WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 21, 2009

ปิดฉากอาเซียนภาคประชาชน ลุ้นต่อ ผู้นำรัฐอาเซียนให้พบ-ยื่นข้อเสนอหรือไม่

ที่มา ประชาไท

ผู้จัดอาเซียนภาคประชาชนติงรัฐไม่ใส่ใจส่งตัวแทนร่วมประชุม เผยยังไม่รู้ได้พบผู้นำอาเซียนเพื่อเสนอปัญหาหรือไม่ ไม่มั่นใจคณะกรรมการสิทธิฯ อาเซียนทำงานได้อิสระและเป็นกลาง ด้านภาคประชาสังคมเวียดนามรับไม้จัดประชุมต่อปีหน้า


สุนทรี-แยบ ซวี เซง-จอย ชาเวซ-ยก ลิน-เปรมฤดี-ลอย-อาชิน-ทิพย์อักษร


20 ต.ค. 52 วันสุดท้ายงานมหกรรมประชาชนอาเซียนครั้งที่ 2/ การประชุมภาคประชาชน ครั้งที่ 5 ภาคประชาชนแถลงข่าวเพื่อรายงานบทสรุป 4 เสา และแนวทางการเตรียมความพร้อมในการพบปะระหว่างตัวแทนภาคประชาสังคมและผู้นำรัฐบาลอาเซียน ที่ห้องประชุมเพชรบุรีแกรนด์ฮอลล์ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ รีเจนท์ ชะอำ จ.เพชรบุรี

สุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง จากคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการจัดงานประชุมมหกรรมประชาชนอาเซียน กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีการประสานงานกับภาครัฐและสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อให้มารับฟังความเห็นของภาคประชาชนในการประชุมครั้งนี้ เพื่อทำให้อาเซียนมีประชาชนเป็นศูนย์กลางตามที่อาเซียนตั้งเป้าไว้ แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อภาครัฐและสำนักเลขาธิการอาเซียนส่งผู้เข้าร่วมงานเพียง 1-2 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ ตัวแทนจาก 10 ประเทศจะเข้าพบผู้นำอาเซียน ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะได้เข้าพบหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามและพิสูจน์ความจริงใจของผู้นำอาเซียน

ต่อคำถามว่า ในการพบปะกับผู้นำอาเซียนครั้งที่ผ่านมา มีผู้นำบางประเทศปฎิเสธที่จะพบกับตัวแทนจากภาคประชาสังคมของตัวเอง หากครั้งนี้มีเหตุการณ์แบบเดิมเกิดขึ้นอีกจะทำอย่างไร สุนทรี กล่าวว่า การต่อรองในการเข้าพบผู้นำอาเซียนนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยจากเดิมที่ถูกกำหนดไว้อย่างเป็นทางการ ตอนนี้กลับกลายเป็นทางเลือกว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ขึ้นกับความพอใจของผู้นำ ขณะที่ในส่วนของผู้ที่จะเข้าพบ จากเดิมที่กำหนดไว้ว่า จะได้เข้าพบประเทศละ 2 คนเช่นเดียวกับตัวแทนจากภาคเยาวชนและธุรกิจ ก็เหลือเพียงประเทศละ 1 คน ทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่าชื่อที่เสนอไปอาจถูกปฏิเสธโดยผู้นำบางประเทศเช่นเดียวกับคราวที่แล้ว แต่ขอยืนยันว่า จะเข้าพบกับผู้นำเท่าที่จะเป็นไปได้

แยบ ซวี เซง จาก FORUM-Asia กล่าวว่า ยินดีที่อาเซียนได้จัดตั้งให้มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนซึ่งจะมีการรับรองในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีร่างระเบียบข้อปฏิบัติ (TOR) ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนแล้ว แต่เราก็ยังขาดหลักประกันว่าคณะทำงานจะทำงานได้อย่างมีอิสระและเป็นกลาง

นอกจากนี้ เขายังแสดงความผิดหวังที่ประเทศอื่นในอาเซียนไม่มีกระบวนการคัดเลือกผู้แทนของตนเองเพื่อเป็นคณะกรรมการฯ ที่เปิดกว้างอย่างไทยและอินโดนีเซียด้วย ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ประเทศอาเซียนอื่นๆ คัดเลือกผู้แทนอย่างโปร่งใสและเปิดกว้าง

เขาเรียกร้องให้คณะกรรมการฯ เข้าไปปรับปรุงร่างระเบียบของคณะกรรมการฯ เพื่อพัฒนากลไกสิทธิมนุษยชนให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมถึงเปิดให้ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานของคณะกรรมการฯ เพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค และขอให้คณะกรรมการฯ ทำงานร่วมกับ คณะกรรมการส่งเสริมสิทธิด้านต่างๆ อาทิ แรงงานข้ามชาติ สตรีและเด็ก

สำหรับการมีส่วนร่วมในการประชุมมหกรรมประชาชนอาเซียนครั้งต่อไปที่เวียดนาม แยบกล่าวว่านับตั้งแต่จัดการประชุมดังกล่าวในปี 2005 การพบปะระหว่างภาคประชาสังคมและผู้นำประเทศอาเซียนพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ โดยการประชุมในครั้งที่ผ่านมาภายใต้การดำเนินการของประเทศไทย ภาคประชาสังคมอาเซียนได้ร่วมพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเลขาธิการอาเซียน และในปีนี้ก็ได้มีความพยายามที่จะทำให้ก้าวหน้าขึ้น มีโครงสร้างที่ดีและการสนทนาที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ซึ่งหวังว่าการจัดงานครั้งต่อไปที่เวียดนาม ในส่วนรัฐบาลประเทศอาเซียนจะส่งตัวแทนเข้ามามีส่วนร่วม และรัฐบาลเวียดนามในฐานะเจ้าภาพ จะสนับสนุนการร่วมพูดคุยระหว่างภาคประชาสังคมและผู้นำประเทศอาเซียน

ต่อคำถามถึงการที่ตัวแทนภาคประชาชนอาเซียนอาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบผู้นำประเทศอาเซียน แยบแสดงความเห็นว่ารัฐบาลประเทศอาเซียนไม่ควรตั้งแง่และควรเคารพในการคัดเลือกตัวแทนของภาคประชาสังคม การที่รัฐบาลประเทศอาเซียนบางประเทศตั้งตัวแทนของตัวเองขึ้นมาเพื่อเจรจาในฐานะเป็นตัวแทนของภาคประชาสังคมเหมือนเป็นการบ่อนทำลายศักศรีของภาคประชาสังคม ทั้งที่การจัดเวทีพูดคุยของภาคประชาสังคมมีความจริงใจที่จะพยายามนำเสนอประเด็นปัญหาจากประชาชนในระดับล่างที่มีต่อการทำงานของรัฐบาลอาเซียน หากรัฐบาลอาเซียนไม่เห็นประโยชน์ การสนทนาที่ผ่านมาก็ไม่มีความหมาย และกลายเป็นเรื่องที่เสียเวลา

ตัวแทนจาก FORUM-Asia ยืนยันว่า ภาคประชาสังคมยืนยันรายชื่อของผู้ที่เป็นตัวแทนที่จะเข้าร่วมพูดคุยกับผู้นำรัฐบาลอาเซียน หากผู้นำรัฐบาลอาเซียน ปฎิเสธที่จะเข้าร่วมนั่นแสดงถึงเจตนาที่จะไม่ต้องการเสวนากับประชาชน ซึ่งขัดแย้งกับหลักการของอาเซียนที่ว่าอาเซียนมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

เจนีน่า จอย ชาเวซ Solidarity for Asian People’s Advocacies (SAPA) กล่าวถึงข้อเสนอหลักในเสาเศรษฐกิจว่า การพัฒนาด้านเศรษฐกิจของอาเซียนดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดซึ่งเป็นที่รับรู้คือเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) และพิมพ์เขียวเศรษฐกิจ แต่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนี้ไม่มีความเชื่อมโยงกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งสิ่งแวดล้อม ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคนในท้องถิ่น สตรี เยาวชน ที่มีความแตกต่างหลากหลายและต้องการการมีส่วนร่วม

เธอกล่าวด้วยว่า การเปิดเสรีทางการค้า (Free Trade Agreement: FTA) ในภูมิภาคอาเซียนที่จะเริ่มดำเนินการในเดือนมกราคม 2010 จะส่งผลกระทบต่อประชาชนภายใต้ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ดังนั้นจึงอยากร้องขอให้ผู้นำประเทศอาเซียนคำนึงถึงการเสริมสร้างศักยภาพของคน ใส่ใจในปัญหาความร่วมมือข้ามชาติที่รุกล้ำสิทธิทำกิน แย่งชิงทรัพยากรของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ และควรปรับเปลี่ยนวิธีการโดยคำนึงถึงความเป็นมนุษย์

จอยกล่าวว่า FTA ไม่ใช่แค่การค้า แต่เป็นความริเริ่มทางเศรษฐกิจที่ถูกออกแบบมาเพื่อกีดกันคนบางกลุ่ม โดยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเสายุทธศาสตร์อื่นๆ ของอาเซียนและไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชน ทำให้เกิดการประท้วงต่อต้าน แสดงความไม่พอใจ เพราะเป็นข้อตกลงที่ประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมและทั้งยังก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง และนอกจากเขตการค้าเสรีในอาเซียนแล้วยังมีภาคีทางการค้าในรูปแบบอื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะการเปิดเสรีทางการค้าไม่ได้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของประชาชน

โฮ ยก ริน ผู้ประสานงานสมาคมสิทธิสตรี ในฐานะเสาสังคมและวัฒนธรรม กล่าวสนับสนุนการสร้างชุมชนเอื้ออาทรและชุมชนที่มีการแบ่งปันโดยระบุว่า ทุกคนต้องเคารพสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็น ผู้สูงอายุ แรงาน คนอพยพ คนจน คนพื้นเมือง รวมถึงสตรีและเด็ก พวกเขาเหล่านี้ต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นการศึกษา บริการสาธารณะ สวัสดิการ รวมทั้งสาธารณสุข อยากให้อาเซียนมีกลไกทบทวนกฎหมายที่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ต่างๆ รวมถึงทางอาเซียนต้องมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด

เธอกล่าวต่อว่า ในฐานะเป็นตัวแทนองค์กรสิทธิสตรีที่เข้าร่วมในการประชุมในครั้งนี้ อยากเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและเด็ก (ACWC) ยึดหลักการความเสมอภาคไม่แบ่งแยก และควรมีอำนาจในการปกป้องสิทธิ ทั้งในเรื่องการรับข้อร้องเรียน การเข้าตรวจสอบการละเมิดสิทธิในประเทศสมาชิก การให้ข้อเสนอแนะต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ และมีกลไกทบทวนกฎหมายแห่งชาติและนโยบายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค์ต่อการคุ้มครองสิทธิ นอกจากนี้ การคัดเลือกและจัดตั้งคณะกรรมาธิการฯ ควรมีความโปร่งใส เป็นกลาง และมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยยึดหลักการมีส่วนร่วม

สมณะท่านอาชิน สูพะกา จากองค์กรพระพม่าสากล (International Burmese Monks Organization) ในฐานะตัวแทนจากเสาการเมืองความมั่นคง กล่าวว่า เห็นด้วยกับความรู้สึกของพวกเราที่บอกว่ารู้สึกผิดหวัง ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้มาเข้าร่วมในการเสวนาครั้งนี้ ทางรัฐไม่เคยสนใจและใส่ใจในเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เรามาที่นี้เพื่อจะบอกเล่าถึงสถานการณ์และปัญหาในอาเซียนว่าตอนนี้เป็นอย่างไร โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิมนุษยชนในอาเซียน โดยยกตัวอย่างที่ประชาชนในพม่าไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารให้ชุมนุมประท้วงอย่างเป็นทางการ ถ้าผู้ใดก่อการประท้วงก็จะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมทันที ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ผิด เพราะเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน ดังนั้น จึงควรให้มีการชุมนุมอย่างเสรี เพื่อการใช้สิทธิแสดงความเห็นในอาเซียนอย่างเสรี

ท่านอาชินยังกล่าวถึงนโยบายเรื่องการไม่แทรกแซงกิจการภายในประเทศซึ่งกันและกันว่า เป็นสิ่งที่ล้าสมัย ในฐานะที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน ควรจะดูแลซึ่งกันและกัน หากเราเห็นผู้ปกครองทำร้ายลูกของตนเอง แต่เรากลับนิ่งเฉยไม่เข้าไปช่วยเหลือ ก็ถือเป็นการละเลยต่อความเป็นมนุษย์และต่อเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ท่านอาชินยังเรียกร้องให้ผู้นำอาเซียน ช่วยเหลือให้คนที่ถูกจับกุมจากคดีทางการเมืองได้รับการปลดปล่อยและได้รับเสรีภาพด้วย

เปรมฤดี ดาวเรือง จากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ในฐานะตัวแทนจากภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าภาคประชาสังคมผลักดันให้อาเซียนมีเสายุทธศาตร์ที่สี่ คือ เสาสิ่งแวดล้อม โดยมีการพูดคุยถึง 3 ประเด็นหลักที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และปัญหาของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อาทิ เขื่อน เหมืองแร่ และท่อส่งก๊าซ ซึ่งมีผลต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของผู้คนในอาเซียน อีกทั้งมีการเสนอเรื่องการนำองค์ความรู้มาใช้ต่อรองกับการลงทุนที่ผลักคนออกนอกระบบ

เธอกล่าวด้วยว่า เพื่อตอบโต้ปัญหาต่างๆ จึงเสนอให้มีการจัดตั้งเสาที่สี่นี้ เพื่อเป็นศูนย์กลางวางแผนตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรม มีพิมพ์เขียวสิ่งแวดล้อมเป็นกลไกในการปฏิบัติตาม และต้องมีการทบทวนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการลงทุนข้ามประเทศให้ปฏิบัติตามกฏต่างๆ ของอาเซียนที่จะถูกจัดทำขึ้น นอกจากนั้นยังได้แสดงความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของชุมชนพื้นเมือง อธิปไตยทางอาหาร และการดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิม

เปรมฤดีเรียกร้องให้รัฐบาลอาเซียนคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการพัฒนาต่างๆ โดยระบุว่า ขณะนี้อาเซียนไม่สามารถปิดหูปิดตา เลือกไม่สนใจผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมได้แล้ว

ทิพย์อักษร มันปาติ ตัวแทนเครือข่ายเยาวชนอาเซียน กล่าวว่า ในฐานะของตัวแทนเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของอาเซียน มีประเด็นหลักที่ต้องการเรียกร้องสองข้อคือ หนึ่ง ให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสร้างกลไกที่เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมในการติดตามและพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นและหลักสูตรในระบบ เพื่อปลูกฝังถึงคุณค่า ความเข้าใจ และความร่วมมือภายในประเทศและระหว่างชาติอาเซียน รวมไปถึงการศึกษาที่เกี่ยวกับสันติภาพ สิทธิมนุษยชน ตลอดจนมิติหญิงชาย ความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการศึกษาพิเศษและทักษะชีวิต และสอง เรียกร้องให้ยอมรับกลุ่ม/เครือข่ายเยาวชนที่เป็นอิสระ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับภูมิภาค เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ในการผลักดันและติดตามระดับนโยบาย ตลอดจนการแลกเปลี่ยนสถานการณ์ในประเด็นต่างๆ เช่น สิทธิมนุษยชน การสร้างสันติภาพ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทรานห์ ดัก ลอย ตัวแทนเจ้าภาพจัดการประชุมภาคประชาสังคมอาเซียนครั้งที่ 6 ที่เวียดนาม กล่าวแสดงความยินดีกับคณะผู้จัดการประชุมครั้งนี้ที่ประสบความสำเร็จในการจัดงาน และกล่าวว่า เขาเดินทางมาเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์จัดงานและทำความเข้าใจกับความคาดหวังของผู้เข้าร่วม โดยยินดีจะทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมอื่นๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป

ร่วมร่างแถลงการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการแถลงข่าวมีการหารือเรื่องร่างแถลงการณ์ที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลอาเซียนเพื่อให้ผู้เข้าร่วมรับรอง แต่เกิดข้อถกเถียงในรายละเอียดของแถลงการณ์ คณะทำงานจึงเปิดให้ผู้เข้าร่วมได้ถกเถียงเพื่อเพิ่มเติมเนื้อหากันอย่างละเอียด ดังนั้น การรับรองแถลงการณ์จึงล่าช้าออกไป

สุภาวดี เพชรรัตน์ หนึ่งในคณะกรรมการจัดงานประชุม กล่าวถึงกระบวนการร่างแถลงการณ์ว่า มีการแบ่งกลุ่มย่อยตามหัวข้อหลักในการหารือคือ เศรษฐกิจ การเมือง-ความมั่นคง และสังคม-วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเสนอประเด็นของตัวเองตั้งแต่วันแรกของการประชุม รวมถึงเพิ่มเติมข้อเสนอจากการหารือในแต่ละเสา โดยมีคณะกรรมการร่างแถลงการณ์ 10 คนที่มาจากแต่ละประเด็น และผู้ที่มีความถนัดในการร่างแถลงการณ์

สุภาวดี กล่าวถึงปัญหาที่เกิดในขั้นตอนการร่างแถลงการณ์ว่า มีผู้เข้าร่วมหลายคนรู้สึกว่า ข้อเสนอยังไม่ครอบคลุม จึงมีการแบ่งกลุ่มเพื่อเพิ่มเติมเนื้อหากันอีกครั้ง นอกจากนี้ มีผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่งจากพม่าแสดงความไม่เห็นด้วยกับการร่างแถลงการณ์ที่พูดถึงแต่ประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยใช้คำที่แรงและระบุถึงแต่พม่า ทั้งที่สถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนก็เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อับดุล กาลัม ผู้ประสานงานโรฮิงยา แสดงความเห็นว่า ตลอดการประชุมยังไม่เห็นประเด็นเรื่องของชาวโรฮิงยาถูกกล่าวถึงในแถลงการณ์เลย ชาวโรฮิงยาบางคนอยู่ในประเทศไทยมากว่า 20 ปีจนมีครอบครัว แต่ก็ยังไม่ได้รับสิทธิที่ควรได้ ขณะที่รัฐบาลพม่าก็ไม่รับเป็นพลเมือง จึงอยากให้นำประเด็นโรฮิงยาเสนอต่อรัฐบาลอาเซียนด้วย

ปานปรีย์

ที่มา thaifreenews

‘ป๋าเปรม’ฝักใฝ่การเมืองขาดคุณสมบัติองคมนตรี

ที่มา www.dailyworldtoday.com/newsblank.php

อดีตนายทหาร ตท.10 กว่า 40 คนเปิดตัวเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยวันนี้ (20 ต.ค.) นอกจากนี้ยังมีดาราดังรอคิวทยอยเปิดตัวอีกหลายคน “ปานปรีย์” ให้จับตาการเมืองจะเปลี่ยนแปลงเร็วๆนี้ โดยจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ “บิ๊กจิ๋ว” ปูทางไว้ ประกาศพร้อมต้อนรับทุกกลุ่มเข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ ทนาย นปช. ขึ้นโรงพักแจ้งดำเนินคดี “ป๋าเปรม” หมิ่นประมาท กล่าวหาคนเข้าพรรคเพื่อไทยทรยศชาติ ระบุฝักใฝ่การเมืองขัดคุณสมบัติการเป็นองคมนตรีตามข้อกำหนดรัฐธรรมนูญมาตรา 14

วันที่ 19 ต.ค. 2552 ที่ สภ.เมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี นายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ประกอบมาตรา 328 จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายแขนง มีการกระจายเสียงไปทั่วประเทศว่าการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยเป็นการทรยศต่อชาติ

“คำพูดของ พล.อ.เปรมเป็นการใส่ความให้เกิดความเสียหายไม่ใช่แต่เฉพาะ พล.อ.ชวลิตเท่านั้น แต่พรรคก็เสียหายด้วย เพราะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ทรยศต่อชาติ ผมในฐานะสมาชิกพรรคถือว่าได้รับความเสียหาย ทำให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง” นายคารมกล่าวและว่า

คำพูดของ พล.อ.เปรมนอกจากจะเป็นการหมิ่นประมาทแล้วยังถือว่ากระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 14 ที่ห้ามมิให้องคมนตรีฝักใฝ่ทางการเมือง

ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค และ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรค ร่วมกันแถลงว่า

วันที่ 20 ต.ค. นี้จะมีอดีตนายทหาร ตท.10 (นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10) กว่า 40 คน นำโดย พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าแนวทางของพรรคเป็นที่เชื่อมั่นของหลายฝ่ายว่าจะแก้ปัญหาให้ประเทศได้

“อดีตนายทหารตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคเพราะเชื่อว่าแนวทางของพรรคจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงของประเทศได้ นอกจากอดีตนายทหาร ตำรวจแล้วยังจะมีดารานักแสดงที่มีชื่อเสียงอีกหลายคนจะเข้ามาร่วมงานกับพรรค” นายพร้อมพงศ์กล่าว

นายจิรายุกล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะจัดประชุมร่วมกันระหว่างสมาชิกพรรคเก่ากับสมาชิกพรรคใหม่ เพื่อระดมความเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อพรรค เพื่อนำมาทำเป็นนโยบายพรรคต่อไป

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้วันนี้เกิดคำถามว่าทำไมทุกคนจึงหลั่งไหลมาร่วมกับพรรคเพื่อไทย ถ้าเป็นพรรคที่มีปัญหาจริงอย่างที่บางคงพูดคงไม่มีใครเข้ามาร่วม

“เป็นการแสดงให้เห็นว่าทหารไม่ได้รังเกียจพรรคเพื่อไทย การที่มีคนเข้ามาร่วมงานกับพรรคจำนวนมากยิ่งทำให้โอกาสที่จะชนะเลือกตั้งมีสูงขึ้นไปด้วย ผมอยากให้จับตาดูสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น และน่าจะเป็นไปตามแนวทางที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สมาชิกของพรรค ต้องการ”

ผู้สื่อข่าวถามว่าทหารอาจเข้ามาเป็นไส้ศึกทำลายพรรค นายปานปรีย์กล่าวว่า ไม่มีความหวาดระแวง พรรคเปิดกว้างต้อนรับทุกกลุ่ม เพราะแนวทางของเราต้องการสร้างความสมานฉันท์

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานสภาผู้แทนราษฎร (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล เปิดเผยหลังการประชุมวิปรัฐบาลว่า ที่ประชุมแสดงความเป็นห่วงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จึงอยากให้รัฐบาลเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนโดยเฉพาะประเด็นที่คนเสื้อแดงพูดจาคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง

“แม้ที่ผ่านมาการชุมนุมจะเป็นไปอย่างสงบ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับท่าทีของพรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่ง”

ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน:แฉด้านมืดของราษฎรอาวุโสและผองเพื่อนนายหน้าค้าความจน



A man behind the scene-อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯพระราชทาน 2 สมัย ผู้เกื้อหนุนให้งบNGO และเป็นผู้เชื่อมต่อหัวหอกมาสเตอร์มายด์ของNGOเสียบขั้วกับชนชั้นนำ-อำมาตย์ ปัจจุบันอานันท์เป็น นายกกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ ของเครือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
20 ตุลาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน และฝ่ายซ้ายเก่า รวมทั้งชนชั้นนำจารีตนิยม ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่



ขึ้นชื่อว่าเมืองไทย วงการไหนแม่งก็เหมือนๆกันแหละครับ คือเต็มไปด้วยเส้นสายอุปถัมภ์ มีขาใหญ่ มีพี่กลาง น้องเล็ก น้องใหม่ เป็นกันทุกที่

เอ็นโตดี-NGOก็เหมือนกัน


ผู้ให้กำเนิดNGO-ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้ให้กำเนิดNGOในไทยเป็นครั้งแรกราวพ.ศ.2512 ในภาพนำลูกศิษย์ลงจากหอคอยงาช้างไปย่ำโคลนเพื่อพัฒนาชนบทที่ชัยนาท แต่NGOทุกวันนี้ผิดเพี้ยนไปจาก ณ เริ่มแรกอย่างสุดจะคาดคิดถึง คือจากจุดเริ่มที่เห็นศักยภาพคนเล็กคนน้อยคนยากคนจน กลายเป็นอำมาตย์ขุนนางตัวใหม่ที่หมิ่นแคลนรากหญ้าขึ้นมา



วงการเอ็นโตดีนี่หากพูดให้เห็นภาพก็เหมือนองค์กรทั่วๆไป คือก็จะมีขาใหญ่วงการอยู่ประมาณหนึ่ง

มีตัวที่เรียกว่าระดับแถวต้นๆให้กราบไหว้กันนี่ส่วนหนึ่ง

รองลงไปก็จะเป็นพวกตัววิ่ง ตัวชง ตัวประสาน

รองลงไปก็จะเป็นแบ่งโซน แบ่งสาย มีหัวหน้าสาย หัวหน้าโซน

เล็กลงไปก็เป็นองค์กรหน่วยงานตามพื้นที่ หรือตามสายงาน

เล็กสุดก็ผู้ปฏิบัติงานสนาม

ปลายทางก็คือกลุ่มเป้าหมาย อาจจะเป็นชุมชนคนรากหญ้า หมู่บ้าน พื้นที่ เขตงาน หรือตามเนื้องาน

เขียนมาตั้งยาวไม่เห็นแม่งจะมันส์ตรงไหน

ใจเย็นๆอันนี้เรียกว่าปูพื้นก่อนแต่งหน้าศพ...เดี๋ยวศพไม่สวย จะเสียมือผม

หากไม่เข้าใจยังงี้ก็จะไปต่อไม่ถูกว่า เฮ้ย!ทำไมเอ็นโตดีแม่งมาอยู่พันธมิตรเต็ม ทำงานเพื่อมวลชนเหี้ยอะไรหละพวกมึง เสือกมาเชียร์แขกให้พวกรัฐประหาร สันดานมั้ยหละดันมาเชียร์เจ้า...คือมันหลักๆก็มาจากขาใหญ่ที่ต้องกราบกรานที่คุณถามมานี่แหละตัวอัปรีย์เลย

ทีนี้ก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าจะGO-Government Organizationหรือองค์กรรัฐ หรือ NGO-Non Government Oganizationนี่ กองทัพมันเดินด้วยท้องทั้งนั้น

ของรัฐก็ง่ายหน่อยคือเก็บภาษีชาวบ้านมาเป็นเงินทำงาน หล่อเลี้ยง จ่ายเงินเดือน

ส่วนเอ็นโตดีไปเก็บภาษีก็ไม่ได้ เก็บค่าคุ้มครองก็ไม่ได้ มันก็ต้องขอทุนเขา

สมัยโบราณก็ขอฝรั่ง พวกองค์กรการศาสนา องค์การสาธารณกุศล แม้กระทั่งเศรษฐีหลบภาษีมาจ่ายให้การกุศลอย่างพวกบิลเกตส์ โซรอส วอร์เรน บัฟเฟต รอคกี้เฟลเลอร์ สารพัด

NGOนี่ผู้ให้กำเนิดคือดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เริ่มราวปี2512จนแกได้รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะเลยทีเดียว ลูกศิษย์ลูกหาแกรุ่นแรกก็ยังวนว่ายอยู่ในวงการหลายคน เป็นใหญ่เป็นโตในวงการไปหมด อย่างพวกบำรุง บุญปัญญา เป็นเจ้าพ่อเอ็นจีโออีสาน,พิศิษฐ์ ชาญเสนาะ เจ้าพ่อเอ็นจีโอปักษ์ใต้,เตือนใจ ดีเทศน์ เจ้าแม่เอ็นจีโอทางเหนือ ต่อมาได้เป็นสว.,บุญเรือง สุขสวัสดิ์ ที่ยังตรึงพื้นที่ภาคกลางไว้แถวชัยนาท จุดเริ่มต้นที่ดร.ป๋วยก่อไว้ เป็นต้น

NGOมารุ่งเรืองมากก็ยุคเขมรอพยพ ได้เงินฝรั่งมาทำงานกันคึกคักทางอีสานใต้ พอดีป่าแตก พรรคคอมฯล้ม ก็ได้พวกป่าแตกเข้ามาร่วมขบวนเป็นคนNGOยุคนี้กันมาก อย่างพวกมด วนิดา ตันติพิทักษ์ ณ เขื่อนปากมูลที่ตายไปแล้ว หรือกวิน ชุติมา ภูมิธรรม เวชยชัย อะไรยังงี้ งานก็ขยายตัวไปทั่วประเทศยังกับอะมีบ้าหน้าร้อน

แต่ต่อมาก็ค่อยถูกลดการสนับสนุนเงินทุนลง เพราะฝรั่งมันมองว่าเมืองไทยรวยแล้ว เอ็นจีโอแทบจะตกงาน

ก็พอดีมาได้อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯพระราชทานภาคสองมั้ง ก็ให้เงินช่วยเอ็นจีโอมาทำงานเป็นเรื่องเป็นราว ก็อย่างว่านะคนให้กับคนรับมันก็มีบุญคุณพันผูกกันมายังงี้

#ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นตัวอย่างของ"คนดี"แบบจารีต ในฐานะศิษย์ของป๋วยเขามองว่าป๋วยนั้นเป็นคนดี แต่คนแบบพลเอกเปรมก็เป็นคนดีด้วย และพลเอกสุรยุทธ์ก็เป็นคนดี อานันท์ก็เป็นคนดี ที่ไพบูลย์เน้นคือให้คนดีมี"คุณธรรม" แต่คนแบบไพบูลย์จะไม่ตั้งคำถามต่อระบบโครงสร้างที่เป็นอยู่ว่า"ดีหรือไม่ดี"สำหรับพลเมือง


พวกเอ็นโตดีจะขอตังค์เขามาทำทุนทำงาน จะไปชื่อนายหมานายกานายไก่ แหล่งทุนมันก็ไม่เชื่อใจ ไม่รู้พวกมึงเป็นใคร ก็ตามสูตรก็ต้องวิ่งหาผู้ใหญ่ในวงการมาเป็นพระประธาน เป็นกรรมการกันตามระเบียบ

#ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว เป็นมาสเตอร์มายด์ที่คนในแวดวงการแพทย์เคารพ เคยเชียร์ทักษิณเป็นอัศวินควายดำ แต่ตอนหลังเปลี่ยน ทำให้แวดวงการแพทย์หันมารุมสกรัมทักษิณ-เสื้อแดง


ก็จะเห็นว่าคนอย่างอาจารย์หมอเสม จารย์หมอประเวศ จารย์เหน่ห์ จารย์สุลักษณ์ โสภณ สุภาพงษ์ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม คุณหญิงอัมพร มีศุข คุณหญิงสุมาลี จาติกวนิช อะไรทำนองนี้ไปนั่งเป็นกรรมการกันเป็นหลัก เพราะพะยี่ห้ออย่างนี้สะดวกโล่ง ส่งไปขอทุนฝรั่งมันรู้จัก ต้นทุนทางสังคมสูง ส่งไปขอเงินหลวงเขาก็เกรงใจก็ให้เงินมาทำทุน

ความจริงคนเหล่านี้เป็นคนดี ไม่ใช่คนเหี้ยที่ไหน ปรารถนาดีกับบ้านเมือง แต่ก็อย่างว่าคือเป็นคนดีตามจารีตแบบแผนซะเป็นส่วนใหญ่

#ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นมาสเตอร์มายของวงการปัญญาชน,นักวิชาการ,เอ็นจีโอเชื่อมต่อพันธมิตรเข้ากับขบวนการอำมาตย์ชนชั้นนำ


ผมเคยไปนั่งคุยกับจารย์หมอประเวศอยู่หลายหน สรุปคือแกเป็นคนดีหนะแหละ หากหลับตาซักหน่อยแล้วฟังจารย์หมอประเวศพูดไป ก็ต้องนึกว่ากำลังนั่งสนทนาธรรมกับหลวงตาแก่ๆองค์หนึ่งหละวะ

คนอย่างจารย์หมอประเวศนี่แกก็เป็นคนดีตามแบบแผน เรียนเก่งหัวดีสอบเข้าหมอได้ เก่งเรื่องเลือด ได้แมกไซไซมา แกก็อยากช่วยบ้านเมือง แต่ก็ต้องเป็นบ้านเมืองที่แกเห็นว่าดี คือในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่บังเอิญแกมองไปนี่นักการเมืองดันเหี้ยหมดในสายตาแก แกก็บอกกับผมทำนองว่า เอาให้ดีแล้วจารย์หมอว่ายกบ้านเมืองกลับไปให้พระเจ้าอยู่หัวท่านดูแลจัดการดีกว่านะคุณโยม...

อ้าว!ชิบหาย

ผมก็ขัดคอว่า อ่าคือว่าจารย์หมอครับ หากให้บ้านเมืองกลับไปให้ในหลวงจัดการก็ดีหรอกครับ เพราะในหลวงองค์นี้ท่านดีเลิศ แต่หากต่อไปเกิดไม่ดีงี้ไม่แย่เหรอ จารย์หมอแกก็ว่า เอาน่าอย่าเถียงดิ แต่ก่อนบางองค์ก็ไม่ดี อย่างสมัยร.6คนก็นินทา แต่ว่าสถาบันก็รอดมาได้ เราต้องไว้วางใจสถาบันว่าจะพาบ้านเมืองไปได้ตลอดรอดฝั่ง

#ศ.เสน่ห์ จามริก ผู้มีบารมีทั้งวงการสิทธิมนุษยชน,วงวิชาการ,เอ็นจีโอผู้เชื่อมต่อกับอำมาตย์และวงวิชาการ-เอ็นจีโอ


สมัยเหลี่ยมมาเป็นนายกฯใหม่ๆ พวกจารย์หมอประเวศ จารย์หมอเสมอะไรนี่ก็เห็นว่าเหลี่ยมเป็นความหวัง เพราะเป็นเศรษฐีมาทำงานให้คนจน คงจะได้คนดีแบบพระเวสสันดรนี่มาดูแลบ้านเมือง..แต่เอาไปเอามาก็เห็นๆกันว่าเหลี่ยมไม่ใช่พระเวสสันดรที่จะเป็นพระเอกให้อาจารย์หมอของผม แถมโดนเหลี่ยมด่าอีกว่า จารย์หมอเป็นแผ่นเสียงตกร่องมั่ง เป็นนายหน้าค้าความจนมั่ง ต่อไปนี้รัฐบาลเหลี่ยมจะทำงานถึงลูกถึงคนกับคนจนเอง ไม่ต้องผ่านนายหน้าแบบอานันท์ หรือคนแบบหมอประเวศ

จารย์หมอแกก็ปรี๊ดแตก จากแรกๆเชียร์ แล้วแกก็ค่อยๆผิดหวัง สะสมเชิงปริมาณไปสู่คุณภาพ เอาไปเอามาก็นี่แหละนายกฯมาตรา7ก็มาจากแกนี่แหละเรื่องของเรื่อง

#ส.ศิวรักษ์ เป็นมาสเตอร์มายด์ของวงการเอ็นจีโอ-นักสิทธิมนุษยชนที่เชื่อมเอ็นจีโอเข้ากับแวดวงปัญญาชนระดับสูงอย่างหมอประเวศ,เสน่ห์ จามริก และเชื่อมต่อNGOต่างประเทศให้หนุนช่วยพันมิตร


หรือคนอย่างป๋าส. หรือจารย์สุลักษณ์นี่ถึงใครจะมองว่าแกเป็นคนนอกคอกซักหน่อย ไม่ค่อยเป็นคนดีตามจารีต เพราะปากเสียด่าพระด่าเจ้าไปเรื่อย แต่แกมีอีโก้ชนิดหนึ่งว่าแกแน่ แกนี่ได้รางวัลประมาณว่าน้องๆโนเบลมาแล้ว แกก็โน่นทำตัวกลมกลืนเป็นโนเบลแฟนคลับกับทะไลลามะ กับอองซานซูจีไปตามเรื่อง

ทีนี้แกมาโดนคดีต่อต้านท่อก๊าซพม่าสมัยรัฐบาลนายชวน ตั้งแต่ปี2541 คดีก็ลากยาวมาเรื่อยจนรัฐบาลเหลี่ยม

คดีนี้เริ่มมาจากว่า ทางรัฐบาลไทยจะซื้อก๊าซพม่า แล้วจะลากท่อก๊าซผ่านป่าเมืองกาญจน์เข้ามา แกก็มีลูกศิษย์เอกคือน้าเปี๊ยก-พิภพ ธงชัย อยู่หมู่บ้านเด็กเมืองกาญจน์ก็ลากแกไปดู เสร็จแกก็อินจัด หรือหวังฟลุคได้โนเบลมั้ง แกก็ไปลุยขวางการวางท่อ เขาก็จับแกไปขังคุก แกก็ตามสไตล์ผู้ใหญ่แบบไทยๆคือเบ่ง เพราะแกเบ่งมามาก ขนาดคดีหมิ่นฯว่าหนักๆแกก็เบ่งรอดคุกมา2หน

#พิภพ ธงชัย สาวกรุ่นแรกๆของส.ศิวรักษ์ ผู้เชื่อมต่อขบวนการเอ็นจีโอเข้าร่วมรบกับพันธมิตร และเปลี่ยนจุดยืนมาหมิ่นแคลนรากหญ้า


คราวนี้ดันไปเบ่งกับเหลี่ยม เหลี่ยมมันบอกเรื่องของเมิง เรื่องของกรุคือต้องซื้อก๊าซพม่ามาพัฒนาประเทศ ส่วนป๋าส.แกประเภทต่อต้านทุนนิยม ต่อต้านโลกาภิวัตน์ แกก็มองว่าไอ่เหลี่ยมเอาใจเผด็จการพม่า รังแกพวกซูจี ไปปลอ่ยกู้พม่าห่าเหว ผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรแบบนี้

แต่ที่ป๋าส.แกเคืองแม้วหนักนี่คงเป็นอีกเรื่องที่หนักกว่าคือคดีหมิ่นฯ ที่แกไปพูดที่ขอนแก่นแล้วโดนตำรวจตามมาเล่นในทีหลัง แกเข้าใจว่าทักษิณสั่งเล่นแก หลังจากไปขึ้นเวทีพันมิตร

ก็คงต่อเนื่องมายังงี้คือโดนคดีท่อก๊าซสมัยชวนตั้งแต่ปี41ผ่านมายุคทักษิณไปขอก็ไม่มีน้ำใจช่วย แกก็ขึ้นเวทีพันธมิตรด่า ต่อมาทักษิณไปเล่นงานแกคดีหมิ่น ก็ยิ่งแค้นตาแม้น แกก็อยากเอาคืนเหลี่ยมซะให้เข็ด

เรื่องต่อต้านทุนนิยมนี่ผมเจอกับตา ตอนผมไปกินข้าวบ้านแก ลูกชายแกต้องหนีไปดูทีวีข้างบ้าน เพราะบ้านแกดันไม่มีทีวี เพราะไม่อยากโดนมอมเมา วันหนึ่งผมก็นั่งรถไปกับแกแล้วก็เมีย ไปงานศพอาจารย์ทวี หมื่นนิกร ผมก็ฟอร์มหลับ เมียแกก็ด่าแกชิบหายเลยเรื่องทีวีนี่นะ...ไม่รุ้แกจะเอาฮาไปถึงไหน

เนี่ย ผมลองเล่าแค่สายเดียวนี่นะก็พอจะเห็นภาพใช่มั๊ย อย่างมูลนิธิหมู่บ้านเด็กเนี่ยก็จะมีงี้แหละ หมอเสม หมอประเวศ โสภณ สุภาพงษ์ ป๋าส.อะไรงี้เป็นกรรมการ คนบริหารก็น้าเปี๊ยกธงชัยกับเมีย แล้วก็มีสันติสุข โสภณศิริ ลูกศิษย์ป๋าส.อีกราย(ที่รสนาเคยซุกเข้าไปห้องประชุมสภา นเป็นเรื่องกันนั่นไง)คอยเขียนเชียร์...พวกรสนาอะไรนี่ก็ลูกศิษย์ป่าส.แก แกส่งไปคุมมูลนิธิโกมล คีมทอง ก็ออกหนังสือขายมั่งอะไรมั่ง เล่นประเด็นสุขภาพมั่ง เคยจับรักเกียรติ สุขธนะติดคุกคดีทุจริตยา รสนาก็ยิ่งปักใจว่านักการเมืองนี่แม่งเหี้ยสัดๆ เดี่ยวจะเข้าสภามาลุยนักการเมือง

#รสนา โตสิตระกูล สาวกเอกฝ่ายหญิงของส.ศิวรักษ์ เป็นนางสาวโดยที่มีเพื่อนร่วมเตียงคือสันติสุข โสภณศิริ สาวกเอกฝ่ายชายของส.


เดิมทีเอ็นจีโอขาใหญ่ก็มีความหวังกับเหลี่ยมอย่างว่า คือคิดว่าหมอนี่จะเป็นพระเวสสันดรกลับชาติมาเกิด หลังๆออกลายเป็นพระเวสสันดาน มีconflict of interestหลายเรื่อง(พวกเสื้อแดงไม่ต้องเถียงนะ เพราะเสือกเป็นเรื่องจริง)แล้วก็ลุแก่อำนาจไปฆ่าตัดตอนพวกค้ายาบ้า(ตอนนั้นคงฟังในหลวงบ่นเรื่องยาเสพติดมาก แล้วไปกราบหลวงพ่อคูณ หลวงพ่อก็ดันพูดเป็นทำนองว่า คนเหี้ยๆจะดีไปอะไรกับมันนักหนาไอ้แม้วเอ๊ย...เหลี่ยมก็เอาวะลุยถั่ว2,500ศพเกลื่อน)

#ภูมิธรรม เวชยชัย-เอ็นจีอ้วน อดีตฝ่ายซ้ายและเอ็นจีโอตัวเชื่อมประสานระหว่างเอ็นจีโอกับแม้ว ตอนหลังกลายเป็นประสานงา


สายสัมพันธ์เดิมที่หวังจะพึ่งเอ็นจีอ้วน-ภูมิธรรม เวชชยชัยก็ชักไม่ค่อยได้เรื่อง ส่งปัญหาเขื่อนปากมูลขึ้นไปก็เป็นหมัน ส่งปัญหาเรื่องชาวนาถูกไล่ที่บุกป่าสงวนขึ้นไปก็เงียบ ผลักดันเรื่องกฎหมายป่าชุมชนก็เฉย

มีหนนึงผมก็ไปนั่งคุยกับเอ็นจีอ้วนที่กระทรวงคมนาคมว่า ทำไมอ้วนไม่ช่วยๆเค๊าหน่อยว๊า พรรคพวกกันทั้งนั้น เขาขอมาก็ไม่ได้เข้าพกเข้าห่อ เขาก็ช่วยชาวบ้านทั้งนั้น เอ็นจีอ้วนแม่งก็ส่ายหน้าบอกว่า พวกเอ็นจีโอแม่งไม่เข้าใจกรุเลย จะเร่งรัดเอาแต่ละเรื่องวันนี้วันพรุ่งทั้งนั้นไอ่สัด ไม่รู้เหรอว่าทุกเรื่องแม่งต้องออกเป็นกฎหมาย ต้องวิ่งล็อบบี้ส.ส.ตีนขวิด ต้องไปกราบข้าราชการปลัด อธิบดี บ่อยๆเข่ากรูก็ชักไปไม่เป็น

เรื่องมันก็เป็นยังงี้คือพวกเอ็นจีโอก็เห็นว่าเหลี่ยมไม่ใช่พระเวสสันดร เอ็นจีอ้วนก็เปลี่ยนสีไปเป็นพวกรับใช้ทุน อาจารย์สุลักษณ์โดนจับแม่งก็ไม่ยอมดูดำดูดี เทียบไปแล้วสมัยนายกฯแต่งตั้งอย่างอานันท์ยังมีแก่ใจหาเงินมาช่วยเอ็นจีโอได้ทำงาน ติดคุกก็ให้ประกัน แถมมากราบขออภัย

พวกขาใหญ่ก็เลิกเชียร์เหลี่ยม แล้วก็หันมาส่งซิกว่า
เฮ้ย!เล่นแม่งเลยพวกเรา



#อังคาร กัลยาณพงศ์ มาเวทีพันธมิตรทางสายส.ศิวรักษ์ ทั้งเขียนรูปเขียนบทกวีขายหาทุนให้พันธมิตร


พรรคพวกป๋าส.อย่างท่านอังคารนี่แกถือว่าเลือดสุพรรณ แกก็เอาด้วย ร่ายบทกวี เขียนรูปส่งไปประมูลเวทีพันธมิตร น้าเนาว์ก็เมาๆอยู่วงเดียวกับท่านอังคาร ก็เสด็จตามมาด้วย หลังๆท่านอังคารเสด็จไปนิพพานที่ไหนไม่รู้ เข้าใจว่าปลีกวิเวกกลับสวรรค์ เลยปล่อยน้าเนาว์กลายร่างเป็นมนุษย์อยู่แถวเวทีพันธมิตรมาจนป่านนี้...กรำ!

น้าเปี๊ยกอยู่ป่าเมืองกาญจน์ หมู่บ้านเด็กมาเป็นชาติก็ต้องออกป่ามาเมือง ศิษย์จะแก้แค้นให้ท่านอาจารย์! แม่งยังกับหนังจีนกำลังภายใน

#บำรุง บุญปัญญา NGOผู้มีบารมีในอีสาน


ทีนี้ตอนประชุมเอ็นจีโอนัดสำคัญนัดหนึ่งซัก4-5ปีมานี่แหละ น้าเปี๊ยกก็มาเมากันกับเอ็นจีโอสายอีสาน ทางนั้นขาใหญ่ก็มีจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ น้าเปี๊ยก-บำรุง บุญปัญญา น้าโย-บำรุง คะโยธา น้าสมภพ บุนนาค น้าเดชา ผู้ประสานกป.อพช.ภาคอีสาน น้าอี๊ด-เสน่ห์ ชัยวงษ์(คนนี้ได้ทุนจากภูษณ อดีตผู้บริหารDTAC) จารย์ผ่อง-สุนทรี เล่งอี้ (หลังๆมาเป็นผู้ประสานกป.อีสานแทนเดชา) จารย์เป๋ง-สมพันธ์ เตชะอธิก ทางเหนือก็พวกชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ทางใต้ก็บรรจง นะแส นก-ภาคภูมิ อะไรงี้นะ

พอเมากันได้ที่ก็สรุปกันตอนเมาๆนั่นแหละ(ผมก็เผอิญเมาอยู่ในวงเหมือนกัน คือผมมันแร่ด ก็รับเหมา เมาทั่วราชอาณาจักร)ว่า พวกเราจะพึ่งการเมืองแบบเก่าไม่ได้แล้ว มันต้องมีการเมืองใหม่

เนี่ยการเมืองใหม่ แม่งก็ทำคลอดกันกลางวงเหล้าตรงนี้แหละท่าน ไม่ใช่ว่าหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ห่าเหวที่ไหนหรอก..

#บรรจง นะแส เอ็นจีโอห้าวเป้งจากปักษ์ใต้


ก็คิดตั้งแบบพรรคกรีนกันขึ้นมา คือไม่ต้องส่งส.ส.ลงสมัคร เวลาเลือกตั้งก็ขึ้นป้ายไปว่ามีนโยบายอะไร(อันนี้น้าวสันต์ สิทธิเขตต์เคยทำ ที่มีรูปแกหนวดเคราเฟิ้ม ผมเผ้าไม่หวี เป็นหัวหน้าห่าอะไรซักอย่างขึ้นป้ายทั่วกรุงเทพฯแบบกวนตีนพวกมึงเล่น)นี่ก็โมเดลหนึ่ง

#วสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปินนักเขียนเจ้าของหนังสือ"ประทานโทษ!..เป็นเหี้ยอะไรครับ?"ผู้สร้างตำนานขึ้นคัตเอาต์หาเสียงโดยไม่ลงสมัครส.ส. เคยเป็นโมเดลที่เอ็นจีโอจะทำพรรคกรีน ก่อนกลายร่างมาเป็นพรรคการเมืองใหม่ในวันนี้


อีกโมเดลก็คิดกันว่าจะไปทำสัมพันธไมตรีกับใครให้มันมีพลัง ก็พอดีลิ้มมันแตกกับเหลี่ยมออกมาพอดี ดูลำหักลำโค่นก็น่าจะไหว...ลิ้มมีลูกน้องชื่อสำราญ รอดเพชร ตัวสำราญมีสายสัมพันธ์กับจารย์สมเกียรติอยู่ก็ต่อกันมา

#สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ผู้เชื่อมแวดวงเอ็นจีโอเข้ากับสนธิลิ้ม


จารย์สมเกียรติก็ลากพวกแกนๆของเอ็นโตดีสายอีสานเข้ามา น้าเปี๊ยกพิภพก็มา พระอาจารย์ของน้าเปี๊ยกอย่างป๋าส.ก็แห่มา พอป๋าส.ขาใหญ่ก็ยังมา พวกอาจารย์เหน่ห์ หมอเสม หมอประเวศอะไรงี้ก็มา

#โสภณ สุภาพงษ์ ผู้เชื่อมสัมพันธ์เอ็นจีโอกับบ้านสี่เสา เขาเป็นคนที่จริงจังกับคนยากจนคนด้อยโอกาสทางสังคมอย่างซีเรียสในเนื้อหา แต่โสภณจะเคยมองไหมว่า ระบบโครงสร้างสังคมการเมืองแบบที่เขาสนับสนุนนั่นเองคือที่มาของ"ปัญหา"!


โสภณ สุภาพงษ์ ที่เป็นลูกป๋า ป๋าเปรมเคยให้ไปทำบางจากมานานหลายปี ดันไม่ได้ต่อวีซ่ายุคทักษิณก็เชื่อมสายพวกนี้เสียบปลั๊กบ้านสี่เสาอีกที

ก็เลยถึงยุคโชติช่วงชัชวาลย์ของเอ็นจีโอที่เข้าไปร่วมรบกับพันธมิตรเต็มลำขึ้นมา งานนี้เลยเกิดรายการผสมพันธุ์ข้ามสปีชีส์ระหว่างอำมาตย์เก่ากับขุนนางใหม่ขึ้นมา แต่ว่าไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์พลันบังเกิดแต่อย่างใด

แต่เป็นอัปรีย์จังไรพลันอุบัติ เมื่อเหี้ยเอากับเหี้ย ตกลูกออกมาเป็นเหี้ยชื่อ"พรรคการเมียใหม่" ก็มีด้วยประการะฉะนี้ แล..ขากๆๆๆถุ๊ยยยยย์!!
00000000000
อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา


-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่9):Between the lineของระบอบเทวดา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่10):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่11):กลุ่มกษัตริย์นิยมกับประชาธิปไตยแบบไท้ยไทย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่12):มหาลัยใหญ่โตเหวย! มืดจริงหนอสถาบันอันกว้างขวาง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่13):นักศึกษาประชาชนและมวลชนผู้ขมขื่น รวมกันหยัดยืน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่14):เบื้องลึก"ข้อมูลใหม่"หอการค้าถือหางปชป.-พธม.กระทืบเสื้อแดง
00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

เรดคอนเสริ์ต 14 พ.ย. 52 : เชิญชวนชาวเสื้อแดง ลุยเขาใหญ่

ที่มา Thai E-News


โดย คุณ Tan007
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
20 ตุลาคม 2552

วันเสาร์ที่ 14 พ.ย. 52 สามเกลอ จะจัดคอนเสริตคนเสื้อแดง ระดมทุนก่อนลุยงานใหญ่ประท้วงยาว

โดยคร่าวๆ สถานที่ โบนันชา รีสอร์ต เขาใหญ่

งานนี้เป็นการมีตติ้ง รีแรกซ์ พบปะคนเสื้อแดงทั่วประเทศ

กิน ดื่ม ดิ้น หน้าเวทีคอนเสริ์ต กันทั้งคืนครับ ใครพลาด เสียดายแย่ (บัตรเข้างานท่านละ 300 บาท)

บรรยากาศต้นหนาว กางเต๊นท์ นอนรีสอร์ต กระดกเบียร์เย็นๆ ชีดดดด

เอาครับ ช่วงนี้ปล่อยมาร์ก บ้า ประชุมอาเชียนไปก่อน พวกเราเตรียมตัว ซักรีดเสื้อแดง หามันนี่ติดตัวคนละไม่เกิน 2,000 บาท (เผื่อซื้อของ) หรือใครจะพกไปเป็นแสนๆ ก็ไม่ว่า

ใครมีรถเช็คสภาพรถ กระเป๋าเป้ใบเล็ก มุ่งหน้าขึ้นเขาใหญ่กันครับ

ส่วนใครไม่มีรถ อันนี้ จะมีรถทัวร์บัส วีไอพี ของคนเสื้อแดง จัดไว้บริการอย่างดี โดยมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายนิดหน่อย ดังนี้ครับ

รวมพลัง นักรบไซเบอร์ คนเสื้อแดง และบุคคลทั่วไป ร่วมงานคอนเสริต์สมทบทุน สนับสนุนกิจกรรมการโค่นล้มอำมาตย์และขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์

โดยมุ่งหน้ายกคอมพิวเตอร์ ขึ้นเขาใหญ่ นอนฟังเพลง รวมพลังประชาธิปไตยกับคนเสื้อแดง

ในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2552

ออกเดินทางในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2552 เวลา 09:00 น. บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท.ใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต ติดกับสโมสรทหารบก

เดินทางกลับในวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2552 เวลา 8:00 น. จากเขาใหญ่ แวะซื้อของที่ระลึกจากโคราช และมุ่งหน้าตรงสู่กรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ

รถจอดส่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. ใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต ติดกับสโมสรทหารบก

ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไปกลับ กรุงเทพ-เขาใหญ่-กรุงเทพ ท่านละ 500 บาท
(ราคานี้ไม่รวมค่าบัตรเข้างาน)

จองและชำระเงินก่อนวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2552
รับจำนวนจำกัดเพียง 50 ที่นั่ง

เดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศวีไอพีชั้น 1 สองชั้น

สำรองที่นั่งได้ที่ people_bus@hotmail.com

หรือ โทรศัพท์ 081-495-0411 , 080-224-4500 ตลอด 24 ชั่วโมง

Tuesday, October 20, 2009

เชื่อป๋าเปรมรู้ ชวลิตเผย พรรคไหนเพื่อคนจน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_41029

อดีตนายกฯ ย้ำจำเป็นต้องสร้างการปกครองที่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในชาติ เชื่อ ปธ.องคมนตรี ทราบดีว่า พรรคไหนอยู่ในใจปชช. เผยรอให้ พล.อ.เปรม ใจเย็นก่อนเข้าพบทำความเข้าใจเหตุซบ พท.

ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 20 ต.ค. กลุ่มเสื้อแดงประมาณ 30 คน นำโดยนายสมยศ พฤษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม24 มิถุนาประชาธิปไตย เดินทางเข้ามอบกระเช้าดอกไม้ พร้อมธงสีแดงผืนใหญ่ มีรูปดาว 5 ดวง และ รูปนกพิราบน้อยติดอยู่ด้านบนปลายธงให้แก่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐนตรี เพื่อแสดงความยินดีที่ได้สมาชิกเป็นพรรคเพื่อไทย และขอให้ช่วยเปลี่ยนรัฐบาลและเปลี่ยนระบอบการปกครองด้วย โดยพล.อ.ชวลิตกล่าวว่า การสร้างการปกครองที่เป็นธรรมเป็นสิ่งที่จะต้องลงมือทำ เพื่อให้การปกครองเป็นไปในระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยมีคุณค่ายิ่งกว่าชีวิตของพวกเราเสียอีก

ต่อมา พล.อ.ชวลิตให้สัมภาษณ์กรณีทีถูกระบุว่าขัดแย้งกับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษว่า เข้าใจว่าพล.อ.เปรมมีความรักความห่วงใย เป็นเรื่องธรรมดา เหมือนเรารักใครก็ห่วงคนนั้น เชื่อว่าไม่มีอะไร เพราะได้ตัดสินใจเข้าพรรคนี้ที่เป็นไปตามความต้องการของประชาชนทั้งแผ่นดิน และยังมีปัญหา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องยอมรับพรรคเพื่อไทยทำเพื่อประชาชนรากหญ้า อยากจะถามว่ามีพรรคการเมืองไหนที่ตั้งขึ้นมาแล้วอยู่ในใจประชาชนคนยากคนจนบ้าง พล.อ.เปรมทราบดี แต่ยังไม่มีโอกาสได้คุยกัน

"ส่วนที่จ้องถามว่านี่หรือที่เรียกว่าการทรยศชาติ ผมโดนคำกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรงมาหลายครั้ง เมื่อ 20 กว่าปีก่อนเคยถูกชี้หน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และไม่กี่ปีก่อนถูกชี้หน้าว่าเป็น กบฎ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่คนเราเวลาที่ทุ่มเททำอะไรสักอย่าง จะต้องเกี่ยวพันกับหลายสิ่ง แต่เมื่อจิตใจเรามั่นคง ทำสิ่งที่ถูกต้อง ก็จะประสบผลสำเร็จเอง" พล.อ.ชวลิตกล่าว

เมื่อถามว่าจะเข้าไปทำความเข้าใจกับพล.อ.เปรมหรือไม่ เพราะคำพูดของพล.อ.เปรม ระบุว่า พล.อ.ชวลิต เลือกข้าง พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า คงต้องไปถามพล.อ.เปรม เพราะไม่บังอาจไปเข้าใจจิตใจ พล.อ.เปรมได้ทั้งหมด ส่วนจะมีโอกาสเข้าพบพล.อ.เปรมในเร็วๆนี้หรือไม่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรี ระบุว่าให้รอพล.อ.เปรมเย็นๆลงนิดนึง ก็ต้องฟัง ต้องรอกัน เมื่อถามว่าได้ประสานติดต่อไปยังพล.อ.เปรม เพื่อขอเข้าพบหรือไม่พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ยังไม่ได้ติดต่อเลย ต่อข้อถามว่าวันที่ 21 ต.ค.จะเดินทางไปพบสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ไปเยี่ยมเยียนรับทราบสถานการณ์ปัจจุบัน ไปพบในฐานะเพื่อเก่า และ เป็นเพื่อนรัก ชอบพอกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนากยรัฐมนตรี ด้วย

มิตรจากศัตรู

ที่มา บางกอกทูเดย์

ความจริงประการหนึ่ง...ซึ่งจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง..ตราบเท่าที่โลกใบนี้ ยังมีสิ่งที่เรียกว่า ...สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ความจริง...นั่นคือ...ศัตรูของศัตรูคือมิตรศัตรูของศัตรูคือมิตร...ปรากฏอยู่มากมายในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต...การเกื้อกูลกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน..เป็นเหตุผลที่อยู่เหนือเหตุผล..ยิ่งสำหรับมนุษย์แล้ว..ปรากฏการณ์นี้ไม่ต้องใช้เวลา..เพียงแค่ 1 ลมหายใจเข้า...มิตรก็กลายเป็นศัตรูหรือศัตรูกลับกลายมาเป็นมิตรอังกฤษ..กับ ตุรกี...เป็นมหาอำนาจด้วยกันมาแต่โบราณ...จึงมีฐานะเป็นคู่สงคราม...แต่เมื่อต้องร่วมเผชิญหน้ากับผู้รุกรานร่วมกัน...คำจารึกที่ว่า....ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรในการเมืองก็ถูกบัญญัติขึ้นเนวิน ชิดชอบ คงไม่เคยแม้แต่ฝันว่า..จะมีวันที่ต้องอยู่ตรงกันข้ามกับ ทักษิณ ชินวัตร....หรือคิดว่าจะได้โอบกอด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่เมื่อบางคนในพรรค..ขับไล่ไสผลัก...เขาไปตั้งสาขาพรรคสนับสนุนคนที่ไม่ใช่คนของเนวิน...ธรรมชาติอันเป็นจริงที่ว่า....ศัตรูของศัตรูคือมิตร...จึงเกิดขึ้นบาปเกินไปที่จะกล่าวหาว่าใครหักหลัง....เพราะที่สำคัญกว่านั้นคือ...ใครหักใครก่อนทักษิณ ชินวัตร อาจจะต้องใช้เวลาในการหาความเป็นจริง....แต่ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ กับ ยงยุทธ ติยะไพรัช...คงไม่ต้องถามใคร..นอกจากถามตัวเองเล่าความเพื่อจะบอกกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ว่า...ศัตรูของศัตรูคือมิตร และ ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรในการเมืองนั้น..ใช้ได้กับทุกคนบนถนนแห่งอำนาจไม่ยกเว้นกับขอทานหรือนายกรัฐมนตรีไม่ยกเว้นไม่ว่ากับใครฐานันดรศักดิ์ชั้นไหน...จอมพล ป.พิบูลสงคราม...ก็ไม่เคยคิดว่า ...ผู้สาบานจะไม่วัดรอยเท้า...จะเป็นผู้ขับไล่เขาไปตายในต่างแดน...เท่ากับ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์..ก็ไม่เคยคิดว่า...จอมพล ป. จะปลดเขาจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเพราะเชื่อตามคำของลูกชายว่า...พลเอก สุจินดาคราประยูร..ศิษย์เก่าโรงเรียนทหารอเมริกา..บูชาประชาธิปไตย..พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ..จึงเสียเก้าอี้นายกรัฐมนตรี.ให้กับผู้บัญชาการทหารบกที่..เขาตั้งส่องกระจก..ถามตัวเองสักเวลา...นายกรัฐมนตรีมาร์ค...มิตรกลายเป็นศัตรูไปกี่คนแล้ว..? 

เนื่องจากเกิดการผิดพลาดในการรับ-ส่งต้นฉบับทำให้คอลัมน์พญาไม้ทูเดย์ ที่ลงตีพิมพ์เมื่อวันที่20 ตุลาคม ที่ผ่านมา เรื่อง “ท่านประธานที่เคารพ” นั้นเป็นเรื่องที่เคยตีพิมพ์มาแล้วก่อนหน้าทางกองบรรณาธิการจึงใคร่ขออภัยในความผิดพลาดดังกล่าว ทั้งต่อท่านผู้อ่านที่เคารพ และท่านผู้เขียนมา ณ ที่นี้ด้วย

ทหาร ‘พรึ่บ’ เข้าเพื่อไทย! ไม่หวั่นเสียงครหา ‘ทรยศ’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยถูกมรสุมการเมืองหลังรัฐประหาร 19 กันยายน2549 กระหนํ่าอย่างหนัก แต่นับวันดูเหมือนพรรคเพื่อไทยจะยิ่งได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น กรณีอดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี นำโดย พล.อ.อ.สุเมธโพธิ์มณีอดีตผู้ทรงคุณวุฒพิิศษประจาํสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตบเท้าเข้าร่วมกิจกรรมกับพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งทั้งนี้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย พล.อ.อ.สุเมธและ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ร่วมกันแถลงข่าวว่า ขณะนี้มีอดีตนักเรียน

เตรียมทหารรุ่น 10 จำนวน 49 คนสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยนายยงยุทธ กล่าวว่า ผู้ที่มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย มีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ ชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ และเป็นอดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งการมาสมัครในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการจงรักภักดีต่อชาติพล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า จากที่ดูนโยบายและองค์ประกอบหลายอย่างของพรรคเพื่อไทย เห็นว่าจะสามารถนำนโยบายไปปฏบิ ตั ไิดจ้ รงิ เปน็ การสรา้งงานสร้างอาชีพ และสร้างชาติ ทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข และมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ขณะที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(ผอ.รมน.) กล่าวว่า วันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ที่แน่ชัดว่า พรรคเพื่อไทยทรยศต่อประเทศชาติหรือไม่ เพราะวันนี้มีอดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ซึ่งทุกคนทำงาน เป็นทั้งทหาร ตำรวจ รับใช้ชาติมาตลอดชีวิตการทำงาน ดังนั้น จึงอยากฝากไปถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ในฐานะที่เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นพี่ หรือเป็นผู้บังคับบัญชาว่า ในเรื่องการผูกขาดความรักชาติ อย่าผูกขาดไว้เพียงคนเดียวใครที่คิดเห็นไม่ตรงกัน ไม่ใช่หมายความว่าจะเป็นผู้ที่ทรยศต่อชาติ หรือไม่จงรักภักดี“ท่านอยู่ในห้องเย็น ห้องยุทธการแต่เราอยู่ในพื้นที่ภาคสนาม ทุกคนก็มีอุดมการณ์เดียวกัน” พล.อ.พัลลภ กล่าวและนอกจากอดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 จำนวน 49 คน ที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แล้ว ยังได้นำภรรยามาร่วมสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยด้วย ทำให้บรรยากาศที่พรรคเพื่อไทยมีความคึกคักมากยิ่งขึ้น และได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจำนวนมากสำหรับรายชื่อของ เตรียมทหารรุ่น 10จำนวน 49 คน ประกอบด้วย
1. พล.อ.สิงห์ทอง พลอยแดง
2. พล.ท.วิศิษฏ์ สมานันตกุล
3. พล.อ.ท.วันชัย ธนสุกาญจน์
4. พล.ต.ต.ไพฑูรย์ เชิดมณี
5. พล.ท.บรรพต งามกัณหา
6. น.ต.สมหมาย พงษ์ประยูร
7. พล.อ.เฉลิมชัย วิรุฬห์เพชร
8. พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง
9. พ.ต.อ.พลสันต์ พันธ์อาทิตย์
10. พล.อ.อ.สมชัย พละพงศ์
11. พล.อ.จิรสิทธิ เกษะโกมล
12. พล.ต.ต.สุชาติ กาญจนวิเศษ
13. พล.อ.ต.เอกศักดิ์ ปุรเทพ
14. พล.ท.ทวีรัฏฐชัย สว่างเพียร
15. พล.ต.ต.บุญเลิศ นันทวิสิทธิ์
16. พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี
17.พล.อ.อำนวย ถิระชุณหะ
18. พล.อ.ต.คำรณ เจริญวงศ์
19. พล.ท.ชะเลียง รุ่นเจริญ
20. พ.ท.พิบูลย์ พูลสวัสดิ์
21. พล.อ.ต.โฆษก ประคองทรัพย์
22. ร.อ.นิพนธ์ งามเสน่ห์
23. กัปตันศิริเดช จุลเปมะ
24. พล.ต.ท.ศิริชัย มีนะกษิษฐ
25. พล.ต.ต.จรัญ ชิตะปัญญา
26.พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ
27. พ.ต.อ.ปราโมทย์ บุญดำเนิน
28. พล.ต.ต.ชัยชาญ กิติจันทร์
29. พล.ต.ต.สิทธิพงศ์ ปุณโณทก
30. พล.ต.ต.สงกรานต์ สังขกร
31. พล.ต.ต.วิทูรย์ คลังพลอย
32.พล.ต.ท.วุฒิ วิทิตตานนท์
33. พล.ต.ต.ชวลิต มโนสมุทร
34. พล.ต.ต.เกรียงศักดิ์ รักษาสัตย์
35. พ.ต.อ.นักรบ สุดใจ
36. พ.ต.อ.เสนาะ เขมะประภา
37.พล.อ.จุมพฏ ศรีธรรม
38. พล.ท.มนัส เปาริก
39. พล.ท.นเรศร์ ศรีสุข
40. พล.ท.พฤกษ์ สุวรรณทัต
41. พล.ร.ท.สีวิชัย สิริสาลี
42. พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต
43. พล.ร.ท.วิญชัย จารุปกรณ์
44. พล.ท.ธรรมนูญ แสงเงิน
45. ดร.วรดิษฐ์ อุชัย
46. พ.อ.คมเดช เทพประทุม
47. พล.อ.ต.ดิเรก รื่นบรรเทิง
48. พล.อ.ไตรศักดิ์ อินทรรัสมี และ
49. พล.อ.พรชัย กรานเลิศและมีรายงานข่าวว่ายังมีในส่วนของตำรวจอีก 16 คนที่เตรียมจะเข้าพรรคเพื่อไทยด้วยเช่นกัน 

เขานั่งเครื่องเรานั่งเกวียน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอบอกว่า อลังการงานสร้างจริงขอรับ! ก็เล่นเกณฑ์ทั้งกองทัพไปอารักขาเคยได้ยินไหมขอรับ “มดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม”เฮลิคอปเตอร์ ใช้บริการโดย “สุเทพเทือกสุบรรณ” รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงของเรา “บินตรง” ...ไปหัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ...เอาล่ะ! กลับมาใช้สิทธิ์ “คอมเมนท์” รัฐบาลดีกว่า..ทางการจีนได้เตรียมการและเตรียมพร้อมสำหรับงานเฉลิมฉลองวันชาติ ครบรอบปีที่60 อย่างยิ่งใหญ่ทางการไทยเตรียมการและเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมอาเซียนด้วยกำลังอารักขาอย่างยิ่งใหญ่ในระยะ 60 ปีที่ผ่านมา จีนมีผู้นำมาแล้ว4 รนุ่ เรมิ่ จากเหมาเจอ๋ ตงุ เตงิ้ เสยี่ วผงิ เจยี งเจอ๋ หมนิและ หูจิ่นเทา ขณะนี้พรรคได้วางตัวผู้นำรุ่นที่ 5ไว้แล้วผู้นำจีนตั้งแต่รุ่นเติ้งเสี่ยวผิงเป็นต้นมาได้นำจีนเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคแห่งการพัฒนาที่ทำให้คนจีนกินดีอยู่ดีขึ้น จีนได้เข้าสู่แกนกลางของโลกแล้ว ซึ่งจะทำให้จีนมีความรับผิดชอบต่อสันติภาพโลกมากขึ้นในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ไทยมีผู้นำมาแล้ว4 คน เริ่มจาก พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร สมัครสุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ และขณะนี้ความแปรปรวนทางการเมือง อันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง “ผู้นำ”เริ่มส่งสัญญาณ“พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง “ความแปลกใหม่” ในการบริหารราชการแผ่นดิน19 กันยายน 2549 เกิดการหักเหของระบอบประชาธิปไตย เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งๆกลางๆ ส่งผลให้ “ไทย” หยุดชะงักการพัฒนากระทั่งวันนี้ก็ยังไม่ดีขึ้นนัก...ผู้นำจีนวิเคราะห์ว่า หลังสงครามเย็น

กระแสหลักของโลกคือการก้าวข้ามความแตกต่างทางลัทธิอุดมการณ์ ความเชื่อทางการเมือง ไม่ว่าประเทศใหญ่เล็ก แข็งแกร่ง อ่อนแอสามารถร่วมมือเพื่อแสวงประโยชน์ร่วมกันได้ที่ผ่านมา ความร่วมมือเป็นไปอย่างคึกคักจีนใช้โอกาสนี้สร้างสภาพแวดล้อมที่สันติเพื่อขอเวลาในการพัฒนาประเทศผู้นำไทย (บางคน) วิเคราะห์ว่า หลังการปฏิวัติ ฝ่ายชนะจะขึ้นเป็นใหญ่และก้าวข้ามศัตรูไปอย่างเย่อหยิ่ง! อีกทั้งยังเป็นโอกาส “โกย”เข้าพกเข้าห่อ..จีนถือว่าปัญหาด้านเศรษฐกิจโลก -ตนมีความรับผิดชอบโดยร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการต้านทานวิกฤติเศรษฐกิจและช่วยให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ได้ แม้ว่าเศรษฐกิจจีนผ่านจุดตํ่าสุดไปแล้ว และมีโอกาสฟื้นตัวก่อนคนอื่น แต่จีนก็ถือว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องช่วยและร่วมมือกับทุกประเทศในการก้าวข้ามวิกฤตินี้ไปให้ได้ไทยถือว่าปัญหาด้านเศรษฐกิจโลก –เป็นปัญหาที่ต้อง “กู้เงิน” มากระตุ้นเศรษฐกิจด่วน รวมทั้งโหมโรงสร้าง “เมกะโปรเจ็กต์”อย่างเร่งด่วน!! อาทิ ถนนไร้ฝุ่น และรถเมล์เอ็นจีวี นี่ล่ะสำคัญมากๆ ที่จะช่วยลดค่าครองชีพประชาชนและกระตุกเศรษฐกิจให้มีดัชนีพุ่งขึ้น...นโยบายด้านการป้องกันประเทศ จีนเน้นการป้องกันประเทศเป็นหลัก จีนจะไม่แทรกแซงก้าวก่ายในกิจการของประเทศอื่น จีนสร้างความเข้มแข็งเพื่อป้องกันตนเอง ไม่ใช่รุกรานคนอื่นนโยบายด้านการป้องกันประเทศ ไทยเน้นการป้องกันตัวเองเป็นหลัก จะไม่แทรกแซงและเหยียบเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงในทะเลจีนใต้ - จีนยืนหยัดในหลักการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี จีนเสนอให้มีการพัฒนาพื้นที่ขัดแย้งร่วมกันเพื่อให้เกิดปัจจัยบวกอันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาบั้นปลาย จีนเห็นว่าคู่กรณีทุกฝ่ายต้องยับยั้งชั่งใจ ไม่สร้างและขยายความตึงเครียด และใช้วิธีเจรจากันในการแก้ไขปัญหา แม้จะแก้ไม่ได้ในช่วงคนรุ่นนี้แต่ก็หวังว่าคนรุ่นลูกหลานจะแก้ไขได้ในพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร – ไทยยืนหยัดในหลักการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธีแต่หาข้อสรุปไม่ได้ และคล้ายว่ารัฐบาลไทยจะเจรจากับรัฐบาลเขมรไม่รู้เรื่อง เพราะคำตอบไม่เคยชัดเจนจีนเป็นเมืองใหญ่..แต่ที่น่าทึ่งเพราะเขาใหญ่กว่าที่เราเห็น ด้วยการทำงาน ด้วยยุทธศาสตร์ด้วยความรับผิดชอบ และด้วยหน้าที่..จีนทำเต็มที่ภายใต้มาตรฐานไม่ก้าวก่ายให้ใครเดือดร้อนและไม่เดือดร้อนใครแล้วไทยล่ะ??? 

ถึงเวลาป๋า ทำอะไรสักอย่าง

ที่มา บางกอกทูเดย์

จริงๆ แล้วหากทุกฝ่าย ล้วนรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างที่พูดกันแล้วจริงๆ ต้องเลิกที่จะมองกันในแง่มุมของอคติบังตาแต่ควรจะต้องหาทางไกล่เกลี่ย และแก้ไขปัญหาซึ่งผู้มีบารมีที่หากจะทำแล้วไม่ได้ยากเย็นในการไกล่เกลี่ยเลย ก็คือ พล.อ.เปรมนั่นเอง ที่หากลงมือไกล่เกลี่ยให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายแล้ว ทำได้ไม่ยากแน่นอน

เพราะฤกษ์ผานาทีในการตั้งกรุงเทพมหานครเป็นราชธานี รวมทั้งฤกษ์ในการตั้งศาลหลักเมือง ถูกกำหนดให้อิงความสำคัญไปที่ “ทหาร” ตลอดระยะเวลาที่ล้มลุกคลุกคลานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข นับตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมาชะตากรรมของนักการเมืองไทยจึงต้องมีบรรดา “นายทหารใหญ่” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยตลอดหากจังหวะใดที่นายทหารใหญ่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นนายทหารประชาธิปไตย บรรยากาศการเมืองก็จะเริงร่าสดใสแต่หากอยู่ในช่วงของนายทหารใหญ่ที่ยึดติดกับ “อำนาจ” และเชื่อมั่นว่าอำนาจในมือเป็นศูนย์กลางของการควบคุมกลไกทางการเมือง นักการเมืองในยุคนั้นก็ต้องจ๋อยไปตามระเบียบมาวันนี้วังวนของทหารและนักการเมือง ยังคงเป็นกงเกวียนกำเกวียนย่ำรอยมากว่า 4 ปี นับจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาบ้านเมืองที่ยุ่งเหยิงทุกวันนี้ บรรดานายทหารใหญ่ โดยเฉพาะนายทหารคณะมนตรีแห่งชาติ หรือ คมช. ภายใต้การนำของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัญหายุ่งเหยิงในทุกวันนี้ระหว่างนักการเมือง ทหาร นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และแม้แต่กระทั่งอำมาตยาธิปไตย ล้วนแล้วแต่ปะทุขึ้นมาขัดแย้งกันอย่างหนักหลังรัฐประหารของ คมช.ทั้งสิ้นขนาดว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจำเป็นต้องกลับมาทำงานการเมือง เดินหน้าเข้าพรรคเพื่อไทย หวังช่วยแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง ยังเจอแรงกระเพื่อมเพราะพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ออกมาพูดว่า ให้ระวังเรื่องการทรยศต่อชาติ เล่นเอาบิ๊กจิ๋วถึงกับงงเต็ก แค่เข้ามาเป็นประธานพรรคเพื่อไทย จะมองไกลไปถึงเรื่องขนาดทรยศต่อชาติได้อย่างไรคนละเรื่องเดียวกันเลย

แต่ พล.อ.ชวลิต ก็น้อมรับคำพูดอย่างสุภาพและโดยสงบ“ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว ท่านไม่มีอะไร เราจำเป็นจะต้องรับฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านอบรมสั่งสอนก็จะต้องรับฟัง เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่เป็นห่วง การที่แสดงความเป็นห่วงออกมาด้วยวาจา ที่ค่อนข้างจะสะท้อนถึงจิตใจที่เป็นห่วงมากก็จะต้องเข้าใจอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าท่านจะมาว่าเรา ทั้งนี้เมื่อท่านพูดหนักๆ พูดแรงๆ แสดงว่าท่านห่วงเรามาก ท่านยิ่งพูดหนัก พูดแรง แสดงว่าท่านยิ่งห่วงใยเรา”พล.อ.ชวลิต ยืนยันว่าไม่รู้สึกเจ็บปวดที่ถูกกล่าวหาว่าทรยศต่อชาติ เพราะไม่ได้ทำอะไรเลย พล.อ.เปรม เป็นคนที่เสียสละทำงานให้กับบ้านเมืองมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จนถึงวันนี้อายุจนจะ 90 ปีแล้ว ท่านยังไม่ทิ้ง และตนยังไม่ถึง 80 ปี จะทิ้งได้อย่างไร ดังนั้นจะต้องทำงานให้กับบ้านกับเมือง และเมื่อ พล.อ.ชวลิต ตัดสินใจเดินหน้ากลับมาทำงานการเมือง เพราะทิ้งบ้านทิ้งเมืองไม่ได้ จึงทำให้นายทหารใหญ่หลายๆ คนพากันขยับมาทำงานการเมืองเคียงคู่ไปกับ พล.อ.ชวลิตด้วยทำไปทำมา พรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคการเมืองขั้วตรงข้ามอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่เกิดจากก๊วนการเมืองต่างๆ เคยเชื่อ เคยปรามาสว่าเจอมือขยันมาช่วยขยี้รอบด้านแบบนี้... อยู่ยากแน่... เสร็จแน่โดยเฉพาะเมื่อ คมช.ซึ่งเป็นสายพันธุ์ทหารใหญ่ ประกาศลั่นว่าจะใช้แผน 4 ขั้นสลายให้สิ้นซากให้ได้ ดังนั้นเมื่อมีกลุ่มนายทหารปรปักษ์ จะอยู่รอดได้ก็คงเก่งเกินไปแล้ว... ขืนรอดก็เสียหน้าอดีตนายทหารใหญ่หลายคนที่ตั้งใจ “ขยี้”หมดแต่มาวันนี้ พรรคเพื่อไทยกลับไม่เพียงไม่เดี้ยง ไม่ทรุดอย่างที่กลุ่มอำนาจบางกลุ่มต้องการ แต่หลังจากบิ๊กจิ๋วเข้าไปเป็นประธานพรรค ดันมี “นายทหาร” ตบเท้าเข้าไปตาม จนปาเข้าไปจะร่วมๆ 20-30 คนแล้วสนุกล่ะงานนี้เพราะบรรดานายทหาร ข้าราชการ หรือบุคคลที่เดินหน้าเข้ามาเติมเต็มในเวลานี้ ล้วนแล้วแต่มีความรู้ความสามารถที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองรวมทั้งมีพรรคพวก เพื่อนฝูง รุ่นพี่รุ่นน้อง ทั้งในแวดวงสีเขียว สีกากี เต็มพรึ่ดไปหมด

ราศรีของพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่พรรคที่ถือกำเนิดจากก๊วนการเมืองจะอหังการ์ว่าจะทำให้สูญพันธุ์จากแผ่นดินอีสานได้นั้น... คงต้องกลับไปนอนก่ายหน้าผากทบทวนกลยุทธ์กันใหม่แล้ว แน่ไม่แน่ ก็เล่นเอา พล.อ.สนธิ คมช. ใหญ่ ต้องออกมาแก้ต่างว่าการที่ พล.อ.ชวลิต เข้าพรรคเพื่อไทย และ ในเร็วๆ นี้ ที่มีกระแสว่า นายทหารเตรียมรุ่น10 เพื่อนร่วมรุ่น ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อีกหลายคน เตรียมแห่เข้าสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทย ด้วยนั้น จะไม่ทำให้กองทัพเกิดความแตกแยกหรือสูญเสียความเป็นปึกแผ่นไปแน่นอน เพราะนายทหารเหล่านั้น ส่วนใหญ่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ย่อมมีอิสระในฐานะราษฎรเต็มขั้น ที่จะไปทำอะไรก็ได้ส่วนการที่ พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก และ นายทหารผู้มีความใกล้ชิด กับ คมช. สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยนั้น ขอไม่ออกความเห็นเช่นเดียวกับพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ อดีตสมาชิก คมช. ที่พูดเหมือนกันเป๊ะว่า กองทัพจะไม่เกิดปัญหาความไม่สามัคคีจากเรื่องดังกล่าวแน่ เพราะนายทหารเหล่านั้นออกจากราชการไปแล้วอดีต คมช. ใหญ่ พากันมองว่าเป็นเรื่องของนายทหารที่เกษียณแล้ว เช่นเดียวกับกลุ่ม คมช.นั่นเอง เพราะฉะนั้นทุกคนมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ ไม่ว่ากันซึ่งหากนายทหารทุกคน มีหัวใจประชาธิปไตยที่แท้จริง และรักชาติอย่างแท้จริงเท่ากันทุกคนก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีกับประเทศชาติเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาวาระซ่อนเร้นนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน จะได้หมดสิ้นไปเสียทีแผนบันใด 4 ขั้น ลับ ลวง พราง ที่เป็นต้นตอของปัญหาความแตกแยกของบ้านเมืองในเวลานี้ จะได้จบเห่ไปเสียที บ้านเมืองจะได้กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้งเพราะตราบใดก็ตามที่ “อคติ” ยังคงมีอยู่ในกลุ่มบุคลที่กุมกลไกอำนาจ แล้วยังมองเห็นว่า พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายตรงข้าม ปัญหาก็คงไม่มีทางจบ เนื่องจากนับวัน กลุ่มประชาชนที่เข้ามาร่วมทวงคืนประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นขยายวงมากขึ้นเรื่อยๆ แบบ non stop ตรงนี้แหละที่กลุ่มทหารขั้ว คมช. และกลุ่มอำมาตยาธิปไตย จะทำอย่างไร

ก็ขนาดมุมมองของ พล.อ.เปรม ที่พูดถึงพรรคเพื่อไทย ทางพรรคเพื่อไทยยังอดที่จะเกิดความรู้สึกไม่ได้ ซึ่งนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์โดยมีเนื้อหา ถึงการให้สัมภาษณ์ของพล.อ.เปรมเป็นการดูถูกเหยียดหยามพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคเสียหายเพราะเหมือนเป็นการสื่อความหมายว่าหากใครเข้าพรรคเพื่อไทยจะเป็นคนทรยศต่อชาติ อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นพรรคการเมืองที่ชั่วร้าย มีนโยบายเป้าหมายทำลายประเทศ ทั้งที่เป็นพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีนโยบายรักษาระบอบประชาธิปไตย จงรักภักดีต่อสถานบัน จึงรู้สึกเสียใจอย่างมากที่พล.อ.เปรมออกมาพูดเช่นนี้กรณีที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ทั้งในส่วนของอดีตทหารขั้ว คมช. กับอดีตทหารที่ตบเท้าพรรคเพื่อไทย และอดีตนายทหารระดับรัฐบุรุษอย่าง พล.อ.เปรม ยังสะท้อนถึงความแตกต่างทางมุมมอง ที่พร้อมจะทำให้การแก้ไขปัญหาของประเทศชาติไม่ง่ายจริงๆ แล้วหากทุกฝ่าย ล้วนรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างที่พูดกันแล้วจริงๆ ต้องเลิกที่จะมองกันในแง่มุมของอคติบังตาแต่ควรจะต้องหาทางไกล่เกลี่ย และแก้ไขปัญหาซึ่งคงหมายความว่า...ถึงเวลาที่ “พล.อ.เปรม” ควรจะต้องตัดสินใจทำอะไรซักอย่างเพื่อชาติ!!ซึ่งผู้มีบารมีที่หากจะทำแล้วไม่ได้ยากเย็นในการไกล่เกลี่ยเลย ก็คือ พล.อ.เปรมนั่นเอง ที่หากลงมือไกล่เกลี่ยให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายแล้ว ทำได้ไม่ยากแน่นอนจริงอยู่ว่า ด้วยบทบาทของประธานองคมนตรี ย่อมไม่มีหน้าที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ในภาวะที่บ้านเมืองประสบปัญหา จะด้วยเพราะเหตุผลใดๆ ก็ตาม ในเมื่อ พล.อ.เปรมยืนยันในความรักและเทิดทูนต่อ ชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอดการทำหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาขณะนี้ คงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่า พล.อ.เปรม กระมัง??ถ้า พล.อ.เปรม ยื่นมือเข้ามาลบล้างอคติที่เกิดขึ้นในแผ่นดินในเวลานี้ นี่แหละคือบทบาทของ “รัฐบุรุษที่แท้จริง” ที่ต้องทำให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้า

ตท.9-10-บิ๊กขรก.เข้าเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยยังคงทยอยเปิดตัวสมาชิกใหม่อย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 16 ต.ค.) ได้เปิดตัวนายทหาร-นายตำรวจ-ข้าราชการระดับสูง โดยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค แถลงเปิดตัว พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 9 (ตท.9) พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายวิเชียร รัตนพีระพงศ์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยทั้งหมดได้ร่วมแถลงข่าวการสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีแกนนำ และ ส.ส.พรรคให้การต้อนรับอย่างคึกคัก ด้วยการสวมเสื้อพรรคและมอบดอกไม้ให้สมาชิกใหม่พล.อ.จิรเดช เปิดเผยถึงสาเหตุที่ตัดสินใจมาทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทยว่า เห็นว่านโยบายของพรรคทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี สามารถจับต้องได้ ประกอบกับมีเพื่อนสนิทที่อยู่พรรคเพื่อไทยชักชวน จึงตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมือง และยืนยันว่าไม่ใช่การกลับขั้ว จากที่เคยอยู่ในคณะปฏิวัติในเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเพียงแม่ทัพน้อย ที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น

GT200 รหัสหายนะชายแดนใต้

ที่มา Thai E-News


เหตุ"คาร์บอมบ์"ล่าสุด มีหลายคนตั้งข้อสังเกตุไปที่เครื่องมือตรวจหาวัตถุระเบิด GT200(Global Techical) ว่าทำงานไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่นำเครื่องมือดังกล่าวไปตรวจสอบรถ"ฑูตมรณะ"คันนั้นแล้ว หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน แต่เครื่อง Gt200 เจ้ากรรมตัวนั้นดันไม่ชี้เป้า (ภาพและคำบรรยาย:เณรรูน)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบบล็อกหนุ่มเมืองชล
20 ตุลาคม 2552


แม่ค้าวิจารณ์ จีที200 ไร้ประสิทธิภาพ!

บรรยากาศบริเวณตลาดสดรถไฟเขตเทศบาลนครยะลา เช้าวันที่ 20 ต.ค. เงียบเหงา หลังเหตุ จยย.บอมบ์ พ่อค้า-แม่ค้า วิพากษ์วิจารณ์ เครื่อง จีที 200 ไร้ประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 20 ต.ค. ว่า บรรยากาศบริเวณตลาดสดรถไฟเขตเทศบาลนครยะลา ค่อนข้างเงียบเหงา มีประชาชนออกไปจับจ่ายซื้อของกันบางตาเนื่องจากยังคงมีความหวาดกลัว จากเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ทำให้ พ่อค้าแม่ค้าขายของกันไม่ค่อยได้ พ่อค้าแม่ค้าต่างวิพากษ์วิจารณ์ทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะการใช้เครื่องจีที 200 (GT 200 ) ที่ไร้ประสิทธิภาพ(ข่าว:ไทยรัฐ)

รู้จักGT200

เครื่องตรวจหาสารเสพติดและวัตถุระเบิด มีลักษณะคล้ายกับเสาอากาศวิทยุ ตัวเครื่องจะหันปลายเสาอากาศชี้ไปยังตำแหน่งที่มีวัตถุระเบิดวางอยู่ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าสถิต จากผู้ตรวจค้นและสามารถทำการเลือกกลุ่มของเป้าหมายที่จะทำการตรวจได้


คุณอังคณา นีละไพจิตร ซึ่งเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิมนุษยชนเคยเขียนถึงประสิทธิภาพอันน่าสงสัยของจีที200ไว้ดังต่อไปปนี้


2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้คนในจังหวัดชายแนนภาคใต้พูดถึงเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบวัตถุระเบิด จีที 200 มากขึ้น

คงจำกันได้ว่าในครั้งแรกๆ ที่มีการนำเครื่องมือชนิดนี้มาใช้งาน น่าจะเป็นเมื่อประมาณปี 2549 -2550 ใน “ยุทธการพิทักษ์แดนใต้” ซึ่งมีการนำเครื่องมือดังกล่าวมาใช้ประกอบในการปิดล้อมตรวจค้นตามหมู่บ้านต่างๆ

โดยเมื่อเครื่องตรวจเจอสารซึ่งเป็นส่วนประกอบของวัตถุระเบิด เครื่องจะชี้ปลายเสาอากาศไปยังตำแหน่งที่มีสารดังกล่าวอยู่

ในการปิดล้อมตรวจค้นช่วงเวลานั้น มีการควบคุมตัวประชาชนจำนวนมาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อพบว่าเครื่องมือชนิดนี้มีปฏิกิริยาต่อบุคคลรวมถึงวัตถุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

มีรายงานจากบริษัทผู้ผลิตเครื่อง จีที 200 บริษัทหนึ่งว่า เครื่องนี้จะมีปฏิกิริยาต่อ “สารยูเรีย” ซึ่งเป็นสารตั้งต้นชนิดหนึ่งที่ใช้ในการประกอบวัตถุระเบิด และเป็นสารชนิดเดียวกันกับที่เป็นส่วนประกอบของ “ปุ๋ยเคมี” ซึ่งนิยมอย่างใช้กันอย่างแพร่หลายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นสังคมเกษตรกรรม

ท่ามกลางการตั้งคำถามและคำวิพากษ์วิจารณ์ถึงความแม่นยำจากบรรดานักสิทธิมนุษยชนและราษฎรจำนวนมากในพื้นที่ โดยมีรายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า เครื่องมือชนิดนี้ได้ชี้การปนเปื้อนสารประกอบวัตถุระเบิดแม้ในคนพิการ หญิงตั้งครรภ์ หรือแม้แต่เด็ก

มีรายงานว่าในการตรวจค้นครั้งหนึ่งเครื่องชี้ไปยังกล่องกระดาษกล่องหนึ่ง ทำให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงมั่นใจว่าภายในกล่องนั้นน่าจะต้องมีวัตถุหรือสารที่เกี่ยวข้องกับระเบิด แต่เมื่อเปิดดูภายในกลับพบว่าเป็นเพียงกล่องที่บรรจุผ้าอนามัยที่นำมาขายในหมู่บ้าน

ไม่ต่างจากอีกกรณีในการปิดล้อมตรวจค้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ในบริเวณบ้านของผู้หญิงคนหนึ่ง เครื่องได้มีปฏิกิริยาที่บริเวณปลายยอดของต้นมะพร้าวต้นหนึ่ง ทำให้เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าจะต้องมีคนนำวัตถุหรือสารประกอบวัตถุระเบิดไปซุกซ่อนเอาไว้ แต่เมื่อได้ปีนขึ้นไปดู พบถุงพลาสติกเก่าๆ ใบหนึ่ง เมื่อเปิดออกดูภายในกลับพบว่าเป็นเพียงถุงใส่น้ำมันมะพร้าวที่คาดว่าหนูคงจะคาบขึ้นไปทิ้งไว้บนยอดมะพร้าว

หรือกรณีงานบุญที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ในขณะที่ผู้คนมาช่วยกันทำอาหาร เจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 24 ที่มาดูแลความปลอดภัยภายในวัด ได้ใช้เครื่องจีที 200 ตรวจสอบรอบๆ บริเวณโรงครัวภายในวัด เครื่องดังกล่าวได้ชี้ไปที่หม้อใส่แกงหม้อหนึ่ง ทำให้เป็นที่สงสัยของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างยิ่ง

ในขณะที่คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความคลางแคลงใจต่อประสิทธิภาพของเครื่องมือชิ้นนี้ หน่วยงานความั่นคงกลับมีความมั่นใจในการใช้งานมากขึ้น มีการสั่งซื้อเครื่องมือดังกล่าวเพิ่มขึ้น

ในคำเบิกความเป็นพยานในคดีที่ญาติของผู้ถูกนำตัวมาควบคุมตัวภายใต้โครงการอบรมการฝึกอาชีพ 4 เดือนโดยไม่สมัครใจที่ค่ายทหารใน จ.ระนอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2550 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้มีการไต่สวนว่าการอบรมครั้งนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

มีนายทหารระดับสูงจาก กอ.รมน.ภาค 4 ท่านหนึ่งให้การต่อศาลว่า บุคคลที่ถูกนำตัวมาควบคุมภายใต้โครงการฝึกอาชีพดังกล่าว ต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับการประกอบวัตถุระเบิด เนื่องจากเครื่องตรวจจับ (จีที 200) มีปฏิกิริยาต่อพวกเขา

รวมถึงกรณีของ นายยะผา กาเซ็ง อิหม่ามประจำมัสยิดบ้านกอตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ที่ถูกทรมานจนเสียชีวิต ภายหลังถูกเจ้าหน้าควบคุมตัวจากการปิดล้อมตรวจค้นในหมู่บ้านของเขา ก็พบเช่นกันว่าเครื่องมือชนิดนี้แสดงปฏิกิริยาต่อบริเวณบ้านและมัสยิดที่นายยะผาเป็นอิหม่ามอยู่

แม้หน่วยงานความมั่นคงจะพยายามชี้แจงว่า เครื่องมือชนิดนี้เป็นเพียงเครื่องมือเบื้องต้นที่ใช้ในการตรวจสอบ แต่ในทางปฏิบัติกลับดูเสมือนว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติซึ่งใช้เครื่องมือชนิดนี้ได้พิพากษาตัดสินไปแล้วว่า ผู้ซึ่งถูกเครื่องมือนี้ชี้คือ “ผู้กระทำผิด”

คงจำกันได้ถึงความผิดพลาดจากการใช้เครื่องจีที 200 เมื่อไม่นานมานี้ กรณีคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนใช้อาวุธปืนสงครามอาก้า และเอ็ม 16 กราดยิงนายโกศล เกษมสุข อายุ 48 ปี และนางผ่องศรี เกษมสุข อายุ 45 ปี ซึ่งออกจากบ้านในพื้นที่หมู่ 9 บ้านปลักใหญ่ ต.ปากล่อ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เพื่อเดินทางไปกรีดยางห่างจากบ้านประมาณ 3 กิโลเมตรจนเสียชีวิต

ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจที่เกิดเหตุ ได้ทำการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ด้วยเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด จีที 200 เครื่องตรวจสอบดังกล่าว ตรวจไม่พบวัตถุระเบิดในที่เกิดเหตุ รวมทั้งในร่างของผู้ตายทั้งสอง เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปเพื่อยกร่างของผู้ตาย แต่แล้วก็เกิดระเบิดขึ้น ทำให้ผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บ

เหตุระเบิด “คาร์บอมบ์” กลางเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อบ่ายวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา จึงทำให้เครื่องมือชนิดนี้ถูกตั้งคำถามอีกครั้งจากผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงสังคมไทยทั้งประเทศ ถึงประสิทธิภาพและความแม่นยำในการทำงาน เพราะก่อนเกิดระเบิดได้มีประชาชนแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบรถต้อง สงสัยคันที่เกิดระเบิดโดยใช้เครื่องมือชนิดนี้แล้ว แต่กลับไม่พบความผิดปกติใดๆ กระทั่งเกิดการสูญเสียดังกล่าว

และแม้หน่วยงานความมั่นคงจะยืนยันตรงกันว่า ความผิดพลาดไม่ได้เกิดจากตัวเครื่อง ซึ่งมีนัยที่สื่อถึงการใช้งบประมาณของกองทัพในการจัดซื้อเครื่องมือชนิดนี้ ว่าไม่มีความบกพร่อง หากแต่ทำให้เกิดคำถามกลับไปยังผู้เกี่ยวข้องว่า แล้วความผิดพลาดเกิดจากอะไรกันแน่ ที่สำคัญใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความผิดพลาดดังกล่าว

โดยเฉพาะที่ผ่านมาการใช้เครื่องมือชนิดนี้ได้ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายต่อหลายครั้ง และทุกครั้งก็ไม่เคยมีคำตอบจากหน่วยงานความมั่นคงถึงความรับผิดชอบใดๆ

ในขณะที่เจ้าหน้าที่มองว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่หน่วยงานความมั่นคงน่าจะเกิดความตระหนักมากขึ้นว่า ผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้เครืองมือชนิดนี้ได้สร้างความไม่ไว้วางใจของราษฎรต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทั้งงานตรวจค้นและงานการข่าวต่างๆ

ที่สำคัญที่สุดคือเครื่อง จีที 200 ได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมในการหาค้นพยานหลักฐาน ซึ่งหากปราศจากความถูกต้องแม่นยำและความน่าเชื่อถือเสียแล้ว คงเป็นการยากที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นที่มี เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง…

ในยุคสมัยที่การเมืองไม่สามารถนำการทหารได้จริง!

เท่าที่สรุปได้ในเบื้องต้นมีดังต่อไปนี้

1. ผลการทดสอบก่อนการสั่งซื้อไม่แน่ชัด ไม่มีการแสดงค่าร้อยละ ของ False Positive และ False Negative

2. ผู้ขายเป็นนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรด้วยทั้ง ๆ ที่มีอาชีพค้ายุทธภัณฑ์ นอกเหนือจากเป็นอาจารย์

3. ราคาค่าเครื่อง เครื่่องละเก้าแสนบาท (ไม่รวมซิมการ์ด) ถ้ารวมแล้วก็ประมาณ 1.6 ล้านบาท

4. สื่อหลักต่าง ๆ ไม่พยายามแตะต้องรายงานข่าวนี้เลย


ต้องขอขอบคุณผู้ที่ใช้นามแฝงว่า Thai Expat in US ที่นำข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสนใจมาเสนอ