WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 15, 2009

ผลสอบ"สธ."-ทุจริตเข้มแข็ง?

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




เดชา สังขวรรณ / อภิศักดิ์ ธีระวิสิษฐ์
แม้กระทรวงสาธารณสุขจะแถลงผลสอบเบื้องต้นกรณีทุจริตจัดซื้อครุภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ในโครงการไทยเข้มแข็ง ยอมรับว่ามีมูลการกระทำผิด

แต่สังคมยังไม่หายคลางแคลงใจ

นอกจากไม่มีนักการเมืองเกี่ยวข้องตามที่กลุ่มแพทย์ชนบทเปิดชื่อชงข้อมูลให้นายกฯ ด้วยตัวเองแล้ว ในส่วนของข้าราชการที่ติดร่างแหซึ่งถูกปกปิดชื่อเพื่อป้องกันปัญหาการฟ้องร้อง ก็สาวไม่ถึงระดับบิ๊ก

จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา โดยเฉพาะจากกลุ่มนักวิชาการและภาคสังคมที่เกาะติดเรื่องนี้



เดชา สังขวรรณ

อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

ม.ธรรมศาสตร์



ปัญหาใหญ่ของบ้านเราเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างในระบบราชการเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว ไม่เป็นไปตามธรรมาภิบาลมาตรฐานของนานาชาติ ไทยไม่ได้ลงนามเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศระดับสากล

การจัดซื้อจัดจ้างของกระทรวงสาธารณสุขเป็นเรื่องผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจทางการเมือง สาวถึงตัวผู้เป็นต้นตอการทำผิดยาก ตราบที่ไม่ใช้หลักธรรมาภิบาลสากลในการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ต่างๆ

ส่วนใหญ่คนที่ทำมาหากินกับหน่วยงานมีช่องทางไม่ให้สาวถึงผู้ใหญ่อยู่แล้ว ทำถูกระเบียบหมด จึงเอาผิดจริงได้เฉพาะคนที่เป็นข้าราชการหรือระดับล่างเท่านั้น

ปัญหาทุจริตแก้ยาก แม้รัฐบาลประกาศว่าจะบริหารประเทศโปร่งใส ไม่คอร์รัปชั่น แต่ระบบการเมือง นักการเมืองยังเหมือนเดิม เข้ามาแสวงประโยชน์ทางการเมือง เป็นวิธีการเข้ามาแล้วเอาคืน

วัฒนธรรมการเมืองแบบนี้แก้ยาก ต้องใช้เวลา ทุกรัฐบาลเริ่มเข้ามาก็จะปราบคอร์รัปชั่นในวงราชการ แต่งบประมาณแผ่นดินทำกันมาเป็นระบบค่อนข้างแกะออกยาก ต้องรื้อระบบใหม่ เอามาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างใหม่เข้ามา ต้องมีกฎหมายควบคุมทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง

สังคมรู้อยู่แล้วเรื่องทุจริต ศรัทธาต่อนักการเมืองแทบไม่มี ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน การกู้ศรัทธาในตัวนักการเมืองลำบากขึ้น

น.พ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ / น.พ.วชิระ บถพิบูลย์ / รสนา โตสิตระกูล


ยิ่งช่วงไทยเราก้าวสู่การเมืองแบบธุรกิจการเมือง ใช้เงินทองเข้าสู่ตำแหน่ง ยิ่งทำให้สังคมประชาชนไม่มีความไว้วางใจนักการเมืองมากขึ้น



อภิศักดิ์ ธีระวิสิษฐ์

อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

ม.ขอนแก่น



การทุจริตสามารถตัดตอนไม่ให้ถึงตัวนักการเมืองได้ เพราะกระบวนการทุจริตยังสาวไปไม่ถึง แต่ความจริงมีใบสั่งให้ทำอยู่แล้ว

โครงการที่รัฐบาลทำแม้จะผิดหรือไม่ผิดมาถึงนักการเมืองชัดๆ แต่มีแนวโน้มว่าจะเกิดความไม่โปร่ง ใส คนที่ริเริ่มโครงการหรือรัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง

ระบบการทำงานควรให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนแสดงความคิดเห็น ร่วมพัฒนากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้ชัดเจน เกิดความโปร่ง ใส

หน่วยใหญ่ที่ติดต่อกับการเมืองคือราชการ ต้องทำให้มีระบบโปร่ง ใส ที่ผ่านมาตั้งแต่ตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี มันก็มีนอกมีในไม่โปร่งใส เมื่อเข้ามาถ้ามีช่อง มีโอกาสก็จ้องหาประโยชน์กันอยู่แล้ว

คนในสังคมรู้อยู่ว่าเรื่องทุจริตไม่โปร่งใสมีนอกมีในมีมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าจะทำให้โปร่งใส ต้องให้หลายภาคส่วนช่วยกันตรวจสอบกระบวนการด้วย



น.พ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

รองประธานชมรมแพทย์ชนบทภาคใต้



กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมครั้งใหญ่หลังจากได้งบ 86,000 ล้าน โดยเตรียมการอย่างดี เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีคนสั่งการ ข้าราชการประจำไม่กล้าทำเพียงลำพัง ต้องมีฝ่ายการเมืองเกี่ยวข้อง

ในการสอบสวนชี้ตัวผู้กระทำผิด ทีมสอบสวนซึ่งเป็นข้าราชการประจำอาจรู้ข้อมูลเชิงลึกแต่ไม่กล้าพูดหรือสาวต่อ เกรงจะกระทบเสถียรภาพของรัฐบาล

ต้องหาบุคคลที่กล้าหาญ มีความน่าเชื่อถือจากสังคมมาสอบสวน หากนายกฯ จริงจังควรตั้งคณะกรรมการด้วยตนเอง หากตั้งโดยนักการเมืองที่ยังอยู่ในกระทรวงอาจไม่เหมาะสม

เนื่องจาก รมว.สาธารณสุข รวมถึง รมช.สาธารณ สุข อาจต้องเข้าให้ปากคำด้วย หากใช้กระบวนการดังกล่าวจะสามารถชี้มูลให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อได้

การทุจริตครั้งนี้ถือว่าเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นเตรียมการ มีข่าวก่อนที่การกระทำผิดจะสมบูรณ์ ไม่เชื่อว่าจะมีข้าราชการประจำทำเพียงลำพังโดยไม่มีใบสั่ง เป็นห่วงว่าต่อจากนี้อาจมีการหาแพะข้าราชการประจำเพื่อตัดตอนการทุจริต

เมื่อการสอบสวนทราบว่าการจัดรายการครุภัณฑ์เป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ แม้ไม่ใช่ความผิดทางวินัย แต่จำเป็นต้องมีคนรับผิดชอบในระดับนโยบาย ควรตั้งคณะกรรมการอีกชุดเพื่อทบทวนรายการทั้งหมดอีกครั้ง



น.พ.วชิระ บถพิบูลย์

อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท



ผลการสอบสวนเบื้องต้นถือว่าน่าพอใจ คณะกรรมการยอมรับว่ามีมูลการกระทำความผิดจริง ทั้งเรื่องครุภัณฑ์บางชิ้นที่ไม่สามารถสรุปคุณประโยชน์ได้แต่กลับจัดสรรลงไปให้กับพื้นที่

อย่างเครื่องทำลายเชื้อโรค (ยูวี-แฟน) หรืออีก 2-3 รายการที่ไม่มีความจำเป็นแต่กลับจัดสรรลงพื้นที่

รวมถึงเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดและเครื่องตรวจหาสารเคมีในเม็ดเลือด ความจริงไม่มีการใช้เครื่องดังกล่าวแล้ว ตั้งราคาไม่สอด คล้องกับยุคสมัย เครื่องดังกล่าวมีการให้บริการจากบริษัทเอกชนโดยไม่จำเป็นต้องซื้อ

การหาตัวบุคคลผู้กระทำผิดเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขต้องทำต่อไปเพื่อตอบคำถามสังคมให้ได้ ไม่ใช่บอกเพียงว่ากระ บวนการยังไม่เกิดทุจริตเพราะยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง

ครั้งนี้เป็นการเตรียมการเพื่อจะนำไปสู่การทุจริต ไม่มีการทักท้วงก่อนดำเนินการเสร็จ การปรับเปลี่ยนน่าจะเป็นประโยชน์ เชื่อว่ากระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลเฉียบขาดพอในการจัดการกับปัญหา

เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการที่เป็นคนนอกเข้ามาสอบสวนและชี้ตัวผู้กระทำผิด เพราะไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการที่ยังอยู่ในกระทรวง ไม่ต้องกังวลข้อครหาว่ากลั่นแกล้งหรือมีผลประโยชน์กับใคร

การตั้งคณะกรรมการที่มีความน่าเชื่อถือจะสามารถลบข้อครหาเรื่องความโปร่งใสได้

ใครที่เป็นผู้เตรียมทุจริตดังกล่าว ไม่ว่าข้าราชการประจำ ข้าราชการเกษียณ หรือนักการเมือง ต้องรับผิดในสิ่งที่กระทำ



รสนา โตสิตระกูล

ส.ว.กทม.

เรื่องการทุจริตเราเคยเตือนรัฐบาลมาก่อนแล้วว่าให้รู้จักอดทน อดกลั้น และทนอด หากเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้

กรณีงบโครงการไทยเข้มแข็งจำนวนเป็นแสนล้าน วุฒิสภาเคยเสนอระหว่างการแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.กู้เงินว่า การนำเงินไปใช้ต้องตรวจสอบก่อนว่ารายละเอียดมีอะไรบ้าง ไม่ใช่เพียงแจ้งเพื่อรับทราบ ต้องตรวจสอบโดยผ่านสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อความโปร่งใส

รัฐบาลและรัฐ มนตรีกลับไม่ทำตาม ต่างสงวนความเห็น ไม่เห็นด้วยกับการชี้แนะของวุฒิสภา การอ้าง 6 หมื่นโครงการ สตง.คงตรวจสอบไม่ไหว จึงไม่ใช่ประเด็น

การทุจริตที่ทยอยออกมาเป็นดอกเห็ด เมื่อถูกจับได้รัฐบาลอยู่ลำบากแน่ พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลเพราะประชาชนให้โอกาส ถ้าให้โอกาสแล้วยังทุจริตอีก รู้จักคำว่าอดไม่เป็น รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้

ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องชุมชนพอเพียง ตามด้วยกระทรวงคมนาคม ล่าสุดเป็นการทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข ถ้าพบการทุจริตโดยหลักการแล้วรัฐมนตรีต้องแสดงรับผิดชอบ ไม่ใช่ไล่จับลูกน้ำหรือไล่จับข้าราชการอยู่อย่างนี้

นายกฯ ต้องกล้าตัดสินใจ เร่งจัดการกับตัวรัฐมนตรีหรือนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ปล่อยให้ลอยตัวอย่างนี้ การทุจริตขยายไปทุกหย่อมหญ้าแล้ว นายกฯ ไม่ร้อนก้นบ้างหรือ

กระแสประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายแล้ว อย่าคิดว่าเขาไม่มีทางเลือก วันนี้ประชาชนให้โอกาสทำงานไม่ใช่ให้มาคอร์รัปชั่น

20 ปีดิวตี้ฟรีไทย

ศุกร์ที่แล้ว ไปร่วมงานของ คุณ วิชัย รักศรีอักษร ซีอีโอ บริษัท คิงเพาเวอร์ เจ้าของธุรกิจ “ดิวตี้ฟรี” ที่ครบรอบ 20 ปี ณ สำนักงานใหญ่ ซอยรางน้ำ บรรยากาศอลังการมาก ผู้คนมากหน้าหลายตา เกือบทุกวงการ

ทึ่งกับนักสู้คนนี้อีกครั้ง

ตอนแรกนึกว่า คุณวิชัย เริ่มต้น ธุรกิจดิวตี้ฟรี ที่มหาทุนพลาซ่า ซะอีก แต่ไม่ใช่หรอก เริ่มที่ฮ่องกง ซึ่งเป็นสนามปราบเซียนก่อน แล้วไป เขมร มาเก๊า จีน ก่อนตีกลับเข้าไทย

เขียนไปก็ยาว สรุปว่า คิง เพาเวอร์ คือ คนไทยมืออาชีพ ที่ทำธุรกิจสินค้าปลอดภาษี ในสนามบินสุวรรณภูมิ หาดใหญ่ และภูเก็ต ที่สุวรรณภูมิ ยังบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์พวกร้านค้า ต่าง ๆ ด้วย

เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องรับ “สัมปทาน” จากรัฐ คือ ทอท. เลยเป็นวิบากกรรมใหญ่ สแกนกรรมยังไงก็โดนทุกที สาหัสสุดก็ยุค คมช. บอร์ดชุด พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ลงมติให้สัญญาที่ คิง เพาเวอร์ ทำกับ ทอท.

เป็นโมฆะ ดื้อ ๆ เลย

ข้อหาอะไรก็อ้างไป แต่ของจริง คือ ถูกหาเป็นพวกทักษิณ ถ้าอย่างนั้นก็ควรกล่าวหา เป็นพวก ชวน ชาติชาย บรรหาร บิ๊กจิ๋ว แม้แต่ มาร์ค ด้วย เพราะผ่านมาทุกรัฐบาล

เข้าทำนอง หมาป่า กับลูกแกะ ก็ไม่ผิดนักหรอก

ขิงแก่ไป ก็ใช่ว่าจะพ้นกรรม ล่าสุด ฝ่ายค้าน เพื่อไทย ก็ทำกรรมให้อีก ออกข่าวให้รัฐบาลมาร์ค เข้าไปจัดการทุกวัน ข้อหาใช้พื้นที่พาณิชย์เกินข้อตกลง ทั้งที่เป็นกรณีเก่าเก็บ ขึ้นศาลเจรจาจน “วิน-วิน” ไปแล้ว

นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมว.คมนาคม ที่ขุดเรื่องนี้มาตี คงลืมว่า ก่อนหน้า ม็อบเหลือง ไม่เพียงปูทางให้ทหารยึดอำนาจตัวเอง ยังเย้ว ๆ เอาเป็นเอาตายให้ยึดสุวรรณภูมิ เอา มาทำเป็นสุสาน ฝังระบบทักษิณ ด้วย

พอมาเป็นฝ่ายค้าน ดันความจำสั้น แทนที่จะส่งเสริมให้ธุรกิจของคนไทย ที่ ทำเก่งมาก น่าชื่นชม ได้รางวัลระดับชาติมากมาย ได้ไปแข่งกับคู่แข่ง อย่าง เกาหลีใต้ ลอนดอน ญี่ปุ่น ดูไบ ฮ่องกง สิงคโปร์....

เอาเงินเข้าประเทศปีละเป็นหมื่น ๆล้าน จ้างงานแล้ว 6,200 คน รวมครอบครัว ก็ 3-4 หมื่นคน จะได้ไปพัฒนาธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น กลับมาถีบถอง เตะสกัดอย่างเมามัน เพื่อประโยชน์อะไร ไม่ทราบ

แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ???

นี่นะ ต่างชาติชวนย้ายฐานเถอะ พร้อมร่วมทุนด้วย แต่ซีอีโอคนนี้ ยืนหยัด ไทย คือ บ้านเกิด ขอสู้ที่นี่ ไม่ไปไหน แม้เจอปิดสนามบิน ธุรกิจขาดพังยับอีก นักท่องเที่ยวลดฮวบ ก็ปรับตัวไป แล้วเดินหน้าสู้ต่อ

ลำพังตัวคุณวิชัย เลิกทำธุรกิจนี้ ไม่อดตายหรอก อยู่ได้สบายมาก แต่ที่จะเสียประโยชน์ น่าจะเป็นประเทศชาติ เพราะขาดทั้งคนไทยที่เป็นมืออาชีพ รวมทั้งคนที่ตั้งใจพัฒนาธุรกิจนี้แข็งแกร่ง อย่างแท้จริง

คนสติไม่แข็งพอ ต้องถอดใจแล้ว

เมื่อธุรกิจ “ดิวตี้ฟรี” ของคนไทย ฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามมาได้ถึง 20 ปี สร้างงาน สร้างเงิน ให้คนไทย และ ประเทศชาติไม่น้อย ควรได้กำลังใจจาก ทุกฝ่าย ช่วยสร้างสรรค์ต่อยอดมากกว่า อย่างอื่น

ไม่รักก็อย่ารังแก คนที่เค้าทำมาหากินโดยสุจริต.... เลย.

ดาวประกายพรึก

ค่าเงินบาท-ตลาดหุ้นไทยร่วงหนัก"ผิดปกติ" สวนทางดาวโจนส์พุ่งทะลุ1หมื่นจุด

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวบลูมเบิร์ก
15 ตุลาคม 2552

ตลาดหุ้นไทยยังตกหนักต่อเนื่องในช่วงเปิดการซื้อขายภาคเช้าวันนี้(15ต.ค.)โดยร่วงลงทำนิวโลว์กว่า25จุด ลงมาที่705จุด ณ เวลา 11.15 น. หลังจากวานนี้ตกหนักกว่า30จุดในระหว่างชั่วโมงซื้อขาย สวนทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้นเกิน10,000จุดเมื่อคืนนี้

อาการ"ผิดปกติ"ดังกล่าวเกิดกับค่าเงินบาทของไทยด้วยเช่นกัน โดยค่าเงินบาทร่วงลง สวนทิศทางค่าเงินสกุลเอเชียอื่นๆที่ต่างก็แข็งค่าขึ้น เพราะค่าเงินดอลลร์สหรัฐฯยังร่วงลงต่อเนื่อง ( ดู ลิ้งค์ )

ตลาดหุ้นไทยร่วงสวนทางหุ้นทั่วโลกอย่างผิดปกติ

อาการขายอย่างแตกตื่น(panic sell)ที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยวานนี้ นักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิมากกว่า4,000ล้านบาท แม้ว่าคุณภัทรียา เบญจพลชัย ผู้จัดการตลาดหลกทรัพย์จะบอกว่า ไม่มีข่าวอะไรเป็นพิเศษ แต่เกิดจากการตกปรับฐานปกติ แต่ก็มีรายงานในสำนักข่าวบลูมเบิร์กวานนี้พาดหัวว่า Thai Stocks, Baht Slump on King’s Health Speculation (หุ้นและค่าเงินบาทร่วงแรงวิตกอาการพระประชวรของในหลวง)

นักลงทุนต่างชาติวิตกอาการพระประชวร

ตอนแรกนั้นเมื่อหุ้นเริ่มตกแบบpanic sell ทางบลูมเบิร์กก็ตามสัมภาษณ์นักลงทุนต่างชาติ ก็ได้สัมภาษณ์นายเดวิด เหลียง นักเลงหุ้นชาวสิงคโปร์ซึ่งบอกว่า”มีข่าวลือเกี่ยวกับอาการพระประชวรหนักมาก” ทั้งได้รายงานจากการเปิดเผยของรัฐบาลไทยว่า การสืบราชสันตติวงศ์ของราชวงศ์ไทยนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯจะได้สืบพระราชบัลลังก์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไป” ขณะทีJonathan Schiesslให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กทางโทรศัพท์ว่า ในหลวงภูมิพลเป็นศูนย์รวมของคนไทย หากไม่มีพระองค์ท่านอยู่เป็นร่มพระบรมโพธิสมภาร ก็จะทำให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนขึ้นเกี่ยวกับประเทศไทย

อย่างไรก็ตามต่อมาบลูมเบิร์กได้พาดหัวข่าวว่า Thai King’s Condition ‘Good,’ Palace Says, After Market Jitters(อาการพระประชวรในหลวงของไทย”ดีขึ้น”ทั้งนี้จากแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง ภายหลังจากตลาดร่วงแรง)


ทรงพระเจริญ-สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ และ พระองค์เจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด 9 ชนิด รวมห้าแสนเก้าหมื่นตัว ณ บริเวณท่าวาสุกรี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร เมื่อ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา

อภิสิทธิ์เผยทรงโปรดเกล้าฯให้พระบรมฯเป็นพระรัชทายาทสืบราชบัลลังก์

ก่อนหน้านี้บลูมเบิร์กเผยแพร่รายงานข่าวเรื่อง การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เซียนหุ้น"เฟเบอร์"หยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย" ซึ่งมีความสำคัญบางตอนกล่าวถึงการสืบพระราชสันตติวงศ์ โดยเป็นการสัมภาษณ์พิเศษนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ในการสัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวเป็นพระรัชทายาทขึ้นสืบต่อพระราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว


8 กรกฎาคม (สำนักข่าวบลูมเบิร์ก)--นายกรัฐมนตรีของไทยต้องหยุดชะงักการตอบข้อซักถามและฝืนพูดต่ออย่างยากลำบากต่อคำถามที่ว่า เพื่อนร่วมชาติของเขาจะเผชิญต่อชะตาอนาคตอย่างไร หากว่าชีวิตของพวกเขาซักวันใดวันหนึ่ง ไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก เป็นร่มโพธิสมภารแก่พสกนิกร

"ผมไม่ได้แสร้งพูด--มันจะเป็นช่วงเวลาที่ลำบากยากยิ่งสำหรับพวกเราคนไทยทั้งมวล"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าว เขาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมเมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย และยังก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยังคงอยู่ในวังวนปัญหาให้กับประเทศเป็นรายที่5ในรอบเพียง4ปี

กษัตริย์ภูมิพลมีพระราชสมภพที่สหรัฐอเมริกา พระชนมพรรษา81ชันษา พระองค์ทรงได้รับการเทิดทูนสักการะจากคนไทยจำนวนมากประดุจสมมุติเทพ พระองค์เข้ารับพระราชบัลลังก์เมื่อปีพ.ศ.2489 ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้นแฮรี่ ทรูแมน ยังคงเป็นประธานาธิบดีอยู่ในทำเนียบขาว และโจเซฟ สตาลิน ก็ยังคงทรงอำนาจเหนืออดีตสหภาพโซเวียต ทว่าพระองค์ท่านทรงครองราชบัลลังก์มาได้ต่อเนื่องยาวนานผ่านการทำรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จถึง15ครั้ง ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆที่แตกต่างกันมา16ฉบับ และมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรีมากถึง27คนในรัชสมัยของพระองค์ รัฐธรรมนูญให้พระราชอำนาจที่เป็นพิธีการเพียงเล็กน้อย ทว่าทรงพระราชบารมีสูงยิ่ง อย่างน้อยก็ทรงใช้พระราชบารมีนั้นในการดับวิกฤตการณ์นองเลือดมาแล้ว2หน

ประเทศไทยในยามนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะสร้างเสถียรภาพขึ้นมาเสียใหม่จากการแตกแยกออกเป็นฝักฝ่ายในประเทศ โดยใช้สีเป็นรหัสของความแปลกแยกในสังคม ระหว่างบรรดากฎุมพีผู้มั่งคั่งในเมืองกับบรรดาคนในชนบท การสวมเสื้อสีที่เน้นถึงการแยกจากกัน เป็นสัญลักษณ์ว่าคนแต่ละฝ่ายนั้นภักดีข้างฝ่ายใด

ฝ่ายหนึ่ง เป็นชนชั้นนำในเมือง ฐานหลักอยู่ในกรุงเทพฯ พวกเขานำสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันจันทร์ อันเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯมาใส่
อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนยากจนส่วนใหญ่ในชนบท ซึ่งพวกเขาบอกว่ามีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวฯเสมอเหมือนกับคนในเมือง แต่ใส่เสื้อแดงเพื่อแสดงว่าก็ให้การสนับสนุนแก่มหาเศรษฐีทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งถูกโค่นจากตำแหน่งในการรัฐประหารปี2549

2ก๊ก

การเดินขบวนบนท้องถนนที่แบ่งก๊กแบ่งฝ่ายนำไปสู่การยึดสนามบินหลัก2แห่งในกรุงเทพฯเมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย และการยกเลิกการประชุมASEAN SUMMITเมื่อเดือนเมษายน แม้ว่าจะนำบรรยากาศไม่เป็นที่ต้อนรับต่อสาธารณชนมาสู่แดนแห่งรอยยิ้ม แต่การจัดชุมนุมของขบวนผู้ต่อต้านรัฐบาลจำนวนมากก็ยังเกิดขึ้นอีกเมื่อวันที่27มิถุนายนที่ผ่านมา และการจัดชุมนุมใหญ่ยังมีแผนการจะจัดประท้วงขึ้นอีกในเดือนหน้านี้

ในท่ามกลางความโกลาหลระส่ำระสาย แต่ก็มีนักลงทุนเซียนหุ้นบางรายมองให้เห็นเป็นโอกาสในการลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย ณ วันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปกว่า30%นับจากตอนต้นปี ดีกว่าดัชนีS&P500ของอเมริกาที่ตกลงมาในช่วงเวลาเดียวกัน0.8% ในช่วงเวลาที่กล่าวมานี้นักลงทุนชาวต่างประเทศเพิ่มการลงทุนในการถือครองหุ้นไทยขึ้นสุทธิ621.4ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากขายสุทธิออกมากว่า4.8พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว

ตลาดหุ้นไทยมีอัตราส่วนของราคาต่อกำไร ณ สิ้นปี2552เพียง11เท่า ซึ่งก็นับว่าถูกที่สุดในย่านเอเชียรองจากตลาดหลักทรัพย์ปากีสถานแค่นั้น ขณะที่ให้อัตราผลตอบแทนในรูปของการจ่ายเงินปันผล4.7%เปรียบเทียบกับเพียง3%ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯจ่ายได้ และตลาดหุ้นจีนเพียง1% ทั้งนี้จากฐานข้อมูลของบลูมเบิร์ก ทำให้ตลาดหุ้นเมืองไทยน่าซื้อ เป็นคำกล่าวของมาร์ค เฟเบอร์ ซึ่งบริหารจัดการกองทุนขนาด300ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกองทุนนี้มีฐานที่ตั้งในฮ่องกงชื่อบริษัทมาร์ค เฟเบอร์ จำกัด

"คุ้มค่าแก่การรอคอย"

"ผมสามารถที่จะอยู่ในตลาดหุ้นไทยได้ในยามที่เกิดภาวะถดถอย หรือธุรกิจเผชิญแนวต้าน แต่ที่สุดมันก็ให้ผลตอบแทนเป็นอัตราเงินปันผล6%หรือ7%กับผม"เฟเบอร์กล่าวในการตีพิมพ์เผยแพร่ในรายงานGloom,Boom&Doom เขาลงทุนในกลุ่มธนาคารไทยและบริษัทผู้ผลิตอาหารในปีนี้"หากคุณซื้อหุ้นในธุรกิจที่ดีมันก็จะทำเงินให้กับคุณดีๆในระยะ5หรือ10ปี โดยได้เงินปันผลจากหุ้นเหล่านี้ สำหรับประเทศไทยแล้วคุณควรจ่ายเพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลตอบแทนที่คุ้มค่า"

นักลงทุนจำนวนมากก็มาถึงเวลาสำคัญที่จำเป็นต้องพิจารณาแล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากว่าประเทศไทยอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาลเกิดขึ้น ความวิตกเกี่ยวกับพระชนมายุที่ทรงพระชราภาพของพระเจ้าอยู่หัวฯ และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการสืบพระราชบัลลังก์บั่นทอนความเชื่อมั่นว่าพระราชอำนาจพิเศษนั้นจะยังทรงมีพระราชบารมีดังเดิมหรือไม่อย่างไร

อิทธิพลในภูมิภาค

ไทยเคยประสบวิกฤติในปีพ.ศ.2475เมื่อคณะทหารและข้าราชการพลเรือนได้ปฏิวัติยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลง เป็นคำกล่าวของสตีเฟ่น วิคเกอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของFTI International จำกัด ซึ่งมีฐานในฮ่องกง ทำธุรกิจให้คำปรึกษาแก่นักลงทุนในประเทศไทย

"ในประเทศไทย กษัตริย์เป็นดังเทพเจ้าสายฟ้าที่ทรงกังหันไฟมาบนเฮลิคอปเตอร์"วิคเกอร์กล่าวเปรียบเทียบ"นักลงทุนทั้งหลายอยู่ได้แม้ว่าจะผ่านการทำรัฐประหารมามากครั้งและมันก็ผ่านพ้นไปได้แบบไม่มีอะไรตื่นเต้น แต่การเปลี่ยนรัชกาลนั้นต่างออกไป มันเป็นเรื่องที่มีนัยยะสำคัญที่ต้องตระหนักมากกว่าแต่ก่อน"

การสืบพระราชสันตติวงศ์อย่างราบรื่นเป็นเรื่องที่จะน่ายินดีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดที่มีประชากรมากกว่า573ล้านคน ความอุดมสมบูรณ์ และเป็นประเทศเขตร้อนที่มีประชากรกว่า67ล้านคนของไทย และยังเป็นประเทศผู้ส่งออกยางพารา และข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอ้นดับสองของภูมิภาค

แม้ว่าจะเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์โดยสภาพของทรัพยากรธรรมชาติ และบรรยากาศแห่งมิตรไมตรีในการดำเนินธุรกิจ แต่ไทยก็ไม่วายได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ยอดผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในปีนี้เป็น2.5%จากเพียง1.5%ในปีที่แล้ว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยอดผู้ว่างงานยังคงต่ำกว่ามาตรฐานของนานาชาติ โดยยอดนตกงานระดะบสากลนั้นสูงมากกว่า7.4% นับจนถึงวันที่28พฤษภาคมที่ผ่านมา จากการคาดการณ์องค์การแรงงานนานาชาติ ที่มีสำนักงานในเจนีวา

การกระตุ้นเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยติดลบ7.1%ในช่วงไตรมาสแรกของปี เป็นสถิติแย่ที่สุดนับแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชียเมื่อปี2541 ยอดการส่งออกทรุดตัวลง26.5% และยอดผลผลิตอุตสาหกรรมลดลง10%ในเดือนพฤษภาคม นับเป็นการตกต่ำต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่เจ็ดทั้ง2รายการ ในเดือนมิถุนายนสถาบันจัดอันดับสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์สเปิดเผยว่าอาจจะลดอันดับเครดิตของประเทศไทยลงจากระดับBBB+ ในเดือนพฤษภาคมฟิตซ์เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับอีกรายได้ลดเครดิตลงสำหรับหนี้ต่างประเทศของไทย นับเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ โดยลดเครดิตลงสู่ระดับBBB ซึ่งเป็นอันดับการลงทุนที่อยู่ท้ายตารางน่าลงทุนเพียง2อันดับเท่านั้น

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ออกมาตรการเมื่อวันที่29พฤษภาคมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า1.4ล้านล้านบาท(ราว41พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)ให้มีอัตราขยายตัว หากแผนการสำเร็จ เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวเป็นบวกราว3.5%ในปีนี้ ทั้งนี้จากการคาดการณ์ของรัฐมนตรีคลัง

พระมหากษัตริย์นักลงทุน

อิทธิพลของกษัตริย์ที่มีต่อเศรษฐกิจ เฉพาะที่เป็นเรื่องส่วนพระองค์ พระองค์ท่านเป็นผู้นำนักลงทุนในประเทศ จากการจัดการทรัพย์สินของพระราชวงศ์ ผ่านสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงถือครองอสังหาริมทรัพย์และหุ้นเป็นมูลค่ามากกว่า33พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้จากการเปิดเผยของพอพันธ์ อุยยานนท์ นักวิชาการชาวไทยที่ได้ทำการศึกษาเรื่องการเงินของพระราชวงศ์

การลงทุนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯนั้นรวมถึงการถือหุ้นใหญ่ของธนาคารใหญ่ที่สุดอันดับ2ของประเทศ จากขนาดมูลค่าตลาด คือธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทโฮลดิ้งขนาดใหญ่ที่สุดคือเครือซิเมนต์ไทย และเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทโรงแรม ชะตาของอาณาจักรธุรกิจ--ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ถือครอง--ฉันใดการสืบทอดพระราชสันตติวงศ์ก็ย่อมเป็นไปตามเงื่อนนี้ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการผู้อำนวยการของสำนักงานทรัพย์สินฯด้วย

ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯสามารถเลือกพระรัชทายาทได้โดยพระองค์เอง รัฐบาลได้เปิดเผยว่าพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปจะเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา57 พระองค์ท่านเป็นทหาร ไม่เหมือนพระขนิษฐาโสดซึ่งทรงเป็นที่นิยม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระชนมพรรษา 54 ชันษา พระองค์เคยเป็นว่าที่พระรัชทายาทพระองค์หนึ่งสำหรับพระราชบัลลังก์ ทรงมีบทบาททรงงานเพื่อการกุศล ส่วนมกุฎราชกุมารทรงหย่ามาแล้ว2ครั้ง พระราชจริยาวัตรส่วนพระองค์สำหรับสาธารณชนดูไม่เป็นที่ปลาบปลื้มนัก

9กษัตริย์

อย่างใดก็ตามในระบบการปกครองตลอด227ปีของพระราชวงศ์จักรี ซึ่งมีพระมหากษัตริย์มาแล้ว9พระองค์ก็ยังเหนียวแน่นอยู่กับแผ่นดินที่มีความยุ่งเหยิงทางการเมืองอยู่ถี่ๆ เสด็จทวดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าซึ่งรอดเจอร์และแฮมเมอร์สไตน์เคยนำมารังสรรค์เป็นละครเพลงเรื่องเดอะคิงแอนด์ไอ และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์นำโดยดาราชาวรัสเซียยูล บรีนเนอร์ ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการที่ประเทศไทยขาดความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์เลยแต่อย่างใด

พระราชจักรีวงศ์มีประวัติศาสตร์การสืบพระราชสันตติวงศ์ที่คลุมเครือ พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่7คือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าทรงสละราชบัลลังก์ในปี2478เพียง3ปีให้หลังที่ทรงสูญเสียพระราชอาญาสิทธิ์จากการทำรัฐประหารโดยทหารและข้าราชการระดับสูง พระราชบัลลังก์ได้ตกทอดมาถึงยุวกษัตริย์พระชนมพรรษาเพียง10ชันษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหกิดล พระเชษฐาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ของรัชสมัยของพระองค์ท่านในการศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่สวิตเซอร์แลนด์ และไม่ได้มีพระชนมายุยืนนานพอที่จะเข้าสู่พิธีพระบรมราชาภิเษก

ในเดือนมิถุนายน2489ในพระชนม์20ชันษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลถูกพบนอนสวรรคตอยู่บนพระแท่นบรรทมในพระที่นั่งบรมพิมาน บรมมหาราชวังกรุงเทพฯโดยลูกกระสุนผ่านพระนลาฎ และมีปืนพกโคลท์วางอยู่ข้างพระบรมศพ ชาย3คนถูกตัดสินลงโทษว่าเป็นฆาตกรถูกประหารชีวิตในปี2498 ขณะที่นักประวัติศาสตร์บางคนอธิบายว่ากรณีสวรรคตนั้นยังคงเป็นปริศนาที่ไม่ถูกสะสาง

กษัตริย์ที่ทรงมีพระราชสมภพที่บอสตัน

ผู้สืบทอดพระราชสันตติวงศ์ลำดับถัดมาคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ทรงมีพระราชสมภพที่บอสตันในขณะที่พระราชบิดาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ทรงไปศึกษาวิชาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เช่นเดียวกับพระเชษฐา กษัตริย์ภูมิพลทรงได้รับการศึกษาที่สวิตเซอร์แลนด์และเสด็จนิวัติพระนครหลังจากทรงมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปี2493 และเสด็จมาประทับที่กรุงเทพฯในปีถัดมา เป็นเวลานานกว่า16ปีก่อนหน้านั้นที่ประเทศไทยไม่มีกษัตริย์ประทับอยู่ในประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงมีพระราชวิริยะอุตสาหะในการกอบกู้ชื่อเสียงของพระราชวงศ์กลับคืนมา โดยเสด็จพระราชดำเนินไปยังชนบทและสร้างโครงการเกษตรกรรมและโครงการชลประทาน พระราชบารมีอันมาจากความนิยมเทิดทูนพระองค์ท่านทำให้ทรงมีพระราชอำนาจในการยับยั้งผู้นำทางทหารที่เข้มแข็งไม่ให้ใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยในปี2516ทรงเปิดพระราชวังสวนจิตรลดาเพื่อรับนักศึกษาที่หนีเข้ามาพึ่งพระบารมีจากการกวาดล้างของเผด็จการทหาร หลังจากกองกำลังเปิดฉากยิงนักศึกษาผู้ประท้วง

ในปี2535ชาวไทยได้รับชมโทรทัศน์ผู้นำทางทหารที่ใช้อำนาจทำรัฐประหารและใช้กองกำลังทหารติดอาวุธยิงใส่ผู้ประท้วงชนชั้นกลางซึ่งไร้อาวุธที่ออกมาประท้วงต่อต้านเขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ผู้นำทหารและผู้นำการประท้วงเข้าเฝ้าฯ หลังจากมีพระราชดำรัสให้ยุติความขัดแย้ง ผู้นำการรัฐประหารได้สละอำนาจลง

ดินแดนแห่งรอยยิ้ม

ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่ได้ตกเป็นประเทศอาณานิคมของประเทศตะวันตกนักล่าเมืองขึ้น เป็นประเทศที่สนับสนุนสหรัฐฯในระหว่างทำสงครามเวียดนาม เป็นประเทศชายแดนติดกับพม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ดินแดนแห่งรอยยิ้มแห่งนี้มีรอยยิ้มให้เห็นเป็นปกติ กระทั่งเกิดบรรยากาศหน้าทางการเมืองอย่างในเวลานี้

การสร้างฐานะทางการเงินสำหรับเศรษฐกิจแบบใหม่มาจากค่าจ้างแรงงานที่ถูกแต่มีทักษะช่วยให้ประเทศไทยเข้าสู่ระดับโรงงานโลกที่สร้างผลผลิตตั้งแต่รถยนต์ไปยันดิสค์ไดรฟ์ จากการเปิดเผยของไมเคิล ดูนน์ กรรมการผู้จัดการเอเชียแปซิฟิคของเจ.ดี.พาวเวอร์แอนด์แอสโซซิเอต ซึ่งมีฐานในเซี่ยงไฮ้ บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารการตลาด"ที่นี่เป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมญี่ปุ่น--ที่นี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว"เขากล่าว

ในปี2521เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัว10%เป็นครั้งแรก จากปี2530-2536มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย10.1% ไม่มีที่ไหนทำได้แบบนี้นอกจากที่จีน

วิกฤตอัตราแลกเปลี่ยน

แม้ว่าไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีเยี่ยมดังกล่าวมาแล้ว แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นในช่วงหลังของทศวรรษ2533"ไทยตกลงไปในหลุมพรางหนี้สินลึกเกินไป,มีการลงทุนในโครงการจำนวนมากที่ไม่เหมาะสม และมีการปล่อยให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์จนนำไปสู่การวิบัติ"UNDPหรือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติรบุในรายงานเมื่อปี2550

ในเดือนกรกฎาคม2540ไม่สามารถที่จะตรึงระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลเงินบาทไว้ได้ต่อไป จากที่มีอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวที่25บาทต่อ1ดอลลาร์ ภายในเวลา6เดือนค่าเงินบาทดิ่งลงฮวบฮาบ และกว่าครึ่งหนึ่งของหนี้สินที่ถูกปล่อยสินเชื่อโดยธนาคารไทยกลายเป็นหนี้เสีย หลายร้อยบริษัทล้มละลายลง

ภายในชั่วสัปดาห์ความโกลาหลในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนลุกลามไปทั่วทั้งเอเชีย จากที่เคยเป็นมหัศจรรย์แห่งเอเชียตะวันออก วิกฤตการณ์ครั้งนั้นก็สร้างวิกฤตการณ์ทางการเงินไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียเช่นกัน

สวรรค์วันหยุดพักร้อน

ประเทศไทยเป็นที่ที่มีวัดส่องแสงสีทองอร่ามและมีประวัติศาสตร์เก่าแก่ เป็นแหล่งที่ดึงดูดใจบรรดานักท่องเที่ยว เต็มไปด้วยความหลายหลาก ตั้งแต่โรงแรม5ดาวไปยันบังกาโลว์มุงสังกะสี มีบาร์สำหรับเต้นรำ ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว14.6ล้านคน และทำรายได้กว่า27.4พันล้านดอลลาร์เมื่อปีกลาย จากการเปิดเผยของรัฐบาลระบุว่า จากเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงต่างๆจะมีผลกระทบต่อสวรรค์วันหยุดของนักท่องเที่ยว ให้ลดจำนวนผู้มาเยือนลงเหลือราว10ล้านคนในปีนี้

ประเทศไทยมีการขยายโรงงานออกไปมาก อย่างเช่น โรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า อิซูซุ ฮอนด้า เจเนรัลมอเตอร์ส์ และฟอร์ด ผลิตรถยนต์มากกว่า1.4ล้านคัน มูลค่ามากกว่า20พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และส่งออกไปจำหน่ายยัง130ประเทศทั่วโลก จากการเปิดเผยของเจ.ดี.พาวเวอร์

ในท่ามกลางความเจริญมั่งคั่ง ช่องว่างระหว่างผู้มั่งมีกับคนยากจนก็ถ่างกว้างขึ้น ในขณะที่นักลงทุนที่มีฐานที่อยู่ในกรุงเทพฯพากันร่ำรวยในปีที่เศรษฐกิจบูม ทว่าชาวนาตามชนบทก็ไม่ได้ประโยชน์โภชน์ผลอะไรไปด้วย อัตรารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของชาวนครหลวงกรุงเทพฯอยู่ที่35,000บาทในปี2550จากการเปิดเผยของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีรายได้ต่อครัวเรือนเพียง340ดอลลาร์ และในนี้ราว13%มีรายได้น้อยกว่า1.35ดอลลาร์ตต่อวัน จากการเปิดเผยของสำนักงานเกี่ยวกับความยากจนระบุ

รหัสสีแห่งความขัดแย้ง

นั่นเป็นเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองของคนในประเทศให้แบ่งแยกด้วยสี สีเหลืองมีฐานหลักในกรุงเทพฯ นครหลวงของไทยที่มีประชากรราว9ล้านคน เมืองที่มีการจราจรติดขัดคับคั่ง ที่ที่มีรถเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์หรูหราขับไปเคียงข้างกับรถตุ๊กตุ๊ก บางครั้งคราวก็มีช้างร่อนเร่ขอทานริมถนน

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามใส่เสื้อสีแดง เป็นประชากรส่วนใหญ่ที่ยากจน และส่วนใหญ่มีฐานที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พวกเขาสนับสนุนทักษิณ อายุ59 นักธุรกิจมหาเศรษฐีผู้ซึ่งออกจากประเทศไทยเมื่อ3ปีที่แล้วจากการถูกทำรัฐประหาร โดยทหารอ้างว่าเขาคอร์รัปชั่น วีระ มุสิกพงศ์ ผู้นำเสื้อแดงบอกว่ามันไม่ใช่สีของการปฏิวัติอะไรที่ไหนหรอก เขาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ให้เผอิญว่าสีแดงนั้นมันขับผิวดำของเขาให้เด่นขึ้น

ในการเลือกตั้ง4ครั้งที่ผ่านมานับจากปี2544ถึง2550ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงพากันเทคะแนนสนับสนุนทักษิณ ใน3ครั้งที่ผ่านมารัฐบาลจากการเลือกตั้งถูกโค่นจากอำนาจโดยผสมผสานกันจากการประท้วงบนท้องถนน,การกดดันจากทหาร และการตัดสินจากศาล

ปลดปล่อยชนบท

ในปี2541ทักษิณ ซึ่งเป็นอดีตตำรวจและก้าวมาเป็นมหาเศรษฐีธุรกิจการสื่อสารได้ตั้งพรรคการเมืองของเขาชื่อไทยรักไทย จากนั้นอีก3ปีพรรคของเขาชนะการเลือกตั้ง248ที่นั่งจากทั้งหมด500ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร

ภารกิจแรกของรัฐบาลทักษิณก็คือการให้สินเชื่อขนาดย่อมแก่หมู่บ้านเพื่อเริ่มต้นธุรกิจชุมชน และแนะนำโครงการสุขภาพราคาถูก ซึ่งได้รับการต้อนรับจากหมู่ประชาชนที่ยากไร้ขนานใหญ่ เพราะไทยมีผู้ติดเชื้อHIVอยู่ราว1.4% จากการคาดการณ์ของสหประชาชาติในปี2551 ขณะเดียวกันก็ส่งตำรวจออกปราบปรามผู้ค้ายาขนานใหญ่ ประชาชนกว่า2,500คนตายในปฏิบัติการนั้น ซึ่งผู้ที่ตายก็ไม่ใช่ว่าทั้งหมดที่พัวพันกับการค้ายาเสพติด ปฏิบัติการนั้นถูกประณามจากองค์การนิรโทษกรรมสากลว่าโหดร้ายทารุณ

ในปี2549ทักษิณชนะการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง โดยคว้าเก้าอี้ในสภามากกว่า377ที่นั่ง และในปีเดียวกันนั้นเอง ผู้นำเสื้อเหลืองคือสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้สนับสนุนทักษิณเริ่มต้นการประท้วงบนท้องถนนเพื่อต่อต้านนายกรัฐมนตรีทักษิณ โดยกล่าวโจมตีว่าทักษิณใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกื้อหนุนผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง

บอยคอตการเลือกตั้ง

ในเดือนมกราคม2549ครอบครัวของทักษิณขายหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คือบริษัท ชินคอร์ปแก่เทมาเส็กโฮลดิ้ง ซึ่งเป็นสำนักการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ด้วยมูลค่า2.15พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งดีลการซื้อขายดังกล่าวคนในตระกูลชินว้ตรไม่ต้องจ่ายภาษี กลายเป็นการจุดประเด็นโจมตีจากเสื้อเหลืองในกรุงเทพฯที่นำโดยเจ้าของสถานีโทรทัศน์คือสนธิ ลิ้มทองกุล ทักษิณกล่าวว่าการประท้วงนั้นแรงจูงใจที่แท้จริงของสนธิเกิดจากพลาดหวังไม่ได้สัมปทานสถานีโทรทัศน์ที่เขาปฏิเสธไม่ช่วยเหลือ

ทักษิณแสดงความรับผิดชอบโดยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่แบบกระทันหัน ส่งผลให้พรรคการเมืองใหญ่3พรรคบอยคอตไม่เข้าแข่งขันส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง หลังจากทักษิณชนะการเลือกตั้งแบบไร้คู่แข่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้ทรงส่งสัญญาณการเข้ามามีบทบาททางการเมืองเป็นหนแรกนับจากปี2535ที่เกิดการนองเลือดขึ้น พระองค์ท่านทรงมีพระบรมราโชวาทในเดือนเมษายนว่าการเลือกตั้งไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะว่าไม่มีฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง หลังจากนั้น2สัปดาห์ศาลได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และทักษิณคงยังเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการบริหารประเทศต่อไป

ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม คณะทหารเข้าทำการรัฐประหารยึดอำนาจเสียก่อนในวันที่19กันยายน2549 ระหว่างที่ทักษิณอยู่ในมหานครนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสหประชาชาติ

พลังประชาชน

ในเดือนธันวาคม2550รัฐบาลที่คณะรัฐประหารสนับสนุนได้จัดการเลือกตั้งใหม่ขึ้น ขณะที่พรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณชื่อพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์2551ทักษิณเดินทางกลับสู่ประเทศไทย เขาต้องเดินทางออกนอกประเทศ6เดือนหลังจากนั้นเพื่อหลีกหนีการดำเนินคดีฐานคอรัปชั่น โดยระบุว่าเขาได้รับการพิจารณาตัดสินที่ไม่เป็นธรรม ในเดือนตุลาคม2551เขาถูกตัดสินให้จำคุก2ปีโดยศาลตัดสินว่าเขาใช้ตำแหน่งขณะเป็นนายกรัฐมนตรีช่วยให้ภริยาซื้อที่ดินของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีคนแรกของพรรคพลังประชาชนคือสมัคร สุนทรเวช อายุ74ปีพ้นตำแหน่งหลังจากอยู่มา9เดือน โดยศาลตัดสินเกี่ยวกับเรื่องเงิน--ว่าเขามีรายได้ราว2,345ดอลลาร์จากการเป็นผู้ดำเนินรายการทำกับข้าวทางโทรทัศน์ พรรคเลยเลือกน้องเขยของทักษิณคือสมชาย วงศ์สวัสดิ์ วัย61ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยผ่านการโหวตของสภาฯ

ในเดือนพฤศจิกายน เสื้อเหลืองที่โทโสผู้อ้างว่าทักษิณซื้อเสียงจากชาวนาผู้โง่เขลาบุกเข้าปิดสนามบินหลัก2แห่งในกรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้โดยสารตกค้างมากกว่า400,000คนเป็นเวลากว่าสัปดาห์ และสร้างความเสียหายให้ประเทศมากกว่า8พันล้านดอลลาร์(ราว270,000ล้านบาท)จากการขาดรายได้จากผู้โดยสารทางอากาศและนักท่องเที่ยว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของธนาคารแห่งประเทศไทย

การประท้วงที่ท่าอากาศยาน

หลังจากนั้น1สัปดาห์ ศาลได้ตัดสินให้ยุบรัฐบาลจากข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียง จากการส่งฟ้องของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่บชี้ว่านักการเมืองอาวุโสของรัฐบาลบางรายถูกตรวจสอบพบว่ากระทำผิดฐานซื้อเสียง ทำให้การประท้วงปิดสนามบินต้องยุติลงไปด้วย

ในเดือนกรกฎาคมมีการออกหมายเรียกดำเนินคดีแกนนำเสื้อเหลืองที่นำการประท้วงยึดสนามบิน ซึ่งมีการดำเนินคดีฐานความผิดเกี่ยวกับกฎหมายการเดินทางทางอากาศ และกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยได้ลงนามผูกพันไว้ด้วย จากการรายงานของหนังสือพิมพ์ไทย ผู้ถูกดำเนินคดีนั้นก็รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย นายกษิต ภิรมย์ด้วย โดยเขารีบไปรายงานตัวต่อตำรวจในวันที่6กรกฎาคมเพื่อรับฟังข้อกล่าวหา โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ธานี ทองภักดีได้ยืนยันกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก กษิตเพิ่งบอกกับนักข่าวในกรุงเทพฯเมื่อเร็วๆนี้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด โฆษกกระทรวงกล่าวว่าใครที่ไปขึ้นเวทีต่อหน้าฝูงชนในการประท้วงยึดสนามบินระหว่างการประท้วง ก็ควรยังต้องมีตำแหน่งรัฐมนตรีได้ต่อไป

บอนไซประชาธิปไตย

"ประเทศไทยมีการบอนไซประชาธิปไตย"จรัล ดิษฐาภิชัย แกนนำเสื้อแดงกล่าว"เมื่อไหร่ที่ประชาธิปไตยเจริญเติบโต ใครบางคนก็จะตัดตอนให้มันแคะแกรน"

ในเดือนเมษายนเสื้อแดงพากันลุกฮือประท้วงเรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ และขวางการจัดประชุมอาเซียนซัมมิตในเมืองพัทยา การประชุมนี้เต็มไปด้วยผู้นำเอเชียที่ทรงอิทธิพล รวมทั้งนายกรัฐมนตรีจีนเหวินเจียเป่า พากันหนีออกที่นั่นด้วยเฮลิคอปเตอร์

แม้ว่าทักษิณซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัยในต่างประเทศจะกล่าวต่อผู้สนับสนุนเขาที่ลุกฮือขึ้นประท้วงผ่านทางภาพที่เผยแพร่มายังที่ประท้วง โดยเรียกขานการลุกฮือประท้วงครั้งนั้นว่า"ปฏิวัติประชาชน"หรือการ"ทำการยึดอำนาจโดยประชาชน"หรือไม่ก็ตาม ทักษิณ--ผู้ซึ่งลี้ภ้ยอยู่ที่ไหนไม่แน่ชัด--ก็ระมัดระวังเสมอที่จะกล่าวสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

คำกล่าวของเขานั้นสอดคล้องกับผู้นำชาวคลองเตยกว่า80,000คน ครูประทีป อึ๊งทรงธรรมฮาตะ สตรีที่มีความสูง5ฟุต(152เซ็นติเมตร)นักกิจกรรมผู้ที่รู้จักกันดีในประเทศไทยว่าเป็น"เทพธิดาสลัม"ผู้เกิดในคลองเตย ใช้ชีวิตวัยรุ่นในการจัดการชุมชนสลัมให้ชาวสลัมได้มีบ้านพักอาศัย และเป็นแกนนำการเรียกร้องประชาธิปไตยในปี2535

ไม่มีความหวัง

"ในอดีตนั้นประชาชนไร้ความหวัง"ประทีป วัย57กล่าว"แต่หลังจากทักษิณเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนก็ได้เห็นประชาธิปไตยที่สัมผัสและกินได้ พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น มีอาหารมากขึ้นและมีโอกาสที่จะมีงานทำ แต่เดี๋ยวนี้ประชาชนพบว่าประชาธิปไตยนั้นมี2ระดับชั้น"

ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า95%เป็นชาวพุทธ ตอนนี้มีปัญหาทางด้านความมั่นคง--อันเนื่องมาจากความไม่สงบใน3จังหวัดภาคใต้ติดกับพรมแดนมาเลเซียลุกขึ้นเรียกร้องการปกครองตนเอง คาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า3,400คนนับจากปี2547เป็นต้นมา อภิสิทธิ์กล่าวว่าไทยอาจอนุญาตให้มีการปกครองตนเองมากขึ้น รวมทั้งให้ใช้กฎหมายชาเรียะห์ซึ่งเป็นกฎหมายอิสลามเพื่อลดเหตุการณ์ไม่สงบลงมา

เมื่อเปรียบเทียบกัน การขับเคี่ยวต่อสู้ระหว่างเหลือง-แดงก็นับว่าปัญหาน้อยกว่ามากนัก ในปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งเพียง7ราย และหลายร้อยคนบาดเจ็บในการปะทะบนท้องถนน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาสนธิผู้นำเสื้อเหลืองก็เพิ่งรอดพ้นการสังหารด้วยการระดมยิงใส่รถที่เขานั่งมากว่า50นัดจากมือปืนมาได้ ขณะที่ผู้นำเสื้อแดงอ้างว่าคนเสื้อแดงอย่างน้อย10คนถูกสังหารไประหว่างการประท้วงในเดือนเมษายนเช่นกัน

การคาดเดาถึงพระพลานามัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงอยู่เหนือการเมืองเรื่องที่มีการขัดแย้งกัน เมื่อปีกลายการไม่ปรากฎพระองค์ในพระราชพิธีสำคัญหลายครั้ง ทำให้สื่อมวลชนต่างประเทศพากันคาดเดาไปถึงพระพลานามัยของพระองค์ เมื่อวันที่5ธันวาคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงไม่ได้เสด็จลงพระราชทานพระราโชวาทต่อพสกนิกรชาวไทยเป็นหนแรกในวาระเฉลิมพระชนม์พรรษา พระองค์ท่านมีพระวรกายที่ค้อมลงด้วยทรงพระชราภาพ ปรากฎพระองค์ล่าสุดในเดือนมิถุนายนในการพระราชพิธีทางพุทธศาสนาเพื่อเสด็จพระราชกุศลแด่พระเชษฐาที่สวรรคต และในวโรกาสได้รับรางวัลด้านสิทธิบัตรจากภาพข่าวประจำพระราชสำนักเมื่อวันที่24มิถุนายน

ส่วนงานของรัฐบาลยังคงมีเสถียรภาพในมือของนายกรัฐมนตรีวัย44อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำซึ่งสะท้อนภาพของนักการเมืองสหราชอาณาจักร เกิดในนิวคาสเซิล อังกฤษ เป็นบุตรของศาสตราจารย์นายแพทย์ เขาเรียนที่อีตันคอลเลจ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีนายกรัฐมนนตรีอังกฤษ18คนเคยเรียนที่นั่น ก่อนจะมาจบปริญญาสาขาการเมือง ปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด

ดาวรุ่ง

อภิสิทธิ์กลับสู่ประเทศไทยในปี2529เขาเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนนายร้อยจปร.ก่อนจะลงเลือกตั้งในปี2535กับพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ เป็นพรรคศูนย์กลาง-ขวาคือประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมกับพรรคที่เชิดชูระบบรัฐสภาที่เดินตามระบบรัฐสภาอังกฤษ ในปี2540หลังประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลผสมและมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ให้อำนาจแก่สภามากขึ้น เขาได้เป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย

ในปี2548เพียง4ปีให้หลังที่ประชาธิปัตย์สูญเสียอำนาจให้กับพรรคทักษิณ อภิสิทธิ์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้าน รัฐบาลผสมของเขาตอนนี้มี280จากทั้งหมด480เสียงในสภา ส่วนพรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณตอนนนี้ชื่อพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.มากที่สุดในเวลานี้

เพื่อให้การเมืองสงบลง อภิสิทธิ์ได้เสนอแผนการให้เกิดปรองดองกันขึ้น รวมทั้งกำหนดการเลือกตั้งใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง อาจเป็นไปได้ที่จะมีการนิรโทษกรรมทางการเมือง และให้คำมั่นจะจัดการเลือกตั้งใหม่หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เสถียรภาพการเมือง

"คำถามก็คือ:รัฐบาลจะสามารถรับประกันว่าจะประสบผลสำเร็จทั้งการสืบพระราชสันตติวงศ์และทำให้การเมืองมีเสถียรภาพได้หรือไม่?"แคนเตอร์ ฟิตซ์เจอรัลด์ กล่าว"นี่จะนำไปสู่เรื่องที่ง่ายขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ปกติ แทนที่จะนำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจ"

เสถียรภาพเป็นเรื่องที่น่ายินดีและเป็นข่าวที่รอคอยสำหรับผู้ประกอบการอย่างบิลล์ ไฮเนคเก้ นักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เครือโรงแรมและภัตตาคารซึ่งเป็นที่สนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงเข้าไปถือหุ้นไว้ราว4%

บุตรชายของนักข่าวเสียงอเมริกา,ไฮเนคเก้มาที่กรุงเทพฯตั้งแต่วัยรุ่นในยุคทศวรรษ2503 ตอนนี้ธุรกิจของเขามีโรงแรมในเครือ27แห่ง รวมทั้งโรงแรมโฟร์ซีซั่นและแมริออต และเครือรีสอร์ตอนันธารา

ในการประท้วงปิดสนามบินเมื่อเดือนธันวาคม ยอดผู้เข้าพักของแมริออต กรุงเทพฯตกลงมามีผู้เข้าพักเพียง20%จาก80% และฟื้นตัวเป็นยอดผู้เข้าพัก65%ในไตรมาสแรกปีนี้ หุ้นMINORขึ้นมาราว700%จากปี2541ถึงปี2551 ปีนี้ตกลง1%ซื้อขายที่ราคา7.8บาทเมื่อวันที่7กรกฎาคม

กลับไปสู่ธุรกิจ

เพื่อเรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติกลับมา อภิสิทธิ์ใช้เวลาไปฮ่องกง1วันเมื่อ15พฤษภาคม และตามมาด้วยการไปสิงคโปร์ และจีนในเดือนมิถุนายน

"ประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไปและกลับมาสู่ธุรกิจ"เขากล่าวต่อที่ประชุมสื่อมวลชนในฮ่องกง อภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ดี"ผมบอกคุณได้เลยว่าพระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ดียิ่ง ความต่างๆทรงทราบถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและทรงพิจารณาได้สอดคล้องเหมาะสมต่อสถานการณ์"

ในการสัมภาษณ์ในทำเนียบรัฐบาลที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมอิตาลีเมื่อ5วันก่อน อภิสิทธิ์ได้เปิดเผยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว

(ต้นฉบับของบลูมเบิร์กคือIn an interview at his Italianate office in Government House in Bangkok five days later, Abhisit discloses that Bhumibol, who has 4 children and 11 surviving grandchildren, has already endorsed his only son as the next king.

“The crown prince is the designated heir,” Abhisit says. )

เราเดินทางไปเยือนบ้านของนักลงทุนเซียนหุ้นเฟเบอร์700กิโลเมตรทางเหนือของกรุงเทพฯ ไฮไลต์ของการไปหนนี้ก็มีทั้งมนต์เสน่ห์ของประเทศไทย และความเสี่ยงในอนาคตของการลงทุน

เฟเบอร์เป็นคนสวิสโดยกำเนิดเดินทางมาเที่ยวไทยเมื่อ36ปีก่อน และย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่เมื่อปี2543 ทุกวันนี้เขามีชีวิตราวกับท่านบารอนผู้โอ่อ่ามั่งคั่ง มีหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกของอาดัม สมิธเรื่องความมั่งคั่งแห่งชาติวางอยู่ข้างๆ บนเรือนไม้สักริมแม่น้ำปิง นอกกำแพงเมืองโบราณอายุนาน1,000ปีของกำแพงคูรอบนครเชียงใหม่

เมื่อพลบค่ำลงมาในนครที่มีวัดส่องประกายสีทอง เฟเบอร์ตัดสินใจออกไปหาละเลียดเบียร์ โดยโดดขึ้นคร่อมคาวาซากิขนาด1,150ซีซี มอเตอร์ไซค์คู่กาย ไม่กี่นาทีก็มาถึงบาร์ติดแสงไฟนีนอน ที่ซึ่งมีเพื่อนสาวจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือผู้ยากจนมานั่งคอยเอาอกเอาใจอย่างฉันมิตร โดยเธอเป็น"สาวนั่งดริ๊งค์"ในราคาเพียง80บาท

สูงขึ้นไปจากพื้นถนน10เมตรนั้นมีภาพเขียนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตระหง่านอยู่พร้อมกับข้อความ"ทรงพระเจริญ" นี่เป็นความรู้สึกของนักลงทุนแบบไทยๆ พวกเขาคงต้องยอมรับอย่างเงียบๆว่า แดนแห่งรอยยิ้มนี้ก็คงวันใดวันหนึ่งที่ต้องหลั่งน้ำตาให้กับการผลัดแผ่นดินเปลี่ยนรัชกาล
............

0000000000
อย่าพลาดซีรีส์ชุดวิกฤตการณ์ในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:


-ความยุ่งยากวุ่นวายในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย :พระเจ้าปราสาททองตลุยเลือดโค่นบัลลังก์หลานพระนเรศวร
-(ตอนที่2:สงครามกลางเมืองในบั้นปลายรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง และการก่อการรัฐประหารของพระเพทราชา-พระเจ้าเสือในบั้นปลายรัชกาลพระนารายณ์มหาราช
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(3):ศึกสายเลือดชิงราชบัลลังก์ กรณีเจ้าสามพระยา และกรณีพระเจ้าเอกทัศน์VSระเจ้าอุทุมพร
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(4):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(5):ปัญหาสืบราชสมบัติระหว่างลูกมเหสีเอกVSลูกสนม
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(6):ยุวกษัตริย์กับบัลลังก์เลือด
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(7):ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 1 : ฉาก
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(8):ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 2 : ในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เอง หรือ ถูกผู้อื่นยิง
วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(9):ไขปมปริศนากรณีสวรรคต
วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย(ตอนจบ):ด้วยเดชะพระบารมี ทรงพระเจริญยิ่งนาน

จบที่ยุบสภาฯ

ที่มา ไทยรัฐ

กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ยังไม่มีอะไรแน่นอน

เพราะประธานวิปรัฐบาลก็พูดอย่างประธานวิปฝ่ายค้านก็พูดอย่าง ประธานสภาผู้แทนฯ ก็พูดอย่างประธานวุฒิสภาก็พูดอย่าง นายกรัฐมนตรีก็พูดไปอีกอย่าง

5 คน พูดไป 5 อย่าง ชาวบ้านฟังแล้วสับสน ไม่รู้จะเชื่อใครดี??

แถมอดีตประธาน คมช. เจ้าของบันได 4 ขั้น ยังอุตส่าห์โผล่หน้ามาพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญกับเค้าเหมือนกัน

"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่า เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าฟังมากคนก็มากความ

ถ้าจะเอาให้ชัดๆ ต้องฟัง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ผู้จัดการรัฐบาลคนเดียว!!

"สุเทพ" ยืนยันว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องเดินหน้าต่อไป

เพราะเป็นสัญญาสุภาพบุรุษที่ได้ตกลงกันไว้กับพรรคร่วมรัฐบาล

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เบี้ยวซะเองก็เสียคน

ส่วนการที่พรรคเพื่อไทยกลับลำไม่ยอมร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ทั้ง 6 ประเด็น ก็เชิญตามสบาย

พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคจะจับมือกับวุฒิสภาลุยถั่วแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปตามเงื่อนไขเดิม

"สุเทพ" มั่นใจว่าเสียง ส.ส.รัฐบาล บวกกับเสียงบางส่วนของ ส.ว. ก็เพียงพอที่จะโหวตสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา

แต่จะแก้สำเร็จหรือไม่ "แม่ลูกจันทร์" ยังไม่ชัวร์

เนื่องจาก "ผู้จัดการรัฐบาล" กับ "นายกรัฐมนตรี" ขัดแย้งกันเอง

นายกฯอภิสิทธิ์ เห็นว่าถ้าฝ่ายค้านไม่เอาด้วย ก็ไม่ควรเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อความสมานฉันท์ ทุกฝ่ายควรมีความเห็นพ้องต้องกัน

เมื่อยังมีความขัดแย้งกัน ถึงจะแก้ รัฐธรรมนูญก็ยังมีความขัดแย้งอยู่ดี

คือใช้กรณีพรรคเพื่อไทยเป็นเงื่อนไขล้มโต๊ะซะเลย

เพราะใครๆก็รู้ว่า "อภิสิทธิ์" ไม่ต้องการ แก้รัฐธรรมนูญ

คนในพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ!!

ก็มีแต่ "สุเทพ" คนเดียวที่เห็นว่าเมื่อไปตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลไว้อย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำตามสัญญา

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงพิสูจน์ บารมี "ผู้จัดการรัฐบาล" กับ "นายกรัฐมนตรี" ว่าใครคือผู้ชี้ขาดการแก้รัฐธรรมนูญตัวจริง??

ล่าสุด ในการประชุมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ที่บ้านพิษฯ เมื่อเย็นวานซืน ที่ประชุมลง มติยืนยันให้เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นต่อไป

เท่ากับ "นายกฯอภิสิทธิ์" ถูกพรรคร่วมกดดันต้องยอมจำใจเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อตกลงเดิม

"แม่ลูกจันทร์" เคยกระชุ่นไว้ว่า ถ้า พรรคประชาธิปัตย์มีความจริงใจจะแก้รัฐธรรมนูญ กันจริงๆ

ถึงพรรคเพื่อไทยจะไม่เอาด้วย ก็ยังแก้ได้สะดวกโยธิน

ถึงแม้รัฐบาลมี ส.ส.รวมทั้งสิ้น 245เสียง ยังไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้ง 2 สภารวมกัน

แต่ถ้าได้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา อีกแค่ 67 คน (จาก ส.ว.ทั้งหมด 148 คน) รวมกันแล้วจะได้เสียงสนับสนุน 312 เสียง

เกินกึ่งหนึ่งไปหนึ่งเสียง แก้รัฐธรรมนูญ ได้อย่างสบายแฮ

ปัญหาอยู่ที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ซึ่งไม่เต็มใจแก้รัฐธรรมนูญ จะยอมโหวตให้หรือเปล่าเท่านั้นเอง??

ถ้า ส.ส.ประชาธิปัตย์ "ไม่โหวต" การแก้รัฐธรรมนูญก็ล้มกลางคัน

ถ้าแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ พรรคร่วมรัฐบาลก็แตกกระเจิง

ก็มีเหตุอันควรที่นายกฯอภิสิทธิ์จะยุบสภาฯ

ฟันธง...เกมจะจบที่ยุบสภาฯ ไม่ใช่ จบที่แก้รัฐธรรมนูญ.

"แม่ลูกจันทร์"

คิวตามน้ำเพื่อแผ่นดิน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_39767

ในอารมณ์ของเซียนข่าวที่มองประเด็นตรงกันโดยอัตโนมัติ

สังเกตว่า หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันที่ 14 ตุลาคม หลายฉบับเลือกเอาช็อตที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นั่งเคียงข้างกับ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพรรค ระหว่างประชุมรับรองการแต่งตั้งนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นรองนายกฯ ขึ้นหราเป็นภาพข่าวหน้าหนึ่ง


ตามทางข่าวล้อกับกระแสการปีนเกลียวในหมู่คนพรรคประชาธิปัตย์ แตกออกเป็น 3 ก๊ก 3 ก๊วน

"อภิสิทธิ์" กับ "เทพเทือก" แตกคอ เล่นกันคนละคีย์

คิวเดียวกันยังมีช็อตขำๆตามรายงานข่าวที่ ส.ส.หญิงของพรรคประชาธิปัตย์ใช้โทรศัพท์

มือถือแอบถ่ายภาพหลุดของ "เทพเทือก" นั่งหลับแบบหมดสภาพในห้องประชุมพรรค ขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ที่นั่งอยู่ข้างๆนึกสนุกด้วย ขอดูรูปถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่

หยอกล้อกันเป็นที่ครึกครื้น

เอาเป็นว่า โดยฉากจู๋จี๋ดู๋ดี๋ หักมุมกับคิวเหยียบตาปลากันเอง ลดโทนข่าวร้อนๆของประชาธิปัตย์ให้เย็นลงไปได้หลายองศา


และก็เป็นอะไรที่ยังอยู่ในจุดที่พูดจาภาษาเดียวกัน ในฉากที่ "เทพเทือก" ประสานแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาลนั่งโต๊ะกินข้าวเย็นกับนายกฯอภิสิทธิ์ที่บ้านพิษณุโลก

จูนคลื่นตรงกันในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ


"บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ หัวขบวนพรรคเพื่อแผ่นดิน นายเนวิน ชิดชอบ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายใหญ่ค่ายภูมิใจไทย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ บอสใหญ่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

"ขาใหญ่" พากันโล่งอกโล่งใจ

เมื่อได้ยินจากปากนายกฯอภิสิทธิ์โดยตรง พร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในแนวของคณะกรรมการสมานฉันท์ตามโปรแกรมเดิม


ทั้งหมดทั้งปวง โดยการนัดร่วมโต๊ะระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์กับแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาล ตามโปรแกรมจูนคลื่นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั่นเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว

แต่โดยยุทธศาสตร์ที่ลึกไปกว่านั้น คือการกระชับช่องว่าง รักษาระยะห่างระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์ กับขุนศึกพรรคร่วมรัฐบาลที่ประคองนั่งร้านให้แคบลง หลังเสียตัวเชื่อมสำคัญยี่ห้อ "นิพนธ์ พร้อมพันธุ์" ที่ถอนสมอออกไป

"อภิสิทธิ์" จำเป็นต้องต่อสายตรงกับเพื่อนร่วมรัฐนาวา

ในอารมณ์ที่สังเกตว่า เออออห่อหมกกับพรรคร่วมรัฐบาลมากขึ้น


โดยเฉพาะคิวล่าสุด พรรคที่ครึ้มอกครึ้มใจกว่าใครน่าจะเป็นคิวของพรรคเพื่อแผ่นดิน ผ่านการดีลของนายพินิจและนายปรีชา เพราะในหัวข้อสนทนานอกจากปมหลักเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ยังมีวาระแทรกพิเศษเรื่องบิ๊กโปรเจกต์ประมูลคลื่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี

ตามท่าทีของนายกฯอภิสิทธิ์ คล้อยตามแนวทางของ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที ที่หักลำสวนทางกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

ยื้อเปิดประมูล ป้อนเค้กให้กลุ่มทุนข้ามชาติ

ล่าสุดมติที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจที่นายกฯอภิสิทธิ์นั่งเป็นประธาน ก็กั๊กข้อสังเกตให้เลขาธิการ กทช.นำไปพิจารณาประกอบ ก่อนจะลุยถั่วเปิดประมูลคลื่น 3 จี


ต้องไม่ให้กระทบรายได้ของ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม เน้นเรื่องสัดส่วนถือหุ้นของทุนข้ามชาติ เงื่อนไขการประมูลต้องชัดเจนไม่หมกเม็ดเอื้อเอกชน ที่สำคัญไม่ผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน

นัยว่า ตามเงื่อนไขของกระทรวงไอซีทีฯเป๊ะๆ

ในมุมการเมือง "อภิสิทธิ์" คล้อยตามพรรคเพื่อแผ่นดิน ซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาล


แต่ถ้ามองกันตามเนื้อผ้า โดยยึดเอาประวัติศาสตร์จากโครงการสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคบุกเบิก สูตรสำเร็จของเมืองไทย เอกชนเหมาสัมปทานฟันค่าต๋ง รัฐบาลขาดทุนบักโกรก

กำไรไปตกอยู่กับบริษัทข้ามชาติที่เป็นหุ้นส่วนใหญ่

ไอ้ที่อ้างกันว่า เก็บสัมปทานให้รัฐเป็นจำนวนมาก สุดท้ายก็ผลักภาระตกไปอยู่ที่ประชาชนคนไทยผู้ใช้บริการ โดนโขกค่าบริการอ่วม


เหนืออื่นใด โดยตัวอย่างก็เพิ่งเห็นกัน กับอภิมหาสัมปทานโทรศัพท์

มือถือที่สร้างกำไรมหาศาล ตัวเลขหลายหมื่นล้านที่เป็นเงื่อนไขหลักที่ทำให้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โดนล้มโต๊ะจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะตัดสินใจพลาด ขายหุ้นธุรกิจให้กับบริษัทเทมาเสกสัญชาติสิงคโปร์

โยงกับปัญหาความมั่นคงของชาติ

โดยเดิมพัน โปรเจกต์นี้มันมากกว่าคำว่า "ธุรกิจ".

ทีมข่าวการเมือง

สถานะเศรษฐกิจ

ที่มา ไทยรัฐ

ที่ประชุม ครม.ที่ผ่านมา คุณกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังได้เสนอกรอบวงเงินลงทุนตาม แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เพิ่มขึ้นอีก 2.4 แสนล้านบาท จากเดิมที่เคยอนุมัติไป แล้ว 1.06 ล้านล้านบาท

ทำให้กรอบวงเงินในโครงการไทยเข้มแข็งเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านล้านบาท

โครงการไทยเข้มแข็งที่ว่า ไม่ค่อยจะเห็นเป็นรูปธรรมเท่าไหร่ แต่ที่เห็นกันจะจะก็คือ โครงการเศรษฐกิจชุมชนพอเพียง ที่ฉาวโฉ่อยู่ในขณะนี้

สารพัดทุจริต

ฟังการแก้ตัวของคนในรัฐบาลแล้วพะอืดพะอม ยังไม่มีการทุจริตบ้าง รู้ตัวคนโกงแล้วบ้าง ไล่คณะที่ปรึกษาออกไป แล้วบ้าง เตรียมลงโทษอย่างนั้นอย่างนี้

ก็ยังเห็นลอยนวลอยู่ดี

ประเภทจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เห็นจะรอชาติหน้าตอนบ่าย เอาแค่คำว่าขอโทษก็ไม่เคยได้ยินจากปากรัฐบาลชุดนี้ เพราะถือหลักการสร้างภาพ ถ้ายอมรับผิดก็จะเป็นการขัดกับหลักการสร้างภาพไปฉิบ เห็นความแตกต่างของมาตรฐานความรับผิดชอบและการตรวจสอบชัดเจน

ดีใส่ตัว ชั่วใส่คนอื่น

ทุจริตกันชนิดกลางวันแสกๆ ปล้นจากกระเป๋าชาวบ้านตรงๆอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แทนที่งบประมาณจะถึงมือของชาวบ้าน ในรูปของผลกประโยชน์หรือเม็ดเงิน ถูกดูดเอาตั้งแต่ต้นทางจนเกลี้ยง

พันธุ์ข้าวยังโกงชาวนา

แทนที่จะคิดรับผิดชอบหรือระงับโครงการ กลับยิ่งทุ่มเทเม็ดเงิน เข้าโครงการไม่หยุด เงินเหล่านี้ก็คือภาระที่ชาวบ้านจะต้องรับผิดชอบ โดยเฉลี่ยต่อคนต่อหัวของประชากรทั้งประเทศ ประชาชนซวยสองต่อ โดนโกงด้วยแล้วต้องมาตามใช้หนี้อีกต่างหาก

สองเด้ง

เห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะนำไปใช้ใน โครงการประกัน ราคาพืชผลการเกษตร ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท สมทบงบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีก 2.3 หมื่นล้านบาท รวมทั้งโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์และโครงการอื่นๆ ห้ามกะพริบตา

สัปดาห์หน้าก็จะขอใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ อีก 1.5 แสนล้านบาท รวมเป็นการใช้จ่ายตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ไปแล้ว 3.5 แสนล้านบาท

หนี้ทั้งนั้น

เคยเกริ่นไปแล้วว่า ให้จับตาดูนโยบายไทยเข้มแข็งให้ดี ประชาชนเข้มแข็งหรือรัฐบาลนักการเมืองเข้มแข็ง สรุปแล้วชีวิตคนไทยวันนี้ก็ยังไม่พ้นวังวน โง่ จน เจ็บอยู่ดี ถูกจับเป็น ตัวประกันทั้งปีทั้งชาติพับผ่า.

หมัดเหล็ก

‘บาลูกาปาลัส’ โอกาส/ความระแวง กับการเป็น ‘หมู่บ้านสีแดง’

ที่มา ประชาไท

คงถือเป็นคราวซวย ถ้าหากวันดีคืนดีบ้านที่ของคุณถูกประกาศให้อยู่ในเขต ‘สีแดง’ โดยที่คุณเองไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร และหากไม่ทำความเข้าใจกันให้ดีระหว่างผู้ประกาศกับผู้ได้รับผลกระทบด้วยแล้ว ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจคงจะยิ่งสะท้อนกลับมาแรงเป็นพิเศษเหมือนกับที่ เป็นไปในหมู่บ้านบาลูกาปาลัส หรือ...หมู่บ้านสีแดง!!

หมู่บ้านบาลู กาปาลัส อยู่ในตำบลบาลอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา พื้นที่นี้ผู้ติดตามข่าวความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้คงคุ้นหูกันดี เนื่องจากตกเป็นข่าวบ่อยจนคล้ายเป็นยี่ห้อของอำเภอไปแล้ว ดังนั้น คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่หมู่บ้านนี้จะตกอยู่ในความหวาดระแวงหากมองจากสายตาของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ด้วยเหตุผลในการประกาศดูเบาและไม่ค่อยมีคำอธิบายมากนัก ประกอบกับคดีที่ผู้ใหญ่บ้านถูกยิงเงียบหายไปอย่างน่ากังขา คนในหมู่บ้านจึงเริ่มมีคำถามปรากฏการณ์ทาสีที่เกิดขึ้นกับตนเอง

“ในหมู่บ้านไม่ค่อยเกิดเหตุรุนแรง แต่ที่ประกาศเป็นพื้นที่สีแดงเนื่องจากมีคนในหมู่บ้าน 2 คนถูกออกหมายจับโดยมีข้อกล่าวว่าเป็นโจรก่อความไม่สงบซึ่งสองคนนั้นได้หนีออกจากหมู่บ้านไป ทางการจึงมองว่าที่นี่เป็นสีแดง และเป็นมา 4 ปีแล้ว” มอยิ วาแม โต๊ะอิหม่ามแห่งมัสยิดดารุลฮฺดา กล่าวถึงที่มาที่ไปของสี หลังจากนั้นก็มีหน่วยทหารพรานเข้ามาตั้งฐานในหมู่บ้าน มีการเชิญตัวชาวบ้านไปให้ปากคำตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ก็ปล่อยตัวออกมาเป็นส่วนมาก ระยะหลังนี้ไม่ค่อยมีการเชิญตัวแล้ว คงคล้ายวางใจขึ้นแต่สีแดงก็ยังอยู่

“สีแดงที่ทางการให้พื้นที่นี้เป็น หมายความเหมารวมทุกคนว่าเป็นโจรหมด แต่ทั้งหมู่บ้านจะไม่มีคนดีเลยหรือ” โต๊ะอิหม่ามตั้งคำถามไปตามภาพรวมของหมู่บ้านพร้อมกับยกความสำเร็จด้านการ ศึกษาของเยาวชนในหมู่บ้านมาการันตี เพราะปกติในสายตาของเจ้าหน้าที่มักมองว่าแนวร่วมผู้ก่อเหตุความรุนแรงคือ เยาวชนที่ไม่เรียนหนังสือหรือติดยาเสพติด แต่สำหรับในหมู่บ้านสีแดงแห่งนี้กลับมีคนจบปริญญาตรีและปริญญาโทของรัฐบาล หลายคน อีกทั้งยังเป็นหมู่บ้านที่มีเศรษฐกิจดี หลายบ้านมีสวนยางของตัวเอง แต่พอไปสมัครงาน สิ่งที่คาใจเสมอคือทำไม ‘ปริญญาตรีสีแดง’ จึงสู้ ‘ปริญญาตรีมีเส้น’ ไม่ได้

“เด็กข้างบ้านเคยไปสอบเข้าทำงาน แกนั่งติดกับคนที่อื่นที่ไม่ได้มาจากพื้นที่สีแดง เด็กมาเล่าให้ฟังว่าเขาขอลอกก็ให้ ปรากฏคนที่ลอกกลับได้ทำงาน มันเสียความรู้สึกนะ มันกีดกันโอกาส เด็กที่นี่เข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐเยอะ ทั้งวิทยาลัยครูยะลาหรือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แต่กลับไม่มีความหวังได้ทำงานดีๆ”

นี่ คงเป็น ‘โอกาส’ ที่มอยิมองว่าหายไปพร้อมกับการเป็น ‘หมู่บ้านสีแดง’ ระยะหลังเขาเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่องปัญหายาเสพติด ส่วนหนึ่งมาจากการที่เด็กเริ่มห่างไกลจากศาสนา เขาสังเกตว่าเด็กในหมู่บ้านที่ติดยาส่วนมากคือเด็กที่ไปเรียนสายสามัญในตัวอำเภอ ไม่ใช่เด็กที่เรียนสายศาสนา ส่วนเด็กที่ว่างงานเพราะไม่มีโอกาสก็อาจเข้าสู่วงจรนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนปัญหายาเสพติดนั้นดูเหมือนมอยิจะมีข้อสงสัยต่อความจริงใจของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างค่อนข้างแรงเช่นกัน

“ในหมู่บ้านไม่มียาเสพติด” โต๊ะอิหม่ามยืนยัน มันมาทางรถยนต์

“มันมาจากข้างบน ไม่ได้แอบมา ด่านก็เยอะทำไมมาถึงที่นี่ได้และมาได้มาก อยากตั้งข้อสังเกตว่ามีการยัดเงินผ่านด่านมาหรือไม่และข่าวที่มีว่าจับได้ นั้นจับเอาดาวหรือไม่” มอยิยังวิพากษ์แถมลงไปถึง ‘โครงการญาลันนันบารู’ ที่รัฐจัดให้มีการอบรมเรื่องยาเสพติดหรือบำบัดเด็กติดยาในพื้นที่ว่า ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ ที่สำคัญคืออาจเป็นเพียงการจัดอบรมมาเพื่อใช้งบประมาณเท่านั้น แต่ไม่มีเจตนาเด็กให้เลิกยาเสพติด เพราะพอเด็กกลับมาเจอบรรยากาศเดิมๆก็กลับมาติดยาเหมือนเดิมอีก ทางออกเดียวจะทำได้สำเร็จคือ ‘การสกัด’ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าหน้าที่นั่นเอง

“ไม่มีอะไรจะเสพแล้วจะหาอะไรมาดูด” เขาให้เหตุผลอย่างเรียบง่ายที่สุด

เรากลับออกมาจากหมู่บ้านพร้อมความคิดบางอย่าง บางทีนี่อาจเป็นมุมย้อนแย้งของสถานการณ์ชายแดนใต้ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเองสามารถระแวงและมอบ ‘สีแดง’ ให้คนหมู่บ้านนี้ได้ แต่ในส่วนที่ชาวบ้านยินยอมให้ใช้อำนาจโดยดีกลับดูไม่เต็มที่นัก มันก็ไม่น่าแปลกใจเช่นกันที่โต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านผู้นี้จะตั้งข้อระแวง ถึงผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐกลับคืนไปบ้าง

ที่มา: ศูนย์ข่าวอามาน

ภาคประชาชนออกแถลงการณ์สืบทอดเจตนาวีรชน 14 ตุลา ทวงคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน

ที่มา ประชาไท

(14 ต.ค.) องค์กรภาคประชาชน และประชาชนจากหลายภาคส่วน ร่วมกันออกแถลงการณ์ “สืบทอดเจตนาวีรชน 14 ตุลาคมให้สมบูรณ์” เชิดชูจิตใจและวีรกรรมของวีรชนผู้เสียสละ ในโอกาสครบรอบ 36 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ระบุเรียกร้องชนชั้นนำ ขอเตือนให้ยุติการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อเจตนารมณ์ของวีรชน ด้วยการใช้อำนาจเผด็จการทุกรูปแบบ ให้ข้าราชการรัฐ ทั้งทหาร ตำรวจ ตุลาการ ข้าราชการพลเรือน มีจิตสำนึกจงรักภักดีต่อประชาชน เคารพรัฐธรรมนูญส่วน นักวิชาการ ปัญญาชน นักสิทธิมนุษยชน องค์กรพัฒนาภาคเอกชน นักกิจกรรมทางสังคม สื่อมวลชน ฝ่ายซ้ายเก่า นักศึกษา ศิลปิน นักเขียน กวี นักการเมือง พรรคการเมือง ต้องยุติบทบาทการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตย

นอกจากนั้นยังเสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 มาใช้และปรับปรุงแก้ไข และยกเลิกหรือยุติการบังคับใช้กฎหมายที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย อาทิ พ.ร.บ.ความมั่นคง และกฎหมายอาญามาตรา112 ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พร้อมเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จัดการยุบสภา เลือกตั้งใหม่

อ่านแถลงการณ์


แถลงการณ์ สืบทอดเจตนาวีรชน 14 ตุลาคมให้สมบูรณ์

ในโอกาสครบรอบ 36 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 พวกเราดังมีรายนามแนบท้ายแถลงการณ์นี้ ขอเชิดชูจิตใจ และวีรกรรมรักชาติ รักประชาธิปไตย ชิงชังเผด็จการทุกรูปแบบของวีรชนผู้เสียสละชีพ ผู้บาดเจ็บทุพพลภาพ และผู้เข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนั้นให้สูงเด่น

พร้อมกันนี้ก็ใคร่ขอเรียกร้องไปยังฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

1.บรรดาชนชั้นนำ ขอเตือนให้ยุติการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อเจตนารมณ์ของวีรชน ด้วยการใช้อำนาจเผด็จการทุกรูปแบบ ทั้งเผด็จการอำนาจนิยมจารีตนิยม เผด็จการทหาร เผด็จการซ่อนรูปด้วยการใช้หน่วยงานสถาบันต่างๆของรัฐเช่น ตุลาการ องค์กรอิสระใต้การครอบงำของชนชั้นนำ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นต้น ในการฉกฉวยคอรัปชั่นอำนาจทางการเมืองไปเป็นของชนชั้นนำ เหยียบย่ำทำลายหลักการประชาธิปไตย ดื้อรั้นไม่ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง กระทั่งการช่วงชิงอำนาจจากประชาชนอย่างไร้ยางอาย

กับขอให้ยุติการนำทรัพยากรของประเทศไปตอบสนองผลประโยชน์ของชนชั้นนำ รวมไปถึงการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อชนชั้นนำเพียงหยิบมือ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง

2.บรรดาข้ารัฐการ ทั้งทหาร ตำรวจ ตุลาการ ข้าราชการพลเรือน ต้องมีจิตสำนึกที่ถูกต้องว่าการเป็นข้ารัฐการในระบอบประชาธิปไตยนั้นต้องจงรักภักดีสนองพระเดชพระคุณของประชาชนผู้จ่ายภาษีให้ท่านเป็นอันดับแรก ต้องเคารพรัฐธรรมนูญ เคารพรัฐบาลที่มาจากเสียงที่แท้จริงของประชาชน ต้องยุติค่านิยมศักดินาและค่านิยมอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของชาติ

3.บรรดานักวิชาการ ปัญญาชน ต้องยุติบทบาทที่สนับสนุนให้ท้ายการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งมวล เช่น การเข้าไปรับใช้ชนชั้นนำ สนองตอบผลประโยชน์ชนชั่นนำที่ไม่ ได้มาจากการเลือกของประชาชน ยุติการทำลายหลักการประชาธิปไตย อันกอรปไปด้วย หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หลักเสรีภาพ หลักเสมอภาค หลักนิติรัฐนิติธรรม และหลักเสียงข้างมากแต่ไม่ละเมิดเสียงข้างน้อย

4.บรรดานักสิทธิมนุษยชน องค์กรพัฒนาภาคเอกชน นักกิจกรรมทางสังคม ต้องยุติพฤติการณ์ที่น่าละอายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงปรากฎการณ์สนับสนุนการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะการให้ท้ายอันธพาลการเมืองกลุ่มพันธมิตรอย่างไม่ลืมหูลืมตา การให้ท้ายเผด็จการปราบปรามความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย การทำตัว2มาตรฐานไปถึงไร้มาตรฐานในการให้ท้ายกลุ่มอันธพาลการเมือง แต่หนุนหลังการปราบปรามฝ่ายประชาชน รวมถึงการหน้าด้านเสนอตัวไปเป็นสว.ลากตั้ง ทั้งที่เป็นการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตย

5.บรรดาสื่อมวลชน สื่อกระแสหลักทั้งหลายพึงสำนึกว่า ในระยะหลายปีมานี้พวกคุณได้ร่วมกันก่อกรรมทำเข็ญต่อประชาธิปไตย ด้วยการให้ท้ายหรือสมคบคิด หรือเป็นสาวกบริวารให้กับชนชั้นนำ เผด็จการที่ทำลายประชาธิปไตย ไร้ความเป็นกลาง เต็มไปด้วยอคติเลือกข้าง และห่างไกลไปจากสภาพของ"หมาเฝ้าบ้าน"ไปทุกที ทั้งยังกัดเจ้าของบ้านอยู่เป็นนิตย์ จนพวกท่านไม่เป็นที่ต้อนรับของประชาชน ตอนนี้ยังชีพอยู่ได้ด้วยการหล่อเลี้ยงของชนชั้นนำในรูปของเงินโฆษณา การให้สัมปทานคลื่น ความถี่ต่างๆ ทำตนประดุจสุนัขรับใช้อำมาตย์ ท่านสมควรต้องปรับปรุงแก้ไขโดยไว

6.บรรดาฝ่ายซ้ายเก่า นักศึกษา ศิลปิน นักเขียน กวี การเปลี่ยนสีแปรธาตุไปเป็นลูกไล่ให้เผด็จการอมาตยาธิปไตย เป็นการกระทำทรยศต่อวีรชน14ตุลาอย่างไม่มียางอายใดๆ หากท่านจะขายวิญญาณมีพฤติการณ์อันน่าสะอิดสะเอียนนี้ต่อไป ขอให้ประกาศตนชัดเจน แสดงธาตุแท้ออกมาให้ล่อนจ้อนว่า กระทำไปโดยสันดานแท้ส่วนตนของท่าน ไม่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในกรณี 14 ตุลาคม 2516แต่อย่างใด เพื่อปกป้องเกียรติยศของวีรกรรม14ตุลาเอาไว้

7.บรรดานักการเมือง พรรคการเมือง ต้องยุติการแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะหน้า เพื่อช่วงชิงการเป็นรัฐบาล เพราะนี่ไม่ได้มีความหมายใดๆเลยต่อประเทศชาติ หากยังอยู่ใต้ระบอบอุปถัมภ์ อยู่ภายใต้อิทธิพลของอมาตยาธิปไตยชนชั้นนำ หรือต้องยุติพฤติการณ์อันน่ารังเกียจทั้งการขึ้นสู่อำนาจโดยปราศจากความเห็นชอบอันแท้จริงของประชาชน

8.เราขอเสนอแนวทางพัฒนาประชาธิปไตยในระยะกลางและระยะเฉพาะหน้าดังนี้

-ขอสนับสนุนการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เพื่อยกระดับการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องยืนยันหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตย และขอคัดค้านการเคลื่อนไหวเพื่ออำมาตยาธิปไตยทั้งทางตรงและทางอ้อม

-ขอเสนอให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องเสนอให้มีการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ทางวัฒนธรรม เหมือนเช่น ข้อเสนอของปรีดี พนมยงค์ และการสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพื่อความเป็นธรรมที่สำคัญ เช่น การปฏิรูปที่ดินโดยการกระจายการถือครองทีดิน กำจัดการถือครองที่ดิน การสร้างรัฐสวัสดิการโดยการเก็บภาษีที่ก้าวหน้า ฯลฯ การสร้างประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม โดย ยอมรับความหลากหลายของท้องถิ่น ชาติพันธุ์ จึงต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ

-ขอเสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2540 มาใช้และปรับปรุงแก้ไข โดย มีหลักการสำคัญคือ ลดอำนาจอำมาตยาธิปไตย เช่น อำนาจขององคมนตรี อำนาจนอกระบบ อำนาจกระบวนการศาล ฯลฯ และเพิ่มพื้นที่ ประชาธิปไตย และอำนาจภาคประชาชน เช่น ให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิการเลือกตั้งได้ในทุกระดับในพื้นที่ทำงาน ให้ยกเลิกการกำหนดวุฒิการศึกษาสำหรับผู้สมัครการเลือกตั้งในทุกระดับ ฯลฯ

-เสนอให้ยกเลิก หรือยุติการบังคับใช้กฎหมายที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย คือพ.ร.บ.ความมั่นคง และกฎหมายอาญามาตรา112ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

-ในระยะเฉพาะหน้าขอเสนอให้รัฐบาลอันขาดความชอบธรรม ทั้งที่มาและการดำรงอยู่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จัดการยุบสภา เลือกตั้งใหม่และเคารพเสียงตัดสินของประชาชน และยุติ 2 มาตรฐานทั้งหมด

พร้อมกันนี้เราขอเรียกร้องต่อประชาชนเพื่อนร่วมชาติ ให้ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันประเทศชาติของเราก้าวไปสู่ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ สืบทอดเจตนารมณ์การปฏิวัติของคณะราษฎร สืบทอดเจตนารมณ์วีรชน14ตุลาคมให้สมบูรณ์ ผลักดันประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในประเทศของเรา และขุดโค่นอุปสรรคขัดขวาง และบรรดาองค์การ สถาบันและการกระทำอันไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งมวลให้สูญสิ้นไปโดยไว

มีแต่หนทางดังกล่าวนี้ จึงจะได้ชื่อว่าสืบทอดเจตนาวีรชน 14 ตุลาคมให้สมบูรณ์อย่างแท้จริง

ด้วยความเชื่อมั่น

14 ตุลาคม 2552

บุคคลและองค์กรที่ลงนามร่วม

เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์วีรชนเดือนพฤษภาคม
กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม อีสาน(กสส.)
สำนักกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและการปกครองตนเอง
ชมรมศิลปินเพื่อความยุติธรรม
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตยท้องถิ่น ภาคเหนือตอนล่าง
ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนัง แห่งประเทศไทย(ส.พ.ท.)
สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ สระบุรี
สหภาพแรงงานสหกิจวิศาล สระบุรี
สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
นายบุญยืน สุขใหม่ ประธานสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาไอทีเอฟ
นายพรมมา ภูมิพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ(ส.พ.ท.)
นายวัฒนะ วรรณ องค์กรเลี้ยวซ้าย
ใจ อึ๊งภากรณ์
น.พ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล
นายชำนาญ จันทร์เรือง
นาย ทิวากร โสภา
นายทองธัช เทพารักษ์
ครรชิต พัฒนโภคะ องค์กรเลี้ยวซ้าย
สิทธิ์ จันทาเทศ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
บุญผิน สุนทราลักษ์ สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก
วิทยากร บุญเรือง
คมลักษณ์ ไชยยะ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
นายจิรวัฒน์ เทียนเงิน
นายประสิทธิ์ รวมพิมาย
นางสาวสุพิศ ศรีเจริญ
นางบุญช่วย ศรีเจิญ
พีรพัฒน์ หาญมโนวิริยะ
สุชาติ พรมมี ชมรม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พัทยา
นายทรงกลด สันตสว่าง
คุณ ทัศน์วิไล ( PICKY) กลุ่ม RED IN JAPAN
สุรเสกข์ เชษฐ์ไชย
บูรพา พินิจพรไพศาล
สุปราณี ถียัง
จุมพล สังขะเกตุ
ศรายุทธ ตั้งประเสริฐ
นายพิชิต พิทักษ์
นายพิษณุ ไชยมงคล
นายประสาท ศรีเกิด
นายเจษฎา โชติกิจภิวาทย์
อาณัติ สุทธิเสมอ
นายสมศักดิ์ ภักดิเดช
เดโช กำลังเกื้อ
รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
กานต์ ทัศนภักดิ์
นุชจิรา แสงสุชล
จักรภพ เพ็ญแข
นุชรินทร์ ต่วนเวช
สุณี ครองพิพัฒน์สุข
นายนันทวัฒน์ ศรีภิรมย์ นิสิตวิศวกรมมศาสตร์ จุฬาลงกร์มหาวิทยาลัย
สิริพร ทองบ่อ นิสิตปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
ฯลฯ

ร้อง กกต.ยุบ 6 พรรคร่วม เหตุถก 'เนวิน-พวก' แก้ รธน.

ที่มา ประชาไท

พลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอำนาจรัฐของสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมมวลชนกลุ่มสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย (ส.ป.ท.) จำนวนประมาณ 10 กว่าคน เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กกต.โดย พลเรือเอกบรรณวิทย์ กล่าวว่า ตนและกลุ่มสมัชชาประชาชนฯ มายื่นเรื่องกรณีเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิ์ การเลือกตั้ง เข้าหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่บ้านพิษณุโลก ซึ่งถือเป็นการใช้สถานที่ราชการเป็นสถานที่หารือกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ใน

“เมื่อหารือเสร็จแล้วนายเนวิน ชิดชอบได้แถลงว่า มีการอวยพรวันเกิดตนเอง และหารือในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญโดยจะให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 2 วาระแล้วค่อยไปดำเนินการทำประชามติ ซึ่งเท่ากับว่านายเนวิน ได้ยอมรับว่าตัวเองมาร่วมในการหารือเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ วันนั้นมีอยู่ 6 พรรค นอกจากนายเนวิน ชิดชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกุล และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่มาในนามตัวแทนพรรครวมใจไทยแล้วยังมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายพินิจ จารุสมบัติ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ก็ครบ 6 พรรคเลย นายบรรหาร ศิลปอาชา ก็มาร่วมกับนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล โดยไม่เกรงกลัวต่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่อง 111 และ 109 ที่ ห้ามมิให้ยุ่งกับการเมือง ถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้ง และห้ามยุ่งในกิจการการเมือง แต่นายอภิสิทธิ์ กลับเรียกทั้งหมด มาหารือ ณ สถานที่ราชการ คือบ้านพิษณุโลก ตรงนี้ กกต. ต้องดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว” พลเรือเอกบรรณวิทย์กล่าว

พลเรือเอกบรรณวิทย์ กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีทำครั้งนี้เป็นการน่าเกลียดมากและเป็นการตบหน้าประชาชนทั้งประเทศ และหาก กกต. ไม่ดำเนินการภายใน 2 สัปดาห์ จะมีการไปร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบ กกต.

“วันนี้ถ้า กกต.ไม่ดำเนินการ แล้วเราเป็นพี่น้องประชาชนจะอยู่ใต้กฎหมายได้อย่างไร เราอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายหลักของประเทศ แต่ท่านนายกฯ เอง กลับไม่ทำตามกฎหมาย และมุ่งหวังที่จะรักษาประโยชน์ส่วนตัวเองเพื่อให้ได้อำนาจบริหารประเทศได้นานที่สุด โดยไม่คำนึงถึงว่า การได้มานั้นจะเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญปี 2550 อันนี้เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ดูตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องยุบพรรคทั้ง 6 พรรคเลยครับ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย จึงได้มายื่น กกต.ขอให้ กกต.รีบดำเนินการ ในระยะเวลา 2 อาทิตย์ ภายใน 2 อาทิตย์ ถ้า กกต. ไม่รีบดำเนินการ ก็จะไปแจ้งข้อกล่าวหา กกต. ตามมาตรา 157 (ละเว้นปฏิบัติหน้าที่) หลายเรื่องแล้วที่ กกต.โดนสมัชชาประชาชนฯ แจ้งข้อกล่าวหา ท่านอย่าทำสบายใจไป ท่านอย่าเห็นพี่น้องประชาชนไม่มีความหมาย ผมเตือนท่านว่า 3 หนา 5 ห่วง เป็นตัวอย่างนะครับ ไม่เป็นไรครับวันนี้ท่านยังอยู่ดีอีก 4-5 ปีก็ 3 หนา 5 ห่วง ม้วน 2 ครับ”

“วันนี้อำนาจบริหารทำผิดเสียเอง กระบวนการยุติธรรมก่อนถึงศาลก็ไปไม่ได้เรื่องไม่ไปถึงศาล ท่านเนี่ยอยู่ระหว่างกลางจะต้องดำเนินการแต่ไม่ดำเนินการเลย เตือนท่าน ท่านกินเงินเดือนจากประชาชน และวันนี้ท่านไม่รักษาหน้าที่ของท่าน ขอให้ท่านรีบดำเนินการโดยด่วน เพราะ ในอีกส่วนหนึ่งของสมัชชาประชาชน จะไปดำเนินการร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจครอบคลุม แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินก็เป็นอีกองค์ กรหนึ่งที่ไม่ทำหน้าที่เลย ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินทำหน้าที่ วันนี้คงไม่ต้องมีเสื้อเหลือง วันนี้ไม่ต้องมีเสื้อแดง เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถดำเนินการไปได้เลย โดยที่ไม่มีคนร้อง แต่วันนี้ไม่ทำเลย กลับไปขึ้นเงินเดือนตัวเอง โดนคดีขึ้นเงินเดือนตัวเอง” พลเรือเอกบรรณวิทย์กล่าว

พลเรือเอกบรรณวิทย์ กล่าวตำหนินายอภิสิทธิ์ ว่าเปลี่ยนแปลงไปจากตอนเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน “ผมชื่นชมพรรคประชาธิปัตย์กับอภิสิทธิ์ เมื่อตอนเป็นฝ่ายค้าน แต่ตอนนี้อภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีกับอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านเป็นคนละคนแล้วครับ เช่น เอ็นจีวี ตอนเป็นฝ่ายค้านบอกว่าไม่ดีอย่างงั้น ไม่ดีอย่างงี้ ตอนนี้บอกโปร่งใสตรวจสอบได้ ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ใครละครับ ไอ้หน้าหล่อๆ ที่ขึ้นไปฉับๆๆๆ ในสภา ใครละครับต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญ แต่พอมาเป็นนายกรัฐมนตรี บอกต้องแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น แล้ววันนี้ พี่น้องประชาชน จะอยู่ตรงไหน คนคนเดียวกัน เรื่องดินแดนเขาพระวิหาร ตอนเป็นฝ่ายค้านบอกต้องอย่างงี้ๆ โอ้โหผมเคลิบเคลิ้มเลย แปะรูปคุณอภิสิทธิ์ ไว้ข้างฝา แล้ววันนี้เป็นยังไงครับ บอกเข้าใจฮุนเซนดี ต้องพูดไปอย่างงั้น แล้วทำไมท่านไม่พูดให้พี่น้องประชาชนชาวไทยได้ภาคภูมิใจบ้างทุกวันนี้เขมรขู่เอาๆ เราก็กลัวเอาๆ เข้าใจเขา เขาต้องหาเสียงทางการเมือง แล้ววันนี้คุณอภิสิทธิ์ปกครองประเทศ ทำอะไรบ้าง เลวร้ายที่สุดก็คือเรียกพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องคำพิพากษาศาลตัดสิทธิ์ทางการเมือง บ้านเลขที่ 111 และ 109 เข้ามาหารือทางการเมืองในสถานที่ราชการ สมัชชาประชาชนฯ ขอประณามท่านครับ”

สุรชาติ บำรุงสุข: ปฏิรูปการเมืองรอบที่ร้อยก็ไม่ยั่งยืน (ถ้าไม่ปฏิรูปกองทัพ)

ที่มา ประชาไท

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาจนถึง พ.ศ.นี้ เรายังต้องพูดคุยกันเรื่องบทบาทของกองทัพกับการเมืองอยู่ เพราะมันยังคงเป็นเงื่อนปมสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยก้าวๆ หยุดๆ สะดุดและถอยหลังอย่างสม่ำเสมอ
‘สุรชาติ บำรุงสุข’ นักวิชาการจากรั้วจามจุรีที่ศึกษาด้านความมั่นคงมายาวนานพูดถึงโจทย์สำคัญเรื่องนี้กันอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องคิด “พิมพ์เขียวความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาล” กันอย่างจริงจัง
เรามีวีรชนมากมายจากหลายเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 6 ตุลา 2519 พฤษภา 2535 ครั้งแล้วครั้งเล่ากับความสูญเสียที่แลกมากับชัยชนะชั่วครู่ยาม หลังจากเหตุการณ์พฤษภา 2535 ผู้คนพากันนอนใจ และพากันมุ่งความสนใจไปยังโจทย์ปฏิรูปการเมือง ซึ่งวันนี้หลัง 19 กันยา 2549 เราก็กำลังถกเถียงกันอยู่ว่ามันควรออกมาในรูปแบบไหน
แต่บทเรียนที่ผ่านมาพิสูจน์ชัดจนทำให้นักวิชาการด้านความมั่นคงคนนี้ยืนยันว่า
“การปฏิรูปการเมือง ในท้ายที่สุดถ้าเกิดขึ้นได้ก็ไม่ยั่งยืน จนกว่าจะมีการปฏิรูปกองทัพคู่ขนานกันไป”
0000
ถาม- ชนชั้นนำไทยมักเชื่อว่าการยึดอำนาจจะแก้ปัญหาได้ มีสักครั้งไหมที่มันแก้ปัญหาได้จริง
สุรชาติ มันแก้ได้ในความหมายที่มองจากเขา มองจากเรา เราก็รู้สึกว่ารัฐประหารไม่แก้ปัญหา แต่มองจากมุมเขา เกือบทุกครั้งรัฐประหารมันแก้ปัญหา มันหายไปจริง เราเห็นอะไรในอดีต นักการเมืองเขาหิ้วกระเป๋ากลับบ้านไปเปิดสำนักทนายที่บ้าน รอให้รัฐธรรมนูญเปิดมาใหม่จึงเข้ามาหาเสียงใหม่ แต่พอปี 2549 มันแปลก เขาไม่กลับ เขาสู้ แล้วคนสู้ รัฐประหารเก่าๆ คนกลัวทหาร แต่รอบนี้สัญลักษณ์ที่สำคัญคือ คุณลุงที่ขับแท็กซี่ชนรถถัง เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านเชิงสัญลักษณ์ว่าคนไม่กลัวทหาร เอาเข้าจริงๆ กลายเป็นว่า สิ่งที่ พล.อ.สนธิ คิด ไม่ผิด ถ้าการเมืองปี49 มันอยู่ ณ ที่เดิมเหมือนสมัยจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม หรือแม้กระทั่งช่วงก่อน 14 ตุลา
ผมคิดว่าชนชั้นนำไทยไม่ตระหนักว่าการเมืองไทยมันเปลี่ยน และมันเปลี่ยนนานแล้ว ไม่ใช่เปลี่ยนเพราะทักษิณมา ทักษิณมาเป็นเพียงภาพสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและอะไรอื่นๆ ทั้งหมดของระบบการเมืองไทย แต่เปลี่ยนแล้วมันเดินได้ไหมอีกเรื่องหนึ่ง
แต่วิธีการรัฐปะหาร และการหาเหตุผลในการรัฐประหารก็เปลี่ยนด้วยเหมือนกัน เพราะแต่ก่อนไม่มีภาคประชาชนเข้ามาเป็นเงื่อนไข
สุรชาติ อันนี้เป็นการเปลี่ยนที่ใหญ่ เวลาล้มรัฐบาลพลเรือนสมัยก่อนไม่ต้องอ้างอะไรมาก คอมมิวนิสต์ เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนเป็น คอรัปชั่น ฉะนั้น วิธีคิดทั้งหลายทั้งปวงยังอยู่ที่เดิม แต่พอสังคมเปลี่ยนแล้วไม่ตระหนักว่าสังคมเปลี่ยน มันคือความอันตราย เพราะเอาวิธีคิดชุดเดิมมาใช้โดยคิดว่าจะควบคุมสังคมหลังกันยา 49 ได้
ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น คือ คุมอะไรไม่อยู่สักอย่างหนึ่ง ผมถึงพูดอยู่เสมอว่านี่แหละคือการเมืองใหม่ การเมืองใหม่ไม่ใช่ 70-30 แต่การเมืองใหม่ของจริงคือการเมืองที่รัฐประหารไม่สามารถเป็นคำตอบและเครื่องมือของการคุมระบบการเมืองได้เหมือนเช่นในอดีต
ที่เราเห็นชัด คนรุ่นผมในสมัย 6 ตุลา 14 ตุลา พูดกันเยอะเรื่องความตื่นตัวของประชาชนในยุคนั้น ซึ่งสงสัยไม่จริง จริงๆ คือพวกเราขบวนการนักศึกษาตื่นตัว แล้วเราก็อ้างประชาชน เราเห็นปี 35 ก็เห็นความตื่นตัวระดับหนึ่ง แต่ปี 49 เอาล่ะ อาจจะมีข้อขัดแย้งในภาคประชาชน แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนคือประชาชนตื่นตัวจริงๆ คุณลุงที่ขับรถแท็กซี่อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง เราเห็นการเมืองของคนชั้นล่าง หรือที่ชอบพูดกันว่ารากหญ้า อันนี้แหละคือของจริง เพียงแต่เราจะยอมรับไหมว่าวันนี้มันเกิดสงครามชนชั้น เป็นการต่อสู้ทางชนชั้นในยุคที่ไม่มีคอมมิวนิสต์นำ เพราะมันมีโครงสร้างทางอำนาจของความเหลื่อมล้ำมานาน ไม่เคยปะทุ ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องอธิบายด้วยลัทธิมาร์กซ์นะ เป็นแต่เพียงวันนี้รอยต่างของการเมืองไทยมันสะท้อนภาพอีกชั้นคือ โครงสร้างของอำนาจทางเศรษฐกิจ มันโยงถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมือง
ฉะนั้น การตื่นตัวของคนชั้นล่างหลังกันยา 49 วันนี้ชัด แล้วคนเมืองก็มีคำตอบว่า ถูกซื้อ โง่ พูดกันอย่างนั้นมาตลอด โดยเราไม่ยอมรับเลยว่าความตื่นตัวของประชาชนในชนบทเป็นอะไรที่น่าสนใจ เสียดายว่านักรัฐศาสตร์ส่วนหนึ่งก็ไปกับกระแสวิธีคิดที่มองด้วยฐานะสายตาแบบคนเมือง ผมไม่อยากใช้คำว่าสายตาที่มีชนชั้นกำกับนะ ที่เชื่อว่าคนชนบทไม่สามารถตื่นตัวด้วยตัวเองได้ เหมือนกับในสมัยก่อน ชนชั้นนำไทยก็เคยเชื่อว่าคนชนบทตื่นตัวเองไม่ได้หรอก ต้องให้พรรคคอมมิวนิสต์มาปลุก ถ้าคนชนบทเริ่มสนใจการเมืองข้อหาก็คือ คอมมิวนิสต์ แต่เผอิญยุคนี้ไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์ก็กลายเป็นถูกซื้อ
ฉะนั้นมุมอย่างนี้น่าสนใจ เพราะพอการเมืองเคลื่อนไป กันยา 49 มันกลับไปคลิ๊กที่เมือง ชนชั้นกลางในเมือง สื่อ ปัญญาชน เอ็นจีโอ 4 พลังหลักของกระแสประชาธิปไตยเดิมในปี 35 มันเกิดอะไรขึ้น สามปีนี้บางคนยังไม่ใส่เกียร์ถอยหลังเลยนะ
เดิมอาจารย์ทำวิทยานิพนธ์เรื่องรัฐประหาร และมีข้อสรุปว่าทหารจะออกจากการเมืองต่อเมื่อทหารรู้ว่ามันมีต้นทุนในการอยู่ในการเมืองมันสูงกว่าการอยู่ในการเมือง ทีนี้หลังรัฐประหาร 49 ยังอธิบายอย่างนี้ได้ไหม แล้วตกลงทหารอยู่หรือถอยออกจากการเมือง หรือมันไม่ใช่แล้ว การทำรัฐประหารมันไม่ใช่ทหารแล้ว เพียงแค่ไม่กี่คนในทหาร
มันก็ยังอธิบายได้ เวลาทำรัฐประหารคงต้องทำความเข้าใจว่าเป็นเรื่องระดับผู้นำ คงไม่ได้หมายถึงทหารจริงๆ ทั้งหมด ในมุมของผู้นำทหาร ผมคิดว่าตัวอย่างของการถอยที่ชัดเจนคือการยอมเปิดให้สังคมไทยเป็นเสรีนิยมมากขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐธรรมนูญปี 2521 ทหารยอมเข้าเกียร์ถอยหลังออกจากการเมือง และที่สำคัญกว่าคือเป็นการรักษาตัวสถาบันของทหาร ตรงนี้จะเปรียบเทียบได้กับเหตุการณ์พฤษภา35 ที่ทหารไม่ยอมประเมินสถานการณ์ หรือคำนวณรายรับรายจ่ายของการอยู่หรือถอย จึงเข้าเกียร์ถอยหลังไม่ทัน
แต่พอรอบนี้ผมกลัวว่าจะไปซื้อรถที่ไม่มีเกียร์ถอยหลังเข้า พอเดินเข้าไปก็ไม่ประเมินต่อ แต่พอเข้าปีที่3 ผมคิดว่าเขาเริ่มประเมิน ผู้นำทหารและทหารในหลายส่วนในกองทัพเริ่มคิด เริ่มเห็นการตื่นตัวของคนรากหญ้าในชนบท
ดังนั้น รัฐประหารรอบนี้น่าสนใจ กระบวนการคิด ไม่เฉพาะทหาร แต่กับชนชั้นนำไทยทั้งหมด รวมถึงพลังประชาธิปไตยที่เปลี่ยนไปว่าตกลงจะอธิบายปัญหาแค่ความกลัวทักษิณอย่างเดียวหรือ หรือมันไปไกลเกินกว่าปัญหาการกลัวทักษิณ คิดว่าการรัฐประหารเป็นการถอยประเทศไทยออกจากระบบทุนนิยม เพราะเชื่อว่าทุนนิยมต้องสามานย์ ปัญญาชนฝ่ายซ้ายในอดีตที่เคยเคลื่อนไหวกับพรรคคอมมิวนิสต์อาจคิดว่าสอดรับเพราะดีที่ไม่เอาทุนนิยม แต่วันนี้ก็มีปัญหาว่า พอไม่เอาทุนนิยมมันจะเดินไปอย่างไร เพราะในโลกที่เป็นจริงก็คือทุนนิยมกับสังคมนิยม ถ้าสังคมนิยมไปไกลก็เป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งวันนี้ก็ล้มไปหมดแล้ว ก็ไม่มีคำตอบอีก ในขณะที่ไม่มีคำตอบ การเมืองตกลงจะเอาประชาธิปไตยไหม ก็บอกเอาประชาธิปไตยแต่เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ เราได้ยินบ่อยนะวลีนี้ คำพูดนี้ในอดีตคนที่พูดบ่อยคือจอมพลสฤษดิ์ แต่ตอนที่จอมพลสฤษดิ์พูดนั้นเขาอธิบายด้วย แต่คนรุ่นหลังพูดมันลอยๆ ไม่มีการอธิบาย ตกลงมันคือประชาธิปไตยแบบไม่มีการเลือกตั้งหรือเปล่า หรือเป็นประชาธิปไตยที่ต้องมีการควบคุม หรืออาจจะเรียกว่า Limited Democracy ประชาธิปไตยแบบจำกัด เอามาจากศัพท์ทางทหาร Limited War แต่ก็ไม่รู้อีกว่าจำกัดนี้มันขนาดไหน ผมก็เลยเปลี่ยนเป็น Control Democracy แต่ก็ไม่รู้ควบคุมขนาดไหน สุดท้ายจึงจบด้วยภาษาที่ใช้ในอินโดนีเซียคือ Guided Democracy หรือประชาธิปไตยที่ถูกชี้นำ ถ้าใช้สำนวนไทยๆ ก็คือ ประชาธิปไตยที่มีธงนำ พอเป็นอย่างนี้ มันเหมือนกับถอยการเมืองหลังยึดอำนาจไปก่อน 14 ตุลา 16 เป็นช่วงที่จอมพลถนอมยอมเปิดให้มีการเลือกตั้งแต่มีการ control ระบบการเมือง แต่เอาเข้าจริงเราก็เห็นจอมพลถนอมคุมไม่อยู่ ถอยกลับไปก่อนหน้านั้นสมัยจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจ ก็คุมรัฐสภาไม่อยู่อีก
ฉะนั้นเราเห็นกลุ่มการเมืองไทยโดยการควบคุมทั้งหลายทั้งปวงในยุคจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ในยุคซึ่งโลกาภิวัตน์ยังไม่รุนแรง แต่พอจะมาคิดระบบควบคุมการเมืองไทยในยุคหลังกันยา 49 โลกาภิวัตน์เดินไปหมดแล้ว โลกทั้งโลกเดินไปหมดแล้ว รวมถึงสิ่งที่น่าสนใจคือ สงสัยคนชนบทจะเดินไปไกลกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเสียอีก คนในชนบทเริ่มมีความรู้สึกว่า เราพูดเรื่องประชาธิปไตยมาตั้งแต่สู้กับ พคท. ช่วงปลายสงครามคอมมิวนิสต์ พลเอกชวลิต (ยงใจยุทธ) ก็พูดชัดว่า ประชาธิปไตยเท่านที่จะนำพาประเทศไทยออกจากสงครามคอมมิวนิสต์ ฉะนั้นเราก็ชูเรื่องนี้มาตลอดหลัง 66/23 แต่พอวันนึงเราบอกไม่เอา
สมัยนั้นพคท.มีประมาณเท่าไหร่ในประเทศ ถึงล้านไหม เสื้อแดงดูจะเยอะกว่า พคท.นะ เขากลัวไหม แต่เห็นเมษาเขาก็ปราบได้
ตกลงกลัวจริงไหม ก็ถกกันได้เยอะ แต่ว่าในวันนี้เชื่อว่า รถที่เคยขับหลัง 49 ที่ไม่มีเกียร์ถอยหลัง วันนี้หลายคนคงคิดเหมือนกันว่า ถ้าเดินหน้าไปเรื่อยๆ ไปเอาตุลาการมานั่งรถด้วยเป็นน้ำมันเครื่องพิเศษยี่ห้อตุลาการภิวัตน์ขับเคลื่อนแรง คนก็เริ่มเห็นปัญหามากขึ้น กฎหมายสองมาตรฐานและอะไรต่างๆ มันทำท่าจะมีปัญหาเครื่องยนต์เสียแล้ว แล้วเราก็เห็นการเติบโตของการเมืองภาคประชาชนอย่างชัดเจน ตรงนี้เป็นมุมที่นักวิชาการและสื่อต้องให้ความสนใจ ผมไม่เชื่อว่าการขยายตัวตรงนี้เป็นเพียงเพราะถูกซื้อหรือถูกหลอก
ถ้าปัญหาเป็นอย่างนี้สิ่งที่น่าคิดต่อคือ ผู้นำกองทัพในช่วงข้างหน้าจะเป็นไปอย่างไร ประมาณปี 53 พล.อ.อนุพงษ์ ต้องเกษียณ แต่คนก็บอกว่าคิดแค่สั้นๆ ปลาย 52 ก็คงวุ่นแล้ว ปัญหาคือในระยะสั้น และระยะข้างหน้า ผู้นำกองทัพทั้งหลายตระหนักไหมว่าสังคมไทยเปลี่ยนแล้ว ผมคิดว่าคนในกองทัพเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าวันนี้มันไม่เหมือนเดิม
ทหารที่ทำรัฐประหารในวันนี้ก็ต้องเคยเป็นระดับล่างมาก่อน อะไรที่จะทำให้ทหารเข้าใจประชาธิปไตยเพิ่มขึ้น การกล่อมเกลาของทหาร (Socialization) การทำรัฐประหารที่สำเร็จยิ่งไปเพิ่มแต้มให้ความเชื่อเรื่องรัฐประหารแก้ปัญหาได้ ทีนี้เขาจะเข้าใจได้อย่างไรว่าเขามีบทบาทอะไรในประเทศ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้เขามาแก้ปัญหา ไม่ได้คิดว่าทหารเป็นคนไม่ดี เขารักชาติมาก แต่อะไรที่จะทำให้เขารู้สึกได้ว่าสถาบันแบบเขาจะอยู่กับประชาธิปไตยได้ ทหารในโลกประชาธิปไตยเขามีหน้าที่อะไร สงครามมันก็ไม่มีแล้ว
หลังพฤษภา 35 ก็มีคำถามอย่างนี้ ข้อที่น่าสนใจคือ ถามเสร็จคำตอบอาจจะมีไม่หมด และปัญหาคือเราไม่ถามต่อ และไม่แสวงหาคำตอบต่อ พูดง่ายๆ ว่าสังคมไทยทั้งหลังตุลาและพฤษภา 35 เราไม่เคยตอบคำถามกับตัวเองให้ได้เลยว่า ในที่สุดถ้าต้องสร้างประชาธิปไตย พื้นที่ทางการเมืองของกองทัพอยู่ตรงไหน และอยู่แค่ไหน ก่อนพฤษภา 35 มีความสำเร็จคือกุมภาพันธ์ 34 แต่ช่วงหนึ่งรัฐประหารล้มถึง 2 ครั้งช่วงนายกฯ เปรม คนก็เห็นว่าสงสัยรัฐประหารมันไปไม่ไหวแล้ว แต่มันไม่มีข้อเสนอจากภาคของปัญญาชนหรือภาคสังคมว่าถ้าต้องพัฒนาประชาธิปไตยต่อในระยะข้างหน้า ตกลงเราอยากเห็นทหารเป็นอะไร มีคำตอบหยาบๆ ว่า อยากเห็นทหารเป็นทหารอาชีพ ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร วันนี้โจทย์มันกลับไปที่ประมาณหลังพฤษภา 35 ถ้าเราอยากเห็นบทบาทเชิงบวกของทหารในระบอบประชาธิปไตย เราพอมีแนวคิดไหม
ตัวอย่างของต่างประเทศ เขาทำอะไรได้บ้าง ในละตินเขาทำกันอย่างไร
อย่างในละตินอเมริกาน่าสนใจ เพราะระยะเปลี่ยนผ่านของประเทศในละติน ยุโรปใต้ และกับประเทศไทย มีร่องร่อยของระยะเวลาในช่วงเดียวกัน ประมาณทศวรรษ 1980 ข้อน่าสนใจสำหรับผมคือ จนถึงวันนี้ไม่มีรัฐรประหารในละตินอเมริกาที่ประสบความสำเร็จ ส่วนในยุโรปใต้นั้นจบไปแล้วในกรณีของสเปน โปรตุเกส แต่ของเรายังไม่จบทั้งที่ตัวเวลาเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านช่วงเดียวกัน ของเราระยะการพัฒนาทางการเมืองมันเหมือนเดินแล้วสะดุด ถอยหลังกลับไปทุกที หรือว่าเราไม่มีสังคมที่พร้อมที่จะคิดแล้วก็สร้างกรอบความคิดให้สังคมเพื่อนำพาระบอบการเมืองทั้งระบอบเดินไปข้างหน้า ผมสนใจการเมืองละตินอเมริกา เพราะระยะเปลี่ยนผ่านของเขาและเราไล่เลี่ยกัน แล้วเขาสามารถก้าวพ้นระยะเปลี่ยนผ่าน จนในทางทฤษฎีเชื่อกันว่ามันได้ก้าวเลยไปสู่ระยะของการสร้างประชาธิปไตยจริงๆ หรือที่เรียกว่า Democratic Consolidation แต่สังคมไทยเกือบถึงแล้วก็ถอย เกือบถึงแล้วก็ถอย ซึ่งผมไม่รู้ว่าเกิดอะไร
สิ่งสำคัญอันหนึ่งคือ ภาคประชาสังคมของละตินอเมริกาไม่เคยหวนกลับมาเชื่อว่าพลังอำนาจของกองทัพจะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาทางการเมือง วันนี้ภาคประชาสังคมไทย องค์ประกอบ 4 ส่วนที่เคยเป็นพลังหลักประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกลางในเมือง อาจารย์มหาวิทยาลัย สื่อและผู้นำเอ็นจีโอ ถ้ายังเป็นอย่างนี้ อาการสะอึกของเครื่องยนต์ก็คงเกิดขึ้นอีก เพียงแต่เมื่อไหร่
สิ่งที่ผมที่สุดคือ หลายปีที่ผ่านมานี้ เขาเลิกเอาพวกผมที่เป็นนักวิชาการรัฐศาสตร์ไปวิเคราะห์การเมืองแล้ว ต้องใช้โหร การใช้โหรสะท้อนว่าวงวิชาการอธิบายการเปลี่ยนแปลงไม่ได้มากเท่าดวงดาว โดยคำอธิบายทางวิชาการไม่น่าตื่นเต้นแล้ว หรืออธิบายกลับกันก็คือพวกเรานักวิชาการอธิบายจากฐานของการเมืองเดิม แต่พอวันนี้การเมืองมันเปลี่ยนใหม่อย่างนี้ ผมคิดว่าดาวตอบได้มากกว่า จริงๆ ควรต้องชวนโหรมานั่งคุยดีกว่า
ในวงการทหารมีแนวคิดรุนแรงแบบกลับไปปิดประเทศเป็นพม่าเลยไหม
ถ้าจะมี มันก็มีในทุกปีกไม่เฉพาะทหาร ปีกขวาที่ตกขอบก็มีทั้งทหารและพลเรือน ในทุกภาคส่วนสังคมมีคนที่คิดสุดโต่งอยู่ ถามว่าเป็นไปได้ไหมที่มีคนคิดถึงขั้นปิดประเทศ มี ความผิดพลาดใหญ่ของรัฐประหารสิบเก้ากันยา หลายคนยังคิดว่าทำไมไม่ใช้อำนาจให้มากกว่านี้ ถามว่าองค์ประกอบตรงนี้ของกองทัพไหม ผมยังเชื่อ เพราะโดยโอกาสทีได้เข้าไปสอนหนังสือพวกเขาด้วย ทหารเขาไม่ได้คิดสุดโต่งขนาดนั้น ก็เหมือนกับคนในสังคมไทยที่ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดสุดโต่งขนาดนั้น ถ้าทำมันก็ถอยกลับไปประเด็นเดิมเรื่องรายรับรายจ่ายของการทำแบบนั้น น่าสนใจว่าถึงวันนี้ถ้าสมมติพลเอกสนธิต้องเป็นคนตอบ หรือคนทำบัญชีรายรับรายจ่ายของการทำรัฐประหาร พลเอกสนธิจะกล้าปิดบัญชีไหมว่าถึงวันนี้ได้กำไรหรือขาดทุน
ถ้าจะแนะนำให้ทหารรู้จักคำนวณ ตอนนี้เขาฮิตบัญชีครัวเรือน ถ้าทหารจะทำบัญชีกองทัพ อะไรคือปัจจัยที่ต้องติ๊กไว้ในตารางเวลาจะคำนวณรายจ่าย
สิ่งที่ทหารต้องคำนึงคือ ในไทยส่วนใหญ่การศึกษาทหารมักวางไว้ที่ตัวบุคคล ไม่ศึกษากองทัพในเชิงสถาบัน ดังนั้นเวลาเราคำนวณรายรับรายจ่ายในการทำรัฐประหาร มันเกิดเป็นผลที่เกิดขึ้นตัวบุคคล ถ้าขาดทุนคนที่ทำรัฐประหารก็จ่ายไป แต่ไม่มีใครตอบว่ากองทัพในเชิงสถาบันต้องจ่ายไหม ในละตินอเมริกาเราจะเห็นการประเมินทั้งสองมิติ แต่งานในบ้านเราพอประเมินในเรื่องตัวคน ก็ไม่มองถึงสถาบันที่เขาเคยใช้ขับเคลื่อนในการทำรัฐประหารว่าต้องรับอะไรบ้าง ถ้าเมื่อไรทหารเริ่มคิดถึงผลตอบแทนเชิงสถาบัน เมื่อนั้นแหละทหารจะเริ่มคิดมากขึ้น มากกว่าเพียงการเอารถถังออกมาไว้หน้ารัฐสภา เพราะวันนี้คนจะไม่กลับบ้าน คนขับรถแท็กซี่ก็ไม่กลัวรถถัง นักการเมืองก็ไม่หิ้วกระเป๋ากลับบ้านไปเปิดสำนักงานทนายความที่จังหวัดตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนี้ การต่อต้านการรัฐประหารที่ขยายมากขึ้นๆ อันนี้คือสัญญาณของรายจ่ายที่เขาต้องคำนึงถึงมากขึ้นในอนาคต
การรัฐประหารบ้านเราที่เกิดมาได้เรื่อยๆ มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะไม่เคยมีการต่อต้านที่จริงจัง ถ้ามีการต่อต้านอย่างจริงจัง ปรากฏการณ์เสื้อแดงหรืออะไรก็ตามแต่ มันจะทำให้การรัฐประหารปิดฉากไปจากสังคมไทยไหม
ปิดฉากหรือไม่ผมไม่กล้าฟันธง ผมเคยรวบรวมสถิติการทำรัฐประหารในประเทศไทย ที่สำเร็จและไม่สำเร็จทั้งหมด พอถึงอันสุดท้ายผมใส่ 25 แล้วก็ขีด XX คือเป็นเครื่องหมายคำถาม เพราะผมไม่รู้ แต่ถามว่าจริงไหมที่มันเกิดขึ้นมาได้เพราะไม่มีการต่อต้าน จริงส่วนหนึ่งและไม่จริงส่วนหนึ่ง ที่จริงก็เพราะว่าตอนปี 35 ก็มีการต่อต้านใหญ่ ตอนนั้นผมพูดเรื่องทหาร คนหาว่าเชยมาก คนไม่เชื่อแล้วว่าหลังพฤษภา 35 จะมีรัฐประหาร ต้องใช้สำนวนหมอลักษณ์ว่า ทุกคนฟันธงว่ารัฐประหารในเมืองไทยจบแล้ว แต่พอกลุ่มที่เป็นกลุ่มเคลื่อนต่อต้านรัฐประหารในพฤษภา 35 วันนี้กลายเป็นคนเคลื่อนให้ทหารยึดอำนาจเองในกันยา 49 แล้วตกลงจะเอายังไง ผมล้อเล่นว่า หลังพฤษภา 35 กลุ่มนี้ชูธงเขียวอ่อนเรียกร้องรัฐธรรมนูญปี 40 พอถึงกันยา 49 เลยชูธงเขียวขี้ม้าใช่ไหม
ไม่รู้ว่าการต่อต้านเป็นปัจจัยหรือเปล่า แต่วันนี้สิ่งที่เราเห็นคือการขยายวงของคนที่เชื่อว่ารัฐประหารไม่ใช่คำตอบ และเชื่อว่าประชาธิปไตยมีดี มีเลว แต่ถ้าเราเชื่อว่าสังคมนี้ในท้ายที่สุดต้องอยู่กับประชาธิปไตย ก็ต้องสร้างและพัฒนา ประชาธิปไตยไม่ใช่อะไรที่อยู่ๆ มีคนส่งมาให้เรา สำเร็จรูป สังคมไทยต้องเลิกคิดเป็นสังคมเนสกาแฟ หรือมาม่า ทุกอย่างสำเร็จเติมน้ำร้อนชงได้เลย ประชาธิปไตยต้องการการฟูมฟัก การพัฒนา และต้องการเวลาในการสร้างตัวสถาบันทุกส่วน แต่พอเราไม่ทำ พอเกิดปัญหาขึ้นเราก็เชื่อว่าล้มดีกว่า ล้มแล้วร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะมีพิพิธภัณฑ์รัฐธรรมนูญที่ใหญ่ที่สุดในโลก แล้วมันก็จะเป็นวงจรที่ไม่จบ สังคมต้องตอบแล้วล่ะว่าสังคมพร้อมไหมที่จะนั่งแล้วลองคิดว่าถ้าเราต้องอยู่กับประชาธิปไตย คำถามพื้นๆ คือ จะเปิดพื้นที่ให้ทหารเท่าไร อย่างไร ถ้าจะเอาทหารออกจากการเมืองไทย ผมว่าเลิก ไม่เป็นจริง ทหารในต่างประเทศก็อยู่ในการเมืองนะ เพียงแต่สถานะของเขาเป็นอีกบทหนึ่ง วันนี้เราเองอาจต้องนั่งมองว่าทำไมสังคมในอเมริกาใต้ ซึ่งมีระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไล่เลี่ยกับเรา ถึงวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาเจนตินา บราซิล เปรู ซึ่งการรัฐประหารหนักหน่วงกว่าเราเยอะและหนักหน่วงว่าประเทศในเอเชียแต่วันนี้ทหารที่นู่นเข้าแถวแล้วชัดว่ากองทัพดำรงสถานะในการเป็นเครื่องมือของรัฐบาล
ขอถามในส่วนที่เลยไปจากเรื่องรัฐประหาร คำถามแรก อาจารย์ก็คลุกคลีกับวงการทหารมานาน อาจารย์พอมองเห็นแบบแผนไหมว่า ทหารที่เคยเป็นนายพันแบบไหนที่จะขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. มันจะมีกลุ่มหนึ่งที่กลายเป็นผู้นำทหารได้มีองค์ประกอบอะไร พูดกันแตะเส้นอีกหน่อยคือ ต้องเป็นลูกป๋า จริงหรือเปล่า หรือต่อให้เป็นลูกป๋าก็ต้องมีแบบแผนบางอย่างที่จะขึ้นเป็นผู้นำได้
ผมคิดว่ามันมีทั้งแบบแผนและไร้แบบแผน ในความมีแบบแผน ผู้นำกองทัพไทยในอดีต มันมีตำแหน่งบางจุดที่สำคัญ เหมือนเป็นหน้าด่านของการฝึกคนเพื่อขึ้นเป็นผู้นำระดับสูง ตัวอย่างเช่น การขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 หรือผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 1 หรือในสายอำนวยการคือการขึ้นตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการ ผู้นำทหารไทยในอดีตได้สร้างเป็นเหมือนสถานที่ของการฝึกไว้ ถ้าจะบอกว่าไม่มีแบบแผนเลยคงไม่ใช่ กองทัพในอดีตมีขั้นตอนในการเอาขึ้นเข้าตำแหน่งต่างๆ ที่ชัดพอสมควร แต่ต้องตระหนักว่าเมื่อกองทัพเป็นหน่วยราชการ บางครั้งมันก็มีปัญหาเรื่องเส้นสายบ้างเหมือนกัน มีบางช่วงไหมที่เบนออกจากเส้นทางที่ถูกวางไว้ก็มีอยู่ มันจึงมีทั้งมีแบบแผน และไม่มีแบบแผน เมื่อไม่มีแบบแผนมันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้นว่าเปิดช่องให้กลุ่มไหนขึ้นมามีอิทธิพลทางการเมือง แล้วกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับผู้นำทหารฝ่ายใด แล้วจะดึงผู้นำทหารฝ่ายนั้นมาเป็นเสาค้ำฐานะอำนาจทางการเมืองของเขาอย่างไร อันนี้ก็เป็นอีกแบบแผนหนึ่งเหมือนกัน
ฉะนั้นในทั้งสองส่วนมันอธิบายยากพอกัน เพราะท้ายที่สุดขึ้นอยู่กับตัวสถานการณ์แต่ละช่วง วันนี้ถ้าถามว่าตกลงใครจะเป็น ผบ.ทบ.แทนพลเอกอนุพงศ์ คนก็จะบอกว่าโดยตำแหน่งก็ต้องเอาคนที่ย้ายจากเสนาธิการทหารบกขึ้นมาเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก แต่บางคนก็บอกว่า โดยตำนานในกองทัพบกไทย รองผบ.ทบ.หลุดผบ.ทบ.เกือบทุกครั้ง ถ้าเราพูดลึกๆ อันนี้เป็นปัญหาในโครงสร้างของกองทัพพอสมควร ไม่ใช่แต่เพียงปัญหาของผู้นำระดับสูง แต่ยังรวมถึงทหารในตำแหน่งอื่นๆ
พูดง่ายๆ ก็คือ นานมาแล้วที่เราไม่คิดในการวางหลักในการบรรจุคนเข้ารับราชการในตำแหน่งที่สำคัญ ถ้าเป็นกองทัพในต่างประเทศเขามีสิ่งที่เรียกว่าแนวทางการรับราชการ หรือที่เราเรียกว่า career path ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าคนไหนจะขึ้นสู่ตำแหน่งอะไรในแต่ละช่วง แต่พอสถานการณ์บ้านเราที่การเมืองมันผันผวนและความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีสูงมาก เรื่องแนวทางการรับราชการซึ่งเราเคยหวังแบบอุดมคติว่ามันจะเป็นตัวหลักในการวางตำแหน่งคนในกองทัพมันไม่ถูกใช้ ทั้งที่มันเป็นวิธีเดียวที่ทำให้พี่ๆ น้องๆ ในกองทัพไม่ทะเลาะกัน ปัญหาการปรับและเลื่อนชั้นยศนี้ยังเป็นโจทย์ใหญ่
ในอนาคตเราคงมีจุดเปลี่ยนผ่านหลายเรื่อง และสถานการณ์ข้างหน้านี้สังคมก็ดูเหมือนใกล้จุดแตกหักเข้าไปทุกที กองทัพมีเอกภาพพอที่จะรับมือเรื่องนี้ไหม
ก็ต้องมองอีกอย่างหนึ่งว่า กองทัพก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เมื่อสังคมไทยแตก ภายในกองทัพเองก็มีปัญหาเหมือกัน ทั้งวิธีคิด ทั้งอะไรหลายอย่าง สิ่งที่น่าคิดก็คือที่ผมบอกว่าคิดโจทย์ข้ามไปเลย ช่วงระยะเปลี่ยนผ่านมีปัญหาไหม มีแน่ แต่โจทย์ระยะยาว ถ้าการเมืองไทยสามารถสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นได้ ตกลงเราอยากเห็นกองทัพอยู่ตรงไหนในสังคมไทย เราไม่ตอบคำถามนี้ตั้งแต่ปี 35 หลัง 14 ตุลาไม่ว่ากันเพราะระยะเปลี่ยนผ่านตรงนั้นเร็วเกิน แต่หลังปี 35 เราไม่เคยสร้างสิ่งที่ผมเรียกว่า “พิมพ์เขียวความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาล” เมื่อไม่มีพิมพ์เขียนที่ดีว่ากองทัพกับรัฐบาลจะสัมพันธ์กันอย่างไร เราไม่รู้ว่าอำนาจทางการเมืองควรเข้ามาในกองทัพได้แค่ไหน หรือกองทัพควรมีบทบาททางการเมืองมากน้อยเพียงไร ปัญหาตรงนี้ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมไทยต้องตอบแม้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิดอะไรขึ้นในอนาคต
พิมพ์เขียวนั้นจะมายังไง
พิมพ์เขียวนั้นสังคมต้องร่วมกันทำ อย่างที่ผมเรียกร้องเสมอทั้งในข้อเขียนและการพูดว่า การปฏิรูปการเมืองในท้ายที่สุด ถ้าเกิดขึ้นได้ก็ไม่ยั่งยืน จนกว่าจะมีการปฏิรูปกองทัพคู่ขนานกันไป
ถ้ามองในมิติทางทหารหรือมิติของความมั่นคง กองทัพทั่วโลกหลังยุติสงครามคอมมิวนิสต์มีการปฏิรูปหมดแล้ว แต่ถึงวันนี้การปฏิรูปกองทัพไทยซึ่งต้องทำคู่ขนานกับการเมืองก็ไม่เกิด ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปแต่ฝ่ายการเมืองอย่างเดียวไม่พอ ต้องปฏิรูปอำนาจกองทัพด้วย เพื่อให้กองทัพกับการเมืองเดินไปด้วยกันถึงจุดที่มีความสมดุลย์ ไปถึงจุดที่กองทัพไม่กลายเป็นปัญหาทางการเมืองสำหรับพัฒนาประชาธิปไตย
แล้วกองทัพควรมีบทบาททางการเมืองแค่ไหน
เวลาเราคิดถึงอนาคตการเมืองไทยมันคงหนีไม่พ้นว่า แล้วสิ่งที่เปิดพื้นที่ให้กองทัพมันอยู่แค่ไหน มากน้อยเพียงไร พอเราไม่มีพิมพ์เขียวแล้ววันหนึ่งการเมืองมันสวิงกลับ กองทัพก็เปิดบทบาทที่จะเข้าไปมีอำนาจในหลายๆ ส่วนแล้วก็ตามมาด้วยพ.ร.บ.ความมั่นคง
ตัวอย่างหนึ่งเมื่อตั้งคำถามแบบนี้คงต้องถอยกลับเหมือนกันว่าตกลงสังคมไทยคิดยังไงกับคำตัดสินเมื่อวันที่ 7 ตุลา ถ้าเราบอกว่ามันเป็นตัวแบบของปัญหาความมั่นคง ผมถามว่าตกลงถ้ารัฐต้องเข้าไปดูแลควบคุมฝูงชนจะใช้กำลังตำรวจหรือทหาร โดยมาตรฐานสากลจะใช้กำลังตำรวจ แต่เมื่อโดนฟ้องเท่ากับกำลังบอกว่าในอนาคตการควบคุมฝูงชนอาจเป็นอำนาจของทหาร แล้วองค์กรอะไรที่ต้องมาดู มันก็คือ กอ.รมน.วันนี้ดูข่าวทุกวันจะมีโฆษณาจาก กอ.รมน.รณรงค์เรื่องนั้นเรื่องนี้ คนยุคผมดูแล้วก็แปลกดีสมัยก่อน กอ.รมน.รณรงค์เรื่องต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่วันนี้ทำหลากหลายเรื่องและขนาดระยะเปลี่ยนผ่านเดินมาไกลมาก กอ.รมน.ก็ยังอยู่
ดูเหมือนว่าตัวอำนาจชั้นบนของรัฐไทยเหมือนเขายังเชื่อว่าเขายังอยู่ในโลกแบบเก่า ในขณะที่ตัวสังคมจริงมันเคลื่อนไปข้างหน้าแล้ว มองอีกมุมหนึ่ง ถ้าให้ผมตั้งประเด็น ผมกังวลกับความล่าช้าในการปรับตัวของอำนาจชั้นบน กับการที่โครงสร้างอำนาจในระดับล่างทั้งหลายทั้งปวงรวมทั้งเศรษฐกิจมันเคลื่อนไปแล้ว แล้ววันหนึ่งถ้ามันไม่สมดุลกัน สุดท้ายยังไงประเทศนี้ก็ต้องปฏิรูป เพราะมันเดินไม่ได้ และหนีไม่พ้นต้องปฏิรูปโครงสร้างและกลไกของรัฐที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกองทัพ คนในกองทัพต้องตระหนักว่าการปฏิรูปไม่ใช่การทำลายกองทัพ แต่เป็นการทำสถานะของกองทัพให้มีความทันสมัยรองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวกองทัพ เหมือนกับกระทรวงทบวงกรมอื่นๆ หรือเหมือนกับโครงสร้างอำนาจชั้นบนของรัฐไทยนั่นเอง
สหรัฐมี Homeland Security สังคมไทยกำลังเดินไปทางนั้นไหม เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน
เคยมีความพยายามจะตั้งกระทรวงความมั่นคงภายในแต่มันเกิดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเงื่อนไขของงบประมาณ หรือการจัดระเบียบภายในส่วนราชการเองก็ตาม แต่ถ้าคิดมุมนี้ กอ.รมน.คือกระทรวงความมั่นคงภายในใช่ไหม บทเขาคล้าย Homeland Security ของอเมริกามาก ทุกครั้งที่มีปัญหาความมั่นคงภายใน อำนาจจะไปไว้ที่ กอ.รมน. หัวโดยตำแหน่งเป็นนายกฯ แต่ของจริงอำนาจจะถูกมอบจากนายกฯ มาไว้ที่ผบ.ทบ. เท่ากับโอนอำนาจไปไว้กับทหาร ผมจึงตั้งคำถามว่าวันหนึ่งถ้าการเมืองไทยสามารถกลับสู่สภาวะมีเสถียรภาพ ตกลงเราพร้อมไหมที่จะร่างพิมพ์เขียวกันใหม่ อะไรที่คิดว่ามีปัญหาอาจต้องปรับเปลี่ยน รวมถึงบางอย่างใหม่ที่ต้องนำเข้ามา ปัญหาตอนนี้มีทั้งรัฐประหารเงียบและรัฐประหารไม่เงียบ ถ้าต้องคิดถึงอนาคต อย่างไรเสียการเมืองไทยหนีไปจากระบบการเลือกตั้งไม่ได้ มันยังต้องเป็นหลัก ไม่ว่าคุณจะเป็นคนกลุ่มไหน จะชอบมันหรือไม่ชอบ รวมทั้งพวกอาจารย์ด้วย