WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 13, 2009

ใครกัน(วะ) ที่ว่ารักชาติ……..

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ akausa
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
13 ตุลาคม 2552

เจ็ดสิบกว่าปีที่ผ่านมา….. ตั้งแต่ผมยังไม่เกิด……

กลุ่มคนที่รักชาติ ปราถนาดีต่อชาติ อยากให้ชาติเจริญทัดเทียมกับอารยประเทศ ก็เห็นมีแต่คณะราษฎรเท่านั้น ที่มีความตั้งใจ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศ

แต่ก็ต้องพ่ายแพ้แก่พวกที่เห็นแก่ตัว ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาครองอำนาจบ้านเมือง ล้างสมองมอมเมาประชาชนพวกที่มีความรู้ แม้จะไปศึกษาต่อต่างประเทศมา ได้รู้ได้เห็น ความเจริญของประเทศต่างๆแล้ว

กลับมาเมืองไทย แทนที่จะคิดทำนุบำรุงบ้านเมือง กลับเอาตัวไปเป็นทาษศักดินาอำมาตย์เสียสิ้น เพื่อความสุขความสบายของตัวเอง วงศาคณาญาติและพวกพ้อง

พวกนี้น่ะหรือ ที่ว่ารักชาติ

พวกนี้ และพวกนักการเมืองน้ำเน่าทั้งหลายนั่นแหละ ที่พาบ้านเมืองเราล่มจม ถอยหลังไปทุกวี่ทุกวัน

คนระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศ ต้องอยู่อย่างลำบากลำบนมาชั่วนาตาปี ถูกกดขี่ข่มเหง กดดันให้มีชีวิตอยู่ในความหวาดกลัว ไม่ให้เผยออ้าปากได้ใดๆ

กลุ่มคนไม่ถึง 1% ของประเทศ ซึ่งหมายถึงข้ารัฐการทั้งหลาย ทำตัวเป็นเจ้านาย อยู่เหนือประชาชน มีชีวิตอยู่อย่างมีอภิสิทธ์ มากน้อยก็ลดหลั่นตามกันไป ตามตำแหน่งอำนาจหน้าที่

คราวจะเสียอำนาจ เมื่อตอนทักษิณก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ ต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ในประเทศ พวกนี้ จึงลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างสุดฤทธิ์ เหมือนอย่างที่คณะราษฎร ที่เคยถูกต่อต้านมาแล้ว

แล้วจะต้องไปยอมมันทำไม ทำไมถึงต้องยอม ?

ทำไมต้องไปเรียกร้องเอาสิทธิคืนมา ?

ทำไม่ไม่ประกาศใช้สิทธินั้นเสียเลยว่า ต่อไปนี้ “กูไม่ยอมแล้ว“

รัฐอยู่ได้ด้วยเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น มันถูกต้องอยู่หรือ ที่เรายังต้องเป็นเหมือนทาษเหมือนไพร่ ต้องอยู่ในกรอบที่พวกมันขีดให้ไว้

70 กว่าปีที่ผ่านมา… ถ้าพวกที่ว่ารักชาติ สอนให้เรารักชาติ พัฒนาการศึกษาอย่างจริงจังแล้ว ป่านนี้ประเทศไทยไปถึงไหนๆ แล้ว

ฉะนั้นผมถึงกล้ากล่าวว่า 70 กว่าปีที่ผ่านมา ผมไม่เห็นมีหมู่ใด คณะใด ที่รักชาติ มีความปราถนาดีต่อชาติ เหมือนคณะราษฎร จะมีก็ในสมัยทักษิณนี่แหละ แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างสุดฤทธิ์อย่างที่เห็นกันอยู่

อยากจะเห็นจริงๆ ว่า เมื่อไหร่ ประชาชนจะออกมาใช้สิทธิ์ประกาศว่า “กูไม่เอามึงแล้ว“

ไม่ต้องไปเรียกร้องเอาให้เสียเวลาหรอก

“อารยขัดขืน “ จะเป็นวิธีเดียว ที่จะได้สิทธิคืนมา แล้วใช้สิทธินั้น เลือกคนขึ้นมาบริหารบ้านเมือง บริหารไม่ดี ไม่เป็น ครั้งต่อไป ก็ไม่ต้องเลือกครับ

ผมก็เขียนขึ้นมาด้วยใจหดหู่ของสภาพบ้านเมืองในเวลานี้ แต่ก็ไม่ท้อ

ยังคิดอยู่เสมอว่า… วันไหนคนไทยตาสว่างพร้อมกันแล้ว….. วันนั้นแหละ คือวันจุดจบของศักดินาอำมาตย์

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(13ตุลา):วันตาสว่างแห่งชาติ

ที่มา Thai E-News


***คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2552 ตรงกับวันแรม 9 ค่ำ เดือน 11 ชมรมจักษุไสวแห่งประเทศไทย ในประชาชนูปถัมภ์ฝากข่าวมาว่าเป็นวันตาสว่างแห่งชาติ แต่ไม่ได้บอกว่าจัดกิจกรรมกันที่ไหน เวลาใด บอกมาเพียงแต่ว่า 13 ตุลาคมของทุกปี คนไทยร่วมรำลึก "วันตาสว่างแห่งชาติ" หากทางชมรมจักษุไสวแห่งประเทศไทยมีรายละเอียดก็แจ้งมาที่"นักข่าวชาวรากหญ้า"เพิ่มเติมด้วย จะได้ช่วยลงรายละเอียดให้คนไทยเข้าร่วมกิจกรรมให้คึกคัก สมดังเจตนาของชมรมฯ***

***กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยและเครือข่าย 6 องค์กร ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานรำลึกวันประชาธิปไตยสานต่อเจตนารมณ์วีรชน 14 ตุลา16 ยกเลิกรัฐธรรมนูญเผด็จการ ในวันพุธที่ 14 ตุลาคม 52 เวลา 17.00-23.00 น.ที่ท้องสนามหลวง

18.30 น. ร่วมกันวางหรีดแด่ ผู้ทรยศเจตนารมณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

19.00 น. ชมละครการเมือง “อำมาตยาท่าจะบ๊อง”/ขับขานบทเพลง “ปณิธานเสรีชน”

19.30 น. ฟังการปราศรัย สานต่อเจตนารมณ์วีรชน 14 ตุลาคม 2516

20.00 น. ชมวีดิทัศน์ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม เปิดฟ้าใหม่สู่ยุคประชาธิปไตยของประชาชน

20.30 น. ประกาศสืบทอดเจตนารมณ์ ร่วมกันยกเลิกรัฐธรรมนูญเผด็จการ ผลักดัน รัฐสภาออกกฎหมายการนิรโทษกรรมทางการเมืองให้กับทุกฝ่าย ทุกประเด็น และทุกคน เพื่อการสมานฉันท์ในสังคม

22.30 น. ปิดงาน***


***งานนี้พบกับ ตัวแทนนักศึกษา ตัวแทนนักวิชาการ ตัวแทนองค์กรประชาชน อาทิเช่น ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสร็ฐ ดร.สุนัย จุลพงษ์ศธร จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ ชูพงษ์ ถี่ถ้วน สมยศ พฤกษาเกษมสุข ฯลฯ จัดโดย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กลุ่มไผ่แดง กลุ่มแดงตากสิน กลุ่มบางซ่อน 51 กลุ่มพลังประชาธิปไตย กลุ่มแดงพระราม 2 สอบถาม – สนับสนุน 089-5007232/081-5517017/081-4000433 ***

***กิจกรรมงานของคนเสื้อแดงที่เชียงใหม่

18 ตุลาคม 2552 คอนเสิร์ต วิสา คัญทัพ , ไพจิต อักษณรงค์ ที่อำเภอดอยเต่า

19 – 20 ตุลาคม 2552 โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช. แดงทั้งแผ่นดิน สนามกีฬา 700 ปี

20 ตุลาคม 2552 คอนเสิร์ตร่วมดื่มร่วมร้องเพลงแบบกันเองกับ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ , วิสา คัญทัพ , ไพจิต อักษณรงค์ , วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย , สมชาย ไพบูลย์ ที่ร้านปลาชานเมือง (หน้าศาลากลาง) เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป บัตรราคา 300 บาทต่อท่าน รายได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว นปช.ส่วนกลางจะมอบให้ นปช.เชียงใหม่ ไว้เป็นทุนดำเนินงานเพื่อประชาธิปไตยต่อไป ผู้ดำเนินงาน คุณ สมชาย ไพบูลย์***

***เบื่อสื่อกระแสหลัก ไม่รักสื่อเหลือง เคืองสื่อแดง อยากได้ข้อมูลข่าวสารกลางๆแถมได้ช่วยสนับสนุนกระดานสนทนาโปรดของท่าน เชิญใช้บริการ ประชาไท SMS สมัครรับข่าว SMS จากประชาไท เพียง 29 บาท/เดือน ทดลองใช้งานฟรี 14 วัน เพียงพิมพ์ข้อความ R 01 และส่งมาที่หมายเลข 4853560 (ใช้ได้ทุกระบบ AIS, DTAC, True Move) ***

***คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ยินดีเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร กิจกรรมของพี่น้องชาวเสื้อแดง พี่น้องฝ่ายประชาธิปไตย ผู้รักชาติ รักความเป็นธรรมทุกคนทุกท่าน ทุกองค์กร หากมีกิจกรรมใดอยากให้ช่วยเผยแพร่ไปยังผู้อ่านในวงกว้างทั่วไทยและทัวโลก ส่งข่าว กำหนดการ หรือกิจกรรม รูปถ่าย คลิปข่าว คลิปกิจกรรมมาได้ที่thaienews@googlegroups.comแล้วเราจะเผยแพร่ให้ฟรี ไม่ต้องเสียสตังค์ค่าลงข่าวแต่อย่างใด***

Monday, October 12, 2009

“อภิสิทธิ์” – “ฮุนเซน” / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ


วิทยา ตัณฑสุทธิ์12/10/2552


“อภิสิทธิ์” – “ฮุนเซน”

คนในวงการธุรกิจคุยกันเมื่อเทียบเคียงฝีมือความสามารถของสมเด็จฮุนเซนผู้นำเขมรกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำไทยแล้ว พบว่าห่างชั้นกันมาก
นักธุรกิจลำดับความว่า ประเทศไทยแตกแยกมีม็อบอาละวาด มีจลาจล มีการรัฐประหาร และเพียงชั่วเวลาแค่สองปีมีการเปลี่ยนนายกฯถึง 4 คน มีพรรคการเมืองถูกยุบไปหลายพรรค คนที่เป็นมันสมองด้านการเมืองในพรรคที่โดนยุบถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนาน 5 ปี ทำให้คนเหล่านี้ซึ่งมีจำนวนรวมกัน 220 คน มีสภาพเหมือนเป็นอัมพาต
การเมืองไทย จมอยู่ในแดนสนธยาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2548 ซึ่งเมื่อนับเวลาจนถึงขณะนี้ (เดือนตุลาคม 2552) เป็นเวลานานกว่า 4 ปี และถึงแม้จะพยายามหวนกลับมาสู่เส้นทางประชาธิปไตยเขียนรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2550 ขึ้นมาใช้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ก่อปัญหา เพราะเขียนโดยกลุ่มคนที่คณะทำรัฐประหารแต่งตั้ง
เนื้อหาในรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ เพราะยังยึดแนวทางทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ มีระบบเลือกตั้งผสมกับแต่งตั้ง เปิดช่องให้คนที่อยู่นอกระบบแทรกตัวเข้ามาผสมโรง ให้องค์กรอิสระมีอำนาจครอบจักรวาล และการยุบพรรคการเมืองก็ยังทำได้ง่ายเหมือนเดิม
สภาพการเมืองในลักษณะพิกลพิการเช่นนี้ ทำให้ไม่มีรัฐบาลชุดใดสามารถผลักดันนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลแต่ละชุดเสียเวลาไปกับการต่อสู้โจมตีทำลายกัน ต้องประคองตัวให้รอดพ้นมรสุมที่ถาโถมเข้าใส่ทั้งด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมที่แตกแยกขยายตัวกว้างใหญ่มากขึ้น
หลังจากมีการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่านายกฯทั้ง 4 คนได้แก่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้สำเร็จ
ที่แย่กว่านั้นก็คือนายกฯบางคนกลับสร้างปัญหาใหม่ และทำให้การแตกแยกในสังคมขยายบานปลายหนักมากขึ้น สภาพเช่นนี้จึงทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดลงไปโดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะโงหัวขึ้นมาได้ และการที่นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดว่าเศรษฐกิจไทยตกต่ำแบบตัว V คือลงเร็วแล้วขึ้นเร็วนั้น นักธุรกิจส่ายหัวบอกว่าคำพูดนี้ไม่จริง
นักธุรกิจมองว่า เศรษฐกิจไทยทรุดครั้งนี้เสียหายหนักกว่ายุคฟองสบู่แตกปีพ.ศ.2540 และถ้าจะบอกว่าตกต่ำแบบตัว U ก็ไม่จริงเช่นกัน เพราะตกแบบดิ่งพสุธาลงติดพื้น แล้วก็ลากยาวไปเรื่อย ซึ่งถ้าเขียนเป็นกราฟก็จะคล้ายตัวไส้เดือนมากกว่า
นักธุรกิจอยากให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทบทวนการบริหารประเทศด้วยใจที่เปิดกว้างและเป็นกลางอย่าเอาพูดถึงส่วนดีด้านเดียว และอยากให้ดูการทำงานของผู้นำประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ ลาวและเขมร เพราะสองประเทศนี้ด้อยพัฒนาล้าหลังกว่าไทย แต่ผู้นำของเขามีระบบบริหารจัดการที่มีเอกภาพ และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
โดยเฉพาะเขมรซึ่งมีปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกับไทย สิ่งที่สมเด็จฮุนเซนผู้นำเขมรก็คือ การเชื้อเชิญบริษัทเชฟรอนของสหรัฐ บริษัทโตเตลของฝรั่งเศส และบริษัทเอ็มโอ อีซีโอ ของญี่ปุ่น ให้มาสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซในทะเลด้านติดกับอ่าวไทย โดยสมเด็จฮุนเซนยืนยันให้ความมั่นใจกับกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ว่า ไม่มีปัญหาใดๆ เพราะเขมรมีสิทธิในพื้นที่สำรวจ
ส่วนฝ่ายไทยก็ยืนยันเช่นกันว่า พื้นที่เหล่านั้นเป็นของไทย และกำลังหาทางเจรจากันเพื่อให้ได้ข้อยุติทั้งพื้นที่บนบกบริเวณเขาพระวิหาร กับพื้นที่ในทะเลใกล้เกาะกูดของไทย
นักธุรกิจชี้ให้เห็นว่า สมเด็จฮุนเซนเดินหน้าล้ำไปไกล ผิดกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านทั้งเขมรและพม่า และขณะที่สมเด็จฮุนเซนเดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่นายอภิสิทธิ์กลับทำได้แค่นั่งรอให้มีการเจรจาแบบสันติกับเขมร
ซึ่งไม่มีว่าจะเริ่มเจรจากันได้เมื่อไหร่ และจะใช้เวลายืดเยื้อยาวนานแค่ไหน จะทำเสร็จสิ้นในชาติหน้าตอนบ่ายๆหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

เกมอำนาจกับการเมืองใหม่

ที่มา มติชน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์



คนของประชาชน เคลื่อนไหวไปไหนมาไหน สปอตไลท์ย่อมฉายจับทุกย่างก้าวเป็นธรรมดา

ผู้สื่อข่าวถามคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกรณีที่มีข่าวว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ อยู่ร่วมในวงสนทนาที่บ้านพักนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี คุยกันเรื่องผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คุณอภิสิทธิ์ไม่ตอบ แต่หัวเราะ และส่ายหน้าไปๆ มาๆ ก่อนเดินจากไป

อ่านข่าวแล้วเป็นใครก็คงสรุปว่า คุณอภิสิทธิ์ทั้งไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ

วันต่อมานายสนธิพูดในรายการทีวีว่า เป็นการเข้าใจผิด ตนไม่ได้ไปบ้านนายกอร์ปศักดิ์จึงไม่ได้คุย ไม่รู้ด้วยว่าบ้านนายกอร์ปศักดิ์อยู่ไหน เขียนกันไปเอง เลอะเทอะ เปรอะเปื้อน

เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ แต่อีกฝ่ายหนึ่งปฏิเสธ สังคมจะเชื่อถือคำพูดของใคร อะไรคือความจริงกันแน่

ครับ ในสังคมประชาธิปไตย ใครจะพบกับใคร พูดคุยเรื่องอะไร ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎหมาย ย่อมเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เป็นสิทธิส่วนบุคคล เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าในสถานที่รโหฐาน หรือที่ไหนก็ตาม

แต่สำหรับบุคคลสาธารณะ ยิ่งเป็นผู้นำประเทศ จะพบกับใคร คุยกันเรื่องอะไร สื่อและสังคมย่อมสนใจใคร่รู้ว่าเขาพูดคุยกันเรื่องอะไร ส่งผลต่อความเป็นไปของบ้านเมือง และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนหรือไม่ และ ในฐานะผู้นำของคนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ได้ให้โอกาสกับบุคคล หรือกลุ่มบุคคลต่างๆ โดยความเสมอภาค เท่าเทียมกันหรือไม่ เรื่องนี้จะมองว่าเป็นสิทธิส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี ที่สามารถใช้ดุลพินิจได้ว่าควรจะให้เวลากับใคร พูดคุยเรื่องอะไร ก็ย่อมได้

แต่ภายใต้สถานการณ์ที่กลุ่มพลังแบ่งฝักแบ่งฝ่าย สีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน สีขาว ฯ เสียงเรียกร้องความสมานฉันท์เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง รัฐบาลต้องเป็นแกนกลางให้เกิดเวทีพบปะสนทนา หาทางออกจากความขัดแย้งและพาประเทศเดินไปข้างหน้า การพูดคุยกับฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้พูดคุยกับอีกฝ่ายหนึ่ง จะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม มีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการสมานฉันท์ และภาพลักษณ์ความเป็นกลางของผู้นำโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญ หนีไม่พ้นเนื้อหาสาระการพบปะสนทนา เป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนร่วม หรือ ส่วนตน ประการใดเป็นหลักมากกว่า ตรงนี้ต่างหาก

ฉะนั้นหัวหน้าพรรคที่ประกาศอยู่ตลอดว่า เป็นพรรคของปวงชน ทำอะไรต้องทำเพื่อพี่น้องประชาชนเป็นหลัก การจัดแถวตำรวจตั้งแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาจนถึงลูกแถวก็เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนโดยแท้นั้น จึงต้องบอกกล่าวผู้คนให้กระจ่างแจ้งว่าคุยกันเรื่องอะไร เป็นเรื่องความเป็นความตายของชาติบ้านเมืองหรือไม ส่วนรวมได้หรือเสียอย่างไร

ยิ่งเป็นเรื่องปัญหาสาธารณะ หากปิดๆ บังๆ ซ่อนเร้นเป็นวาระส่วนตัว ก็มิอาจกล่าวได้อีกต่อไปว่า พรรคการเมืองใหม่โปร่งใสกว่าใคร ปฏิบัติต่างไปจากพรรคการเมืองเก่าอย่างสิ้นเชิง

ระวังนะครับ คำที่เที่ยวประณามหยามเหยียดพรรคอื่นว่า ไดโนเสาร์ เต่าล้านปี เล่นการเมืองแบบเก่าๆ ต่อรองแต่ผลประโยชน์ การเมืองไทยจึงไม่เปลี่ยนแปลงถึงต้องมีพรรคการเมืองใหม่ จะเป็นเพียงคำพูดสวยหรู เหยียบบ่าเพื่อนขึ้นมาสู่อำนาจหรือไม่

ผมจะคอยติดตามดูอนาคต เมื่อเห็นว่า ส.ส.เห็นแก่ตัวกันเกือบทั้งสภา และไม่สามารถขับไล่ไสส่งคนพวกนี้ให้ออกไปได้หมด ที่เคยว่าๆ เขาไว้ พายเรือให้โจรนั่ง นั่งเรือที่โจรพาย สุดท‰ายแล‰วจะผสมพันธุ์กับใคร พรรคไหน การย่ำเท้าตามรอยพรรคไดโนเสาร์จะเกิดขึ้นหรือไม่

แต่คิดไปก็ฟุ้งซ่านเปล่าๆ ภาษิตถึงมีว่า ให้มองอะไรอย่างทีมันเป็น ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้เป็น จะทุกข์ใจไปเปล่าๆ

สัจธรรมที่ว่า เพื่ออำนาจและผลประโยชน์แล้ว ใครวิเศษมาจากไหนก็สามารถสร้างวาทกรรมต่างๆ นานาขึ้นมาอธิบายให้ เกิดความชอบธรรมกับการกระทำของตัวจนได้ เป็นต้นว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป แนวทางการเคลื่อนไหวต้องเปลี่ยนไป ไม่ได้ครองอำนาจ เปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้ อะไรทำนองนี้เป็นต้น

วิธีการขึ้นครองอำนาจเป็นอย่างไร จึงไม่สำคัญ ขอให้บรรลุเป้าหมายเป็นใช้ได้

คำที่เคยประกาศต่อหน้ามวลมหาประชาชนว่า การต่อสู้ของข้าพเจ้า เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ใสสะอาดโดยแท้ ไม่ต้องการแสวงหาอำนาจอิทธิพลผลประโยชน์ใดๆ และไม่มีประโยชน์ทับซ้อน

มาถึงวันนี้วาทกรรมใหม่ซึ่งตรงกันข้าม ทนเสียงเรียกร้องของพี่น้องประชาชนไม่ได้ กลับกลายเป็นความชอบธรรม เป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผลขึ้นมาทันที

นี่หรือครับการเมืองใหม่ ใครยังยืนยันได้ว่า จังหวะก้าว เส้นทางเดิน การต่อรองอำนาจ ผลประโยชน์ และความจริงที่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา มันแตกต่างจากการเมืองเก่าตรงไหน

การเมืองกับสงคราม

ที่มา บางกอกทูเดย์

เคยมีสักครั้งไหม ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่นำความวุ่นวายมาสู่ประเทศ...มากที่สุดของวิกฤติการเมืองไทย...ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ18 ฉบับ..ในเวลา 77 ปี...ยังไม่พอกันอีกหรือพรรคเพื่อไทยครั้งที่ยังใช้ชื่อพรรคไทยรักไทย...ค้านรัฐธรรมนูญฉบับ 2550..เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาจากการปฏิวัติ...ปฏิวัติรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยในครั้งนั้น หรือเพื่อไทยในวันนี้ประชาชน 10 กว่าล้านเสียง..ยืนอยู่ข้างพรรคไทยรักไทย..ร่วมค้านและสนับสนุนให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ขึ้นมาใช้..เพราะฉบับ 2540 นั้น..เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนได้ร่วมกันโค่นล้ม เผด็จการรสช. และสร้างกันขึ้นมาโดยหน้าที่..พรรคต้องยืนอยู่กับประชาชนมากกว่า 10 ล้านคนที่ใส่คะแนนให้...ทั้งๆ ที่เป็นคูหาเลือกตั้งของเผด็จการ..พรรคต้องกตัญญู..ต่อรัฐธรรมนูญของประชาชน..พรรคต้องยืนกระต่ายขาเดียวกับการต่อสู้กับรัฐธรรมนูญ 2550..และแกนกลุ่มที่สร้างมันขึ้นมา...และเพราะปีศาจ 2550 ตนนี้..แผ่นดินนี้ถึงย่อยยับอยู่แบบนี้ทั้งอ้ายทั้งอีในพรรคเพื่อไทย..ต้องไม่ฝันใฝ่ถึงนํ้าใต้ข้อศอก..สิ่งใดก็ตามที่อุบัติขึ้นหลังวันที่ 18 กันยายน2549...เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะยอมรับไม่ได้ ไม่ว่าในวันนี้หรือในอนาคต..และเพื่อให้ได้มาชึ่ง..ความเป็นประชาธิปไตย..ก็คือการต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะประสพกับชัยชนะโฮจิมินห์..สู้อย่างไม่ย่นย่อ..เขานำเวียดมินต์ประกาศแผ่นดินเป็นเวียดนามเหนือ...เวียดกงไม่อ่อนข้อให้กับสหรัฐอเมริกาในการเจรจาสันติภาพที่กรุงปารีส..เวียดนามถึงรวมชาติได้สำเร็จภารกิจเพื่อประชาธิปไตย..การต่อสู้เพื่อความเสมอภาค..ไม่ใช่ภารกิจที่กำหนดได้ด้วยวันเวลา..จิตใจสู้รบและเป้าหมายที่ชัดเจนไม่แกว่งไกว..หากไม่ชนะในรุ่นของพ่อ..ก็ส่งต่อไปยังลูกและให้ถึงหลาน..ประชาธิปไตยไม่เคยแพ้ไม่ว่าที่ใดๆ ในโลก..ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ข้อยกเว้นบนแผ่นดินนี้การเมืองเป็นเรื่องของสงครามที่ไม่เสียเลือดเนื้อ....ดังนั้นสงครามก็คือการเมืองที่ต้องเสียเลือดเนื้อ...ในทางหนึ่งทางใด...เมื่อมันเลือกไม่ได้เราก็ไม่ต้องเลือก ให้มันเลือกทิศทางของมันเองสู้เพื่อปลดปล่อยประชาชนจากอำนาจเผด็จการ...ต้องเริ่มที่ไม่ยอมรับ..ในสิ่งที่เผด็จการหยิบยื่นให้

ตอดนิด-ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

‘นักแซ็งค์-นักล้วง’น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง!!
ไร้มลทิน สิ้นความผิด เมื่อคืน “ของกลาง”??“รัฐธรรมนูญ” วางกฎเหล็ก จะไม่ให้ “นักการเมือง” เป็น“กระสือแผ่นดิน” เที่ยวไปรับของขวัญคนอื่นมาเป็น “สมบัติพัสถานตัวเอง” อย่างหิวกระหาย“ของขวัญทางใจ” ระบุรับได้ มีมูลค่า “3,000 บาท”เท่านั้นจะบอกให้แล้วแหวนหมั้นแทนใจ ที่ “ยายเหม็ง ยารักษ์” สวมนิ้วก้อยวงละสลึง..ที่บอกว่าเมื่อก่อนซื้อมาแค่ “400 บาท”..แต่เดี๋ยวนี้ทองพุ่งปรู๊ดปร๊าดบาทละ 16,200 บาทเข้าไปแล้ว..แปลความหมายว่าทองสลึงหนึ่งตก “4,000 บาท” ...ฉะนั้น, “แหวนทองหมั้นใจ” จึงเป็น“ดาบสองคม” ที่ทำให้ “เด็กดื้อ” ร้อนรุ่ม ไม่สบายใจ!!!คืนของกลางไม่ผิด...งั้นขมายเรียนวิธีเหมือน “อภิสิทธิ์” ?...คืนของกลางไม่ผิด ให้เจ้าทุกข์ เขาไป????????
✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮
ตะลอน ‘สร้างภาพ’ ไปวันวัน!!
ปู้ยี่ปู้ยำ ตำนํ้าพริกละลายแม่นํ้าต่อไป เถอะครับทั่น?เห็นการ “จัดฉาก” สร้าง “โมเดล” การไปพบ “ยายไฮ” กลางถิ่น“คนเสื้อแดง” เป็นความสำเร็จ “นายกฯ เด็กเหลือขอ” ที่ “สนธิลิ้มทองกุล” สะบัดลิ้นจวก “ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เอาไว้อย่างแรงข่าวว่า หลังเสร็จรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม “ท่านอภิสิทธิ์” จะไปจังหวัดนครนายก เพื่อ “สร้างภาพ” ใน “โครงการไทยเข้มแข็ง”แต่แล้ว “ต้องพับ” และ “เลิกโปรแกรม” การโปรโมท ไปที่จังหวัดนครนายกฯ...อันเนื่องน่าจะมาจาก ไม่ได้เตรียมการ นำ ทหาร-ตำรวจ-อาสาสมัคร-ข้าราชการ และประชาชน มาเป็น “บอดี้การ์ด” หรือ“โล่ห์มนุษย์” เพื่อคุ้มกัน “นายกฯ” เหมือนที่ไปถิ่นอีสาน ใช้งบประมาณเพื่อการนี้ อย่างมโหฬาร!!พอไม่มี “ทหาร-ตำรวจ” นับหมื่นดูแล.... “อภิสิทธิ์” ก็ถอดใจท้อแท้!...ไม่กล้าแส่ ที่จะไปเหมือนกัล(ล์)???
✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮
เหมือนยืนอยู่บน ‘ขาตัวเอง’!!
“เด็กเหลือขอ” ที่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” กระชุ่นเอาไว้ ...เดี๋ยวนี้“นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ชักจะออกลูกเก่ง???และดูว่า ในช่วงหลังเข้าเดือนที่ 9 ที่บริหารชาติมานั้น...ไม่ทำตัวเกาะสะเอว อยู่ใต้ปีกการครอบงำ ของ “กลุ่มอำนาจใหม่ 3 ป.” อีกแล้วจะบอกให้ไม่ต้องรอเสียง “นกหวีด” คำสั่งจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม, “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา”ผบ.ทบ. และ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” 3 พยัคฆ์บรูพา ผู้เู้ป็นใหญ่เกรงแต่ว่า ที่ “พยัคฆ์บูรพา” รามือ..ไม่กระตุกเชือก เหมือนเป็นการ“ส่งสัญญาณอันตราย” หากดึงเชือกกันวันไหน “รัฐบาลจะล้มทั้งกระดาน” ก็เท่านั้นเองแหละพี่!!!!เห็นเขาทำตัวนิ่ง...อย่าคิดว่าไม่เอาจริง?....ลิงโลด เดี๋ยวก็ได้เจอะดี??????????
✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮
5 ปี จะเป็น ‘นายกฯ’!!!
เขานั่นไง, “ห้อยสยาม” เนวิน ชิดชอบ จอมยุทธ์บุรีรัมย์ ที่บารมีไม่มีตก??ยิ่งยามนี้, ราศีเปล่งปลั่ง เป็นคอหอยลูกกระเดือก กับ “เทพเทือก”สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ“ผู้จัดการรัฐบาล”...ไปไหนไปกัน ไม่ยอมห่าง“กฐินเมืองสุราษฎร์”... “เนวิน ชิดชอบ” ยังเป็นผู้อุปถัมภ์เดินเกี่ยวแขน ของ “เทพเทือก” คนดังยิ่งได้ “เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีร กูลหุ้นส่วนการเมืองแห่งพรรคภูม ใิจไทย..ซึ่งมี “คอนเนคชั่นพิเศษ” เป็นคู่หูไปแล้ว เหมือนกับเป็น “พยัคฆ์ที่เสียบปีกบิน”อีก 5 ปี ได้เป็นนายกฯ หรือไม่...ก็ต้องผ่าน “กระดูกชิ้นใหญ่”!...ลูกผู้ชาย ที่ชื่อ “ทักษิณ”?????
✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮
คล้อยตามโพลล์ที่ออกมา ‘เชลียร์’!!
แต่เห็นที “เชื่อสนิทใจได้ยาก” ...เมื่อ “นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์”โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมารับลูกต่อยอด จึงมีผลเสียกับเสีย??“ท่านเชียร์” อย่างหลับหูหลับตา ตามืดตามัว “เกินจริงไปแล้ว” ที่ว่า“นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” มีความ “ซื่อสัตย์สุจริต” เป็นสองเท่าของ “อดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร”แล้วที่ “โกง” กันสนั่นลั่นประเทศ....ประชาชนต่างเห็น ว่าเป็นผลงาน“รัฐบาลประชาธิปัตย์”ล่าสุดเป็นการ “ทุจริต” ชัดๆ ..เมื่อเอา “พันธ์ุข้าวหอมมะลิ” ไปแจก...มีทั้งพันธุ์ข้าวปลอมปะปนจนแยกไม่ออก ..อีกทั้งมีสิ่งเจือปนผสมมาอย่างบานเบอะ เพื่อให้ได้นํ้าหนักตามสเป็ก..จน “เกษตรกรชาวนา”ผู้ที่ปลูกข้าว พากันเจ็บชํ้านํ้าใจ!!!“ของจริง” มันเป็นเช่นนี้... “ซื่อสัตย์สุจริต” ไม่ยักจะมี!....โกหกสิ้นดี เลยจะบอกให้?????

การบูร

ก่อการร้าย! มีสักที คงดีขึ้น...

ที่มา บางกอกทูเดย์

จั่วหัว!! แบบนี้หลายคนบอกว่า“ผู้เขียน” ป่าเถื่อนและคงเป็นโรคจิตที่อยากให้มีการก่อการร้ายเกิดขึ้นในบ้านเราทั้งๆ ที่ตอนนี้ก็ยุ่งและแย่เต็มทีแล้วหากใครกำลังจะอ้าปาก “ติฉินนินทา”ก็เบรกไว้ก่อน เหตุที่จั่วหัวก็เพราะว่าอีกมุมหนึ่งของการก่อการร้ายอาจช่วยกระตุ้น “ต่อมสำนึกดี” ของผู้บริหารประเทศที่มีอำนาจในมือให้ “คิดดี ทำดี”กันเสียบ้าง...ไม่ใช่ “มือถือสาก ปากถือศีล”คิดดูนะ?...ถ้ามีมนุษย์หน้าไหน“บ้าดีเดือด” ยอมพลีชีพ โดยมีเป้าประสงค์เพื่อ “เด็ดขั้วหัวใจ”ให้สิ้นมนต์ขลัง!! โชว์อานุภาพ “ความเป็นไปได้” ในผืนแผ่นดินแห่งนี้การันตี- ได้เลยว่า คนที่ หลอน ที่สุดคือคณะรัฐบาล และการันตีได้อีกว่า รัฐบาลต้องเต้นเร่าๆ เร่งหามาตรการ“ล้อมคอก” กันจ้าละหวั่น!!! ยิ่งกว่าหามาตรการปราบโจรใต้เสียอีก...หรือไม่รัฐบาลก็อาจจะมีมาตรการแก้ปัญหาหน้าที่นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังสิ้นเปลืองเงินมาให้เรากรอกคะแนนกันสนุกสนานกันอีก..ดูอย่างเหตุการณ์ ถล่มมหานครนิวยอร์ก เมื่อ 11 กันยายน 2544 เรียกสั้นๆ ว่า เหตุร้าย “911” ...การบุกโจมตีครั้งนั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนให้คนทั้งโลกสยองขวัญ!! โดยเฉพาะผู้นำประเทศอย่ามองว่าไทยรอดแน่! และจะไม่มีเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวอย่างนี้เกิดขึ้น! ต้องไม่ลืมว่า “ไม่มีประเทศใดในโลกที่ปลอดจากการก่อการร้าย”ในเมืองไทยเราเองก็มีความพยายามก่อการร้ายหลายครั้ง ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลวไม่เป็นท่า….การก่อการร้ายในไทย -28 ธันวาคม2515 โดยสมาชิกขบวนการก่อการร้ายปาเลสไตน์ ซึ่งใช้ชื่อว่า The Black September Organization จำนวน4 คน ได้บุกเข้ายึดสถานฑูตอิสราเอลประจำประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนหลังสวน กรุงเทพฯ และจับบุคลในสถานฑูตไว้เป็นตัวประกัน 6 คน...ครั้งนี้นับเป็นการก่อการร้ายครั้งแรกที่เกิดขึ้นในไทย โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง2 ธันวาคม 2525 มีผู้นำกระเป๋าซึ่งบรรจุระเบิดชนิด C4 นํ้าหนักประมาณ10 ปอนด์ ไปทิ้งไว้ในสำนักงานเอ.อี.นานาจำกัด เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯซึ่งเคยเป็นที่ทำการสถานกงสุลกิตติมศักดิ์อิรัก และได้เกิดระเบิดขึ้นเวลา 16.27 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแผนกวัตถุระเบิด กองพลาธิการ กรมตำรวจกำลังพยายามนำกระเป๋าออกจากตัวอาคารเป็นผลให้ตึก 2 ชั้น 2 คูหาพังถล่มลงมาทับเสียชีวิต 1 บาดเจ็บ 17 คน

รัฐเก้าอี้ร้อน  เพียง 2 ครั้งที่
ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมา!...แต่ความจริงแล้วการก่อการร้ายเกิดขึ้นถึง 4 ครั้ง!! เพียง4 ครั้ง ก็มีผลให้รัฐบาลสมัยนั้นตระหนักปนตระหนกทันทีว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่ทางการไทยจะต้องกำหนดมาตรการเพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่1 กุมภาพันธ์ 2526 ตามข้อเสนอของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติกำหนดนโยบายหลักและแนวความคิดในการปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล

มือสังหาร  แม้ประเทศไทย
จะไม่ใช่เป้าหมายโดยตรงของการก่อการร้ายสากล แต่การ ก่อการร้ายในประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ อาจเกิดขึ้นได้เสมอ หากมี “คนไทยใจกล้าบ้าบิ่น” ตัดสินใจเฉียบพลันเพราะสตางค์ไม่มี เลยขอ “ปลิดชีพ” เลือกที่จะตายมากกว่าจะอยู่..ด้วยการ “พกระเบิด”ใส่กระเป๋าเดินเข้าไป “จ๊ะจ๋า” กับเหยื่อเป้าหมาย..และหากเป้าหมายนั่นคือ 1ในคณะรัฐมนตรีที่ชอบงาบ “งบ”จนประชาชน “อดโซ-ท้องกิ่ว”อะไรจะเกิดขึ้น!!ยิ่งช่วงนี้ “มือระเบิด” ทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลัง “ฮึกเหิม” เพราะรัฐบาลกำลัง “สับสน” จนลืมไปแล้วว่า“เสาหลัก” ของ ความมั่นคงคือใคร?ตอนนี้อยู่ที่ไหน?อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการก่อการร้ายไทยอาจยกระดับขึ้นจากข้อสังเกตการจุดชนวนระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือของผกู้อ่กาาร้้้ายในภาคใต้ของไทยเหมือนกับผู้ที่ก่อ การร้า้ย อัลกออิดะใช้จุดระเบิดรถไฟที่สเปนเมื่อปี 2547 ซึ่งอาจเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่บังเอิญก็ได้ส่งท้ายเรื่อง -ที่เขียนเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการสร้างความหวาดวิตก และไม่ใช่การซํ้าเติมหรือแสวงประโยชน์จากสถานการณ์ เพียงแต่ต้องการกระตุ้น“รัฐบาล” ให้ตื่นตัวมากขึ้น และให้รัฐบาล“ทำเพื่อส่วนรวม” มากขึ้นแม้ว่าวันนี้ท่านๆ จะบอกว่า 24 ชั่วโมงใน 1 วัน เพื่อชาติ เพื่อปากท้องชาวบ้านทั้งสิ้น..ถึงอย่างไร พูดให้ตาย นํ้าลายท่วมโลกก็ไม่เท่าผลลัพธ์และการกระทำเพียงหนึ่ง....นะขอรับท่านรัฐบาล 

‘ป๊อก’ฉุน! ไฟใต้โชน

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ทุกวันนี้เราพยายามทำเต็มที่แล้ว แต่ต้องเข้าใจว่าอีกฝ่ายเขาจ้องที่จะทำ มันก็ป้องกันยาก เพราะวันนี้ถ้าทำไม่ได้ เขาก็ไม่ทำ ไปทำวันอื่นหรือพื้นที่อื่น อย่างในงานกาชาดยะลา เราคุมเข้มมาก ไม่มีช่องว่างเลย เขาก็ไปก่อเหตุข้างนอก ที่ผ่านมาผมก็ไล่บี้ให้ตั้งด่าน ตรวจเข้ม ทำเต็มที่ ทหารต้องไม่นอนที่ฐาน ต้องออกตรวจตลอด”

ความคืบหน้าเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์หน้าร้านขายเครื่องสำอาง ตรงข้ามโรงแรมเมอร์ลินในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ห่างจากสภ.สุไหงโก-ลก เพียง 100 เมตร เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 6 ต.ค.2552 จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 26 ราย ร้านค้าได้รับความเสียหาย 6 ร้านจนนำมาซึ่งเสียงวิจารณ์ถึงประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายความมั่นคง เพราะมีประชาชนแจ้งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบรถต้องสงสัยก่อนแล้ว แต่กลับไม่พบระเบิด ทว่าสุดท้ายกลับเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงนั้นแต่งานนี้ผู้ที่รับบทหนัก เห็นจะเป็น พล.ท.พิเชษฐ์วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 ที่กำกับดูแลสถานการณ์ในภาคใต้จนต้องลุยงานสืบสวนด้วยตนเองแว่วมาว่า “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ถึงกลับออกอาการ “ฉุน” ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แถมยังยกหูต่อสายตรงถึงแม่ทัพภาคที่ 4 ด้วยตนเองทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ได้กำชับให้ พล.ท.พิเชษฐ์ สกัดการก่อเหตุรุนแรงของคนร้ายให้ได้โดยเฉพาะการลอบวางเพลิงเผาสถานที่ราชการและวางระเบิดในย่านชุมชนซึ่งข้อมูลการข่าวระบุว่ากลุ่มก่อความไม่สงบพยายามจะก่อเหตุอีกในบางพื้นที่ โดยหากเป็นไปได้ไม่ควรปล่อยให้เกิดเหตุร้ายซํ้าอีก อย่างน้อยก็ในระยะนี้ภายหลังรับนโยบายจาก ผบ.ทบ. ปรากฏว่า พล.ท.พิเชษฐ์ ได้มอบหมายให้ พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการกองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหาร สั่งการไปยังทุกหน่วยให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และของทางราชการในระดับสูงสุดพร้อมถ่ายทอดคำสั่งของ ผบ.ทบ.ไปยังผู้บังคับหน่วยกำลังทุกหน่วยด้วยในช่วงที่ผ่านมา แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วยพล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสและคณะ ได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าของคดี

และเยี่ยมปลอบขวัญผู้ได้รับบาดเจ็บโดย พล.ท.พิเชษฐ์ เข้าไปพูดคุยกับเจ้าของร้านค้าที่ได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิดก็ได้รับการร้องเรียนว่า...ยังไม่ทราบจะนำเงินจากที่ไหนมาซ่อมแซมเนื่องจากบริษัทประกันภัยไม่ยอมจ่าย เพราะความเสียหายจากระเบิดอยู่นอกกรมธรรม์ที่ทำไว้กับบริษัท และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่อยากตำหนิใครถือว่าเป็น “เวรกรรม” ของชาวบ้าน เพราะแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบรถต้องสงสัยแล้ว แต่กลับตรวจไม่เจอสิ่งผิดปกติ จึงไม่รู้ว่าความปลอดภัยของชาวบ้านอยู่ตรงไหนท่าทีของประชาชนในละแวกดังกล่าว ทำให้ พล.ท.พิเชษฐ์ถึงกับหน้าสลด และได้กล่าวกับผู้เสียหายว่าจะพิจารณาให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และขอขอบคุณทุกคนที่เป็นหูเป็นตาให้กับทางการเสมอมาและเหตุที่เกิดขึ้นขอรับผิดชอบเอง โดยจะนำไปปรับปรุงแก้ไขในทุกเรื่อง ทั้งเครื่องมือและความพร้อมของเจ้าหน้าที่รวมทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน“ที่สำคัญทหารไม่ได้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยหมู่บ้านอย่างเดียว แต่เราต้องทำถึงวันละ 2,600 ภารกิจทั้งคุ้มครองครู รปภ.รถไฟ คุ้มกันพระ รวมทั้งทำงานมวลชน สร้างความเข้าใจอีกต่างหาก ฉะนั้นเราทำหน้าที่100% แต่ช่องโหว่แค่ 1% ก็อาจทำให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นได้ ฉะนั้นเราต้องบริหารคน บริหารพื้นที่” พล.ท.พิเชษฐ์ เผยความในใจจากข้อจำกัดที่เผชิญอยู่ ทำให้ พล.ท.พิเชษฐ์ เปิดใจว่าเวลาเกิดอะไรขึ้นจึงไม่อยากตำหนิลูกน้องเลย เพราะเข้าใจกับสถานการณ์และปัญหาที่ต้องเจอนั้นหมายความว่า หากเกิดเรื่องขึ้น “นาย” จะเป็นคนรับ แทน “ลูกน้อง” แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นบางมุมของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในภาคใต้ท่ามกลางภาวะกดดัน !! 

สองพันล้าน...ประชามติ ปชช. ได้อะไร?

ที่มา บางกอกทูเดย์

การแก้กฎหมายทั้ง 6 ประเด็น...เท่าที่เข้าใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักการเมืองทั้งสิ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคประชาชนเลยแม้แต่น้อยเมื่อนึกย้อนกลับไปในวันที่มีคนออกมาบอกว่า...ให้รับๆ ไปก่อน แล้วค่อยมาแก้ไขกันในคราวหลังมาถึงวันนี้เป็นอย่างไร...วุ่นวายไม่เลิกวุ่นวายไม่จบ เพราะใครเป็นคนทำ?จำนวนเม็ดเงินกว่า “สองพันล้านบาท”ที่เป็นเงินจากภาษีประชาชน โดยจะทำการโยนลงไปเพื่อให้เกิด การทำประชามติหากทำจริง! เม็ดเงินก้อนนี้น่าเสียดายเป็นอย่างมากในยุคที่ “ข้าวยากหมากแพง”เงินหายาก เศรษฐกิจไม่ดีทำไมรัฐบาลไม่คบคิดให้รอบคอบ...โดยเอาเม็ดเงินก้อนนี้ไปพัฒนาให้กับประชาชนที่ยังลำบากนั้นคงจะดีกว่าเปรียบเสมือนการ เอาเงินไปฉีกทิ้ง เพราะเงินสองพันล้านบาทสามารถสร้างประโยชน์ทำอะไรได้มากกว่านี้อีกเยอะแยะทั้งในด้านการพัฒนาการบริหารจัดการและดูแลประชาชนเข้าใจ นายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า...การทำประชามตินี้อย่างน้อยยังเป็น เกราะป้องกันตัวได้ดีชนิดหนึ่ง หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงๆด้วยลีลาท่วงท่ากับคำว่า ประชาชนเห็นด้วยให้มีการแก้ไข...เพราะอย่างไรเสีย...ก็คิดเพียงแต่แค่ซื้อเวลาเท่านั้นเองในยามนี้ความจริงประเด็นทั้ง 6 ข้อที่ต้องการแก้ไข...ได้อาศัยอำนาจบทบาทหน้าที่ของผู้ที่ทำหน้าที่ในรัฐสภาสามารถดำเนินการได้แล้วไม่จำเป็นต้องไปถามประชาชน!หากเป็นการไปถามไถ่...โดยรัฐไม่ต้องเอาภาษีของประชาชนลงไปด้วย...ก็ควรถามไปเถอะ แต่หากต้องใช้เงินแล้ว...ควรเก็บเงินเอาไว้ไปพัฒนาส่วนอื่นจะดีกว่าหรือไม่เพราะประเด็นการแก้ไขทั้ง 6 นั้นประชาชนไม่ได้อะไรเลยจริงๆ...กลับกันหากจะต้องใช้เงินทั้งทีแล้วควรหาประเด็นที่ใหญ่กว่านี้ขึ้นมา

เช่น ถามประชาชนเลยว่า รัฐธรรมนูญปี 50ที่มาจากปลายกระบอกปืนนั้น กับ รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนโดยแท้จริงเมื่อปี 40ประชาชนคิดเห็นว่า...จะเลือกรัฐธรรมนูญฉบับใด อย่างนี้ดูเข้าท่าเข้าทางกว่าเยอะแต่มองว่ารัฐบาลไม่กล้า... คิดที่จะเอาประเด็นนี้ไปถามประชาชนอย่างแน่นอนเพราะอย่าลืมว่า...สาระสำคัญภายในรัฐธรรมนูญปี 40 อันมีที่มาจากประชาชนแท้ๆที่มี ส.ส.ร.ร่วมพิจารณานั้น...เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทยนี้เพราะการเมืองก็จะเป็นการเมืองแท้ๆเป็นการเมืองจริงๆ ไม่ใช่การเมืองที่แอบแฝงไปด้วยระบบอื่นเข้ามาแทรกแซงอย่างเลือดเย็นและน่ากลัวน.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า...การประชุมของวิป 3 ฝ่ายเพื่อผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญถือว่ามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องส่วนการทำประชามตินั้นพรรค ปชป.เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ...เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดควรได้รับฉันทามติจากอำนาจสูงสุดของประชาชนจำได้ว่า...ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองนี้หลายท่านที่เคยกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มใบแล้วเมื่อได้รัฐธรรมนูญ 40 และใครอีกหลายคนต่างกล่าวว่าเป็น“รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด”ตามความเป็นจริงของสัจธรรมนั้น...นักการเมืองจะดีหรือชั่ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญแต่ขึ้นอยู่กับการกระทำตัวและการบริหารจัดการในสิ่งต่างๆ นานาไม่เข้าใจว่า...ประเทศไทยต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญอีกกี่สิบฉบับจึงจะเหมาะสมกับบ้านนี้เมืองนี้หากคิดจะเปลี่ยนทั้งทีก็ควรเอารัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนขึ้นเป็นตัวแม่ ตัวหลัก ไม่ใช่มานั่งเอารัฐธรรมนูญที่มาจากปลายกระบอกปืนเป็นตัวหลักประเทศไทยที่ไม่ได้ก้าวเทียบนานาอารยะประเทศ...เพราะระบบการเมืองไทย นักการเมืองไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทยต่างคิดเพียงอย่างเดียวว่า...จะหาเม็ดเงินจากการทำงานการเมืองได้อย่างไร ในรูปแบบใดเชื่อว่า...หากมีบุคคลหนึ่งทำงานมีเงินเดือนเท่ารัฐมนตรีในช่วงอายุ 40 ปี แล้วทำไปจนอายุครบ60 ปี ซึ่งแม้จะทำงานสายตัวแทบขาด แต่ก็ยังไม่รํ่ารวยเท่ารัฐมนตรีในบ้านนี้เมืองนี้เลยเพราะอะไร...คำตอบรู้อยู่แก่ใจ! 

แดงไทยในญี่ปุ่นจัดสัมมนาอำลารัฐบาลไก่อ่อน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 ตุลาคม 2552

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ในญี่ปุ่น หรือ นปช.ญี่ปุ่น แจ้งว่า จะจัดกิจกรรมสัมมนาภายใต้ชื่องาน "ถึงเวลาอำลารัฐบาลไก่อ่อน" ครั้งที่ 2 ในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2552 เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของชาวไทยในญี่ปุ่นที่รักชาติรักประชาธิปไตย และสร้างเครือข่ายเพิ่มความแข่งแกร่ง ขึ้นที่ SAMMU-SHI CHIBAKEN 221 OOKI 221 เมืองนาริตะ จังหวัดชิบะ โดยได้ประสานงานเชิญพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โทรศัพท์เข้ามายังเวทีสัมมนาด้วย

จึงขอเชิญพี่น้องคนไทยในญี่ปุ่นเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนานัดนี้ โดยสอบถามรายละเอียดได้ที่อีเมล์
tatswilai@hotmail.com หรือติดต่อสอบถามได้ที่คุณ pickky 090-2720-4029


งานสัมมนาหนนี้นับเป็นครั้งที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนชาวไทยในญี่ปุ่น รวมถึงผู้สนใจซึ่งมาจากหลายท้องถิ่น ได้พบปะและร่วมหารือเกี่ยวกับการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจุบัน รวมถึงการร่วมกำหนดแนวทางของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติในญี่ปุ่น ให้สามารถประสานงานกันอย่างเป็นระบบ เกิดความคล่องตัว

เสื้อแดงญี่ปุ่นเป็นกลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ให้กลับมาบริหารประเทศไทยอีกครั้ง มีสัญลักษณหลักของกลุ่มคือเสื้อแดงและสีแดง โดยได้มีการรวมตัวกัน เพื่อต่อต้านการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจุบัน โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเกิดการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล และได้มาซึ่งอำนาจอันไม่ถูกต้อง ได้จัดกิจกรรมมาหลายหน รวมทั้งการรวมตัวกันเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมาที่วัดไทยในญี่ปุ่น เพื่อส่งใจมายังพี่น้องเสื้อแดงไทยที่ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเข้มข้นในเวลานั้น

เมื่อไวๆนี้เพิ่งจัดกิจกรรมรวมตัวกันมีนายกฯทักษิณโฟนอินมาให้กำลังใจสู้ และส่งความห่วงใยมาถึง จึงได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องขึ้นอีกครั้ง

โดยงานนี้นปช.ไทยในญี่ปุ่นจะแต่งตั้งผู้แทนแนวร่วมจากแต่ละเขตพื้นที่ เพื่อสร้างเครือข่ายสัมพันธ์ของกลุ่มภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้การจัดงานมีระเบียบเป็นไปด้วยความราบรื่น จึงขอให้พี่น้องที่รักประชาธิปไตยชาวไทยในญี่ปุ่นที่ประสงค์เข้าร่วมงานสัมนากรอกแบบตอบรับการเข้าร่วม เพื่อความสะดวกรวดร็วในการยื่นและกรอกเอกสารหน้างาน และจัดลำดับที่ในการร่วมรับประทานอาหารกลางวัน กรณีที่ท่านมีข้อสงสัยประการใดกรุณาติดต่อฝ่ายประสานงาน คุณปิ๊คกี้ โทรศัพท์ 090-2720-4029 อีเมล์tatswilai@hotmail.com