WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 12, 2009

เสื้อแดงจัดมหกรรมSMOT#2คึกฟื้นชีพโอท็อป

ที่มา Thai E-News


ที่มา เวบsmotthai
12 ตุลาคม 2552

SMOT แถลงข่าวการจัดงาน “SMOT Fair ครั้งที่ 2”



เครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี-โอท็อป (SMOT) โดยดร.ปริวรรต สาคร ประธานคณะกรรมการบริหาร พร้อมด้วยกรรมการบริหารและสมาชิกได้ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เรื่อง SMOT จะเป็นเจ้าภาพจัดงาน “SMOT Fair ครั้งที่ 2” ณ โรงแรมอินทรา (ชั้น 4) ประตูน้ำ กรุงเทพฯ ในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552 เวลา 9.00 – 20.00 น.

ดร.ปริวรรต เปิดเผยว่า เหตุผลของการมาจัดงาน “SMOT Fair ครั้งที่ 2” ที่โรงแรมอินทรา เนื่องจากเป็นโรงแรมย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ จึงเป็นโอกาสอันดีที่นักธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาเยี่ยมชมและซื้อผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอี-โอท็อป อีกทั้งสถานที่จัดงานกว้างขวางกว่าคราวที่แล้ว โดยจะยังคงมีกิจกรรมสองรูปแบบคือ

1) การเสวนาทางด้านเศรษฐกิจโดยวิทยากร นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ดร.ปานปรีย์ มหิทรานุกร ดร.พิชิต ลิขิต กิจสมบูรณ์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ และนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา เป็นต้น และ

2) กิจกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอี-โอท็อป เช่น ผ้าไหม เครื่องใช้ในบ้าน เครื่องใช้ในครัวเรือน หัตถกรรม และอาหารประเภทต่างๆ จำนวนกว่า 100 ร้าน

คุณสิริวารี รำเพย เลขานุการ SMOT เปิดเผยเพิ่มเติมว่า พี่น้องประชาชนที่มาเที่ยวงาน “SMOT Fair ครั้งที่ 2” จะเพลิดเพลินไปกับการแสดงดนตรีโดยศิลปินในหัวใจของคนที่รักประชาธิปไตยคือ คุณจำรัส เศวตาภรณ์ สมทบด้วยคุณวิสา คัญทัพ และคุณไพจิตร อักษรณรงค์

ดร.ปริวรรต กล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า ชาวเอสเอ็มอี-โอท็อปยังคงมีความหวังสำหรับการกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งอย่างแน่นอน การที่จะมีความหวังอย่างเป็นรูปธรรมได้นั้น เราต้องร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์โอกาสด้วยกัน ไม่มีใครมาช่วยพวกเราได้เลย ดังนั้นการจัดงาน “SMOT Fair ครั้งที่ 2” จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำหรับการสร้างโอกาส เพื่อให้ความหวังของเอสเอ็มอี-โอท็อปก้าวไปสู่ความหวังที่เป็นจริง

ช่วงท้ายของการแถลงข่าว ดร.ปริวรรตและคุณสิริวารี ได้กล่าวเชิญชวนให้ผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี-โอท็อปจากจังหวัดต่างๆมาร่วมกันออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนมาร่วมกิจกรรมการเสวนาทางด้านเศรษฐกิจและมาเที่ยวงาน “SMOT Fair ครั้งที่ 2” ในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552 ณ โรงแรมอินทรา กิจกรรมครั้งนี้คึกครื้นสนุกสนานไม้แพ้งานครั้งก่อนอย่างแน่นอน

สำหรับท่านที่ประสงค์จะออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์และซื้อบัตรเข้าฟังการเสวนาทางด้านเศรษฐกิจ สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายเลขานุการ SMOT โทรศัพท์หมายเลข 02-4111818 และ 083-2983182 สามารถติดต่อได้ทางอีเมล์ smotthailand@gmail.com อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน และติดตามรายละเอียดที่เวบไซต์ www.smotthai.com

กำหนดการจัดงาน “SMOT Fair ครั้งที่ 2”

สถานที่-ณ โรงแรมอินทรา (ชั้น 4) ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

วันเวลา-เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2552 เวลา 9.00 – 20.00 น.

10.00 – 10.45 น. การแสดงตีกลองสะบัดชัยของคณะนักเรียนโรงเรียนอมรินทราราม

10.40 – 11.00 น. วีดิทัศน์แนะนำ SMOT และกำหนดการ

11.00 – 12.30 น. ปาฐกถา “เศรษฐกิจไทยและเอสเอ็มอี-โอท็อปจะฟื้นตัวได้อย่างไร”

ดร.ปานปรีย์ มหิทรานุกร

12.30 – 13.00 น. พักรับประทานอาหารว่าง-กาแฟ

13.00 – 14.00 น. ดนตรีโดยคุณจำรัส เศวตาภรณ์

14.00 – 14.30 น. ทิศทางการขับเคลื่อนและอนาคตของ SMOT

ดร.ปริวรรต สาคร ประธาน SMOT

14.30 – 16.00 น. การเสวนา “ความหวังและโอกาสของคนไทยต่อเศรษฐกิจปี 2553”

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกฯและรมว.คลัง

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ดำเนินรายการโดยคุณศุภรัตน์ นาคบุญนำ

16.00 – 16.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง-กาแฟ

16.30 – 18.00 น. การเสวนา “คนเสื้อแดงกับประชาธิปไตยทางด้านเศรษฐกิจ”

นายแพทย์เหวง โตจิราการ

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา

18.00 – 19.00 น. การแสดงดนตรีโดยคุณวิสา คัญทัพ และคุณไพจิตรอักษรณรงค์

19.00 – 19.30 น. พิธีมอบของที่ระลึกให้กับผู้อุปการคุณ

20.00 น. ปิดงาน

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(12ต.ค.):แดงทั่วไทยแดงไกลถึงเยอรมัน

ที่มา Thai E-News


***คอลัมน์"สังคมข่าวชาวเสื้อแดง"ประจำวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2552วันสุกดิบก่อนถึงวันตาสว่างแห่งชาติ ทวีความคึกคักเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆสำหรับพี่น้องชาวประชาธิปไตยคนเสื้อแดงทั่วไทยและทั่วทุกมุมโลก***


***โถ!โดนพี่น้องชาวอุบลขับไสยังไม่สำนึก โพลล์คนกรุงเทพฯออกมาความนิยมเหลือจุ๊ดจู๋28%ไล่ส่งยุบสภาแล้ว ไอ้พรรคแมงสาบยังปากดีว่าคะแนนนิยมพุ่งพรวด พุ่งสู่เมรุหละสิไม่ว่า ดูความนิยมเอาเถอะ ภาพข้างบนนั่นคือความนิยมของพี่น้องชาวยโสธรต่อนายกฯหุ่นเชิดอำมาตย์ครับ กลุ่มคนรักทักษิณยโสธรเขาลงประจานเอาไว้ที่http://yasothonred.blogspot.com/ เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการขับไล่ที่อุบลราชธานี ทุกช็อตทุกภาพละเอียดๆตามไปดูตรงนี้http://picasaweb.google.co.th/yasothonred/vwjaEC#***

***คนหน้าด้านนอกจากโกหกแล้วก็แถ ตอนนี้จะแก้รัฐธรรมนูญ จะขอประชามติ จะตั้งสสร.ลากยาวให้ครบเทอม ดีว่าพรรคเพื่อไทยรู้แกว คนเสื้อแดงรู้ทันรีบชิ่งออกมาก่อน แล้วใช้วิธีที่ประหยัดทั้งเงินและเวลาคือเอารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยปี40คืนมาเอา50ของพวกเอ็งคืนไป เมื่อวานจัดรำลึกวันเกิดรธน.40เป็นการชุมนุมย่อยๆของเสื้อแดง แต่คนแห่ไปคึกครื้นหลายหมื่นคน***

***เสียดแทงไปถึงหัวใจในตอนที่วิสา คัญทัพ คน14ตุลาถามหาเพื่อนสหายร่วมอุดมการณ์ตอนนี้หายหน้าหายกบาลไปไหนก็ไม่ว่า ดันไปเป็นขี้ข้าเผด็จการนี่สิมัยแสบทรวง ถามถึง"นักวิชาการเสื้อกั๊ก"ไปนั่งอมสากอยู่ห้องสมุดไหน มาร์คเป็นรัฐบาลมาจะครบปีไม่เห็นออกมาแสดงสำนวนโวหารกากๆวิพากษ์วิจารณ์เสียมั่ง พร้อมกับชวนผู้ชุมนุมหุยฮา ก่อนจะสงบนิ่งไว้อาลัยวีรชน30วินาที แต่หลายคนไพล่นึกถึงหน้าธีรยุทธ บุญมีแล้วแค้นแทนวีรชนผู้เสียสละ***

***คึกคักทั่วทุกมุมโลก สัปดาห์ก่อนมีข่าวจากแดงอเมริกา นปช.ญี่ปุ่น แดงออสเตรเลีย มาวันนี้คุณเบญแห่งกลุ่มประชาธิปไตยไทยในเยอรมนี ส่งข่าวเยอรมันตะวันแดง เอ๊ย!คนเสื้อแดงเยอรมันมาว่า ได้รวมตัวกันเนื่องในโอกาสวันครบรอบ 3 ปีของการรัฐประหาร 19 กันยายน ประกอบกิจกรรมรำลึกอาลัยและประกาศจุดยืนเพื่อประชาธิปไตย ณ Preussenpark กรุงเบอร์ลิน กลุ่มได้อ่านแถลงการณ์เพื่อประกาศจุดยืนและเจตนารมย์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คือ

๑. กลุ่ม”ประชาธิปไตยไทยในเยอรมัน”จะร่วมประสานการต่อสู้กับขบวนการประชาธิปไตยทั้งในประเทศไทยได้ แก่กลุ่ม “แนวร่วมเพื่อประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ” หรือ นปช และกลุ่ม “แดงสยาม” และกลุ่มประชา ธิปไตยทั่วโลกเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงในประเทศไทย

๒. จะยืนหยัดคัดค้านสถาบันเผด็จการ ตราบเท่าที่สถาบันเผด็จการ และองค์กร ที่ทำงานรับใช้ยังเข้ามาแทรกแซงกิจการทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอยู่ดังเช่นปัจจุบัน

๓.มีความศรัทธาในระบบการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และมีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิป ไตย

๔. เชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งว่าระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้น ที่จะสร้างความ ผาสุขแก่ประชาชนไทยได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน และระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้นจะสร้างความเจริญ พัฒนาถาวรให้กับประเทศชาติได้เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก***

***นอกจากนี้ กลุ่ม”ประชาธิปไตยไทยในเยอรมนี” ได้ร่วมกันจัดทำวิทยุอินเทอร์เน็ตชื่อ “คนไทเยอรมนี” หรือ www.kontaigermany.com เพื่อเผยแพร่ข่าวสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสังคมการเมืองไทย และเพื่อปลุกสำนึกรักชาิติ รักประชาธิปไตยแก่คนไทยเรือนแสนที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี และคาดว่าจะเริ่มเผยแพร่สัญญานกระจายเสียง ได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ศกนี้เป็นต้นไป ***

***กิจกรรมลำดับต่อไปคือ จัดกิจกรรมสัมมนาประชาธิปไตย เพื่อสร้างแกนนำประชาธิปไตยในหมู่สมาชิกของกลุ่มเพื่อ ประโยชน์ในการขยายและสร้างแนวร่วมใหม่ๆ กลุ่มจะแจ้งรายละเอียดและกำหนดการให้สมาชิกทราบทั่วถึงกัน ทางวิทยุ “คนไทเยอรมนี” และสื่อประชาสัมพันธ์อื่นๆ อีกครั้งหนึ่งต่อไป***


***คุณสุพิศ นักเขียนนวนิยายคนเก่งแจ้งข่าวมา งานเลี้ยงสังสรรค์ ผู้นำประชาธิปไตยเพื่อไทยใจหนึ่งเดียว เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยผู้นำการพัฒนาประชาธิปไตย รุ่นที่ 1 มูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย ได้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ "ผู้นำประชาธิปไตย เพื่อไทย ใจหนึ่งเดียว" เพื่อพบปะสังสรรค์และต้อนรับผู้เข้ารับการอบรมฯ รุ่นที่ 2 ที่ห้องอาหารราชตฤณมัยฯ สนามม้านางเลิ้ง ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ***

***ภายในงานมีบรรดาผู้ผ่านการอบรมฯ รุ่นที่ 1 และผู้ที่กำลังเข้ารับการอบรมฯ รุ่นที่ 2 เข้าร่วมอย่างล้นหลามและยังมีผู้ใหญ่ในมูลนิธิฯ ให้เกียรติมาร่วมงานหลายท่าน อาทิ อาจารย์พศ อดิเรกสาร อดีตรัฐมนตรีพินิจ จันทรสุรินทร์ อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน ผู้อำนวยการหลักสูตร ดร.สุภาพ ทองรัตน์ อดีตรัฐมนตรีหมอประสงค์ บูรณ์พงษ์ อดีตส.ส.วิชิต ปลั่งศรีสกุล และภรรยา หลังนายสมบุญ ขุนทองไทย ประธานฯ รุ่นที่ 1 กล่าวเปิดงาน ผู้ใหญ่ในมูลนิธิฯ ได้ให้เกียรติขับร้องเพลงสร้างบรรยากาศเป็นที่สนุกสนานครื้นเครงและเป็นกันเองกับผู้ร่วมงาน สร้างความผูกพันสานฝันเพื่อประชาธิปไตยต่อไป ***

***งานรวมพลคนเสื้อแดงเชียงใหม่ อำเภอสายใต้ หางดง สันป่าตอง แม่วาง ดอยหล่อ จอมทอง ฮอด ดอยเต่า อมก๋อย และพี่น้องเสื้อแดงหลายท้องที่ใกล้ไกล มาให้กำลังใจกันล้มหลาม ตั้งกองผ้าป่าหาทุนทรัพย์จัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงเชียงใหม่สายใต้ ยอดเงินที่ร่วมบริจาคกันในวันนี้ 112,547.50 บาท ครั้งนี้นอกจากการร่วมด้วยช่วยกันของมวลชนและแกนนำท้องถิ่นแล้ว ยังได้รับความช่วยเหลือจากแกนนำความจริงวันนี้มาสร้างขวัญกำลังใจให้ชาวเชียงใหม่ ให้มีพลังในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างเข้มแข็งต่อไป***

***ขอขอบคุณนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทุกๆท่าน แกนนำในการตั้งเวที ปี้หล้าบ้านเปียง ปี้โอ๋มะขามหลวง น้องอันสันป่าตอง เจ้น้อยทุ่งเสี้ยว รวมทั้งพิธีกร คุณศรีวรรณ แห่งร้านปลาชานเมือง คุณประสงค์ และคุณกมล ที่ขึ้นพูดบนเวที และเจ้าของสถานที่ชาวบ้านทุ่งเสี้ยวทุกๆคน ที่ออกแรง สำคัญที่สุดคือมวลชนเสื้อแดงทุกๆท่าน ที่ออกมาสร้างพลังใจร่วมกัน เจอกันอีกครั้ง วันที่ 18 ตุลาคม ที่อำเภอดอยเต่าครับ***

***กิจกรรมดีๆ"แดงรวมพลังช่วยแดง"ขอเชิญชาวเสื้อแดงเข้าร่วมกิจกรรม"โครงการแดงช่วยแดง"
โดยการเข้าร่วมเป็นสมาชิก"กองทุนสวัสดิการ แดงนนท์บางกรวย"ท่านสมาชิกจะเสียค่าสมาชิกเพียงเดือนละ10บาท เพื่อช่วยเหลือ และเป็นกำลังใจให้แก่เพื่อนสมาชิก***

**สมัครสมาชิก

เพียงนำหลักฐานสำเนาบัตรประชาชนเพียง1ใบ และเงินค่าสมาชิก เราจะได้ช่วยเหลือ และให้กำลังใจเพื่อนสมาชิกใน2กรณี คือ


1.ช่วยเหลือสมาชิกในยามป่วยไข้เข้าโรงพยาบาล
2.ช่วยเหลือสมาชิกยามเสียชีวิต

ขอเชิญท่านผู้สนใจ สมัครสมาชิกได้ ณ วัดจันทร์ บางกรวย(หลัง ก.ฟ.ผ) ในวันอาทิตย์ที่18 ตุลาคม 2552 เวลา9.00น เป็นต้นไป และขอเชิญร่วมทำบุญเลี้ยงพระเพล9รูป และร่วมพิธีเจิมป้ายกองทุน เพื่อความเป็นศิริมงคลร่วมกัน สอบถามได้ที่สามารถ ไทรนิ่มนวล(แดงนนท์ บางกรวย)081-9216530***

***กิจกรรมอบรมนักข่าวหัวเห็ดเผด็จศึกอำมาตย์ครั้งที่2ผ่านไปแล้วเมื่อวานนี้(11ต.ค.)โดยมีท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมกันคึกคัก มีทั้งนักข่าวกระแสหลักจากโทรทัศน์ นักข่าวมืออาชีพ ผู้สนใจเข้าร่วมเดินทางมาจากทุกภาคของไทย มาไกลจากภูเก็ตก็คณะของคุณพี่เอ๋ อินไซด์ภูเก็ต เดินทางมาจากเหนือสุดประเทศไทยคือเจียงฮายก็มีคณะของคุณพี่สุรีย์หนวดงาม เดินทางมาจากภาคอีสาน ภาคตะวันออกก็หลายท่าน***

***กิจกรรมเริ่มจากอาจารย์วันเฉลิม เปรมปลื้มจุดประเด็นชวนคิด สื่อมวลชนนั้นไม่มีความเป็นกลางมาแต่ไหนแต่ไร ใครเป็นเจ้าของสื่อก็เอาไว้เป็นกระบอกเสียงของตน คำถามคือตอนนี้ฝ่ายประชาชน ฝ่ายประชาธิปไตยมีกระบอกเสียงของตนเองหรือยัง ขณะที่อำมาตย์มีครบเครื่องทั้งทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต สิ่งพิมพ์...***

***คุณสมศักดิ์ ภักดิเดช บก.ข่าวไทยอีนิวส์อบรมเชิงปฏิบัติการงานเขียวบล็อกข่าวในสไตล์ไทยอีนิวส์ การหาข่าว การทำข่าวอย่างง่ายๆใครก็ทำได้ การเขียนข่าวให้สนุกน่าอ่านชวนติดตาม ไม่น่าเบื่อทำยังไง จุดประกายให้ผู้เข้าอบรมนำไปเขียนเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารงานของฝ่ายประชาธิปไตยให้แพร่หลายและแหลมคม***

***อาจารย์บังสุกุล ผู้ดูแลเวบถ่ายสดกว่า20เวบทั่วประเทศ ถ่ายทอดวิทยาทานงานใช้อินเตอร์เน็ตมาถ่ายทอดสดวิทยุและโทรทัศน์ พร้อมลงโปรแกรมกันให้ฟรี ผู้เข้าอบรมกลับบ้านไป ก็จะมีทีวี+วิทยุเกิดใหม่ของฝ่ายประชาธิปไตยไม่น้อยกว่า25เวบ พวกอำมาตย์จะตามไปปิดตามไปบล๊อกยังไงไหวหวาดหละครับงานนี้***

***งานอบรมนักข่าวหัวเห็ดโครงการ3จะมีขึ้นในไวๆนี้ ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทยเป็นเจ้าภาพเช่นเคย ที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไรจะแจ้งให้ผู้สนใจเข้าอบรมรับทราบและเข้าร่วมกิจกรรมกันต่อไป แต่แว่วว่าเมื่อผู้เข้าอบรมได้สร้างบล็อกข่าว หรือเวบถ่ายสดทวี+วิทยุอินเตอร์เน็ตเสร็จเมื่อไหร่ก็คงจะเผยแพร่ให้ทราบวงกว้างต่อไป ยังไงส่งเมล์มาให้"นักข่าวชาวรากหญ้า"ดูมั่ง จะได้ผลัดกันเขียน เวียนกันอ่าน วานกันเชียร์ 5555 ล้อเล่งนะ จะได้เผยแพร่ให้พี่น้องฝ่ายประชาธิปไตยได้เข้าไปอ่านเยอะๆ***

***พี่น้องชาวเสื้อแดง ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ยึดมั่นในความเป็นธรรมไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของประเทศไทย หรืออยู่จุดใดของโลก หากมีข่าวคราวกิจกรรม งานส่วนตัว งานส่วนรวม งานบุญ งานกุศล หรือมีสินค้า บริการอะไรดีๆอยากประชาสัมพันธ์ให้รู้กันไปทั่วๆ ส่งข่าว หรือกำหนดการ หรือรูปภาพกิจกรรม หรือคลิปข่าวแล้วส่งมาที่"นักข่าวชาวรากหญ้า"อีเมล์thaienews@googlegroups.com
แล้วเราจะประชาสัมพันธ์ให้ฟรีๆไม่ต้องเสียสตังค์ทางไทยอีนิวส์***

คนเสื้อแดงควรคัดค้านการรื้อฟื้นโทษประหาร

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
11 ตุลาคม 2552

สังคมไทยภายใต้ตีนเปื้อนเลือดของอำมาตย์ ผู้ทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในยุคปัจจุบัน เป็นสังคมป่าเถื่อนที่ไร้มาตรฐานทางกฎหมายและความยุติธรรม

อำมาตย์ทำรัฐประหาร และล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลายครั้ง เพราะดูหมิ่นประชาชนคนจน และมองว่าเราไม่มีวุฒิภาวะที่จะมีสิทธิทางการเมือง

เขามองว่าเราไม่ควรที่จะได้สวัสดิการ และส่วนแบ่งของมูลค่าที่คนธรรมดาสร้างขึ้นมาจากการทำงาน เขามั่นใจว่าเขาจะใช้กฎหมายตามอำเภอใจได้

เขาคิดว่าเขาเป็นเจ้าของประเทศ และพรรคพวกของเขาจะก่ออาชญากรรมได้อย่างเสรีโดยไม่ถูกลงโทษ และเขามองว่าเราเป็นแค่ไพร่หรือทาส

ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของกองโจรพันธมาร อันธพาลเสื้อน้ำเงิน ทหารป่าเถื่อน หรือรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นการยึดสนามบิน หรือทำเนียบ ไม่ว่าจะเป็นเมษาเลือดหรือ๖ตุลา และไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเซ็นเซอร์สื่อและการใช้กฎหมายหมิ่น อำมาตย์ไม่มีความชอบธรรมและไม่มีการเคารพสิทธิเสรีภาพของพลเมืองแต่อย่างใด

การรื้อฟื้นโทษประหารภายใต้รัฐบาลอำมาตย์เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความป่าเถื่อนและไร้มาตรฐานทางกฎหมาย

ท่านผู้อ่านอาจเคยมองว่าโทษประหารมีประโยชน์ต่อสังคมบ้าง แต่ผมขอชวนให้ท่านเปลี่ยนใจ ถ้าท่านคัดค้านโทษประหารมานานแล้ว ขอให้กำลังใจในการรณรงค์ต่อไป

เราควรคัดค้านโทษประหารด้วยสี่สาเหตุสำคัญดังนี้คือ

1. โทษประหารไม่เคยแก้ปัญหาอาชญากรรมได้เลย ข้อมูลจากทั่วโลกพิสูจน์ว่าการมีโทษประหารไม่มีผลในการห้ามไม่ให้มนุษย์ก่ออาชญากรรม เพราะสาเหตุที่คนฆ่าคนอื่น ขายยาเสพติด หรือกระทำความรุนแรงอื่นๆ เป็นเรื่องซับซ้อน ต้องแก้ไขที่สภาพสังคม ต้องมีการสร้างรัฐสวัสดิการ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์จึงจะแก้ไขได้

ดังนั้นโทษประหารเป็นเพียงการ “แก้แค้น” ซึ่งเป็นการฆ่าคนเพื่อความสะใจ ถือว่าป่าเถื่อนและเป็นอาชญากรรมในตัว

2. ในสังคมไทย ทั้งในปัจจุบันและอดีต ผู้ที่ถูกประหารชีวิตหลายคนเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นนักโทษที่ถูกประหารชีวิตจากกรณีการสวรรคตของรัชกาลที่๘ การที่เผด็จการสฤษดิ์ประหารนักสังคมนิยม หรือการประหารชีวิตอย่างไม่เป็นทางการในสงครามยาเสพติด และที่ตากใบ หรือกรือเซะในสามจังหวัดภาคใต้

รัฐไทยมีประวัติอันยาวนานในการฆ่าคนบริสุทธิ์ เราต้องยกเลิกโทษประหารเพื่อปกป้องชีวิตคนบริสุทธิ์

3. คนที่ถูกขังคุกและประหารชีวิต ล้วนแต่เป็นคนจน เพราะคนรวย คนใหญ่คนโต ทำอะไรก็ได้ ก่ออาชญากรรมได้ แล้วลอยนวลเสมอ ไม่ว่าจะเป็น สฤษดิ์ ถนอม ประภาส ณรงค์ สุจินดา ฯลฯ ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐไทยที่ถูกลงโทษจากการกระทำความผิด ไม่เคยมีลูกหลานคนใหญ่คนโตถูกลงโทษ ดังนั้นมันเป็นการใช้กฎหมายในรูปแบบสองมาตรฐานเสมอ

4. การประหารชีวิต ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ถือว่าเป็นการฆ่าคนอย่างเลือดเย็น ดังนั้นเราไม่ควรมองว่าการฉีดยาพิษดีกว่าวิธีอื่นๆ และพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ผู้คุมคุก และรัฐบาลที่รับผิดชอบก็เลวทราม แจ้งนักโทษล่วงหน้าไม่ถึงชั่วโมง เพราะมองว่านักโทษเหล่านี้ไม่ใช่คน พร้อมกับตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ผู้ดีเพื่อพิพากษาว่าตัวเขาเองดีกว่านักโทษ พวกนี้น่าจะพิจารณาตนเองก่อนอื่น

ร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตยแท้ และสังคมอารยะ!!!

--
ติดตามงานของใจ อึ๊งภากรณ์:
http://rsm2009-rsm2009.blogspot.com/
http://siamrd.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
http://wdpress.blog.co.uk/

Sunday, October 11, 2009

พร้อมพงศ์จี้นายกฯ เร่งตั้งผบ.ตร.ก่อนวันตำรวจปีนี้

ที่มา MCOT News



นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการแต่งตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ มารักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สร้างความสับสนให้ตำรวจ และทำให้ตำรวจขาดกำลังใจ ทำตัวเกียร์ว่าง นอกจากนี้ยังทำให้คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช .)ลาออกไป 2 คนแล้ว เพราะไม่ต้องการถูกจำคุก เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กระทำผิดกฎหมาย โดยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่แต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามกำหนดเวลาที่ควรเป็น คือ ก่อนวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา และกลับใช้วิธีแต่งตั้งรักษาการขึ้นมาแทน

“ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ รีบแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนใหม่ ให้เรียบร้อยก่อนวันที่ 13 ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นวันตำรวจ เพื่อให้องค์กรตำรวจมีผู้นำที่แท้จริง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ซึ่งหากทำไม่ได้ก็ต้องพิจารณาตัวเองด้วยการลาออก เนื่องจากอยู่ต่อไปก็จะเท่ากับเป็นการซื้อเวลา”นายพร้อมพงศ์ กล่าว. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-11 14:45:51

จตุพร ระบุ ชุมนุมวันนี้เป็นการเริ่มต้นกระบวนการถอดถอนนายกฯ

กรุงเทพฯ 11 ต.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง โดยตั้งเวทีบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หันหน้าไปทางท้องสนามหลวง ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มทยอยกันเดินทางมา นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ กล่าวว่า การชุมนุมวันนี้(11 ต.ค.) เป็นการเริ่มต้นกระบวนการรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นการส่งสัญญาณไปยังนายกรัฐมนตรีว่า มีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการถอดถอนนายกรัฐมนตรี

นายจตุพร กล่าวว่า ได้เตรียมเทียนไขและจะขับร้องเพลงเพื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในเวลา 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะวิดีโอลิงก์พูดคุยกับผู้ชุมนุม รวมทั้งแกนนำจะปราศรัย และสลายการชุมนุมในเวลา 24.00 น. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-11 15:55:49

ใช้กำลังตำรวจกว่าพันนายดูแลความเรียบร้อยม็อบเสื้อแดง


ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า เวลา 16.00 น.วันนี้ (11 ต.ค.) บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มคนเสื้อแดงที่ทยอยกันเดินทางมาร่วมชุมนุมได้เข้าจับจองพื้นที่นั่งเพื่อร่วมชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และทวงคืนรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยนำผ้าขาวเขียนข้อความเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ โดยนำรถควบคุมตัวผู้ต้องหาและรถดับเพลิงมาจอดบริเวณที่ชุมนุม รวมถึงบริการรถสุขาเคลื่อนที่ ทั้งนี้ นอกจากกิจกรรมปราศรัยบนเวทีและการแสดงดนตรีแล้ว ยังออกร้านขายของที่ระลึกบริเวณทางเท้าถนนราชดำเนินด้วย ซึ่งการชุมนุมครั้งนี้ส่งผลให้การจราจรติดขัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลาเดียวกัน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 มาตรวจความเรียบร้อยพร้อมให้สัมภาษณ์ว่า เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 กองร้อย หรือประมาณ 750 นาย รวมถึงตำรวจนอกเครื่องแบบ 100 นาย ตำรวจราจร 150 นาย และชุดปะฉะ ดะอีก 50 นาย มาดูแลความเรียบร้อยบริเวณโดยรอบ นอกจากนี้ยังเตรียมกำลังตำรวจอีก 20 กองร้อยประจำการอยู่ในที่ตั้ง และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ภายใน 30 นาที หากมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น แต่จากการประเมินทางการข่าว ไม่น่าจะมีเหตุรุนแรงใด ๆ โดยในเวลา 16.30 น.จะปิดเส้นทางจราจรตั้งแต่แยกคอกวัวไปจนถึงแยกผ่านฟ้า

พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับการประสานจากแกนนำคนเสื้อแดงว่า จะไม่ดาวกระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ และจะสลายการชุมนุมในเวลา 24.00 น. ซึ่งเจ้าหน้าที่จะติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา ส่วนเหตุรถตู้แก๊สระเบิดใกล้โรงแรมรัตนโกสินทร์นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-11 18:17:17

เพื่อไทยแฉพบทุจริตชุมชนพอเพียงอีกที่ชัยนาทมูลค่ากว่า8ล้านบาท

ที่มา MCOT News


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะทำงานของพรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาท ตรวจพบการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงถึง 40 ชุมชน รวมวงเงิน กว่า 8 ล้านบาท โดยมีความไม่โปร่งใส มีการดัดแปลงโครงการ ทำให้ส่วนต่างหายไปไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และไม่ตรงตามความต้องการของชาวบ้าน เช่น ชุมชนบ้านทุ่งกระถินตำบลดงคอน จังหวัดชัยนาท ได้งบประมาณ 250,000 บาท โดยขอตั้งสหกรณ์ปุ๋ยชุมชน แต่กลับได้เตาเผาขยะประสิทธิภาพสูงแทนในราคา 200,000 บาท ซึ่งเงินหายไป 50,000 บาทนอกจากนี้ยังเกิดการชี้นำในชุมชน โดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการจัดทำเอกสารเองทั้งหมด

อย่างไรก็ตามจะส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ สอบสวนเรื่องนี้ โดยจะทดสอบมาตรฐานของอธิบดีดีเอสไอคนใหม่ด้วย ทั้งนี้จะเก็บข้อมูลไว้เพื่อเปิดอภิปรายไมไว้วางใจรัฐบาลในสมัยประชุมหน้า. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-11 14:42:20

“เสื้อแดง” ชุมนุม 11 ตุลา ทวงคืน “รัฐธรรมนูญ 40” ประกาศล่า 1 ล้านชื่อถอดถอนนายกฯ

ที่มา ประชาไท

11 ต.ค.52 เวลาประมาณ 16.00 น.ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากทยอยเข้าร่วมตั้งแต่บ่ายโดยมีการปราศัยทวงคืนรัฐธรรมนูญ 40 และกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเย็นมีการถือป้ายผ้าขนาดยาวหลายร้อยเมตรเขียนข้อความว่า “กูต้องการรัฐธรรมนูญ 40 คืนมา” โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมร่วมถือและเดินไปตลอดถนนราชดำเนิน

นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การชุมนุมในครั้งนี้ เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในวันที่ 15 ต.ค.นี้ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทวงคืนรัฐธรรมนูญ 40 เนื่องจากวัน ที่ 11 ต.ค.เมื่อปี 2540 เป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งถือว่ามีความผูกพันกับประชาชนมากที่สุด นอกจากนี้ยังจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการรวบรวมรายชื่อถอดถอนนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว ในวันที่ 24 ต.ค. ซึ่งจะเป็นการอธิบายและให้เหตุผลการถอดถอนอย่างเป็นระบบและมีหลักฐานยืนยันไม่ต่างจากการอภิปรายในสภา เบื้องต้นรวบรวมได้ 7 ประเด็น ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นและการทำผิดกฎหมายของรัฐบาล

นายจตุพร กล่าวว่า รูปแบบการรวบรวมรายชื่อนั้นจะคล้ายกับการรวบรวมรายชื่อถวายฎีกา ซึ่งจะรวบรวมผู้มีสิทธิถูกต้องถามกฎหมายผ่านเครือข่ายคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไป โดยคาดว่าจะรวบรวมรายชื่อได้ถึง 1 ล้านชื่อ ภายใน 1 เดือน แม้ว่าในกฎหมายจะระบุรายชื่อที่ถอดถอนนายกฯ เพียง 20,000 รายชื่อก็ตาม และยังต้องรายงานตนพร้อมส่งมอบรายชื่อกับประธานวุฒิสภา แต่คนเสื้อแดงไม่ให้ความเชื่อถือในกระบวนการดังกล่าวจึงจะรวบรวมชื่อจำนวนมากเพื่อสะท้อนกระแสสังคมว่าประชาชนไม่อาจยอมรับต่อรัฐบาลนี้ และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ พื่อนำรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้โดยจะใช้ช่องทางรวบรวมชื่อของสมาชิกรัฐสภาที่ได้จากการเลือกตั้งใหม่มานี้เกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นช่องทางตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ 50 ที่ใช้บังคับอยู่

เขายังกล่าวถึงข้อเสนอการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลนำเสนอว่า เป็นเพียงการยื้อเวลา และไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง โดยเหตุผลที่นายกฯ ต้องหาทางออกเช่นนี้เป็นเพราะในด้านหนึ่งนายอภิสิทธิ์ ยืนอยู่กับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่อีกด้านได้รับปากกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่ว่ากับนายเนวิน ชิดชอบ นายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อครั้งจัดตั้งรัฐบาลว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประเนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่มีประโยชน์ต่อประชาชน เพราะยังมีเงื่อนปมความไม่ชอบธรรมในหลายประเด็นที่ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมา

จตุพร กล่าวอีกถึงกิจกรรมตลอดเดือนตุลาคมของคนเสื้อแดงว่า ในวันที่ 17 ต.ค.52 ซึ่งครบกำหนด 60 วัน การยื่นถวายฎีกาโดยคนเสื้อแดง จะมีการชุมนุมทวงถามการถวายฎีกาต่อสำนักราชเลขาฯ โดยอาจมีการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อนำถวายพระพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหายจากอาการประชวรด้วย วันที่ 24 ต.ค.จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา และในวันที่ 31 ตุลาคม จะมีการจัดกิจกรรมรำลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ที่สละชีวิตต่อต้านการรัฐประหาร


แก้ไข รธน. วิกฤติก็ไม่จบ หากอำมาตย์ศักดินา ยังไม่เลิกแทรกแซงระบบ

ที่มา thaifreenews



บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้ก็กำลังเดินเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ กันอยู่ในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย โดยพรรคเล็กๆ พยายามที่จะแก้ไขในประเด็นที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบ เช่น ระบบการเลือกตั้งแบบรวมเขต ซึ่งจะทำให้พรรคเล็กเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยาก

พรรคเหล่านี้ก็ยังใช้ข้อสมมุติฐานเดิมว่า คนไทยไม่ได้พัฒนาขึ้น ประชาชนยังนิยมเลือกตัวบุคคลอยู่ ซึ่งอาจมีข้อเท็จจริงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่กระแสใหญ่ของสังคมไทยยุคนี้แล้ว แม้พรรคเล็กๆ จะสอดแทรกได้ ก็คงไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

ส่วนประเด็นอื่นๆ ผมไม่ได้ติดตามมากนัก เพราะผมถือว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชน แต่เป็นรัฐธรรมนูญของ “ชนชั้นนำ” ที่ผมเรียกว่า “ศักดินาอำมาตยาธิปไตย” ที่คิดจะใช้ตรงนี้เพื่อกดหัวประชาชนต่อไป ผมไม่ได้คิดว่าภายใต้ภาวการณ์ตื่นตัวทางการเมือง ของประชาชนในระดับนี้ รัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตยศักดินา นี้จะอยู่ได้ยาวนานตลอดไป มันต้องถูกแก้ไขหรือถูกยกเลิกเหมือน รธน. อื่นๆ จำนวนสิบกว่าฉบับนั้น

ผมไม่ได้ขัดค้านการแก้ไข รัฐธรรมนูญนะครับ คือจะทำก็ทำไป จะแก้ไขได้เท่าไหร่ ก็ได้เท่านั้น ผมไม่คิดว่าตรงนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยได้

ต้นต่อของความแตกแยกทางการเมืองไทย ที่เป็นรากเหง้าที่แท้จริง คือ "อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญทั้งอำมาตย์และศักดินา" เข้ามา "แทรกแซงและบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน" ต่างหาก หากพวกเขายังไม่คิดที่จะหยุดการแทรกแซง วิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ก็ยังไม่จบ ความวุ่นวายก็ไม่จบสิ้น จะให้คนยอมรับสงบราบคาบ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ความเสื่อมถอยของสังคมและสถาบันต่างๆ ยังคงจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ สายน้ำแห่งศรัทธาที่เคยมีเปี่ยมล้น ก่อนปี 2549 มันได้เหือดแห้งไปแทบหมดสิ้นแล้ว ไม่มีวันที่จะเติมมันให้กลับมาบริบูรณ์ได้เหมือนเดิมแล้ว

รัฐธรรมนูญเป็นกติกาของสังคม ให้คนทุกชั้นอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุข หรือย่างน้อยก็มีกฎเกณฑ์ที่ยอมรับกันได้ทุกฝ่าย ไม่มีกติกาใดที่มีคนได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว จะสามารถเรียกความ "สงบและสันติกลับคืนมาได้" ฝ่ายที่เขาเสียประโยชน์ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ต้องต่อสู้ ยิ่งปราบ เขายิ่งสู้ปราบด้วยความรุนแรง ก็ยิ่งสู้ด้วยความรุนแรง มันเป็นกฎธรรมชาติ

ถึงแม้ว่าเราจะเอา รธน.ปี 2540 กลับคืนมาได้ วิกฤติก็ไม่จบ เพราะมันไม่ได้เป็นรากเหง้าแห่งความขัดแย้ง

ก็เหมือนพวก "ศักดินาอำมาตย์" ที่คิดว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 คือ ปัญหาของพวกเขา เขาก็ล้มและยกเลิกมันไป แล้วเอา รธน.ปี 2550 ที่ตัวเองได้ประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวมาใช้ พวกเขาคิดว่า “พวกเขาชนะแล้ว กำราบฝ่ายประชาชนได้หมดสิ้นแล้ว แต่เราก็เห็นได้ว่า ในสามปีมานี้ ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา วิกฤติการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยแทนที่จะสงบลง กลับหนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จนสะเทือนเสถียรภาพของสถาบันต่างๆ ให้ง่อนแง่นมากกว่าเดิม แทนที่จะเข็มแข็งขึ้น กลับเป็น "ง่อนแง่น" ไร้ความมั่นคงมากกว่าเดิม และแก้ไขให้คนกลับไปรักและศรัทธาเหมือนเดิม ไม่ได้แล้วด้วย ตาสว่างแล้ว สว่างเลย ไม่มีทางกลับไปมืดบอดดังเดิมได้อีก

ดังนั้นกติกาที่ไม่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ไม่มีทางที่จะทำให้การขัดแย้งทางการเมืองหมดไปได้

การเมือง ก็เหมือน "การแข่งขันบอลโลก" การจะทำให้เกมสนุกไม่วุ่นวาย คือ "กติกา" ต้องเป็นธรรมจนสองฝ่ายยอมรับ และ "กรรมการ" จะต้องยุติธรรม ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องรักสามัคคีกัน แต่ให้เขาต่อสู้ได้ด้วยความเป็นธรรมก็พอ

บอลโลก ไม่มีใครครองแชมป์ได้ตลอดกาล ไม่มีทีมที่ชนะตลอดกาล คนแพ้ก็ไปปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ฝึกซ้อมใหม่ เพื่อลงแข่งในรอบหน้า ไม่ใช่หาเรื่องล้มกติกา เพื่อให้ตัวเองได้เปรียบเอาชนะคู่แข่งโดยใช้กรรมการช่วย กรรมการไปเข้าข้างอีกฝ่าย สุดท้ายก็วุ่นวายกันทั้งสนาม หาความสงบไม่ได้ เกมก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้ ประท้วงกันวุ่นวายไม่มีจบมีสิ้น

หากเราคิดให้ลึกนิดหนึ่ง ก็จะเห็นว่า หากบอลโลกเป็นแบบนี้ ประท้วงกันวุ่นวาย แทนที่จะเอา หน่วยรักษาความปลอดภัยมาไล่ทุบคนดู และผู้เล่นอีกฝ่าย เกมจะไปต่อได้ ก็ด้วยทำให้กติกาเป็นธรรมเป็น Fair game กรรมการเป็นธรรม ความวุ่นวายก็สงบไป ใครแพ้ชนะไม่ใช่ประเด็นสำคัญต่อความเป็นตายของ “กรรมการและประธานฟีฟ่า” แต่เกมที่เป็นธรรม ไม่วุ่นวายต่างหาก คือ หน้าที่ของฟีฟ่า

หากวุ่นไม่จบ จนประชาชนรำคาญมากเข้า ก็จะ "ปิดสนาม เปลี่ยนตัวประธาน FIFA" อย่างทื่หวาดระแวงกันขณะนี้

แล้วจะหนาว ตอนนี้เขาก็ก่นด่าประธานกันวุ่นวายแล้ว บางพวกไปไกลถึงขนาดไม่เอาประธานฯ เลยก็มี

ผมไม่ค่อยกังวล เกมการแก้ไข รธน. เท่าไหร่ ไม่ถือว่าเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบมากนัก (แต่พรรคเล็กๆ คิด เพราะเขาคิดว่ารวมเบอร์ พวกเขาสู้ไม่ได้)

ส่วน ปชป. จะใช้เกมนี้ ซื้อเวลาอยู่ต่อ ผมก็ไม่กังวลมากนัก อยากซื้อก็ซื้อไป อย่างมากหมดสมัยสภานี้ แค่นั้น

อยากเป็น "รัฐบาลให้นานที่สุด ภายใต้ศรัทธาที่เสื่อมสุดๆ ก็ไม่ว่ากัน " นายชวน หลีกภัย" เคยทำมาแล้วในปี 2540-2544 ยื้อจนหมดอายุสภา สุดท้ายก็แพ้ราบคาบ

อยู่นานไม่ได้หมายความว่าจะชนะตลอดไป ผมยินดีให้อยู่จนหมดสมัย เพราะทั่วโลกเขาก็มีสมัยรัฐบาลกันแบบนี้

ยิ่งนาน "อำนาจศักดินาอำมาตย์" ยิ่งเสื่อม หรือ "หายไปแล้ว" เช่น พล.อ.เปรม ก็คงไม่มีบารมีคุ้มครองแล้ว .... ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

อยู่นานไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ได้ตลอดไป

มหกรรมค่าหัวคิวเขย่าไทยเข้มแข็ง

ที่มา thaifreenews

โดยทีมข่าวการเงิน โพส์ทูเดย์

ดูเหมือนว่าข่าวคาวการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล จะ “ดัง” ขึ้นทุกขณะ
ไล่ตั้งแต่การที่ชมรมแพทย์ชนบทออกมาเปิดโปงการยัดเยียดให้ซื้อเครื่องมือแพทย์ให้แก่สถานีอนามัยและโรงพยาบาลในต่างจังหวัด

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด หรือ ยูวี แฟน ราคาเครื่องละ 4 หมื่นบาท จำนวน 800 ตัว

ตาม มาด้วยกลิ่นตุๆ ของการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา มูลค่ากว่า 710 ล้านบาท ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการล็อกสเปกเอื้อบริษัทรับเหมา

แต่ที่ซัดตรงๆ แบบ “ชัดเจน” ไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา แถมโพล่งกลางวงสัมมนา
นั่นคือกรณี นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างตอนนี้กำลังเดือดร้อนหนัก

เพราะมีการกิน “ค่าหัวคิว” ในโครงการต่างๆ ภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็งสูงถึง 2025%
“ถ้ากินแค่ 5% ก็คงไม่เป็นไร ถือว่าธรรมดา” นายสันติ ระบุ
งานนี้ถือเป็นการแฉข้อมูล “ใต้โต๊ะ” ขึ้นมาวางให้เห็นกัน “บนโต๊ะ”
ถือว่าน้ำหนักไม่ธรรมดา เพราะเป็นการบอกเล่าของนักธุรกิจรุ่นใหญ่ในสภาอุตสาหกรรม ที่เป็นตัวแทนของบริษัทเอกชนทั่วประเทศ

จากเสียงสะท้อนครั้งนี้ ประเมินสัญญาณได้ว่า ภาคเอกชนเริ่มทนไม่ไหวกับ “ธุรกิจการเมือง” ที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน

หลังจากที่เคยเจ็บปวดกับ “ธนกิจ การเมือง” ในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาก่อน
ความรู้สึกของสังคมตอนนี้ คือเหมือนหนีเสือปะจระเข้หรือไม่??

ทั้งที่ปัญหาการชักหัวคิวอาจไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์อย่างเดียว
แต่ยังหมายรวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีข่าวด้านลบกระเส็นกระสายออกมาไม่เว้นแต่ละวัน
“ค่าหัวคิว” รับเหมาก่อสร้าง ยังทำให้กระทรวงคมนาคมนั่งไม่ติด ต้องออกมาชี้แจงแบบฉับพลันทันใด
โดย นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ตอบโต้ประธานส.อ.ท. ว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะจากเอกชน หรือหากมีจริง เอกชนที่รายงานต่อนายกรัฐมนตรีก็ต้องมีหลักฐานมาแสดง
เพราะโครงการที่คมนาคมรับผิดชอบ โดยเฉพาะกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้างกว่า 2,000 โครงการ

รวมเป็นเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท กระจายไปยังผู้รับเหมาหลายเจ้า ไม่ได้เจาะจงที่รายใดรายเดียว
“มีหลักฐานก็ให้นำมาแสดง เพราะไม่อยากให้พูดอ้างขึ้นมาลอยๆ เพราะทำให้หลายคนเสียหาย” นายสุพจน์ กล่าว
สำหรับโครงการที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ โครงการถนนไร้ฝุ่น ที่พรรคภูมิใจไทยภูมิใจนำเสนอนั้น
ก่อนหน้านี้ มีข่าววงในออกมาว่า ได้มีการแบ่งเค้กให้สส.แต่ละจังหวัด แต่ละพรรคไปคนละเส้นสองเส้น
เรียกได้ว่าแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ เพราะเรื่องผลประโยชน์ไม่มีฝักฝ่าย มีแต่พรรค พวก และเพื่อน

โดย นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ยืนยันว่า การเก็บค่าหัวคิวไม่น่าจะเกิดขึ้นกับโครงการถนนไร้ฝุ่น เพราะเป็นโครงการขนาดเล็ก วงเงินก่อสร้างแต่ละโครงการไม่มาก อยู่ที่ 2030 ล้านบาท
อีกทั้งกำไรแต่ละโครงการก็ไม่มาก คือโครงการที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท จะอยู่ที่ 12.5% เกิน 100 ล้านบาท จะอยู่ที่ 9% เท่านั้น

หมายความว่าผู้รับเหมาก็กำไรน้อยอยู่แล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าหัวคิวให้ข้าราชการและนักการเมือง
ปัญหาก็คือถ้าไม่ใช่เรื่องจริง แล้วคนอย่างประธานส.อ.ท.จะกล้าออกมาชนฉะกับรัฐบาลชุดนี้หรือไม่??
มันเสียเครดิต...

เคาะตัวเลขกันให้เห็นจะจะ คือโครงการไทยเข้มแข็ง วงเงินเต็มๆ 1.43 ล้านล้านบาท
หัวคิว 10% เท่ากับเงินตกหล่นระหว่างทาง 1.43 แสนล้านบาท
หัวคิว 20% เงินเข้ากระเป๋าเหลือบไรทางการเมือง 2.86 แสนล้านบาท
ถือเป็นการกระจายรายได้ที่ค่อนข้างกระจุกตัว และจะเขย่าโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลชุดนี้ไปอีกนาน
ถ้าประชาธิปัตย์คุมเกมไม่ดีมีสิทธิไป!!!

มหกรรมค่าหัวคิวเขย่าไทยเข้มแข็ง

ที่มา thaifreenews

โดยทีมข่าวการเงิน โพส์ทูเดย์

ดูเหมือนว่าข่าวคาวการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล จะ “ดัง” ขึ้นทุกขณะ
ไล่ตั้งแต่การที่ชมรมแพทย์ชนบทออกมาเปิดโปงการยัดเยียดให้ซื้อเครื่องมือแพทย์ให้แก่สถานีอนามัยและโรงพยาบาลในต่างจังหวัด

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด หรือ ยูวี แฟน ราคาเครื่องละ 4 หมื่นบาท จำนวน 800 ตัว

ตาม มาด้วยกลิ่นตุๆ ของการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา มูลค่ากว่า 710 ล้านบาท ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการล็อกสเปกเอื้อบริษัทรับเหมา

แต่ที่ซัดตรงๆ แบบ “ชัดเจน” ไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา แถมโพล่งกลางวงสัมมนา
นั่นคือกรณี นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างตอนนี้กำลังเดือดร้อนหนัก

เพราะมีการกิน “ค่าหัวคิว” ในโครงการต่างๆ ภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็งสูงถึง 2025%
“ถ้ากินแค่ 5% ก็คงไม่เป็นไร ถือว่าธรรมดา” นายสันติ ระบุ
งานนี้ถือเป็นการแฉข้อมูล “ใต้โต๊ะ” ขึ้นมาวางให้เห็นกัน “บนโต๊ะ”
ถือว่าน้ำหนักไม่ธรรมดา เพราะเป็นการบอกเล่าของนักธุรกิจรุ่นใหญ่ในสภาอุตสาหกรรม ที่เป็นตัวแทนของบริษัทเอกชนทั่วประเทศ

จากเสียงสะท้อนครั้งนี้ ประเมินสัญญาณได้ว่า ภาคเอกชนเริ่มทนไม่ไหวกับ “ธุรกิจการเมือง” ที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน

หลังจากที่เคยเจ็บปวดกับ “ธนกิจ การเมือง” ในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาก่อน
ความรู้สึกของสังคมตอนนี้ คือเหมือนหนีเสือปะจระเข้หรือไม่??

ทั้งที่ปัญหาการชักหัวคิวอาจไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์อย่างเดียว
แต่ยังหมายรวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีข่าวด้านลบกระเส็นกระสายออกมาไม่เว้นแต่ละวัน
“ค่าหัวคิว” รับเหมาก่อสร้าง ยังทำให้กระทรวงคมนาคมนั่งไม่ติด ต้องออกมาชี้แจงแบบฉับพลันทันใด
โดย นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ตอบโต้ประธานส.อ.ท. ว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะจากเอกชน หรือหากมีจริง เอกชนที่รายงานต่อนายกรัฐมนตรีก็ต้องมีหลักฐานมาแสดง
เพราะโครงการที่คมนาคมรับผิดชอบ โดยเฉพาะกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้างกว่า 2,000 โครงการ

รวมเป็นเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท กระจายไปยังผู้รับเหมาหลายเจ้า ไม่ได้เจาะจงที่รายใดรายเดียว
“มีหลักฐานก็ให้นำมาแสดง เพราะไม่อยากให้พูดอ้างขึ้นมาลอยๆ เพราะทำให้หลายคนเสียหาย” นายสุพจน์ กล่าว
สำหรับโครงการที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ โครงการถนนไร้ฝุ่น ที่พรรคภูมิใจไทยภูมิใจนำเสนอนั้น
ก่อนหน้านี้ มีข่าววงในออกมาว่า ได้มีการแบ่งเค้กให้สส.แต่ละจังหวัด แต่ละพรรคไปคนละเส้นสองเส้น
เรียกได้ว่าแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ เพราะเรื่องผลประโยชน์ไม่มีฝักฝ่าย มีแต่พรรค พวก และเพื่อน

โดย นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ยืนยันว่า การเก็บค่าหัวคิวไม่น่าจะเกิดขึ้นกับโครงการถนนไร้ฝุ่น เพราะเป็นโครงการขนาดเล็ก วงเงินก่อสร้างแต่ละโครงการไม่มาก อยู่ที่ 2030 ล้านบาท
อีกทั้งกำไรแต่ละโครงการก็ไม่มาก คือโครงการที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท จะอยู่ที่ 12.5% เกิน 100 ล้านบาท จะอยู่ที่ 9% เท่านั้น

หมายความว่าผู้รับเหมาก็กำไรน้อยอยู่แล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าหัวคิวให้ข้าราชการและนักการเมือง
ปัญหาก็คือถ้าไม่ใช่เรื่องจริง แล้วคนอย่างประธานส.อ.ท.จะกล้าออกมาชนฉะกับรัฐบาลชุดนี้หรือไม่??
มันเสียเครดิต...

เคาะตัวเลขกันให้เห็นจะจะ คือโครงการไทยเข้มแข็ง วงเงินเต็มๆ 1.43 ล้านล้านบาท
หัวคิว 10% เท่ากับเงินตกหล่นระหว่างทาง 1.43 แสนล้านบาท
หัวคิว 20% เงินเข้ากระเป๋าเหลือบไรทางการเมือง 2.86 แสนล้านบาท
ถือเป็นการกระจายรายได้ที่ค่อนข้างกระจุกตัว และจะเขย่าโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลชุดนี้ไปอีกนาน
ถ้าประชาธิปัตย์คุมเกมไม่ดีมีสิทธิไป!!!

เที่ยวฮ่องกงแบบถึงลูกถึงคนกับไกด์เสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


โดย มัคคุเทศก์เสื้อแดง
11 ตุลาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:พี่น้องฝ่ายประชาธิปไตย หรือชาวเสื้อแดงที่มีธุรกิจ สินค้า บริการดีๆมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ต่อคนเสื้อแดง ต่อลูกค้า และต่อธุรกิจของท่านเอง แจ้งข่าวมาได้ เรายินดีเปิดพื้นที่ให้การสนับสนุนเสมอ


อะไรคือทัวร์แบบถึงลูกถึงคน ?


โดยปกติแล้ว การทัวร์กับกรุ๊ปทัวร์ทั่ว ๆ ไปที่จัดโดยบริษัททัวร์นั้น จะมีข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง ที่เกี่ยวข้องกับการต้องบริหารเวลา บริหารค่าใช้จ่ายเพื่อให้บริษัทเหลือกำไรให้มากที่สุด

ทำให้ต้องมีการจำกัดเวลาในโปรแกรมท่องเที่ยวกันอย่างสุด ๆ เพราะแต่ละชั่วโมงที่ผ่านไปหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของบริษัท ( ขณะที่กำไรก็ลดลงเป็นเงาตามตัว ) ไม่ว่าจะเป็นค่ารถ ค่าไกด์ หรือค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ ต้องตื่นนอนตามเวลา กินตามเวลา เที่ยวตามเวลา กลับก็ต้องกลับตามเวลาตามโปรแกรมที่กำหนด แม้ว่าอารมณ์ในการท่องเที่ยวของลูกค้าอาจจะยังไม่จบก็ตาม

แต่การทัวร์แบบถึงลูกถึงคน ( ในนิยามของผมเอง ) นั้น เราไม่จำเป็นต้องกำหนดโปรแกรมอะไรลงไปตายตัวเลย สามารถที่จะยืดหยุ่นได้ตลอดเวลา ตามอำเภอใจของลูกค้า เรามีหน้าที่แค่จัดหาที่พัก กับไกด์นำเที่ยว ( ซึ่งก็คือตัวผมเอง )

และกำหนดโปรแกรมการท่องเที่ยวคร่าว ๆ ที่ทัวร์ส่วนใหญ่ต้องไปหรือมักจะไป ส่วนโปรแกรมเสริมในส่วนอื่น ๆ ที่ทัวร์ปกติจะไม่พาไปลง เพราะติดเรื่องค่าใช้จ่ายของรถ ( ที่เกินเวลาเช่า 5 ชั่วโมงต่อวัน ) หรือค่าตัวไกด์ที่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา แต่เราจะพาท่านไปหากท่านต้องการ ไม่ว่าจะเป็นมุมมืดหรือมุมสว่างของฮ่องกงที่ท่านอยากเห็นอยากสัมผัส

ท่านอยากจะตื่นกี่โมง อยากกินกี่โมง อยากไปเที่ยว-อยากกลับกี่โมงขอให้บอก รับรองว่าบริการกันถึงใจแบบถึงลูกถึงคนชนิดที่ว่าถ้าลูกค้าไม่อยากกลับ ไกด์ก็ไม่ต้องนอนกันเลยทีเดียว

บางท่านอาจจะสงสัยว่าอ้าว ถ้าทุกอยากมันตามใจฉันแบบนี้แล้วจะไปจ้างไกด์ทำไมให้เสียตังค์ มาเที่ยวกันเองไม่ดีกว่าหรือ ขอบอกว่าการมาเที่ยวฮ่องกงแบบไม่มีไกด์ท้องถิ่นบริการนั้นมันยากกว่าที่ท่านคิดครับ

คนไทยส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าคนฮ่องกงทั่วไปต้องเก่งภาษาอังกฤษเพราะเคยเป็นเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน ขอบอกว่าท่านเข้าใจผิดครับ

คนฮ่องกงส่วนใหญ่ภาษาอังกฤษก็พอ ๆ กับคนไทยนั่นแหละครับ คือพูดไม่ได้เป็นส่วนมาก โดยเฉพาะคนชั้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของเรา เช่นคนขายของข้างทาง คนขับรถประจำทาง คนขายติ่มซำ คนเหล่านี้เสน็ก ๆ ฟิช ๆ ทั้งนั้นแหละครับ ต้องเป็นคนชั้นกลางขึ้นไปถึงคนชั้นสูงเท่านั้นที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษกับท่านได้แบบรู้เรื่อง

เพราะฉะนั้นถ้าท่านมากันเอง แค่ถามทาง ถามหาป้ายรถเมล์ หาป้ายรถไฟใต้ดิน ก็จอดไม่ต้องแจวแล้วละครับหมดอารมณ์สนุกกันพอดี ขนาดผมเองอาศัยอยู่ที่นี่ เวลาไปที่ที่ไม่เคยไปถามชื่อถนนเป็นภาษาอังกฤษยังไม่มีคนตอบได้เลยครับ ต้องไปพลิกตำราค้นหาชื่อถนนเป็นภาษากวางตุ้งไปโน่น

การมีไกด์ท้องถิ่นคอยบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ ก็เหมือนการไปเดินป่าโดยมีคนนำทางที่ชำนาญพื้นที่คอยนำท่านไปนั่นแหละครับ รับรองไม่มีหลง แต่ถ้าท่านไปกันเองแค่ต่างจังหวัดนี่ก็อลเวงแล้วใช่ไหมครับ ไหนยังจะต้องวุ่นวายเกี่ยวกับการหาห้องพัก การเดินทาง การกินการอยู่อีกสารพัดประเภทสั่งไก่แล้วได้เป็ดนี่เจอกันเป็นประจำ แต่ถ้ามีผมท่านสบายไปสามสิบสองอย่างแบบที่ท่านไม่ต้องออกแรงอะไรเลย

หน้าที่ของผมคืออะไร ?

ในฐานะไกด์ท้องถิ่นที่ทำงานในพื้นที่ ( และมีใบอนุญาตถูกต้องไม่ใช่ไกด์เถื่อน ) ผมมีหน้าที่บริหารจัดการในเรื่องของโปรแกรมการท่องเที่ยวที่เหมาะสม ที่จะเสนอแนะ หรือจัดโปรแกรมให้ท่านไป , จัดหาที่พักที่สะอาด สะดวก ปลอดภัย และราคาไม่สูงเกินไปนักให้แก่ท่าน , จัดการเรื่องการเดินทาง , อาหาร , และทุก ๆ เรื่องในทุก ๆ กิจกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวของท่านในฮ่องกงตลอดระยะเวลาที่ท่านใช้ชีวิตอยู่ในฮ่องกง

รายได้ของผมคืออะไร และแบบไหนที่ท่านต้องจ่าย ?

รายได้ของผมคิดจากค่าบริการในการจัดหาที่พัก นำเที่ยว และบริหารจัดการในทุก ๆ เรื่อง ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างบน รายละเอียดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีดังนี้


1.ค่าใช้จ่ายหลักที่ต้องจ่ายแน่ ๆ คือค่าไกด์ ค่าที่พัก ค่าบริหารจัดการในทุก ๆ เรื่องคนละ 400 เหรียญต่อวัน

( นี่เป็นในกรณีที่พักในโรงแรมเล็ก ๆ ที่ผมจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป แต่ถ้าหากท่านจะพักในโรงแรมใหญ่ ๆ มี ระดับก็ต้องจ่ายในอีกราคาหนึ่ง )
1.2ค่ารถรับ-ส่งสนามบิน ค่ารถซิตี้ทัวร์ ค่ารถไฟฟ้าใต้ดิน และค่าเดินทางตลอดโปรแกรมโดยเฉลี่ยประมาณ 300 เหรียญต่อ คน

1.3.ค่าอาหาร ( มาตรฐานทัวร์ปกติปกติไม่มีอาหารพิเศษประเภทซีฟู้ดหรือ หูฉลาม หอยเป๋าฮื้อ ) เฉลี่ยวันละประมาณ 200 เหรียญต่อคน ( 3 มื้อ ) ถ้าวันไหนทานไม่ครบสามมื้อคิดมื้อละ 70 เหรียญ

นี่คือค่าใช้จ่ายหลักที่ท่านจะต้องจ่ายให้กับผมส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ลูกค้าจะเป็นคนจ่ายเองทั้งหมดตาม ความเป็นจริงโดยค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าตั๋วเข้าชมสถานที่ของไกด์ลูกค้าเป็นคนรับผิดชอบ เช่น ถ้าท่านมากันสิบคนท่านต้องซื้อตั๋วเข้าชมดีสนี่ย์แลนด์สิบเอ็ดใบแล้วหารด้วยสิบเป็นต้น

2.ค่าใช้จ่ายแบบตัวเลือก ( Optional ) คือค่าใช้จ่ายในการเที่ยวชมสถานที่ที่ต้องซื้อตั๋วเข้าชม ซึ่งท่านสามารถเลือกได้ว่าจะไป หรือไม่ไปที่ไหนก็ได้ โดยมีรายละเอียดของราคาค่าเข้าชมของแต่ละสถานที่ดังต่อไปนี้

2.1.ฮ่องกงดีสนี่ย์แลนด์ ผู้ใหญ่ 400 เหรียญ / เด็ก 3-11 ขวบ 300 เหรียญ / ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 200 เรียญ( ราคา เฉลี่ยรวมค่าตั๋วไกด์ )

2.2.ฮ่องกงโอเชี่ยนพาร์ค ผู้ใหญ่ 300 เหรียญ / เด็ก 3-11 ขวบ 200 เหรียญ / เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบและผู้ใหญ่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไปฟรี

2.3.กระเช้าลอยฟ้าพระใหญ่ ผู้ใหญ่กระเช้าธรรมดา 250 เหรียญ - กระเช้าแก้ว 300 เหรียญ / เด็กอายุ 3-11 ขวบ กระเช้าธรรมดา 150 เหรียญ กระเช้าแก้ว 200 เหรียญ / คนแก่อายุ 65 ปีขึ้นไปกระเช้าธรรมดา 200 เหรียญ กระเช้า แก้ว 250 เหรียญ

2.4.ค่าเรือข้ามฟากไปมาเก๊าชมเวเนเชี่ยนคาสิโนคอมเพล็กซ์คนละ 400 เหรียญ

ผมคำนวณดูแล้วถ้าเที่ยวกันแบบทัวร์ปรกติทั่วไป สถานที่ท่องเที่ยวหลักครบ ( ฮ่องกงดีสนี่ย์แลนด์ , โอเชี่ยนพาร์ค , กระเช้าพระใหญ่ , เวเนเชี่ยนกาสิโน ) ทานอาหารกันแบบมาตรฐานทัวร์ไม่มีอาหารพิเศษแบบหูฉลามหรือซีฟู้ด น่าจะมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 1,000 เหรียญฮ่องกง ( ประมาณ 4,500 บาท ) ต่อคนต่อวันหรือถูกกว่าครับ

บอกก่อนนะครับว่าทัวร์ในรูปแบบของผม เหมาะสำหรับท่านที่จะมากันเป็นกลุ่มหลาย ๆ คน ที่ต้องการไกด์ในการบริหารจัดการในเรื่องกิจกรรมต่าง ๆ อย่างครบวงจร โดยเฉพาะท่านที่อยากจะมากันเป็นครอบครัวแล้วอาจจะมีสมาชิกที่เป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งผมยินดีบริการให้เต็มที่ด้วยหัวใจของการบริการ ผมรู้สึกมีความสุขเวลาที่เห็นคนเขามาเที่ยวแล้วเขาแฮปปี้ โดยเฉพาะเวลากิน ถ้าเห็นท่านกินแล้วดูเอร็ดอร่อยผมจะภูมิใจมาก

แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่า การมาเที่ยวในรูปแบบนี้เหมาะสำหรับท่านที่พร้อมจะจ่ายเพื่อหาความสุขกับการท่องเที่ยวพอสมควร เพราะราคาค่าใช้จ่ายที่ผมคำณวนให้ไม่น่าจะถูกกว่าการมากับทัวร์ทั่วไปเท่าไหร่นัก อาจจะแพงกว่าด้วยซ้ำ แต่ถ้าแลกกับการท่องเที่ยวที่อิ่มเอมอย่างเต็มที่แล้วผมคิดว่าคุ้มครับ

รายละเอียดและกิจกรรมต่าง ๆ

1.ที่พัก...พักโรงแรมเล็ก ๆ ใจกลางย่านท่องเที่ยวถนนจอร์แดน - จิมซาจุ่ย เป็นศูนย์กลางการเดินทาง สะดวก สะอาด ปลอดภัยขนาดสองเตียง( พักห้องละสองคน )มีอินเตอร์เน็ตบริการฟรีรับรองว่าเล็ก ๆ แต่โดนใจ( เราจะไม่เน้นเรื่องที่พักว่าต้องโรงแรมใหญ่ ๆ หรู ๆ เพราะยังไงก็เอาไว้แค่นอน แต่เราจะเน้นกันไปที่การเที่ยวอย่างสุดคุ้มมากกว่าครับ )

2.การเดินทาง...เดินทางด้วยขนส่งมวลชนของฮ่องกงที่สะดวก และตรงเวลา ทั้งรถไฟใต้ดิน รถเมล์สองชั้น รถเล็ก 16 ที่นั่ง เรือโดยสารข้ามฟากที่ทุกอย่างเชื่อมประสานกันเป็นเครือข่ายใยแมงมุมทั่วเกาะฮ่องกง ถ้าเดินทางกันเกินสิบคนสามารถเรียกใช้รถโค้ชได้เพราะเฉลี่ยค่าใช้จ่ายจะพอ ๆ กับนั่งรถโดยสารสาธารณะแต่จะสะดวกสบายกว่ามาก


3.อาหาร...ตามมาตรฐานทัวร์สามมื้อ ถ้าเพิ่มเมนูพิเศษเช่นหอยเป๋าฮื้อ หูฉลาม หรือซีฟู้ดย่านเหลย์หยี่หมุ่นอันเลื่องชื่อของฮ่องกงก็จ่ายเพิ่มตามราคาความเป็นจริง

4.อื่น ๆ ...นอกจากโปรแกรมหลัก ๆ แล้ว ถ้าอยากจะไปท่องเที่ยวในโปรแกรมอื่น ๆ ที่ไม่มีในบริการทัวร์ปกติ เช่นไปเดินตลาดผู้หญิง ตลาดผู้ชาย ถนนศาลเจ้า หรืออยากไปดูมุมมืด ๆ ของฮ่องกงเช่นไปดูเซ็กส์ทอยข้างถนน แผงขายซีดีโป๊ถูกกฏหมายก็พร้อมจัดให้ถ้าท่านอยากไปดู


ตัวอย่างโปรแกรมทัวร์ฮ่องกงแบบถึงลูกถึงคนภายในห้าวัน


วันที่หนึ่ง...พบลูกค้าที่สนามบิน พาเข้าที่พักจากนั้นพาท่องถนนนาธาน เดินเที่ยวถนนศาลเจ้าที่มีชื่อเสียง ทานข้าวเย็น เดินเที่ยวย่านช็อปปิ้งจิมซาจุ่ยชมทัศนียภาพริมฝั่งท่าเรือสตาร์เฟอร์รี่ที่สวยงามดั่งภาพในความฝัน ชมการแสดงแสง สี เสียง ที่ได้รับการบันทึกจากกินเนสส์บุ๊คว่าเป็นการแสดงแสง สี เสียง กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก( ตึกสูงต่าง ๆ ที่เด่น ๆ ทั้ง สองฟากฝั่งจะเปลี่ยนสีสลับกันไปพร้อมกับจังหวะดนตรีที่เปิดประกอบ )จากนั้นพากลับที่พัก


วันที่สอง...ทานอาหารเช้า,ฮ่องกงซิตี้ทัวร์ พาไปชมวิคตอเรียพีคจุดชมวิวที่ดีที่สุดในฮ่องกง,พาไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่หาดน้ำตื้น,ชมสินค้าเครื่องประดับที่เกี่ยวกับศาสตร์ฮวงจุ้ยที่ฮ่องกงจิวเวลรี่,ชมเครื่องประดับหยกที่สมาคมหยก,ปิดท้ายโปรแกรมแห่งวันด้วยการทัวร์ฮ่องกงดีสนี่ย์แลนด์,ทานข้าวเย็นแล้วกลับเข้าที่พัก

วันที่สาม...ทานอาหารเช้า,พาไปไหว้ขอพรที่ศาลเจ้าหว่องไต่ซิ้น( หวังต้าเซียน )ที่ศักดิ์สิทธิ์ผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการให้เพราะส่วนใหญ่ถ้าใครมาบนอะไรไว้ก็มักจะได้ตามที่ขอ,พาไปชมอุดรธานีสองไทยทาวน์แห่งฮ่องกง ทานอาหารกลางวัน,จากนั้นปิดท้ายโปรแกรมแห่งวันด้วยการทัวร์ฮ่องกงโอเชี่ยนพาร์ค ชมการแสดงของปลาโลมาและแมวน้ำแสนรู้ตามไปดูหมีอดนอนจนขอบตาคล้ำ,ทานข้าวเย็นกลับเข้าที่พัก


วันที่สี่...ทานข้าวเช้า,ข้ามฝั่งด้วยเรือเฟอร์รี่ไปมาเก๊า,ชมความโอ่อ่าอลังการงานสร้างของเวเนเชี่ยนคอมเพล็กซ์คาสิโน,โบสถ์เซนต์ปอล และสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่ขึ้นชื่อของมาเก๊า,นั่งเรือเฟอร์รี่กลับมาฮ่องกงโดยเรือเที่ยวค่ำ


วันที่ห้า...ทานอาหารเช้า,กลับเข้าที่พักเช็คเอาท์,ออกเดินทางพร้อมสัมภาระ,ขึ้นกระเช้าลอยฟ้าไปไหว้พระใหญ่บนยอดเขา,ทานอาหารเจที่อร่อยยิ่งกว่าอาหารคาวปกติทั่วไปหลายเท่า( อิ่มทั้งกายอิ่มทั้งใจ ),นั่งกระเช้าลงจากยอดเขาแวะชมและเลือกซื้อสินค้าราคาถูกที่ซิตี้เกทเอาท์เลท,เดินทางสู่สนามบินเพื่อบินกลับเมืองไทย


หมายเหตุ ** นี่เป็นการร่างโปรแกรมคร่าว ๆ ในสถานที่หลัก ๆ ที่ทัวร์ไทยส่วนใหญ่ชอบไป ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ยังไม่ถึงที่สุดสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า


** ขอแนะนำให้ท่านรวมกลุ่มกันมาอย่างน้อยสิบท่าน เพราะค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวจะถูกลงเรื่อย ๆ ตามตัวหารที่เพิ่มขึ้นแต่ถ้ามากันน้อยกว่าสิบท่านค่าเฉลี่ยต่อหัวก็จะสูงขึ้นสวนทางกันครับ

** แต่ถ้าท่านจะมาแบบน้อยคน และน้อยวันกว่าที่ผมจัดโปรแกรมไว้ก็ลองเมล์มาสอบถามกันได้ครับ ทุกอย่างยืดหยุ่นถึงลูก ถึงคนได้ตามนิยามของผม

**หรือท่านอยากจะท่องเที่ยวแบบทัวร์ตามระบบ ผมก็สามารถจัดหาเอเย่นต์ทัวร์ดี ๆ ถูก ๆ ให้ได้ครับ

**นอกจากนี้ผมยังรับจัดหา จัดซื้อ สินค้าทุกชนิดในฮ่องกงและรับจัดส่งให้ถึงบ้านเลยทีเดียว


สนใจติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่มัคคุเทศน์เสื้อแดง อีเมล์ enindytour@live.hk