WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 11, 2009

ตัวเร่งรอบใหม่ รัฐไทยอันตราย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_38683

ไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์

แม้จะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาใหม่ แต่สำหรับคอการเมืองบ้านเรา

ไม่มีใครประหลาดใจ

กับปรากฏการณ์ที่ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่

เปิดตัวสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย พร้อมกับ บรรดากุนซือ ที่ปรึกษาที่ติดสอยห้อยตามกันมาตั้งแต่สมัยเป็นหัวหน้าพรรคความหวังใหม่

โดยเส้นทางของ พล.อ.ชวลิต ที่เคยประกาศล้างมือในอ่างทองคำ หวนกลับมาเล่นการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ครั้งนี้

เตรียมที่จะเข้ามารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรค ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำทัพ สู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

และก็เป็นที่รู้กันว่า การที่พรรคเพื่อไทยจะขยับปรับ โครงสร้าง กำหนดตำแหน่งต่างๆในพรรค ย่อมต้องได้รับสัญญาณไฟเขียวจาก "นายใหญ่" ที่ "ดูไบ"

ในห้วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า พรรคเพื่อไทยแม้จะมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ นั่งเป็นหัวหน้าพรรค

แต่ก็ไม่ใช่ผู้กุมบังเหียนตัวจริงเสียงจริง

ทำให้พรรคอยู่ในสภาพไม่ต่างจากภาวะไร้หัว ส่งผล ให้การขับเคลื่อนทางการเมืองของพรรคไร้ทิศทาง

เมื่อได้ พล.อ.ชวลิตเข้ามาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ก็ถือเป็นตัวหลักสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนพรรคไปในแนวทาง ที่ "นายใหญ่" ต้องการ

ที่สำคัญ การที่ พล.อ.ชวลิตเป็นตัวเลือกของ "นายใหญ่" ในการเข้ามานำพรรคเพื่อไทย ก็เพราะเป็นผู้ที่มีฐานความ สัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก่อน

ถึงขนาดเคยยุบรวมพรรคความหวังใหม่เข้ากับพรรคไทยรักไทยมาแล้ว

และด้วยบุคลิกของ พล.อ.ชวลิตที่ประสานประโยชน์ ได้กับทุกฝ่าย อ่อนน้อม นุ่มนวล จนได้ฉายา "จิ๋ว หวาน เจี๊ยบ" ที่ยอมทิ้งความเป็นโซ่ข้อกลาง หันมาสวมบทโซ่ คล้องใจในคราวนี้

ภาระหน้าที่สำคัญของ พล.อ.ชวลิตนอกจากจะเป็นตัวหลักในการนำพรรคเพื่อไทยสู้ศึกในห้วงเลือกตั้งแล้ว ก็คงเป็นเรื่องของการเจรจา กล่อมอำมาตย์ และฝ่ายต้าน "ทักษิณ"

โดยเห็นได้ชัดจากการที่ "บิ๊กจิ๋ว" ประกาศตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่ชายคาพรรคเพื่อไทย

เน้นสร้างความสมานฉันท์ ต้องหันหน้าเข้าหากัน ต้องอโหสิกรรม ลืมเรื่องเก่า

เปิดทางช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก-รัฐมนตรี อย่างเต็มที่

พร้อมกับการอ้างเหตุในการกลับเข้ามาทำงานการเมือง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติบ้านเมือง

แม้เหตุผลสวยหรู แต่ชาวบ้านทั่วไป ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร

เพราะชินเสียแล้วกับลีลาของ "บิ๊กจิ๋ว"

สำหรับอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่ตามมาติดๆ คือ ความ เคลื่อนไหวของพรรคการเมืองใหม่ พรรคการเมืองของกลุ่ม พันธมิตรฯ

ที่มีการประชุมใหญ่เลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งก็เป็นไปตามคาด

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค การเมืองใหม่

งานนี้ก็ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น

เพราะการขับเคลื่อนของกลุ่มพันธมิตรฯย่อมเป็นที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่า พรรคการเมืองนี้ ใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรค

ที่สำคัญ ต้องยอมรับว่า พรรคการเมืองใหม่ กำเนิดมาจากกลุ่มพันธมิตรฯที่มีเป้าหมายโค่นล้มระบอบ "ทักษิณ"

มีการเคลื่อนไหวชุมนุมต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท. ทักษิณ และรัฐบาลนอมินี อย่างต่อเนื่อง ทั้งในยุคของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

สร้างวีรกรรมยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน จนกระฉ่อนไปทั่วโลก

ขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชน จนประสบความสำเร็จ

แม้ในห้วงที่ผ่านมา นายสนธิและแกนนำม็อบพันธมิตรฯหลายคน ประกาศไม่อยากได้ใคร่ดี ไม่ลงเล่นการเมือง ไม่อยากได้ตำแหน่ง

แต่วันนี้ "สนธิ" โผล่มาเป็นหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการแล้ว

โดยให้เหตุผลว่า การเมืองเก่าไม่สามารถนำพาประ-เทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ต้องใช้แนวทางของการเมืองใหม่

ขณะเดียวกัน ก็ประกาศที่จะใช้แนวทางการขับเคลื่อนทางการเมือง ทั้งในสภาและนอกสภา คู่ขนานกันไป

พูดง่ายๆ แม้จะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ แต่ก็ยังคงแนวทางในการเดินเกมการเมืองภาคประชาชนควบคู่ไปด้วย

เน้นย้ำแยกฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว ชูธงต้าน "ทักษิณ" ไม่ เปลี่ยนแปลง

สำหรับนโยบายอันดับแรกของพรรคการเมืองใหม่ ภายใต้การนำของนายสนธิ ก็คือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบ

พร้อมทั้งประกาศจะนัดชุมนุมใหญ่กลุ่มพันธมิตรฯ ระดมพลคนเสื้อเหลืองออกมาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทันทีที่มีการยื่นร่างขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ปรากฏการณ์ตรงนี้ ถือว่าเป็นมิติใหม่ของการเมือง เพราะแนวทางของพรรคการเมืองใหม่ เป็นการทำการเมือง ในสภาควบคู่ไปกับการเมืองนอกสภา

เป็นวิวัฒนาการทางการเมือง ที่คนดูยังสับสน

อย่างไรก็ตาม การยกระดับจากแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ถ้าใช้หลักกฎหมายมาจับ ก็จะมองเห็นความชัดเจนมากขึ้น

เมื่อตอนที่เป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชน สามารถเคลื่อนไหวชุมนุม โดยอ้างสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ชุมนุมโดยสงบภายใต้กรอบกฎหมาย

แต่เมื่อมาเป็นพรรคการเมือง เป็นนักการเมืองเต็มตัว นอก จากต้องปฏิบัติตัวอยู่ภายใต้กติการัฐธรรมนูญแล้ว

ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะอีกหลายฉบับ ทั้งกฎหมาย พรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ต้องถูกตรวจสอบเข้มจากองค์กรอิสระต่างๆ รวมทั้งภาคสังคม

การเคลื่อนไหวนอกกรอบ นอกกฎกติกา ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งกรณีที่ พล.อ. ชวลิตเข้ามาเป็นตัวหลักนำพรรคเพื่อไทย และนายสนธิ ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่

ต่างก็ชูว่าเป็นการเข้ามาทำการเมือง เพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติ ทำเพื่อประชาชน แสดงความตั้งใจดีด้วยกัน ทั้งนั้น

แต่เมื่อถึงเวลาจะทำได้จริงแค่ไหน เป็นเรื่องที่ต้องรอพิสูจน์กัน

ที่แน่ๆ ณ วันนี้ สิ่งที่ต่างฝ่ายต่างสะท้อนออกมา ยังยืนอยู่คนละจุดคนละขั้ว

พล.อ.ชวลิตเรียกร้องให้อโหสิ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งในช็อตต่อๆไปก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการนิรโทษกรรมให้ "นายใหญ่"

ส่วนท่าทีของพรรคเพื่อไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามแนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เสียงค้านดังกว่าเสียงหนุน

เพราะถึงแม้นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน จะยืนยันกับวิป 3 ฝ่ายว่า

ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น แต่ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ

แต่แกนนำพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ ยังเน้นจุดยืนเดิมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ

แตกประเด็นไปถึงขั้นที่จะให้ทำประชามติถามประชาชนว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้ รัฐธรรมนูญปี 2540 หรือรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นหลัก

สอดรับกับการเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่ม นปช.ม็อบเสื้อแดง ที่ต้องการให้นำรัฐธรรมนูญ ปี 2540 กลับมาใช้ใหม่

เหนืออื่นใด พ.ต.ท.ทักษิณ นายใหญ่ตัวจริงเสียงจริงของพรรคเพื่อไทย ได้ส่งสัญญาณผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ดอทคอม ระบุชัด

ฝากถามรัฐบาลว่า แก้ รัฐธรรมนูญ 6 มาตรา จากฉบับปี 50 ประชาชนได้ สิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมเพิ่มขึ้นไหม

มีแต่ให้ประโยชน์กับนักการเมืองและพรรคการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย การกระทำและไม่กระทำใดๆ ต้อง ยึดโยงกลับไปที่ผลประโยชน์ของประชาชน ถ้าจะใช้เงิน 2,000 ล้านบาท ทำประชามติยามนี้ ถามว่าประชาชนได้อะไร

นักการเมืองที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย ยังเห็นดีงามกับรัฐธรรมนูญเผด็จการ และไม่พยายามนำฉบับประชาธิปไตยมาใช้ก็เศร้า บ้านเมืองปรองดองไม่ได้

ถอดรหัสกันตรงๆ ก็คือ

ไม่เอาด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแค่ 6 ประเด็น ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ เน้นให้เอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ใหม่

ขณะที่นายสนธิ พรรคการเมืองใหม่ และกลุ่มพันธมิตรฯ เสื้อเหลือง ประกาศเจตนารมณ์ชัด ต่อต้าน "ทักษิณ" คัดค้าน แก้ไขรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบ

เมื่อสถานการณ์การเมืองเดินมาถึงจุดนี้ ก็ไม่ต่างอะไร กับการเปลี่ยนฉาก เปลี่ยนหน้าเล่น

แต่เนื้อเรื่องและเนื้อหาของความขัดแย้งที่เกิดจากวิกฤติ "ทักษิณ" จนลุกลามกลายเป็นวิกฤติของชาติมากว่า 3 ปี ยังเหมือนเดิม

ที่แน่ๆ ยิ่งเปลี่ยนฉาก เปลี่ยนตัวเล่น สถานการณ์ยิ่งร้อนแรง

เพราะเมื่อมองไปบนกระดานการเมืองเวลานี้ มีแต่ ตัวเร่งที่จะทำให้เกิดการปะทะ

ซึ่งจะเป็นการปะทะกันทั้งในสภาและนอกสภา โดยมีปมจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นตัวจุดชนวน

ถ้าความขัดแย้งหลายปัจจัยที่เพาะบ่ม อั้นกันไว้นาน ถึงจุดปะทุจนเกิดการปะทะรอบใหม่

รัฐไทยอันตรายแน่.

"ทีมการเมือง"

12 ปี รธน. 40 จาตุรนต์ ฉายแสง : ถาม – ตอบ เรื่องรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท



หมายเหตุประชาไท : สถาบันศึกษาพัฒนาประชาธิปไตย เผยแพร่บทความของจาตุรนต์ ฉายแสง ในรูปแบบคำถาม-คำตอบ ในวาระครบรอบ 12 ปีการประกาศใช้ ‘รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540’ ประชาไทจึงได้คัดสรรนำมาเผยแพร่

0 0 0

เห็นอย่างไรเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นที่เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ
ข้อเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น เป็นข้อเสนอที่ดี ควรสนับสนุน คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เข้าใจวิกฤตการเมืองไทยดีพอสมควร และเสนอได้ค่อนข้างตรงจุด คือเสนอทางออกเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะสั้นให้แก้ 6 ประเด็นนี้ แล้วให้ยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปกันใหม่ ระยะยาวให้ตั้ง สสร. เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

6 ประเด็นที่เสนอคืออะไร

1) แก้ไขมาตรา 111 - 121 โดยให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

2) แก้ไขมาตรา 237 โดยให้ตัดทิ้งประเด็นการยุบพรรคการเมืองและให้ลงโทษกรรมการบริหารพรรคที่ทุจริตการเลือกตั้งเฉพาะคน ไม่ใช่เหมารวม

3) แก้ไขมาตรา 190 โดยยังคงให้การทำสัญญากับต่างประเทศต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา แต่กำหนดประเภทของหนังสือสัญญาให้ชัดเจนว่าแบบไหนที่ต้องให้รัฐสภาเห็นชอบ

4) แก้ไขมาตรา 93 - 98 โดยการเลือกตั้ง ส.ส.ให้กลับไปใช้ระบบเขตเดียวคนเดียว (รวมจำนวน ส.ส.เขต 400 คน) และ ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 100 คน

5) แก้ไขมาตรา 266 โดยให้ ส.ส. และ ส.ว. เข้าไปมีบทบาทต่อการบริหารงานของข้าราชการประจำ และงบประมาณในโครงการต่างๆของรัฐเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้

6) แก้ไขมาตรา 265 โดยให้ ส.ส. ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่นเลขานุการรัฐมนตรีได้

จะเห็นว่าใน 6 ประเด็นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่จำเป็น เช่น มาตรา 190 ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาลในด้านการต่างประเทศ ซึ่งมาตรา 190 นี้ เมื่อตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญในกรณีแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับประสาทเขาพระวิหาร ก็ยิ่งทำให้มีเนื้อหาที่เป็นปัญหาเข้าไปใหญ่จึงต้องรีบแก้

นอกจากนั้นเป็นเรื่องเตรียมการสำหรับการเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งคือจะแบ่งเขตกันอย่างไร ข้อเสนอให้เป็นเขตเดียวคนเดียว และระบบสัดส่วนให้มีบัญชีเดียวทั้งประเทศ ก็เป็นข้อเสนอที่เท่ากับย้อนไปใช้ระบบเหมือนในรัฐธรรมนูญปี 40ซึ่งดีกว่า เป็นสากลกว่า

เมื่อจะเลือกตั้งกันใหม่ คณะกรรมการสมานฉันท์ฯก็เสนอว่า ให้กำหนดอำนาจหน้าที่ของ ส.ส.เสียใหม่ด้วย เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไปจำกัดอำนาจหน้าที่ของ ส.ส.จนทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนแทบไม่ได้ การให้สส. เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ แต่กลับไม่ให้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีหรือที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นความลักลั่นไม่เป็นเหตุเป็นผล แต่ที่เป็นอุปสรรคสำคัญ คือการห้ามไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำงานของข้าราชการประจำเพื่อประโยชน์ของ “ผู้อื่น” ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ส.ส.จะไปร้องทุกข์ร้องเรียน ติดตามตรวจสอบงานของข้าราชการประจำเพื่อ “ประชาชน” ก็ไม่ได้

ประเด็นที่สำคัญที่สุดใน 6 ข้อที่เกี่ยวกับการจะทำให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นเป็นที่ยอมรับกันได้ก็คือ ประเด็นเรื่องการยุบพรรคการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้ยุบพรรคการเมืองทั้งพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคทุกคนเป็นเวลา 5 ปีจากสาเหตุที่กรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวกระทำความผิดรู้เห็นเป็นใจหรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เป็นการผิดหลักนิติธรรม คือคนๆ เดียวทำผิดต้องรับผิดชอบทั้งหมู่คณะเหมือนกฎหมายประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตรในสมัยโบราณ

ที่ว่าจำเป็นต้องแก้เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นพอเป็นที่ยอมรับกันได้ ก็เพราะที่ผ่านมามีการยุบพรรคการเมืองหลายพรรค ซึ่งนอกจากขัดต่อหลักนิติธรรมแล้ว ยังเป็นเรื่องที่คนจำนวนมากเขาเห็นว่าเป็นเรื่องสองมาตรฐาน และยังขัดต่อหลักประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง เพราะองค์กรที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนเลยอย่าง กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ สามารถยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมือง มีผลกระทบต่อพรรคการเมือง ซึ่งรวมถึงสมาชิกพรรคการเมืองล้านๆ คน และยังมีผลเป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนนับสิบล้านได้ด้วย

ข้อกล่าวหาว่าเป็นการแก้เพื่อนักการเมือง ประชาชนไม่ได้อะไร
ประชาชนได้อะไรหรือไม่ คงไม่ได้ดูที่ว่า การแก้ไขนี้เกี่ยวกับการกำหนดให้แบ่งที่ดินให้ประชาชนคนละกี่ไร่ หรือให้เพิ่มเบี้ยยังชีพคนละกี่บาท เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ควรอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ที่ประชาชนจะได้ประโยชน์จากการแก้รัฐธรรมนูญก็คือ ทำให้รัฐบาลทำงานได้มากขึ้น (ถ้าจะทำ) ส.ส.ทำหน้าที่ของตนเองได้มากขึ้น ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น ทำให้การเลือกตั้งเป็นธรรมมากขึ้น และอำนาจกลับมาเป็นของประชาชนมากขึ้น

และที่สำคัญที่สุด การแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นนี้จะช่วยผ่อนคลายวิกฤตทางการเมือง ทำให้ทุกฝ่ายสามารถแก้ปัญหาประเทศได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศอย่างมาก

มีการวิจารณ์ว่ามาตรา 237 นี้มีไว้เพื่อป้องกันการซื้อเสียง
การจะป้องกันคนทำผิดกฎหมาย ก็ต้องมีการลงโทษคนที่กระทำผิดอย่างเหมาะสม แต่การลงโทษคนที่ไม่ได้กระทำผิดจำนวนมากไปด้วย นอกจากขัดหลักนิติธรรมแล้ว ยังไม่ได้ช่วยป้องกันการกระทำผิดอะไรเลย เมื่อใดที่คนรู้สึกว่าทำผิดหรือไม่ทำผิดก็จะถูกลงโทษเหมือนกัน เมื่อนั้นกฎหมายก็ไม่เป็นกฎหมาย ทำดีหรือทำไม่ดีก็ได้ผลไม่ต่างกัน ก็เท่ากับกำลังทำลายกฎหมายนั้นเอง

เขาว่าต้องการให้กรรมการบริหารพรรคต้องช่วยกันรับผิดชอบดูแลไม่ให้เกิดการทำผิดกฎหมาย
ดูแลก็ควรจะดูและช่วยกันได้บ้าง แต่จะให้มีผลถึงขั้นที่แต่ละคนต้องดูแลไม่ให้คนอื่นทุกคนไปทำผิดกฎหมายเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ ในครอบครัวหนึ่งๆ ก็ยังยาก คนหนึ่งทำผิดแล้วจะลงโทษทุกคน จึงผิดหลักอย่างร้ายแรง ความรับผิดชอบที่องค์กรจะต้องมีเมื่อคนในองค์กรไปทำอะไรผิด ก็ควรมี คนของบริษัทไปทำอะไรให้ใครเสียหาย บริษัทก็อาจต้องตามไปชดใช้ แต่เขาก็ไม่ได้ถึงขั้นยุบบริษัททั้งบริษัท และห้ามกรรมการบริษัททุกคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยไปทำมาหากินอะไรไม่ได้อีกเลย เพราะถ้าทำอย่างนั้น ย่อมไม่ยุติธรรมต่อกรรมการที่ไม่เกี่ยวข้องและต่อทุกคนในบริษัทที่ต้องเสียหายไปด้วย

40 ส.ว.ขู่ว่า จะยื่นถอดถอน ส.ส.และ ส.ว.ที่ลงชื่อสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
เป็นความคิดและการกระทำที่ล้าหลังมาก ที่เขาเสนออยู่นั้นเท่ากับบอกว่า รัฐธรรมนูญนี้แก้อะไรไม่ได้เลยนั่นเอง

รัฐธรรมนูญของประเทศไหนก็ต้องว่าด้วยเรื่องรัฐบาลและรัฐสภาเป็นสาระสำคัญอยู่ในนั้นด้วย เมื่อจะแก้ก็หนีไม่พ้นต้องแก้เรื่องเหล่านี้ คำถามคือจะให้ใครแก้ รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ว่าให้รัฐสภาแก้ เพราะเป็นผู้แทนปวงชน ก็คือเขากำหนดให้แล้วว่าเรื่องของรัฐบาลหรือรัฐสภาก็ให้รัฐสภานั่นแหละเป็นผู้แก้ ก็เท่ากับให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้แก้รัฐธรรมนูญในเรื่องของตัวเอง ไม่ให้คนอื่นมาแก้

แต่ถ้าบอกว่าเรื่องของรัฐบาล ห้าม ส.ส.รัฐบาลแก้ เรื่องของรัฐสภาห้ามสมาชิกรัฐสภาแก้ ก็เท่ากับห้ามแก้นั่นเอง

แล้วเขายอมให้ใครร่างรัฐธรรมนูญ คนที่คิดอย่าง 40 ส.ว. เขาเคยชินกับการที่คณะรัฐประหารตั้งคนมาเขียนรัฐธรรมนูญ แต่คนที่มาจากประชาชนเขาไม่ให้แก้ ไม่ให้เขียน

เรื่องถอดถอนจะมีผลไหม
ความจริงต้องถือว่าไร้สาระ เพราะถ้าถอดถอนด้วยเหตุนี้ได้ ก็เท่ากับสรุปหรือตีความว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไม่ได้แล้ว ก็คือ รักษาสิ่งที่ คมช.ทำไว้ตลอดไป

แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ทำครัวออกทีวียังถูกถอดถอนได้ เรื่องนี้ก็อาจเป็นเรื่องได้ แต่สมาชิกรัฐสภาต้องไม่กลัวถ้ากลัวก็เท่ากับยอมรับว่า ต้องอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ หรือต้องยอมรับระบบเผด็จการนั่นเอง

ทำไมจึงบอกว่าที่แก้ 6 ประเด็นเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง ทำไมต้องเลือกตั้ง
คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ คงจับประเด็นได้ว่า สังคมมีความเห็นต่างกันมากในเรื่องความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมของรัฐบาลปัจจุบัน จึงควรยุบสภาแล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ที่คนยอมรับกันได้ จะได้มีรัฐบาลที่เป็นที่ยอมรับ ก็จะแก้ปัญหาความยัดแย้งที่เกิดจากความไม่พอใจรัฐบาลไปได้ส่วนหนึ่ง

ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2550 ประชาชนไม่ได้เลือกพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล เขาเลือกพรรคพลังประชาชนแต่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนถูกล้มด้วยการเคลื่อนไหวกดดันของกลุ่มพันธมิตรฯและการจัดการของกลไกในรัฐธรรมนูญปัจจุบันแล้วจึงได้รัฐบาลปัจจุบันมา ซึ่งมีคนจำนวนมากเห็นว่า รัฐบาลนี้มาโดยไม่ชอบธรรม จึงมีแรงต่อต้านค่อนข้างมาก และจากที่มาของรัฐบาลนี้เอง ทำให้รัฐบาลนี้อยู่ในสภาพที่ทำอะไรไม่ได้ จึงควรยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสินกันอีกรอบ

แต่ก็ติดปัญหาว่า ถ้ารัฐธรรมนูญยังไม่ได้แก้เลย เลือกตั้งมาก็อีหรอบเดิม คือถ้าพรรคเพื่อไทยชนะก็คงโดนยุบได้ง่ายๆ อีก เรื่องก็ไม่จบ ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นธรรมพอสมควรเสียก่อน การยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งจะไม่เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะอำนาจในการกำหนดว่า ใครเป็นรัฐบาล ยังอยู่ที่ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญให้อำนาจเกี่ยวกับการยุบพรรคไว้

แก้แล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แล้วปัญหาจะหมดไปหรือ
แก้แล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่ จะช่วยแก้ปัญหาการที่รัฐบาลไม่เป็นที่ยอมรับและถูกต่อต้านไปได้มากพอสมควร ใครมาเป็นรัฐบาลอาจยังมีแรงต่อต้านอีกก็ได้ แต่สังคมส่วนใหญ่คงไม่ร่วมด้วย เพราะถือว่าประชาชนตัดสินมาแล้ว

แต่ปัญหายังไม่หมดแน่ ปัญหาการเมืองยังมีอีกมาก เนื่องจากกติกาที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรมเพราะฉะนั้นยังจะต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับกันอีก

แก้เล็ก 6 ประเด็นนี้จะสำเร็จหรือ รัฐบาลมีทีท่าว่า อยากแก้เพียง 2 ประเด็น และยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะทำประชามติในขั้นตอนไหน
ก็ขึ้นกับแรงผลักดันของสังคม จากโพลล์สำนักต่างๆ ดูเหมือนประชาชนจะสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไม่มีแรงผลักดันจริงจังก็อาจไม่ได้แก้ เพราะรัฐบาลดูจะไม่ค่อยอยากแก้ หรืออย่างมากก็จะแก้แค่ 2 ประเด็น แกนนำจากพรรคประชาธิปัตย์ ระดับอดีตหัวหน้าพรรค 2 คน ไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ซึ่งอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาก็คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลหารือกันก็เห็นชอบร่วมกันแค่ 2 ประเด็น คือมาตรา 190 และเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับวิกฤตความขัดแย้งที่มีอยู่เลย เป็นเพียงการแก้ปัญหาและอุปสรรคการทำงานของรัฐบาลกับแก้ปัญหาการที่พรรคการเมืองเล็กๆ ที่คิดว่าเสียเปรียบพรรคใหญ่

ถ้าแก้แค่ 2 ประเด็น จะไม่ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้เลย ไม่ตรงกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

หลังสุดพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดหารือกันว่าจะแก้ 6 ประเด็น โดยแยกเป็น 6 ร่าง และจะให้รัฐสภารับหลักการก่อนแล้วจึงไปทำประชามติ
ยังน่าสับสนอยู่ว่าจะทำอย่างไรแน่ ความคิดที่จะแยกเป็น 6 ร่างแล้วพิจารณาทีละร่าง ก็คือรัฐบาลจะแก้ 2 ประเด็นนั่นเอง เพราะถึงเวลาลงมติ พรรคร่วมรัฐบาลก็จะสนับสนุนแค่ 2 ประเด็น ประเด็นอื่นเป็นอันตกหมด นี่คือเล่นละครต้มประชาชน ไม่ได้แก้ปัญหาวิกฤตอะไร

การลงประชามตินั้นมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า จะทำในขั้นตอนไหน จะให้ลงอย่างไร และจะมีผลอย่างไร
มีปัญหาตั้งแต่ว่า ถ้าแก้แค่ 6 ประเด็นเท่านั้น จำเป็นต้องลงประชามติหรือไม่ เพราะต้องเสียเวลาและต้องเสียเงินถึง 2,000 ล้าน ยิ่งรัฐบาลคิดจะแก้แค่ 2 ประเด็นแล้วไปลงประชามติ ยิ่งแย่ใหญ่

ถ้าจะทำประชามติ 6 ประเด็น ก็ยังน้อยไป ควรเพิ่มคำถามด้วยว่า ต่อไปควรแก้ทั้งฉบับหรือไม่ และถ้าแก้ทั้งฉบับควรใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 หรือฉบับปี 2550 เป็นหลักดี

ส่วนจะทำในขั้นตอนไหนนั้น คงต้องดูรายละเอียดของกฎหมายประชามติ และต้องเข้าใจก่อนว่า ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้กำหนดว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะต้องจัดให้มีการลงประชามติเสียก่อน แต่บอกว่าให้รัฐสภาเป็นผู้แก้ ถ้าจะทำประชามติแบบมีผลผูกพันต่อการแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ ต้องแก้มาตรา 291 เสียก่อน โดยระบุขั้นตอนการแก้รัฐธรรมนูญเสียใหม่ว่า ต้องมีการทำประชามติในขั้นตอนสุดท้ายด้วย

ถ้าไม่ได้แก้มาตรา 291 แต่ทำประชามติ ก็เท่ากับอาศัยกฎหมายประชามติอย่างเดียว ก็จะเป็นการถามความเห็นประชาชนโดยรัฐบาลเป็นผู้ถาม ถามแล้วรัฐสภาจะเอาตามหรือไม่ก็ได้ ซึ่งก็คาดว่า รัฐสภาคงเอาตาม แต่จะทำประชามติด้วยเหตุผลอะไร เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายประชามติหรือไม่ ก็ต้องดูรายละเอียดกัน คงต้องให้เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะชี้แจง

พรรคร่วมรัฐบาลอยากให้รัฐสภารับหลักเสียก่อนแล้วค่อยไปลงประชามติ
ต้องถามว่าจะรับหลักการทั้ง 6 ประเด็นหรือแค่ 2 ประเด็น ดูเหมือนกฤษฎีกาจะเห็นแย้งว่า ควรจะทำประชามติเสียก่อน ประธานวุฒิสภาก็มีความเห็นอย่างเดียวกัน ก็ดูจะมีเหตุผลดีกว่าที่รัฐบาลคิด ถ้าให้ประชาชนลงมติตรงกลางทางก็แปลก ไม่ทราบจะไปถามอย่างไร ทางที่ดีก็ถามเสียก่อนเลยว่า จะแก้ 6 ประเด็นนี้ไหม และถามด้วยว่าจะแก้ทั้งฉบับและใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 หรือฉบับปี 2550

ถามประชาชนทีละประเด็น?
เรื่องนี้ยังมีปัญหาอยู่ เฉพาะ 6 ประเด็นนี้จริงๆ แล้ว ควรถามทั้ง 6 ประเด็นว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯหรือไม่ไปเลย ถ้าจะถามทีละประเด็นก็ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่เกรงว่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานว่า ถ้าจะแก้เรื่องไหนก็ให้ถามเรื่องนั้น ปัญหาคือถ้าแก้ทั้งฉบับล่ะ จะถามอย่างไร ถามทีละประเด็นจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะจะเยอะแยะไปหมด และเนื้อหาในแต่ละเรื่อง แต่ละมาตรา ก็อาจจะเชื่อมโยงกัน ถ้าแยกถามทีละประเด็นก็จะมีปัญหาว่า ได้คำตอบมาแบบขัดแย้งกันเอง เข้ากันไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะทำประชามติก็ยังอยากให้ถามแบบรวมไปเลยทั้ง 6 ประเด็นมากกว่า แต่ถ้าจะถามทีละประเด็นให้ได้ ก็ควรจะอธิบายหมายเหตุไว้ให้ชัดเจนว่า เป็นเฉพาะครั้งนี้ ไม่ถือเป็นบรรทัดฐานว่าครั้งต่อไปต้องทำอย่างเดียวกัน

ถ้ารัฐบาลยืนยันจะทำประชามติเป็นรายประเด็น ประชาชนผู้ต้องการประชาธิปไตยจะทำอย่างไร
ถ้ารัฐบาลถามแค่ 2 ประเด็นที่รัฐบาลอยากแก้ ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย ปล่อยให้รัฐบาลทำไปตามลำพัง แต่ถ้าถามทั้ง 6 ประเด็น คิดว่าควรจะช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนเห็นชอบด้วย เพื่อให้แก้สำเร็จทั้ง 6 ประเด็น และควรถือโอกาสรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยของบ้านเมืองและปัญหาของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไปพร้อมๆ กัน

พรรคฝ่ายค้านประกาศถอนตัวไม่ร่วมสังฆกรรมแล้ว
ฟังจากข่าวแล้ว เห็นว่าน่าจะไม่ใช่ท่าทีของพรรคฝ่ายค้าน ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยประกาศสนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ แต่การทำประชามตินั้น เขาเห็นว่ามีปัญหาข้อกฎหมาย ไม่จำเป็น และสิ้นเปลือง ถ้าจะทำกันจริงๆ เขาก็เสนอว่า ให้ถามประชาชนด้วยว่า แก้แล้วจะยุบสภาเลยหรือไม่ และควรแก้ทั้งฉบับหรือไม่ และจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 หรือ 2550 เป็นหลัก

ถ้ารัฐบาลจะแก้เพียง 2 ประเด็นเท่านั้น พรรคฝ่ายค้านไม่ร่วมสังฆกรรม ก็เป็นเรื่องสมควร

แต่ถ้าเขาตกลงชัดเจนว่าจะแก้ 6 ประเด็น ผมยังคิดว่าควรร่วมมือ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้วิกฤต ตามที่ได้เสนอความเห็นไว้แล้ว

ส่วนการลงประชามติ ถ้ารัฐบาลยืนยันจริงๆ ลองนึกภาพดูว่า ถ้าพรรคฝ่ายค้านไม่ทำอะไรเลย ผลออกมาก็อาจกลายเป็นว่า มีประชาชนสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญน้อย เลยไม่ได้แก้ เข้าล็อกรัฐบาลพอดี การเมืองก็กลับมาอยู่ที่เดิม คืออยู่ในวิกฤตต่อไป

ถึงเวลาเลือกตั้ง พรรคฝ่ายค้านอาจรณรงค์ว่าจะแก้ทั้งฉบับ และคนอาจสนับสนุนเข้ามามาก แต่เขาก็ยุบพรรคคุณอีก

ถ้ารัฐบาลประกาศว่าตั้งใจจะแก้ทั้ง 6 ประเด็น และยืนยันทำประชามติจริง ก็ยังอยากเห็นพรรคฝ่ายค้านช่วยรณรงค์ให้ประชาชนสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ

ดูเหมือนพรรคเพื่อไทยจะย้ำว่า รัฐบาลไม่จริงใจ
เห็นด้วยว่ารัฐบาลไม่จริงใจ ลองให้รัฐบาลเขาเดินหน้าไป ประชาชนก็จะเห็นว่าเขาไม่จริงใจ แต่ถ้าเขาอยู่ในสภาพการณ์ที่ถูกบังคับให้ต้องแก้ เราก็ไม่ควรปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไป

ควรยุบสภาเมื่อไหร่ ?
เมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ ก็ยังต้องแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง คือ พ.ร.บ.พรรคการเมือง และ พ.ร.บ.เลือกตั้ง แก้เสร็จแล้วก็ควรยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่

นี่ก็เป็นตามที่นายกรัฐมนตรีเคยแถลงไว้ต่อสภาก่อนที่จะมีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

นายกรัฐมนตรีบอกว่า ถ้ารัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้ยุบเมื่อไรก็ยุบเมื่อนั้น
นั่นดูเหมือนจะเป็นการพูดแบบหาทางยืดเวลาออกไปให้นานที่สุดเท่านั้นเอง ความจริงไม่จำเป็นต้องไปบัญญัติอะไรในรัฐธรรมนูญว่าต้องยุบสภาเมื่อไร ถ้านายกรัฐมนตรีจำคำพูดตัวเองได้และเห็นแก่บ้านเมือง ยอมรับว่ามีความขัดแย้งเนื่องจากมีความไม่พอใจ ไม่ยอมรับรัฐบาล และรัฐบาลเองก็ทำงานไม่ค่อยได้ แก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งแล้วก็ควรยุบสภาเสียอย่างที่ท่านพูดของท่านเองก็พอ

มองกันว่า ถึงอย่างไรรัฐบาลนี้ก็ไม่แก้รัฐธรรมนูญ การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเพียงเกมซื้อเวลา เพราะฉะนั้นให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน
เขามองอย่างนั้นก็มีเหตุผลอยู่ เพราะดูรัฐบาลไม่ค่อยจริงใจ หรือตั้งใจที่จะแก้รัฐธรรมนูญเลย มีการแบ่งบทกันเล่นโดยเฉพาะในพรรคประชาธิปัตย์ แถมต่อมายังเสนอว่า จะแก้เพียง 2 ประเด็นบ้าง ให้ใช้เวลา 9 เดือนบ้าง ซ้ำยังบอกว่า แก้แล้วก็อาจไม่จำเป็นต้องยุบสภาอีก จึงยิ่งเห็นได้ชัดว่า ที่รัฐบาลต้องการจริงๆ คือ ซื้อเวลาให้รัฐบาลอยู่ไปได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

แต่กระแสที่บีบให้รัฐบาลต้องแก้รัฐธรรมนูญก็มีอยู่เหมือนกัน และก็ดูจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย โดยเฉพาะในเชิงเหตุผลคือเมื่อเกิดวิกฤตเมื่อครั้งสงกรานต์ มีการอภิปรายกันในสภา ก็ทำให้เห็นเหตุว่า ต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือต้องแก้กติกาแล้วก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่จะแก้อะไรบ้าง ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้น เขาก็ตั้งแล้ว คณะกรรมการที่สภาตั้งก็เสนอความเห็นมาแล้ว ซึ่งก็มีเหตุผลดีฟังได้ ทั้งหมดก็สอดคล้องกับที่นายกฯรับปากไว้ หรือออกปากไว้ มาตอนนี้จะกลับลำหรือพลิ้วไปเรื่อยก็ยากแล้ว เพราะฉะนั้น หากช่วยกันผลักดันจริงๆ รัฐบาลก็คงจำเป็นต้องร่วมมือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ได้

เวลานี้ดูเหมือนรัฐบาลเองก็ง่อนแง่นเต็มที ไม่รู้จะอยู่ได้นานเท่าใด ดีไม่ดีก็อาจไปก่อนการแก้รัฐธรรมนูญจะเสร็จก็ได้ เลยชักไม่แน่ใจว่า ระหว่างการใช้เรื่องรัฐธรรมนูญมาซื้อเวลาของรัฐบาล กับการที่รัฐบาลจะไปเสียก่อนโดยไม่ทันได้แก้รัฐธรรมนูญ อันไหนน่าเป็นห่วงกว่ากัน แต่สิ่งที่เราพอจะทำได้ก็คือ ต้องเร่งให้มีการแก้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว

ถ้าไม่แก้เสียที ปล่อยให้เนิ่นนานไป แล้วรัฐบาลขัดแย้งกันเองจนอยู่ไม่ได้ แล้วเลือกตั้งใหม่ ได้รัฐบาลมาก็ถูกล้มด้วยการยุบพรรคอีก ก็เท่ากับยืดเวลายืดความขัดแย้งให้ยาวออกไปอีกเท่านั้นเอง

การยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่นั้น หากยังไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นธรรมขึ้นพอสมควร จะไม่เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะเลือกมาแล้ว เขาก็ยุบพรรคการเมือง ล้มรัฐบาลที่ไม่ขึ้นกับเขาได้อีกอยู่ดี

ที่พูดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะคัดค้านการเคลื่อนไหวที่ต่อต้านรัฐบาล เพราะก็เข้าใจดีว่า มีคนไม่ยอมรับรัฐบาลนี้มากเหมือนกัน และเขาก็มีสิทธิที่จะต่อต้านรัฐบาลนี้ ขณะเดียวกันก็คิดว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลนี้หรือไม่ก็ตาม ควรจะต้องร่วมกันผลักดันให้แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และเมื่อสถานการณ์เป็นอย่างปัจจุบันคือรัฐบาลไม่ต้องการยุบสภา แต่ต้องการอยู่ให้นานที่สุดแต่ก็ไม่มั่นคง จะไปมิไปแหล่ ระหว่างที่รัฐบาลนี้ยังอยู่ เราก็ควรเรียกร้องให้รัฐบาลนี้ร่วมแก้รัฐธรรมนูญตามที่เขาพูดไว้

แก้ทั้งฉบับจะแก้เรื่องอะไร
ก็มีหลายเรื่อง ได้เคยพูดไว้ตอนที่คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และเขียนไว้ในหนังสือด้วย คุณคณิน บุญสุวรรณ ก็เขียนหนังสือไว้เป็นเล่มว่า ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 นี้

เรื่องสำคัญที่ต้องมาแก้กันคือ การแบ่งแยกอำนาจที่ถูกบิดเบือนไป บทบาทของฝ่ายตุลาการที่เข้ามาก้าวก่ายจัดการด้านการเมืองมากจนเกินพอดี ความเป็นอำนาจอธิปไตยที่ 4 ขององค์กรอิสระที่มีอำนาจเหนือประชาชนทั้งประเทศ ที่มาขององค์กรอิสระที่ทำให้เราไม่มีองค์กรอิสระอยู่เลย เรามีแต่องค์กรที่มีสังกัด ที่แย่คือ บางองค์กรที่สังกัด คมช.ยังจะทำหน้าที่อยู่ไปอีกนาน ที่มาของ ส.ว. การเขียนรัฐธรรมนูญละเอียดเกินไปโดยเฉพาะในแนวนโยบายแห่งรัฐ ทำให้ประชาชนไม่สามารถกำหนดนโยบายของรัฐบาลผ่านพรรคการเมืองและการเลือกตั้งได้ และการทำให้พรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ เป็นต้น

เห็นด้วยหรือไม่กับการตั้ง สสร.3
ถ้าจะแก้ทั้งฉบับก็ควรตั้ง สสร.3 รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจในการแก้รัฐธรรมนูญอยู่ที่รัฐสภา ต้องยืนยันข้อนี้เพราะถือว่ารัฐสภามาจากประชาชนมากกว่าองค์กรอื่นใด แต่จะทำให้สมาชิกรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับกันตามลำพัง ก็คงเป็นที่ยอมรับได้ยาก จะไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นต้องพยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากๆ จึงควรตั้ง สสร.ขึ้น ได้เคยเสนอเรื่องนี้มาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งใหม่ๆ แต่คนไม่ค่อยเห็นด้วย จนกระทั่งรัฐบาลสมชาย ก็เคยเสนอให้ตั้ง สสร. แต่ก็ไม่ทันได้ตั้ง เมื่อมี สสร.แล้วให้ สสร.ไปรับฟังความเห็นประชาชน เมื่อร่างเสร็จแล้วก็เสนอต่อรัฐสภา ให้รัฐสภาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

แล้วควรให้ประชาชนลงประชามติหรือไม่
ถ้าแก้ทั้งฉบับ จะให้ดีก็คือให้ลงประชามติ จะได้แก้ปัญหาเรื่องการยอมรับหรือไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญที่ สสร.ร่างมา และรัฐสภาเห็นชอบแล้ว มิฉะนั้นก็วิจารณ์กันไม่เลิกว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านประชามติ แต่ที่แก้ใหม่ไม่ผ่าน ทั้งที่รัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านประชามติมาแบบ “มัดมือชก” คือทำประชามติขณะที่ประกาศกฎอัยการศึกในหลายสิบจังหวัด มีการบอกประชาชนว่า ให้ผ่านๆ ไปจะได้มีเลือกตั้ง และถ้าไม่ผ่าน คมช. อาจเอาฉบับที่เลวร้ายกว่านี้มาใช้

ถ้าจะทำประชามติก็ต้องเป็นประชามติแบบเปิดเสรีและเป็นธรรม

การทำประชามติรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มีข้อดีคือ ทำให้ประชาชนเข้าร่วมและเป็นผู้ตัดสิน จะได้เกิดการเรียนรู้ครั้งใหญ่ และประชาชนจะเห็นพลังของตนเอง แต่ก็มีเงื่อนไขนะ คือต้องเปิดให้ทุกฝ่ายรณรงค์และเสนอความเห็นอย่างเสรีและเท่าๆ กัน

อย่างนี้ต้องใช้เวลานาน?
ก็คงนานพอสมควร รวมการแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วยก็คงเป็นปี ซึ่งก็จะช้า เพราะฉะนั้นควรแก้เล็กเสียก่อน เพื่อให้มีเลือกตั้งเร็วๆ แก้ปัญหาเรื่องรัฐบาล

จะแก้รัฐธรรมนูญเพียง 6 ประเด็นยังยาก แล้วจะแก้ทั้งฉบับได้อย่างไร รัฐบาลจะยอมแก้ทั้งฉบับหรือ
ขึ้นกับประชาชนทั่วประเทศจะเอาอย่างไร จริงอยู่รัฐบาลนี้ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส.ว.สรรหาจำนวนมากก็เช่นกัน สมาชิกรัฐสภาในส่วนนี้คงไม่อยากให้แก้ จะแก้ทั้งฉบับได้ ต้องอาศัยเสียงในสภาและแรงกดดันจากประชาชน เมื่อมีการเลือกตั้ง ก็ควรเรียกร้องให้พรรคการเมืองเสนอนโยบายเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญแข่งกัน ถ้าช่วยสนับสนุนพรรคการเมืองที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเข้าไปในสภามากๆ ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น ถ้าถึงขั้นได้เสียงของรัฐบาลเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาก็ยิ่งดี และยังต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนเพื่อให้ช่วยกันผลักดันทั้งผ่านการเลือกตั้งและผ่านการเคลื่อนไหวนอกสภา รวมถึงการแสดงความคิดเห็นหรือการลงประชามติ

ถ้าสังคมเห็นปัญหามากขึ้น ชัดเจนขึ้นว่า รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรมนี้ทำให้เกิดปัญหาวิกฤตที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เมื่อประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจ ก็จะช่วยผลักดันให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญได้

แก้รัฐธรรมนูญแล้วจะเป็นประชาธิปไตยได้หรือ
ได้ รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยเต็มที่แล้ว มั่นคงแล้วรัฐธรรมนูญนั้นอาจถูกฉีกอีกเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นที่ต้องทำต่อไปก็คือ ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจจนถึงขั้นไม่ยอมให้ใครมาฉีกรัฐธรรมนูญได้อีก ซึ่งก็คือต้องไม่ให้มีใครอยู่เหนือรัฐธรรมนูญได้

สภาพแวดล้อมต่างๆ วัฒนธรรมทางการเมือง ที่คนหรือกลุ่มบุคคลยังอยู่เหนือรัฐธรรมนูญยังอยู่ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องแก้ด้วย ต้องอาศัยพลังของประชาชนช่วยกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ เช่น ไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรนอกเหนือรัฐธรรมนูญอีก

มีความเห็นว่าเมืองไทยเอาแต่สร้างรัฐธรรมนูญ ไม่สร้างประชาธิปไตย
ความเห็นนี้ก็มีส่วนถูก แต่ถูกเพียงบางส่วน จริงๆ แล้วเมืองไทยยังไม่เคยมีรัฐธรรมนูญตามความหมายของรัฐธรรมนูญในอารยประเทศ ที่เรามีรัฐธรรมนูญกันมา 18 ฉบับนั้น ก็แสดงว่าไม่เคยมีรัฐธรรมนูญ เพราะสามารถถูกฉีกได้ตลอดเวลา คนจึงอยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ที่ผ่านมาอาจถือเป็นกฎหมายสูงสุดอยู่ชั่วครู่ชั่วยาม แล้วก็ถูกฉีกทิ้ง ที่มีใช้กันมาส่วนใหญ่จึงเป็นธรรมนูญการปกครองบ้าง รัฐธรรมนูญชั่วคราวบ้าง หรือแม้เรียกว่ารัฐธรรมนูญก็มีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คือแค่เอาไว้อ้างกับชาวโลกว่า เรามีรัฐธรรมนูญกับเขาเหมือนกันเท่านั้น ส่วนรัฐธรรมนูญที่ดีๆ ก็อยู่ไม่นาน ถูกฉีกทิ้งหมด ส่วนใหญ่แล้วคนที่ร่างรัฐธรรมนูญ เขาก็ไม่ได้คิดว่า นั่นคือการสร้างความเจริญความดีงามให้กับประเทศ และยิ่งไม่คิดถึงการสร้างประชาธิปไตย

ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่ที่เอาแต่สร้างรัฐธรรมนูญโดยไม่สร้างประชาธิปไตย แต่เป็นปัญหาว่า มักมีคนชอบทำลายประชาธิปไตย ชอบฉีกรัฐธรรมนูญ ที่ยอมให้มีรัฐธรรมนูญบ้างก็เพื่อหลอกชาวโลก

การมีรัฐธรรมนูญ 18ฉบับไม่ได้แสดงว่าเมืองไทยให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญมากเกินไปจนมีหลายฉบับ แต่แสดงว่าเมืองไทยไม่เป็นประชาธิปไตย และยังไม่เคยมีรัฐธรรมนูญตามความหมายที่อารยประเทศเขาเข้าใจกัน

แล้วที่เสนอให้แก้รัฐธรรมนูญอยู่นี้ ต่างจากการสร้างรัฐธรรมนูญในอดีตอย่างไร
ในแง่เนื้อหาว่ารัฐธรรมนูญที่ดีควรเป็นอย่างไร คงไม่ต่างกันมาก เว้นแต่สภาพของสังคมพัฒนาไป เรื่องราวต่างๆ มีการพัฒนามา เนื้อหาของรัฐธรรมนูญก็ต้องมีพัฒนาการเช่นกัน

แต่ต่างมากๆ คือความเป็นรัฐธรรมนูญ และหลักการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนิยม

ก็คือจะแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยแล้วถือว่าจบสิ้นภารกิจเพราะบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้วไม่ได้ ยังต้องทำอะไรต่อไปอีกมาก ที่สำคัญคือ ทำให้รัฐธรรมนูญมีความหมายอย่างรัฐธรรมนูญจริงๆ คือต้องทำให้ได้ถึงขั้นที่ใครจะมาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ทำอะไรนอกรัฐธรรมนูญอย่างที่แล้วมาอีกไม่ได้ และจะให้ฉีกกันอีกไม่ได้ ใครไม่พอใจ ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ก็ควรจะแก้ตามครรลองประชาธิปไตย

ต้องทำให้สังคมไทยยอมรับหลักรัฐธรรมนูญนิยม ซึ่งไม่ได้หมายความว่า “นิยมแต่รัฐธรรมนูญ” แต่หมายถึงเราจะปกครองกันโดยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งจะต้องเป็นกฎหมายที่เป็นธรรม มีที่มาที่ชอบธรรม คือมาจากประชาชน ทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมายนี้อย่างเท่าเทียมกัน กฎหมายสูงสุดนี้ต้องกำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และต้องเป็นของประชาชนจริงๆ หลักรัฐธรรมนูญนิยมนี้ เมื่อรวมกับหลักนิติรัฐนิติธรรม ก็คือพื้นฐานสำคัญของประชาธิปไตย

มีความเห็นอย่างไรต่อความเห็นที่ว่า ต้องสร้างประชาธิปไตยก่อน ไม่ใช่สร้างรัฐธรรมนูญก่อน
ผมเข้าใจและเห็นด้วย ว่าเราต้องสร้างประชาธิปไตยให้ได้ ไม่ใช่เพียงแค่ให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีมาฉบับหนึ่ง แล้วก็ถูกฉีกหรือถูกละเมิดเมื่อใดก็ได้อย่างที่ผ่านมา แต่ที่เสนอนั้นเป็นการพยายามสร้างประชาธิปไตยในแบบที่ยึดหลักรัฐธรรมนูญนิยมและนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งต้องการให้เกิดขึ้นโดยสันติวิธี จะทำให้ได้ประชาธิปไตยมาอย่างไรนั้น เห็นว่าต้องอาศัยพรรคการเมืองกับการเลือกตั้งทางหนึ่ง และอีกทางหนึ่งคือ พลังประชาชนที่ไม่จำกัดอยู่แค่การเลือกตั้งเท่านั้นด้วย จะอาศัยช่องทางเหล่านี้ให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้ ก็หนีไม่พ้นต้องสร้างกติกาที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งควรจะรวมถึงตัวรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และประเพณีปฏิบัติหรือวัฒนธรรมทางการเมืองด้วย จะอาศัยพรรคการเมืองและการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาได้อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญยังเป็นเผด็จการอยู่ ช่องทางนี้ย่อมถูกปิด ก็จะเหลือแค่การต่อสู้นอกสภาอย่างเดียว

นี่ไม่ได้วาดภาพว่า เราจะสร้างประชาธิปไตยก่อนโดยมองว่าจะเกิดพลังประชาชนเข้ายึดอำนาจรัฐมาเป็นของประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จเสียก่อนแล้วค่อยเขียนรัฐธรรมนูญกัน อย่างที่เรียกว่าปฏิวัติประชาธิปไตย โดยเฉพาะถ้าหมายถึงการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ ยิ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่อยากเห็นการเปลี่ยนผ่านโดยสันติวิธี

แต่ถ้าเกิดพลังประชาชนเข้มแข็งจนเป็นแรงกดดันให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยโดยสันติวิธีได้ อย่างนั้นก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เมื่อเป็นอย่างนั้นขึ้นมา เราก็ยังต้องมาคิดกันอีกอยู่ดีไม่ใช่หรือว่า เราจะมีกติกาปกครองบ้านเมืองกันอย่างไร เราก็ต้องมาถามกันว่า เราจะรับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย คือหลักการรัฐธรรมนูญนิยมและนิติรัฐนิติธรรมกันหรือไม่ ถ้าเรายอมรับหลักการนี้ ก็คิดว่าเรามีจุดที่จะพบกัน คิดตรงกัน และพูดเรื่องเดียวกัน

ความเห็นเรื่องล้มอำมาตย์เสียก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
ล้มอำมาตย์คืออย่างไร ข้อเสนอนี้ไม่ชัดเจน ให้อำมาตย์บางคนออกไป จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า ถ้าบางคนออกไปแล้ว จะกลายเป็นประชาธิปไตยกันได้ทันทีหรือ อำมาตย์ยังมีอีกหลายคนไม่ใช่หรือ

ใน 3 ปีมานี้ ประชาชนได้เห็นชัดเจนที่สุดว่า ที่เป็นปัญหาอยู่ เพราะอำมาตย์และการปกครองปัจจุบันซึ่งก็คืออำมาตยาธิปไตย ความคิดล้มหรือต่อต้านอำมาตยาธิปไตยจึงมีเหตุผลอยู่

แต่การจะเปลี่ยนก็ต้องเสนอการปกครองแบบที่ไม่ให้อำมาตย์เป็นใหญ่ แต่ต้องให้ประชาชนเป็นใหญ่ จะทำได้ก็ต้องสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ ประชาชนเข้าใจและมีเสียงดังพอที่จะไม่ยอมให้อำมาตย์มีบทบาทนอกรัฐธรรมนูญได้อย่างที่ผ่านมา ในแง่กติกาก็ต้องแก้ คือ บัญญัติเสียว่า อำมาตย์ทำอะไรได้หรือไม่ได้แค่ไหน ลงในรัฐธรรมนูญเสียเลยนั่นแหละถึงจะดี แล้วต้องมีพลังประชาชนคอยกำกับคู่ขนานไปกับการสร้างกติกาด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือ ต้องจำกัดบทบาทที่ไม่เหมาะสมของอำมาตย์

การแก้รัฐธรรมนูญและการสร้างประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องเดียวกัน

สุดท้ายคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 จะแก้ได้ไหม
6 ประเด็นที่พูดกันอยู่ ยังหวังว่าแก้ได้ อยากให้แก้ได้ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจ มาถึงวันนี้ดูจะยากเข้าไปทุกที

แต่การแก้ทั้งฉบับ บอกตรงๆ ว่ายาก จะแก้ได้ต่อเมื่อสังคมทั้งสังคม ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักว่าต้องแก้ และฝ่ายผู้มีอำนาจที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญนี้ต้องยอมผ่อนตามบ้าง แต่กว่าจะเกิดสภาพอย่างนั้น บ้านเมืองอาจวิกฤตรุนแรงเกินไปเสียแล้ว ดีไม่ดีผู้มีอำนาจโดยเฉพาะผู้นำกองทัพก็อาจจะหาเหตุฉีกรัฐธรรมนูญนี้เสียก็ได้ และต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่อีก

รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงรอวันฉีกมากกว่าจะได้แก้ และถ้าเป็นอย่างนั้นขึ้นมา ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะเข้าสู่วงจรที่ราบรื่นเป็นปกติสำหรับผู้ยึดอำนาจอย่างที่ผ่านมา ครั้งนี้อาจรุนแรงหนักหนากว่าที่หลายๆ คน รวมทั้งที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายจะคิด เราอาจสูญเสียกันอีกมากกว่าจะได้รัฐธรรมนูญที่ดี และอาจยิ่งต้องสูญเสียมากกว่านั้นกว่าเราจะได้ประชาธิปไตย

ก็ได้แต่พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะไม่ให้เหตุการณ์พัฒนาไปอย่างนั้น ต้องช่วยกันหลายๆ ฝ่ายครับ

ต่อสู้ 32 ปี “ไฮ ขันจันทา” และผู้ได้รับผลกระทบอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า

ที่มา ประชาไท

ในสายตาผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง อาจมองการที่ “อภิสิทธิ์” ลงทุน “นั่งเครื่อง-ขี่ ฮ.” พร้อมกำลังอารักขากว่า 4.7 พันนาย ลงอุบลฯ เพื่อไปมอบเงินชดเชยให้ยายไฮ เป็นเรื่องฉาบฉวยหรือหวังผลทางการเมืองในพื้นที่ภาคอีสาน แต่สำหรับ “ไฮ ขันจันทา” นี่เป็นการต่อสู้และรอคอยการชดเชยเยียวยาที่ยาวนานกว่า 32 ปี

“ยายไฮ” หรือ นางไฮ ขันจันทา
(ที่มา: นิตยสารแพรว, vol.25 no.596 เดือนมิถุนายน 2547)
การเดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) ตั้งแต่เช้าเวลา 07.00 น. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปยังจังหวัดอุบลราชธานี แล้วนั่งเฮลิคอปเตอร์ต่อไปยัง “ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน” ของสมัชชาคนจน ที่ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ไม่ได้ไปเพียงเพื่อหาโลเคชันบันทึกเทปรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับ นายกฯอภิสิทธิ์" อย่างเดียว
อีกภารกิจสำคัญคือการมอบเงินชดเชย 4.9 ล้านบาท ให้ “ยายไฮ” หรือนางไฮ ขันจันทาและเพื่อนบ้าน ที่เรียกร้องค่าชดเชยในการเสียโอกาสทำนาจากการได้รับผลกระทบการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าหรืออ่างเก็บน้ำห้วยละห้า ซึ่งเป็นการเรียกร้องของนางไฮกับทุกรัฐบาล มาเป็นเวลากว่า 32 ปี
ในสายตาผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง อาจมองการที่ “อภิสิทธิ์” ลงทุน “นั่งเครื่อง-ขี่ ฮ.” พร้อมกำลังอารักขากว่า 4.7 พันนาย ลงอุบลฯ เพื่อไปมอบเงินชดเชยให้ยายไฮ เป็นเรื่องฉาบฉวยหรือหวังผลทางการเมืองในพื้นที่ภาคอีสาน เจาะ “พื้นที่สีแดง” ฐานเสียงสำคัญของพรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทย แต่สำหรับ “ไฮ ขันจันทา” นี่เป็นการรอคอยการชดเชยเยียวยาที่ยาวนานกว่า 32 ปี
000
ค้านตั้งแต่เริ่มสร้าง
อ่างเก็บน้ำห้วยละห้า บ้านโนนตาล กิ่ง อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี ก่อสร้างโดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) รูปแบบโครงการเป็นฝายน้ำล้น เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2520 ก่อสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2521 [1] โครงการดังกล่าวทำให้ที่นาของยายไฮและเพื่อนบ้าน 21 ราย จมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำไม่สามารถทำนาได้
ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง ได้แก่ครอบครัวของนางไฮ ขันจันทา นายฟอง ขันจันทา และนายเสือ พันคำ ได้คัดค้านโครงการตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง กระทั่งโครงการก่อสร้างสำเร็จจนน้ำท่วมมิดที่นา โดยเห็นว่าที่นาจะจมใต้น้ำของอ่างเก็บน้ำ และทั้งสามยืนยันไม่เคยเซ็นยินยอมยกที่ดินให้ทาง รพช.สร้างอ่างเก็บน้ำ
ร้องเรียนทุกสมัย ‘เปรม’ ยัน ‘ชวน’
ก็ยังมีการร้องเรียนต่อราชการทุกระดับ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านตำบล อำเภอจังหวัด จนถึงทำเนียบรัฐบาลในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2520 ก็ยังไม่มีการแก้ไขปัญหา
นิตยสารแพรว ฉบับเดือนมิถุนายน 2547 มีบทสัมภาษณ์ยายไฮ “ไฮ ขันจันทา หญิงไทย ใจเกินร้อย” [2] ตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ ยายไฮเปิดเผยถึงสภาพความลำบากหลังน้ำท่วมที่นาของตนหลังการสร้างอ่างเก็บน้ำว่า
“อ่างเก็บน้ำสร้างเสร็จปี 2521 จากนั้นมาชีวิตของฉันและครอบครัวก็จมอยู่ใต้น้ำ เสียที่ทำกินไปเกือบหมด ที่ดินที่เหลืออยู่ก็กลายเป็นที่ตาบอด ไม่มีทางออกทางเข้า ถ้าทำนาคงต้องอุ้มควายเข้าไป เคยไปขอซื้อที่ติดกันทางเหนือเป็นเงินแปดหมื่นบาทเพื่อเป็นทางเข้าออก เจ้าของที่เขาไม่ยอมขาย แล้วฉันจะทำอย่างไร เคยปลูกข้าวแจกชาวบ้าน กลับต้องไปรับจ้างทำนา จนเล็บหลุดทั้งสองข้าง พ่อฟอง (สามี) ก็ ต้องไปรับจ้างสารพัดเพื่อหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องลูกๆ บางทีต้องเดินไปขอข้าวที่หมู่บ้านอื่นมากิน เวลาเดินก็ต้องแยกย้ายกันไปคนละทาง ไม่อย่างนั้นจะได้ข้าวมาไม่พอกินกันทุกคน ลูกๆไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะฉันไม่มีเงินส่ง”
ไม่เคยพบ “เปรม” สักครั้ง
ในช่วงนั้นยายไฮเคยไปร้องเรียนที่ทำเนียบ แต่ก็ไม่เคยพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น จนยายไฮถึงกับกล่าวว่า “ประเทศไทยไม่มีนายกฯ” ยายไฮสัมภาษณ์ใน “นิตยสารแพรว” ไว้ดังนี้
“เจอแต่ผู้ช่วยนายกฯ (พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์) ยื่นหนังสือเสร็จฉันก็กลับอุบลฯเลย เพราะมีเงินพอแค่ค่ารถไปกลับเท่านั้น ค่ารถเมล์ก็ไม่มี เดินเท้าเปล่าจากหัวลำโพงไปทำเนียบ จากทำเนียบไปหัวลำโพง ห่อข้าวไปกิน กินกันสามคนหนึ่งห่อ ข้าวก็เย็น บูดเน่า แต่ก็ต้องกิน เพราะไม่รู้จะไปซื้ออย่างไร มันแพงไปหมด น้ำก็เอาใส่กระติกไป ข้างหนึ่งเป็นเชี่ยนหมาก อีกข้างเป็นกระติก ห้องน้ำห้องท่าก็ไม่ยอมเข้า ทนเอาจนกลับมาถึงบ้าน”
“นับจากปี 2521 มาจนถึงวันนี้ ฉันไปร้องเรียนกับนายกฯ มาทุกสมัยแล้ว มันทำให้ฉันรู้ว่าประเทศไทยไม่มีนายกฯ เพราะ ไปทีไรเขาก็บอกว่านายกฯไปประเทศนั้นประเทศนี้ ฟังแล้วก็คิดว่านายกฯไม่มีในประเทศไทย แล้วเขาไปปกครองที่ไหนล่ะนี่ กลับมาจากทำเนียบทีไรร้องไห้ทุกที วันหนึ่งได้ขึ้นไปพูดบนเวทีสมัชชา ฉันเดือดแล้ว เลยบอกว่า … ประเทศเฮาไม่มีนายกฯ (หัวเราะ) เพราะไม่มีใครสนใจปัญหานี้เลย เกิดมาชาตินี้ไม่ได้พบนายกฯ สักสมัย”
เข้าร่วมสมัชชาคนจน เรียกร้องกับ “ชวน”
ต่อมายายไฮและเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบตัดสินใจร่วมต่อสู้กับสมัชชาคนจนเมื่อปี 2542 ในปี 2543 รัฐบาลชวน หลีกภัย แต่งตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนขึ้นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าและลงมติว่า “ควรให้ดำเนินการพิสูจน์สิทธิ์และความเสียหายโดยคณะกรรมการระดับจังหวัดหากพบว่าเสียหายก็ให้จ่ายค่าชดเชยตามความเป็นจริง”
แต่แล้วคณะรัฐมนตรีสมัยนั้นก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ดำเนินการ เนื่องจากเห็นว่าโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าเป็นโครงการชลประทานขนาดเล็กจัดสร้างขึ้นตามความต้องการและการเรียกร้องของคนในพื้นที่เป็นความต้องการและตกลงกันของคนในท้องถิ่นการก่อสร้างลักษณะนี้มีมากมายในประเทศทางราชการไม่เคยจ่ายค่าชดเชยแต่อย่างใดหากต้องมีการจ่ายค่าชดเชยให้กับราษฎรอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าก็จะเป็นเหตุให้ต้องพิจารณาถึงโครงการทำนองเดียวกันอีกนับหมื่นโครงการทั่วประเทศซึ่งจะเป็นภาระด้านงบประมาณ
คณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯ สมัยทักษิณ แต่ยังไม่คืบ
ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับเลือกในปี 2544 มีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนที่มีนายปองพล อดิเรกสาร เป็นประธานมีการตั้งอนุอนุกรรมการฯ คณะทำงานต่างๆ สำหรับกรณีอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าได้ผ่านกระบวนการของการแก้ไขปัญหาแล้วหลายขั้น เริ่มจากการตรวจสอบผลกระทบจริง โดยได้ข้อเท็จจริงว่า มีผู้เดือดร้อน 3 ราย และได้รังวัดที่ดินของทั้ง 3 ราย รวมทั้งสิ้น 61 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวาง นอกจากนั้นยังมีการตรวจการเซ็นยินยอมให้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำ ภายหลังคณะทำงานซึ่งมีทั้งจังหวัดอุบลราชธานีและเจ้าหน้าที่ รพช. ให้ความเห็นว่า “...น่าเชื่อว่ามีการร้องคัดค้านการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยละห้ามาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2520 จนถึงปัจจุบัน ความเห็นดังกล่าวได้นำไปสู่การมีมติในที่ประชุมให้มีการจ่ายค่าชดเชยและค่า เสียโอกาสให้กับผู้ได้รับผลกระทบในเวลาต่อมา โดยดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ผ่านกลไกลการทำงานระดับจังหวัด”
คณะทำงานที่แต่งตั้งขึ้นก็จะประกอบด้วยกลไกระดับชุมชน ได้แก่ กำนันตำบลนาตาล ประธาน อบต.นาตาล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 เข้ามามีส่วนร่วมกับตัวแทนผู้เดือดร้อนและตัวแทนราชการส่วนอื่น การพิจารณาทำรายละเอียดเงินค่าชดเชยและค่าเสียโอกาสสำหรับผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 3 ราย โดยคณะทำงานคิดราคารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,857,215 บาท ซึ่งเงินค่าชดเชยจำนวนนี้จะจ่ายได้ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนก่อน
แต่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ที่มีนายปองพล อดิเรกสาร เป็นประธานได้ให้ความเห็นว่าไม่เห็นด้วยให้จ่ายค่าชดเชยในกรณีอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าเพราะ เกรงว่าจะเป็นตัวอย่างให้กับกลุ่มอื่นๆ อีก และอ้างว่า รพช.และจังหวัดอุบลราชธานีก็ไม่เห็นด้วยที่จะจ่ายค่าชดเชยเช่นเดียวกัน
เดือนกันยายน 2545 คณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนได้พิจารณาทบทวนการให้ความช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า โดยให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) เป็นผู้จัดหาที่ดินทำกินให้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน โดยให้กรมที่ดินหาข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินของราษฎรดังกล่าว ว่า ที่ดินที่ได้รับผลกระทบมีเนื้อที่เท่าใด แล้วส่งเรื่องให้ สปก. ดำเนินการ ต่อมาจึงได้ใช้มตินี้ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า โดยให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการให้ชาวบ้านหาที่ดินตามจำนวนความเสียหายที่ เกิดขึ้น จากนั้น สปก.จะจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อที่ให้กับชาวบ้านทั้งสามรายต่อไป
ภายหลัง สปก. ให้ความเห็นว่ายังไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อที่ดินจึงได้ขอให้จังหวัดอุบลราชธานี เข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับการต่อรองราคาในที่ดินที่ราษฎรได้จัดหาไว้ ให้อยู่ในราคาที่ใกล้เคียงกับราคาประเมินหรือหากต่อรองไม่ได้ก็ให้แสดง เหตุผลความจำเป็นต่อการซื้อที่ดินในแปลงที่จัดหาไว้ ซึ่งหลังจากนั้นยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อกระทั่งปัจจุบัน
รอไม่ไหว ยายไฮขุดสันอ่างเก็บน้ำ! สรยุทธ์เชิญออกทีวี
และวันที่ 11 มีนาคม 2545 ผู้ได้รับผลกระทบจากอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าทั้งสามครอบครัวได้เข้าชุมนุมสร้างเพิงพักที่บริเวณสันอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า และยื่นข้อเสนอว่า “จะระบายน้ำเพื่อเอาที่นาคืน”
และในเช้าตรู่ของวันที่ 19 เมษายน 2547 ยายไฮ ขันจันทา ได้นำลูกหลานใช้จอบเสียมลงขุดคุ้ยดินที่อัดเป็นตัวอ่างเก็บน้ำ หวังให้น้ำในอ่างระบายออกเพื่อเอาที่นาที่จมอยู่ใต้น้ำคืน โดยนางเพชร ขันจันทา ลูกสาวยายไฮ ได้เขียนจดหมาย “ขอความเป็นธรรม” ชี้แจงสถานการณ์ไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วย [3]
จดหมายถึงนายก ทักษิณ
วันที่ 20 เมษายน 2547
เรื่อง ขอความเป็นธรรม
เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ข้าพเจ้า นางเพชร ขันจันทา อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 10 ต.นาตาล กิ่ง อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี เป็นลูกสาวคนสุดท้องของนางไฮ ขันจันทา ผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านโนนตาล กิ่ง อ.นาตาล จ.อุบลฯ อ่างเก็บน้ำสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2521 นับเป็นเวลากว่า 27 ปีแล้ว
อ่างเก็บน้ำห้วยละห้า เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) กระทรวงมหาดไทย ท่วมพื้นที่นาทั้งหมดประมาณ 400 ไร่ การสร้างอ่างเก็บน้ำจะดำเนินการได้จะต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของที่ดินก่อนจึง จะสา มารถสร้างได้ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปตามนั้น เจ้าของที่ ได้แก่ นางไฮ ขันจันทา นายฟอง ขันจันทา และนายเสือ พันคำ ทั้งสามคน ไม่เคยได้มีการเซ็นยินยอมอนุญาตแต่อย่างใด แต่ทาง รพช.ก็ได้ดำเนินการการก่อสร้างบริเวณที่นาของทั้งสามคน จนแล้วเสร็จ หลังการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า น้ำได้ท่วมที่ดินของทั้งสามคน เป็นจำนวน 62 ไร่ โดยที่ไม่มีการชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น หลังน้ำท่วมเจ้าของที่ทั้งสามคนก็ยังคงเสียภาษีที่ดินของตนเองที่จมน้ำอยู่ ตลอดเวลากระทั่งปัจจุบัน โดยมีหลักฐานที่ดิน นส.3 ก. และใบเสร็จที่พร้อมจะแสดงเป็นหลักฐานตลอดเวลา อ่างเก็บน้ำห้วยละห้าได้ทำให้ครอบครัวของข้าพเจ้าที่มีพี่น้องถึง 10 คน ต้องประสบกับความทุกข์ยาก ไม่มีที่ดินทำกิน อดอยากหิวโหย ต้องเร่ร่อนหารับจ้าง จนเวลาผ่านไป 27 ปี ตลอดเวลา นางไฮ ขันจันทา ได้เดินทางไปร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการต่างๆ ตั้งแต่ระดับจังหวัด จนถึงทำเนียบรัฐบาล และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 27 ปี
รัฐบาลชวน และรัฐบาลปัจจุบันได้ยอมรับความผิดพลาดของหน่วยงานราชการที่ปลอมลายเซ็นของนางไฮ ในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำและรับรองการจ่ายค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสตลอดระยะเวลา 27 ปี รวมทั้งการจัดซื้อที่ดินคืนให้ครบตามจำนวนที่สูญเสีย แต่จนกระทั่งปัจจุบัน ไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการเรื่องดังกล่าว นางไฮและข้าพเจ้า และลูกคนอื่นๆ ก็ยังได้เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดอุบลฯ และที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือขอให้ดำเนินการแต่ก็ไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด
ดังนั้น เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2547 นางไฮ จึงลงมือขุดสันอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า เพื่อระบายน้ำเอาที่นากลับคืน เพื่อปีนี้นางไฮ และลูกหลาน เหลนจะได้มีนาทำ มีข้าวกินไม่ต้องอดอยากยากจนอีกต่อไป การกระทำครั้งนี้ ถือว่าเป็นการทำตามสิทธิพลเมือง ช่วยเหลือตนเอง ไม่รอคอยความช่วยเหลือลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป อนึ่ง อ่างเก็บน้ำห้วยละห้า ได้ถูกนำไปใช้ในการทำน้ำประปาหมู่บ้านในปี 2537 เป็นต้นมา หากมีการระบายน้ำออกข้าพเจ้ายืนยันว่ายังมีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่ถูกทับซ้อนโดย อ่างห้วยละห้าเหลืออยู่ ซึ่งจะพอใช้สำหรับการทำประปาใน 3 หมู่บ้านอย่างแน่นอน ดังนั้นประชาชนผู้ใช้น้ำจะไม่มีความเดือดร้อนแต่อย่างใด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับนางไฮ และลูกหลานเหลนทุกคนด้วย
ขอแสดงความนับถือ
(นางเพชร ขันจันทา)
ลูกสาวนางไฮ ขันจันทา ผู้เดือดร้อนจากอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า
และเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 14 พ.ค. 2547 ยายไฮได้ไปออกรายการ “ถึงลูกถึงคน” ดำเนินรายการโดยนายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ทีวี หรือช่อง 9 อสมท.
เยียวยาครั้งแรก “ทักษิณ” โชว์แก้ปัญหาแบบประชานิยม
เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีทราบเรื่องจากรายการโทรทัศน์จึงให้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลงพื้นที่ทันทีเพื่อรับทราบปัญหา โดยนายยงยุทธพบปะผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งครอบครัวของยายไฮ นายฟอง ขันจันทา และนายเสือ คำพัน ที่บริเวณสันอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่ยายไฮ ปลูกบ้านปักหลักประท้วงหน่วยราชการ รวมทั้งใช้เป็นที่พักอาศัยเพื่อขุดสันอ่างเก็บน้ำเพื่อระบายน้ำ นายยงยุทธ ยังพบตัวแทนชาวบ้านทั้ง 3 หมู่บ้านที่เป็นคู่กรณียายไฮด้วย ซึ่งชาวบ้านยืนยันว่าต้องการใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำดังกล่าวเพื่อทำน้ำประปา
ชาวบ้าน 3 หมู่บ้านที่ได้ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าเห็นว่าหากยอมปล่อยน้ำและคืนพื้นที่ให้นางไฮ อาจทำให้คนอื่นๆ เรียกร้องสิทธิคืนเช่นกัน แต่เมื่อได้รับการชี้แจงว่าชาวบ้านทุกคนที่มีกรรมสิทธิ์จะได้คืนทั้งหมด และรัฐบาลจะดำเนินการสร้างระบบน้ำประปาหมู่บ้านให้ ก็ทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลง และชาวบ้านก็ไม่คัดค้านการดำเนินการของภาครัฐดังนั้น เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอที่จะช่วยเหลือโดยโทรศัพท์ขอรับนโยบายจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อมีคำสั่งไปยังหน่วยทหารพัฒนาในการก่อสร้างระบบน้ำประปาหมู่บ้านให้ชาวบ้าน โดยยืนยันว่าภายในวันที่ 16 พ.ค. 2547 หน่วยทหารพัฒนาจะเดินหน้าทำโครงการประปาหมู่บ้านให้ทั้งนี้ ชาวบ้านรู้สึกพอใจและเห็นว่าหากมีน้ำจากบ่อบาดาลที่ทหารขุดเจาะมาใช้แทนก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำอีกต่อไป จึงไม่ขัดข้องหากจะมีการะบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ [4]
ในวันที่ 16 พ.ค. 2547 พล.ต.นิยศ พันธุ์โอสถ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาภาค 2 หน่วยทหารพัฒนาเคลื่อนที่ ได้นำทหารจำนวน 8 นาย พร้อมรถขุดเจาะ 3 คัน เข้าสำรวจพื้นที่ในหมู่บ้านนาตาล นานคร และโนนตาล เพื่อทำการขุดเจาะบ่อน้ำกินน้ำใช้ให้กับประชาชน ตามคำสั่งของนายกฯ และได้เดินทางมาดูที่อ่างเก็บน้ำห้วยละห้า เพื่อดูบริเวณที่จะทำการระบายน้ำออก อย่างไรก็ตามการระบายน้ำออกจากสันอ่างเก็บน้ำยังไม่เกิดขึ้นทันที โดยนายพิสิษฐ์ วงศ์ฟูเฟื่องขจร หัวหน้าโครงการชลประทานอุบลราชธานี กล่าวเมื่อ 10 มิ.ย. ว่า เดิมกำหนดจะปล่อยน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำคือวันที่ 11 มิ.ย. 2547 นี้ แต่เนื่องจากอาคารฝายน้ำล้นเป็นครุภัณฑ์ของทางราชการ การทุบทำลายต้องได้รับการยินยอมเป็นหนังสือจากทางจังหวัด จึงได้มีหนังสือขออนุมัติทุบทำลาย พร้อมกับของบประมาณดำเนินการ และคาดว่าจะสามารถเข้าไปทำการทุบอ่างเก็บน้ำได้ประมาณวันที่ 15 มิ.ย. 2547
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบปัญหาดังกล่าว วันที่ 10 มิ.ย. 2547 จึงมีคำสั่งให้ พ.อ.ธนันท์ มนูนิมิตร ผู้บังคับการหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 56 กองบัญชาการทหารพัฒนา นำเครื่องมือหนักพร้อมกำลังพลเข้าเจาะระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า เวลา 22.00 น. ตั้งแต่คืนวันที่ 10 มิ.ย. 2547 [5]
ต่อมาในวันที่ 21 ต.ค. 2547 ยายไฮ ขันจันทา พร้อมครอบครัว เข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอบคุณนายกฯที่ให้การช่วยเหลือกรณีปัญหาที่ดินที่ถูกเวนคืนไปทำฝายกั้นน้ำห้วยละห้าจนได้ที่ดินกลับคืน พร้อมทั้งขอให้นายกฯ ช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น เพราะการเรียกร้องที่ผ่านมา 27 ปี ทำให้สูญเสียทรัพย์สินจนสิ้นเนื้อประดาตัว โดย พ.ต.ท.ทักษิณ รับปากจะรักษาต้อกระจกให้ด้วย โดยให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมอบหมายให้นายยงยุทธ ติยะไพรัช เลขาธิการนายกฯ ดูแล โดยยายไฮร้องไห้ตลอดเวลาที่เล่าสารทุกข์สุกดิบให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ฟัง ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า นอกจากนี้ ยายไฮยังอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีไปตลอดชีวิต [6]
มาร์คเริ่มชิงซีนพบ “ยายไฮ”
ก่อนที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะนำเงินชดเชยมามอบให้ยายไฮเมื่อ 10 ต.ค. 2552 นั้น เมื่อ 4 ปีที่แล้ว อภิสิทธิ์ ก็เคยพบกับยายไฮมาก่อน โดยขณะนั้นเขาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และเป็นผู้นำฝ่ายค้าน โดยระหว่างที่สมัชชาคนจนเดินทางมาชุมนุมทวงถามข้อเรียกร้องจากรัฐบาล เมื่อ 16 มี.ค. 2548 ซึ่ง “ยายไฮ” ก็เดินทางมาทวงข้อเรียกร้องด้วย เนื่องจากยังไม่ได้รับเงินชดเชยจากการที่ที่ดินถูกนำมาสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า
โดยเมื่อ 16 มี.ค. 2548 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางมาเยี่ยมเยียนประชาชนในกลุ่มสมัชชาคนจนที่ปักหลักชุมนุมหน้ารัฐสภา ซึ่งเป็นที่สนใจของชาวบ้านมาก และแกนนำกลุ่มได้บอกเล่าถึงปัญหาที่ตนเองประสบ และอยากให้ฝ่ายค้านเข้ามาช่วยประสานงานในการยื่นเรื่องให้รัฐบาลเข้ามาดูแล
โดยนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวกับแกนนำกลุ่มชาวบ้านว่า ปัญหาทั้งหมดที่ชาวบ้านเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือนั้น แบ่งเป็น 1.ปัญหาเฉพาะเรื่อง ปัญหาเฉพาะพื้นที่ที่มานานและยากที่จะแก้ไขให้จบภายในเร็ววัน โดยพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นสื่อกลางในการส่งข้อเรียกร้องของชาวบ้านให้กับรัฐบาล 2.ปัญหาด้านนโยบายพรรคประชาธิปัตย์จะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาว่าด้านนโยบายของพรรคจะช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง ขอให้ทุกคนสบายใจ และต่อไปนี้พรรคประชาธิปัตย์จะทำงานร่วมกับภาคประชาชนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อน
โดยนายอภิสิทธิ์ได้เดินทักทายกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเฉพาะยายไฮ ขันจันทา นายอภิสิทธิ์ได้เข้ามาพูดคุยแล้วยายไฮบอกให้นายอภิสิทธิ์ช่วยแก้ไขปัญหาที่ค้างคามาตั้งนาน โดยบอกว่าเป็นเวลากว่า 27 ปี กว่าจะได้ที่ดินกลับคืนมา ตนถึงกลับหมดเนื้อหมดตัว เป็นหนี้เป็นสิน สิ่งที่เดือดร้อนไม่ได้เดือดร้อนอะไร ที่เดือดร้อนคือปากท้องเท่านั้น [7]
ช่วงปลายปี 2547 ยายไฮรับเป็นพรีเซ็นเตอร์โครงการ “60 ล้านใจ สานสายใยพี่น้องใต้ด้วยดอกไม้และนกกระดาษ” เพื่อเชิญชวนประชาชนส่งใจผ่านทางนกกระดาษเพื่อนำกำลังใจไปสู่ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์, 1 พ.ย. 2547)
“คนดัง” แต่เรื่องยังไม่จบ
นอกจากนี้ หลังเรื่องราวการทุบอ่างเก็บน้ำของยายไฮถูกตีข่าวในทุกแขนง สังคมก็ให้ความจับจ้องมาที่นางไฮ กลายเป็น “ยายไฮ” คนดัง มีการกล่าวถึงยายไฮทั้งในระดับชาติและนานาชาติ โดยวันแม่แห่งชาติปี 2547 มหาวิทยาลัยมหิดลได้มอบรางวัล “แม่สู้ชีวิต 4 ภาค” ให้กับยายไฮ โดยเข้ารับประทานรางวัลจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เมื่อ 15 ส.ค. 2547
วันที่ 18 ธ.ค. 2547 รับปริญญาดุษฏีกิตติมศักดิ์ สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงชวลิตกุล จ.นครราชสีมา และวันที่ 10 มี.ค. 2548 รับรางวัลในวันสตรีสากล จากกรมกิจการสตรี กระทรวงพัฒนาสังคม [8]
นอกจากนี้ในช่วงปลายปี 2547 ยายไฮยังรับเป็นพรีเซ็นเตอร์โครงการ “60 ล้านใจ สานสายใยพี่น้องใต้ด้วยดอกไม้และนกกระดาษ” เพื่อเชิญชวนประชาชนส่งใจผ่านทางนกกระดาษเพื่อนำกำลังใจไปสู่ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ [9]
ในปี 2548 โครงการผู้หญิง 1,000 คน เพื่อรางวัลโนเบลสันติภาพ พ.ศ. 2548 (1,000 Women for the Nobel Peace Prize 2005) ยายไฮร่วมกับผู้หญิงในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอีก 43 คน ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพด้วย [10]
ยายไฮเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่เรื่องยังไม่จบ เพราะรัฐบาลยังไม่มีการดำเนินการจ่ายเงินค่าชดเชยให้ตามที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนเคยศึกษาเอาไว้ จนกระทั่งเกิดรัฐประหาร รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกโค่นอำนาจ และเปลี่ยนเป็นรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
เข้าสู่ยุคสุรยุทธ์ ปัญหาไม่คืบ
วันที่ 15 มิ.ย. 2550 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาของกลุ่มสมัชชาคนจน โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมหารือกับตัวแทนกลุ่มสมัชชาคนจนจำนวน 30 คน เพื่อรับทราบความคืบหน้าและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในด้านต่างๆ ตามข้อเรียกร้อง
โดยหนึ่งในปัญหาคือการขอค่าเสียโอกาสจากการไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดินจำนวน 3 รายกรณีอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา แต่ก็ยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรีออกมา [11]
กระทั่งวันที่ 9 พ.ย. 2550 ยายไฮ และลูกหลานรวม 20 คน เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ผ่านนายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้จ่ายเงินชดเชยการเสียโอกาสในที่ดินทำกินจำนวน 4,948,215 บาท ซึ่งรัฐนำไปทำเป็นอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าเป็นเวลานานถึง 27 ปี และเงินค่าเสียโอกาสดังกล่าว ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับและติดตามการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทยเป็นเวลากว่า 1 ปี แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า [12]
เปลี่ยนรัฐบาลจากสมชายสู่มาร์ค “ยายไฮ” ยังขอบคุณทักษิณ แต่ไม่คิดถึง
หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 มีรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าของการแก้ปัญหา กระทั่งเกิดกรณียุบสามพรรคการเมือง เปลี่ยนรัฐบาลเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าแก่ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ขวัญใจ นางเนียม พันธ์มณี หรือ “ยายเนียม” อดีตหมอลำชาวอำเภอม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ผู้มอบแหวนทองเหลืองให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อหมั้นหมายให้เป็นเขยอีสาน ระหว่างเดินทางไปช่วยลูกพรรคหาเสียงที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อปลายปี 2550
ในช่วงเปลี่ยนรัฐบาลนี้เอง คมชัดลึกฉบับวันที่ 21 ธ.ค. 2551 เผยแพร่ข่าว “ "ยายใฮ"ในวันไร้เงา"ทักษิณ"ไม่คิดถึง-ไม่สงสารเพราะโกงบ้านเมือง” รายงานโดย วิชิต มีสวัสดิ์ มีคำถามหนึ่งจากวิชิตว่า “มาวันนี้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีแล้ว ยายไฮ...คิดถึงอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ "ทักษิณ" หรือไม่ ยายไฮที่เมื่อ 4 ปีก่อน เคยอวยพรทักษิณให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีไปตลอดชีวิต มาคราวนี้ ยายไฮตอบว่าขอบคุณที่ทักษิณช่วย แต่ไม่คิดถึงเพราะดูข่าวเห็นว่า “เป็นคนโกงบ้านโกงเมือง” และเห็นว่าดูบุคลิกอภิสิทธิ์แล้วน่าจะเป็นคนดี
“ยายไฮยกมือพนมขึ้นเหนือศีรษะและพูดคำว่า "สาธุ" ทันที พร้อมกับบอกว่า ต้องขอบคุณนายกฯ ทักษิณ ที่มีส่วนช่วยให้ไม่ต้องถูกจับคดีที่ไปทุบอ่างเก็บน้ำ และช่วยให้ได้ที่นาคืน ถ้าเขาไม่มาช่วยเรื่องคงไม่จบ แต่ก็ช่วยแค่นั้นนะ เพราะตอนหลังไปขอให้ช่วยเรื่องค่าเสียโอกาสก็เงียบไป ไม่ได้รับการเหลียวแลอีกเลย ตอนหลังดูข่าวเห็นว่าเป็นคนโกงบ้านโกงเมือง ก็ไม่คิดถึง ไม่สงสารนะ ส่วนตอนนี้มีนายกฯ ชื่ออภิสิทธิ์ ดูบุคลิกแล้วน่าจะเป็นคนดี เท่าที่ติดตามดูข่าวได้ยินนายกฯ บอกว่า จะดูแลชาวบ้านที่ยากจนในทุกภาคของประเทศ ถ้าทำได้อย่างที่พูดก็คงดี อยากฝากให้มาช่วยชาวบ้านยากจนด้วย เห็นข่าวยายเนียมทางโทรทัศน์ นักข่าวสัมภาษณ์เรื่องแหวน เห็นเรื่องที่พูดถึงนายกฯ คนใหม่ว่าเป็นคนดี ก็เห็นด้วยว่านายอภิสิทธิ์ดูแล้วน่าจะเป็นคนดี แต่จะทำงานได้หรือไม่ต้องคอยติดตามดู[13]
รัฐบาลอภิสิทธิ์ มติ ครม. ชงอนุมัติเงินชดเชย
เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2552 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือ เรื่อง ข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มสมัชชาคนจน 16 ประเด็น ร่วมกับตัวแทนสมัชชาคนจน 45 คน โดยมีความคืบหน้า 10 ประเด็นรวมทั้งปัญหาอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า [14]
และการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 22 มิ.ย. 2552 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติจ่ายจำนวนเงินชดเชยค่าเสียโอกาส เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า จ.อุบลราชธานี ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยจ่ายให้ยายไฮ ขันจันทากับพวก 3 คน เป็นวงเงิน 4,948,217 ล้านบาท
วงเงิน 4.9 ล้านบาท แยกเป็นจ่ายให้นางไฮ ขันจันทา 1,208,153 บาท นายเสือ พันคำ 2,389,142 บาท และนายฟอง ขันจันทา 1,350,922 บาท [15]
โดยในการพิจารณาอนุมัติเงินค่าทดแทนดังกล่าว มีการนำเสนอความเห็นไม่ตรงกันเล็กน้อย ระหว่างนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคประชาธิปัตย์ กับรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย โดยนายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กับนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ด้านนายสาทิตย์ผลักดันให้อนุมัติ แต่นายธีระไม่เห็นด้วยพร้อมแสดงความเป็นห่วงว่าจะทำให้เป็นตัวอย่าง ต่อไปอาจมีกรณีแบบเดียวกันแล้วมาขออีกมาก อย่างไรก็ตาม นายสาทิตย์ยืนยันว่า กรณีราษฎร 3 คนดังกล่าวนั้น แตกต่างและมีความชัดเจน เนื่องจากทั้ง 3 คน แสดงท่าทีคัดค้านการก่อสร้างฝายมาแต่ยังไม่เริ่มสร้าง แล้วต่อมาอนุมัติให้เปิดฝาย ก็เป็นสิ่งบ่งบอกความชัดเจนว่ารัฐมีความผิดพลาดที่ไปก่อสร้างฝาย เมื่อฟังเหตุผลฝ่ายสนับสนุน คณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติตามที่เสนอ [16]
000
จึงเป็นที่มาของการที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นั่งเครื่องบินไปอุบลฯ ต่อเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปจ่ายเงินชดเชย4.9 ล้านบาท ให้กับยายไฮ ขันจันทา และเพื่อนบ้านที่ศูนย์ภูมิปัญญาไทยบ้าน อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานีในวันนี้
เป็นมาตรการเยียวยาครั้งที่สองโดย “อภิสิทธิ์” หลังจากเมื่อ 5 ปีก่อน “ทักษิณ” สั่งการปล่อยน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำเมื่อปี 2547
คำถามต่อ “อภิสิทธิ์” ว่าเรื่องช่วยคนจนจริงหรือทำฉาบฉวยหวังผลทางการเมืองในพื้นที่ภาคอีสาน ตอนนี้หลายคนอาจมีคำตอบแล้ว แต่สำหรับ “ยายไฮ” และเพื่อนบ้านที่ได้ผลกระทบจากการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าในยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” นับเป็นการรอคอยที่ยาวนานกว่า 32 ปี
สำหรับยายไฮ คำถามบางอย่างคงมีคำตอบแล้ว สำหรับการบริหารจัดการเงินชดเชย 1.2 ล้านบาทนั้น ยายไฮมีไอเดียว่าจะแบ่งออก 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเก็บไว้ใช้เอง อีกส่วนแบ่งให้ลูกทั้ง 10 คน และอีกส่วนซื้อที่นาเพิ่มเติม [17]
อ้างอิง
[1] เหตุการณ์และความคืบหน้าของการต่อสู้และเรียกร้องค่าชดเชยจากการได้รับผลกระทบจากการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า ของนางไฮ ขันจันทา และเพื่อนบ้าน ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปี 2547 ส่วนใหญ่ในที่นี้อ้างอิงจาก “ขุด..อ่างเก็บน้ำห้วยละห้าเอานาคืน” โดย สมภาร คืนดี, ใน เว็บไซต์ไทยเอ็นจีโอ, 26 เม.ย. 2547, http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content2/show.pl?0201
[2] “ไฮ ขันจันทา หญิงไทย ใจเกินร้อย”, บทสัมภาษณ์นางไฮ ขันจันทา, ใน นิตยสารแพรว, เดือนมิถุนายน 2547
[3] เพชร ขันจันทา, จดหมายถึงนายก ทักษิณ, 20 เม.ย. 2547 http://www.livingriversiam.org/thai/hlh/HLHDlet1.htm
[4]'ยายไฮ'เฮ รัฐบาลคืนสิทธิ ที่ดินทำกิน, เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ, 17 พ.ค. 2547
[5] "แม้ว"สั่งปล่อยน้ำคืนที่ดิน"ยายไฮ", มติชน, 11 มิ.ย. 2547
[6]ยายไฮบุกทำเนียบพบนายกฯขอทุนตั้งตัว, แนวหน้า, 22 ต.ค. 2547
[7] แม้ว: คนจนจริงเลือกผม, ไทยโพสต์, 17 มี.ค. 2548 http://www.skyd.org/html/priest/poor.html
[8] พลกฤษณ์ จริงจิตร, ยายไฮ ราษฎรอาวุโสของ คนจน, เว็บไซต์ไทยเอ็นจีโอ, 7 เม.ย. 2548, http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content1/show.pl?0247
[9] ชมภาพ “ยายไฮ”รับบทพรีเซนเตอร์ดับร้อนภาคใต้, ASTVผู้จัดการออนไลน์, 1 พ.ย. 2548
[10] 12 หญิงไทยติดโผชิงโนเบลสาขาสันติภาพโลก, ผู้จัดการออนไลน์, 29 มิ.ย. 2548
[11]นายกรัฐมนตรีหารือร่วมกับกลุ่มสมัชชาคนจนเพื่อหาทางแก้ปัญหาให้กับราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อน, สำนักโฆษก, 15 มิ.ย. 2550 http://www.ryt9.com/s/govh/90975/
[12] "ยายไฮ" จี้บิ๊กแอ้ดจ่ายชดเชย 3.9 ล.,เว็บไซต์ข่าวสด, 10 พ.ย. 2550
[13]"ยายใฮ"ในวันไร้เงา"ทักษิณ"ไม่คิดถึง-ไม่สงสารเพราะโกงบ้านเมือง, วิชิต มีสวัสดิ์, คมชัดลึก, 21 ธ.ค. 51 http://www.komchadluek.net/2008/12/21/x_scoo_p001_327099.php?news_id=327099
[14] สมัชชาคนจนพอใจรัฐแก้ไข 10 ประเด็นปัญหาคืบหน้า, สำนักโฆษก, 11 มิ.ย. 2552
[15] รบ.ยอมใช้ยายไฮกับพวก4.9ล้าน, ไทยโพสต์, 23 ก.ย. 2552, http://www.thaipost.net/x-cite/230909/11152
[16]จ่ายชดเชย"ยายไฮ"-รมต.เกษตรฯห่วงคนเอาอย่าง, เว็บไซต์มติชน, 23 ก.ย. 2552 http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0117230952&sectionid=0101&day=2009-09-23
[17] “มาร์ค” นั่ง ฮ.มอบเงิน “ยายไฮ” ตำรวจอารักขาแน่นหนาเสื้อแดงเข้าไม่ถึง, ประชาไท, 10 ต.ค. 52 http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26160

สัมภาษณ์คณิน บุญสุวรรณ: 12 ปีรัฐธรรมนูญ 40 และแนวทางปฏิรูปการเมือง

ที่มา ประชาไท

สัมภาษณ์โดย พงษ์พันธ์ ชุ่มใจ

11 ตุลาคม 2540 หรือเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ถือเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 โอกาสครบรอบ 12 ปี “รัฐธรรมนูญ 2540” นี้ ขอเสนอบทสัมภาษณ์ ‘คณิน บุญสุวรรณ’ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และทำหน้าที่โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 คณินเมื่อปีที่แล้ว ได้ออกหนังสือชื่อ “รัฐธรรมนูญ 2550 ทำไมต้องแก้” อธิบายเหตุผล 15 ประการ ที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และต้องแก้ทั้งฉบับ ไม่ใช่ทีละมาตรา โดยที่มาตราที่ควรแก้ไขอันดับแรกคือ บทเฉพาะกาล

คณินเห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญ 2540 จะถูกยกเลิกไปโดยการรัฐประหาร แต่ในความรู้สึก ในหัวใจของนักประชาธิปไตยและอีกหลายคนยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน ในขณะที่การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 มีที่มาที่ไม่ชอบบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ไม่เอื้อต่อการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และกฎกติกาที่ไม่เป็นธรรมในรัฐธรรมนูญ 2550 ได้สร้างความระส่ำระสายทางการเมือง
เขาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ “คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ใน 6 ประเด็น ขณะที่ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการเมืองของคณินนั้น เขาเสนอให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 มาปรับปรุงแก้ไข และใช้แทนรัฐธรรมนูญ 2550
ต่อไปนี้คือทัศนะต่อรัฐธรรมนูญ 2540 และแนวทางปฏิรูปการเมืองของ ‘คณิน บุญสุวรรณ’
000
ผ่านมาแล้ว 3 ปี รัฐประหาร 19 กันยา มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 50 ไปแล้ว อาจารย์ยังเห็นว่า รัฐธรรมนูญ 40 ยังมีตัวตน มีความหมาย ความสำคัญหรือไม่ อย่างไร
คณิน: รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่รัฐธรรมนูญในความหมายที่ผู้คนคุ้นเคยและรู้จักทั่วไป แต่เป็นศูนย์รวมทางด้านปณิธานและจิตวิญญาณของวีรชนประชาธิปไตย 3 รุ่นด้วยกัน คือรุ่น 14 ตุลา 6 ตุลา และพฤษภา 35 เพราะว่าปณิธานของวีรชนประชาธิปไตยทั้ง 3 รุ่น ไม่ได้เพียงต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังต้องการให้มีสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เป็นรูปธรรม
ที่สำคัญ ต้องการให้การปฏิรูปทางการเมืองเพื่อให้พ้นจากวงจรอุบาทว์ทางการเมือง และรัฐธรรมนูญ40 ก็ไม่ได้ถูกยกเลิกไปตามกระบวนการปกติ มันถูกยกเลิกไปด้วยการรัฐประหาร ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่มีการรัฐประหารแล้ว นอกจากผู้คนยังไม่ลืมรัฐธรรมนูญ 40 แล้ว คนที่แม้จะอาจไปสนับสนุนรัฐประหาร นานวันเข้าอาจรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญ40 ให้ความมั่นคงทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
พูดๆ ง่ายว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญที่จับต้องได้ สัมผัสได้ ที่เขาพูดภาษาชาวบ้านว่า “กินได้” นี่เป็นเหตุผลประการที่หนึ่ง แม้รัฐธรรมนูญ 40 จะถูกยกเลิกไปโดยการรัฐประหารก็ตาม แต่ในความรู้สึก ในหัวใจของนักประชาธิปไตยและอีกหลายคนยังเห็นคุณค่าของมัน และเห็นว่ามันยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน
เหตุผลที่สอง หลังจากล้มเลิกรัฐธรรมนูญ 40 ไปแล้ว ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีในขณะนั้น คณะรัฐประหารไม่ได้ให้อะไรเลยที่เป็นสิ่งที่ดีกว่า เป็นต้นว่า ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองก็ไม่เกิด ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เรียกว่าหลักนิติธรรม นิติรัฐ ก็ไม่เกิด เสถียรภาพทางการเมืองก็ไม่เกิด มีแต่ความวุ่นวาย
ที่สำคัญอย่างยิ่งคือกฎกติกาที่สร้างขึ้นมาใหม่ ไม่เป็นธรรม เป็นต้นว่าบรรดาประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฉบับต่างๆ ที่ได้ไปแต่งตั้งองค์กรตรวจสอบ องค์กรอิสระ อะไรต่ออะไรเยอะแยะไปหมด กระทั่งไปออกประกาศย้อนหลักเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคแล้วก็หัวหน้าพรรค และตัวรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งออกกฎนิรโทษกรรมคณะรัฐประหารรวมทั้งพวกพ้อง ถือว่าเป็นการบัญญัติการนิรโทษกรรมไว้ในตัวรัฐธรรมนูญเลย เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง เมื่อได้รัฐธรรมนูญ 50 ที่เห็นชัดเจนว่ามีที่มาที่ไม่ชอบ แม้จะอ้างว่าผ่านประชามติก็ตาม แต่ก็เป็นประชามติแบบมัดมือชก มันมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ไม่เอื้อต่อการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง กฎกติกาที่ไม่เป็นธรรมที่สุด ร้ายที่สุดมันอยู่ในบทเฉพาะกาล ให้บุคคลหรือองค์กรที่แต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองให้ดำรงตำแหน่งไปเลยจนกว่าจะครบวาระโดยไม่ต้องมีการสรรหาใหม่ โดยไม่ต้องมีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าทูลกกระหม่อมเพื่อทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง
ประการสุดท้าย กฎ กติกาที่ไม่เป็นธรรมมันสร้างความระส่ำระสายทางด้านการเมือง
ทั้งหมดที่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนจึงยังได้นึกถึงรัฐธรรมนูญ40 และคิดว่าน่าจะนำกลับมาใช้ใหม่
เมื่อปีที่แล้วหนังสือของอาจารย์เรื่อง “รัฐธรรมนูญ 2550 ทำไมต้องแก้” ข้อเสนอของอาจารย์คือให้แก้ทั้งฉบับ โดยให้เหตุผล 15 ประการ หนึ่งในเหตุผล 15 ประการเห็นว่าสิ่งที่ควรแก้อันดับแรกคือบทเฉพาะกาล เมื่อมาถึงสถานการณ์ล่าสุด คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น แต่เขาไม่แตะเรื่องบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2550 เลย อาจารย์คิดเห็นอย่างไร
เหตุผลที่ผมบอกว่า ควรต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หมายความว่า ควรจะนำเอารัฐธรรมนูญปี 40 มาปรับปรุงแก้ไขและนำไปใช้แทนรัฐธรรมนูญ 50 เพราะปี 50 มันแก้ไม่ได้ มันมีเป็นร้อยๆ ประเด็นที่ผิดเพี้ยนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ วิธีการเขียน เนื้อหาสาระ หลักการ แล้วแก้ไปความวุ่นวายก็จะตามมา เพราะมีทั้งกับระเบิด กับดัก มีทั้งกลเกม กลไกต่างๆ ดูคล้ายๆ ว่ามันไม่ใช่รัฐธรรมนูญ แต่เป็นสมรภูมิให้ผู้คนมาฟาดฟันกัน ความสามัคคีมันก็ไม่เกิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความยุติธรรม มันเห็นชัดเจนว่าบทบาทของฝ่ายตุลาการที่ออกมาตามรัฐธรรมนูญ 50 มันเกินเลยไปกว่าที่สังคมจะคาดหวังความยุติธรรมที่จะได้รับจากฝ่ายตุลาการ กลายเป็นว่าฝ่ายตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้อง ครอบคลุมถึงกระบวนการในการเมือง ความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจทางการเมืองต่างๆ
แต่อย่างน้อยที่สุดที่ผมเสนอไว้คือ ถ้ายังไม่สามารถจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หรือไม่สามารถนำเอารัฐธรรมนูญ 40 มาปรับแก้แล้วใช้บังคับแทน สิ่งแรกที่ควรต้องทำคือต้องแก้ไขที่บทเฉพาะกาล เพราะมีหลายมาตราที่ให้สืบทอดบรรดาองค์กรที่แต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งตามหลักนิติธรรม และกระบวนการประชาธิปไตยด้วย และที่สำคัญยิ่งคือ มาตรา 309
พูดง่ายๆ ว่าบรรดาบทเฉพาะกาลที่ให้สืบทอดบรรดาองค์กรต่างๆ ไม่ว่า กกต. ปปช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมทั้งอำนาจหน้าที่ของประธานขององค์กรนี้ที่ให้เป็นกรรมการสรรหา ส.ว. 74 คนด้วย มาตรา 309 ด้วย อย่างน้อยที่สุดควรต้องแก้ไขประเด็นเหล่านี้เพื่อให้มีการสรรหาใหม่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เริ่มต้นได้เลย แล้วยกเลิกมาตรา 309 เสียเพื่อให้ทุกคนได้เข้าสู่กระบวนการของความยุติธรรมโดยเสมอภาคเท่าเทียม ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นว่าฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็จะถูกหมด เพราะมีมาตรา 309 คุ้มครองอยู่ อีกฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็จะผิดหมดเพราะมีมาตรา 309 ครอบงำอยู่
ฉะนั้นเหตุผลที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ได้นำเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน ก็คือ มันหน่อมแน้ม ไม่ได้มีผลอะไร เนื่องจากมันเป็นกระบวนการซึ่งทางรัฐสภาได้ดำเนินการเพื่อให้ดูคล้ายๆ กับว่าเกิดความสมานฉันท์ ซึ่งทุกคนซ่อนมีดเอาไว้ข้างหลังทั้งหมด พร้อมแทงกันได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งในมติของกรรมการสมานฉันท์ฯ ที่พูดออกมา มันก็เป็นอัตราต่ำสุดแล้ว ที่พูดกันจริงๆ มันมากกว่านั้น มาตรา 309 ก็ได้พูดกันว่าควรจะเลิกไปเพราะมันไม่เป็นธรรม เรื่องบทเฉพาะกาลการแต่งตั้งองค์กรต่างๆ ควรจะปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สรรหาใหม่ จะมาชุบมือเปิบอยู่ไป 7 ปี 9 ปี แล้วคนเหล่านี้ก็ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารทั้งสิ้น มันก็ไม่เกิดความเป็นธรรมกับอีกฝ่ายหนึ่ง
รวมถึงมีข้อเสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วยซ้ำไป เพราะรัฐธรรมนูญ 50 มันมีโครงสร้างที่นอกจากจะไม่เป็นประชาธิปไตยแล้วยังขัดกับหลักนิติธรรมอย่างยิ่งเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องโครงสร้างทางอำนาจที่เรายึดถือ เชื่อถือกันมาช้านานว่าอำนาจอธิปไตยแบ่งเป็น 3 ฝ่าย และทุกฝ่ายต้องเป็นอิสระต่อกัน ตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 50 มีหมวดว่าด้วยองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้นมา แบบว่าเพิ่มขึ้นมาเฉยๆ แล้วก็กลายเป็นอำนาจที่สี่ อำนาจที่สี่ที่ว่านี้มีอำนาจมากมาย ขณะเดียวกันก็ไม่ได้รับผิดชอบหรือยึดโยงกับประชาชน รัฐสภา เวลาเดียวกันก็ยึดเหนี่ยวกับฝ่ายตุลาการค่อนข้างมาก กลายเป็นว่าทั้ง 4 อำนาจ อำนาจที่ยิ่งใหญ่คืออำนาจตุลาการและอำนาจที่สี่ที่เกิดมาใหม่ อีกสองอำนาจคือฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแท้ๆ กลับเดินตัวงอ ตัวลีบ เหมือนกับลูกไก่ในกำมือของระบบศาล รวมทั้งองค์กรอิสระ แม้กระทั่งพรรคการเมืองก็เหมือนกัน
ในขณะที่รัฐธรรมนูญบอกว่าการจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเสรีภาพของประชาชน เสรีภาพหมายถึงว่าใครจะมาบังคับไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไปบัญญัติให้ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ และอัยการสูงสุด มีอำนาจที่จะสั่งยุบพรรคการเมืองที่ประชาชนเป็นสมาชิกโดยที่เขาไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วย และยังให้อำนาจกับคนหยิบมือเดี๋ยวนี้สั่งเพิกถอนสิทธิของกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ทำให้คนเหล่านี้มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้อยลงไปกว่าบรรดาคนต่างด้าวด้วยซ้ำไป คนต่างด้าวที่แปลงสัญชาติมาแล้วเกินกว่า 5 ปี ยังสามารถมีสิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้น โครงร้างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับควรต้องเปลี่ยนแปลง
ในความเห็นของอาจารย์เหมือนจะเห็นว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรายังไม่พอ แต่ควรยกร่างรัฐธรรมนูญ 40 ใหม่ ทีนี้ รูปแบบการปฏิรูปการเมืองควรเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดประชาธิปไตย และพื้นที่สิทธิเสรีภาพในสังคมไทย
อย่างที่เรียนให้ทราบแล้วว่า อาจมีบางฝ่ายโอนอ่อนผ่อนตาม เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ แล้วก็ให้แก้ไขบางประเด็น แม้จะบอกว่าแก้ไขได้ แต่ว่ามันก็ไม่ได้มีประโยชน์เท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีความจริงใจกันก็อาจดำเนินการไปได้
ถ้ามองว่าเป็นการแก้ไขเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเมือง และทุกฝ่ายมีความจริงใจก็ดำเนินการไปได้เลย แม้ไม่ได้ประโยชน์อะไรซักเท่าไรก็ตาม แต่นี่เห็นชัดเจนว่ายังไม่ทันไรก็ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน ประธานวิปรัฐบาลเอง นายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่าให้มีการทำประชามติก่อน เหมือนกับว่าเป็นการเลี่ยงบาลี เป็นการโยนลูกให้เกิดความชุลมุนวุ่นวาย ก็รู้ๆ อยู่แล้วว่ามันผิดกฎหมาย คนระดับนายกฯ คนระดับวิปรัฐบาล ไม่รู้หรือว่าการทำประชามติมันไม่สามารถทำในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ เสียงบ 2,000 ล้านก็ได้แต่ทำให้ประชาชนแตกแยกกันมากขึ้น แล้วในที่สุดก็เป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายนู้นฝ่ายนี้ออกมา ในเมื่อไม่มีความจริงใจเช่นนี้แล้ว ก็อย่าไปร่วมสังฆกรรมเลย ไปเป็นเหยื่อเป็นเงื่อนไขให้คนบางกลุ่มอ้าง บางกลุ่มก็เล่นสองหน้ากัน
ฉะนั้น วิธีที่ดีที่สุดขณะนี้ ผมคิดว่า เอารัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งทุกคนเขารู้จัก และใช้มาเป็นเวลา 8-9 ปี แล้ว หลายคนก็รู้นี่ว่ามีจุดอ่อนจุดด้อยตรงไหน เอามาปรับใช้ ดูสิว่ามันจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดของประเทศไทยในภายภาคหน้าหรือไม่ เอารัฐธรรมนูญ 40 มาปรับแก้ไขใหม่ทั้งหมดให้ดีที่สุด แล้วก็ไปถามประชาชนลงประชามติก็ได้ว่าประชาชนจะเอายังไง จะเอารัฐธรรมนูญ 40 ที่ปรับแก้ไขแล้ว หรือรัฐธรรมนูญ 50 บังคับต่อไป ให้มันคุ้มค่าต้องทำอย่างนี้
หรืออีกทีของการทำประชามติก็คือ ยุบสภาแล้วให้ทุกพรรคการเมืองลงเลือกตั้งใหม่ หาเสียงโดยนำเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับประชาชน หรือถ้าแน่จริง รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ประกาศเลยว่าจะยืนยันแบบเดียวกับพันธมิตรฯ ว่าจะใช้รัฐธรรมนูญ 50 ต่อไป แข่งกับบางพรรคการเมืองเสนอว่าเอารัฐธรรมนูญ 40 ถ้าประชาชนเห็นว่าอันไหนดีก็ลงประชามติโดยการเลือกตั้งเลย เพราะไม่มีอะไรจะทดสอบประชามติของประชาชนได้ดีไปกว่าการเลือกตั้ง
ประการต่อมา มันอาจเป็นหนทางนำไปสู่หนทางโดยสันติวิธีก็ได้ เพราะทุกวันนี้มันพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินเองเลย ผลปรากฏเป็นอย่างไรทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ ถ้าแก้บางจุด บางอัน มันก็ไม่มีใครยอมใครอีก ถ้าจริงใจ กล้าหาญพอ ก็ให้ประชาชนเลือกตั้งเลยถ้าคิดว่ารัฐธรรมนูญ 50 มันดีจริงๆ ไม่ใช่มันดีเพราะเข้าข้างตัวเองแล้วพันธนาการคู่ต่อสู้ อย่าไปคิดแทนประชาชน
จะบอกแต่ว่าให้สามัคคี สมานฉันท์ ขณะที่ความยุติธรรมมันไม่เกิด ประชาชนเขาก็รู้สึกอยู่ตลอด คนคนหนึ่งผิดตลอด คนอีกคนถูกตลอด บ้านเมืองจะสามัคคีกันได้อย่างไร ฉะนั้น ก็กล้าๆ หน่อย ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ยุบสภาเลย แล้วประกาศหาเสียงเลือกตั้งถ้าได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ฝ่ายหนึ่งบอกเอารัฐธรรมนูญ 50 บังคับใช้ต่อไปเลย อีกฝ่ายบอกจะเอารัฐธรรมนูญ 40 มาปรับแก้แล้วบังคับใช้ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยสันติวิธี โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน มันจะได้เลิกทะเลาะกัน ถ้าไม่เลิกก็ช่วยไม่ได้แล้ว เพราะไม่มีวิธีไหนดีไปกว่านี้ วิธีของการฟังประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

สมัชชาคนจน :NGO ไร้เดียงสาทางการเมือง?

ที่มา Thai E-News



อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับการคุ้มกันและต้อนรับจากสมัชชาคนจนที่อุบลราชธานี ตามการชี้นำของNGO ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงโดนสะกัดกั้นอย่างแน่นเหนียวถึง3ด่านกว่าจะฝ่าเข้าไปถึงงานได้ เพื่อให้อภิสิทธิ์มีเวลาพอที่จะรีบเผ่นขึ้นฮ.หนี


โดย สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์
11 ตุลาคม 2552

เราไม่ควรดูถูกพี่น้องชาวบ้านสมัชชาคนจน ผู้ต้องการแก้ไขปัญหาของเขา แต่เราก็ควรตั้งคำถามกับคณะเสนาธิการ หรือNGO ผู้วางแผน และนำพาให้พี่น้องสมัชชาคนจนกระทำการให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้สร้างภาพในภาวะที่ตนเองกำลังถูกผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศออกมาขับไล่ ทำไม NGO ของสมัชชาคนจน จึงไม่สนใจกับเรื่องราวแบบนี้? หรือเป็นเพราะว่า...


กลายเป็นข่าวใหญ่ไปแล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรีอภิสทิธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางไปพบยายไฮ ยายนักสู้เพื่อให้รัฐจ่ายเงินชดเชย แต่ก็มีคำถามต่อสมัชชาคนจนกันว่า พวกเขาเชียร์รัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือ ? รัฐบาลอภิสิทธิ์ช่วยแก้ปัญหาของพวกเขาหรือ? ทำไมพวกเขาจึงเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้มาสร้างภาพช่วยเหลือคนจนกันเล่า ?

หลายคนที่ตามข่าวปัญหาของสมัชชาคนจน อย่างเกาะติด ก็จะทราบว่า ปัญหาหลายๆปัญหาของพวกเขายังไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาของพวกเขาเกิดจากนโยบายของรัฐที่ลำเอียง ไม่ได้รับความยุติธรรมปัญหาของพวกเขาหลายรัฐบาลก็ยังแก้ไม่สำเร็จ พวกเขาจึงต้องเรียกร้องให้ทุกรัฐบาลแก้ไขปัญหาของพวกเขา และเป็นสิทธิที่ต้องเข้าใจและเห็นควรสนับสนุนการเคลื่อนไหวปัญหาของพวกเขา

ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ไขปัญหาของคนจนในหลายที่ทางแต่ผู้เขียนเห็นว่า ก็มีข้อควรพิจารณาคำนึงถึงกันด้วย ภายใต้กระดานทางการเมือง ที่ใครจะใช้ใคร ใครจะเอาใครเป็นเครื่องมือ ในยามที่บ้านเมืองมีความขัดแย้งหลักระหว่างรัฐบาลอำมาตยาธิปไตยกับผู้รักประชาธิปไตย อยู่ ณ ปัจจุบัน

เราไม่ควรดูถูกพี่น้องชาวบ้านสมัชชาคนจน ผู้ต้องการแก้ไขปัญหาของเขา แต่เราก็ควรตั้งคำถามกับคณะเสนาธิการ หรือNGO ผู้วางแผนและนำพาให้พี่น้องสมัชชาคนจนกระทำการให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้สร้างภาพในภาวะที่ตนเองกำลังถูกผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศออกมาขับไล่ ในสถานการณ์ที่ผู้รักประชาธิปไตยออกมาถามถึงเบื้องหลังในการเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ความไม่ชอบไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยแต่ทำไม NGO ของสมัชชาคนจน จึงไม่สนใจกับเรื่องราวแบบนี้

น่าจะมีทางออกในการแก้ไขปัญหาของยายไฮ และสมัชชาคนจน โดยไม่จำเป็นต้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไปเอาคะแนนเอาแต้มถึงศุนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน ก็เมื่อต้องจ่ายเงินให้ยายไฮ อยู่แล้ว ตามหน้าที่ที่รัฐต้องรับผิดชอบ ตามความชอบธรรมของยายไฮ และปัญหาของสมัชชาคนจนนอกจากเรื่องยายไฮ ก็ควรนำพาพลังของสมัชชาคนจน เคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลอภิสิทธิ์แก้ไข ตามที่สมัชชาคนจนก็กระทำมาโดยตลอด

ดังคำขวัญที่ว่ากันว่า ประชาชนต้องกำหนดอนาคตของตนเอง พลังของคนจนคือตีน ไม่ใช่การร้องขอ มิใช่หรือ ?

NGO สมัชชาคนจน พวกเขาคงปรารถนาดีกันกระมั้ง พวกเขาคงไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกันเป็นแน่ พวกเขาคงไม่ต้องการหน้าตาให้ตนเองอันมาจากการได้ประสานงานกับรัฐบาล เป็นไปด้วยดีในฐานะผู้ใกล้ชิดคนจน พวกเขาคงไม่รีบเขียนโครงการของบประมาณจากรัฐบาลอภิสทธิ์หลังจากนี้ กันกระมัง

พวกเขาคงคิดกันว่าการเมืองไม่นิ่ง เป็นโอกาสดีของสมัชชาคนจนที่จะได้ต่อรองการแก้ไขปัญหา รัฐบาลอภิสิทธิ์คงต้องการพวกโดยเฉพาะคนจนๆๆ ไว้อวดโอ้ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็แก้ปัญหาคนจนได้ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ประชาธิปไตยที่กินได้เหมือนกัน

NGO เหล่านี้จึงไร้เดียงสาทางการเมือง เพราะว่า สมัชชาคนจน เป็นองค์กรประชาชนต้องส่งเสริมประชาธิปไตย เพราะสมัชชาคนจน เป็นองค์กรคนรากหญ้า จึงต้องทำให้ประชาธิปไตยกินได้ เพราะประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เท่านั้นจึงเป็นหลักประกันให้ปัญหาคนจน ที่มิเพียงสมัชชาคนจนได้รวมพลังแก้ไขอย่างมีเสรีภา พเพราะสมัชชาคนจนต้องเป็นแบบอย่างขององค์กรประชาชนชั้นล่างในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งเพื่อให้อำนาจทางการเมือง เป็นอำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน และเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมทางสังคม

ไม่ใช่เคลื่อนไหวอย่างไร้เดียงสาเข้าทางพวกอำมาตยาธิปไตย ตามที่เสนาธิการอำมาตย์ NGO ครอบงำอยู่

เสื้อแดงปฏิบัติการฝ่าด่านขับไสนายกฯหุ่นเชิด

ที่มา Thai E-News


เรื่อง-ภาพโดย kompong
ที่มา บอร์ดประชาไท
10 ตุลาคม 2552

วันนี้(10ต.ค.)กลุ่มเสื้อแดงอุบลฯทุกกลุ่มร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงจากศรีสะเกษ ยโสธร อุดรธานีของคุณขวัญชัย วันนี้เรารวมพลังเป็นหนึ่งเพื่อไปต้อนรับนายกมาร์ค ที่ศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ในบริเวณสหกรณ์ปากมูลจำกัด อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลฯ

หนุ่มมาร์คได้ให้คนไปพายายไฮมารอรับเงิน4.9ล้านที่นี่แล้ว สาเหตุที่ไม่ไปมอบเงินให้ที่บ้านยายไฮก็เพราะว่า อำเภอนาตาลบ้านแกไม่ใช้ถิ่นของปชป.

วันนี้มีทุกรสชาติเหนื่อยสุดๆเลย แต่ก็คุ้ม ไอ้มาร์คหนีแบบหางจุกตูดเลย

หกโมงเช้า เราเตรียมตัวออกเดินทางจากหน้าศาลากลางจังหวัด มุ่งหน้าไปอำเภอพิบูลมังสาหาร จุดหมายคือสหกรณ์ปากมูล จำกัด ซึ่งอยูห่างจากตัวเมืองอุบลประมาณ 60 กม.


ขบวนเริ่มเคลื่อน




เจอด่านแรกมองเห็นแต่ไกลอยู่หัวสะพานข้ามแม่น้ำมูล อ.พิบูลฯ

เริ่มมีการผลักดันกันพอเป็นพิธี สักพักตำรวจก็ปล่อยให้ผ่านไปด้วยดี

จุดนี้คือด่านที่โหดที่สุดในวันนี้ มีรถห้องขัง 3 คัน รถสิบล้อบรรทุกหินและทรายอย่างละคัน

ผ่านด่านรถสิบล้อมาได้ด้วยความทุลักทุเล แต่ก็ไม่เกินความสามารถของคนเสื้อแดง

ด่านที่สองอยู่กลางสะพาน


ปลายสะพานยังมีอีกด่าน


หลังจากผ่านด่านบนสพานมาแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย เหลืออีกประมาณ10ก.ม.

ก่อนจะถึงเป้าหมายไม่ถึง2ก.ม. เจอด่านอีก

ที่สุดเราก็ถึงจุดหมาย แต่ไอ้คุณมาร์คขึ้นฮ.หนีไปแล้ว


คนนี้ดูท่าทางจะเป็นการ์ดของเขา เห็นยืนสังการอยู่ในกรง ชาวบ้านส่วนใหญ่ทยอยกลับไปมากแล้ว แต่เสียงเครื่องขยายยังประกาศอยู่เป็นระยะว่า เรามาปกป้องสถาบัน

เสื้อน้ำเงินภูมิใจไทย จะอยู่กันเป็นกลุ่มๆ

ทำกิจกรรมเสร็จเราก็เดินทางกลับที่ตั้ง แล้วจะไปต่อที่ยโสธร ส่วนผมวันนี้ไปใหนต่อไม่ไหวแล้วเมื่อยสุดๆเลย ขอบคุณครับทุกท่าน