสั่งโดยตรงมาให้ทำ และคนที่สั่งก็อยู่ในฐานะที่ปกป้องคุ้มครองคนที่ทำได้ ไม่ว่าจะขัดนโยบายของรัฐบาลหรือจะผิดกฎหมายกี่ข้อกี่กระทงก็ตาม

เรื่องกัมพูชาไม่มีอะไรเล่าเพิ่มเติม นอกจากจะบอกว่านี่แหละคือนโยบายต่างประเทศที่สม่ำเสมอและต่อเนื่องของระบอบอำมาตยาธิปไตยไทย

ดูกันเอาเองเถิดครับ.


-----------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

ภาษีที่ดินไม่คืบ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



รศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ในนามกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล (Policy Watch)

ออกมาแถลงเชิงวิพากษ์ว่า รัฐบาลชุดนี้กล่าวหลายครั้งว่าจะผลักดันกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่ผ่านมาหลายเดือนแล้วไม่คืบหน้า ไม่มีการนำเข้าพิจารณาในคณะครม. หรือในสภา

เพราะโดยทั่วไปการจัดเก็บภาษีจะมาจาก 3 ฐาน คือ ฐานรายได้ ฐานการบริโภค และฐานทรัพย์สิน

แต่ประเทศไทยยังไม่มีการจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึงก่อให้เกิดปัญหาหลายด้าน

เช่น ปัญหาการกระจายรายได้และการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน

รศ.ดร.ดวงมณี วิจารณ์ด้วยว่า ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของไทยคำนวณจากฐานรายได้ และมีการยกเว้นจัดเก็บภาษีโรงเรือนที่ไม่ได้ทำประโยชน์

ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดช่องโหว่ เพราะยากจะแยกแยะการใช้ประโยชน์ของสิ่งปลูกสร้างได้

และมีข้อบกพร่องคือโครงสร้างอัตราภาษีแบบถดถอย ที่ดินราคาสูงเสียภาษีน้อยกว่าที่ดินราคาต่ำและปานกลาง และใช้ราคาเมื่อ 30 ปีที่แล้วเป็นฐานคำนวณ ทำให้จัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่ามูลค่าแท้จริงอยู่มาก

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบบใหม่ ทรัพย์สินมูลค่าสูงต้องเสียภาษีมากกว่าทรัพย์สินมูลค่าต่ำ เกิดการกระจายภาระภาษี

และหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าชัดเจน ไม่ต้องใช้ดุลพินิจ จะลดการรั่วไหลลงไปได้

ความคาดหวังของคณะอาจารย์เศรษฐ ศาสตร์ในกลุ่มดังกล่าว สอดคล้องกับประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งความหวังเอาไว้กับคำประกาศของรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ก็ไม่แน่ใจว่า ถึงจะประกาศอย่างห้าวหาญออกมาแล้ว รัฐบาลชุดปัจจุบันจะมีความกล้าหาญและความสามารถมากพอที่จะผลักดันการปรับปรุงระบบภาษีที่ทั่วถึงและเป็นธรรมนี้ได้สำเร็จหรือไม่

ยิ่งในสภาพที่รัฐบาลแสดงท่าทีเหมือนสนใจเรื่องอื่นมากกว่า หรือว่าซัดเซโอนเอนเพราะมรสุมทางการเมืองและการบริหารเรื่องอื่นๆ ความไม่แน่ใจนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ว่าภาษีทรัพย์สินที่เป็นธรรมจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ในสังคมไทย

มีประเทศเอามาขาย

ที่มา ไทยรัฐ

วันเสาร์สบายๆวันนี้มาคุยเรื่อง "ความร่ำรวย" ของ "มหาเศรษฐี" ในโลกนี้กันดีกว่านะครับ คนที่รวยเป็นล้านล้าน เห็นแต่ตัวเลขคนทั่วไปอาจนึกไม่ออกว่ารวยขนาดไหน นิตยสารฟอร์บ ผู้จัดอันดับ เลยเอาความมั่งคั่งของเศรษฐีโลกแต่ละคน มาเทียบกับจีดีพีของแต่ละประเทศ ใครสามารถซื้อประเทศไหนได้

แล้วตั้งชื่อว่า ประเทศที่มหาเศรษฐีสามารถซื้อได้ ก็ยังดีที่ไม่มีชื่อ ประเทศไทย อยู่ในลิสต์ด้วย

แต่ถึงแม้ "ประเทศไทย" จะไม่มีชื่ออยู่ในลิสต์ประเทศที่เศรษฐีต่างชาติสามารถซื้อได้ แต่ทรัพยากรของชาติก็ "ถูกนักการเมืองเฉือนขาย" ไปไม่รู้เท่าไรแล้ว ทั้งในรูปที่ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นโดยตรง ถือหุ้นในนาม "นอมินี" ที่รัฐบาลไม่เคยสนใจ ล่าสุดคือ การเข้ามากว้านซื้อที่ดินและไร่นา เพราะกฎหมายไทยเปิดช่องไว้อย่างเป็นใจ และรัฐบาลที่มาจากนักการเมืองก็ไม่สนใจที่จะปกป้องและป้องกัน

มาดูกันครับว่า มหาเศรษฐีโลกของฟอร์บสามารถซื้อประเทศอะไรได้บ้าง

จากการจัดอันดับล่าสุดของฟอร์บ บิล เกตส์ แห่ง ไมโครซอฟท์ ที่เกษียณตัวเองไปแล้ว กลับมาทวงคืนเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกได้อีกครั้ง มีความร่ำรวยกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท

แล้วเงิน 1.7 ล้านล้านบาท ซื้อประเทศอะไรได้บ้าง

คำตอบก็คือ เงิน 1.7 ล้านล้านบาท ที่ บิล เกตส์ มีอยู่ในวันนี้ มันมากกว่าจีดีพีของประเทศในโลกนี้ถึง 140 ประเทศ เลยทีเดียว เงินก้อนนี้ บิล เกตส์ สามารถที่จะซื้อ ประเทศคอสตาริกา ที่มีจีดีพีแค่ 48,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯได้อย่างสบายๆ จะซื้อประเทศ เอลซัลวาดอร์, โบลิเวีย หรือ อุรุกวัย ก็สบายมาก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก แม้ในปีนี้ความร่ำรวยจะหายไป 340,000 ล้านบาท แต่ก็ยังเหลือเงินในกระเป๋า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ 1.36 ล้านล้านบาท สามารถซื้อ ประเทศเกาหลีเหนือ ทั้งประเทศได้อย่างสบาย เพราะเกาหลีเหนือมีจีดีพีทั้งประเทศ 4 หมื่นล้านดอลลาร์เท่ากัน

อย่าง ประเทศบาห์เรน ที่มีจีดีพี 26,800 ล้านดอลลาร์ มหาเศรษฐีอันดับ 4 ของโลกอย่าง เอลลิสัน ก็ซื้อได้อย่างสบาย เพราะมีเงินอยู่ 27,000 ล้านดอลลาร์ หรือ ไมเคิล บลูเบิร์ก ผู้ว่าการนครนิวยอร์ก ที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 17 มีเงินอยู่ 17,500 ล้านดอลลาร์ ก็สามารถซื้อ ประเทศแซมเบีย ทั้งประเทศได้อย่างสบายเช่นกัน

ปีศาจการเงินอย่าง จอร์จ โซรอส ที่โจมตีค่าเงินบาทจนไทยล่มจมมาแล้ว หักขาดทุนจากวิกฤติการเงินสหรัฐฯวันนี้ยังเหลือเงินอยู่อีก 13,000 ล้านดอลลาร์ สามารถซื้อ ประเทศเฮติ มานอนเล่นนั่งเล่นได้อย่างสบาย แม้แต่เกาะสวาทหาดสวรรค์อย่าง บาฮามาส ที่มีจีดีพีแค่ 9,000 ล้านดอลลาร์ ขายเมื่อไรก็มีคนซื้อเมื่อนั้น

ดังนั้น การที่มีมหาเศรษฐีไทยไปซื้อเหมืองเพชรในประเทศเล็กๆ จึงไม่น่าแปลกอะไร ซื้อทั้งประเทศก็ยังไหว

แต่ไม่ว่าประเทศใหญ่หรือประเทศเล็ก ผมเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกชาติไม่ยอมขายกันก็คือ "การขายชาติ" และ "การขายทรัพยากรที่เป็นสมบัติของชาติ" ในยุค "การล่าอาณานิคมยุคใหม่" การได้ทรัพยากรหลักของชาติไหนไปครอง ก็เหมือนได้ประเทศนั้นไปครอบครอง

ป.ล. หนังสือ "สมาธิเบื้องต้นสำหรับชาวบ้าน" ของ พระครูปลัดสุวัฒนธีรกุล ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศ ที่ผมแนะนำไปวันก่อน ซึ่งเป็นหนังสือแนะนำ วิธีฝึกสมาธิด้วยตัวเองสำหรับผู้ที่ไม่รู้จักสมาธิ ปรากฏว่าเดือนเดียวต้องพิมพ์ถึง 3 ครั้ง กลายเป็น หนังสือขายดีอันดับ 2 หลังวางแผงสองสัปดาห์จากการจัดอันดับของ ร้านซีเอ็ด หนังสือพิมพ์ครั้งที่ 3 มีจำหน่ายแล้ว ใครอยากรู้จักจิต อยากฝึกสมาธิจิต หรือ ฝึกให้ลูกมีสมาธิ ผมยังยืนยันคำแนะนำเดิมว่า สมควรซื้อไปอ่านเป็นอย่างยิ่ง ราคาถูกแค่เล่มละ 50 บาทเท่านั้น แต่ซื้อได้ในราคา 40 บาท ที่ บูธ F 05 ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

เอา รธน.ปี 40 คืนมา

ที่มา เดลินิวส์

ปลายฝนต้นหนาว ไข้หวัดหมู จะระบาดมากขึ้น แต่ทั้งสื่อและคนไทยแทบไม่สนแล้ว สาธารณสุขก็เพิ่งประกาศเลิกแถลงข่าวอาทิตย์ละครั้ง จะไปรายงานในเว็บไซต์สำนักระบาดวิทยาแทน

อ้างคนตายอยู่ที่ 165 คน ไม่เพิ่มขึ้น

แต่ยังพบระบาดหนัก 11 จังหวัด มี อุบลราชธานี อุดรธานี ร้อยเอ็ด เชียงราย ลำปาง พะเยา กำแพงเพชร ลพบุรี สระบุรี ชลบุรี และ ระยอง

นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดสาธารณสุข บอกว่า ต่อนี้ไป ต้องเฝ้าระวังโรคปอดบวมเป็น พิเศษ เพราะมีการติดเชื้อที่ปอดจากไข้หวัดหมูและไข้หวัดนก รวมทั้งช่วงน้ำท่วมมาก

ต้องระวังโรคแทรกซ้อนอย่าง ฉี่หนู โรคทางเดินอาหาร น้ำกัดเท้า ตาแดง ด้วย

รวมทั้งมีข่าวดี จากผลวิจัยเบื้องต้น ยังไม่พบไข้หวัดหมู มีการกลายพันธุ์ ยังเป็นไวรัสสายพันธุ์เดิม 2009 ที่พบเมื่อต้นปี แต่นั่นล่ะ ยังไงก็ขอให้ระวังตัว เป็นหวัด มีไข้สูง อย่านอนใจเด็ดขาด

ยังไง ขอให้ดูแลตัวเองดี ๆ อย่าหย่อนยาน เพราะประมาทชะล่าใจเชียว

จากโรคภัยไข้เจ็บ หันมาดูความคืบหน้าการแก้ไข รธน.ปิศาจบ้าง

ล่าสุด กฤษฎีกา ชี้แล้ว การทำประชามติ ต้องทำก่อนเสนอร่างแก้ไข เข้าสภาในวาระที่ 1 หากผ่านวาระ 1 ก่อน แล้วค่อยทำประชามติ ถือเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญ

และเป็นแค่การทำประชาพิจารณ์ ไม่ใช่ประชามติ

ในเมื่อกฤษฎีกาชี้ทาง แถมแก๊ง 40 ส.ว. ลากตั้ง ชมรมผู้พิทักษ์ รธน.ปิศาจคาบไปป์ รวมทั้งล่าสุด พรรคการเมืองใหม่ของพันธมิตร ประสานเสียงต่อต้านการแก้ไข รธน.สุดขั้ว

ก็ดีเลย ไปแก้ 6 ประเด็นทำไม ทำประชามติถามใจเจ้าของประเทศตัวจริงดีกว่า

จะเอา รธน.ฉบับประชาชน 2540 หรือ เอา รธน.ปิศาจคาบไปป์ของ คมช. เลือกเอาเถอะ

รธน. 2540 นั้นประชาชนมีส่วนร่วมมากสุดตั้งแต่มีประเทศไทยมา ทำประชาพิจารณ์ 500-600 ครั้ง ในทุกกลุ่ม ส.ส.ร.ที่ ยกร่าง ก็เลือกตั้งทั้งหมด ไม่มีลากตั้ง

แม้มีจุดโหว่ ทุกฉบับก็มีทั้งนั้น แต่การได้มา เป็นประชาธิปไตย 100% ไม่ใช่เผด็จการสั่งมา เหมือนปี 50 จะอ้างว่า รธน.ปี 40 ทำเพื่อแม้วก็ไม่ได้ เพราะแม้แต่แม้วไปสมัคร ส.ส.ร.เชียงใหม่ ยังสอบตก

รธน.ปี 2540 จึงเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่คนใด คนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ถึงเวลาเอา รธน.ของประชาชนคืนมา เอา รธน.ปิศาจคาบไปป์ คืนไป

อย่าไปตกหลุมพราง ทำประชามติ 6 ประเด็น ตามเกมซื้อเวลาของรัฐบาลกันอีกต่อไปเลย.

ดาวประกายพรึก

โทรศัพท์ 3 G

ที่มา ไทยรัฐ

การเดินทางไปพบ ยายไฮ ของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ จ.อุบลราชธานี ก็ให้นึกถึง ยายเนียม จนบัดนี้ไม่รู้ว่านายกฯ อภิสิทธิ์ยังสวมแหวนยายเนียมอยู่หรือเปล่า ตั้งแต่ยายเนียมถึงยายไฮ โฟกัสให้เห็นถึงความพยายามทำทุกวิถีทางที่พรรคประชาธิปัตย์จะชูนายกฯอภิสิทธิ์ชิงพื้นที่ในภาคอีสานให้ได้

ไม่แน่ว่าครั้งนี้ประชาธิปัตย์จะแทงไพ่ผิด เพราะบุคลิกภาพของนายกฯอภิสิทธิ์จะรุกพื้นที่ภาคอีสานได้หรือไม่ จะผิดฝาผิดตัวอย่างไร ไม่อยากวิจารณ์ให้เมื่อยตุ้ม ยิ่งเมื่อเทียบเคียงกับ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยแล้ว ในสายตาคนอีสานคงไม่ต้องไปถามหาคำตอบให้เสียเวลา

ไม่เข้าใจก็คือว่า ทำไมต้องพยายามฝืนธรรมชาติ คุณอิสสระ สมชัย รมต.ในพื้นที่ยอมรับว่าต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่อารักขาความปลอดภัยของนายกฯอภิสิทธิ์ในการลงพื้นที่อีสานครั้งนี้ถึง หมื่นคน ว้าเหว่ชะมัด

ตั้งใจจะคุยเรื่องของ โทรศัพท์ระบบ 3 จี เพราะดูทะแม่ง อย่างไรชอบกล ข้ออ้างต้องรอ กสช.หรือกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติดูหน่อมแน้มไปหน่อย

เหตุผลของ ศ.ประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ระบุเอาไว้ชัด เพราะคลื่นความถี่ที่ใช้เป็นคลื่นความถี่ที่ได้จัดสรรแล้วเพื่อกิจการโทรคมนาคม ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติให้กับ บมจ.ทีโอที บมจ.กสท.ให้รวมจัดตั้งเป็นบริษัทไทยโมบายไปครั้งหนึ่งแล้ว

ย้อนไปสมัยที่ คุณมั่น พัธโนทัย เป็น รมว.ไอซีทีเมื่อปี 2548 พูด ในวงสัมมนาไว้ว่า โทรศัพท์ระบบ 3 จี นั้น กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ใช้ หมดแล้ว ประเทศไทยก็สามารถที่จะเปิดใช้ได้ในปีนี้ ซึ่งหมายถึงปี 2548

เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีทีคนปัจจุบัน ให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบ พล.อ.ชูชาติ พรหม-ประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการ กทช.ว่า ทีโอทีกำลังวางแผนธุรกิจการให้บริการอยู่ คาดว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 2 หมื่น 4 พันล้านบาท และมั่นใจว่าจะคืนทุนใน 3 ปี

และคาดว่าจะเปิดใช้บริการได้สิ้นปี 2552 นี้

โดยข้อเท็จจริงแล้ว มีการทดสอบการใช้ระบบ 3 จี ที่ว่าบ้างแล้ว ซึ่งภายใต้การดำเนินการของ เอไอเอส อาทิ ที่ จ.เชียงใหม่ หรือที่บริเวณสยามพารากอน มาบุญครอง เคยนำโน้ตบุ๊กไปทดสอบใช้อินเตอร์เน็ตผ่านระบบ 3 จี ความเร็วพอๆกับ wifi

โทรศัพท์ระบบ 3 จี ให้ ความแตกต่าง กับระบบ 2 จี ที่เราใช้ อยู่มากมาย โดยเฉพาะโหมดของระบบภาพและเสียง ซึ่งจะต่อยอดธุรกิจประเภทไอทีได้อย่างมหาศาล

มหาศาลทั้งประโยชน์การใช้งานและผลประโยชน์

ความไม่ชอบมาพากลในการชะงักงันต่อการเดินหน้าในการนำระบบ 3 จี มาใช้ในบ้านเราจนเพี้ยนไปได้ถึงขนาดนี้ เป็นเพราะอะไร น่าติดตาม เศร้าใจก็ตรงที่ว่าประชาชนไม่มีสิทธิที่จะเลือกการบริการเหล่านี้ด้วยตัวเอง กลับถูกยัดเยียดให้ใช้งานเท่าที่ฝ่ายการเมืองและนักธุรกิจจะเห็นสมควร.

หมัดเหล็ก

เกม 'นายใหญ่' ล้มโต๊ะ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_38595

"กลัวถูกปาปลาร้าเหมือนที่จังหวัดลพบุรีหรือไม่"

โดยบทโหมโรงของนักข่าวที่ยิงคำถามชวนสะดุ้งใส่นายวิฑูรย์ นามบุตร ผู้แทนฯ อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเจ้าของพื้นที่

ยิ่งกระตุ้นฉากเร้าใจในวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม

ตามโปรแกรมที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้คิว "รีเทิร์น" จังหวัดอุบลราชธานี ตามโปรแกรมมอบเงินชดเชยค่าเวนคืนที่ดินให้ "แม่ใหญ่ไฮ ขันจันทา"

ภาคสองต่อจากตำนาน "แหวนยายเนียม"

ท่ามกลางเสียงประกาศ "เตรียมตัวต้อนรับ" กองทัพม็อบเสื้อแดงนัดระดมพล ตั้งท่าแห่ตามประกบกันตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน

ส่งซิก นัดกันไม่ใส่เสื้อแดงเพื่อไม่ให้โดนกันเข้าถึงตัวนายกฯอภิสิทธิ์

และโดยอาการตื่นตัวของฝ่ายรักษาความปลอดภัย พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้บัญชาการตำรวจภาค 3 พล.ต.ต.ศักดา เตชะเกรียงไกร ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.อุบลราชธานี ได้ประชุมวางแผนความพร้อมรักษาความปลอดภัยให้นายกฯอภิสิทธิ์

ระดมตำรวจ 800-1,000 นาย เพื่อเตรียมรับกลุ่มเสื้อแดง

"อภิสิทธิ์" ลุ้นจะเจอกับอะไร

แต่คนที่ระทึกไม่แพ้กันก็คือนายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

ตามอารมณ์ฉุนๆของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ที่เพิ่งโกยฝ่าวงม็อบแดงล้อมกรอบที่อำเภอวารินชำราบ ได้แบบเฉียดฉิว คาดโทษล่วงหน้า จี้พ่อเมืองอุบลราชธานี ขยันเคลียร์ม็อบกันหน่อย

หลังนายกฯอภิสิทธิ์เดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว "บุญจง" จะเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานีอีกรอบ แล้วจะดูว่า ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงอีกหรือไม่

คำตอบมันรู้กันอยู่แก่ใจอยู่แล้ว

สยบม็อบแดงในภาคอีสาน ว่ายข้ามแม่น้ำโขงไปกลับยังเป็นไปได้มากกว่า

ยิ่งเป็นอะไรที่อยู่ในห้วงเวลาโหมโรง รับ "พ่อใหญ่จิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี "เชนคัมแบ็ก" กลับมารับเป็นแม่ทัพค่ายเพื่อไทย

"นายใหญ่" เดินยุทธศาสตร์ยึดอีสาน

มันก็ยิ่งต้องปั่นกระแส แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ของกองทัพเสื้อแดงให้ดูร้อนแรง

รับมุกกับยุทธศาสตร์กองบัญชาการใหญ่กองทัพ นปช. ตามคิวที่ "ก๊วนสามเกลอ" ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ตามโปรแกรม "แดงทั้งเดือนตุลา" เริ่มประเดิมกันในวันที่ 11 ตุลาคม โบกธงไล่

"อภิสิทธิ์ออกไป เอารัฐธรรมนูญ 40 คืนมา"

คนเสื้อแดงได้เวลากลับมาโหมโรงการเมืองนอกสภา ชิงกระแส ยึดพื้นข่าว

เปิดเกมการเมืองบนถนน ใช้ยุทธศาสตร์มวลชนกดดันวัดใจ ตีคู่ประกบกับรายการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาที่ยังลูกผีลูกคน

กั๊กเหลี่ยม ไม่มีใครไว้ใจใคร

ในอารมณ์ของพรรคร่วมรัฐบาลก็ระแวงพรรคประชาธิปัตย์เหยียบตีนเล่นกับม็อบพันธมิตรฯในคราบของพรรคการเมืองใหม่ ขณะที่วุฒิสภาสาย "ลากตั้ง" กับ "เลือกตั้ง" ก็แบ่งข้างถือหางสายใครสายมัน

แม้แต่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ก็ยังไปกันคนละทาง

สายหนึ่งฮึดฮัด ประกาศคว่ำบาตรไม่สังฆกรรมเกมแก้รัฐธรรมนูญ ไม่หลงตามเกมยื้อเวลาของรัฐบาล แต่อีกสายหนึ่งยังอะลุ่มอล่วย ยอมเดินตามแนวการแก้รัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น ตามบทสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

ล่าสุดก็เป็น "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ได้ร่อนหนังสือลาออกจากเก้าอี้ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย

สะท้อนอาการ "ขัดใจ" กันอย่างแรง

ในอารมณ์ขบเหลี่ยมกับคิวที่นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ที่แถลงร่วมวงแก้รัฐธรรมนูญกับที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายต่อไป

เพื่อไทย "วงแตก" ก่อนเลย

ล่าสุดก็เป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี น้องเขยอดีตนายกฯทักษิณ ออกมาแสดงความเห็นควรที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นหลัก

และไม่ควรนำเงิน 2,000 ล้านบาท ไปทำประชามติ ซื้อเวลา โดยไม่ถูกต้อง

ตีธงส่งสัญญาณตามแนว "นายใหญ่"

เร่งเกมล้มโต๊ะรัฐบาล มั่นใจกระแส มัดจำเสียงได้ล่วงหน้า

รอไปรื้อใหญ่รัฐธรรมนูญหลังเลือกตั้ง.

ทีมข่าวการเมือง

เสื้อแดงโห่ไกลๆป้องกันเข้มเข้าใกล้นายกฯ​

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_38662

ยายไฮ บายศรีต้อนรับ นายกรัฐมนตรี พร้อมอัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทย ขณะเจ้าหน้าที่ป้องกันเข้ม เสื้อแดงถูกกัน อยู่ไกลกว่า 4 กม. ...

เมื่อเวลา 08.45 น. วันนี้ (10 ต.ค.) เฮลิคอปเตอร์ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงจอดที่สนามโรงเรียนบ้านวังสะแบง ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี แล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นั่งรถยนต์เดินทางต่อเข้าไปที่ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน จุดนัดพบในการมอบเงินค่าชดเชยให้กับ ยายไฮ ขันจันทา ซึ่งห่างออกไปประมาณ 500 เมตร โดยมีรถในขบวนประมาณ 30 คน

เมื่อไปถึง นายอภิสิทธิ์ ได้ลงรถ แล้วตรงเข้าไปวางพวงมาลัยสักการะอนุสาวรีย์คนจน ด้านหน้าศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน ก่อนเดินชมพิพิธภัณฑ์บริเวณชั้น 1 ของศูนย์ดังกล่าว ซึ่งรวบรวมความเป็นมาของกลุ่มสมัชชาคนจน โดยมี นายอิสสระ สมชัย รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.แบบสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และ นายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกลุ่มสมัชชาคนจนกว่า 200 คน คอยต้อนรับ ก่อนเดินขึ้นไปที่หอประชุมชั้น 2 ของศูนย์ ซึ่งยายไฮ ขันจันทา และ กลุ่มสมัชชาคนจน ได้จัดเตรียมเครื่องบายศรีสู่ขวัญต้อนรับ โดย นายอภิสิทธิ์ ได้ยกมือไหว้ทักทายยายไฮ และชาวบ้านที่มาคอยต้อนรับ พร้อมทักทายยายไฮ ว่า เราเคยเจอกันแล้วครั้งหนึ่งในทีวี แล้วหมอพราหมณ์ ที่จัดเตรียมไว้ได้ประกอบพิธี ยายไฮ และตัวแทนกลุ่มสมัชชาคนจน รวม 9 คน ได้นำสายสิญจ์ที่พราหมณ์ทำพิธีมาผูกอวยพรให้ นายอภิสิทธิ์ โดยอาศัยหลักเลขมงคลเลข 9 เพื่อให้ มีความเจริญก้าวหน้า พัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองต่อไป

จากนั้นตัวแทนกลุ่มสมัชชาคนจน จึงได้มอบหนังสือข้อเรียกร้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่างๆ ของภาครัฐ กว่า 100 โครงการให้กับมือ นายอภิสิทธิ์ หลังจากนั้นจึงได้บันทึกเทปรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับ นายอภิสิทธิ์ ในวงบายศรี โดยมีอาจารย์นพพร พันธ์เพ็ง นักจัดรายการวิทยุชื่อดังของชาวอุบลราชธานี เป็นผู้ดำเนินรายการ ในฐานะตัวแทนชาวอุบลราชธานี ซักถามนายกฯ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวอุบลราชธานี ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

สำหรับการเดินทางมาถึงศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน ของนายกรัฐมนตรี เป็นไปด้วยดี โดยไม่พบกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจาก ถูกกันให้อยู่ห่างจากพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 4 กม. มีกำลังตำรวจดูแลความสงบของการชุมนุมอย่างหนาแน่น ในทุกเส้นทางที่จะเข้าสู่ศูนย์แห่งนี้ จะมีการตั้งจุดตรวจรถเข้าออกทุกคัน อย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงสามารถเล็ดลอดเข้ามาสร้างความวุ่นวายได้

14 ตุลา ชาญวิทย์ร่อนจดหมายถึงนายกฯทำ 4 ข้อ แก้ รธน. กู้นามสยาม จังหวัดธนบุรี และกู้ ปชต.

ที่มา ประชาไท

9 ตุลาคม 2552 นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนจดหมายเปิดผนึก เรียน ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ผ่าน บก.ประชาไท) เรื่อง ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ-กู้นามของสยามประเทศ-กู้จังหวัดธนบุรี-และกู้ประชาธิปไตยของชาติ โดยระบุสถานที่ของจดหมายว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2552 ทั้งนี้รายละเอียดระบุว่า

“สืบเนื่องจากการที่มีกระแสสังคม ที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นนั้น กระผมใคร่ขอเสนอข้อแก้ไข เพิ่มเติม 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ คือ
(1) ขอให้แก้นามของประเทศที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญว่า “แห่งราชอาณาจักรไทย” เป็น “แห่งราชอาณาจักรสยาม” และในภาษาอังกฤษให้เปลี่ยนจาก The Kingdom of Thailand เป็น The Kingdom of Siam ทั้งนี้เพื่อความถูกต้องตามประวัติศาสตร์ และ เพื่อความ “รักสามัคคี” “สมานฉันท์” และ “ปรองดอง” และให้ประเทศของเรา ซึ่งมีประชากรกว่า 60 ล้านคนนั้นเป็นที่ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ไท/ไต ยวน ลาว ลื้อ มลายู มอญ ขะแมร์ กูย แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ แคะ จาม ชวา ซาไก มอแกน ทมิฬ ปาทาน เปอร์เซีย อาหรับ ฮ่อ พวน ไทยใหญ่ ผู้ไท ขึน เวียด ยอง ลั๊วะ/ละว้า ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า กำหมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ บรู โอรังลาอุต ฝรั่ง (ชาติต่างๆ) แขก (ชาติต่างๆ) ลูกครึ่ง ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ” กว่า 50 ชนชาติและภาษา”
(๒) ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีเพียงสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร และมีเพียง สส. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ทั้งนี้โดยให้ยกเลิกการมีวุฒิสภา และยกเลิกการมี สว. ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาธิปไตยของชาติ (๓) อนึ่ง ขอให้ดำเนินการออกกฎหมายที่เป็นประชาธิปไตย เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ตากสินมหาราช และคืนสถานะเดิมอันเป็น “ศักดิ์” และ “สิทธิ” ของ “จังหวัดธนบุรี” และชาวฝั่งธน ที่ถูกยุบทำลายลงด้วยประกาศคณะปฏิวัติของจอมพล ถนอม กิตติขจร ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง”
ในท้ายจดหมายยังได้ลงหมายเหตุที่อยู่เว็บไซต์ และเชิญชวนร่วมลงชื่อ “โปรดช่วยกันกู้สยามประเทศ-กู้จังหวัดธนบุรี-กู้ประชาธิปไตยของชาติ” คือ www.petitiononline. com/SIAM2008 และ www.petitiononline. com/siam2007