WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 19, 2009

ผมเป็นคนไท...

ที่มา thaifreenews

โดย...ธนโชติ วงศ์จันทร์ชมภู
ชมรมคนรักประชาธิปไตย หัวใจสีแดง
จังหวัดหนองบัวลำภู

"รัฐบาลนี้กลัวความจริงและคุกคามแทรกแซงสื่อ"

@@@@@@@@@@@@


"ายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระบุว่าไม่มีใครกล้าให้ออกสื่อเพราะ รัฐบาลนี้กลัวความจริง ใจแคบและขี้ตกใจ ว่า รัฐบาลนี้ไม่เคยกลัวความจริง พร้อมที่จะเผชิญข้อเท็จจริงทุกเรื่องตลอดเวลา แต่คนที่กลัวความจริง คือ คนที่ไม่กล้าพิสูจน์ตัวเองกับศาล เมื่อถูกตัดสินให้จำคุกจากการใช้อำนาจหน้าที่ก็เป็นนักโทษหนีคุก ร่อนเรพเนจรในต่างประเทศ และไม่กล้าที่จะกลับมาพิสูจน์ข้เท็จจริง จึงอยากถามว่า ใครกันแน่ที่มีพฤติกรรมกลัวความจริงใจแคบขี้ตกใจพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนที่พูดเอาแต่ได้ ลืมไปว่าตัวเองมีสถานะเป็นนักโทษหลบหนีคดี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า รัฐบาลแทรกแซงสื่อหนักกว่ายุคสมัยของตนเองนั้น อยากเรียนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าใจว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่เคยแทรกแซงสื่อ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ไม่เคยมีพฤติกรรมเข้าควบคุม หรือเทกโอเวอร์สื่อ แต่ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ มีการแทรกแซงสื่อ โดยใช้เงินซื้อโฆษณาเป็นเหยื่อล่อ หากสื่อสำนักใดควบคุมไม่ได้ ก็สั่งคนของตัวเองไปซื้อหุ้น หรือกิจการของสำนักพิมพ์ หรือสื่อมวลชนคนใดไม่ยอมเป็นพวก ก็ให้ ปปง.และกรมสรรพกร เข้าไปตรวจสอบภาษีและบัญชีเงินฝากดังเช่นที่เคยเกิดมาแล้ว ถือเป็นยุคมืดของวงการสื่อสารมวลชนไทย ที่มีการคุกคามสื่อมวลชนที่รุนแรงที่สุด" (นสพ.ไทยรัฐ ฉบับที่ 18878 ประจำวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2552 หน้าที่ 16 หัวข้อ "ตอก" ทักษิณไม่กล้าพิสูจน์ความจริง")

มื่อผู้เขียนได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ โฆษกฯ ผู้ปากกล้าปากเก่งคนนี้แล้ว ก็รู้สึกเข็ดเขี้ยวอดใจที่จะเขียนถึงไม่ได้ กล้าพูดออกมาได้อย่างไรว่า "รัฐบาลชุดนี้ไม่เคยกลัวความจริง พร้อมที่จะเผชิญข้อเท็จจริงทุกเรื่องตลอดเวลา" คำพูดกับพฤติกรรมการกระทำของ"รัฐบาลชุดนี้" โดยเฉพาะ "พรรคประชาธิปัตย์" มักเป็นอะไรที่สวนทางกับความจริงเสมอ




ท่านผู้อ่านคงยังจำได้กับเหตุการณ์ในรัฐสภา เมื่อคราวที่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง อภิปรายในสภาโดยได้ขออนุญาตท่านประธานฯ เพื่อนำคลิปเสียงของ"นายกอภิสิทธิ์" พูดสั่งการให้เกิดการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชน และการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ช่องของคนเสื้อแดงในช่วง"สงกรานต์เลือด" ไปเปิดในสภาเมื่อได้ตั้งกระทู้ถาม ปรากฎว่า พวก สส.ประชาธิปัตย์โดยเฉพาะ"บรรดา ขุนพลสอพลอ"ทั้งหลาย ต่างกีดกันสุดลิ้มทิ่มประตู ไม่ยอมให้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม นำคลิปเสียงไปเปิดในสภา สส.เหล่านั้นทั้งดิ้นทั้งเต้น ุกลี้ลุกลน ประท้วงกันอุดตลุด ปากสั่นคอสั่น "แสดงพฤติกรรมกลัวความจริง" จนประชาชนที่ดูแล้วเขา"เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย" ว่าคลิปเสียงนั้นเป็นจริงหนักเข้าไปอีก และก่อนหน้าที่จะมีการเปิดอภิปรายที่รัฐสภา ทันทีที่คลิปเสียงนี้ออกเผยแพร่ ไพร่พลของประชาธิปัตย์ ก็แสดงอาการหวาดกลัวคลิปเสียงนี้อย่างเห็นได้ชัด ตอบโต้โวยวายกันทั่วหน้า ทั้งขู่จะปิดเว็บไซต์ ขู่จะปิดสถานีวิทยุ ขู่จะดำเนินคดีตามกฎหมายหากใครนำคลิปเสียงนั้นออกเผยแพร่ สาเหตุที่พวกพลพรรคของรัฐบาลดิ้นกัน


พล่าน ๆ นั้น เพราะอะไรถ้ามิใช่เพราะ"กลัวความจริง" กลัวประชาชนจะรับรู้ความจริงว่า เสียงที่พูดในคลิปนั้นเป็นเสียงของ นายกอภิสิทธ์ จริง การแสดงพฤติกรรมดังที่กล่าวมา จะเรียกว่าอะไรถ้าไม่เรียกว่า "พฤติกรรมกลัวความจริง"


ความจริงอีกอย่างหนึ่งที่รัฐบาลชุดนี้ กลัวมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ "กลัวการเลือกตั้ง" กลัวว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่เลือกพรรคตน


ยิ่งมาเห็นผลการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร และ จ.ศรีสะเกษ ที่ประชาชนสอนมวยพวก"เนรคุณ" ยิ่งกลัวหนักเข้าไปอีก จนนายอภิสิทธิ์ ไม่กล้าที่จะยุบสภา ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์บีบครั้น ทุกด้าน และการบริหารงานห่วยแตก นั้นเพราะ "กลัวจะรับกับความจริงในผลการเลือกตั้ง" ไม่ได้นั้นเอง


ส่วนข้อที่โฆษกสอพลอบอกว่า "คนที่ไม่กล้าพิสูจน์ตัวเองกับศาล เมื่อถูกตัดสินให้จำคุกจากการใช้อำนาจหน้าที่ก็เป็นนักโทษหนีคุก...จึงอยากถามว่าใครกันแน่ที่กลัวความจริง นี่แหละคือ นิสัยซึ่งนิยมพูดแบบ "เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น" ประชาชนเขารับรู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 "เผด็จการทหาร" ที่เรียกว่า คมช.ได้เข้าควบคุมกระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง เพื่อทำลายล้าง"ระบอบทักษิณ" ไม่ว่าจะเป็นการออกกฏหมาย และจัดทำ"รัฐธรรม"ขึ้นใหม่ แล้วยังแต่งตั้งเครือข่ายของตนไปดำรงตำแหน่งในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะ คตส.,กกต.,ปปช.,ตุลาการ ของศาลต่าง ๆ และทุกคนที่เข้าไปอยู่ในกระบวนการเหล่านั้น ล้วนแต่เป็น"ปฎิปักษ์"กับ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งนั้น แล้วมาพิจารณาว่าความตัดสินคดี "พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ" อย่างนี้ความ"ยุติธรรม" ยังจะเหลืออยู่หรือ ความจริงข้อนี้คุณโฆษกปากสอพลอทำไมไม่พูดถึง


อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคฯ บอกว่า "รัฐบาลนี้ไม่เคยแทรกแซงสื่อ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ไม่เคยมีพฤติกรรมเข้าควบคุมสื่อ" ประเด็นนี้มีส่วนถูกอยู่บ้างครึ่งหนึ่ง หมายความว่า ก็ในเมื่อ "สื่อกระแสหลัก" เช่นโทรทัศน์ หรือสื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับนั้น รัฐบาลไม่ต้องไปแทรกแซงไม่ต้องไปควบคุมอะไรนักหนา สื่อเหล่านี้มันก็เข้าข้างรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะ "สื่อแพศยา" และ "สื่อทาส" พวกนี้มันถูก "เผด็จการอำมาตยา" ดึงเอาไปเป็นพรรคพวกเกือบหมดแล้วหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


แต่ประเด็นการแทรกแซงสื่อของรัฐบาลชุดนี้มันอยู่ที่ "สื่อที่เป็นกลาง" และ "สื่อฝ่ายนิยมประชาธิปไตย" ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล วิพากษ์ วิจารณ์รัฐบาลต่างหาก เหตุการณ์กรณีของ "คุณจอม เพชรประดับ" ซึ่งผ่านมาไม่นานนี้เป็นตัวอย่างที่บ่งบอกว่า "รัฐบาลนี้คุกคามสื่อ" ได้ดีที่สุด อย่าว่าแต่คุณจอมเลย ใครก็ได้ในพวก"สื่อกระแสหลัก" ลองแหลมออกมาเสนอความจริงที่ขัดกับความรู้สึกของรัฐบาลนี้ดู ก็ต้องเจอแบบเดียวกับคุณจอม นั้นแหละ จะมีก็แต่ "สื่อฝ่ายนิยมประชาธิปไตย"อย่าง"ไทยเรดนิวส์ " นี่แหละ ที่กล้าแฉความเลวร้ายของรัฐบาลนี้ (ตามนโยบายของท่าน บก.ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น ที่เคยเขียนตอบจดหมายท่านผู้อ่านที่หวังดีว่า ซึ่งมีใจความประมาณว่า"เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม ถึงตายก็ยอม" )


อีกตัวอย่างของการ "คุกคามและแทรกแซงสื่อ" ของรัฐบาลนี้ หวังว่าท่านผู้อ่านคงยังพอจำได้ช่วงเหตุการณ์ "สงกรานต์เลือด" และต่อเนื่องเรื่อยมา รัฐบาลนี้ยิ่งกว่าการ"คุกคามสื่อ" เสียอีก นั้นก็คือ การสั่งปิดเว็บไซต์ฝ่ายประชาธิปไตย มากกว่า 70 เว็บไซต์ สั่งปิดและยึดสถานีวิทยุฝ่ายประชาธิปไตย เป็นจำนวนมากมาย แม้กระทั้งทุกวันนี้ก็ยังตามราวี เว็บไซต์ และสถานีวิทยุชุมชน ของฝ่ายประชาธิปไตยอยู่เช่นเดิม แล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่า "คุกคามสื่อ" แล้วจะให้เรียกว่าอะไร


โฆษกสอพลอบอกว่า "สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ นั้นแหละแทรกแซงสื่อ" ท่านผู้รักความเป็นธรรมที่เคารพ ในสมัยของรัฐบาล พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ที่บอกว่าแทรกแซงสื่อ นั้น มีเหตุการณ์ใด โทรทัศน์ช่องใด หรือสถานีวิทยุใด ทีรัฐบาล พ.ต.ท.ดรงทักษิณ สั่งปิดสั่งยึด ทั้งที่ความเป็นจริงพวก "สื่อกระแสหลัก" เหล่านั้น วิพากษ์ วิจารณ์ โจมตี ใส่ร้ายป้ายสี บางครั้งถึงกับ "ด่า"ด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ก็มี "น้ำใจประชาธิปไตยเกินมนุษย์ปุถุชน" ไม่เคยสั่งปิดสั่งยึดแต่อย่างใด แม้แต่ Astv ที่เป็น"ปรปักษ์" (แม้ว่าในบางครั้งก็มีบ้างที่ออกมาตอบโต้เป็นธรรมดาของมนุษย์ปุถุชนที่ยังไม่บรรลุโสดาบันเป็นพระอรหันต์) ซึ่งต่างจากรัฐบาลนี้โดยสิ้นเชิง ทั้ง "แทรกแซง ควบคุม คุกคามสื่อ" ทั้งบนดินและใต้ดินทุกรูปแบบ


ทุกวันนี้ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลายต่างก็ "เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย" แล้วว่า "ยุคสมัยของรัฐบาลนี้เป็นยุคมืดของสื่อ" และก็ยัง "เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย" อีกว่า "รัฐบาลนี้กลัวความจริง และก็คุกคามแทรกแซงสื่อ" @

ที่มา หนังสือพิมพ์ thai RED NEWS

‘ธเนศร์’ สรุป ‘แท่งประหยัด’ ไม่ได้ผล ชี้-หน่วยงานรัฐควรทำหน้าที่

ที่มา Thai E-News


โดย กานต์ ทัศนภักดิ์
ภาพ: มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 1522, คุณ 'ปลากวน' และ คุณ 'uceboyx'
18 ตุลาคม 2552

ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา นักทดสอบรถยนต์ชื่อดัง ได้เปิดเผยผลการทดสอบอุปกรณ์ NP Faster ผ่านทางคอลัมน์รถยนต์ ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 16-22 ตุลาคม พ.ศ. 2552 (ปีที่ 29 ฉบับที่ 1522) ว่า การใช้อุปกรณ์ดังกล่าว ไม่สามารถช่วยให้รถประหยัดเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับการทดสอบอัตราเร่งที่มีไปก่อนหน้า ซึ่งชี้ว่าอุปกรณ์นี้ไม่ส่งผลใดๆ ต่ออัตราเร่งของรถตามที่ทางผู้ผลิตและจำหน่ายได้กล่าวอ้างไว้แต่อย่างใด

โดยการทดสอบหาอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงในครั้งนี้ ธเนศร์ได้ใช้รถยนต์ฟอร์ด เอสเคป 3.0 ลิตร คันเดียวกับที่เคยใช้ทดสอบอัตราเร่ง ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และใช้เครื่องมือ Data Logger บันทึกค่า ซึ่งในการขับทดสอบรอบแรกที่ไม่ได้ใช้ NP Faster นั้น ค่าอัตราความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 83.90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระยะทางที่วัดได้คือ 22.90 กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลือง 10.70 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือ 9.346 กิโลเมตร/ลิตร

ส่วนในการขับทดสอบรอบที่สอง ซึ่งใช้ NP Faster ค่าอัตราความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 83.30 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระยะทางที่วัดได้คือ 22.60 กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลือง 10.70 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือ 9.346 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งเท่ากับครั้งแรกที่ไม่ได้ใช้ NP Faster

“...ไม่ได้ช่วยอะไรกับสมรรถนะและประสิทธิภาพอะไรของรถเลยแม้แต่อย่างเดียว ถือว่าใช้ไม่ได้ผล...” นักทดสอบรถยนต์ชื่อดังกล่าวในคอลัมน์


ก่อนจะให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ประชาชนไม่ควรจำเป็นต้องทำการทดสอบเอง เสียค่าใช้จ่ายเอง แล้วนำเรื่องไปร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐที่นั่งรอดูอยู่ ทั้งที่รู้ผลก่อนแล้วแต่ไม่ทำอะไร รอจนมีคนมาร้องเรียนก็จะเรียกพ่อค้ามาไกล่เกลี่ย แต่ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐเองในการทดสอบและหาข้อมูลมาบอกกล่าวแก่ประชาชน ไม่ควรรอให้ประชาชนฟ้องร้องก่อน หรือถ้าต้องรอก็ควรแก้กฎแก้ระเบียบเสียใหม่

ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ตนเห็นว่าดำเนินการช้าเกินไป รัฐควรจะสั่งระงับโฆษณา-การจำหน่าย ยกเลิกสินค้าไปก่อนหน้าที่ประชาชนจะเสียหายมากมายเช่นที่ผ่านๆ มา ส่วนตนนั้น หลังจากนี้ก็คงจะไม่เข้าไปทดสอบอุปกรณ์ประหยัดน้ำมันอื่นๆ อีก เพราะไม่คิดจะเป็นผู้ทดสอบสินค้านอกจากรถยนต์

ทั้งนี้ NP Faster เป็นสินค้าที่ผู้ผลิตและจำหน่ายอ้างว่าช่วยให้รถประหยัดเชื้อเพลิงได้ 10-30% ได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในภาคเหนือ โดยระบุว่าเมื่อเสียบเข้ากับช่องจุดบุหรี่ในรถยนต์ อุปกรณ์ดังกล่าวก็จะทำงานด้วยการก่อสนามแม่เหล็กมาตัดกับแรงดึงดูดของโลก สร้างโพรงอากาศบริเวณหน้ารถ ซึ่งทำให้รถเบาและใช้แรงจากเครื่องยนต์น้อยลง ส่งผลให้ประหยัดเชื้อเพลิงและมีอัตราเร่งดีขึ้น

สินค้าดังกล่าวได้ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางในหน้าอินเตอร์เนต โดยเฉพาะใน ‘โต๊ะหว้ากอ’ กระดานข่าว pantip ถึงคุณสมบัติและหลักการทำงานที่เหลือเชื่อ ก่อนที่สมาชิก ‘โต๊ะหว้ากอ’ จำนวนหนึ่งจะรวมกลุ่มกันสั่งซื้อนำไปผ่าพิสูจน์ และพบว่าภายในมีเพียงวงจรต่อหลอดไฟแบบง่ายๆ ซึ่งทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ร้อนแรงยิ่งขึ้น และได้มีผู้อ้างตัวเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้านี้เข้ามาโต้เถียงผ่านหน้ากระทู้ โดยยืนยันว่าสินค้าของตนมีคุณสมบัติตามที่โฆษณาไป พร้อมทั้งได้ขู่ดำเนินคดีกับผู้ที่ทำการผ่าพิสูจน์และผู้ที่โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์

แต่เมื่อมีผู้เสนอให้ใช้ห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวัดค่าสนามแม่เหล็กเพื่อพิสูจน์ กลับบอกปัดโดยอ้างว่าจะยอมรับเฉพาะผลการทดสอบด้วยการใช้งานจริงเท่านั้น ต่อมาได้มีข่าวว่าฝ่ายเจ้าของสินค้า NP Faster เตรียมดำเนินคดีกับนศ.มช.ผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมกับการผ่าพิสูจน์ดังกล่าว ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา จึงได้ให้ความช่วยเหลือและระบุว่าจะทำการทดสอบด้วยการ ‘ใช้งานจริง’ ตามที่ทาง NP Faster เรียกร้อง แต่จะใช้เครื่องมือวัดและบันทึกค่าที่ได้จากการทดสอบอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราการใช้เชื้อเพลิงและอัตราเร่ง ตามที่มีการเสนอข่าวไปก่อนหน้าแล้ว


ข่าวก่อนหน้า:
- รายงานพิเศษ: 'หว้ากอ' ผ่าแท่งประหยัดน้ำมัน เจอแค่วงจรไฟ LED – ผู้จำหน่ายขู่ฟ้อง (15 สิงหาคม 2552)
- นักวิชาการ ม.ราชมงคลล้านนาแจง 'แท่งประหยัดน้ำมัน' ผู้ผลิตยังหายเงียบ
(21 สิงหาคม 2552)
- เจ้าของ ‘แท่งประหยัด’ ออกโรงโต้-เตรียมฟ้องคนผ่า ผศ.เผยอีก ค่าทดสอบแค่ 2 หมื่น(24 สิงหาคม 2552)
- 'แท่งประหยัด' เตรียมแจ้งความหมิ่นประมาทนักศึกษามช. อ้างเสียหาย 7 หลัก(2 กันยายน 2552)
- ร้องสื่อ-สคบ.ตรวจสอบ 'แท่งประหยัด' - 'หว้ากอ' ยื่นจดหมายพรุ่งนี้ เผยทำได้จริงให้ 1 แสน
(5 กันยายน 2552)
- 'แท่งประหยัด' ใกล้รู้ผล 'ธเนศร์' ขอพิสูจน์เอง 'ประวีณมัย' รับเรื่องเตรียมทำสกู๊ปแล้ว (8 กันยายน 2552)
- ‘ธเนศร์’ เตรียมทดสอบ ‘แท่งประหยัด’ - NP Faster เสาร์นี้ Thu, 2009-09-17 04:17
- ‘หว้ากอ’ เชิญผู้จำหน่าย ‘แท่งประหยัด’ ร่วมการทดสอบ(18 กันยายน 2552)
- ผู้จำหน่าย ‘NP Faster’ รับคำท้า - เลื่อนทดสอบ ‘แท่งประหยัด’ เป็น 26 ก.ย.
(20 กันยายน 2552)
- ผู้ผลิตจี้ขออนุญาตก่อนทดสอบ ‘แท่งประหยัด’ - ‘ธเนศร์’ โต้ ไม่จำเป็น ไม่ได้ผลระวังถูกฟ้อง(24 กันยายน 2552)

Sunday, October 18, 2009

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(18ต.ค.):ในสนามรบมีดอกไม้และเสียงเพลง/ม็อบไม่มีเส้นเจอกันวันนี้มูลนิธิ14ตุลา

ที่มา Thai E-News




ในสนามรบ มีดอกไม้-อาสาสมัครหน่วยพยาบาลRSRนำยาลมยาดมเผื่อแผ่แจกตำรวจทหารที่ถูกรัฐบาลหุ่นเชิดสั่งมาตรึงทำเนียบช่วงแดดบ่ายแผดเต็มพิกัดเมื่อวานนี้ ขณะที่กิจกรรมการชุมนุมเสื้อแดงเป็นไปโดยคึกคักทรงพลานุภาพ(ชมคลิปการชุมนุมแต่ต้นจนจบ คลิ้กที่นี่ )


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2552 หลังจากรวมพลังครั้งใหญ่หน้าทำเนียบเมื่อวานนี้ตลอดวัน วันนี้พักผ่อนสบายๆอยู่กับบ้าน นักข่าวชาวรากหญ้าเลยพามาสู่บรรยากาศสบายๆกันซักหน่อย***

***สบายใจครับ และได้เฮอีกต่างหาก เชิญดาวน์โหลดฟังเพลงฮิตติดชาร์ตของคนเสื้อแดง ล้วนแต่นักร้องดัง นักร้องหุ่นทรมานใจสาวๆ เชิญโหลดฟังคลิ้กตรงนี้ http://sites.google.com/site/redshirtgroup/ คลิ้กเข้าไปเสร็จก็เชิญโหลดกันตามใจ รักใครชอบใครคลิ้กไปฟังฟรีๆ แล้วส่งต่อๆกันไป มีของดีอย่าฟังคนเดียว***


001. ความจริงวันนี้-วิสา คัญทัพ
01. เสื้อแดงสู้
03. ให้พรพันธมิตร
08. ไม่รู้จักมาร์ค
10. ตร. เลวของพันธมิตร
10. เดิมพัน จิ้น กรรมาชน
11. ความจริงไม่ตาย อริสมัน พงษ์เรืองรอง
11. อัศวินในดวงใจ
12. คิดถึงจัง อริสมัน พงษ์เรืองรอง
13 นี่คือทักษิณ อริสมัน พงษ์เรืองรอง
2. ก้าวไปพร้อมกัน ไพจิตร อักษรณรงค์
3. วีระ มาแล้ว วีระ มุสิกพงษ์
4. ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย จักรภพ เพ็ญแข
5. หัวใจผูกพัน จตุพร พรหมพันธุ์
6. ขอบคุณ ณัฐวุติ ใสเกื้อ
8. ปนิธานแห่งเสรีชน จิ้น กรรมาชน
9. สีแดง จิ้น กรรมาชน
KUKU.mp3
LoveRed.mp3
Thaksinsong.mp3
การเมืองใหม่ในจินตนาการ
กูทำให้มึงไม่ได้ ทำไมถึงทำกับกูได้
กู้กู้.mp3
ความจริงวันนี้ วิสา คัญทัพ.MP3
จากน้อง...จำใจหย่า
ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ - รักสาวเสื้อแดง.MP3
มันล้มละลายแล้ว.MP3
ลิ้มบ้า
สู่ชัยชนะ - จิ้น&The Red.mp3
เรือประเทศไทย.MP3
เสื้อแดงสู้ไม๊-mixใหม่.mp3
ใครกัน ไม่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์***


***ขอเชิญชาวเสื้อแดงเข้าร่วมกิจกรรม โครงการแดงช่วยแดง โดยการเข้าร่วมเป็นสมาชิก"กองทุนสวัสดิการ แดงนนท์บางกรวย"ง่ายๆแค่เพียง ท่านที่สมาชิกจะเสียค่าสมาชิกเพียงเดือนละ10บาท เพื่อช่วยเหลือ และเป็นกำลังใจให้แก่เพื่อนสมาชิก***

***วิธีสมัครสมาชิก เพียงนำหลักฐานสำเนาบัตรประชาชนเพียง1ใบ และเงินค่าสมาชิก เราจะได้ช่วยเหลือ และให้กำลังใจเพื่อนสมาชิกใน2กรณี คือ 1.ช่วยเหลือสมาชิกในยามป่วยไข้เข้าโรงพยาบาล 2.ช่วยเหลือสมาชิกยามเสียชีวิต 3.เพื่อสนับสนุนกิจกรรมในการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ขอเชิญท่านผู้สนใจ สมัครสมาชิกได้ ณ วัดโพธิ์เผือก บางกรวย(หลัง ก.ฟ.ผ) ในวันอาทิตย์ที่18 ตุลาคม 2552 เวลา9.00น เป็นต้นไป และขอเชิญร่วมทำบุญเลี้ยงพระเพล9รูป และร่วมพิธีเจิมป้ายกองทุน เพื่อความเป็นศิริมงคลร่วมกัน สนใจรายละเอียดสอบถามคุณพี่สามารถ ไทรนิ่มนวล(แดงนนท์ บางกรวย)081-9216530***




***อันนี้ก็วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2552 เวลา 13.00 -16.00 น. ณ ห้องประชุม มูลนิธิ 14 ตุลาคม ถนนราชดำเนิน สี่แยกคอกวัว กลุ่มประกายไฟ เชิญร่วมกิจกรรมประกายไฟเสวนา ตอน “บททดสอบภาคประชาชน เมื่อสิทธิการชุมนุมถูกปราบ
" ช่วงนี้"ม็อบไม่มีเส้น"ทั้งหลายของชาวนา กรรมกรโดนรัฐปราบหนัก ทั้งม็อบชาวนาเชียงราย,แรงงานไทรอัมพ์-เวิล์ลเวลล์การ์เม้นท์,ชาวบ้านหนองแซง สระบุรี***

***ปรากฏการณ์จับม็อบไม่มีเส้นขังคุกอย่างไว นอกจากเป็นการแสดงถึงความเป็นเผด็จการของรัฐบาลแล้ว อีกทางหนึ่งยังเป็นการพิสูจย์น้ำยาของขบวนการภาคประชาชนในขณะนี้ด้วยว่าจะรับมือกับการรุกคืบเข้ามาของอำนาจรัฐที่นับวันยิ่งลุแก่อำนาจมาขึ้นได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ทางกลุ่มประกายไฟและองค์กรภาคประชาชนที่ประสบกับปัญหาจึงร่วมกันจัดกิจกรรมในลักษณะของการเสวนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อร่วมกันหามาตราการป้องกันและแก้ไขกับปัญหาที่กำลังทวีเพิ่มมากขึ้นี้ เชิญร่วมงานฟรี ติดต่อประสานงานE - mail prakaifire@gmail.com เทวฤทธิ์ มณีฉาย 089-2583641 bus4530219@hotmail.com หรือ รัชพงศ์ โอชาพงศ์ 084-6601664***

***เวทีเสวนา แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย โดย ศูนย์ประสานงานแดงเชียงใหม่ สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ฝ่าฟันอย่างมียุทธศาสตร์
เสริมสร้างอำนาจของประชาชน ให้ทุกผู้คนได้ร่วมกันต่อสู้ รักและเชิดชูประชาธิปไตย สร้างประเทศไทยเพื่อประชาชน วันอาทิตย์ที่ 1พฤศจิกายน 2552 ห้องประชุม สนามกีฬา 700 ปี งานเริ่ม 07.30 - 08.30 น. กำหนดการมีดังนี้

08.30 - 09.00 น. กล่าวต้อนรับและเปิดงาน
โดยคุณสุเทพ สายทอง (รักษาการ) เลขาธิการศูนย์ประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย 09.00 – 10.30 น. ปาฐกถา เรื่ององค์ความรู้และยุทธศาสตร์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
วิทยากร ดร.สุนัย จุลพงศธร
10.45 – 12.00 น.ปาฐกถา เรื่องวิถีคนเมืองความเป็นอยู่ร่วมกัน ประสานการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
วิทยากร ดร. ธเนศ เจริญเมือง
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหาร
13.00 – 14.00 น. เสวนา การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ของแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.)
วิทยากร คุณสมชาย ไพบูลย์

14.00 – 17.00 น. เสวนาประสาคนเสื้อแดงเพื่อรวมพลังของมวลมหาประชาชนชาวเชียงใหม่ ให้เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจ ในการเรียกร้องและปกป้องระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและสมบูรณ์ พร้อมทั้งการคัดเลือกคณะกรรมการ ศูนย์กลางประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย และผู้ประสานงานประจำอำเภอ ซึ่งจะเป็นตัวแทนของคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ในการประสานงานกลุ่มเสื้อแดงทุกกลุ่มสมาชิก ให้ทำงานเป็นเอกภาพและทิศทางเดียวร่วมกัน เพื่อรวมพลังกันทำกิจกรรมเพื่ออนาคตของลูกหลานเรา ที่จะต้องอาศัยในแผ่นดินไทยอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพที่เท่าเทียมกันตลอดไป ***

***เจ้าภาพงานนี้ยาวเป็นหางว่าว ขอบันทึกไว้เพื่อให้กำลังใจสู้ๆดังนี้

กลุ่มสมาชิกคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่

กลุ่มเขตอำเภอ

01 อำเภอเมืองเชียงใหม่
02 อำเภอจอมทอง
03 อำเภอแม่แจ่ม
04 อำเภอเชียงดาว
05 อำเภอดอยสะเก็ด (คุณนิกร)
06 อำเภอแม่แตง
07 อำเภอแม่ริม
08 อำเภอสะเมิง
09 อำเภอฝาง (คุณดวง)
10 อำเภอแม่อาย (คุณดวง)
11 อำเภอพร้าว
12 อำเภอสันป่าตอง (สันป่าตองรัก ปชต. คุณโอ๋)
13 อำเภอสันทราย (คุณสุพล)
14 อำเภอสันกำแพง (คุณองอาจ)
15 อำเภอหางดง (คุณบุญยืน)
16 อำเภอฮอด (คุณบุญช่วย)
17 อำเภอดอยเต่า (คุณสนิท)
18 อำเภออมก๋อย
19 อำเภอสารภี (คุณตุ๊กตา)
20 อำเภอเวียงแหง
21 อำเภอไชยปราการ (คุณดวง)
22 อำเภอแม่วาง (คุณประเสริฐ)
23 อำเภอแม่ออน
24 อำเภอดอยหล่อ (คุณสมาน)

กลุ่มวิทยุชุมชน

วิทยุเพื่อคุณ FM.89.25 MHz. (ป้าเทวี)
วิทยุเสรีชน FM89.50 MHz. (คุณพรหมศักดิ์)
วิทยุสหกรณ์รถแดง FM.97.75 MHz. (คุณสิงห์คำ)
วิทยุปูนิ่มเรดีโอ FM.99.00 MHz.(คุณปูนิ่ม)
วิทยุสายธารแห่งศรัทธา FM.105.50 MHz.(คุณมหวรรณ)


กลุ่มย่อย
- สมาคม เม็งรายมหาราช (อำเภอเมือง)
- กลุ่มช้างเผือก (อำเภอเมือง)
- กลุ่มหนองตอง (อำเภอหางดง)
- กลุ่มแม่ฮะบ้านปง (อำเภอหางดง)
- กลุ่มบ้านเปียง (สันป่าตอง)
- กลุ่มบ้านทุ่งเสี้ยว (สันป่าตอง)
- กลุ่มแดงล้านนา (อ้ายต้อม)
- ฯลฯ ***

***งานกุศลครับ ใครมีบ้านเดี่ยว หรือ อาคารว่าง ๆ แถว ๆ ตลิ่งชัน บางกอกน้อย บางพลัด พระนคร หรือ ที่ห่างจากสนามหลวงไม่เกิน 3 - 5 กิโลเมตร ให้เช่าราคาถูก ไม่เกิน 6,000 - 7,000 บาท ต่อเดือน หรือ จะใจดีให้ ใช้งานได้ ฟรี 3-4 ปี เพื่อเปิดเป็นสำนักงาน และ บ้านสำหรับดูแลคนไร้ที่พึ่ง คนสนามหลวง ภายใต้การทำงานของ อิสรชน กรุณาติดต่อด่วน ที่ น้องจ๋า 086 628 2817 อยากได้ บ้านหรือสำนักงานใหม่ ก่อนสิ้นปี 2552 ครับ จะได้ย้าย ออกจากที่เดิม หลังจากหมดสัญญา ปลายปีนี้"***

***ปิดท้ายขำๆฮาๆข่าวช่อง7ออก มาร์คหลบเสื้อแดงที่ทำเนียบไปนครสวรรค์ ดันเจอเสื้อแดงปากน้ำโพยกกำลังไปไล่อีก ต้องเผ่นหนีขึ้นฮ.หัวซุกหัวซุน โดยมีเสื้อแดงชูตีนตบไล่ส่ง มาีร์กคงหัวเราะว่าหนีเสื้อแดงได้..ในทางกลับกันหากมันมองลงพื้นดินแล้วมัน จะคิดมั๊ยว่า คะแนนเสียง เหล่านี้ หายไปอีกแล้ว กรรมแท้***

***ท่านใดอยากให้คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงลงข่าวกิจกรรมสารพัด ส่งข่าวมาที่thaienews@googlegroups.com
นักข่าวชาวรากหญ้าจะได้นำมาตีฆ้องร้องป่าวให้ที่พื้นที่ตรงนี้ฟรีๆไม่ต้องเสียค่าลงข่าวจ้า***

"พล.อ.เปรม" ออกมาเตือน "พล.อ.ชวลิต" จะทำการเมืองร้อนระอุ

ที่มา Voice TV

 สวนดุสิตโพล , การชุมนุมประท้วงกับภาพการเมืองไทย ณ วันนี้ , กลุ่มเสื้อแดง , นายกรัฐมนตรี , พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ , พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ , การเมืองคุกรุ่น

โพลสำรวจพบ ปชช.เห็นว่าการที่ พล.อ.เปรม ออกมาเตือน พล.อ.ชวลิตเรื่องเข้าพรรคเพื่อไทย เป็นการจุดกระแสการเมืองให้ร้อนขึ้น
สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง การชุมนุมประท้วงกับ ภาพการเมืองไทย ณ วันนี้ พบว่า ร้อยละ 32.09 เห็นเป็นเรื่องปกติ ที่พบเห็นได้บ่อยขึ้น จนเป็นความเคยชินแล้ว , ร้อยละ 34.61 เห็นว่า ทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรี เดินทางไปต่างจังหวัด และมักจะมีกลุ่มเสื้อแดงตามไปประท้วงก็เพื่อต้องการดิสเครดิตนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี , ร้อยละ 30.14 เห็นว่าไม่ได้รับความสะดวกในเรื่องการเดินทาง โดยเฉพาะบริเวณที่มีการชุมนุม , ร้อยละ 27.03 เชื่อว่าการหันหน้าเข้าหากัน การเจรจาอย่างสันติวิธี ปัญหาการชุมนุมจึงจะยุติได้ นอกจากนี้ ประชาชน ร้อยละ 29.85 เห็นว่า กรณีที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ออกมาเตือนพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยนั้น ถือเป็นการจุดกระแสทางการเมืองให้คุกรุ่นขึ้นมาอีก และร้อยละ 35.80 เห็นว่าการเมืองไทยต่อจากนี้ไปจะยังคงวุ่นวายต่อไป และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้น จนยากที่จะยุติลงได้

ยุทธการ"แก้รัฐธรรมนูญ" เปิดตัว"ขุน-โคน"การเมือง "ตัวจริง...เสียงจริง"

ที่มา มติชน

วิเคราะห์




ดูเหมือนว่าความขัดแย้งทางการเมืองได้ขยายตัวไปจนกระทั่งบุคคลที่เคยถูกพาดพิงถึงต่างออกมายืนอยู่บนแถวหน้ากันครบถ้วน

จากเหตุการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2552 ทำให้ทุกฝ่ายมองเห็น "ตัวจริง" ของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล

เมื่อคืนวันที่ 4 ตุลาคม ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้เข้าพูดคุยเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วยพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคกิจสังคม

น่าสังเกตว่าในการประชุมครั้งนั้น นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้พบปะกับ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งเจอมรสุมกระทั่งต้องพักร้อนทางการเมือง และพรรคชาติไทยต้องคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญจนต้องยุบ และตั้งพรรคชาติไทยพัฒนาขึ้นมา

ยังน่าสังเกตอีกว่า ในวันนั้นมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาที่ติดแหงกอยู่ในกลุ่มบ้านเลขที่ 111 ตั้งแต่ครั้งแรกที่พรรคไทยรักไทยต้องคำพิพากษาให้ยุบ

ในคืนวันนั้นนายสุวัจน์มาในนามของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

น่าสังเกตต่อไปว่า คืนวันนั้น นายเนวิน ชิดชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งแต่ละคนต่างต้องคำพิพากษาให้เว้นวรรคทางการเมือง ก็มาในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย

ยังมี นายพินิจ จารุสมบัติ และว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ที่มาในฐานะแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน

และนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคกิจสังคม

สังเกตได้ว่าการเคลื่อนทางของพรรคร่วมรัฐบาลในระยะหลัง มิได้เคลื่อนไหวผ่าน "ตัวแทน" ที่มีสถานะทางกฎหมาย

หากแต่เป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่ม "ขุน" กลุ่ม "โคน" เพื่อต่อรองสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง

และจากปรากฏการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อีกเช่นกันที่ผลักดันให้ "ตัวจริง เสียงจริง" จากฟากฝั่งของพรรคฝ่ายค้านปรากฏตัว

เมื่อพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค อันประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย และพรรคกิจสังคม ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์เสนอ

ต่อมามีการประชุมร่วมระหว่างประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ประสานประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) และประธานคณะกรรมการประสานงานวุฒิสภา (วิปวุฒิฯ)

จับมือตกลงประสานเจตนาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยทำประชามติตามข้อเสนอแนะของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นที่พรรคเพื่อไทย

เมื่อคราแรก นายวิทยา บูรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้านออกโรงคัดค้าน แต่เมื่อมีกระแสข่าวว่ามีการประชุมร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยเดิม

นายวิทยาก็กลับมายืนยันต่อที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายว่า พรรคฝ่ายค้านเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ครานั้นมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า แกนนำที่ให้ข้อแนะนำแก่นายวิทยาให้ตอบรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ กลุ่มแกนนำเดิมของพรรคไทยรักไทย อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ฯลฯ

น่าสังเกตอีกว่า ทั้ง 3 คนที่ปรากฏชื่อก็คือ คนสนิท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเจอมรสุมต้องเว้นวรรคทางการเมืองเช่นกัน

แต่ปรากฏการณ์ที่ชี้ชัดให้เห็นตัว "ขุน" ที่แท้จริงของฝ่ายค้าน กลับไม่ใช่บุคคลทั้ง 3 คน

หากแต่เป็นการประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

การประกาศลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว มีผลทำให้ "ตัวจริง เสียงจริง" ทางฟากฝ่ายพรรคเพื่อไทยต้องแสดงตัว

เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย โฟนอินเข้ามาประกาศคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสนับสนุนให้นำเอารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาใช้

ต้องตรงกับความต้องการของกลุ่มคนเสื้อแดง

และดูเหมือนว่า คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะสามารถสั่งการให้พรรคเพื่อไทยคล้อยตามได้

วันนี้ "ขุน" ของฝ่ายค้านก็ปรากฏ

และเมื่อผนวกรวมกับกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ บุคคลที่ทุกฝ่ายยอมรับว่าเป็น "ลูกป๋า" ประกาศเข้าเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทยและกล่าวพาดพิงถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ทำนองตัดพ้อ

"ขนาดจะขอลาบวช ยังไม่ได้เข้าพบ"

กระทั่งกระเทือนวงการจนกระทั่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ใช้โอกาสในการเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ รุ่นที่ 13 ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ชี้แจงข้อเท็จจริง

พร้อมเผยข้อเท็จจริงก่อน พล.อ.ชวลิต เข้าพรรคเพื่อไทย

"เรื่องที่มีคนไปเขียนลงในหนังสือพิมพ์ในทำนองว่า ผมไปว่าเขาเป็นคนทรยศต่อชาติ ซึ่งไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ถูกต้องคือ วันนั้น ก่อนที่จิ๋วจะไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมให้คนไปบอกเขาว่า จะทำอะไร ขอให้คิดให้รอบคอบ ไตร่ตรองให้รอบคอบ ผมใช้คำว่า ไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ นี่เป็นข้อความที่ผมขอให้เขาสื่อไปถึงจิ๋วในตอนเช้าวันนั้น ดังนั้น ผมไม่ได้กล่าวหาว่า เขาเป็นคนไม่ดีทรยศต่อชาติบ้านเมือง มันไม่ใช่"

พิเคราะห์จากถ้อยคำของบุคคลระดับประธานองคมนตรี

การปะทะกันเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

ยิ่งปรากฏว่า ในงานที่ พล.อ.เปรม เปิดใจต่อหน้าสื่อมวลชน ได้มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงษ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ยืนอยู่เคียงข้าง

หรือนี่คือ "ขุน" และ "โคน" การเมือง "ตัวจริง...เสียงจริง"

ประมูลใบอนุญาต3จี กทช.อย่าสร้างรอยด่าง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ




การเปิดประมูลเพื่อให้ใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี กลายเป็นเผือกร้อนในมือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)ที่ทุกฝ่ายจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะออกมาในรูปใด

3 จี เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่มีทางเลือกการใช้บริการเพื่มขึ้น ในการสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูงขึ้น สัญญาณมีความชัดเจนและมีคุณภาพดียิ่งขึ้น

ผู้บริโภคจะได้รับบริการโทรคมนาคมที่หลากหลายมากขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะทำให้สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคของการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงไร้สาย หรือ Mobile Broadband Wireless Communications

ตามกรอบที่กทช.กำหนดในขณะนี้ จะเปิดประมูลวันที่ 8-9 ธ.ค.52 โดยจะออกใบอนุญาต(ไลเซนส์)เพิ่มอีก 4 ใบเพื่อให้บริการในลักษณะครอบคลุมทั่วประเทศ

ถือเป็นรูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่โดยการประมูลครั้งแรกของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการประมูลคลื่นความถี่ที่ใช้กันโดยทั่วไปมีหลายรูปแบบ อาทิ

1.การประมูลรอบเดียวโดยยื่นเสนอราคาประมูลแบบปิดซอง (single-round, sealed bid) โดยผู้ประมูลจะเสนอราคาประมูลของใบอนุญาตเพียงราคาเดียว ผู้เสนอราคาสูงสุดจะเป็นผู้ชนะการประมูล

2.การประมูลพร้อมกันแบบหลายรอบ (Simultaneous Multiple Round - SMR) เป็นการเปิดประมูลใบอนุญาตทุกใบพร้อมกันและดำเนินการประมูลหลายรอบ ด้วยราคาที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนรอบ ผู้ยื่นประมูลจะเสนอประมูลตามราคาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละรอบการประมูล

3.การประมูลแบบราคาประมูลลดลงเรื่อยๆ เริ่มต้นจากราคาสูงสุดที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแล และในแต่ละรอบการประมูลราคาจะลดลงเรื่อยๆ เรียกวิธีนี้ว่า Dutch Auctions

4.การประมูลแบบปิดซองและผู้ชนะจ่ายค่าประมูลเท่ากับราคาที่เสนอโดยผู้เสนอราคาลำดับที่สอง เรียกว่าSecond Price Sealed bid (หรือ Vickrey Auctions) คล้ายกับการประมูลแบบ single-round, sealed bid ยกเว้นผู้ชนะการประมูลจะต้องจ่ายเงินเท่ากับราคาที่เสนอโดยผู้ประมูลลำดับที่สอง

เบื้องต้นกทช.กำหนดใช้วิธีการประมูลพร้อมกันแบบหลายรอบ หรือพูดง่ายๆคือ ใครให้ราคาสูงสุด ก็ได้รับใบอนุญาตไป



ประเด็นดังกล่าวเลยเป็นข้อถกเถียงกันอย่างหนัก

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้การบ้านข้อใหญ่แก่กทช.ไปขบคิด โดยเฉพาะการตั้งกติกาให้ชัดเจนก่อนการประมูล เพื่อไม่ให้สถานการณ์ซ้ำรอยอดีตและป้องกันการให้นอมินี เข้ามาถือครองสัมปทานสื่อสาร

โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอกชนจากต่างชาติที่มีรัฐบาลของประเทศถือหุ้นอยู่ อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในได้

นอกจากนี้หากการแข่งขันเป็นเพียงเรื่องการเสนอค่าตอบแทนให้กับกทช.หรือรัฐ ก็เกรงว่าจะมีการผลักภาระค่าใช้จ่ายมาให้ประชาชน

ดังนั้นจึงต้องดูเรื่องการแข่งขันให้โปร่งใส เป็นธรรม ไม่เปิดทางให้นายทุนใหญ่-นายทุนต่างชาติได้เปรียบ

เป็นเหตุให้กทช.จะไปทำประชาพิจารณ์อีกรอบในวันที่ 5 พ.ย.นี้

ส่วนในวันที่ 21 ต.ค. กทช.จะประชุมเพื่อสรุปราคาเริ่มต้นการประมูลใบอนุญาต 3 จี จากนั้นวันที่ 22 ต.ค.จะนำข้อสรุปราคาขึ้นเว็บไซต์ประกาศต่อสาธารณชน

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังมอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปปรับยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางการทำงานของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน)ให้ชัดเจนเพื่อรองรับการเปิดเสรีโทรคมนาคมและการเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี

เนื่องจากเมื่อปี "35 กทช. ได้ออกใบอนุญาต 3 จีไปแล้ว 2 ใบ ให้แก่ ทีโอที และ กสท แต่ กทช.ได้โอนสิทธิ์ใบอนุญาต 3 จีที่ได้รับสิทธิไปพร้อมกับ ทีโอที ไปให้ทีโอทีแล้วทั้งหมด

คราวนี้ กสท.จึงมีสิทธิเข้าร่วมประมูลใบอนุญาตด้วย

หาก กทช.ออกใบอนุญาตคราวนี้อีก 4 ใบ เมื่อรวมกับของทีโอที ก็จะมีผู้ให้บริการ 3 จี รวม 5 ราย จะส่งผลให้การแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดรุนแรงแน่นอน

และหากเอกชนผู้รับสัมปทานจากทีโอที เป็นผู้ชนะประมูล จะมีการโอนย้ายลูกค้าไปใช้โครงข่ายใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งรายได้และรายได้นำส่งรัฐด้วย



อย่างไรก็ตาม จากปัญหาทั้งหมดนี้ ทำให้หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้ กทช.เลื่อนการประมูลออกไปก่อน จนกว่าจะทำเงื่อนไขการประมูลให้ชัดเจน

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ส่วนตัวมีความคิดเห็นว่า กทช.ควรจะชะลอการออกใบอนุญาต 3 จีออกไปอีก แม้ว่าหลายฝ่ายจะออกมาบอกว่าเรื่อง 3จี ของประเทศไทยล้าหลังประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม

คลื่นความถี่ 3จี เป็นคลื่นที่มีมูลค่ามหาศาล มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ หากจะชะลอการออกใบอนุญาตออกไปอีกคงไม่เสียหายนัก

นายสมเกียรติ ยังแนะนำว่า กทช.ควรจะปรับหลักเกณฑ์ในเรื่องของการออกใบอนุญาตทั้ง 45 เมกะเฮิร์ตซ โดยแบ่งออกเป็น 4 ใบนั้น จะทำให้มูลค่าของคลื่นที่จะจัดสรรนั้นมีมูลค่าที่ลดลง

ดังนั้น กทช.ควรแบ่งใบอนุญาต 3จี ออกครั้งละ 1 หรือ 2 ใบ โดยอาจจะเปิดประมูลปีละ 1 หรือ 2 ใบ เป็นต้น เพื่อเพิ่มช่องทางการแข่งขัน หรือเพิ่มมูลค่าของใบอนุญาต 3จี ตามสภาพเศรษฐกิจของตลาด

"ตอนนี้ต้องศึกษาสภาพตลาด โดยปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจประเทศไทยยังไม่คงที่เท่าที่ควร การที่ กทช.เปิดประมูลทีเดียวทั้ง 4 ใบ จะทำให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่าง อาทิ หากผู้ร่วมประมูลมีจำนวนเท่ากับใบอนุญาต หรือน้อยกว่าจะทำให้มูลค่าคลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของประเทศกลายเป็นไม่มีราคา แต่หากแบ่งประมูลทีละ 1 หรือ 2 ใบ จะทำให้เกิดการแข่งขันและเห็นแนวทางการลงทุนเพิ่มขึ้น"นายสมเกียรติ กล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ขณะนี้การจัดสรรคลื่น 3จี ควรจะคำนวณถึงปัจจัยที่บริษัทเอกชนจะโอนย้ายลูกค้าจากสัมปทานเดิมที่ต้องจ่ายให้กับทั้ง ทีโอที และ กสท โดยคำนวณแล้วปีละประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้ปัญหา อาจจะให้รัฐบาลเก็บค่าภาษีสรรพสามิต ทั้งผู้รับใบอนุญาตรายเดิม และรายใหม่ รวมถึงคำนวณอัตราค่าบริการที่เท่ากัน

น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนแนวทางของรัฐบาลที่จะให้กทช. สร้างความชัดเจนต่อการเตรียมประมูลคลื่น 3 จี โดยอยากให้คำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นอันดับแรก ไม่ใช่จำนวนหรือวิธีการประมูลเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดเท่านั้น

และหากเปิดประมูลโดยไม่คำนึงถึงเรื่องความมั่นคงและผลที่จะได้รับ อาจจะสร้างความเสียหายในลักษณะของต้นทุนต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ทั้งหมดนี้เป็นข้อท้วงติงที่กทช.จะมองข้ามไม่ได้



"เอไอเอส-ดีแทค-ทรู"พร้อมลงสนาม

การประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี รอบนี้ เอกชนรายใหญ่อย่าง เอไอเอส ดีแทค และทรู ออกมาประกาศความพร้อมแล้ว

นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมมาหลายปีแล้ว ทั้งด้านบุคลากร และการเงิน โดยขณะนี้ได้จัดตั้งบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด หรือเอดับบลิวเอ็น ซึ่งเป็นบริษัทลูก และเอไอเอสถือหุ้น 99.99% ด้วยทุนจดทะเบียน 350 ล้านบาท เพื่อจะรับผิดชอบการเข้าประมูลคลื่น 3 จี และจะรับหน้าที่บริหาร รวมทั้งการให้บริการเทคโนโลยี 3 จีโดยเฉพาะ

ในขณะที่เอไอเอสจะบริหารและให้บริการเทคโนโลยี 2 จี ซึ่งยังอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) อีก 6 ปี โดยการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเอไอเอสต้องการจะแยกกันให้ชัดเจน ทั้งในเรื่องระบบบัญชี และการบริหารงานหลายๆ ด้าน

ส่วนประเด็นที่มีการเสนอไม่ให้บริษัทต่างชาติเข้าร่วมประมูลด้วยนั้น กฎหมายข้อบังคับออกมาอย่างไรก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าผู้ประกอบการที่จะขอไลเซนส์ได้ต้องเป็นบริษัทไทย

บริษัทไทยที่ตีความโดยกระทรวงพาณิชย์ ต้องถือหุ้นในสัดส่วน 51% ต่อ 49% และหากเอไอเอสได้ไลเซนส์ 3 จี ก็ได้ในฐานะบริษัทไทย ซึ่งที่ผ่านมาเอไอเอสทำธุรกิจโดยอาศัยเครดิตของตนเองมาโดยตลอด

และทำทุกอย่างเท่าที่กฎหมายกำหนด ทั้งการเสียภาษี และจ่ายส่วนแบ่งค่าสัมปทานให้กับบริษัทของรัฐทุกปี



นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า จากประสบการณ์ของหลายประเทศทั่วโลก การประมูลถือว่าเป็นวิธีการให้ใบอนุญาตที่โปร่งใส และยุติธรรมมากที่สุดวิธีหนึ่งอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของ reserve price ควรกำหนดราคาเดียวสำหรับผู้เข้าร่วมประมูลทุกราย และควรจะมีใบอนุญาตสำหรับการประเมินไม่น้อยกว่า 3 ใบ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่แท้จริง

เพื่อให้ผู้ประกอบการบางราย ที่อาจมีปัญหาเรื่องการเงินสามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ กทช.อาจกำหนดราคาตั้งต้นที่ไม่สูงจนเกินไป และอาจพิจารณาผ่อนปรนวิธีการชำระเงิน อาทิเช่น การจ่ายเป็นงวด

เราอยากเห็นการประมูลคลื่นความถี่ 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เกิดขึ้นโดยไม่มีการชะลอออกไปอีก เพราะโครงการ 3 จี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยทั้งในแง่การลงทุน การสร้างงาน การลดช่องว่างระหว่างคนเมืองและคนชนบทในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในสายตาของนักลงทุนอีกด้วย



นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะคนไทย ไม่อยากเห็นคนไทย นำเอาข้อมูล หรือทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ของประเทศไปให้กับต่างชาติเพราะนั่นถือเป็นการทรยศ

จุดประสงค์อีกประการหนึ่งของการประมูล 3จี เป็นการก้าวสู่การเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นเสรีและธรรม ซึ่งจะนำไปสู่สิ่งที่ดีสุดสำหรับผู้บริโภคด้วย แต่เท่าที่ฟังดูที่ผ่านมาดูเหมือนกทช.จะให้ความสำคัญว่าการประมูลครั้งนี้จะได้เงินเท่าไหร่

"ยืนยันว่าทรูจะเข้าร่วมประมูล และจะสู้ขาดใจแม้ว่าจะถูกสบประมาทว่ามีหนี้เยอะอาจจะแข่งสู้รายใหญ่อีกสองรายได้ยาก หากทรูไม่สามารถประมูลได้ก็คาดว่าจะไม่มีผู้ประกอบการไทยรายใหม่รายไหนเข้าร่วมประมูลได้เช่นกัน"นายศุภชัย กล่าว

การให้ความสนใจด้านราคาประมูลสูงไว้ก่อนจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีทุนหนาทำให้เอกชนไทยซึ่งยอมรับว่าทุนน้อยกว่าต่างชาติ มีโอกาสน้อยลง และจะเป็นตัวผลักดันให้เอกชนไทยค่อยๆล้มหายตายจาก จากอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

และสุดท้ายทรูเองก็อาจจะต้องมีผู้ถือหุ้นต่างชาติเข้ามาช่วยลงทุน

เสื้อแดงชุมนุมทวงฎีกา แกนนำเดินสายแจงทูตอาเซียน ประจานรัฐบาลก่อเหตุพัทยา-ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง

ที่มา ประชาไท


ที่มา: www.cbnpress.com
17 ต.ค.52 บริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล มีการจัดเวทีของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อทวงถามความคืบหน้าการถวายฎีกาที่ได้ยื่นไปแล้ว โดยมีผู้ร่วมชุมนุมทยอยเดินทางมาตั้งแต่บ่ายจนแน่นขนัดบริเวณดังกล่าว ส่วนด้านหลังเวทีปราศรัยเขียนว่า “ทวงฎีกา ถามหาประชาธิปไตย”
จรัล ดิษฐาอภิชัย หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า นอกจากประเด็นการทวงถามถึงฎีกาที่ยื่นไปแล้วนั้น ในวันนี้ทางกลุ่มคนเสื้อแดงยังได้ยื่นหนังสือต่อเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ ยกเว้นประเทศกัมพูชาซึ่งต้องขอประเมินสถานการณ์อีกครั้งเพราะเพิ่งมีความตึงเครียดระหว่างกัน การยื่นหนังสือครั้งนี้เพื่อแสดงการต้อนรับผู้นำของประเทศต่างๆ และชี้แจงเหตุการณ์ที่พัทยาเมื่อครั้งประชุมอาเซียนครั้งที่แล้วด้วยว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้ตั้งใจจะล้มการประชุม หากแต่ถูกก่อกวน ยั่วยุด้วยความรุนแรงจากฝ่ายรัฐบาล พร้อมทั้งยืนยันว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องประชาธิปไตยโดยสันติวิธี นอกจากนี้ในจดหมายยังระบุถึงความไม่ชอบธรรมในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนไทย
จรัลกล่าวด้วยว่า จะมีการหารือเพื่อขอเข้าพบผู้นำประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการเช่นเดียวกับที่กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนจะได้เข้าพบในวันที่ 23 ต.ค.นี้ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพร่วมกัน เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงถือว่าเป็นขบวนการประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียก็ว่าได้
“บรรดาเอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชนจะมีการฉลองผู้ได้รับการสรรหาเป็นกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนอาเซียน ผมอยากถามแค่ว่าคุณทำได้ยังไงที่นั่งฉลองกันบนกฎหมายความมั่นคงที่ประกาศใช้นี้ แล้วก็ไม่มีใครพูดถึงมันเลย” จรัลกล่าว
ด้านเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานคำให้สัมภาษณ์ของนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงคนหนึ่งว่า ในวันที่ 21 ต.ค.นี้ แกนนำจะมีการหารือประเมินสถานการณ์กันเป็นครั้งสุดท้าย และกำหนดรูปแบบการเคลื่อนไหวในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่หัวหิน โดยอาจจะไปรวมตัวกันที่นั่นแต่จะไม่บุกที่ประชุม เพียงต้องการยื่นหนังสือรวมทั้งหลักฐานการใช้ความรุนแรงกับประชาชนของรัฐบาลไทย และคลิปเสียงนายกฯที่สั่งฆ่าประชาชนให้ผู้นำประเทศต่างๆเพื่อให้โลกได้รับรู้ จากนั้นจะเปิดปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลทำประชามติถามประชาชนว่าจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 40 หรือ 50 แล้วจะเดินทางกลับไม่มีการชุมนุมยืดเยื้อเว้นแต่รัฐบาลจะใช้ความรุนแรงก่อนเหมือนเหตุการณ์ที่พัทยา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาเวลาประมาณ 21.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้าเวทีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยระบุถึงสาเหตุที่โฟนอินล่าช้า เพราะกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางโดยเครื่องบิน ทำให้เกิดความขัดข้องในการสื่อสารเล็กน้อย
พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขอบคุณที่คนเสื้อแดงมาร่วมกันชุมนุมเพื่อแสดงพลังทวงถามรัฐบาลถึงความคืบหน้า การยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับตนเอง อย่างไรก็ดี พ.ต.ท.ทักษิณ ร้องขออย่าได้ไปตั้งความหวังกับเรื่องดังกล่าวมากจนเกินไป เพราะตนเองไม่ให้ความเชื่อถือรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าจะยินยอมทำอะไรที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ และยังได้กล่าวโจมตีสื่อมวลชนว่าไม่มีความเป็นกลางไม่ยินยอมนำเสนอข่าวเรื่องความเลวร้ายของรัฐบาล โดยได้ยกตัวอย่างเรื่องการที่ อดีตข้าราชการ ซี 11 ลาออก จาก ตำแหน่งเลขาธิการอาชีวศึกษา เพราะทนไม่ได้กับการที่ถูกนักการเมืองบีบบังคับให้กระทำการทุจริต
พร้อมทั้งได้ย้ำถึงประเด็นระบบสองมาตรฐานที่มุ่งจัดการตนเองเพียงคนเดียว โดยไม่สนใจว่าได้ทำให้ระบบโดยรวมของประเทศเสียหาย ซ้ำยังมาบอกให้ตนเองหยุดการเคลื่อนไหว ทั้ง ๆ ที่ ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับตนเองเพราะฉะนั้น จึงอยากจะย้อนถามว่า เมื่อไหร่จึงจะยอมคืนความยุติธรรมให้ตนเอง และ คืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน โดยตนเอง ขอเรียกร้องให้คนเสื้อแดงต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมจนถึงที่สุด และตนองก็จะไม่ขอยอมแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม และระบอบเผด็จการต่อไป รวมทั้งจะร่วมกับคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาใช้อีกครั้งให้จงได้
ในตอนท้าย พ.ต.ท.ทักษิณได้ถวายพระพรและขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหายจากอาการพระประชวรและร่วมกันร้องเพลงถวายพระพรกับผู้ชุมนุม

ประชุมนานาชาติว่าด้วยฉาน "ไทใหญ่" ศึกษา: ช่วง 'ศิลปวัฒนธรรม'

ที่มา ประชาไท

ประมวลภาพการแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีของชาวไทใหญ่ ในวันสุดท้ายของการประชุมนานาชาติว่าด้วยฉาน "ไทใหญ่" ศึกษา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถาบันเอเชียศึกษา ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชมรมศิลปวัฒนธรรมไทใหญ่ และมูลนิธิพระธรรมแสงกรุงเทพฯ จะจัดงานการประชุมนานาชาติว่าด้วยฉาน “ไทใหญ่” ศึกษา (International Conference on Asia Shan Studies) ขึ้นในวันที่ 15 – 17 ต.ค. 52 ที่อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเผยแพร่ด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ตลอดจนความเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทใหญ่ โดยในวันที่ 15-16 ต.ค. เป็นการเสวนาทางวิชาการ ทั้งด้านอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม รวมถึงวิถีชีวิตชาวไทใหญ่ โดยจะแบ่งห้องสัมมนาเป็น 3 ห้อง สำหรับวันนี้ (17 ต.ค.) ตั้งแต่เวลา 9.00 น. เป็นกิจกรรมภาควัฒนธรรม ที่อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีของชาวไทใหญ่ อาทิ ก้านกกิ่งกะหร่า (รำนกกินรี) ก้าโต (รำจามรี) รำวงไทใหญ่ การแสดงดนตรีไทใหญ่ทั้งแบบโบราณ และดนตรีร่วมสมัย โดยในเวลา 12.00 น. เจ้าคำหาญฟ้า จากแสนหวีเป็นผู้กล่าวปิดงาน

ประชาไทขอนำเสนอภาพกิจกรรมในวันที่ 3 ซึ่งเป็นกิจกรรมภาควัฒนธรรมดังกล่าว

รัฐบุรุษหรือนักเลงคุมซอย ?

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...KAKA

ก่อนอื่นกระผมต้องขอออกตัวก่อน ว่าตัวกระผมเองนั้นไม่ได้มีปัญหา หรือไม่ชอบคุณเปรมเป็นการส่วนตัวแต่ประการใดทั้งสิ้น หากแต่เพียงต้องการเขียนเนื้อหาทางวิชาการที่ปราศจากอคติ เพื่อรักษาสัจจะทางวิชาการ ส่วนเมื่อท่านอ่านแล้ว ท่านจะเห็นด้วยกับบทความนี้หรือไม่นั้น ถือเป็นเสรีภาพส่วนบุคคลสิ่งที่ต้องการเพียงที่จะตั้งถามเพื่อยกระดับ สติปัญญาความคิดให้กับคนในสังคมเท่านั้น


รัฐบุรุษมิได้มาจากการแต่งตั้ง หรือประทาน มาจากใครทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดมาจากการสืบเชื้อสายทางสายโลหิต และไม่สามารถสืบทอดต่อให้ลูกหลานของตนได้ด้วย หากแต่ ความเป็นรัฐบุรษนั้นก่อกำเกิดจากระดับภายในจิตใจของบุคคลคนท่านนั้น ที่ลดละอัตตาตนตัวของตัวเองเพื่อปฎิบัติภารกิจของส่วนรวมเป็นอับดับแรก และ ภารกิจของตนเป็นรอง จนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับต่อสาธรณะชนคนทั่วไป และคนในสังคมทั้งหลายเหล่านั้เห็นพ้องต้องกัน ว่าบุคคลผู้นี้คือ "รัฐบุรุษ” (พึ่งระวังพวกที่เป็นอุตริชน ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ สร้างมายาภาพเพื่อตบตาคนในสังคม เป็นนักมายากลทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของวงค์วานว่านเครือ และลูกน้องของตน)

ลองคิดถึง รัฐบุรุษที่เราตั้งคำถามเค้าอยู่ในใจว่า เค้าผู้นั้นเป็นรัฐบุรุษที่แท้จริงหรือไม่

ให้เราคิดไว้ว่าหากคนนั้นคนจากโลกนี้ไปแล้วโลกจะจดบันทึกเค้าไว้จำเค้าได้ไหม คนรุ่นหลังจะเรียกหาเค้ามั๊ย? หรือว่าคำแซ่ซ้องสรรเสริญยกยอปอปั้นนั้น เป็นเพียงแค่เพราะเค้าผู้นั้นมีกำลังอำนาจ บังคับสั่งการทหาร ควบคุมกระบวนการตัดสินคดีความได้ ยามตอนที่ตัวเองมีชีวิตอยู่ในอำนาจก็ใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ในยามมีอำนาจมีอยู่ไปในการทำลายคู่แข่ง ของตัวเอง รังแกเอาเปรียบผู้อื่นอย่างไร้ความอยุติธรรม และสร้างภาพมายา ว่าตนมีคุณธรรมสูงส่ง ทำเพื่อประเภทอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องอุปโหลกขึ้นมาหลอกชาวบ้านทั้งเพ ยามตนหมดอำนาจหรือตายไป ความเลวที่ตนได้ทำไว้เริ่มปรากฎชัดขึ้นต่อสาธารณชน ทำให้ผู้คนออกมาสาปแซ่ง ด่าทอหรือถึงขนาดและ ขุดออกศพมาเฆี่ยนตีคนพวกนี้จัดว่าเป็นพวกนักเผด็จการ ลวงโลก ซึ่งก็มีเห็นให้มานักต่อนักแล้ว

คราวนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า เปรมแท้จริงแล้วนั้นใช่รัฐบุรุษหรือไม่? และหากคุณเปรมกล้าพอที่จะต้องตอบเหล่านี้กับสังคมให้ได้?”

กระผมจะขอใช้คำอธิบายตามหลักประชาธิปไตยสากล เพื่อแสดงมีเห็นคุณลักษณะของรัฐบุรุษที่แท้จริง ที่ชาวโลกเค้ายอมรับยกย่องกับบุคลิกลักษณะของ คุณ เปรม เพื่อทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนดังนี้

1. รัฐบุรุษ เสียสละตนเอง ทำภารกิจเพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นภารกิจที่ 1 (การพิจารณาให้ระวังพวกของปลอม พร่ำวาทกรรม)

- เปรมมีลักษณะหรือทำภาระกิจ ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างไร?

ผลงานที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดคือ เป็นผู้อำนวยการใหญ่สั่งการให้ทหารเข้าปล้นอำนาจสูงของประเทศไปจากประชาชน ที่แม้แต่นักการเมืองเลวๆ คนหนึ่งไม่กล้าคิดที่จะทำเช่นนี้เลย หากจะมองตามหลักประชาธิปไตยสากล ผนวกเข้ากับหลักทางจิตวิทยาแล้ว เปรม เป็นได้แค่เพียงนักการเมืองเลวๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง การที่จะมาอ้างตนว่าเป็นรัฐบุรุษ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าตลกขบขัน และอายต่อสายตาชาวโลกเป็นแน่แท้

2 รัฐบุรุษ มีอุดมการณ์ที่ชัดเจน ทำเพื่อมนุษยชาติ ( การพิจารณาให้ระวังพวก มือถือดาบปากคาบคัมภีร์ )

- เปรมมีลักษณะอะไรที่ทำให้เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกด้วยกันดีขึ้นหรือ?

เห็นมีแต่ลักษณะ กดทับความคิด ของมนุษย์ในสังคม ทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี เที่ยวชี้นำว่าคนโน้นดีคนนั้นเลว ใช้ทัศนะที่อคติคับแคบในจิตใจของตน บังคับในสังคมคล้อยตามและปฎิบัติตามให้ เสร็จสนอารมณ์หมายของตน แล้วยังมีหน้ามาสอนเรื่องจริยธรรม คุณธรรม ทั้งที่ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจะมีสักนิดก็หาไม่ ยิ่งเมื่อนายเปรมพูดถึงเรื่องประชาธิปไตยด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องที่น่าตลกขบขันเป็นยิ่งนัก เพราะประชาชนเค้ามีความคิดประชาธิปไตย ที่ก้าวหน้าไปไกลกว่าเปรมยิ่งนัก

3. รัฐบุรุษ เป็นนักอภิวัฒน์สังคม หรือปฏิวัติสังคม ด้วยการเอาชีวิตทั้งหมด ไปผลักดันสังคมทั้งระบบจนสำเร็จ หรือ วางรากฐานไว้ให้ทำต่อจนสำเร็จ

- เปรมเคยอุทิศแม้กระทั่งชีวิตตนเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติตั้งแต่เมือไหร่?

หากจะว่าไปแล้วเปรมก็มีจิตสำนึกแบบไพร่ เคยหรือที่คนผู้นี้เคยอุทิศตนให้กับประชาชน นั้นทางตรงกันข้ามเปรมกับเป็นผู้ที่รักษาอิทธิพลอำนาจนอกระบบประชาธิปไตย จากการทำตัวเป็นผู้อำนวยการ บงการทางเมือง การทหาร ควบคลุมกระบวนการยุติธรรม จนกลายเป็นกระบวนการอยุติธรรม ทั้งที่ตนเป็นผู้กระทำ แต่ไม่กล้าเปิดเผยตัว ชอบแทงข้างหลัง จิตใจอํามหิต หากจะว่าไปแล้ว เป็นอุปนิสัยของพวกสาวประเภทสองที่มีปมด้อยในชีวิต และความผิดปกติทางจิตด้วยซ้ำ เป็นลักษณะที่ตรงข้ามกับสัจจะบุรุษ ซึ่งเป็นปฐมภูมิของ บุคคลที่พัฒนาตนสู่รัฐบุรุษ บ่อยครั้งที่เปรมแสดงให้เห็นถึงทัศนะที่ดูถูกการตัดสินใจของประชาชน เห็นได้จากการเข้าสู่อำนาจ โดยไม่ยอมผ่านการเลือกตั้ง หรือ ฉันทมติของประชาชนแม้แต่ครั้งเดียว แล้วใช้อำนาจบาดใหญ่ยึดอำนาจเงียบในสภา บงการยึดอำนาจอย่างโจ่งครึ่มก็ทำมาแล้ว คนเค้ารู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่เค้าไม่อยากพูดเพราะเกรงกลัวอำนาจบาดใหญ่ ที่กดขี่ ข่มแหงประชาชนอยู่

4.รัฐบุรุษ ดำรงสถานะผู้นำสูงสุดทางความคิด และเป็นศูนย์รวมพลังของแนวคิดในการขับเคลื่อนสังคมทั้งระบบ

- ภารกิจอะไรที่เปรมที่ยกระดับความคิดทางสังคมที่เป็นอยู่อย่างอย่างชัดเจน?

ในความเป็นจริง ทำให้สิ่งที่ตรงข้ามกับความเจริญของสังคม ฉุดรั้งในสังคมล้าหลัง สยบยอม เป็นขี้ข้า ให้กลับอิทธิพลของระบอบการเมืองที่ล้าหลัง จนทำให้ประเทศชาติและประชาชนในสังคมตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด

5 รัฐบุรุษ ขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด เป็นการยกระดับสังคมให้ดีขึ้น เพื่อประชาชน

- สร้างแนวคิดอะไรที่เป็นต้นแบบของประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างชัดเจนให้กับคมโลกหรือแม้แต่สังคมไทยสักเรื่องหนึ่งหรือ?

สิ่งที่ เปรมมักจะให้สัมภาษณ์ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของความแค้นส่วนตัว ที่ถูกหนุนจากอิทธิพลของประโยชน์ระบอบการเมืองที่ล้าหลังซึ่งไม่เกี่ยวกับ ทุกข์-สุข ของประชาชนคนส่วนใหญ่เลยแม้แต่น้อย แต่เหมารวมเอาความเจ็บเค้นส่วนตน มาอ้างว่าเป็นความต้องการของคนทั้งประเทศ เป็นวิธีมองโลกแบบจอมเผด็จการ ที่นำเอาประเทศไปสู่หายนะเพียงเพื่อที่จะสนองกิเลสตัณหา ราคะที่มากล้นในจิตใจของตนเท่านั้นเอง

6. รัฐบุรุษ จะเป็นต้นแบบของปรัชญาที่ก้าวหน้ากว่าแบบเก่า และมีวิธีการปฏิบัติการให้สังคมอื่นนำไปศึกษา

- เปรมมีต้นแบบปรัชญาความคิดที่ก้าวหน้า ที่แบบปฏิบัติให้กับสังคมไทย เพื่อให้สังคมอื่นนำเอาไปปฏิบัติแต่ประการใดหรือ?

เห็นแต่นำเอาระบบคิดที่ล้าหลังที่ฉุดรั้งความเจริญของสังคมไทย ที่นานาอารยสังคมโลกเค้า ปฎิเสธแนวความคิดนี้กันหมดแล้ว แต่เปรมก็ยังทึกทักว่าเป็นสิ่งดีสิ่งวิเศษ ที่สังคมไทยควรจะนำไปปฏิบัติตามตน ขนาดใช้ให้ลูกน้องของตน พาคนมาหมอบกราบไว้ต่อหน้าเพียงเพื่อจะบำรุงบำเรอ ตัณหาความใคร่ในจิตใจของตนเป็นผู้วิเศษเลอเลิศก็ทำมาแล้ว

พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในสังคมโลก สังคมที่มีการศึกษาและเจริญแล้วซึ่งระดับสติปัญญาและจิตใจ สิ่งที่เปรมคิดและต้องการจะชี้นำสังคมนั้น ดำรงอยู่ในสังคมที่ล้าหลัง สังคมที่ขาดการศึกษา ขาดการพัฒนาเท่านั้น ที่จะยอมให้กลุ่มอภิสิทธิชนเล็กๆกลุ่มหนึ่งเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ได้เท่านั้น

7. รัฐบุรุษ จะได้รับความรักและเทิดทูนจากประชาชนอย่างแท้จริง ตรงไปตรงมา

( การพิจารณาให้ดีระมัดระวังผู้ที่พยายามกระหน่ำโฆษณาชวนเชื่อ ตนเองในสื่อสาธารณะ ให้เกินมนุษย์ธรรมดาให้เป็นเรื่องบุญญาธิการ สร้างมายาภาพ ขึ้น ในความคิดของประชาชน เป็นนักมายากลทางการเมือง ลวงตาประชาชน หลอกลวงเพื่อร่วมอำนาจให้กับกลุ่มอิทธิพล และผลประโยชน์ของวงค์วานว่านเครือของพวกตน)

- เป็นรัฐบุรุษแบบไหนที่มีแต่คนด่าทอ สาปแซ่งกันทั่วบ้านทั่วเมือง ?

รัฐบุรุษแบบไหนที่สั่งให้ลูกน้องมาทุบตีประชาชนหน้าบ้านตนเอง ขนาดหลักธรรมดาอย่างพรหมวิหาร 4 คนคนนี้ยังไม่มีเลยนับประสาอะไร กับการที่จะเทียบเคียงกับคำว่า "รัฐบุรุษ" ซึ่งเป็นผู้นำที่มีจิตวิญญาณสูงส่ง

การเคารพยกย่องของเปรมเกิดจากกลุ่มคนเล็กๆ ที่อุปโหลกกันขึ้นมาเองเท่านั้น เช่น กลุ่มทหารลูกป๋า กลุ่มนักการเมืองประชาธิปัตย์ ที่ใช้วิธีการกระตุ้นอารมณ์เรื่องภาคนิยม มาใช้ประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งเป็นอันตรายต่อการขัดแย้งในสังคมระยะยาว ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีจิตใจที่คับแคบ คอยจัดฉากสร้างภาพให้เปรมตลอดเวลา

ระบบลูกป๋าซึ่งครอกนำทหารส่วนหนึ่งในกองทัพ เพื่อที่จะเอารัดเอาเปรียบทหารคนอื่น ที่เจ็บปวดกับ ระบบลูกป๋า”

โดยชอบอ้างถึง ความจงรักภักดี นำมาเชือดไก่ให้ลิงดู ทหารที่ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ระบบ ลูกป๋าก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน เพราะจิตสำนึกที่แท้จริงของทหารนั้น ก็รักประชาชน เนื่องจากลูกเมียลูกพวกเค้า ก็สามัญชนธรรมดาเหมือนประชาชนคนทั่วไป หาได้เป็น อภิชนเหมือนพวกที่ป๋าอุปถัมภ์ค้ำชูแต่อย่างไรไม่

8.รัฐบุรุษมีจิตใจที่เป็นสากลที่เป็นที่ยอมรับจากคนทั่วโลก

- เปรมได้รับยกย่องจากบริเวณไหนของสังคมโลกหรือ? พ้นจากอ่าวไทยไป ก็หมดราคาแล้ว!

เปรม จิตใจคับแคบ โลกทัศน์คับแคบ เพียงภายในสังคมไทย เปรมยังจิตใจคับแคบ ลำเอียงข้างฝ่ายตนเองซึ่งเป็นฝ่ายข้างน้อย เปรมคุ้มครองพรรคการเมืองหนึ่ง ทำลายอีกพรรคการเมืองหนึ่ง เปรม เป็นนักเลงโตเคลียร์ปัญหาให้พรรคการเมือง เปรมเรียก กรรมการองค์กรอิสระเข้าพบ เพื่อตั้งธงตัดสินคดีความทางการเมือง

หากจะสรุปตามหลักทางวิชาการแล้ว เปรมก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจาก พวกอุตริชน พวกชอบอวดอ้างธรรมะ ที่ไม่เคยมีในตนเอง แต่เป็นผู้ที่มีความวิปริตทางจิต เบี่ยงเบนทางเพศ มีความกระสันอยากได้ใคร่ดีต่อ นามว่า รัฐบุรุษซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงของตนยิ่งนัก ทั้งยังขาดซึ่งหลัก พรหมวิหาร4 อันประกอบด้วย

1.ความเมตา ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นมีความสุข

เห็นได้ชัดว่าเปรมเป็นคนขี้อิจฉาตาร้อน ในยามที่ผู้อื่นซึ่งตนมิชอบ เพราะความอคติส่วนตนได้ดี ก็ต้องหาทางทำลายผู้นั้นด้วยวิธีทางสกปรกต่างๆนานา ขาดความเมตาธรรมอย่างเห็นได้ชัด

2.ความกรุณา ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

เปรมเป็นคนที่ขาดซึ่งความกรุณา ไม่เห็นใจประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจน ตกทุกข์ได้ นอกจากไม่เคยช่วยเหลือเป็นรูปธรรมแล้ว ยังปล่อยให้ลูกน้องในอาณัติของตนเหยียบย้ำซ้ำเติม ดูถูกประชาชนว่าโง่ งงงาย บางทีเปรียบเค้าเหล่านั้นเหมือนวัว ควาย

ดูถูกปชช.ต่างนานา ทั้งๆที่ตนและลูกน้องของตนก็เสวยสุขอยู่บนภาษีของปชช. ที่ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำให้พวกอภิสิทธิชนเหล่านั้นได้อยู่สุขสบาย มิใช่หรือ?

3.มุติตา ความยินดีที่ผู้อื่นมีความสุขในทางที่เป็นกุศล

นักการเมืองทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศ ประชาชน เปรมกับใช้ลูกสมุนในเครือข่ายของตนกลั่นแกล้งต่างๆนานา แต่พอพวกนักการเมืองที่โกงกิน คอรัปชั่น สร้างหนี้สินให้ประเทศ กับลูกหัว ยกหางบอกว่านี่คนดีที่หนึ่ง(ของป๋า) เลย

4.อุเบกขา การวางจิตเป็นกลาง ไม่เอาใจเข้าข้างหรือ ลำเอียงด้วยอคติตน

คุณธรรมข้อนี้เป็นสิ่งที่เปรม บกพร่องอย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ลำเอียงเข้าของกลุ่มการเมือง ทหาร ที่ประจบประแจง และ สมประโยชน์กับพวกตน เรียกผู้พิพากษาเข้าพบเพื่อตั้งธงในการตัดสิน คดีความทางการเมือง ทำลายกลุ่มการเมืองตรงกันข้ามอย่างอยุติธรรม ทั้งที่ไม่ผิดก็หาความผิดมาให้อย่างน่าตลกขบขั้น ส่วนคนที่ทำผิดถ้าอยู่ฝ่ายตน หรือแปรพรรคเข้ามาอยู่ฝ่ายตน ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ มิหนำซ้ำยังสั่งการให้กระบวนการต่างๆที่เกี่ยวเร่งสะสางคดีความให้อีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอยังออกมาพูดหน้าตาเฉยว่า ตนไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง เป็นการทางเมือง ซึ่งเป็นวาทะกรรมที่สร้างความสะอิดสะเอียนให้กับประชาชนที่เห็นได้ยินได้ฟังคำพูดและการกระทำเหล่านั้นเป็นอย่างมาก

อีกทั้งไม่มีลักษณะของสัตตะบุรุษ กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ ตอนบงการสังการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชน เพราะความกระสันอยากได้ใคร่ดีของตน ก็ออกมาเชิดหน้าชูตาว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี ผมได้ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินแล้ว แต่พอผ่านไปไม่นานประเทศเกิดความเสียหาย ซึ่งเกิดจากผลการบงการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากปชช. ที่ตนเป็นคนบงการแล้ว ก็ให้ลูกน้องออกมาปกป้องว่าตน ไม่ได้เป็นคนทำ ไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งคนทุกฝ่ายในสังคมแม้แต่เด็กที่พอเดียงสาหน่อย ต่างรู้ดีว่าว่าการทำรัฐประหาร 19 กย. 49 เปรมเป็นผู้สั่งการใหญ่ ฉะนั้นการให้ลูกสมุนของตนออกมาปฏิเสธจึงเป็นเพียงเรื่องที่ต้องการปฏิเสธความผิดพลาดที่ตัวได้กระทำลงไป ขาดซึ่งความเป็น สัตบุรุษ ไม่มีหิริโอตตัปปะ หรือความละอายต่อบาป

ทำตัวลับๆล่อไม่กล้าเผชิญความจริง เกรงกลัวต่อคำวิจารณ์ของสังคม จากสุจริตชน ที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงกับตน

สำหรับเปรมแล้วนั้น รัฐบุรุษที่ได้มานั้น เป็นของปลอมๆขึ้น ภาพหลอนเป็นภาพหลอนในสมองของตน ในทางจิตวิทยาเป็นลักษณะเดียวกันกับ บุคลิกภาพของสาวประเภทสอง ที่อยากเป็นหญิง จึงเลียนแบบลีลาท่าทางผู้หญิงจน เกินกว่า ผู้หญิงจริงที่กรี๊ดกร๊าดกระตู้วู้ (บางคน) จนทำให้ผู้คนรำคาญ หรือสมเพทเวทนาเมื่อเห็นเจ้าหล่อนเจ็บปวด จากทำเต้านมเทียม หรือ กระทั่งตัดอัณฑะ แต่.. ความจริงคือเค้าไม่ใช้ผู้หญิงจริง

*** หากจะสรุปตามหลักทางวิชาการ ตามหลักคุณธรรมสากล หลักประชาธิปไตยสากล และจิตวิทยา เปรมก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจาก พวกอุตริชน พวกชอบอวดอ้างธรรมะ ที่ไม่เคยมีในตนเอง แต่เป็นผู้ที่มีความวิปริตทางจิต เบี่ยงเบนทางเพศ มีความกระสันอยากได้ใคร่ดีต่อ นามว่า รัฐบุรุษซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงของตนยิ่งนัก ซึ่งจะใช้วิเคราะห์ระบบความคิดและระดับทางจิตใจของเปรมอย่างจริงจังแล้ว ระดับความคิดและจิตใจของเปรมยังต่ำกว่าระดับนักการเลวๆที่สุดด้วยซ้ำ ซึ่งระดับคุณภาพทางความคิด จิตใจ และพฤติกรรมของเปรมเช่นนี้ ไม่ได้สูงส่งไปกว่า นักเลงคุมซอยแต่เลย ***

Reuters: บทวิเคราะห์: ทำไมสุขภาพของกษัตริย์ไทยสามารถทำให้ตลาดตื่นตระหนก ANALYSIS-Why the Thai king's health can panic markets

ที่มา Thai E-News

โดย Andrew Marshall นักข่าวทางด้านความเสี่ยงทางการเมืองของเอเซีย
ที่มา Reuters
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 ตุลาคม 2552



บทวิเคราะห์: ทำไมสุขภาพของกษัตริย์ไทยสามารถทำให้ตลาดตื่นตระหนก

มันเป็นเรื่องที่ต้องห้ามสำหรับคนไทยที่จะพูดถึงความกลัวของพวกเขาเกี่ยวกับว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อรัชกาลของกษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดชซึ่งมีพระชนมายุ 81 พรรษา ได้สิ้นสุดลง แต่ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นไทยเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมามันพูดออกมาได้ดังกว่าคำพูด

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยได้ตกลงอย่างฮวบฮาบเมื่อวันพุธและพฤหัส และค่าเงินบาทก็ได้อ่อนค่าลงเพราะความวิตกกังวลเรื่องสุขภาพของกษัตริย์ แม้จะมีการดีดตัวกลับวันศุกร์ แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าแม้แต่ข่าวลือเพียงนิดเดียวสามารถทำให้มีการเทขายหุ้นอย่างกระหน่ำ มันแสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลของคนไทยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของรัชกาลและการที่ตลาดจะถูกกระทบอย่างหนัก

"อย่าเชื่อข่าวลือในตลาด ขอให้เชื่อแต่คำประกาศของสำนักพระราชวังเท่านั้น" โฆษกของสำนักพระราชวังกล่าว

มันแน่ชัดว่าถึงแม้ว่าความกลัวเกี่ยวกับสุขภาพของกษัตริย์จะผ่านพ้นไป นักลงทุนก็ยังเป็นห่วงอย่างมากว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า

ไม่เคยมีการสนทนากันในสาธารณะเกี่ยวกับภยันตรายต่างๆเพราะประเทศไทยมีกฏหมายหมิ่นฯที่เคร่งครัดซึ่งห้ามไม่ให้มีการพูดถึงบทบาทของกษัตริย์และปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับอนาคตของสถานการณ์การเมืองแทบจะไม่มี และนักลงทุนต่างชาติก็มีข้อมูลไม่มากเกี่ยวกับความเสี่ยงที่พวกเขากำลังเผชิญ

แต่นักวิเคราะห์กล่าวเป็นการส่วนตัวว่าอาจจะมีช่วงที่วุ่นวายอยู่นานหรือแม้แต่ความไม่สงบ และนั่นคือสาเหตุที่ตลาดอ่อนไหวต่อข่าวลือเกี่ยวกับการประชวร

ความแตกแยกและทางตัน

สิ่งที่ทำให้ประเด็นการสืบทอดราชบัลลังค์มันอันตรายมากตอนนี้ก็เพราะประเทศไทยถูกผูกไว้กับความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมมาหลายปีระหว่างผู้ที่สนับสนุนและผู้ที่ต่อต้านอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรผู้ซึ่งถูกโค่นล้มโดยรัฐประหารสามปีก่อนและปัจจุบันลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ

พ.ต.ท.ทักษิณได้เข้ามามีอำนาจเมื่อปี 2544 และสัญญาที่จะดำเนินนโยบายเพื่อคนยากจน และได้ชนะการเลือกตั้งสมัยที่สองโดยเสียงข้างมากที่มากกว่าเดิมในปี 2548 การสนับสนุนจากคนยากจนในชนบทที่มากมายต่อพ.ต.ท.ทักษิณหมายความว่าเขาได้รับเสียงมากพอที่จะบริหารประเทศโดยไม่จำเป็นต้องทำการต่อรองให้ผลประโยชน์กับข้าราชการและทหารหลังฉากเหมือนที่ทำอยู่โดยทั่วไป

อำนาจที่เพื่มมากขึ้นของพ.ต.ท.ทักษิณและฐานเสียงที่ไม่มีใครสามารถเจาะได้ รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่น ได้เป็นเสียงเตือนภัยกับชนชั้นสูงที่เดิมเป็นผู้มีอำนาจในประเทศ และทหารก็ได้ก่อรัฐประหารขึ้น

ประเทศไทยตอนนี้แตกแยกเป็นสองกลุ่มที่เป็นปรปักษ์ต่อกันอย่างรุนแรง กลุ่ม "เสื้อแดง" ที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งพวกเขาโกรธแค้นที่รัฐบาลที่พวกเขาเลือกมาถูกโค่นล้มโดยทหาร หรือตุลาการ และโดย "เสื้อเหลือง" -- ซึ่งเป็นรอยัลลิสต์ ทหาร และคนในเมืองที่สนับสนุนนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ความขัดแย้งได้ก่อให้เกิดความไม่สงบหลายครั้งซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความน่าลงทุนของของประเทศไทย เมื่อปีที่แล้วผู้ประท้วงต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณได้ปิดกั้นสนามบินสองแห่ง และในเดือนเมษายนที่ผ่านมาผู้ประท้วง "เสื้อแดง" ได้บุกเข้าไปในที่ประชุมสูงสุดของเอเซียที่พัทยาซึ่งทำให้ต้องมีการยกเลิกการประชุมไป

ประเทศซึ่งเคยจัดว่าเป็นที่ๆมีเสถียรภาพของภูมิภาคกำลังถูกมองว่าเป็นประเทศที่ไร้สมรรถภาพ ในปี 2545 ดัชนี World Governance ของธนาคารโลกจัดให้ความมีเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทยอยู่ที่ 59.1 จาก 100 และเมื่อปี 2551 การจัดอันดับดิ่งลงอยู่ที่ 12.9

บทบาทของสถาบันกษัตริย์

โดยทฤษฎีแล้วสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยอยู่เหนือความแตกแยกทางการเมือง กษัตริย์ภูมิพลเป็นกษัตริย์ที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองเป็นทางการ และก็ได้รับความเคารพรักโดยทั่วไปจากคนไทยที่ถือว่า เป็นศูนย์รวมของความสามัคคีในประเทศที่กำลังมีความแตกแยก

แต่กระนั้น ในช่วงระยะเวลา 6 ทศวรรษที่ครองราชย์ กษัตริย์ภูมิพลได้ขยายอิทธิพลทางการเมืองและเข้าแทรกแซงอย่างเปิดเผย 3 ครั้งในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งระหว่างทหารและบุคคลที่มาจากการเลือกตั้ง นอกเหนือจากนั้น วังถูกมองโดยคนไทยหลายคนว่าเข้าข้างฝ่ายที่ต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

ประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สนิทสนมกับผู้ที่วางแผนรัฐประหาร และถูกมองว่าเป็นพันธมิตรกับ "เสิ้อเหลือง" ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ก็ได้ส่งสัญญาณการสนับสนุนต่อกลุ่มเคลื่อนไหวที่ต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณเมื่อปีที่แล้วโดยการเสด็จเข้าร่วมงานศพของผู้ประท้วงสตรี "เสื้อเหลือง"

ดังนั้นทางวังได้ถูกดึงเข้ามาในความขัดแย้ง และต่อมาความขัดแย้งบางส่วนก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับความเหมาะสมของบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณต้องการให้การเลือกตั้งเป็นตัวกำหนด ซึ่งจะทำให้รัฐบาลที่พวกเขาเลือกมาสามารถบริหารได้โดยไม่มีชนชั้นสูงเข้ามาก้าวก่าย

ผู้ที่สนับสนุนสถาบันฯ โต้แย้งว่าประชากรในชนบทไม่มีการศึกษาเพียงพอที่จะทำให้ประชาธิปไตยทำงานได้ ดังนั้นทหาร ข้าราชการ และชนชั้นสูงจึงต้องมีอำนาจควบคุมนโยบายโดยทั่วไป

เป็นเพราะกษัตริย์ภูมิพลเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพรักอย่างกว้างขวาง คนไทยมีความสบายใจต่ออิทธิพลที่ท่านมี และทุกฝ่ายในความขัดแย้งนี้ย้ำถึงความจงรักภักดีต่อบัลลังค์ แต่พระโอรสของกษัตริย์ภูมิพล **เซ็นเซอร์ **

ผลลัพธ์ก็คือการเคลื่อนย้ายอย่างมหึมาของดุลอำนาจ -- "เสื้อแดง" น่าจะแสดงความกล้ามากขึ้นที่จะปฏิเสธอิทธิพลทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการปราบปรามโดยชนชั้นสูงที่กลัวว่าสถาบันกษัตริย์จะสูญเสียอิทธิพล

ความขัดแย้งที่ได้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงไปแล้วจะขยายตัวขึ้นอีก และเสถียรภาพระยะยาวที่นักลงทุนต้องการเห็นจะอยู่ห่างออกไปไกลอีก

ANALYSIS-Why the Thai king's health can panic markets

Fri Oct 16, 2009 6:39am EDT

By Andrew Marshall, Asia Political Risk Correspondent

SINGAPORE, Oct 16 (Reuters) - It is taboo for Thais to publicly voice their fears about what might happen when the reign of their ailing 81-year-old King Bhumibol Adulyadej ends. But the reaction of Thai markets this week spoke louder than words.

Thailand's bourse .SETI tumbled on Wednesday and Thursday and the baht THB= slid on concerns about the king's health. There was a recovery on Friday, but the fact that even vague rumours could spark a sharp sell-off showed just how worried Thais are about a change of monarch, and how badly Thailand's markets will be hit.

"Don't believe the market rumours. Only believe the palace's statements," said a Royal Household Bureau spokesman.

It is clear, though, that even if this health scare passes, investors are deeply concerned about what might lie ahead.

The dangers are never discussed in public because Thailand has strict lese majeste laws that forbid talk of the monarchy's role and possible problems on the horizon. Frank analysis of the political outlook is a rarity, and so many foreign investors have only a hazy idea of the risks they face.

But analysts say privately that there could be a prolonged period of turmoil and even significant civil unrest, and this is why markets are so vulnerable to rumours about his health.

DIVISIONS AND DEADLOCK

What makes the succession issue so dangerous now is that Thailand has been locked for years in a political and social conflict between supporters and opponents of populist former prime minister Thaksin Shinawatra, who was ousted in a military coup three years ago and now lives in self-imposed exile.

Thaksin swept to power in 2001, promising a raft of policies aimed at the poor, and won a second term with an even stronger majority in 2005. Thaksin's huge support from the rural poor meant he had a big enough majority to govern without the usual backroom deals and concessions to the bureaucracy and military.

Thaksin's growing power and impregnable electoral base, plus accusations of corruption, alarmed the elite groups who have traditionally run Thailand, and the military launched a coup.

Thailand is now divided into two bitterly opposed camps: the pro-Thaksin "red shirts" who are furious that successive governments they voted for were toppled by the military or judiciary; and the "yellow shirts" -- royalists, the military and urban Thais, who back Prime Minister Abhisit Vejjajiva.

The conflict has sparked several bouts of unrest that have damaged Thailand's economy and investment attractiveness. Last year, anti-Thaksin protesters blockaded Bangkok's two main airports, and in April "red shirt" protesters stormed an Asian summit in Pattaya, forcing its cancellation.

A country once regarded as a haven of regional stability is increasingly viewed as a basket case. In 2002, the World Bank's World Governance Indicators rated Thai political stability at 59.1 out of 100. By 2008, that rating had dived to 12.9.

THE MONARCHY'S ROLE

In theory, Thailand's monarchy is above the country's political divisions. Bhumibol is a constitutional monarch, with no formal political powers, and he is widely respected by Thais who regard him as a unifying force in a fractured country.

Yet during his six decades on the throne, Bhumibol expanded his influence on politics, and explicitly intervened three times during periods of conflict between the military and elected officials. Furthermore, the palace is seen by many Thais as having taken sides against Thaksin over the past three years.

The king's chief adviser, Privy Councillor Prem Tinsulanonda, was very close to many of the coup plotters, and is regarded as a key ally of the "yellow shirts". Bhumibol's wife, Queen Sirikit, also signalled support for the anti-Thaksin movement last year by attending the funeral of a female "yellow shirt" protester.

So the palace has been drawn into the conflict, and in turn the conflict has become partly about the appropriate role of the monarchy. Thaksin's supporters want the ballot box to prevail, so governments they elect can rule without meddling by the elites.

Many monarchists argue that the rural population are not well enough educated for democracy to work, so the military, bureaucracy and elites should have wide control over policy.

Because Bhumibol is so widely respected in Thailand, most Thais are comfortable with the influence he wields, and all sides in the conflict stress their loyalty to the crown. But Bhumibol's son and presumed heir, Crown Prince Maha Vajiralongkorn, is regarded far less favourably by most Thais.

The result will be a huge shift in the balance of power -- the "red shirts" are likely to be bolder in their rejection of the monarchy's political influence, which could in turn provoke a crackdown by elites worried the monarchy is losing influence.

The conflict that has already done so much damage would escalate. And the long-term stability that investors want to see would be further away than ever. (Editing by John Chalmers)