WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 14, 2009

แม้วทอล์กสับ รธน.50 จี้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_39486

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

"ทักษิณ ชินวัตร"วอนหันหน้าหากันถวายในหลวง เรียกร้องใช้ รธน.40 ที่ประชาชนมีส่วนร่วมจัดทำ สับรธน. 50 ทำทุกอย่างถอยหลังเข้าคลอง....

เมื่อเวลา 20.30 น.ที่ผ่านมา(13 ต.ค.)พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการวิทยุออนไลน์ “ทอล์ก อะราวด์ เดอะ เวิลด์” ทาง thaksinlive.com ว่า ขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของเราทรงประชวร ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิคุ้มครองในหลวงของเราให้หายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว พระโอสถที่ดีที่สุด ที่ประชาชนชาวไทยจะทำให้ได้ คือ การปรองดองหันหน้าเข้าหากัน ผู้มีบารมีทั้งนอกรัฐธรรมนูญ และในรัฐธรรมนูญ ต้องหันหน้าหากัน พูดคุยหาข้อยุติความขัดแย้งทั้งหลาย วันนี้เป็นโอกาสดี ใครที่บอกว่าจงรักภักดี ก็อยากให้ทำตอนนี้ พระเจ้าอยู่หัวฯทรงอยากเห็นคนไทยมีความสุข หากประชาชนทุกข์ท่านก็ทุกข์ด้วย ดังนั้นช่วยกันดีกว่า ช่วยกันทำให้ประชาชนทุกคนมีความสุข ในหลวงจะได้มีความสุขด้วย

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า อยากให้นำรัฐธรรมนูญ 40 มาใช้ เพราะฉบับปี 50 มันไม่ไหว มันถอยหลังเข้าคลอง เกิดระบบ 2 มาตรฐาน ความเป็นธรรมแย่ ทำให้ความเป็นอยู่ประชาชนแย่ลง คนหมดกำลังใช้จ่าย เดือดร้อนกันมากภายใต้การเมืองระบบนี้ ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 ถือว่าเป็นของประชาชน มีความละเอียดรอบคอบ ประชาชนมีปฏิสัมพันธ์ในหลายขั้นตอน

"มันไม่ใช่รัฐธรรมนูญของผม แต่เป็นของประชาชนทั้งประเทศ ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการร่างแม้แต่นิดเดียว ก็แต่มันนำความสุขมาให้ประชาชน ใครทำอะไรผิดพลาดไปแล้วช่างมันไม่เป็นไร แก้ไขเสียเถอะ มันไม่ใช่การเสียหน้าอะไร ผมไม่ได้ผูกขาด หรืออยากกลับไปเป็นโน่นเป็นนี่แล้ว ใครแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ เอาเลยครับ ผมไม่อยากเป็นอะไรแล้วครับ แก่แล้วครับอายุ 60 แล้ว เหนื่อยแล้วครับ"อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้าย

มติเพื่อไทย ยำ้ชัด ไม่แก้รธน.50

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_39476

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ

มติที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ยำ้ชัดเจน ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 จี้รัฐบาลนำปี 2540 กลับมาใช้ ขณะที่"วิทยา"ระบุปัญหาเกาเหลาในพรรคยุติลงแล้ว ยันพร้อทแจงที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย....

วันนี้(13 ต.ค.)เวลา 17.00 น.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธานส.ส.พรรค ได้แถลงข่าวร่วมกัน ว่า จาการหารือของส.ส.ในพรรค ได้ข้อสรุปตรงกัน โดยขอชี้แจงว่า ตลอดมาพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มาตั้งแต่ต้น เพราะได้รณรงค์โนโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว หากต้องการเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย มีความเป็นธรรม ประชาชนมีความสุข สมานฉันท์ เราต้องใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เท่านั้น

ด้าน นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า เมื่อพรรคส่งสัญญานมาเช่นนี้ ต้องทำตาม แม้ยอมรับว่า เป็นงานที่ยากลำบาก จะต้องนำไปหารือในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านก่อน ส่วนจะไปบอกที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายอย่างไร เป็นการบ้านที่หนัก แต่ต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญ 2540 อย่างไรก็ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันมันจบตั้งแต่ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องการทำประชามติก่อน ไม่ใช่มาจบที่พรรคเพื่อไทย ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ยังมีช่องทางทำได้ คือ เอารัฐธรรมนูญ 2540 มาเป็นตัวตั้ง ส่วนกรณีที่ถูกมองว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มีปัญหากับตนในมุมมองแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เรื่องนี้เคลียร์กันจบแล้ว

ขณะที่นาย พิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ในฐานเลขานุการวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า กรณีนายวิทยา บุรณศิริ วันนี้ที่ประชุมพรรคเหมือนหาทางลงให้ในฐานะเป็นประธานวิปฝ่ายค้าน ตัวแทนพรรค โดยหลังจากนี้พรรคจะส่งนายวิทยาไปแจ้งที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย ไปเสนอ เงื่อนไข คือ ไม่เอา 6 ประเด็นตามข้อเสนอสมานท์ และไม่เอาประชามติ ก็มาเปิดใจคุยกัน แต่หากไม่เป็นตามเงื่อนไขนี้ ก็เลิกคุย.

บทเรียนจากการล้มทหารในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
14 ตุลาคม 2552

ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่ามกลางการต่อสู้ของนักศึกษา กรรมกร ชาวนา และประชาชนทั่วไป เผด็จการทหารของ ถนอม กิตติขจร ประภาส จารุเสถียร และณรงค์ กิตติขจร ถูกโค่นล้มไป สามทรราชนี้ต้องหนีออกนอกประเทศ เพราะมีส่วนในการสั่งฆ่าประชาชนผู้ไร้อาวุธท่ามกลางกรุงเทพฯ ไม่ต่างอะไรจาก “อภิสิทธิ์มือเปื้อนเลือด” ในยุคนี้


รัฐบาลเผด็จการทหารของ ถนอม-ประภาส-ณรงค์ เป็นรัฐบาลอำมาตย์ที่รับมรดกอำนาจจากจอมเผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เราคงจำได้ว่า สฤษดิ์ เป็นนายทหารที่มีบทบาทสำคัญในการรื้อฟื้นอำนาจและบารมีของกษัตริย์ หลังจากที่ความนิยมเจ้าในไทยตกต่ำตั้งแต่ช่วง ๒๔๗๕

นอกจากถนอม-ประภาส-ณรงค์ จะรับมรดกอำนาจจาก สฤษดิ์ แล้ว ยังรับมรดกวิธีโกงกินชาติบ้านเมืองจากครูใหญ่อีกด้วย เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ทหารเข้ามากินบ้านกินเมืองยกใหญ่

เวลานักศึกษานำขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย ออกจากธรรมศาสตร์ สู่ถนนราชดำเนิน มีนักศึกษาถือรูปกษัตริย์และราชินีนำหน้า ซึ่งแสดงว่านักศึกษาพวกนี้ยังต้องการพิสูจน์ความจงรักภักดีอยู่ แต่นั้นก็ไม่สามารถป้องกันเขาจากกระสุนของอำมาตย์ได้

ในช่วงท้ายของการเดินขบวนมีการอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากกษัตริย์ที่วังสวนจิตรลดาอีกด้วย ตอนนั้นฝ่าย ถนอม-ประภาส-ณรงค์ พยายามป้ายสีนักศึกษาว่าบุกเข้าไปเพื่อโค่นกษัตริย์ แต่การป้ายสีไม่สำเร็จเพราะเผด็จการทหารหมดอำนาจและความชอบธรรมไปแล้ว

ในการวิเคราะห์สถานการณ์ ในช่วง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เราควรปฏิเสธนิยาย 3 ข้อเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ

1. นิยายที่เสนอว่าประชาชน “ถูกหลอกมาเดินขบวน” เพื่อรับใช้ผู้ใหญ่ที่ขัดแย้งกัน ซึ่งนอกจากจะดูถูกวุฒิภาวะของนักศึกษาและประชาชนแล้ว ยังเป็นนิยายที่เหมือนกับคำพูดของเสื้อเหลืองที่มองว่าคนเสื้อแดงโง่ และถูกทักษิณหลอก ความคิดแบบนี้ชวนให้เราเลิกสู้และอยู่บ้าน เป็นนิยายที่หวังทำลายขบวนการประชาชน

2. นิยายที่เสนอว่าเผด็จการทหารถูกล้มเพราะนายทหารชั้นสูงขัดกันเอง ซึ่งพยายามมองแต่ผู้ใหญ่และตาบอดถึงบทบาทหลักของประชาชนหรือมวลชนในการเปลี่ยนสังคม มันเป็นมุมมองที่เชียร์อภิสิทธิ์ชน และไม่มองภาพรวม

3. นิยายที่เสนอว่าxxxออกมากู้ชาติ สร้างความสามัคคีและประชาธิปไตยในวันที่ ๑๔ ตุลาคม อย่าลืมว่าxxxร่วมกินและได้ผลประโยชน์จากเผด็จการทหารตั้งแต่สมัยสฤษดิ์ และไม่เคยออกมาวิจารณ์เผด็จการเลย ไม่เคยออกมาห้ามการยิงประชาชนด้วย สิ่งที่xxxทำในวันที่ ๑๔ ตุลา คือทำตามหน้าที่เดียวที่กษัตริย์ในระบอบรัฐสภาต้องทำ คือใช้ภาพเท็จของความเป็นกลาง เพื่อก้าวเข้ามาแทรกแซงการเมืองในยามวิกฤต โดยมีเป้าหมายเดียวคือ กู้สถานการณ์และปกป้องอำมาตย์ นี่คือหน้าที่ของกษัตริย์สมัยใหม่ทั่วโลก

ขณะที่เผด็จการทหารถูกล้มโดยประชาชนในวันที่ ๑๔ ตุลาคม โดยที่นักศึกษาสร้างความชอบธรรมให้กษัตริย์ ผ่านการถือรูปและเข้าไปที่สวนจิตรลดา xxxได้โอกาส จึงรีบก้าวออกมาเพื่อประสานงานการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” และสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อปกป้องการดำรงอยู่ของอำมาตย์ต่อไป และต้อนสังคมเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยรัฐสภา และการเลือกตั้งภายใต้ผลประโยชน์อำมาตย์ อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถคุมการเคลื่อนไหวของนักศึกษา กรรมกร และชาวนาได้ จึงมีการวางแผนระยะยาวเพื่อก่อเหตุนองเลือดในสามปีข้างหน้า

ข้อผิดพลาดของฝ่ายขบวนการนักศึกษาและประชาชนในวันที่ ๑๔ ตุลา เป็นความผิดพลาดที่เราควรยกโทษให้ เพราะขบวนการนี้กำลังเรียนรู้ท่ามกลางการต่อสู้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถมองย้อนกลับไปสรุปได้ว่าขบวนการประชาชนในยุคนั้นควรจะเตรียมตัวยึดอำนาจรัฐเอง หลังจากที่โค่นเผด็จการ ไม่ใช่นิ่งเฉยท่ามกลางความสับสน หรือไปมอบอำนาจหรือความชอบธรรมให้xxx

วิธีหนึ่งที่ขบวนการประชาชนจะเตรียมตัวยึดอำนาจรัฐ คือการสร้างพรรคมวลชน

ในยุคนั้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยพยายามสร้างพรรคมวลชน เพื่อยึดอำนาจรัฐผ่านการสร้างกองกำลังติดอาวุธ ตามแบบของ เหมา เจ๋อ ตุง ในจีน พ.ค.ท. เชื่อว่าจะต้องยึดชนบทก่อนแล้วค่อยล้อมเมือง ดังนั้นพรรคไม่ได้เข้าไปจัดตั้งและให้ความสนใจกับการต่อสู้ในกรุงเทพฯ ที่ได้รับชัยชนะในวันที่ ๑๔ ตุลาเลย

เราจะเห็นว่าพลังมวลชนเป็นสิ่งที่ชี้ขาดว่าเราจะล้มเผด็จการได้หรือไม่ แต่ถ้าเราไม่มีการจัดตั้งเป็นพรรค พลังมวลชนจะกระจายหายไป และอำมาตย์สามารถฟื้นตัวเพื่ออยู่ต่อในรูปแบบใหม่ได้เสมอ แต่การมีพรรคก็ไม่ใช่หลักประกันอะไร ถ้าพรรคเสนอแนวทางที่ผิดพลาด และไม่เปิดโอกาสให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยน

ทั้งๆ ที่ พ.ค.ท. เข้ามามีอิทธิพลมากมายในขบวนการนักศึกษาและประชาชนหลัง ๑๔ ตุลา แต่ก็ไม่ได้สนใจที่จะสู้กับอำมาตย์ในเมือง ปล่อยให้ขบวนการถูกปราบไปในวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ และเมื่อนักศึกษาและประชาชนเข้าป่าไปร่วมกับพรรค ก็ไม่มีการสนับสนุนให้นำตนเอง ใช้วิธีเผด็จการของพรรคปิดกั้นไม่ให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับแนวทาง และไม่มีการสนับสนุนการศึกษาทางการเมืองนอกจากการท่องหนังสือของ เหมา เจ๋อ ตุง ซึ่งทำให้สมาชิกพรรคหดหู่ไม่เข้าใจเมื่อรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์หันมาจับมือกับอำมาตย์ไทย

นอกจากนี้ไม่มีการวางแผนเพื่อสู้ในเมืองเลย ซึ่งทั้งหมดนี้เปิดโอกาสให้อำมาตย์ไทย ภายใต้แนวคิดของ เปรม ติณสูลานนท์ สามารถใช้การเมืองนำทหารดึงนักศึกษาออกจากป่าได้ จนพรรคคอมมิวนิสต์ล่มสลาย ประเด็นเหล่านี้ คนอย่าง คุณสุรชัย แซ่ด่าน (อดีต พ.ค.ท.) จะต้องอธิบายและตอบข้อสงสัยกับคนเสื้อแดง เมื่อเสนอแนวทางจับอาวุธ หรือตั้งกองกำลังในยุคนี้

เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม เกือบจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะในช่วงแรกฝ่ายเผด็จการพยายามประนีประนอม มีการปล่อยตัวคนที่ถูกจับเพราะแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และมีการ “สัญญา” ว่าจะร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต ถ้านักศึกษายอมถอยตอนนั้น ถนอม-ประภาส-ณรงค์ก็คงอยู่ต่อได้ เหมือนกับที่ทหารพม่าอยู่ต่อหลังจากการลุกฮือ 8-8-88 ได้เนื่องจากขบวนการพม่ายอมประนีประนอม

คนที่เสนอว่าคนเสื้อแดงยุคนี้ต้องประนีประนอมกับอำมาตย์ จะต้องอธิบายให้เราฟังได้ว่า เราจะได้ประชาธิปไตยแท้หรือไม่ หรืออำมาตย์จะอยู่ต่อหลังการประนีประนอมดังกล่าว

คนที่เสนอให้คนไทยสามัคคี เลิกความแตกแยก จะต้องพิสูจน์ว่าคุณมีวิธีใดที่จะสร้างประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และมีวิธีใดที่จะห้ามไม่ให้เกิดรัฐประหารหรือการแทรกแซงการเมืองโดยทหารโดยวิธีทางอ้อม เช่นการใช้ศาลเป็นต้น คนที่อ้างว่าเรายังต้องจงรักภักดีต่อกษัตริย์ จะต้องอธิบายว่าการกระทำแบบนั้นจะไม่เปิดช่องให้อำมาตย์ฟื้นฟูอีกได้อย่างไร เพราะเรามีข้อสรุปที่ชัดเจนจาก ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖แล้ว

พิษภัยของ “รัฐบาลห่งชาติ”

ในช่วงที่xxxมีชีวิต เขาทำหน้าที่ปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์ของอำมาตย์ ผ่านการสร้างภาพลวงตาเรื่องความสามัคคีหรือความเป็นกลาง ในยุคนี้ประชาชนจำนวนมากมองออกว่าเป็นแค่ภาพลวงตา แต่สิ่งที่เราจะต้องระมัดระวังอย่างมากคือ เมื่อxxxตาย ฝ่ายอำมาตย์อาจจะพยายามเสนอ “รัฐบาลแห่งชาติ” เพื่อ “สามัคคีในยามเศร้า” และผู้นำเสื้อแดงบางคนอาจถูกชักชวนให้ไปประนีประนอม

“รัฐบาลแห่งชาติ” ภายใต้อำนาจและเงื่อนไขของอำมาตย์ จะไม่มีวันนำไปสู่ประชาธิปไตยแท้ และความเป็นธรรมทางสังคมได้ และเราไม่ควรหลงเชื่อว่าอำมาตย์เสนอความสามัคคี “เพราะอ่อนแอหลังxxxตาย” เนื่องจากอำนาจทหาร ศาล และข้าราชการจะยังอยู่เหมือนเดิม

ชาวเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยแท้และความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ จะต้องไม่หลงสามัคคีกับเสื้อเหลืองและอำมาตย์ เราจะต้องสู้ต่อไปเพื่อโค่นระบบเผด็จการอันเลวทรามนี้ให้ได้

วีรชน ๑๔ ตุลา และ ๖ ตุลา เขาเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยแท้ คนเสื้อแดงจะต้องรับภาระนี้ต่อไป เพื่อให้เราได้รับชัยชนะสักที

--
ติดตามงานของใจ อึ๊งภากรณ์:
http://rsm2009-rsm2009.blogspot.com/
http://siamrd.blog.co.uk/
http://wdpress.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
-YOUTUBE videos by Giles53

ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์

เป็นรัฐบาลอยู่แล้ว...ประชาธิปัตย์...ย่อมปรารถนาที่สุดก็คือการอยู่ให้นานที่สุด...และหวังว่าจะประสพความสำเร็จในการบริหารราชการแผ่นดินประชาธิปัตย์...ย่อมหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับ...ฝ่ายพันธมิตรฯ ที่ประกาศอย่างชัดเจนเด็ดขาด...จะชุมนุมต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550ประชาธิปัตย์...พรรคใหญ่และยั่งยืนมาได้ด้วยกระแส...ย่อมไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งแบบวันแมนวันโหวต...หรือเขตเล็กเบอร์เดียว...และนั่นก็น่าจะเป็นเป้าหมายและความต้องการเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยแต่พรรคเล็กพรรคน้อย...ต้องการวันแมนวันโหวตพรรคเล็กพรรคน้อยถึง...อยากแก้รัฐธรรมนูญความปรารถนาที่ตรงกันข้ามระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์กับแนวร่วมของเขา...ไม่เกี่ยวอะไรกับพรรคเพื่อไทย...พรรคเพื่อไทยจะต้องยืนยันกับประชาชนในระหว่างการหาเสียงว่า...หากได้รับการเลือกตั้งขึ้นมาเมื่อไหร่...จะนำรัฐ

ธรรมนูญฉบับ 2540มาใช้...จะแก้ไขตรงไหนมาตราอะไร...ให้แสดงไว้กับประชาชนในระหว่างหาเสียงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย..ต้องปฏิเสธรัฐธรรมนูญ 2550ทั้งฉบับ...เพราะที่มาของรัฐธรรมนูญ...ไม่ใช่ประชาธิปไตยและใช้อำนาจที่โลกไม่ยอมรับ...สั่งยุบพรรคต่างๆ และตั้งข้อหาเพื่อจองจำผู้คนการยอมรับการแก้ไข ไม่ว่า 1 หรือ 6 มาตรา..คือการยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้...และทรยศต่อประชาชน 10 กว่าล้านคนที่โหวตให้รัฐธรรมนูญ2540การยอมรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ...คือการยอมรับว่า..ข้อหาและโทษที่ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้รับไปแล้วนั้น...ถูกต้องการยอมรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้...คือการจำนนให้กับอำนาจเผด็จการทฝี่ งั ตนแทรกรา่ งอยใู่นรัฐธรรมนูญฉบับนี้...การยอมรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้...คือการทำร้ายและทำลายแนวร่วมของพรรคเพื่อไทย...ด้วยความโง่เขลาถ้า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ปรารถนาจะถามประชามติของประชาชนแล้ว...ให้ถามอย่างที่เคยถาม...จะเอารัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550...แล้วบอกประชาชนไปเลยว่า...2540 คือ ทักษิณ ชินวัตร...ส่วน 2550 คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 

4 เหล่าทัพ! เข้มประชุมอาเซียน

ที่มา บางกอกทูเดย์

เรามีมาตรการเฝ้าระวังในรูปแบบ 3 มิติ คือมิติด้านก่อการร้าย มิติด้านความปลอดภัย และมิติด้านการดูแลความสงบ ทั้งนี้ ประเทศที่มาประชุมมีประเทศที่มีความเสี่ยง ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมมาตรการดูแลความปลอดภัยในทุกมิติ

ในช่วงประชุมอาเซียน...อาจจะแปลกใจที่ตำรวจ-ทหารใกล้บ้านท่าน จะไม่เห็นปฏิบัติหน้าที่ในช่วงนั้น ไม่ใช่เพราะลาพักร้อนหรือลากิจแต่ตำรวจทหารเหล่านี้จะลงไปปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยให้กับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่เลื่อนมาจากช่วงก่อนสงกรานต์ที่พัทยา หลังถูกคนเสื้อแดงยกพลประท้วงระหว่างประชุมมาแล้วครั้งนี้รัฐบาลในฐานะเจ้าภาพจึงระดมกำลังพลทั้งตำรวจและทหารทุกเหล่าทัพไม่ว่าจะเป็นกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือแม้กระทั่งฝ่ายพลเรือนรวม 18,298 นาย ที่ต้องคอยรักษาความปลอดภัยระหว่างการประชุม 23-25 ตุลาคมนี้ลองมาดูภารกิจของแต่ละเหล่าทัพว่ามีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร และแต่ละเหล่าทัพรับผิดชอบตรงไหนบ้างภายใต้แผนยุทธการชะอำ-หัวหิน 521 ที่มี “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม นั่งหัวโต๊ะบัญชาการมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งหมดโดยมีกำลังจากกองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 1 ดูแลความปลอดภัยเจ้าหน้าที่จะแบ่งเขตพื้นที่ออกเป็น 2 เขตคือ เขตพื้นที่หวงห้าม และเขตพื้นที่เฝ้าระวัง โดยจะปฏิบัติด้วยความเข้มงวดตามมาตรการรักษาความปลอดภัยผู้นำประเทศพล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์ถึงการรักษาความปลอดภัยในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนว่า ในส่วนของกองทัพเรือ เตรียมเรือตรวจการณ์ ทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก กว่า 10 ลำ ซึ่งยังไม่นับเรือยาง เรือของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ และเฮลิคอปเตอร์ที่มี“กองทัพเรือมีความพร้อม และจะทำตามแผนที่วางแผนวางไว้และไม่ห่วงว่า การประชุมครั้งนี้จะซํ้ารอยเหตุการณ์การประชุมที่พัทยา เพราะทุกหน่วยข่าวกรองของเรามีการเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้ในวันประชุมผมคงต้องลงไปดูพื้นที่ด้วยตัวเอง” พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ระบุขณะที่กองทัพอากาศซึ่งมีหน้าที่ดูแล สนามบินและน่านฟ้าไทยในช่วงการประชุม กองทัพอากาศได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจทหารอากาศ (ฉก.ทอ.) ขึ้นที่สนามบินหัวหินโดยมี พล.อ.ท.วินัย เปล่งวิทยา รองเสนาธิการทหารอากาศ

เป็นผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจทหารอากาศโดยขณะนี้กำลังพลและยุทโธปกรณ์ส่วนหนึ่งได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ณ ท่าอากาศยานนานาชาติหัวหิน เรียบร้อยแล้วกองทัพอากาศ ได้เตรียมเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นจำนวน3 หน่วยบิน โดยวางกำลังไว้ที่กองบิน 1 นครราชสีมา กองบิน4 ตาคลี และกองบิน 7 สุราษฎร์ธานี เพื่อทำหน้าที่ในการบินคุ้มกันอากาศยานของบุคคลสำคัญ การบินลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยพร้อมกันนี้กองทัพอากาศยังได้การจัดเครื่องบินโจมตีธุรการแบบที่ 2 (AU-23A) ทำการบินถ่ายทอดภาพสถานการณ์การกำหนดเขตห้ามบินเหนือพื้นที่จัดการประชุม เฝ้าตรวจทางอากาศโดยระบบเรดาร์ในระบบงานปกติการจัดเครื่องบินลำเลียงแบบต่างๆ พร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์เพื่อทำการบินลำเลียงสนับสนุนการเคลื่อนย้ายกำลังพลเมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วน และการจัดกำลังพลพร้อมยุทโธปกรณ์เพื่อป้องกันรักษาความสงบที่สนามบินเมื่อจำเป็นการตรวจหาวัตถุระเบิด ด้วยสุนัขทหาร และเครื่องมือค้นหาและการเก็บกู้ทำลายวัตถุระเบิด ตลอดจนสารวัตรทหารอากาศและหน่วยบัญชาการอากาศโยธินในการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ และโรงแรมที่พักภารกิจเหล่านี้จะเป็นความรับผิดชอบของกองทัพอากาศทั้งสิ้นด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมกำลังไว้ 4,000 นายในการรักษาความปลอดภัย ในพื้นที่ชั้นในและชั้นนอกอำเภอหัวหินส่วนอีก 13 กองร้อย จะเป็นกองร้อยปราบจลาจลที่จะสนับสนุนหากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมระหว่างการประชุม“การปฏิบัติจะคล้ายกับการประชุมที่ จ.ภูเก็ต การรักษาความปลอดภัยในการประชุมอาเซียนที่ จ.เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์จะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด จึงขอเชิญชวนให้คนไทยทุกคนเป็นเจ้าภาพที่ดี เพื่อภาพลักษณ์ของประเทศ และจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในประเทศ” พล.ท.วิศณุ ศรียะพันธุ์ โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวเมื่อ “กองทัพไทย” พร้อมรับมือกับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนแล้ว เหลือเพียงคนไทยที่แบ่งสีแบ่งข้าง...จะพร้อมเป็นเจ้าภาพที่ดีหรือไม่?! 

‘เหลิม’ คัมแบ็ก รัฐบาลหนาว!

ที่มา บางกอกทูเดย์

คุณค่าของมังกรการเมืองอย่างร.ต.อ.เฉลิม คือต้นตำรับของการอภิปรายแนวสืบสวนสอบสวน ที่มีหลักฐานมาเป็นเครื่องประกอบการอภิปรายให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจน และสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายๆจนกลายเป็นต้นแบบของการอภิปรายที่ได้รับการยอมรับในรัฐสภาไทย และมีการลอกเลียนแบบไปใช้ไม่น้อยเลยคุณค่าของคน เป็นยิ่งกว่าพัสตราภรณ์อันมีค่า หรือเครื่องประดับราคาแพง ที่บางสังคมอาจจะให้ราคา แต่หากเป็นสังคมที่เจริญด้วยสติปัญญาแล้วไซร้ย่อมรู้ดีว่า หากเป็นคนที่มีคุณค่าที่แท้จริง ย่อมสามารถสร้างการยอมรับที่แท้จริง ย่อมได้รับการยอมรับมากกว่าคนที่พยายามปรุงแต่งให้ดูหรูหรา เพื่อหวังจะให้ชูคออยู่ในสังคมดังนั้น ในทันทีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย จึงเกิดแรงกระเพื่อมขึ้นในทันที ทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทยเองและรวมทั้งระบบการเมืองไทยด้วย

เป็นแรงกระเพื่อมที่มาจากคุณค่าในฐานะนักการเมืองแถวหน้าคนหนึ่งของแวดวงการเมืองไทยในยุคปัจจุบันร.ต.อ.เฉลิมอยู่ในแวดวงการเมืองมานาน พร้อมกับการพัฒนาตัวเองแบบไม่หยุดนิ่ง จนถือเป็นหนึ่งในบรรดามังกรการเมืองในยุคนี้แล้วและที่สำคัญมังกรการเมือง ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นมังกร ไม่มีวันที่จะกลายเป็นมังกือ หรือมังกุฎเหมือนใครบางคนแน่ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า การลาออกครั้งนี้ ทำไมเมื่อทาง “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีสิทธิเลือกตั้ง ออกมาแล้ว พบว่าประชาชนยอมรับในตัว ร.ต.อ.เฉลิม และรู้สึกเสียดาย หากว่า จะลาออกจากตำแหน่ง ประธาน ส.ส. พรรคเพื่อไทยจริงๆ60.93% ของคนกรุงเทพฯที่มีสิทธิเลือกตั้งเห็นว่า ร.ต.อ.เฉลิมเป็นคนที่มีบารมีทางการเมือง มีฐานเสียง มีข้อมูลมาก และมีบุคลิกเฉพาะที่เป็นสีสันทางการเมือง41.19% รู้สึกเสียดาย เพราะจะทำให้ขาดสีสันทางการเมือง โดยเฉพาะการโต้ตอบและการอภิปราย25.26% ห่วงว่าน่าจะทำให้พรรคเพื่อไทยอ่อนแอลง เกิดความแตกแยก ขัดแย้งไม่ธรรมดา อะฮ้า ไม่ธรรมดา เสียยิ่งกว่าเพลงของ ไชยา มิตรไชย เสียอีกเพราะต้องไม่ลืมว่า ที่ผ่านมา มักจะมีเสียงอ้างในทำนองที่ว่า ร.ต.อ.เฉลิมเป็นนักการเมืองรุ่นเก่าบ้างล่ะ หมดยุคบ้างล่ะหรือแม้แต่กระทั่งไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนบ้างล่ะ???แต่ครั้งนี้พิสูจน์ชัดเจนด้วยการสำรวจของสถาบันที่เป็นกลาง อย่าง “สวนดุสิตโพล” ว่าไม่ใช่อย่างที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างเลยแต่ของจริงก็คือของจริง คนกรุงเทพฯยังยอมรับและเห็นคุณค่าของ “ดาวสภา”ที่ชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อยู่เป็นอย่างมากเพราะคุณค่าของมังกรการเมืองอย่างร.ต.อ.เฉลิม คือต้นตำรับของการอภิปรายแนวสืบสวนสอบสวน ที่มีหลักฐานมาเป็นเครื่องประกอบการอภิปรายให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจน และสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายๆจนกลายเป็นต้นแบบของการอภิปรายที่ได้รับการยอมรับในรัฐสภาไทย และมีการลอกเลียนแบบไปใช้ไม่น้อยเลยคุณค่าของ ร.ต.อ.เฉลิมในประเด็นเหล่านี้แหละ ที่สะท้อนผ่านผลโพล ว่า ถ้าขาด ร.ต.อ.เฉลิมแล้ว จะทำให้บทบาทหน้าที่ของฝ่ายค้านไม่เข้มข้น โดยเฉพาะการตรวจสอบรัฐบาล รวมไปถึงว่าประชาชนกว่า 22.04% ห่วงว่าฝ่ายค้านจะอ่อนแอลง

ฉะนั้นฉายา “สารวัตรเหลิม สิงห์ฝั่งธน” ที่ ร.ต.อ.เฉลิม ได้มา ย่อมไม่ใช่เพราะโชคช่วยหรือว่าบังเอิญอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นแค่เพียงการประกาศลาออกคงไม่กระเพื่อมกันขนาดนี้ยิ่งในครั้งนี้ ประเด็นหลักที่ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิมตัดสินใจประกาศลาออก เป็นเรื่องของจุดยืนทางการเมือง ที่จะให้ใครมาลากไปลากมา หรือวันนี้พูดอย่างพรุ่งนี้พูดอีกอย่าง เป็นสิ่งที่คงยอมไม่ได้เมื่อยอมไม่ได้ และเห็นว่าจะขัดหลักการซึ่งก็จะไปกระทบกับพรรคเพื่อไทย ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิมต้องการให้เป็นความหวังของระบบการเมืองไทย จึงทำให้ ร.ต.อ.เฉลิมเลือกที่จะแสดงสปิริต ไปเสียเอง พรรคจะได้ทำหน้าที่ได้ต่อไปและ ร.ต.อ.เฉลิมก็ยืนยันว่า ไม่ใช่เพราะการเข้ามาของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แต่อย่างใด“ผมกับพี่จิ๋วพวกเดียวกันอยู่แล้ว ฉะนั้นไม่ใช่อย่างที่ใครบางคนไปพูดกันเลอะๆเทอะๆแน่” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวยืนยันแต่บังเอิญการตัดสินใจนั้นก่อให้เกิดภาพที่ชัดเจนขึ้น ทั้งจากผลโพล และจากความรู้สึกภายในพรรคเพื่อไทยเองทำให้แม้แต่ในพรรคเพื่อไทยเอง ก็มี ส.ส.หลายคนในพรรคที่เรียกร้องให้รับตำแหน่งประธานส.ส.ต่อที่สำคัญที่สุด เรื่องนี้ “บิ๊กจิ๋ว” ถึงกับลงมือเคลียร์เองเลยทีเดียวพล.อ.ชวลิต พูดชัด “คุยกันหมดแล้ว เข้าใจกันแล้ว ทุกอย่างจบ”รวมทั้งประเด็นที่บางคน ไม่ว่าทั้งภายนอก หรือแม้กระทั่งภายในพรรคเพื่อไทยบางคน ที่ต้องการจะเขยิบตัวเองขึ้นมาให้เป็น “คนแถวหน้าทางการเมือง”บ้าง ก็มักจะพยายามอ้างตลอดว่า ร.ต.อ.เฉลิม ต้นทุนทางสังคมต่ำ ไม่ได้ยอมรับจากสังคมจนบางครั้ง ร.ต.อ.เฉลิม เองก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า จริงๆ อย่างนั้นหรือ แต่มาครั้งนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่“ที่ผ่านมาเคยรู้สึกเป็นคนต้นทุนต่ำในการทำหน้าที่ แต่เมื่อเห็นผลสำรวจโพลหนุนการทำหน้าที่ประธานส.ส. ฉะนั้นผมก็จะมาพูดคุยกันอีกครั้งที่พรรค” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวรวมทั้งการทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานวิปฝ่ายค้าน ก็ยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไป

เพราะ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พูดชัดเจนว่า แม้ว่าจะได้รับใบลาออกจากตำแหน่งประธาน ส.ส.ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แล้วจริง แต่ก็ไม่ได้มีการเซ็นรับรองการลาออก แค่ทำหนังสือและเซ็นรับรองส่งไปยังสภา เพื่อแจ้งว่า ร.ต.อ.เฉลิมยังทำหน้าที่ประธาน ส.ส.ในสภา ฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่า ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงทำหน้าที่ประธาน ส.ส.ต่อไปแน่นอนว่าการจบลงแบบนี้ อาจจะทำให้ฝ่ายพรรครัฐบาลผิดหวังเอามากๆ เพราะที่แอบดีใจว่า ดีจะได้ไม่ถูกคนระดับ “ต้นตำรับ”ตรวจสอบนั้น คงเป็นไปไม่ได้แล้วยิ่งทุจริตไทยเข้มแข็ง ฉาวโฉ่แบบนี้ รอไว้ได้เลย เจอกับสารวัตรเหลิมแน่นอน!!!และหากเป็นเรื่องตรวจสอบทุจริต แล้วนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังจะมาใช้โวหารหวังเสียดสี เหมือนเมื่อคราวที่โดนตำหนิขรมทั้งสังคม ในเรื่องกรณีตัดต่อเทปเสียง แล้วดันหยิบยกตัวอย่างแบบเสียดสีเกี่ยวกับเรื่อง“หมา”ขึ้นมานั้นทำให้นายอภิสิทธิ์เอง เสียบุคลิกผู้นำ เสียภาพระดับ “ออกซ์ฟอร์ด สไตล์”ไปหลายกิโลขีด เพราะสังคมไทยเรื่องสัมมาคารวะ กับเรื่องความก้าวร้าว เป็นสิ่งที่สังคมไทยยังให้ความสำคัญอย่างมากซึ่งนักเรียนนอกอย่างนายอภิสิทธิ์อาจจะไม่เข้าใจและนอกจากในฝ่ายรัฐบาลจะผิดหวังและต้องกลับมาหนักใจเหมือนเก่าแล้ว ว่ากันว่าใครบางคนในพรรคเพื่อไทยเอง อย่างน้อยก็คน 2 คน คงผิดหวังไม่น้อยไปกว่ากันไปสักเท่าไรแน่เพราะต้องไม่ลืมว่า ในวันนี้ไม่ใช่แค่ในพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ต่อให้ในแวดวงการเมืองทั้งระบบ ร.ต.อ.เฉลิมในวันนี้ ก็ถือว่าเป็นคนการเมืองแถวหน้าคนหนึ่ง ที่แม้แต่นายอภิสิทธิ์เองในแง่การเมือง ในแง่ประสบการณ์การเมืองแล้ว ก็ยังด้อยกว่า ร.ต.อ.เฉลิม หลายขุมฉะนั้นงานนี้การเมืองไทยเดินหน้าเข้มข้นต่อไปแน่ รวมถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เพราะนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ก็ปฏิเสธชัดว่าไม่ได้ขัดแย้งกับ ร.ต.อ.เฉลิม เพราะจริงๆ แล้วมีความเห็นตรงกัน คือ เอารัฐธรรมนูญ ฉบับปี 40 ไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับปี 50แบบนี้รัฐบาลไม่หนาวแย่หรอกหรือ

ผลโพล ต้นทุนสังคม “เหลิม”สูง
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 2,173 คน ระหว่างวันที่ 9-10 ตุลาคม 2552สรุปผลได้ดังนี้

1. ประชาชนคิดอย่างไร? กรณีการลาออกจากประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
อันดับ 1 เสียดาย เพราะจะทำให้ขาดสีสันทางการเมือง โดยเฉพาะการโต้ตอบและการอภิปราย 41.19%
อันดับ 2 น่าจะทำให้พรรคเพื่อไทยอ่อนแอลง เกิดความแตกแยก ขัดแย้ง 25.26%
อันดับ 3 ทำให้บทบาทหน้าที่ของฝ่ายค้านไม่เข้มข้น โดยเฉพาะการตรวจสอบรัฐบาล 15.28%
อันดับ 4 เป็นเรื่องของเกมการเมืองที่ไม่มีอะไรแน่นอน ขึ้นอยู่กับอำนาจและผลประโยชน์ 9.48%
อันดับ 5 เป็นเพราะพรรคเพื่อไทยขาดเอกภาพ มีหลายกลุ่ม หลายมุ้ง ขาดหัวหน้าพรรคตัวจริงที่จะประสาน 8.79%

2. การลาออกจากประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ของ ร.ต.อ.เฉลิม มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยมากน้อยเพียงใด?
อันดับ 1 กระทบมาก 60.93% เพราะเป็นคนที่มีบารมีทางการเมือง มีฐานเสียง มีข้อมูลมาก และมีบุคลิกเฉพาะที่เป็นสีสันทางการเมือง ฯลฯ
อันดับ 2 ค่อนข้างกระทบ 23.84% เพราะมีประสบการณ์ทางการเมืองสูง มีประชาชนนิยมชมชอบมาก ฯลฯ
อันดับ 3 กระทบน้อย 10.63% เพราะ ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ค่อยมีบทบาทในฐานะผู้บริหารอยู่แล้ว ฯลฯ
อันดับ 4 ไม่กระทบ 4.60% เพราะหัวหน้าพรรคตัวจริงก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ฯลฯ

3. การลาออกจากประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ของ ร.ต.อ.เฉลิม มีผลกระทบต่อการเมืองไทยในภาพรวมอย่างไร ?
อันดับ 1 การเมืองไทยจะขาดสีสันลงไปมาก โดยเฉพาะการโต้ตอบและอภิปราย เพราะ ร.ต.อ.เฉลิมมีประสบการณ์ทางการเมืองสูง56.60%
อันดับ 2 ฝ่ายค้านจะอ่อนแอลง 22.04%
อันดับ 3 ฝ่ายรัฐบาลจะบริหารงานได้ง่ายขึ้น...อายุรัฐบาลจะยาวขึ้น 16.52%
อันดับ 4 การแบ่งกลุ่ม แบ่งมุ้ง ในพรรคเพื่อไทยจะมากขึ้น เกิดความขัดแย้งทำให้บริหารยากขึ้น 4.84%

Tuesday, October 13, 2009

ขำขันวันตำรวจ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



โฆษกตำรวจ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ บอกว่า พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผบ.ตร. จะเป็นผู้ทำหน้าที่ประธานงานวันตำรวจ ซึ่งจะมีในวันนี้ ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สามพราน

ปกติงานวันตำรวจ 13 ต.ค.ของทุกปี ก็จะเป็นเรื่องภายในองค์กรสีกากี มีภาพข่าวออกมาบ้างตามสมควร

แต่ปีนี้ กลายเป็นหัวข้อพูดจาขบขันสะท้อนปัญหาของตำรวจ!

กลายเป็นปีที่ ตำรวจไร้หัว

เพราะนายกฯทำให้เป็นเรื่องยาก จนเดินเข้าตาอับ หาทางออกไม่ได้

สงสัยชีวิตนี้ ไม่เคยมีคำว่ารู้สึกผิดพลาดแล้วยอมถอย หรือคิดอะไรไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องยอมรับเพราะเราอยู่ในสังคมประชาธิปไตย และไม่ผูกขาดความถูกต้อง

ถ้าคนเรามีมุมมองอย่างนี้จะไม่สร้างปัญหาให้ส่วนรวม

ถึงวันนี้ยังตั้งผบ.ตร.ไม่ได้ ซึ่งก็คงรู้แล้วว่าเพราะอะไร แต่ก็ถอยไม่เป็นเสียอีก

อีกอย่างตกอยู่ใต้อิทธิพลของคนอื่นมากเกินไป จนเอาผลประโยชน์ขององค์กรราชการไปผูกไว้กับกลุ่มเล่นเกมอำนาจนอกระบบ

เมื่อตั้งไม่ได้ เลยใช้วิธี ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ

ตอนนี้ก็โยนภาระไปที่รองนายกฯเทพเทือก ให้ไปจัดการแต่งตั้งตำรวจระดับรองผบ.ตร.ลงไป ซึ่งขณะนี้ว่างหลายร้อยเก้าอี้เพราะเขาเกษียณกันไปตามวาระประจำปี

แต่ยังไม่มีหัว ก็เลยติดขัดถึงลำตัวกระทบไปยังแขนขา!

นี่เริ่มปีงบประมาณใหม่ไปแล้ว เก้าอี้นายพลยังว่างโหว่ กระทบต่อประสิทธิภาพขององค์กร

ถ้าตำรวจไม่เต็มร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านยิ่งหนักหน่วง

น่าคิดว่า เทพเทือกจะสามารถเจรจากับก.ตร.ที่มีมติไปก่อนนี้ว่า ต้องให้ผบ.ตร.คนใหม่ เป็นผู้ทำบัญชีโยกย้ายประจำปี ได้หรือไม่

ถ้าก.ตร.ยังยืนยันให้นายกฯไปตั้งผบ.ตร.มาให้ได้ก่อน ก็คงทำบัญชีนายพลประจำปีไม่ได้!!

แต่คนอย่างเทพเทือกซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก เข้าใจศิลปะการทำงานร่วมกับผู้อื่น

รู้จักให้เกียรติ และเคารพในธรรมเนียมประเพณีขององค์กรมากกว่า เช่น ไปกินข้าวคุยกันนอกรอบมาแล้ว

อาจจะหาทางออกในเรื่องนี้ได้ ซึ่งคงต้องรอดูการประชุมก.ตร.อย่างเป็นทางการอีกที

ถ้าตัดสินใจในเรื่องตำรวจแล้วประโยชน์ไปตกกับกลุ่มอำนาจนอกระบบ แบบนายกฯทำ

ถ้าตัดสินใจด้วยจุดยืนแบบนี้ ก็ยากจะสำเร็จ

ถ้าเทพเทือกคิดต่างจากนี้ อะไรก็ง่ายขึ้น!

กฎเหล็ก 9 ข้อกับ 9 เดือนรัฐบาล

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




ตระกูล มีชัย / ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน

ไชยันต์ ไชยพร / พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ

กฎเหล็ก 9 ข้อที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศกลางที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2551

1.ให้ครม.น้อมนำพระบรมราโชวาทเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติงานให้เกิดความเรียบร้อยและเกิดความสุขในหมู่ประชาชน

2.ให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด

3.นโยบายที่ครม.อนุมัติถือเป็นเป้าหมายหรือทิศทางร่วมกันเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ

4.ในภาวะวิกฤตการทำงานของรัฐบาลต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ต้องไม่เป็นรัฐบาลที่แบ่งพรรค

5.รัฐมนตรีทุกคนต้องเข้าร่วมประชุมสภาอย่างสม่ำเสมอ ต้องไปรับฟังความคิดเห็นของส.ส.และตอบกระทู้

6.ให้รัฐมนตรีทุกคนปฏิบัติตนโดยคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน พฤติกรรมใดๆ ซึ่งนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่น ขอให้ระวังเป็นพิเศษ

7.ในรัฐบาลที่เชื่อมั่นวิถีทางประชาธิปไตยต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

8.รัฐบาลชุดนี้ต้องพร้อมรับการตรวจสอบ ทั้งในเชิงนโยบายและเรื่องอื่นๆ

และ

9.รัฐมนตรีทุกคนไม่มีสิทธิเหนือประชาชนคนอื่นในแง่การปฏิบัติตามกฎหมาย

พร้อมย้ำด้วยว่าจะประเมินผลงานทุก 3 เดือน

ล่วงเลยมาถึง 9 เดือน การบริหารงานภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ปรากฏข่าวทุจริตออกมาอย่างต่อเนื่องและเกี่ยวโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปลากระป๋องเน่า โครงการชุมชนพอเพียง หรือล่าสุดโครงการไทยเข้มแข็ง ที่กำลังกลายเป็นปัญหาลุกลามถึงขั้นชมรมแพทย์ชนบทเรียกร้องกดดันให้ปลดรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขออกจากตำแหน่ง

จึงมีเสียงสะท้อนจากนักวิชาการที่จับตาดูการบริหารงานของรัฐบาลภายใต้กฎเหล็ก 9 ข้อ ว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงคำพูดสวยหรูเพื่อสร้างภาพรัฐบาล

หรือเป็นกฎที่รัฐบาลควรนำมาใช้อย่างจริงจัง





ตระกูล มีชัย

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

การบริหารงานรัฐบาลที่ผ่านมามีหลายเรื่องไม่เป็นไปตามกฎเหล็กนายกฯ

กฎเหล็กของนายกฯจริงๆ ก็ใช้กันทั่วไป แต่นายกฯไม่สามารถจัดการหรือใช้กฎเหล็กกับพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดได้ เพราะองค์ประ กอบรัฐบาลผสม นายกฯไม่สามารถจัดการพรรคอื่นได้

ก่อนหน้านี้มีเรื่องปลากระป๋องเน่าของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ยังดีที่รัฐมนตรีลาออกไปก่อนเพราะผลมันชัดเจนว่าปลากระป๋องเน่า รัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบก็ต้องชื่นชม ที่ไม่ให้ผลโยงมามัดตัวนายกฯ

แต่กับกระทรวงสาธารณสุขต้องดูผลสอบจะออกมาอย่างไรและนายกฯจะจัดการอย่างไร

หากผลสอบชี้ชัดว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รมว. สาธารณสุข จากพรรคประชาธิปัตย์ หรือ นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข จากพรรคภูมิใจไทย หรือนักการเมืองมีความผิดชัดเจนแล้วนายกฯไม่จัดการ กฎเหล็กจะกลับมาทิ่มแทงตัวนายกฯ หรือหากการสอบไม่เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง กฎออกมาไม่ปฏิบัติก็ทิ่มแทงตัวเองทั้งนั้น

การใช้กฎเหล็กกับพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นทำไม่ได้เลย หากเป็นพรรคของตัวเองโดยตรง นายกฯจัดการไม่ได้ก็หมดกัน แต่หากจัดการได้ก็เสมอตัว หากพรรคตัวเองจัดการไม่ได้นายกฯก็หมดความเป็นผู้นำ เท่ากับกฎเหล็กพันคอนายกฯเอง

กรณีกระทรวงสาธารณสุข กระบวนการซับซ้อนพอสมควร หากผลสอบพบว่าอยู่ในความรับผิดชอบรัฐมนตรีดำเนินการ แต่ไม่แสดงความรับผิดชอบ

สุดท้ายจะโยงมาถึงตัวนายกฯให้ต้องรับผิดชอบกฎเหล็กนี้เอง





ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน

อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า

ต้องดูเงื่อนไขการเข้ามาทำงานของรัฐบาลนี้ก่อน ว่ามาจากเงื่อนไขที่ไม่ได้กำหนดตัวนายกฯเข้มแข็งเพราะมาจากรัฐ ธรรมนูญปี 2550

แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ทำให้นายกฯ และรัฐบาลเข้มแข็ง การจะอภิปรายนายกฯทำได้ยาก

ขณะที่รัฐธรรม นูญปี 2550 ทำให้ฝ่ายบริหาร นายกฯไม่เข้มแข็ง การวางกฎเหล็กจึงยากที่จะปฏิบัติ ซึ่งต้องดูเป็นเรื่องๆไป

อย่างชุมชนพอเพียงเราเห็นเชิงประจักษ์ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ทางนายกฯต้องดำเนินการชัดเจน ใครผิดใครถูกก็ว่าไปตามกฎ เท่าที่ตัวเองมีความเข้มแข็งจะปฏิบัติได้

กรณีกระทรวงสาธารณสุขยังไม่ชัดเจน เพราะมีบทวิเคราะห์ว่าการดำเนินการต่างๆ เกี่ยวเนื่องมาจากปีงบ ประมาณที่ผ่านมา ผู้บริหาร ข้าราชการประจำระดับ สูงเกษียณไปแล้ว เหตุเพราะมีปลัดคนใหม่ แต่เรื่องไม่ได้เกิดสมัยปลัดคนนี้ เป็นการบริหารของข้าราชการประจำชุดที่แล้ว แต่ทำไมเพิ่งเกิดปัญหาตอนนี้ ซึ่งแปลกอยู่

เรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน มีคนตั้งข้อสังเกตและพยายามทำให้ชัดเจนว่ามีการทุจริตของนักการเมืองหรือข้าราชการคนใดคนหนึ่ง ซึ่งจะไปเหมาโหลลำบาก เพราะเกี่ยวข้องเรื่องโยกย้ายข้าราชการ

แต่ผลงานรัฐบาลโดยรวมดูไม่ค่อยโดดเด่น กฎเหล็กเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นยังไม่มีอันไหนออกมาชัด ยกเว้นชุมชนพอเพียง ก็ไปหาตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ชัดเจน ส่วนกรณีอื่นๆ ไม่ชัดเจนเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น

ขณะที่ภาพรวมพรรคร่วมรัฐบาล ภาพออกมาว่านายกฯไม่ได้เข้าไปจัดการอะไร พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถดำเนินการพรรคร่วมได้อย่างเต็มไม้เต็มมือ เพราะน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ต้องพยายามประนีประนอมกันไว้ก่อน

แต่หากมีประเด็นไม่โปร่งใสแล้วสังคมไม่เอาด้วย รัฐบาลจะอยู่ลำบากเอง





ไชยันต์ ไชยพร

หัวหน้าภาควิชาการปกครอง

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

บทบัญญัติ 9 ประการที่นายกฯ ให้ไว้กับคณะรัฐมนตรีให้นำไปปฏิบัตินั้น ไม่สามารถช่วยเหลือหรือปก ป้องเรื่องทุจริตได้ ใครทำก็ต้องรับผิด

นายกฯยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้แต่ต้องทำให้คนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตได้รับการตรวจสอบ

หากดำเนินการตั้งแต่ต้นจะเป็นเรื่องถูกต้องและเป็นเรื่องที่ดี เมื่อเริ่มต้นมีการทุจริตในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าชุมชนพอเพียงมาจนถึงไทยเข้มแข็ง จะมีพรรคเพื่อไทยเข้ามาตรวจสอบ

กรณีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจมีปัญหาพัวพันเรื่องการทุจริตชุมชนพอเพียงและถูกโจมตีอย่างมาก แต่นายกอร์ปศักดิ์ยืนยันว่าไม่ได้ทุจริต ส่วนกรณีกระทรวงสาธารณสุขได้มีการตรวจสอบแล้ว

โดยภาพรวมแล้วต้องดูการทำงานของรัฐบาลกันต่อไป หากมีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นอีกต้องดูว่านายกฯจะเข้มงวดแค่ไหน และต้องดูท่าทีของฝ่ายค้านด้วย





พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ

ส.ว.สรรหาและอดีตกรรมการป.ป.ช.

มองในมุมส่วนตัว กฎเหล็กทั้ง 9 ข้อกับการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ทยอยออกมาคงไม่สวนทางในส่วนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ

แต่สวนทาง ในส่วนของลูกน้องท่านโดยเฉพาะนักการเมืองที่ใกล้ชิดท่านบางคนที่หาผลประโยชน์

ซึ่งต้องติดตามดูว่า นายกฯจะสามารถนำกฎเหล็กมาใช้ได้จริงหรือไม่

เท่าที่ดูและสัมผัสส่วนตัวนายกฯเป็นคนเอาจริงเอาจัง การทุจริตที่ทยอยออกมาในหลายๆ เรื่องนายกฯคงไม่เอาไว้ แต่เมื่อถึงตรงนี้ นายกฯ ก็มีสิ่งต่างๆ มากดดันในหลายเรื่องโดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลและนัก การเมือง

ปัญหาการทุจริตในโครงการต่างๆ เชื่อว่าท้ายสุดนายกฯคงเอาอยู่และคงไม่ปล่อยไว้

เชื่อว่าไม่มีอะไรกระทบกระเทือน นายกฯคงประคับประคองไปได้ เว้นแต่จะถูกนักการเมืองพวก 111 และ 109 เข้ามาทำให้หนักใจ

เพราะทราบมาว่านักการเมืองทั้งสองกลุ่มตีหนักเหลือเกิน ตรงนี้ไม่รู้ว่านายกฯจะเขวหรือไม่

แร้งลง

ที่มา เดลินิวส์

กลายเป็นว่า ถ้ารัฐบาลแม้วโดนข้อหา หากินกับ นโยบายทับซ้อน คิดโครงการแล้วบวกเงินทอน จะดีจะชั่ว ชาวบ้านยังได้กินด้วย ผิดกับรัฐบาลมาร์ค หากินแบบโบราณ กินงบประมาณแผ่นดิน ชาวบ้านกินแต่แห้ว

เริ่มจาก ปลากระป๋องเน่า โครงการชุมชนพอเพียง ที่กลายเป็นชุมชนแพงเพียบและกินไม่พอเพียง ล่าสุด การจัดซื้อครุภัณฑ์แพทย์ ในโครงการไทยเข้มแข็ง 8 แสนล้าน มีการยัดเยียดและบวกราคาดื้อ ๆ

เช่น เครื่องทำลายเชื้อโรค ยูวี แฟน จากเครื่องละ 5 แสน เป็น 1.2 ล้าน หอพักพยาบาลจากห้องละ 6 แสนเป็น 1.3 ล้าน เป็นต้น นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานแพทย์ชนบท ที่หอบข้อมูลโกงไปให้ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูถึงทำเนียบฯ ได้ระบุชื่อจริงนักการเมืองขี้ฉ้อ 4-5 ชื่อ เดิมบอกแค่ชื่อย่อ ต กับ ม

มาจาก 2 พรรค ภูมิใจไทย กับ ประชาธิปัตย์

พร้อมบทสรุป งบครุภัณฑ์ก่อสร้าง 5 หมื่นล้าน มีบวกราคาเพิ่มถึง 30% เท่ากับ มีคอร์รัปชั่นสูงถึง 1.5 หมื่นล้าน คุณหมอไม่ได้บอก แต่เงินมากมายอย่างนี้ จะไปใช้อะไร

นอกจาก เลือกตั้งใหญ่

จากข่าวฉาว ส่งผลให้ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู หรือ แม่เลี้ยงติ๊ก เลขาฯรมว. สาธารณสุข และ พิเชษ พัฒนโชติ ที่ปรึกษา กับคณะ ต้องไขก๊อกหมด เปิดทางให้มีการสอบทุจริต และตามมาด้วยมีการ เรียกร้องให้ 2 รัฐมนตรีลาออก ด้วย

ตามข่าว มีการตุกติก 6 รายการและพบคนผิดแล้ว แต่จะเหมือน ทุจริตปลากระป๋องเน่า กับ ชุมชนพอเพียง ที่เอาผิดได้แค่ ปลาซิว ปลาสร้อย สาวไม่ถึงตัวการใหญ่หรือไม่ ต้องคอยดู

นอกจาก วิกฤติแต่งตั้ง ผบ.ตร. ที่บานปลาย จนต้องปรับครม.สร้างแรงกระ เพื่อมแล้ว มันยังชัด รัฐบาลมาร์ค มี ทุจริต คอร์รัปชั่น และยิ่งน่าห่วง เมื่อเม็ดเงินไทยเข้มแข็ง 1.4 ล้านล้าน กู้มาทุกสตางค์ แต่กลับ มีเหลือบจ้องดูดเลือดประชาชน อย่างนี้

67 โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ วงเงิน 2.2 หมื่นล้าน ก็กำลังเป็นอีกชิ้นปลามัน ตามแผนปี 53 จะลงทุน 21 โครงการ ใน 7 กระทรวง รวม 3,825.7 ล้าน แต่ละโครงการดูแล้วหลวมโพรก !!!

ยกตัวอย่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯของ รมต.กลวง สุวิทย์ คุณกิตติ มี 3 โครงการ 1.ส่งเสริมการเรียน รู้ทางชีวภาพ 550 ล้าน 2.สร้างเครือข่ายข้อมูล 40 ล้าน 3.สารานุกรมภูมิปัญญาท้องถิ่น 60 ล้าน

สำนักนายกฯ 3 โครงการ 1.ส่งเสริมผู้ประกอบการความคิดสร้างสรรค์ 160 ล้าน 2.ครีเอทีฟ ซิตี้ 729 ล้าน 3.ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 240 ล้าน

กระทรวงอุตสาหกรรม 5 โครง การ 1.พัฒนาภูมิปัญญาพื้นบ้าน 195 ล้าน 2.พัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอครบวงจร 191 ล้าน 3.พัฒนาสปาไทย 450 ล้าน 4.พัฒนาผลิตภัณฑ์ 62 ล้าน 5.พัฒนาผู้ประกอบการดิจิทัล 228 ล้าน

67 โครงการนี้ แม้นายกฯจะนั่งหัวโต๊ะประชุม แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า จะไม่มีการโกงกิน ตอนนี้ภาพรัฐบาลผสม คือ มือใครยาว สาวได้สาวเอา สารพัดโครงการไทยเข้มแข็งที่มี มีแร้งจ้องรุมทึ้งอยู่

ล่าสุด เสียงนายกฯ ชักแปร่ง ๆ บอก ไม่เชื่อ คนปชป. มีส่วนร่วม อ้าว แพทย์ชนบทก็หน้าม้านไปสิ แต่ยี่ห้อนี้ กัดไม่ปล่อย นะ

ระวังรัฐบาลพังก่อน ก็แล้วกัน.

ดาวประกายพรึก

ตัดภาพข้ามไปอีกฉาก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_39267

อย่ามาเนียน

ในอารมณ์ที่นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ออกมาดักทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ฉวยจังหวะที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย "วงแตก" มีความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ตั้งท่าล้มกระดาน ถือโอกาสไม่เดินหน้าต่อ

เพราะถ้าจริงใจ ไม่ต้องโยงกับฝ่ายค้าน ลำพังเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภาที่เอาด้วย ก็เพียงพอที่จะผ่านสภาอยู่แล้ว

เว้นเสียแต่ว่า "ไต๋โผล่" ธงของนายกฯอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตรงกับม็อบพันธมิตรฯ กองทัพ รับมุกจากฝ่ายอำมาตย์

ไม่ปล่อยให้แก้รัฐธรรมนูญฉบับ "หน้าแหลมฟันดำ" มาตั้งแต่ต้นแล้ว


ชั่วโมงบินมันทันกัน โมเมตีกินไม่ง่าย

ที่แน่ๆโดยเกมที่เปลี่ยนไป ถ้าปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ พิมพ์เขียวของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ มีอันต้องพับใส่ลิ้นชัก ภาระหนักก็คงจะตกไปอยู่ที่แกนนำอย่างประชาธิปัตย์

เมื่อไพ่ใบเด็ดที่ถืออยู่ในมือ "แต้มบอด"

"อภิสิทธิ์" จำเป็นต้องหา "มุกใหม่" ในการกั๊กเกมต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล รวมไปถึง "เงื่อนไข" ดึงกระแสสังคม ยื้อกับเกมป่วนของฝ่าย "นายใหญ่" ที่จ้องไล่ล้มกระดาน

ซึ่งก็รู้กันอยู่แก่ใจ มันไม่ใช่เรื่องง่าย


ยิ่งในสถานการณ์ที่กระแสไม่เป็นใจ ล่าสุดฟ้องโดยตัวเลขของเอแบคโพล ร้อยละ 59.6 มองว่า รัฐบาลมีข่าวโกง การทุจริต คอรัปชัน เปอร์เซ็นต์สูงถึงร้อยละ 47.6 คิดว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันมีปัญหาทุจริตคอรัปชันในทุกกระทรวง

ทุจริต เสี่ยงล้อ "จุดตาย"

และก็เป็นอะไรที่ยิ่งสะอึกไปกันใหญ่ ล่าสุด "หาดใหญ่โพล" สำนักวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยหาดใหญ่ สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคม

พบว่าประชาชน 4 จังหวัดภาคใต้ มีความพอใจกับการบริหารงาน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 5.76 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10

แม้แต่ฐานใหญ่กองเชียร์แน่นหนา ยังกัดฟันให้คะแนนผลงานผ่านแบบเฉียดฉิว

ประชาธิปัตย์ยิ่งหวิวในหัวใจ

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยฉากตัดกลับไปที่ภาพข่าว "อภิมหากฐิน" ที่อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ฐานบัญชาการใหญ่ของ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล


พักจากงานการเมือง แวบไปจัดงานบุญใหญ่

ไฮไลต์มันอยู่ที่คิวของบรรดาๆบิ๊กเมืองไทยที่แห่ไปร่วมอนุโมทนา โดยเฉพาะ "ครูใหญ่" นายเนวิน ชิดชอบ พร้อมน้องรัก "เสี่ยหนู" นายอนุทิน ชาญวีรกูล 2 คู่หูจากค่ายภูมิใจไทย ยกคณะใหญ่รัฐมนตรีในสังกัดไปกันครบหน้า


แถมด้วยคิวมหาเศรษฐีอันดับสองของเมืองไทยอย่างนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเครือซีพี ที่นำเครื่องบินส่วนตัวไปพร้อมกับ "อดีตเขยซีพี" นายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ บิ๊กตำรวจไล่ตั้งแต่หัวแถวอย่าง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.

ยังไม่นับคิวของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำค่ายรวมใจไทยชาติพัฒนา ที่ "เทพเทือก" ประกาศให้รู้ว่าเพิ่งบินไปร่วมงานคืนก่อนหน้า

สรุปว่า ไปกันพรึบพรับ ครบสูตรทั้งบิ๊กการเมือง บิ๊กข้าราชการ เจ้าสัวกลุ่มทุนใหญ่

ประทับบารมีของเจ้าภาพ "เทพเทือก" กัปตันใหญ่รัฐบาล


และที่น่าสนใจกว่านั้น โดยคนหน้าคุ้นๆเครือข่ายเดียวกันนี้ ก่อนหน้านั้นก็รวมตัวกันในงานฉลองครบรอบ 20 ปีของ "ยักษ์ดิวตี้ฟรี" ย่านซอยรางน้ำ

สปอนเซอร์หลักอย่างไม่เป็นทางการของ "เนวินกรุ๊ป"

นอกจาก "เนวิน-อนุทิน" แขกที่ขาดไม่ได้ของเสี่ยวิชัย รักศรีอักษร เจ้าภาพใหญ่

ยังปรากฏเป็นภาพข่าวทั้ง "เทพเทือก" ที่ควงคู่ไปกับมาดามคนสวย ขณะที่ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ที่ไปพร้อมกับน้องชายอย่าง "บิ๊กป๊อด" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.หมาดๆ

จากฉากอลังการงานฉลองครบรอบ 20 ปียักษ์ดิวตี้ฟรี ช็อตต่อเนื่องไปถึงงานอภิมหากฐินที่อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่ามกลางกระแสข่าวประชาธิปัตย์เครื่องรวน แตกคอกันเองภายใน ไล่หลังปรากฏการณ์ที่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ไขก๊อกจากเก้าอี้เลขาธิการนายกฯ

"เนวิน" แท็กทีม "เทพเทือก" สำแดงพลังขุมข่ายข้ามค่าย

"ชาร์จขั้วอำนาจใหม่" กลับมาสปาร์กอย่างแรง.


ทีมข่าวการเมือง