WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 16, 2009

รัฐธรรมนูญของประชาชน

ที่มา บางกอกทูเดย์

นับตั้งแต่..ใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เป็นต้นมา...ประเทศไทยประสพกับความถดถอย ในทุกๆด้าน...ไม่มีสถาบันใด..ได้รับการยกเว้น..จากการไม่ถูกทำให้เสียหายสิ่งที่กำลังบอกกล่าวว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้...เป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ควรจะแก้ไข...มันจึงเป็นการแก้ไขที่จะไม่ทำให้อะไรดีขึ้นในทางตรงกันข้าม....สิ่งไม่พึงประสงค์ที่จะมาทั้งก่อนหน้าและตามหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คือ....วิกฤติการณ์ การเผชิญหน้ากันระหว่าง..ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ...กับฝ่ายที่จะให้แก้รัฐธรรมนูญการเมืองข้างถนนที่สร้างความอัปรีย์ปี้ป่นให้กับประเทศนี้มาอย่างยาวนาน..จะฉกฉวยโอกาสนี้สร้างคุณค่าทางการเมืองให้กับขบวนการของเขารากษสที่หมดบทบาทไปแล้ว...จะอ้างรัฐธรรมนูญแล้วออกมาเคลื่อนไหวผู้ยังชีพอยู่ด้วยความวุ่นวายจะหาเหตุเพื่อเพิ่มรายได้สองฝ่ายขึ้นไปจะเริ่มสะสมอาวุธเพื่อเตรียมการประหัตประหารกัน...ความเห็นต่างทางการเมือง...จะฉีกทำลายเครื่องแบบ..ข้าราชการจะฉีกแยกเพื่อหวังความก้าวหน้าจากการเป็นฝ่ายชนะในทางการเมืองเศรษฐกิจที่สะดุดหยุดอยู่..จะพังพาบหายนะจะไม่มีใครชำ ระหนี้ให้กับธนาคาร...เงินสดกับทองคำ จะเข้าแทนที่เช็คและกระดาษสัญญาประเทศพังมาแล้วกี่ครั้งกับวิกฤติการแก้รัฐธรรมนูญ...วันมหาวิปโยคเมื่อ 36 ปีมาแล้ว...หากกลับมาเกิดใหม่...มันจะกินปริมณฑลท่วมท้นไปทั่วแผ่นดิน..ฉากการเข่นฆ่า...จะไหลบ่าพาเลือดเจิ่งนองท่วมไปทั่วทุกท้องถนน..ฝ่ายชนะเมื่อ 19 กันยายน 2549....จะพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่..ผู้ทรงเกียรติจะตะเกียกตะกาย..เพียงเพื่อหวังความอยู่รอด...ผู้ใช้อำนาจยุติธรรมอย่างไม่ยุติธรรม..จะถูกลากตัวมากล่าวโทษ..และจับกุมคุมขังมากกว่านั้นจะถูกประหารโดยโทษที่ไม่สมควร..ประวัติศาสตร์โลก..ทิ้งเรื่องราวเช่นนี้ไว้มากมายในอดีตของประเทศ...หลายๆ แห่งเรื่องราวเช่นว่ากำลังเป็นปัจจุบัน...แทนการสร้างวิกฤติการณ์ขึ้นมาใหม่....ง่ายกว่าหรือไม่ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยจะถามประชาชนคนไทยลงไปพร้อมๆ กันว่า...ในรัฐธรรมนูญที่มีมาแล้วทุกๆ ฉบับนั้น..ส่วนใหญ่ที่สุดของประชาชน..จะเลือกฉบับไหน..

จับตาย-อุ้ม-จับกุม ต้องปราบแบบ ‘ไออาร์เอ’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถอนรากถอนโคน  การใช้กำลังทหารลงปูพรมชนิด“เต็มพื้นที่...ปูพรมทุกจุด” บางตำบล-บางอำเภออาจจะเต็มไปด้วยกำลังของทหาร...แบบเต็มอัตราศึก...เพื่อกุดหัวผู้ก่อการร้ายและแนวร่วมไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด พร้อมกับใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดปราบปราม ชนิดที่เรียกว่า “ล้างป่าช้า”3 จังหวัดภาคใต้เข้าสูตร “เราถอยไม่ได้อีกแล้ว” ....จัดการ 3 จังหวัดเพื่อให้คนอีก 73 จังหวัดรู้สึกอบอุ่นหลักสูตรสำเร็จที่มีผลทำให้ “โจรหัวหด”..แต่ไม่ยืนยาว!!…ฉะนั้นยุทธวิธีปราบโจร เรียกความสงบกลับคืนสู่ ยะลาปัตตานี นราธิวาส จึงยังไม่ประสบความสำเร็จและดูเหมือนจะต้องใช้ความพยายามอีกหลายเท่าประเทศอังกฤษปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายไออาร์เอ!!จึงอยู่ในความสนใจของผู้เขียน เพราะเห็นว่าประสบการณ์ที่อังกฤษปราบไออาร์เอนั้น น่าจะนำมาเป็นพื้นฐานในการปราบปราม “กองโจรใต้” ได้เหมือนกันโดยการรวบรวมและสรุปโดยย่อมาจากเนื้อหาจริงทางการอังกฤษให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้...ประการแรก  การมีข่าวกรองที่ถูกต้อง ทันสมัยทันเวลา เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักเป็นสำคัญ เพราะข้อมูลดังกล่าวเมื่อนำตรวจสอบวิเคราะห์วิจัยก็จะได้มาซึ่ง“ความน่าจะเป็น”รัฐบาลต้องลงทุนด้านการข่าวกรองมากขึ้น อย่า“ขี้เหนียว” งบประมาณที่ถูกโกงกินกันแต่ละปีนั้นหากจัดมาให้หน่วยข่าวเพียง 5% คงทำให้หน่วยข่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการข่าวก็ต้องใช้เงิน การข่าวกรองไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการรวบรวมข่าวอย่างเดียว แต่ต้องทำข่าวให้“ครบวงจร” ด้วยประการที่สอง  ตำรวจต้องดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม การจับกุมต้องมีหลักฐานเพียงพอที่จะนำเสนอให้ศาลลงโทษได้ เพราะหากส่งฟ้องแล้วศาลปล่อยตัวเสมอทำให้ภาพลักษณ์ของภาครัฐไม่ดี...ซํ้าร้ายกว่านั้นมันจะกลายเป็นการผลักดัน ผู้บริสุทธิ์ ให้ถอยออกห่างจากรัฐบาลและเข้าไปใกล้ชิดกับผู้ก่อการร้ายมากขึ้นประการที่สาม  ตำรวจต้องไม่ใช้วิธีการทรมานผู้ต้องหาในการสอบสวนซักถาม หรือทำให้สูญหายไป หากเป็นเช่นนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมาย และอาจกลายเป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศประการที่สี่  เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่แสดงกิริยาดูหมิ่นเหยียดหยามต่อศาสนา หรือลัทธิความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมของผู้ถูกจับ หรือของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้เจ้าหน้าที่รัฐได้รับการอบรมอย่างหนักในสิ่งที่“ทำได้” และ “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ควรทำ”

กรณีของทหารสหรัฐฯ  ปฏิบัติต่อเชลยศึกที่ฐานทัพกวนตานาโม โดยบางคนใช้วิธียั่วยุเพื่อให้เชลยศึกพูดโดยการแสดงกิริยาไม่ดีต่อสิ่งที่คนมุสลิมให้ความเคารพการปฏิบัติเช่นนี้เป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากผู้ต้องหาไม่ยอมปริปากแล้ว ยังต่อต้านเพิ่มขึ้น อีกทั้งหากข่าวนี้หลุดรอดออกไปประชาชนที่มีความเชื่อในศาสนาเดียวกันจะรวมหัวกันต่อต้าน พวกที่วางตัวเป็นกลางจะหันไปสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายทันทีประการที่ห้า  เจ้าหน้าที่ต้องแยกประชาชนออกจากผู้ก่อการร้ายให้ได้ ไม่ใช่ว่ามองคนมุสลิมอย่างสงสัยไปหมดถ้าทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการผลักประชาชนให้ไปอยู่กับฝ่ายก่อการร้ายมากขึ้น ทั้งที่ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากกว่าร้อยละ 90 พร้อมที่จะอยู่ฝ่ายรัฐยิ่งผู้ก่อการร้ายใช้ความรุนแรงเที่ยวไล่ฆ่าไม่เลือกหน้าการดำเนินชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป ก็จะยิ่งทำให้ประชาชนเพิ่มความไม่พอใจกับกลุ่มก่อการร้ายมากขึ้น เพียงเท่านี้ประชาชนก็ยิ่งร่วมมือกับรัฐมากขึ้นส่วนประชาชนจะร่วมมือกับรัฐมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ“ฝีมือ” ของรัฐบาลเอง..ประการที่หก  เมื่อกลุ่มก่อการร้ายพยายามยั่วยุด้วยการทำลายอย่างไม่มีปราณี นัยหนึ่งเพื่อให้ทางการไทยตอบโต้ด้วยความรุนแรง เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาจากสิ่งที่ผ่านมาและไม่ใช้ความรุนแรงจนเกินจำเป็นหากจำเป็นต้องใช้ความรุนแรง ควรมีเหตุผลชี้แจงต่อประชาชนและต่างประเทศได้อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า ให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่เป็น “หุ่นไล่กา” ไม่สามารถใช้ “กำลัง” ตอบโต้ผู้ก่อการร้ายได้ที่ผ่านมารัฐไทยพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรงในการยุติการก่อการร้ายในชายแดนภาคใต้ แม้บางครั้งจะต้อง “งัด”มาตรการ “ล้างบาง” มาใช้ เพราะโจรใต้เลือกรุนแรงโดยใช้มาตรการฆ่าล้างโคตร ไทยพุทธ-มุสลิมไม่เลือกหน้าฉะนั้นความรุนแรงจึงต้องเกิดขึ้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ การอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรมจวบจนวันนี้ โจรใต้ก็ยัง “โหดร้ายอำมหิต” หากรัฐยัง“เย็นชา” คิดอะไรไม่ออก ..การสนองตอบโจรด้วยความรุนแรงตามหลักการที่อังกฤษใช้ปราบไออารเ์อเพื่อรักษาชีวิตผู้บริสุทธิ์คงไม่ “เกินไป” นักหรอก... 

ไออาร์เอ
ไออาร์เอ หรือกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (พูดให้ครบถ้วนคือ Provisional Irish Republican Army แยกตัวจาก Official IRA ซึ่งปฏิเสธความรุนแรง-มาก่อตั้งต่างหากปลายปี ค.ศ.1969) เป็นชื่อขบวนการของชนส่วนน้อยชาวไอริช-คาทอลิกในดินแดนตอนเหนือของเกาะไอร์แลนด์ที่ต่อสู้ด้วยอาวุธกับกองทหารอังกฤษและชนส่วนใหญ่ชาวสก๊อต-โปรเตสแตนต์ด้วยวิธีการต่างๆอาทิ ซุ่มโจมตี ลอบสังหาร ปล้นธนาคาร รวมทั้งใช้ยุทธวิธีก่อการร้าย โดยวางระเบิดเป้าที่เป็นพลเรือนมาต่อเนื่องกว่า 30 ปี

ฮาราคีรี

ที่มา บางกอกทูเดย์

“มหาดไทย” กลายเป็นดินแดนอาถรรพ์ของนักการเมืองพรรค “ประชาธิปัตย์”ซึ่งเกิดเหตุซํ้าสองกรณี “ตี๋ แซ่จิว” ผู้ต้องหาตามหมายจับ...ร่วมกับพวกบุกรุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทยและได้ก่อความวุ่นวายโดยการใช้อาวุธทำร้ายร่างกาย และทำลายรถยนต์ของ “นิพนธ์ พร้อมพันธุ์” อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จนทำให้ได้รับบาดเจ็บ และรถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหายทำให้นึกภาพย้อนไปถึงเมื่อวันวานที่นายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง กรูเข้าไปทุบรถยนต์ ซึ่งกำลังวิ่งแล่นออกจาก “กระทรวงมหาดไทย”ครั้งนั้น “นิพนธ์ พร้อมพันธุ์” ซึ่งยังอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี...เป็นผู้ที่ออกมาชี้แจงและยืนยันว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ และรองสุเทพ นั่งอยู่ในรถคันนั้นจริง“นิพนธ์” เป็นกระบอกเสียงการเมือง “ปกป้องดูแล” มิให้ใครมากล่าวหาให้ร้ายท่านนายกฯแต่สำหรับกรณีนี้ไม่รู้ว่า นายกฯอภิสิทธิ์ จะออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างไร...เพราะก่อนหน้านี้บุคคลหนึ่งจำเป็นต้อง “หลีกลี้หนีกาย”เพราะไม่อาจอยู่ร่วมชายคาเดียวกันได้อีกต่อไป...เหตุมาจาก “สัญญาณพิเศษ” คลื่นแรงแซงทุกความถี่...แบบชนิดที่ยากถามคำตอบคำจากประสบการณ์การเป็น “กระจอกข่าว” เมื่อผู้นำรัฐบาลคนใดที่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวแบบ ถามคาํตอบคำ บอกได้คำเดียวว่า ไม่นานก็จะถึงเวลาอวสาน“นิพนธ์พร้อมพันธุ์” ในแวดวงการเมืองทราบดีว่า เป็นของจริงเสียงจริง ที่สำคัญเป็น สุภาพบุรุษหากเราย้อนกลับไปสมัยที่กฎหมายยังไม่บังคับใช้ว่ารัฐมนตรีต้องจบปริญญาตรีนั้น“นิพนธ์” ใน รัฐบาลชวน 1 ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร โดยมี สุเทพ เทือกสุบรรณเป็นรัฐมนตรีช่วยครั้นถึงเกิดเรื่อง ส.ป.ก. 4-01 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรในขณะนั้นได้มอบให้ “สุเทพ”ทำแล้วเกิดปัญญานิพนธ์ แสดงสปิริตทันทีด้วยการ ประกาศตัวลาออก เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบ และแสดงความเป็นสุภาพบุรุษเต็มตัว

จากนั้นต่อมาเมื่อ “นายหัวชวน” ได้มาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง นิพนธ์ ได้เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และครั้งนี้ภายใต้การนำของ รัฐบาลมาร์คนิพนธ์...ก็เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอีกคำรบหนึ่ง!อาจจะกล่าวได้ว่า...เคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายโดดเดี่ยวในคราวสงกรานต์เลือดมาแล้ว จากนั้นเมื่อมีการแต่งตั้งตำแหน่ง ผบ.ตร.นิพนธ์...ได้กระซิบบอกกับ รองสุเทพ ถึงเรื่อง “สัญญาณพิเศษ”ที่ได้รับว่า...ควรจะเลือกใคร?การที่ได้รับสัญญาณพิเศษมาแล้ว...แต่ไม่สามารถที่จะดำเนินการอะไรใดได้ก็จำเป็นต้องแสดงสปิริตออกมาให้เห็นเด่นชัดว่า...ต้องทำการ “ฮาราคีรี” อีกรอบนี่คือ การแสดงออกที่ชัดเจนตรงไปตรงมา...ที่ผู้นำอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ควรไปศึกษา...เป็นแบบอย่างลูกผู้ชายที่เขาทำกันนิพนธ์พร้อมพันธุ์เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ชาวค่ายสะตอต่างให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และการนี้ภายในพรรคค่ายสะตอเกิดแรงกระเพื่อมที่คาดว่าอาจจะแรงถึงกับสึนามิก็เป็นไปได้เห็นภาพท่าน นายหัวชวน ให้ข่าวบ่อยขึ้นมากขึ้น...อาจจะแอบมีหวังเล็กๆ ว่า อาจจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกคำรบหนึ่งหรือไม่...เป็นเรื่องที่มิอาจทราบได้แต่ดูทีท่าและจังหวะในการก้าวของ นายหัวชวน แล้วบอกได้คำเดียวว่า...ย่างสามขุมได้อย่างถูกที่ถูกจังหวะดีแท้นี่คือ สิ่งที่เขาเรียกว่า “ประสบการณ์” หาซื้อไม่ได้...ทุกอย่างต้องได้มาเองกับตัว เรียกตามภาษาพระท่านว่า “ปัจจัยตัง”งงจริงๆ...เลขาฯ ของตัวเองปิดโทรศัพท์มือถือหนี...ทิ้งข่าวการลาออกเอาไว้เป็นลายแทง...แต่ผู้นำยังทำเป็นไร้เดียงสาไม่รู้สึกอะไรแบบนี้เขาไม่เรียกว่า “เหลิงอำนาจ” แต่เขาเรียกว่า “หวงอำนาจ”“นิพนธ์” แสดงสปิริตด้วยการ “ฮาราคีรี”ใช้ดาบซามูไรกรีดท้อง 1 เส้น...เพื่อแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่เขาได้รับมอบหมายแต่ไม่สามารถกระทำ“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะที่มีตำแหน่งสูงกว่า เป็นแม่ทัพ...ท่านก็ได้รับมอบหมายหน้าที่จากประชาชนให้ บริหารบ้านเมือง ด้วยความฉลาดของมันสมองและจิตใจที่เป็นธรรมถูกต้องวันนี้เป็นอย่างไร? อภิสิทธิ์ ควรจะทำ “ฮาราคีรี”ใช้ดาบซามูไรกรีดท้องสัก 3 เส้นในโทษฐานที่หนักหนาสาหัสกว่า “นิพนธ์” หรือไม่?ต้องให้ประชาชนเท่านั้นเป็นผู้พิพากษา! 

เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เราทำตามสัญญาแล้ว

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่เห็นด้วยกับการร่างพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตั้งแต่ต้นหรือไม่ ที่ทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทุบโต๊ะประชุมครม.เมื่อวันอังคารที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมายกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 4 อำเภอจังหวัดสงขลา คือ อ.จะนะ เทพา นาทวีและสะบ้าย้อยขณะเดียวกัน ครม.นายกฯ อภิสิทธิ์ก็ยังต้องพึ่งพา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่ออีก 3 เดือนแม้จะมองว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นกฎหมายแข็งกร้าวเกินไป แต่ฝ่ายปฏิบัติยังต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อปิดล้อมตรวจพื้นที่“ครม.ได้ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีก3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. 2552 ถึง19 ม.ค. 2553 และรับทราบว่าได้มีการปรับปรุงความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมายและขั้นตอนต่างๆ แล้วเพื่อลดผลกระทบด้านลบและข้อครหาว่าเกิดผลกระทบจากการใช้กฎหมาย”นายอภิสิทธิ์ แถลง หลังการประชุม ครม.หากย้อนกลับดูกฎหมายควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินพบว่า กฎหมายฉบับนี้ถูกตราขึ้นอย่างเร่งด่วนเป็นพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) โดยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเมื่อกลางเดือน ก.ค. 2548เพื่อหวังแก้ไขสถานการณ์ที่เรียกว่า“ดับเมืองยะลา” คือการก่อความไม่สงบในเขตเมืองยะลากว่า 50 จุดในห้วงเวลานั้นกฎหมายฉบับนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าโดยการตราพระราชกำหนดเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่สามารถออกกฎหมายบังคับใช้ได้เลย ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนายอภิสิทธิ์ เคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งทั้งก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีและเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วว่า ไม่เห็นด้วยกับการต่ออายุการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด เหมือนเป็นการต่ออายุโดยอัตโนมัติทุกๆ 3 เดือนทั้งๆ ที่โดยหลักการการใช้กฎหมายพิเศษเพื่อควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น จะต้องใช้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง และต้องรีบยกเลิกทันทีเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เพราะกฎหมายมีบทบัญญัติที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างไรก็ดี ในห้วงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ได้ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาแล้วถึง 4 ครั้งคือเมื่อเดือน ม.ค. 2552 เม.ย. 2552 ก.ค.2552 และล่าสุดคือ ต.ค. 2552โดยในการต่ออายุครั้งที่ 15 เมื่อวันที่17 เม.ย. 2552 นายกฯ ได้สั่งการให้หาสถาบันทางวิชาการไปจัดทำรายงานประเมินผลการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาประกอบการพิจารณาการต่ออายุในครั้งที่ 16 เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นวาระของการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาถึง 4 ปีเต็ม แต่แล้วเมื่อถึงเดือน ก.ค.รัฐบาลก็อนุมัติให้ต่ออายุไปอีก 3 เดือน

โดยให้สร้างกลไกรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมแทนทั้งนี้ ในการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯครั้งที่ 16 เมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) ได้จัดทำรายงานเสนอรัฐบาลคู่ขนานไปกับรายงานของสถาบันทางวิชาการ (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี)โดยยืนยันว่ามีความจำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ควบคู่กับกฎหมายพิเศษอื่นๆเช่น พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกพ.ศ. 2457 ต่อไปเรื่อยๆ และแม้จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในพื้นที่ชายแดนใต้ในอนาคต ก็เห็นควรให้ใช้กฎหมายพิเศษหลายๆ ฉบับควบคู่กันไปเพื่อเลือกนำจุดเด่นของกฎหมายแต่ละฉบับมาใช้เป็นประโยชน์ในการควบคุมสถานการณ์และด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้รัฐบาลตัดสินใจต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไปอีกครั้งคือครั้งที่ 17 เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2552ขณะที่ยังมีทางเลือกหนึ่งที่รัฐบาลเตรียมนำมาใช้ในพื้นที่ภาคใต้ คือ การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งขณะนี้มีการนำร่องในพื้นที่ 4 อำเภอ จังหวัดสงขลา“กฎอัยการศึกเป็นกฎหมายที่แข็งเกินไปขณะที่เหตุการณ์ในพื้นที่ 4 อำเภอของจ.สงขลา ดีขึ้นแล้ว จึงจะใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรแทนถือเป็นพื้นที่นำร่อง อีกทั้งการประกาศใช้พ.ร.บ.มั่นคงนั้นหากเจ้าหน้าที่กระทำการอะไรที่เกิดความเสียหายกับประชาชน รัฐบาลสามารถจ่ายเงินเยียวยาความเสียหายได้”ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กล่าวทั้งนี้ เขายังยํ้าด้วยว่า หากใช้พ.ร.บ.มั่นคงแล้วทำให้เหตุการณ์ดีขึ้นก็จะนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไปด้านนายสุรพงษ์ ยิ้มละมัย อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มองว่าการยกเลิกกฎอัยการศึกส่งผลด้านจิตใจของประชาชนในพื้นที่ แต่แยกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่รู้สึกผ่อนคลาย กับกลุ่มที่หวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้การยกเลิกกฎอัยการศึกในภาพรวมเป็นสิ่งที่ดี“แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ เมื่อยกเลิกแล้วเจ้าหน้าที่สามารถดูแลสถานการณ์ได้ครอบคลุมหรือไม่”ถึงอย่างไรการประกาศเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นไปตามที่ นายกฯ เคยสัญญาไว้ และทำให้แล้วดังเช่นนโยบายด้านอื่นของรัฐบาลที่ติดตามต้นไม้ข้างทาง 

ตำรวจ-ทหารประชุมเตรียมรับมือการชุมนุมของคนเสื้อแดงวันพรุ่งนี้

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่

กรุงเทพฯ 16 ต.ค. - พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.น.ประชุมร่วมกับตัวแทนกองทัพภาคที่ 1 และผู้ควบคุมกำลังทั้งฝ่ายทหารและตำรวจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อชี้แจงการทำงานและการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันพรุ่งนี้

ทั้งนี้ รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นย้ำขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามหลักกฎหมายและหลักสากล โดยได้จัดทำแผ่นพับแจกจ่าย ให้ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาความสงบเรียบร้อย เบื้องต้นจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ 44 กองร้อย หรือ ประมาณ 6,600 คน เป็นทหาร 28 กองร้อย และ ตำรวจ 16 กองร้อย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของ กทม. อีก 350 คน แต่หากเกิดความวุ่นวายขึ้น จะมีกำลังเสริม ณ ที่ตั้งอีกจำนวนหนึ่ง

นอกจาก นี้จะมีการตั้งจุดตรวจรอบพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ทั้งหมด 8 จุด ได้แก่ แยกวังแดง , แยกสี่เสาเทเวศร์ , แยกลานพระบรมรูปทรงม้า ,แยกวัดเบญจมบพิตร, แยกเทวกรรม , แยกนางเลิ้ง, สะพานมัฆวานรังสรรค์ และแยกสวนมิสกวัน โดยจะมีการบันทึกคำปราศัยไว้ตลอด จึงขอให้ผู้ชุมนุมเคารพกฎหมาย หากฝ่าฝืนจะออกหมายจับในภายหลัง ส่วนผู้ชุมนุมบางคนที่อยู่ในระหว่างการประกันของศาล หากพบว่าทำผิดจะเพิกถอนประกันทันที.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-16 12:17:22

อดีตส.ส.ร.ชี้รธน.ปี"40ดีที่สุด

ที่มา มติชน

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค กมธ.ศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล กมธ.การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน กมธ.สามัญศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 วุฒิสภา ร่วมกับมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย จัดเสวนาเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ : ใครได้ใครเสีย ที่อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่า คมช.ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเนื้อหาใดๆ ในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ผ่านมาเห็นว่าน่าแก้ไขที่มานายกฯ เพราะไม่จำเป็นที่นายกฯต้องมาจากเลือกตั้งเท่านั้น เพราะเป็นการเตะคนดีๆ ออกไป ดังนั้น ประชาธิปไตยจริงๆ ถ้าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ประชาชนก็แก้ไขได้ แต่อย่าแก้แล้วทำให้บุคคลกลุ่มใดได้ประโยชน์เพราะไม่ชอบธรรม

ขณะที่ นายบุญเลิศ คชายุทธเดช บรรณาธิการอาวุโส น.ส.พ.มติชน และอดีต ส.ส.ร.ปี 2540 กล่าวว่า วันนี้ไม่มีใครพยากรณ์ได้ว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดด้วยวิธีสมานฉันท์รูปแบบใด เพราะ 6 ประเด็น เป็นเรื่องนักการเมืองทั้งสิ้น เมื่อวิปฝ่ายค้านถอยตามมติพรรค เหลือแค่วิป 2 ฝ่าย วิปวุฒิสภาต้องหารือจะให้เดินหน้าต่อหรือระงับยับยั้งนายกรัฐมนตรีไม่ให้เดินหน้าต่อไป

ทางด้านเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธาน ส.ส.ร.2550 ระบุว่า มีส่วนร่างรัฐธรรมนูญมา 2 ฉบับ แต่ยังคิดว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ดีสุด เหมาะให้ประเทศก้าวหน้าได้ แต่เมื่อใช้ไปแล้วเกิดมีอุปสรรค เป็นเผด็จการรัฐสภา ดังนั้น 6 ประเด็นที่จะแก้เพราะนักการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง และยกเลิกโทษทางการเมือง

"สมบัติ"สวมเสื้อพท. เสื้อแดงฉ่ำ17ต.ค.

ที่มา ข่าวสด

สังคมการเมือง



... ผลสอบทุจริตงบไทยเข้มแข็งของสธ.ไม่โดนใจคอการเมือง วิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ต้องทำตามแรงบีบสังคม โชว์ตั้งคนนอกทั้ง พล.ต.อ.ประ ทิน สันติประภพ อดีตอ.ตร. และคนต้นทุนสูงอย่าง น.พ.บรรลุ ศิริพานิช อดีตประธานสอบทุจริตฮั้วยา เป็นกรรมการสอบเชิงลึก

จะลึกแค่ไหน รอดูฝีมือ!!!

... แม้ยังไม่รับตำแหน่งแต่ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เริ่มชิมลางหน้าที่เลขาธิการนายกฯ ตามติด นายกฯ มาร์ค ไปตรวจความพร้อมสถานที่จัดประชุมผู้นำอาเซียน ที่หัวหิน-ชะอำ โชว์ความละเอียดสั่งชิมทุกเมนูอาหารที่เตรียมส่งขึ้นโต๊ะกาลาดินเนอร์บรรดาผู้นำด้วยตัวเอง

ได้เวลาเปลี่ยนวอลเปเปอร์?

... นายกฯ ประเดิมรถป้ายแดงเรนจ์ โรเวอร์ ตรวจความพร้อมที่หัวหิน ออกจากบ้านแต่ไก่โห่ยิงยาวถึงจุดหมาย ขากลับไม่แวะไหน เข้าประชุมสภาต่ออีก ทำเอาคณะร่วมขบวนท้องร้องจ๊อกๆ ไม่มีอาหารตกถึงท้องตั้งแต่เช้า ต่างจากนายกฯ ที่เตรียมพร้อมห่อข้าวไปกินในรถ

สบายกระเป๋าอีกต่างหาก

... พรรคเพื่อไทยโชว์พลังดูดหลังจากคิว พ่อใหญ่จิ๋ว ก็ตามด้วยทัพท็อปบู๊ตทั้งจปร.7 และเพื่อนร่วมรุ่นตท.10 ของเสี่ยแม้ว ล่าสุดยังข้ามวงการดูดพระเอกตัวจริงอย่าง น้าแอ๊ด-สมบัติ เมทะนี มาเปิดตัวนำร่อง 2 ดาราหนุ่มฝาแฝด บิณฑ์-เอกพัน บันลือฤทธิ์

อย่ามาเก็บศพใครก็แล้วกัน!

... หลังนายใหญ่เป่านกหวีดสั่งเครือข่ายปรับโหมดเข้าสู่การเลือกตั้ง วงศ์วานว่านเครือ "ชินวัตร" ขยับลงพื้นที่กันถี่ยิบ วันก่อนน้องเขย-สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไปจัดสัมมนาถึงบ้านภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ ล่าสุด บิ๊กตุ้ย-พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เดินสายแจกปุ๋ยให้ชาวกาฬสินธุ์

ช่วยกันทำมาหากินจริงๆ

... พายัพ ชินวัตร น้องชายเสี่ยแม้ว เจียดคิวส่วนตัวไปตามคำเชิญดาราสาวเพื่อนสนิท (แต่ไม่คลิก) แอน-สิเรียม ภักดีดำรงค์ฤทธิ์ ควงคู่ทอดกฐินพระราชทาน ที่วัดบ้านสังกัน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ เมื่อบ่ายวันพฤหัสฯ ท่ามกลางข้าราชการท้องถิ่นและชาวบ้านร่วมงานนับหมื่น

เป็นกลยุทธ์ลงพื้นที่รึป่าว?

... ระดมพลคนเสื้อแดง เสาร์ที่ 17 ต.ค. ทวงถามฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้นายใหญ่ เสี่ยตู่-จตุพร พรหมพันธุ์ ยืนยันคำเดิมว่าจะชุมนุมบริเวณ ถ.พิษณุ โลกเพียงจุดเดียว รอฟังวิดีโอลิงก์จากดูไบอย่างสงบตอน 2 ทุ่มครึ่ง จากนั้นเที่ยงคืนสลายตัว ไม่บุกทำเนียบชัวร์

จริง-ไม่จริงเดี๋ยวก็รู้!

... กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในวันที่ 17 ต.ค.ว่า สภาพท้องฟ้าอากาศจะมีฝนฟ้าคะนองกระจายร้อยละ 60 ของพื้นที่ มีฝนตกหนักบางแห่ง ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 ก.ม./ช.ม. อุณหภูมิสูงสุด 34 ต่ำสุด 25 องศาเซลเซียส

เตรียมร่มไปด้วย(เหมือนเดิม)

พลิ้วไม่ออก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




พรรคเพื่อไทย มีมติออกมาแล้วว่าจะไม่ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าไม่ได้ให้การยอมรับรัฐ ธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตั้งแต่ต้น

พร้อมกับเสนอให้นำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่ถูกคมช.ฉีกกลับมาใช้ เพราะประเด็นที่อยากแก้ไขก็มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวอยู่แล้ว

ดังนั้น ภาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น ตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เสนอ จึงตกอยู่บนบ่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นหลัก

เพราะก่อนจะได้เป็นรัฐบาล ก็ตกปากรับคำกับพรรคร่วมว่าจะแก้ไข โดยเฉพาะมาตรา 190 และการเลือกส.ส.กลับไปใช้แบบเดิม คือ 1 เขต 1 คน

แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พยายามฉวยจังหวะที่พรรคเพื่อไทยชักเข้าชักออกว่าถ้าเรื่องมาก ก็อาจจะล้มกระดานไปเลย

แต่เมื่อถูกพรรคร่วมรัฐบาล อย่าง พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ประสานเสียงทวงสัญญาดังๆ

นายอภิสิทธิ์ก็เริ่มหวั่นไหว กลัวรัฐบาลจะไม่รอด เลยต้องเชิญแกนนำตัวจริงพรรคร่วมรัฐบาลมาพูดคุยและรับปากว่ามาดำเนินการต่อ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินว่าเสียงส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมีอยู่ 275 เสียง ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องใช้ถึง 311 เสียง

แต่ก็หวังว่าจะมีเสียงวุฒิสมาชิกมาช่วยเติมให้เดินหน้าไปได้

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

นายอภิสิทธิ์เริ่มมีท่าทีอ่อนลง หลังจากแข็งกร้าว อัดยับพรรคฝ่ายค้านที่ถอนตัวไปก่อนหน้านี้

ล่าสุด นายธนิตพล ไชยนันทน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ยอมรับว่าวิปรัฐบาลกำลังประสานกับวิปฝ่ายค้าน ผ่าน นายวิทยา บุรณศิริ เพื่อให้กลับมาร่วมประชุมวิป 3 ฝ่ายในวันที่ 22 ต.ค.อยู่ แต่ยังไม่มีสัญญาณตอบรับ

โดยเชื่อว่าที่พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 กลับมาใช้ เป็นแค่วิธีการต่อรองเท่านั้น

"การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็จะต้องมีคนเจ็บบ้าง แต่จะต้องเฉลี่ยให้ทุกคนเจ็บน้อยที่สุด การที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ทำให้ขณะนี้พรรคเจ็บหนัก เพราะถูกขนาบจากหลายด้าน ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน ส.ว. เสื้อเหลือง และเสื้อแดง แต่หากสามารถทำให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันได้ สุดท้ายผลดีจะตกกับประเทศชาติ เพราะเป็นกระบวนการที่นำไปสู่ความสมาน ฉันท์" นายธนิตพลระบุ

ก่อนหน้านี้ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ก็เคยวิเคราะห์ว่า ต่อจากนี้ไป พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นตำบลกระสุนตก

เมื่อเลขานุการวิปพรรคร่วมรัฐบาลออกมาโอดครวญซ้ำอีกคน

ต้องรอดูว่าจะ"พลิ้ว"ออกหรือไม่!?!

"บิณฑ์-เอกพัน"ตาม"สมบัติ"ซบพท.

ที่มา เดลินิวส์

เมื่อวันที่ 15 ต.ค. เวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานคณะกรรมการประสานงานภาค กทม. ร่วมแถลงเปิดตัว นายสมบัติ เมทะนี ดารานักแสดงชื่อดัง เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยนายสมบัติ กล่าวว่า ตนรู้จักและชอบพอกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มานานกว่า 30 ปี เมื่อได้รับการทาบทามจากนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นางเยาวเรศ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ใจอ่อน อีกทั้งอยากมาช่วยให้ชาติบ้านเมืองมีความสมานฉันท์ จึงได้มาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งตนจะลงสมัคร ส.ส. ที่เขตลาดพร้าว วังทองหลาง นอกจากนี้ยังจะมีเพื่อนดารานักแสดงมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยด้วย เช่น นายบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ และนายเอกพัน บันลือฤทธิ์

ทางด้านนายยงยุทธ กล่าวว่า หลังจากนี้พรรคเพื่อไทยจะทยอยเปิดตัวผู้ใหญ่ที่ตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคเป็นระยะ ๆ โดยในวันที่ 16 ต.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ก็จะเปิดตัวอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่อีก 1 คน และในสัปดาห์หน้าจะมีการเปิดตัวบุคคลที่มีชื่อเสียง และมีความรู้ความสามารถอีกกลุ่มใหญ่ ซึ่งพรรคกำลังพิจารณาตำแหน่งสำคัญให้กับคนเหล่านี้เพื่อให้ทำงานสมกับความรู้ความสามารถ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับนายทหารที่จะเข้าร่วม งานกับพรรคเพื่อไทยซึ่งจะแถลงเปิดตัวในเวลา 16.00 น. คือ พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตรอง ผบ.ทบ. เข้าร่วมงานการเมืองอีก 1 ราย.

พล.อ.จิรเดช รับทหารเข้าใจพรรคเพื่อไทยผิด

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_40100

อดีต คมช. เปิดตัวร่วมงานเพื่อไทย “ พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ ” หวังช่วยประสานงานสีเขียว ยอมรับทหารเข้าใจผิดพลาดเพื่อไทย ...

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีต รองผบ.ทบ. และอดีตแม่ทัพภาค 3 เดินทางมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คณะกรรมการบริหารพรรค แกนนำพรรค ตลอดจน ส.ส.และสมาชิกพรรคให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น จากนั้น มีการแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยนายยงยุทธ กล่าวว่า บ้านหลังนี้ได้ลงหลักปักฐานแล้ว เป็นบ้านที่น่าอยู่อาศัย อบอุ่น มั่นคง มีผู้หลักผู้ใหญ่เข้ามาที่บ้านหลังนี้ เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายสมบัติ เมทะนี มาจนถึง พล.อ.จิรเดช ซึ่งทุกคนเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ร่วมกัน ทั้งนี้ การมาสังกัดพรรคเพื่อไทยของ พล.อ.จิรเดช นั้นเป็นความภาคภูมิใจของพรรค ท่านจะเป็นเจ้าของบ้านด้วยไม่ใช่แค่ผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้สมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนยืนยันว่าเราทุกคนรักชาติ ไม่มีใครที่คิดทรยศต่อชาติแม้แต่ผงธุลีเดียว

ด้าน พล.อ.จิรเดช กล่าวว่า ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายท่าน และที่ผ่านมาก็มีแต่การพูดกันแต่ไม่มีใครที่เข้ามาช่วยทำงานการเมืองอย่างจริงจัง จึงอยากเข้ามาช่วยตรงนี้ เพราะหากมีโอกาสได้เข้ามาทำงานกับพรรคการเมืองก็เท่ากับว่ามีโอกาสที่จะได้ทำงานเพื่อประเทศชาติด้วย สำหรับสาเหตุที่ตัดสินใจมาอยู่กับพรรคเพื่อไทยนั้น เพราะเพื่อนฝูงรวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่และประชาชนในภาคเหนือเห็นตรงกันว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยและการปฏิบัติตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้นทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีกว่าเดิม เป็นจริงและจับต้องได้ ดังนั้นจึงตัดสินใจมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย อีกทั้งการที่ตนเป็นทหารที่อยู่ในเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาในเร็วๆนี้มาตลอดนั้นจะทำให้เป็นประโยชน์กับพรรคเพื่อไทย เพราะตนจะได้นำความรู้สึกของทหารมาแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างความเข้าใจกับสมาชิกพรรคเพื่อไทย รวมทั้งจะนำความคิดของสมาชิกพรรคเพื่อไทยไปพูดคุยกับน้องๆทหารเพื่อสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นด้วย ทำให้ประเทศเกิดความสมานฉันท์ ไม่แบ่งพรรคแบ่งสี ทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจสามารถดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงได้เร็วขึ้น “ทุกพรรคมีนโยบายเพื่อให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น แต่นโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้นตนได้ตัดสินใจแล้วว่าน่าที่จะมาทำงานด้วย รวมทั้งเพื่อนสนิทในพรรคเพื่อไทยหลายคนก็เป็นคนที่ไว้ใจได้ มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน ตนจึงกล้าที่จะมาร่วมงานด้วย”พล.อ.จิรเดช กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะปฏิวัติยึดอำนาจจากพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น แต่วันนี้กลับมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย พล.อ.จิรเดชตอบว่า ขณะนั้นตนไม่ได้เป็นผู้ทำการปฏิวัติ ตนยังเป็นเพียงแม่ทัพน้อย เป็นข้าราชการที่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น ยอมรับว่ามีทหารที่เข้าใจผิดในพรรคเพื่อไทยว่าไม่จงรักภักดี เนื่องจากมีบุคคลในพรรคทำตัวหมิ่นเหม่ในบางเรื่อง แต่โดยรวมนโยบายพรรคนั้นไม่มี จึงต้องทำความเข้าใจเพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นระหว่างฝ่ายทหารกับฝ่ายการเมืองให้เกิดขึ้นให้ได้

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหมหรือไม่ พล.อ.จิรเดช ตอบว่า มีแต่การพูดคุยกันในเรื่องสารทุกข์สุขดิบ และไม่ทราบว่าท่านจะเข้ามาสู่การเมืองด้วยหรือไม่ เมื่อถามว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทยได้มีการทาบทามให้เข้าเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่ พล.อ.จิรเดชตอบว่า ก็คุยกันเพราะสนิทกันแต่ไม่ได้มีการชักชวนอะไร ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายวิเชียร รัตนะพีระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมที่ดิน และอดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และพล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รอง ผบช. ภาค 8 ได้เดินทางมาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยด้วยเช่นกัน