WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 17, 2009

แม่นไหมไม่ทราบ ประจำวันที่ 17-23 ตุลาคม 2552

ที่มา ประชาไท

โดย การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์

อมาวสี วันที่ 18 ตุลาคมนะคะ


วันนี้ทำอะไรดีน้า



แกล้งพี่โด้เล่นน่าจะดี


นี่ คิดแล้วทำเลยดีกว่า


อ้าว
! มามี้มา น้องอองเปล่าเกเรนะ


นี่ไง แค่มอง
(ประเมิน) ศักยภาพพี่โด้


เรารักกันออก


เนอะ พี่โด้เนอะ


(
เซ็งอีกแล้ว – พี่โด้คิด)


แต่บ่ายๆ แบบนี้มันน่าเบื่อนะ
(ลีอองก็เอียงหน้ามาคิด)


คิด…


หนูว่าเราเล่นกันใหม่ดีกว่านะ
!

ราศีเมษ Aries (13 เมย.-13 พค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้
Two of Swords อุปสรรคอันเนื่องมาจากการสื่อสาร การพยายามแก้ข้อกล่าวหา การปกป้องตัวเอง ความพยายามของคู่ต่อสู้หรือคู่แข่งขันที่จะสร้างความปั่นป่วนในการเจรจา
ความรัก ความสัมพันธ์
Page of Wands ความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มต้น การพบกันด้วยงาน หรือเรียนรู้กันและกันอย่างใช้สมอง หากเป็นบุคคลแสดงถึงคนอายุน้อย แต่มีลักษณะแคล่วคล่องว่องไว ว่าง่ายใช้คล่อง น่ารักไปอีกแบบ
สถานการณ์การเงิน
Queen of Swords อาจต้องจัดการกับปัญหาใหญ่ที่มีเข้ามาเหมือนทดสอบความเข้มแข็ง ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดกว่าเดิม ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ หนักทั้งสองฝ่าย
ธุรกิจ การงาน
Ace of Wands ข่าวดีด้านการงาน การเริ่มต้นใหม่ โครงการใหม่ โอกาสดีๆ ที่มีข่าวสารมาถึง หากคุณกำลังเริ่มธุรกิจของตัวเอง ถือว่ามีนิมิตหมายที่ดี
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
Ten of Wands ทำภาระที่เกินตัว ความรับผิดชอบที่แบกมากเกินไป ปัญหาจากกลุ่มคนที่ทำงานร่วมกัน ตลอดจนญาติมิตรคนใกล้ตัวด้วย

คำแนะนำพิเศษ The Fool ก้าวออกไปข้างหน้า เผชิญโลกที่ท้าทายด้วยความกล้าหาญเข้าไว้ แต่ก็อย่าลืมมองโลกในแง่บวก เปิดใจให้กว้าง อ้อ แต่ก็อย่าชะล่าใจเกินไป

ราศีพฤษภ Taurus (14 พค.-13 มิย.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้
Eight of Swords อาจมีปัญหาที่บีบล้อมเข้ามาเรื่อยๆ คุณตกในสถานการณ์อึดอัด สิ่งที่ผิดพลาด หรือแม้แต่ความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ถูกกดดัน ถูกจำกัดบทบาท ตกกระไดพลอยโจน
ความรัก ความสัมพันธ์
Five of Swords ดูเหมือนจะมีปัญหากันได้ง่ายอีกแล้วในช่วงนี้ หากก่อนหน้านี้เคยสงบศึกมาแล้วระยะหนึ่ง แถมต่อจากนี้ปัญหายังทรงๆ ทรุดๆ ไปอีกพักใหญ่เชียวล่ะ
สถานการณ์การเงิน
Eight of Pentacles รายได้ที่จะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากการงานที่คุณมีความถนัดอยู่แล้ว ให้ผลดีพิเศษสำหรับคนที่ทำงานแฮนด์เมด ธุรกิจขนาดเล็กในครอบครัว
ธุรกิจ การงาน
Strength คุณมีความสามารถเพียงพอที่จะตบสิ่งต่างๆ ให้กลับเข้าลู่เข้าทาง แต่ก็ระวังความกดดันที่อาจมีต่อผู้อื่นมากเกินไป อีกอย่างคือกดดันตัวเองด้วยอีกต่างหาก
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
Five of Wands ปัญหาในหมู่เพื่อนร่วมงาน ข้อพิพาทที่ยากประสาน ความปั่นป่วนในทีมงาน

คำแนะนำพิเศษ
Six of Swords เรื่องเลวร้ายต่างๆ ในชีวิต (หากมี) จะต้องอาศัยกาลเวลาเข้าช่วย หลายอย่างไม่สามารถเร่งรัดได้เมื่อไม่ถึงเวลา ในขณะเดียวกันก็ให้เผื่อใจกับสิ่งที่ยังยืดเยื้อยาวนาน จะเป็นเรื่องอะไรนั้นลองสังเกตชีวิตตัวเองดู

ราศีเมถุน Gemini (14 มิย.-14 กค.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้
Six of Pentacles การรับเงิน รับความช่วยเหลือ หรือได้ช่วยเหลือผู้อื่นบนพื้นฐานความเมตตา หากใครต้องการความช่วยเหลือ เป็นเวลาที่มองหาผู้เข้ามาปัดเป่าปัญหาของคุณได้ การขอเครดิต การกู้ยืมต่างๆ ราบรื่นดี
ความรัก ความสัมพันธ์
The Sun ช่วงเวลาของความสุข ความเบิกบาน ความรู้สึกดีๆ ที่ไม่คาดหวังมากถึงอนาคต เหมือนดอกทานตะวันที่ชูช่อรอแสงแดดไปวันต่อวัน ถึงจะมีอายุสั้นแต่ก็ถือว่าได้สุขเต็มที่แล้วสถานการณ์การเงิน Two of Cups การใช้จ่ายในเรื่องที่มีความสุข อาจเป็นชีวิตส่วนตัว ความรักความสัมพันธ์ ซื้อของขวัญของฝาก หรือใช้เงินเพื่อตอบสนองความรู้สึกตัวเอง
ธุรกิจ การงาน
The World อาจมีงานที่จบลงในช่วงนี้ แต่ก็จะมีการเริ่มต้นใหม่ในทันที หรือต่อเนื่องออกไปในทิศทางที่ดีกว่าเดิม บางคนได้พบงานที่สอดคล้องกับตัวเองอย่างแท้จริง มีการปรับเปลี่ยนบรรยากาศ มีคุณภาพชีวิตที่ดี
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
Ten of Pentacles การเงินในครอบครัว ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุตรหลานบริวาร อสังหาริมทรัพย์

คำแนะนำพิเศษ The Emperor หากคุณเป็นผู้มีอำนาจ มีสิทธิที่จะให้โทษให้คุณผู้อื่น ขอให้รักษาความเที่ยงธรรมไว้ให้ดี อย่าเหลิงแก่อำนาจ แต่ถ้าคุณเป็นผู้ที่กำลังทำงานกับบุคคลในตำแหน่งสูง คนอำนาจต่างๆ แม้จะได้รับการสนับสนุนอย่างดี ให้ระวังเกมใต้ดินด้วย


ราศีกรกฎ Cancer (15 กค.-16 สค.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้
Five of Pentacles ระวังปัญหาทางการเงิน เรื่องจุกๆ จิกๆ น่ารำคาญใจ หรือเป็นรายจ่ายที่ทยอยมาทีละนิด แต่ก็บั่นทอนใจให้เสียอารมณ์ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ไม่ควรมีจะดีกว่า
ความรัก ความสัมพันธ์
Page of Pentacles อาจมีข่าวคราวความรักเข้ามา หรือคนที่น่าสนใจผ่านมาวูบๆ แต่สิ่งสำคัญคือจิตใจที่หนักแน่น การเรียนรู้กันแต่พื้นฐาน การพินิจคุณค่าของความรักหรือคนรักที่เข้ามาอย่างไตร่ตรอง
สถานการณ์การเงิน
Three of Swords อาจมีเรื่องน่าขุ่นมัวเกิดขึ้น หรือความหงุดหงิดรำคาญใจ ปัญหาค่าใช้จ่ายที่ไม่พึงประสงค์ การเบิกจ่ายล่าช้า ค่าตอบแทนที่ไม่พอใ
ธุรกิจ การงาน
Six of Cups เป็นคำแนะนำให้คุณระลึกถึงสิ่งเก่าๆ เช่นประสบการณ์เก่า งานเก่าที่เคยทำ เพื่อนที่เคยร่วมงานกันมา ให้ใช้ประโยชน์จากแง่คิดเหล่านั้น แต่ในบางคนหมายถึงการได้กลับไปทำในสิ่งเก่าๆ จริงๆ
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
Seven of Wands ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาอยู่เรื่อยๆ เหมือนแก้ไขเท่าไหร่ก็ไม่หมด รู้สึกต้องใช้ความอดทนจนเหงื่อจะหมดตัวอยู่แล้ว


คำแนะนำพิเศษ
Seven of Swords คุณอาจต้องใช้วิธีพลิกแพลงเพื่อรับมือกับสถานการณ์บางอย่าง ใช้เล่ห์กระเท่เพื่อปกป้องตัวเองสักระยะหนึ่ง แต่ก็ให้ระวังการถูกโจรกรรม หรือมีคนใช้เล่ห์เหลี่ยมกับคุณด้วย

ราศีสิงห์ Leo (17 สค.-16 กย.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้
The Lovers คุณอาจต้องเลือก ต้องตัดสินใจ หรืออยู่ระหว่างเส้นทางสำคัญอีกครั้ง สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้น่าจะเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตหลัก ความสัมพันธ์หลัก หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อตัวคุณเองอย่างมาก
ความรัก ความสัมพันธ์
Nine of Pentacles หากเป็นบุคคลหมายถึงผู้ที่มีฐานะ หรือความสัมพันธ์ที่มีเรื่องของผลประโยชน์ทรัพย์สินเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจเป็นคุณเองที่เห็นประโยชน์อีกฝ่าย หรืออีกฝ่ายดูแลอุ้มชูคุณอยู่ หรือเกื้อหนุนกันและกันอยู่ในที
สถานการณ์การเงิน
Seven of Cups ระวังการใช้จ่ายเกินรายรับ หรือมีของที่ต้องการเยอะเหลือเกิน ยากจะยับยั้งชั่งใจ อีกการเล็งผลเลิศถึงรายได้ที่ไม่อยู่บนพื้นฐานจริงๆ ยังมาเป็นเงา จับต้องไม่ได้
ธุรกิจ การงาน
The Devil คุณอาจมีงานที่เป็นพันธะระยะยาว ทำงานซ้อนกัน ทำงานที่เป็นความลับ หรือสัมพันธ์กับกิเลสมนุษย์ เป็นช่วงที่ไม่ค่อยส่งผลดีต่อจิตใจมากนัก
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
The Hanged Man ปัญหาที่หมกเม็ดอยู่ มองไม่เห็นง่ายๆ การจำต้องรับเงื่อนไขอย่างไม่มีทางเลี่ยง

คำแนะนำพิเศษ The Chariot มีวินัยเข้าไว้ เดินทางให้ตรงเป้าหมาย ตรงประเด็น อย่าเถลไถลออกนอกลู่นอกทาง

ราศีกันย์ Virgo (17 กย.-16 ตค.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้
Three of Pentacles โชคลาภพิเศษที่มีเข้ามา โอกาสหรือรายได้เล็กๆ น้อยๆ แต่ก็สร้างความเบิกบานใจ หรืออาจมีเพื่อนฝูงนำข่าวดีมาให้
ความรัก ความสัมพันธ์
Four of Pentacles ความรู้สึกไม่มั่นคงอาจแฝงอยู่ภายในลึกๆ หรือสถานการณ์สองฝ่ายดูนิ่งเสียจนน่าเบื่อนิดๆ แต่ก็ไม่กล้าหาญพอที่จะตัดใจ หรือทำอะไรให้ดีกว่าเดิม ในบางคนรู้สึกหวงกันสุดๆ ในช่วงนี้
สถานการณ์การเงิน
The Hermit คุณอาจได้ใช้เงินกับการศึกษาเล่าเรียน การทำงานวิจัย การค้นหาแนวทางที่ดีที่สุดต่อชีวิตตัวเอง การใช้จ่ายในแต่ละครั้งผ่านการคิดอย่างจริงจัง และยังหมายถึงคนที่เก็บเงินๆๆ มุ่งเก็บให้มากเข้าไว้ ไม่จำเป็นไม่อยากใช้เงินจริงๆ
ธุรกิจ การงาน
Four of Swords อาจมีปัญหาในด้านการงาน หรือมีเรื่องที่ต้องชะลอ ต้องพักชั่วคราว และยังหมายถึงคำแนะนำว่าคุณเหน็ดเหนื่อยมากไปแล้วหรือเปล่า น่าจะหาเวลาพักบ้าง
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
Ace of Cups สิ่งที่เริ่มต้นด้วยดี แต่อนาคตยังบอกไม่ได้ ความขาดแคลนที่ไม่อาจเติมเต็ม

คำแนะนำพิเศษ Knight of Pentacles กระแสการเงินของคุณจะค่อยๆ กระเตื้องขึ้นทีละนิด จากนี้ไปความมั่นคงจะมีมากขึ้น แต่ก็ยังต้องการการเก็บออม การเสาะหา หรือมองช่องทางใหม่ๆ ในระหว่างนี้

ราศีตุลย์ Libra (17 ตค.-15 พย.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้
Five of Cups ความผิดหวัง สิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ ไม่ว่าจะพบความสุข หรือความสมหวังในเรื่องใด ก็คล้ายมีสิ่งที่เข้ามาบั่นทอนจนได้ จึงเป็นที่มาของคำแนะนำให้พยายามมองแง่บวกไว้
ความรัก ความสัมพันธ์
The Moon อาจเป็นช่วงความสัมพันธ์คลุมเครือ หรือมีปัญหาทางจิตใจ มีความกังวล ไม่มั่นคง ไม่แน่ชัดว่าจะเอาอย่างไร บางคู่เหมือนหลงไปในโลกแห่งฝัน มองหากันไม่เจอในโลกความจริง
สถานการณ์การเงิน
Seven of Pentacles คุณน่าจะมีเงินเก็บเงินออมแล้วระดับหนึ่ง หรือมีทรัพย์สินที่มีมูลค่ารองรังอยู่ แต่ยังต้องอดทน ต้องทำงานหนัก ยังต้องสู้ต่อไปถ้ามีเป้าหมายไกลกว่านี้
ธุรกิจ การงาน
The Star มีเรื่องดีๆ เข้ามา มีความหวังกับอนาคต ได้รับข่าวดี ได้ความช่วยเหลือเรื่องงาน มีคนเมตตา หากเคยมีปัญหาใดๆ จะได้รับการปัดเป่าไป
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
King of Pentacles การถือเงินก้อนใหญ่แล้วตัดสินใจผิดพลาด การบริหารที่ล้มเหลว


คำแนะนำพิเศษ
Queen of Wands ใช้การจัดการให้มาก ไม่ว่าในเรื่องใด ใช้ศักยภาพของคุณให้เต็มที่ หากต้องเป็นผู้นำทีม ทำให้ทีมของคุณเก่งได้เหมือนที่คุณเป็นอยู่ หากเป็นผู้ตาม เรียนรู้จากคนข้างหน้าให้มาก


ราศีพิจิก Scorpio (16 พย.-15 ธค.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้
The Empress คล้ายกับเมื่อสัปดาห์ก่อนโน่น การวางแผนชีวิต วางแผนครอบครัว การสร้างความผาสุกในครัวเรือน หากคุณทำอาชีพเกี่ยวกับการเกษตร จะเป็นไพ่ให้ผลดีอย่างมากในช่วงนี้
ความรัก ความสัมพันธ์
The Hierophant การพบรักกับคนสูงวัย การแก้ปัญหาในชีวิตคู่อย่างสงบและสันติ การเรียนรู้กันและกันอย่างลึกซึ้ง เรื่องรักที่พ้นไปจากความปรารถนาทางกาย หรือหากมีก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
สถานการณ์การเงิน
Ace of Swords ยังต้องฝ่าฟันแก้ปัญหาไปข้างหน้า ต้องสู้ให้ทะลุกำแพงที่ขวางคุณอยู่ สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นในเร็ววันนี้
ธุรกิจ การงาน
Nine of Cups คุณอาจทำงานด้วยความรู้สึกส่วนตัวอย่างมาก หรือมีบางสิ่งซ่อนไว้ในใจด้วย อาจเป็นเป้าหมายลับๆ ความสัมพันธ์พิเศษกับเพื่อนร่วมงาน ในบางคนรับจ๊อบรับฝิ่น มีงานที่ไม่อยากบอกกับใครคำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Knight of Cups ความอ่อนไหวที่มากไปจนกลายเป็นความระส่ำระสาย จิตใจอยู่ไม่สุข

คำแนะนำพิเศษ The Magician คุณอาจพบจุดหักเหครั้งสำคัญบนเส้นทางชีวิต หรือเคยเกิดมาแล้วก็ได้ เช่น อยู่ๆ ก็ไปทำในสิ่งไม่เคยคิดมาก่อน ไม่ได้เรียนหรือตั้งใจมา แต่ทว่ากลับส่งผลดีอย่างมาก ในช่วงนี้ให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มาก ฟังเสียงกระซิบที่น่าอัศจรรย์ดู

ราศีธนู Sagittarius (16 ธค.-13 มค.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้
Death จะมีบางอย่างถึงแก่วาระของมัน อาจเป็นเรื่องงาน ความสัมพันธ์ การสูญเสียต่างๆ แต่เมื่อมีดับก็ต้องมีเกิด หากคุณผ่านช่วงมืดมิดนี้ไป จะได้พบแสงสว่างในไม่ช้า
ความรัก ความสัมพันธ์
Page of Swords ระวังเรื่องของคำพูดคำจา บุคคลที่สามที่เข้ามาเกี่ยวพัน หรือความคิดกังวล ความแปรปรวน การยากจะหยั่งรู้ใจกัน หากคุณกับคนรักอยู่ไกลกันให้มั่นคงไว้
สถานการณ์การเงิน
The High Priestess หากคุณทำงานเกี่ยวพันกับศิลปะ เป็นนักเขียน ศิลปิน ฯลฯ เป็นไพ่ที่ส่งผลดี ทำรายได้งามๆ มาให้ แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ทั่วไปหมายถึงการได้รับการสนับสนุนอย่างไม่เปิดเผย ประโยชน์จากเสน่หา
ธุรกิจ การงาน
Two of Wands จะมีหุ้นส่วนที่เข้ากันได้ดีอย่างมากเข้ามาช่วยเหลือการงาน หรือเป็นการแนะนำให้คุณมองหาผู้ช่วย ผู้ที่จะมาช่วยคิดช่วยทำ จะส่งผลดีกับคุณมากกว่าวันแมนโชว์
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
Four of Wands รากฐานที่ไม่แข็งแรงเพียงพอ สิ่งที่คิดว่าก่อตั้งมาอย่างมั่นคงที่สุดแล้วกลับตาลปัตร

คำแนะนำพิเศษ Queen of Pentacles อย่าละเลยการจัดการด้านการเงิน การบริหารทรัพย์สินอย่างมืออาชีพ อีกอย่างคือการพึ่งพิงกันในแง่ผลประโยชน์ ข้อนี้ขึ้นอยู่ว่าคุณเป็นฝ่ายให้หรือรับ

ราศีมังกร Capricorn (14 มค.-12 กพ.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้
Knight of Wands ความกระตือรือร้น การเดินทาง ข่าวที่เกี่ยวกับกับเดินทาง งานที่กระตุ้นให้คุณมองไปข้างหน้า อยากรุก อยากเร่งรัดสิ่งต่างๆ ให้เร็วกว่าเดิม
ความรัก ความสัมพันธ์
Wheel of Fortune โดยทั่วไปถือว่าเป็นไพ่ของโอกาส การฟื้นคืนดีกัน การที่สิ่งต่างๆ แปรผันไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันอาจเป็นช่วงสั้นๆ อย่าประมาท หากสามวันดีสี่วันไข้ก็อย่าแปลกใจ
สถานการณ์การเงิน
Eight of Wands จะมีงานที่ขยายออกไป หรือกิจการค้ารุ่งเรืองมากขึ้น รายได้ก็เพิ่มมากเป็นเงาตามตัว อย่างไรก็ดี ค่าตอบแทนจากไพ่ใบนี้ขึ้นอยู่กับความขยันและฝีมือเป็นสำคัญ เหมาะพิเศษสำหรับผู้ที่เป็นลูกจ้าง แรงงาน หรือเจ้าของกิจการที่ผลิตสินค้าต่างๆ
ธุรกิจ การงาน
Queen of Cups คุณอาจทำงานในที่ๆ ดูอบอุ่น มีบรรยากาศครอบครัว แต่ลึกลงไปกลับพบว่าแต่ละคนมีโลกส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น และไม่มีใครเข้าใจใคร
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
Ten of Cups เรื่องเกี่ยวกับครอบครัว ความรัก ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่รัก


คำแนะนำพิเศษ
The Tower คุณอาจต้องยอมรื้อเพื่อสร้าง หรือรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดฝันต่างๆ มีเหตุให้ตกใจ มีสิ่งที่ไม่คิดมาก่อน แต่ไม่ได้หมายถึงเรื่องร้ายๆ เสมอไป

ราศีกุมภ์ Aquarius (13 กพ.-13 มีค.)


เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้
King of Swords การต่อสู้กับปัญหา ความเข้มแข็ง ความอดทน การเผชิญหน้ากับคู่ปรับที่แข็งแกร่ง แต่ถ้าถามถึงสุขภาพเป็นไพ่ของคนที่แข็งแรงดี
ความรัก ความสัมพันธ์
King of Wands การมองความสัมพันธ์ในแง่ที่มีมากกว่าความโรแมนติค ใช้สมอง ใช้การจัดการ ระหว่างคู่รักอาจมีการสนับสนุนกันในเรื่องงาน หรือรักกันพอเหมาะแต่นับถือกันมาก
สถานการณ์การเงิน
Nine of Swords ปัญหามักเกิดจากจิตใจ ความวิตกกังวลจากอารมณ์แปรปรวน ช่วงอ่อนไหว ช่วงจิตตก หรือมีญาตินำเรื่องน่ากลุ้มเข้ามาให้ แต่สถานการณ์จริงๆ มักไม่ค่อยมีอะไรมาก
ธุรกิจ การงาน
Ace of Pentacles จะมีรายได้ใหม่ๆ ซึ่งอาจมาจากงานใหม่ หรือได้เงินก้อนใหม่มาลงทุน การเริ่มต้นกิจการต่างๆ จะเป็นไปด้วยดี
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
Two of Pentacles การจัดสรรเวลาที่ไม่ดีพอ การต้องหมุนเงินอย่างหนัก มีเรื่องที่ต้องใช้วิธรแก้ปัญหาแบบมั่วๆ

คำแนะนำพิเศษ Temperance คุณอาจจำเป็นต้องปรับตัว ประนีประนอม เรียนรู้วิธียืนบนพื้นที่ไม่มั่นคง การวางตัวเองในจุดที่เหมาะสม ปรับตัวไปกับสภาพแวดล้อมให้ดีที่สุด

ราศีมีน Pisces (14 มี ค.-12 เมย.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ Justice อาจมีการเซ็นสัญญา การลงนามในเอกสารสำคัญ หรือเกี่ยวพันกับรับ เจ้าหน้าที่รัฐ หากคุณต้องทำหรือตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ขอให้มองหาผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ
ความรัก ความสัมพันธ์
Four of Cups มีเรื่องที่คุณยังคิดไม่ตกอยู่บ้างหรือเปล่า หรือสิ่งที่รับเข้ามาไม่ใช่สิ่งพอใจเต็ม 100 % มีเงื่อนไขระหว่างคุณกับคนรัก? หรือกำลังมองหาใครที่คิดว่าน่าจะดีกว่านี้?
สถานการณ์การเงิน
Page of Pentacles การใช้จ่ายกับบุคคลอายุน้อยกว่า บุตรหลานบริวาร หรือแสดงถึงรายได้เล็กๆ ที่มีเข้ามาก็ได้ด้วยค่ะ
ธุรกิจ การงาน
Knight of Swords ยังมีปัญหาบางอย่างที่แก้ไขไม่ได้ในเวลานี้ อาจเกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้ามาระยะหนึ่ง ต้องใช้ความเข้มแข็งอย่างมากที่จะจัดการ การเดินทางใดๆ ไม่ค่อยราบรื่นนัก
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
Ten of Swords ปัญหาจากกลุ่มคนที่ทำงานด้วยกัน หรือผลกระทบ ที่มีเข้ามาเป็นโดมิโน่

คำแนะนำพิเศษ Nine of Wands ยังไม่มีจังหวะที่ดีกว่านี้ โดยเฉพาะใครที่กำลังต้องการความโอกาส มองหาช่องทางโยกย้าย ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง รอไปอีกพักนึงค่ะ ในบางคนเตือนว่าอย่าหวงงานเอาไว้ทำคนเดียวมากเกินไป

บทความเลอค่า อมตะ เกี่ยวกับ \\\"เปรม\\\"

ที่มา thaifreenews

ที่มาห้องราชดำเนินพันทิป

โพสโดย Caesar

www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8438642/P8438642.html

จากประโยคที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงกันมากในตอนนี้
"ก่อนไปเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ"
เห็นหลายคนสังสัยเหลือเกินว่า ทำไมพลเอก เปรม จึงพูดแบบนั้น คิดแบบนั้น จะต้องเป็นสมาชิกพรรคที่ป๋าเชียร์ใช่มั๊ย จึงจะเป็นการไม่ทรยศชาติ แบบนี้เรียกว่าเป็นกลางทางการเมืองหรือเปล่า ?
ผมจึงอยากให้ทุกท่านได้ลองอ่าน บทความนี้ ซึ่งเป็นบทความที่เขียนขึ้นมา กว่า 22 ปี แต่มีความเป็นอมตะ เนื้อหายังทันสมัยอย่างกับว่า เพิ่งเขียนขึ้นเมื่อวานนี้เอง

อ่านแล้วท่านจะเข้าใจเองว่าทำไม พลเอกเปรมจึงพูดแบบนั้น

______________________________________________________

***************************************
คอลัมน์ซอยสวนพลู
หนังสือพิมพ์รายวันสยามรัฐ
ฉบับประจำวันที่ 11 มีนาคม 2530
***************************************

ความ จริงผมไม่อยากจะเขียนเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เลย แต่เมื่อได้พิจารณาดูโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่า จำเป็นต้องเขียนเพราะถ้าไม่เขียนแล้วอาจเกิดผลเสียหายใหญ่โตต่อไปได้จะ กระเทือนใครบ้างผมก็ไม่สนใจละครับ เพราะผมคิดเสียว่า ถ้าผมกระเทือนใครคนนั้นเป็นคนควรกระเทือนหรือ กระเทือนอยู่แล้ว

มี ข่าวออกมาว่า ในหลวงมีพระราชดำรัสกับคนหนังสือพิมพ์ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในทำนองว่าระบอประชาธิปไตยในเมืองไทยนั้นยุ่งยากเพราะเราต้องลอกแบบฝรั่งเอา มาใช้ ถ้าทำแบบไทยๆ ก็คงจะยุ่งยากน้อยลง

พระราชดำรัสนี้มีขึ้นใน โต๊ะเสวย ขณะที่มีพระราชปฏิสันถารกับคนหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นธรรมดาของพระราชดำรัสในโต๊ะเสวยก็จะต้องมีพระราชกระแสอื่นๆ มาก่อนหน้านี้ หรือคนหนังสือพิมพ์กราบบังคมทูลถามอย่างใดอย่าง หนึ่งหรือหลายอย่าง และเมื่อมีพระราชกระแสที่เป็นข่าวนี้แล้ว ก็จะต้องมีพระราชกระแสอื่นๆ ต่อไปอีก

การที่จะนำพระ ราชกระแสในโต๊ะเสวยมาบอกเล่าให้คนนอกทราบนั้น ก็ไม่บังควรอย่างยิ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าจะบอกเล่า ก็ควรจะบอกให้หมดว่า พระราชกระแสก่อนนั้นมีมาอย่างไร และพระราชกระแสต่อไปมีอย่างไร การที่รัฐบาลจงใจเชิญพระราชกระแสมาแต่ประโยคเดียว แล้วสั่งให้เผยแพร่ต่อไป นั้น เป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง แม้จะเป็นคำพูดของคนอื่นก็ไม่ควร เพราะไม่เป็นธรรมแก่ผู้พูด

ความจริง คนหนังสือพิมพ์ที่เฝ้าฯอยู่ในโต๊ะเสวยนั้น มีอยู่หลายคน ไปจากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ แต่มีอยู่เพียงฉบับเดียวหรือสองฉบับเท่านั้นที่ได้นำมาลงเป็นข่าว แต่ก็เป็นข่าวเล็กๆ มิได้ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ข่าวสำคัญหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่นั้นมิได้เอ่ยถึงเลย

ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหนังสือพิมพ์ไทยนั้นถึงจะจ้วงจาบ ใครต่อใครให้เกิดโทสะ เคียดแค้นได้อยู่เสมอ แต่ก็รู้ที่ต่ำที่สูง บูชาคนที่ควรบูชาและมีความ จงรักภักดีอันมั่นคงแข็งแรงอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือ หนังสือพิมพ์ไทยยังเป็นผู้ดีอยู่ไม่กำเริบ ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมนายกรัฐมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ จึงได้ตื่นเต้นถึงกับบอกคณะรัฐมนตรีให้ช่วยกันเผยแพร่ข่าวนี้ให้สะพัดออกไป และย้ำแล้ว ย้ำอีกว่า อยากให้คนรู้กันทั่ว

ที่คุณเปรมอ้างว่าจงรักภักดีต่อพระกรุณายิ่งกว่าใครนั้น น่าจะต้องเอามาผ่านห้องทดลองเพื่อวิเคราะห์กันใหม่เสียแล้วกระมัง? สิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องคิดก็คือ คำว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ นั้น หมายความว่าอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความหมายของคำนี้ในขณะที่มีพระราชดำรัสนั้นเป็น อย่างไร เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ ผมเองก็ไม่รู้

คุณเปรมเป็นอะไรมาจึงจะเข้าไปหยั่งรู้ในพระราชหฤทัยได้? เพียงแต่คิดว่าตัวรู้ก็ออกจะเป็นคนไม่น่าติดต่อด้วยเสียแล้ว

เรื่อง ประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้ ผมได้ยินพูดกันมาช้านานแล้วคนโน้นพูดบ้างคนนี้พูดบ้าง ฟังดูก็เห็นตรงกันแต่ศัพท์ที่ใช้เรียก ส่วนวิธีการที่อ้างว่าเป็นวิธีการแบบไทยๆ นั้น ไม่เห็นตรงกันสักราย เมื่อต่างคนต่างคิดในเรื่องเดียวกันนี้ ต่างคนต่างก็มีวิธีการของตนแตกต่างกันไป บ้าบ้าง บอบ้าง บิ่นบ้าง หาอะไรเป็นแก่นสารและเอาเป็นที่ยุติไม่ได้

เมื่อคุณเปรม ตื่นเต้นในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ อย่างนี้ ก็พอจะเข้าใจได้ว่า คุณเปรมเองก็ต้องการและมีวิธีการของระบอบประชาธิปไตย แบบไทยๆ ของตนเอง

หมายถึง การเป็นนายกฯโดยไม่ต้องสมัครผู้แทนฯให้เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ ใช่ไหม?

หมายถึงการที่เป็นนายกฯ คนเดียวตลอดไปใช่ไหม?

หมายถึงนายกฯ คนที่ชื่อเปรมนั้นไม่ต้องรับผิดในสิ่งใดและต่อใครใช่ไหม?

หมายถึงนายกฯคนที่ชื่อเปรมจะต้องอยู่เหนือคำวิพากษ์วิจารณ์ ใครแตะต้องไม่ได้ ใช่ไหม?

หมายถึง ความเป็นนายกฯนั้นมีแต่เสวยสุข ไม่มีทุกข์กับใคร ใช่ไหม?

ได้อยู่บ้านหลวง ใช้น้ำหลวง ไฟหลวง ใช่ไหม?

จะไปไหนก็ใช้รถหลวง เรือหลวง หรือหลวงออกค่าโดยสารเครื่องบินให้ยกโขยงกันไปเที่ยวต่างประเทศได้ ใช่ไหม?

จะไปไหนก็มีคนมาเรียงรายคอยต้อนรับ บางแห่งถึงกับก้มลงกราบกับพื้นดิน ใช่ไหม?

ความ คิดเหล่านี้ก่อให้เกิดตัณหาอุปาทาน อันเป็นต้นเหตุของอกุศลมูล คือ โลภะ โทสะ โมหะ โลภะ ทำให้เกิดความอยากเห็นความคิดของตนเป็นผล จริงจังขึ้นมา เพื่อทุกอย่างที่ตนปรารถนาจะให้เกิดขึ้นจะได้เกิดขึ้น และเห็นจะเป็นเพราะความอยากนั้นเองที่ทำให้คนเหมาเอาคำว่า ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ในพระราชดำรัสนั้นตรงกับความ หมายที่ตนคิดไว้ ถึงกับดีอกดีใจสั่งให้เผยแพร่ต่อๆ ไป เป็นการตู่พระราชดำรัสโดยแท้ ในหลวงนั้น ทรงเป็นล้นพ้นในทุกกรณี ไม่ควรที่ใครจะไปเหมาเอาว่า พระราชดำริใดๆ ตรงกับความคิดของตนเองได้

เพราะ ฉะนั้นต่อ ไปนี้ หากคุณเปรมหรือรัฐบาลคุณเปรม ไม่ว่าจะเป็นเปรม 5 เปรม 6 ไปจนถึงเปรม 432 จนกระทำสิ่งใดโดยอ้างว่า เพื่อเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ แล้ว จะต้องถือว่าการกระทำนั้นเป็นความคิดของคุณเปรมเองแต่ผู้เดียว ไม่ใช่ตามความหมายในพระราชดำรัส ใครไม่เห็นด้วยก็อาจแย้งได้ คุณเปรม ไม่มีสิทธิ์ที่จะอ้างว่า ทำไปตามพระราชดำรัสเพื่อปกป้องคุ้มกันตนเอง เมื่อมีอะไรเสียหายเกิดขึ้นคุณเปรม จะต้องรับผิดด้วยตนเอง จะไปซัดความผิดให้แก่ใครไม่ได้ จะอ้างว่าทำไปด้วยความจงรักภักดีก็ไม่ได้เด็ดขาด คุณสมัคร สุนทรเวช ได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน แต่แทนที่ใครจะได้สติ คุณสมัครกลับถูกโจมตีมากมายทางวิทยุและทางอื่นๆ

ผม ได้อ่านคำชี้แจงของคุณสมัครในหนังสือพิมพ์เดลิมิเลอร์ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณสมัครถูกโจมตีนี้แล้ว รู้สึก จับใจในความรู้จักประมาณตนของคุณสมัครมาก ไม่เสียทีที่คุณสมัครเกิดมาในตระกูลข้าราชสำนัก มีบรรพบุรุษเคยใกล้ชิดพระองค์มาก่อน รู้ต่ำรู้สูง รู้สิ่งใดควรพูดสิ่งใดไม่ควร

คึกฤทธิ์ ปราโมช

ประชาธิปไตยสายตรง (Direct democracy)

ที่มา thaifreenews

เพื่อนพ้องน้องพี่

โดย Kanchong



วันนี้ขอว่าเรื่องการเมืองแล้วกัน...เขียนเรื่องเมืองสวิตฯมา ๕ ปีแล้ว จะไม่แตะเรื่องสำคัญแบบนี้เลยก็กระไรอยู่

เหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่ฉันหยิบเรื่องนี้มาเขียนก็เพราะมีพี่คนไทยคนหนึ่งมาเที่ยว เราได้คุยกันเรื่องระบบการปกครองของสวิตฯ พี่เขาประทับใจกับประชาธิปไตยสายตรง บอกว่า จะไปคุยกับนักศึกษาถึงเรื่องนี้ ทำให้ฉันนึกสนใจอยากค้นคว้ามาฝากเพื่อน ๆ (เดี๋ยวจะกลายเป็นใกล้เกลือกินด่าง) ไหน ๆ เราก็เป็นประเทศประชาธิปไตยเหมือนกัน


ท้าวความนิดนึงแบบนักเขียน(รายงาน)ที่ดี คำว่า "democracy" นี้ได้มาจากคำภาษากรีกสองคำรวมกัน คือ คำว่า people (demos) และ power (kratos) เป็นการรวมแนวคิดว่า ประชาชนคนธรรมดาควรเป็นผู้ควบคุมการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิตของพวกตน และในระบบประชาธิปไตยแบบอุดมคติ (ideal democracy) อำนาจของผู้ปกครองจะต้องถูกถ่วงดุลด้วยการประกันว่า ประชาชนจะสามารถป้องกันมิให้ผู้ปกครองที่ตนคัดเลือกมาไปใช้อำนาจในทางมิชอบได้

เพราะเชื่อว่าหากตัวแทนของประชาชนมีอำนาจอยู่ในมือไม่จำกัด ก็มักจะใช้อำนาจนั้นในทางที่มิชอบ หรือกระทำการนอกเหนือจากที่ได้รับมอบหมาย และเพราะความเชื่อที่ว่าระบบการปกครองโดยมีรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องมีการตรวจสอบและคานอำนาจอยู่เสมอ ทำให้ชาวสวิสร่วมกันสร้างระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด นั่นก็คือ ระบบที่เรียกว่า "Direct Democracy"

คำว่า Direct Democracy มีความหมายว่าอย่างไร?




ความรู้โดยย่อเกี่ยวกับระบบการเมืองของสวิตฯ

- ประเทศสวิตฯเป็นประเทศสหพันธรัฐ (Confederation) ประกอบด้วยมลรัฐ ๒๖ มลรัฐ มลรัฐเหล่านี้มีอิสระในการปกครองตนเองในระดับหนึ่ง

- ระบบรัฐบาล รัฐสภา และ ศาล แบ่งเป็น ๒ ระดับคือ
-- ระดับพันธรัฐ
-- ระดับมลรัฐ
-- ระดับชุมชน

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ประเทศสวิตฯมีทั้งหมด ๒๖ มลรัฐ หรือ คันตอน (cantons) และมีชุมชนที่เรียกว่า คอมมูน (communes) รวมทั้งหมดประมาณ ๓,๐๐๐ คอมมูน รัฐบาลกลาง หรือ central or federal government เป็นจุดเชื่อมมลรัฐต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่จะควบคุมก็เฉพาะเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของคันตอนทั้งหมด เช่น นโยบายต่างประเทศ งานกลาโหม ระบบทางรถไฟของสหพันธรัฐ เป็นต้น ส่วนกิจการอื่น ๆ นั้นขึ้นอยู่กับองค์การปกครองหรือรัฐบาลท้องถิ่นในระดับคันตอนและคอมมูนเอง คันตอนหนึ่ง ๆ ก็ต่างมีสภาและธรรมนูญการปกครองของตัวเอง และแตกต่างกันไปในแต่ละคันตอน

ส่วนคอมมูนต่าง ๆ นั้น ก็มีขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากัน นับจากประชากรแค่ไม่กี่ร้อยคนไปจนถึงขนาดใหญ่กว่าล้านคน และมีสภานิติบัญญัติและบริหาร (legislative and executive councils) ของตัวเองเช่นกัน ตัวแทนในองค์การปกครองระดับคันตอนและคอมมูนนั้นได้รับเลือกมาจากประชาชนในท้องถิ่น

ยิ่งฟังยิ่งเหมือนรัฐในอุดมคติ ด้วยเหตุนี้การศึกษาเรื่องประชาธิปไตยหลายแห่งจึงอ้างอิงประชาธิปไตยแบบสวิสเป็นแบบอย่างอยู่บ่อย ๆ แต่เราต้องไม่ลืมว่า ประเทศเขามีคนแค่ ๗ ล้านกว่าคน ผู้คนมีการศึกษาดีเป็นส่วนใหญ่ รัฐสวัสดิการดีเยี่ยม อุตสาหกรรมของเขาเลี้ยงตัวได้ ชาวไร่ชาวนาได้รับการคุ้มครองไม่ให้น้ำตาต้องเช็ดหัวเข่า และเขาเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น จน-รวย ขุนนาง-ขี้ข้า เจ้า-ไพร่ แม้แต่ข้าราชการเองก็ทำหน้าที่รับใช้ประชาชนสมชื่อ ไม่ได้มองเห็นประชาชนต้อยต่ำโง่งมเป็นตาสีตาสา...

- หมู่บ้านเล็ก ๆ จะมีการประชุมของชาวบ้านทั้งหมดเพื่อตัดสินและลงคะแนนเกี่ยวกับการปกครองในท้องถิ่น แทนที่จะประชุมแบบรัฐสภา (คือมีเฉพาะตัวแทน) และศาลท้องถิ่นถือเป็นเรื่องปกติในชุมชนจำนวนมาก

- ลักษณะสำคัญของ Direct Democracy คือ การประกันระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนคนเดินดินทุกคนอย่างรอบคอบที่สุด


โดยสรุป


-- คนเดินดินสามารถเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได้ หากสามารถหาคนร่วมลงชื่อได้ (ในระดับประเทศ ต้องได้เสียงสนับสนุน ๑๐๐,๐๐๐ เสียง ต่อผู้มีสิทธิออกเสียง ๓.๕ ล้านคน) และจำนวนนี้จะลดน้อยลง หากเป็นธรรมนูญปกครองของมลรัฐหรือชุมชน

-- รัฐสภาจะนำข้อเสนอแนะนี้มาพูดคุยกัน และอาจพักไว้เป็นทางเลือกหนึ่ง จากนั้นก็จะเปิดเป็นวาระสาธารณะให้ประชาชนลงคะแนนเสียงในการทำประชาพิจารณ์ (referendum) ว่าจะรับไว้เป็น ข้อเสนอแนะดั้งเดิม (the original initiative) หรือ เป็นข้อเสนอแนะทางเลือกในระดับรัฐสภา (the alternate parliamentary proposal) หรือ จะลงคะแนนว่า ไม่ขอเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลยก็ได้ (ก็คือปฏิเสธข้อเสนอนี้นั่นเอง)
ลักษณะทางการเมืองที่คล้ายกับประเทศอื่น

- การปกครองแบบประชาธิปไตย
- ระบบการปกครองทั้งหมดมีการแบ่งแยกอำนาจ (ความเป็นอิสระของรัฐบาลหรือฝ่ายปกครอง รัฐสภา (ฝ่ายนิติบัญญัติ) และ ตุลาการ (ศาลสถิตยุติธรรม) พรรคการเมืองจะแข่งกันกันเพื่อเสนอทางแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ
- ระบบสหพันธ์มิใช่ระบบบังคับสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ก็เป็นที่นิยมใช้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ออสเตรีย เป็นต้น
หากกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ระบบการปกครองของสวิตฯโดยส่วนใหญ่ ก็มิได้ผิดแผกแตกต่างจากประเทศประชาธิปไตยสมัยใหม่อื่น ๆ ทั่วโลก

ลักษณะเฉพาะของระบบการปกครองแบบสวิส (ที่ไม่เหมือนใครเท่าไร)

มีการประชุมสภาแห่งชาติทั้งสองปีละหลายครั้ง และครั้งละหลายอาทิตย์ หากไม่ประชุมก็จะเป็นช่วงเตรียมการประชุมคณะกรรมาธิการต่าง ๆ

สมาชิกรัฐสภาของสวิตฯไม่ได้ทำงานการเมืองเต็มเวลา ซึ่งตรงข้ามกับประเทศประชาธิปไตยจำนวนมาก สมาชิกรัฐสภาชาวสวิสนั้นต่างมีอาชีพการงานอื่น ๆ เพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง รวยบ้าง ธรรมดาบ้าง นั่นเป็นเหตุให้นักการเมืองเหล่านี้มีความใกล้ชิดกับประชาชนที่ลงคะแนนเลือกพวกเขาจริง ๆ
สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับระบบการปกครองสวิส ก็คือ เคล็ดลับความสำเร็จของประชาธิปไตยสายตรง ไม่ใช่อยู่ที่การมีเครื่องมือทางประชาธิปไตยไว้ประดับบารมี แต่อยู่ที่การได้ใช้เครื่องมือที่ว่านี้บ่อยครั้งและสม่ำเสมอจนกลายเป็นปกติ โดยมิได้เกิดจากการหนุนส่งของรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากการที่ประชาชนตื่นตัวและต้องการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น

ข้อดีของระบบประชาธิปไตยสายตรงก็คือ (๑) ใช้การลงคะแนนเสียง(ประชาพิจารณ์)เป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนอย่างเที่ยงตรง (๒) เป็นเครื่องมือการประกันว่า ตัวแทนที่ได้รับเลือกจะทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ (๓) เป็นการลดความสำคัญของพรรคการเมือง แต่ให้ความสำคัญกับประชาชนอย่างแท้จริง (๔) ช่วยเน้นความสนใจต่อประเด็นเฉพาะให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม (๕) ทำหน้าที่เหมือนเครื่องวัดอุณหภูมิในเรื่องที่ขัดแย้งกัน และ (๖) ส่งเสริมให้นักการเมืองทำงานร่วมกันอย่างสมานฉันท์ในกระบวนการร่างกฎหมาย

ส่วนการทำประชาพิจารณ์ หรือ Referendums ก็มีข้อดีหลากหลาย คือ ทำให้เกิดการประนีประนอมได้ง่ายขึ้น (มิฉะนั้น พรรคการเมืองฝ่ายแพ้ก็จะเล่นแง่ไปทำ referendum ได้) การทำประชาพิจารณ์มิใช่จะได้ผลเสมอไป ดังจะเห็นได้ว่า มีประชาพิจารณ์แบบไม่บังคับ (non-mandatory referendums) หลายครั้งในสวิตฯในแต่ละปี และประชาพิจารณ์ที่ดูเหมือนเข้าท่าดี ผ่านโหวตประชาชน แต่สุดท้ายก็ไม่ผ่านการพิจารณ์ในขั้นสุดท้ายในรัฐสภาได้เหมือนกัน

....แต่ข้อเท็จจริงที่สำคัญก็คือ นักการเมืองสวิสทุกคนรู้จัก และ "เกรง(ใจ)" การทำประชาพิจารณ์ ซึ่งก็ถือเป็นการปราม ๆ นักการเมืองอยู่ในที

เพิ่มเสถียรภาพ
กระบวนการประชาพิจารณ์ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถปิดกั้นกฎหมายที่สุดขั้วที่มุ่งลงโทษอย่างไร้ความปรานี หรือค้านกับความรู้สึกของประชาชนได้ ดังนั้น พรรคการเมืองจึงไม่ค่อยอยากจะเสนอให้เปลี่ยนแปลงกฎหมายอย่างหน้ามือเป็นหลังมือง่าย ๆ และผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็จะไม่ยอมให้มีการแก้ไขระบบพื้นฐานของการเลือกตั้งง่าย ๆ เช่นกัน...แบบนี้กระมังเขาเลยไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่บ่อย ๆ

ด้วยเหตุนี้หากแนวคิดของรัฐบาลแพ้ในการลงคะแนนประชาพิจารณ์ รัฐบาลก็ไม่มีความจำเป็นยุบสภา เนื่องจากจุดประสงค์ของประชาพิจารณ์นี้ก็เพื่อแก้ไขปัญหา - ป้องกันกฎหมายที่ลำเอียง - ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้ามากกว่าการเอาชนะคะคานกัน

ในวันลงคะแนนเดียวกัน ประชาชนอาจให้คะแนนกับประชาพิจารณ์หลาย ๆ เรื่องได้พร้อมกัน (ประหยัดงบเลือกตั้ง) เช่น อาจจะมีการรับรองร่างกฎหมายใหม่สามฉบับและปฏิเสธอีกสองฉบับในวันเดียวกันก็ได้
คราวนี้ ผู้อ่านคงพอได้ไอเดียแล้วว่า Direct democracy แบบสวิสนั้นแบ่งได้สองแบบหลัก ๆ คือ การทำประชาพิจารณ์ (the referendum) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ประชาชนให้การยอมรับหรือปฏิเสธกฎหมายใหม่ และการทำข้อเสนอแนะ (the initiative) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ประชาชนสามารถเสนอมาตรการใหม่ ๆ ให้รัฐรับไปพิจารณาในการแก้ไขปัญหาด้านกฎหมาย เศรษฐกิจและสังคม

การทำประชาพิจารณ์เองก็แบ่งได้อีกสองแบบ คือ ประชาพิจารณ์ภาคบังคับ (the obligatory referendum) ซึ่งจะทำในกรณีที่มีการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และประชาพิจารณ์ทางเลือก (the optional referendum) สำหรับการผ่านร่างกฎหมายใหม่เพื่อนำไปสู่การลงคะแนนเสียงทั่วไป ซึ่งในอย่างหลังนี้จะต้องมีการลงชื่อสนับสนุนโดยประชาชนจำนวนมาก (ดังกล่าวไปแล้ว) ซึ่งจะต้องรวบรวมให้ได้ตามเวลาที่กำหนด

การลงคะแนนเสียงในสวิตฯโดยปกติจะจัดปีละ ๔ ครั้ง โดยทั่วไปในวันอาทิตย์ อัตราผู้มาออกเสียงเฉลี่ยได้ประมาณ ๓๕ % แต่ตัวเลขจะขึ้น ๆ ลง ๆ ตามประเด็นที่นำมาลงคะแนนเสียง ในแต่ละมลรัฐ คะแนนเสียงที่ได้จากการลงคะแนนนี้จะไม่สามารถถูกบอกล้างได้โดยกระบวนการทางศาล

ระบบการปกครองสวิสนี้ได้รับใช้ประชาชนที่หลากหลายเชื้อชาติ วัฒนธรรม และภาษามาได้อย่างดีกว่า ๗๐๐ ปีแล้ว เราสามารถเรียนรู้สิ่งดี ๆ ได้จากตัวอย่างของประเทศสวิตฯ มิใช่น้อย กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จจึงมิใช่อยู่ที่ปริมาณของทรัพยากรธรรมชาติ (ซึ่งสวิตฯมีน้อยมาก) และไม่ได้อยู่ที่อารมณ์ของชาวสวิส (ประมาณ ๗ ล้านกว่าคน) ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย

แต่ความสำเร็จนั้นเกิดจากการที่สถาบันการเมืองสวิสประกันให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และประกันไม่ให้มีกลุ่มใดได้ประโยชน์จากการสูญเสียของกลุ่มอื่น

เรียกว่า เป็นสังคมแห่งความเท่าเทียมกัน (ทางการเมือง) โดยแท้......จะได้หรือไม่?

ก่อนจะอธิบายคำนี้ ฉันขอท้าวความสักหน่อย โดยขอยกคำกล่าวของ Brian Beedham แห่ง United Press International ที่เขียนรีวิวไว้ในหนังสือเรื่อง "ถนนสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ (The road to full democracy)" ของ Gregory Fossedal

« เป็นที่น่าประหลาดใจว่า สังคมโลกรู้จักการเมืองสวิสน้อยมาก แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านในยุโรปเองก็เข้าใจแค่คร่าว ๆ ว่า ประเทศสวิตฯนั้นมีการกระจายอำนาจจากศูนย์กลาง แต่ยังไม่เข้าใจแง่มุมอื่น ๆ ของระบบการเมืองสวิส -- แง่มุมที่อาจจะกลายเป็นต้นแบบให้กับทุก ๆ ประเทศที่แสวงหาประชาธิปไตยที่แท้จริงแห่งศตวรรษที่ ๒๑ »

อ่านแล้วก็ทำให้เกิดสงสัยว่า แล้วระบบการเมืองสวิสนี้ดีอย่างไรหนา....คำว่า Direct Democracy คืออะไร และเป็นคำตอบได้อย่างไร

ประเทศสวิตฯเป็นประเทศเล็ก ๆ ใจกลางยุโรปตะวันตก เป็นหม้อผสมรวมของภาษาและวัฒนธรรมสามชาติ คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาเลียน กล่าวได้ว่า สวิตฯเป็นประเทศหลากวัฒนธรรม (multicultural) ระบบประชาธิปไตย และการใช้ประชาธิปไตยสายตรง ถือเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานในประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้

ระบบการเมืองของสวิตฯ อาจถือได้ว่า เป็นระบบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพหรือเป็นประชาธิปไตยที่สุดในโลกก็ว่าได้ เป็นระบบที่มอบอำนาจให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการปกครองอย่างมีสิทธิมีเสียงมากที่สุด และยังเป็นประเทศที่มีความสำเร็จทางเศรษฐกิจสูงที่สุดด้วยประเทศหนึ่ง รายได้ประชาชาติของประชาชนชาวสวิสก็อยู่ในระดับ top ten ของโลก ทั้งยังไม่ต้องนับคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยม ยากจะหาที่ใดเทียม

แต่ว่าการพัฒนาระบบประชาธิปไตยสายตรงของสวิตฯนั้นไม่ได้ราบรื่นปราศจากอุปสรรค กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ประชาชนและผู้นำชาวสวิสต่างต้องผ่านการต่อสู้ทางการเมืองอย่างโชกโชน รวมทั้งการปฏิวัติอันรุนแรงในปี ๑๗๙๘ ต้องผ่านทศวรรษแห่งความเสื่อมโทรมตกต่ำ (ระหว่าง ช่วงปี ๑๘๓๐ ถึง ช่วงปี ๑๘๔๐) จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองในปี ๑๘๔๗ กว่าจะได้มาตกลงได้เรื่องการกระจายอำนาจ (decentralization of power) และกว่าจะได้เครื่องมืออันโดดเด่นสองตัว อันได้แก่ การทำประชาพิจารณ์ (referendums) และการเสนอแนวความคิดใหม่ (popular initiative) ให้รัฐรับไปพิจารณา

ภาษาไทยวันละคำวันนี้ ขอเสนอคำว่า "ทรยศต่อชาติ"

ที่มา thaifreenews

เพื่อนพ้องน้องพี่

โดย สายลมรัก

อึ้งแดรกเลยผม....

เมื่อได้ยินเสียงเตือนจากผู้หลักบักใหญ่ ที่สื่อไปยังอดีต ผบ.ทบ. อดีตนายกรัฐมนตรีว่า

การเข้าไปทำงานให้พรรคเพื่อไทย อาจเป็นการ ทรยศต่อชาติ

ผมยังมึนงง ไม่หาย กับการที่คนไทย คนใดคนหนึ่งเข้าไปทำงานในพรรคการเมือง เพื่อเป็นปากเสียงแทนพี่น้องคนไทยร่วมชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "คนจน" ที่ด้อยโอกาสมาไม่รู้กี่ เจนเนอเรชั่น (ขอกระแดะทับศัพท์หน่อยหนา)

มันเป็นการทรยศชาติ กงไหน (ว๊ะ)

หรือไอ้มิ่ง ยายมา ทิดแกละ ป้าโอ ต้องมีหน้าที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ดำนาหาปลาดุกอุยในนามาปิ้ง " กิน " กันทั้งครอบครัว ไม่ต้องหวังจะ อัพเกรด ตัวเอง ส่งลูกไปเรียนหนังสือในเมือง

ต้องมานั่งทุกข์ว่าเวลาจะหาหมอรักษาตนเองหรือคนในครอบครัว จะต้องขายข้าวกี่เกวียนถึงจะพอไปนอนรักษาตัวในรอบนี้

จะเดินไปกู้เงินแบงค์ เพื่อทำมาหากินกับโครงการในฝัน (เล็ก ๆ)หวังจะสุขสบายนี่ไม่ต้องเซด

จะกู้เงินซัก 3 หมื่น นอกจากเอาที่นาเข้าจำนองแล้ว ยังต้องเอาญาติโกโหติกาอีกนับสิบ ไปเซ็นค้ำประกัน เพราะแบงค์กลัวหนี้เสีย (ฮา)

โน่นไปโน่นเลย เจ๊เกียว ร้อยละ 20 หักดอกไว้ล่วงหน้าอันนั้นสะดวกกว่า

สิ่งนี้คือสิ่งที่คู่ควร แบงค์มีไว้สำหรับชนชั้นหนึ่งเท่านั้น

นี่แค่ยกตัวอย่างแบบน้ำจิ้ม

ทักษิณและพลพรรคไม่ใช่หรือ

ที่หยิบยื่นทั้งน้ำใจ และโอกาส

ให้กับคนจนอย่างไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย คงไม่ต้องสาธยายนะว่าทำอะไรให้โอกาสอะไรกับ "คนโคตร...จน" ไว้บ้าง

ความรักความผูกพันธ์ ระหว่างทักษิณ กับคนยากจนในชนบท

จึงผูกพันธ์กันชนิดตัดไม่ตายขายไม่ขาด ไม่เชื่อถามห้อยเนรวินดูได้ว่า ผลการเลือกตั้งที่สกลนคร และศรีษะเกษ ทำไมมันถึงถล่มทลาย

การที่บิ๊กจิ๋ว จะเข้ามาสานต่อให้กับคุณทักษิณ

มันเป็นการ ทรยศต่อชาติกงไหนครับ (ว๊ะ)

หรือการไม่ทรยศต่อชาติคือ คนจนก็อยู่ส่วนจนไป เป็นไพร่ก็เจียมเนื้อเจียมตัวเจียมกะลาหัวไป เพราะสังคมมันต้องมีคนจน และต้องจนตลอดไป เพราะพรหมลิขิตเขากำหนดมาให้ตั้งแต่เกิดแล้ว

ห้ามอยากกินของหรู ของดี เดินยืดอกเข้าไปหาหมอ เพราะมันอาจแสลงปากแสลงท้อง ประเดี๋ยวจะช๊อคตายไปปัจจุบันทันด่วน โน่น ๆ ไปโน่น กระถินริมรั้วมาจิ้มน้ำพริก อันนั้นเหมาะสมกว่า

ชีวิตไม่ต้องคิด จนซ้ำซาก เสียเปรียบซ้ำซาก ต้องฟังแต่เจ้าขุนมูลนาย

"แบบนั้นหรือคือการไม่ทรยศต่อชาติ"

หรือผู้ใหญ่ท่านนี้ อยากจะปัดฝุ่นแผน 66/2523 ขึ้นมาใช้เพื่อรำลึกความหลังอีกครั้งหนึ่ง

แหม...มันเท่ห์เนอะ

ที่ทำสงครามเฮงซวย ระหว่างชนชั้นให้มันสงบได้

รู้ไม่ใช่หรือว่า ที่เสียงปืนแตก ก็เพราะคนจน คนส่วนใหญ่ เสรีชนทางความคิด โดนกดขี่ จนทนไม่ไหวแบบนี้แหละ

ขอประทานโทษนะครับท่าน

นี่มันโลกไร้พรมแดนแล้ว

คอมสมัยนี้ มันไม่ไปหาเสียงกันตามขบวนรถไฟในหมู่บ้านแล้ว

มันเล่นกันทางอินเตอร์เนท ทางมือถือ ฯลฯ

เพื่อสู้กับระบบความคิดไดโนเสาร์นี่แหละ

ท่านบอกว่าท่านเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ

ผมก็เช่นกันครับ ผมเชื่อว่าใครผู้ใดมักใหญ่ไฝ่สูง มองคนอื่นว่าต่ำกว่าตัวเองเสมอนั้น

รับรอง ต่อให้ห้อยพระไว้สักพันองค์ ก็ซื้อความศรัทธาจากหัวใจประชาชนไม่ได้หรอกครับ

ไม่มองมาที่ตนเองบ้างหรือว่าความเสื่อม มันเกาะกินเข้าไปถึงไหนแล้ว

คนเราตายห่าไปแล้วเอาอะไรไปไม่ได้หรอกครับ

นอกจากจดจำในความดี

แก่ ๆ กันขนาดนี้แล้วอย่าให้ต้องสอนมากกว่านี้อีกเลยครับ อายสุนัขมัน

ฟ้าหญิงเล็กตรัสถึงอาการพระประชวรในหลวง

ที่มา Thai E-News


ช่วงเวลาราว 21.00 น.วันที่ 16 ตุลาคม สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ได้เผยแพร่ข่าวพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงรับสั่ง กับคณะคนไทยในเยอมนี ถึงพระอาการประชวรของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า "ตอนนี้ แพทย์บอกว่า ไม่มีอะไรที่เป็นอันตรายแล้ว ทุกวันนี้ พระองค์ทรงรับสั่ง และเสวยพระกระยาหารได้เกือบปกติแล้ว"

สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ได้เผยแพร่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงรับสั่ง กับคณะข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศเยอรมนี และนักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยดิออสอัลกูดเอสติกัล ประเทศเยอมนี ถึงพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่เสด็จฯเยือนประเทศเยอรมนี ทรงเข้ารับ รางวัลบิลดาส เมเดิล ซึ่งเป็นรางวัลของนักวิทยาศาสตร์ด้านเคมี ว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน ด้วยพระอาร ทรงมีไข้ หมอตรวจพบว่า ทรงมีอาการปอดอักเสบ ทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราช อาคารเฉลิมพระเกียรติ ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน เป็นต้นมา พระอาการก็ทรงดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ช่วงอาทิตย์แรก ทรงมีไข้สูงมาก ทำให้ทรงไม่สามารถพระดำเนินได้ เนื่องจากทรงไม่มีแรง ขณะนี้ไข้ได้ลดลงมาแล้ว

ขณะนี้คณะแพทย์ได้ติดตามว่า ปอดเป็นอย่างไรบ้าง จากผลเอ็กเรย์มาก็ทรงดีขึ้นเป็นลำดับ ไม่มีน้ำ ไม่มีอะไรแล้ว อาการทางพระหทัยก็เป็นปกติดี ขณะนี้แพทย์ถวายการดูแลอยู่คือเรื่อง การถวายกายภาพบำบัดอยู่ ซึ่งเป็นธรรมดาของผู้สูงอายุหากนอกบนเตียงอยู่หลายวัน ก็อาจจะทำให้เดินไม่มั่นคง เหมือนกับตอนที่ข้าพเจ้า ประสูติพระธิดา

ตอนนี้คณะแพทย์ก็ถวายการกายภาพบำบัด เพื่อให้ทรงพระดำเนินได้คล่องแคล่วเหมือนเดิม ซึ่งการทำกายภาพบำบัดต้องใช้เวลาสักระยะ จึงเป็นเหตุผลให้ยังไม่สามารถเสด็จออกจากโรงพยาบาลศิริราชได้ ตอนนี้พระอาการแพทย์บอกว่าไม่มีอะไรที่เป็นอันตรายแล้ว ทุกวันนี้พระองค์ทรงรับสั่ง และเสวยพระกระยาหารได้เกือบปกติแล้ว

ตอนเสด็จฯเข้าโรงพยาบาลใหม่ต้องถวายพระกระยาหาร ทางหลอดพระโลหิต เพราะว่า ทรงมีไข้สูงพระองค์ก็ไม่อยากเสวย ขณะนี้ทรงไม่มีไข้แล้ว พระองค์ก็เสวยได้ตามปกติ

จนมีเรื่องเล่าสนุก คือตัวข้าพเจ้าเองได้ไปเฝ้าพระอาการที่โรงพยาบาล ซึ่งคนที่เฝ้าไข้อยู่นั้น อย่างสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงเฝ้าไข้อยู่ตลอด ไม่ได้เสด็จฯที่ไหนเลย และก็มีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงประทับค้างแรมที่โรงพยาบาลตลอด

ซึ่งข้าพเจ้าได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ขณะเสวยพระกระยาหาร พระองค์ทรงท้าว่า มารับประทานแข่งกันไหม เพราะพระองค์ท่านทรงรู้ว่า ข้าพเจ้าตั้งแต่เล็กนั้น กินผักไม่เป็น พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า วันนี้มีซุปผักโขม มาทานแข่งกันไหม ข้าพเจ้าก็ตอบกับพระองค์ว่ารับทานแข่งก็ได้ วันนั้นเลยได้รับประทานซุปผักโขมไปหนึ่งถ้วย พระองค์ท่านทรงมีพระอาการดีขึ้นมาก เหลือเพียงแต่การทำกายบำบัด เพื่อให้ขามีกำลังดีขึ้น

Friday, October 16, 2009

รัฐธรรมนูญของประชาชน

ที่มา บางกอกทูเดย์

นับตั้งแต่..ใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เป็นต้นมา...ประเทศไทยประสพกับความถดถอย ในทุกๆด้าน...ไม่มีสถาบันใด..ได้รับการยกเว้น..จากการไม่ถูกทำให้เสียหายสิ่งที่กำลังบอกกล่าวว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้...เป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ควรจะแก้ไข...มันจึงเป็นการแก้ไขที่จะไม่ทำให้อะไรดีขึ้นในทางตรงกันข้าม....สิ่งไม่พึงประสงค์ที่จะมาทั้งก่อนหน้าและตามหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คือ....วิกฤติการณ์ การเผชิญหน้ากันระหว่าง..ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ...กับฝ่ายที่จะให้แก้รัฐธรรมนูญการเมืองข้างถนนที่สร้างความอัปรีย์ปี้ป่นให้กับประเทศนี้มาอย่างยาวนาน..จะฉกฉวยโอกาสนี้สร้างคุณค่าทางการเมืองให้กับขบวนการของเขารากษสที่หมดบทบาทไปแล้ว...จะอ้างรัฐธรรมนูญแล้วออกมาเคลื่อนไหวผู้ยังชีพอยู่ด้วยความวุ่นวายจะหาเหตุเพื่อเพิ่มรายได้สองฝ่ายขึ้นไปจะเริ่มสะสมอาวุธเพื่อเตรียมการประหัตประหารกัน...ความเห็นต่างทางการเมือง...จะฉีกทำลายเครื่องแบบ..ข้าราชการจะฉีกแยกเพื่อหวังความก้าวหน้าจากการเป็นฝ่ายชนะในทางการเมืองเศรษฐกิจที่สะดุดหยุดอยู่..จะพังพาบหายนะจะไม่มีใครชำ ระหนี้ให้กับธนาคาร...เงินสดกับทองคำ จะเข้าแทนที่เช็คและกระดาษสัญญาประเทศพังมาแล้วกี่ครั้งกับวิกฤติการแก้รัฐธรรมนูญ...วันมหาวิปโยคเมื่อ 36 ปีมาแล้ว...หากกลับมาเกิดใหม่...มันจะกินปริมณฑลท่วมท้นไปทั่วแผ่นดิน..ฉากการเข่นฆ่า...จะไหลบ่าพาเลือดเจิ่งนองท่วมไปทั่วทุกท้องถนน..ฝ่ายชนะเมื่อ 19 กันยายน 2549....จะพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่..ผู้ทรงเกียรติจะตะเกียกตะกาย..เพียงเพื่อหวังความอยู่รอด...ผู้ใช้อำนาจยุติธรรมอย่างไม่ยุติธรรม..จะถูกลากตัวมากล่าวโทษ..และจับกุมคุมขังมากกว่านั้นจะถูกประหารโดยโทษที่ไม่สมควร..ประวัติศาสตร์โลก..ทิ้งเรื่องราวเช่นนี้ไว้มากมายในอดีตของประเทศ...หลายๆ แห่งเรื่องราวเช่นว่ากำลังเป็นปัจจุบัน...แทนการสร้างวิกฤติการณ์ขึ้นมาใหม่....ง่ายกว่าหรือไม่ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยจะถามประชาชนคนไทยลงไปพร้อมๆ กันว่า...ในรัฐธรรมนูญที่มีมาแล้วทุกๆ ฉบับนั้น..ส่วนใหญ่ที่สุดของประชาชน..จะเลือกฉบับไหน..

จับตาย-อุ้ม-จับกุม ต้องปราบแบบ ‘ไออาร์เอ’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถอนรากถอนโคน  การใช้กำลังทหารลงปูพรมชนิด“เต็มพื้นที่...ปูพรมทุกจุด” บางตำบล-บางอำเภออาจจะเต็มไปด้วยกำลังของทหาร...แบบเต็มอัตราศึก...เพื่อกุดหัวผู้ก่อการร้ายและแนวร่วมไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด พร้อมกับใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดปราบปราม ชนิดที่เรียกว่า “ล้างป่าช้า”3 จังหวัดภาคใต้เข้าสูตร “เราถอยไม่ได้อีกแล้ว” ....จัดการ 3 จังหวัดเพื่อให้คนอีก 73 จังหวัดรู้สึกอบอุ่นหลักสูตรสำเร็จที่มีผลทำให้ “โจรหัวหด”..แต่ไม่ยืนยาว!!…ฉะนั้นยุทธวิธีปราบโจร เรียกความสงบกลับคืนสู่ ยะลาปัตตานี นราธิวาส จึงยังไม่ประสบความสำเร็จและดูเหมือนจะต้องใช้ความพยายามอีกหลายเท่าประเทศอังกฤษปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายไออาร์เอ!!จึงอยู่ในความสนใจของผู้เขียน เพราะเห็นว่าประสบการณ์ที่อังกฤษปราบไออาร์เอนั้น น่าจะนำมาเป็นพื้นฐานในการปราบปราม “กองโจรใต้” ได้เหมือนกันโดยการรวบรวมและสรุปโดยย่อมาจากเนื้อหาจริงทางการอังกฤษให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้...ประการแรก  การมีข่าวกรองที่ถูกต้อง ทันสมัยทันเวลา เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักเป็นสำคัญ เพราะข้อมูลดังกล่าวเมื่อนำตรวจสอบวิเคราะห์วิจัยก็จะได้มาซึ่ง“ความน่าจะเป็น”รัฐบาลต้องลงทุนด้านการข่าวกรองมากขึ้น อย่า“ขี้เหนียว” งบประมาณที่ถูกโกงกินกันแต่ละปีนั้นหากจัดมาให้หน่วยข่าวเพียง 5% คงทำให้หน่วยข่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการข่าวก็ต้องใช้เงิน การข่าวกรองไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการรวบรวมข่าวอย่างเดียว แต่ต้องทำข่าวให้“ครบวงจร” ด้วยประการที่สอง  ตำรวจต้องดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม การจับกุมต้องมีหลักฐานเพียงพอที่จะนำเสนอให้ศาลลงโทษได้ เพราะหากส่งฟ้องแล้วศาลปล่อยตัวเสมอทำให้ภาพลักษณ์ของภาครัฐไม่ดี...ซํ้าร้ายกว่านั้นมันจะกลายเป็นการผลักดัน ผู้บริสุทธิ์ ให้ถอยออกห่างจากรัฐบาลและเข้าไปใกล้ชิดกับผู้ก่อการร้ายมากขึ้นประการที่สาม  ตำรวจต้องไม่ใช้วิธีการทรมานผู้ต้องหาในการสอบสวนซักถาม หรือทำให้สูญหายไป หากเป็นเช่นนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมาย และอาจกลายเป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศประการที่สี่  เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่แสดงกิริยาดูหมิ่นเหยียดหยามต่อศาสนา หรือลัทธิความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมของผู้ถูกจับ หรือของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้เจ้าหน้าที่รัฐได้รับการอบรมอย่างหนักในสิ่งที่“ทำได้” และ “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ควรทำ”

กรณีของทหารสหรัฐฯ  ปฏิบัติต่อเชลยศึกที่ฐานทัพกวนตานาโม โดยบางคนใช้วิธียั่วยุเพื่อให้เชลยศึกพูดโดยการแสดงกิริยาไม่ดีต่อสิ่งที่คนมุสลิมให้ความเคารพการปฏิบัติเช่นนี้เป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากผู้ต้องหาไม่ยอมปริปากแล้ว ยังต่อต้านเพิ่มขึ้น อีกทั้งหากข่าวนี้หลุดรอดออกไปประชาชนที่มีความเชื่อในศาสนาเดียวกันจะรวมหัวกันต่อต้าน พวกที่วางตัวเป็นกลางจะหันไปสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายทันทีประการที่ห้า  เจ้าหน้าที่ต้องแยกประชาชนออกจากผู้ก่อการร้ายให้ได้ ไม่ใช่ว่ามองคนมุสลิมอย่างสงสัยไปหมดถ้าทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการผลักประชาชนให้ไปอยู่กับฝ่ายก่อการร้ายมากขึ้น ทั้งที่ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากกว่าร้อยละ 90 พร้อมที่จะอยู่ฝ่ายรัฐยิ่งผู้ก่อการร้ายใช้ความรุนแรงเที่ยวไล่ฆ่าไม่เลือกหน้าการดำเนินชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป ก็จะยิ่งทำให้ประชาชนเพิ่มความไม่พอใจกับกลุ่มก่อการร้ายมากขึ้น เพียงเท่านี้ประชาชนก็ยิ่งร่วมมือกับรัฐมากขึ้นส่วนประชาชนจะร่วมมือกับรัฐมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ“ฝีมือ” ของรัฐบาลเอง..ประการที่หก  เมื่อกลุ่มก่อการร้ายพยายามยั่วยุด้วยการทำลายอย่างไม่มีปราณี นัยหนึ่งเพื่อให้ทางการไทยตอบโต้ด้วยความรุนแรง เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาจากสิ่งที่ผ่านมาและไม่ใช้ความรุนแรงจนเกินจำเป็นหากจำเป็นต้องใช้ความรุนแรง ควรมีเหตุผลชี้แจงต่อประชาชนและต่างประเทศได้อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า ให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่เป็น “หุ่นไล่กา” ไม่สามารถใช้ “กำลัง” ตอบโต้ผู้ก่อการร้ายได้ที่ผ่านมารัฐไทยพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรงในการยุติการก่อการร้ายในชายแดนภาคใต้ แม้บางครั้งจะต้อง “งัด”มาตรการ “ล้างบาง” มาใช้ เพราะโจรใต้เลือกรุนแรงโดยใช้มาตรการฆ่าล้างโคตร ไทยพุทธ-มุสลิมไม่เลือกหน้าฉะนั้นความรุนแรงจึงต้องเกิดขึ้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ การอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรมจวบจนวันนี้ โจรใต้ก็ยัง “โหดร้ายอำมหิต” หากรัฐยัง“เย็นชา” คิดอะไรไม่ออก ..การสนองตอบโจรด้วยความรุนแรงตามหลักการที่อังกฤษใช้ปราบไออารเ์อเพื่อรักษาชีวิตผู้บริสุทธิ์คงไม่ “เกินไป” นักหรอก... 

ไออาร์เอ
ไออาร์เอ หรือกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (พูดให้ครบถ้วนคือ Provisional Irish Republican Army แยกตัวจาก Official IRA ซึ่งปฏิเสธความรุนแรง-มาก่อตั้งต่างหากปลายปี ค.ศ.1969) เป็นชื่อขบวนการของชนส่วนน้อยชาวไอริช-คาทอลิกในดินแดนตอนเหนือของเกาะไอร์แลนด์ที่ต่อสู้ด้วยอาวุธกับกองทหารอังกฤษและชนส่วนใหญ่ชาวสก๊อต-โปรเตสแตนต์ด้วยวิธีการต่างๆอาทิ ซุ่มโจมตี ลอบสังหาร ปล้นธนาคาร รวมทั้งใช้ยุทธวิธีก่อการร้าย โดยวางระเบิดเป้าที่เป็นพลเรือนมาต่อเนื่องกว่า 30 ปี

ฮาราคีรี

ที่มา บางกอกทูเดย์

“มหาดไทย” กลายเป็นดินแดนอาถรรพ์ของนักการเมืองพรรค “ประชาธิปัตย์”ซึ่งเกิดเหตุซํ้าสองกรณี “ตี๋ แซ่จิว” ผู้ต้องหาตามหมายจับ...ร่วมกับพวกบุกรุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทยและได้ก่อความวุ่นวายโดยการใช้อาวุธทำร้ายร่างกาย และทำลายรถยนต์ของ “นิพนธ์ พร้อมพันธุ์” อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จนทำให้ได้รับบาดเจ็บ และรถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหายทำให้นึกภาพย้อนไปถึงเมื่อวันวานที่นายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง กรูเข้าไปทุบรถยนต์ ซึ่งกำลังวิ่งแล่นออกจาก “กระทรวงมหาดไทย”ครั้งนั้น “นิพนธ์ พร้อมพันธุ์” ซึ่งยังอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี...เป็นผู้ที่ออกมาชี้แจงและยืนยันว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ และรองสุเทพ นั่งอยู่ในรถคันนั้นจริง“นิพนธ์” เป็นกระบอกเสียงการเมือง “ปกป้องดูแล” มิให้ใครมากล่าวหาให้ร้ายท่านนายกฯแต่สำหรับกรณีนี้ไม่รู้ว่า นายกฯอภิสิทธิ์ จะออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างไร...เพราะก่อนหน้านี้บุคคลหนึ่งจำเป็นต้อง “หลีกลี้หนีกาย”เพราะไม่อาจอยู่ร่วมชายคาเดียวกันได้อีกต่อไป...เหตุมาจาก “สัญญาณพิเศษ” คลื่นแรงแซงทุกความถี่...แบบชนิดที่ยากถามคำตอบคำจากประสบการณ์การเป็น “กระจอกข่าว” เมื่อผู้นำรัฐบาลคนใดที่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวแบบ ถามคาํตอบคำ บอกได้คำเดียวว่า ไม่นานก็จะถึงเวลาอวสาน“นิพนธ์พร้อมพันธุ์” ในแวดวงการเมืองทราบดีว่า เป็นของจริงเสียงจริง ที่สำคัญเป็น สุภาพบุรุษหากเราย้อนกลับไปสมัยที่กฎหมายยังไม่บังคับใช้ว่ารัฐมนตรีต้องจบปริญญาตรีนั้น“นิพนธ์” ใน รัฐบาลชวน 1 ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร โดยมี สุเทพ เทือกสุบรรณเป็นรัฐมนตรีช่วยครั้นถึงเกิดเรื่อง ส.ป.ก. 4-01 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรในขณะนั้นได้มอบให้ “สุเทพ”ทำแล้วเกิดปัญญานิพนธ์ แสดงสปิริตทันทีด้วยการ ประกาศตัวลาออก เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบ และแสดงความเป็นสุภาพบุรุษเต็มตัว

จากนั้นต่อมาเมื่อ “นายหัวชวน” ได้มาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง นิพนธ์ ได้เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และครั้งนี้ภายใต้การนำของ รัฐบาลมาร์คนิพนธ์...ก็เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอีกคำรบหนึ่ง!อาจจะกล่าวได้ว่า...เคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายโดดเดี่ยวในคราวสงกรานต์เลือดมาแล้ว จากนั้นเมื่อมีการแต่งตั้งตำแหน่ง ผบ.ตร.นิพนธ์...ได้กระซิบบอกกับ รองสุเทพ ถึงเรื่อง “สัญญาณพิเศษ”ที่ได้รับว่า...ควรจะเลือกใคร?การที่ได้รับสัญญาณพิเศษมาแล้ว...แต่ไม่สามารถที่จะดำเนินการอะไรใดได้ก็จำเป็นต้องแสดงสปิริตออกมาให้เห็นเด่นชัดว่า...ต้องทำการ “ฮาราคีรี” อีกรอบนี่คือ การแสดงออกที่ชัดเจนตรงไปตรงมา...ที่ผู้นำอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ควรไปศึกษา...เป็นแบบอย่างลูกผู้ชายที่เขาทำกันนิพนธ์พร้อมพันธุ์เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ชาวค่ายสะตอต่างให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และการนี้ภายในพรรคค่ายสะตอเกิดแรงกระเพื่อมที่คาดว่าอาจจะแรงถึงกับสึนามิก็เป็นไปได้เห็นภาพท่าน นายหัวชวน ให้ข่าวบ่อยขึ้นมากขึ้น...อาจจะแอบมีหวังเล็กๆ ว่า อาจจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกคำรบหนึ่งหรือไม่...เป็นเรื่องที่มิอาจทราบได้แต่ดูทีท่าและจังหวะในการก้าวของ นายหัวชวน แล้วบอกได้คำเดียวว่า...ย่างสามขุมได้อย่างถูกที่ถูกจังหวะดีแท้นี่คือ สิ่งที่เขาเรียกว่า “ประสบการณ์” หาซื้อไม่ได้...ทุกอย่างต้องได้มาเองกับตัว เรียกตามภาษาพระท่านว่า “ปัจจัยตัง”งงจริงๆ...เลขาฯ ของตัวเองปิดโทรศัพท์มือถือหนี...ทิ้งข่าวการลาออกเอาไว้เป็นลายแทง...แต่ผู้นำยังทำเป็นไร้เดียงสาไม่รู้สึกอะไรแบบนี้เขาไม่เรียกว่า “เหลิงอำนาจ” แต่เขาเรียกว่า “หวงอำนาจ”“นิพนธ์” แสดงสปิริตด้วยการ “ฮาราคีรี”ใช้ดาบซามูไรกรีดท้อง 1 เส้น...เพื่อแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่เขาได้รับมอบหมายแต่ไม่สามารถกระทำ“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะที่มีตำแหน่งสูงกว่า เป็นแม่ทัพ...ท่านก็ได้รับมอบหมายหน้าที่จากประชาชนให้ บริหารบ้านเมือง ด้วยความฉลาดของมันสมองและจิตใจที่เป็นธรรมถูกต้องวันนี้เป็นอย่างไร? อภิสิทธิ์ ควรจะทำ “ฮาราคีรี”ใช้ดาบซามูไรกรีดท้องสัก 3 เส้นในโทษฐานที่หนักหนาสาหัสกว่า “นิพนธ์” หรือไม่?ต้องให้ประชาชนเท่านั้นเป็นผู้พิพากษา! 

เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เราทำตามสัญญาแล้ว

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่เห็นด้วยกับการร่างพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตั้งแต่ต้นหรือไม่ ที่ทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทุบโต๊ะประชุมครม.เมื่อวันอังคารที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมายกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 4 อำเภอจังหวัดสงขลา คือ อ.จะนะ เทพา นาทวีและสะบ้าย้อยขณะเดียวกัน ครม.นายกฯ อภิสิทธิ์ก็ยังต้องพึ่งพา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่ออีก 3 เดือนแม้จะมองว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นกฎหมายแข็งกร้าวเกินไป แต่ฝ่ายปฏิบัติยังต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อปิดล้อมตรวจพื้นที่“ครม.ได้ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีก3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. 2552 ถึง19 ม.ค. 2553 และรับทราบว่าได้มีการปรับปรุงความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมายและขั้นตอนต่างๆ แล้วเพื่อลดผลกระทบด้านลบและข้อครหาว่าเกิดผลกระทบจากการใช้กฎหมาย”นายอภิสิทธิ์ แถลง หลังการประชุม ครม.หากย้อนกลับดูกฎหมายควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินพบว่า กฎหมายฉบับนี้ถูกตราขึ้นอย่างเร่งด่วนเป็นพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) โดยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเมื่อกลางเดือน ก.ค. 2548เพื่อหวังแก้ไขสถานการณ์ที่เรียกว่า“ดับเมืองยะลา” คือการก่อความไม่สงบในเขตเมืองยะลากว่า 50 จุดในห้วงเวลานั้นกฎหมายฉบับนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าโดยการตราพระราชกำหนดเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่สามารถออกกฎหมายบังคับใช้ได้เลย ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนายอภิสิทธิ์ เคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งทั้งก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีและเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วว่า ไม่เห็นด้วยกับการต่ออายุการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด เหมือนเป็นการต่ออายุโดยอัตโนมัติทุกๆ 3 เดือนทั้งๆ ที่โดยหลักการการใช้กฎหมายพิเศษเพื่อควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น จะต้องใช้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง และต้องรีบยกเลิกทันทีเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เพราะกฎหมายมีบทบัญญัติที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างไรก็ดี ในห้วงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ได้ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาแล้วถึง 4 ครั้งคือเมื่อเดือน ม.ค. 2552 เม.ย. 2552 ก.ค.2552 และล่าสุดคือ ต.ค. 2552โดยในการต่ออายุครั้งที่ 15 เมื่อวันที่17 เม.ย. 2552 นายกฯ ได้สั่งการให้หาสถาบันทางวิชาการไปจัดทำรายงานประเมินผลการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาประกอบการพิจารณาการต่ออายุในครั้งที่ 16 เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นวาระของการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาถึง 4 ปีเต็ม แต่แล้วเมื่อถึงเดือน ก.ค.รัฐบาลก็อนุมัติให้ต่ออายุไปอีก 3 เดือน

โดยให้สร้างกลไกรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมแทนทั้งนี้ ในการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯครั้งที่ 16 เมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) ได้จัดทำรายงานเสนอรัฐบาลคู่ขนานไปกับรายงานของสถาบันทางวิชาการ (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี)โดยยืนยันว่ามีความจำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ควบคู่กับกฎหมายพิเศษอื่นๆเช่น พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกพ.ศ. 2457 ต่อไปเรื่อยๆ และแม้จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในพื้นที่ชายแดนใต้ในอนาคต ก็เห็นควรให้ใช้กฎหมายพิเศษหลายๆ ฉบับควบคู่กันไปเพื่อเลือกนำจุดเด่นของกฎหมายแต่ละฉบับมาใช้เป็นประโยชน์ในการควบคุมสถานการณ์และด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้รัฐบาลตัดสินใจต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไปอีกครั้งคือครั้งที่ 17 เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2552ขณะที่ยังมีทางเลือกหนึ่งที่รัฐบาลเตรียมนำมาใช้ในพื้นที่ภาคใต้ คือ การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งขณะนี้มีการนำร่องในพื้นที่ 4 อำเภอ จังหวัดสงขลา“กฎอัยการศึกเป็นกฎหมายที่แข็งเกินไปขณะที่เหตุการณ์ในพื้นที่ 4 อำเภอของจ.สงขลา ดีขึ้นแล้ว จึงจะใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรแทนถือเป็นพื้นที่นำร่อง อีกทั้งการประกาศใช้พ.ร.บ.มั่นคงนั้นหากเจ้าหน้าที่กระทำการอะไรที่เกิดความเสียหายกับประชาชน รัฐบาลสามารถจ่ายเงินเยียวยาความเสียหายได้”ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กล่าวทั้งนี้ เขายังยํ้าด้วยว่า หากใช้พ.ร.บ.มั่นคงแล้วทำให้เหตุการณ์ดีขึ้นก็จะนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไปด้านนายสุรพงษ์ ยิ้มละมัย อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มองว่าการยกเลิกกฎอัยการศึกส่งผลด้านจิตใจของประชาชนในพื้นที่ แต่แยกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่รู้สึกผ่อนคลาย กับกลุ่มที่หวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้การยกเลิกกฎอัยการศึกในภาพรวมเป็นสิ่งที่ดี“แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ เมื่อยกเลิกแล้วเจ้าหน้าที่สามารถดูแลสถานการณ์ได้ครอบคลุมหรือไม่”ถึงอย่างไรการประกาศเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นไปตามที่ นายกฯ เคยสัญญาไว้ และทำให้แล้วดังเช่นนโยบายด้านอื่นของรัฐบาลที่ติดตามต้นไม้ข้างทาง 

ตำรวจ-ทหารประชุมเตรียมรับมือการชุมนุมของคนเสื้อแดงวันพรุ่งนี้

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่

กรุงเทพฯ 16 ต.ค. - พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.น.ประชุมร่วมกับตัวแทนกองทัพภาคที่ 1 และผู้ควบคุมกำลังทั้งฝ่ายทหารและตำรวจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อชี้แจงการทำงานและการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันพรุ่งนี้

ทั้งนี้ รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นย้ำขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามหลักกฎหมายและหลักสากล โดยได้จัดทำแผ่นพับแจกจ่าย ให้ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาความสงบเรียบร้อย เบื้องต้นจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ 44 กองร้อย หรือ ประมาณ 6,600 คน เป็นทหาร 28 กองร้อย และ ตำรวจ 16 กองร้อย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของ กทม. อีก 350 คน แต่หากเกิดความวุ่นวายขึ้น จะมีกำลังเสริม ณ ที่ตั้งอีกจำนวนหนึ่ง

นอกจาก นี้จะมีการตั้งจุดตรวจรอบพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ทั้งหมด 8 จุด ได้แก่ แยกวังแดง , แยกสี่เสาเทเวศร์ , แยกลานพระบรมรูปทรงม้า ,แยกวัดเบญจมบพิตร, แยกเทวกรรม , แยกนางเลิ้ง, สะพานมัฆวานรังสรรค์ และแยกสวนมิสกวัน โดยจะมีการบันทึกคำปราศัยไว้ตลอด จึงขอให้ผู้ชุมนุมเคารพกฎหมาย หากฝ่าฝืนจะออกหมายจับในภายหลัง ส่วนผู้ชุมนุมบางคนที่อยู่ในระหว่างการประกันของศาล หากพบว่าทำผิดจะเพิกถอนประกันทันที.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-16 12:17:22