WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 16, 2009

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(16ต.ค.):เบื่อหวยล็อกจัง

ที่มา Thai E-News



เลิกทาสทางความคิด ปฏิรูปประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ-22ต.ค.13.00-17.00น. ร.ร.รัตนโกสินทร์ บัตร300บาท รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล และครอบครัวลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ฟังรศ.ดร.ธเนศร์ อาภรณ์สุวรรณ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเพสัช ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จอม เพชรประดับ จรัล ดิษฐาอภิชัย ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ สมบัติ บุญงามอนงค์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ไม้หนึ่ง ก.กุนที ฮาเมอร์ ซาลวาลา จองที่นั่งโทร.084-0910707/089-5127566/084-9174023/085-8196127


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2552 ตรงกับวันหวยออก ตอนนี้นักเลงหวยเก็งกันสนั่นว่าจะออก 02 หรือ04 หรือ 05 หรือว่า 13 หรือออกมา 00 กินเรียบ อันนี้คงต้องไปจุดธูปถาม"หลวงพ่อปากแดง"กันเอง จากนั้นใครจะดับบน หรือดับล่าง หรือจะ100x100ก็ว่ากันไป หากเบื่อ"หวยล็อก"กันเต็มแก่ เพราะแทงหน้าไหนก็ 9 นำหน้า 0 ตรงกลาง จะหันไปแทงหุ้นก็คงเสียวว้อยเหมือนกัน เขาว่าตอนนี้มีดยังปักไม่ถึงเขียง หากไปรับตอนนี้จะเป็นการเอาคอไปพาดเขียง***



***เบื่อหวยซวยหุ้น หันมากิจกรรมข่าวชาวเสื้อแดงท่าจะเวิร์กกว่า เสื้อแดงญี่ปุ่นส่งรูปกิจกรรมหนก่อนมาให้ดู และฝากข่าว นปช.ญี่ปุ่น จะจัดกิจกรรมสัมมนาภายใต้ชื่องาน "ถึงเวลาอำลารัฐบาลไก่อ่อน" ครั้งที่ 2 ในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคมนี้ เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของชาวไทยในญี่ปุ่นที่รักชาติรักประชาธิปไตย และสร้างเครือข่ายเพิ่มความแข่งแกร่ง ขึ้นที่ SAMMU-SHI CHIBAKEN 221 OOKI 221 เมืองนาริตะ จังหวัดชิบะ โดยได้ประสานงานเชิญพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โทรศัพท์เข้ามายังเวทีสัมมนาด้วย จึงขอเชิญพี่น้องคนไทยในญี่ปุ่นเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนานัดนี้ โดยสอบถามรายละเอียดได้ที่อีเมล์ tatswilai@hotmail.com หรือติดต่อสอบถามได้ที่คุณ pickky 090-2720-4029***

***คุณปิกกี้แจ้งเพิ่มเติมมาว่า มีพี่น้องอุดมการณ์เดียวกันมากมายหลายที่ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น โทรศัพท์เข้ามาถามถึงสถานที่จัดงาน และสอบถามถึงค่าใช้จ่าย ทางเรากลุ่ม RED IN JAPAN ขอแจ้งว่าไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานค่ะ ขอให้พี่น้องมาแต่ตัวกับหัวใจที่เป็นสีเดียวกันก็พอ จะได้ประกาศให้พี่น้องสีอื่นหรือที่ไม่มีสีได้รับทราบ ว่า "มาด้วยใจ ไม่มีใครจ้างค่ะ"***

***ป้าอุ๊- วัฒนา เอ็บเบจช์ แห่งคนไทยUK บอกบุญมายังชาวเสื้อแดง งานทอดกฐินมหากุศลที่วัดทุรกันดารในพื้นที่สีแดง นราธิวาส รายละเอียดเชิญคลิ้ก http://www.konthaiuk.com/ เชิญทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคล แด่ชาวเสื้อแดง ที่สำคัญเพื่อให้กำลังใจทีมงานที่ขยันขันแข็งถ่ายทอดสด สัมภาษณ์สดชาวเสื้อแดงให้พวกเราได้ติดตามกันตลอด
***

***มูลนิธินิปปอน (The Nippon Foundation) และโครงการปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย (API Fellowships Program) ขอเชิญผู้สนใจ ร่วมชมวีดิทัศน์สารคดี "Asian People’s Music" โดยคุณ Jess Santiago ศิลปินจากประเทศฟิลิปปินส์-Senior API Fellow (2005-2006) ก่อนร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์-แนวคิด อย่างเป็นกันเอง ในหัวข้อ "Building an Asian Community of Artists: Issues and Prospects." ดำเนินรายการโดยอาจารย์ย่า: ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ วันที่ 21 ตุลาคม 2552 เวลา 14.00 – 17.00 น. ที่อาคารศศนิเวศ (Sasa International House) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โปรดแจ้งความจำนงล่วงหน้า โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ที่E-mail:to Akiko.K@chula.ac.th, karnt32@hotmail.com โทรศัพท์ 080-222-5231***

***แจ้งข่าวสารงานกิจกรรม งานกุศล งานธุรกิจมาได้ที่นักข่าวชาวรากหญ้า อีเมล์thaienews@googlegroups.com ยินดีเผยแพร่ข่าวให้ฟรีๆจ้า***

สารพันปัญหา

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

เดือนตุลาคมกับ ประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีมาช้านาน นับวันจะจืดลงทุกปี ความเข้มข้นของการรักษ์ประชาธิปไตย สำหรับคนไทยในปัจจุบัน ดูจะเป็นเรื่องเล็ก 36 ปี 14 ตุลา นอกจากจะมีพิธีทางศาสนาก็ได้แต่นั่งเสวนาไปตามอารมณ์

คนเดือนตุลาก็แปลงโฉมกันหมดซะแล้ว

เดินเตร็ดเตร่แถวร้านทอง มีแต่คนขาย หาคนซื้อยาก วันนี้ราคาทองไปอยู่บาทละ 17,150 บาท ใกล้ปีใหม่คงขึ้นไป เฉียดๆ 2 หมื่น คนจนก็ได้แต่ชะเง้อมองตู้ทองไปพลางๆ ลำพัง ข้าวสารจะกรอกหม้อก็หาลำบากยากเย็น โจรขโมยก็ชุกชุม

ต้องโทษการเมืองที่ทำให้คนไทยจนลง ทุกข์มากขึ้น ทำท่า กระดี๊กระด๊าจะแก้รัฐธรรมนูญ 6-7 ประเด็น ไม่ทันไรชักแม่น้ำ ทั้งห้าว่าไม่จำเป็นต้องแก้กันอีกแล้ว เปิดช่องไม่ได้ แค่พรรค

ฝ่ายค้านไม่ขอเข้าร่วมสังฆกรรมในการแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น

เกิดอาการกระเหี้ยนกระหือรือ

ที่จะเชิดชูพิทักษ์รัฐธรรมนูญปี 2550 ไว้สุดลิ่มทิ่มประตู ฝ่ายค้านก็ตกเป็นเหยื่อไปตามระเบียบ แนะฝ่ายค้านให้ไปสำรวจ ความเห็นของชาวบ้านว่าจะแก้หรือไม่แก้ จะเอาปี 40 หรือปี 50 ล่ารายชื่อกันสัก 10-20 ล้านคน ดูว่าฝ่ายลับลวงพรางจะทำหน้าอย่างไร

เห็นภาพข่าวบรรดาสมาชิกเอาช่อดอกไม้ไปแสดงความยินดี กับ คุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี ในโอกาสได้รับตำแหน่งรองนายกฯ แทน คุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ หน้าบานโดยทั่วกัน ก็อดนึกถึงหน้า หมอชนบท นึกถึงชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชุมชนพอเพียงไม่ได้ คงไม่มีใครเอาดอกไม้ไปให้กำลังใจ

เห็นว่าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจวันนี้ ที่มี นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งหัวโต๊ะ จะหารือเรื่องการประมูลใบอนุญาต โทรศัพท์ ระบบคลื่น 3 จี ในบรรยากาศที่ถูกสหภาพรัฐวิสาหกิจของ กสท.และทีโอทีคัดค้าน เนื่องจากเห็นว่ามีโอกาสถูกแทรกแซงจากต่างชาติ

ในบรรยากาศที่มีคนน้ำลายหกบนโต๊ะประชุม

จะว่าไปแล้วที่กลัวต่างชาติกันนักหนา ไม่ทราบด้วยเหตุผล อะไร เอะอะก็ต่างชาติ พวกที่อยู่ในชาติเลยรุมแทะกันใหญ่ ผูกขาดกันอยู่ไม่กี่เจ้า สมมุติเปิดให้ต่างชาติมาแข่งขันให้มากขึ้น จะไม่เป็นอานิสงส์กับผู้บริโภคมากกว่านี้หรือไง พับผ่า

การเมืองเชิงรุก ท่าทีของกลุ่มอำนาจเตรียมเดินเครื่องกันเต็มที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เข้ายื่นหนังสือถึง กกต. ให้ดำเนินการสอบสวน กรณีนายกฯอภิสิทธิ์นัด 6 แกนนำพรรคร่วมหารือสถานการณ์การเมือง ที่บ้านพิษณุโลกเมื่อวันที่ 4 ต.ค.อีกกระทอก เพราะแกนนำบางคนถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองอยู่

จับตาการเมืองใหม่ทั้งร้ายทั้งลึก.

เกมแสบๆก่อนจาก!

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_40001

แสบจนนาทีสุดท้าย

กับ "ลูกจาก" ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้จังหวะปล่อยหมัดทิ้งทวนก่อนพ้นจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปนั่งอยู่โยงเก้าอี้รองปลัดกระทรวงยุติธรรม


ด้วยปฏิบัติการ "ทิ่มหอกค้ำคอ" เซ็นคำสั่งให้ดีเอสไอนำหลักฐานคดีการหายตัวไปของนาย มูฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย เมื่อปี 2533 ไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญา

เพื่อให้ออกหมายจับ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 พ.ต.อ.สมชาย จูสนิท หน.สำนักงาน ผบช.ภ.5 พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี และอดีตนายตำรวจยศร้อยตำรวจเอกอีก 2 คนที่ลาออกจากราชการไปแล้ว

ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้

แน่นอน โดยจังหวะและเงื่อนเวลาที่เปิดเกมล่อกัน มันต้องมีวาระแฝงแน่

และก็ตามสูตรต้องโวยไว้ก่อน เจ้าตัว พล.ต.ท.สมคิด ออกมาตั้งแง่ คิวนี้โดนดิสเครดิตอย่างจัง เพราะกำลังอยู่ในช่วงจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อ โผโยกย้ายนายตำรวจใหญ่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม และชื่อของ พล.ต.ท.สมคิดก็ติดโผจ่อเสียบเก้าอี้ใหญ่

เจอดอกนี้เข้าไป มีหวังสะดุดหัวทิ่มไม่เป็นท่า

อีกปมหนึ่งก็อ้างโยงไปถึงคดีบุกรุกป่าสบกก จังหวัดเชียงราย ที่เจ้าตัวกำลังไล่บี้นักการเมืองใหญ่

ผู้มีอิทธิพล บิ๊กข้าราชการใหญ่ที่มีเอี่ยว

เลยเจอแผนกำจัดออกจากพื้นที่

นี่ว่ากันด้วยปมเหตุเฉพาะหน้า ในอารมณ์ที่ พล.ต.ท.สมคิดพอจะตั้งหลัก นึกได้ทัน

แต่โดยเดิมพันลากยาวที่ล่อเป้ากันมา คิวนี้ยังไงก็หนีเกมการเมืองไม่พ้น

ตามเงื่อนไขที่ พล.ต.ท.สมคิด เป็นน้องชายของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตเลขานุการสำนักงาน คมช.

โต้โผใหญ่ในการรบกับเครือข่าย "ทักษิณ"


เจ้าของผลงาน "ขุดรากถอนโคน" ไล่บี้ไล่ทุบจนนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ เดี้ยงคาเขียงในคดีทุจริตเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงราย

ดองเค็มยาวมือขวานายใหญ่

และก็เป็นอะไรที่ชักใยพัวพัน โดยชื่อของ พ.ต.อ.ประภาส หนึ่งในบัญชีที่โดนดีเอสไอขอศาลอนุมัติออกหมายจับล่าสุด ก็มีชื่ออยู่ในสำนวนคดีทุจริตเลือกตั้งเชียงราย ที่ฝ่ายนายยงยุทธระบุว่า เป็นคนคุมทีมกำนัน ล็อกพยานในคดีซื้อเสียงไปเก็บตัวไว้


ลากโยงกันเป็นนัย เดิมพันของสองพี่น้อง "บุญถนอม" กับเครือข่ายนายใหญ่

ที่แน่ๆโดยการที่รัฐบาลประชาธิปัตย์โยก พล.ต.ท.สมคิดไปเป็น ผบช.ภ.5 คุมจังหวัดในภาคเหนือตอนบน ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา เป้าหมายก็ชัดเจน

ประกบ บล็อกกองกำลังคนเสื้อแดง

อย่างที่ลูกไหลไปเข้าทาง "ตุ๊ดตู่" นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำใหญ่คนเสื้อแดง ได้ทีไล่บี้นายกฯอภิสิทธิ์ให้แสดงความจริงใจในการคลี่ปมคดีลอบสังหารนักธุรกิจซาอุฯในประเทศไทย

ต้องย้าย พล.ต.ท.สมคิดออกจาก ผบช.ภ.5 เพื่อไม่ให้แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

โดยเป้าหมายแฝง โยงกรณีนักธุรกิจซาอุฯมาล่อเป้า ย้อนเกล็ดเอาคืนกันทางการเมืองก็ว่าไป

แต่ในทางคดี ความคืบหน้ามาถึงตรงนี้ มันต้องมีคำตอบสุดท้ายแล้ว

ตามเงื่อนไขที่ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ พูดไว้ชัด คดีการหายตัวไปของนายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี เป็นคดีที่สำคัญมาก

เพราะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

และก็เป็นอะไรที่ยิ่งต้องเคลียร์ข้อครหา กับคิวฟื้นฝอยของนายจตุพร ประจานรัฐบาลไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา

เห็นได้จากเมื่อ พ.ต.อ.ทวี รวบรวมหลักฐานคดีนี้จนใกล้ที่จะออกหมายจับ ก็ถูกนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม สั่งเด้งไปเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม

โดยจังหวะที่พอเหมาะพอดี มันก็สงสัยกันได้

ประชาธิปัตย์กั๊กคดี ทำตามใบสั่งให้อุ้มกันหรือไม่


แต่ก็รีบพลิกตัว ชิ่งออกจากมุมได้สวย นายกฯอภิสิทธิ์ยืนยันเสียงเข้ม อยู่ที่ข้อเท็จจริงของคดี ให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ แม้จะโยงไปถึงตัวบุคคลที่มียศสูงระดับพลตำรวจโท เพราะนโยบายการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลชัดเจนอยู่แล้ว ต้องสะสางเรื่องที่ยังค้างคา อีกทั้งอายุความใกล้หมด

ในเมื่อคิวนี้ไม่ได้ให้คุณให้โทษกับคนประชาธิปัตย์ เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง

"อภิสิทธิ์" จำเป็นอะไรต้องเสี่ยงเอากระดูกมาแขวนคอ.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ที่นี่ กรุงเทพ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่...นายกรัฐมนตรีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ก็ได้ทำความผิดพลาดต่อพรรคอย่างมหันต์ไม่มีใครไม่รู้ว่า...ชวรัตน์ ชาญวีรกูล...อนุทินชาญวีรกูล นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ นายสุเทพเทือกสุบรรณ...ทั้ง 4 ท่านจาก 2 พรรค...ได้เผชิญหน้าอย่างเปิดเผย...กับ การไม่ยอมรับ ...ผู้บัญ ชาการตำรวจแห่งชาติ...ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี..ให้การสนับสนุนบุคคลทั้ง 4 คือ...ที่มาของเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ความขัดแย้งจึงไม่ต่างอะไรกับการยกหินทุ่มขาตนเองไม่มีใครรู้เท่าๆ กับที่ใครๆ ก็รู้ว่า...เหตุผลสำคัญที่ นั่งร้านทั้ง 4 ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...จาเป็นจะต้องเดินสวนทางกับ...ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการตำรวจนั้น...เป็นเหตุผลที่ไม่สามารถนำมากล่าวอ้างอย่างเปิดเผยได้เป็นเหตุผลที่ไม่สามารถปฏิเสธหรือเบี่ยงเบนหลีกเลี่ยงได้เป็นเหตุผลที่เป็นหน้าที่โดยตรงของ...อำนาจหน้าที่ที่ต้องประพฤติปฏิบัติอันดับที่ 1 ของ...งานของกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติแต่เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...สมัครใจที่จะทำตามใจตนในฐานะที่เป็นคนเสนอชื่อ...อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์...ก็นำพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปสู่ความยุ่งยากในปัจจุบันและยิ่งจะยุ่งยากมากขึ้นในอนาคตยุ่งยากเพราะ...จะขาดแนวร่วมในการรักษาเสียงสนับสนุนให้ประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล...และขาดบุคลากรที่สำคัญในการทำให้เข้าก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่นี่กรุงเทพฯ ไม่ใช่กรุงลอนดอน...เมืองที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ไปเกิดไปเติบโตและไปศึกษาเล่าเรียน...ขนบธรรมเนียบประเพณีที่แตกต่างกันอย่างมากมาย...ทำให้...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ไม่เชื่ออย่างที่คนไทยส่วนใหญ่เชื่อดังนั้น...เขา...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..จึงสร้างเรื่องราวแห่งความยุ่งยากให้เกิดขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ...ในช่วงเวลาอันแสนสั้นของการเป็นนายกรัฐมนตรี...เขาพยายามจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนซื่อในรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่นในแทบจะทุกบาทของงบประมาณ...หรือนี่คือ...เฉิน ชุย เปียน...คนต่อไป 

หยิบ! มาเสียบ เหยียบเบรกติดลบ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปรับคณะรัฐมนตรีกำลังแรงแซงรถไฟตกราง.. เพราะมันคือ“ฉนวน” ความขัดแย้งที่จะมีความแรงระดับกระตุกขานายกรัฐมนตรีไตรรงค์ สุวรรณคีรี - แม้จะเป็นบุคคลที่รักและนับถือจากคนประชาธิปัตย์ แต่การเข้ามาเป็น1 ใน ครม. ก็ทำให้หลายคนตาขวางโดยเฉพาะ ส.ส. ที่จ่อคิวรอ “โควตา”ด้วยความหวังการปูพรมแดงให้ไตรรงค์เดินครั้งนี้ก็ทำเอาประชาธิปัตย์ร้อนระอุทีเดียว..การโยก กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ จากรองนายกรัฐมนตรีไปนั่งเก้าอี้เลขาธิการนายกฯ แทน นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ที่จำนนต่อ “ความดื้อ” จนต้องลาออกแบบไม่สนใจ “แรงยื้อ” คือกรรมวิธีการคัดกรองที่น่า “หดหู่”เพราะการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เกิดขึ้นด้วยความไม่เต็มใจ ท่ามกลาง ความไม่พอใจฉะนั้น..การปรับคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งจึงมีคำถามว่าการปรับครั้งนี้จะแค่ “ดี” หรือ “ดีแตก”เพราะเพียงเสียงแว่วๆ กับการวิเคราะห์ทำให้หลายฝ่าย ลมออกหู...ส่งผลให้เกิดการกำหนด“วัน เวลา” เพื่อปรับ ครม. ขนานใหญ่อีกครั้งไม่เกินปลายปี 2552หวังเขย่าขาเก้าอี้นายกฯ ผู้ชอบลองของและท้าพิสูจน์รับรู้กันมานานและยอมรับกันเป็นธรรมเนียมแล้วว่า มาตรฐานการเป็นรัฐมนตรีต้องมี “แบ็คหนา”เป็นความสามารถเฉพาะตัวการตั้งทีมงาน - ในการบริหารประเทศแต่ละครั้งจึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่า รัฐมนตรีรู้ “ปัญหาของชาต”ิ และร ู้“ปญั หาของตวัเอง”ดีแค่ไหน?ในที่สุดก็ต้องมีการโยกย้ายปรับกันใหม่ เพราะหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบสวนทางกับ

ความสามารถกระทั่งประชาชนลุกฮือ ประกาศ“ไม่เอา” และถ้ารัฐบาลยัง “รั้ง”ก็ต้อง “จบเห่” ยกทีมเวลานี้มีการปรับ ครม.ขนาดเล็กเพียงการดึง “ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” เข้ามามีบทบาทเบื้องหน้าในรัฐบาลอภิสิทธิ์ในตำแหน่ง รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจแม้จะมีเสียง “ทัดทาน” จากภาคเอกชน ที่ออกมากระตุกขาเก้าอี้แสดงความไม่มั่นใจให้ “ไตรรงค์”มากุมบังเหียนเศรษฐกิจ ในวันที่มรสุมเศรษฐกิจรุมเร้า ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกแต่ด้วยดีกรีปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จากสหรัฐอเมริกาพ่วงประสบการณ์จากตำแหน่ง รมช.คลัง รมว.อุตสาหกรรม และ รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคมบวก ลบ คูณ หารแล้วก็ทำให้ภาคเอกชนบางส่วนเห็นว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาล ซึ่งอาจจะมีอะไรดีขึ้นอย่างไรก็ตาม ระบบเศรษฐกิจ คือปัญหาที่คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องร่วมกัน “รับผิดชอบ” สิ่งสำคัญ คือต้องรู้จัก “บริหารจัดการ” ปัญหาเศรษฐกิจให้ “ถูกทาง” ไม่ใช่ “หลงทาง”เวลานี้ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เลือกทำในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เลือกอนุมัติงบประมาณแบบ “ฟุ่มเฟือย” ให้กับโครงการที่ เบรกได้แต่ไม่เบรกรัฐมนตรีบางคนเสียเวลากับงานที่ไม่ควรทำ ส่วนงานที่ควรทำนั้นไม่ทำ เพราะไม่รู้จักการจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนอย่างไรก็ดี มีรัฐมนตรีบางคนเท่านั้นที่ทำงานเข้าตาประชาชนรัฐบาลจะตำหนิประชาชนก็คงไม่ถูก เพราะ “ประชาชนพูดจากสิ่งที่พวกเขาเห็น” เขามองว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีผลงานเท่าที่ควรจะเป็นหรือเท่าที่พวกเขาหวังจะให้เป็นเขาจึงพูดและแสดงออกเช่นนั้นกระจิบกระจอกข่าวจากทำเนียบ!- รายงานว่า หลังปรับตำแหน่งล่องหนให้มีตัวตนจับต้องได้แล้วนายกรัฐมนตรีจะเดินหน้าเต็มที่เราก็ลุ้นกันต่อไปอีก 2 เดือน..จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ท่านประกาศไว้ว่าจะ สมานฉันท์กับโจรเพราะท่านเลือกใช้ดอกไม้มิใช่กระบอกปืนอย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีต้องเริ่มจาก ปรับ “วิธีคิด” และ“วิธีการทำงาน” ให้สอดคล้องกับ“สถานการณ์”หากยังแกว่งไกวเหมือนเดิม..ต่อให้เพิ่มนายกรัฐมนตรีอีก 4 คนและตั้งรัฐมนตรีเพิ่มอีกเท่าไร งานก็คงไม่เข้าตาประชาชนเหมือนเดิม 

ล่อให้แก้รัฐธรรมนูญ พรางทุจริต!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ขนาดคนในพรรคประชาธิปัตย์เองยังทนไม่ไหว พยายามหาทางตรวจสอบและป้องกันการทุจริตกันทั้งระบบ แต่น่าประหลาดใจอย่างมากที่นายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ควรที่จะทำหน้าที่เหล่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงภาวะการเป็นผู้นำ แต่กลับไม่ทำอะไรเลยมัวไปหมกมุ่นอยู่กับการแต่งตั้ง ผบ.ตร.เพื่อให้ได้ตามใจตัวเอง รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นับวัน ดูเหมือนจะยิ่งเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะในเรื่องของผลงานที่เป็นรูปธรรม เรื่องของเศรษฐกิจและที่สำคัญที่โดนหนักที่สุดตอนนี้ก็คือ เรื่องทุจริตต่างๆ ที่ฉาวโฉ่มากขึ้นทุกทีจนแม้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะพยายามรักษาภาพของความเป็น “นายสะอาด” เอาไว้เพียงใดก็ตาม แต่ก็ยังโดนสังคมตั้งคำถามอยู่ดีว่าถ้าเชื่อมั่นว่าตนเองเป็นนายสะอาด ทำไมจึงปล่อยให้รอบๆ ข้างสกปรก ดำเปื้อนสารพัดเรื่องราวขนาดนี้สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำในตอนนี้ก็คือ “ตัดตอน” ไปที่ตัวเล็กๆ หมดทุจริตชุมชนพอเพียง ก็ตัดตอนไปที่ตัวเล็กๆ ส่วนคนใหญ่ที่นั่งแป้นคุมโครงการอย่าง นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เพียงแค่ลาออกจากตำแหน่งประธาน ก็หลุดพ้นบ่วงง่ายๆสไตล์ประชาธิปัตย์ไม่มีการไถ่ถามตามต่อ แถมยังเตรียมให้เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอีกด้วยมีแค่หางแถวเท่านั้นที่โดนเชือดไป 4 คน แล้วเรื่องก็หายเงียบไปราวกับรัฐบาลเวลานี้เป็นแดนสนธยาโครงการไทยเข้มแข็ง งบซื้ออุปกรณ์การแพทย์และครุภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ก็กำลังจะใช้สูตรเดียวกัน สไตล์เดิมๆ มีคนผิดเพียงแค่ระดับตัวเล็กๆ ในขณะที่บรรดาที่ปรึกษารัฐมนตรีก็ชิงลาออกไปก่อนหน้าแล้วฉะนั้นจึงไม่แปลกหากนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะใช้สูตรเดียวกับนายกอร์ปศักดิ์ คืออยู่ในตำแหน่งต่อไปราวไม่มีอะไรเกิดขึ้นแถมที่ปรึกษา พอเห็นเรื่องสงบก็แบะท่าจะกลับมานั่งเป็นที่ปรึกษาต่ออีกแน่ะก็พรรคประชาธิปัตย์ทำเป็นตัวอย่างให้ดูเอง ช่วยไม่ได้หากพรรคร่วมรัฐบาลจะทำตามบ้าง

ยิ่งก๊วนเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย กับลีลา “ถ้าจะเอา ต้องได้” ของนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นแล้วว่า สุดท้ายโครงการเช่ารถเมล์ NGV ฝังเพชร ราคาโคตรแพงระยับ 63,000 ล้านบาทสุดท้ายแล้วนายอภิสิทธิ์ แม้จะเป็นถึงนายกรัฐมนตรี กล้าขัดเสียที่ไหนและด้วยความดีใจในอิทธิฤทธิ์ ที่เคยประกาศไว้แล้วว่าต้องได้ โดยไม่จำเป็นต้องหารือกับทั้งนายใหญ่อย่าง นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี แต่ยังจุ้นเรื่องการเมืองได้ทุกเรื่อง รวมทั้งการสั่งการพรรคภูมิใจไทย และทั้งนายกฯ อภิสิทธิ์นายโสภณก็เลย พูดออกมาเป็นฉากๆ ในทันทีว่า โครงการจะเดินหน้าอย่างไรจะเสร็จเมื่อไหร่ จะส่งมอบตอนไหนเล่นเอาสังคมไทย คนกรุงเทพฯ และรัฐบาล อ้าปากเหวอไปตามๆ กัน เพราะพูดคล่องเหมือนกับมีพล็อตล็อกเอาไว้แล้วอย่างนั้นแหละ???นี่ถ้ามีคนเผลอหลุดปากออกมาบอกว่า รถเมล์ 4,000 คัน นั้นต่อเสร็จรอเอาไว้เรียบร้อยแล้ว คงมีคนพร้อมใจกันเชื่อไม่น้อยเลยแน่ๆ เพราะนายโสภณดันไประบุชัดถึงเวลาส่งมอบในปีหน้าแล้วด้วยทำให้ทางคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ทนอยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกมาเรียกนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. มาถามไถ่ว่าตกลงที่ สภาพัฒน์ฯ สรุปความเห็นนั้น คือการไฟเขียวให้ทำได้ทันทีอย่างที่นายโสภณบอกเลยหรือแล้วเรื่องที่จอดรถ เรื่องปั๊ม NGV รวมทั้งเรื่องสำคัญคือพนักงาน ขสมก. จำนวน 7,009 คัน ล่ะว่าอย่างไรเรื่องเหล่านี้ถ้าเป็นคนอื่นจัดการ อย่างน้อยต้องใช้เวลาเป็นปี แต่นี่ทำไมนายโสภณมองข้ามไปเหมือนกับไม่สนใจภาพเหล่านี้ กลายเป็นมูมเบอแรงที่ย้อนกลับไปกระแทกใส่ นายอภิสิทธิ์ เต็มๆ ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่พยายามยืนยันความเป็นนายสะอาดมาโดยตลอดแต่ทำไมภาพของการทุจริต ภาพของวาระซ่อนเร้น หรือ Hidden Agenda จึงมีมากมายนัก ทั้งๆที่รัฐบาลเพิ่งจะมีอายุการทำงานไม่ถึงปีด้วยซ้ำระยะเวลาแค่นี้ ต้องถือว่าเพิ่งจะรันอิน เครื่องไม่ควรที่จะช้ำ ไม่ควรที่จะหลวมโพรกเพรก หากไม่ได้มีการย้อมแมวแต่ไหงอาการของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ถึงได้รวนและหลวม แถมตะกรุมตะกรามกันอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายวุฒิภาวะความเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ อย่างรุนแรง

คิดดูง่ายๆ ขนาดคนในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเองยังทนไม่ได้นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ยังอดรนทนไม่ได้ ที่เห็นนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บริหารเงินกู้ 800,000 ล้านบาท บริหารงบประมาณ โดยเฉพาะงบไทยเข้มแข็ง แบบขาดหลักการ เล่นพรรคเล่นพวกอย่างเห็นได้ชัดถามกันตรงๆ เลยว่า ทำแบบนี้ทำไม???นายนิพิฏฐ์ คงงงล่ะสิว่า นี่หรือนักเรียนออกซ์ฟอร์ด บริหารจัดการกันแบบนี้หรือโธ่จะไปคิดอะไรมาก กับการที่ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีตัวเลือก เพราะ“คนนอก”ที่เป็นคนในแวดวงการเงินการธนาคาร ไม่มีใครยอมมาร่วมสังฆกรรมเลยแม้แต่คนเดียวในขณะที่นายกรณ์ ก็ต้องการเป็นรัฐมนตรีคลังเสียเหลือเกินในตอนนั้น แต่ก็แบบเด็กๆ พอมาตอนนี้ก็บ่นเซ็งบ้าง แอบหลบหนีไปตีกอล์ฟหน้าตาเฉยบ้าง ฉะนั้นจะเอาผลงานอะไรกันนักหนาช่วยไม่ได้กับการที่ปล่อยให้เด็กเลือกคนทำงาน แล้วกลายมาเป็นเด็กเลือกเด็ก เด็กเลือกเพื่อนด้วยกัน เพราะพูดจาภาษาเดียวกันรู้เรื่อง ก็เป็นอย่างนี้แหละและอีกคนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทนเห็นความฉาวโฉ่ในเรื่องของโครงการไทยเข้มแข็งไม่ได้ เพราะเงินเยอะ รูรั่วก็เลยเยอะ โผล่มาแต่ละทีเสียชื่อพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ไปมากมายนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ก็เลยสุดทน จึงได้ใช้บทบาทในการเป็นรองประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร เสนอญัตติให้คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็ง โดยขอให้หน่วยราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ส่งบัญชีโครงการ พร้อมราคากลาง การจัดซื้อจัดจ้างและเงื่อนไขการประกวดราคา จะให้บริษัทใดเข้ามาประกวดราคาต้องทำมาให้ดูอย่างละเอียด พร้อมทั้งให้รายงานความเป็นไปของโครงการมาให้ด้วยแถมยังเรียกร้องอยากให้รัฐบาลประกาศออกเป็นมติเพื่อให้ทุกกระทรวงนำเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ราคากลางวัสดุลงประกาศในเว็บไซต์ เพื่อให้สื่อและสาธารณชนสามารถตรวจสอบรับรู้ได้ ถ้าไม่ปฏิบัติถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายชาญชัยมองว่ายังเป็นการป้องกันการทุจริต คอร์รัปชั่น หรือตีกันนักการเมืองที่คิดจะเข้าไปสั่งการส่วนราชการได้ด้วย ขนาดคนในพรรคประชาธิปัตย์เองยังทนไม่ไหว พยายามหาทางตรวจสอบและป้องกันการทุจริตกันทั้งระบบ แต่น่าประหลาดใจอย่างมากที่นายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ควรที่จะทำหน้าที่เหล่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงภาวะการเป็นผู้นำ แต่กลับไม่ทำอะไรเลยมัวไปหมกมุ่นอยู่กับการแต่งตั้ง ผบ.ตร.เพื่อให้ได้ตามใจตัวเอง เพราะสถานการณ์กดดันเช่นนี้แหละ และเพราะนายอภิสิทธิ์อ่อนด้อยทางด้านการเมืองอย่างมาก จึงทำให้ภาระหนักในวันนี้ตกมาลงที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรค ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดการรัฐบาลด้วยเสร็จสรรพยิ่งในวันนี้ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ สะบัดก้นทิ้งเก้าอี้ในการช่วยประคับประคองเด็ก หรือเป็นพี่เลี้ยงอีกคนหนึ่งของเด็กไปแล้ว นายสุเทพก็เลยต้องสวมบทพี่เลี้ยงเพียงลำพังเจอแบบนี้ ก็เลยต้องหาทางเลี่ยง และลดแรงกดดันในส่วนของแรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งลึกๆ แล้วเอือมระอาพฤติกรรมของนายอภิสิทธิ์ มากขึ้นทุกวันแล้ว นายสุเทพก็เลยเลือกที่จะใช้เกมผ่อนสั้นผ่อนยาว เพื่อซื้อเวลาไปเรื่อยๆมีตามน้ำหรือไม่มีก็ตามใจ อะไรทำไม่รู้ไม่เห็นได้ ก็เลี่ยงหลับตาเอาดื้อๆ รวมทั้งเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 ในส่วนที่พรรคร่วมรัฐบาลร้องขอ ก็ทำเป็นโอนอ่อนผ่อนตามแต่โทษที ระยะเวลาในการดำเนินการนั้นยาวนัก ไม่จบลงง่ายๆ แน่จนกว่าจะมั่นใจว่าประชาธิปัตย์ได้เปรียบเต็มที่ในการเลือกตั้งเมื่อไร นั่นแหละอาจจะชิงจังหวะยุบสภาไปเลยก็ได้ปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาลฝันค้างเติ่งก็ช่วยไม่ได้ส่วนศึกนอกอย่างพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มคนเสื้อแดง ก็คงต้องใช้โอกาสที่ทุบตำรวจและทหารเสียจนไม่มีนายพลคนไหนกล้าหือแล้ว ก็ใช้อำนาจทางกฎหมายคอยจ้องขย้ำไปเรื่อยๆขนาดแค่กลุ่มคนเสื้อแดง เรียกชุมนุมใหญ่ในวันที่ 17 ตุลาคม นี้ เพียงเพื่อทวงถามเรื่องการถวายฎีกา กลับ Over Act ประกาศใช้ พร.บ.ความมั่นคงฯ ยาวถึง 10 วันกันเลยทีเดียว หวังสร้างภาพให้ดูว่าน่ากลัว และรุนแรง คนจะได้ลืมๆ เรื่องวุ่นๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ไปช่วงหนึ่งโดยไม่สนใจแล้วว่า ต่างชาติจะมองอย่างไร สุดท้ายเมื่อชัดเจนว่ารัฐบาลใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แน่ วันที่ 14 ตุลาคม นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นออกมามากถึง 3,975.07 ล้านบาท ทำเอาตลาดหุ้นตกฮวบ 15 จุดและลากต่อมาในวันที่ 15 ตุลาคม ตลาดหุ้นไทยก็ตกต่อเนื่อง เพราะต่างชาติเทขายไม่หยุดนี่แหละผลงานรัฐบาลอภิสิทธิ์ล่ะ

ดีเอสไอทะลวงอ่านเมล ขยายผลจับผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ รายล่าสุด

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์ผู้จัดการเอเอสทีวี รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่ศาลอาญา ร.ต.อ.กรวัชร ใจเที่ยง พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ควบคุมตัว นายณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 15-26 ต.ค.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นต้องรอผลการตรวจสอบทางนิติคอมพิวเตอร์และตรวจสอบประวัติอาชญากร ทั้งนี้ เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหาตรวจสอบกับเครื่องจับเท็จจากผู้เชี่ยวชาญ และให้ผู้ต้องหานำชี้ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องหาที่ได้ตรวจยึดมา ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงจะขอนำตัวผู้ต้องหากลับไปควบคุมต่อที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ

ตามคำร้องฝากขังระบุว่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2551 คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.)ได้มีมติดำเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีที่มีการนำข้อความรูปภาพ เสียงที่มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท เผยแพร่บนเว็บไซต์ youtube.com ซึ่งการสอบสวนพบว่า นายสุวิชา ท่าค้อ ได้ร่วมกับบุคคลที่ใช้นามว่า stoplesemajeste เป็นผู้กระทำผิดจึงได้มีการจับกุม นายสุวิชา ส่งฟ้องต่อศาลอาญา ส่วนบุคคลที่ใช้นามว่า stoplesemajeste ยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด กระทั่งได้มีการสืบสวนขยายผลพบว่าผู้ใช้นามแฝงดังกล่าว คือ นายอีมิลิโอ เอสเทแบน (Emilio Esteban) อายุ 46 ปี ชาวอังกฤษ อาศัยอยู่ที่ประเทศสเปน ใช้อีเมลติดต่อกับ นายสุวิชา โดยตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย.2551 ถึงวันที่ 15 ก.ย.2552 นายอีมิลิโอ ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ไว้ในเว็บบล็อก โดยใช้อินเทอร์เน็ตจากประเทศสเปน มีเป้าหมายหลักเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

พนักงานสอบสวนดีเอสไอ จึงขออนุญาตศาลอาญาเข้าถึงข้อมูลในอีเมลของ นายอีมิลิโอ และจากการตรวจสอบพบว่า วันที่ 21-23 ก.ค.2552 ได้มีอีเมลของ นายณัฐ ผู้ต้องหาส่งข้อมูล ภาพ และเสียงที่มีลักษณะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ให้กับ นายอีมิลิโอ จำนวน 3 คลิป ซึ่งเป็นคลิปเดียวกันกับที่มีการเผยแพร่ในเว็บบล็อกของ นายอีมิลิโอ พนักงานสอบสวนจึงขออนุมัติหมายจับ นายณัฐ ผู้ต้องหา ต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา และได้จับกุมผู้ต้องหาในวันเดียวกัน ซึ่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่า นายณัฐ กระทำผิดฐานนำเข้าสู่คอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลนั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ และเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลที่รู้อยู่แล้วว่ามีลักษณะอันลามก ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ขณะที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้

ที่มา: เว็บไซต์ผู้จัดการเอเอสทีวี

"เปรม" แจงเคยเตือน "จิ๋ว" คิดให้รอบคอบก่อนเข้าพท.

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้เปิดใจชี้แจงประเด็นทางการเมือง หลังจากเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ รุ่นที่ 13 ที่สโมสรทหารบก โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงษ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ร่วมพิธีด้วย

พล.อ.เปรม กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวพาดพิงว่า พล.อ.เปรมไม่ยอมติดต่อด้วย แม้กระทั่งไปขอลาบวชก็ไม่มีโอกาส โดยยืนยันว่าไม่เคยทราบเรื่องว่า พล.อ.ชวลิต จะบวชในตอนนั้น

“จิ๋วกับผมเป็นเพื่อนรักกันมานานหลายปีแล้ว และต่างคนก็ต่างทำงานให้กันและกันมา ดังนั้นความเป็นเพื่อนระหว่างผมกับจิ๋วคงยังอยู่ ฉะนั้นที่มีคนพูดว่า หรืออาจจะเป็นจิ๋วพูดเองก็ได้ว่าเขาไปลาบวช แล้วผมก็ไม่ให้ลา อันนี้มันไม่ใช่เพื่อนแล้วล่ะ เมื่อเพื่อนเขาจะไปลาบวช ก็จะต้องให้อโหสิกรรม ซึ่งเรื่องจริงๆ ผมไม่ทราบ ว่าเขาจะบวช จนบัดนี้ผมยังไม่รู้ว่าเขาบวชที่ไหน เมื่อไหร่ ดังนั้นผมขอจะเรียนความจริงให้ทราบว่า เรื่องมันเป็นแบบนี้”

นอกจากนี้ พล.อ.เปรม ยังชี้แจงถึงกรณีที่มีสื่อหนังสือพิมพ์ลงข่าวทำนองว่า ไปตำหนิ พล.อ.ชวลิตว่าเป็นคนทรยศต่อชาติก็ไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ถูกต้องคือก่อนที่ พล.อ.ชวลิตจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้เคยให้คนไปบอกว่าจะทำอะไรก็ขอให้คิดให้รอบคอบ

“ผมใช้คำว่าไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ นี่เป็นข้อความที่ผมสื่อไปถึงจิ๋วในตอนเช้าวันนั้น ซึ่งผู้สื่อข่าวนี้ เขาก็มายืนยันว่าเขาสื่ออย่างที่ผมพูด เพราะว่าเขาจดที่ผมขอให้เขาสื่อ เพราะฉะนั้น ผมไม่ได้กล่าวหาว่าเขาเป็นคนไม่ดีทรยศต่อชาติบ้านเมือง มันไม่ใช่”

พล.อ.เปรม ยืนยันว่ามีเรื่องที่เกี่ยวกับ พล.อ.ชวลิต ที่สำคัญเพียงเท่านี้ และย้ำว่าความเป็นเพื่อนระหว่างตน และ พล.อ.ชวลิต ยังเป็นอยู่ตลอดไป

“เมื่อเพื่อนจะทำอะไรผมก็เตือน เพราะผมคิดว่ามีสิทธิที่จะเตือนได้ ก็เตือนเขาไปด้วยความเป็นเพื่อน ด้วยความปรารถนาดี ไม่ได้มีความต้องการที่ตำหนิจิ๋วเลย ซึ่งวันนี้ผมอยากพูดแค่นี้”

ทั้งนี้ พล.อ.เปรมยืนยันว่า ยังติดต่อกับ พล.อ.ชวลิตอยู่เสมอ

“เขาเคยติดต่อมาก่อนวันที่ 7 ต.ค.และวันเกิดจิ๋ว ผมก็โทรศัพท์ไปอวยพรเขา เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา และเราก็คุยกันดีเหมือนเพื่อน ถ้าเขาต้องการมาพบผมก็ได้ แต่ตอนนี้คิดว่าเมื่อเขาเป็นนักการเมืองแล้ว มาพบผมก็ไม่น่าจะสมควร”

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า หาก พล.อ.ชวลิต จะมาคุยในฐานะเพื่อน ก็มาคุยได้แน่นอน แต่ต้องเวลาที่เหมาะ แต่หากมาคุยเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็จะไม่คุยเรื่องการเมือง เพราะตนไม่มีสิทธิจะคุยเรื่องการเมือง

ส่วนการเข้าสู่การเมืองของ พล.อ.ชวลิต จะทำให้บ้านเมืองเป็นอย่างไรนั้น พล.อ.เปรม กล่าวเพียงว่า พระสยามเทวาธิราชจะคอยดูว่าพวกเราทำอะไรกัน ถ้าใครทำไม่ดีต่อชาติบ้านเมือง ก็จะถูกท่านลงโทษ

ที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ

กบฏ ปฏิวัติ รัฐประหาร

ที่มา thaifreenews

เพื่อนพ้องน้องพี่

ไม่มีประเทศใดในโลกที่มีการปฏิวัติรัฐประหารมากได้เท่าประเทศไทย
รวมรวมโดย ice angel คนอ่านข่าว
การรัฐประหาร 18 ครั้งและการปฏิวัติ 1 ครั้ง "หยุดทำร้ายฉันหยุดทำร้ายอำนาจประชาชน"



ในข้อความตอนท้ายๆ ของพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ ร.7 เมื่อ 2 มี.ค. 2477 ความว่า

“…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร…”

เช้าตรู่วันที่ 24 มิ.ย. 2475 จึงนับเป็นการปฏิวัติที่แท้จริง เพียงหนเดียว ที่เคยเกิดขึ้นในบริบทการเมืองไทยการยึดอำนาจโดยการใช้กำลังในครั้งต่อๆ มา ถือว่าเป็นเพียงการทำรัฐประหารทั้งนั้น

คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย


กบฏ 12 ครั้ง - ปฏิวัติ 1 ครั้ง - รัฐประหาร 8 ครั้ง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นการเปลียนรัฐบาลหรือคณะผู้ปกครองหรื อการเปลี่ยนกติการการปกครองหรือรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกประเทศปกติรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศย่อมกำ หนดวิธีการเปลี่ยนแปลงไว้ เช่น ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปทุก 4 ปี หรือ 5 ปี หรือเลือกประธานาธิบดีทุก 4 ปี หรือ 6 ปี เพื่อให้โอกาสประชาชนติดสินใจว่าจะให้บุคคลใดหรือกลุ่มพรรคการเมืองใดได้เป ็นผู้ปกครอง และกำหนดวิธีการเปลี่ยนแปลงหลักการหรือสาระของรัฐธรรมนูญหรือแม้กระทั่งสร้างรั ฐธรรมนูญใหม่แทนฉบับเดิม การเปลี่ยนแปลงตามกระบวณการดังกล่าวข้างต้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสัน ติวิธี และเป็นวิถีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามทีการเปลี่ยนแปลงอีกวิธีหนึ่งที่ถือว่าเป็นวิธีการรุนแรงและไม ่ถูกต้องตามกฎหมาย นั่นก็คือการใช้กำลังเข้าข่มขู่ เช่น ใช้กองกำลังติดอาวุธเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลเดิมไล่คณะรัฐมนตรีออกไปและตั้งคณะรั ฐมนตรีใหม่ โดยกลุ่มของคนที่ยึดอำนาจเข้ามาแทนที่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมแล้วร่างรัฐ ธรรมนูญฉบับใหม่ วางกฎและกติกาตามที่กลุ่มผู้มีอำนาจปรารถนา โดยปกติคณะหรือกลุ่มบุคคลที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีนี้จะต้องมีกองกำลังติ ดอาวุธเข้าปฏิบัติการ มิฉะนั้นแล้วก็ยากที่จะสำเร็จ และถึงมีกำลังก็ไม่อาจไม่สำเร็จเสมอไป เพราะมีองค์ประกอบการสนับสนุนหรือต่อต้านจากประชาชนเข้ามาเป็นปัจจัยประกอบด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองก็คือว่า การเปลี่ยนรัฐบาลหรือผู้ปกครองประเทศมักไม่เป็นไปตามกติกาหรือระเบียบแบบแผนโดย สันติวิธี ตรงกันข้ามมักเกิดการแย่งชิงอำนาจด้วยการใช้กำลังอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปของการจลาจลกบฏ ปฏิวัติหรือรัฐประหารความหมายของคำเหล่านี้เหมือนกันในแง่ที่ว่าเป็นการใช้กำลั งอาวุธยึดอำนาจทางการเมืองแต่มีความหมายต่าง กันในด้านผลของการใช้กำลังความรุนแรงนั้น หากทำการไม่สำเร็จจะถูกเรียกว่า กบฏ จลาจล (rebellion) ถ้าการยึดอำนาจนั้นสัมฤทธิผล และเปลี่ยนเพียงรัฐบาลเรียกว่า รัฐประหาร (coupd etat) แต่ถ้ารัฐบาลใหม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงมูลฐานระบอบการปกครอง ก็นับว่าเป็น การปฏิวัติ
การปฏิวัติครั้งสำคัญ ๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ได้แก่ การปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 การปฏิวัติในรัสเซีย ค.ศ. 1917 การปฏิวัติของจีนในปี ค.ศ. 1949 การปฎิวัติในคิวบา ค.ศ. 1952 เป็นต้น
สำหรับในการเมืองไทยคำว่า ปฏิวัติ กับ รัฐประหาร มักใช้ปะปนกันแล้วแต่ผู้ยึดอำนาจได้นั้นจะเรียกตัวเองว่าอะไร เท่าที่ผ่านมามักนิยมใช้คำว่า ปฏิวัติ เพราะเป็นคำที่ดูขึงขังน่าเกรงขามเพื่อความสะดวกในการธำรงไว้ซึ่งอำนาจที่ไ ด้มานั้น ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้ว นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติที่แท้จริงครั้งเดียวที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย การยึดอำนาจโดยวิธีการใช้กำลัง ครั้งต่อ ๆ มาในทางรัฐศาสตร์ถือว่าเป็นเพียงการรัฐประหารเท่านั้น เพราะผู้ยึดอำนาจได้นั้นไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลักการมูลฐานของระบอบการปกครอง เลย ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมทางการเมืองและมิให้สับสนกับการใช้ชื่อ เรียกตัวเองของคณะที่ทำการยึดอำนาจทั้งหลาย อาจสรุปได้ว่าความหมายได้ว่าความหมายแคบ ๆ โดยเฉพาะเจาะจงสำหรับคำว่าปฏิวัติ และรัฐประหารในบรรยากาศการเมืองไทยเป็นดังนี้คือ “ปฏิวัติ” หมายถึงการยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ อาจมีหรือไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรัฐบาลใหม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงมูลฐานระบอบการปกครอง เช่นเปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย หรือ คอมมิวนิสต์ ฯลฯ ส่วน “รัฐประหาร” หมายถึงการยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่าต่อไป หรือประกาศใช้รัฐธรรมฉบับใหม่ เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นานนัก ในประเทศไทย ถือได้ว่ามี การปฎิวัติ เกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียวคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2547 โยคณะราษฎร จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย และมีการ กบฏ เกิดขึ้น 12 ครั้ง และรัฐประหาร 8 ครั้ง ดังนี้

-ปฎิวัติ 1 ครั้ง (4 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร) -กบฏ 12 ครั้ง 1.กบฎ ร.ศ.130 2.กบฎบวรเดช (11 ตุลาคม 2476) 3.กบฎนายสิบ (3 สิงหาคม 2478) 4.กบฏพระยาทรงสุรเดช หรือกบฏ 18 ศพ (29 มกราคม 2482) 5. กบฎเสนาธิการ (1 ตุลาคม 2491) 6.กบฏแบ่งแยกดินแดน (พย. 2491) 7.กบฏวังหลวง (26 กุมภาพันธ์2492) 8.กบฏแมนฮัตตัน (29 มิถุนายน 2494) 9.กบฏสันติภาพ (8 พฤศจิกายน 2497) 10.กบฎ 26 มีนาคม 2520 11.กบฎยังเตอร์ก (1-3 เมษายน 2524) 12.กบฏทหารนอกราชการ (9 กันยายน 2528) -รัฐประหาร 8 ครั้ง 1.พ.อ. พระยาพหลฯ ทำการรัฐประหาร (20 มิ.ย. 2476) 2.พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ และคณะนายทหารบก ทำการรัฐประหาร (8 พ.ย. 2490) 3.จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำการรัฐประหาร (29 พ.ย. 2494) 4.จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหาร (16 กันยายน 2500) 5.จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหาร (20 ตุลาคม 2501) 6. จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหาร (17 พฤศจิกายน 2514) 7.พล.ร.อ สงัด ชลออยู่ ทำการรัฐประหาร (20 ตุลาคม 2520) 8.พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ ทำการรัฐประหาร (23 กุมภาพันธ์ 2534) 9.ใคร...............? เพื่อใคร.............?


ในสภาวะตอนนี้ที่ทั้งโลกกาลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาทางด้านเดียว แต่ประเทศไทยกลับเจอปัญหาหลายด้านด้วยกัน ทั้งการทะเลาะกันเองของคนไทย ความคิดที่ขัดแย้ง การกระทบกระทั่งกันทางภาคใต้ และความเห็นแก่ตัวเห็นแก่พวกพ้อง นามาซึ่งการฉ้อราษฎร์บังหลวงในการบริหารประเทศและสังคม ดูได้จากที่ตอนนี้ประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีการคอรัปชั่นมากที่สุดในโลก ต้องถามว่าเวลานี้มีที่ใดบ้างในประเทศที่ไม่มีการคอร์รัปชั่น จนรวมไปถึงพฤติกรรมการปิดสนามบินสุวรรณภูมิที่เป็นการกระทาที่เห็นแก่ตัวที่สุดเหตุการณ์อย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นที่ลอนดอน ที่โตเกียวเพราะเขารู้ว่าอะไรควรไม่ควรทา แต่ที่มีเกิดขึ้นในประเทศไทยนั่นแสดงว่าเราไม่ได้คิดถึงสังคม และนั่นแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกาลังล้าหลังขึ้นทุกวันทุกวัน
การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยวันนี้ไม่ใช่ว่าดีขึ้น ไม่ใช่ว่าวันนี้ดีกว่าเมื่อวาน แต่ต้องดูว่าตอนนี้เราอยู่จุดใดในโลก ในขณะที่ประเทศอื่นเขาพัฒนาไป แต่ไทยกลับมีการพัฒนาที่ช้าลงๆ ในอีก 10 ปีข้างหน้าเวียดนามคนไทยจะต้องอพยพไปทางานที่เวียดนาม เราต้องการให้เป็นแบบนั้นหรือ ทำไมเราต้องยอมจำนวนกับเหตุการณ์ที่เราไม่ได้ก่อ อำนาจประชาชน อำนาจการบริหารประเทศ อำนาจของเราเอง ทำไมเราต้องยกให้เขา บุคคลนอกรัฐธรรมนูญ

สยามเมืองยิ้ม กำลังจะหายไป

ขอบคุณมากครับคุณอภิสิทธิ ที่สอนคนไทยให้รู้ซึ้งได้ขนาดนี้

ที่มา thaifreenews

เพื่อนพ้องน้องพี่

กว่า 9 เดือนที่ผ่านมา

อภิสิทธิ ได้สอนให้คนไทยได้เข้าใจความหมายนิทานอีสปเรื่อง "กบเลือกนาย" ได้ดีเป็นอย่างยิ่ง



วันนี้ นาทีนี้ ผมเชื่อลึก ๆ นะว่า มีกบหลายตัวที่รู้สึกแบบนี้แต่ไม่กล้าแสดงออก (จากความรู้สึกของกบเหลืองที่ทำงานใกล้ ๆ ตัวผม 3 -4 ตัวนี่แหละ)

"ผิดหวังแต่ " อาย " ที่จะยอมรับว่า ผิดไปแล้ว"

"ผิดหวัง แต่ต้องทนฝืนกับ อีโก้ ของตัวเอง ว่า พวกฉันนี่แหละ คิดถูก ฉลาดกว่าพวกแก เสมอ ทั้ง ๆที่ลึก ๆ แล้วรู้สึก "ขมขื่น"

"ผิดหวัง แต่ต้องจำทนเพราะพลาดท่าเสียทีไปแล้ว ยังงัยก็ยังต้องฝืนเอาสีข้างเข้าถูต่อไป"

เพราะมองไปมองมาแล้ว

สรุปว่าที่ออกมาเผาบ้านเผาเมืองก็เพียงแค่การที่คนชื่อทักษิณ ชินวัตร เซ็นยินยอมให้เมียทำธุรกรรม กับหน่วยงานของรัฐ ทั้ง ๆ ที่

ทั้งผู้ประมูล และผู้รับการประมูล ไม่มีความผิดใช่ไหม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ทุจริต กล้ายางที่ว่าแน่ ๆ

หวยบนดินสองตัวสามตัวที่ว่า เจ๋ง ๆ

ผลเป็นงัย

ขี้ห๊ก..ทั้งเพ...........

บ้านเมืองวิบัติ อิบอ๋าย เพียงแค่เรื่องนี้จริง ๆ หรือ

การเมืองใหม่ คือการที่ อภิสิทธิจูบปากกับเนวินในการตั้งรัฐบาล

แถมกลุ่มเนวินคุมแต่กระทรวง A+ ทั้งน้านนนนนนนน

แบบนี้หรือที่พวกท่านต้องการ

โธ่...แล้วไม่บอกซะกะทีแรก

จะได้ให้ สนธิไปช่วยเนวินหาเสียง

ไม่ต้องมายึดทำเนียบ ยึดสนามบิน กันจนบ้านเมืองวิบัติขนาดนี้

9 เดือนที่ผ่านมา ผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่า คอรัปชั่นกันทุกกระทรวง

เช่ารถเมล 4 พันคัน ที่บางคนบอกนักบอกหนา ว่าคอรัปชั่นกันโจ๊มครึ่ม ถ้าโครงการนี้ผ่านต้องข้ามศพ พวกข้าไปก่อน

วันนี้ยกมือผ่านให้ในฐานะ รมช. ร่วม ครม. (ฮา) หน้าตาเฉย

ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่ตัวแสดงในโครงการนี้ หน้าเดิม ตัวเดิม ก้วนส์เดิมทั้งสิ้น (ฮา)

มันสะอาดเฉียบพลันขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ไม่อยากจะเซดกับโครงการไทยเข้มแข็ง

จับไปตรงไหน

เจอโกงตรงนั้น จะมากน้อยแล้วแต่ปริมาณความหิวกระหาย

โกงกันเรื่อย ๆ โกงกันอย่างมั่นใจ และโกงกันอย่างมั่นคง

ทั้ง ๆที่เป็นเงินกู้เขามาทั้งนั้น

ทักษิณ จะดีบ้างชั่วบ้าง ตามคำที่กล่าวหา

ผลงานก็ยังจับต้องได้ มีหลายสิ่งทำให้คนไทยเห็นได้ว่า

ประชาธิปไตยแบบกินได้ คืออะไร

แต่ รัฐบาลชุดนี้

ไม่มีอะไรให้เห็นเลย นอกจากแจกเงินกันดื้อ ๆ

กะ คอรัปชั่น แทบจะทุกอย่างที่ขวางหน้า

นี่หรือคือสิ่งที่ กบ ทั้งหลายต้องการ

แต่เผอิญ กบ อีกหลายตัว หรือกบส่วนใหญ่ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ต้องมารับกรรมร่วมกันกับสิ่งที่ตนเองไม่ได้กระทำนี้สิ

มันน่าเจ็บใจ

ไม่รู้ว่าเขาจะจิกกินอีกเท่าไหร่ถึงจะอิ่ม

แต่ช่างเถอะ มันเป็นเรื่องของบุญกรรมด้วย

ถือซะว่าชาติที่แล้ว ไปทำกรรมกับเขาไว้เยอะ

ชาตินี้เขาถึงได้มาเอาคืนกันพุงกาง

ทน ๆ กันไปนะพวกกบทั้งหลาย