WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 20, 2009

รายงานพิเศษ : กางเกงในแบรนด์ ‘Try Arm’ ตัวแรก จากสองแขนแรงงานผู้ไม่ยอมแพ้

ที่มา ประชาไท

ลูกๆ ของแรงงานหญิงมีมุมกิจรรมวาดรูปในยามว่าง และบรรดาแม่ๆ อยากให้นักศึกษาหรือนักกิจกรรมมาทำกิจกรรมหรือสอนหนังสือเด็กแก๊งค์นี้ที่มีราวสิบกว่าคน (อนุบาล-ป.6) ซึ่งกำลังปิดเทอม ว่าง และซนเป็นลิง

ใต้ถุนตึกกระทรวงแรงงานวันนี้แลไปแล้วคล้ายใต้ถุนตึกกิจกรรมนักศึกษา เพราะมันเต็มไปด้วยป้ายรณรงค์ต่างๆ สัมภาระ และผู้คนกลุ่มใหญ่ที่กระจายตัวทำกิจกรรมนั่นนี่กันอย่างคึกคัก ต่างก็แต่ในช่วงดึกจะมีมุ้งหลากสีกางกันเป็นดอกเห็ดเต็มพื้นที่ด้วย

พวกเธอ คือกลุ่มคนงานจากสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ผู้จัดทำชุดชั้นในไทรอัมพ์, วาเลนเซียน, สล็อกกี้, อาโมฯ สหภาพฯ นี้มีชื่อเสียงลือเลื่องในแง่ของการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งยาวนานมาตั้งแต่ปี 2523 และนับเป็นขบวนการแรงงานที่ ‘ดื้อรั้น’ ที่สุดอีกกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย
หลังจากพวกเธอ ซึ่งล้วนแต่เป็นสมาชิกสหภาพฯ ถูกเลิกจ้างไป 1,960 คน เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่าออร์เดอร์ลดลง ต้องปรับโครงสร้างการผลิต แต่ขณะเดียวกันบริษัทกลับไปตั้งโรงงานใหม่ที่นครสวรรค์และจ้างงานแบบชั่วคราวที่นั่น ซึ่งเป็นเทรนด์การลดต้นทุนของนายจ้างทั่วโลก ทำให้คนงานประจำที่ทำงานมาสิบยี่สิบปีแล้วถูกเลิกจ้างโดยไม่แจ้งล่วงหน้า รู้สึกได้ถึงความไม่เป็นธรรม จึงพากันตั้งเต๊นท์ชุมนุมกันหน้าโรงงาน กดดันให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงาน หรืออย่างแย่ที่สุดก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามข้อตกลงสภาพการจ้างที่เป็นธรรม
ร้อยกว่าวันผ่านไป ทุกอย่างยังเงียบสงัด คนงานบางส่วนจึงเคลื่อนย้ายตัวเองมาปักหลักที่ใต้ถุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงให้รู้แล้วรู้รอด นับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว
0 0 0
“เอา 2 เข็ม วิ่งตรงนี้ แล้วเซาะข้างๆ”
“เอาข้างเข้าอีกหน่อยดีกว่า”
“จักรนี้มันใช้เข็มเดี่ยวล้วน ไม่ได้หรอก ต้องใช้ยูดี”
“จักรมันตีนหนัก ยังไม่ได้ปรับเลย ทำไง”
“ยางตรงนี้ต้องมีตัวย่น ถ้าใช้ตัวขัดยางจะช่วยได้เยอะ”
“เวลาต่อยางนี่ต้องต่อข้างนะ ต่อจากข้างหลังมา”
“เราแก้แพทเทิร์นเลยดีกว่า”
“ต้องย่น 32 ดูก่อน”
“ไม่ๆ มันอยู่ที่โพ้งด้วย”
“แซ็กกลาง ให้เป็นซีทรูเห็นเนื้อดีมั้ย จะได้เซ็กซี่หน่อย”
การหารือถึงข้อด้อยของกางเกงในต้นแบบสีขาวตัวแรกดำเนินไปเรื่อยๆ ทว่าจริงจังและยาวนาน มันยุ่งเอาการสำหรับการทำกางเกงในตัวแรกยี่ห้อใหม่ ในชื่อว่า ‘Try Arm’ ให้ออกมาได้มาตรฐานเดียว (หรือใกล้เคียง) กับโรงงานบรรษัทข้ามชาติที่พวกเธอเคยทำ ในสภาวการณ์ที่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือใดๆ นอกจากจักรที่ยังไม่ได้ปรับ 4 ตัวซึ่งคนงานแอบขนจากบ้านเอาเข้ามาในกระทรวง
โชคดีที่เกือบ 200 ชีวิตใต้ถุนตึกนี้มาจากแผนกต่างๆ ที่ซอยยิบย่อยในโรงงาน ซึ่งโดยภาพรวมแล้วถือว่าอยู่กันครบทุกแผนก
“การเจรจาไม่คืบหน้าอะไรเลย เราอยู่ว่างๆ แล้วก็เห็นคนเดินไปเดินมาในกระทรวงนี้เยอะดี เลยคิดจะทำกางเกงในขาย” จิตรา คชเดช หรือ “หนิง” อดีตประธานสหภาพฯ คนก่อนที่ถูกเลิกจ้างก่อนใคร เล่าให้ฟัง
โปรเจ็กส์นี้ถูกระดมสมองกันขึ้นในคืนหนึ่ง ประกอบกับความเป็นไปได้ที่อดีต “ดีไซเนอร์” ของไทรอัมพ์ที่ถูกเลิกจ้างไปแล้วอาสามาออกแบบให้ฟรีๆ เพื่อช่วยคนงาน ยังไม่นับรวมช่างปรับจักรที่ถูกเลิกจ้างที่อาสาช่วยเป็นเบื้องหลังด้วยอีกแรง ส่วนผ้านั้นก็เอามาจากเศษผ้าที่คนงานซื้อเลหลังจากโรงงานไปเก็บไว้ เอามารวมกัน และซื้อเพิ่มเติมบางส่วน
“พี่ดีไซเนอร์เค้าฝีมือดีมาก แต่บริษัทเปลี่ยนไปซื้อแบบเมืองนอกมาแกะ เลยถูกเลิกจ้าง นี่เค้ามาครึ่งชั่วโมง ขีดๆ แป๊บเดียวได้มาตั้ง 6 แบบ...นี่จะเป็นกางเกงในที่มีดีไซน์และฝีมือได้มาตรฐานเดียวกับไทรอัมพ์เลย เพราะคนเดียวกันนี่แหละที่ทำ” พี่สาวใส่แว่นโฆษณาสรรพคุณอย่างภาคภูมิใจ
มันคงไม่เกินความเป็นจริง หากจะบอกว่าพวกเธอ “ภาคภูมิใจ” ในงานที่ทำมายาวนานจนเข้าเส้นอย่างมาก เพราะมันแสดงผ่านมาทางแววตา และรายละเอียดทางสรีระสตรีเพศมากมายเหลือเกินที่หารือกัน จนชวนให้ฉงนสนเท่มากว่า กางเกงในตัวหนึ่ง ทำไมมันถึงทำยากทำเย็นขนาดนี้
“กางเกงในที่ดีมันต้องเป้าตึง แต่ด้านหลังต้องอุ้มก้นด้วย ตรงก้นต้องยืดหยุ่น สามารถเก็บก้นเราไม่ให้ย้วยได้ เวลาเย็บนี่ มือกับด้าย กับจักร มันต้องเคลื่อนไปด้วยกัน พอดีกัน ต้องให้มัน ยืด ย่น ได้ระยะสวย แล้วสองข้างก็ต้องเท่ากันด้วย” พี่จากแผนกเย็นคนนึงสาธยาย
“แล้วพี่อยู่ฝ่ายอะไร” เราหันไปถามจิตรา
“เช็คร้อย”
“!!???”
เช็คร้อย คือส่วนของการตรวจสอบคุณภาพ สินค้าชิ้นหนึ่งเมื่อผลิตเสร็จเรียบร้อย ต้องผ่านกระบวนการกระชาก เพื่อทดสอบว่าไม่ฉีกขาดง่าย ผ่านการดึงให้ยืด หากยืดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ถือว่าผ่าน และผ่านการตรวจสอบความสมดุล เช่น ลูกไม้สองข้างเมื่อจับประกอบกันแล้วเรียงตรงกันไหม ฯลฯ
“ฝีมือพวกเราไม่ธรรมดานะ ยี่ห้อดังระดับโลกหลายยี่ห้อก็ต้องมาจ้างไทรอัมพ์เย็บ และไทรอัมพ์ไทยก็ละเอียด เนี๊ยบกว่าที่อื่นๆ ด้วย ชุดว่ายน้ำที่ใช้ประกวดนางสาวไทยเมื่อคืนก่อน ก็ฝีมือพวกเรา เป็นล็อตสุดท้ายเลยก่อนถูกเลิกจ้าง ประกวดสำคัญๆ ทีไรมาให้เราทำตลอด”
ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าสำนึกความเป็นสถาบัน ได้หรือเปล่า….
0 0 0
ความจริงแล้วเหตุผลการก่อกำเนิด ‘Try Arm’ มีมากกว่ากิจกรรมฆ่าเวลา แต่มันเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของแขนของกรรมาชีพผู้มีความพยายามอย่างไม่ลดละ โดยพยายามหาคำพ้องเสียงกับองค์กรที่ตนเองสังกัด (และหวังจะได้สังกัดอีกครั้ง) และทำให้เห็นด้วยว่า เราสามารถสร้างสินค้าคุณภาพดีได้ในราคาถูกและไม่ต้องขูดรีดเอาเปรียบแรงงาน
“เราว่าจะขายเริ่มต้นราคา 19 บาทนะ เน้นกลุ่มลูกค้าวัยกลางคนหน่อย” หนิงว่า
และด้วยราคาแบบนี้ มันก็อาจเป็นความหวังในการหารายได้มาจุนเจือขบวนการ หลังจากที่ต้องควักเอาเงินกองกลางมาใช้นานหลายเดือนแล้ว มันเป็นเงินส่วนตัวที่หลายคนได้มาจากกองทุนนัดหยุดงาน ซึ่งเป็นกองทุนของสหภาพฯ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 43 หลังการนัดหยุดงานเมื่อปี 42 แล้วถูกนายจ้างปิดงาน 42 วัน แรงงานสะสมเงินนี้เดือนละ 10 บาท และเมื่อถูกเลิกจ้างก็จะได้มันไป แต่พวกเขาก็เอามาไว้ตรงกลางเพื่อการเคลื่อนไหวต่อสู้ครั้งนี้
วันที่ 20 ตุลาคมนี้ กระทรวงแรงงานจะเริ่มขยับมาเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างคนงานและนายจ้าง เพื่อหาทางออกให้กับคนงานอีกครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าจะลงเอยอย่างไร ... แต่ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในระยะอันใกล้นี้ ก็เตรียมพบกับกางเกงใน Try Arm ได้ที่ใต้ถุนตึกกระทรวงแรงงานภายใน 2-3 วันนี้
“เราเริ่มจากกางเกงในก่อน แล้วถ้ามันไปได้ จะเริ่มทำชุดชั้นใน แล้วไปที่ชุดว่ายน้ำ เพราะพวกเราส่วนมากเชี่ยวชาญชุดว่ายน้ำ ถ้าถึงวันนั้นอาจเปิดแถลงข่าว จัดเดินแฟชั่นโชว์ แล้วก็เปิดให้ประมูลชุดว่ายน้ำชุดแรกของ Try Arm เหมือนยี่ห้อดังๆ เลย” จิตราพูดไปหัวเราะไป
“แต่เบื้องต้นเราจะมอบกางเกงในตัวแรกให้อธิบดีกรมแรงงานก่อน แกเดินไปเดินมาแถวนี้ เราแอบสังเกตไซส์แกไว้แล้ว” พี่ใส่แว่นอีกคนพูดพร้อมยักคิ้วหลิ่วตา ….

พระพม่าชี้อาเซียนแทรกแซงได้ ถ้าผู้นำเข่นฆ่าประชาชน

ที่มา ประชาไท

เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 19 ตุลาคม 52 มหกรรมประชาชนอาเซียน ครั้งที่ 2 ได้เปิดเวทีหารือประเด็นการเมืองและความมั่นคงในหัวข้อ“การระงับข้อพิพาท ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน” โดยมีตัวแทนจากภาคประชาสังคมอาเซียนเข้าร่วมการเสวนา แลกเปลี่ยนความเห็น ประเด็นร้อนยังไม่พ้นการเมืองพม่า พระสงฆ์เรียกร้องให้อาเซียนแทรกแซง แนะร่วมมือกันสันติภาพถึงเกิด

ท่านอาชิน โสพะกา ตัวแทนพระสงฆ์จาก International Burmese Monks Organization กล่าวถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารว่า ประชาชนพม่าต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวง ถูกข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย พระสงฆ์หลายร้อยต้องติดคุก จากการที่ออกมาเรียกร้องสันติภาพ

“ประชาชนในพม่ามีชีวิตเหมือนติดคุก เด็กๆ ถูกบังคับให้ถือปืนทั้งๆ ที่อยากจะไปโรงเรียน ในพม่ามีทหารเด็กกว่า 20,000 คน ทำงานโดยไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ แรงงานพม่าหลายร้อยคนที่ออกไปทำงานต่างถิ่นอยากกลับบ้าน แต่ก็กลับไม่ได้ คิดดูความคิดถึงบ้านมันทรมานแค่ไหน” ท่านอาชินกล่าว

ท่านยังกล่าวต่อว่า นอกจากปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน ยังมีเรื่องของยาเสพติดที่ประเทศพม่าเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เรื่องนี้มันส่งผลกระทบไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก และยังมีประเด็นเรื่องของนิวเคลียร์ที่เราต้องร่วมกันต่อต้าน ส่วนกรณีที่อาเซียนกล่าวว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในประเทศนั้นผิด ประชาชนพม่าถูกเข่นฆ่าโดยผู้นำของตนเอง อาเซียนควรที่จะเข้าไปแทรกแซงยับยั้งปัญหาเหล่านี้

โดยท่านได้ทิ้งท้ายว่า “การที่เราทำอะไรคนเดียวนั้นจะทำได้น้อยมาก แต่ถ้าเราร่วมมือกันเราจะทำอะไรได้มากกว่า ถ้าคนอาเซียนมีจิตวิญญาณเดียวกัน เราก็จะสามารถเดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมีความสุข และมีสันติภาพ”

ด้านกัส มิเคลท Initiatives For International Dialogue (IID) กล่าวถึง กลไกลการป้องกันความมั่นคง ว่ามีด้วยกัน 3 ส่วน คือ พิมพ์เขียว (หลักการประชาสังคมอาเซียน) ความมั่นคง ความรู้สึกในการพูดคุยกับภาคประชาสังคม และข้อเสนอแนะที่มาจากภาคประชาสังคมและรัฐบาล

กัสได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิมพ์เขียวว่า คือการพยายามสนับสนุนความมั่นคง สันติภาพ การศึกษาวัฒนธรรม ส่งเสริมแนวความคิดไม่ให้มีการแข่งขันการสะสมอาวุธ ป้องกันความขัดแย้งทางการเมือง การระงับปัญหาโดยสันติวิธี งดใช้ความรุนแรงรวมถึงสร้างมาตรการระงับข้อพิพาทโดยทำวิจัยแลกเปลี่ยนกับภูมิภาคอื่นๆ อีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การดูแลในระหว่างเกิดข้อพิพาท

ทั้งนี้ กัสได้แนะให้ภาคประชาสังคมอาเซียน เพิ่มกลไกการระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement Mechanisms – DSM) นอกจากนั้นเราต้องยอมรับการปกครองของชนพื้นเมือง และร่วมกันต่อต้านผู้ก่อความไม่สงบ

ทางด้านยูยุน วาหยูนิงกรัม ตัวแทนจาก Forum-Asia ได้แสดงความคิดเห็นว่า อาเซียนควรจะผนึกกำลังด้านความมั่นคงทางการเมืองให้เป็นเอกภาพ และไม่ควรปิดกั้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ที่รัฐบาลพยายามปกปิดนโยบาย และเอกสารต่างๆ เป็นความลับ ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าภาครัฐกำลังจะตัดสินใจทำอะไร เป็นเหตุให้ภาคประชาสังคมไม่สามารถนำข้อเสนอไปยื่นแก้ภาครัฐได้

ยูยุนยังได้ยกตัวอย่างเป้าหมายการส่งเสริมการพัฒนา สิทธิ เสรีภาพของเด็กและสตรี เพื่อเป็นกลไกลคุ้มครองสิทธมนุษยชนตามที่ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการอาเซียนในด้านการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิของสตรีและเด็ก หรือ ACWC

อุษา เลิศศรีสันทัด จากมูลนิธิผู้หญิง กล่าวถึงเรื่องของสิทธิสตรี โดยยกตัวอย่างสตรีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประสบปัญหาเรี่องความไม่มั่นคงทางเศรษฐศาสตร์ ไม่มีงานรองรับ ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องเดินทางข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหางาน และมีบางคนถูกหลอกไปค้าประเวณี จนเกิดปัญหาเรื่องโรคเอดส์ตามมา

อุษา ยังตั้งข้อสังเกตว่าถึงแม้บ้านเราจะมีมาตรการในการฝึกฝนเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดูแลเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่เขามองว่า มาตรการนี้ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดให้คลี่คลายลงได้

Five political risks to watch in Thailand

ที่มา thaifreenews

http://www.thesundaily.com/article.cfm?id=39156

Five political risks to watch in Thailand


Thai
stocks and the baht tumbled this week on concerns about the health of King Bhumibol Adulyadej, who has been in hospital for nearly four weeks.

Following is a summary of key risks to watch in Thailand:

* THE KING''S HEALTH

The 81-year-old King Bhumibol has been in hospital since Sept. 19. Doctors say he is recovering from pneumonia. His illness has focused attention on what will happen when his reign comes to an end.

A central issue in Thailand''s political conflict is what role the monarchy and unelected elites should have in running the country. Many "red shirts" blame officials close to the monarchy -- in particular Privy Councillor Prem Tinsulanonda -- for undermining former prime minister Thaksin Shinawatra and backing the 2006 coup.

Bhumibol is widely respected by all sides in Thailand''s political conflict, so his political influence is accepted by Thais. But his son and presumed heir, Crown Prince Maha Vajiralongkorn, does not yet command the same popular support as his father.

Many Thais and political analysts fear that if the crown passes to Vajiralongkorn while Thailand''s political divisions remain unresolved this could encourage opposing factions to intensify their struggle, with highly destabilising consequences.

Key issues to watch:

-- Daily updates on the health of the king. If his health worsens, this would be negative for markets. And a troubled succession could have a major negative impact on stocks and the baht and raise the prospects of a sovereign downgrade.

-- Extent to which Prem remains a focus of protests. Thailand''s strict lese majeste laws mean any discussion of the succession and the role of the monarchy is heavily curtailed. Partly for this reason, many "red shirts" have focused their protests on Prem, the most senior royal adviser. If Prem continues to be a flashpoint for protests, this is a sign the succession may be less smooth and orderly than many hope.

* POLITICAL INSTABILITY

Thailand remains bitterly polarised. A divisive political conflict, between royalists, urban elites and the military on one side, and mainly rural supporters of Thaksin on the other, shows no sign of ending. Since Thaksin was ousted in a 2006 coup, Thailand has gone through six heads of government and faced several disruptive showdowns, including a damaging siege of Bangkok''s airports late last year and the forced cancellation of an Asian summit. In 2002, the World Bank''s World Governance Indicators rated Thai political stability at 59.1 out of 100. By 2008, it had dived to 12.9.

Key issues to watch:

-- Upcoming flashpoints include a Bangkok rally by Thaksin''s supporters on Saturday, and the planned ASEAN and East Asian summit in Hua Hin from next Friday. The government is desperate to avoid a repeat of last April, when protests forced the abandonment of an Asian summit in Pattaya.

-- Strength of Prime Minister Abhisit Vejjajiva''s coalition government. Abhisit''s coalition remains shaky and it is uncertain whether it could win a second term when elections are held. If Abhisit''s popular support increases, this would be broadly positive for Thai markets. But if pro-Thaksin parties look like returning to power, this would be market-negative because efforts by "yellow shirts" to topple it -- by any means -- would resume.

* THE THREAT OF A COUP

Thailand''s military and police have a congenital inability to keep out of politics -- the country has had 18 actual or attempted coups in 77 years of on-off democracy. Rumours continue to swirl about the loyalties of the most senior generals.

Key issues to watch:

-- Level of unrest and instability. A coup becomes much more likely if Thailand sees another bout of mass unrest on the streets. In these circumstances, a successful coup could boost markets in the short term, but the long-term impact on Thailand''s attractiveness for foreign investors would be negative.

* CORRUPTION AND GOVERNANCE

Thailand is widely perceived to have become more corrupt during the past five years of instability. The World Governance Indicators rating for control of corruption fell from 54.4 out of 100 in 2005 to 43.0 in 2008.

Key issues to watch:

-- Latest estimates of level of Thai corruption. Investors closely watch corruption perception indices from the World Governance Indicators project, Transparency International and others. Signs of a further worsening will not have a short-term impact on markets but will damage investment in the longer run.

* THE SOUTHERN INSURGENCY

The insurgency by separatist Muslims in Thailand''s southern provinces has become more bloody in recent years, but violence has been almost wholly confined to the south and so has had little impact on markets. That looks unlikely to change, but the conflict has the potential to become more worrying for investors.

Key issues to watch:

-- The danger of escalation. So far the insurgency remains a local, ethno-nationalist conflict. There is no sign that al Qaeda sympathisers have been able to gain any influence over the insurgency, or that militants have any intention of targeting foreign businesses or the crucial tourism industry. If that changes, Thai markets and the economy could be badly hit. -- Reuters

ปิศาจการเมือง

ที่มา thaifreenews

คอลัมน์ ผมเป็นข้าราษฎร

เรื่อง ปิศาจการเมือง

โดย จักรภพ เพ็ญแข

ขณะนี้มีเรื่องสนุกปากสนุกคอของสื่อมวลชนไทยอยู่ ๒ เรื่อง เวียนกันพูดไปมาแทบทุกวัน นั่นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๖ ประเด็นตามมติของคณะกรรมการสมานฉันท์ของรัฐสภา และการส่อทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล

พูดกันเต็มปากอย่างไม่ต้องระมัดระวัง เพราะเกี่ยวกับคำว่า สมานฉันท์และ ทุจริตซึ่งเป็นคำสองคำที่เดินตามแฟชั่นการเมืองไทยอย่างเหนียวแน่น

ใช้คำว่าแฟชั่นให้มันเก๋หน่อย ความจริงก็คือวัฒนธรรมการเมืองที่อำมาตย์ไทยสร้างขึ้นมาให้คนไทยนั่งปั้นวัวปั้นควายเล่นเพื่อ ไม่ให้มีเวลาถามว่าประชาธิปไตยแท้จริงอยู่ที่ไหน และใครเอาเท้าเหยียบไว้

ทั้งหมดนี้เรียกให้เป็นเรื่องเป็นราวได้ว่า การทำการเมืองและนักการเมืองให้เป็นปิศาจ (political demonization)

demon แปลว่า ปิศาจ และ to demonize เป็นคำกริยาที่แปลว่าการทำให้เป็นปิศาจ โครงการนี้ยาวนานและทำกันต่อเนื่องมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ โน่นแล้ว

ถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับการจับทุจริตเกี่ยวข้องอะไรกัน แล้วทำให้ใครเป็นปิศาจตรงไหน

มติของคณะกรรมการสมานฉันท์ที่มีคนของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองทุกพรรค และสมาชิกรัฐสภาทั้งสองประเภทเข้าร่วม คือแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มคนที่ไม่ต้องการทำงานใหญ่คือโครงสร้างการเมืองไทย แต่เอาเฉพาะเรื่องง่ายๆ ที่เป็นหนามตำใจนักเลือกตั้งอยู่

ประเด็นทั้ง ๖ ก็น่าแก้ไขอยู่หรอกครับ แต่ลืมไม่ได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมิได้กระทำเพียงให้นักเลือกตั้งได้รับความเป็นธรรมขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อให้ความเป็นเผด็จการทุกประเภทของบ้านเมืองหมดสิ้นลงหรืออย่างน้อยก็เจือจางไป

ถ้ายอมรับเพียง ๖ ข้อ และนำไปโฆษณาว่าทุกฝ่ายได้แก้ไขรัฐธรรมนูญตามสัญญาแล้ว ในที่สุดก็อาจจะไม่ได้หวนกลับมาแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ลึก กว้าง และสำคัญกว่านั้น แล้วฝ่ายอำมาตย์ที่วางเกมกลเพื่อรักษาอำนาจของตนมาตลอดทาง โดยซ่อนไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ก็จะกินได้นอนหลับต่อไป

ถ้าฝ่ายการเมืองไม่แสดงความกล้าหาญแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำลายอำนาจอันล้นพ้นและเหนือระบบของฝ่ายอำมาตย์ มวลชนที่เขาเป็นประชาธิปไตยแท้ ไม่สนใจนักว่าใครจะได้รับเลือกตั้งและเป็นรัฐบาล ก็จะเลิกร่วมมือกับฝ่ายการเมืองและเดินหน้าปฏิวัติการเมืองไทยต่อไปโดยไม่สนใจว่าจะนานกี่ปีกี่เดือน

ถึงวันนั้นนักการเมืองก็จะแบ่งชัดเจนระหว่าง นักเลือกตั้ง กับ นักประชาธิปไตย การต่อสู้ก็อาจไม่ต้องจำกัดอยู่ในรัฐสภา ถ้ารัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมของปวงชนชาวไทยผู้มีอำนาจสูงสุดทำตัวเป็นเพียงน้ำใต้ศอกอำมาตย์เขาอย่างนี้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแคบๆ เป็นความสำเร็จในการเกี้ยเซี้ยทางการเมืองก็จริง แต่คือชนวนนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมืองที่แท้จริงต่อไป

ขอให้รู้ไว้เถิดครับ

อำมาตย์เขาเก่งอย่างนี้แหละ เขาโยนกระดูกชิ้นเล็กๆ มาให้ฝ่ายการเมืองแทะ เพื่อไม่ให้มองชิ้นใหญ่ในมือที่เขากำไว้แน่น แถมยังกระดิกหางดิ๊กๆ ซาบซึ้งตรึงใจ เพราะอยากได้ไอ้ชิ้นเล็กๆ มาแทะอีก

ฝ่ายการเมืองต้องปรับเสียใหม่ ใครสนใจแค่ ๖ ประเด็นก็สานงานต่อไปให้สำเร็จ ระหว่างนั้นนักประชาธิปไตยก็หลับตาเสียข้างหนึ่ง แต่พร้อมกันนั้นต้องเดินหน้าต่อไปในการแก้ไข (หรือร่างขึ้นใหม่) ในทุกประเด็นของรัฐธรรมนูญที่นำความเปลี่ยนแปลงอันแท้จริงมาให้ เพื่อให้ชัดเจนว่าจะไม่รับมรดกใดๆของฝ่ายเผด็จการอำมาตย์ไว้

อย่าเอาแค่ ๖ ประเด็นย่อยแล้วกลายเป็นปิศาจแทนคนที่เป็นปิศาจตัวจริงเลยครับ

การค้นหาทุจริตในรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็เช่นกัน ไม่ว่าเป็นชุมชนพอเพียง การเช่ารถเมล์สี่หมื่นคัน โครงการไทยเข้มแข็งหรือโครงการอื่นใดก็ดี เป็นเรื่องดีที่น่าอนุโมทนายิ่ง ทำกันต่อไปเถิดครับ

แต่กรุณาดูด้วยว่าเขากำหนดเกมนี้มาเพื่อให้พรรคการเมืองแล่เนื้อเถือหนังกันเองด้วยความแค้นฝังหุ่น และฟาดฟันกันอย่างเลือดสาด จนเราทั้งหลายลืมตัวโกงที่แท้จริงของชาติที่โกงบ้านโกงเมืองมานานและเนียนที่สุดหรือไม่

คนโกงนั้นมีอยู่ในฝ่ายการเมืองมาก และต้องทำลายลงไป แต่คนโกงในคราบข้าราชการที่รวมตัวกันโกงเป็นเครือข่าย คนโกงที่เป็นนักธุรกิจระดับสูงที่ร่วมมือกับฝ่ายอำมาตย์ในการเอาเปรียบประเทศโดยไม่คืนกำไรใดๆ ให้ และคนโกงที่นั่งสง่าอยู่ในเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ คอยรับผลประโยชน์ (ส่วนแบ่ง) และปกป้องคนโกงตัวจริงเหล่านี้ เราจะทำอะไรกับเขาดี

ถ้าพรรคเพื่อไทยจะเอาแต่คนโกงในพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคการเมืองอื่นๆ โดยไม่ก้าวให้ลึกไปถึงคนโกงในระบอบอำมาตยาธิปไตยเหล่านี้ด้วย ก็เท่ากับว่าจับปลาซิวและส่งเสียงดังให้คนทั้งหลายนึกว่าจับปลาสร้อยได้

แล้วไอ้ปลาสร้อยตัวเป็นๆ ที่ปล่อยไปนั่นล่ะครับ จะหวนกลับมาฆ่าพรรคเพื่อไทยและนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยต่อไปในอนาคต

ด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญที่ตัวไม่ยอมแก้ให้สะเด็ดน้ำ

เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่ปกป้องระบอบอำมาตย์ กับการมุ่งจับทุจริตเฉพาะฝ่ายการเมืองด้วยกันหรือยังล่ะครับ

จักรพรรดิโรมันในยุคโบราณโปรดการจับทาสมาฆ่าฟันกันเล่นในโคลอสเซี่ยม หรือบางครั้งจับคนมาสู้กับเสือหรือสิงโต คนกับสัตว์ก็ฆ่ากันจนขาดใจตาย ถือเป็นความสนุกสนานยิ่ง

เมื่อตายหมดแล้ว จักรพรรดิก็จะเสด็จขึ้น ถึงเวลาก็เสด็จมาประทับอีก และเรียกหาคนใหม่ๆ มาตายตรงหน้า เป็นมหรสพตามพระราชอัธยาศัย

ระบอบจักรพรรดิโรมันอยู่มาได้หลายร้อยปีเพราะมีคนคอยเอาพระราชหฤทัยด้วยการหาคนกับสัตว์มากัดกันจนตายหน้าพระที่นั่งอย่างไม่ขาดสาย ไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองที่ฆ่ากันเองเพื่อความเริงรมย์ของอำมาตย์

นักการเมืองเลวต้องกำจัด แต่อย่ากำจัดเพียงเพื่อให้คนที่เลวกว่าอยู่ต่อไปได้

บางคนในฝ่ายเลือกตั้งเป็นสัมภเวสีหรือวิญญาณเร่ร่อนคอยหาประโยชน์จริง แต่เขาก็มีขาใหญ่ทางวิญญาณคอยคุ้มครองอยู่

สูงขึ้นไปนั่นแหละครับ...ปิศาจตัวจริง.

---------------------------------

ผมมีความรู้สึกว่า พล.อ.เปรม กำลังรน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย



หากเราติดตามบทบาทของ พล..เปรม ติณสูลานนท์ ในช่วงนี้ เราจะเห็นว่ามีการเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก อยู่ไม่ติดที่ และมีการย้ายบ้านประจำ เนื่องจากถูกกดดันจากพลังมวลชนเสื้อแดง รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมืองในระดับมหภาคที่เราเห็น ทั้งความเจ็บป่วยของผู้มีบารมีทั้งหลาย ที่ได้ยินข่าวลือต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตกลงไปกว่า 70 จุด ส่วนทางกับตลาดโลกที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

การตื่นตกใจในตลาดหุ้น เกิดจากปัจจัยด้านการเจ็บป่วย ที่สร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมืองขึ้นมาในทันที สร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองให้เกิดขึ้น ต่างชาติที่มาลงทุนในไทย เมื่อเห็นความเสี่ยงทางการเมืองเช่นนี้ จึงถอนตัวออกไปรอให้ทุกอย่างชัดเจนก่อนดีกว่า




เราจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คือ การที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายทหาร ตทบ. 10 รุ่นเดียวกับ ท่านนายกฯทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งคนดังในวงการต่างๆ ทยอยเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะคนเรานี้พอจะคาดการณ์มองเห็นอนาคตทางการเมืองของไทยได้แล้วอย่างชัดเจน จึงไม่รีรอที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีฐานสนับสนุนจากคนเสื้อแดงอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ แม้ว่าจะมีอำนาจนอกระบบต่อต้าน แต่ความไร้เสถียรภาพอย่างรุนแรงในฝ่ายอำมาตย์ ทำให้คาดการณ์ได้ไม่ยากว่า พลังนอกระบบนั้น กำลังใกล้ถึงจุดอวสานในเวลาอันไม่นานเกินไปนัก

ปรากฏการณ์ที่สร้างความไม่พอใจให้กับคนเสื้อแดง อย่างสำคัญคือ การที่ พล.อ.เปรมให้สัมภาษณ์ ์ กล่าวถึงการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สมัครเขาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่า "ระวังว่าจะเป็นการทรยศต่อชาติ" แม้ว่า พล.อ.เปรม จะแก้ตัวในภายหลังว่า ไม่ได้กล่าวหาว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทรยศต่อชาติ แต่เป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น

ซึ่งแม้จะเป็นคำแนะนำ แต่คำกล่าวเช่นนี้ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เป็นถึงประธานองคมนตรี ซึ่งมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่า องคมนตรีต้องไม่ฝักใฝ่การเมือง จึงเป็นคำกล่าวที่ไม่เหมาะสม และทำตัวไมเป็นผู้ใหญ่ที่ควรให้การเคารพแต่อย่างใด สมควรประณามหรือต้องลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีในทันที นี่ไม่ต้องพูดถึงข่าวต่างๆ ที่ พล.อ.เปรม เป็นคนอยู่เบื้องหลังวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ และเป็น "ตัวแปรสำคัญ" ตัวแปรหนึ่งในการสร้างวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้

ผมคิดว่า ตอนนี้ พล.อ.เปรม กับ กลุ่มอำมาตยาธิปไตยทั้งหลายกำลัง เคลื่อนไหวอย่าง "รน" เพราะความเจ็บป่วยของผู้มีบุญบารมี ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองขึ้นมาอย่างรุนแรง แต่ก่อนกลุ่มอำมาตย์อาจยังไม่ได้ตระหนักถึงปัญหานี้มากมายนัก เพียงคิดว่าพวกตนกำจัดทักษิณออกไป และหากสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ประมาณ 5 ปี ก็จะสามารถทำลาย กระแสคนเสื้อแดงและความนิยมต่อทักษิณไปได้ โดยที่ "กำแพงหนุนหลังขนาดใหญ่ยังคงอยู่" เป็นตัวแปรสำคัญ

พวกเขาไม่ได้คิดว่า กำแพงที่มั่นคงนั้น เกิดสั่นไหวอย่างรุนแรง

300



สัญญาณเช่นนี้ แม้ว่าอาจยังไม่ถึงเวลา แผ่นดินไหว แต่ก็เริ่มมีแรงสั่นสะเทือน เป็นสัญญาณล่วงหน้าแล้ว ทำให้ "บริวารระดับถัดมาของ "อำมาตยาธิปไตย" ต้องคิดถึงอนาคตของตนเองในระยะเวลาไม่นานข้างหน้าว่า หากอีกห้าปีข้างหน้า พวกเขาจะยังกุมอำนาจความได้เปรียบทางการเมืองอยู่หรือไม่ หากเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง หากพวกบริวารอำมาตย์ที่ประเมินการเมืออย่างไม่เข้าข้างตัวเอง จะรู้ได้โดยไม่ยากว่า พวกเขากำลัง "หมดอนาคต" พวกเขาไม่มีทางชนะสงครามครั้งนี้ และสถานะของคนเหล่านี้จะเสียเปรียบอย่างรุนแรงในอนาคต เพราะฐานเสียงจากประชาชนไม่มี กำแพงพิงหลังหายไป คนเหล่านี้ จึงสั่นไหวเกิดความ "จุดเปราะบาง" ในแนวรบที่จะส่งผลให้แนวรบพังทลายในอนาคตอย่างแน่นอน

เราจึงเริ่มเห็น แนวโน้มของการแปรพักตร์ หรือวางเฉย เกิดขึ้นอย่างของบริวารอำมาตย์เกิดขึ้น

การเคลื่อนไหวของ พล.อ.เปรม ในขณะนี้จึงดูเหมือน "รน" และต้องออกมาปะทะหน้าเอง

สำหรับแนวรบของคนเสื้อแดง หรือฝ่ายทักษิณนั้น ตอนนี้ "ไม่มีจุดอ่อนให้โจมตี" จนพ่ายแพ้ได้แล้ว การโจมตีอย่างรุนแรงในสงกรานต์เลือด ก็ไม่ทำให้ขบวนการคนเสื้อแดงสูญเสียกำลังหรืออ่อนแอลงไปแต่อย่างใด

ตามตำราพิชัยสงครามซุนหวู ขบวนการเสื้อแดง+ทักษิณอยู่ในสถานะ invincible หรือ สถานะที่ไม่อาจพิชิตได้แล้ว

ส่วนจะชนะอำมาตย์ได้หรือไม่อยู่กับเงื่อนไขของอำมาตย์ว่า จะมีจุดอ่อนเพียงพอที่จะทำให้ถูกพิชิตได้หรือไม่ หากมีจุดอ่อน ก็พิชิตได้ หากจุดอ่อนไม่มีหรือยังไม่เกิดขึ้น ก็ยังไม่อาจพิชิตได้

แต่ตอนนี้ "อำมาตย์ เกิดรอยร้าวหรือจุดอ่อนอย่างรุนแรงแล้ว การที่อำมาตย์จะเอาชนะเสื้อแดงได้นั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่การถูกพิชิตนั้น "มีทางเป็นไปได้ ค่อนข้างมาก" อยู่ที่เงื่อนไขของเวลาเท่านั้น

ตอนนี้สำหรับฝ่ายอำมาตย์แล้ว ไม่มียุทธศาสตร์อะไรดีไปกว่าการเจรจาแล้ว

อยู่ที่ว่าจะเจรจาได้มากน้อยเพียงใด คุณทักษิณและขบวนการประชาธิปไตย "รอได้หรือไม่" เพราะยิ่งทอดเวลา ความได้เปรียบก็ยิ่งมีมากขึ้น

ดังนั้น คนเสื้อแดงหรือคุณทักษิณ จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปใจร้อน รีบเจรจา หรือหวังจะเผด็จศึกโดยเร็ว

แต่การโจมตีจุดอ่อนอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นสิ่งที่สมควรกระทำ

รอคอยวัน เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในแผ่นดินมาถึง แล้วค่อยเคลื่อนไหว ก็ยังไม่สายเกินไป

ปล. เรื่องสุขภาพนั้น มีข่าวลือต่างๆ นานา แต่น่าจะประมวลสรุปได้ว่า ไม่อาจกลับไปสู่สภาพเดิมได้แล้ว และครั้งนี้ หนัก จนสร้างความกังวลใจให้กับเหล่าอำมาตยาธิปไตยอย่างรุนแรง เราอาจไม่เห็นการปรากฏตัวต่อสาธารณชนไปอีกนาน

เวียดนามกำลังมีรถไฟความเร็วสูงVSไทยกำลังมีรถไฟความเลวสูง

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ตุลาคม 2552

ปล่อยทิ้ง - ผู้โดยสารนับพันเดือดร้อนหนัก หลังขบวนรถไฟวิ่งมาจอดทิ้งดื้อๆ ที่สถานีชุมพร เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการประท้วงผู้ว่าฯร.ฟ.ท. นอกจากการหยุดวิ่งแทบทุกขบวนในภาคใต้ เมื่อวันที่ 18 ต.ค.(ภาพ:คำบรรยาย ข่าวสด )

ขณะที่เมืองไทยเรากำลังเจอพฤติการณ์พนักงานสหภาพรถไฟ(บางส่วน)มีความเลวสูง ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่เพิ่งผ่านพ้นสภาพสงครามมาไม่กี่ปี เขากำลังมีรถไฟความเร็วสูงกันแล้ว


เวียดนามภายใต้การช่วยเหลือของรัฐบาลญี่ปุ่น กำลังทุ่มงบประมาณ 700,000-800,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อขยายรางรถไฟเป็น 1.345 เมตร จากนครโฮจิมินท์ขึ้นไปยังฮานอยระยะทาง 1,800 กิโลเมตร เป็นการก่อสร้างให้แล้วเสร็จแบบรวดเดียวไปเชื่อมต่อกับรางรถไฟของจีน

พร้อมกันนั้นก็สร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน 6 สายในนครโฮจิมินท์ รองรับการเดินทางของคนที่นั่นที่มีประมาณ 8 ล้านคน ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯของไทย และได้อนุมัติการก่อสร้างไป 1 เส้นทางเมื่อเดือนเมษายน 2550 มูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นั่นเป็นความก้าวหน้าเรื่องรถไฟความเร็วสูง อันน่าอิจฉาของเพื่อนบ้าน และต่อไปนี้เป็นความน่าสังเวชใจของรถไฟความเลวสูงของพี่ไทยมั่ง

การหยุดงาน หรือผละงานประท้วงของคนขับรถไฟในเวลานี้ นับเป็นเรื่องที่น่าสังเวช และทำลายภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยจะโสภาอยู่แล้วของตัวเองให้เน่าสนิทไปกว่าเดิม

ยิ่งข้ออ้างในการหยุดงานนั้นบอกว่าตัวคนขับรถไฟ"ป่วย" แต่ดันมาป่วยพร้อมๆกัน หรืออ้างว่าหัวรถจักรเก่าเก๋ากึ๊ก อาจเกิดความไม่ปลอดภัย ก็เลยหยุดเดินรถเสียดื้อๆ แล้วปล่อยให้ผู้โดยสารตกค้างกันอื้อซ่า หรือกระทั่งไล่ลงจากรถไฟ เป็นสภาพที่น่าสังเวชใจจริงๆ

หนักข้อไปกว่านั้นก็คือ พนักงานรถไฟบางส่วนพยายามเข้ายึดหอบังคับการรถไฟบางสถานีที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือในการหยุดงานประท้วง ทั้งได้ข่มขู่รัฐบาล โดยเอาความเดือดร้อนของผู้โดยสารเป็นประกัน โดยขู่ว่าหากมีการดำเนินคดีกับพวกที่ผละงานประท้วงก็จะพากันปิดสถานีรถไฟหัวลำโพง ซึ่งเทียบไปก็คือเมืองหลวงของรถไฟไทย ก็ยิ่งทำให้ประชาชนเหลือทนกับคนการรถไฟที่ก่อเรื่องแล้ว

ที่ผ่านมาก่อนเกิดเหตุประท้วงนี้ก็มีเรื่องการบริการที่ไร้ประสิทธิภาพของการรถไฟอยู่เนืองๆ เหตุการณ์ประเภทที่ว่าจู่ๆรถไฟก็ไหลเลื่อนเลยรางรถไฟที่กาญจนบุรี ผู้โดยสารหวิดจะตายหมู่ หรือต่อมาเหตุเกิดรถไฟตกรางที่หัวหิน เป็นเหตุให้มีคนเจ็บคนตายจำนวนมาก และพบว่าต้นเหตุมาจากความสะเพร่าของคนขับรถไฟ ที่เกิดการหลับใน

พอจะมีการเอาเรื่องคนสะเพร่าดังนี้ สหภาพรถไฟก็ออกมาโวยวายว่า สาเหตุมาจากหัวรถจักรเก่ามั่ง เลยพาโลหาเหตุอ้างว่า ต่อไปหากเกิดเหตุเรื่อยๆก็คงต้องไม่พ้นผิดคนขับรถไฟ…ก็เลยพากันป่วยการเมือง แล้วนัดหยุดงานเสียอย่างนั้น

พูดง่ายๆว่าเหตุเก่าเรื่องรถไฟมีอุบัติเหตุบ่อยๆ มาล่าสุดเกิดมีคนเจ็บคนตายขึ้นมา คนรถไฟก็ตกเป็นจำเลยสังคมพอแรงอยู่แล้ว เรื่องเก่ายังไม่บรรเทาเหตุ เรื่องใหม่ก็แทรกกลางลำขึ้นมาเสียอย่างนี้ คนการรถไฟในส่วนที่ก่อเหตุสร้างเรื่อง ไม่เท่ากับกำลังทุบทำลายภาพพจน์ขององค์กรที่กำลังย่ำแย่อยู่แล้วให้พังทลายลงหรือครับ

ทีนี้เมื่อหันไปดูเรื่องการนัดหยุดงานนี้ก็พบว่า กฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจ มาตรา 33 จะบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า "พนักงานรัฐวิสาหกิจห้ามนัดหยุดงาน" ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น

คนของรัฐวิสาหกิจก็เลยหาช่องโหว่ในการนัดหยุดงานด้วยการอ้างว่าลาป่วยพร้อมๆกันบ้าง หรืออ้างว่านัดประชุมวิสามัญใหญ่พร้อมๆกันมั่ง หรือแล้วแต่จะหาเหตุให้อ้างได้ แต่สรุปมันก็คือการหลบเลี่ยงกฎหมายเพื่อนัดหยุดวานนั่นเองในทางพฤตินัย

เรื่องนี้สมควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปอุดรูโหว่กันแหละครับ ทำยังไงได้ในเมื่อห้ามนัดหยุดงานแล้ว พวกพี่ๆสหภาพก็หารูโหว่เบ้อเร่อ ทำกันเป็นอาจิณแบบนี้

เหตุที่ผมบอกว่าทำเป็นอาจิณนั้นก็เพราะเมื่อไวๆนี้ ตอนกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้เองสหภาพรถไฟก็เพิ่งนัดหยุดงานมาทีหนึ่งแล้ว ซึ่งคราวนั้นอ้างกันว่า เพื่อคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการ ร.ฟ.ท.และการแปรรูปเป็นบริษัท เพื่อให้เอกชนเข้ามาบริหารแทน

ปัญหาต่อมาก็คือการหยุดงานประท้วงหนนี้ ก็คงเห็นว่าทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการได้รับความเวทนาจากการไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อนว่าคนขับรถไฟจะ”ป่วยการเมือง”พร้อมๆกันเสียอย่างนี้ จึงถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพในการเดินทางของประชาชนอย่างน่าเสียใจ ซึ่งกฎหมายระบุเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดสิทเสรีภาพในการเดินทางด้วยอีกฐานหนึ่ง

นอกจากนั้นหากจะมีความรับผิดชอบแล้ว ก็ต้องทำตามแบบสหภาพแรงงานในประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาทำกันเป็นบรรทัดฐานไว้ คือเวลาพวกสหภาพแรงงานในยุโรป อเมริกาเขาจะหยุดงานนั้น เขาไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นการเฉพาะหน้า เนื่องจากหน่วยงานบริการสาธารณะมีมวลชนต้องพึ่งพาบริการเป็นจำนวนมาก ต้องรู้ว่าการนัดหยุดงานกะทันหันกระทำไม่ได้และไม่ควรกระทำ

สหภาพแรงงานในยุโรป อเมริกา หรือประเทศที่เขาเจริญแล้วนั้น หากมีการนัดหยุดงานเขาจะทำแบบเปิดเผยครับ ถูกต้องและมีจริยธรรม โดยการแจ้งล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 5 วัน และต้องมีหนังสือแจ้งนัดหยุดงาน รวมทั้งรายละเอียด รูปแบบการหยุดงาน เป็นต้น ประชาชนชาวบ้านเขาจะได้ทราบ

พอชาวบ้านรู้ เขาก็จะได้เลือกทางอื่นในการบริการระหว่างนั้น ไม่ว่าจะนั่งรถ ลงเรือ ขึ้นเรือบิน หรือยังไงก็ตามสภาพไปพลางก่อน
แต่ของเราทั้งไล่ผู้โดยสารลงรถ ทั้งคนไปตกค้างอยู่สถานี อยู่ดีๆพวกพี่จะยึดหัวลำโพง แล้วอ้างว่า”ป่วย” ทำกันอย่างนี้

ก็สมควรต้องโดนสาปส่งนั่นแหละครับ

Monday, October 19, 2009

ประธานสหภาพฯรถไฟ ชี้แจงกรณีหยุดเดินรถ

ที่มา Voice TV



ประธานสหภาพฯรถไฟ ยืนยันหยุดเดินรถเพราะอุปกรณ์ไม่พร้อม หวั่นเกิดอุบัติเหตุซ้ำรอยเขาเต่า ย้ำพนักงานทำตามข้อบังคับการเดินรถไฟ

ท่านประธานที่เคารพ

ที่มา บางกอกทูเดย์

การอนุมัติเงินหลายร้อยล้านเพื่อซื้อวัคซีนสู้โรคหวัด 2009 ของคณะรัฐมนตรี ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันอังคารที่แล้วเป็นเรื่องถูกต้องและจะยิ่งถูกต้องกว่า หากวาระการจัดซื้อจัดหาวัคซีนนี้..มันเกิดขึ้นก่อนหน้าหลังวันที่หวัดมันปรากฏขึ้นมาที่แม็กซิโกนายกรัฐมนตรีที่สามารถ..จะต้องรู้โดยสัญชาติญาณว่า..จะไม่มีตัวยาใดมีมากมายเพียงพอสำ หรับประชาชนทั้งโลก...ดังนั้น..ทันทีที่มีโรคสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นและมีตัวยาที่สามารถรักษาป้องกัน...นายกรัฐมนตรีที่สามารถ จะต้องจัดซื้อจัดหาขึ้นมาทันทีอเมริกาวันนี้...มียาสำหรับอเมริกันทุกคน....เยอรมันวันนี้มียามากกว่าจำนวนพลเมืองประเทศไทย...แสดงตนอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่..ไม่มีหวัด 2009 ในแผ่นดินไทย..ประเทศไทยมีเวลามากมายก่อนหน้า...ที่จะบอกกล่าวกับประชาชนว่า..โรคระบาดชนิดใหม่..นั้นมันมีวิธีการติดต่ออย่างไรและจะหายได้อย่างไรกับคนป่วยชนิดไหนนายกรัฐมนตรีที่สามารถ..จะประกาศตั้งสภาสงครามเพื่อรับมือกับการเล็ดลอดเข้ามาการป้องกันดูแลและเตรียมการสำหรับการบำบัดรักษาสภาสงคราม..ต้องประกอบไปด้วย..ครูบาอาจารย์ในมหาลัย นายใหญ่แห่งโรงงานผลิตยา ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง..อธิบดีหมอทุกกรม..กระทรวงศึกษาธิการ...ฯลฯนายกรัฐมนตรีที่สามารถ...จะตัดภาระทุกชนิดออกไปแล้วประกาศตนเป็นแม่ทัพใหญ่..สู้ภัยร้ายที่น่าจะจู่โจมเข้ามา..แต่...นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย..ทุ่มเทเวลางบประมาณและการประชุมไปให้กับการอวดตนโชว์ตัว..ปักธงแห่งความนิยมในภาคอีสาน..สนุกสนานอยู่กับการปรากฏตนในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่มีเวลากับหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะต้อง..ฝังตัวทำงานท่านดูคณะรัฐมนตรีเหมือนโค้ชดูทีมฟุตบอลในสังกัด..ท่านปกป้องรักษาแม้แต่นักฟุตบอลที่เตะลูกเข้าประตูตัวเอง ท่านมีตัวตนมากเกินไปในตำแหน่งที่ต้องไม่มีตัวตน ท่านเป็นเขาเป็นเราในหน้าที่ ที่จะต้องไม่มีเขามีเรา..ท่านลืมไปว่า..ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย..ในฐานะประชาชนคนไทย..ท่านประธานครับ...กระผมไม่สามารถไว้วางใจให้ท่านผู้นี้เป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง 

ไฟใต้มันร้อน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ยะลา ปัตตานี นราธิวาส หากเอ่ยถึง!!..เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึง“ความสูญเสีย” เป็นอันดับแรกหลังจากนั้น “ความกลัว” ก็จะเข้ามาแทนที่..การลอบทำร้ายก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เป็นเหตุการณ์ที่พวกเรา “สื่อมวลชน”รายงานกันถี่ยิบ! จนบางครั้งเรื่องของ“ปากท้องของคนในพื้นที่” กลายเป็นปัญหาที่ถูกมองข้ามผลไม้ “ลองกอง” เป็นผลไม้แนะนำของพื้นที่ แต่ก็ห่างไกลจากความนึกคิดการปฏิบัติการของผู้ก่อการร้าย

ที่ “ทำลาย” ไม่เลือกหน้า ท้าทายรัฐบาลแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”ในขณะที่รัฐบาลยังคลำหาทางออกไม่เจอ!แม้ว่าคนไทยที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ปลายด้ามขวานจะรับรู้กันมานานว่า “ความไม่สงบ” ในพื้นที่ ยะลา ปัตตานีนราธิวาส เรื้อรังมานาน แต่น้อยคนนักที่จะ “รับรู้” ว่าการอยู่แบบหลอนๆแล้ว เรื่องของ “ปากท้อง” ก็ต้องลำบากตามไปด้วยเศรษฐกิจด้ามขวาน “ง่อนแง่น”สวนทางกับ “งบประมาณ” จากรัฐบาลที่ “ทุ่ม” ลงไปไม่ยั้ง! แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นนอกจาก ข่าวลือหึ่ง ว่า งบประมาณถูกผู้ที่เกี่ยวข้องยักยอกเข้าพกเข้าห่อกันจนรํ่ารวยก่อนที่นิ้วจะลงมือคีย์ข้อมูลไปแบบ“ผีถ้วยแก้ว” ..ขอบอกว่า “ข้อมูล” ทั้งหมดมิได้มาจาก “ความเห็น” ของผู้เขียนแต่มาจากการ “พูดคุย-ซักถาม” จากผู้รู้ ผู้อยู่ในพื้นที่...ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. เปิดเผยกับบางกอกทูเดย์ ว่า การก่อความไม่สงบของผู้ก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีผลกระทบอย่างมากกับเกษตรกรในพื้นที่ การที่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ จะลงพื้นที่เข้าไปดูแลชาวเกษตรกรก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีปัญหา ยากที่จะเข้าถึงในฐานะที่เราเป็น ธกส. หน้าที่หลักคือการดูแลชาวเกษตรกร เราต้องลงพื้นที่ไปให้ความรู้ ข้อมูลทั้งด้านการเงินและการสร้างผลผลิต เราจึงรู้ว่า นอกจากความมั่นคงแล้วเรื่องการเพาะปลูกการประกอบอาชีพค่อนข้างล้มเหลวเพราะกลัวโดนลอบทำลายส่งผลให้ผลิตผล หรือการประกอบอาชีพในพื้นที่ อาทิ “ลองกอง”ผลผลิตขายไม่ได้ เพราะไม่มีพ่อค้าใจถึงมากนัก หากจะมีก็โดนกดราคาเนื่องจากถูกหักค่า “เสี่ยงตาย”นอกจากนี้ผลผลิตก็ไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร เนื่องมาจากชาวบ้านไม่สามารถออกไปปรับแต่งผลผลิตได้ง่ายและสะดวกเหมือนในอดีตอย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็มีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ให้ “ฟูเฟื่อง”เพื่อกระตุ้นการลงทุน สำหรับ ธกส.เองมาตรการที่จะปลดหนี้ให้เป็นศูนย์กับครอบครัวที่เสีย “หัวหน้าครอบครัว”จากฝีมือของผู้ก่อการร้าย เพราะเชื่อว่าการเสียเสาหลักของครอบครัวมีผลให้ขวัญและกำลังใจของคนในครอบครัวสูญเสียไปด้วย ย่อมหมายถึงการทำมาหากินย่อมติดขัดไปด้วยนอกจากนี้ผู้เขียนยังได้พบปะพูดคุยกับนักธุรกิจในพื้นที่..การประมง การเกษตร การทำ

สวนยาง คือ สายเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงคนในพื้นที่ปัตตานี มีปลามากเป็นอันดับต้นๆของประเทศ มีท่าเรือสร้างโดยภาครัฐที่ใหญ่ที่สุด มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการประมง แต่ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งผลกระทบต่อการประมงผู้ประกอบการประมงนอกพื้นที่ส่วนหนึ่งไม่เข้ามา และประมงในพื้นที่ส่วนหนึ่งย้ายไปทำประมงที่อื่นปริมาณการผลิตยางก็ลดลง เพราะคนไม่กล้าออกไปกรีดยางในเวลากลางคืน แม้ราคายางจะสูงขึ้นจึงเป็นการชดเชย แต่ก็แก้ปัญหาได้เพียงประคับประคอง ให้พออยู่ได้เท่านั้น เพราะชาวสวนยางเสียโอกาสในการแสวงประโยชน์จากราคายางที่สูงขึ้นไม่เหมือนกับชาวสวนยางของจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ทั้งนี้หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าทุกปัญหาจะยุติลงเมื่อความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่พื้นที่แม้ว่ารัฐบาลจะเร่งเครื่องจัดงบกลางปีจำนวน 1,100 ล้านบาท เพื่อจ่ายเป็นเบี้ยเสี่ยงภัยให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 2,500 บาท/เดือน และอนุมัติอีก 800 ล้านบาท ส่วนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ต่อไปถ้าผู้รับเหมาโครงการไหนทิ้งงาน ก็จะมอบหมายให้ทหารช่างลงไปก่อสร้างแทน ห้ามถอนงบออกจากพื้นที่เด็ดขาดแต่ดูสถิติในพื้นที่แล้วพบว่าความถี่ในการก่อเหตุการณ์ความไม่สงบลดลงแต่ไม่มากนัก อย่างไรก็ตามการใช้กำลังเจ้าหน้าที่และงบประมาณลงไปในพื้นที่มหาศาล เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทำได้แค่ตรึงสถานการณ์เท่านั้นส่วนด้านการต่างประเทศ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีบอกว่าทั้งทางการมาเลเซียและอินโดนีเซียก็เข้าใจว่าปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาภายในของไทย แต่พร้อมสนับสนุนความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา และรัฐบาลชุดนี้ไม่ปิดกั้นการเข้ามาทำหน้าที่ขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆนายก็อท..นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ชาวปัตตานี เล่าให้บางกอกทูเดย์ฟังว่า ในพื้นที่บางจุดก็น่ากลัวบางจุดก็ไม่น่ากลัว แต่หลายครอบครัวก็ย้ายออกจากพื้นที่เพราะกลัว แต่ก็ยังมีที่ไม่ย้ายเพราะรักบ้านรักที่ที่เขาอยู่มานาน สิ่งที่คนในพื้นที่เฝ้ารอคือ ความสงบสุข เพราะพวกเขาจะได้ทำมาหากินเป็นปกติเหมือนพื้นที่อื่นเขาสักทีสรุป คือ ความสงบ เรียบร้อย และความมั่นคง คือ ปัจจัยสำคัญมากกว่าการอัดเม็ดเงินลงพื้นที่ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความ “เงิน” ไม่จำเป็น ทว่าหากความสงบเกิดขึ้น “ชาวบ้าน” ก็สามารถสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ โดยเริ่มจากการก่อร่างสร้างเศรษฐกิจในครัวเรือนเป็นอันดับแรกเอ้า!! สุเทพ เทือกสุบรรณแม่ทัพใหญ่ ฝ่ายความมั่นคงนำทีมเลยขอรับท่าน.... 

เปิดตัวเปิดศึก!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เปิดตัวแรงพอสมควร สำหรับ“ขุนพล” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่จะสวมเสื้อ พรรคเพื่อไทย ลุยหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้ มี“บิ๊กเซอร์ไพรส์” ที่อดีต รองผบ.ทบ.อย่าง “บิ๊กจ๊อก” พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการเมื่อ 30 ก.ย.แต่หลังจากหมดพาวเวอร์ในกองทัพ“บิ๊กจ๊อก” ก็ตัดสินใจเดินทางเข้าสู่เส้นทางสายการเมือง โดยเลือกที่จะอยู่คนละข้างกับเพื่อนและพี่น้องในกองทัพที่เคยเป็นอดีต คมช.มาก่อน“นโยบายของพรรคเพื่อไทยเป็นนโยบายที่ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีสามารถจับต้องได้ ประกอบกับมีเพื่อนสนิทที่อยู่พรรคเพื่อไทยชักชวนจึงตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมือง”บิ๊กจ๊อก เผยถึงเหตุผลร่วมสังฆกรรมกับพรรคเพื่อไทย“บิ๊กจ๊อก” เคยผ่านตำแหน่งสูงสุดในกองทัพภาคที่ 3 เป็นแม่ทัพภาคที่ 3ต่อจาก “บิ๊กเปย” พล.อ.สพรั่งกัลยาณมิตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่เข้าสู่ 5 เสือ ทบ. นั่งเก้าอี้ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ควบเก้าอี้ผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549ด้วยความที่ พล.อ.จิรเดช มีฐานการเมืองใน “ซีกเหนือตอนล่าง” ไม่น้อยทั้งเคยปฏิบัติหน้าที่ด้านกิจการพลเรือนทัพภาค 3 ทำให้รู้จักคลุกคลีทั้งกับนักการเมืองและประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะ “สมศักดิ์ เทพสุทิน”อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเพราะเป็นนักการเมือง จ.สุโขทัยเขตรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3ไม่แปลกที่...อดีตรอง ผบ.ทบ.ที่กำลังเนื้อหอม จะถูกหลายพรรคการเมืองทาบทามเข้าสู่ถนนการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยส่งเทียบเชิญแต่เจ้าตัวกลับไม่เซย์เยส เพราะติดปัญหาที่รูปแบบการทำงานสว่ นพรรคคนคนุ้ เคยอยา่ งพรรคภมู ใิจไทยที่ “บิ๊กจ๊อก” สนิทสนมกับ สมศักดิ์ เทพสุทินแต่สุดท้าย “บิ๊กจ๊อก” ก็เลือกที่ใส่เสื้อพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผล

ที่กล่าวมาแล้วงานนี้ต้องยกนิ้วให้กุนซือ พรรคเพื่อไทยที่เลือกเดินเกม “เปิดตัว” อดีตข้าราชการที่เคยทำงานให้กับ คมช. มาเล่นการเมืองในพรรคตัวเอง ซึ่งเหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้เหล่าทหารกล้าในกองทัพรู้ว่าไม่มีมิตรแท้ และศัตรูที่ถาวร“ในช่วงการปฏิวัติรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ผมเป็นเพียงแม่ทัพน้อย ที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น” บิ๊กจ๊อก กล่าวนอกจากนี้ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวอดีตนายกรัฐมนตรีอย่าง“พ่อใหญ่จิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธเข้าสู่รั้วพรรคเพื่อไทย ที่จ่อคิวเข้านั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค พร้อมกุมบังเหียนแม่ทัพสู่ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไปไม่เฉพาะอดีต “บิ๊กคนมีสี” พรรคเพื่อไทยยังมี ว่าที่ ส.ส. ที่มาจากคนบันเทิงอย่าง “สมบัติ เมทะนี บิณฑ์-เอกพันบันลือฤทธิ์” ที่จะเข้ามาลงสู้ศึกเลือกตั้งเพื่อสร้างสีสันให้กับพรรคเพื่อไทย“หลังจากนี้พรรคเพื่อไทย จะทยอยเปิดตัวผู้ใหญ่ที่ตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคเป็นระยะๆ มีทั้งบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีความรู้ความสามารถอีกกลุ่มใหญ่ซึ่งพรรคกำลังพิจารณาตำแหน่งสำคัญให้กับคนเหล่านี้เพื่อให้ทำงานสมกับความรู้ความสามารถ” นายยงยุทธวิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวนอกจากนี้ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยยังหยอดคำหวานให้กับสมาชิกพรรคป้ายแดงที่เข้าซบชายคาพรรคเพื่อไทยเกมการเปิดตัวที่ออกตัวแรงครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย ย่อมส่งผลต่อคะแนนเสียงในศึกเลือกตั้งครั้งหน้า และแน่นอนว่า พลพรรคประชาธิปัตย์ ย่อมมีอาการขาสั่นบ้างแล้วเมื่อเปิดตัวแรงเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่า “คนไกลบ้าน” พร้อมสู้ศึกอย่างเต็มที่และเต็มอัตราศึก หลังจากเปิดตัวสมาชิกพรรค และเปิดศึกกับประชาธิปัตย์ อย่างเต็มตัว 