WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 15, 2009

จบที่ยุบสภาฯ

ที่มา ไทยรัฐ

กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ยังไม่มีอะไรแน่นอน

เพราะประธานวิปรัฐบาลก็พูดอย่างประธานวิปฝ่ายค้านก็พูดอย่าง ประธานสภาผู้แทนฯ ก็พูดอย่างประธานวุฒิสภาก็พูดอย่าง นายกรัฐมนตรีก็พูดไปอีกอย่าง

5 คน พูดไป 5 อย่าง ชาวบ้านฟังแล้วสับสน ไม่รู้จะเชื่อใครดี??

แถมอดีตประธาน คมช. เจ้าของบันได 4 ขั้น ยังอุตส่าห์โผล่หน้ามาพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญกับเค้าเหมือนกัน

"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่า เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าฟังมากคนก็มากความ

ถ้าจะเอาให้ชัดๆ ต้องฟัง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ผู้จัดการรัฐบาลคนเดียว!!

"สุเทพ" ยืนยันว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องเดินหน้าต่อไป

เพราะเป็นสัญญาสุภาพบุรุษที่ได้ตกลงกันไว้กับพรรคร่วมรัฐบาล

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เบี้ยวซะเองก็เสียคน

ส่วนการที่พรรคเพื่อไทยกลับลำไม่ยอมร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ทั้ง 6 ประเด็น ก็เชิญตามสบาย

พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคจะจับมือกับวุฒิสภาลุยถั่วแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปตามเงื่อนไขเดิม

"สุเทพ" มั่นใจว่าเสียง ส.ส.รัฐบาล บวกกับเสียงบางส่วนของ ส.ว. ก็เพียงพอที่จะโหวตสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา

แต่จะแก้สำเร็จหรือไม่ "แม่ลูกจันทร์" ยังไม่ชัวร์

เนื่องจาก "ผู้จัดการรัฐบาล" กับ "นายกรัฐมนตรี" ขัดแย้งกันเอง

นายกฯอภิสิทธิ์ เห็นว่าถ้าฝ่ายค้านไม่เอาด้วย ก็ไม่ควรเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อความสมานฉันท์ ทุกฝ่ายควรมีความเห็นพ้องต้องกัน

เมื่อยังมีความขัดแย้งกัน ถึงจะแก้ รัฐธรรมนูญก็ยังมีความขัดแย้งอยู่ดี

คือใช้กรณีพรรคเพื่อไทยเป็นเงื่อนไขล้มโต๊ะซะเลย

เพราะใครๆก็รู้ว่า "อภิสิทธิ์" ไม่ต้องการ แก้รัฐธรรมนูญ

คนในพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ!!

ก็มีแต่ "สุเทพ" คนเดียวที่เห็นว่าเมื่อไปตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลไว้อย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำตามสัญญา

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงพิสูจน์ บารมี "ผู้จัดการรัฐบาล" กับ "นายกรัฐมนตรี" ว่าใครคือผู้ชี้ขาดการแก้รัฐธรรมนูญตัวจริง??

ล่าสุด ในการประชุมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ที่บ้านพิษฯ เมื่อเย็นวานซืน ที่ประชุมลง มติยืนยันให้เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นต่อไป

เท่ากับ "นายกฯอภิสิทธิ์" ถูกพรรคร่วมกดดันต้องยอมจำใจเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อตกลงเดิม

"แม่ลูกจันทร์" เคยกระชุ่นไว้ว่า ถ้า พรรคประชาธิปัตย์มีความจริงใจจะแก้รัฐธรรมนูญ กันจริงๆ

ถึงพรรคเพื่อไทยจะไม่เอาด้วย ก็ยังแก้ได้สะดวกโยธิน

ถึงแม้รัฐบาลมี ส.ส.รวมทั้งสิ้น 245เสียง ยังไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้ง 2 สภารวมกัน

แต่ถ้าได้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา อีกแค่ 67 คน (จาก ส.ว.ทั้งหมด 148 คน) รวมกันแล้วจะได้เสียงสนับสนุน 312 เสียง

เกินกึ่งหนึ่งไปหนึ่งเสียง แก้รัฐธรรมนูญ ได้อย่างสบายแฮ

ปัญหาอยู่ที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ซึ่งไม่เต็มใจแก้รัฐธรรมนูญ จะยอมโหวตให้หรือเปล่าเท่านั้นเอง??

ถ้า ส.ส.ประชาธิปัตย์ "ไม่โหวต" การแก้รัฐธรรมนูญก็ล้มกลางคัน

ถ้าแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ พรรคร่วมรัฐบาลก็แตกกระเจิง

ก็มีเหตุอันควรที่นายกฯอภิสิทธิ์จะยุบสภาฯ

ฟันธง...เกมจะจบที่ยุบสภาฯ ไม่ใช่ จบที่แก้รัฐธรรมนูญ.

"แม่ลูกจันทร์"

คิวตามน้ำเพื่อแผ่นดิน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_39767

ในอารมณ์ของเซียนข่าวที่มองประเด็นตรงกันโดยอัตโนมัติ

สังเกตว่า หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันที่ 14 ตุลาคม หลายฉบับเลือกเอาช็อตที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นั่งเคียงข้างกับ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพรรค ระหว่างประชุมรับรองการแต่งตั้งนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นรองนายกฯ ขึ้นหราเป็นภาพข่าวหน้าหนึ่ง


ตามทางข่าวล้อกับกระแสการปีนเกลียวในหมู่คนพรรคประชาธิปัตย์ แตกออกเป็น 3 ก๊ก 3 ก๊วน

"อภิสิทธิ์" กับ "เทพเทือก" แตกคอ เล่นกันคนละคีย์

คิวเดียวกันยังมีช็อตขำๆตามรายงานข่าวที่ ส.ส.หญิงของพรรคประชาธิปัตย์ใช้โทรศัพท์

มือถือแอบถ่ายภาพหลุดของ "เทพเทือก" นั่งหลับแบบหมดสภาพในห้องประชุมพรรค ขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ที่นั่งอยู่ข้างๆนึกสนุกด้วย ขอดูรูปถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่

หยอกล้อกันเป็นที่ครึกครื้น

เอาเป็นว่า โดยฉากจู๋จี๋ดู๋ดี๋ หักมุมกับคิวเหยียบตาปลากันเอง ลดโทนข่าวร้อนๆของประชาธิปัตย์ให้เย็นลงไปได้หลายองศา


และก็เป็นอะไรที่ยังอยู่ในจุดที่พูดจาภาษาเดียวกัน ในฉากที่ "เทพเทือก" ประสานแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาลนั่งโต๊ะกินข้าวเย็นกับนายกฯอภิสิทธิ์ที่บ้านพิษณุโลก

จูนคลื่นตรงกันในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ


"บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ หัวขบวนพรรคเพื่อแผ่นดิน นายเนวิน ชิดชอบ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายใหญ่ค่ายภูมิใจไทย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ บอสใหญ่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

"ขาใหญ่" พากันโล่งอกโล่งใจ

เมื่อได้ยินจากปากนายกฯอภิสิทธิ์โดยตรง พร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในแนวของคณะกรรมการสมานฉันท์ตามโปรแกรมเดิม


ทั้งหมดทั้งปวง โดยการนัดร่วมโต๊ะระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์กับแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาล ตามโปรแกรมจูนคลื่นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั่นเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว

แต่โดยยุทธศาสตร์ที่ลึกไปกว่านั้น คือการกระชับช่องว่าง รักษาระยะห่างระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์ กับขุนศึกพรรคร่วมรัฐบาลที่ประคองนั่งร้านให้แคบลง หลังเสียตัวเชื่อมสำคัญยี่ห้อ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" ที่ถอนสมอออกไป

"อภิสิทธิ์" จำเป็นต้องต่อสายตรงกับเพื่อนร่วมรัฐนาวา

ในอารมณ์ที่สังเกตว่า เออออห่อหมกกับพรรคร่วมรัฐบาลมากขึ้น


โดยเฉพาะคิวล่าสุด พรรคที่ครึ้มอกครึ้มใจกว่าใครน่าจะเป็นคิวของพรรคเพื่อแผ่นดิน ผ่านการดีลของนายพินิจและนายปรีชา เพราะในหัวข้อสนทนานอกจากปมหลักเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ยังมีวาระแทรกพิเศษเรื่องบิ๊กโปรเจกต์ประมูลคลื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี

ตามท่าทีของนายกฯอภิสิทธิ์ คล้อยตามแนวทางของ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที ที่หักลำสวนทางกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

ยื้อเปิดประมูล ป้อนเค้กให้กลุ่มทุนข้ามชาติ

ล่าสุดมติที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจที่นายกฯอภิสิทธิ์นั่งเป็นประธาน ก็กั๊กข้อสังเกตให้เลขาธิการ กทช.นำไปพิจารณาประกอบ ก่อนจะลุยถั่วเปิดประมูลคลื่น 3 จี


ต้องไม่ให้กระทบรายได้ของ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม เน้นเรื่องสัดส่วนถือหุ้นของทุนข้ามชาติ เงื่อนไขการประมูลต้องชัดเจนไม่หมกเม็ดเอื้อเอกชน ที่สำคัญไม่ผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน

นัยว่า ตามเงื่อนไขของกระทรวงไอซีทีฯเป๊ะๆ

ในมุมการเมือง "อภิสิทธิ์" คล้อยตามพรรคเพื่อแผ่นดิน ซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาล


แต่ถ้ามองกันตามเนื้อผ้า โดยยึดเอาประวัติศาสตร์จากโครงการสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคบุกเบิก สูตรสำเร็จของเมืองไทย เอกชนเหมาสัมปทานฟันค่าต๋ง รัฐบาลขาดทุนบักโกรก

กำไรไปตกอยู่กับบริษัทข้ามชาติที่เป็นหุ้นส่วนใหญ่

ไอ้ที่อ้างกันว่า เก็บสัมปทานให้รัฐเป็นจำนวนมาก สุดท้ายก็ผลักภาระตกไปอยู่ที่ประชาชนคนไทยผู้ใช้บริการ โดนโขกค่าบริการอ่วม


เหนืออื่นใด โดยตัวอย่างก็เพิ่งเห็นกัน กับอภิมหาสัมปทานโทรศัพท์

มือถือที่สร้างกำไรมหาศาล ตัวเลขหลายหมื่นล้านที่เป็นเงื่อนไขหลักที่ทำให้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โดนล้มโต๊ะจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะตัดสินใจพลาด ขายหุ้นธุรกิจให้กับบริษัทเทมาเสกสัญชาติสิงคโปร์

โยงกับปัญหาความมั่นคงของชาติ

โดยเดิมพัน โปรเจกต์นี้มันมากกว่าคำว่า "ธุรกิจ".

ทีมข่าวการเมือง

สถานะเศรษฐกิจ

ที่มา ไทยรัฐ

ที่ประชุม ครม.ที่ผ่านมา คุณกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังได้เสนอกรอบวงเงินลงทุนตาม แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เพิ่มขึ้นอีก 2.4 แสนล้านบาท จากเดิมที่เคยอนุมัติไป แล้ว 1.06 ล้านล้านบาท

ทำให้กรอบวงเงินในโครงการไทยเข้มแข็งเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านล้านบาท

โครงการไทยเข้มแข็งที่ว่า ไม่ค่อยจะเห็นเป็นรูปธรรมเท่าไหร่ แต่ที่เห็นกันจะจะก็คือ โครงการเศรษฐกิจชุมชนพอเพียง ที่ฉาวโฉ่อยู่ในขณะนี้

สารพัดทุจริต

ฟังการแก้ตัวของคนในรัฐบาลแล้วพะอืดพะอม ยังไม่มีการทุจริตบ้าง รู้ตัวคนโกงแล้วบ้าง ไล่คณะที่ปรึกษาออกไป แล้วบ้าง เตรียมลงโทษอย่างนั้นอย่างนี้

ก็ยังเห็นลอยนวลอยู่ดี

ประเภทจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เห็นจะรอชาติหน้าตอนบ่าย เอาแค่คำว่าขอโทษก็ไม่เคยได้ยินจากปากรัฐบาลชุดนี้ เพราะถือหลักการสร้างภาพ ถ้ายอมรับผิดก็จะเป็นการขัดกับหลักการสร้างภาพไปฉิบ เห็นความแตกต่างของมาตรฐานความรับผิดชอบและการตรวจสอบชัดเจน

ดีใส่ตัว ชั่วใส่คนอื่น

ทุจริตกันชนิดกลางวันแสกๆ ปล้นจากกระเป๋าชาวบ้านตรงๆอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แทนที่งบประมาณจะถึงมือของชาวบ้าน ในรูปของผลกประโยชน์หรือเม็ดเงิน ถูกดูดเอาตั้งแต่ต้นทางจนเกลี้ยง

พันธุ์ข้าวยังโกงชาวนา

แทนที่จะคิดรับผิดชอบหรือระงับโครงการ กลับยิ่งทุ่มเทเม็ดเงิน เข้าโครงการไม่หยุด เงินเหล่านี้ก็คือภาระที่ชาวบ้านจะต้องรับผิดชอบ โดยเฉลี่ยต่อคนต่อหัวของประชากรทั้งประเทศ ประชาชนซวยสองต่อ โดนโกงด้วยแล้วต้องมาตามใช้หนี้อีกต่างหาก

สองเด้ง

เห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะนำไปใช้ใน โครงการประกัน ราคาพืชผลการเกษตร ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท สมทบงบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีก 2.3 หมื่นล้านบาท รวมทั้งโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์และโครงการอื่นๆ ห้ามกะพริบตา

สัปดาห์หน้าก็จะขอใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ อีก 1.5 แสนล้านบาท รวมเป็นการใช้จ่ายตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ไปแล้ว 3.5 แสนล้านบาท

หนี้ทั้งนั้น

เคยเกริ่นไปแล้วว่า ให้จับตาดูนโยบายไทยเข้มแข็งให้ดี ประชาชนเข้มแข็งหรือรัฐบาลนักการเมืองเข้มแข็ง สรุปแล้วชีวิตคนไทยวันนี้ก็ยังไม่พ้นวังวน โง่ จน เจ็บอยู่ดี ถูกจับเป็น ตัวประกันทั้งปีทั้งชาติพับผ่า.

หมัดเหล็ก

‘บาลูกาปาลัส’ โอกาส/ความระแวง กับการเป็น ‘หมู่บ้านสีแดง’

ที่มา ประชาไท

คงถือเป็นคราวซวย ถ้าหากวันดีคืนดีบ้านที่ของคุณถูกประกาศให้อยู่ในเขต ‘สีแดง’ โดยที่คุณเองไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร และหากไม่ทำความเข้าใจกันให้ดีระหว่างผู้ประกาศกับผู้ได้รับผลกระทบด้วยแล้ว ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจคงจะยิ่งสะท้อนกลับมาแรงเป็นพิเศษเหมือนกับที่ เป็นไปในหมู่บ้านบาลูกาปาลัส หรือ...หมู่บ้านสีแดง!!

หมู่บ้านบาลู กาปาลัส อยู่ในตำบลบาลอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา พื้นที่นี้ผู้ติดตามข่าวความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้คงคุ้นหูกันดี เนื่องจากตกเป็นข่าวบ่อยจนคล้ายเป็นยี่ห้อของอำเภอไปแล้ว ดังนั้น คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่หมู่บ้านนี้จะตกอยู่ในความหวาดระแวงหากมองจากสายตาของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ด้วยเหตุผลในการประกาศดูเบาและไม่ค่อยมีคำอธิบายมากนัก ประกอบกับคดีที่ผู้ใหญ่บ้านถูกยิงเงียบหายไปอย่างน่ากังขา คนในหมู่บ้านจึงเริ่มมีคำถามปรากฏการณ์ทาสีที่เกิดขึ้นกับตนเอง

“ในหมู่บ้านไม่ค่อยเกิดเหตุรุนแรง แต่ที่ประกาศเป็นพื้นที่สีแดงเนื่องจากมีคนในหมู่บ้าน 2 คนถูกออกหมายจับโดยมีข้อกล่าวว่าเป็นโจรก่อความไม่สงบซึ่งสองคนนั้นได้หนีออกจากหมู่บ้านไป ทางการจึงมองว่าที่นี่เป็นสีแดง และเป็นมา 4 ปีแล้ว” มอยิ วาแม โต๊ะอิหม่ามแห่งมัสยิดดารุลฮฺดา กล่าวถึงที่มาที่ไปของสี หลังจากนั้นก็มีหน่วยทหารพรานเข้ามาตั้งฐานในหมู่บ้าน มีการเชิญตัวชาวบ้านไปให้ปากคำตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ก็ปล่อยตัวออกมาเป็นส่วนมาก ระยะหลังนี้ไม่ค่อยมีการเชิญตัวแล้ว คงคล้ายวางใจขึ้นแต่สีแดงก็ยังอยู่

“สีแดงที่ทางการให้พื้นที่นี้เป็น หมายความเหมารวมทุกคนว่าเป็นโจรหมด แต่ทั้งหมู่บ้านจะไม่มีคนดีเลยหรือ” โต๊ะอิหม่ามตั้งคำถามไปตามภาพรวมของหมู่บ้านพร้อมกับยกความสำเร็จด้านการ ศึกษาของเยาวชนในหมู่บ้านมาการันตี เพราะปกติในสายตาของเจ้าหน้าที่มักมองว่าแนวร่วมผู้ก่อเหตุความรุนแรงคือ เยาวชนที่ไม่เรียนหนังสือหรือติดยาเสพติด แต่สำหรับในหมู่บ้านสีแดงแห่งนี้กลับมีคนจบปริญญาตรีและปริญญาโทของรัฐบาล หลายคน อีกทั้งยังเป็นหมู่บ้านที่มีเศรษฐกิจดี หลายบ้านมีสวนยางของตัวเอง แต่พอไปสมัครงาน สิ่งที่คาใจเสมอคือทำไม ‘ปริญญาตรีสีแดง’ จึงสู้ ‘ปริญญาตรีมีเส้น’ ไม่ได้

“เด็กข้างบ้านเคยไปสอบเข้าทำงาน แกนั่งติดกับคนที่อื่นที่ไม่ได้มาจากพื้นที่สีแดง เด็กมาเล่าให้ฟังว่าเขาขอลอกก็ให้ ปรากฏคนที่ลอกกลับได้ทำงาน มันเสียความรู้สึกนะ มันกีดกันโอกาส เด็กที่นี่เข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐเยอะ ทั้งวิทยาลัยครูยะลาหรือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แต่กลับไม่มีความหวังได้ทำงานดีๆ”

นี่ คงเป็น ‘โอกาส’ ที่มอยิมองว่าหายไปพร้อมกับการเป็น ‘หมู่บ้านสีแดง’ ระยะหลังเขาเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่องปัญหายาเสพติด ส่วนหนึ่งมาจากการที่เด็กเริ่มห่างไกลจากศาสนา เขาสังเกตว่าเด็กในหมู่บ้านที่ติดยาส่วนมากคือเด็กที่ไปเรียนสายสามัญในตัวอำเภอ ไม่ใช่เด็กที่เรียนสายศาสนา ส่วนเด็กที่ว่างงานเพราะไม่มีโอกาสก็อาจเข้าสู่วงจรนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนปัญหายาเสพติดนั้นดูเหมือนมอยิจะมีข้อสงสัยต่อความจริงใจของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างค่อนข้างแรงเช่นกัน

“ในหมู่บ้านไม่มียาเสพติด” โต๊ะอิหม่ามยืนยัน มันมาทางรถยนต์

“มันมาจากข้างบน ไม่ได้แอบมา ด่านก็เยอะทำไมมาถึงที่นี่ได้และมาได้มาก อยากตั้งข้อสังเกตว่ามีการยัดเงินผ่านด่านมาหรือไม่และข่าวที่มีว่าจับได้ นั้นจับเอาดาวหรือไม่” มอยิยังวิพากษ์แถมลงไปถึง ‘โครงการญาลันนันบารู’ ที่รัฐจัดให้มีการอบรมเรื่องยาเสพติดหรือบำบัดเด็กติดยาในพื้นที่ว่า ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ ที่สำคัญคืออาจเป็นเพียงการจัดอบรมมาเพื่อใช้งบประมาณเท่านั้น แต่ไม่มีเจตนาเด็กให้เลิกยาเสพติด เพราะพอเด็กกลับมาเจอบรรยากาศเดิมๆก็กลับมาติดยาเหมือนเดิมอีก ทางออกเดียวจะทำได้สำเร็จคือ ‘การสกัด’ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าหน้าที่นั่นเอง

“ไม่มีอะไรจะเสพแล้วจะหาอะไรมาดูด” เขาให้เหตุผลอย่างเรียบง่ายที่สุด

เรากลับออกมาจากหมู่บ้านพร้อมความคิดบางอย่าง บางทีนี่อาจเป็นมุมย้อนแย้งของสถานการณ์ชายแดนใต้ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเองสามารถระแวงและมอบ ‘สีแดง’ ให้คนหมู่บ้านนี้ได้ แต่ในส่วนที่ชาวบ้านยินยอมให้ใช้อำนาจโดยดีกลับดูไม่เต็มที่นัก มันก็ไม่น่าแปลกใจเช่นกันที่โต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านผู้นี้จะตั้งข้อระแวง ถึงผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐกลับคืนไปบ้าง

ที่มา: ศูนย์ข่าวอามาน

ภาคประชาชนออกแถลงการณ์สืบทอดเจตนาวีรชน 14 ตุลา ทวงคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน

ที่มา ประชาไท

(14 ต.ค.) องค์กรภาคประชาชน และประชาชนจากหลายภาคส่วน ร่วมกันออกแถลงการณ์ “สืบทอดเจตนาวีรชน 14 ตุลาคมให้สมบูรณ์” เชิดชูจิตใจและวีรกรรมของวีรชนผู้เสียสละ ในโอกาสครบรอบ 36 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ระบุเรียกร้องชนชั้นนำ ขอเตือนให้ยุติการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อเจตนารมณ์ของวีรชน ด้วยการใช้อำนาจเผด็จการทุกรูปแบบ ให้ข้าราชการรัฐ ทั้งทหาร ตำรวจ ตุลาการ ข้าราชการพลเรือน มีจิตสำนึกจงรักภักดีต่อประชาชน เคารพรัฐธรรมนูญส่วน นักวิชาการ ปัญญาชน นักสิทธิมนุษยชน องค์กรพัฒนาภาคเอกชน นักกิจกรรมทางสังคม สื่อมวลชน ฝ่ายซ้ายเก่า นักศึกษา ศิลปิน นักเขียน กวี นักการเมือง พรรคการเมือง ต้องยุติบทบาทการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตย

นอกจากนั้นยังเสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 มาใช้และปรับปรุงแก้ไข และยกเลิกหรือยุติการบังคับใช้กฎหมายที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย อาทิ พ.ร.บ.ความมั่นคง และกฎหมายอาญามาตรา112 ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พร้อมเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จัดการยุบสภา เลือกตั้งใหม่

อ่านแถลงการณ์


แถลงการณ์ สืบทอดเจตนาวีรชน 14 ตุลาคมให้สมบูรณ์

ในโอกาสครบรอบ 36 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 พวกเราดังมีรายนามแนบท้ายแถลงการณ์นี้ ขอเชิดชูจิตใจ และวีรกรรมรักชาติ รักประชาธิปไตย ชิงชังเผด็จการทุกรูปแบบของวีรชนผู้เสียสละชีพ ผู้บาดเจ็บทุพพลภาพ และผู้เข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนั้นให้สูงเด่น

พร้อมกันนี้ก็ใคร่ขอเรียกร้องไปยังฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

1.บรรดาชนชั้นนำ ขอเตือนให้ยุติการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อเจตนารมณ์ของวีรชน ด้วยการใช้อำนาจเผด็จการทุกรูปแบบ ทั้งเผด็จการอำนาจนิยมจารีตนิยม เผด็จการทหาร เผด็จการซ่อนรูปด้วยการใช้หน่วยงานสถาบันต่างๆของรัฐเช่น ตุลาการ องค์กรอิสระใต้การครอบงำของชนชั้นนำ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นต้น ในการฉกฉวยคอรัปชั่นอำนาจทางการเมืองไปเป็นของชนชั้นนำ เหยียบย่ำทำลายหลักการประชาธิปไตย ดื้อรั้นไม่ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง กระทั่งการช่วงชิงอำนาจจากประชาชนอย่างไร้ยางอาย

กับขอให้ยุติการนำทรัพยากรของประเทศไปตอบสนองผลประโยชน์ของชนชั้นนำ รวมไปถึงการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อชนชั้นนำเพียงหยิบมือ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง

2.บรรดาข้ารัฐการ ทั้งทหาร ตำรวจ ตุลาการ ข้าราชการพลเรือน ต้องมีจิตสำนึกที่ถูกต้องว่าการเป็นข้ารัฐการในระบอบประชาธิปไตยนั้นต้องจงรักภักดีสนองพระเดชพระคุณของประชาชนผู้จ่ายภาษีให้ท่านเป็นอันดับแรก ต้องเคารพรัฐธรรมนูญ เคารพรัฐบาลที่มาจากเสียงที่แท้จริงของประชาชน ต้องยุติค่านิยมศักดินาและค่านิยมอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของชาติ

3.บรรดานักวิชาการ ปัญญาชน ต้องยุติบทบาทที่สนับสนุนให้ท้ายการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งมวล เช่น การเข้าไปรับใช้ชนชั้นนำ สนองตอบผลประโยชน์ชนชั่นนำที่ไม่ ได้มาจากการเลือกของประชาชน ยุติการทำลายหลักการประชาธิปไตย อันกอรปไปด้วย หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หลักเสรีภาพ หลักเสมอภาค หลักนิติรัฐนิติธรรม และหลักเสียงข้างมากแต่ไม่ละเมิดเสียงข้างน้อย

4.บรรดานักสิทธิมนุษยชน องค์กรพัฒนาภาคเอกชน นักกิจกรรมทางสังคม ต้องยุติพฤติการณ์ที่น่าละอายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงปรากฎการณ์สนับสนุนการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะการให้ท้ายอันธพาลการเมืองกลุ่มพันธมิตรอย่างไม่ลืมหูลืมตา การให้ท้ายเผด็จการปราบปรามความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย การทำตัว2มาตรฐานไปถึงไร้มาตรฐานในการให้ท้ายกลุ่มอันธพาลการเมือง แต่หนุนหลังการปราบปรามฝ่ายประชาชน รวมถึงการหน้าด้านเสนอตัวไปเป็นสว.ลากตั้ง ทั้งที่เป็นการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตย

5.บรรดาสื่อมวลชน สื่อกระแสหลักทั้งหลายพึงสำนึกว่า ในระยะหลายปีมานี้พวกคุณได้ร่วมกันก่อกรรมทำเข็ญต่อประชาธิปไตย ด้วยการให้ท้ายหรือสมคบคิด หรือเป็นสาวกบริวารให้กับชนชั้นนำ เผด็จการที่ทำลายประชาธิปไตย ไร้ความเป็นกลาง เต็มไปด้วยอคติเลือกข้าง และห่างไกลไปจากสภาพของ"หมาเฝ้าบ้าน"ไปทุกที ทั้งยังกัดเจ้าของบ้านอยู่เป็นนิตย์ จนพวกท่านไม่เป็นที่ต้อนรับของประชาชน ตอนนี้ยังชีพอยู่ได้ด้วยการหล่อเลี้ยงของชนชั้นนำในรูปของเงินโฆษณา การให้สัมปทานคลื่น ความถี่ต่างๆ ทำตนประดุจสุนัขรับใช้อำมาตย์ ท่านสมควรต้องปรับปรุงแก้ไขโดยไว

6.บรรดาฝ่ายซ้ายเก่า นักศึกษา ศิลปิน นักเขียน กวี การเปลี่ยนสีแปรธาตุไปเป็นลูกไล่ให้เผด็จการอมาตยาธิปไตย เป็นการกระทำทรยศต่อวีรชน14ตุลาอย่างไม่มียางอายใดๆ หากท่านจะขายวิญญาณมีพฤติการณ์อันน่าสะอิดสะเอียนนี้ต่อไป ขอให้ประกาศตนชัดเจน แสดงธาตุแท้ออกมาให้ล่อนจ้อนว่า กระทำไปโดยสันดานแท้ส่วนตนของท่าน ไม่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในกรณี 14 ตุลาคม 2516แต่อย่างใด เพื่อปกป้องเกียรติยศของวีรกรรม14ตุลาเอาไว้

7.บรรดานักการเมือง พรรคการเมือง ต้องยุติการแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะหน้า เพื่อช่วงชิงการเป็นรัฐบาล เพราะนี่ไม่ได้มีความหมายใดๆเลยต่อประเทศชาติ หากยังอยู่ใต้ระบอบอุปถัมภ์ อยู่ภายใต้อิทธิพลของอมาตยาธิปไตยชนชั้นนำ หรือต้องยุติพฤติการณ์อันน่ารังเกียจทั้งการขึ้นสู่อำนาจโดยปราศจากความเห็นชอบอันแท้จริงของประชาชน

8.เราขอเสนอแนวทางพัฒนาประชาธิปไตยในระยะกลางและระยะเฉพาะหน้าดังนี้

-ขอสนับสนุนการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เพื่อยกระดับการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องยืนยันหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตย และขอคัดค้านการเคลื่อนไหวเพื่ออำมาตยาธิปไตยทั้งทางตรงและทางอ้อม

-ขอเสนอให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องเสนอให้มีการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ทางวัฒนธรรม เหมือนเช่น ข้อเสนอของปรีดี พนมยงค์ และการสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพื่อความเป็นธรรมที่สำคัญ เช่น การปฏิรูปที่ดินโดยการกระจายการถือครองทีดิน กำจัดการถือครองที่ดิน การสร้างรัฐสวัสดิการโดยการเก็บภาษีที่ก้าวหน้า ฯลฯ การสร้างประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม โดย ยอมรับความหลากหลายของท้องถิ่น ชาติพันธุ์ จึงต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ

-ขอเสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2540 มาใช้และปรับปรุงแก้ไข โดย มีหลักการสำคัญคือ ลดอำนาจอำมาตยาธิปไตย เช่น อำนาจขององคมนตรี อำนาจนอกระบบ อำนาจกระบวนการศาล ฯลฯ และเพิ่มพื้นที่ ประชาธิปไตย และอำนาจภาคประชาชน เช่น ให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิการเลือกตั้งได้ในทุกระดับในพื้นที่ทำงาน ให้ยกเลิกการกำหนดวุฒิการศึกษาสำหรับผู้สมัครการเลือกตั้งในทุกระดับ ฯลฯ

-เสนอให้ยกเลิก หรือยุติการบังคับใช้กฎหมายที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย คือพ.ร.บ.ความมั่นคง และกฎหมายอาญามาตรา112ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

-ในระยะเฉพาะหน้าขอเสนอให้รัฐบาลอันขาดความชอบธรรม ทั้งที่มาและการดำรงอยู่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จัดการยุบสภา เลือกตั้งใหม่และเคารพเสียงตัดสินของประชาชน และยุติ 2 มาตรฐานทั้งหมด

พร้อมกันนี้เราขอเรียกร้องต่อประชาชนเพื่อนร่วมชาติ ให้ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันประเทศชาติของเราก้าวไปสู่ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ สืบทอดเจตนารมณ์การปฏิวัติของคณะราษฎร สืบทอดเจตนารมณ์วีรชน14ตุลาคมให้สมบูรณ์ ผลักดันประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในประเทศของเรา และขุดโค่นอุปสรรคขัดขวาง และบรรดาองค์การ สถาบันและการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งมวลให้สูญสิ้นไปโดยไว

มีแต่หนทางดังกล่าวนี้ จึงจะได้ชื่อว่าสืบทอดเจตนาวีรชน 14 ตุลาคมให้สมบูรณ์อย่างแท้จริง

ด้วยความเชื่อมั่น

14 ตุลาคม 2552

บุคคลและองค์กรที่ลงนามร่วม

เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์วีรชนเดือนพฤษภาคม
กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม อีสาน(กสส.)
สำนักกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและการปกครองตนเอง
ชมรมศิลปินเพื่อความยุติธรรม
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตยท้องถิ่น ภาคเหนือตอนล่าง
ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(ส.พ.ท.)
สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ สระบุรี
สหภาพแรงงานสหกิจวิศาล สระบุรี
สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
นายบุญยืน สุขใหม่ ประธานสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาไอทีเอฟ
นายพรมมา ภูมิพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ(ส.พ.ท.)
นายวัฒนะ วรรณ องค์กรเลี้ยวซ้าย
ใจ อึ๊งภากรณ์
น.พ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล
นายชำนาญ จันทร์เรือง
นาย ทิวากร โสภา
นายทองธัช เทพารักษ์
ครรชิต พัฒนโภคะ องค์กรเลี้ยวซ้าย
สิทธิ์ จันทาเทศ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
บุญผิน สุนทราลักษ์ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
วิทยากร บุญเรือง
คมลักษณ์ ไชยยะ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
นายจิรวัฒน์ เทียนเงิน
นายประสิทธิ์ รวมพิมาย
นางสาวสุพิศ ศรีเจริญ
นางบุญช่วย ศรีเจิญ
พีรพัฒน์ หาญมโนวิริยะ
สุชาติ พรมมี ชมรม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พัทยา
นายทรงกลด สันตสว่าง
คุณ ทัศน์วิไล ( PICKY) กลุ่ม RED IN JAPAN
สุรเสกข์ เชษฐ์ไชย
บูรพา พินิจพรไพศาล
สุปราณี ถียัง
จุมพล สังขะเกตุ
ศรายุทธ ตั้งประเสริฐ
นายพิชิต พิทักษ์
นายพิษณุ ไชยมงคล
นายประสาท ศรีเกิด
นายเจษฎา โชติกิจภิวาทย์
อาณัติ สุทธิเสมอ
นายสมศักดิ์ ภักดิเดช
เดโช กำลังเกื้อ
รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
กานต์ ทัศนภักดิ์
นุชจิรา แสงสุชล
จักรภพ เพ็ญแข
นุชรินทร์ ต่วนเวช
สุณี ครองพิพัฒน์สุข
นายนันทวัฒน์ ศรีภิรมย์ นิสิตวิศวกรมมศาสตร์ จุฬาลงกร์มหาวิทยาลัย
สิริพร ทองบ่อ นิสิตปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
ฯลฯ

ร้อง กกต.ยุบ 6 พรรคร่วม เหตุถก 'เนวิน-พวก' แก้ รธน.

ที่มา ประชาไท

พลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอำนาจรัฐของสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมมวลชนกลุ่มสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย (ส.ป.ท.) จำนวนประมาณ 10 กว่าคน เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กกต.โดย พลเรือเอกบรรณวิทย์ กล่าวว่า ตนและกลุ่มสมัชชาประชาชนฯ มายื่นเรื่องกรณีเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิ์ การเลือกตั้ง เข้าหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่บ้านพิษณุโลก ซึ่งถือเป็นการใช้สถานที่ราชการเป็นสถานที่หารือกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ใน

“เมื่อหารือเสร็จแล้วนายเนวิน ชิดชอบได้แถลงว่า มีการอวยพรวันเกิดตนเอง และหารือในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญโดยจะให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 2 วาระแล้วค่อยไปดำเนินการทำประชามติ ซึ่งเท่ากับว่านายเนวิน ได้ยอมรับว่าตัวเองมาร่วมในการหารือเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ วันนั้นมีอยู่ 6 พรรค นอกจากนายเนวิน ชิดชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกุล และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่มาในนามตัวแทนพรรครวมใจไทยแล้วยังมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายพินิจ จารุสมบัติ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ก็ครบ 6 พรรคเลย นายบรรหาร ศิลปอาชา ก็มาร่วมกับนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล โดยไม่เกรงกลัวต่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่อง 111 และ 109 ที่ ห้ามมิให้ยุ่งกับการเมือง ถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้ง และห้ามยุ่งในกิจการการเมือง แต่นายอภิสิทธิ์ กลับเรียกทั้งหมด มาหารือ ณ สถานที่ราชการ คือบ้านพิษณุโลก ตรงนี้ กกต. ต้องดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว” พลเรือเอกบรรณวิทย์กล่าว

พลเรือเอกบรรณวิทย์ กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีทำครั้งนี้เป็นการน่าเกลียดมากและเป็นการตบหน้าประชาชนทั้งประเทศ และหาก กกต. ไม่ดำเนินการภายใน 2 สัปดาห์ จะมีการไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบ กกต.

“วันนี้ถ้า กกต.ไม่ดำเนินการ แล้วเราเป็นพี่น้องประชาชนจะอยู่ใต้กฎหมายได้อย่างไร เราอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายหลักของประเทศ แต่ท่านนายกฯ เอง กลับไม่ทำตามกฎหมาย และมุ่งหวังที่จะรักษาประโยชน์ส่วนตัวเองเพื่อให้ได้อำนาจบริหารประเทศได้นานที่สุด โดยไม่คำนึงถึงว่า การได้มานั้นจะเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญปี 2550 อันนี้เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ดูตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องยุบพรรคทั้ง 6 พรรคเลยครับ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย จึงได้มายื่น กกต.ขอให้ กกต.รีบดำเนินการ ในระยะเวลา 2 อาทิตย์ ภายใน 2 อาทิตย์ ถ้า กกต. ไม่รีบดำเนินการ ก็จะไปแจ้งข้อกล่าวหา กกต. ตามมาตรา 157 (ละเว้นปฏิบัติหน้าที่) หลายเรื่องแล้วที่ กกต.โดนสมัชชาประชาชนฯ แจ้งข้อกล่าวหา ท่านอย่าทำสบายใจไป ท่านอย่าเห็นพี่น้องประชาชนไม่มีความหมาย ผมเตือนท่านว่า 3 หนา 5 ห่วง เป็นตัวอย่างนะครับ ไม่เป็นไรครับวันนี้ท่านยังอยู่ดีอีก 4-5 ปีก็ 3 หนา 5 ห่วง ม้วน 2 ครับ”

“วันนี้อำนาจบริหารทำผิดเสียเอง กระบวนการยุติธรรมก่อนถึงศาลก็ไปไม่ได้เรื่องไม่ไปถึงศาล ท่านเนี่ยอยู่ระหว่างกลางจะต้องดำเนินการแต่ไม่ดำเนินการเลย เตือนท่าน ท่านกินเงินเดือนจากประชาชน และวันนี้ท่านไม่รักษาหน้าที่ของท่าน ขอให้ท่านรีบดำเนินการโดยด่วน เพราะ ในอีกส่วนหนึ่งของสมัชชาประชาชน จะไปดำเนินการร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจครอบคลุม แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินก็เป็นอีกองค์ กรหนึ่งที่ไม่ทำหน้าที่เลย ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินทำหน้าที่ วันนี้คงไม่ต้องมีเสื้อเหลือง วันนี้ไม่ต้องมีเสื้อแดง เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถดำเนินการไปได้เลย โดยที่ไม่มีคนร้อง แต่วันนี้ไม่ทำเลย กลับไปขึ้นเงินเดือนตัวเอง โดนคดีขึ้นเงินเดือนตัวเอง” พลเรือเอกบรรณวิทย์กล่าว

พลเรือเอกบรรณวิทย์ กล่าวตำหนินายอภิสิทธิ์ ว่าเปลี่ยนแปลงไปจากตอนเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน “ผมชื่นชมพรรคประชาธิปัตย์กับอภิสิทธิ์ เมื่อตอนเป็นฝ่ายค้าน แต่ตอนนี้อภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีกับอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านเป็นคนละคนแล้วครับ เช่น เอ็นจีวี ตอนเป็นฝ่ายค้านบอกว่าไม่ดีอย่างงั้น ไม่ดีอย่างงี้ ตอนนี้บอกโปร่งใสตรวจสอบได้ ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ใครละครับ ไอ้หน้าหล่อๆ ที่ขึ้นไปฉับๆๆๆ ในสภา ใครละครับต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญ แต่พอมาเป็นนายกรัฐมนตรี บอกต้องแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น แล้ววันนี้ พี่น้องประชาชน จะอยู่ตรงไหน คนคนเดียวกัน เรื่องดินแดนเขาพระวิหาร ตอนเป็นฝ่ายค้านบอกต้องอย่างงี้ๆ โอ้โหผมเคลิบเคลิ้มเลย แปะรูปคุณอภิสิทธิ์ ไว้ข้างฝา แล้ววันนี้เป็นยังไงครับ บอกเข้าใจฮุนเซนดี ต้องพูดไปอย่างงั้น แล้วทำไมท่านไม่พูดให้พี่น้องประชาชนชาวไทยได้ภาคภูมิใจบ้างทุกวันนี้เขมรขู่เอาๆ เราก็กลัวเอาๆ เข้าใจเขา เขาต้องหาเสียงทางการเมือง แล้ววันนี้คุณอภิสิทธิ์ปกครองประเทศ ทำอะไรบ้าง เลวร้ายที่สุดก็คือเรียกพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องคำพิพากษาศาลตัดสิทธิ์ทางการเมือง บ้านเลขที่ 111 และ 109 เข้ามาหารือทางการเมืองในสถานที่ราชการ สมัชชาประชาชนฯ ขอประณามท่านครับ”

สุรชาติ บำรุงสุข: ปฏิรูปการเมืองรอบที่ร้อยก็ไม่ยั่งยืน (ถ้าไม่ปฏิรูปกองทัพ)

ที่มา ประชาไท

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาจนถึง พ.ศ.นี้ เรายังต้องพูดคุยกันเรื่องบทบาทของกองทัพกับการเมืองอยู่ เพราะมันยังคงเป็นเงื่อนปมสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยก้าวๆ หยุดๆ สะดุดและถอยหลังอย่างสม่ำเสมอ
‘สุรชาติ บำรุงสุข’ นักวิชาการจากรั้วจามจุรีที่ศึกษาด้านความมั่นคงมายาวนานพูดถึงโจทย์สำคัญเรื่องนี้กันอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องคิด “พิมพ์เขียวความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาล” กันอย่างจริงจัง
เรามีวีรชนมากมายจากหลายเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 6 ตุลา 2519 พฤษภา 2535 ครั้งแล้วครั้งเล่ากับความสูญเสียที่แลกมากับชัยชนะชั่วครู่ยาม หลังจากเหตุการณ์พฤษภา 2535 ผู้คนพากันนอนใจ และพากันมุ่งความสนใจไปยังโจทย์ปฏิรูปการเมือง ซึ่งวันนี้หลัง 19 กันยา 2549 เราก็กำลังถกเถียงกันอยู่ว่ามันควรออกมาในรูปแบบไหน
แต่บทเรียนที่ผ่านมาพิสูจน์ชัดจนทำให้นักวิชาการด้านความมั่นคงคนนี้ยืนยันว่า
“การปฏิรูปการเมือง ในท้ายที่สุดถ้าเกิดขึ้นได้ก็ไม่ยั่งยืน จนกว่าจะมีการปฏิรูปกองทัพคู่ขนานกันไป”
0000
ถาม- ชนชั้นนำไทยมักเชื่อว่าการยึดอำนาจจะแก้ปัญหาได้ มีสักครั้งไหมที่มันแก้ปัญหาได้จริง
สุรชาติ มันแก้ได้ในความหมายที่มองจากเขา มองจากเรา เราก็รู้สึกว่ารัฐประหารไม่แก้ปัญหา แต่มองจากมุมเขา เกือบทุกครั้งรัฐประหารมันแก้ปัญหา มันหายไปจริง เราเห็นอะไรในอดีต นักการเมืองเขาหิ้วกระเป๋ากลับบ้านไปเปิดสำนักทนายที่บ้าน รอให้รัฐธรรมนูญเปิดมาใหม่จึงเข้ามาหาเสียงใหม่ แต่พอปี 2549 มันแปลก เขาไม่กลับ เขาสู้ แล้วคนสู้ รัฐประหารเก่าๆ คนกลัวทหาร แต่รอบนี้สัญลักษณ์ที่สำคัญคือ คุณลุงที่ขับแท็กซี่ชนรถถัง เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านเชิงสัญลักษณ์ว่าคนไม่กลัวทหาร เอาเข้าจริงๆ กลายเป็นว่า สิ่งที่ พล.อ.สนธิ คิด ไม่ผิด ถ้าการเมืองปี49 มันอยู่ ณ ที่เดิมเหมือนสมัยจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม หรือแม้กระทั่งช่วงก่อน 14 ตุลา
ผมคิดว่าชนชั้นนำไทยไม่ตระหนักว่าการเมืองไทยมันเปลี่ยน และมันเปลี่ยนนานแล้ว ไม่ใช่เปลี่ยนเพราะทักษิณมา ทักษิณมาเป็นเพียงภาพสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและอะไรอื่นๆ ทั้งหมดของระบบการเมืองไทย แต่เปลี่ยนแล้วมันเดินได้ไหมอีกเรื่องหนึ่ง
แต่วิธีการรัฐปะหาร และการหาเหตุผลในการรัฐประหารก็เปลี่ยนด้วยเหมือนกัน เพราะแต่ก่อนไม่มีภาคประชาชนเข้ามาเป็นเงื่อนไข
สุรชาติ อันนี้เป็นการเปลี่ยนที่ใหญ่ เวลาล้มรัฐบาลพลเรือนสมัยก่อนไม่ต้องอ้างอะไรมาก คอมมิวนิสต์ เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนเป็น คอรัปชั่น ฉะนั้น วิธีคิดทั้งหลายทั้งปวงยังอยู่ที่เดิม แต่พอสังคมเปลี่ยนแล้วไม่ตระหนักว่าสังคมเปลี่ยน มันคือความอันตราย เพราะเอาวิธีคิดชุดเดิมมาใช้โดยคิดว่าจะควบคุมสังคมหลังกันยา 49 ได้
ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น คือ คุมอะไรไม่อยู่สักอย่างหนึ่ง ผมถึงพูดอยู่เสมอว่านี่แหละคือการเมืองใหม่ การเมืองใหม่ไม่ใช่ 70-30 แต่การเมืองใหม่ของจริงคือการเมืองที่รัฐประหารไม่สามารถเป็นคำตอบและเครื่องมือของการคุมระบบการเมืองได้เหมือนเช่นในอดีต
ที่เราเห็นชัด คนรุ่นผมในสมัย 6 ตุลา 14 ตุลา พูดกันเยอะเรื่องความตื่นตัวของประชาชนในยุคนั้น ซึ่งสงสัยไม่จริง จริงๆ คือพวกเราขบวนการนักศึกษาตื่นตัว แล้วเราก็อ้างประชาชน เราเห็นปี 35 ก็เห็นความตื่นตัวระดับหนึ่ง แต่ปี 49 เอาล่ะ อาจจะมีข้อขัดแย้งในภาคประชาชน แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนคือประชาชนตื่นตัวจริงๆ คุณลุงที่ขับรถแท็กซี่อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง เราเห็นการเมืองของคนชั้นล่าง หรือที่ชอบพูดกันว่ารากหญ้า อันนี้แหละคือของจริง เพียงแต่เราจะยอมรับไหมว่าวันนี้มันเกิดสงครามชนชั้น เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นในยุคที่ไม่มีคอมมิวนิสต์นำ เพราะมันมีโครงสร้างทางอำนาจของความเหลื่อมล้ำมานาน ไม่เคยปะทุ ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องอธิบายด้วยลัทธิมาร์กซ์นะ เป็นแต่เพียงวันนี้รอยต่างของการเมืองไทยมันสะท้อนภาพอีกชั้นคือ โครงสร้างของอำนาจทางเศรษฐกิจ มันโยงถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมือง
ฉะนั้น การตื่นตัวของคนชั้นล่างหลังกันยา 49 วันนี้ชัด แล้วคนเมืองก็มีคำตอบว่า ถูกซื้อ โง่ พูดกันอย่างนั้นมาตลอด โดยเราไม่ยอมรับเลยว่าความตื่นตัวของประชาชนในชนบทเป็นอะไรที่น่าสนใจ เสียดายว่านักรัฐศาสตร์ส่วนหนึ่งก็ไปกับกระแสวิธีคิดที่มองด้วยฐานะสายตาแบบคนเมือง ผมไม่อยากใช้คำว่าสายตาที่มีชนชั้นกำกับนะ ที่เชื่อว่าคนชนบทไม่สามารถตื่นตัวด้วยตัวเองได้ เหมือนกับในสมัยก่อน ชนชั้นนำไทยก็เคยเชื่อว่าคนชนบทตื่นตัวเองไม่ได้หรอก ต้องให้พรรคคอมมิวนิสต์มาปลุก ถ้าคนชนบทเริ่มสนใจการเมืองข้อหาก็คือ คอมมิวนิสต์ แต่เผอิญยุคนี้ไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์ก็กลายเป็นถูกซื้อ
ฉะนั้นมุมอย่างนี้น่าสนใจ เพราะพอการเมืองเคลื่อนไป กันยา 49 มันกลับไปคลิ๊กที่เมือง ชนชั้นกลางในเมือง สื่อ ปัญญาชน เอ็นจีโอ 4 พลังหลักของกระแสประชาธิปไตยเดิมในปี 35 มันเกิดอะไรขึ้น สามปีนี้บางคนยังไม่ใส่เกียร์ถอยหลังเลยนะ
เดิมอาจารย์ทำวิทยานิพนธ์เรื่องรัฐประหาร และมีข้อสรุปว่าทหารจะออกจากการเมืองต่อเมื่อทหารรู้ว่ามันมีต้นทุนในการอยู่ในการเมืองมันสูงกว่าการอยู่ในการเมือง ทีนี้หลังรัฐประหาร 49 ยังอธิบายอย่างนี้ได้ไหม แล้วตกลงทหารอยู่หรือถอยออกจากการเมือง หรือมันไม่ใช่แล้ว การทำรัฐประหารมันไม่ใช่ทหารแล้ว เพียงแค่ไม่กี่คนในทหาร
มันก็ยังอธิบายได้ เวลาทำรัฐประหารคงต้องทำความเข้าใจว่าเป็นเรื่องระดับผู้นำ คงไม่ได้หมายถึงทหารจริงๆ ทั้งหมด ในมุมของผู้นำทหาร ผมคิดว่าตัวอย่างของการถอยที่ชัดเจนคือการยอมเปิดให้สังคมไทยเป็นเสรีนิยมมากขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐธรรมนูญปี 2521 ทหารยอมเข้าเกียร์ถอยหลังออกจากการเมือง และที่สำคัญกว่าคือเป็นการรักษาตัวสถาบันของทหาร ตรงนี้จะเปรียบเทียบได้กับเหตุการณ์พฤษภา35 ที่ทหารไม่ยอมประเมินสถานการณ์ หรือคำนวณรายรับรายจ่ายของการอยู่หรือถอย จึงเข้าเกียร์ถอยหลังไม่ทัน
แต่พอรอบนี้ผมกลัวว่าจะไปซื้อรถที่ไม่มีเกียร์ถอยหลังเข้า พอเดินเข้าไปก็ไม่ประเมินต่อ แต่พอเข้าปีที่3 ผมคิดว่าเขาเริ่มประเมิน ผู้นำทหารและทหารในหลายส่วนในกองทัพเริ่มคิด เริ่มเห็นการตื่นตัวของคนรากหญ้าในชนบท
ดังนั้น รัฐประหารรอบนี้น่าสนใจ กระบวนการคิด ไม่เฉพาะทหาร แต่กับชนชั้นนำไทยทั้งหมด รวมถึงพลังประชาธิปไตยที่เปลี่ยนไปว่าตกลงจะอธิบายปัญหาแค่ความกลัวทักษิณอย่างเดียวหรือ หรือมันไปไกลเกินกว่าปัญหาการกลัวทักษิณ คิดว่าการรัฐประหารเป็นการถอยประเทศไทยออกจากระบบทุนนิยม เพราะเชื่อว่าทุนนิยมต้องสามานย์ ปัญญาชนฝ่ายซ้ายในอดีตที่เคยเคลื่อนไหวกับพรรคคอมมิวนิสต์อาจคิดว่าสอดรับเพราะดีที่ไม่เอาทุนนิยม แต่วันนี้ก็มีปัญหาว่า พอไม่เอาทุนนิยมมันจะเดินไปอย่างไร เพราะในโลกที่เป็นจริงก็คือทุนนิยมกับสังคมนิยม ถ้าสังคมนิยมไปไกลก็เป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งวันนี้ก็ล้มไปหมดแล้ว ก็ไม่มีคำตอบอีก ในขณะที่ไม่มีคำตอบ การเมืองตกลงจะเอาประชาธิปไตยไหม ก็บอกเอาประชาธิปไตยแต่เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ เราได้ยินบ่อยนะวลีนี้ คำพูดนี้ในอดีตคนที่พูดบ่อยคือจอมพลสฤษดิ์ แต่ตอนที่จอมพลสฤษดิ์พูดนั้นเขาอธิบายด้วย แต่คนรุ่นหลังพูดมันลอยๆ ไม่มีการอธิบาย ตกลงมันคือประชาธิปไตยแบบไม่มีการเลือกตั้งหรือเปล่า หรือเป็นประชาธิปไตยที่ต้องมีการควบคุม หรืออาจจะเรียกว่า Limited Democracy ประชาธิปไตยแบบจำกัด เอามาจากศัพท์ทางทหาร Limited War แต่ก็ไม่รู้อีกว่าจำกัดนี้มันขนาดไหน ผมก็เลยเปลี่ยนเป็น Control Democracy แต่ก็ไม่รู้ควบคุมขนาดไหน สุดท้ายจึงจบด้วยภาษาที่ใช้ในอินโดนีเซียคือ Guided Democracy หรือประชาธิปไตยที่ถูกชี้นำ ถ้าใช้สำนวนไทยๆ ก็คือ ประชาธิปไตยที่มีธงนำ พอเป็นอย่างนี้ มันเหมือนกับถอยการเมืองหลังยึดอำนาจไปก่อน 14 ตุลา 16 เป็นช่วงที่จอมพลถนอมยอมเปิดให้มีการเลือกตั้งแต่มีการ control ระบบการเมือง แต่เอาเข้าจริงเราก็เห็นจอมพลถนอมคุมไม่อยู่ ถอยกลับไปก่อนหน้านั้นสมัยจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจ ก็คุมรัฐสภาไม่อยู่อีก
ฉะนั้นเราเห็นกลุ่มการเมืองไทยโดยการควบคุมทั้งหลายทั้งปวงในยุคจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ในยุคซึ่งโลกาภิวัตน์ยังไม่รุนแรง แต่พอจะมาคิดระบบควบคุมการเมืองไทยในยุคหลังกันยา 49 โลกาภิวัตน์เดินไปหมดแล้ว โลกทั้งโลกเดินไปหมดแล้ว รวมถึงสิ่งที่น่าสนใจคือ สงสัยคนชนบทจะเดินไปไกลกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเสียอีก คนในชนบทเริ่มมีความรู้สึกว่า เราพูดเรื่องประชาธิปไตยมาตั้งแต่สู้กับ พคท. ช่วงปลายสงครามคอมมิวนิสต์ พลเอกชวลิต (ยงใจยุทธ) ก็พูดชัดว่า ประชาธิปไตยเท่านที่จะนำพาประเทศไทยออกจากสงครามคอมมิวนิสต์ ฉะนั้นเราก็ชูเรื่องนี้มาตลอดหลัง 66/23 แต่พอวันนึงเราบอกไม่เอา
สมัยนั้นพคท.มีประมาณเท่าไหร่ในประเทศ ถึงล้านไหม เสื้อแดงดูจะเยอะกว่า พคท.นะ เขากลัวไหม แต่เห็นเมษาเขาก็ปราบได้
ตกลงกลัวจริงไหม ก็ถกกันได้เยอะ แต่ว่าในวันนี้เชื่อว่า รถที่เคยขับหลัง 49 ที่ไม่มีเกียร์ถอยหลัง วันนี้หลายคนคงคิดเหมือนกันว่า ถ้าเดินหน้าไปเรื่อยๆ ไปเอาตุลาการมานั่งรถด้วยเป็นน้ำมันเครื่องพิเศษยี่ห้อตุลาการภิวัตน์ขับเคลื่อนแรง คนก็เริ่มเห็นปัญหามากขึ้น กฎหมายสองมาตรฐานและอะไรต่างๆ มันทำท่าจะมีปัญหาเครื่องยนต์เสียแล้ว แล้วเราก็เห็นการเติบโตของการเมืองภาคประชาชนอย่างชัดเจน ตรงนี้เป็นมุมที่นักวิชาการและสื่อต้องให้ความสนใจ ผมไม่เชื่อว่าการขยายตัวตรงนี้เป็นเพียงเพราะถูกซื้อหรือถูกหลอก
ถ้าปัญหาเป็นอย่างนี้สิ่งที่น่าคิดต่อคือ ผู้นำกองทัพในช่วงข้างหน้าจะเป็นไปอย่างไร ประมาณปี 53 พล.อ.อนุพงษ์ ต้องเกษียณ แต่คนก็บอกว่าคิดแค่สั้นๆ ปลาย 52 ก็คงวุ่นแล้ว ปัญหาคือในระยะสั้น และระยะข้างหน้า ผู้นำกองทัพทั้งหลายตระหนักไหมว่าสังคมไทยเปลี่ยนแล้ว ผมคิดว่าคนในกองทัพเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าวันนี้มันไม่เหมือนเดิม
ทหารที่ทำรัฐประหารในวันนี้ก็ต้องเคยเป็นระดับล่างมาก่อน อะไรที่จะทำให้ทหารเข้าใจประชาธิปไตยเพิ่มขึ้น การกล่อมเกลาของทหาร (Socialization) การทำรัฐประหารที่สำเร็จยิ่งไปเพิ่มแต้มให้ความเชื่อเรื่องรัฐประหารแก้ปัญหาได้ ทีนี้เขาจะเข้าใจได้อย่างไรว่าเขามีบทบาทอะไรในประเทศ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้เขามาแก้ปัญหา ไม่ได้คิดว่าทหารเป็นคนไม่ดี เขารักชาติมาก แต่อะไรที่จะทำให้เขารู้สึกได้ว่าสถาบันแบบเขาจะอยู่กับประชาธิปไตยได้ ทหารในโลกประชาธิปไตยเขามีหน้าที่อะไร สงครามมันก็ไม่มีแล้ว
หลังพฤษภา 35 ก็มีคำถามอย่างนี้ ข้อที่น่าสนใจคือ ถามเสร็จคำตอบอาจจะมีไม่หมด และปัญหาคือเราไม่ถามต่อ และไม่แสวงหาคำตอบต่อ พูดง่ายๆ ว่าสังคมไทยทั้งหลังตุลาและพฤษภา 35 เราไม่เคยตอบคำถามกับตัวเองให้ได้เลยว่า ในที่สุดถ้าต้องสร้างประชาธิปไตย พื้นที่ทางการเมืองของกองทัพอยู่ตรงไหน และอยู่แค่ไหน ก่อนพฤษภา 35 มีความสำเร็จคือกุมภาพันธ์ 34 แต่ช่วงหนึ่งรัฐประหารล้มถึง 2 ครั้งช่วงนายกฯ เปรม คนก็เห็นว่าสงสัยรัฐประหารมันไปไม่ไหวแล้ว แต่มันไม่มีข้อเสนอจากภาคของปัญญาชนหรือภาคสังคมว่าถ้าต้องพัฒนาประชาธิปไตยต่อในระยะข้างหน้า ตกลงเราอยากเห็นทหารเป็นอะไร มีคำตอบหยาบๆ ว่า อยากเห็นทหารเป็นทหารอาชีพ ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร วันนี้โจทย์มันกลับไปที่ประมาณหลังพฤษภา 35 ถ้าเราอยากเห็นบทบาทเชิงบวกของทหารในระบอบประชาธิปไตย เราพอมีแนวคิดไหม
ตัวอย่างของต่างประเทศ เขาทำอะไรได้บ้าง ในละตินเขาทำกันอย่างไร
อย่างในละตินอเมริกาน่าสนใจ เพราะระยะเปลี่ยนผ่านของประเทศในละติน ยุโรปใต้ และกับประเทศไทย มีร่องร่อยของระยะเวลาในช่วงเดียวกัน ประมาณทศวรรษ 1980 ข้อน่าสนใจสำหรับผมคือ จนถึงวันนี้ไม่มีรัฐรประหารในละตินอเมริกาที่ประสบความสำเร็จ ส่วนในยุโรปใต้นั้นจบไปแล้วในกรณีของสเปน โปรตุเกส แต่ของเรายังไม่จบทั้งที่ตัวเวลาเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านช่วงเดียวกัน ของเราระยะการพัฒนาทางการเมืองมันเหมือนเดินแล้วสะดุด ถอยหลังกลับไปทุกที หรือว่าเราไม่มีสังคมที่พร้อมที่จะคิดแล้วก็สร้างกรอบความคิดให้สังคมเพื่อนำพาระบอบการเมืองทั้งระบอบเดินไปข้างหน้า ผมสนใจการเมืองละตินอเมริกา เพราะระยะเปลี่ยนผ่านของเขาและเราไล่เลี่ยกัน แล้วเขาสามารถก้าวพ้นระยะเปลี่ยนผ่าน จนในทางทฤษฎีเชื่อกันว่ามันได้ก้าวเลยไปสู่ระยะของการสร้างประชาธิปไตยจริงๆ หรือที่เรียกว่า Democratic Consolidation แต่สังคมไทยเกือบถึงแล้วก็ถอย เกือบถึงแล้วก็ถอย ซึ่งผมไม่รู้ว่าเกิดอะไร
สิ่งสำคัญอันหนึ่งคือ ภาคประชาสังคมของละตินอเมริกาไม่เคยหวนกลับมาเชื่อว่าพลังอำนาจของกองทัพจะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาทางการเมือง วันนี้ภาคประชาสังคมไทย องค์ประกอบ 4 ส่วนที่เคยเป็นพลังหลักประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกลางในเมือง อาจารย์มหาวิทยาลัย สื่อและผู้นำเอ็นจีโอ ถ้ายังเป็นอย่างนี้ อาการสะอึกของเครื่องยนต์ก็คงเกิดขึ้นอีก เพียงแต่เมื่อไหร่
สิ่งที่ผมที่สุดคือ หลายปีที่ผ่านมานี้ เขาเลิกเอาพวกผมที่เป็นนักวิชาการรัฐศาสตร์ไปวิเคราะห์การเมืองแล้ว ต้องใช้โหร การใช้โหรสะท้อนว่าวงวิชาการอธิบายการเปลี่ยนแปลงไม่ได้มากเท่าดวงดาว โดยคำอธิบายทางวิชาการไม่น่าตื่นเต้นแล้ว หรืออธิบายกลับกันก็คือพวกเรานักวิชาการอธิบายจากฐานของการเมืองเดิม แต่พอวันนี้การเมืองมันเปลี่ยนใหม่อย่างนี้ ผมคิดว่าดาวตอบได้มากกว่า จริงๆ ควรต้องชวนโหรมานั่งคุยดีกว่า
ในวงการทหารมีแนวคิดรุนแรงแบบกลับไปปิดประเทศเป็นพม่าเลยไหม
ถ้าจะมี มันก็มีในทุกปีกไม่เฉพาะทหาร ปีกขวาที่ตกขอบก็มีทั้งทหารและพลเรือน ในทุกภาคส่วนสังคมมีคนที่คิดสุดโต่งอยู่ ถามว่าเป็นไปได้ไหมที่มีคนคิดถึงขั้นปิดประเทศ มี ความผิดพลาดใหญ่ของรัฐประหารสิบเก้ากันยา หลายคนยังคิดว่าทำไมไม่ใช้อำนาจให้มากกว่านี้ ถามว่าองค์ประกอบตรงนี้ของกองทัพไหม ผมยังเชื่อ เพราะโดยโอกาสทีได้เข้าไปสอนหนังสือพวกเขาด้วย ทหารเขาไม่ได้คิดสุดโต่งขนาดนั้น ก็เหมือนกับคนในสังคมไทยที่ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดสุดโต่งขนาดนั้น ถ้าทำมันก็ถอยกลับไปประเด็นเดิมเรื่องรายรับรายจ่ายของการทำแบบนั้น น่าสนใจว่าถึงวันนี้ถ้าสมมติพลเอกสนธิต้องเป็นคนตอบ หรือคนทำบัญชีรายรับรายจ่ายของการทำรัฐประหาร พลเอกสนธิจะกล้าปิดบัญชีไหมว่าถึงวันนี้ได้กำไรหรือขาดทุน
ถ้าจะแนะนำให้ทหารรู้จักคำนวณ ตอนนี้เขาฮิตบัญชีครัวเรือน ถ้าทหารจะทำบัญชีกองทัพ อะไรคือปัจจัยที่ต้องติ๊กไว้ในตารางเวลาจะคำนวณรายจ่าย
สิ่งที่ทหารต้องคำนึงคือ ในไทยส่วนใหญ่การศึกษาทหารมักวางไว้ที่ตัวบุคคล ไม่ศึกษากองทัพในเชิงสถาบัน ดังนั้นเวลาเราคำนวณรายรับรายจ่ายในการทำรัฐประหาร มันเกิดเป็นผลที่เกิดขึ้นตัวบุคคล ถ้าขาดทุนคนที่ทำรัฐประหารก็จ่ายไป แต่ไม่มีใครตอบว่ากองทัพในเชิงสถาบันต้องจ่ายไหม ในละตินอเมริกาเราจะเห็นการประเมินทั้งสองมิติ แต่งานในบ้านเราพอประเมินในเรื่องตัวคน ก็ไม่มองถึงสถาบันที่เขาเคยใช้ขับเคลื่อนในการทำรัฐประหารว่าต้องรับอะไรบ้าง ถ้าเมื่อไรทหารเริ่มคิดถึงผลตอบแทนเชิงสถาบัน เมื่อนั้นแหละทหารจะเริ่มคิดมากขึ้น มากกว่าเพียงการเอารถถังออกมาไว้หน้ารัฐสภา เพราะวันนี้คนจะไม่กลับบ้าน คนขับรถแท็กซี่ก็ไม่กลัวรถถัง นักการเมืองก็ไม่หิ้วกระเป๋ากลับบ้านไปเปิดสำนักงานทนายความที่จังหวัดตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนี้ การต่อต้านการรัฐประหารที่ขยายมากขึ้นๆ อันนี้คือสัญญาณของรายจ่ายที่เขาต้องคำนึงถึงมากขึ้นในอนาคต
การรัฐประหารบ้านเราที่เกิดมาได้เรื่อยๆ มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะไม่เคยมีการต่อต้านที่จริงจัง ถ้ามีการต่อต้านอย่างจริงจัง ปรากฏการณ์เสื้อแดงหรืออะไรก็ตามแต่ มันจะทำให้การรัฐประหารปิดฉากไปจากสังคมไทยไหม
ปิดฉากหรือไม่ผมไม่กล้าฟันธง ผมเคยรวบรวมสถิติการทำรัฐประหารในประเทศไทย ที่สำเร็จและไม่สำเร็จทั้งหมด พอถึงอันสุดท้ายผมใส่ 25 แล้วก็ขีด XX คือเป็นเครื่องหมายคำถาม เพราะผมไม่รู้ แต่ถามว่าจริงไหมที่มันเกิดขึ้นมาได้เพราะไม่มีการต่อต้าน จริงส่วนหนึ่งและไม่จริงส่วนหนึ่ง ที่จริงก็เพราะว่าตอนปี 35 ก็มีการต่อต้านใหญ่ ตอนนั้นผมพูดเรื่องทหาร คนหาว่าเชยมาก คนไม่เชื่อแล้วว่าหลังพฤษภา 35 จะมีรัฐประหาร ต้องใช้สำนวนหมอลักษณ์ว่า ทุกคนฟันธงว่ารัฐประหารในเมืองไทยจบแล้ว แต่พอกลุ่มที่เป็นกลุ่มเคลื่อนต่อต้านรัฐประหารในพฤษภา 35 วันนี้กลายเป็นคนเคลื่อนให้ทหารยึดอำนาจเองในกันยา 49 แล้วตกลงจะเอายังไง ผมล้อเล่นว่า หลังพฤษภา 35 กลุ่มนี้ชูธงเขียวอ่อนเรียกร้องรัฐธรรมนูญปี 40 พอถึงกันยา 49 เลยชูธงเขียวขี้ม้าใช่ไหม
ไม่รู้ว่าการต่อต้านเป็นปัจจัยหรือเปล่า แต่วันนี้สิ่งที่เราเห็นคือการขยายวงของคนที่เชื่อว่ารัฐประหารไม่ใช่คำตอบ และเชื่อว่าประชาธิปไตยมีดี มีเลว แต่ถ้าเราเชื่อว่าสังคมนี้ในท้ายที่สุดต้องอยู่กับประชาธิปไตย ก็ต้องสร้างและพัฒนา ประชาธิปไตยไม่ใช่อะไรที่อยู่ๆ มีคนส่งมาให้เรา สำเร็จรูป สังคมไทยต้องเลิกคิดเป็นสังคมเนสกาแฟ หรือมาม่า ทุกอย่างสำเร็จเติมน้ำร้อนชงได้เลย ประชาธิปไตยต้องการการฟูมฟัก การพัฒนา และต้องการเวลาในการสร้างตัวสถาบันทุกส่วน แต่พอเราไม่ทำ พอเกิดปัญหาขึ้นเราก็เชื่อว่าล้มดีกว่า ล้มแล้วร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะมีพิพิธภัณฑ์รัฐธรรมนูญที่ใหญ่ที่สุดในโลก แล้วมันก็จะเป็นวงจรที่ไม่จบ สังคมต้องตอบแล้วล่ะว่าสังคมพร้อมไหมที่จะนั่งแล้วลองคิดว่าถ้าเราต้องอยู่กับประชาธิปไตย คำถามพื้นๆ คือ จะเปิดพื้นที่ให้ทหารเท่าไร อย่างไร ถ้าจะเอาทหารออกจากการเมืองไทย ผมว่าเลิก ไม่เป็นจริง ทหารในต่างประเทศก็อยู่ในการเมืองนะ เพียงแต่สถานะของเขาเป็นอีกบทหนึ่ง วันนี้เราเองอาจต้องนั่งมองว่าทำไมสังคมในอเมริกาใต้ ซึ่งมีระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไล่เลี่ยกับเรา ถึงวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาเจนตินา บราซิล เปรู ซึ่งการรัฐประหารหนักหน่วงกว่าเราเยอะและหนักหน่วงว่าประเทศในเอเชียแต่วันนี้ทหารที่นู่นเข้าแถวแล้วชัดว่ากองทัพดำรงสถานะในการเป็นเครื่องมือของรัฐบาล
ขอถามในส่วนที่เลยไปจากเรื่องรัฐประหาร คำถามแรก อาจารย์ก็คลุกคลีกับวงการทหารมานาน อาจารย์พอมองเห็นแบบแผนไหมว่า ทหารที่เคยเป็นนายพันแบบไหนที่จะขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. มันจะมีกลุ่มหนึ่งที่กลายเป็นผู้นำทหารได้มีองค์ประกอบอะไร พูดกันแตะเส้นอีกหน่อยคือ ต้องเป็นลูกป๋า จริงหรือเปล่า หรือต่อให้เป็นลูกป๋าก็ต้องมีแบบแผนบางอย่างที่จะขึ้นเป็นผู้นำได้
ผมคิดว่ามันมีทั้งแบบแผนและไร้แบบแผน ในความมีแบบแผน ผู้นำกองทัพไทยในอดีต มันมีตำแหน่งบางจุดที่สำคัญ เหมือนเป็นหน้าด่านของการฝึกคนเพื่อขึ้นเป็นผู้นำระดับสูง ตัวอย่างเช่น การขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 หรือผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 1 หรือในสายอำนวยการคือการขึ้นตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการ ผู้นำทหารไทยในอดีตได้สร้างเป็นเหมือนสถานที่ของการฝึกไว้ ถ้าจะบอกว่าไม่มีแบบแผนเลยคงไม่ใช่ กองทัพในอดีตมีขั้นตอนในการเอาขึ้นเข้าตำแหน่งต่างๆ ที่ชัดพอสมควร แต่ต้องตระหนักว่าเมื่อกองทัพเป็นหน่วยราชการ บางครั้งมันก็มีปัญหาเรื่องเส้นสายบ้างเหมือนกัน มีบางช่วงไหมที่เบนออกจากเส้นทางที่ถูกวางไว้ก็มีอยู่ มันจึงมีทั้งมีแบบแผน และไม่มีแบบแผน เมื่อไม่มีแบบแผนมันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้นว่าเปิดช่องให้กลุ่มไหนขึ้นมามีอิทธิพลทางการเมือง แล้วกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับผู้นำทหารฝ่ายใด แล้วจะดึงผู้นำทหารฝ่ายนั้นมาเป็นเสาค้ำฐานะอำนาจทางการเมืองของเขาอย่างไร อันนี้ก็เป็นอีกแบบแผนหนึ่งเหมือนกัน
ฉะนั้นในทั้งสองส่วนมันอธิบายยากพอกัน เพราะท้ายที่สุดขึ้นอยู่กับตัวสถานการณ์แต่ละช่วง วันนี้ถ้าถามว่าตกลงใครจะเป็น ผบ.ทบ.แทนพลเอกอนุพงศ์ คนก็จะบอกว่าโดยตำแหน่งก็ต้องเอาคนที่ย้ายจากเสนาธิการทหารบกขึ้นมาเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก แต่บางคนก็บอกว่า โดยตำนานในกองทัพบกไทย รองผบ.ทบ.หลุดผบ.ทบ.เกือบทุกครั้ง ถ้าเราพูดลึกๆ อันนี้เป็นปัญหาในโครงสร้างของกองทัพพอสมควร ไม่ใช่แต่เพียงปัญหาของผู้นำระดับสูง แต่ยังรวมถึงทหารในตำแหน่งอื่นๆ
พูดง่ายๆ ก็คือ นานมาแล้วที่เราไม่คิดในการวางหลักในการบรรจุคนเข้ารับราชการในตำแหน่งที่สำคัญ ถ้าเป็นกองทัพในต่างประเทศเขามีสิ่งที่เรียกว่าแนวทางการรับราชการ หรือที่เราเรียกว่า career path ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าคนไหนจะขึ้นสู่ตำแหน่งอะไรในแต่ละช่วง แต่พอสถานการณ์บ้านเราที่การเมืองมันผันผวนและความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีสูงมาก เรื่องแนวทางการรับราชการซึ่งเราเคยหวังแบบอุดมคติว่ามันจะเป็นตัวหลักในการวางตำแหน่งคนในกองทัพมันไม่ถูกใช้ ทั้งที่มันเป็นวิธีเดียวที่ทำให้พี่ๆ น้องๆ ในกองทัพไม่ทะเลาะกัน ปัญหาการปรับและเลื่อนชั้นยศนี้ยังเป็นโจทย์ใหญ่
ในอนาคตเราคงมีจุดเปลี่ยนผ่านหลายเรื่อง และสถานการณ์ข้างหน้านี้สังคมก็ดูเหมือนใกล้จุดแตกหักเข้าไปทุกที กองทัพมีเอกภาพพอที่จะรับมือเรื่องนี้ไหม
ก็ต้องมองอีกอย่างหนึ่งว่า กองทัพก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เมื่อสังคมไทยแตก ภายในกองทัพเองก็มีปัญหาเหมือกัน ทั้งวิธีคิด ทั้งอะไรหลายอย่าง สิ่งที่น่าคิดก็คือที่ผมบอกว่าคิดโจทย์ข้ามไปเลย ช่วงระยะเปลี่ยนผ่านมีปัญหาไหม มีแน่ แต่โจทย์ระยะยาว ถ้าการเมืองไทยสามารถสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นได้ ตกลงเราอยากเห็นกองทัพอยู่ตรงไหนในสังคมไทย เราไม่ตอบคำถามนี้ตั้งแต่ปี 35 หลัง 14 ตุลาไม่ว่ากันเพราะระยะเปลี่ยนผ่านตรงนั้นเร็วเกิน แต่หลังปี 35 เราไม่เคยสร้างสิ่งที่ผมเรียกว่า “พิมพ์เขียวความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาล” เมื่อไม่มีพิมพ์เขียนที่ดีว่ากองทัพกับรัฐบาลจะสัมพันธ์กันอย่างไร เราไม่รู้ว่าอำนาจทางการเมืองควรเข้ามาในกองทัพได้แค่ไหน หรือกองทัพควรมีบทบาททางการเมืองมากน้อยเพียงไร ปัญหาตรงนี้ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมไทยต้องตอบแม้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดอะไรขึ้นในอนาคต
พิมพ์เขียวนั้นจะมายังไง
พิมพ์เขียวนั้นสังคมต้องร่วมกันทำ อย่างที่ผมเรียกร้องเสมอทั้งในข้อเขียนและการพูดว่า การปฏิรูปการเมืองในท้ายที่สุด ถ้าเกิดขึ้นได้ก็ไม่ยั่งยืน จนกว่าจะมีการปฏิรูปกองทัพคู่ขนานกันไป
ถ้ามองในมิติทางทหารหรือมิติของความมั่นคง กองทัพทั่วโลกหลังยุติสงครามคอมมิวนิสต์มีการปฏิรูปหมดแล้ว แต่ถึงวันนี้การปฏิรูปกองทัพไทยซึ่งต้องทำคู่ขนานกับการเมืองก็ไม่เกิด ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปแต่ฝ่ายการเมืองอย่างเดียวไม่พอ ต้องปฏิรูปอำนาจกองทัพด้วย เพื่อให้กองทัพกับการเมืองเดินไปด้วยกันถึงจุดที่มีความสมดุลย์ ไปถึงจุดที่กองทัพไม่กลายเป็นปัญหาทางการเมืองสำหรับพัฒนาประชาธิปไตย
แล้วกองทัพควรมีบทบาททางการเมืองแค่ไหน
เวลาเราคิดถึงอนาคตการเมืองไทยมันคงหนีไม่พ้นว่า แล้วสิ่งที่เปิดพื้นที่ให้กองทัพมันอยู่แค่ไหน มากน้อยเพียงไร พอเราไม่มีพิมพ์เขียวแล้ววันหนึ่งการเมืองมันสวิงกลับ กองทัพก็เปิดบทบาทที่จะเข้าไปมีอำนาจในหลายๆ ส่วนแล้วก็ตามมาด้วยพ.ร.บ.ความมั่นคง
ตัวอย่างหนึ่งเมื่อตั้งคำถามแบบนี้คงต้องถอยกลับเหมือนกันว่าตกลงสังคมไทยคิดยังไงกับคำตัดสินเมื่อวันที่ 7 ตุลา ถ้าเราบอกว่ามันเป็นตัวแบบของปัญหาความมั่นคง ผมถามว่าตกลงถ้ารัฐต้องเข้าไปดูแลควบคุมฝูงชนจะใช้กำลังตำรวจหรือทหาร โดยมาตรฐานสากลจะใช้กำลังตำรวจ แต่เมื่อโดนฟ้องเท่ากับกำลังบอกว่าในอนาคตการควบคุมฝูงชนอาจเป็นอำนาจของทหาร แล้วองค์กรอะไรที่ต้องมาดู มันก็คือ กอ.รมน.วันนี้ดูข่าวทุกวันจะมีโฆษณาจาก กอ.รมน.รณรงค์เรื่องนั้นเรื่องนี้ คนยุคผมดูแล้วก็แปลกดีสมัยก่อน กอ.รมน.รณรงค์เรื่องต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่วันนี้ทำหลากหลายเรื่องและขนาดระยะเปลี่ยนผ่านเดินมาไกลมาก กอ.รมน.ก็ยังอยู่
ดูเหมือนว่าตัวอำนาจชั้นบนของรัฐไทยเหมือนเขายังเชื่อว่าเขายังอยู่ในโลกแบบเก่า ในขณะที่ตัวสังคมจริงมันเคลื่อนไปข้างหน้าแล้ว มองอีกมุมหนึ่ง ถ้าให้ผมตั้งประเด็น ผมกังวลกับความล่าช้าในการปรับตัวของอำนาจชั้นบน กับการที่โครงสร้างอำนาจในระดับล่างทั้งหลายทั้งปวงรวมทั้งเศรษฐกิจมันเคลื่อนไปแล้ว แล้ววันหนึ่งถ้ามันไม่สมดุลกัน สุดท้ายยังไงประเทศนี้ก็ต้องปฏิรูป เพราะมันเดินไม่ได้ และหนีไม่พ้นต้องปฏิรูปโครงสร้างและกลไกของรัฐที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกองทัพ คนในกองทัพต้องตระหนักว่าการปฏิรูปไม่ใช่การทำลายกองทัพ แต่เป็นการทำสถานะของกองทัพให้มีความทันสมัยรองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวกองทัพ เหมือนกับกระทรวงทบวงกรมอื่นๆ หรือเหมือนกับโครงสร้างอำนาจชั้นบนของรัฐไทยนั่นเอง
สหรัฐมี Homeland Security สังคมไทยกำลังเดินไปทางนั้นไหม เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน
เคยมีความพยายามจะตั้งกระทรวงความมั่นคงภายในแต่มันเกิดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเงื่อนไขของงบประมาณ หรือการจัดระเบียบภายในส่วนราชการเองก็ตาม แต่ถ้าคิดมุมนี้ กอ.รมน.คือกระทรวงความมั่นคงภายในใช่ไหม บทเขาคล้าย Homeland Security ของอเมริกามาก ทุกครั้งที่มีปัญหาความมั่นคงภายใน อำนาจจะไปไว้ที่ กอ.รมน. หัวโดยตำแหน่งเป็นนายกฯ แต่ของจริงอำนาจจะถูกมอบจากนายกฯ มาไว้ที่ผบ.ทบ. เท่ากับโอนอำนาจไปไว้กับทหาร ผมจึงตั้งคำถามว่าวันหนึ่งถ้าการเมืองไทยสามารถกลับสู่สภาวะมีเสถียรภาพ ตกลงเราพร้อมไหมที่จะร่างพิมพ์เขียวกันใหม่ อะไรที่คิดว่ามีปัญหาอาจต้องปรับเปลี่ยน รวมถึงบางอย่างใหม่ที่ต้องนำเข้ามา ปัญหาตอนนี้มีทั้งรัฐประหารเงียบและรัฐประหารไม่เงียบ ถ้าต้องคิดถึงอนาคต อย่างไรเสียการเมืองไทยหนีไปจากระบบการเลือกตั้งไม่ได้ มันยังต้องเป็นหลัก ไม่ว่าคุณจะเป็นคนกลุ่มไหน จะชอบมันหรือไม่ชอบ รวมทั้งพวกอาจารย์ด้วย

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: วาทกรรมสิบสี่ตุลา

ที่มา ประชาไท

Forgetting is no mere vis inertiae as the superficial imagine;
it is rather an active and in strictest sense positive faculty of repression
Friedrich Nietzsche , On Genealogy of Morals (p.57)

ความทรงจำลื่นไหล

ถึงจะไม่ชอบงานเขียนของคุณเทพมนตรีเท่าไร ซ้ำยังไม่ได้มีใจฝักใฝ่เผด็จการ แต่ผู้เขียนก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจและตั้งข้อสงสัยกับวิธีการและท่าที่ซึ่งสังคมมีต่อคุณเทพมนตรี นั่นก็คือทำหลับตาไม่รู้ไม่เห็น ไม่ให้ค่า ไม่ให้ความสนใจ และไม่ลดตัวลงไปเถียงด้วยเสียเฉยๆ หรือไม่อย่างนั้นก็คือโบ้ยไปเสียเลยว่างานเขียนนี้เป็นของลูกสมุนเผด็จการ ได้สตางค์จากทรราชย์ไปหลายอัฐ อยากดัง เขียนให้เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ฯลฯ

แน่นอนว่าความเป็นเผด็จการของผู้นำในช่วงนั้นเป็นเรื่องที่ชัดเจนจนยากจะปฏิเสธได้ และชะรอยคุณเทพมนตรีก็คงรู้ความข้อนี้ดี จึงไม่ปรากฎว่ามีส่วนไหนในหนังสือเล่มนี้ที่พยายามชี้ให้เห็นความเป็นประชาธิปไตยของผู้นำในเวลานั้นเลยแม้แต่น้อย แต่กลับหลบไปพูดอีกเรื่องว่าต่อให้เป็นเผด็จการอย่างไร นักศึกษาประชาชนที่ต่อต้านคนกลุ่มนี้ก็มีเบื้องหลังที่อันตราย

ในเชิงตรรกะนั้น ข้อความคิดเรื่องนี้ถือว่าเหลวไหลและนำไปสู่ข้อสรุปที่ไร้ความหมายในทางการเมือง เพราะหากเหตุการณ์การเมืองครั้งสำคัญอย่างสิบสี่ตุลาเป็นแค่การปะทะกันของพลังทุกฝ่ายเจ้าเล่ห์ แสนกล และชั่วร้าย หากผลักตรรกะนี้ต่อไป ข้อสรุปที่จะปรากฎในขั้นสุดท้ายก็คือ ประชาชนทั้งหลายไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

คุณเทพมนตรีไม่เถียงว่าผู้นำในช่วงก่อนสิบสี่ตุลาเป็นเผด็จการหรือไม่ แต่คุณเทพมนตรีทำยิ่งกว่านั้น คือทำให้การรวมตัวของประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้เสื่อมความหมาย ไร้ความสำคัญ และไม่อยู่ในฐานะจะสร้างความเป็นไปได้ให้กับการรวมพลังในอนาคตได้อีกเลย

ไม่มีใครฟังคุณเทพมนตรีในตอนนี้ การสำรวจความเห็นของสถาบันอะไรสักแห่งปรากฎว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่างานของคุณเทพมนตรีเชื่อถือไม่ได้ ประชาคมไซเบอร์สเปซหลายแห่งขุดคุ้ยไปถึงภูมิหลังครั้งคุณเทพมนตรีเคลื่อนไหวเรื่องทับหลัง และหลายแห่งก็พูดไปถึงสถานะของคุณเทพมนตรีเมื่อครั้งยังสังกัดมหาวิทยาลัย

ถ้าอนาคตเป็นเรื่องที่บอกได้จากคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในปัจจุบัน สถานะของงานเขียนของคุณเทพมนตรีชิ้นนี้ก็ย่อยยับอย่างไม่มีชิ้นดี แต่เราทั้งหลายก็รู้ว่าอนาคตเป็นเรื่องที่กำหนดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็ไม่แน่เสมอไปว่าสถานะของงานเขียนชิ้นนี้ในวันข้างหน้าจะต่ำต้อยด้อยค่าเหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ปรากฎการณ์ของการถูกหมางเมินและไม่ให้ค่าโดยผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมแห่งนี้ มีสาเหตุมาจากข้อเท็จจริงที่คนส่วนใหญ่ที่ร่วมต่อสู้อยู่ในถนนราชดำเนินและท้องสนามหลวงในเหตุการณ์นั้นยังไม่ตาย ซ้ำการครบรอบ 30 ปี ก็ทำให้ความทรงจำถูกตอกย้ำมากขึ้นว่าอะไรเป็นอะไร ใครตั้งพรรคการเมืองหนุนตัวเอง ใครรัฐประหารตัวเอง ใครผูกขาดอำนาจ ใครวางอำนาจวาสนา ใครแสดงท่าทีอยากประหัตประหารประชาชน ฯลฯ

นอกจากผู้ร่วมเหตุการณ์ส่วนใหญ่จะยังมีชีวิตและถูกตอกย้ำด้วยความทรงจำในวาระพิเศษนี้แล้ว การที่เหตุการณ์สิบสี่ตุลามีสถานภาพเป็น “ชัยชนะ” ก็ยังทำให้ความภาคภูมิใจส่วนบุคคลที่ผู้คนมีต่อความทรงจำสาธารณะในเรื่องนี้สูงยิ่งขึ้นไป

เวลาที่ผ่านไปสามสิบปี ทำให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์กลายเป็น “ผู้ใหญ่” ในแทบทุกจุดของสังคมในสมัยนี้ และเมื่อปัจจัยสามข้อนี้บรรจบกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือความทรงจำสิบสี่ตุลาในแบบแผนที่ฝ่าย “ประชาชน” มีฐานะครอบงำ

ประเด็นก็คือ ปัจจัยสามข้อนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่จีรังยั่งยืนจนไม่อาจถูกสั่นไหวให้เปลี่ยนแปลงได้ และถ้าปัจจัยเหล่านี้เป็นเรื่องที่คลอนแคลนได้ ก็ไม่แน่เสมอไปว่าสิบสี่ตุลาในอนาคตจะถูกจำอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะความทรงจำสิบสี่ตุลาก็เหมือนกับความทรงจำในสังคมทุกเรื่อง ที่จะถูกจดจำอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการปะทะประสานระหว่างพลังฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเคลื่อนไหวอยู่ในการสร้างความทรงจำนั้นๆ

ลองนึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ดูก็ได้ หนังสือพิมพ์หรือเอกสารสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจในความก้าวหน้าและวัฒนาสถาพร ของ “ชาติใหม่” ซึ่งออกไปจากระบอบการปกครองแบบเก่าที่เต็มไปด้วยความล้าหลังได้เป็นผลสำเร็จ แต่พอเวลาผ่านไปได้ไม่กี่สิบปี งานเขียนซึ่งแทบไม่มีความเป็นวิชาการ ปราศจากการอ้างอิงที่เป็นระบบ ไม่มีการใช้หลักฐานที่ตรวจสอบและเชื่อถือได้ กลับประสบชัยชนะในการสร้างความทรงจำแบบใหม่ และทำให้ผู้คนในยุคหลัง 2500 มองการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ในแง่ติดลบอย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึง

เมื่อแรกที่งานเขียนของ “นายหนหวย” หรือ “แมงหวี่” วางขายนั้น จำนวนคนอ่านที่ควักกระเป๋าสตางค์ซื้อหนังสือเหล่านี้มีน้อยกว่าผู้ที่เป็นแฟนของศรีบูรพาและกลุ่มนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าคนอื่นๆ อย่างเทียบไม่ได้ แต่เมื่อมาถึง พ.ศ.ปัจจุบัน ความทรงจำ 2475 แบบศรีบูรพาใน “เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475” กลับมีฐานะด้อยกว่าความทรงจำตามแบบฉบับของนายหนหวยและแมงหวี่ อย่างไม่มีทางสู้ได้เลย

พฤษภาคม 2535 ก็เป็นอีกกรณีตัวอย่างที่ดี เพราะผ่านไปแค่สิบเอ็ดปี ก็แทบไม่มีใครจดจำและให้คุณค่าต่อเหตุการณ์นี้ไปแล้ว แม้คณะ ร.ส.ช.จะกลายเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อย แต่มรดกของ ร.ส.ช.ที่ป่าวประกาศว่าการลุกฮือเดือนพฤษภาเป็นผลของความไม่พอใจที่ “ลอง” มีต่อพี่ๆ จ.ป.ร.5 ก็เกือบจะกลายเป็นความทรงจำหลักที่สังคมมีต่อเหตุการณ์เดือนพฤษภา

คนร่วมชุมนุมเป็นแสนๆ ยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทั้งหมดก็ไม่ได้หนีหายไปไหน แต่แทบไม่มีใครจำได้แล้วว่าเหตุการณ์เดือนพฤษภาเป็นบันไดขั้นแรกๆ ที่นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองและการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถือว่าเป็นของ “ประชาชน” ไม่มีใครจำได้ว่าใครตายบนถนนราชดำเนิน, สะพานผ่านฟ้า, โรงแรมรัตนโกสินทร์, ไม่มีใครจำได้ถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารที่เกิดขึ้นมานานก่อนที่ผู้นำพรรคพลังธรรมจะปรากฎตัวขึ้นมามา

เมื่อเป็นอย่างนี้ ความทรงจำที่สังคมมีต่อเรื่องหนึ่งๆ จึงเปลี่ยนได้ ซ้ำเปลี่ยนได้ไม่ยากเสียด้วย ขึ้นอยู่กับพลังฝ่ายต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังความทรงจำแต่ละเรื่องนั่นเองที่จะมีกระบวนการผลิตซ้ำ, ตอกย้ำ, ดัดแปลง, ขยายความ, สร้างนิยามใหม่ ให้ผสมผสานและนวลเนียนไปกับความเข้าใจโลก-ความเข้าใจอดีต ที่สังคมมีต่อความเป็นไปรอบข้างและอดีตในเรื่องนั้นๆ ได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะเห็นว่างานของคุณเทพมนตรีปราศจากหลักฐานที่รอบด้าน วางอยู่บนจุดยืนที่น่าสงสัย และมีประวัติการทำงานที่ไม่น่าเชื่อถือ แต่ก็ไม่ดีแน่ที่จะตอบโต้งานแบบนี้ด้วยการเพิกเฉย หรือกระทั่งดูหมิ่นเหยียดหยามว่าเป็นงานของผู้แพ้ที่ไม่มีราคาให้ใส่ใจ

ใครจะไปรู้ว่าเมื่อสิบสี่ตุลาผ่านไป 40-50 ปี ซึ่งถึงตอนนั้น ผู้ร่วมเหตุการณ์ส่วนใหญ่ก็คงจะมีอายุราว 60-70 สังคมจะจำสิบสี่ตุลาแบบที่จำๆ กันอยู่ในวาระครบรอบ 30 ปี

ไม่ต้องพูดถึง 60 ปี สิบสี่ตุลา ซึ่งถึงตอนนั้น ทั้งผู้ก่อการและผู้ร่วมเดินขบวนก็คงมีอายุเฉียดใกล้หลักร้อยเข้าไปเต็มที่ จะหาเรี่ยวแรงที่ไหนมาผลิตซ้ำความทรงจำ 14 ตุลา ให้เป็นไปอย่างที่ต้องการต่อไปได้

ใครจะไปรู้ว่าในท้ายที่สุด สิบสี่ตุลาอาจมีชะตากรรมเดียวกับ 2475 ซึ่งผู้คนที่ยังคงระลึกความสำคัญของเหตุการณ์นั้น จะจำกัดอยู่แค่ผู้ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองและญาติมิตรไม่กี่รายซึ่งจะไปชุมนุมกันที่วัดพระศรีมหาธาตุทุกๆ ปี


ความทรงจำสิบสี่ตุลา

อดีตกับปัจจุบันเป็นมิติทางเวลาที่วางอยู่บนคนละกาละ ความทรงจำคือข่ายใยที่เชื่อมโยงระหว่างกาละทั้งสองแบบ ความทรงจำพูดไม่ได้ แต่ดำรงอยู่ได้ผ่านตัวกลางของความทรงจำ

ความทรงจำแตกต่างจากประวัติศาสตร์ ความถูกผิดของความทรงจำขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเข้าใจที่ผู้คนและสังคมมีต่อเรื่องหนึ่งๆ นักคิดคนหนึ่งจึงกล่าวว่าความทรงจำไม่จำเป็นต้องถูกต้องตามประวัติศาสตร์ก็ได้ และเพราะเหตุนี้ ความจริงแท้จึงไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญของความทรงจำ

งานเขียนเป็นตัวกลางของความทรงจำ หรือจะพูดอีกอย่างว่างานเขียนเป็นตัวแทนของความทรงจำก็คงได้ คุณสมบัติเช่นนี้จึงทำให้งานเขียนสามารถดึงความทรงจำจากอดีตมาสู่ปัจจุบันได้ และเมื่อมิติทางเวลาเป็นเรื่องลื่นไหล งานเขียนจึงทำให้อดีตและอนาคตโยงใยถึงกัน

ความทรงจำสิบสี่ตุลาสำคัญกับความเข้าใจตัวตนของสังคม อนาคตของสิบสี่ตุลาจึงเป็นเรื่องที่มีความหมาย และเพราะเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องพิจารณางานเขียนของคุณเทพมนตรีให้ถ้วนถี่ ไม่ว่าจะมีทัศนะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตามที

เท่าที่เผยแพร่เนื้อหาบางส่วนออกมา สิบสี่ตุลาฉบับคุณเทพมนตรีมีกระบวนการผลิตรวมศูนย์อยู่ที่การลดทอนหลักการ (de-idealization) และลดทอนความเป็นสาธารณะ (de-collectivization) จากนั้นจึงตัดต่อ, สร้างคำอธิบาย และแปรสภาพสิบสี่ตุลา โดยผ่านกรรมวิธีหลักๆ 3 ข้อ

ข้อแรก โดดเดี่ยวสิบสี่ตุลาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม-วัฒนธรรม-จิตสำนึก ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยก่อนสิบสี่ตุลามาเกือบครึ่งทศวรรษ แล้วลดทอนสิบสี่ตุลาให้เป็นแค่เรื่องของการเดินขบวนในวันที่ 13-14 ตุลาคม

ข้อสองคือ ดึงสิบสี่ตุลาออกจากการต่อสู้เรียกร้องอยู่บนหลักการและอุดมคติทางการเมืองเรื่องสิทธิ-ประชาธิปไตย-เสรีภาพ-ความยุติธรรม ลดทอนสิบสี่ตุลาให้เป็นแค่ความใจเร็วด่วนได้ของฝ่ายนักศึกษา จากนั้นก็โจมตีว่าคนกลุ่มนี้มีภูมิหลังที่อันตราย

ข้อสาม กำจัดประชาชนออกไปจากสิบสี่ตุลา ลดทอนสิบสี่ตุลาให้เป็นความขัดแย้งและการช่วงชิงอำนาจระหว่างผู้นำทางการเมืองฝ่ายต่างๆ ทั้งที่อยู่ในรัฐและต่อต้านรัฐ

สิบสี่ตุลาฉบับคุณเทพมนตรีเป็นสิบสี่ตุลาที่อยู่ดีๆ ก็โผล่มาจากหลุมดำที่ไหนก็ไม่รู้ สิบสี่ตุลาฉบับนี้ไม่พูดถึงความเกลียดชังและไม่พอใจที่คนกลุ่มต่างๆ ที่ต่อระบอบผูกขาดอำนาจของสองตระกูลใหญ่ในขณะนั้น, สิบสี่ตุลาฉบับนี้ไม่พูดถึงการตื่นตัวทางความคิดอ่านและภูมิปัญญาของนักศึกษา-ปัญญาชน-ชนชั้นนำ กลุ่มต่างๆ, สิบสี่ตุลาฉบับนี้ไม่พูดถึงการรวมตัวโดยธรรมชาติของประชาชนเพื่อต่อต้านการถูกกดขี่และเอารัดเอาเปรียบจากระบบเศรษฐกิจการเมืองของชาติ

หรือสรุปโดยรวมแล้วก็คือไม่มีการพูดถึงการบรรจบกันของเหตุปัจจัยต่างๆ (juxtaposition) ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมายาวนานก่อนวันที่ 13-14 ตุลาคม ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ในช่วงครบรอบ 25 ปี สิบสี่ตุลา ในบทความเรื่อง “คิดนอกกรอบ : วิวาทะว่าด้วยบทบาทของขบวนการนักศึกษาไทย” ซึ่งตีพิมพ์อยู่ใน 14 ตุลา : ประชาภิวัตน์ (2541) โดยมีใจความว่า

“สถานการณ์ของโลกก่อนหน้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516 คือ ช่วงปลายของยุคทศวรรษที่ 1960 ที่ถือเป็น ยุคแสวงหาคุณค่าใหม่ของขบวนคนหนุ่มสาวทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ในรูปแบบของ การต่อต้านสงครามเวียดนาม, ขบวนการบุปผาชน, ขบวนการเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำ, การปฏิวัติทางเพศ รวมทั้ง การลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาฝรั่งเศสในปี 1968 ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศขณะนั้นคือ จุดสูงสุดของสงครามเย็น”

“การปฏิวัติวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นภาคต่อเนื่องของความตื่นตัวทางปัญญาความคิด และการตั้งคำถามอย่างถอนรากถอนโคนต่อระบบคุณค่าแบบเก่า ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการปฏิวัติมาช้านาน การแสวงหาในยุคนั้นเต็มไปด้วยท่วงทำนอง ปะทะตอบโต้ระบบคุณค่าที่ดำรงอยู่ในสังคม เป็นการตั้งคำถามตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวอย่าง เด็กต่อผู้ใหญ่, ระบบซีเนียริตี้ในมหาวิทยาลัย, การเชียร์ และ ฯลฯ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างความชอบธรรมของระบอบการเมือง, นโยบายต่างประเทศ หรืออย่างที่อาจารย์ เสน่ห์ จามริก เคยกล่าวไว้ในบทความเรื่องการปฏิวัติเดือนตุลาคม ว่า “...โลกภายนอกราชอาณาจักรส่วนตัวของระบอบถนอม-ประภาสได้ผันแปรไปอย่างรวดเร็ว ความตื่นตัวทางปัญญาความคิดได้ขยายวงออกไปอย่างกว้างขวางในหมู่นิสิตนักศึกษา”

ภาพคลาสสิคที่ผู้คนจดจำสิบสี่ตุลาก็คือภาพของมหาชนจำนวนมหาศาลบนถนนราชดำเนิน แต่ด้วยการลดทอนสิบสี่ตุลาให้เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ปราศจากหลักการและสูญสิ้นความเป็นสาธารณะ คุณเทพมนตรีได้ลบคนเป็นแสนๆ ให้หายไปจากภาพนี้ ทำให้สิบสี่ตุลาปราศจากมิติทางเวลา สูญเสียความโยงใยกับวันคืนที่มีมาก่อนหน้านั้น แล้วมีความหมายเป็นแค่เรื่องของรถนำขบวน, นักปราศรัย และการวางแผนก่อการร้ายของนายทหาร 2-3 ราย

ในแง่ความจริงแท้นั้น สิบสี่ตุลาฉบับคุณเทพมนตรีคงมีเรื่องให้ตั้งข้อสงสัยได้มาก ไม่ว่าจะเป็นในระดับของเหตุการณ์ปลีกๆ หรือข้อเท็จจริงในระดับองค์รวม แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความทรงจำที่วางอยู่ความไม่จริงนี้จะไม่มีน้ำหนักและปราศจากความหมาย

ความทรงจำของสังคมนั้นเปลี่ยนได้ และเพราะเหตุนี้ ความไม่จริงก็อาจกลายเป็นความทรงจำของสังคมไปได้เหมือนกัน

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ความทรงจำสิบสี่ตุลาฉบับนี้ทำงานบนคำอธิบายบางอย่างที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของวาทกรรมสิบสี่ตุลาฉบับ “ประชาชน”

สิบสี่ตุลาฉบับประชาชนเทิดทูนวีรกรรมอันกล้าหาญของวีรชน แต่ในการผลิตซ้ำความทรงจำเหล่านี้ “วีรชน” ถูกทำให้กลายเป็นบุคคลนามธรรม ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไร้ตัวตน จับต้องไม่ได้

นอกเหนือไปจากการทำบุญให้วีรชนในทุกเช้าวันที่ 14 ตุลา ของทุกปี เราแทบไม่มีใครรู้ว่าส่วนใหญ่ของพวกเขาเหล่านี้คือใคร อะไรทำให้เขาตัดสินใจออกไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในเดือนตุลาคมเมื่อ 30 ปีก่อน ทุกวันนี้ครอบครัวของพวกเขาลำบากเพียงไหน เขาคิดและรู้สึกอย่างไรในวินาทีที่ทหารเหนี่ยวไกปืนใส่ประชาชน ฯลฯ

สิบสี่ตุลาฉบับประชาชนพูดถึงการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ แต่ตลอดเวลา 30 ปี ของการผลิตซ้ำความทรงจำเรื่องนี้ กลับแทบไม่มีเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของฝ่ายประชาชนที่กระจัดกระจายและทำการต่อสู้อย่างเป็นไปเองตามหัวเมือง, ริมถนน, ชุมชน และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานของจิตใจกล้าต่อสู้กล้าเสียสละของสามัญชนคนธรรมดาในการลงมือทำอะไรบางอย่างตามที่มโนธรรมสำนึกเห็นว่าถูกต้อง โดยไม่หวั่นเกรงถึงภยันตรายใดๆ และไม่ต้องรอให้ใครเป็นผู้นำ

สิบสี่ตุลาผ่านไปได้ 30 ปี และมิติทางสังคมของ “ประชาชน” ก็กลายเป็นเรื่องที่ระเหือดแห้งหายไปจากความทรงจำสิบสี่ตุลาไปเฉยๆ ทั้งที่หลังสิบสี่ตุลาก็เคยมีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ้างว่าคนแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายได้ลุกขึ้นก่อการต่อต้านอำนาจรัฐอย่างเป็นเอกเทศเอาไว้อย่างไร แต่พอเวลาผ่านไปได้ 3 ทศวรรษ การณ์ก็กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครสนใจพูดถึงเรื่องนี้ต่อไปอีกเลย

ตัวกลางในการผลิตความทรงจำสิบสี่ตุลารวมศูนย์อยู่ที่งานเขียนและวัตถุทัศน์ของปัญญาชนและนักคิดนักเขียน อัตชีวประวัติของปัญญาชนกลายเป็นความทรงจำสิบสี่ตุลา ขณะที่สิบสี่ตุลาก็กลายเป็นความทรงจำรวมหมู่ของปัญญาชน ความทรงจำแบบนี้วางน้ำหนักไว้ที่โลกทัศน์และชีวประวัติของผู้นำนักศึกษา หรือไปไกลที่สุดก็คือชีวิตทางปัญญาของผู้คนที่มีความคิดหัวก้าวหน้า

ส่วนเรื่องของสังคมนั้น อย่างมากที่สุดก็เป็นเรื่องของการเชื่อมประสานระหว่างนักศึกษา กรรมกร ชาวนา โดยมีนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ความทรงจำสิบสี่ตุลาฉบับประชาชนไม่ได้สร้าง “ประชาชน” ให้กระโดดโลดเต้นและมีชีวิตชีวา ประชาสังคมก่อนสิบสี่ตุลาถูกทำให้เงียบหายไปเฉยๆ ความหลากหลายของผู้คนถูกลบเลือนไปกับความทรงจำเดือนตุลา

ความทรงจำแบบนี้ทำให้ประชาชนสูญเสียความเป็นพหุลักษณ์, กระจัดกระจาย, ไร้สังกัด, ปราศจากระเบียบ (multitude) แล้วแทนที่ด้วยภาพของ “ขบวนการ” ประชาชนที่เป็นเอกภาพ, เป็นกลุ่มก้อน และเป็นหนึ่งเดียวโดยมีขบวนแถวนักศึกษาปัญญาชนเป็นแกนนำ

ในเชิงตรรกะนั้น ความทรงจำที่มีศูนย์กลางแบบนี้นำไปสู่จุดอ่อนที่สุดในทางยุทธศาสตร์หนึ่งข้อ นั่นก็คือหากทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายปัญญาชนลงไปได้ ความทรงจำสิบสี่ตุลาทั้งหมดก็จะพังทลายลงไป


พื้นที่และความทรงจำ

ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขียนความทรงจำสิบสี่ตุลาให้ปัญญาชนมีบทบาทน้อยลง พูดถึงการต่อสู้ของประชาชนกลุ่มต่างๆ ให้มากขึ้น ชี้ให้เห็นว่าคนแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายมีการรวมตัวโดยธรรมชาติจากความไม่พอใจระบอบเผด็จการอย่างไร ชี้ให้เห็นว่าก่อนถึงวันที่ 14 ตุลา ผู้คนเป็นอันมากได้อุทิศแรงกายแรงใจอะไรลงไปบ้างเพื่อผลักดันบ้านเมืองไปสู่วันใหม่ ชี้ให้เห็นว่าในวันที่ 13-14 วีรกรรมของคนธรรมดาๆ ที่มีแต่มือเปล่า ขาดการศึกษา ไร้การจัดตั้ง ฯลฯ มีความสำคัญอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดในประเทศนี้

เชียงใหม่ทำอะไรในวันที่ 13 ตุลา, คนขอนแก่นชุมนุมกันที่ไหนในเช้าวันนั้น, กรรมกรแถวพระประแดงพูดถึงสิบสี่ตุลาอย่างไร, คนสลัมจากชุมชนไหนบ้างที่มาร่วมประท้วง, แม่ค้าท่าพระจันทร์คนไหนเอาข้าวเอาส้มมาให้นักศึกษา, ทำไมหมอ พยาบาล และนักเรียนแพทย์ถึงเสี่ยงตายออกมาช่วยประชาชน, ใครเผาป้อมยาม, คนที่ไปให้สัญญาณมือตามสี่แยกต่างๆ ในเช้าวันที่ 15-16 ตุลา มาจากไหน, ทำไมนักศึกษาอาชีวะถึงเกลียดชังเผด็จการ ฯลฯ

ความทรงจำสิบสี่ตุลาแบบนี้ไม่มีนักศึกษาปัญญาชนเป็นศูนย์กลางอีกต่อไป สิบสี่ตุลาแบบนี้ทำให้ประชาธิปไตยสมัยใหม่ไม่ได้มาพลังของคนมีการศึกษาล้วนๆ ในทางตรงกันข้าม ด้วยการคืนความเป็นประชาชนให้กับ “ประชาชน” ด้วยการชี้ให้เห็นว่าสิบสี่ตุลามาจากการต่อสู้ของประชาชนที่แตกต่างหลากหลาย, กระจัดกระจาย, ไม่เป็นเอกภาพ และปราศจากการจัดตั้ง สิ่งที่จะเกิดจากความทรงจำสิบสี่ตุลาแบบฉบับนี้ก็คือการทำให้คนธรรมดาเป็นผู้ให้กำเนิดสิบสี่ตุลา

แทบไม่มีคนยูเครนคนไหนรู้ว่าใครเป็นผู้นำในการต่อต้านรัฐบาลโซเวียตเมื่อปลายทศวรรษ 1990 แทบไม่มีคนเบอร์ลินคนไหนสนใจว่าใครเป็นคนแรกๆ ที่ทุบทำลายกำแพงเบอร์ลิน ฮาเวลอาจสำคัญต่อการปฏิวัติเชค แต่ความทรงจำรวมหมู่ที่ประชาชนเชคมีก็ไม่ได้ขึ้นต่อฮาเวลต่อไป และสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกหลังสมัยใหม่ก็คือไม่มีใครจดจำการปฏิวัติในฐานะที่เป็นผลของอัจฉริยภาพของเอกบุคคล

ถ้าตัวกลางของความทรงจำนั้นทำให้สิบสี่ตุลาถูกจดจำในแบบนี้ 30 ปี สิบสี่ตุลา ก็เป็นช่วงเวลาที่เกิดความเป็นไปได้ในการจำสิบสี่ตุลาในแง่มุมที่ต่างออกไป

อนุสรณ์สถานสิบสี่ตุลาเป็นตัวกลางใหม่ในการผลิตความทรงจำสิบสี่ตุลา ตัวกลางนี้เป็น “พื้นที่” ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องมีแต่ผู้ที่มีความสามารถในการพูดและเขียนเท่านั้นที่จะเข้ามาใช้สอยได้ สิบสี่ตุลาไม่เคยถูกพูดและผลิตซ้ำผ่านตัวกลางแบบนี้ และภายใต้ตัวกลางแบบนี้ ปัญญาชนไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิตความทรงจำอีกต่อไป

การเป็นพื้นที่สาธารณะทำให้สาธารณะสามารถเข้ามาสร้างและร่วมนิยามความทรงจำใหม่ๆ ให้กับสิบสี่ตุลา เกิดความเป็นไปได้ที่ขยายสิบสี่ตุลาให้มีความเป็นสาธารณะ เป็นเรื่องของคนธรรมดาๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษา ไม่จำเป็นต้องคิดถึงการเมืองอย่างเป็นระบบ ไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้ง แต่คือใครก็ได้ที่มีมโนธรรมสำนึกและความกล้าหาญในการทำเรื่องที่ถูกต้องดีงาม

ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากตามหัวถนนราชดำเนินหรือจุดเล็กๆ หน้าอนุสรณ์สถาน มีรูปของคนไร้ชื่อเสียงเรียงนามคนหนึ่งปรากฏ แล้วมีคำบรรยายใต้ภาพตัวเล็กๆ ว่าเมื่อวันที่ 14 ตุลา เวลา 08.09 น. เขาถูกยิงที่นี่ และเราพบว่าความใฝ่ฝันของเขาต่อชาติบ้านเมืองนั้นก็คือ …….

ลองคิดถึงอนุสรณ์สถานสิบสี่ตุลาที่อัดแน่นไปด้วยภาพถ่ายและบันทึกความเคลื่อนไหวของผู้คนตามหัวเมืองใหญ่ๆ ในเช้าวันนั้น แถลงการณ์ที่กลุ่มครูทำแจก คำสัมภาษณ์แม่ค้า ซากป้อมยาม ฯลฯ หรือไปให้ไกลกว่านั้น

ลองคิดถึงความรู้สึกที่จะเกิดขึ้น หากเดินไปแถบบางลำภูและพบซากรถดับเพลิงเก่าๆ ซึ่งมีข้อความบอกว่านี่คือรถดับเพลิงที่ผู้เดินขบวนเมื่อวันที่ 14 ตุลา ใช้เป็นเครื่องกำบังตัวเองจากกระสุนปืนและรถถังของเผด็จการ

การผลิตซ้ำความทรงจำสิบสี่ตุลาผ่านพื้นที่แบบนี้ถ่ายทอดความทรงจำได้ง่าย เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ทั้งยังทำให้สิบสี่ตุลาเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับทุกคน สิบสี่ตุลาแบบนี้ไม่ได้เป็นมีศูนย์กลางอยู่ที่การนำและผู้นำที่ฉลาดหลักแหลมอีกต่อไป แต่สิบสี่ตุลาเป็นเรื่องของใครก็ได้ที่อาจเดินอยู่ใกล้ๆ ตัวเรา

ใครจะรู้ว่าเมื่อครบ 40 ปี 50 ปี หรือ 60 ปี สิบสี่ตุลา มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการ, ผู้นำทางการเมือง หรือคนมีการศึกษาสูงๆ ที่ เป็นผู้กุมญัตติหลักในการเฉลิมฉลองสิบสี่ตุลา มันอาจจะเป็นคนธรรมดาๆ ที่ผ่านการต่อสู้และสั่งสบประสบการณ์ในแบบของเขามาอีกแบบก็เป็นได้

เมื่อถึงจุดนั้น ต่อให้มีกรณีอย่างเทพมนตรีเกิดขึ้นอีกมากแค่ไหน สถานะของสิบสี่ตุลาก็คงยากจะหวั่นไหวได้ ปัญหาเรื่องใครเป็นฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาจะไม่มีความสำคัญต่อไป และพลังของความทรงจำสิบสี่ตุลาในแง่ของการสร้างแรงบันดาลใจทางการเมืองก็จะคงอยู่ไปได้อีกนาน

ความทรงจำนั้นลื่นไหลและเปลี่ยนได้ สังคมไม่ได้จดจำเรื่องราวต่างๆ จากสถานะของความจริงแท้ในความทรงจำนั้นๆ

ระบบคุณค่าของสังคมสมัยใหม่สอนให้ผู้คนยึดถือในคุณค่าของความจริงแท้ แต่ถ้ายอมรับว่ามีตัวแปรหลายอย่างที่ทำให้สังคมไม่ได้อาศัยความจริงแท้เป็นฐานเดี่ยวในการวินิจฉัยและจดจำเรื่องต่างๆ การพิสูจน์ความจริงแท้ก็ย่อมไม่ใช่ตัวแปรขั้นสุดท้ายที่จะชี้ขาดว่าสังคมจะจดจำเรื่องราวต่างๆ ไปอย่างไร

ความจริงแท้มีความสำคัญในทางหลักการ แต่การจัดการความทรงจำให้ใกล้เคียงความจริงแท้ (merely truth) มีความสำคัญทางสังคม การจัดการนี้เป็นเรื่องทางการเมือง และก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองโดยตรง

หมายเหตุ: พิมพ์ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 10 มกราคม 2547 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1221

ก้าวพ้นสังคม 2 สีเหลือง – แดง

ที่มา ประชาไท

ครั้งหนึ่งคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับอำนาจรัฐที่กดขี่และเอารัดเอาเปรียบผู้ไร้อำนาจ โดยแย่งชิงทรัพยากรอันจำกัดไปจากคนยากจน จึงเกิดทฤษฎีความขัดแย้งโดยใช้ชนบทล้อมเมืองและกำลังอาวุธเข้าต่อสู้ยึดอำนาจคืนสู่ประชาชน แต่เมื่อยังไม่ประสบผลสำเร็จและเสมือนหนึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย มีผู้คนล้มตาย บาดเจ็บ พิการและกลับมาใช้ชีวิตปกติอย่างยากลำบากในสังคมไทย จนทุกวันนี้อยู่ในวัยชราภาพ

คุณประกาศิต รูปสูง เป็นลูกอาจารย์สน รูปสูง ที่ทำกิจกรรมนักศึกษาและเคลื่อนไหวทางการเมืองและมวลชนมาโดยตลอด เมื่อเขาเห็นผู้เฒ่าผู้แก่อดีตสหายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันพากันล้มป่วยและตายไปโดยไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร เขาและเพื่อนพ้องน้องพี่จึงคิดจัดทำกองทุนสุขภาพและสวัสดิการขึ้น เจตนารมณ์และอุดมการณ์นี้น่าสนับสนุนทั้งทางความคิดและการปฏิบัติจริง

กิจกรรมแรกที่คุณประกาศิตและพี่น้องคิดกัน คือ การจัดคอนเสริ์ตเพลงเพื่อชีวิต โดยวงคาราวาน , วงไก่ แมลงสาบ , นิด ลายสือ และสุธี ปุราทะกา โดยที่มีอีกความคิดหนึ่งทางการเมือง คือ การเสวนาเรื่องการก้าวพ้นสังคมหลากสีในความขัดแย้งทางการเมือง โดยจะมีคุณอมรเทพ อมรรัตนานนท์ คุณนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้เขียน และคุณเจริญลักษณ์ เพ็ชรประดับ ดำเนินรายการ ในวันที่ 17 ตุลาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 ณ ห้องประชุมสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เราท่านที่รักความเป็นธรรม รักมนุษย์และพอแบ่งปันทรัพยากรทั้งทางปัญหา ความคิด ความรู้ ประสบการณ์และเงินจำนวนหนึ่ง น่าจะไปเข้าร่วมและสมทบกองทุนดังกล่าว

ผู้เขียน มองว่า ความขัดแย้งหลักมาจาก 2 สี คือ สีเหลือง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งเป็นความร่วมมือของชนชั้นกลางที่รักความเป็นธรรมกับกลุ่มอมาตยาธิปไตย พูดภาษาทฤษฏีอาจกล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มทุนนิยมกับศักดินาบูรณาการเป็นแนวร่วมชั่วคราว สีแดง เป็นกลุ่มนายทุนธุรกิจการเมืองกลุ่มนักการเมืองอาชีพ กลุ่มอดีตสหายที่ร่ำรวย ไม่ยากลำบากเหมือนกลุ่มคนที่คุณประกาศิตต้องการมีกองทุนสุขภาพและสวัสดิการ โดยมีฐานมวลชนที่ไม่พอเพียงเป็นมวลชนพื้นฐาน มีลักษณะทุนนิยมบวกสังคมนิยม อาจเรียกเล่นๆ ได้ว่า สังคมทุนนิยมภิวัฒน์ ส่วนสีอื่นๆ เป็นองค์ประกอบและสีสันทางการเมือง ไม่ใช่คู่ความขัดแย้งหลัก

สังคมไทยในอนาคตต้องชูธงทฤษฎี สังคมคุณธรรมภิวัฒน์ โดยใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือ เพื่อต่อสู้ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ที่มีการเอารัดเอาเปรียบ การแย่งชิงทรัพยากร การเมืองแบบนายทุน นักการเมืองอาชีพ อดีตข้าราชการ และคนมักใหญ่ใฝ่สูง เข้าไปมีอำนาจและจัดสรรผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาสู่คุณธรรมของปัจเจกชน การสร้างชุมชนเข้มแข็งและเครือข่ายที่ทรงพลัง และเข้าไปจัดการระบบการตลาดที่นำเงินนอกชุมชนเข้า นำวัตถุดิบชุมชนออกเป็นรายได้ ไม่นำเงินในออก ไม่เอาสินค้าภายนอกเข้าชุมชน เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อมวลชนอย่างแท้จริง โดยไม่ตกอยู่ในกระแสบริโภคนิยม การเห็นเงินตราและวัตถุเป็นใหญ่

ธงนำทางทฤษฏีจะเป็นไปได้โดยไม่ต้องใช้กำลังอาวุธ ต้องมียุทธศาสตร์ไม่น้อยกว่า 20 ปี ในการปฏิวัติ ปฏิรูปและการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐในรูปการเมืองภาคพลเมืองกับการเมืองภาคตัวแทนต้องผสมผสานกันอย่างเป็นขบวนการเดียวกัน

การแปลงทฤษฏีสู่การปฏิบัติจึงเป็นสิ่งท้าทายการก้าวพ้นการเมืองหลากสี ที่มีสีเหลืองและสีแดงเป็นคู่ขัดแย้งหลัก ซึ่งต้องมีกลุ่มคนที่สนใจทฤษฏีและยุทธศาสตร์มานั่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสุนทรียะสนทนาและจัดขบวนการแปลงสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไทยจากมือนายทุน ศักดินา นักการเมือง ไปสู่ ประชาชนที่แท้จริงได้

กัมพูชาหรือมหาอำมาตย์?

ที่มา Thai E-News


เขาหาเหตุกัมพูชาน่าสนเท่ห์
ใครเกเรงานนี้มีความหมาย
เรื่องดินแดนโดดเด่นเพราะเป็นตาย
ชีวาวายก็ยังยอมเข้าพร้อมพลี

ชาตินิยมสมศักดิ์เพราะรักชาติ
ใครบังอาจเราก็รบไม่หลบหนี
แต่คำถามอึดอัดเป็นปรัศนี
วิกฤติการณ์งานนี้ใครชี้นำ

เรื่องปราสาทพระวิหารเหตุการณ์เก่า
ไปปลุกเอาขึ้นมาใหม่ใส่กระหน่ำ
แปลกประธานอาเซียนวนเวียนทำ
ชูปัญหาขึ้นนำไปทำไม

อะไรคือเบื้องหลังในครั้งนี้
ผลประโยชน์หากมีอยู่ที่ไหน
บ้าสมบัติถ้วนทั้งผองจิตของใคร
อาฆาตแค้นจากยุคใดถึงไล่ตาม

ทุกดินแดนทับซ้อนไม่ซ่อนเงื่อน
เห็นเป็นเพื่อนผูกมิตรไม่คิดหยาม
ใช้การทูตชี้นำไม่ต่ำทราม
ถึงเป็นความกี่คดีก็มีทาง

เริ่มจากตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ
หนักกิเลสเกรดหยาบก็สาบสาง
เจรจาที่ใดแทบวายวาง
เหมือนเป็นลางบอกเหตุประเทศไทย

จนถึงนายกรัฐมนตรีที่เขาเชิด
ต้นกำเนิดล้าหลังจากรังไข่
ใครไม่มาด้วยประชาธิปไตย
ประเทศไหนเขาก็รับแล้วหลับตา

แต่เหนือกว่าสิ่งใดเมืองไทยนี้
คือมือที่มองไม่เห็นคอยเข่นฆ่า
อาฆาตแค้นลึกล้ำกัมพูชา
ด้วยต่ำเตี้ยเสียหน้าในสากล

เราร่วมกันพัฒนาพาราร่วม
ผลประโยชน์มวลรวมก็เข้มข้น
หลังสงครามย่อยยับเขาปรับตน
สู่สากลชดเชยที่เคยพัง

เราเพื่อนบ้านยิ่งต้องร่วมควรรวมหนัก
ให้ความรักลอยข้ามแทนความหลัง
กลุ่มอาเซียนก้าวหน้าดาราดัง
เรื่องใดเราชิงชังนั่งเจรจา

แต่อำมาตย์อึดอัดออกขัดข้อง
เพราะเขามองเพื่อนดีเหมือนขี้ข้า
พาลไปรอบสี่ทิศอนิจจา
นำโลกาวิบัติใหม่สู่ไทยเรา

เศรษฐกิจโลกเข้าเขากลัวล้ม
กลัวทรัพย์สินถูกข่มจนซมเศร้า
ทุนนิยมก้าวใหม่จึงไม่เอา
เอาทุนเก่าเข้าครองเพราะของตน

ทัศนะแบบอำมาตย์ชาติไม่รอด
ต้องเข้าจอดเหมือนอาชาม้าตีนต้น
ทะเลาะเขารอบด้านเป็นพาลชน
จะอับจนไปอีกนานถ้าบานปลาย

กองทัพต้องหยุดกระทำตามอำมาตย์
เริ่มรักชาติกันเสียบ้างยังไม่สาย
เลิกเอาใจคนที่เห็นว่าเป็น “นาย”
สู่เป้าหมายอันสมควรคือ “มวลชน”


จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา:คอลัมน์ “ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ”
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 19
---------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)