WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 19, 2009

อาเซียนภาคประชาชน วิพากษ์ "รัฐไทย" ล้มเหลวสร้างความเข้าใจเพื่อนบ้าน

ที่มา ประชาไท

18 ต.ค.52 ช่วงบ่ายวันแรกของเวทีมหกรรมประชาชนอาเซียน ครั้งที่ 2 และการประชุมภาคประชาสังคมอาเซียน ครั้งที่ 5 ภายใต้ชื่อ “พัฒนาวาระของอาเซียนภาคประชาชน: สานต่อการหารือร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน” ระหว่างวันที่ 18-20 ต.ค.52 ณ ห้องประชุมเพชรบุรีแกรนด์ฮอลล์ โรงแรมฮอลลิเดย์อินน์ รีเจนท์ ชะอำ จ.เพชรบุรี มีการเสวนาเรื่อง บทบาทประเทศไทยในอาเซียน: โอกาสและความท้าทายในการสร้างชุมชนแบ่งปันและเอื้ออาทร
ชี้ปัญหาการเมืองภายในกระทบภาพไทยในฐานะผู้นำอาเซียน
อัจฉรา อัจฌายกชาติ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ กล่าวถึงผลกระทบของการเมืองไทยต่ออาเซียนว่า ภาพพจน์ของประเทศไทยในสายตาของต่างชาติค่อนข้างแย่จากปัญหาการเมืองภายในนับตั้งแต่เหตุการณ์ปิดสนามบินเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และการบุกสถานที่ประชุมอาเซียนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาจนทำให้ต้องเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน นอกจากนี้นจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดกรณีที่ผู้นำประเทศพม่าและกัมพูชา ไม่ยอมลงมาพบปะกับตัวแทนภาคประชาสังคมของประเทศตนเองที่เข้ายื่นข้อเสนอร่วมกับภาคประชาสังคมอาเซียน
สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้มองเห็นถึงความขัดแย้งภายในประเทศของประเทศในภูมิภาคนี้ อีกทั้งในภาวะวิกฤติโลกที่เกิดขึ้น ซึ่งอาเซียนเองก็ไม่ได้มีบทบาทมากนัก นั่นแสดงให้เห็นว่าในระบบโลกอาเซียนยังดำเนินไปแบบไม่ประสบผลสำเร็จในเรื่องอำนาจการต่อรองไม่ว่าจะโดยการนำของใครก็ตาม และความขัดแย้งภายในอาเซียนและในไทยที่ยังคงมีอยู่ ทำให้ไทยไม่สามารถก้าวมาเป็นผู้นำของอาเซียนได้
ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ กล่าวต่อมาถึงความหวังที่จะสร้างสังคมที่เอื้ออาทรกันว่า เป็นความหวังอันสูงส่งของอาเซียน ขณะที่ความช่วยเหลือต่างๆ อาทิ ผู้ประสบภัยพิบัติสึนามิ พายุกิสนา คนโรฮิงญา หรือผู้อพยพในภูมิภาค หัวข้อเหล่านี้ได้หายไปจากเวทีการพูดคุยของอาเซียน โดยที่ความเกลียดชังกลับคลืบคลานเข้ามาในส่วนต่างๆ มากขึ้นแทน นอกจากนี้ การจำกัดกำแพงภาษีได้เกิดขึ้น ทั้งที่กำแพงระหว่างเชื้อชาติทำลายยากกว่า เพราะผู้นำประเทศอาเซียนมักหลีกเลี่ยงการพูดถึงจุดเปราะบางของประเทศต่างๆ
เธอกล่าวด้วยว่า การที่ผู้คนเรียนรู้เปิดใจในการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันโดยไม่โอนเอียง และพร้อมจะก้าวไปด้วยกัน โดยไม่หวังผลประโยชน์เพื่อตนเอง ตรงนี้จึงจะถือว่าเป็นความก้าวหน้าและทำให้คนมีคุณค่า ทั้งนี้ ในส่วนของผู้นำนโยบายหรือสื่อเอง ไม่ควรนำเรื่องความรักชาติรักประเทศเข้ามาเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการให้ความช่วยเหลือ เพราะภัยพิบัติคือความเจ็บปวดร่วมกันของประชาชนในอาเซียน
จวกรัฐอย่าอ้างความมั่นคงด้านพลังงาน ทำโครงการใหญ่ ทำร้ายประชาชน
ชื่นชม สง่าราศี กรีเซ่น นักกิจกรรมจากพลังไท กล่าวว่า แผนการป้อนไฟฟ้าสู่โครงข่ายพลังงานอาเซียน (ASEAN Power Grid) มีโปรแกรมหลักในการก่อสร้างโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ อาทิ โครงการเขื่อนขนาดใหญ่ และการสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติระหว่างประเทศ โดยเธอกล่าวถึงโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ว่าเป็นการลงทุนมากแต่ได้ผลน้อย และการบอกว่าไฟฟ้าพลังงานน้ำมีราคาถูก นั้นไม่จริงเพราะสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความสูญเสียกับทรัพยากรและวีถีชีวิตประชาชน นอกจากนี้ในการส่งไฟฟ้าเชิงภูมิภาคจะไม่มีผลมากนักเพราะแต่ละประเทศก็มีการดำเนินการภายในอยู่แล้ว การที่ไทยพยายามเพิ่มโครงข่ายพลังงานเข้าไปในประเทศลาวก็เพื่อนำเอาไฟฟ้าจากลาวเข้ามาใช้ในประเทศไทย
ชื่นชมกล่าวว่า โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเองก็เป็นการดำเนินการระหว่างประเทศที่มีอุปสงค์-อุปทาน ซึ่งก็ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐ ดังเช่น กรณีการก่อวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลย์ เพราะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในอาเซียนส่วนใหญ่มีรัฐเป็นผู้ดำเนินการ
ในส่วนของบทบาทประเทศไทย นักกิจกรรมจากพลังไทกล่าวว่า การดำเนินแผนโครงข่ายพลังงานอาเซียน (ASEAN Power Grid) เป็นเพียงการเพิ่มโครงข่ายพลังงานของประเทศไทยไปในประเทศอื่นเพื่อนำไฟฟ้ามาใช้ในประเทศไทยซึ่งส่งกระทบคนในท้องถิ่นและระบบนิเวศวิทยา นอกจากนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสหกิจขนาดใหญ่ของไทย ทั้ง 2 บริษัทได้ขยายข้ามขอบเขตการลงทุนออกไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศต่างๆ ในอาเซียน โดยใช้เงินจากคนไทยไปในการดำเนินการ องค์กรเหล่านี้มีขาหนึ่งอยู่ในฝั่งผู้กำหนดนโยบาย ในส่วนในรัฐบาลไทย และอยู่ในอาเซียน แต่ทำงานแสวงหาผลกำไรให้เอกชนที่ถือหุ้น
ชื่นชม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีความรับผิดชอบที่คาบเกี่ยวกันอยู่ในส่วนของภาคราชการของไทยด้วย เนื่องจากมีข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพลังงานได้เข้าไปเป็นกรรมการบริหารในบริษัทพลังงานหลายบริษัทที่ดำเนินการทั้งในประไทยและต่างประเทศ โดยได้รับค่าตอบแทนสูงซึ่งอาจสูงกว่าเงินได้จากงานประจำ ตรงนี้อาจทำให้ยากที่จะหวังให้ภาคราชการเหล่านี้มาดูแลผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งนอกจากภาคธุรกิจจะก้าวเข้ามาในส่วนนโยบายแล้ว ในส่วนนโยบายยังก้าวเข้าไปสู่ธุรกิจด้วย
นักกิจกรรมจากพลังไท กล่าวด้วยว่าการดำเนินงานตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ทำให้ราคาหุ้นในภาคพลังงานเพิ่มขึ้นจนสูงถึง 66 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจการลงทุนพลังงานมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการผูกขาดการลงทุนของบริษัทที่ดำเนินการด้านพลังงานเพียงไม่กี่บริษัท นอกจากนี้การคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าที่สูงเกินความเป็นจริง ยังทำให้เกิดผลกระทบเพราะรัฐบาลนำมาสร้างจริง นั้นส่งผลให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินสูงขึ้นไปกับไฟฟ้าส่วนเกินที่เกิดขึ้น ทั้งที่การก่อสร้างไม่ได้จำเป็น อีกทั้ง พลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาลที่ถูกผลิตออกมาไม่ใช่เพื่อผู้บริโภคขนาดเล็ก พลังงานส่วนใหญ่ที่ผลิตไม่ได้มีเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ แต่เป็นเพื่อเอกชนและภาคอุตสาหกรรม
“เราต้องมีความมั่นคงทางพลังงานจริงหรือเปล่า อยากให้มีการตั้งคำถามกับคนที่พูด ความมั่นคงทางพลังงานไม่ควรถูกนำมาเป็นข้ออ้างทำลายวิถีชีวิตประชาชน” ชื่นชมแสดงความคิดเห็น อีกทั้งยังยกคำพูดของมหาตมะ คานที ที่ว่า ธรรมชาตินั้นเพียงพอกับความต้องการ แต่ไม่เพียงพอกับความตะกละตะกราม
เธอกล่าวด้วยว่า อาเซียนเปรียบเสมือนเป็นประเทศที่เปิดกว้างของไทยที่จะส่งต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาสังคมให้ขยายออกไปตามวงจรการลงทุนของไทย หากโครงสร้างของอาเซียนไม่เปลี่ยนปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก็จะก็จะเกิดขึ้น เพราะอาเซียนถูกตัดสินโดยผู้มีอำนาจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ ไม่ใช่แค่ให้อาเซียนฟังมากขึ้นเท่านั้น แต่ต้องทำให้ประชาชนซึ่งเป็นคนรากหญ้ามีพลัง มีการแบ่งสรรอำนาจให้ประชาชนมากขึ้น และควรมีประชาธิปไตยมากขึ้นในอาเซียน ทั้งนี้เราต้องการความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ที่ไม่ใช่แค่ต่อสู้กับรัฐบาล แต่ต้องต่อสู้กับภายในของตนเองด้วย
ชี้ประชาชนเข้มแข็ง ต้องเรียนรู้จากกันและกันโดยไร้พรมแดน
ศิริชัย สาครรัตนกุล เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งของประชาชนทำได้โดยเรียกร้องให้ไม่มีพรมแดนระหว่างประชาชนอาเซียนอีกต่อไป โดยยกตัวอย่างการก่อตั้งสหกรณ์ของประเทศในยุโรปหลังปฎิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งประสบความสำเร็จผ่านการเรียนรู้จากกันและกันโดยไม่มีพรมแดน
เขากล่าวต่อว่า ส่วนการพัฒนาความเข้มแข็งจากระดับบุคคลไปสู่ระดับชาติ ทำได้โดยอาศัยทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา นั่นคือ อาศัยขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน ผ่านการสร้างเครือข่าย ประกอบกับองค์ความรู้ และเจตนารมณ์ ซึ่งของไทยเององค์กรที่ประสบความสำเร็จ คือ สสส. ซึ่งวุฒิสภาออกกฎหมายให้รัฐบาลแบ่งภาษีบาป 2% เพื่อสนับสนุนด้านสุขภาวะ รวมถึงคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
หนุนการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี เพื่อชีวิตที่ดีของคนงาน
ศิริพร สโครบาเนค ประธานมูลนิธิผู้หญิง กล่าวว่า การที่ไม่มีผู้นำอาเซียนเข้าร่วมในช่วงเช้า ก่อให้เกิดคำถาม 2 ข้อ คือ หนึ่ง ประชาสังคมอาเซียนแข็งแรงพอจะทำให้ผู้นำหันมาสนใจได้ไหม สอง ผู้นำอาเซียนสนใจการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างประชาคมอาเซียนจริงหรือไม่
เธอกล่าวว่า แต่ละประเทศในอาเซียนมีเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน เห็นได้จากรายงานของ UNDP ที่ระบุว่า สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เป็นประเทศที่มีการพัฒนาสูงอยู่ใน 50 ประเทศแรกของการจัดอันดับ ขณะที่ไทยอยู่ลำดับที่ 87 และประเทศอื่นๆ อยู่ในลำดับที่ 100 ขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ถามว่า ประเทศที่ร่ำรวยมีความฝันเดียวกันกับประเทศยากจนหรือไม่ และแม้แต่ประชาชนในภาคประชาสังคม ยังมีวิถีชีวิตและวิธีคิดที่ต่างกัน
ถ้าถามว่า เราควรมีความใฝ่ฝันเดียวกับผู้นำอาเซียนไหม ศิริพรกล่าวว่า ควรมองในแง่บวก เพราะเรายังต้องอยู่ในอาเซียน ที่มีทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาพรมแดน ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ก็นับว่ามีสิ่งดีในพิมพ์เขียวเรื่องความมั่นคง ที่ระบุถึงการปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชน ซึ่งเมื่อมีการกล่าวถึงไว้แล้ว เราก็ควรใช้ประโยชน์และทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนจริงๆ
ศิริพร กล่าวถึงประเด็นการเคลื่อนย้ายของแรงงานว่า อาเซียนบอกว่าจะมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่การเคลื่อนย้ายของประชาชนกลับจำกัด ยังมีการข้ามพรมแดนที่ผิดกฎหมาย และไม่มีกลไกช่วยบรรเทาทุกข์ รายงานปีล่าสุดของ UNDP ระบุว่า รายได้ของแรงงานข้ามชาติทำให้ครอบครัวที่ประเทศต้นทางมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากกว่าความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ ดังนั้น อาเซียนจึงควรสนับสนุนการเคลื่อนย้ายอย่างเสรี เพื่อทำให้อาเซียนไม่มีพรมแดน ให้คนข้ามพรมแดนได้อย่างมีศักดิ์สิทธิ์ และปกป้องสิทธิของประชาชนอาเซียน
เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ อย่ามองเพื่อนบ้านเป็นตัวร้าย
สุเนตร ชุติธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศเกิดขึ้นเพราะไทยขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเรามีความรู้ที่จำกัดทั้งเรื่องภาษา วรรณคดี ภูมิหลัง ประวัติศาสตร์ การเมือง สภาพเศรษฐกิจ ของประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าถามนักเรียน นักศึกษาไทยว่ารู้เกี่ยวกับภาษาของเพื่อนบ้านมากน้อยแค่ไหน เขาคิดว่าจะรู้น้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นภาษา พม่า เขมร ในขณะที่หลายคนรู้ภาษาอังกฤษ จีน แม้กระทั่งญี่ปุ่น ดังนั้น เราจะสร้างความเข้าใจร่วมกันอย่างไร ในเมื่อยังไม่มีความเข้าใจลึกซึ้งเรื่องเพื่อนบ้านเราเลย นอกจากนี้ ไทยยังมีความคิดแบบนายทุน มองประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็นแหล่งแรงงานราคาถูก เป็นแหล่งทรัพยากรที่สามารถเข้าไปแสวงประโยชน์ได้ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ
เขาแสดงความเห็นว่า น่าสนใจว่า มีปัญหาอะไรบ้างเมื่อเราพูดถึงประเทศไทยเป็นสมาชิกอาเซียนมา 40 ปีแล้ว แต่ไทยก็ยังไม่ได้ทำงานผนวกรวม เพื่อก่อให้เกิดการผลักดันการเคลื่อนไหวเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในอาเซียน สำหรับประเทศไทยแล้ว อาเซียนอาจดูเหมือนต่างประเทศ อยู่ไกลตัว เหมือนแตะต้องไม่ได้ เอื้อมไม่ถึง ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องทำให้อาเซียนเป็นเหมือนมนุษย์ธรรมดา ต้องตั้งคำถามพื้นฐานว่า ประเทศไทยรู้จักอาเซียนแค่ไหน เรารู้จักอาเซียนตามแนวความคิด หรือรู้จักอาเซียนในแบบที่เป็นองค์กรที่จะผนึกเราเข้าด้วยกัน ดังนั้น ก็ต้องกลับมาที่คำถามที่ว่า เมื่อเราไม่เรียนรู้เกี่ยวกับแต่ละประเทศในอาเซียน ไม่เรียนประวัติศาสตร์ ของเพื่อนบ้านก็ไม่มีประวัติศาสตร์ของอาเซียน
สุเนตร กล่าวว่า ที่ผ่านมา เราเรียนประวัติศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้านจากมุมมองของเราเอง ผ่านตัวเราเองที่มองว่าเพื่อนบ้านเราเป็นอย่างไร เมื่อเราพูดถึงพม่า เราคิดว่าเป็นศัตรูสำคัญที่ทำให้อาณาจักรอยุธยาล่มลง ประวัติศาสตร์กัมพูชาก็เช่นกัน เราไปคิดว่าจะมาแทงข้างหลังเรา ส่วนลาวเราก็บอกว่าด้อยกว่าเราทั้งทางอารยธรรมและวัฒนธรรม ส่วนมาเลเซีย เรามองด้วยความระวัง ร้ายยิ่งกว่างูพิษ เห็นไหมว่าเราไม่เคยมีมุมมองที่เป็นบวกกับประเทศเพื่อนบ้านเลย
เขากล่าวเสริมว่า ในฐานะอาเซียน รัฐก็พยายามอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในการลดภาพเชิงลบ แต่ก็ยังทำได้ไม่มาก เพราะประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้น กลายเป็นพื้นฐานที่เข้มแข็งของสถาบันต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น มีการกำหนดวันกองทัพไทยเป็นวันที่ 24 มกราคม เนื่องจากเมื่อย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เป็นวันที่นเรศวรฆ่าพระมหาอุปราชาในสงครามยุทธหัตถี แต่หลังจากนั้นสองปีที่แล้วมีการเปลี่ยนวันกองทัพไทยใหม่ เป็นวันที่ 18 มกราคม เพราะไปพบว่าข้อมูลนั้นผิด
เขาตั้งคำถามว่า เมื่อประวัติศาสตร์ไทยไม่สอดคล้องกับจิตวิญญาณของอาเซียน เราจะทำอย่างไร เรื่องนี้ไม่สามารถแก้ได้ง่ายๆ เพราะเพื่อนบ้านเราก็มีปัญหาเหมือนกัน เช่น พม่า กัมพูชา จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ประเทศเขาให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของอาเซียนที่มีประชาชนเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคได้อย่างไร
สุเนตร แสดงความเห็นว่า คนในประเทศไทย ไม่มีใครถือได้ว่าเป็นไทย 100 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ว่าในชาติไหนก็ไม่มีของความเป็นชาตินั้นๆ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เรามีการแบ่งปันกับเพื่อนบ้าน มีการอยู่ร่วมกัน เรามีความหลากหลายของภาษาที่ผนวกรวมกันหมด ในทางวรรณคดี ก็มีองค์ประกอบต่างๆ ที่นำมาประยุกต์ นำมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นสำคัญมากที่จะเรียกร้องให้คนไทยให้มีสัมพันธภาพกับเพื่อนบ้านเรา ในมุมมองเช่นนี้ เราจะทำอะไรได้หลายอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
เขากล่าวถึงการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทำได้โดยเริ่มจากเขียนประวัติของประเทศเราใหม่ ซึ่งในนั้นเราต้องมีภาพที่เป็นบวกของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอยู่ด้วย หากประชาชนในระดับต่างๆ การทำเช่นนั้น ในมุมมองประวัติ วรรณกรรม ดนตรี เราจะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ที่เป็นจริงที่แตกต่างจากประวัติศาสตร์ที่รัฐสร้างขึ้น ซึ่งในอนาคตอันใกล้ หากประเทศต่างๆ ทำแบบนี้ เราจะมีฝันดีที่จะสร้างหรือจัดตั้งชุมชนอาเซียนขึ้นได้ โดยมีประชากรอาเซียนเป็นหัวใจหลักของชุมชนอาเซียน
ติดตามได้ที่ : http://twitter.com/aseanpeople_th

เสวนา: บททดสอบภาคประชาชน เมื่อสิทธิการชุมนุมถูกปราบโดยรัฐ

ที่มา ประชาไท

18 ต.ค.52 กลุ่มประกายไฟ จัดเสวนา เรื่อง “บททดสอบภาคประชาชน เมื่อสิทธิการชุมนุมถูกปราบโดยรัฐ” ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว
ตัวแทนชาวบ้านหนองแซง กล่าวว่า การชุมนุมดังกล่าวเป็นการรวมตัวกันเรียกร้องขอความเป็นธรรมบนท้องถนน และเป็นการเรียกร้องให้ส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมหาทางออก เนื่องจากชาวบ้านรู้สึกถึงทางตัน ไม่มีหน่วยงานใดๆ สนใจปัญหาของพวกเขา และยืนยันการชุมนุมดังกล่าวไม่มีแกนนำ หากแต่เป็นความรู้สึกเก็บกดของชาวบ้านในพื้นที่ที่รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐด้วย อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านหนองแซงยังคงจะต่อสู้ต่อไปตามช่องทางต่างๆ ที่มี เพื่อปกป้องวิถีชีวิตและสิทธิของประชาชนในพื้นที่
ตัวแทนสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ กล่าวว่า รู้สึกตกใจกับการออกหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากการชุมนุมในวันดังกล่าวเป็นการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อรัฐบาลแต่ไม่มีใครออกมารับหนังสือ และอยู่ระหว่างประสานให้มีตัวแทนออกมารับการร้องเรียน บรรยากาศการชุมนุมก็เป็นไปแบบสบายๆ ไม่ได้สร้างแรงกดดันใดๆ
นายอานนท์ นำภา ทนายความจากสำนักกฎหมายมีสิทธิฯ กล่าวว่า ในวันอังคารนี้ (20 ต.ค.) จะยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับกรณีแรงงานไทรอัมพ์ แม้ว่าก่อนหน้านี้ศาลจะมีคำสั่งไม่ให้คัดสำเนาหมายจับและคำร้องขอออกหมายจับของพนักงานสอบสวน ซึ่งน่าจะเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาก็ตาม อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่ากระบวนการออกหมายจับของไทยยังมีปัญหาอยู่มาก และจุดมุ่งหมายของการออกหมายจับก็มักมุ่งไปที่การทำให้ประชาชนประสบความยุ่งยากจนไม่สามารถไปเคลื่อนไหวอะไรได้
“ พ.ร.บ.กรชุมนุมสาธารณะที่จะออกมาก็น่าเป็นห่วง ทุกฝ่ายควรจับตาอย่างใกล้ชิด” อานนท์กล่าวและว่าวิธีแก้ปัญหานี้อาจต้องเปลี่ยนวิธีคิดของเจ้าหน้าที่และสังคม ตลอดจนทำให้วิถีการปกครองประเทศเป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้
อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ยุทธวิถีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนทุกกลุ่มมักจะดำเนินการผ่านช่องทางต่างๆ ตามปกติมาจนหมดแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถส่งเสียงสู่สังคมหรือส่วนที่เกี่ยวข้องให้แก้ปัญหาได้ จึงต้องเคลื่อนไหวโดยพยายามทำให้กลไกต่างๆ ของสังคมหรือรัฐ ไม่สามารถทำงานได้เพื่อดึงความสนใจของส่วนต่างๆ มายังปัญหาของพวกเขา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และเป็นความชอบธรรมของชาวบ้าน ผู้ด้อยโอกาสตลอดมา
แต่หลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เรื่องดังกล่าวมีความซับซ้อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างสำคัญของกลุ่มประชาชนและขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรฯ อยู่ที่เป้าหมาย ซึ่งสำหรับประชาชนกลุ่มต่างๆ นั้นไม่ได้มีเป้าหมายที่เป็นปัญหากับระบอบประชาธิปไตย และไม่ได้ทำให้รัฐเป็นรัฐที่ล้มเหลว อีกทั้งการชุมนุมทางการเมืองหลายครั้งก็ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักของการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธแต่อย่างใด
“ที่ผ่านมานักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชนต่างๆ ถนัดที่จะด่ารัฐเวลามีการปะทะกัน ซึ่งส่วนหนึ่งก็มีความจริงสอดคล้อง วันนี้มันซับซ้อนมากขึ้น ความรุนแรงไม่จำเป็นต้องมาจากเจ้าหน้าที่รัฐเสมอไป” อุเชนทร์กล่าว
เขากล่าวอีกว่า เมื่อสถานการณ์วันนี้ซับซ้อนมากขึ้นและทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกลายเริ่มเป็นจำเลยในบางกรณี อีกทั้งเกิดความแตกต่างกันระหว่างการจัดการกับการชุมนุมของฝ่ายต่างๆ จึงเห็นสมควรให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ แต่ไม่ใช่แบบที่รัฐบาลผลักดัน ทำให้ผู้ชุมนุมต้องขออนุญาตก่อนและสร้างเงื่อนไขต่างๆ มากมาย แต่ต้องเป็นกฏหมายที่ปกป้องสิทธิการชุมนุมของประชาชนให้เท่ากันทุกกลุ่ม และกำหนดขอบเขตว่าการชุมนุมที่เกินเลยไปจะไมได้รับการคุ้มครอง เช่น การพกพาอาวุธ และหากจะมีการสลายการชุมนุมก็ต้องมีความโปร่งใส ชัดเจน
“การมีมาตรฐานแบบนี้อาจดีในแง่ที่ว่ามันปกป้องสิทธิการชุมนุมของคุณเท่ากันทุกคน ตั้งแต่องคมนตรีถึงคนเก็บขยะ” อุเชนทร์กล่าว
ทั้งนี้ การเสวนาดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องมาจากกรณี 3 ผู้นำที่ชุมนุมที่เชียงรายเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือราคาข้าวนาปรังถูกจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา เมื่อ 23 กรกฎาคม 2552 หลังจากนั้นเพียงเดือนเศษ สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงาน อิเล็กทรอนิกส์และแม็คคานิคส์ในเครือ ซึ่งเป็นคนงานบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์(ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิล์ลเวลล์การ์เม้นท์ที่เดินทางมายื่นข้อเรียกร้องและติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาของรับบาลบริเวณหน้าทำเนียบและรัฐสภา ในวันที่ 27 สิงหาคม ถูกสลายการชุมนุมด้วยเครื่องทำลายประสาทหูหรือ LRAD และถูกออกหมายจับ 3 แกนนำ ด้วยข้อหาก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง เช่นเดียวกับคนขายหวยจากจังหวัดเลยที่มาประท้วงกระทรวงการคลังไม่จัดสรรโควตาสลาก เมื่อวันที่ 23 กันยายน ล่าสุด กรณีแกนนำชาวบ้านหนองแซง จังหวัดสระบุรี 6 คนถูกแจ้งความดำเนินคดีข้อหาปิดถนนทางสาธารณะ ภายหลังการชุมนุมบนถนนสายพหลโยธินตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2552 และได้ยุติการชุมชนในวันที่ 25 กันยายน 2552 เพื่อแสดงตัวตนและสื่อสารต่อสาธารณะของชาวบ้านที่เป็นเหยื่อของการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรมและขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ

ผมเป็นคนไท...

ที่มา thaifreenews

โดย...ธนโชติ วงศ์จันทร์ชมภู
ชมรมคนรักประชาธิปไตย หัวใจสีแดง
จังหวัดหนองบัวลำภู

"รัฐบาลนี้กลัวความจริงและคุกคามแทรกแซงสื่อ"

@@@@@@@@@@@@


"ายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระบุว่าไม่มีใครกล้าให้ออกสื่อเพราะ รัฐบาลนี้กลัวความจริง ใจแคบและขี้ตกใจ ว่า รัฐบาลนี้ไม่เคยกลัวความจริง พร้อมที่จะเผชิญข้อเท็จจริงทุกเรื่องตลอดเวลา แต่คนที่กลัวความจริง คือ คนที่ไม่กล้าพิสูจน์ตัวเองกับศาล เมื่อถูกตัดสินให้จำคุกจากการใช้อำนาจหน้าที่ก็เป็นนักโทษหนีคุก ร่อนเรพเนจรในต่างประเทศ และไม่กล้าที่จะกลับมาพิสูจน์ข้เท็จจริง จึงอยากถามว่า ใครกันแน่ที่มีพฤติกรรมกลัวความจริงใจแคบขี้ตกใจพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนที่พูดเอาแต่ได้ ลืมไปว่าตัวเองมีสถานะเป็นนักโทษหลบหนีคดี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า รัฐบาลแทรกแซงสื่อหนักกว่ายุคสมัยของตนเองนั้น อยากเรียนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าใจว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่เคยแทรกแซงสื่อ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ไม่เคยมีพฤติกรรมเข้าควบคุม หรือเทกโอเวอร์สื่อ แต่ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ มีการแทรกแซงสื่อ โดยใช้เงินซื้อโฆษณาเป็นเหยื่อล่อ หากสื่อสำนักใดควบคุมไม่ได้ ก็สั่งคนของตัวเองไปซื้อหุ้น หรือกิจการของสำนักพิมพ์ หรือสื่อมวลชนคนใดไม่ยอมเป็นพวก ก็ให้ ปปง.และกรมสรรพกร เข้าไปตรวจสอบภาษีและบัญชีเงินฝากดังเช่นที่เคยเกิดมาแล้ว ถือเป็นยุคมืดของวงการสื่อสารมวลชนไทย ที่มีการคุกคามสื่อมวลชนที่รุนแรงที่สุด" (นสพ.ไทยรัฐ ฉบับที่ 18878 ประจำวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2552 หน้าที่ 16 หัวข้อ "ตอก" ทักษิณไม่กล้าพิสูจน์ความจริง")

มื่อผู้เขียนได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ โฆษกฯ ผู้ปากกล้าปากเก่งคนนี้แล้ว ก็รู้สึกเข็ดเขี้ยวอดใจที่จะเขียนถึงไม่ได้ กล้าพูดออกมาได้อย่างไรว่า "รัฐบาลชุดนี้ไม่เคยกลัวความจริง พร้อมที่จะเผชิญข้อเท็จจริงทุกเรื่องตลอดเวลา" คำพูดกับพฤติกรรมการกระทำของ"รัฐบาลชุดนี้" โดยเฉพาะ "พรรคประชาธิปัตย์" มักเป็นอะไรที่สวนทางกับความจริงเสมอ




ท่านผู้อ่านคงยังจำได้กับเหตุการณ์ในรัฐสภา เมื่อคราวที่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง อภิปรายในสภาโดยได้ขออนุญาตท่านประธานฯ เพื่อนำคลิปเสียงของ"นายกอภิสิทธิ์" พูดสั่งการให้เกิดการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชน และการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ช่องของคนเสื้อแดงในช่วง"สงกรานต์เลือด" ไปเปิดในสภาเมื่อได้ตั้งกระทู้ถาม ปรากฎว่า พวก สส.ประชาธิปัตย์โดยเฉพาะ"บรรดา ขุนพลสอพลอ"ทั้งหลาย ต่างกีดกันสุดลิ้มทิ่มประตู ไม่ยอมให้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม นำคลิปเสียงไปเปิดในสภา สส.เหล่านั้นทั้งดิ้นทั้งเต้น ุกลี้ลุกลน ประท้วงกันอุดตลุด ปากสั่นคอสั่น "แสดงพฤติกรรมกลัวความจริง" จนประชาชนที่ดูแล้วเขา"เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย" ว่าคลิปเสียงนั้นเป็นจริงหนักเข้าไปอีก และก่อนหน้าที่จะมีการเปิดอภิปรายที่รัฐสภา ทันทีที่คลิปเสียงนี้ออกเผยแพร่ ไพร่พลของประชาธิปัตย์ ก็แสดงอาการหวาดกลัวคลิปเสียงนี้อย่างเห็นได้ชัด ตอบโต้โวยวายกันทั่วหน้า ทั้งขู่จะปิดเว็บไซต์ ขู่จะปิดสถานีวิทยุ ขู่จะดำเนินคดีตามกฎหมายหากใครนำคลิปเสียงนั้นออกเผยแพร่ สาเหตุที่พวกพลพรรคของรัฐบาลดิ้นกัน


พล่าน ๆ นั้น เพราะอะไรถ้ามิใช่เพราะ"กลัวความจริง" กลัวประชาชนจะรับรู้ความจริงว่า เสียงที่พูดในคลิปนั้นเป็นเสียงของ นายกอภิสิทธ์ จริง การแสดงพฤติกรรมดังที่กล่าวมา จะเรียกว่าอะไรถ้าไม่เรียกว่า "พฤติกรรมกลัวความจริง"


ความจริงอีกอย่างหนึ่งที่รัฐบาลชุดนี้ กลัวมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ "กลัวการเลือกตั้ง" กลัวว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่เลือกพรรคตน


ยิ่งมาเห็นผลการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร และ จ.ศรีสะเกษ ที่ประชาชนสอนมวยพวก"เนรคุณ" ยิ่งกลัวหนักเข้าไปอีก จนนายอภิสิทธิ์ ไม่กล้าที่จะยุบสภา ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์บีบครั้น ทุกด้าน และการบริหารงานห่วยแตก นั้นเพราะ "กลัวจะรับกับความจริงในผลการเลือกตั้ง" ไม่ได้นั้นเอง


ส่วนข้อที่โฆษกสอพลอบอกว่า "คนที่ไม่กล้าพิสูจน์ตัวเองกับศาล เมื่อถูกตัดสินให้จำคุกจากการใช้อำนาจหน้าที่ก็เป็นนักโทษหนีคุก...จึงอยากถามว่าใครกันแน่ที่กลัวความจริง นี่แหละคือ นิสัยซึ่งนิยมพูดแบบ "เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น" ประชาชนเขารับรู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 "เผด็จการทหาร" ที่เรียกว่า คมช.ได้เข้าควบคุมกระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง เพื่อทำลายล้าง"ระบอบทักษิณ" ไม่ว่าจะเป็นการออกกฏหมาย และจัดทำ"รัฐธรรม"ขึ้นใหม่ แล้วยังแต่งตั้งเครือข่ายของตนไปดำรงตำแหน่งในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะ คตส.,กกต.,ปปช.,ตุลาการ ของศาลต่าง ๆ และทุกคนที่เข้าไปอยู่ในกระบวนการเหล่านั้น ล้วนแต่เป็น"ปฎิปักษ์"กับ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งนั้น แล้วมาพิจารณาว่าความตัดสินคดี "พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ" อย่างนี้ความ"ยุติธรรม" ยังจะเหลืออยู่หรือ ความจริงข้อนี้คุณโฆษกปากสอพลอทำไมไม่พูดถึง


อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคฯ บอกว่า "รัฐบาลนี้ไม่เคยแทรกแซงสื่อ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ไม่เคยมีพฤติกรรมเข้าควบคุมสื่อ" ประเด็นนี้มีส่วนถูกอยู่บ้างครึ่งหนึ่ง หมายความว่า ก็ในเมื่อ "สื่อกระแสหลัก" เช่นโทรทัศน์ หรือสื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับนั้น รัฐบาลไม่ต้องไปแทรกแซงไม่ต้องไปควบคุมอะไรนักหนา สื่อเหล่านี้มันก็เข้าข้างรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะ "สื่อแพศยา" และ "สื่อทาส" พวกนี้มันถูก "เผด็จการอำมาตยา" ดึงเอาไปเป็นพรรคพวกเกือบหมดแล้วหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549


แต่ประเด็นการแทรกแซงสื่อของรัฐบาลชุดนี้มันอยู่ที่ "สื่อที่เป็นกลาง" และ "สื่อฝ่ายนิยมประชาธิปไตย" ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล วิพากษ์ วิจารณ์รัฐบาลต่างหาก เหตุการณ์กรณีของ "คุณจอม เพชรประดับ" ซึ่งผ่านมาไม่นานนี้เป็นตัวอย่างที่บ่งบอกว่า "รัฐบาลนี้คุกคามสื่อ" ได้ดีที่สุด อย่าว่าแต่คุณจอมเลย ใครก็ได้ในพวก"สื่อกระแสหลัก" ลองแหลมออกมาเสนอความจริงที่ขัดกับความรู้สึกของรัฐบาลนี้ดู ก็ต้องเจอแบบเดียวกับคุณจอม นั้นแหละ จะมีก็แต่ "สื่อฝ่ายนิยมประชาธิปไตย"อย่าง"ไทยเรดนิวส์ " นี่แหละ ที่กล้าแฉความเลวร้ายของรัฐบาลนี้ (ตามนโยบายของท่าน บก.ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น ที่เคยเขียนตอบจดหมายท่านผู้อ่านที่หวังดีว่า ซึ่งมีใจความประมาณว่า"เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม ถึงตายก็ยอม" )


อีกตัวอย่างของการ "คุกคามและแทรกแซงสื่อ" ของรัฐบาลนี้ หวังว่าท่านผู้อ่านคงยังพอจำได้ช่วงเหตุการณ์ "สงกรานต์เลือด" และต่อเนื่องเรื่อยมา รัฐบาลนี้ยิ่งกว่าการ"คุกคามสื่อ" เสียอีก นั้นก็คือ การสั่งปิดเว็บไซต์ฝ่ายประชาธิปไตย มากกว่า 70 เว็บไซต์ สั่งปิดและยึดสถานีวิทยุฝ่ายประชาธิปไตย เป็นจำนวนมากมาย แม้กระทั้งทุกวันนี้ก็ยังตามราวี เว็บไซต์ และสถานีวิทยุชุมชน ของฝ่ายประชาธิปไตยอยู่เช่นเดิม แล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่า "คุกคามสื่อ" แล้วจะให้เรียกว่าอะไร


โฆษกสอพลอบอกว่า "สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ นั้นแหละแทรกแซงสื่อ" ท่านผู้รักความเป็นธรรมที่เคารพ ในสมัยของรัฐบาล พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ที่บอกว่าแทรกแซงสื่อ นั้น มีเหตุการณ์ใด โทรทัศน์ช่องใด หรือสถานีวิทยุใด ทีรัฐบาล พ.ต.ท.ดรงทักษิณ สั่งปิดสั่งยึด ทั้งที่ความเป็นจริงพวก "สื่อกระแสหลัก" เหล่านั้น วิพากษ์ วิจารณ์ โจมตี ใส่ร้ายป้ายสี บางครั้งถึงกับ "ด่า"ด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ก็มี "น้ำใจประชาธิปไตยเกินมนุษย์ปุถุชน" ไม่เคยสั่งปิดสั่งยึดแต่อย่างใด แม้แต่ Astv ที่เป็น"ปรปักษ์" (แม้ว่าในบางครั้งก็มีบ้างที่ออกมาตอบโต้เป็นธรรมดาของมนุษย์ปุถุชนที่ยังไม่บรรลุโสดาบันเป็นพระอรหันต์) ซึ่งต่างจากรัฐบาลนี้โดยสิ้นเชิง ทั้ง "แทรกแซง ควบคุม คุกคามสื่อ" ทั้งบนดินและใต้ดินทุกรูปแบบ


ทุกวันนี้ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลายต่างก็ "เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย" แล้วว่า "ยุคสมัยของรัฐบาลนี้เป็นยุคมืดของสื่อ" และก็ยัง "เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัย" อีกว่า "รัฐบาลนี้กลัวความจริง และก็คุกคามแทรกแซงสื่อ" @

ที่มา หนังสือพิมพ์ thai RED NEWS

‘ธเนศร์’ สรุป ‘แท่งประหยัด’ ไม่ได้ผล ชี้-หน่วยงานรัฐควรทำหน้าที่

ที่มา Thai E-News


โดย กานต์ ทัศนภักดิ์
ภาพ: มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 1522, คุณ 'ปลากวน' และ คุณ 'uceboyx'
18 ตุลาคม 2552

ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา นักทดสอบรถยนต์ชื่อดัง ได้เปิดเผยผลการทดสอบอุปกรณ์ NP Faster ผ่านทางคอลัมน์รถยนต์ ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 16-22 ตุลาคม พ.ศ. 2552 (ปีที่ 29 ฉบับที่ 1522) ว่า การใช้อุปกรณ์ดังกล่าว ไม่สามารถช่วยให้รถประหยัดเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับการทดสอบอัตราเร่งที่มีไปก่อนหน้า ซึ่งชี้ว่าอุปกรณ์นี้ไม่ส่งผลใดๆ ต่ออัตราเร่งของรถตามที่ทางผู้ผลิตและจำหน่ายได้กล่าวอ้างไว้แต่อย่างใด

โดยการทดสอบหาอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงในครั้งนี้ ธเนศร์ได้ใช้รถยนต์ฟอร์ด เอสเคป 3.0 ลิตร คันเดียวกับที่เคยใช้ทดสอบอัตราเร่ง ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และใช้เครื่องมือ Data Logger บันทึกค่า ซึ่งในการขับทดสอบรอบแรกที่ไม่ได้ใช้ NP Faster นั้น ค่าอัตราความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 83.90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระยะทางที่วัดได้คือ 22.90 กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลือง 10.70 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือ 9.346 กิโลเมตร/ลิตร

ส่วนในการขับทดสอบรอบที่สอง ซึ่งใช้ NP Faster ค่าอัตราความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 83.30 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระยะทางที่วัดได้คือ 22.60 กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลือง 10.70 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือ 9.346 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งเท่ากับครั้งแรกที่ไม่ได้ใช้ NP Faster

“...ไม่ได้ช่วยอะไรกับสมรรถนะและประสิทธิภาพอะไรของรถเลยแม้แต่อย่างเดียว ถือว่าใช้ไม่ได้ผล...” นักทดสอบรถยนต์ชื่อดังกล่าวในคอลัมน์


ก่อนจะให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ประชาชนไม่ควรจำเป็นต้องทำการทดสอบเอง เสียค่าใช้จ่ายเอง แล้วนำเรื่องไปร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐที่นั่งรอดูอยู่ ทั้งที่รู้ผลก่อนแล้วแต่ไม่ทำอะไร รอจนมีคนมาร้องเรียนก็จะเรียกพ่อค้ามาไกล่เกลี่ย แต่ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐเองในการทดสอบและหาข้อมูลมาบอกกล่าวแก่ประชาชน ไม่ควรรอให้ประชาชนฟ้องร้องก่อน หรือถ้าต้องรอก็ควรแก้กฎแก้ระเบียบเสียใหม่

ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ตนเห็นว่าดำเนินการช้าเกินไป รัฐควรจะสั่งระงับโฆษณา-การจำหน่าย ยกเลิกสินค้าไปก่อนหน้าที่ประชาชนจะเสียหายมากมายเช่นที่ผ่านๆ มา ส่วนตนนั้น หลังจากนี้ก็คงจะไม่เข้าไปทดสอบอุปกรณ์ประหยัดน้ำมันอื่นๆ อีก เพราะไม่คิดจะเป็นผู้ทดสอบสินค้านอกจากรถยนต์

ทั้งนี้ NP Faster เป็นสินค้าที่ผู้ผลิตและจำหน่ายอ้างว่าช่วยให้รถประหยัดเชื้อเพลิงได้ 10-30% ได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในภาคเหนือ โดยระบุว่าเมื่อเสียบเข้ากับช่องจุดบุหรี่ในรถยนต์ อุปกรณ์ดังกล่าวก็จะทำงานด้วยการก่อสนามแม่เหล็กมาตัดกับแรงดึงดูดของโลก สร้างโพรงอากาศบริเวณหน้ารถ ซึ่งทำให้รถเบาและใช้แรงจากเครื่องยนต์น้อยลง ส่งผลให้ประหยัดเชื้อเพลิงและมีอัตราเร่งดีขึ้น

สินค้าดังกล่าวได้ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางในหน้าอินเตอร์เนต โดยเฉพาะใน ‘โต๊ะหว้ากอ’ กระดานข่าว pantip ถึงคุณสมบัติและหลักการทำงานที่เหลือเชื่อ ก่อนที่สมาชิก ‘โต๊ะหว้ากอ’ จำนวนหนึ่งจะรวมกลุ่มกันสั่งซื้อนำไปผ่าพิสูจน์ และพบว่าภายในมีเพียงวงจรต่อหลอดไฟแบบง่ายๆ ซึ่งทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ร้อนแรงยิ่งขึ้น และได้มีผู้อ้างตัวเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้านี้เข้ามาโต้เถียงผ่านหน้ากระทู้ โดยยืนยันว่าสินค้าของตนมีคุณสมบัติตามที่โฆษณาไป พร้อมทั้งได้ขู่ดำเนินคดีกับผู้ที่ทำการผ่าพิสูจน์และผู้ที่โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์

แต่เมื่อมีผู้เสนอให้ใช้ห้องปฏิบัติการและเครื่องมือวัดค่าสนามแม่เหล็กเพื่อพิสูจน์ กลับบอกปัดโดยอ้างว่าจะยอมรับเฉพาะผลการทดสอบด้วยการใช้งานจริงเท่านั้น ต่อมาได้มีข่าวว่าฝ่ายเจ้าของสินค้า NP Faster เตรียมดำเนินคดีกับนศ.มช.ผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมกับการผ่าพิสูจน์ดังกล่าว ธเนศร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา จึงได้ให้ความช่วยเหลือและระบุว่าจะทำการทดสอบด้วยการ ‘ใช้งานจริง’ ตามที่ทาง NP Faster เรียกร้อง แต่จะใช้เครื่องมือวัดและบันทึกค่าที่ได้จากการทดสอบอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราการใช้เชื้อเพลิงและอัตราเร่ง ตามที่มีการเสนอข่าวไปก่อนหน้าแล้ว


ข่าวก่อนหน้า:
- รายงานพิเศษ: 'หว้ากอ' ผ่าแท่งประหยัดน้ำมัน เจอแค่วงจรไฟ LED – ผู้จำหน่ายขู่ฟ้อง (15 สิงหาคม 2552)
- นักวิชาการ ม.ราชมงคลล้านนาแจง 'แท่งประหยัดน้ำมัน' ผู้ผลิตยังหายเงียบ
(21 สิงหาคม 2552)
- เจ้าของ ‘แท่งประหยัด’ ออกโรงโต้-เตรียมฟ้องคนผ่า ผศ.เผยอีก ค่าทดสอบแค่ 2 หมื่น(24 สิงหาคม 2552)
- 'แท่งประหยัด' เตรียมแจ้งความหมิ่นประมาทนักศึกษามช. อ้างเสียหาย 7 หลัก(2 กันยายน 2552)
- ร้องสื่อ-สคบ.ตรวจสอบ 'แท่งประหยัด' - 'หว้ากอ' ยื่นจดหมายพรุ่งนี้ เผยทำได้จริงให้ 1 แสน
(5 กันยายน 2552)
- 'แท่งประหยัด' ใกล้รู้ผล 'ธเนศร์' ขอพิสูจน์เอง 'ประวีณมัย' รับเรื่องเตรียมทำสกู๊ปแล้ว (8 กันยายน 2552)
- ‘ธเนศร์’ เตรียมทดสอบ ‘แท่งประหยัด’ - NP Faster เสาร์นี้ Thu, 2009-09-17 04:17
- ‘หว้ากอ’ เชิญผู้จำหน่าย ‘แท่งประหยัด’ ร่วมการทดสอบ(18 กันยายน 2552)
- ผู้จำหน่าย ‘NP Faster’ รับคำท้า - เลื่อนทดสอบ ‘แท่งประหยัด’ เป็น 26 ก.ย.
(20 กันยายน 2552)
- ผู้ผลิตจี้ขออนุญาตก่อนทดสอบ ‘แท่งประหยัด’ - ‘ธเนศร์’ โต้ ไม่จำเป็น ไม่ได้ผลระวังถูกฟ้อง(24 กันยายน 2552)

Sunday, October 18, 2009

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(18ต.ค.):ในสนามรบมีดอกไม้และเสียงเพลง/ม็อบไม่มีเส้นเจอกันวันนี้มูลนิธิ14ตุลา

ที่มา Thai E-News




ในสนามรบ มีดอกไม้-อาสาสมัครหน่วยพยาบาลRSRนำยาลมยาดมเผื่อแผ่แจกตำรวจทหารที่ถูกรัฐบาลหุ่นเชิดสั่งมาตรึงทำเนียบช่วงแดดบ่ายแผดเต็มพิกัดเมื่อวานนี้ ขณะที่กิจกรรมการชุมนุมเสื้อแดงเป็นไปโดยคึกคักทรงพลานุภาพ(ชมคลิปการชุมนุมแต่ต้นจนจบ คลิ้กที่นี่ )


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2552 หลังจากรวมพลังครั้งใหญ่หน้าทำเนียบเมื่อวานนี้ตลอดวัน วันนี้พักผ่อนสบายๆอยู่กับบ้าน นักข่าวชาวรากหญ้าเลยพามาสู่บรรยากาศสบายๆกันซักหน่อย***

***สบายใจครับ และได้เฮอีกต่างหาก เชิญดาวน์โหลดฟังเพลงฮิตติดชาร์ตของคนเสื้อแดง ล้วนแต่นักร้องดัง นักร้องหุ่นทรมานใจสาวๆ เชิญโหลดฟังคลิ้กตรงนี้ http://sites.google.com/site/redshirtgroup/ คลิ้กเข้าไปเสร็จก็เชิญโหลดกันตามใจ รักใครชอบใครคลิ้กไปฟังฟรีๆ แล้วส่งต่อๆกันไป มีของดีอย่าฟังคนเดียว***


001. ความจริงวันนี้-วิสา คัญทัพ
01. เสื้อแดงสู้
03. ให้พรพันธมิตร
08. ไม่รู้จักมาร์ค
10. ตร. เลวของพันธมิตร
10. เดิมพัน จิ้น กรรมาชน
11. ความจริงไม่ตาย อริสมัน พงษ์เรืองรอง
11. อัศวินในดวงใจ
12. คิดถึงจัง อริสมัน พงษ์เรืองรอง
13 นี่คือทักษิณ อริสมัน พงษ์เรืองรอง
2. ก้าวไปพร้อมกัน ไพจิตร อักษรณรงค์
3. วีระ มาแล้ว วีระ มุสิกพงษ์
4. ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย จักรภพ เพ็ญแข
5. หัวใจผูกพัน จตุพร พรหมพันธุ์
6. ขอบคุณ ณัฐวุติ ใสเกื้อ
8. ปนิธานแห่งเสรีชน จิ้น กรรมาชน
9. สีแดง จิ้น กรรมาชน
KUKU.mp3
LoveRed.mp3
Thaksinsong.mp3
การเมืองใหม่ในจินตนาการ
กูทำให้มึงไม่ได้ ทำไมถึงทำกับกูได้
กู้กู้.mp3
ความจริงวันนี้ วิสา คัญทัพ.MP3
จากน้อง...จำใจหย่า
ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ - รักสาวเสื้อแดง.MP3
มันล้มละลายแล้ว.MP3
ลิ้มบ้า
สู่ชัยชนะ - จิ้น&The Red.mp3
เรือประเทศไทย.MP3
เสื้อแดงสู้ไม๊-mixใหม่.mp3
ใครกัน ไม่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์***


***ขอเชิญชาวเสื้อแดงเข้าร่วมกิจกรรม โครงการแดงช่วยแดง โดยการเข้าร่วมเป็นสมาชิก"กองทุนสวัสดิการ แดงนนท์บางกรวย"ง่ายๆแค่เพียง ท่านที่สมาชิกจะเสียค่าสมาชิกเพียงเดือนละ10บาท เพื่อช่วยเหลือ และเป็นกำลังใจให้แก่เพื่อนสมาชิก***

***วิธีสมัครสมาชิก เพียงนำหลักฐานสำเนาบัตรประชาชนเพียง1ใบ และเงินค่าสมาชิก เราจะได้ช่วยเหลือ และให้กำลังใจเพื่อนสมาชิกใน2กรณี คือ 1.ช่วยเหลือสมาชิกในยามป่วยไข้เข้าโรงพยาบาล 2.ช่วยเหลือสมาชิกยามเสียชีวิต 3.เพื่อสนับสนุนกิจกรรมในการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ขอเชิญท่านผู้สนใจ สมัครสมาชิกได้ ณ วัดโพธิ์เผือก บางกรวย(หลัง ก.ฟ.ผ) ในวันอาทิตย์ที่18 ตุลาคม 2552 เวลา9.00น เป็นต้นไป และขอเชิญร่วมทำบุญเลี้ยงพระเพล9รูป และร่วมพิธีเจิมป้ายกองทุน เพื่อความเป็นศิริมงคลร่วมกัน สนใจรายละเอียดสอบถามคุณพี่สามารถ ไทรนิ่มนวล(แดงนนท์ บางกรวย)081-9216530***




***อันนี้ก็วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2552 เวลา 13.00 -16.00 น. ณ ห้องประชุม มูลนิธิ 14 ตุลาคม ถนนราชดำเนิน สี่แยกคอกวัว กลุ่มประกายไฟ เชิญร่วมกิจกรรมประกายไฟเสวนา ตอน “บททดสอบภาคประชาชน เมื่อสิทธิการชุมนุมถูกปราบ
" ช่วงนี้"ม็อบไม่มีเส้น"ทั้งหลายของชาวนา กรรมกรโดนรัฐปราบหนัก ทั้งม็อบชาวนาเชียงราย,แรงงานไทรอัมพ์-เวิล์ลเวลล์การ์เม้นท์,ชาวบ้านหนองแซง สระบุรี***

***ปรากฏการณ์จับม็อบไม่มีเส้นขังคุกอย่างไว นอกจากเป็นการแสดงถึงความเป็นเผด็จการของรัฐบาลแล้ว อีกทางหนึ่งยังเป็นการพิสูจย์น้ำยาของขบวนการภาคประชาชนในขณะนี้ด้วยว่าจะรับมือกับการรุกคืบเข้ามาของอำนาจรัฐที่นับวันยิ่งลุแก่อำนาจมาขึ้นได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ทางกลุ่มประกายไฟและองค์กรภาคประชาชนที่ประสบกับปัญหาจึงร่วมกันจัดกิจกรรมในลักษณะของการเสวนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อร่วมกันหามาตราการป้องกันและแก้ไขกับปัญหาที่กำลังทวีเพิ่มมากขึ้นี้ เชิญร่วมงานฟรี ติดต่อประสานงานE - mail prakaifire@gmail.com เทวฤทธิ์ มณีฉาย 089-2583641 bus4530219@hotmail.com หรือ รัชพงศ์ โอชาพงศ์ 084-6601664***

***เวทีเสวนา แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย โดย ศูนย์ประสานงานแดงเชียงใหม่ สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ฝ่าฟันอย่างมียุทธศาสตร์
เสริมสร้างอำนาจของประชาชน ให้ทุกผู้คนได้ร่วมกันต่อสู้ รักและเชิดชูประชาธิปไตย สร้างประเทศไทยเพื่อประชาชน วันอาทิตย์ที่ 1พฤศจิกายน 2552 ห้องประชุม สนามกีฬา 700 ปี งานเริ่ม 07.30 - 08.30 น. กำหนดการมีดังนี้

08.30 - 09.00 น. กล่าวต้อนรับและเปิดงาน
โดยคุณสุเทพ สายทอง (รักษาการ) เลขาธิการศูนย์ประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย 09.00 – 10.30 น. ปาฐกถา เรื่ององค์ความรู้และยุทธศาสตร์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
วิทยากร ดร.สุนัย จุลพงศธร
10.45 – 12.00 น.ปาฐกถา เรื่องวิถีคนเมืองความเป็นอยู่ร่วมกัน ประสานการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
วิทยากร ดร. ธเนศ เจริญเมือง
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหาร
13.00 – 14.00 น. เสวนา การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ของแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.)
วิทยากร คุณสมชาย ไพบูลย์

14.00 – 17.00 น. เสวนาประสาคนเสื้อแดงเพื่อรวมพลังของมวลมหาประชาชนชาวเชียงใหม่ ให้เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจ ในการเรียกร้องและปกป้องระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและสมบูรณ์ พร้อมทั้งการคัดเลือกคณะกรรมการ ศูนย์กลางประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย และผู้ประสานงานประจำอำเภอ ซึ่งจะเป็นตัวแทนของคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ในการประสานงานกลุ่มเสื้อแดงทุกกลุ่มสมาชิก ให้ทำงานเป็นเอกภาพและทิศทางเดียวร่วมกัน เพื่อรวมพลังกันทำกิจกรรมเพื่ออนาคตของลูกหลานเรา ที่จะต้องอาศัยในแผ่นดินไทยอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพที่เท่าเทียมกันตลอดไป ***

***เจ้าภาพงานนี้ยาวเป็นหางว่าว ขอบันทึกไว้เพื่อให้กำลังใจสู้ๆดังนี้

กลุ่มสมาชิกคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่

กลุ่มเขตอำเภอ

01 อำเภอเมืองเชียงใหม่
02 อำเภอจอมทอง
03 อำเภอแม่แจ่ม
04 อำเภอเชียงดาว
05 อำเภอดอยสะเก็ด (คุณนิกร)
06 อำเภอแม่แตง
07 อำเภอแม่ริม
08 อำเภอสะเมิง
09 อำเภอฝาง (คุณดวง)
10 อำเภอแม่อาย (คุณดวง)
11 อำเภอพร้าว
12 อำเภอสันป่าตอง (สันป่าตองรัก ปชต. คุณโอ๋)
13 อำเภอสันทราย (คุณสุพล)
14 อำเภอสันกำแพง (คุณองอาจ)
15 อำเภอหางดง (คุณบุญยืน)
16 อำเภอฮอด (คุณบุญช่วย)
17 อำเภอดอยเต่า (คุณสนิท)
18 อำเภออมก๋อย
19 อำเภอสารภี (คุณตุ๊กตา)
20 อำเภอเวียงแหง
21 อำเภอไชยปราการ (คุณดวง)
22 อำเภอแม่วาง (คุณประเสริฐ)
23 อำเภอแม่ออน
24 อำเภอดอยหล่อ (คุณสมาน)

กลุ่มวิทยุชุมชน

วิทยุเพื่อคุณ FM.89.25 MHz. (ป้าเทวี)
วิทยุเสรีชน FM89.50 MHz. (คุณพรหมศักดิ์)
วิทยุสหกรณ์รถแดง FM.97.75 MHz. (คุณสิงห์คำ)
วิทยุปูนิ่มเรดีโอ FM.99.00 MHz.(คุณปูนิ่ม)
วิทยุสายธารแห่งศรัทธา FM.105.50 MHz.(คุณมหวรรณ)


กลุ่มย่อย
- สมาคม เม็งรายมหาราช (อำเภอเมือง)
- กลุ่มช้างเผือก (อำเภอเมือง)
- กลุ่มหนองตอง (อำเภอหางดง)
- กลุ่มแม่ฮะบ้านปง (อำเภอหางดง)
- กลุ่มบ้านเปียง (สันป่าตอง)
- กลุ่มบ้านทุ่งเสี้ยว (สันป่าตอง)
- กลุ่มแดงล้านนา (อ้ายต้อม)
- ฯลฯ ***

***งานกุศลครับ ใครมีบ้านเดี่ยว หรือ อาคารว่าง ๆ แถว ๆ ตลิ่งชัน บางกอกน้อย บางพลัด พระนคร หรือ ที่ห่างจากสนามหลวงไม่เกิน 3 - 5 กิโลเมตร ให้เช่าราคาถูก ไม่เกิน 6,000 - 7,000 บาท ต่อเดือน หรือ จะใจดีให้ ใช้งานได้ ฟรี 3-4 ปี เพื่อเปิดเป็นสำนักงาน และ บ้านสำหรับดูแลคนไร้ที่พึ่ง คนสนามหลวง ภายใต้การทำงานของ อิสรชน กรุณาติดต่อด่วน ที่ น้องจ๋า 086 628 2817 อยากได้ บ้านหรือสำนักงานใหม่ ก่อนสิ้นปี 2552 ครับ จะได้ย้าย ออกจากที่เดิม หลังจากหมดสัญญา ปลายปีนี้"***

***ปิดท้ายขำๆฮาๆข่าวช่อง7ออก มาร์คหลบเสื้อแดงที่ทำเนียบไปนครสวรรค์ ดันเจอเสื้อแดงปากน้ำโพยกกำลังไปไล่อีก ต้องเผ่นหนีขึ้นฮ.หัวซุกหัวซุน โดยมีเสื้อแดงชูตีนตบไล่ส่ง มาีร์กคงหัวเราะว่าหนีเสื้อแดงได้..ในทางกลับกันหากมันมองลงพื้นดินแล้วมัน จะคิดมั๊ยว่า คะแนนเสียง เหล่านี้ หายไปอีกแล้ว กรรมแท้***

***ท่านใดอยากให้คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงลงข่าวกิจกรรมสารพัด ส่งข่าวมาที่thaienews@googlegroups.com
นักข่าวชาวรากหญ้าจะได้นำมาตีฆ้องร้องป่าวให้ที่พื้นที่ตรงนี้ฟรีๆไม่ต้องเสียค่าลงข่าวจ้า***

"พล.อ.เปรม" ออกมาเตือน "พล.อ.ชวลิต" จะทำการเมืองร้อนระอุ

ที่มา Voice TV

 สวนดุสิตโพล , การชุมนุมประท้วงกับภาพการเมืองไทย ณ วันนี้ , กลุ่มเสื้อแดง , นายกรัฐมนตรี , พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ , พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ , การเมืองคุกรุ่น

โพลสำรวจพบ ปชช.เห็นว่าการที่ พล.อ.เปรม ออกมาเตือน พล.อ.ชวลิตเรื่องเข้าพรรคเพื่อไทย เป็นการจุดกระแสการเมืองให้ร้อนขึ้น
สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง การชุมนุมประท้วงกับ ภาพการเมืองไทย ณ วันนี้ พบว่า ร้อยละ 32.09 เห็นเป็นเรื่องปกติ ที่พบเห็นได้บ่อยขึ้น จนเป็นความเคยชินแล้ว , ร้อยละ 34.61 เห็นว่า ทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรี เดินทางไปต่างจังหวัด และมักจะมีกลุ่มเสื้อแดงตามไปประท้วงก็เพื่อต้องการดิสเครดิตนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี , ร้อยละ 30.14 เห็นว่าไม่ได้รับความสะดวกในเรื่องการเดินทาง โดยเฉพาะบริเวณที่มีการชุมนุม , ร้อยละ 27.03 เชื่อว่าการหันหน้าเข้าหากัน การเจรจาอย่างสันติวิธี ปัญหาการชุมนุมจึงจะยุติได้ นอกจากนี้ ประชาชน ร้อยละ 29.85 เห็นว่า กรณีที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ออกมาเตือนพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยนั้น ถือเป็นการจุดกระแสทางการเมืองให้คุกรุ่นขึ้นมาอีก และร้อยละ 35.80 เห็นว่าการเมืองไทยต่อจากนี้ไปจะยังคงวุ่นวายต่อไป และมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้น จนยากที่จะยุติลงได้

ยุทธการ"แก้รัฐธรรมนูญ" เปิดตัว"ขุน-โคน"การเมือง "ตัวจริง...เสียงจริง"

ที่มา มติชน

วิเคราะห์




ดูเหมือนว่าความขัดแย้งทางการเมืองได้ขยายตัวไปจนกระทั่งบุคคลที่เคยถูกพาดพิงถึงต่างออกมายืนอยู่บนแถวหน้ากันครบถ้วน

จากเหตุการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2552 ทำให้ทุกฝ่ายมองเห็น "ตัวจริง" ของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล

เมื่อคืนวันที่ 4 ตุลาคม ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้เข้าพูดคุยเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วยพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคกิจสังคม

น่าสังเกตว่าในการประชุมครั้งนั้น นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้พบปะกับ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งเจอมรสุมกระทั่งต้องพักร้อนทางการเมือง และพรรคชาติไทยต้องคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญจนต้องยุบ และตั้งพรรคชาติไทยพัฒนาขึ้นมา

ยังน่าสังเกตอีกว่า ในวันนั้นมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาที่ติดแหงกอยู่ในกลุ่มบ้านเลขที่ 111 ตั้งแต่ครั้งแรกที่พรรคไทยรักไทยต้องคำพิพากษาให้ยุบ

ในคืนวันนั้นนายสุวัจน์มาในนามของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

น่าสังเกตต่อไปว่า คืนวันนั้น นายเนวิน ชิดชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งแต่ละคนต่างต้องคำพิพากษาให้เว้นวรรคทางการเมือง ก็มาในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย

ยังมี นายพินิจ จารุสมบัติ และว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ที่มาในฐานะแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน

และนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคกิจสังคม

สังเกตได้ว่าการเคลื่อนทางของพรรคร่วมรัฐบาลในระยะหลัง มิได้เคลื่อนไหวผ่าน "ตัวแทน" ที่มีสถานะทางกฎหมาย

หากแต่เป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่ม "ขุน" กลุ่ม "โคน" เพื่อต่อรองสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง

และจากปรากฏการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อีกเช่นกันที่ผลักดันให้ "ตัวจริง เสียงจริง" จากฟากฝั่งของพรรคฝ่ายค้านปรากฏตัว

เมื่อพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค อันประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย และพรรคกิจสังคม ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์เสนอ

ต่อมามีการประชุมร่วมระหว่างประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ประสานประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) และประธานคณะกรรมการประสานงานวุฒิสภา (วิปวุฒิฯ)

จับมือตกลงประสานเจตนาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยทำประชามติตามข้อเสนอแนะของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นที่พรรคเพื่อไทย

เมื่อคราแรก นายวิทยา บูรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้านออกโรงคัดค้าน แต่เมื่อมีกระแสข่าวว่ามีการประชุมร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยเดิม

นายวิทยาก็กลับมายืนยันต่อที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายว่า พรรคฝ่ายค้านเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ครานั้นมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า แกนนำที่ให้ข้อแนะนำแก่นายวิทยาให้ตอบรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ กลุ่มแกนนำเดิมของพรรคไทยรักไทย อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ฯลฯ

น่าสังเกตอีกว่า ทั้ง 3 คนที่ปรากฏชื่อก็คือ คนสนิท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเจอมรสุมต้องเว้นวรรคทางการเมืองเช่นกัน

แต่ปรากฏการณ์ที่ชี้ชัดให้เห็นตัว "ขุน" ที่แท้จริงของฝ่ายค้าน กลับไม่ใช่บุคคลทั้ง 3 คน

หากแต่เป็นการประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

การประกาศลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว มีผลทำให้ "ตัวจริง เสียงจริง" ทางฟากฝ่ายพรรคเพื่อไทยต้องแสดงตัว

เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย โฟนอินเข้ามาประกาศคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสนับสนุนให้นำเอารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาใช้

ต้องตรงกับความต้องการของกลุ่มคนเสื้อแดง

และดูเหมือนว่า คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะสามารถสั่งการให้พรรคเพื่อไทยคล้อยตามได้

วันนี้ "ขุน" ของฝ่ายค้านก็ปรากฏ

และเมื่อผนวกรวมกับกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ บุคคลที่ทุกฝ่ายยอมรับว่าเป็น "ลูกป๋า" ประกาศเข้าเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทยและกล่าวพาดพิงถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ทำนองตัดพ้อ

"ขนาดจะขอลาบวช ยังไม่ได้เข้าพบ"

กระทั่งกระเทือนวงการจนกระทั่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ใช้โอกาสในการเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ รุ่นที่ 13 ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ชี้แจงข้อเท็จจริง

พร้อมเผยข้อเท็จจริงก่อน พล.อ.ชวลิต เข้าพรรคเพื่อไทย

"เรื่องที่มีคนไปเขียนลงในหนังสือพิมพ์ในทำนองว่า ผมไปว่าเขาเป็นคนทรยศต่อชาติ ซึ่งไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ถูกต้องคือ วันนั้น ก่อนที่จิ๋วจะไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมให้คนไปบอกเขาว่า จะทำอะไร ขอให้คิดให้รอบคอบ ไตร่ตรองให้รอบคอบ ผมใช้คำว่า ไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ นี่เป็นข้อความที่ผมขอให้เขาสื่อไปถึงจิ๋วในตอนเช้าวันนั้น ดังนั้น ผมไม่ได้กล่าวหาว่า เขาเป็นคนไม่ดีทรยศต่อชาติบ้านเมือง มันไม่ใช่"

พิเคราะห์จากถ้อยคำของบุคคลระดับประธานองคมนตรี

การปะทะกันเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

ยิ่งปรากฏว่า ในงานที่ พล.อ.เปรม เปิดใจต่อหน้าสื่อมวลชน ได้มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงษ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ยืนอยู่เคียงข้าง

หรือนี่คือ "ขุน" และ "โคน" การเมือง "ตัวจริง...เสียงจริง"

ประมูลใบอนุญาต3จี กทช.อย่าสร้างรอยด่าง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ




การเปิดประมูลเพื่อให้ใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี กลายเป็นเผือกร้อนในมือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)ที่ทุกฝ่ายจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะออกมาในรูปใด

3 จี เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่มีทางเลือกการใช้บริการเพื่มขึ้น ในการสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูงขึ้น สัญญาณมีความชัดเจนและมีคุณภาพดียิ่งขึ้น

ผู้บริโภคจะได้รับบริการโทรคมนาคมที่หลากหลายมากขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะทำให้สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคของการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงไร้สาย หรือ Mobile Broadband Wireless Communications

ตามกรอบที่กทช.กำหนดในขณะนี้ จะเปิดประมูลวันที่ 8-9 ธ.ค.52 โดยจะออกใบอนุญาต(ไลเซนส์)เพิ่มอีก 4 ใบเพื่อให้บริการในลักษณะครอบคลุมทั่วประเทศ

ถือเป็นรูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่โดยการประมูลครั้งแรกของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการประมูลคลื่นความถี่ที่ใช้กันโดยทั่วไปมีหลายรูปแบบ อาทิ

1.การประมูลรอบเดียวโดยยื่นเสนอราคาประมูลแบบปิดซอง (single-round, sealed bid) โดยผู้ประมูลจะเสนอราคาประมูลของใบอนุญาตเพียงราคาเดียว ผู้เสนอราคาสูงสุดจะเป็นผู้ชนะการประมูล

2.การประมูลพร้อมกันแบบหลายรอบ (Simultaneous Multiple Round - SMR) เป็นการเปิดประมูลใบอนุญาตทุกใบพร้อมกันและดำเนินการประมูลหลายรอบ ด้วยราคาที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนรอบ ผู้ยื่นประมูลจะเสนอประมูลตามราคาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละรอบการประมูล

3.การประมูลแบบราคาประมูลลดลงเรื่อยๆ เริ่มต้นจากราคาสูงสุดที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแล และในแต่ละรอบการประมูลราคาจะลดลงเรื่อยๆ เรียกวิธีนี้ว่า Dutch Auctions

4.การประมูลแบบปิดซองและผู้ชนะจ่ายค่าประมูลเท่ากับราคาที่เสนอโดยผู้เสนอราคาลำดับที่สอง เรียกว่าSecond Price Sealed bid (หรือ Vickrey Auctions) คล้ายกับการประมูลแบบ single-round, sealed bid ยกเว้นผู้ชนะการประมูลจะต้องจ่ายเงินเท่ากับราคาที่เสนอโดยผู้ประมูลลำดับที่สอง

เบื้องต้นกทช.กำหนดใช้วิธีการประมูลพร้อมกันแบบหลายรอบ หรือพูดง่ายๆคือ ใครให้ราคาสูงสุด ก็ได้รับใบอนุญาตไป



ประเด็นดังกล่าวเลยเป็นข้อถกเถียงกันอย่างหนัก

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้การบ้านข้อใหญ่แก่กทช.ไปขบคิด โดยเฉพาะการตั้งกติกาให้ชัดเจนก่อนการประมูล เพื่อไม่ให้สถานการณ์ซ้ำรอยอดีตและป้องกันการให้นอมินี เข้ามาถือครองสัมปทานสื่อสาร

โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอกชนจากต่างชาติที่มีรัฐบาลของประเทศถือหุ้นอยู่ อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในได้

นอกจากนี้หากการแข่งขันเป็นเพียงเรื่องการเสนอค่าตอบแทนให้กับกทช.หรือรัฐ ก็เกรงว่าจะมีการผลักภาระค่าใช้จ่ายมาให้ประชาชน

ดังนั้นจึงต้องดูเรื่องการแข่งขันให้โปร่งใส เป็นธรรม ไม่เปิดทางให้นายทุนใหญ่-นายทุนต่างชาติได้เปรียบ

เป็นเหตุให้กทช.จะไปทำประชาพิจารณ์อีกรอบในวันที่ 5 พ.ย.นี้

ส่วนในวันที่ 21 ต.ค. กทช.จะประชุมเพื่อสรุปราคาเริ่มต้นการประมูลใบอนุญาต 3 จี จากนั้นวันที่ 22 ต.ค.จะนำข้อสรุปราคาขึ้นเว็บไซต์ประกาศต่อสาธารณชน

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังมอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปปรับยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางการทำงานของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน)ให้ชัดเจนเพื่อรองรับการเปิดเสรีโทรคมนาคมและการเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี

เนื่องจากเมื่อปี "35 กทช. ได้ออกใบอนุญาต 3 จีไปแล้ว 2 ใบ ให้แก่ ทีโอที และ กสท แต่ กทช.ได้โอนสิทธิ์ใบอนุญาต 3 จีที่ได้รับสิทธิไปพร้อมกับ ทีโอที ไปให้ทีโอทีแล้วทั้งหมด

คราวนี้ กสท.จึงมีสิทธิเข้าร่วมประมูลใบอนุญาตด้วย

หาก กทช.ออกใบอนุญาตคราวนี้อีก 4 ใบ เมื่อรวมกับของทีโอที ก็จะมีผู้ให้บริการ 3 จี รวม 5 ราย จะส่งผลให้การแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดรุนแรงแน่นอน

และหากเอกชนผู้รับสัมปทานจากทีโอที เป็นผู้ชนะประมูล จะมีการโอนย้ายลูกค้าไปใช้โครงข่ายใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งรายได้และรายได้นำส่งรัฐด้วย



อย่างไรก็ตาม จากปัญหาทั้งหมดนี้ ทำให้หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้ กทช.เลื่อนการประมูลออกไปก่อน จนกว่าจะทำเงื่อนไขการประมูลให้ชัดเจน

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ส่วนตัวมีความคิดเห็นว่า กทช.ควรจะชะลอการออกใบอนุญาต 3 จีออกไปอีก แม้ว่าหลายฝ่ายจะออกมาบอกว่าเรื่อง 3จี ของประเทศไทยล้าหลังประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม

คลื่นความถี่ 3จี เป็นคลื่นที่มีมูลค่ามหาศาล มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ หากจะชะลอการออกใบอนุญาตออกไปอีกคงไม่เสียหายนัก

นายสมเกียรติ ยังแนะนำว่า กทช.ควรจะปรับหลักเกณฑ์ในเรื่องของการออกใบอนุญาตทั้ง 45 เมกะเฮิร์ตซ โดยแบ่งออกเป็น 4 ใบนั้น จะทำให้มูลค่าของคลื่นที่จะจัดสรรนั้นมีมูลค่าที่ลดลง

ดังนั้น กทช.ควรแบ่งใบอนุญาต 3จี ออกครั้งละ 1 หรือ 2 ใบ โดยอาจจะเปิดประมูลปีละ 1 หรือ 2 ใบ เป็นต้น เพื่อเพิ่มช่องทางการแข่งขัน หรือเพิ่มมูลค่าของใบอนุญาต 3จี ตามสภาพเศรษฐกิจของตลาด

"ตอนนี้ต้องศึกษาสภาพตลาด โดยปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจประเทศไทยยังไม่คงที่เท่าที่ควร การที่ กทช.เปิดประมูลทีเดียวทั้ง 4 ใบ จะทำให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่าง อาทิ หากผู้ร่วมประมูลมีจำนวนเท่ากับใบอนุญาต หรือน้อยกว่าจะทำให้มูลค่าคลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของประเทศกลายเป็นไม่มีราคา แต่หากแบ่งประมูลทีละ 1 หรือ 2 ใบ จะทำให้เกิดการแข่งขันและเห็นแนวทางการลงทุนเพิ่มขึ้น"นายสมเกียรติ กล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ขณะนี้การจัดสรรคลื่น 3จี ควรจะคำนวณถึงปัจจัยที่บริษัทเอกชนจะโอนย้ายลูกค้าจากสัมปทานเดิมที่ต้องจ่ายให้กับทั้ง ทีโอที และ กสท โดยคำนวณแล้วปีละประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้ปัญหา อาจจะให้รัฐบาลเก็บค่าภาษีสรรพสามิต ทั้งผู้รับใบอนุญาตรายเดิม และรายใหม่ รวมถึงคำนวณอัตราค่าบริการที่เท่ากัน

น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนแนวทางของรัฐบาลที่จะให้กทช. สร้างความชัดเจนต่อการเตรียมประมูลคลื่น 3 จี โดยอยากให้คำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นอันดับแรก ไม่ใช่จำนวนหรือวิธีการประมูลเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดเท่านั้น

และหากเปิดประมูลโดยไม่คำนึงถึงเรื่องความมั่นคงและผลที่จะได้รับ อาจจะสร้างความเสียหายในลักษณะของต้นทุนต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ทั้งหมดนี้เป็นข้อท้วงติงที่กทช.จะมองข้ามไม่ได้



"เอไอเอส-ดีแทค-ทรู"พร้อมลงสนาม

การประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี รอบนี้ เอกชนรายใหญ่อย่าง เอไอเอส ดีแทค และทรู ออกมาประกาศความพร้อมแล้ว

นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมมาหลายปีแล้ว ทั้งด้านบุคลากร และการเงิน โดยขณะนี้ได้จัดตั้งบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด หรือเอดับบลิวเอ็น ซึ่งเป็นบริษัทลูก และเอไอเอสถือหุ้น 99.99% ด้วยทุนจดทะเบียน 350 ล้านบาท เพื่อจะรับผิดชอบการเข้าประมูลคลื่น 3 จี และจะรับหน้าที่บริหาร รวมทั้งการให้บริการเทคโนโลยี 3 จีโดยเฉพาะ

ในขณะที่เอไอเอสจะบริหารและให้บริการเทคโนโลยี 2 จี ซึ่งยังอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) อีก 6 ปี โดยการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเอไอเอสต้องการจะแยกกันให้ชัดเจน ทั้งในเรื่องระบบบัญชี และการบริหารงานหลายๆ ด้าน

ส่วนประเด็นที่มีการเสนอไม่ให้บริษัทต่างชาติเข้าร่วมประมูลด้วยนั้น กฎหมายข้อบังคับออกมาอย่างไรก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าผู้ประกอบการที่จะขอไลเซนส์ได้ต้องเป็นบริษัทไทย

บริษัทไทยที่ตีความโดยกระทรวงพาณิชย์ ต้องถือหุ้นในสัดส่วน 51% ต่อ 49% และหากเอไอเอสได้ไลเซนส์ 3 จี ก็ได้ในฐานะบริษัทไทย ซึ่งที่ผ่านมาเอไอเอสทำธุรกิจโดยอาศัยเครดิตของตนเองมาโดยตลอด

และทำทุกอย่างเท่าที่กฎหมายกำหนด ทั้งการเสียภาษี และจ่ายส่วนแบ่งค่าสัมปทานให้กับบริษัทของรัฐทุกปี



นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า จากประสบการณ์ของหลายประเทศทั่วโลก การประมูลถือว่าเป็นวิธีการให้ใบอนุญาตที่โปร่งใส และยุติธรรมมากที่สุดวิธีหนึ่งอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของ reserve price ควรกำหนดราคาเดียวสำหรับผู้เข้าร่วมประมูลทุกราย และควรจะมีใบอนุญาตสำหรับการประเมินไม่น้อยกว่า 3 ใบ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่แท้จริง

เพื่อให้ผู้ประกอบการบางราย ที่อาจมีปัญหาเรื่องการเงินสามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ กทช.อาจกำหนดราคาตั้งต้นที่ไม่สูงจนเกินไป และอาจพิจารณาผ่อนปรนวิธีการชำระเงิน อาทิเช่น การจ่ายเป็นงวด

เราอยากเห็นการประมูลคลื่นความถี่ 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เกิดขึ้นโดยไม่มีการชะลอออกไปอีก เพราะโครงการ 3 จี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยทั้งในแง่การลงทุน การสร้างงาน การลดช่องว่างระหว่างคนเมืองและคนชนบทในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในสายตาของนักลงทุนอีกด้วย



นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะคนไทย ไม่อยากเห็นคนไทย นำเอาข้อมูล หรือทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ของประเทศไปให้กับต่างชาติเพราะนั่นถือเป็นการทรยศ

จุดประสงค์อีกประการหนึ่งของการประมูล 3จี เป็นการก้าวสู่การเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นเสรีและธรรม ซึ่งจะนำไปสู่สิ่งที่ดีสุดสำหรับผู้บริโภคด้วย แต่เท่าที่ฟังดูที่ผ่านมาดูเหมือนกทช.จะให้ความสำคัญว่าการประมูลครั้งนี้จะได้เงินเท่าไหร่

"ยืนยันว่าทรูจะเข้าร่วมประมูล และจะสู้ขาดใจแม้ว่าจะถูกสบประมาทว่ามีหนี้เยอะอาจจะแข่งสู้รายใหญ่อีกสองรายได้ยาก หากทรูไม่สามารถประมูลได้ก็คาดว่าจะไม่มีผู้ประกอบการไทยรายใหม่รายไหนเข้าร่วมประมูลได้เช่นกัน"นายศุภชัย กล่าว

การให้ความสนใจด้านราคาประมูลสูงไว้ก่อนจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีทุนหนาทำให้เอกชนไทยซึ่งยอมรับว่าทุนน้อยกว่าต่างชาติ มีโอกาสน้อยลง และจะเป็นตัวผลักดันให้เอกชนไทยค่อยๆล้มหายตายจาก จากอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

และสุดท้ายทรูเองก็อาจจะต้องมีผู้ถือหุ้นต่างชาติเข้ามาช่วยลงทุน

เสื้อแดงชุมนุมทวงฎีกา แกนนำเดินสายแจงทูตอาเซียน ประจานรัฐบาลก่อเหตุพัทยา-ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง

ที่มา ประชาไท


ที่มา: www.cbnpress.com
17 ต.ค.52 บริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล มีการจัดเวทีของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อทวงถามความคืบหน้าการถวายฎีกาที่ได้ยื่นไปแล้ว โดยมีผู้ร่วมชุมนุมทยอยเดินทางมาตั้งแต่บ่ายจนแน่นขนัดบริเวณดังกล่าว ส่วนด้านหลังเวทีปราศรัยเขียนว่า “ทวงฎีกา ถามหาประชาธิปไตย”
จรัล ดิษฐาอภิชัย หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า นอกจากประเด็นการทวงถามถึงฎีกาที่ยื่นไปแล้วนั้น ในวันนี้ทางกลุ่มคนเสื้อแดงยังได้ยื่นหนังสือต่อเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ ยกเว้นประเทศกัมพูชาซึ่งต้องขอประเมินสถานการณ์อีกครั้งเพราะเพิ่งมีความตึงเครียดระหว่างกัน การยื่นหนังสือครั้งนี้เพื่อแสดงการต้อนรับผู้นำของประเทศต่างๆ และชี้แจงเหตุการณ์ที่พัทยาเมื่อครั้งประชุมอาเซียนครั้งที่แล้วด้วยว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้ตั้งใจจะล้มการประชุม หากแต่ถูกก่อกวน ยั่วยุด้วยความรุนแรงจากฝ่ายรัฐบาล พร้อมทั้งยืนยันว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องประชาธิปไตยโดยสันติวิธี นอกจากนี้ในจดหมายยังระบุถึงความไม่ชอบธรรมในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนไทย
จรัลกล่าวด้วยว่า จะมีการหารือเพื่อขอเข้าพบผู้นำประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการเช่นเดียวกับที่กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนจะได้เข้าพบในวันที่ 23 ต.ค.นี้ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพร่วมกัน เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงถือว่าเป็นขบวนการประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียก็ว่าได้
“บรรดาเอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชนจะมีการฉลองผู้ได้รับการสรรหาเป็นกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนอาเซียน ผมอยากถามแค่ว่าคุณทำได้ยังไงที่นั่งฉลองกันบนกฎหมายความมั่นคงที่ประกาศใช้นี้ แล้วก็ไม่มีใครพูดถึงมันเลย” จรัลกล่าว
ด้านเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานคำให้สัมภาษณ์ของนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงคนหนึ่งว่า ในวันที่ 21 ต.ค.นี้ แกนนำจะมีการหารือประเมินสถานการณ์กันเป็นครั้งสุดท้าย และกำหนดรูปแบบการเคลื่อนไหวในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่หัวหิน โดยอาจจะไปรวมตัวกันที่นั่นแต่จะไม่บุกที่ประชุม เพียงต้องการยื่นหนังสือรวมทั้งหลักฐานการใช้ความรุนแรงกับประชาชนของรัฐบาลไทย และคลิปเสียงนายกฯที่สั่งฆ่าประชาชนให้ผู้นำประเทศต่างๆเพื่อให้โลกได้รับรู้ จากนั้นจะเปิดปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลทำประชามติถามประชาชนว่าจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 40 หรือ 50 แล้วจะเดินทางกลับไม่มีการชุมนุมยืดเยื้อเว้นแต่รัฐบาลจะใช้ความรุนแรงก่อนเหมือนเหตุการณ์ที่พัทยา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาเวลาประมาณ 21.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้าเวทีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยระบุถึงสาเหตุที่โฟนอินล่าช้า เพราะกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางโดยเครื่องบิน ทำให้เกิดความขัดข้องในการสื่อสารเล็กน้อย
พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขอบคุณที่คนเสื้อแดงมาร่วมกันชุมนุมเพื่อแสดงพลังทวงถามรัฐบาลถึงความคืบหน้า การยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับตนเอง อย่างไรก็ดี พ.ต.ท.ทักษิณ ร้องขออย่าได้ไปตั้งความหวังกับเรื่องดังกล่าวมากจนเกินไป เพราะตนเองไม่ให้ความเชื่อถือรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าจะยินยอมทำอะไรที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ และยังได้กล่าวโจมตีสื่อมวลชนว่าไม่มีความเป็นกลางไม่ยินยอมนำเสนอข่าวเรื่องความเลวร้ายของรัฐบาล โดยได้ยกตัวอย่างเรื่องการที่ อดีตข้าราชการ ซี 11 ลาออก จาก ตำแหน่งเลขาธิการอาชีวศึกษา เพราะทนไม่ได้กับการที่ถูกนักการเมืองบีบบังคับให้กระทำการทุจริต
พร้อมทั้งได้ย้ำถึงประเด็นระบบสองมาตรฐานที่มุ่งจัดการตนเองเพียงคนเดียว โดยไม่สนใจว่าได้ทำให้ระบบโดยรวมของประเทศเสียหาย ซ้ำยังมาบอกให้ตนเองหยุดการเคลื่อนไหว ทั้ง ๆ ที่ ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับตนเองเพราะฉะนั้น จึงอยากจะย้อนถามว่า เมื่อไหร่จึงจะยอมคืนความยุติธรรมให้ตนเอง และ คืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน โดยตนเอง ขอเรียกร้องให้คนเสื้อแดงต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมจนถึงที่สุด และตนองก็จะไม่ขอยอมแพ้ต่อความไม่ยุติธรรม และระบอบเผด็จการต่อไป รวมทั้งจะร่วมกับคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาใช้อีกครั้งให้จงได้
ในตอนท้าย พ.ต.ท.ทักษิณได้ถวายพระพรและขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหายจากอาการพระประชวรและร่วมกันร้องเพลงถวายพระพรกับผู้ชุมนุม

ประชุมนานาชาติว่าด้วยฉาน "ไทใหญ่" ศึกษา: ช่วง 'ศิลปวัฒนธรรม'

ที่มา ประชาไท

ประมวลภาพการแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีของชาวไทใหญ่ ในวันสุดท้ายของการประชุมนานาชาติว่าด้วยฉาน "ไทใหญ่" ศึกษา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถาบันเอเชียศึกษา ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชมรมศิลปวัฒนธรรมไทใหญ่ และมูลนิธิพระธรรมแสงกรุงเทพฯ จะจัดงานการประชุมนานาชาติว่าด้วยฉาน “ไทใหญ่” ศึกษา (International Conference on Asia Shan Studies) ขึ้นในวันที่ 15 – 17 ต.ค. 52 ที่อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเผยแพร่ด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ตลอดจนความเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทใหญ่ โดยในวันที่ 15-16 ต.ค. เป็นการเสวนาทางวิชาการ ทั้งด้านอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม รวมถึงวิถีชีวิตชาวไทใหญ่ โดยจะแบ่งห้องสัมมนาเป็น 3 ห้อง สำหรับวันนี้ (17 ต.ค.) ตั้งแต่เวลา 9.00 น. เป็นกิจกรรมภาควัฒนธรรม ที่อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีของชาวไทใหญ่ อาทิ ก้านกกิ่งกะหร่า (รำนกกินรี) ก้าโต (รำจามรี) รำวงไทใหญ่ การแสดงดนตรีไทใหญ่ทั้งแบบโบราณ และดนตรีร่วมสมัย โดยในเวลา 12.00 น. เจ้าคำหาญฟ้า จากแสนหวีเป็นผู้กล่าวปิดงาน

ประชาไทขอนำเสนอภาพกิจกรรมในวันที่ 3 ซึ่งเป็นกิจกรรมภาควัฒนธรรมดังกล่าว