ที่มา Thai E-News
โดย คุณ akausa
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
13 ตุลาคม 2552
เจ็ดสิบกว่าปีที่ผ่านมา….. ตั้งแต่ผมยังไม่เกิด……
กลุ่มคนที่รักชาติ ปราถนาดีต่อชาติ อยากให้ชาติเจริญทัดเทียมกับอารยประเทศ ก็เห็นมีแต่คณะราษฎรเท่านั้น ที่มีความตั้งใจ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศ
แต่ก็ต้องพ่ายแพ้แก่พวกที่เห็นแก่ตัว ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาครองอำนาจบ้านเมือง ล้างสมองมอมเมาประชาชนพวกที่มีความรู้ แม้จะไปศึกษาต่อต่างประเทศมา ได้รู้ได้เห็น ความเจริญของประเทศต่างๆแล้ว
กลับมาเมืองไทย แทนที่จะคิดทำนุบำรุงบ้านเมือง กลับเอาตัวไปเป็นทาษศักดินาอำมาตย์เสียสิ้น เพื่อความสุขความสบายของตัวเอง วงศาคณาญาติและพวกพ้อง
พวกนี้น่ะหรือ ที่ว่ารักชาติ
พวกนี้ และพวกนักการเมืองน้ำเน่าทั้งหลายนั่นแหละ ที่พาบ้านเมืองเราล่มจม ถอยหลังไปทุกวี่ทุกวัน
คนระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศ ต้องอยู่อย่างลำบากลำบนมาชั่วนาตาปี ถูกกดขี่ข่มเหง กดดันให้มีชีวิตอยู่ในความหวาดกลัว ไม่ให้เผยออ้าปากได้ใดๆ
กลุ่มคนไม่ถึง 1% ของประเทศ ซึ่งหมายถึงข้ารัฐการทั้งหลาย ทำตัวเป็นเจ้านาย อยู่เหนือประชาชน มีชีวิตอยู่อย่างมีอภิสิทธ์ มากน้อยก็ลดหลั่นตามกันไป ตามตำแหน่งอำนาจหน้าที่
คราวจะเสียอำนาจ เมื่อตอนทักษิณก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ ต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ในประเทศ พวกนี้ จึงลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างสุดฤทธิ์ เหมือนอย่างที่คณะราษฎร ที่เคยถูกต่อต้านมาแล้ว
แล้วจะต้องไปยอมมันทำไม ทำไมถึงต้องยอม ?
ทำไมต้องไปเรียกร้องเอาสิทธิคืนมา ?
ทำไม่ไม่ประกาศใช้สิทธินั้นเสียเลยว่า ต่อไปนี้ “กูไม่ยอมแล้ว“
รัฐอยู่ได้ด้วยเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น มันถูกต้องอยู่หรือ ที่เรายังต้องเป็นเหมือนทาษเหมือนไพร่ ต้องอยู่ในกรอบที่พวกมันขีดให้ไว้
70 กว่าปีที่ผ่านมา… ถ้าพวกที่ว่ารักชาติ สอนให้เรารักชาติ พัฒนาการศึกษาอย่างจริงจังแล้ว ป่านนี้ประเทศไทยไปถึงไหนๆ แล้ว
ฉะนั้นผมถึงกล้ากล่าวว่า 70 กว่าปีที่ผ่านมา ผมไม่เห็นมีหมู่ใด คณะใด ที่รักชาติ มีความปราถนาดีต่อชาติ เหมือนคณะราษฎร จะมีก็ในสมัยทักษิณนี่แหละ แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างสุดฤทธิ์อย่างที่เห็นกันอยู่
อยากจะเห็นจริงๆ ว่า เมื่อไหร่ ประชาชนจะออกมาใช้สิทธิ์ประกาศว่า “กูไม่เอามึงแล้ว“
ไม่ต้องไปเรียกร้องเอาให้เสียเวลาหรอก
“อารยขัดขืน “ จะเป็นวิธีเดียว ที่จะได้สิทธิคืนมา แล้วใช้สิทธินั้น เลือกคนขึ้นมาบริหารบ้านเมือง บริหารไม่ดี ไม่เป็น ครั้งต่อไป ก็ไม่ต้องเลือกครับ
ผมก็เขียนขึ้นมาด้วยใจหดหู่ของสภาพบ้านเมืองในเวลานี้ แต่ก็ไม่ท้อ
ยังคิดอยู่เสมอว่า… วันไหนคนไทยตาสว่างพร้อมกันแล้ว….. วันนั้นแหละ คือวันจุดจบของศักดินาอำมาตย์
เคยมีสักครั้งไหม ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่นำความวุ่นวายมาสู่ประเทศ...มากที่สุดของวิกฤติการเมืองไทย...ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ18 ฉบับ..ในเวลา 77 ปี...ยังไม่พอกันอีกหรือพรรคเพื่อไทยครั้งที่ยังใช้ชื่อพรรคไทยรักไทย...ค้านรัฐธรรมนูญฉบับ 2550..เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาจากการปฏิวัติ...ปฏิวัติรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยในครั้งนั้น หรือเพื่อไทยในวันนี้ประชาชน 10 กว่าล้านเสียง..ยืนอยู่ข้างพรรคไทยรักไทย..ร่วมค้านและสนับสนุนให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ขึ้นมาใช้..เพราะฉบับ 2540 นั้น..เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนได้ร่วมกันโค่นล้ม เผด็จการรสช. และสร้างกันขึ้นมาโดยหน้าที่..พรรคต้องยืนอยู่กับประชาชนมากกว่า 10 ล้านคนที่ใส่คะแนนให้...ทั้งๆ ที่เป็นคูหาเลือกตั้งของเผด็จการ..พรรคต้องกตัญญู..ต่อรัฐธรรมนูญของประชาชน..พรรคต้องยืนกระต่ายขาเดียวกับการต่อสู้กับรัฐธรรมนูญ 2550..และแกนกลุ่มที่สร้างมันขึ้นมา...และเพราะปีศาจ 2550 ตนนี้..แผ่นดินนี้ถึงย่อยยับอยู่แบบนี้ทั้งอ้ายทั้งอีในพรรคเพื่อไทย..ต้องไม่ฝันใฝ่ถึงนํ้าใต้ข้อศอก..สิ่งใดก็ตามที่อุบัติขึ้นหลังวันที่ 18 กันยายน2549...เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะยอมรับไม่ได้ ไม่ว่าในวันนี้หรือในอนาคต..และเพื่อให้ได้มาชึ่ง..ความเป็นประชาธิปไตย..ก็คือการต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะประสพกับชัยชนะโฮจิมินห์..สู้อย่างไม่ย่นย่อ..เขานำเวียดมินต์ประกาศแผ่นดินเป็นเวียดนามเหนือ...เวียดกงไม่อ่อนข้อให้กับสหรัฐอเมริกาในการเจรจาสันติภาพที่กรุงปารีส..เวียดนามถึงรวมชาติได้สำเร็จภารกิจเพื่อประชาธิปไตย..การต่อสู้เพื่อความเสมอภาค..ไม่ใช่ภารกิจที่กำหนดได้ด้วยวันเวลา..จิตใจสู้รบและเป้าหมายที่ชัดเจนไม่แกว่งไกว..หากไม่ชนะในรุ่นของพ่อ..ก็ส่งต่อไปยังลูกและให้ถึงหลาน..ประชาธิปไตยไม่เคยแพ้ไม่ว่าที่ใดๆ ในโลก..ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ข้อยกเว้นบนแผ่นดินนี้การเมืองเป็นเรื่องของสงครามที่ไม่เสียเลือดเนื้อ....ดังนั้นสงครามก็คือการเมืองที่ต้องเสียเลือดเนื้อ...ในทางหนึ่งทางใด...เมื่อมันเลือกไม่ได้เราก็ไม่ต้องเลือก ให้มันเลือกทิศทางของมันเองสู้เพื่อปลดปล่อยประชาชนจากอำนาจเผด็จการ...ต้องเริ่มที่ไม่ยอมรับ..ในสิ่งที่เผด็จการหยิบยื่นให้

