WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 13, 2009

ธุรกิจขาดความมั่นใจ

ที่มา ไทยรัฐ


นับตั้งแต่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ยุติการดำเนินโครงการในมาบตาพุดจำนวน 76 โครงการมูลค่าการลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท รัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอง ก็ยังหาทางออกที่ชัดเจนไม่ได้ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของประเทศไทย

นับวันความเชื่อมั่นทางด้านการลงทุนบ้านเราก็จะน้อยลงเรื่อยๆ บทบาทของบีโอไอ ก็น้อยลงตามไปด้วย ปัจจัยลบทางด้านการเมืองและความไม่แน่นอนในนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งมาตรการการป้องกันความเสี่ยงการลงทุนในสายตาต่างชาติแทบจะไม่เหลือ

เวียดนามปรับปรุงกฎหมายการลงทุนเกือบทั้งหมด เน้นสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ป้องกันการผูกขาดทุจริตคอรัปชันทุนไหลไปเวียดนามจนแทบจะจัดการโครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทัน

บ้านเรายังมะงุมมะงาหราชอบเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อยู่เรื่อย ธุรกิจขนาดใหญ่ถูกผูกขาด อยู่ในมือของกลุ่มธุรกิจไม่กี่กลุ่มที่เป็นนายทุนให้กับนักการเมืองเท่านั้น

ดูอย่างกิจการสื่อสารนั่นปะไร เห็นกันอยู่ไม่กี่เจ้า บางเจ้าผูกขาดธุรกิจเกือบทุกประเภท ที่มีอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ

ระบบธุรกิจไม่เกิดการแข่งขันมีแต่การผูกขาด

คนที่เสียเปรียบตกเป็นเหยื่อก็คือ ประชาชนผู้บริโภค ที่ถูก หยิบยื่นและยัดเยียดมาตลอด วันก่อนศาลปกครองกลางพิพากษา ยกฟ้องไม่เพิกถอนคำสั่ง กทช. ให้ทีโอทีเชื่อมโครงข่ายโทรศัพท์

เลขหมายใหม่ 1.5 ล้านเบอร์ให้ดีแทค-ทรูมูฟ

ทำให้สิทธิของหมายเลขเก่าที่จัดสรรโดย ทีโอทีและ กสท. มีสิทธิเท่าเทียมในการเชื่อมต่อกับระบบโทรศัพท์ของผู้ให้บริการทุกราย

ผลก็คือดีแทคและทรูมูฟ ไม่ต้องจ่ายค่าแอ็กเซ็สชาร์จ หรือค่าเชื่อมต่อโครงข่าย 200 บาทต่อหมายเลขให้กับทีโอที ถ้าคิดจำนวนหมายเลขที่ได้จัดสรรไปแล้วจำนวน 78 ล้านหมายเลข รัฐ จะสูญเสียรายได้เท่าไหร่ ในทางกลับกันดีแทคและทรูมูฟจะได้ ประโยชน์จากการนี้เท่าไหร่

มีข่าวตามมาว่าผู้บริหารทรูหนุนกลุ่มเอกชน สถาบันการเงินซื้อคืน ชินคอร์ป จากเทมาเส็กของสิงคโปร์ ยังจะมีการประมูลโทรศัทพ์ระบบ 3G ล่อน้ำลายอีกกระทอก

ความนัยต่างๆเหล่านี้ มีผลกับสิ่งที่เรียกว่าสมบัติชาติก็ว่าได้ แต่ถามว่าอำนาจควบคุมการบริหารและการใช้ทรัพยากรของชาติให้คุ้มค่า อยู่ในกำมือของใครและมีใครอยู่เบื้องหลัง

ธุรกิจครอบงำการเมืองไปถึงไหนแล้ว

อีกวันสองวันก็จะได้คุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี มาเป็นรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจคนใหม่ ไม่ทราบคุณไตรรงค์เลิกอารมณ์เสียที่ถูก กกต.ชี้มูลเรื่องการถือครองหุ้นผิดกฎหมายหรือยัง แล้วจะตั้งความหวังไว้ได้กี่มากน้อย.

หมัดเหล็ก

ครม.งัดพรบ.มั่นคงฯคุมเสื้อแดงอาละวาด

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_39463
ครม. เห็นชอบประกาศ พ.ร.บ.มั่นคง เขตดุสิต 15-25 ต.ค. คุมม็อบเสื้อแดง อ้างมีกลุ่มบุคคลจ้องป่วน ปิดล้อมทำเนียบฯ หวั่น กระทบต่อการประชุมอาเซียน ชะอำ-หัวหิน ...

วันนี้ (13 ต.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. เห็นชอบร่างประกาศเรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่เขตดุสิต กทม.ระหว่างวันที่ 15-25 ต.ค. ตามที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เสนอมา โดย กอ.รมน.รายงานว่า สถานการณ์ ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. เป็นต้นไป มีแนวโน้มเกิดความรุนแรง เกิดภาวะไร้เสถียรภาพจากการเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่มที่ปลุกระดมและนัดชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง โดยมีกำหนดเคลื่อนพลมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล และสถานที่ราชการในพื้นที่เขตดุสิต ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง จึงต้องประกาศพ.ร.บ. มั่นคงฯในพื้นที่เขตดุสิตควบคู่กับการประกาศ พ.ร.บ. มั่นคงฯ ที่อ. ชะอำ จ. เพชรบุรี และ อ. หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์

นายปณิธาน กล่าวว่า ในวันที่ 14 ต.ค. นายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุม กอ.รมน. เพื่อจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศรส.) คาดว่าจะแต่งตั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผอ.ศรส. พร้อมออกข้อบังคับให้ฝ่ายปฏิบัติต่อไปเช่นการควบคุมพื้นที่ เส้นทางจราจา อาวุธ ซึ่งการประกาศพ.ร.บ. มั่นคงฯ ใน กทม.เป็นการกำหนดมาตรการเพื่อให้การประชุมสุดยอดอาเซียน ระหว่างวันที่ 23-25 ต.ค.เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพราะหลายฝ่ายเชื่อว่าทั้ง 2 ส่วนมีความเชื่อมโยงกัน หากเกิดความไม่สงบในกรุงเทพฯ ย่อมเกิดผลกระทบต่อการจัดประชุมอาเซียนแน่นอน เพราะหากรัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงฯ ที่อ.ชะอำ และอ.หัวหิน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะลงไปทำงานในพื้นที่ หากฝ่ายตรงข้ามนัดชุมนุมใน กทม. โดยไม่ต้องอาศัยคนจำนวนมาก แต่พยายามสร้างความโกลาหล หรือทะลักเข้าไปในสถานที่ราชการในพื้นที่ดุสิต เช่น ทำเนียบฯ ย่อมทำให้ต่างชาติมองภาพว่า รัฐบาลไทยไม่มีขีดความสามารถในการจัดการพื้นที่สำคัญได้ และจะส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางมาร่วมประชุมของผู้นำชาติต่างๆ แน่นอน

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเสนอเสื้อแดงหยุดระบอบอำมาตย์ด้วยการแก้ รธน.ว่าด้วยพระราชอำนาจในการแต่งตั้งองคมนตรี

ที่มา ประชาไท

"แทนที่จะด่าเปรม ด่าไปถึงรสนิยมทางเพศของเขา ซึ่งถ้าจะฟ้องหมิ่นประมาทเขาก็ฟ้องได้ ผมไม่เสนออย่างนั้น ผมเสนอว่าให้อภิปรายประเด็นนี้ว่า ควรจะมีองค์กรนี้หรือไม่ และการที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในเรื่ององคมนตรีนั้นทำให้ระบบที่ทำให้เกิดคนอย่างเปรมมีอำนาจอย่างนี้ได้อย่างไร"

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอ การเคลื่อนไหวของเสื้อแดง หากต้องการหยุดระบอบอำมาตย์ต้องพูดเรื่องการแก้ไขประเด็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้อยู่ในระดับที่ไม่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย ซึ่งมี 2 ประเด็นหลักคือ พระราชอำนาจในการแต่งตั้งองคมนตรี และการสืบสันตติวงศ์ ซึ่งเพิ่งถูกแก้ไขในรัฐธรรมนูญฉบับ รสช.

โดย อ.สมศักดิ์ได้เสนอประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา หลังจากการ ปาฐกถาประจำปีโดย ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล เรื่อง “แนวคิดประชาธิปไตยสมบูรณ์ของปรีดี พนมยงค์ กับ เจตนารมณ์วีรชน ๖ ตุลา ๒๕๑๙”

“อันนี้ผมต้องพูดช้าๆ เพราะต้องรับผิดชอบตัวเอง คือ ต้องลดพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้เหลืออยู่ในระดับที่ไม่ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย มันมีเยอะมาก ผมไม่สามารถอธิบายได้หมด ขอยกประเด็นหลัก 2 ประเด็น

“ประเด็น แรก คือ องคมนตรี ที่เป็นปัญหาในปัจจุบันนี้ที่องค์มนตรีเข้ามายุ่งกับการเมืองเยอะมาก จนตะโกนหูกันแทบแตกเรื่องอำมาตยาธิปไตย ผมบอกว่า คุณตะโกนจนตายก็ไม่แก้ปัญหาหรอก ตราบใดที่คุณไม่เสนอปัญหาในเชิงรัฐธรรมนูญออกมาว่า ที่มีปัญหาอย่างนี้ เพราะรัฐธรรมนูญให้พระราชอำนาจในการแต่งตั้งองคมนตรีทั้งหมด ไม่ให้สังคมควบคุมตรงนี้เลย อันที่จริง การมีองคมนตรี อาจารย์ปรีดีก็เขียนไว้เหมือนกันว่า มันไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญของคณะราษฎร แต่เกิดจากรัฐธรรมนูญของพวก anti คณะราษฎร คือ รัฐธรรมนูญ 2492 แต่ อาจารย์ปรีดีก็ไม่ยอมเสนอลงไปชัดๆ ว่าน่าจะเลิกตำแหน่งนี้ ทีนี้ในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อจะแก้ปัญหาของการเมืองไทยจริงๆ จะต้องแก้ปัญหาอันนี้ ถ้าไม่เลิกองคมนตรีไปเลย ก็ต้องลดพระราชอำนาจเกี่ยวกับเรื่ององคมนตรีนี้ให้เหลือในระดับที่เช่นเดียว กับอำนาจสาธารณะอื่นๆ องค์มนตรีถ้าจะมีก็ต้องไม่มีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของสังคมหรือกระบวนการประชาธิปไตยโดยรวม นี่เป็นตัวอย่างที่หนึ่งที่สำคัญมาก

“ตัวอย่าง ที่สองที่ยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็คือ การสืบราชสันตติวงศ์ หลายคนไม่เข้าใจ อันนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ 60 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนถึงปี 2534 การเลือกพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปเป็นอำนาจของผู้แทนราษฎร อันนี้สำคัญ มีระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ไม่ว่าจะฉบับของทรราช รัฐประหาร อะไรก็แล้วแต่ บอกว่า การเสนอรายพระนามกษัตริย์องค์ต่อไปต้องผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา เมื่อคณะ รสช. ทำรัฐประหาร เมื่อ 2534 ได้ทำการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยได้ยกอำนาจเกี่ยวกับการสืบสันตติวงศ์ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งหมด ความจริงแล้ว มาตรา 18 19 20 21 ยังทำสิ่งหนึ่งที่ขัดกับรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำในความเห็นผม คือ การยกอำนาจในการแก้ไขกฎมณเฑียรบาล 2467 ให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ล้วนๆ แล้วลองคิดดูว่ารัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ในบทแรกๆ ด้วยซ้ำว่าพระมหากษัตริย์ทรงในอำนาจผ่านสภานิติบัญญัติในทางกฎหมาย ซึ่งมันขัดกับหลักการพื้นฐานข้อนี้ เท่ากับยกกฎมณเฑียรบาล 2467 อยู่เหนือรัฐธรรมนูญเอง

“รัฐธรรมนูญ 2534 เป็นอันที่เอาใจสถาบันพระมหากษัตริย์เขียนแบบขึ้นมา รัฐธรรมนูญ 40 ก็เขียนลอกทุกตัวอักษร รัฐธรรมนูญ 50 ก็ ลอกทุกตัวอักษร กลุ่มที่อ้างเรื่องประชาธิปไตยในการต่อสู้ของเสื้อแดงก็ไม่เคยแตะต้อง ประเด็นนี้เหมือนกัน ทั้งที่เป็นประเด็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

“การสืบราชสันตติวงศ์ หลายคนคงไม่ทราบว่า นอกเหนือจากพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่เลือกต่อมากจากพระเชษฐา ตอนที่เลือกร.8 มีการอภิปรายกันในสภาผู้แทนราษฎร แล้วมีการลงมติ ร.8 ไม่ได้รับเลือกให้เป็นพระมหากษัตริย์อย่างเอกฉันท์นะ มีเสียงยกมือไม่เห็นด้วย 2 เสียง เหตุผลก็คือเห็นว่าร.8 ยัง 'เด็ก' เกินไป ถ้าพูดในภาษาสามัญ

“นี่เป็นตัวอย่างที่สำคัญมาก 2 ประเด็น คือ เรื่ององคมนตรีและเรื่องการสืบสันตติวงศ์ ยังมีตัวอย่างเล็กๆ ซึ่งความจริงไม่เล็ก ก็คือ การมีพระราชดำรัส รัชกาลปัจจุบันสามารถมีพระราชดำรัสโดยสด ก็คือ กล่าวสดๆ ซึ่งมีความสำคัญกับการเมืองไทยมาก และขัดหลักการประชาธิปไตย คนที่รู้เรื่องนี้ดีมากคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเอง เพราะในปี 2502 ทรงมีพระราชดำรัสสดเป็นครั้งแรกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วพระองค์ทรงพูดกับนิสิตเองว่า จริงๆ แล้ววันนี้ไม่ได้ร่างมา เป็นการพูดสดๆ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นประเพณีที่ไม่ควรทำ ฉะนั้น พวกนี้เป็นตัวอย่างของพระราชอำนาจที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย

“สิ่ง ที่เราต้องทำ ถ้ามองในจุดนี้ก็คือ เพื่ออนาคตของประเทศเรา เราต้องอภิปรายกันในปัญหาเหล่านี้ และลดพระราชอำนาจเหล่านี้ให้เหลือในระดับที่ไม่ขัดแย้งกับหลักการ ประชาธิปไตย ในที่สุดแล้วก็มาสู่การทบทวนมาตรา 8 ในปัจจุบัน องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ มาตรานี้ตอนร่างรัฐธรรมนูญ 10 ธันวา คนที่เสนอเข้าไปคือ พระยามานราชเสวีย์ เคยให้สัมภาษณ์กับอาจารย์บวรศักดิ์ (อุวรรณโน) อาจารย์วิษณุ เครืองาม ถ้าผมจำไม่ผิด ในนิตยสารนิติศาสตร์ ปี 2520 หรือ 2521 นี่แหละ บอกว่าที่ท่านเสนอเข้าไป ท่านเลียนแบบจากญี่ปุ่น แต่มาตรานี้ในรัฐธรรมนูญเมจิถูกเลิกไปแล้ว เมื่อเสนอเข้าไป อาจารย์ปรีดีก็เสนอสนับสนุนในรัฐธรรมนูญ 10 ธันวา แล้วก็อยู่มาตลอด ที่อาจารย์ปรีดีสนับสนุนก็มีเหตุผลเฉพาะอยู่เหมือนกัน พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องการปลอบใจ ร.7 ที่อาจารย์เขียนด่า ร.7 ไว้เยอะมากในแถลงการณ์คณะราษฎร ฉบับที่ 1 ฉะนั้น อาจารย์ปรีดีเป็นคนยกมือสนับสนุนญัตติเอง แต่มันผ่านมา 70 กว่าปีแล้ว แล้วเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ประชาธิปไตยไทย สิ่งที่ต้องทำมากที่สุด นอกเหนือจากประเด็นที่ผมยกมาทั้งหมดนี้แล้ว ในที่สุดคือต้องทบทวนมาตรานี้”

อ.สมศักดิ์ ได้ย้ำประเด็นดังกล่าวอีกครั้งภายหลังการอภิปรายของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน โดยวิพากษ์การวิเคราะห์การพัฒนาการการเมืองไทยของฝ่ายเสื้อแดงว่า เป็นการมองโดยกรอบวิธีคิดแบบสตาลินคือวิธีที่รับรู้ที่มองสังคมมนุษย์ว่ามีขั้นตอน มีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัวคือ มีทาส ศักดินา สังคมนิยมและทุนนิยม ซึ่งเป็นกรอบการมองที่อาจไม่ได้ผล อีกทั้งการอภิปรายเรื่อง “อำมาตย์” โดยมุ่งไปที่ตัวบุคคลนั้นไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ

“แล้ววิธีคิดอย่างนี้ สิ่งที่เรียกว่าอำมาตย์นั้น ผมจะบอกวาต่อให้ด่าจนอำมาตย์ตายก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง กรณีเปรม ต่อให้ด่าจนเปรมตาย ก็จะมีใครต่อใครก็ขึ้นแทน แต่จริงๆ ประเด็นที่ผมเสนอคือ ผมเสนอว่าประเด็นเรื่องอำมาตย์นี่ แทนที่คุณจะพูดเรื่องอำมาตย์ คุณต้องอภิปรายไปให้ถึงเรื่องพระราชอำนาจเรื่องการตั้งองคมนตรี นี่เป็นประเด็นที่ผมไปเขียนในประชาไทแล้วคนไม่เข้าใจ

“แทนที่จะด่าเปรม ด่าไปถึงรสนิยมทางเพศของเขา ซึ่งถ้าจะฟ้องหมิ่นประมาทเขาก็ฟ้องได้ ผมไม่เสนออย่างนั้น ผมเสนอว่าให้อภิปรายประเด็นนี้ว่า ควรจะมีองค์กรนี้หรือไม่ การที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในเรื่ององคมนตรีนั้นทำให้ระบบที่ทำให้เกิดคนอย่างเปรมมีอำนาจอย่างนี้ได้อย่างไร"

รัศมีจันทร์

ที่มา thaifreenews

โดย ดวงจำปา

สืบเนื่องจากกระทู้ http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=37667&st=700

ได้อ่านเรื่องราวของรัศมีจันทร์มา 2 ตอน
ลองถามความรู้สึกตัวเองว่าคิดอย่างไร

ดิฉันวางเป้าหมายไว้ที่ การได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เฉกเช่นนานาอารยประเทศ
ระหว่างนี้ ถ้าให้ดูละครเรื่องบ้านทรายทอง ตอน รัศมีจันทร์ ถามว่า ดิฉันรับได้ไหม? เพราะอะไร?
ดิฉันขอตอบว่า รับได้

รัศมีจันทร์เป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
มีนิสัยรักการต่อสู้ ในทุกๆสนามที่เธอต้องลงแข่งขัน
ทำให้บนเส้นทางก่อนที่จะได้เป็นดารานำแสดง ในบทบาทของเจ้าหญิงตามท้องเรื่องนี้ ต้องผ่านชีวิตมาแบบโชกโชน
หลายๆท่านบอกว่ารับไม่ได้ ต้องการคนสวมบทบาทที่บริสุทธ์ผุดผ่อง ไม่ด่างพร้อย
มีชาติตระกูลดี ไม่ให้มีที่ติสักอย่าง ให้สมกับการเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่จะต้องมีผู้ชมมากมายมหาศาล

ดิฉันรู้สึกว่า เอาอีกแล้วหรือ แต่ละคนเอาความคิดเยี่ยงทาสกลับมาใช้กันอีกแล้วหรือ
ถ้าได้นางเอกที่ครบเครื่องขนาดนั้น แปลว่าจะนั่งดูนอนดูภาพยนตร์เรื่องนี้ไปอีกกี่ชั่วอายุคนคะ
ได้นางเอกแบบธรรมดาๆ มีแผลเป็นหลายจุด ต้องออกแบบฉากประกอบเพื่อปกปิดบ้างนี่แหละดี
ก็แค่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องหนึ่ง ฉายแค่ไม่นาน
ลืมเป้าหมายกันแล้วหรือคะ?
ยิงฟันยิ้ม

กำเนิดไทยฟรีนิวส์ และ กลุ่มสื่อประชาชน

ที่มา thaifreenews

โดย แม่ปังคุง

หลังจากช่วงวันที่ 19 กย. 49 หรือวันที่มีการทำปฏิวัติโดย คมช. เป็นต้นมานั้น ได้มีกลุ่มจัดตั้งหลายๆ กลุ่มเกิดขึ้นมาเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรม และ ประชาธิปไตย ..ดิฉันเป็นหนึ่งล็อกอินที่เล่นอยู่ในห้องราชดำเนิน เว็บไซด์พันทิปดอทคอม ..และก็คงเหมือนเพื่อนๆ หลายๆ คนที่เล่นอยู่ที่นั่นในช่วงเวลานั้น..ที่คงรู้สึกอึดอัดใจไม่ต่างกัน เพราะเราเริ่มถูกจำกัดอิสระในการโต้ตอบตามที่เราต้องการ ..ช่วงนั้น ดิฉันยอมรับว่าเป็นเด็กใหม่ไก่อ่อนในวงการเมืองมาก เพราะในเวลาที่สถานการณ์บ้านเมืองปกติ ดิฉันชื่นชอบที่จะติดตามข่าวดาราบันเทิง อ่านซ้อเจ็ด อ่านคัทรียาจ๊ะจ๋ามากกว่าที่จะมาคร่ำเคร่งเรื่องการเมือง เรียกได้ว่ารู้เรื่องการเมืองเพียงพอที่จะไปเลือกตั้งได้ถูกคนถูกพรรคเท่านั้น..และยิ่งในโลกการเมืองในอินเตอร์เนตยิ่งแล้วใหญ่ บอกตรงๆ ว่าไม่ได้เก่งกาจสามารถอะไรเลยที่จะไปเขียนกระทู้ตั้งกระทู้ ตอบโต้อะไรมากมาย ..จุดเริ่มที่ทำให้ดิฉันสนใจการเมืองจนต้องย้ายจากห้องเฉลิมไทยมาปักหลักห้องราชดำเนินก็คือ การเคลื่อนไหวของกลุ่มนายสนธิ ลิ้มทองกุล จนตอนหลังได้รวมตัวเป็น พธม. และ ที่ทำให้ร้อนรนจนทนอยู่นิ่งเป็นคนกรุงเทพชั้นกลางที่วิ่งวนรอบตัวเองไม่ไหว ..ก็สือเนื่องมาจากเรื่องการทำรัฐประหารที่มีประชาชนเอาดอกไม้ไปให้ทหาร ไปถ่ายรูปกับรถถังนั่นไง ..ดิฉันเริ่มรู้สึก..ไม่ไหวแล้ว..นี่มันเกิดอะไรกับประชาชนคนไทยกันเนี่ย..และขอสารภาพตามตรงว่าดิฉันสงสารท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรจนแทบทนอยู่เฉยไม่ไหวกับวิบากกรรมที่ท่านได้รับ เพราะเก่งและเด่นเกินไป

ในช่วงที่ดิฉันปักหลักในห้องราชดำเนินแรกๆ นั้น ดิฉัน (ตามประสาเด็กใหม่) ก็เห็นมีล็อกอินที่เด่นๆ หลายๆ ท่าน บางท่านก็ตอบโต้โดยใช้ข้อมูลข่าวสาร บางท่านก็เด่นเรื่องการวิเคราะห์สถานการณ์ บางท่านก็ไปถ่ายรูปการเคลื่อนไหวที่ท้องสนามหลวงของกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร และเรียกร้องประชาธิปไตยที่สนามหลวงมาลงเนตให้พวกเราชม ..จนกระทั่งมีกระทู้ๆ หนึ่ง..ตั้งโดยคุณ Thaidelphi อยากนัดเจอเพื่อนๆ ในห้องราชดำเนิน ดิฉันก็เห็นมีเพื่อนๆ ล็อกอินใหม่ๆ หลายคนมาลงชื่อเอาไว้ (ที่บอกว่าล็อกอินใหม่ๆ เพราะคนที่เป็นตัวเด่นๆ ไม่เห็นมีใครมาลงชื่อเลย) ดิฉันก็ลงไว้ด้วยเหมือนกัน

แล้วดิฉันก็ได้รับหลังไมค์ บอกวันเวลาและสถานที่นัดพบ..ในครั้งแรกนั้น ดิฉันไม่ได้ไป เพราะไปต่างจังหวัด จนกระทั่งนัดครั้งที่ 2 ซึ่งคุณ Thaidelphi ก็หลังไมค์มานัดอีกเหมือนกัน..สถานที่นัดพบก็ร้านไก่ย่างที่เทเวศน์

วันที่นัดพบ..ดิฉันไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่ไปพบคนในอินเตอร์เนต แถมไม่ใช่ห้องไก่กา กลับเป็นห้องการเมืองที่เรามีจุดยืนตรงข้ามกับฝ่ายที่ครองอำนาจอยู่ด้วยในตอนนั้น..แต่ถ้าไม่ไป ..ก็อึดอัดเหลือเกิน เลยบอกกับสามีว่า..เอานะ ลองดู ถ้าดูไม่ดีเราก็ซื้อไก่ย่างกลับบ้านมากินละกัน ก็เลยไปกับสามีและลูกสาวที่อายุประมาณ 5-6 เดือน..ไปถึงก็เจอเพื่อนๆ อยู่กลุ่มใหญ่ ประมาณ 20 กว่าคนได้ ก็มีการพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น และที่ยิ่งตื่นเต้นไปกว่านั้น ก็คือ ดิฉันได้พบผู้ชายวัยเลยกลางคน รูปร่างอ้วนใหญ่ ผิวดำ ผมดอกเลาหยิกปลิว แต่งกายประมาณน้องถวัลย์ ดัชนี ซึ่งทุกคนบอกว่านั่นคือ อาจารย์มังกรดำ ..

บอกตรงๆ ว่าดิฉันตื่นเต้นมาก เพราะในจำนวนล็อกอินที่มาทั้งหมด ก็ดูเหมือนจะมีล็อกอินมังกรดำเท่านั่นที่ดูเป็นเซเลบที่สุดในห้องราชดำเนิน แถมเธอยังนั่งหัวโต๊ะ เซ็นหนังสือเป็นตั้ง มอบให้พวกเราทุกคนเป็นที่ระลึก ยิ่งเป็นความรู้สึกที่ดีเข้าไปใหญ่ อีกอย่างคือ มังกรดำมีภรรยา หรือ ที่เราเรียกว่า “ซ้อ” มาด้วย ..และจากกระทู้ของมังกรดำ ..เราจะรู้สึกได้ว่า “ซ้อ” เป็นเหมือนดอกฟ้าของมังกรดำมากมาย..ทำให้เรารู้สึกดีใจที่พลอยได้มีโอกาสเจอหน้า “ซ้อ” ไปด้วย

การประชุมวันนั้นเริ่มจากที่ทุกคนแนะนำตัวว่าชื่อล็อกอินอะไร ทำอาชีพอะไร ทำไมถึงต่อต่านรัฐประหาร ทำไมถึงมามีตติ้งกันในวันนั้น ..แล้วดิฉันก็ขอตัวกลับก่อน เพราะลูกสาวกวนมาก จนเกรงใจเพื่อนๆ ที่มามีตติ้งกัน

หลังจากวันนั้น..ก็มีคุณผัดสะตอใส่กุ้งโทฯมาหาดิฉัน..ชวนไปประชุมต่อที่บ้านของคุณแมวอ้วนอ้วน โดยบอกว่าเราจะกำหนดแนวทางการทำงานเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ..โดยครั้งแรกที่ประชุมที่บ้านคุณแมวอ้วนอ้วน ดิฉันก็ไม่ได้ไปอีก ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าติดอะไร แต่ก็พลาดไปครั้งนึง ..แต่คุณผัดสะตอใส่กุ้งก็อัพเดทให้ฟังว่า ทางกลุ่มตกลงกันที่จะทำเว็บไซด์ ชื่อว่า Thai Free News ดอทคอม โดยได้จดทะเบียนโดเมนไปเรียบร้อยแล้ว และได้คุณคำเกิ่ง ซึงตอนนั้นจะใช้ชื่อ คำฝอย เป็น Webmaster ให้ ..อืม..ทำเว็บไซด์ ตอนนั้นก็งงๆ เหมือนกันว่าทำไปทำไม

จนกระทั่งประชุมครั้งที่ 2 ที่บ้านคุณแมวอ้วนอ้วนอีกครั้ง ..คราวนี้ดิฉันได้ไปด้วย..ก็มีการประชุมพูดคุยกันเสียงดัง เฮฮา เหมือนคนสนิทกัน (คงเพราะเริ่มคุ้นหน้ากันมากขึ้น และอุดมการณ์ตรงกัน) ระหว่างที่คุยเรื่องแนวทางการทำงาน..ดิฉันเห็นว่าขืนคุยกันอย่างนี้ คงไม่ได้อะไรเป็นสาระ เลยเสนอว่าอย่างนั้น เราควรทำให้เป็นระบบ มีการแบ่งงาน การจดบันทึกการประชุม กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนเพื่อที่เราจะได้รู้ว่าแนวทางการทำงานจะเป็นยังไง ซึ่งในที่สุดก็สรุปมาดังนี้

รายงานการประชุม สื่อประชาชน ครั้งที่ 2

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2550

เวลา 15.00 – 21.00 น.

วาระการประชุม

1. วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง สื่อประชาชน หรือ Thai Free News

เนื่องจากในสภาพเหตุการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ได้ทำให้เกิดช่วงวิกฤตของสื่อในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นจริง ไม่บิดเบือน และเชื่อถือได้ ทำให้ประชาชนทั่วไปขาดโอกาสที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อมาประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจ สมาชิกบางท่านในห้องราชดำเนินของเว็บไซด์พันทิบจึงได้มีการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้ง กลุ่มสื่อประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังต่อไปนี้

1.เพื่อนำเสนอข่าวสารที่เป็นจริง เป็นกลาง และเชื่อถือได้แก่สังคม

2.เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนมาแก่ประเทศไทยอีกครั้ง

3.เพื่อทวงคืนระบบความยุติธรรมในเมืองไทยที่หายไป หลักจากการก่อรัฐประหารจากทหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

4.เพื่อช่วยให้คนไทยอ่านข่าวเป็น และมีจิตวิเคราะห์ในการบริโภคสื่อต่างๆ

2. การทำงานของกลุ่มสื่อประชาชน

สื่อประชาชนมีความต้องการที่จะสร้างสื่อ 2 รูปแบบ คือ

1. Website : www.thaifreenews.com

2. วิทยุ

โดยจะเริ่มในส่วนของ website ก่อนในขั้นแรก

3. Website: www.thaifreenews.com

เปิดเป็นเว็บไซด์เพื่อนำเสนอข่าวที่ถูกต้อง โดยมีหลักการดังต่อไปนี้

1.นำเสนอข่าวเปรียบเทียบจากหลายๆ สื่อ เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างในการนำเสนอ โดยจะมีการ highlight ในประเด็นที่แตกต่างกัน เป็นการสร้างกระบวนการความคิดและจิตวิเคราะห์ให้แก่ผู้อ่านก่อนที่จะเชื่อ ใต้ข่าวทุกข่าวจะมีพื้นที่ให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็น โหวตความน่าเชื่อถือของข่าว

2.ลักษณะการนำเสนอข่าวจะอยู่บนหลักการที่ว่า เราไม่ใช่นักข่าวมืออาชีพ เราไม่ใช่ผู้พิพากษาสังคม เราเป็นแค่คนอ่านข่าวธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ต้องการนำเสนอข้อเท็จจริงสู่ประชาชน

3.ต้องการให้ประชาชนเข้ามาในเว็บเราเพื่อมาหาความจริง หรือ ตรวจเช็คเนื้อหาของข่าวที่ถูกต้อง

4. หน้าที่และความรับผิดชอบ

ลักษณะงานแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ

1. Webmaster (รับผิดชอบโดยคุณติ๊ก Kamfoi)

เนื่องจากโปรแกรมสำหรับรูปไม่เหมาะสมกับความต้องการของเรา และใช้งานได้ยาก คุณติ๊ก

(Kamfoi) จะเขียน application ขึ้นมาใหม่เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของเรา

2. Columnข่าว และ บทความ (รายละเอียดตามข้อที่ 5.)

3. Editors (รับผิดชอบโดยคุณอุ๋ย Thaidelphi และ คุณกิ้ม คนรักดาบไทย)

ขอให้ทุกๆคนส่งข่าว หรือ บทความ บทวิเคราะห์ที่ต้องการเผยแพร่ในเว็บไซด์มาที่คุณอุ๋ย และ

คุณกิ้มตรวจทานขั้นสุดท้ายก่อนที่ email: anucha2514@hotmail.com

5. Columnข่าว และ บทความใน thaifreenews.com

ได้มีการแบ่ง column ตามความชำนาญและประสบการณ์ของสมาชิกแต่ละท่านดังนี้

การตลาดสำหรับชาวบ้าน เศียรนาคา

การบินเรื่องน่ารู้ สายลมรัก

เศรษฐกิจติดดิน ขยะแห้ง

ทุกข์ชาวบ้าน Jeab_dca

คนดีประเทศไทย แมวอ้วนอ้วน

ขี้ไคลคนดัง Save the Best for Last

ตอบปัญหากฏหมาย (สายลมรักรับผิดชอบติดต่อ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์)

ในพระราชสำนัก เด็กสายสอง และ ผัดสะตอใส่กุ้ง

ประเด็นข่าวทั่วไป ทุกคน

ติดตามประเด็นร้อน ทุกคน

วิเคราะห์การเมือง (Thaidelphi จะติดต่อ ลูกชาวนาไทย, ขนมต้ม, ปลายอ้อกอแขม, X_CU, ขยะสังคม และท่านอื่นๆ ที่น่าสนใจในห้องราชฯ)

วิเคราะห์เศรษฐกิจ (Thaidelphi ติดต่อ สินธร หรือ คนที่น่าสนใจทีห้องสินธร)

_________________________ อ.มังกรดำ

โดยกำหนดให้มีความถี่อาทิตย์ละครั้งในcolumn ความรู้และบทความวิเคราะห์ทั่วไป แต่ในส่วนของข่าว ควร update ทุกวัน

6.KPI

ในเบื้องต้น KPI ของเว็บ www.thaifreenews.com สามารถวัดค่าได้จาก

1.จำนวนผู้อ่านที่เข้ามาเพื่อต้องการตรวจสอบข่าวที่ถูกต้อง

2.การจัด Vote ความน่าเชื่อถือ โดยให้ผู้อ่านสามารถ Vote ได้ข้างใต้แต่ละเนื้อข่าว

ตอนนั้นเพื่อสะดวกในการติดต่อประสานงานกับคนภายนอก เลยได้มีการตั้งให้คุณ Thaidelphi ทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่ม (เพื่อเป็นการให้เกียรติที่คุณ Thaidelphi เป็นคนริเริ่มนัดพบพวกเราจนรวมกลุ่มกันขึ้นมาได้) และให้ดิฉันเป็นเลขาชั่วคราว โดยที่เราก็เป็นการรู้กันอยู่ในกลุ่มว่าไม่มีใครเป็นหัวหน้าใคร เพราะนี่เป็นงานอาสา ทุกคนทำด้วยใจ ..เรามีการแบ่งหน้าที่การทำงานของให้แต่ละคนตามแต่ใครจะเฟื่องอะไรขึ้นมา

แต่อย่างที่รู้ การทำงานอาสา..หลายๆ อย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามความตั้งใจ เพราะแต่ละคนต่างมีภาระหน้าที่ของตัวเอง..จนในที่สุดเว็บไซด์ Thaifreenews.com ก็เริ่มขึ้นมาได้ในส่วนบทความการเมือง วิเคราะห์การเมือง และก็เว็บบอร์ดการเมือง และ column บันเทิงเท่านั้น ..โดยที่มีคุณสายลมรักเป็นตัวยืนในการเขียนบทความให้เป็นคนแรก ตามมาด้วยคุณปลายอ้อกอแขม ที่ได้คุณผัดสะตอใส่กุ้งเป็นคนติดต่อประสานงานมา ..แต่ในส่วนบันเทิงก็ได้ดิฉันเขียนบ้าง และก็ไปติดต่อได้น้องแคนดี้ Mrs. Wright คนดังของห้องโต๊ะเครื่องแป้ง พันทิปมาลงได้เป็นครั้งคราว ..ในส่วนเว็บบอร์ด ก็ได้คุณ Iced Angel มาเป็นตัวยืนเขียนกระทู้ ตั้งกระทู้ ก็อปข่าวมาแปะ ตอบกระทู้ ..ส่วนเวลาที่มีการเคลื่อนไหวในภาคสนาม (ตอนนั้นเริ่มเป็นกลุ่ม PTV) ก็จะเป็น คุณ Thaidelphi คุณต้นกล้าประชาธิปไตย และคุณแมวอ้วนอ้วน เป็นตัวยืนที่จะออกไปถ่ายรูปมาลง แต่หลักๆ ที่เอามาลงบ่อยหน่อยก็จะมาจากคุณต้นกล้าฯ กับคุณแมวอ้วนอ้วน

เราช่วยกันทำกันคนละไม้คนละมือมาเรื่อยๆ คนเข้าเว็บน้อยมาก จนกระทั่งเราโชคดีที่พันทิปแบนล็อกอินลูกชาวนาไทยถาวร คุณผัดสะตอใส่กุ้งเลยจีบมาเขียนบทความให้ไทยฟรีนิวส์ ทำให้เว็บไทยฟรีนิวส์เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นๆ ในบางช่วงก็จะมีดิฉันบ้าง คุณต้นกล้าประธิปไตยบ้าง หรือคุณคำเกิ่งบ้าง ช่วยเขียนเป็นครั้งคราว

ตอนนี้ทุกคนคงสงสัยว่าแล้ว “มังกรดำ” ล่ะ อยู่ส่วนไหนของไทยฟรีนิวส์ ..ดิฉันต้องขอพูดตามตรงว่า “มังกรดำ” ไม่เคยอยู่ตรงไหนของไทยฟรีนิวส์เลย ยกเว้นแค่ตอนมาร่วมประชุม..เพราะมังกรดำได้ประกาศตั้งแต่เริ่มต้นว่า “ครูขอไม่เข้าร่วมในกลุ่มนะ เพราะครูผ่านมาหลายกลุ่มแล้วก็มีเรื่องมีราวกันมากมาย ถ้ามีชื่อครูอยู่มันจะดูไม่ดี” แม้กระทั่งขอให้ลงบทความบ้าง ก็ได้รับการปฏิเสธจากมังกรดำว่าไม่อยากเอาบทความมาลง เพราะไม่ต้องการให้มีชื่อเกี่ยวข้องกับเว็บนี้ ..แต่แล้วทุกๆ คนในกลุ่มก็จะได้เจอ Surprise ของมังกรดำอยู่เนืองๆ เช่น..หลังจากที่ประชุมกลุ่มเสร็จ..มังกรดำก็จะรีบกลับมาตั้งกระทู้บอกว่ากลุ่มเราจะทำอะไรบ้าง เสมือนเป็นกลุ่มในสังกัดของมังกรดำ ..จนคนในกลุ่มเริ่มรู้สึกไม่ค่อยโอเค เพราะบางทีวิธีการหรือข้อตกลงมันยังไม่ตกตะกอน..ก็โดนเอามาประกาศซะแล้ว

หลังจากมังกรดำเพียรทำแบบนั้นไปซักพัก ..ดิฉันก็เริ่มทนไม่ไหว..ก็เริ่มมีการถามคุณ Thaidelphi ว่ามังกรดำทำแบบนี้ทำไม เห็นหลายทีแล้ว จะช่วยพวกเราก็ไม่ช่วย แต่ก็มีชิงซีนทุกที นี่มันอะไรกันแน่ ..คุณ Thaidelphi เธอเป็นคนที่ชอบเก็บหลักฐาน แกก็ส่งข้อมูลของมังกรดำมาให้ดิฉันอ่านมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มีปัญหากับกลุ่มคนผ่านฟ้า หรือ อยู่ใน blacklist บัญชีรายชื่อของมหาดไทย..ซึ่งบอกตรงๆ ว่าดิฉันและคนอื่นๆ ในกลุ่ม เป็นพวกไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ไม่เคยไปสืบไปเสาะค้นหาว่าใครไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร ..ก็ได้รับข้อมูลที่ไม่ดีๆ ของมังกรดำมาจนเต็มอิ่ม..ก็เลยมีการพูดคุยกันว่า..แล้วเราจะทำยังไงกันต่อไป

คุณ Thaidelphi จึงไปคิดแผนการ “เขี่ยมังกรดำ” ออกจากกลุ่ม โดยบอกว่า “ถ้าพี่ (หมายถึงThaidelphi) ยังเป็นหัวหน้ากลุ่มอยู่ ก็คงสลัดมังกรดำไม่หลุด เพราะเวลาออกภาคสนาม มังกรดำจะเกาะไหล่พี่ไปแนะนำให้คนภาคสนามรู้จัก ถ้าต้องการล้างภาพมังกรดำ ก็ต้องโหวตหัวหน้าใหม่” แล้วก็เลยมีการวางแผนกับพวกเราในกลุ่มให้นัดประชุมเพื่อจะเลือกหัวหน้ากลุ่มใหม่ และมีการทำ Organization Chart ใส่บนเว็บเพื่อให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีชื่อมังกรดำในกลุ่มไทยฟรีนิวส์” ..โดยจริงๆ แล้ว เราประชุมกันผ่าน msn ทุกคืนเพื่อจัดคนลงกล่องให้เรียบร้อย โดยบอกว่าจะให้โหวตพี่แมวอ้วนอ้วนเป็นหัวหน้ากลุ่มแทน ..เรายังมีการคิดแผนสำรองว่า..แล้วถ้ามังกรดำจะบอกว่า “งั้นครูขอเป็นที่ปรึกษากลุ่มก็ได้” เราจะทำยังไง ..โดยคุณ Thaidelphi เสนอว่า เราก็บอกว่าเราเชิญคุณ Albatross มาเป็นที่ปรึกษาแล้วก็จบ มังกรดำก็ไม่มีทางไปแล้ว

แล้ววันแสดงละครฉากใหญ่ก็มาถึง..ทุกอย่างเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าดังนี้

รายงานการประชุมนอกรอบ สื่อประชาชน

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2551

ผู้เข้าร่วมประชุม

1.คุณอุ๋ย (Thaidelphi) หัวหน้าและประสานงา(น)

2.หนิง (แม่ปังคุง) เลขาจำเป็น

3.คุณตั้ม (แมวอ้วนอ้วน)

4. คุณบิ๊ก (Ice Angel)

5. คุณกุ้ง (ผัดสะตอใส่กุ้ง)

6. คุณโทน (Toneymaru)

7.คุณอาร์ท (Artherice)

วาระการประชุม (เริ่ม 19.00 น.)

1. การจดทะเบียนคณะบุคคลสำหรับโครงการตรวจสอบสื่อ

จะจดเป็นคณะบุคคลโดยใช้ 3 ชื่อ คือ อุ๋ย อาร์ท ตั้ม

สถานที่ทำการที่ใช้ในการจดทะเบียนคือ บ้านอาร์ท

2. โครงสร้างองค์กร

หัวหน้ากลุ่ม People Press Group Leader (ตั้ม)

รองหัวหน้ากลุ่ม Deputy Group Leader (อุ๋ย)

เลขาฯ Group Secretary (บิ๊ก/ อาร์ท)

ผู้ประสานงาน Contact Centre and Group Coordinator (หนิง/กุ้ง)

ประชาสัมพันธ์ Public Relationship (หนิง/กุ้ง)

เหรัญญิก Finance and Accountant (กุ้ง)

ฝ่ายปฏิบัติการ Operation Sector (ทุกคน)

สมาชิกสัมพันธ์ Customer/ Member Relation (หนิง/กุ้ง)

ฝ่าย IT Web Master and Technical Support (ติ๊ก/ โทน/ อาร์ท)

นิติกร Legal Officer (ภายนอก)

ที่ปรึกษา Consultant (ถ้ำ)

3. Job Description

หัวหน้ากลุ่ม ควบคุม ดูแล และ ตรวจสอบให้ได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ (Project Management)เป็นตัวแทนกลุ่มในงาน ที่ต้องแสดงตัวกับสาธารณะ

รองหัวหน้า ทำหน้าที่แทนหัวหน้ากลุ่มในเวลาที่หัวหน้ากลุ่มไม่สามารถปฏิบัติงานได้ช่วยเหลือหัวหน้ากลุ่มเพื่อให้ได้ผลการทำงานตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

เลขาฯ ดูแลและจัดการในการประชุมกลุ่ม เช่น เป็นผู้นัดประชุม จัดเตรียมสถานที่ และทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม

จดบันทึกการประชุม และจัดส่งให้คณะทำงาน

ดูแลและประสานงานภายในกลุ่มทั้งหมด

ผู้ประสานงาน ดูแลประสานงานกับคนภายนอกทั้งหมด เช่น ติดต่อนัดหมายแหล่งข่าว ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการติดต่อกับบุคคลภายนอกกลุ่ม ติดตามเรื่องแลละรายงานผล/ ความคืบหน้า (Follow up any complaints and report the progress)

ประชาสัมพันธ์ ดูแล/ เผยแพร่ข่าวสารของกลุ่มสู่สาธารณะ เช่น การทำ link ตามเวบต่างๆ

ดูแลด้านงานประชาสัมพันธ์ events ต่างๆ

ตรวจเช็คผลตอบรับ/ กระแส ต่างๆ ในสังคมอินเตอร์เนต แล้วรายงานให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ

เหรัญญิก ทำบัญชีรายการรับ/ จ่ายของกลุ่มทุกชนิดทำเอกสารเบิกจ่ายดูแลและจัดการด้านการเงิน

ฝ่ายปฏิบัติการ ถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายภาพวีดีโอ สัมภาษณ์แหล่งข่าว ผู้จัดรายการวิทยุ นักข่าวนักเขียน

ฝ่าย IT ดูแลด้านเทคนิค

ฝ่ายนิติกร ดูแลด้านกฏหมาย

ในวันนั้น..มังกรดำมากับซ้อ ..โดยมาประชุมที่บ้านดิฉันเอง ดิฉันสังเกตเห็นว่ามังกรดำมีการสบตากับ Thaidelphi และ ต้นกล้าประชาธิปไตยแบบแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะเราทำตามที่ Thaidelphi วางแผนให้

หลังจากที่เปลี่ยนหัวหน้ากลุ่มเป็นแมวอ้วนอ้วน Thaidelphi ก็เริ่มหายไป ไม่ค่อยมาร่วมพูดคุยทาง msn เหมือนเดิม พวกเราถามก็บอกว่างานยุ่งมาก มีคนมา audit โรงงานก็ว่าไป เราก็ทำงานกันต่อไป ไม่ได้คิดว่ามีเรื่องอะไรใหญ่โตรอคอยอยู่เบื้องหน้า

สัมพันธภาพในกลุ่มก็ดูดี สนิทสนมกันมากขึ้น เพราะเราคุยกันประสาพี่ๆ น้องๆ มีอะไรก็พูดก็ถามไถ่กันตรงๆ จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ก็มีล็อกอินนึงใช้ชื่อว่า “เบื่อหว่ะ” มาด่ากลุ่มเราในเว็บบอร์ด หาว่าไปรับเงินนักการเมืองมา เราทุกคนโมโหเกิด ..ก็ออกไปตอบโต้กับล็อกอิน “เบื่อหว่ะ” แต่อยู่ดีๆ Thaidelphi ก็เรียกดิฉันมาทาง msn ว่าอย่าไปด่าตอบกับเบื่อหว่ะ เพราะคนนี้เก่งมากๆ เราไล่ไม่จนหรอก และ Thaidelphi ยังถือสิทธิ์เข้าไปลบและเปลี่ยนแปลงข้อความที่ดิฉันเขียนไว้ ..จนดิฉันรู้สึกไม่โอเคแล้ว เลยคิดว่าดิฉันคงไม่สามารถทำเว็บร่วมกับคนที่ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของคนอื่นได้อีก ดิฉันเลยขอลาออกจากกลุ่มด้วยเหตุผลว่า “ถ้าดิฉันอยู่ในกลุ่มแล้วต้องอยู่เหมือนโดนเผด็จการ ไม่สามารถเขียนอย่างที่อยากเขียนได้ ต้องมีคนมาคอย edit ความเห็นดิฉัน ดิฉันถือว่าดิฉันออกไปเล่นเสรีที่อื่นดีกว่า ที่มาทำเว็บ เพราะมาเรียกร้องประชาธิปไตย ถ้าในเว็บไม่มี ดิฉันจะไปหาที่อื่น” แต่ก็โดนเพื่อนๆ ทุกคนยั้งไว้ จน Thaidelphi โทฯมาขอโทษ ดิฉันก็ใจกว้างพอที่จะให้อภัย ..โดยคิดว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม..แต่มันก็ไม่ใช่อย่างที่ดิฉันคิด

หลังจากนั้น..มันก็เหมือนมีรอยร้าวเกิดขึ้นอยู่บนแก้ว..ทั้งๆ ที่เราพยายามทำเหมือนเดิม..แต่มันก็ไม่เหมือนเดิม..จากนั้นไม่นาน ดิฉันก็สังเกตเห็นกระทู้ต้นกล้าประชาธิปไตยมาโพสต์รูปที่ไปถ่ายภาคสนามในพันทิป แต่ใช้ลายน้ำว่า www.thaicenternews.com ดิฉันก็โทฯไปถามว่า “อ้าว..อาร์ททำไมใส่ลายน้ำนั้นล่ะ มีอะไรหรือเปล่า” ต้นกล้าฯ ก็ยืนยันว่า “ไม่มีอะไรพี่ เพื่อนขอให้ช่วยโปรโมทเว็บ นี่เดี๋ยวค่ำๆ อาร์ทก็จะเอารูปไปลงที่เว็บเรา” แต่ก็ไม่ได้เอามาลง ..จนกระทั่งมีประชุมกลุ่มกัน..ดิฉันก็ถามกับ Thaidelphi ว่าเกิดอะไรขึ้น เว็บนั้นมาจากไหน ..Thaidelphi ก็เลิ่กลั่กบอกว่า เว็บนั้น ทางต้นกล้าไปรับงานมาจาก คภปร. เพื่อทำเว็บเพื่อสังคม ..มติที่ประชุมเลยขอให้ต้นกล้าฯ ถอนชื่อออกจากที่จดชื่อกลุ่ม เพราะจุดยืนของไทยฟรีนิวส์คือ เราไม่รับเงิน หรือ งานจากนักการเมือง เพราะถ้าใครทำอะไรที่อยู่นอกเหนือจากอุดมการณ์ของเรา เราจะได้ด่าได้ ไม่ต้องเกรงใจใคร และเว็บเราไม่ต้องการมีบาดแผล ไม่ต้องการให้ไปสืบแล้วเจอเส้น หรือ สาย หรือ ความเกี่ยวโยงกับนักการเมือง หรือ พรรคการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น..วันนั้น ต้นกล้าฯ ไม่ได้ไปร่วมประชุม แต่ Thaidelphi ก็เถียงแทนจนเส้นคอโป่ง มีการตบโต๊ะหาว่าเราไม่สำนึกบุญคุณต้นกล้าฯ แต่ในที่สุด เราก็ยืนยันตามมติที่ประชุมตามนั้น

หลังจากนั้นก็มีล็อกอินแปลกเข้ามาด่าพวกเราอย่างหยาบคายๆ มีการยิงภาพโป๊ มีการแสปมเวบ จนคุณคำเกิ่งใช้วิธีล็อก ip และ id เครื่อง จนเชื่อว่า 99% คือ Thaidelphi นั่นเอง..คุณคำเกิ่งจึงตั้งกระทู้บอกว่า “ถ้ารบกับฝั่งตรงข้ามก็ไม่เป็นไร แต่ต้องมารบกับคนกันเองนี่สิ..ทำไม” แล้วก็ขอให้เราคุยกัน ..ดิฉันก็โทฯไปหาคุณ Thaidelphi บอกว่ามีคนมาแกล้งเว็บ ให้Thaidelphi เข้าไปดูให้หน่อย แต่วันรุ่งขึ้น Thaidelphi บอกว่าเข้าไม่ได้เลย เพราะคำเกิ่งล็อก id แล้ว และในที่สุด Thaidelphi ก็เลยมาหาแมวอ้วนอ้วนที่บ้าน บอกว่าขอลาออกจากกลุ่มไทยฟรีนิวส์ โดยได้มีการส่งอีเมล์มาขอร้องให้เราหาคนจดทะเบียนกลุ่มใหม่ เพราะตัวเอง “กลัวมาก” เพราะตอนนี้เว็บเราแรงมาก ด่าเปรม และมีคนโทรศัพท์มาข่มขู่เขา

ในที่สุด กลุ่มสื่อประชาชนและไทยฟรีนิวส์ก็ได้เปลี่ยนชื่อคนจดทะเบียนกลุ่มจากนั้นเป็นต้นมา และพวกเราที่เหลืออยู่ก็ยังคงช่วยเหลือกันทำงานต่อมาเรื่อยๆ จนหลังจาก พรก. เดือนเมษาที่ผ่านมา เว็บเราถูกปิด และ ข้อมูลทุกอย่างหายไปหมด เลยได้เปลี่ยนชื่อเป็น www.thaifreenews.org และทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

เว็บไทยฟรีนิวส์เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยหลักๆ เพราะบทความของคุณลูกชาวนาไทย สายลมรัก ปลายอ้อกอแขม และที่มาเพิ่มตอนหลังคือ ป้าพลอย Bugbunny ปูนนก Albatross

มีความโดดเด่นในเรื่องรูปถ่ายที่เล่าเรื่องราวจากคุณแมวอ้วนอ้วน

เว็บเราเป็นเว็บเล็กๆ ที่ไม่เคยหวังความใกล้ชิด หรือโหยหาความสนิทสนมเอ็นดูจากนักการเมือง พรรคการเมือง หรือแกนนำใดๆ เราอยากทำอะไรก็ทำ เราเคยไปทานข้าวกับคุณจักรภพ เราเคยไปทานข้าวกับคุณหมอเหวงเพื่อคุยแนวทางเสื้อแดง เราเคยไปคุยกับคุณอริสมันต์ เราเคยไปทำ 1 Day with แซม ยุรนันต์ตอนสมัยลงผู้ว่ากทม. ดิฉันเคยไปนั่งเป็นล่ามให้คุณจตุพรสัมภาษณ์นักข่าว ตปท. ในวันที่ 13 เมษา 2552 แต่ก็เท่านั้น..เราไม่เคยเอาไปอ้าง เอามาเขียนข่าววงในวงนอก หรือ ต่อยอดเพื่อการใดๆ เรามองแค่งานที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น เว็บไม่ได้มีชื่อ หรือคนรู้จักจากเส้นสายนักการเมือง หรือ ไปความใกล้ชิดจากใคร

หลายๆ เรื่องที่มีการเอาคนอื่นๆมานินทา ไม่ว่าจะเป็นคุณชญานุชกับคุณยี่หร่าตอนทำหนังสือ "ไม่เปรม" จนทำให้ดิฉันรู้สึกแย่กับพี่ชญานุชและพี่ยี่หร่าไปตั้งนาน เพิ่งจะรู้ว่าหลงหูเบาไปก็เมื่อครั้งได้พบตัวจริงๆ ของพี่เค้าในงาน "ล้านคลิ๊กกับไทยฟรีนิวส์"

เรื่องราวตรงนี้คงไม่ต้องการนำมาพูด เพราะไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรเลย แต่ในเมื่อมีคนอื่นที่เขียนอะไรที่ "มั่ว" จนอาจทำให้เกิดความสับสนในวงกว้างได้ ดิฉันจึงจำเป็นที่จะต้องเขียน "เพื่อบันทึกเรื่องราวความจริง"

เว็บไซด์จะมีคนอ่าน มีคนเชื่อถือหรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวกับชื่อเว็บ มันเกี่ยวกับคนที่ทำงาน ทำให้มันเกิดเป็นชิ้นงาน มีข้อมูล ถ้าไม่มีคนทำงาน หรือ ทำงานไม่เป็น เว็บก็คงตายไป ไม่มีคนเข้า ไม่มีคนรู้จักใช่หรือไม่

ก็เหมือนกับชื่อคนนั่นแหละ ..ถ้าเป็นคนดี ต่อให้ชื่อหมู หมา แมว คนก็ยกย่อง แต่ถ้าทำไม่ดี ถึงจะตั้งให้ไพเราะก็คงต้องเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ

ทฤษฎีการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยม

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์


1. ต้องศึกษาให้เข้าใจว่า สถานการณ์ทางสังคมและการเมืองไทย ปัจจุบันเป็นสถานการณ์อะไร ปฏิรูปหรือปฏิวัติ โดยพิจารณาจากความขัดแย้งหลักว่าเป็นความขัดแย้งของกลุ่มหรือชนชั้นใด ซึ่งสามารถเข้าใจได้ว่า
วิกฤตทางสังคมและการเมืองไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เกิดจากความขัดแย้งของกลุ่มชนชั้นบนสุดของสังคม คือ ระหว่างชนชั้นบนใหม่ที่เป็นกลุ่มทุนโลกาภิวัฒน์ กับชนชั้นบนเก่าที่เป็นกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยม
ดังนั้นความขัดแย้งจึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปฏิรูป แต่ต้องแก้ด้วยการปฎิวัติเท่านั้น สถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสถานการณ์ที่นำไปสู่การปฏิวัติ เป็นไปตามกฎการพัฒนาสทางสังคมที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยง


2. เป้าหมายของการปฏิวัติคือ กลุ่มใดระหว่างชนชั้นบนใหม่ที่เป็นกลุ่มทุนโลกาภิวัฒน์กับชนชั้นบนเก่าที่เป็นกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยม
ที่ผ่านมามีการนำเสนอของบุคคลสำคัญของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นราษฎรอาวุโส หรืออธิการบดี มหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวมทั้งสื่อมวลชน นักวิชาการ และนักการเมืองบางจำพวก ออกมาตะโกนโพนทนาว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากทักษิณ ชินวัตร คนเดียว ถ้าทักษิณหยุดทุกอย่างก็จบ
ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นตัวแทนของชนชั้นบนใหม่กลุ่มทุนโลกาภิวัฒน์ที่กลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยมหวาดกลัวและต้องการทำลายล้าง ดังนั้นต้องพิจารณาดูว่าจริงหรือที่พวกเขาร้องประสานเสียงกัน กล่าวว่าวิกฤตทางสังคมและการเมืองไทยจะยุติ ถ้าทักษิณ ชินวัตรหยุดคนเดียว
ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกพวกเขารุมเล่นงาน ทั้งต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งยุบสภา ทั้งถูกรัฐประหารยึดอำนาจ ทั้งถูกตัดสินจำคุก และต้องหนีออกนอกประเทศ ไม่ยิ่งก่วาหยุดหรือเคยมีอดีตนายกรัฐมนตรีคนไหนบ้างที่เมื่อถูกยึดอำนาจ หรือหนีไปอยู่ต่างประเทศแล้วถูกไล่ล่า อย่างอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร และเวลานี้ต่อให้ท่านเสียชีวิตไปจากโลกนี้ ปัญหาก็ไม่จบ เพราะทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ถูกกระทำ เป็นด้านรองในความขัดแย้ง แต่ตัวที่เป็นด้านหลักและเป็นต้นเหตุของปัญหา คือกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยมนั้นเอง ดังนั้นเป้าหมายของการปฏิวัติที่จะต้องถูกโค่นล้มก็คือกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และเป้าหมายนี้ถือว่าเป็นเป้าหมายสูงที่ยากลำบากในการโค่นล้ม




3. ยุทธศาสตร์ที่จะไปเอาชัยชนะต่อเป้าหมายสูงคืออะไร
การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเป้าหมายคือทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ต่อมาก็คือพรรคพลังประชาชนเป็นเป้าหมายต่ำ เมื่อพวกเขาโค่นสำเร็จก็ถือว่าประสบชัยชนะ
แต่สำหรับคนเสื้อแดง ถ้าโค่นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตยสำเร็จ ก็ไม่อาจถือได้ว่าได้รับชัยชนะ เพราะ
ผู้ที่กุมอำนาจแท้จริงอยู่เบื้องหลังรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็คือกลุ่มทุนเก่าอนุรักษ์นิยมนั่นเอง ดังนั้นเป้าหมายในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจึงเป็นเป้าหมายสูงกว่ากลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลือง จึงต้องมียุทธศาสตร์สูงนั่นคือ การตระเตรียมกำลังรอคอยโอกาสลุกขึ้นสู้เมื่อมีความพร้อม และเตรียมการต่อสู้อย่างยืดเยื้อ

4. แนวทางที่ใช้ในการตระเตรียมกำลังรอคอยโอกาสลุกขึ้นสู้คือ
สองแนวทางสามแนวรบ สองแนวทางคือ
1. แนวทางรัฐสภา
2. แนวทางนอกสภา




แนวทางรัฐสภาเป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทย ส.ส. และ ส.ว. ที่มีแนวคิดเดียวกันเคลื่อนไหวประสานกับนอกสภาแนวทางนอกสภาเป็นหน้าที่ของมวลชน คนเสื้อแดง โดยใช้ 3 แนวรบ คือแ นวรบในเมือง แนวรบในชนบท และแนวรบในต่างประเทศ ประสานกันโดยการจัดตั้งฝึกอบรมให้มีทั้งปริมาณและคุณภาพ ทั้งแนวปิดและแนวเปิดและเข้าไปจัดตั้งในหมู่ทหารและตำรวจด้วย เพื่อเป็นกองกำลังในวันลุกขึ้นสู้ ยึดแนวทางสันติ แต่พร้อมรับมือเมื่อถูกกระทำอย่างรุนแรง ส่วนแนวรบต่างประเทศ เป็นหน้าที่ของนักรบไซเบอร์ทั้งหลายที่จะประสานกับคนไทยในต่างประเทศ และผู้รักความเป็นธรรมทั่วโลก ขอความร่วมมือสนับสนุนด้านเงินทุนในการต่อสู้ เพราะฝ่ายประชาชนขาดแคลนทางด้านนี้

5. ยุทธวิธีที่ใช้ ต้องหลากหลายรูปแบบตามแต่โอกาสและความเหมาะสม เพื่อบั่นทอนฝ่ายตรงข้าม สะสมชัยชนะปลุกขวัญมวลชน แต่ต้องระวังอย่าเป็นโรคใจร้อน สุ่มเสี่ยง และถูกสร้างภาพเป็นผู้ร้าย ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน มีแนวทางมวลชน สนใจรับฟังผู้อื่นให้มาก สนใจศึกษาเรียนรู้และกล้าวิจารณ์ตนเอง เพื่อยกระดับจากนักกิจกรรมเป็นนักยุทธวิธี และนักยุทธศาสตร์เป็นนักปฏิวัติในที่สุด



6. จุดมุ่งหมายของการปฏิวัติและผู้นำการปฏิวัติคือใคร
แน่นอนแล้วว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในขั้นการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยมเสรี เป็นผลต่อเนื่องจากการปฏิวัติประชาธิปไตยของคณะราษฎร์ ที่ทำไม่สำเร็จเมื่อปี 2475 ด้วยข้อจำกัดทางความคิดจุดมุ่งหมายของการปฏิวัติเวลานี้ก็คือ ระบอบประชาธิปไตยทุนนิยมเสรี ดังนั้น ผู้นำก็ต้องเป็นนายทุนเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนใหม่โลกาภิวัฒน์ที่ก้าวหน้าที่มีความพร้อม ภารกิจนี้จึงตกอยู่ที่ พตท. ทักษิณ ชินวัตร อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ สถานการณ์การปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยมเสรีของประเทศไทย ก็กำลังสร้างทักษิณ ชินวัตร ให้เป็นวีรบุรุษ ท่านจึงไม่อาจปฏิเสธได้


7. สร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้น จะทำให้มีความมั่นคงในการเป็นนักปฏิวัติเพราะสังคมไทยปัจจุบันอยู่ในสภาวะพลังการผลิตสูง แต่จิตสำนึกต่ำเพราะคน ไทยถูกกดทับอยู่โดยระบอบทุนนิยมและศักดินานิยม ระบอบทุนนิยมทำให้คนไทยลุ่มหลงอยู่กับความคิดบริโภคนิยม เงิน กำไร ความได้เปรีบบและความเห็นแก่ตัว ในขณะที่ระบอบศักดินาที่ยังมีอิทธิพลฝังแน่นอยู่ในสังคมและการเมืองการปกครองของไทยก้สั่งสอนให้คนไทยลุ่มหลง งมงาย ไร้ระบบคิด เชื่อโชคเชื่อลาง เชื่อบุญเชื่อกรรม มีความคิดจิตนิยม ยอมจำนนศักดินาและทุนนิยม จึงรวมกันทำลายจิตสำนึกของคนไทยอย่างใหญ่หลวง การต่อสู้ของประชาชนคนไทยจึงต้องต่อส้ทั้งด้านการเมือง การปกครองและด้านจิตสำนึกด้วย





8. ต้องจัดตั้งคณะเสนาธิการขึ้นนมาในหลายระดับ เพื่อวางแผนจัดระบบการต่อสู้ ใช้ภูมิปัญญาการนำรวมหมู่จากคนที่มีประสบการและมีความรู้อย่าทำแบบฮีโร่ ข้ามาคนเดียว ข้าเก่งคนเดียว

หัวข้อที่จะต้องศึกษาและอภิปราย คือ
1. เวลานี้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์อะไร
2. เป้าหมายของการต่อสู้คือกลุ่มใดสูงหรือต่ำ
3. ยุทธศาสตร์ในการต่อสู้จะต้องทำอย่างไร
4. แนวทางที่ใช้ในการต่อสู้ใช้แนวทางอะไร
5. กิจกรรมและยุทธวิธีจะต้องทำอย่างไร
6. จุดมุ่งหมายของการปฏิวัติและผู้นำคือใคร
7. การสร้างจิตสำนึกมีความสำคัญอย่างไร
8. ควรมีการจัดตั้งคณะเสนาธิการในการจัดระบบการต่อสู้หรือไม่

ศึกแมลงวัน:เด็กช้างมติชนฮึดใส่สื่อลิ้ม

ที่มา Thai E-News


ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
13 ตุลาคม 2552

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์เขียนรายงานข่าวเรื่องใครกันแน่ บิดเบือน งานวิจัย ปรอ. เรื่อง เอเอสทีวี ประชาชาติฯ เปิดจะ ๆ บทสรุปงานวิจัย"นายวิทอง" เพื่อตอบโต้เวบผู้จัดการASTVที่กล่าวหาว่าประชาชาติธุรกิจบิดเบือนการนำเสนอข่าว

ใครกันแน่ บิดเบือน งานวิจัย ปรอ. เรื่อง ASTV ประชาชาติออนไลน์ ลำดับเหตุการณ์ข่าว และเปิดเผย ผลงานวิจัย เจ้าปัญหา บทที่ 7บทสรุปและข้อเสนอแนะ ดูกันจะๆ ว่า ใครกันแน่ที่บิดเบือน ทุกอย่างตัดสินกันด้วยข้อมูลและความจริง

23 กันยายน ประชาชาติออนไลน์ นำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง "เปิดงานวิจัยร้อน ปรอ. ชำแหละ อิทธิพล เอเอสทีวี ผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสาร ด้านการเมือง" ซึ่งอ้างอิงมาจากงานวิจัย ′อิทธิพลของสื่อสาธารณะดิจิตอลที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารด้านการเมือง ศึกษาเฉพาะ ASTV ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร′ โดยนายวิทอง ตัณฑกุลนินาท กรรมการผู้จัดการ เอ๊กเซลเล้นท์ กราฟฟิค จำกัด นักศึกษาวิทยาป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ 21 ประจำปีการศึกษา พุทธศักราช 2551-2552


ล่าสุด เว๊ปไซต์ผู้จัดการ นำเสนอข่าวว่า " นศ.วปอ.ชี้ชัด " สื่อเครือมติชน" เสนอข่าวบิดเบือนผลวิจัย ให้ร้าย ASTV"
ประชาชาติออนไลน์ ไม่ต้องการชี้แจงอะไรทั้งสิ้น เราแค่ลำดับเหตุการณ์ และนำบทสรุปของงานวิจัยมาให้ท่านผู้อ่าน ตัดสินใจเอาเอง




27 กรกฎาคม 2552 แหล่งข่าวระดับสูง จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร โทรศัพท์ บอกว่า มีงานวิจัย ปรอ. ที่น่าสนใจและน่าจะได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่น เพราะผู้วิจัย กล้าวิจารณ์สื่อ แหล่งข่าว บอกว่า ให้มารับงานวิจัยไปอ่าน

ผู้สื่อข่าว ประชาชาติออนไลน์ วิ่งไปรับงานวิจัยในทันที แหล่งข่าว มีเงื่อนไขว่า ถ้าจะใช้เป็นข่าวต้องโทรศัพท์ ไปขออนุญาตจาก นายวิทอง ตัณฑกุลนินาท กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ๊กเซลเล้นท์ กราฟฟิค เจ้าของงานวิจัย เสียก่อน ผู้สื่อข่าว โทรไปหา นายวิทอง

นายวิทอง ตอบว่า ขอให้มีผลตัดสินออกมาก่อนแล้ว ค่อยเอาไปใช้


กลางเดือนกันยายน นายวิทอง บอกว่า คณะกรรมการตัดสินแล้ว งานวิจัยของเขาได้รับรางวัลชมเชย ผู้สื่อข่าว ขออนุญาตเอาไปเผยแพร่ นายวิทองบอกว่า ให้ทำหนังสือไปขออนุญาต พลโท ภานุมาต สีวะรา ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าว ได้ส่งหนังสือขออนุญาตไปยัง พลโท ภานุมาต แล้วจึงทำการเผยแพร่


23 กันยายน 2552 ประชาชาติออนไลน์ เปิดเผยงานวิจัยเป็นครั้งแรก เราใช้คำว่า ′เปิดงานวิจัยร้อน ปรอ. ชำแหละ อิทธิพล เอเอสทีวี ผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสาร ด้านการเมือง′ รายงานชิ้นนี้ ได้รับความสนใจอย่างมาก


1 ตุลาคม 2552 ผู้สื่อข่าว ประชาชาติออนไลน์ สัมภาษณ์ นายวิทอง อีกครั้ง ที่สำนักงาน บริษัท เอ๊กเซลเล้นท์ ตรงข้ามบริษัท ดีแทค ถนนวิภาวดีรังสิต นายวิทอง ขอให้ส่งต้นฉบับไปให้ดู ก่อนเผยแพร่ ผู้สื่อข่าว ปฎิบัติตามข้อตกลง นายวิทอง ส่งต้นฉบับ กลับมา โดยแก้ไขต้นฉบับเล็กๆ น้อยๆ แล้ว ประชาชาติออนไลน์ ก็นำเสนอ บทสัมภาษณ์นายวิทอง
ตอนนั้นเอง ผู้สื่อข่าว ทราบมาว่า มี เนชั่น และ ผู้จัดการ ขอสัมภาษณ์นายวิทอง เช่นกัน

13 ตุลาคม 2552 เว๊ปไซต์ผู้จัดการ นำเสนอข่าวว่า " นศ.วปอ.ชี้ชัด " สื่อเครือมติชน" เสนอข่าวบิดเบือนผลวิจัย ให้ร้าย ASTV"

13 ตุลาคม 2552 ผู้สื่อข่าว ประชาชาติออนไลน์ นำเสนองานวิจัย บทที่ 7 บทสรุปและข้อเสนอแนะ ให้ผู้อ่านตัดสินว่า ใครกันแน่บิดเบือน ?


ตัวอักษรในงานวิจัย ย่อมชักเข้าชักออกไม่ได้ ใครน่าเชื่อถือกว่ากันก็แล้วแต่ระดับสติปัญญา?


***หมายเหตุ:งานวิจัยของ นายวิทอง ถูกเก็บรักษา อยู่ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ถนนวิภาวดีรังสิต

บทที่ ๗

บทสรุปและข้อเสนอแนะ




บทสรุป

จากการทดสอบสมมติฐาน ตามกรอบแนวคิดการวิจัยในบทที่ ๑ พบว่า ระยะเวลาในการรับชม (X1) ไม่มีผลต่อพฤติกรรม (Y1) และทัศนคติ (Y2) ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พฤติกรรม (Y1) และทัศนคติ (Y2) ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีเข็มฉีดยาเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างในภาวะปกติยังคงความเป็นผู้มีวิจารณญาณ และไตร่ตรองเนื้อหาของข่าวก่อนการเชื่อและตัดสินใจกระทำการใด อีกทั้งกลุ่มตัวอย่างยังมีกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการสะสมประสบการณ์การเรียนรู้ทางสังคม อันเป็นข้อจำกัดของทฤษฎีเข็มฉีดยา และเป็นไปตามทฤษฎีอิทธิพลอันจำกัดของสื่อมวลชนดังที่ได้กล่าวในบทที่ ๒

นอกจากการทดสอบสมมติฐานในประเด็นระยะเวลาในการรับสื่อซึ่งไม่มีผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้รับสื่อดังที่ได้สรุปในข้างต้นแล้วนั้น ในการศึกษาครั้งนี้ยังได้ทดสอบสมมติฐานถึงปัจจัยระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง (X2) ต่อพฤติกรรม (Y1) และทัศนคติ (Y2) ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV พบว่า ระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่าง มีผลต่อพฤติกรรมและทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV ในหลายประเด็น

- กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรีเลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV ผ่านช่องทางวิทยุมากที่สุด และกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับสูงกว่าปริญญาตรีเลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV ผ่านช่องทางอินเตอร์เนตมากที่สุด

- กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรีเลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV เนื่องจากทัศนคติที่ว่าสื่อสาธารณะอื่นนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นกลาง และน่าเชื่อถือรวมถึงมักจะใช้สื่อดังกล่าวเป็นช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

- กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่า ASTV มีการนำเสนอข่าวที่เป็นอิสระมีความเป็นกลาง ตรงไปตรงมาไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใด อีกทั้งยังมีความยกย่องในตัวพิธีกรที่ดำเนินรายการ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

- กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่าการชุมนุมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี

- กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารราชการของรัฐบาลในปัจจุบันรวมถึงระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

- กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรีเป็นกลุ่มที่นิยมนำเนื้อหาของสื่อที่ได้รับนั้นไปเผยแพร่บอกต่อให้กับคนรอบข้างรับฟังรวมถึงชักชวนให้บุคคลรอบข้างหันมารับข่าวสารจากสื่อ ASTV มากขึ้น

นอกจากผลการวิจัยในทัศนคติและพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารด้านการเมืองผ่านสื่อ ASTV ดังที่ได้รายงานสรุปไปในข้างต้นแล้วนั้น ผลกระทบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันอันเป็นผลสืบเนื่องจากการนำเสนอข่าวของสื่อดิจิตอล ทั้งทางด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจนั้นสามารถสรุปในแต่ละด้านได้ดังนี้

- ผลกระทบด้านสังคม ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุด คือ การสร้างความแตกแยกให้เกิดกับสังคมในทุกระดับตั้งแต่ระดับสังคม ชุมชน และประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปลูกฝังความรุนแรงให้กับเยาวชนของชาติที่รับชม

- ผลกระทบด้านการเมือง การนำเสนอข่าวของ ASTV รวมทั้งสื่อดิจิตอลอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือในเรื่องของกระบวน การทำงานทั้งต่อตัวบุคคล องค์กร สถาบัน และระบบบริหารงานราชการงานปกครองต่างๆ อันเป็นไปสมมติฐานผลกระทบต่อบุคคลที่ ๓ ที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ ๒ อันจะสร้างผลต่อเนื่องต่อการพัฒนาประเทศที่ล่าช้า อันมีสาเหตุจากความขัดแย้งด้านการเมือง ดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

- ผลกระทบด้านเศรษฐกิจเป็นการส่งผลกระทบโดยทางอ้อมอันเกิดจากการชุมนุมทางการเมืองซึ่งสร้างความเสียหายและความเชื่อมั่นกับต่างประเทศเป็นมูลค่าอันมหาศาลรวมถึงเป็นการลดความน่าเชื่อถือด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ กับต่างประเทศ


โดยผลที่เกิดขึ้นดังกล่าวเนื่องมาจากการที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ขาดการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อ ซึ่งเป็นอาชีพที่ได้รับอิสระในการนำเสนอข่าว จนบางครั้งเกินขอบเขตอันควร ซึ่งส่งผลถึงการละเมิดยังสิทธิของผู้อื่น อันจะก่อผลในเชิงลบที่ตามมาเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ทุกองค์ประกอบในสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะบนพื้นที่สาธารณะในยุคดิจิตอลที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ไทยอีนิวส์โพลล์หนุนจิ๋วหัวหน้าเพื่อไทย โซ่ข้อกลางสะบั้นเปรมแล้ว

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 ตุลาคม 2552

ไทยอีนิวส์โพลล์หนุนจิ๋วขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง แต่ยังให้สิทธิ์แม้วแล้วแต่จะตั้งใครเป็น ชวลิตยอมรับโซ่ข้อกลางสะบั้นแล้ว ขนาดขอพบเปรมเพื่ออโหสิกรรมลาบวชยังถูกเมิน เหตุเห็นว่าเลือกข้างฝ่ายทักษิณแล้ว ก็เลยตัดสินใจมาอยู่เพื่อไทยให้รู้แล้วรู้รอด


ไทยอีนิวส์โพลล์หนุนจิ๋วรั้งหัวหน้าพรรคสู้ศึกเลือกตั้ง

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ไทยอีนิวส์ได้สำรวจความคิดเห็นของท่านผู้อ่านในหัวข้อ"ท่านอยากให้ใครเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง" มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,191 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้

-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ 723 ท่าน คิดเป็น 22% ของผู้ตอบแบบสอบถาม
-รองลงมาตอบว่าแล้วแต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเสนอให้ใครเป็นหัวหน้าพรรค 648 ท่าน คิดเป็น20%
-คนในตระกูลชินวัตรรวม 25% แบ่งเป็นคุณหญิงพจมาน 359 ท่าน คิดเป็น11% น.ส.ยิ่งลักษณ์ 352 ท่าน คิดเป็น11% พล.อ.ชัยสิทธิ์ 112 ท่าน คิดเป็น 3%
-พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย 296 ท่านคิดเป็น9%
-ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง 266 ท่าน คิดเป็น8%
-นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ 164 ท่าน คิดเป็น5%
-ดร.ปานปรีย์ มหิทพานุกร 131 ท่าน คิดเป็น4%
-พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร 31 ท่าน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก 31 ท่าน พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ 28 ท่าน นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ 8 ท่าน ไม่ถึง1%
-บุคคลอื่นๆ 50 ท่าน คิดเป็น1%


พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้สัมภาษณ์กรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าพล.อ.ชวลิตจะมีบทบาทเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในอนาคตว่า วันนี้เป็นแค่สมาชิกพรรค

สำหรับบทบาทการทำหน้าที่โซ่ข้อกลางในการสร้างความสมานฉันท์นั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า สื่อมวลชนเป็นคนบอกว่าโซ่สนิมขึ้นแล้ว และโซ่ข้อกลางนั้นต้องมีความแข็งแรงมาก เหมือนกับองค์การสหประชาชาติที่มีความเป็นกลาง ใหญ่โตมโหฬาร มีเรี่ยวมีแรงเยอะ ตนเป็นคนเสนอเรื่องโซ่ข้อกลางเพื่อเป็นทางออกขึ้นมาเอง แต่ทำไม่ไหวจริงๆ ก็เลยต้องเลือกวิธีมาอยู่กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดของคู่ขัดแย้ง เพื่อทำให้เกิดการกระทำที่เป็นประโยชน์กับประชาชนซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่าพล.อ.ชวลิตมีบทบาทในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ที่บ้าน 4 เสาตนยังไม่มีโอกาสเข้าไปกราบท่าน จะไปขออโหสิกรรมเมื่อครั้งที่ตนบวชก็ยังไม่ให้เข้าเลย ซึ่งอาจเข้าใจผิดกันในบางเรื่องแต่ต้องเข้าใจท่าน ท่านเป็นผู้ใหญ่เราเป็นเด็กสังคมไทยต้องให้ความเคารพซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ขนาดคนเอาปืนมาจะยิงกันตายยังคุยกันได้นี่ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่อาจต้องใช้เวลามากบ้างน้อยบ้าง และเมื่อวันนี้จำเป็นต้องไปกราบไปพบท่านก็ต้องไป ให้ความรักความเคารพท่านเหมือนเดิม

น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ เย็นศิระเพราะพระบริบาล

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 ตุลาคม 2552

เย็นศิระเพราะพระบริบาล

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 หรือเมื่อ 1 ปีที่แล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดการชุมนุมและปะทะกับตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

ในโอกาสดังกล่าวนายจินดา ระดับปัญญาชาติวุฒิ บิดาของนางสางอังคณา พร้อมด้วยนางสาวดารณี นางสาววิชชุดา บุตรสาวทั้งสอง เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พลับพลาที่ประทับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ ประมาณ 15 นาที ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ

หลังจากที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯกลับ นายจินดาให้สัมภาษณ์ โดยที่หนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่า นางสาวอังคณาเป็นคนดี เป็นคนเก่ง และขอชื่นชมที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวสู้ต่อไป

"พระองค์ทรงรับสั่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวอังคณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับรู้เรื่องราวโดยตลอด รวมทั้งกรณีพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ช่วยเหลือมาด้วย ซึ่งผมและครอบครัวระดับปัญญาวุฒิรู้สึกภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จในงานพระราชทานเพลิงของลูกสาว ซึ่งผมและครอบครัวจะน้อมนำเอาพระราชดำรัสที่ทรงห่วงใยมาเป็นกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป"

ต่อมานายจินดาให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า "พระองค์ตรัสว่า อังคณาเขาทำดีน่ะ รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านตรัสว่า เสียใจไม่น่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เลย"

"สมเด็จพระราชินีทรงถามสารทุกข์สุกดิบของครอบครัว พระองค์ตรัสถามถึงอาการของภรรยาผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมทูลฯตอบไปว่า รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช อยู่ในพระราชินูปถัมภ์ พระองค์ท่านยังทรงกล่าวอีกว่า ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ด้วย"

พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย


“ตี๋ ชิงชัย” วาดพระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยมือซ้าย

พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯต่อพสกนิกรนั้นยังแผ่ไพศาลต่อมาอย่างสืบเนื่อง ในคราววันเฉลิมพระชนมพรรษา12สิงหามหาราชินีเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา เวบไซต์ผู้จัดการASTVรายงานข่าวว่า "พระราชินีตรัสชื่นชม"ตี๋ ชิงชัย"วาดพระสาทิสลักษณ์"เก่งมาก" โดยรายละเอียดข่าวมีว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ ตี๋ ชิงชัย ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมภรรยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่นายชิงชัยวาดด้วยมือซ้าย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า “เก่งมาก”


พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผลงานการวาดด้วยมือซ้ายของนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ เลือด

“ตี๋ ชิงชัย” เป็นหนึ่งในศิลปินนักสู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น “ตี๋ ชิงชัย” ถูกระเบิดแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมือข้างขวาที่เคยใช้วาดรูปขาดกระจุยและกล่องเสียงถูกทำลาย แต่มีตำรวจบางคนและสื่อมวลชนบางฉบับ ได้รายงานว่านายชิงชัยว่ากำระเบิดมาเอง แต่ผู้จัดการASTVระบุว่า ในความเป็นจริงสิ่งที่เขากำอยู่ในมือคือพวงกุญแจหนัง

“ตี๋ ชิงชัย” จึงต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรมด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายตำรวจและสื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริงในข้อหาหมิ่นประมาท จนนายตำรวจคนดังกล่าวและสื่อมวลชนฉบับนั้นยอมขอโทษ และซึ่งด้วยความใจกว้างของ “ตี๋ ชิงชัย” เขาจึงยอมถอนฟ้องในเวลาต่อมา และใช้เวลาไปกับการฝึกฝนการวาดภาพด้วยมือซ้าย ซึ่งในที่สุดก็ได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้การวาดด้วยมือขวาแต่อย่างใด จนได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายผลงานดังกล่าว