WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 13, 2009

ศึกแมลงวัน:เด็กช้างมติชนฮึดใส่สื่อลิ้ม

ที่มา Thai E-News


ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
13 ตุลาคม 2552

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์เขียนรายงานข่าวเรื่องใครกันแน่ บิดเบือน งานวิจัย ปรอ. เรื่อง เอเอสทีวี ประชาชาติฯ เปิดจะ ๆ บทสรุปงานวิจัย"นายวิทอง" เพื่อตอบโต้เวบผู้จัดการASTVที่กล่าวหาว่าประชาชาติธุรกิจบิดเบือนการนำเสนอข่าว

ใครกันแน่ บิดเบือน งานวิจัย ปรอ. เรื่อง ASTV ประชาชาติออนไลน์ ลำดับเหตุการณ์ข่าว และเปิดเผย ผลงานวิจัย เจ้าปัญหา บทที่ 7บทสรุปและข้อเสนอแนะ ดูกันจะๆ ว่า ใครกันแน่ที่บิดเบือน ทุกอย่างตัดสินกันด้วยข้อมูลและความจริง

23 กันยายน ประชาชาติออนไลน์ นำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง "เปิดงานวิจัยร้อน ปรอ. ชำแหละ อิทธิพล เอเอสทีวี ผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสาร ด้านการเมือง" ซึ่งอ้างอิงมาจากงานวิจัย ′อิทธิพลของสื่อสาธารณะดิจิตอลที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารด้านการเมือง ศึกษาเฉพาะ ASTV ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร′ โดยนายวิทอง ตัณฑกุลนินาท กรรมการผู้จัดการ เอ๊กเซลเล้นท์ กราฟฟิค จำกัด นักศึกษาวิทยาป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ 21 ประจำปีการศึกษา พุทธศักราช 2551-2552


ล่าสุด เว๊ปไซต์ผู้จัดการ นำเสนอข่าวว่า " นศ.วปอ.ชี้ชัด " สื่อเครือมติชน" เสนอข่าวบิดเบือนผลวิจัย ให้ร้าย ASTV"
ประชาชาติออนไลน์ ไม่ต้องการชี้แจงอะไรทั้งสิ้น เราแค่ลำดับเหตุการณ์ และนำบทสรุปของงานวิจัยมาให้ท่านผู้อ่าน ตัดสินใจเอาเอง




27 กรกฎาคม 2552 แหล่งข่าวระดับสูง จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร โทรศัพท์ บอกว่า มีงานวิจัย ปรอ. ที่น่าสนใจและน่าจะได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่น เพราะผู้วิจัย กล้าวิจารณ์สื่อ แหล่งข่าว บอกว่า ให้มารับงานวิจัยไปอ่าน

ผู้สื่อข่าว ประชาชาติออนไลน์ วิ่งไปรับงานวิจัยในทันที แหล่งข่าว มีเงื่อนไขว่า ถ้าจะใช้เป็นข่าวต้องโทรศัพท์ ไปขออนุญาตจาก นายวิทอง ตัณฑกุลนินาท กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ๊กเซลเล้นท์ กราฟฟิค เจ้าของงานวิจัย เสียก่อน ผู้สื่อข่าว โทรไปหา นายวิทอง

นายวิทอง ตอบว่า ขอให้มีผลตัดสินออกมาก่อนแล้ว ค่อยเอาไปใช้


กลางเดือนกันยายน นายวิทอง บอกว่า คณะกรรมการตัดสินแล้ว งานวิจัยของเขาได้รับรางวัลชมเชย ผู้สื่อข่าว ขออนุญาตเอาไปเผยแพร่ นายวิทองบอกว่า ให้ทำหนังสือไปขออนุญาต พลโท ภานุมาต สีวะรา ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าว ได้ส่งหนังสือขออนุญาตไปยัง พลโท ภานุมาต แล้วจึงทำการเผยแพร่


23 กันยายน 2552 ประชาชาติออนไลน์ เปิดเผยงานวิจัยเป็นครั้งแรก เราใช้คำว่า ′เปิดงานวิจัยร้อน ปรอ. ชำแหละ อิทธิพล เอเอสทีวี ผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสาร ด้านการเมือง′ รายงานชิ้นนี้ ได้รับความสนใจอย่างมาก


1 ตุลาคม 2552 ผู้สื่อข่าว ประชาชาติออนไลน์ สัมภาษณ์ นายวิทอง อีกครั้ง ที่สำนักงาน บริษัท เอ๊กเซลเล้นท์ ตรงข้ามบริษัท ดีแทค ถนนวิภาวดีรังสิต นายวิทอง ขอให้ส่งต้นฉบับไปให้ดู ก่อนเผยแพร่ ผู้สื่อข่าว ปฎิบัติตามข้อตกลง นายวิทอง ส่งต้นฉบับ กลับมา โดยแก้ไขต้นฉบับเล็กๆ น้อยๆ แล้ว ประชาชาติออนไลน์ ก็นำเสนอ บทสัมภาษณ์นายวิทอง
ตอนนั้นเอง ผู้สื่อข่าว ทราบมาว่า มี เนชั่น และ ผู้จัดการ ขอสัมภาษณ์นายวิทอง เช่นกัน

13 ตุลาคม 2552 เว๊ปไซต์ผู้จัดการ นำเสนอข่าวว่า " นศ.วปอ.ชี้ชัด " สื่อเครือมติชน" เสนอข่าวบิดเบือนผลวิจัย ให้ร้าย ASTV"

13 ตุลาคม 2552 ผู้สื่อข่าว ประชาชาติออนไลน์ นำเสนองานวิจัย บทที่ 7 บทสรุปและข้อเสนอแนะ ให้ผู้อ่านตัดสินว่า ใครกันแน่บิดเบือน ?


ตัวอักษรในงานวิจัย ย่อมชักเข้าชักออกไม่ได้ ใครน่าเชื่อถือกว่ากันก็แล้วแต่ระดับสติปัญญา?


***หมายเหตุ:งานวิจัยของ นายวิทอง ถูกเก็บรักษา อยู่ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ถนนวิภาวดีรังสิต

บทที่ ๗

บทสรุปและข้อเสนอแนะ




บทสรุป

จากการทดสอบสมมติฐาน ตามกรอบแนวคิดการวิจัยในบทที่ ๑ พบว่า ระยะเวลาในการรับชม (X1) ไม่มีผลต่อพฤติกรรม (Y1) และทัศนคติ (Y2) ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พฤติกรรม (Y1) และทัศนคติ (Y2) ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีเข็มฉีดยาเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างในภาวะปกติยังคงความเป็นผู้มีวิจารณญาณ และไตร่ตรองเนื้อหาของข่าวก่อนการเชื่อและตัดสินใจกระทำการใด อีกทั้งกลุ่มตัวอย่างยังมีกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการสะสมประสบการณ์การเรียนรู้ทางสังคม อันเป็นข้อจำกัดของทฤษฎีเข็มฉีดยา และเป็นไปตามทฤษฎีอิทธิพลอันจำกัดของสื่อมวลชนดังที่ได้กล่าวในบทที่ ๒

นอกจากการทดสอบสมมติฐานในประเด็นระยะเวลาในการรับสื่อซึ่งไม่มีผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้รับสื่อดังที่ได้สรุปในข้างต้นแล้วนั้น ในการศึกษาครั้งนี้ยังได้ทดสอบสมมติฐานถึงปัจจัยระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง (X2) ต่อพฤติกรรม (Y1) และทัศนคติ (Y2) ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV พบว่า ระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง มีผลต่อพฤติกรรมและทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV ในหลายประเด็น

- กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรีเลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV ผ่านช่องทางวิทยุมากที่สุด และกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับสูงกว่าปริญญาตรีเลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV ผ่านช่องทางอินเตอร์เนตมากที่สุด

- กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรีเลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV เนื่องจากทัศนคติที่ว่าสื่อสาธารณะอื่นนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นกลาง และน่าเชื่อถือรวมถึงมักจะใช้สื่อดังกล่าวเป็นช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

- กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่า ASTV มีการนำเสนอข่าวที่เป็นอิสระมีความเป็นกลาง ตรงไปตรงมาไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใด อีกทั้งยังมีความยกย่องในตัวพิธีกรที่ดำเนินรายการ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

- กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่าการชุมนุมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี

- กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารราชการของรัฐบาลในปัจจุบันรวมถึงระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

- กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรีเป็นกลุ่มที่นิยมนำเนื้อหาของสื่อที่ได้รับนั้นไปเผยแพร่บอกต่อให้กับคนรอบข้างรับฟังรวมถึงชักชวนให้บุคคลรอบข้างหันมารับข่าวสารจากสื่อ ASTV มากขึ้น

นอกจากผลการวิจัยในทัศนคติและพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารด้านการเมืองผ่านสื่อ ASTV ดังที่ได้รายงานสรุปไปในข้างต้นแล้วนั้น ผลกระทบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันอันเป็นผลสืบเนื่องจากการนำเสนอข่าวของสื่อดิจิตอล ทั้งทางด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจนั้นสามารถสรุปในแต่ละด้านได้ดังนี้

- ผลกระทบด้านสังคม ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุด คือ การสร้างความแตกแยกให้เกิดกับสังคมในทุกระดับตั้งแต่ระดับสังคม ชุมชน และประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปลูกฝังความรุนแรงให้กับเยาวชนของชาติที่รับชม

- ผลกระทบด้านการเมือง การนำเสนอข่าวของ ASTV รวมทั้งสื่อดิจิตอลอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือในเรื่องของกระบวน การทำงานทั้งต่อตัวบุคคล องค์กร สถาบัน และระบบบริหารงานราชการงานปกครองต่างๆ อันเป็นไปสมมติฐานผลกระทบต่อบุคคลที่ ๓ ที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ ๒ อันจะสร้างผลต่อเนื่องต่อการพัฒนาประเทศที่ล่าช้า อันมีสาเหตุจากความขัดแย้งด้านการเมือง ดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

- ผลกระทบด้านเศรษฐกิจเป็นการส่งผลกระทบโดยทางอ้อมอันเกิดจากการชุมนุมทางการเมืองซึ่งสร้างความเสียหายและความเชื่อมั่นกับต่างประเทศเป็นมูลค่าอันมหาศาลรวมถึงเป็นการลดความน่าเชื่อถือด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ กับต่างประเทศ


โดยผลที่เกิดขึ้นดังกล่าวเนื่องมาจากการที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ขาดการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อ ซึ่งเป็นอาชีพที่ได้รับอิสระในการนำเสนอข่าว จนบางครั้งเกินขอบเขตอันควร ซึ่งส่งผลถึงการละเมิดยังสิทธิของผู้อื่น อันจะก่อผลในเชิงลบที่ตามมาเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ทุกองค์ประกอบในสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะบนพื้นที่สาธารณะในยุคดิจิตอลที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ไทยอีนิวส์โพลล์หนุนจิ๋วหัวหน้าเพื่อไทย โซ่ข้อกลางสะบั้นเปรมแล้ว

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 ตุลาคม 2552

ไทยอีนิวส์โพลล์หนุนจิ๋วขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง แต่ยังให้สิทธิ์แม้วแล้วแต่จะตั้งใครเป็น ชวลิตยอมรับโซ่ข้อกลางสะบั้นแล้ว ขนาดขอพบเปรมเพื่ออโหสิกรรมลาบวชยังถูกเมิน เหตุเห็นว่าเลือกข้างฝ่ายทักษิณแล้ว ก็เลยตัดสินใจมาอยู่เพื่อไทยให้รู้แล้วรู้รอด


ไทยอีนิวส์โพลล์หนุนจิ๋วรั้งหัวหน้าพรรคสู้ศึกเลือกตั้ง

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ไทยอีนิวส์ได้สำรวจความคิดเห็นของท่านผู้อ่านในหัวข้อ"ท่านอยากให้ใครเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง" มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,191 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้

-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ 723 ท่าน คิดเป็น 22% ของผู้ตอบแบบสอบถาม
-รองลงมาตอบว่าแล้วแต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเสนอให้ใครเป็นหัวหน้าพรรค 648 ท่าน คิดเป็น20%
-คนในตระกูลชินวัตรรวม 25% แบ่งเป็นคุณหญิงพจมาน 359 ท่าน คิดเป็น11% น.ส.ยิ่งลักษณ์ 352 ท่าน คิดเป็น11% พล.อ.ชัยสิทธิ์ 112 ท่าน คิดเป็น 3%
-พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย 296 ท่านคิดเป็น9%
-ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง 266 ท่าน คิดเป็น8%
-นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ 164 ท่าน คิดเป็น5%
-ดร.ปานปรีย์ มหิทพานุกร 131 ท่าน คิดเป็น4%
-พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร 31 ท่าน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก 31 ท่าน พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ 28 ท่าน นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ 8 ท่าน ไม่ถึง1%
-บุคคลอื่นๆ 50 ท่าน คิดเป็น1%


พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้สัมภาษณ์กรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าพล.อ.ชวลิตจะมีบทบาทเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในอนาคตว่า วันนี้เป็นแค่สมาชิกพรรค

สำหรับบทบาทการทำหน้าที่โซ่ข้อกลางในการสร้างความสมานฉันท์นั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า สื่อมวลชนเป็นคนบอกว่าโซ่สนิมขึ้นแล้ว และโซ่ข้อกลางนั้นต้องมีความแข็งแรงมาก เหมือนกับองค์การสหประชาชาติที่มีความเป็นกลาง ใหญ่โตมโหฬาร มีเรี่ยวมีแรงเยอะ ตนเป็นคนเสนอเรื่องโซ่ข้อกลางเพื่อเป็นทางออกขึ้นมาเอง แต่ทำไม่ไหวจริงๆ ก็เลยต้องเลือกวิธีมาอยู่กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดของคู่ขัดแย้ง เพื่อทำให้เกิดการกระทำที่เป็นประโยชน์กับประชาชนซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่าพล.อ.ชวลิตมีบทบาทในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ที่บ้าน 4 เสาตนยังไม่มีโอกาสเข้าไปกราบท่าน จะไปขออโหสิกรรมเมื่อครั้งที่ตนบวชก็ยังไม่ให้เข้าเลย ซึ่งอาจเข้าใจผิดกันในบางเรื่องแต่ต้องเข้าใจท่าน ท่านเป็นผู้ใหญ่เราเป็นเด็กสังคมไทยต้องให้ความเคารพซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ขนาดคนเอาปืนมาจะยิงกันตายยังคุยกันได้นี่ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่อาจต้องใช้เวลามากบ้างน้อยบ้าง และเมื่อวันนี้จำเป็นต้องไปกราบไปพบท่านก็ต้องไป ให้ความรักความเคารพท่านเหมือนเดิม

น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ เย็นศิระเพราะพระบริบาล

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 ตุลาคม 2552

เย็นศิระเพราะพระบริบาล

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 หรือเมื่อ 1 ปีที่แล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดการชุมนุมและปะทะกับตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

ในโอกาสดังกล่าวนายจินดา ระดับปัญญาชาติวุฒิ บิดาของนางสางอังคณา พร้อมด้วยนางสาวดารณี นางสาววิชชุดา บุตรสาวทั้งสอง เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พลับพลาที่ประทับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ ประมาณ 15 นาที ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ

หลังจากที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯกลับ นายจินดาให้สัมภาษณ์ โดยที่หนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่า นางสาวอังคณาเป็นคนดี เป็นคนเก่ง และขอชื่นชมที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวสู้ต่อไป

"พระองค์ทรงรับสั่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวอังคณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับรู้เรื่องราวโดยตลอด รวมทั้งกรณีพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ช่วยเหลือมาด้วย ซึ่งผมและครอบครัวระดับปัญญาวุฒิรู้สึกภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จในงานพระราชทานเพลิงของลูกสาว ซึ่งผมและครอบครัวจะน้อมนำเอาพระราชดำรัสที่ทรงห่วงใยมาเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป"

ต่อมานายจินดาให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า "พระองค์ตรัสว่า อังคณาเขาทำดีน่ะ รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านตรัสว่า เสียใจไม่น่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เลย"

"สมเด็จพระราชินีทรงถามสารทุกข์สุกดิบของครอบครัว พระองค์ตรัสถามถึงอาการของภรรยาผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมทูลฯตอบไปว่า รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช อยู่ในพระราชินูปถัมภ์ พระองค์ท่านยังทรงกล่าวอีกว่า ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ด้วย"

พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย


“ตี๋ ชิงชัย” วาดพระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยมือซ้าย

พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯต่อพสกนิกรนั้นยังแผ่ไพศาลต่อมาอย่างสืบเนื่อง ในคราววันเฉลิมพระชนมพรรษา12สิงหามหาราชินีเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา เวบไซต์ผู้จัดการASTVรายงานข่าวว่า "พระราชินีตรัสชื่นชม"ตี๋ ชิงชัย"วาดพระสาทิสลักษณ์"เก่งมาก" โดยรายละเอียดข่าวมีว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ ตี๋ ชิงชัย ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมภรรยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่นายชิงชัยวาดด้วยมือซ้าย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า “เก่งมาก”


พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผลงานการวาดด้วยมือซ้ายของนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ เลือด

“ตี๋ ชิงชัย” เป็นหนึ่งในศิลปินนักสู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น “ตี๋ ชิงชัย” ถูกระเบิดแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมือข้างขวาที่เคยใช้วาดรูปขาดกระจุยและกล่องเสียงถูกทำลาย แต่มีตำรวจบางคนและสื่อมวลชนบางฉบับ ได้รายงานว่านายชิงชัยว่ากำระเบิดมาเอง แต่ผู้จัดการASTVระบุว่า ในความเป็นจริงสิ่งที่เขากำอยู่ในมือคือพวงกุญแจหนัง

“ตี๋ ชิงชัย” จึงต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรมด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายตำรวจและสื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริงในข้อหาหมิ่นประมาท จนนายตำรวจคนดังกล่าวและสื่อมวลชนฉบับนั้นยอมขอโทษ และซึ่งด้วยความใจกว้างของ “ตี๋ ชิงชัย” เขาจึงยอมถอนฟ้องในเวลาต่อมา และใช้เวลาไปกับการฝึกฝนการวาดภาพด้วยมือซ้าย ซึ่งในที่สุดก็ได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้การวาดด้วยมือขวาแต่อย่างใด จนได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายผลงานดังกล่าว

น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ เย็นศิระเพราะพระบริบาล

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 ตุลาคม 2552

เย็นศิระเพราะพระบริบาล

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 หรือเมื่อ 1 ปีที่แล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดการชุมนุมและปะทะกับตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

ในโอกาสดังกล่าวนายจินดา ระดับปัญญาชาติวุฒิ บิดาของนางสางอังคณา พร้อมด้วยนางสาวดารณี นางสาววิชชุดา บุตรสาวทั้งสอง เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พลับพลาที่ประทับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ ประมาณ 15 นาที ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ

หลังจากที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯกลับ นายจินดาให้สัมภาษณ์ โดยที่หนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่า นางสาวอังคณาเป็นคนดี เป็นคนเก่ง และขอชื่นชมที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวสู้ต่อไป

"พระองค์ทรงรับสั่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวอังคณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับรู้เรื่องราวโดยตลอด รวมทั้งกรณีพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ช่วยเหลือมาด้วย ซึ่งผมและครอบครัวระดับปัญญาวุฒิรู้สึกภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จในงานพระราชทานเพลิงของลูกสาว ซึ่งผมและครอบครัวจะน้อมนำเอาพระราชดำรัสที่ทรงห่วงใยมาเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป"

ต่อมานายจินดาให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า "พระองค์ตรัสว่า อังคณาเขาทำดีน่ะ รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านตรัสว่า เสียใจไม่น่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เลย"

"สมเด็จพระราชินีทรงถามสารทุกข์สุกดิบของครอบครัว พระองค์ตรัสถามถึงอาการของภรรยาผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมทูลฯตอบไปว่า รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช อยู่ในพระราชินูปถัมภ์ พระองค์ท่านยังทรงกล่าวอีกว่า ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ด้วย"

พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย


“ตี๋ ชิงชัย” วาดพระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยมือซ้าย

พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯต่อพสกนิกรนั้นยังแผ่ไพศาลต่อมาอย่างสืบเนื่อง ในคราววันเฉลิมพระชนมพรรษา12สิงหามหาราชินีเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา เวบไซต์ผู้จัดการASTVรายงานข่าวว่า "พระราชินีตรัสชื่นชม"ตี๋ ชิงชัย"วาดพระสาทิสลักษณ์"เก่งมาก" โดยรายละเอียดข่าวมีว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ ตี๋ ชิงชัย ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมภรรยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่นายชิงชัยวาดด้วยมือซ้าย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า “เก่งมาก”


พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผลงานการวาดด้วยมือซ้ายของนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ เลือด

“ตี๋ ชิงชัย” เป็นหนึ่งในศิลปินนักสู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น “ตี๋ ชิงชัย” ถูกระเบิดแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมือข้างขวาที่เคยใช้วาดรูปขาดกระจุยและกล่องเสียงถูกทำลาย แต่มีตำรวจบางคนและสื่อมวลชนบางฉบับ ได้รายงานว่านายชิงชัยว่ากำระเบิดมาเอง แต่ผู้จัดการASTVระบุว่า ในความเป็นจริงสิ่งที่เขากำอยู่ในมือคือพวงกุญแจหนัง

“ตี๋ ชิงชัย” จึงต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรมด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายตำรวจและสื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริงในข้อหาหมิ่นประมาท จนนายตำรวจคนดังกล่าวและสื่อมวลชนฉบับนั้นยอมขอโทษ และซึ่งด้วยความใจกว้างของ “ตี๋ ชิงชัย” เขาจึงยอมถอนฟ้องในเวลาต่อมา และใช้เวลาไปกับการฝึกฝนการวาดภาพด้วยมือซ้าย ซึ่งในที่สุดก็ได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้การวาดด้วยมือขวาแต่อย่างใด จนได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายผลงานดังกล่าว

ใครกัน(วะ) ที่ว่ารักชาติ……..

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ akausa
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
13 ตุลาคม 2552

เจ็ดสิบกว่าปีที่ผ่านมา….. ตั้งแต่ผมยังไม่เกิด……

กลุ่มคนที่รักชาติ ปราถนาดีต่อชาติ อยากให้ชาติเจริญทัดเทียมกับอารยประเทศ ก็เห็นมีแต่คณะราษฎรเท่านั้น ที่มีความตั้งใจ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศ

แต่ก็ต้องพ่ายแพ้แก่พวกที่เห็นแก่ตัว ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาครองอำนาจบ้านเมือง ล้างสมองมอมเมาประชาชนพวกที่มีความรู้ แม้จะไปศึกษาต่อต่างประเทศมา ได้รู้ได้เห็น ความเจริญของประเทศต่างๆแล้ว

กลับมาเมืองไทย แทนที่จะคิดทำนุบำรุงบ้านเมือง กลับเอาตัวไปเป็นทาษศักดินาอำมาตย์เสียสิ้น เพื่อความสุขความสบายของตัวเอง วงศาคณาญาติและพวกพ้อง

พวกนี้น่ะหรือ ที่ว่ารักชาติ

พวกนี้ และพวกนักการเมืองน้ำเน่าทั้งหลายนั่นแหละ ที่พาบ้านเมืองเราล่มจม ถอยหลังไปทุกวี่ทุกวัน

คนระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศ ต้องอยู่อย่างลำบากลำบนมาชั่วนาตาปี ถูกกดขี่ข่มเหง กดดันให้มีชีวิตอยู่ในความหวาดกลัว ไม่ให้เผยออ้าปากได้ใดๆ

กลุ่มคนไม่ถึง 1% ของประเทศ ซึ่งหมายถึงข้ารัฐการทั้งหลาย ทำตัวเป็นเจ้านาย อยู่เหนือประชาชน มีชีวิตอยู่อย่างมีอภิสิทธ์ มากน้อยก็ลดหลั่นตามกันไป ตามตำแหน่งอำนาจหน้าที่

คราวจะเสียอำนาจ เมื่อตอนทักษิณก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ ต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ในประเทศ พวกนี้ จึงลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างสุดฤทธิ์ เหมือนอย่างที่คณะราษฎร ที่เคยถูกต่อต้านมาแล้ว

แล้วจะต้องไปยอมมันทำไม ทำไมถึงต้องยอม ?

ทำไมต้องไปเรียกร้องเอาสิทธิคืนมา ?

ทำไม่ไม่ประกาศใช้สิทธินั้นเสียเลยว่า ต่อไปนี้ “กูไม่ยอมแล้ว“

รัฐอยู่ได้ด้วยเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น มันถูกต้องอยู่หรือ ที่เรายังต้องเป็นเหมือนทาษเหมือนไพร่ ต้องอยู่ในกรอบที่พวกมันขีดให้ไว้

70 กว่าปีที่ผ่านมา… ถ้าพวกที่ว่ารักชาติ สอนให้เรารักชาติ พัฒนาการศึกษาอย่างจริงจังแล้ว ป่านนี้ประเทศไทยไปถึงไหนๆ แล้ว

ฉะนั้นผมถึงกล้ากล่าวว่า 70 กว่าปีที่ผ่านมา ผมไม่เห็นมีหมู่ใด คณะใด ที่รักชาติ มีความปราถนาดีต่อชาติ เหมือนคณะราษฎร จะมีก็ในสมัยทักษิณนี่แหละ แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างสุดฤทธิ์อย่างที่เห็นกันอยู่

อยากจะเห็นจริงๆ ว่า เมื่อไหร่ ประชาชนจะออกมาใช้สิทธิ์ประกาศว่า “กูไม่เอามึงแล้ว“

ไม่ต้องไปเรียกร้องเอาให้เสียเวลาหรอก

“อารยขัดขืน “ จะเป็นวิธีเดียว ที่จะได้สิทธิคืนมา แล้วใช้สิทธินั้น เลือกคนขึ้นมาบริหารบ้านเมือง บริหารไม่ดี ไม่เป็น ครั้งต่อไป ก็ไม่ต้องเลือกครับ

ผมก็เขียนขึ้นมาด้วยใจหดหู่ของสภาพบ้านเมืองในเวลานี้ แต่ก็ไม่ท้อ

ยังคิดอยู่เสมอว่า… วันไหนคนไทยตาสว่างพร้อมกันแล้ว….. วันนั้นแหละ คือวันจุดจบของศักดินาอำมาตย์

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(13ตุลา):วันตาสว่างแห่งชาติ

ที่มา Thai E-News


***คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2552 ตรงกับวันแรม 9 ค่ำ เดือน 11 ชมรมจักษุไสวแห่งประเทศไทย ในประชาชนูปถัมภ์ฝากข่าวมาว่าเป็นวันตาสว่างแห่งชาติ แต่ไม่ได้บอกว่าจัดกิจกรรมกันที่ไหน เวลาใด บอกมาเพียงแต่ว่า 13 ตุลาคมของทุกปี คนไทยร่วมรำลึก "วันตาสว่างแห่งชาติ" หากทางชมรมจักษุไสวแห่งประเทศไทยมีรายละเอียดก็แจ้งมาที่"นักข่าวชาวรากหญ้า"เพิ่มเติมด้วย จะได้ช่วยลงรายละเอียดให้คนไทยเข้าร่วมกิจกรรมให้คึกคัก สมดังเจตนาของชมรมฯ***

***กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยและเครือข่าย 6 องค์กร ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานรำลึกวันประชาธิปไตยสานต่อเจตนารมณ์วีรชน 14 ตุลา16 ยกเลิกรัฐธรรมนูญเผด็จการ ในวันพุธที่ 14 ตุลาคม 52 เวลา 17.00-23.00 น.ที่ท้องสนามหลวง

18.30 น. ร่วมกันวางหรีดแด่ ผู้ทรยศเจตนารมณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

19.00 น. ชมละครการเมือง “อำมาตยาท่าจะบ๊อง”/ขับขานบทเพลง “ปณิธานเสรีชน”

19.30 น. ฟังการปราศรัย สานต่อเจตนารมณ์วีรชน 14 ตุลาคม 2516

20.00 น. ชมวีดิทัศน์ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม เปิดฟ้าใหม่สู่ยุคประชาธิปไตยของประชาชน

20.30 น. ประกาศสืบทอดเจตนารมณ์ ร่วมกันยกเลิกรัฐธรรมนูญเผด็จการ ผลักดัน รัฐสภาออกกฎหมายการนิรโทษกรรมทางการเมืองให้กับทุกฝ่าย ทุกประเด็น และทุกคน เพื่อการสมานฉันท์ในสังคม

22.30 น. ปิดงาน***


***งานนี้พบกับ ตัวแทนนักศึกษา ตัวแทนนักวิชาการ ตัวแทนองค์กรประชาชน อาทิเช่น ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสร็ฐ ดร.สุนัย จุลพงษ์ศธร จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ ชูพงษ์ ถี่ถ้วน สมยศ พฤกษาเกษมสุข ฯลฯ จัดโดย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กลุ่มไผ่แดง กลุ่มแดงตากสิน กลุ่มบางซ่อน 51 กลุ่มพลังประชาธิปไตย กลุ่มแดงพระราม 2 สอบถาม – สนับสนุน 089-5007232/081-5517017/081-4000433 ***

***กิจกรรมงานของคนเสื้อแดงที่เชียงใหม่

18 ตุลาคม 2552 คอนเสิร์ต วิสา คัญทัพ , ไพจิต อักษณรงค์ ที่อำเภอดอยเต่า

19 – 20 ตุลาคม 2552 โรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช. แดงทั้งแผ่นดิน สนามกีฬา 700 ปี

20 ตุลาคม 2552 คอนเสิร์ตร่วมดื่มร่วมร้องเพลงแบบกันเองกับ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ , วิสา คัญทัพ , ไพจิต อักษณรงค์ , วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย , สมชาย ไพบูลย์ ที่ร้านปลาชานเมือง (หน้าศาลากลาง) เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป บัตรราคา 300 บาทต่อท่าน รายได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว นปช.ส่วนกลางจะมอบให้ นปช.เชียงใหม่ ไว้เป็นทุนดำเนินงานเพื่อประชาธิปไตยต่อไป ผู้ดำเนินงาน คุณ สมชาย ไพบูลย์***

***เบื่อสื่อกระแสหลัก ไม่รักสื่อเหลือง เคืองสื่อแดง อยากได้ข้อมูลข่าวสารกลางๆแถมได้ช่วยสนับสนุนกระดานสนทนาโปรดของท่าน เชิญใช้บริการ ประชาไท SMS สมัครรับข่าว SMS จากประชาไท เพียง 29 บาท/เดือน ทดลองใช้งานฟรี 14 วัน เพียงพิมพ์ข้อความ R 01 และส่งมาที่หมายเลข 4853560 (ใช้ได้ทุกระบบ AIS, DTAC, True Move) ***

***คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ยินดีเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร กิจกรรมของพี่น้องชาวเสื้อแดง พี่น้องฝ่ายประชาธิปไตย ผู้รักชาติ รักความเป็นธรรมทุกคนทุกท่าน ทุกองค์กร หากมีกิจกรรมใดอยากให้ช่วยเผยแพร่ไปยังผู้อ่านในวงกว้างทั่วไทยและทัวโลก ส่งข่าว กำหนดการ หรือกิจกรรม รูปถ่าย คลิปข่าว คลิปกิจกรรมมาได้ที่thaienews@googlegroups.comแล้วเราจะเผยแพร่ให้ฟรี ไม่ต้องเสียสตังค์ค่าลงข่าวแต่อย่างใด***

Monday, October 12, 2009

“อภิสิทธิ์” – “ฮุนเซน” / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ


วิทยา ตัณฑสุทธิ์12/10/2552


“อภิสิทธิ์” – “ฮุนเซน”

คนในวงการธุรกิจคุยกันเมื่อเทียบเคียงฝีมือความสามารถของสมเด็จฮุนเซนผู้นำเขมรกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำไทยแล้ว พบว่าห่างชั้นกันมาก
นักธุรกิจลำดับความว่า ประเทศไทยแตกแยกมีม็อบอาละวาด มีจลาจล มีการรัฐประหาร และเพียงชั่วเวลาแค่สองปีมีการเปลี่ยนนายกฯถึง 4 คน มีพรรคการเมืองถูกยุบไปหลายพรรค คนที่เป็นมันสมองด้านการเมืองในพรรคที่โดนยุบถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนาน 5 ปี ทำให้คนเหล่านี้ซึ่งมีจำนวนรวมกัน 220 คน มีสภาพเหมือนเป็นอัมพาต
การเมืองไทย จมอยู่ในแดนสนธยาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2548 ซึ่งเมื่อนับเวลาจนถึงขณะนี้ (เดือนตุลาคม 2552) เป็นเวลานานกว่า 4 ปี และถึงแม้จะพยายามหวนกลับมาสู่เส้นทางประชาธิปไตยเขียนรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2550 ขึ้นมาใช้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ก่อปัญหา เพราะเขียนโดยกลุ่มคนที่คณะทำรัฐประหารแต่งตั้ง
เนื้อหาในรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ เพราะยังยึดแนวทางทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ มีระบบเลือกตั้งผสมกับแต่งตั้ง เปิดช่องให้คนที่อยู่นอกระบบแทรกตัวเข้ามาผสมโรง ให้องค์กรอิสระมีอำนาจครอบจักรวาล และการยุบพรรคการเมืองก็ยังทำได้ง่ายเหมือนเดิม
สภาพการเมืองในลักษณะพิกลพิการเช่นนี้ ทำให้ไม่มีรัฐบาลชุดใดสามารถผลักดันนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลแต่ละชุดเสียเวลาไปกับการต่อสู้โจมตีทำลายกัน ต้องประคองตัวให้รอดพ้นมรสุมที่ถาโถมเข้าใส่ทั้งด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมที่แตกแยกขยายตัวกว้างใหญ่มากขึ้น
หลังจากมีการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่านายกฯทั้ง 4 คนได้แก่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้สำเร็จ
ที่แย่กว่านั้นก็คือนายกฯบางคนกลับสร้างปัญหาใหม่ และทำให้การแตกแยกในสังคมขยายบานปลายหนักมากขึ้น สภาพเช่นนี้จึงทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดลงไปโดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะโงหัวขึ้นมาได้ และการที่นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดว่าเศรษฐกิจไทยตกต่ำแบบตัว V คือลงเร็วแล้วขึ้นเร็วนั้น นักธุรกิจส่ายหัวบอกว่าคำพูดนี้ไม่จริง
นักธุรกิจมองว่า เศรษฐกิจไทยทรุดครั้งนี้เสียหายหนักกว่ายุคฟองสบู่แตกปีพ.ศ.2540 และถ้าจะบอกว่าตกต่ำแบบตัว U ก็ไม่จริงเช่นกัน เพราะตกแบบดิ่งพสุธาลงติดพื้น แล้วก็ลากยาวไปเรื่อย ซึ่งถ้าเขียนเป็นกราฟก็จะคล้ายตัวไส้เดือนมากกว่า
นักธุรกิจอยากให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทบทวนการบริหารประเทศด้วยใจที่เปิดกว้างและเป็นกลางอย่าเอาพูดถึงส่วนดีด้านเดียว และอยากให้ดูการทำงานของผู้นำประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ ลาวและเขมร เพราะสองประเทศนี้ด้อยพัฒนาล้าหลังกว่าไทย แต่ผู้นำของเขามีระบบบริหารจัดการที่มีเอกภาพ และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
โดยเฉพาะเขมรซึ่งมีปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกับไทย สิ่งที่สมเด็จฮุนเซนผู้นำเขมรก็คือ การเชื้อเชิญบริษัทเชฟรอนของสหรัฐ บริษัทโตเตลของฝรั่งเศส และบริษัทเอ็มโอ อีซีโอ ของญี่ปุ่น ให้มาสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซในทะเลด้านติดกับอ่าวไทย โดยสมเด็จฮุนเซนยืนยันให้ความมั่นใจกับกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ว่า ไม่มีปัญหาใดๆ เพราะเขมรมีสิทธิในพื้นที่สำรวจ
ส่วนฝ่ายไทยก็ยืนยันเช่นกันว่า พื้นที่เหล่านั้นเป็นของไทย และกำลังหาทางเจรจากันเพื่อให้ได้ข้อยุติทั้งพื้นที่บนบกบริเวณเขาพระวิหาร กับพื้นที่ในทะเลใกล้เกาะกูดของไทย
นักธุรกิจชี้ให้เห็นว่า สมเด็จฮุนเซนเดินหน้าล้ำไปไกล ผิดกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านทั้งเขมรและพม่า และขณะที่สมเด็จฮุนเซนเดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่นายอภิสิทธิ์กลับทำได้แค่นั่งรอให้มีการเจรจาแบบสันติกับเขมร
ซึ่งไม่มีว่าจะเริ่มเจรจากันได้เมื่อไหร่ และจะใช้เวลายืดเยื้อยาวนานแค่ไหน จะทำเสร็จสิ้นในชาติหน้าตอนบ่ายๆหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

เกมอำนาจกับการเมืองใหม่

ที่มา มติชน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์



คนของประชาชน เคลื่อนไหวไปไหนมาไหน สปอตไลท์ย่อมฉายจับทุกย่างก้าวเป็นธรรมดา

ผู้สื่อข่าวถามคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกรณีที่มีข่าวว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ อยู่ร่วมในวงสนทนาที่บ้านพักนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี คุยกันเรื่องผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คุณอภิสิทธิ์ไม่ตอบ แต่หัวเราะ และส่ายหน้าไปๆ มาๆ ก่อนเดินจากไป

อ่านข่าวแล้วเป็นใครก็คงสรุปว่า คุณอภิสิทธิ์ทั้งไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ

วันต่อมานายสนธิพูดในรายการทีวีว่า เป็นการเข้าใจผิด ตนไม่ได้ไปบ้านนายกอร์ปศักดิ์จึงไม่ได้คุย ไม่รู้ด้วยว่าบ้านนายกอร์ปศักดิ์อยู่ไหน เขียนกันไปเอง เลอะเทอะ เปรอะเปื้อน

เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ แต่อีกฝ่ายหนึ่งปฏิเสธ สังคมจะเชื่อถือคำพูดของใคร อะไรคือความจริงกันแน่

ครับ ในสังคมประชาธิปไตย ใครจะพบกับใคร พูดคุยเรื่องอะไร ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎหมาย ย่อมเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เป็นสิทธิส่วนบุคคล เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าในสถานที่รโหฐาน หรือที่ไหนก็ตาม

แต่สำหรับบุคคลสาธารณะ ยิ่งเป็นผู้นำประเทศ จะพบกับใคร คุยกันเรื่องอะไร สื่อและสังคมย่อมสนใจใคร่รู้ว่าเขาพูดคุยกันเรื่องอะไร ส่งผลต่อความเป็นไปของบ้านเมือง และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนหรือไม่ และ ในฐานะผู้นำของคนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ได้ให้โอกาสกับบุคคล หรือกลุ่มบุคคลต่างๆ โดยความเสมอภาค เท่าเทียมกันหรือไม่ เรื่องนี้จะมองว่าเป็นสิทธิส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี ที่สามารถใช้ดุลพินิจได้ว่าควรจะให้เวลากับใคร พูดคุยเรื่องอะไร ก็ย่อมได้

แต่ภายใต้สถานการณ์ที่กลุ่มพลังแบ่งฝักแบ่งฝ่าย สีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน สีขาว ฯ เสียงเรียกร้องความสมานฉันท์เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง รัฐบาลต้องเป็นแกนกลางให้เกิดเวทีพบปะสนทนา หาทางออกจากความขัดแย้งและพาประเทศเดินไปข้างหน้า การพูดคุยกับฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้พูดคุยกับอีกฝ่ายหนึ่ง จะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม มีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการสมานฉันท์ และภาพลักษณ์ความเป็นกลางของผู้นำโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญ หนีไม่พ้นเนื้อหาสาระการพบปะสนทนา เป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนร่วม หรือ ส่วนตน ประการใดเป็นหลักมากกว่า ตรงนี้ต่างหาก

ฉะนั้นหัวหน้าพรรคที่ประกาศอยู่ตลอดว่า เป็นพรรคของปวงชน ทำอะไรต้องทำเพื่อพี่น้องประชาชนเป็นหลัก การจัดแถวตำรวจตั้งแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาจนถึงลูกแถวก็เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนโดยแท้นั้น จึงต้องบอกกล่าวผู้คนให้กระจ่างแจ้งว่าคุยกันเรื่องอะไร เป็นเรื่องความเป็นความตายของชาติบ้านเมืองหรือไม ส่วนรวมได้หรือเสียอย่างไร

ยิ่งเป็นเรื่องปัญหาสาธารณะ หากปิดๆ บังๆ ซ่อนเร้นเป็นวาระส่วนตัว ก็มิอาจกล่าวได้อีกต่อไปว่า พรรคการเมืองใหม่โปร่งใสกว่าใคร ปฏิบัติต่างไปจากพรรคการเมืองเก่าอย่างสิ้นเชิง

ระวังนะครับ คำที่เที่ยวประณามหยามเหยียดพรรคอื่นว่า ไดโนเสาร์ เต่าล้านปี เล่นการเมืองแบบเก่าๆ ต่อรองแต่ผลประโยชน์ การเมืองไทยจึงไม่เปลี่ยนแปลงถึงต้องมีพรรคการเมืองใหม่ จะเป็นเพียงคำพูดสวยหรู เหยียบบ่าเพื่อนขึ้นมาสู่อำนาจหรือไม่

ผมจะคอยติดตามดูอนาคต เมื่อเห็นว่า ส.ส.เห็นแก่ตัวกันเกือบทั้งสภา และไม่สามารถขับไล่ไสส่งคนพวกนี้ให้ออกไปได้หมด ที่เคยว่าๆ เขาไว้ พายเรือให้โจรนั่ง นั่งเรือที่โจรพาย สุดท‰ายแล‰วจะผสมพันธุ์กับใคร พรรคไหน การย่ำเท้าตามรอยพรรคไดโนเสาร์จะเกิดขึ้นหรือไม่

แต่คิดไปก็ฟุ้งซ่านเปล่าๆ ภาษิตถึงมีว่า ให้มองอะไรอย่างทีมันเป็น ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้เป็น จะทุกข์ใจไปเปล่าๆ

สัจธรรมที่ว่า เพื่ออำนาจและผลประโยชน์แล้ว ใครวิเศษมาจากไหนก็สามารถสร้างวาทกรรมต่างๆ นานาขึ้นมาอธิบายให้ เกิดความชอบธรรมกับการกระทำของตัวจนได้ เป็นต้นว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป แนวทางการเคลื่อนไหวต้องเปลี่ยนไป ไม่ได้ครองอำนาจ เปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้ อะไรทำนองนี้เป็นต้น

วิธีการขึ้นครองอำนาจเป็นอย่างไร จึงไม่สำคัญ ขอให้บรรลุเป้าหมายเป็นใช้ได้

คำที่เคยประกาศต่อหน้ามวลมหาประชาชนว่า การต่อสู้ของข้าพเจ้า เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ใสสะอาดโดยแท้ ไม่ต้องการแสวงหาอำนาจอิทธิพลผลประโยชน์ใดๆ และไม่มีประโยชน์ทับซ้อน

มาถึงวันนี้วาทกรรมใหม่ซึ่งตรงกันข้าม ทนเสียงเรียกร้องของพี่น้องประชาชนไม่ได้ กลับกลายเป็นความชอบธรรม เป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผลขึ้นมาทันที

นี่หรือครับการเมืองใหม่ ใครยังยืนยันได้ว่า จังหวะก้าว เส้นทางเดิน การต่อรองอำนาจ ผลประโยชน์ และความจริงที่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา มันแตกต่างจากการเมืองเก่าตรงไหน

การเมืองกับสงคราม

ที่มา บางกอกทูเดย์

เคยมีสักครั้งไหม ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่นำความวุ่นวายมาสู่ประเทศ...มากที่สุดของวิกฤติการเมืองไทย...ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ18 ฉบับ..ในเวลา 77 ปี...ยังไม่พอกันอีกหรือพรรคเพื่อไทยครั้งที่ยังใช้ชื่อพรรคไทยรักไทย...ค้านรัฐธรรมนูญฉบับ 2550..เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาจากการปฏิวัติ...ปฏิวัติรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยในครั้งนั้น หรือเพื่อไทยในวันนี้ประชาชน 10 กว่าล้านเสียง..ยืนอยู่ข้างพรรคไทยรักไทย..ร่วมค้านและสนับสนุนให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ขึ้นมาใช้..เพราะฉบับ 2540 นั้น..เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนได้ร่วมกันโค่นล้ม เผด็จการรสช. และสร้างกันขึ้นมาโดยหน้าที่..พรรคต้องยืนอยู่กับประชาชนมากกว่า 10 ล้านคนที่ใส่คะแนนให้...ทั้งๆ ที่เป็นคูหาเลือกตั้งของเผด็จการ..พรรคต้องกตัญญู..ต่อรัฐธรรมนูญของประชาชน..พรรคต้องยืนกระต่ายขาเดียวกับการต่อสู้กับรัฐธรรมนูญ 2550..และแกนกลุ่มที่สร้างมันขึ้นมา...และเพราะปีศาจ 2550 ตนนี้..แผ่นดินนี้ถึงย่อยยับอยู่แบบนี้ทั้งอ้ายทั้งอีในพรรคเพื่อไทย..ต้องไม่ฝันใฝ่ถึงนํ้าใต้ข้อศอก..สิ่งใดก็ตามที่อุบัติขึ้นหลังวันที่ 18 กันยายน2549...เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะยอมรับไม่ได้ ไม่ว่าในวันนี้หรือในอนาคต..และเพื่อให้ได้มาชึ่ง..ความเป็นประชาธิปไตย..ก็คือการต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะประสพกับชัยชนะโฮจิมินห์..สู้อย่างไม่ย่นย่อ..เขานำเวียดมินต์ประกาศแผ่นดินเป็นเวียดนามเหนือ...เวียดกงไม่อ่อนข้อให้กับสหรัฐอเมริกาในการเจรจาสันติภาพที่กรุงปารีส..เวียดนามถึงรวมชาติได้สำเร็จภารกิจเพื่อประชาธิปไตย..การต่อสู้เพื่อความเสมอภาค..ไม่ใช่ภารกิจที่กำหนดได้ด้วยวันเวลา..จิตใจสู้รบและเป้าหมายที่ชัดเจนไม่แกว่งไกว..หากไม่ชนะในรุ่นของพ่อ..ก็ส่งต่อไปยังลูกและให้ถึงหลาน..ประชาธิปไตยไม่เคยแพ้ไม่ว่าที่ใดๆ ในโลก..ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ข้อยกเว้นบนแผ่นดินนี้การเมืองเป็นเรื่องของสงครามที่ไม่เสียเลือดเนื้อ....ดังนั้นสงครามก็คือการเมืองที่ต้องเสียเลือดเนื้อ...ในทางหนึ่งทางใด...เมื่อมันเลือกไม่ได้เราก็ไม่ต้องเลือก ให้มันเลือกทิศทางของมันเองสู้เพื่อปลดปล่อยประชาชนจากอำนาจเผด็จการ...ต้องเริ่มที่ไม่ยอมรับ..ในสิ่งที่เผด็จการหยิบยื่นให้

ตอดนิด-ตอดหน่อย

ที่มา บางกอกทูเดย์

‘นักแซ็งค์-นักล้วง’น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง!!
ไร้มลทิน สิ้นความผิด เมื่อคืน “ของกลาง”??“รัฐธรรมนูญ” วางกฎเหล็ก จะไม่ให้ “นักการเมือง” เป็น“กระสือแผ่นดิน” เที่ยวไปรับของขวัญคนอื่นมาเป็น “สมบัติพัสถานตัวเอง” อย่างหิวกระหาย“ของขวัญทางใจ” ระบุรับได้ มีมูลค่า “3,000 บาท”เท่านั้นจะบอกให้แล้วแหวนหมั้นแทนใจ ที่ “ยายเหม็ง ยารักษ์” สวมนิ้วก้อยวงละสลึง..ที่บอกว่าเมื่อก่อนซื้อมาแค่ “400 บาท”..แต่เดี๋ยวนี้ทองพุ่งปรู๊ดปร๊าดบาทละ 16,200 บาทเข้าไปแล้ว..แปลความหมายว่าทองสลึงหนึ่งตก “4,000 บาท” ...ฉะนั้น, “แหวนทองหมั้นใจ” จึงเป็น“ดาบสองคม” ที่ทำให้ “เด็กดื้อ” ร้อนรุ่ม ไม่สบายใจ!!!คืนของกลางไม่ผิด...งั้นขมายเรียนวิธีเหมือน “อภิสิทธิ์” ?...คืนของกลางไม่ผิด ให้เจ้าทุกข์ เขาไป????????
✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮
ตะลอน ‘สร้างภาพ’ ไปวันวัน!!
ปู้ยี่ปู้ยำ ตำนํ้าพริกละลายแม่นํ้าต่อไป เถอะครับทั่น?เห็นการ “จัดฉาก” สร้าง “โมเดล” การไปพบ “ยายไฮ” กลางถิ่น“คนเสื้อแดง” เป็นความสำเร็จ “นายกฯ เด็กเหลือขอ” ที่ “สนธิลิ้มทองกุล” สะบัดลิ้นจวก “ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เอาไว้อย่างแรงข่าวว่า หลังเสร็จรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม “ท่านอภิสิทธิ์” จะไปจังหวัดนครนายก เพื่อ “สร้างภาพ” ใน “โครงการไทยเข้มแข็ง”แต่แล้ว “ต้องพับ” และ “เลิกโปรแกรม” การโปรโมท ไปที่จังหวัดนครนายกฯ...อันเนื่องน่าจะมาจาก ไม่ได้เตรียมการ นำ ทหาร-ตำรวจ-อาสาสมัคร-ข้าราชการ และประชาชน มาเป็น “บอดี้การ์ด” หรือ“โล่ห์มนุษย์” เพื่อคุ้มกัน “นายกฯ” เหมือนที่ไปถิ่นอีสาน ใช้งบประมาณเพื่อการนี้ อย่างมโหฬาร!!พอไม่มี “ทหาร-ตำรวจ” นับหมื่นดูแล.... “อภิสิทธิ์” ก็ถอดใจท้อแท้!...ไม่กล้าแส่ ที่จะไปเหมือนกัล(ล์)???
✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮
เหมือนยืนอยู่บน ‘ขาตัวเอง’!!
“เด็กเหลือขอ” ที่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” กระชุ่นเอาไว้ ...เดี๋ยวนี้“นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ชักจะออกลูกเก่ง???และดูว่า ในช่วงหลังเข้าเดือนที่ 9 ที่บริหารชาติมานั้น...ไม่ทำตัวเกาะสะเอว อยู่ใต้ปีกการครอบงำ ของ “กลุ่มอำนาจใหม่ 3 ป.” อีกแล้วจะบอกให้ไม่ต้องรอเสียง “นกหวีด” คำสั่งจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม, “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา”ผบ.ทบ. และ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” 3 พยัคฆ์บรูพา ผู้เู้ป็นใหญ่เกรงแต่ว่า ที่ “พยัคฆ์บูรพา” รามือ..ไม่กระตุกเชือก เหมือนเป็นการ“ส่งสัญญาณอันตราย” หากดึงเชือกกันวันไหน “รัฐบาลจะล้มทั้งกระดาน” ก็เท่านั้นเองแหละพี่!!!!เห็นเขาทำตัวนิ่ง...อย่าคิดว่าไม่เอาจริง?....ลิงโลด เดี๋ยวก็ได้เจอะดี??????????
✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮
5 ปี จะเป็น ‘นายกฯ’!!!
เขานั่นไง, “ห้อยสยาม” เนวิน ชิดชอบ จอมยุทธ์บุรีรัมย์ ที่บารมีไม่มีตก??ยิ่งยามนี้, ราศีเปล่งปลั่ง เป็นคอหอยลูกกระเดือก กับ “เทพเทือก”สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ“ผู้จัดการรัฐบาล”...ไปไหนไปกัน ไม่ยอมห่าง“กฐินเมืองสุราษฎร์”... “เนวิน ชิดชอบ” ยังเป็นผู้อุปถัมภ์เดินเกี่ยวแขน ของ “เทพเทือก” คนดังยิ่งได้ “เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีร กูลหุ้นส่วนการเมืองแห่งพรรคภูม ใิจไทย..ซึ่งมี “คอนเนคชั่นพิเศษ” เป็นคู่หูไปแล้ว เหมือนกับเป็น “พยัคฆ์ที่เสียบปีกบิน”อีก 5 ปี ได้เป็นนายกฯ หรือไม่...ก็ต้องผ่าน “กระดูกชิ้นใหญ่”!...ลูกผู้ชาย ที่ชื่อ “ทักษิณ”?????
✮✮✮✮✮✮✮✮✮✮
คล้อยตามโพลล์ที่ออกมา ‘เชลียร์’!!
แต่เห็นที “เชื่อสนิทใจได้ยาก” ...เมื่อ “นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์”โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมารับลูกต่อยอด จึงมีผลเสียกับเสีย??“ท่านเชียร์” อย่างหลับหูหลับตา ตามืดตามัว “เกินจริงไปแล้ว” ที่ว่า“นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” มีความ “ซื่อสัตย์สุจริต” เป็นสองเท่าของ “อดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร”แล้วที่ “โกง” กันสนั่นลั่นประเทศ....ประชาชนต่างเห็น ว่าเป็นผลงาน“รัฐบาลประชาธิปัตย์”ล่าสุดเป็นการ “ทุจริต” ชัดๆ ..เมื่อเอา “พันธ์ุข้าวหอมมะลิ” ไปแจก...มีทั้งพันธุ์ข้าวปลอมปะปนจนแยกไม่ออก ..อีกทั้งมีสิ่งเจือปนผสมมาอย่างบานเบอะ เพื่อให้ได้นํ้าหนักตามสเป็ก..จน “เกษตรกรชาวนา”ผู้ที่ปลูกข้าว พากันเจ็บชํ้านํ้าใจ!!!“ของจริง” มันเป็นเช่นนี้... “ซื่อสัตย์สุจริต” ไม่ยักจะมี!....โกหกสิ้นดี เลยจะบอกให้?????

การบูร