WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 18, 2009

รัฐบุรุษหรือนักเลงคุมซอย ?

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...KAKA

ก่อนอื่นกระผมต้องขอออกตัวก่อน ว่าตัวกระผมเองนั้นไม่ได้มีปัญหา หรือไม่ชอบคุณเปรมเป็นการส่วนตัวแต่ประการใดทั้งสิ้น หากแต่เพียงต้องการเขียนเนื้อหาทางวิชาการที่ปราศจากอคติ เพื่อรักษาสัจจะทางวิชาการ ส่วนเมื่อท่านอ่านแล้ว ท่านจะเห็นด้วยกับบทความนี้หรือไม่นั้น ถือเป็นเสรีภาพส่วนบุคคลสิ่งที่ต้องการเพียงที่จะตั้งถามเพื่อยกระดับ สติปัญญาความคิดให้กับคนในสังคมเท่านั้น


รัฐบุรุษมิได้มาจากการแต่งตั้ง หรือประทาน มาจากใครทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดมาจากการสืบเชื้อสายทางสายโลหิต และไม่สามารถสืบทอดต่อให้ลูกหลานของตนได้ด้วย หากแต่ ความเป็นรัฐบุรษนั้นก่อกำเกิดจากระดับภายในจิตใจของบุคคลคนท่านนั้น ที่ลดละอัตตาตนตัวของตัวเองเพื่อปฎิบัติภารกิจของส่วนรวมเป็นอับดับแรก และ ภารกิจของตนเป็นรอง จนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับต่อสาธรณะชนคนทั่วไป และคนในสังคมทั้งหลายเหล่านั้เห็นพ้องต้องกัน ว่าบุคคลผู้นี้คือ "รัฐบุรุษ” (พึ่งระวังพวกที่เป็นอุตริชน ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ สร้างมายาภาพเพื่อตบตาคนในสังคม เป็นนักมายากลทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของวงค์วานว่านเครือ และลูกน้องของตน)

ลองคิดถึง รัฐบุรุษที่เราตั้งคำถามเค้าอยู่ในใจว่า เค้าผู้นั้นเป็นรัฐบุรุษที่แท้จริงหรือไม่

ให้เราคิดไว้ว่าหากคนนั้นคนจากโลกนี้ไปแล้วโลกจะจดบันทึกเค้าไว้จำเค้าได้ไหม คนรุ่นหลังจะเรียกหาเค้ามั๊ย? หรือว่าคำแซ่ซ้องสรรเสริญยกยอปอปั้นนั้น เป็นเพียงแค่เพราะเค้าผู้นั้นมีกำลังอำนาจ บังคับสั่งการทหาร ควบคุมกระบวนการตัดสินคดีความได้ ยามตอนที่ตัวเองมีชีวิตอยู่ในอำนาจก็ใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ในยามมีอำนาจมีอยู่ไปในการทำลายคู่แข่ง ของตัวเอง รังแกเอาเปรียบผู้อื่นอย่างไร้ความอยุติธรรม และสร้างภาพมายา ว่าตนมีคุณธรรมสูงส่ง ทำเพื่อประเภทอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องอุปโหลกขึ้นมาหลอกชาวบ้านทั้งเพ ยามตนหมดอำนาจหรือตายไป ความเลวที่ตนได้ทำไว้เริ่มปรากฎชัดขึ้นต่อสาธารณชน ทำให้ผู้คนออกมาสาปแซ่ง ด่าทอหรือถึงขนาดและ ขุดออกศพมาเฆี่ยนตีคนพวกนี้จัดว่าเป็นพวกนักเผด็จการ ลวงโลก ซึ่งก็มีเห็นให้มานักต่อนักแล้ว

คราวนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า เปรมแท้จริงแล้วนั้นใช่รัฐบุรุษหรือไม่? และหากคุณเปรมกล้าพอที่จะต้องตอบเหล่านี้กับสังคมให้ได้?”

กระผมจะขอใช้คำอธิบายตามหลักประชาธิปไตยสากล เพื่อแสดงมีเห็นคุณลักษณะของรัฐบุรุษที่แท้จริง ที่ชาวโลกเค้ายอมรับยกย่องกับบุคลิกลักษณะของ คุณ เปรม เพื่อทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนดังนี้

1. รัฐบุรุษ เสียสละตนเอง ทำภารกิจเพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นภารกิจที่ 1 (การพิจารณาให้ระวังพวกของปลอม พร่ำวาทกรรม)

- เปรมมีลักษณะหรือทำภาระกิจ ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างไร?

ผลงานที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดคือ เป็นผู้อำนวยการใหญ่สั่งการให้ทหารเข้าปล้นอำนาจสูงของประเทศไปจากประชาชน ที่แม้แต่นักการเมืองเลวๆ คนหนึ่งไม่กล้าคิดที่จะทำเช่นนี้เลย หากจะมองตามหลักประชาธิปไตยสากล ผนวกเข้ากับหลักทางจิตวิทยาแล้ว เปรม เป็นได้แค่เพียงนักการเมืองเลวๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง การที่จะมาอ้างตนว่าเป็นรัฐบุรุษ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าตลกขบขัน และอายต่อสายตาชาวโลกเป็นแน่แท้

2 รัฐบุรุษ มีอุดมการณ์ที่ชัดเจน ทำเพื่อมนุษยชาติ ( การพิจารณาให้ระวังพวก มือถือดาบปากคาบคัมภีร์ )

- เปรมมีลักษณะอะไรที่ทำให้เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกด้วยกันดีขึ้นหรือ?

เห็นมีแต่ลักษณะ กดทับความคิด ของมนุษย์ในสังคม ทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี เที่ยวชี้นำว่าคนโน้นดีคนนั้นเลว ใช้ทัศนะที่อคติคับแคบในจิตใจของตน บังคับในสังคมคล้อยตามและปฎิบัติตามให้ เสร็จสนอารมณ์หมายของตน แล้วยังมีหน้ามาสอนเรื่องจริยธรรม คุณธรรม ทั้งที่ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจะมีสักนิดก็หาไม่ ยิ่งเมื่อนายเปรมพูดถึงเรื่องประชาธิปไตยด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องที่น่าตลกขบขันเป็นยิ่งนัก เพราะประชาชนเค้ามีความคิดประชาธิปไตย ที่ก้าวหน้าไปไกลกว่าเปรมยิ่งนัก

3. รัฐบุรุษ เป็นนักอภิวัฒน์สังคม หรือปฏิวัติสังคม ด้วยการเอาชีวิตทั้งหมด ไปผลักดันสังคมทั้งระบบจนสำเร็จ หรือ วางรากฐานไว้ให้ทำต่อจนสำเร็จ

- เปรมเคยอุทิศแม้กระทั่งชีวิตตนเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติตั้งแต่เมือไหร่?

หากจะว่าไปแล้วเปรมก็มีจิตสำนึกแบบไพร่ เคยหรือที่คนผู้นี้เคยอุทิศตนให้กับประชาชน นั้นทางตรงกันข้ามเปรมกับเป็นผู้ที่รักษาอิทธิพลอำนาจนอกระบบประชาธิปไตย จากการทำตัวเป็นผู้อำนวยการ บงการทางเมือง การทหาร ควบคลุมกระบวนการยุติธรรม จนกลายเป็นกระบวนการอยุติธรรม ทั้งที่ตนเป็นผู้กระทำ แต่ไม่กล้าเปิดเผยตัว ชอบแทงข้างหลัง จิตใจอํามหิต หากจะว่าไปแล้ว เป็นอุปนิสัยของพวกสาวประเภทสองที่มีปมด้อยในชีวิต และความผิดปกติทางจิตด้วยซ้ำ เป็นลักษณะที่ตรงข้ามกับสัจจะบุรุษ ซึ่งเป็นปฐมภูมิของ บุคคลที่พัฒนาตนสู่รัฐบุรุษ บ่อยครั้งที่เปรมแสดงให้เห็นถึงทัศนะที่ดูถูกการตัดสินใจของประชาชน เห็นได้จากการเข้าสู่อำนาจ โดยไม่ยอมผ่านการเลือกตั้ง หรือ ฉันทมติของประชาชนแม้แต่ครั้งเดียว แล้วใช้อำนาจบาดใหญ่ยึดอำนาจเงียบในสภา บงการยึดอำนาจอย่างโจ่งครึ่มก็ทำมาแล้ว คนเค้ารู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่เค้าไม่อยากพูดเพราะเกรงกลัวอำนาจบาดใหญ่ ที่กดขี่ ข่มแหงประชาชนอยู่

4.รัฐบุรุษ ดำรงสถานะผู้นำสูงสุดทางความคิด และเป็นศูนย์รวมพลังของแนวคิดในการขับเคลื่อนสังคมทั้งระบบ

- ภารกิจอะไรที่เปรมที่ยกระดับความคิดทางสังคมที่เป็นอยู่อย่างอย่างชัดเจน?

ในความเป็นจริง ทำให้สิ่งที่ตรงข้ามกับความเจริญของสังคม ฉุดรั้งในสังคมล้าหลัง สยบยอม เป็นขี้ข้า ให้กลับอิทธิพลของระบอบการเมืองที่ล้าหลัง จนทำให้ประเทศชาติและประชาชนในสังคมตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด

5 รัฐบุรุษ ขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด เป็นการยกระดับสังคมให้ดีขึ้น เพื่อประชาชน

- สร้างแนวคิดอะไรที่เป็นต้นแบบของประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างชัดเจนให้กับคมโลกหรือแม้แต่สังคมไทยสักเรื่องหนึ่งหรือ?

สิ่งที่ เปรมมักจะให้สัมภาษณ์ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของความแค้นส่วนตัว ที่ถูกหนุนจากอิทธิพลของประโยชน์ระบอบการเมืองที่ล้าหลังซึ่งไม่เกี่ยวกับ ทุกข์-สุข ของประชาชนคนส่วนใหญ่เลยแม้แต่น้อย แต่เหมารวมเอาความเจ็บเค้นส่วนตน มาอ้างว่าเป็นความต้องการของคนทั้งประเทศ เป็นวิธีมองโลกแบบจอมเผด็จการ ที่นำเอาประเทศไปสู่หายนะเพียงเพื่อที่จะสนองกิเลสตัณหา ราคะที่มากล้นในจิตใจของตนเท่านั้นเอง

6. รัฐบุรุษ จะเป็นต้นแบบของปรัชญาที่ก้าวหน้ากว่าแบบเก่า และมีวิธีการปฏิบัติการให้สังคมอื่นนำไปศึกษา

- เปรมมีต้นแบบปรัชญาความคิดที่ก้าวหน้า ที่แบบปฏิบัติให้กับสังคมไทย เพื่อให้สังคมอื่นนำเอาไปปฏิบัติแต่ประการใดหรือ?

เห็นแต่นำเอาระบบคิดที่ล้าหลังที่ฉุดรั้งความเจริญของสังคมไทย ที่นานาอารยสังคมโลกเค้า ปฎิเสธแนวความคิดนี้กันหมดแล้ว แต่เปรมก็ยังทึกทักว่าเป็นสิ่งดีสิ่งวิเศษ ที่สังคมไทยควรจะนำไปปฏิบัติตามตน ขนาดใช้ให้ลูกน้องของตน พาคนมาหมอบกราบไว้ต่อหน้าเพียงเพื่อจะบำรุงบำเรอ ตัณหาความใคร่ในจิตใจของตนเป็นผู้วิเศษเลอเลิศก็ทำมาแล้ว

พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในสังคมโลก สังคมที่มีการศึกษาและเจริญแล้วซึ่งระดับสติปัญญาและจิตใจ สิ่งที่เปรมคิดและต้องการจะชี้นำสังคมนั้น ดำรงอยู่ในสังคมที่ล้าหลัง สังคมที่ขาดการศึกษา ขาดการพัฒนาเท่านั้น ที่จะยอมให้กลุ่มอภิสิทธิชนเล็กๆกลุ่มหนึ่งเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ได้เท่านั้น

7. รัฐบุรุษ จะได้รับความรักและเทิดทูนจากประชาชนอย่างแท้จริง ตรงไปตรงมา

( การพิจารณาให้ดีระมัดระวังผู้ที่พยายามกระหน่ำโฆษณาชวนเชื่อ ตนเองในสื่อสาธารณะ ให้เกินมนุษย์ธรรมดาให้เป็นเรื่องบุญญาธิการ สร้างมายาภาพ ขึ้น ในความคิดของประชาชน เป็นนักมายากลทางการเมือง ลวงตาประชาชน หลอกลวงเพื่อร่วมอำนาจให้กับกลุ่มอิทธิพล และผลประโยชน์ของวงค์วานว่านเครือของพวกตน)

- เป็นรัฐบุรุษแบบไหนที่มีแต่คนด่าทอ สาปแซ่งกันทั่วบ้านทั่วเมือง ?

รัฐบุรุษแบบไหนที่สั่งให้ลูกน้องมาทุบตีประชาชนหน้าบ้านตนเอง ขนาดหลักธรรมดาอย่างพรหมวิหาร 4 คนคนนี้ยังไม่มีเลยนับประสาอะไร กับการที่จะเทียบเคียงกับคำว่า "รัฐบุรุษ" ซึ่งเป็นผู้นำที่มีจิตวิญญาณสูงส่ง

การเคารพยกย่องของเปรมเกิดจากกลุ่มคนเล็กๆ ที่อุปโหลกกันขึ้นมาเองเท่านั้น เช่น กลุ่มทหารลูกป๋า กลุ่มนักการเมืองประชาธิปัตย์ ที่ใช้วิธีการกระตุ้นอารมณ์เรื่องภาคนิยม มาใช้ประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งเป็นอันตรายต่อการขัดแย้งในสังคมระยะยาว ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีจิตใจที่คับแคบ คอยจัดฉากสร้างภาพให้เปรมตลอดเวลา

ระบบลูกป๋าซึ่งครอกนำทหารส่วนหนึ่งในกองทัพ เพื่อที่จะเอารัดเอาเปรียบทหารคนอื่น ที่เจ็บปวดกับ ระบบลูกป๋า”

โดยชอบอ้างถึง ความจงรักภักดี นำมาเชือดไก่ให้ลิงดู ทหารที่ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ระบบ ลูกป๋าก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน เพราะจิตสำนึกที่แท้จริงของทหารนั้น ก็รักประชาชน เนื่องจากลูกเมียลูกพวกเค้า ก็สามัญชนธรรมดาเหมือนประชาชนคนทั่วไป หาได้เป็น อภิชนเหมือนพวกที่ป๋าอุปถัมภ์ค้ำชูแต่อย่างไรไม่

8.รัฐบุรุษมีจิตใจที่เป็นสากลที่เป็นที่ยอมรับจากคนทั่วโลก

- เปรมได้รับยกย่องจากบริเวณไหนของสังคมโลกหรือ? พ้นจากอ่าวไทยไป ก็หมดราคาแล้ว!

เปรม จิตใจคับแคบ โลกทัศน์คับแคบ เพียงภายในสังคมไทย เปรมยังจิตใจคับแคบ ลำเอียงข้างฝ่ายตนเองซึ่งเป็นฝ่ายข้างน้อย เปรมคุ้มครองพรรคการเมืองหนึ่ง ทำลายอีกพรรคการเมืองหนึ่ง เปรม เป็นนักเลงโตเคลียร์ปัญหาให้พรรคการเมือง เปรมเรียก กรรมการองค์กรอิสระเข้าพบ เพื่อตั้งธงตัดสินคดีความทางการเมือง

หากจะสรุปตามหลักทางวิชาการแล้ว เปรมก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจาก พวกอุตริชน พวกชอบอวดอ้างธรรมะ ที่ไม่เคยมีในตนเอง แต่เป็นผู้ที่มีความวิปริตทางจิต เบี่ยงเบนทางเพศ มีความกระสันอยากได้ใคร่ดีต่อ นามว่า รัฐบุรุษซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงของตนยิ่งนัก ทั้งยังขาดซึ่งหลัก พรหมวิหาร4 อันประกอบด้วย

1.ความเมตา ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นมีความสุข

เห็นได้ชัดว่าเปรมเป็นคนขี้อิจฉาตาร้อน ในยามที่ผู้อื่นซึ่งตนมิชอบ เพราะความอคติส่วนตนได้ดี ก็ต้องหาทางทำลายผู้นั้นด้วยวิธีทางสกปรกต่างๆนานา ขาดความเมตาธรรมอย่างเห็นได้ชัด

2.ความกรุณา ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

เปรมเป็นคนที่ขาดซึ่งความกรุณา ไม่เห็นใจประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจน ตกทุกข์ได้ นอกจากไม่เคยช่วยเหลือเป็นรูปธรรมแล้ว ยังปล่อยให้ลูกน้องในอาณัติของตนเหยียบย้ำซ้ำเติม ดูถูกประชาชนว่าโง่ งงงาย บางทีเปรียบเค้าเหล่านั้นเหมือนวัว ควาย

ดูถูกปชช.ต่างนานา ทั้งๆที่ตนและลูกน้องของตนก็เสวยสุขอยู่บนภาษีของปชช. ที่ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำให้พวกอภิสิทธิชนเหล่านั้นได้อยู่สุขสบาย มิใช่หรือ?

3.มุติตา ความยินดีที่ผู้อื่นมีความสุขในทางที่เป็นกุศล

นักการเมืองทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศ ประชาชน เปรมกับใช้ลูกสมุนในเครือข่ายของตนกลั่นแกล้งต่างๆนานา แต่พอพวกนักการเมืองที่โกงกิน คอรัปชั่น สร้างหนี้สินให้ประเทศ กับลูกหัว ยกหางบอกว่านี่คนดีที่หนึ่ง(ของป๋า) เลย

4.อุเบกขา การวางจิตเป็นกลาง ไม่เอาใจเข้าข้างหรือ ลำเอียงด้วยอคติตน

คุณธรรมข้อนี้เป็นสิ่งที่เปรม บกพร่องอย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ลำเอียงเข้าของกลุ่มการเมือง ทหาร ที่ประจบประแจง และ สมประโยชน์กับพวกตน เรียกผู้พิพากษาเข้าพบเพื่อตั้งธงในการตัดสิน คดีความทางการเมือง ทำลายกลุ่มการเมืองตรงกันข้ามอย่างอยุติธรรม ทั้งที่ไม่ผิดก็หาความผิดมาให้อย่างน่าตลกขบขั้น ส่วนคนที่ทำผิดถ้าอยู่ฝ่ายตน หรือแปรพรรคเข้ามาอยู่ฝ่ายตน ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ มิหนำซ้ำยังสั่งการให้กระบวนการต่างๆที่เกี่ยวเร่งสะสางคดีความให้อีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอยังออกมาพูดหน้าตาเฉยว่า ตนไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง เป็นการทางเมือง ซึ่งเป็นวาทะกรรมที่สร้างความสะอิดสะเอียนให้กับประชาชนที่เห็นได้ยินได้ฟังคำพูดและการกระทำเหล่านั้นเป็นอย่างมาก

อีกทั้งไม่มีลักษณะของสัตตะบุรุษ กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ ตอนบงการสังการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชน เพราะความกระสันอยากได้ใคร่ดีของตน ก็ออกมาเชิดหน้าชูตาว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี ผมได้ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินแล้ว แต่พอผ่านไปไม่นานประเทศเกิดความเสียหาย ซึ่งเกิดจากผลการบงการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากปชช. ที่ตนเป็นคนบงการแล้ว ก็ให้ลูกน้องออกมาปกป้องว่าตน ไม่ได้เป็นคนทำ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งคนทุกฝ่ายในสังคมแม้แต่เด็กที่พอเดียงสาหน่อย ต่างรู้ดีว่าว่าการทำรัฐประหาร 19 กย. 49 เปรมเป็นผู้สั่งการใหญ่ ฉะนั้นการให้ลูกสมุนของตนออกมาปฏิเสธจึงเป็นเพียงเรื่องที่ต้องการปฏิเสธความผิดพลาดที่ตัวได้กระทำลงไป ขาดซึ่งความเป็น สัตบุรุษ ไม่มีหิริโอตตัปปะ หรือความละอายต่อบาป

ทำตัวลับๆล่อไม่กล้าเผชิญความจริง เกรงกลัวต่อคำวิจารณ์ของสังคม จากสุจริตชน ที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงกับตน

สำหรับเปรมแล้วนั้น รัฐบุรุษที่ได้มานั้น เป็นของปลอมๆขึ้น ภาพหลอนเป็นภาพหลอนในสมองของตน ในทางจิตวิทยาเป็นลักษณะเดียวกันกับ บุคลิกภาพของสาวประเภทสอง ที่อยากเป็นหญิง จึงเลียนแบบลีลาท่าทางผู้หญิงจน เกินกว่า ผู้หญิงจริงที่กรี๊ดกร๊าดกระตู้วู้ (บางคน) จนทำให้ผู้คนรำคาญ หรือสมเพทเวทนาเมื่อเห็นเจ้าหล่อนเจ็บปวด จากทำเต้านมเทียม หรือ กระทั่งตัดอัณฑะ แต่.. ความจริงคือเค้าไม่ใช้ผู้หญิงจริง

*** หากจะสรุปตามหลักทางวิชาการ ตามหลักคุณธรรมสากล หลักประชาธิปไตยสากล และจิตวิทยา เปรมก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจาก พวกอุตริชน พวกชอบอวดอ้างธรรมะ ที่ไม่เคยมีในตนเอง แต่เป็นผู้ที่มีความวิปริตทางจิต เบี่ยงเบนทางเพศ มีความกระสันอยากได้ใคร่ดีต่อ นามว่า รัฐบุรุษซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงของตนยิ่งนัก ซึ่งจะใช้วิเคราะห์ระบบความคิดและระดับทางจิตใจของเปรมอย่างจริงจังแล้ว ระดับความคิดและจิตใจของเปรมยังต่ำกว่าระดับนักการเลวๆที่สุดด้วยซ้ำ ซึ่งระดับคุณภาพทางความคิด จิตใจ และพฤติกรรมของเปรมเช่นนี้ ไม่ได้สูงส่งไปกว่า นักเลงคุมซอยแต่เลย ***

Reuters: บทวิเคราะห์: ทำไมสุขภาพของกษัตริย์ไทยสามารถทำให้ตลาดตื่นตระหนก ANALYSIS-Why the Thai king's health can panic markets

ที่มา Thai E-News

โดย Andrew Marshall นักข่าวทางด้านความเสี่ยงทางการเมืองของเอเซีย
ที่มา Reuters
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 ตุลาคม 2552



บทวิเคราะห์: ทำไมสุขภาพของกษัตริย์ไทยสามารถทำให้ตลาดตื่นตระหนก

มันเป็นเรื่องที่ต้องห้ามสำหรับคนไทยที่จะพูดถึงความกลัวของพวกเขาเกี่ยวกับว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อรัชกาลของกษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดชซึ่งมีพระชนมายุ 81 พรรษา ได้สิ้นสุดลง แต่ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นไทยเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมามันพูดออกมาได้ดังกว่าคำพูด

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยได้ตกลงอย่างฮวบฮาบเมื่อวันพุธและพฤหัส และค่าเงินบาทก็ได้อ่อนค่าลงเพราะความวิตกกังวลเรื่องสุขภาพของกษัตริย์ แม้จะมีการดีดตัวกลับวันศุกร์ แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าแม้แต่ข่าวลือเพียงนิดเดียวสามารถทำให้มีการเทขายหุ้นอย่างกระหน่ำ มันแสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลของคนไทยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของรัชกาลและการที่ตลาดจะถูกกระทบอย่างหนัก

"อย่าเชื่อข่าวลือในตลาด ขอให้เชื่อแต่คำประกาศของสำนักพระราชวังเท่านั้น" โฆษกของสำนักพระราชวังกล่าว

มันแน่ชัดว่าถึงแม้ว่าความกลัวเกี่ยวกับสุขภาพของกษัตริย์จะผ่านพ้นไป นักลงทุนก็ยังเป็นห่วงอย่างมากว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า

ไม่เคยมีการสนทนากันในสาธารณะเกี่ยวกับภยันตรายต่างๆเพราะประเทศไทยมีกฏหมายหมิ่นฯที่เคร่งครัดซึ่งห้ามไม่ให้มีการพูดถึงบทบาทของกษัตริย์และปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับอนาคตของสถานการณ์การเมืองแทบจะไม่มี และนักลงทุนต่างชาติก็มีข้อมูลไม่มากเกี่ยวกับความเสี่ยงที่พวกเขากำลังเผชิญ

แต่นักวิเคราะห์กล่าวเป็นการส่วนตัวว่าอาจจะมีช่วงที่วุ่นวายอยู่นานหรือแม้แต่ความไม่สงบ และนั่นคือสาเหตุที่ตลาดอ่อนไหวต่อข่าวลือเกี่ยวกับการประชวร

ความแตกแยกและทางตัน

สิ่งที่ทำให้ประเด็นการสืบทอดราชบัลลังค์มันอันตรายมากตอนนี้ก็เพราะประเทศไทยถูกผูกไว้กับความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมมาหลายปีระหว่างผู้ที่สนับสนุนและผู้ที่ต่อต้านอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรผู้ซึ่งถูกโค่นล้มโดยรัฐประหารสามปีก่อนและปัจจุบันลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ

พ.ต.ท.ทักษิณได้เข้ามามีอำนาจเมื่อปี 2544 และสัญญาที่จะดำเนินนโยบายเพื่อคนยากจน และได้ชนะการเลือกตั้งสมัยที่สองโดยเสียงข้างมากที่มากกว่าเดิมในปี 2548 การสนับสนุนจากคนยากจนในชนบทที่มากมายต่อพ.ต.ท.ทักษิณหมายความว่าเขาได้รับเสียงมากพอที่จะบริหารประเทศโดยไม่จำเป็นต้องทำการต่อรองให้ผลประโยชน์กับข้าราชการและทหารหลังฉากเหมือนที่ทำอยู่โดยทั่วไป

อำนาจที่เพื่มมากขึ้นของพ.ต.ท.ทักษิณและฐานเสียงที่ไม่มีใครสามารถเจาะได้ รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่น ได้เป็นเสียงเตือนภัยกับชนชั้นสูงที่เดิมเป็นผู้มีอำนาจในประเทศ และทหารก็ได้ก่อรัฐประหารขึ้น

ประเทศไทยตอนนี้แตกแยกเป็นสองกลุ่มที่เป็นปรปักษ์ต่อกันอย่างรุนแรง กลุ่ม "เสื้อแดง" ที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งพวกเขาโกรธแค้นที่รัฐบาลที่พวกเขาเลือกมาถูกโค่นล้มโดยทหาร หรือตุลาการ และโดย "เสื้อเหลือง" -- ซึ่งเป็นรอยัลลิสต์ ทหาร และคนในเมืองที่สนับสนุนนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ความขัดแย้งได้ก่อให้เกิดความไม่สงบหลายครั้งซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความน่าลงทุนของของประเทศไทย เมื่อปีที่แล้วผู้ประท้วงต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณได้ปิดกั้นสนามบินสองแห่ง และในเดือนเมษายนที่ผ่านมาผู้ประท้วง "เสื้อแดง" ได้บุกเข้าไปในที่ประชุมสูงสุดของเอเซียที่พัทยาซึ่งทำให้ต้องมีการยกเลิกการประชุมไป

ประเทศซึ่งเคยจัดว่าเป็นที่ๆมีเสถียรภาพของภูมิภาคกำลังถูกมองว่าเป็นประเทศที่ไร้สมรรถภาพ ในปี 2545 ดัชนี World Governance ของธนาคารโลกจัดให้ความมีเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทยอยู่ที่ 59.1 จาก 100 และเมื่อปี 2551 การจัดอันดับดิ่งลงอยู่ที่ 12.9

บทบาทของสถาบันกษัตริย์

โดยทฤษฎีแล้วสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยอยู่เหนือความแตกแยกทางการเมือง กษัตริย์ภูมิพลเป็นกษัตริย์ที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองเป็นทางการ และก็ได้รับความเคารพรักโดยทั่วไปจากคนไทยที่ถือว่า เป็นศูนย์รวมของความสามัคคีในประเทศที่กำลังมีความแตกแยก

แต่กระนั้น ในช่วงระยะเวลา 6 ทศวรรษที่ครองราชย์ กษัตริย์ภูมิพลได้ขยายอิทธิพลทางการเมืองและเข้าแทรกแซงอย่างเปิดเผย 3 ครั้งในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งระหว่างทหารและบุคคลที่มาจากการเลือกตั้ง นอกเหนือจากนั้น วังถูกมองโดยคนไทยหลายคนว่าเข้าข้างฝ่ายที่ต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

ประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สนิทสนมกับผู้ที่วางแผนรัฐประหาร และถูกมองว่าเป็นพันธมิตรกับ "เสิ้อเหลือง" ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ก็ได้ส่งสัญญาณการสนับสนุนต่อกลุ่มเคลื่อนไหวที่ต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณเมื่อปีที่แล้วโดยการเสด็จเข้าร่วมงานศพของผู้ประท้วงสตรี "เสื้อเหลือง"

ดังนั้นทางวังได้ถูกดึงเข้ามาในความขัดแย้ง และต่อมาความขัดแย้งบางส่วนก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับความเหมาะสมของบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณต้องการให้การเลือกตั้งเป็นตัวกำหนด ซึ่งจะทำให้รัฐบาลที่พวกเขาเลือกมาสามารถบริหารได้โดยไม่มีชนชั้นสูงเข้ามาก้าวก่าย

ผู้ที่สนับสนุนสถาบันฯ โต้แย้งว่าประชากรในชนบทไม่มีการศึกษาเพียงพอที่จะทำให้ประชาธิปไตยทำงานได้ ดังนั้นทหาร ข้าราชการ และชนชั้นสูงจึงต้องมีอำนาจควบคุมนโยบายโดยทั่วไป

เป็นเพราะกษัตริย์ภูมิพลเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพรักอย่างกว้างขวาง คนไทยมีความสบายใจต่ออิทธิพลที่ท่านมี และทุกฝ่ายในความขัดแย้งนี้ย้ำถึงความจงรักภักดีต่อบัลลังค์ แต่พระโอรสของกษัตริย์ภูมิพล **เซ็นเซอร์ **

ผลลัพธ์ก็คือการเคลื่อนย้ายอย่างมหึมาของดุลอำนาจ -- "เสื้อแดง" น่าจะแสดงความกล้ามากขึ้นที่จะปฏิเสธอิทธิพลทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการปราบปรามโดยชนชั้นสูงที่กลัวว่าสถาบันกษัตริย์จะสูญเสียอิทธิพล

ความขัดแย้งที่ได้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงไปแล้วจะขยายตัวขึ้นอีก และเสถียรภาพระยะยาวที่นักลงทุนต้องการเห็นจะอยู่ห่างออกไปไกลอีก

ANALYSIS-Why the Thai king's health can panic markets

Fri Oct 16, 2009 6:39am EDT

By Andrew Marshall, Asia Political Risk Correspondent

SINGAPORE, Oct 16 (Reuters) - It is taboo for Thais to publicly voice their fears about what might happen when the reign of their ailing 81-year-old King Bhumibol Adulyadej ends. But the reaction of Thai markets this week spoke louder than words.

Thailand's bourse .SETI tumbled on Wednesday and Thursday and the baht THB= slid on concerns about the king's health. There was a recovery on Friday, but the fact that even vague rumours could spark a sharp sell-off showed just how worried Thais are about a change of monarch, and how badly Thailand's markets will be hit.

"Don't believe the market rumours. Only believe the palace's statements," said a Royal Household Bureau spokesman.

It is clear, though, that even if this health scare passes, investors are deeply concerned about what might lie ahead.

The dangers are never discussed in public because Thailand has strict lese majeste laws that forbid talk of the monarchy's role and possible problems on the horizon. Frank analysis of the political outlook is a rarity, and so many foreign investors have only a hazy idea of the risks they face.

But analysts say privately that there could be a prolonged period of turmoil and even significant civil unrest, and this is why markets are so vulnerable to rumours about his health.

DIVISIONS AND DEADLOCK

What makes the succession issue so dangerous now is that Thailand has been locked for years in a political and social conflict between supporters and opponents of populist former prime minister Thaksin Shinawatra, who was ousted in a military coup three years ago and now lives in self-imposed exile.

Thaksin swept to power in 2001, promising a raft of policies aimed at the poor, and won a second term with an even stronger majority in 2005. Thaksin's huge support from the rural poor meant he had a big enough majority to govern without the usual backroom deals and concessions to the bureaucracy and military.

Thaksin's growing power and impregnable electoral base, plus accusations of corruption, alarmed the elite groups who have traditionally run Thailand, and the military launched a coup.

Thailand is now divided into two bitterly opposed camps: the pro-Thaksin "red shirts" who are furious that successive governments they voted for were toppled by the military or judiciary; and the "yellow shirts" -- royalists, the military and urban Thais, who back Prime Minister Abhisit Vejjajiva.

The conflict has sparked several bouts of unrest that have damaged Thailand's economy and investment attractiveness. Last year, anti-Thaksin protesters blockaded Bangkok's two main airports, and in April "red shirt" protesters stormed an Asian summit in Pattaya, forcing its cancellation.

A country once regarded as a haven of regional stability is increasingly viewed as a basket case. In 2002, the World Bank's World Governance Indicators rated Thai political stability at 59.1 out of 100. By 2008, that rating had dived to 12.9.

THE MONARCHY'S ROLE

In theory, Thailand's monarchy is above the country's political divisions. Bhumibol is a constitutional monarch, with no formal political powers, and he is widely respected by Thais who regard him as a unifying force in a fractured country.

Yet during his six decades on the throne, Bhumibol expanded his influence on politics, and explicitly intervened three times during periods of conflict between the military and elected officials. Furthermore, the palace is seen by many Thais as having taken sides against Thaksin over the past three years.

The king's chief adviser, Privy Councillor Prem Tinsulanonda, was very close to many of the coup plotters, and is regarded as a key ally of the "yellow shirts". Bhumibol's wife, Queen Sirikit, also signalled support for the anti-Thaksin movement last year by attending the funeral of a female "yellow shirt" protester.

So the palace has been drawn into the conflict, and in turn the conflict has become partly about the appropriate role of the monarchy. Thaksin's supporters want the ballot box to prevail, so governments they elect can rule without meddling by the elites.

Many monarchists argue that the rural population are not well enough educated for democracy to work, so the military, bureaucracy and elites should have wide control over policy.

Because Bhumibol is so widely respected in Thailand, most Thais are comfortable with the influence he wields, and all sides in the conflict stress their loyalty to the crown. But Bhumibol's son and presumed heir, Crown Prince Maha Vajiralongkorn, is regarded far less favourably by most Thais.

The result will be a huge shift in the balance of power -- the "red shirts" are likely to be bolder in their rejection of the monarchy's political influence, which could in turn provoke a crackdown by elites worried the monarchy is losing influence.

The conflict that has already done so much damage would escalate. And the long-term stability that investors want to see would be further away than ever. (Editing by John Chalmers)

Saturday, October 17, 2009

คอลัมน์ ปิดไม่ลับ Special

ที่มา มติชน


ฟังเผินๆ เหมือน "2 เสือ" นั่นคือ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กับ "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย (พท.) หยอดคำหวานใส่กันในฐานะ "เพื่อนเลิฟต่างวัย"

แต่ถ้าถอดรหัสนัยแต่ละประโยคที่ "ป๋าเปรม-บิ๊กจิ๋ว" เปล่งวาจาออกมา จะรู้ว่าเป็นน้ำผึ้งอาบยาพิษ

โดยเฉพาะคำพูดล่าสุดของ "ป๋า" ที่ออกมายอมรับว่าเคยส่งคนไปเตือน "อดีตลูกป๋า" ที่ชื่อ "จิ๋ว" ก่อนเก็บกระเป๋าเข้าไปอยู่ พท. ว่า "ให้ไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นมันอาจกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ"

ถือเป็นการเสียบยอดอก "พล.อ.ชวลิต" แบบเต็มๆ

ว่ากันว่าสาเหตุที่ทำให้บุรุษวัย 89 ปี ประกาศตัดสัมพันธ์กับเจ้าทฤษฎี "โซ่ข้อกลาง" กลางอากาศ เป็นเพราะฉุนขาดที่ถูก "ลูกน้องเก่า" แอบแทงข้างหลัง

โดยเฉพาะการปล่อยข่าวผ่านเครือข่าย "เอฟโอซี" (เฟรนด์ ออฟ ชวลิต) ว่า "เจ้าของบ้านสี่เสาเทเวศร์" ไม่ยอมให้ "พ่อใหญ่ลา" เข้าพบเพื่อนำพานพุ่มดอกไม้แพรไปขออโหสิกรรม ก่อนเข้าอุปสมบทที่วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 ด้วยเพราะยังเคืองที่ "บิ๊กจิ๋ว" วกกลับไปช่วยงาน "นายใหญ่" ในยุครัฐบาล "สมชาย วงศ์สวัสดิ์"

ตรงนี้ทำให้ "บุรุษผมขาว" ถูกมองว่าไม่เป็นผู้ใหญ่

ร้อนถึงผู้ถูกวิจารณ์ต้องตั้งโพเดียมแก้ต่างเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าไม่เคยทราบว่า "บิ๊กจิ๋ว" จะไปบวชที่ไหน เมื่อไร โดยมี "นายทหารลูกป๋า" 6 คนคอยยืนให้กำลังใจอยู่เบื้องหลัง

อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่า "พ่อใหญ่ลา" ได้ติดต่อขอขมา "ป๋า" จริง โดยประสานงานผ่าน "พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป" หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ



ทว่าเมื่อ "คนในบ้านสี่เสาฯ" แทงเรื่องขึ้นไป กลับได้รับคำตอบลงมาว่า "ไม่ว่าง" โดยมี "พล.อ." อีกคนที่ไปปฏิบัติหน้าที่ "วอลล์เปเปอร์ป๋า" เป็นพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ

และ "นายพล" คนเดียวกันนี้ยังเป็นคนที่ "ป๋า" ใช้ให้ไปส่งสารเตือน "บิ๊กจิ๋ว" ก่อนเปิดตัวเข้า พท.อีกด้วย

เมื่อ "คำขออโหสิกรรม" จาก "ลูกป๋า" ไม่เป็นผล "คำแจ้งเตือน" จาก "ป๋า" ถูกเมิน จึงเกิดปรากฏการณ์ "2 เสือเปิดศึก" ในวันนี้!!!



บทแสดงของ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ออกมาหักพวงมาลัย พรรคเพื่อไทย เลี้ยวกลับ 180 องศา เลิกร่วมวงวิป 3 ฝ่าย ในจังหวะที่ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีเปิดตัวสายตรงเข้ามาคุม "พรรคเพื่อไทย" พอดิบพอดี

สร้างราคาต่อให้ "สิงห์เหลิม" ขึ้นมาตีคู่เบียดบารมีของ "พ่อใหญ่" ได้ระดับหนึ่ง

เพราะเบื้องลึกเบื้องหลังการเข้ามาของเพื่อไทยของ "บิ๊กจิ๋ว" นั้น ว่ากันว่าจะมีชื่อ 2 นักการเมืองรุ่นเก๋า ที่อาจจะต้องถูกลบทิ้งไปจากบัญชีเพื่อไทย หรือไม่ก็ต้องไร้บทบาทไปในที่สุด

โดยคนหนึ่งเก๋าขนาดได้สมญาให้ว่า "ไดโน น." ที่มีข่าวว่าจะซบเพื่อไทย แต่เมื่ออดีตขงเบ้งแห่งกองทัพรับเทียบเชิญก่อน เลยออกอาการเบื่อๆ อยากๆ การเมือง และจวนเจียนที่จะวางมือ หลังส่ง "ลูก-หลาน" ให้ขึ้นฝั่งการเมือง ฟากใดฟากหนึ่ง

ซึ่งเท่ากับว่า "ขานี้" ยอมรับชะตากรรมและประกาศยกธงขาว

ส่วนอีกคนก็ "สิงห์เหลิม ณ บ้านริมคลอง" ที่ออกอาการไม่ยอมจำนน ด้วย "แอ๊คชั่น" สู้ยิบตา เพื่อ "คุณค่า" ทางการเมืองในพรรคเพื่อไทย



แต่ปฏิบัติการประกาศพื้นที่อำนาจของ "บิ๊กบ้านริมคลอง" ครั้งนี้ ดันไปกระทบกับ "2 ส.ส.กทม." กับอีก "1 ส.ส.อีสาน" ปริศนาซึ่งถูก "สิงห์เหลิม" ต่อว่า ว่าพูดจาพาดพิงทำให้เสื่อมค่าบ่อยครั้ง จนอาจจะต้องเรียกมา "ฟาดก้น" กันสักทีนั้น

"1 ส.ส.อีสาน" ที่ว่า ปรากฏเป็น "ส.ส." หลายสมัยจาก "เมืองเกินร้อย" ผู้เคยหาญกล้าถลกหนัง "แก๊งออฟโฟร์" ในอดีต ซึ่งครั้งหนึ่งเคยรักใคร่กับ "สิงห์เหลิม" มาในสมัยที่ได้ดีรั้งเก้าอี้ "มท.1" แต่มาผิดใจกันเพราะการให้สัมภาษณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งให้ "มิตรภาพ" ต้องขุ่นมัว เมื่อไม่นานมานี้

แต่ที่ทีเด็ด คือ "2 ส.ส.หนุ่ม กทม." จากย่านสนามบินเก่า ที่มักจะส่งสัญญาณผ่านสื่อหลายครั้งหลายหนเหมือนกันว่าไม่ชอบหน้า "ประธาน ส.ส.เพื่อไทย"

จนทำให้ "สิงห์เหลิม" แค้นฝังหุ่น เพราะในใจลึกๆ เชื่อว่า เรื่องระดับนี้ ส.ส.เด็กๆ คงคิดเอง-ทำเอง ไม่ได้



ในที่สุด "บิ๊กจ๊อก" พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ผ่านการใช้ชีวิตแบบ "ประชาชนเต็มขั้น" ไปได้ไม่นาน

ได้ฤกษ์เปิดตัวเข้าสู่ "ถนนสายการเมือง" แบบเต็มตัวด้วยการเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยที่มี "พ่อใหญ่จิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นหัวเรือกู้วิกฤต

แม้ว่าเดิม พล.อ.จิรเดชจะยัง "ชั่งใจ" อยู่ว่าจะเข้าพรรคการเมืองใดดี หรือจะตั้งพรรคการเมืองใหม่กับ "กลุ่มพ้องเพื่อน" โดยเฉพาะความสนิทชิดเชื้อกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตกรรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ไม่น้อย

แต่สุดท้าย "บิ๊กจ๊อก" ก็ตัดสินใจเลือกเข้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ถือว่าเป็น "ศัตรูหมายเลขหนึ่ง" ของกองทัพมาตลอด

ด้วยเหตุผลใดที่ทำให้นายทหารระดับสูงที่เคยเป็นถึงรอง ผบ.ทบ. และเคยเป็นส่วนหนึ่งในการ "รัฐประหาร" เมื่อครั้ง 19 กันยายน 2549 ซึ่งสมัยเจ้าตัวเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 3 ก่อนขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 ต่อจาก พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตรองปลัดกลาโหม

ทั้งนี้ คงเป็นด้วยส่วนหนึ่งที่ พล.อ.จิรเดชมีความสนิทใกล้ชิดกับ "พ่อใหญ่จิ๋ว" ที่ถือเป็นพ่อใหญ่ที่คอยดูแลบรรดานายทหารเตรียมรุ่น 9 (ตท.9) มานาน โดยเฉพาะแกนนำ ตท.9 อย่าง "บิ๊กแป๊ะ" พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ. ที่ถือเป็นพี่ใหญ่ในพ้องเพื่อน ตท.9

ด้วยความที่ พล.อ.จิรเดชก็เป็น ตท.9 เพื่อนสนิทของ พล.อ.วิชิตเช่นกัน ทำให้การตัดสินใจครั้งนี้ "มันคลิกกัน" ได้ไม่ยากนัก

เมื่อ "เพื่อนแป๊ะ" และ "พ่อใหญ่จิ๋ว" ชักชวนมารวมกันทำพรรคเพื่อไทย ดังนั้น ไม่แปลกที่ พล.อ.จิรเดชจะตอบรับ เพราะเจ้าตัวคลุกคลีอยู่ในวงการเมืองในภาคเหนือ "ยุคทักษิณ" ไม่น้อยเช่นกัน

เหตุผลหนึ่ง คือ พล.อ.จิรเดชมองอนาคตการเมือง หากเลือก "พรรคแม่ธรณีบีบมวยผม" คงยากที่จะเป็นใหญ่ทางการเมือง

และเจ้าตัวเคยปรารภกับ "คนใกล้ชิด" ว่า "ไม่รู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์เขาเป็นอย่างไร ขนาดทหารบีบคอให้ยังไม่ชนะเลือกตั้ง แล้วพอมาบริหารประเทศก็ไม่เห็นจะมีอะไรเข้าตาประชาชน"

คงด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้ พล.อ.จิรเดชตัดสินใจขอยืนฝั่งตรงข้ามกองทัพ "ยุคน้องป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก มาเดินเส้นทางสายการเมืองอย่างแท้จริง

อัลรูไวลี่

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




หลังยืดเยื้อมาจนเกือบหมดอายุความ 20 ปี ในที่สุดคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุดีอาระเบีย "นายโมฮัมเหม็ด อัล-รูไวลี่" ก็กลับมาสร้างความสะท้านสะเทือนอีกคำรบ

เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ออกหมายเรียก 4 ตำรวจ และ 1 อดีตตำรวจ นำโดย พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภาค 5 นายตำรวจคนดัง ที่เข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มแรกสมัยเป็นสารวัตรอยู่นครบาล

งานนี้เป็นผลงานทิ้งทวนของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดีดีเอสไอ ที่ตอนนี้กลายเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม

พ.ต.อ.ทวีจับคดีนี้มาตั้งแต่ปี 2547 หลังรับคดีนี้มาตามบัญชา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯในขณะนั้น

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา คดีแม้จะเดินหน้าไปอย่างช้าๆ แต่ก็เป็นระบบ และประสานข้อมูลกับทางการซาอุฯอย่างต่อเนื่อง

งานผ่านมาเป็นขั้นตอนกระทั่งได้หลักฐานสำคัญนำมาสู่การออกหมายเรียก

คดีอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯ ถือเป็น 1 ใน 3 คดีใหญ่ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุฯ ย่ำแย่มาจนทุกวันนี้

อีก 2 คดีที่เหลือคือฆ่านักการทูต และเพชรซาอุฯ

เงินหลายแสนล้านหรืออาจจะเป็นล้านล้านบาทที่ควรจะได้ทั้งจากแรงงานไทยที่ไปทำงานซาอุฯ นับแสนคนช่วงก่อนหน้านี้ และนักท่องเที่ยวเศรษฐีน้ำมันที่จะเข้ามาเมืองไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เหลือเพียงความว่างเปล่า

พล.ต.ท.สมคิด ถูกคดีนายอัล-รูไวลี่ ตามหลอกหลอนมาตลอด ตั้งแต่แรกที่ถูกดำเนินคดีก่อนอัยการสั่งไม่ฟ้อง แต่หลังจากนั้นทุกๆ รัฐบาลจะนำคดีเกี่ยวกับซาอุฯ ขึ้นมาสอบสวนทุกคราไป

เส้นทางอาชีพตำรวจของพล.ต.ท.สมคิดจึงค่อนข้างตีบตัน เพราะผู้มีอำนาจก็ไม่กล้าใช้งานหรือให้ไปรับหน้าที่สำคัญ

จนในช่วงที่เกิดการปฏิวัติปี 2549 พล.ต.ท.สมคิด ถึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้นจากการที่พี่ชายเป็นหัวหน้าสำนักงาน คมช.

กระทั่งในยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ส่งไปนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจภาค 5 ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ

เมื่อถูกออกหมายเรียก พล.ต.ท.สมคิดจึงให้สัมภาษณ์อย่างไม่พอใจ และเชื่อว่าเป็นการกลั่นแกล้ง

ในส่วนของพรรคฝ่ายค้านเองก็ได้ทีไล่ถล่มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ โดยเฉพาะประเด็นการย้ายพ.ต.อ.ทวี ออกจากเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอ ที่ทำคดีนี้อย่างต่อเนื่อง อาจจะทำให้คดีนี้และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุฯ ที่กำลังดีขึ้นย่ำแย่ลงไปอีก

นายอภิสิทธิ์ต้องพิสูจน์ว่าจริงใจในการคลี่คลายคดีดังกล่าว ด้วยการสนับสนุนการทำงานของดีเอสไอ และจัดการ"ตอ"ที่อาจจะขัดขวางอย่างจริงจัง

ไม่ต้องมาก

แค่ครึ่งเดียวที่เคยทำให้ "นายสนธิ ลิ้มทองกุล" ก็พอแล้ว!?

จาตุรนต์ ฉายแสง พูดถึง"บิ๊กจิ๋ว"-แก้รธน.

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ สัมภาษณ์พิเศษ




บิ๊กจิ๋ว-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คัมแบ๊ก รังเก่าได้ไม่นาน ก็ถูก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ รื้อฟื้นความหลังว่าเคยเตือนให้ไตร่ตรองในวันสมัครเข้าพรรคเพื่อไทย ระวังจะเป็นการทรยศชาติ

จะถอดใจลาออกเหมือนที่โดนเย้ยหยันว่า "ผู้ใหญ่ลา" หรือไม่?

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย น่าจะวิเคราะห์ได้ดี ในฐานะผู้คุ้นเคยและร่วมงานการเมืองกับพล.อ.ชวลิตตั้งแต่สมัยพรรคความหวังใหม่

แม้จะสงวนความเห็น ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์กรณีพล.อ.เปรม

แต่เจ้าตัววิเคราะห์ถึงการเข้าพรรคเพื่อไทยของพล.อ.ชวลิต พ่วงท้ายประเด็นร้อนแก้รัฐธรรมนูญไว้อย่างน่าสนใจ

-วิเคราะห์การเข้าพรรคเพื่อไทยของพล.อ.ชวลิตอย่างไร

พล.อ.ชวลิตเคยยุบพรรคความหวังใหม่มารวมกับพรรคไทยรักไทย ก่อนตั้งพรรคพลังประชาชนก็เคยไปทาบทามท่านแต่ไม่ลงตัว

ล่าสุดที่ตัดสินใจเข้ามาอีกเป็นเรื่องน่ายินดี เป็นประโยชน์ต่อพรรคเพื่อไทย หากมีระบบการทำงานร่วมกันจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาบ้านเมือง

พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคนเคารพนับถือ มีคนพร้อมจะร่วมงานมากพอสมควร ที่สำคัญมีประสบการณ์แก้ปัญหาเรื่องใหญ่ๆ ของประเทศ

ขณะนี้ปัญหาของประเทศต้องการประสบการณ์ของพล.อ. ชวลิตช่วยแก้ไข เช่น ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ท่านเป็นผู้ได้รับการยอมรับมาก เคยร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ เช่น ออกคำสั่ง 66/23 (แนวทางต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์) ที่เปิดโอกาสให้คนที่มีความเห็นขัดแย้งแตกต่างกลับมาอยู่ร่วมกัน แก้ปัญหาโดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน รวมทั้งการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน

-ข้ออ้างเรื่องสมานฉันท์เป็นแบบใด

ท่านพูดเช่นนี้ เพราะอดีตคนเคยรบกันยังสามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่ฆ่ากันให้หมด ควรเปิดโอกาสให้มาร่วมมือกัน เท่ากับส่งสัญญาณว่าท่านมีแนวคิดแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยไม่ใช้การประหัตประหารหรือแพ้ชนะกันไปข้างใดข้างหนึ่ง

เป็นเรื่องดี หากปฏิบัติตามแนวทางของท่านจะทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมีช่องทางโดยไม่ต้องแตกหัก

-พล.อ.ชวลิตมีคดีสลายม็อบติดตัวจะสมานฉันท์ได้หรือ

เรื่องคดีก็ต้องว่ากันไป คนที่เกี่ยวข้องกับซีกที่ไม่สนับสนุนระบบปัจจุบันมีโอกาสถูกเล่นงานได้มากเสมอ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในการเมืองต้องพร้อมจะถูกเล่นงาน เป็นเรื่องธรรมดา

นอกจากพล.อ.ชวลิตยังมีอีกหลายคนที่จะถูกเล่นงานต่อโดยกลไกของระบบนี้ ต้องต่อสู้กันไป ส่วนทางการเมืองก็ต้องทำหน้าที่ด้วย

-หลังจากนี้จะเห็นความเปลี่ยนของทิศทางการทำงานพรรค

ท่านอยากให้พรรคเพื่อไทยทำงานเป็นระบบ ร่วมกันตัดสินใจมากขึ้น ถือเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ เพราะจะมีบุคคลหลายคนเข้ามาในพรรค

ถ้าจัดระบบรองรับให้ดี ตัดสินใจร่วมกันโดยคำนึงถึงความเป็นพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา คือทำงานให้เข้าตาประชาชน ปรับปรุงบทบาทในสภาให้มากขึ้น รวมถึงเตรียมการนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

-มาช่วยเตรียมวางยุทธศาสตร์สู้ศึกเลือกตั้ง

ต้องเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว คนที่เข้าพรรคการเมืองตอนนี้ซึ่งไม่ใช่ส.ส. ต้องช่วยกันเตรียมการเลือกตั้งครั้งหน้า มาช่วยกันรวบรวมความเห็น ปรับปรุงการทำงาน หากทำตามคำแนะนำของพล.อ.ชวลิตได้จะเป็นเรื่องดี

ผมอยากเห็นพรรคพัฒนาเป็นระบบมากขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ส่วนการจัดระเบียบส.ส.ขึ้นอยู่กับพรรค โดยเฉพาะ ระบบที่ต้องตัดสินใจ ชี้แจงสื่อสารการเมืองในทิศทางเดียวกันอย่างมีพลัง

-พล.อ.ชวลิตมาอยู่ยาวหรือแค่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ไม่ทราบเหมือนกัน ที่ผ่านมามีโอกาสคุยกับท่านบ้างแต่ยังไม่ได้ซักถามอะไรมาก

ส่วนการทำงานร่วมกับร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธานส.ส. ไม่น่ามีปัญหาเพราะเคยร่วมงานพรรคความหวังใหม่มาก่อน ตอนมารวมอยู่กับพรรคไทยรักไทย พล.อ.ชวลิตก็มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

ในแง่ตัวบุคคล ไม่ห่วง แต่อยากให้คนในพรรคเพื่อไทยทำ ตามข้อเสนอของพล.อ.ชวลิตให้มากๆ คื เวลาทำงานต้องสื่อสารประสานงานในพรรคให้ชัดเจนว่าตัดสินใจโดยใคร

ไม่ใช่ต่างคนต่างทำหรือทำกระจัดกระจาย จะกลายเป็นปัญหาเหมือนกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้

-มองการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร

ไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้แน่นอน เสียงส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย ต้องรอให้ผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า จากนั้นดูว่าพรรคเพื่อไทยที่เสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี"40 จะได้เสียงข้างมากเพียงพอหรือไม่

การแก้ทั้งฉบับหรือเอารัฐธรรมนูญปี"40 มาเป็นหลัก ต้องได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯซึ่งคงไม่พอ ต้องหาผู้สนับสนุนเพิ่มเติมจากพรรคอื่นและส.ว.

วิธีที่อาจเป็นไปได้กรณีเสียงยังไม่พอ ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากพอที่จะเป็นรัฐบาลก็สามารถทำประชามติ ถามประชาชนว่าจะแก้ทั้งฉบับโดยเอาปี"40 หรือ ปี"50 เป็นหลัก ถ้าประชาชนเห็น ด้วยว่าให้เอาปี"40 ก็จะเกิดขึ้นได้ แต่ต้องรณรงค์อย่างกว้างขวางและจริงจัง

ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยจับประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญอยู่บ้างแต่ยังไม่ค่อยเน้น การเคลื่อนไหวนอกสภาหรือกลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่ค่อยพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ เพิ่งมาพูดเมื่อวันที่ 11 ต.ค.

ถ้าทั้งสองส่วนทำอย่างจริงจัง มีแนวร่วมกว้างขวาง ทำความเข้าใจกับประชาชนให้มาก อาจเดินไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญโดยเอาฉบับปี"40 เป็นหลักได้สำเร็จ

แต่หากไม่เคลื่อนไหวจริงจังคงเกิดขึ้นได้ยาก บางทีประเทศอาจเจอวิกฤตก่อนทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองขัดแย้ง ประชา ชนเดือดร้อน รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ทหารอาจฉวยโอกาสยึดอำนาจฉีกรัฐธรรม นูญอีกก็เป็นได้

ฉะนั้นโอกาสแก้ทั้งฉบับได้สำเร็จดูแล้วไม่มากเท่าไหร่

-เค้าลางการแก้ไขรัฐธรรมนูญริบหรี่

ยากมาก ประชาธิปัตย์เองก็ไม่อยากแก้ ให้แกนนำระดับอดีตหัวหน้าพรรคออกมาพูดเป็นระยะๆ ว่าไม่เห็นด้วย ประกอบกับท่าทีของนายกฯ ที่พูดกลับไปกลับมาว่าจะเอา 2 ประเด็น หรือจะทำประชามติก่อนนั้น

ยิ่งชัดเจนเมื่อพรรคเพื่อไทยบอกว่า ไม่ร่วมสังฆกรรมกับวิป 3 ฝ่าย นายกฯ รีบบอกทันทีว่าจะแก้ทำไม เหมือนเข้า ล็อกและตรงกับสิ่งที่นายกฯต้องการเพราะเมื่อฝ่ายค้านประกาศเช่นนั้น นายกฯก็โล่งอกว่าไม่ต้องแก้รัฐ ธรรมนูญ

เป็นข้อพิสูจน์ว่านายกฯไม่ต้องการแก้ ดังนั้นจะไปโทษพรรคเพื่อไทยก็ไม่ถูก

แต่บังเอิญพรรคเพื่อไทยไปพูดจนสับสนว่าการแก้ 6 ประเด็นทำตามพรรคประชาธิปัตย์กับรัฐบาล

ทั้งที่ความจริงเขาไม่ต้องการแก้โดยให้เหตุผลว่าหากทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง ฝ่ายค้านไม่ต้องการแก้ เขาจะยกเป็นข้ออ้างว่าที่แก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จส่วนหนึ่งเป็นเพราะพรรคเพื่อไทย

แนวโน้มจึงยากมากขึ้นที่จะแก้ไข ยกเว้นลงประชามติระหว่างปี"40 หรือปี"50 ว่าเห็นด้วยกับกรรมการสมานฉันท์ฯ หรือไม่ ถ้าประชาชนลงมติว่าให้แก้ ฝ่ายรัฐสภาอาจต้องทำตาม แต่ยากมากการทำประชามติก็จะโต้แย้งกันอีกว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

-สมาชิก 111 อยู่เบื้องหลังการกลับมติแก้รัฐธรรมนูญ

ท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่เปลี่ยนไป ตอนแรกสนับสนุนแนว ทางคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ร่วมมือกับวิป 3 ฝ่าย ต่อมากลับลำโดยโทษว่าสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เกี่ยวข้องนั้น

ความจริงแล้วแกนนำพรรคเพื่อไทยไปขอแรงและเชิญเขามาช่วยให้คำแนะนำ ดังนั้นต้องไปตกลงกันให้ชัดเจนว่ามติพรรคจะเกิดจากที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค หรือมติของที่ประชุมส.ส. กันแนˆ

-ข้อแนะนำที่จะเป็นทางออก

พรรคเพื่อไทยต้องสรุปบทเรียนการตัดสินใจ ร่วมมือกับฝ่ายอื่นๆ ในสภาในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชน รวมถึงพรรค กลุ่มคนเสื้อแดง หรือฝ่ายต่างๆ ควรเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง ในยกนี้ข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เป็นไปได้มากแล้ว

อาจลำบากที่จะบีบให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว แต่อย่างน้อยสังคมจะได้รับรู้ว่ารัฐบาลคิดอย่างไร เปิดเผยความไม่จริงใจออกมาได้เร็วแค่ไหน สุดท้ายก็จะเห็นความไม่จริงใจนี้ รวมความแล้วการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่เกิดขึ้น

รัฐบาลต้องถอยกลับไปนับที่ศูนย์ใหม่ กลายเป็นวังวนเดิมๆ ไม่สิ้นสุด

ต้อนรับไตรรงค์

ที่มา เดลินิวส์

บังเอิญมากเลย มีระเบิดแสวงเครื่องลงหน้าสำนักงาน ป.ป.ช. จับมือใครดมไม่ได้ แต่รัฐบาลมาร์คถือโอกาสประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงในเขตดุสิต ตั้งแต่ 15 ต.ค.-25 ต.ค.ทันที

ตอน 7 ต.ค.ม็อบเสื้อเหลืองชุมนุม ลานพระบรมรูปฯ สบายมาก พลอยให้เสื้อแดง ที่ชุมนุมต่อหลังจากนั้น 11 ต.ค. ได้เกาะชายผ้าเหลืองด้วย

คงใจไม่ด้านพอ จะใช้ กฎหมาย 2 มาตรฐาน ที่เห็นกันทั้งโลก ต้องจำใจปล่อยผีซักครั้ง

คราวนี้ได้ที จะมีประชุมอาเซียนซัมมิทหัวหิน 23-25 ต.ค. เลยประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงใน กทม.ซะเลย เพราะม็อบเสื้อแดงจะชุมนุม 17 ต.ค. และ 24 ต.ค. อ้างมีเหตุร้ายยึดทำเนียบฯ (แต่คนยึดจริง ลอยนวล)

แล้วบ้านเมืองจะสันติสุขได้ยังไง เมื่อความเป็นธรรม ไม่เกิด

ที่จริง วันนี้ตั้งใจจะเขียนถึงเรื่อง อาจารย์ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่มาแทน กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ซึ่งโยกไปเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทน นิพนธ์ พร้อมพันธุ์

เป็นดอกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์จากฮาวาย

แต่ที่สำคัญคือ มีวุฒิภาวะ ใจกว้าง มีเมตตา แถมมีอารมณ์ขัน อภิปรายทีไร หัวเราะกันครืน เพราะชอบติเพื่อก่อ เพื่อนสื่อเลยเพียบ

หาใครเกลียดอาจารย์ไตรรงค์ได้ลงคอ ลำบากมาก !!!

แต่ถึงจะมีอารมณ์ขัน ก็ใช้หลักการนะ ไม่ใช่หลักกู ยกตัวอย่างซัก 2 เรื่อง เป็นไง

เรื่องล่าสุด ประธานสภา จะเอาเงิน 160 ล้านไปทำโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยให้กำนันผู้ใหญ่บ้านพูดตรง ๆ จะเอาเงินไปหาเสียงกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน นั่นล่ะ

ในฐานะรองประธานกรรมาธิการงบประมาณสภา ก็ไม่ให้ ผิดกฎหมาย ทั่นประธานโกรธมาก เลยไม่ยอมบรรจุวาระงบประมาณเข้าสภา

แถมไปฟ้องนายกฯ ต้องเอางบกลางสำนักนายกฯให้แทน เพื่อยุติศึก

ยังมีอีก สมัยหนึ่งชอบมีจดหมายน้อยจาก อดีตหัวหน้าพรรค (เป็นใครไปถามกันเอง) ส่งมาตอนอภิปราย ให้ด่าคนนั้น ด่าคนนี้ อาจารย์บอก ตรูก็มีความรู้ จบดอกเตอร์ เรื่องอะไรให้มาจูงจมูกง่าย ๆ (วะ)

ยกมา 2 เรื่องพอหอมปากหอมคอ ให้เห็นตัวตนคนชื่อ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี หรือ สามสี ภูเขาทอง ในมุมที่พอรู้จักกันมานานหลายสิบปี

กล้าบอกได้เลยว่า นายกฯมาร์ค โชคดีมาก ที่ได้ ดร.ไตรรงค์ มาเป็นรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ.

ดาวประกายพรึก

เสื้อแดงทยอย ร่วมชุมนุม คุมเข้มทำเนียบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_40265

กลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนเริ่มทยอยเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ หลังการตั้งเวทีปราศรัยแล้วเสร็จเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ส่วนด้านในทำเนียบรัฐบาล มีกำลังเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังดูแลเข้ม.....

ผู้สื่อข่าวรายงานเช้าวันนี้(17 ต.ค.)ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนเริ่มทยอยเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ หลังการตั้งเวทีปราศรัยแล้วเสร็จเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ของกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ช่วยกันติดตั้งเครื่องขยายเสียงและไฟส่องสว่างเวทีปราศรัย บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ถนนพิษณุโลก โดยเปิดช่องทางการจราจรบนถนนพิษณุโลก 1 ช่องทาง ให้ยานพาหนะแล่นผ่านได้ ซึ่งล่าสุดพบว่าผู้ชุมนุมบางส่วนเริ่มเดินทางมาปักหลักบริเวณนัดหมาย ก่อนที่การชุมนุมจะเริ่มขึ้นในเวลา 13.00 น.ของวันนี้

ส่วนด้านในทำเนียบรัฐบาล มีกำลังตำรวจคอยสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวและอารักขาสถานที่อย่างเข้มงวด หลังรั้วลวดนาม พร้อมด้วยรถดับเพลิงจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร

สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง มีการเตรียมกำลังตำรวจ ทหาร กว่า 6,600 นาย คอยรักษาความสงบเรียบร้อยของสถานที่สำคัญทั้งทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ และสำนักงาน ป.ป.ช. รวมทั้งมีการตั้งจุดตรวจรอบทำเนียบรัฐบาลจำนวน 8 จุด และมีการบันทึกคำปราศรัยของกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย

พ.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า มาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันนี้ ภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ในพื้นที่เขตดุสิต ทางเจ้าหน้าที่จะตรึงกำลังเข้มตามจุดต่าง ๆ และจุดตรวจร่วมทั้ง 8 จุด ซึ่งสถานการณ์โดยทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย.

แค่เพื่อนไม่ใช่ 'ลูกป๋า'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_40203

ฟังให้ดีๆแค่ในฐานะเพื่อนนะ ไม่ใช่ "ลูกรักคนหัวปีของป๋า"

โดยสัญญาณที่จับอารมณ์ได้จากประโยคคำพูดของ "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่สื่อสารไปถึง "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหอกพรรคเพื่อไทย

เป็นอะไรที่ตอกย้ำถึงคำเตือนแรงๆ

"บิ๊กจิ๋ว" เข้าพรรคเพื่อไทยต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ ระวังจะเป็นคนทรยศชาติ

"ป๋าเปรม" ส่งสัญญาณคลื่นความถี่สูงเลย


และตามรายงานบรรยากาศเบื้องหลังของนักข่าว คิวนี้ "ป๋าเปรม" ขอกำกับคิวเอง แสดงความประสงค์ชัด "ผมจะไม่ให้สื่อมวลชนตั้งคำถาม แต่ผมจะพูดเรื่องจิ๋วเอง"


สรุปว่า "ตั้งใจมาตั้งแต่บ้านเลย"


แน่นอน ระดับนี้ตั้งท่าส่งสารทางอากาศถึงกัน มันต้องมีนัยอยู่แล้ว


ที่แน่ๆโดยจังหวะที่บังเอิญพอดี "ป๋าเปรม" ออกมาพูดถึง "บิ๊กจิ๋ว" ก่อนหน้า 2 วัน ที่กองทัพเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 17 ตุลาคม ทวงถามความคืบหน้าของการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ถือเป็นคิวประเดิม "บิ๊กจิ๋ว" รับบทแม่ทัพใหญ่พรรคเพื่อไทย แท็กทีมกับทีมงานหัวแถว "จปร.7" ทั้ง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภา พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.รมน. ไม่นับคิวของขุนพลเตรียมทหารรุ่น 10 ที่เพิ่งตบเท้าร่วมทีมกับนายใหญ่


ชักแถวรวมพล "ทหารเฒ่าไม่มีวันตาย"

ตามสถานการณ์ "เบื้องลึก" ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็หวั่นอกหวั่นใจ เช็กความชัวร์กับบรรดาแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวันร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านพิษณุโลก อ่านกันตามประสบการณ์จะมีอะไรในกอไผ่มั้ย

ที่แน่ๆมีการต่อสายเช็กกับทีมงานฝ่ายความมั่นคงตลอดเวลา

เอาเป็นว่า ถ้าวันที่ 17 ตุลาคม มีเหตุป่วนเหนือความคาดหมาย


โดยจังหวะที่ "ป๋าเปรม" ออกมาดักหน้าไว้ เครื่องหมายคำถามก็คงจะพุ่งไปที่ตัวละครเอกอย่าง "บิ๊กจิ๋ว" อย่างเลี่ยงไม่ได้

คิวนี้บรมเซียนรุ่นเก๋าเขา "แก้เหลี่ยมสนุ้กเกอร์" กัน


แต่ทั้งหมดทั้งปวง ตามสัญญาณที่จับได้ ไล่กันตั้งแต่นาทีที่ "บิ๊กจิ๋ว" หวนคืนสังเวียนรับบทแม่ทัพเครือข่ายนายใหญ่ ก่อนจะส่งซิกไปหา "ป๋าเปรม" ทำนองน้อยอกน้อยใจ "ป๋าเปรม" ปิดประตูใส่ ไม่รับเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์

แม้แต่ตอนลาบวชยังไม่ได้เข้าขออโหสิกรรม

ทำให้ "โซ่ข้อกลาง" ขึ้นสนิม จำเป็นต้องเลือกข้างมาอยู่กับฝ่าย "ทักษิณ" เพื่อหาช่องทางเจรจาไปสู่เป้าหมายสมานฉันท์กันใหม่


และก็เป็น "ป๋าเปรม" ที่ตั้งใจออกมาส่งสัญญาณแรงๆกลับ เคยเตือน "บิ๊กจิ๋ว" แล้วก่อนที่จะตัดสินใจเข้าพรรคเพื่อไทยให้คิดดีๆ ระวังจะเป็นคนทรยศชาติ

แต่แค่พูดในฐานะเพื่อน ไม่ใช่ลูกรัก

บ่งบอกระยะห่าง ความสัมพันธ์ "ป๋าเปรม-บิ๊กจิ๋ว" ไม่เหมือนครั้งอดีตอีกต่อไป

สถานการณ์กลับมา "เขม็งเกลียว"

โดยยุทธศาสตร์หนีไม่พ้น ลุ้นระทึกเกมกดดัน "วัดใจ"

ต้องมีรายการ "ปล่อยของ" ประลองกำลัง หยั่งเชิงกันแน่

และล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านทวิตเตอร์ บอกแฟนๆตอนนี้บินไปตากอากาศอยู่แถวๆประเทศปาปัวนิวกินี

ในจังหวะกองทัพเสื้อแดงรวมพล "ทักษิณ" ออกจากฐานที่มั่นเมืองดูไบ

ยิ่งเร้าอารมณ์กันไปใหญ่

และโดยปรากฏการณ์ที่ส่อเค้าจะเลยเถิด กับ "ข่าวลืออัปมงคล" ที่จงใจปล่อยออกมาจากสำนักข่าวต่างประเทศ เข้ามาป่วนเมืองไทย

กระตุกขวัญพวกหูเบา

โดยผลที่แรงตามคาด ทุบตลาดหุ้นรูดไป 50 กว่าจุด ภายใน 2 วัน

มาร์เก็ตแคปหายไป 4 แสนกว่าล้านบาท

การเมืองไร้อนาคต เศรษฐกิจแทบจะปิดฉากเลย.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ประตูลงกลอน

ที่มา ไทยรัฐ

ถ้าไม่มีวาระจำเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีละรัฐบุรุษจะไม่ออกมาพูดเปิดใจเรื่องส่วนตัว
แต่ครั้งนี้มี "วาระจร" ที่ "ป๋าเปรม" จำเป็นต้องชี้แจงเรื่องสำคัญ

เพราะถ้าไม่รีบออกมาชี้แจง สังคมอาจจะตีความไปใหญ่โต

"วาระจร" คือประเด็นร้อนๆที่ "พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ" ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย พูดพาดพิงถึง "ป๋่าเปรม" โดยตรง

เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ 2 คน ที่เคยรู้ใจกันมายาวนาน แต่ช่วงหลังๆจูนเคลื่อนความถี่ไม่ตรงกัน จึงต้องใช้การสื่อสารผ่านสื่อมวลชน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ "ป๋าเปรม-บิ๊กจิ๋ว" ที่เคยสนิทแนบแน่นต้องเปลี่ยนแปลง

คือการที่ "บิ๊กจิ๋ว" เลี้ยวยูเทิร์นไปรับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ตามคำขอร้องของ "อดีตนายกฯทักษิณ" หัวหน้า พรรคตัวจริง

ก็เท่ากับบิ๊กจิ๋วเปลี่ยนบทบาทจากโซ่ข้อกลางไปเป็นฝ่ายทักษิณเต็มตัว

"บิ๊กจิ๋ว" ชี้แจงว่า การตัดสินใจเข้าไปถือหางเสือพรรคเพื่อไทย ก็เพื่อผลักดันแนวทางสมานฉันท์แก้ปัญหาแตกแยกในสังคมไทย

"บิ๊กจิ๋ว" บอกว่า ได้ขอเข้าพบ "ป๋าเปรม" เพื่อขอกราบเรียนชี้แจงเหตุผลที่รับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย

แต่ก็ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพบเหมือนเดิม

ตอนที่ "บิ๊กจิ๋ว" จะลาบวช ก็ได้ติดต่อขอไปกราบอโหสิกรรม "ป๋าเปรม" ตามประเพณี

ก็ถูก "ป๋าเปรม" ปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใย

"บิ๊กจิ๋ว" ยืนยันว่า ถึงแม้สถานการณ์ เปลี่ยนไป แต่ยังรักเคารพ "พล.อ.เปรม" ไม่ เปลี่ยนแปลง

คำพูดของ "บิ๊กจิ๋ว" จึงทำให้ "ป๋าเปรม" ต้องออกมาเปิดใจ

"ป๋าเปรม" ยอมรับเป็นเพื่อนรักกับ "บิ๊กจิ๋ว" มาหลายสิบปี ได้เคยร่วมกันทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองมาแล้วมากมาย

ถึงวันนี้ ความเป็นเพื่อนก็ยังมีเหมือนเดิม

เมื่อเห็นว่า "เพื่อน" จะทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ในฐานะเพื่อนก็ต้องเตือนด้วยความหวังดี

ป๋าเปรม ยอมรับว่าตอนที่มีข่าวว่า "บิ๊กจิ๋ว" จะรับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย "ป๋า" ได้ฝากคนใกล้ชิดไปเตือน "จิ๋ว" ให้คิดรอบคอบไตร่ตรองให้ดีก่อนตัดสินใจ

ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นคนทรยศชาติบ้านเมือง??

การที่ "ป๋าเปรม" เตือนแรงขนาดนี้ ก็หวังให้ "บิ๊กจิ๋ว" ถอนตัว

แต่เสียงเตือนแรงๆจาก "ป๋าเปรม" ก็ไม่ทำให้ "บิ๊กจิ๋ว" เปลี่ยนใจ

อย่างไรก็ดี ป๋าเปรม ยังพร้อมเปิดประตูบ้านสี่เสาให้ บิ๊กจิ๋ว ในฐานะเพื่อนเก่า เข้าพบเช่นเดิม

เพียงแต่ "ป๋า" เห็นว่าสถานการณ์ช่วงนี้ยังไม่เหมาะที่ "เรา" จะพบกัน

และถ้าจะพบก็มีเงื่อนไขว่าป๋าจะไม่พูดเรื่องการเมือง

ถ้าจะเจรจาเรื่องการเมือง ประตูบ้านสี่เสาปิดล็อกกุญแจ!!

แปลไทยเป็นไทยก็คือ "ป๋าเปรม" กับ "บิ๊กจิ๋ว" จบกันอย่างสิ้นเชิง

ความจริงมันจบไปแล้วตั้งแต่ "บิ๊กจิ๋ว" รับตำแหน่งรองนายกฯในรัฐบาลสมชาย

เข้าตำรา สายน้ำไม่ไหลกลับ ความสัมพันธ์ไม่หวนคืน

"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่า "ป๋าเปรม" กับ "บิ๊กจิ๋ว" คือลูกพี่ลูกน้องที่เติมเต็มส่วนขาดของกันและกัน

ผลสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของนโยบาย 66/23 คือสิ่งยืนยันที่เห็นชัดเจน

"บิ๊กจิ๋ว" ได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ตั้งแต่อายุ 53 ปี เพราะ "ป๋าเปรม" ผลักดัน

"ป๋าเปรม" ได้นั่งเก้าอี้นายกฯยาวถึง 8 ปี ก็เพราะ "บิ๊กจิ๋ว" เป็นผู้ค้ำบัลลังก์

"ป๋าเปรม" เป็นนายกฯ 8 ปี ไม่เคยถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะ "บิ๊กจิ๋ว" เดินเกมใต้ดินเคลียร์ให้ "ป๋า" ได้ทุกที

เรื่องนี้ต้องให้ "ปู่ชัย ชิดชอบ" ช่วยยืนยัน.


แม่ลูกจันทร์

หน่วยข่าวหวั่น ม็อบ17ต.ค. ป่วนถกอาเซียน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_40230

หวั่นรัฐบาลปิดกั้นม็อบ นปช.17ต.ค.ชนวนขัดขวางประชุมอาเซียน หากรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ อาจมีสมาชิกหลายประเทศยกเลิกการเดินทางเข้ามาร่วมประชุมอาเซียน....

จากการประชุมร่วมกันประเมินสถานการณ์รักษาความปลอดภัยการประชุมอาเซียน ครั้งที่ 15 ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบศิรีขันธ์ ที่ศูนย์ร่วมหน่วยข่าวเฉพาะกิจการประชุมอาเซียน อ.หัวหิน จ.ประจวบศิรีขันธ์ โดยมีหน่วยข่าวทหารเป็นเจ้าภาพ และตัวแทนของเจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้านข่าวกรองทุกหน่วยเข้าร่วมประชุม ได้แก่ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ หน่วยข่าวทหารทุกเหล่า หน่วยข่าวกระทรวงมหาดไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ ตำรวจสันติบาล และตำรวจภูธรภาค 7 เจ้าของพื้นที่

โดยจากการประเมินสถานการณ์ทุกฝ่ายมั่นใจไม่มีเรื่องการก่อการร้าย และการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนในพื้นที่ โดยสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายเป็นห่วงคือการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ที่มีการเคลื่อนไหวขัดขวางกิจกรรมของฝ่ายรัฐบาล และการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ กทม. ซึ่งเท่ากับเป็นการขัดขวางการเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นของกลุ่มเสื้อแดง ยั่วยุจนจนทำให้ต้องเคลื่อนการชุมนุมเข้ามาขัดขวางการประชุมอาเซียน โดยเจ้าหน้าที่ข่าวทุกหน่วยชี้ว่าสถานการณ์ชุมนุมวันที่ 17 ต.ค.2552 ของกลุ่มนปช.เป็นเครื่องชี้วัดว่ากลุ่มนปช.เข้ามาขัดขวางการประชุมอาเซียนหรื่อไม่ เนื่องจากนโยบายปิดกั้นการชุมนุมของรัฐบาล เพราะผู้นำและรมว.ประเทศสมาชิกอาเซียนเฝ้าติดตามข่าวเรื่องนี้ หากรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไม่ได้อาจมีสมาชิกหลายประเทศยกเลิกการเดินทางเข้า มาร่วมประชุมอาเซียน.